SOCIAL STUDIES
เอกสารประกอบการเรียนรรู้ ายวิชาสงั คมศึกษา
T.ABDULLOH KORTAE
M.6
เอกสาNรปAระMกอบEก…าร…เรีย…นร…าย…วิช…าส…งั ค…มศ…ึกษ…า…ม.…9 (…Te…a…ch…e…r .…H…ab.…ib…) …. 1
M.6/………………NO…………….….
เรยี นรอู้ ะไรบา้ ง
1: Religions ศาสนากล
2: Sociology (สงั คมวิทยา)+
Political (รฐั ศาสตร)์
3: Law (กฎหมาย)
4: Economics (เศรษฐศาสตร4)
5: History ประวตั ิศาสตร์
6: Geography ภูมิศาสตร4
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 2
สาระท'ี 1: Religions (ศาสนา)
ศาสนา หมายถงึ ส่งั สอน อันว/าด1วยศีลธรรม และอดุ มคติสงู สุดในชีวิตของบุคคล รวมท้ังแนวความ
เชื่อถอื และแนวการปฏบิ ตั ติ /าง ๆ กนั ตามคติของแตล/ ะศาสนา เพ่อื นำมนษุ ยไM ปสู/เปOาหมายทด่ี งี ามในชวี ิตเละ ให1
สังคมเปนP หนง่ึ เดยี วกนั
ท่มี าของศาสนา
1. ความไม/ร1ู
2. ความกลวั
3. ตอ1 งการกำลงั ใจ
4. ตอ1 งการทพี่ ่ึงทางใจ
5. ความต1องการความสงบสุขของ
สงั คม
• ประเภทศาสนา
แบง/ ประเภทตามความเช่อื เกย่ี วกบั พระเจ1า
1) เทวนยิ ม (Theism) แบ/งเปPน
- เอกเทวนยิ ม (Monotheism) เช/น ยิว ครสิ ตM ซิกขM และ อิสลาม
- พหเุ ทวนิยม (Polytheism) เชน/ ศาสนาพราหมณ-M ฮินดู
2) อเทวนิยม (Atheism) ศาสนาทีอ่ ย/ูในประเภทน้ไี ดแ1 ก/ พุทธ และ เชน เปPนศาสนาที่เชื่อในกฎแห/ง
กรรม
• องค4ประกอบของศาสนา มอี งค4ประกอบ 5 ประการ ดังน้ี
การพิจารณาว/า ส่งิ ใดจัดเปนP ศาสนาหรือไมน/ ้นั โดยปกติจะพจิ ารณาจากองคMประกอบของศาสนา
กลา/ วคือ ระบบความเช่อื ถือ หรือหลักคำสอนใดกต็ ามทมี่ อี งคMประกอบดงั ตอ/ ไปน้ี กน็ บั ไดว1 /าเปPนศาสนา
1) ผู1กอ/ ตัง้ หรอื ผู1เผยแผห/ รอื ศาสดา
2) หลักคำสอนหรอื หลักธรรม (สำคัญทีส่ ดุ )
3) นกั บวช
4) ศาสนิกชน
5) ศาสนสถานหรอื โบสถM
6) ศาสนพิธหี รอื พิธีกรรมทางศาสนา
7)
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 3
เร่อื งที่ 1 : พระพทุ ธศาสนา
พระพุทธศาสนา คือคำสง่ั สอนของพระพทุ ธเจา1 พระพุทธศาสนาเปนP ศาสนาท่ีเกิดในประเทศอินเดีย ก/อน
พทุ ธศกั ราช 45 ป(t พทุ ธศักราชเริ่มตง้ั แตป/ ทt ีพ่ ระพทุ ธเจา1 เสด็จปรนิ ิพพาน) ซง่ึ พระพทุ ธศาสนา คอื เปนP ศาสนา
แหง/ ความรแ1ู ละความเปนP จรงิ เพราะเปPนศาสนาแห/งการตรสั รูจ1 ากพระปuญญาอนั ย่ิงใหญ/ของพระพุทธองคเM อง
พระธรรมทีท่ รงตรัสรู1 คือ “อรยิ สัจ 4” ก็เปนP ความจริงอันเทย่ี งแทแ1 ละจัดว/าเปนP คำสอนท่เี ปนP สากลของทุกสรรพ
สงิ่
1. ประเภทศาสนา : แบบ อเทวนิยม ไมนB ับถือพระเจEา เนEนเชื่อในเรอ่ื งกรรมของตนเอง
2. พระเจEา : ไมม/ ี
3. ศาสดา : พระสมณโคดมพทุ ธเจEา หรือ พระศากยมนุ พี ทุ ธเจEา
พุทธประวตั ิ ของพระพทุ ธเจาE
ประสูตขิ ึน้ 15 คำ่ เดอื นวิสาขะ (เดือน 6 ก/อนพุทธศักราช 80 ปt) ณ สวนลุมพินี ประเทศเนปาล ถือเปPนวัน
ประสูติของเจ1าชายสิทธัตถะ ซึ่งแปลว/า “ผู1ปรารถนาสิ่งใดย/อมได1สิ่งนั้น” พระองคMเปPนพระโอรสของพระเจ1า
สุทโธทนะ กษัตริยMแห/งราชวงศMศากยะ ราชสกุลโคตมะ ผู1ครองเมืองกบิลพัสดุM แคว1นสักกะ กับพระนาง
สิริมหามมายา ผ1เู ปนP มารดา
สทิ ธตั ถะสมรสกบั นางยโสธรา (พมิ พา) และมีบตุ รชือ่ ว/า “ราหลุ ” ซึง่ แปลว/า บว/ ง
v การออกผนวชและการตรัสรEู
-การตัดสินใจออกผนวชของพระองคM
เนื่องจากได1พบเทวทูตทั้ง 4 เมื่อครั้งออกไปนอก
วัง เทวทตู ทัง้ 4 ประกอบด1วย คนแก/ คนเจบ็ คน
ตาย และสมณะ (นักบวช)
- เพื่อแสวงหาคำตอบของชีวิตและทาง
หลุดพน1 จากความทุกขM พระองคMจงึ เริ่มเขา1 ศกึ ษา
ณ สำนักอาฬารดาบส และอุทกดาบส
ผลจากการศึกษาถึงแม1วา/ จะสำเร็จวชิ าแล1ว แต/กย็ ังไมใ/ ชห1 นทางแห/งการหลดุ พน1 หรอื เปOาหมายของพระองคM
- พระองคMจึงมุ/งแสวงหาการหลุดพ1นด1วยวิธีการ “บำเพ็ญทุกรกิริยา” ด1วย การอดอาหาร การกลั้นหายใจ
แตว/ ิธว/าวิธกี ารทท่ี ำใหห1 ลดุ พ1นอยา/ งแท1จรงิ คือการ บำเพ็ญเพยี รทางจติ
- การตรัสรู1ของพระองคMเกิดข้ึน ณ เมอื งพุทธคยา ประเทศอนิ เดยี ในค่ำคืนการตรัสรู1นัน้ ช/วง
§ ปฐมยาม ทรงบรรลุ ปุพเพนวิ าสนสุ ติญาณ คอื การรูแ1 จ1งในอดตี ชาติ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 4
§ มัชฌิมยาม ทรงบรรลุ จุตปู ปาตญาณ คอื การร1ูแจง1 การเวยี นว/ายตายเกิด
§ ปuจฉมิ ยาม ทรงบรรลุ อาสวกั ขยญาณ คือ การตัดกิเลสท้งั มวลได1สำเร็จ
ซง่ึ การตรัสรท1ู รงค1นพบหลัก “อรยิ สัจ 4” และปฏิจจสมปุ บาท เปPนองคMพระสมั มาสัมพทุ ธเจา1 ซ่งึ หมายถงึ
“ผู1ร1ู ผ1ตู ่ืน ผู1เบิกบาน”
v การแสดงปฐมเทศนา
- หลักจากการตรัสรู1พระองคMทรงพักผ/อนเสวย “วิมุตติสุข” เปPนเวลา 7 สัปดาหM ทรงระลึกถึงพระสัทธรรม
ที่ได1ทรงตรัสรู1ว/า เปPนธรรมที่ละเอียดอ/อน ยากเกินกว/าคนทั่วไปจะเข1าใจ จึงทรงพิจารณาว/าบุคคลในโลกนี้ ท่ี
เรียกวา/ “เวไนยสตั วM” (บุคคลทส่ี ามารถจะสอนได1) ซ่งึ ยังมีอยู/ จึงทรงระลึกถงึ ปญu จวคั คยี M ทั้ง 5
***พระพุทธเจ)าเปรียบ คน ได)ดอกบัวสี่เหล<า อันหมายถึง ปAญญา วาสนา บารมีและอุปนิสัย ที่สั่งสมมาแต<อดีต
ของบคุ คล ซง่ึ บัว 4 เหล<า น้นั คอื
อคุ ฆฏติ ญั Mู บัวเหนือน้ำ เมื่อได)ฟAงธรรมก็สามารถรู) และเข)าใจในเวลาอันรวดเร็ว พร)อมจะบานเม่ือ
ตอ) งแสงแดด เปนS พวกฉลาดมาก
วปิ จิตัญญ บัวเสมอน้ำ พร)อมที่จะบานในวันถัดไป เปSนพวกฉลาดปานกลาง เมื่อได)ฟAงธรรมแล)ว
พจิ ารณาตามและไดร) บั การอบรมฝWกฝนเพ่มิ เตมิ จะสามารถรู)และเข)าใจได)ในเวลาอนั ไมช< )า
เนยยะ
ปทปรมะ บัวกลางน้ำ พร)อมทีจ่ ะบานในวนั ต<อๆ ไป เปSนพวกพอแนะนำได)
บวั ใตโ) คลนตม เปนS พวกโง<เขลาเบาปAญญา เปนS อาหารของเตา< ของปลา ยากแก<การสอน
- การแสดงปฐมเทศนา เกดิ ในวันขึน้ 15 คำ่ เดอื นอาสาฬหะ (เดือน 8) ณ ปÄาอสิ ิปตนมฤคทายวัน เมือง
พาราณสี ทรงแสดงธรรม “ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร” (เนื้อหาเกี่ยวกับเรื่องอริยสัจ 4 และทางสายกลาง)
แก/ปuญจวัคคยี Mท้ัง 5 โดยมี “พระอัญญาโกณฑัญญะ” ดวงตาเหน็ ธรรมเปนP ภิกษรุ ูปแรก
- เมื่อครั้งที่พระองคMเสด็จกลับไปยังเมืองราชคฤหM ได1แสดงธรรมโปรด “ชฏิลสามพี่น1อง” (ชฏิล คือนักบวช
เกล1าผมเปPนชฎาและถอื ลัทธิบชู าไฟ) พรอ1 มทั้งบรวิ าร จนขอบวชเปPนภกิ ษุ
- พระเจ1าพิมพิสาร กษัตริยMแห/งแคว1นมคธ ผู1เลื่อมใสในชฏิล แต/เมื่อเห็นเหล/าชฏิลบวชเปPนภิกษุและได1ฟuง
ธรรมจากพระพุทธเจ1าจึงเกิดความเลื่อมใส จึงประกาศตนเปPนอุบาสก และได1ถวายพระราชอุทยานสวนปÄาไผ/เปPน
“วัดเวฬวุ นั ” นบั เปนP วดั แหง/ แรกในพระพทุ ธศาสนา
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 5
v ปรนิ ิพพาน
- ก/อนปรินิพพาน พระองคMได1ทรงเทศนาสั่งสอนสุภัททะปริพาชก จนสำเร็จอรหันตM ได1เปPนปuจฉิมสาวก
(ภิกษุรูปสดุ ทา1 ยทีพ่ ระพทุ ธเจา1 ทรงสั่งสอนและบวชให)1
- พระพุทธเจา1 เสดจ็ ปรินิพพาน วนั ขนึ้ 15 ค่ำ เดือนวิสาขะ (เดือน 6) ณ สาลวโนทยาน (ใตต1 น1 สาละ) เมอื ง
กุสินารา แคว1นมัลละ เมื่อทรงมีพระชนมายุได1 80 พรรษา หลังจากได1เผยแผ/พระพุทธศาสนามาได1 45
ปโt ดยพระองคMมพี ทุ ธพจนคM วามวา/ “พระธรรมวินัย” เปรียบเสมือนตัวแทนของพระองคMหลงั จากน้ี
4. คมั ภีร4 : พระไตรปฎÑ ก ซึง่ ประกอบด1วย 3 ปÑฎก (3 หมวด) คือ
1) พระวนิ ัยปÑฎก เกีย่ วกับ ระเบียบวนิ ยั ศีล สิกขาบท ของพระภกิ ษสุ ามเณร (พระภกิ ษุถอื ศีล 227
ขอ1 สามเณรถอื ศีล 10 ขอ1 )
2) พระสตุ ตนั ตปฎÑ ก (พระสตู ร) เกี่ยวกบั เรื่องราวประกอบธรรมะ เชนB นทิ านชาดกตาB งๆ
3) พระอภิธรรมปฎÑ ก เกยี่ วกบั หลักธรรมลวE น ๆ
5. นกิ าย : มี 2 นิกายสำคัญ
นิกายเถรวาท (หนิ ยาน) นิกายอาจารยิ วาท (มหายาน)
1) เคร/งครัดในพระวินัยและ 1) แก1ไขพระวินัยและสิกขาบท บางข1อ เช/น ฉันอาหารเย็นได1, ใส/จีวร
สิกขาบทต/าง ๆ ไม/แก1ไขพระวินัย หลากหลายรูปแบบหลากหลายสีสนั (บางนิกายย/อย พระมีเมีย มลี กู ได1)
ขอ1 ใดเลย 2) นับถือพระพุทธเจ1าและพระโพธิสัตวM หลายองคM เน1นสวดมนตMอ1อน
2) นับถือพระพุทธเจ1าและพระ วอนขอพรจากพระพุทธเจ1าและพระโพธิสัตวMเหล/านั้น เช/น พระอมิตาภะ
โพธิสัตวMแต/เพียงแค/องคMเดียว (คือ พุทธเจ1า พระไภสัชคุรุพุทธเจ1า พระไวโรจนะพุทธเจ1า พระอวโลกิเตศว
พระสมณโคดมพทุ ธเจา1 ) รมหาโพธิสัตวM (กวนอมิ ) และพระมัญชศุ รีมหาโพธิสัตวM เปPนต1น
3) เน1นปฏิบัติธรรมช/วยเหลือ 3) เน1นปฏิบัติธรรมช/วยเหลือคนอื่นให1พ1นทุกขMก/อนตนเอง (เน1นบำเพ็ญ
ตนเองให1พ1นทุกขM ก/อนช/วยเหลือ ตนเปPนพระโพธิสัตว)M
คนอ่นื 4) แพร/หลายในประเทศ จีน ญี่ปุÄน เกาหลี เวียดนาม มองโกเลีย ภฏู าน
4) แพร/หลายในประเทศ ไทย ศรี ธเิ บต
ลงั กา พมา/ ลาว กัมพชู า
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 6
6. หลกั ธรรมสำคัญของพระพทุ ธศาสนา *จาํ ไวน้ ะวา่ อริยสจั 4 เป็นหลกั ธรรมที;ทาํ ใหพ้ ระพทุ ธศาสนาไดร้ ับ
6.1 อรยิ สัจ 4 : ความจริงอันประเสริฐ 4 การยกยอ่ งวา่ เป็ นศาสนาทม*ี เี หตุมผี ลมากทส*ี ุด*
ประการ
1) ทุกข4 : ผล : คอื สภาวะทนไดย1 าก
ทกุ ขทM รมาน ไม/สบายกายไม/สบายใจ
(สอนใหร) ู)ทุกข)^
2) สมทุ ัย : เหตุ : คือเหตแุ หง/ ทกุ ขM อัน
ได1แก/ ตัณหา (ความอยาก) นนั่ เอง
(ละท้ิงสมุทัย)
3) นิโรธ : ผล : คอื สภาวะดบั ทุกขM
หมดทกุ ขM หรือนพิ พาน นน่ั เอง (ทำ
นิโรธใหแ) จง) )
4) มรรค : เหตุ : คือเหตแุ ห/งดับทุกขM หรอื
วธิ ดี ับทกุ ขM (ทำมรรคใหเ) กิดม)ี
6.2 ขนั ธ4 5 : องคปM ระกอบแหง/ ชวี ิตมนุษยM 5 ประการ คอื
1)รูป (รูปธรรม) คือ รูปร/างร/างกายของมนุษยMอัน
ประกอบไปด1วยธาตุ 4 คือ ดิน (เนื้อหนังมังสา
กระดูกของร/างกายเรา) น้ำ (เลือด น้ำหนอง น้ำลาย
ในร/างกาย) ลม (แกÜสในร/างกาย ในกระเพาะอาหาร)
ไฟ (อุณหภูมิความร1อนของร/างกาย)
2)เวทนา (นามธรรม) คือ ความรู1สึก มี 3 ประเภท
คือ
1. รู1สึกสขุ 2. รู1สึกทกุ ขM 3. ร1สู กึ เฉย ๆ ไม/สุขไม/ทุกขM
3)สัญญา (นามธรรม) คือ ความจำได1หมายความร1ู
กำหนดรูส1 ่งิ ต/าง ๆ ได1โดยไม/หลงลืม
4) สงั ขาร (นามธรรม) คอื ความคดิ ท่จี ะปรุงแตง/ จติ ใหก1 ระทำส่ิงตา/ ง ๆ
5) วิญญาณ (นามธรรม) คือ อารมณMการรับรู1ของจิต ผ/านทางช/องทางการรับรู1ทั้ง 6 (อายตนะ 6คือ ตา หู จมูก
ลิน้ กาย ใจ) ไมใ/ ชภ/ ตู ผปี ศÑ าจใดใดท้งั สิ้น
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 7
6.3 ไตรสิกขาหรืออรยิ มรรค 8 ประการ : การฝàกฝนอบรมตนเอง 3 ขั้น ซงึ่ จะตรงกับอรยิ มรรค 8 ประการดงั นี้
1) ศลี สกิ ขา : การอบรมกาย วาจา ใหสE งบเรยี บรEอย เป`นปรกติ ไดEแกB
- สัมมากัมมนั ตะ คอื กระทำชอบ ทำแต/ความดี ทำแตส/ ิง่ ที่สจุ รติ
- สมั มาวาจา คอื วาจาชอบ พดู ชอบ พดู แต/สง่ิ ดี ๆ
- สัมมาอาชีวะ คอื เลยี้ งชพี ชอบ ประกอบอาชพี สจุ ริต
2) สมาธสิ ิกขาหรือจิตสิกขา : การอบรมจิต ใหสE งบเรยี บรอE ย เป`นปรกติ ไดแE กB
- สมั มาสมาธิ คือ จิตตง้ั มนั่ ชอบ จิตสงบไมฟ/ Oุงซา/ น
- สัมมาสติ คอื ระลึกรูEตัวชอบ ไม/หลงใหล
- สมั มาวายามะ คอื เพยี รระวงั ตนชอบ ไมใ/ หท1 ำความช่วั และหม่ันรกั ษา
ความดใี ห1ดยี ่ิงขึน้
3) ปdญญาสิกขา : การอบรมปญd ญา ใหเE กิดความรEูแจEง ไดแE กB
- สมั มาสังกปั ปะ คือ คิดชอบ คดิ แตส/ งิ่ ท่ีดสี จุ ริต
- สัมมาทิฏฐิ คือ มีความเห็นชอบ มีความคิดเห็นถูกต1องตามทำนองคลอง
ธรรมของหลักศาสนาพุทธ เช/น เชื่อในอริยสัจ 4 เชื่อในกฎแห/งกรรมว/า
ทำดีได1ดี ทำชวั่ ไดช1 ัว่ เชื่อในสังสารวฏั การเวยี นว/ายตายเกดิ
* ไตรสิกขาพฒั นามาจากอรยิ มรรค ๘ ถอื เปน` หลักธรรมเร่อื งเดยี วกัน*
6.4 ไตรลักษณ4 (สามัญญลักษณ4) : ลกั ษณะสามัญของสรรพสิง่ ทัง้ หลายบนโลกทง้ั มี * *จํ า อ นั ต ต า เ ป็ น
ชวี ติ และไม/มีชวี ิตจะเปนP ไป ตามกฎ 3 ประการน้ี คือ
เ อ ก ลั ก ษ ณ์ เ ฉ พ า ะ ข อ ง
1) อนิจจัง : สรรพส่ิงลว1 นไมเB ท่ียงแทไE มแB นBนอน ล1วนต1องมกี าร พุท ธ แ ล ะ ต ร ง ข้า ม กับ
เปล่ียนแปลง อาตมัน (อัตตา) ของ
2) ทกุ ขัง : สรรพสงิ่ ลว1 นทนไดEยาก เปนP ทกุ ขMทรมาน ศ า ส น า พ ร า ห ม ณ์ - ฮิ น ดู
3) อนัตตา : สรรพส่ิงล1วนไมมB ีตวั ตน เราควบคุมมนั ไมไ/ ด1 มากทCีสุด *
6.5 โอวาทปาฏิโมกข4 : หลักธรรมสำคัญอีกประการหนึ่งในพระพุทธศาสนา ซึ่งพระพุทธเจ1าได1ทรงเทศนาในวัน
มาฆบชู า (วันเพ็ญขน้ึ 15 ค่ำ เดอื น 3)
1) ทำแตBความดี **จาํ หลกั ธรรมขอ้ นDีถือ
2) ละเวนE ความชวั่ หัวใจแห่งพระพทุ ธศาสนา *
3) ทำจติ ใหบE รสิ ทุ ธ4ผBองใส
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 8
7.พทุ ธศาสนสภุ าษติ
ขEอ พทุ ธศาสนสภุ าษิต ความหมาย
1 ยํ เว เสวติ ตาทโิ ส - คบคนเชน/ ใด กเ็ ปนP คนเชน/ นัน้ แล
2 อตตฺ นา โจทยตตฺ านํ - บคุ คลพงึ เตอื นตนดว1 ยตน
3 นสิ มมฺ กรณํ เสยฺโย - ใครค/ รวญกอ/ นแล1วจงึ ทำ ดกี ว/า
4 ทุราวาสา ฆรา ทกุ ขฺ า - เหย1าเรือนทีป่ กครองไม/ดี นำทกุ ขมM าให1
5 กมฺมนุ า วตตฺ ตี โลโก - สตั วMโลกยอ/ มเปนP ไปตามกรรม
6 กลยฺ าณการี กลฺยาณํ ปาปการี จ ปาปกํ - ทำดีไดด1 ี ทำชว่ั ไดช1 ว่ั
7 สโุ ข ปlุ ฺญสฺส อุจฺจโย - ความสั่งสมข้นึ ซง่ึ บญุ นำสขุ มาให1
8 ปูชโก ลภเต ปูชํ วนทฺ โก ปฏิวนทฺ นํ - ผู1บูชาเขาย/อมได1รับการบูชาตอบ ผู1ไหว1เขาย/อมได1รับ
การไหวต1 อบ
9 อตฺตา หเว ชติ ํ เสยโฺ ย - ชนะตนนั่นแหละเปPนดี
10 ธมมฺ จารี สุขํ เสติ - ผ1ูประพฤตธิ รรม ย/อมอยูเ/ ปนP สุข
11 ปมาโท มจจฺ โุ น ปทํ - ความประมาทเปPนทางแหง/ ความตาย
12 สุสสฺ สู ํ ลภเตปlญฺ ํ - ฟdงดวE ยดียBอมไดEปdญญา
8.พทุ ธสาวก พุทธสาวกิ า พทุ ธศาสนิกชนตวั อยBาง และชาดก
8.1 พุทธสาวก
- พุทธสาวก : พระผส1ู บื ทอดพระพุทธศาสนาทีเ่ ปนP เพศชาย ได1เเก/ ภกิ ษุ สามเณร
- พทุ ธสาวกิ า : พระผ1สู ืบทอดพระพุทธศาสนาท่ีเปนP เพศหญงิ ได1เเก/ ภิกษุณี
พุทธสาวกและพทุ ธสาวิกา เปนP คณะบุคคลที่มชี วี ิตรวมสมัยกับพระพทุ ธเจา1 ทา/ นเหลา/ นนั้ อยทู/ นั เหน็ และได1
ฟงu พระธรรมโดยตรงจากพระพทุ ธเจ1า มจี ริยวตั รที่งดงาม ควรค/าแกก/ ารศึกษาและนำไปเปนP แบบอย/างในการ
ดำเนินชวี ิต
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 9
• พุทธสาวก พทุ ธสาวิกา ที่สำคัญมดี ังนี้
พทุ ธสาวก พุทธสาวิกา ผลงาน/คุณธรรมท่สี ำคญั
พระมหากสั สปะ - ได1รับยกย/องเปPนเอตทัคคะในดา1 น ผมู1 ธี ุดงคมM าก
พระอบุ าลีเถระ - เอตทคั คะในทางผูท1 รงพระวนิ ัยงานประกาศพระพทุ ธศาสนา
นางวิสาขา - เปPนเอตทัคคะ (เลศิ กวา/ ผู1อืน่ ) ในดา1 นการถวายทาน
พระสารบี ตุ ร - เปนP ผม1ู ปี ญu ญาเลิศ สามารถเข1าใจพระธรรมคำสอนของพรพุทธเจ1าได1อย/าง
ลกึ ซงึ้ และอธบิ ายให1คนอน่ื ฟงu ได1อยา/ งดยี งิ่ เปน` พระอัครสาวกเบื้องขวา
พระโมคคลั ลานะ - เปPนผู1มีฤทธิ์มาก คือ สามารถแสดงฤทธิ์ต/าง ๆ ได1 เพราะพระโมคคัลลานะได1
ผ/านการบำเพ็ญสมาธิอย/างเชี่ยวชาญ ทำให1สามารถใช1ฤทธิ์ปราบปรามคนชั่ว
คนดุร1าย สามารถชักจูงให1เขาเหล/านั้นละการประพฤติชั่วหันกลับมาถือศีล
ปฏิบตั ธิ รรมกันมากขึน้ เป`นพระอัครสาวกเบอ้ื งซาE ย
นางขชุ ชตุ ตรา - เปPนเอตทัคคะในการเทศนสM อนคนอืน่ เปนP ผ1ูมีปuญญามาก เอาใจใสจ/ ดจำพระ
ธรรมคำสอนและนำมาถา/ ยทอดได1อย/างเช่ียวชาญ
- มีความเพยี รช/วยเหลือตนเอง แม1รา/ งกายจะพกิ าร คือ หลงั คอ/ ม แตก/ ็ไม/ยอม
แพ1ตอ/ ชวี ิต ประกอบการงานหาเลี้ยงชพี ดว1 ยตนเอง
พระเจาE พมิ พสิ าร - เปนP พระมหากษัตริยอM งคแM รกท่ีประกาศตนเปนP อบุ าสกผ1ูนบั ถือ
พระพุทธศาสนาเปนP พระองคแM รก
- ทรงมีนำ้ พระทัยเออื้ เฟåอã เผือ่ แผ/
- เปนP ผูส1 รา1 งวัดแหง/ แรกถวายพระพทุ ธศาสนา
พระนางมหาปชาบดี - เปPนเอตทัคคะ คือ เลศิ กวา/ ผูอ1 ื่นในทางรตั ตญั çู (คือ ผูม1 ปี ระสบการณMมาก)
- เปนP ผูท1 ี่มคี วามอดทนเปนP เลศิ มีความแนว/ แน/
- เปนP ผปู1 ฏบิ ตั กิ ฏเหล็กไดแ1 ปดประการ
พระเขมาเถรี - เปนP พระภิกษุณที ี่เลศิ ในทางปญu ญาและเปPนอัครสาวิกาฝาÄ ยขวา สามารถตรัส
รต1ู ามพระธรรมเทศนาของพระพทุ ธเจา1 ได1อยา/ งรวดเร็ว เปPนกำลงั สำคัญใน
การเผยแผ/พระพทุ ธศาสนาฝÄายภกิ ษุณี
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 10
8.2ชาดก แปลวา/ ผูเ1 กิด หรือ เรอื่ งราวในอดีตชาตขิ องพระพุทธเจ1า ซึง่ เปนP เร่อื งเลา/ คลา1 ยนิทาน จึงเรียกว/า
นทิ านชาดก
ชาดกท่ีสำคญั คอื 10 ชาตสิ ดุ ทาE ยกBอนเป`นพระพุทธเจาE เรยี กวBา “ทศชาติชาดก” มีดังนี้
ชาดก บารมี ใจความสำคญั
พระเตมียใ4 บE
พระมหาชนก เนกขัมมบารมี - ไม/ต1องการเปPนพระราชาเลยออกบวชและแกล1งทำ
(การออกบวช) เปPนคนใบ1 ปลกี ตัว ปลีกใจออกจากกาม
พระสุวรรณสาม
วิรยิ บารมี - เดินทางไปคา1 ขาย ปรากฏว/าเรอื แตกจมลงใน
พระเนมริ าช วิรยิ ะ/พยายาม มหาสมทุ รแม1ไม/เหน็ ฝèงu ก็พยายามว/ายนำ้ จนถึงวันที่ 7
สดุ ทา1 ยนางเมขลามาช/วยเอาไว1 ซงึ่ เปPนเทพธดิ าผร1ู ักษา
พระมโหสถ เมตตาบารมี มหาสมทุ ร ได1ชว/ ยเหลอื นำท/านขนึ้ ท่ีกรุงมิถิลา
พระภรู ิทตั
- เล้ียงดูบดิ ามารดาผต1ู าบอดอยู/ในปาÄ ถกู พระเจา1 ปÑล
พระจันทกุมาร
พระนารทะ มีเมตตา ยักษยM งิ ด1วยลูกศร แตก/ ไ็ มโ/ กรธและใชจ1 ติ เมตตา
ใครค/ รวญ
อธิษฐานบารมี - มเี บญจศีลเปนP นจิ
(รกั ษาความประพฤตโิ ดย
ชอบ)
ปuญญาบารมี - ผ1ูมปี ญu ญาเฉยี บแหลม
- ใชป1 ญu ญาแก1ไขปuญหา ทกุ อยา/ งให1สำเรจ็
ศลี บารมี - ในชาตินี้เกิดเปPนพญานาค ชื่อว/าภูริทัต รักษาอุโบสถ
ศีลที่จอมปลวกแห/งหนึ่ง แต/ถูกหมองู จับตัวไปแสดง
ละคร หาเงินตามสถานที่ต/าง ๆ แต/ก็ไม/ได1โกรธหมองู
เลย
ขนั ติบารมี - โดนจับไปบูชายัญ แต/ก็ไม/โกรธ อดทนแม1จะเจอ
(มคี วามอดทน) เหตุการณไM ม/ดี
อุเบกขาบารมี - แสดงธรรมโปรดพระเจา1 องั คตริ าชผห1ู ลงผิด
(วางใจเปนP กลาง) - แม1จะลำบากแต/ก็วางใจเปPนกลาง จนพระเจ1าอังคติ
ราชกลายเปPนพระราชาทอ่ี ยูใ/ นศลี ธรรม
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 11
พระวทิ รู บณั ฑิต สจั จะบารมี - แสดงผลของการเล/นพนนั แกพ/ ระเจ1าธนญชยั โกรพ
พระเวสสนั ดร ทานบารมี - บริจาคมหาทาน ดังที่ตรัสว/า “เมื่อครั้ง เรามีอายุ ๘ ปt
นั่งอยู/บนปราสาท มีความคิดที่จะให1ทานว/า ถ1าใครๆ
มาขอ ซึ่งดวงหทัย ดวงตา เนื้อและเลือด กะเรา เราก็
จะให”1
- เปPนชาติสุดทา1 ยก/อนประสตู เิ ปPนพระพุทธเจา1
- มีทั้งสิ้น 13 กัณฑM ได1แก/ ทศพร, หิมพานตM, ทานกัณฑM,
วนประเทวศนM, ชูชก, จุลพล, มหาพน, กุมาร, มัทรี,
สกั กบรรพ, มหาราช, ฉกษตั ริย,M นครกณั ฑM
9.วนั สำคัญในศาสนาพทุ ธ เหตกุ ารณส4 ำคญั หลกั ธรรมท่ีเกีย่ วขEอง
วนั สำคัญ ความหมาย -พระพุทธเจา1 แสดงธรรมเรอื่ ง โอวาทปาฏิ - หลกั
โมกขM และเกดิ เหตุอศั จรรยขM นึ้ 4 อยา/ ง โอวาทปาติโมกขM
1.วันมาฆบูชา เรียกว/า หรอื โอวาท3 คือ ละ
วันขน้ึ 15 ค่ำ เดือน 3 “จาตรุ งคสนั นิบาต” ไดแ1 ก/ เว1นความช่วั ทำความ
“มาฆะ” นัน้ เปPนชอ่ื ของเดือน 3 ยอ/ มา 1.วันนั้นตรงกับวนั เพญ็ ขึน้ 15 ค่ำ เดอื น ดี ทำจิตใจให1สงบ
จากคำวา/ “มาฆบุรณม”ี หมายถงึ การ 3 ซง่ึ พระจนั ทรMเสวยมาฆฤกษM บริสทุ ธซ์ิ งึ่ เปนP หลกั คำ
บชู าพระในวนั เพ็ญเดอื น 3 2.มีพระสงฆMจำนวน 1,250 รูป มาประชุม สอนสำคัญอนั เปPน
พรอ1 มกนั โดยมไิ ดน1 ัดหมาย หวั ใจของ
2.วันวสิ าขบชู า 3. พระสงฆMทั้งหมดไดร1 ับการอุปสมบท พระพทุ ธศาสนา เพื่อ
ตรงกับวนั เพญ็ ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 โดยตรงจากพระพุทธเจ1า หรอื เรียกวา/ ไปสู/ความหลุดพ1น
“เอหิภิกขุอปุ สมั ปทา”
4. พระสงฆMทมี่ าประชุมทงั้ หมดล1วนแต/ -อรยิ สจั 4
บรรลเุ ปนP พระอรหนั ตM -ความไมป/ ระมาท คือ
-เปPนวนั คลา1 ยวนั ประสตู ิ ตรสั ร1ู การมสี ติตลอดเวลา รู1
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 12
และปรินพิ พานของพระพุทธเจา1 วา/ ตนเองกำลังทำ
เหตุการณทM ัง้ 3 เกิดขึ้นสมยั พทุ ธกาลใน อะไรอย/ู
วนั เดยี วกนั แตต/ /างปกt ัน
• องค4การสหประชาชาติ (UN ) มีมติใหE
วนั วิสาขบชู าเป`นวนั สำคัญสากลของ
โลก เมือ่ ปt พ.ศ.2542 เปนP การยอมรับใน
ความสำคญั ของพระพทุ ธศาสนา
3. อาสาฬาหบชู า - เปPนวันทพี่ ระพทุ ธเจ1าทรงแสดง ปฐม - หลักทางสายกลาง/
(ตรงกบั ขน้ึ 15 คำ่ เดอื น 8)
เทศนา (แสดงธรรมกัณฑMแรกช่ือ ธมั มจักร มชั ฌมิ าปฏปิ ทา
4. วันเขEาพรรษา
แรม 1 คำ่ เดอื น 8 กปั ปวตั ตนสูตร) โปรดแก/คณะปuญจวคั คยี M - มรรคมอี งคM 8
(ถัดจากวนั อาสาฬหบชู า )
พรรษา แปลวา/ ฤดูฝน ทง้ั 5 ณ ปาÄ อิสปิ ตนมฤคทายวนั แขวง
เมืองพาราณสี
-พระรตั นตรยั ครบ 3
-เกดิ เปนP พระสงฆรM ปู แรก คอื พระอญั ญา
โกณฑัญญะ
“เข1าพรรษา” แปลว/า “พกั ฝน” หมายถึง -วิรัติ แปลว/า เจตนา
พระภกิ ษสุ งฆMตอ1 งอย/ปู ระจำ ณ วัดใดวัด เครอื่ งงดเวน1 คือ เว1น
หน่ึงระหว/างฤดฝู น จากบาป การเว1นจาก
-ในชว/ งฤดูฝน ชาวบ1านตำหนิพระสงฆMวา/ ความช่ัว เว1นด1วยการ
ไปเหยยี บข1าวกล1าและพืชอนื่ ๆ จน ตดั ขาด
เสยี หาย
-พระพทุ ธเจา1 จึงวางระเบยี บการจำ
พรรษาให1พระภกิ ษุอยูป/ ระจำทตี่ ลอด 3
เดือน เพื่อไมใ/ หช1 าวบ1านเดือดรอ1 น
ประเพณที เ่ี กี่ยวข1องกับวนั เขา1 พรรษา
คอื การถวายผ1าอาบน้ำฝน หล/อ เทยี น
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 13
พรรษา และถวายเทยี นพรรษา นยิ มทำใน
วันกอ/ นวันเข1าพรรษา 1 วัน
6. วนั ออกพรรษา -เปนP วนั ทีพ่ ระสงฆสM น้ิ สดุ การอยู/ จำ
วนั ขึ้น 15 ค่ำ เดอื น 11
พรรษา
วนั อัฏฐมีบชู า
ตรงกบั วันแรม 8 ค่ำ เดอื น 6 ทว่ี ดั ครบ 3 เดือนแลว1 ชาวพุทธนิยมเรียก
วันออกพรรษาว/า “ วนั มหาปวารณา ”
คอื พระสงฆจM ะทำพธิ ีปวารณา โดยให1
พระสงฆวM า/ กลา/ วตกั เตือนซ่งึ กัน เพอ่ื นำไป
แกไ1 ขปรับปรุงตนเอง โดยจะไมถ/ อื โทษ
โกรธเคอื งกนั ทำให1 คณะสงฆMมคี วาม
บรสิ ุทธ์ิยิ่งขึ้น ประเพณีทเี่ กยี่ วข1อง:การ
ตกั บาตรเทโว หรือท่ี เรยี กว/าเทโวโรหณะ
การทอดกฐนิ การเทศนมM หาชาติ
เปPนวันทีม่ ีการถวายพระเพลิง -ไตรลักษณ4 (อนิจจัง
พระพทุ ธเจ1า ทุกขงั อนตั ตา)
7. วันธรรมสวนะ คือ วันฟuงธรรม ในปจu จบุ ันหมายถึง “วัน - เบญจศลี
พระ” เปนP วันที่ชาวพุทธมาประชมุ พร1อม - เบญจธรรม
กนั ทว่ี ดั เพื่อฟงu เทศนM ฟuงธรรม ทำบุญ - อุโบสถศีล (ศีล
และรักษาศีล แต/ละเดอื นจะมีวนั พระ 4 8)
วัน
คือ วันขนึ้ 8 ค่ำ, วันข้ึน 15 ค่ำ, วันแรม 8
ค่ำ และวนั แรม 15 ค่ำ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 14
10.เปาx หมายชวี ิตสงู สดุ ของพระพุทธศาสนา คือ นพิ พาน (สภาวะดบั ทุกขM ดบั กิเลส)
เรอื่ งที่ 2 : ศาสนาคริสต4
1. ประเภทเอกเทวนิยม นบั ถอื พระเจ1าองคMเดียว
2. พระเจาE : พระยะโฮวา (และนับถือรวมไปถงึ พระเยซคู ริสตMว/าเปนP ภาคหน่ึงของพระเจา1 ด1วย)
3. ศาสดา : พระเยซคู รสิ ตM *เปน` ทงั้ ศาสดาและภาคหน่งึ ของพระเจาE *
4. คมั ภีร4 : คัมภีรMไบเบลิ ซ่งึ แบง/ ออกเปนP 2 ภาค คอื
1) ภาคพันธสัญญาเดิม เปPนคัมภีรMสำคัญของศาสนายูดาย (หรือศาสนายิว) ด1วย ว/าด1วยเรื่องพระเจ1า
สร1างโลกและสร1างมนุษยMคู/แรก (อาดัมและเอวา) เรื่องโนอาต/อเรือหนีน้ำท/วมโลก เรื่องโมเสสนำ
ชาวยิวอพยพออกจากอียปิ ตM
2) ภาคพันธสัญญาใหมB เปPนคำสอนของพระเยซู โดยเฉพาะ ว/าด1วยเรื่องความรักของพระเจ1าต/อ
มนุษยMและสอนใหม1 นุษยMรกั ซง่ึ กันและกนั ใหอ1 ภยั ต/อกันและกนั
5. นกิ าย : มี 3 นิกายสำคัญ
นกิ ายโรมันคาทอลกิ นิกายโปรแตสแตนท4 นิกายออร4โธดอกซ4
(คนไทยเรยี ก “คริสตงั ”) (คนไทยเรียก “ครสิ เตยี น”)
1)นับถือพระสนั ตะปาปา (Pope) เปPน 1) ไม/มีนักบวช (มีแต/ ศาสนจารยM) 1) มีนักบวช แต/ไม/นับถือพระ
ประมุขของคริสตจัก และมีนักบวช และไม<นับถือพระสันตะปาปา สันตะปาปา (Pope) เปPนประมขุ (ใน
(เช/น บาทหลวง บราเดอรM ซิสเตอรM) (Pope) เปนS ประมขุ แต<ละประเทศจะมีพระสังฆราชที่รี
2)เน1นบูชาสวดมนตMต/อแม/พระมารีอา 2) ไม/บูชานับถือแม/พระมารีอา ไม/ ยกว<า “Patriarch” เปSนประมุข
และต/อบรรดานักบญุ (Saint) ทั้งหลาย นับถือนักบุญ (Saint) *บูชานับถือ ประเทศใครประเทศมนั )
3)มีพิธีกรรมหรูหราหลายขั้นตอน เฉพาะแตพB ระเยซูคริสต4เทBานัน้ * 2) เน1นบูชานับถือพระมารีอาและ
โบสถMตกแต/งสวยงามหรูหรา และ 3) เน1นพิธีกรรมที่เรียบง/าย โบสถM นักบุญท้งั หลาย
ยอมรับปฏิบัติตามศีล 7 ประเภท (คือ ตกแต/งเรียบง/าย และยอมรับปฏิบัติ 3) มพี ธิ ีกรรมหรูหรา หลายขน้ั ตอน
1. ศลี ลา1 งบาป 2. ศีลมหาสนทิ 3. ศลี ตามศีลเพียงแค/ 2 ประเภทเท/าน้ัน 4) แพร/หลายในยุโรปตะวันออก เช/น
แก1บาป 4. ศีลกำลัง 5. ศีลเจิมคน คือ ศีลล)างบาป (หรือศีลจุ/ม) และ รัสเซีย กรีก โรมาเนีย (ไม/แพร/หลาย
ปÄวย 6. ศีลสมรส และ 7. ศีลบวช) ในไทย)
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 15
4)ไม1กางเขนมีองคMพระเยซูตรึงอยู/กลาง ศีลมหาสนิท (พิธีกินขนมปuงและดื่ม
ไม1กางเขน ไวนM)
5)แพร/หลายในยุโรปใต1 เช/น ฝรั่งเศส 4) ไมก1 างเขนไมม/ ีองคพM ระเยซูตรงึ อยู/
สเปน โปรตุเกส และในทวีปอเมริกาใต1 ตรงกลางไม1กางเขน เปPนไม1กางเขน
เชน/ บราซลิ อารเM จนตินา เปลา/ ๆ
5) แพร/หลายในยุโรปตะวันตกและ
ยุโรปเหนือ เช/น อังกฤษ เดนมารMก
เนเธอรMแลนดM เยอรมัน และ
สหรฐั อเมรกิ า ออสเตรเลยี
6. หลักธรรมสำคัญ :
หลกั ความรัก *หัวใจแห<งศาสนาครสิ ต^* มี 2 ระดบั คือ
1) ระดบั สงู : ความรกั ระหว/างพระเจ1าต/อมนุษยM (พระเจา1 ทรงรักมนษุ ยมM าก)
2) ระดบั ล/าง : ความรักระหว/างมนุษยตM /อมนษุ ยMด1วยกันเอง มนษุ ยMต1องรกั กนั เพราะเปนP พนี่ 1องกัน
ทัง้ โลก (เพราะมนุษยเM กิดจากบรรพบรุ ษุ รว/ มกนั คอื อาดัมและเอวา)
6.1 หลกั ตรีเอกานภุ าพ (Trinity) เชื่อวา/ พระเจา1 สูงสุดมีเพยี งองคMเดียว แต/ได1ทรงแบ/งภาคออกเปนP 3
ภาค คือ
1) พระบดิ า คอื พระยะโฮวา ซ่งึ เปPนพระผ1ูสถิตอยใู/ นสรวงสวรรคM เปPนผู1สรา1 งโลก สรา1 งมนุษยM
ขนึ้ มา
2) พระบุตร คือ พระเยซูครสิ ตM ซ่ึงเสด็จลงมาเกิดในโลกมนษุ ยM เพือ่ ไถ/บาปใหก1 ับมนุษยM
3) พระจิต (พระวญิ ญาณบริสทุ ธ)ิ์ คือ ภาคของพระเจา1 ซึ่งสถติ อยูใ/ นทุกท่ี ทรงล/วงร1คู วามเปPนไป
ทุกอย/างของมนุษยM
6.2 หลักอาณาจกั รพระเจาE มี 2 ระดับ
1. ระดับโลกนี้ ซ่ึงมนษุ ยสM ามารถเขา1 ถงึ ได1ในชาตนิ ี้ คอื โบสถหM รือครสิ ตจกั ร น่ันเอง
2. ระดับโลกหน1า ซงึ่ มนุษยจM ะเขา1 ถึงไดใ1 นโลกหลงั ความตาย คอื สวรรคMของพระเจ1า ทีซ่ ่งึ มนษุ ยM
จะมีชวี ติ เปPนนิรันดร มแี ต/ความสุข และไมต/ อ1 งตายอีกเลย
ข้อควรจาํ นะครับน้องๆ *ศาสนาคริสต์ไม่เชื7อเรื7องการเวยี นว่ายตายเกิด ไม่มชี าติที7แล้ว ไม่
มชี าติหน้า มนุษย์เกิดหนเดยี วตายหนเดยี ว*
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 16
6.3 หลักบาปกำเนดิ
1. มนุษยมM บี าปกำเนดิ ตดิ ตวั บาปน้สี ืบทอดมาจากบรรพบรุ ษุ คู/แรกของมนุษยMคอื อาดัมและเอวา
ทไี่ ด1ทำบาปคร้ังแรกเอาไว1 คือขโมยผลไมศ1 กั ด์สิ ทิ ธ์ิของพระเจา1 มากิน
2. ชาวคริสตทM กุ คนทกุ นกิ าย จงึ ตอ1 งรับศีลลา1 งบาป (ศลี จ/ุม) เพอ่ื ลา1 งบาปกำเนิด เปPนศลี แรกของ
ชีวิต
6.4 บัญญัติ 10 ประการ
บัญญัติสบิ ประการเปPนบญั ญัตทิ ส่ี ำคัญสำหรบั ชาวครสิ ตM แมว1 า/ บัญญตั สิ ำคัญทีส่ ดุ คือบัญญัติแห/งความรกั
แต/บัญญตั ิ 10 ประการเปPนหลักการท่เี ปนP รูปธรรมเพ่ือการปฏบิ ัตใิ นชีวติ ประจำวัน แมว1 /าจะเปPนหลักการทกี่ วา1 งก็
ตาม มดี งั นี้
1.จงนมสั การพระเจา1 แต/ผ1เู ดยี ว 6.อยา/ ลว/ งประเวณี
2. อยา/ ออกพระนามพระเจ1าโดยไม/สมควร 7.อย/าลกั ทรพั ยM
3.วนั พระเจา1 ใหถ1 อื เปPนวนั ศักดส์ิ ทิ ธิ์ 8.อย/านินทาวา/ ร1ายผ1อู นื่
4.จงนบั ถอื บดิ ามารดา 9.อยา/ คิดโลภในประเวณี
5.อย/าฆ/าคน 10.อย/าคดิ โลภในสิง่ ของของผอ1ู ่นื
7. เปาx หมายชวี ิตของศาสนาครสิ ต4: อาณาจักรพระเจา1 , การได1มชี วี ิตนิรันดรอยใู/ นอาณาจักรพระเจา1
8. ศีลศกั ดส์ิ ทิ ธิ์ ในศาสนาครสิ ตMมที ัง้ หมด 7 ประการ
1) ศลี ลาE งบาป (Baptism ) ศีลบัพติศมา หรือศลี จ/ุม : เปนP ศีลแรกเพ่ือเปนP การชำระหรือลบลา1 งบาป
กำเนิด ใหแ1 ก/เด็กทารก
2) ศีลกำลัง (Confirmation) หรอื การยืนยนั : การรบั ศลี กำลังจึงเปPนการยนื ยนั เปนP เคร่อื งหมายบ/ง
บอกถึง "การบรรลนุ ิติภาวะทางความเชื่อ" หรือความศรัทธา คอื การพัฒนาเตบิ โต มกี ำลงั เขม1 แขง็ ในความเช่ือ
3) ศีลอภยั บาป ( Penance ) หรือ การคืนดี คือการไปสารภาพบาปกับบาทหลวงผ1เู ปนP คนกลางของ
พระเจา1 และตัวแทนของพระศาสนจักร ซึ่งพระเยซคู ริสตMเจ1าทรงต้ังศลี อภยั บาปนขี้ ้ึน เพ่อื ทรงช/วยให1มนษุ ยจM ะได1
สามารถชำระลา1 งมลทินบาปและความผิดให1หมดไป ให1มีชวี ติ เปนP หนงึ่ เดียวกบั พระเจ1าอีกคร้งั หนงึ่
4) ศลี มหาสนิท (Eucharist, Holy communion) คอื พธิ กี รรมของชาวครสิ ตM เพอ่ื ร/วมสนิทกบั พระ
เยซู โดยการรับประทาน ขนมปuง (สัญลักษณแM ทนพระกายของพระองค)M และ เหลา1 องุน/ (สัญลักษณMแทนพระ
โลหิต) การประกอบพิธศี ลี มหาสนทิ นเ้ี พอื่ ให1ชาวครสิ ตMระลึกถงึ คุณของพระเจ1า เพื่อการประกาศยอมรับว/าพระ
เจ1าไดส1 ถิตอยใ/ู นกายตน เพือ่ แนบแน/นเปPนหน่ึงเดยี วกบั พระองคM
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 17
5) ศลี เจมิ คนปวì ย ( Anointing of the Sick ) หรอื สำหรบั ผปEู ìวย: ไม/ใชศ/ ีลสดุ ท1ายและจะต1องตาย
แตเ/ ปPนศีลทโ่ี ปรดให1สำหรับผ1ปู Äวยที่อ/อนกำลงั ในสภาพทีน่ /าเปPนห/วง หรอื กำลังจะสิ้นใจ เพื่อเปPนการเตรียมจติ ใจ
ให1ยดึ มนั่ ในความเช่อื และเพือ่ การฟนåã ฟูสภาพท้งั กายและจิตใจ
6. ศีลสมรส ( Matrimony ) หรอื ศีลกลา/ ว: เปPนความรักที่ ชายและหญิงมตี อ/ กัน และพรอ1 มทีจ่ ะกลา/ ว
ประกาศว/าเขาทงั้ สองรักกัน ดว1 ยความสมคั รใจ มอี ิสระอย/างเตม็ ท่ี โดยไมไ/ ดถ1 ูกบังคบั และพรอ1 มทจ่ี ะร/วมชีวิตค/ู
7. ศีลบวช ( Holy Orders ) การถวายตัว หรือ ศีลอนุกรม ผู1ที่จะสมัครบวช หรือถวายตัวแด/พระ
เปPนพระพรแห/งกระแสเรียกที่พระทรงเรียก และเลือกบุคคลหนึ่งให1ดำเนินชีวิต และมีภารกิจในการเปPนศาสน-
บรกิ าร *การบวชในศาสนาคริสตตM อ1 งทำตั้งแตเ/ ดก็ ซงึ่ ตา/ งศาสนาพทุ ธ
เรอื่ งท่ี 3 : สรุปยอB เน้อื หาศาสนาอิสลาม
1. ประเภทเอกเทวนยิ ม นับถือพระเจา1 องคMเดยี ว
2. พระเจาE : พระอัลลอฮฺ *จาํ *ศาสนาอิสลามเป็นศาสนาที7ไม่มนี ักบวช และ
3. ศาสดา : นบมี ูฮมั หมดั ไม่มรี ูปเคารพ ไม่มเี ครื7องรางของขลงั ใดๆ
4. คัมภรี 4 : คัมภีรMอลั กุรอาน
5. นิกาย : มี 3 นกิ ายสำคัญ
นกิ ายซนุ นี นิกายชีอะห4 นกิ ายวาฮาบยี 4
1) ยืดมั่นและปฏิบัติตามจารีตการ 1) นับถือท/านอาลีและลูกหลาน 1) เปนP นิกายใหมล/ า/ สดุ ในศาสนา
ดำเนินชีวิต (ซุนนะ) ของนบีมูฮัม ของท/านอาลี ว/าเปPนผู1นำศาสนาที่ อสิ ลาม
2) เน1นความสำคญั และความ
หมัดอยา/ งเคร/งครัด ถูกต1อง (เพราะท/านอาลีเปPนท้ัง ศกั ดสิ์ ิทธ์ิของคมั ภีรMอัลกรุ อานมาก
2) ยอมรับผู1นำศาสนาว/ามีแค/ 4 บุตรบุญธรรมและบุตรเขยของน ๆ คอื หา1 มตีความและหา1 มแก1ไข
ค น ห ล ั ง จ า ก น บ ี ม ู ฮ ั ม ห มั ด บมี ฮู ัมหมัด) คัมภีรMอลั กุรอาน
สิ้นพระชนมM (คือ ท/านอบูบักร 2) แพร/หลายในอิหร/าน อิรัก 3) แพรห/ ลายใน ซาอดุ อี าระเบยี
ท/านอุมัร ท/านอุสมาน และท/าน เยเมน คเู วต เปนP ตน1
อาล)ี
3) แพร/หลายมากที่สุด มุสลิมส/วน
ใหญ/ทั่วโลกนับถือนิกายนี้ (รวมถึง
มุสลิมในไทยส/วนใหญ/ ก็นับถือ
นิกายน้ดี ว1 ย)
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 18
6. หลกั ธรรมสำคัญ :
6.1 หลกั ศรัทธา 6 ประการ มุสลมิ ตอ1 งศรทั ธาใน 6 สง่ิ นว้ี า/ มจี ริง
1) ศรัทธาใน พระอลั ลอฮ วา/ มจี รงิ และทรงเปPนพระเจ1าสูงสุดแต/เพยี งองคเM ดยี ว
2) ศรัทธาใน ศาสดา (นบีหรือรอซูล) ทั้งหลาย ซึ่งมีหลายท/าน เช/น นบีอาดัม นบีอิบรอฮีม
(อับบราฮมั ) นบีมซู า (โมเสส) นบอี ซี า (พระเยซ)ู และนบีมูฮมั หมดั ซึง่ เปนP นบีคนสุดทา1 ย
3) ศรัทธาใน คัมภีร^ ทั้งหลาย ซึ่งมีหลายเล/ม เช/น พระคัมภีรMเดิมของศาสดายูดาย พระคัมภีรMไบเบิ้ล
ของศาสนาครสิ ตM และพระคมั ภรี Mอลั กรุ อาน ซง่ึ เปนP คมั ภีรMสุดทา1 ยทพ่ี ระอลั ลอฮประทานใหม1 นษุ ยM
4) ศรัทธาใน เทวทตู (มลาอีกะห^) ซึ่งเปPนเทพบริวารของอัลลอฮ
5) ศรัทธาใน วันพิพากษาโลก (วันกียามะห^) ซึ่งเปPนวันสุดท1ายของโลกและมนุษยM ท่ีพระอัลลอฮจะ
ทรงพิพากษาการการะทำของมนษุ ยMทง้ั หลาย
6) ศรัทธาใน กฎสภาวะแห<งอัลลอฮ ซึ่งได1ทรงกำหนดไว1ให1มนุษยMยอมรับกฎเหล/านี้ เช/น กฎธรรมชาติ
ที่โลกจะต1องมีฤดูกาลต/าง ๆ หรือกฎแห/งกรรม ถ1าทำดี พระอัลลอฮ จะทรงอวยพรให1 แต/ถ1าทำช่ัว
พระอลั ลอฮ จะทรงลงโทษ
6.2 หลักปฏบิ ตั ิ 5 ประการ มุสลมิ ตอ1 งปฏิบัตใิ น 5 ส่งิ นี้ อย/างเครง/ ครดั คือ
1. การปฏิญาณตน มุสลิมจะต1องปฏญิ าณตนว/ามีพระอัลลอฮ เปนP พระเจา1 สูงสุดแต/เพยี งองคMเดยี ว
2. การละหมาด คือการมนัสการและแสดงความนอบน1อมต/อพระอัลลอฮ ซึ่งมุสลิมที่เคร/งครัด
และมเี วลา จะละหมาดวนั ละ 5 ครง้ั
3. การถือศีลอด ในเดือนศักดิ์สิทธิ์ของชาวมุสลิมทั่วโลก คือเดือนรอมฎอน โดยมุสลิมจะอด
อาหารและน้ำ ในเวลาพระอาทิตยMขึ้นยันพระอาทิตยMตกดิน เพื่อฝàกให1รู1จักรสชาติความอด
อยากหวิ โหย และจะไดช1 /วยเหลือคนยากจน
4. การบริจาคซะกาต คือการบริจาคทานด1วยทรัพยMสิน เงินทอง สิ่งของ เพื่อให1คนรวยได1
ช/วยเหลอื คนยากจน
5. การประกอบพิธีฮัจญ^ ณ นครเมกกะ ประเทศซาอุดีอาระเบีย หลักปฏิบัตินี้เปPนหลักปฏิบัติที่
เคร/งครัดน1อยที่สุด เพราะไม/ต1องทำทุกคน ให1ทำได1เฉพาะมุสลิมที่มีความพร1อมทางด1าน
สุขภาพรา/ งกายและการเงินเทา/ นนั้
7. เปาx หมายชีวติ ของศาสนาอสิ ลาม : การเข1าถึงพระอลั ลอฮในสรวงสวรรคM
ข้อควรจํา *ศาสนาอิสลามไม่เชืCอเรืCองการเวียนตายเกิด ไม่มีชาติทีCแลว้ ไม่มีชาติหน้า
มนุษยเ์ กิดหนเดียวตายหนเดียว*
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 19
เร่ืองที่ 4 : สรุปยอB เนอ้ื หาศาสนาพราหมณ4-ฮินดู
1. ประเภทพหเุ ทวนิยม นบั ถอื พระเจา1 หลายองคM เชน/ พระศิวะ พระวษิ ณุ พระพรหม พระอุมา พระลักษมี
พระสุรสั วดี พระพฆิ เณศ พระรามจนั ทรM พระกฤษณะ พระอนิ ทรM พระอัคนี พระคงคา และอกี มากมาย
2. พระเจาE : มีสูงสุด 3 พระองคM (ตรีมูรติ) คอื พระศิวะ พระวษิ ณุ พระพรหม
3. ศาสดา : ไมม/ ี
4. คัมภรี 4 : คัมภรี พM ระเวท แบ/งเปPน 4 เลม/ คือ ฤคเวท ยชรุ เวท ไตรเวท อาถรรพเวท
5. นิกาย : มี 3 นิกายสำคญั คอื
5.1 นกิ ายไศวะ : นบั ถือพระศวิ ะ (พระอศิ วร) เปPนพระเจ1าสูงสดุ ในตรีมรู ติ และนยิ มบชู าศิวลึงค4เปPน
สัญลักษณแM ทนองคMพระศิวะ
5.2 นกิ ายไวษณพ : นับถือพระวษิ ณุ (พระนารายณ4) เปน` พระเจาE สูงสุดในตรีมรู ติ และนยิ มบูชาองคM
อวตารปางตา/ ง ๆ ของ พระวษิ ณุ ทีอ่ วตารลงมาปราบอสูร เช/น พระรามจันทรM พระกฤษณะ เปนP ตน1
5.3 นกิ ายศักติ : นบั ถอื พระราชาของพระเจา1 องคMตา/ ง ๆ วา/ ทรงไวซE ึ่งศกั ติ (พลังและอำนาจ) แหงB พระ
สวามี และมนุษยสM ามารถเขา1 ถงึ ไดง1 า/ ยกว/า ขอพรไดง1 า/ ยกว/า ศักตหิ รือพระชายาพระเจา1 ทเี่ ปPนทนี่ บั ถือ
6. หลักธรรมสำคัญ
6.1 หลักปรมาตมัน-อาตมนั และโมกษะ ถอื เปนP หลักธรรมขน้ั สงู ของศาสนาพราหมณMฮนิ ดู
1) ปรมาตมัน คือ วญิ ญาณสูงสุดหรอื พระเจ1าสงู สดุ ซง่ึ เปPนตน1 กำเนดิ ของชีวติ ทัง้ หลาย
2) อาตมัน คอื วญิ ญาณยอ/ ย อันเปนP อมตะไมม/ ีวนั แตกดับ อยใู/ นรา/ งกายมนษุ ยทM งั้ หลาย เวลา
มนุษยMตาย จะตายแตเ/ พียงร/างกาย แตอ/ าตมัน จะเปPนอมตะไมม/ ีวันแตกดับ ซ่ึงอาตมนั จะ
เวยี นวBายตายเกดิ ไปเรือ่ ย ๆ จนกวBาจะบรรลุโมกษะ
3) โมกษะ คอื สภาวะแหง/ การหลุดพน1 อาตมันของมนษุ ยแM ตล/ ะคน จะได1กลบั ไปรวมกับปรมาตมัน
และไม/ตอ1 งเวียนวา/ ยตายเกิดอกี เลย
6.2 หลกั ตรีมรู ติ : พระเจา1 สงู สดุ มี 3 พระองคM และต/างทำหน1าทต่ี /อโลกตา/ งกนั ไป คือ
1) พระพรหม หนา1 ทส่ี รา1 งโลกสรา1 งมนษุ ยM ชาวฮินดูเช่อื วา/ เมอ่ื พระพรหมสร1างโลกแลว1 จะนอนหลับ
พักผอ/ นชวั่ กัปชั่วกัลปô ชวั่ อายขุ ยั ของโลก และจะต่ืนข้ึนมาใหม/เพอ่ื สรา1 งโลกสร1างมนษุ ยM เมื่อโลก
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 20
และมนุษยMหมดอายขุ ัยถูกทำลายลา1 งแล1ว (ทำใหช1 าวฮนิ ดใู นประเทศอนิ เดียไม/นยิ มบชู าพระพรหม
แตจ/ ะนยิ มบูชาพระศวิ ะและพระวิษณุมากกว/า)
2) พระศวิ ะ (พระอศิ วร) หนา1 ทท่ี ำลายโลก ด1วย “ตรเี นตร” ดวงตาท่สี ามของพระศวิ ะ ซึง่ สถิตอยู/
กลางหนา1 ผากของพระศวิ ะ
3) พระวษิ ณุ (พระนารายณ)4 หนา1 ทค่ี ุม1 ครองโลก ดว1 ยการอวตารลงมาปราบยกั ษMปราบมาร
6.3 หลักอาศรม 4 : วยั แหง/ ชวี ิต 4 วยั ซ่งึ แต/ละวัยจะมีหนEาท่ีเฉพาะของวยั คนเอง
1) พรหมจารี : วยั เด็ก หนา1 ที่คอื เรียนหนังสอื หาความรูE และศกึ ษาเลาB เรียนคมั ภีร4พระเวท เพือ่
จะได1นำความรูไ1 ปใชท1 ำงานหาเลยี้ งตนเองและครอบครวั ตอ/ ไป
2) คฤหัสถ4 : วัยผ1ูใหญ/ หน1าทคี่ ือ ครองเรือน แตงB งานมีครอบครัวสืบทอดวงศตM ระกูล และทำงาน
หาเลี้ยงครอบครวั ใหส1 มบูรณM
3) วานปรสั ถ4 : วัยกลางคน หน1าที่คอื ทำงานชวB ยเหลือสังคม ชBวยเหลอื ผูอE นื่ ในสงั คม และหมน่ั
ปฏบิ ัติธรรมให1มากขึน้ เพื่อเตรียมเขา1 ส/ูอาศรมสดุ ท1ายของชีวติ
4) สนั ยาสี : วยั ชรา หนา1 ทคี่ อื ออกบวชสละชีวติ ทางโลก ไปอยู/ตามปาÄ ตามเขา บำเพญ็ ตบะโยคะ
เพ่ือแสวงหาโมกษะ
6.4 หลกั วรรณะ 4 : มนษุ ยมM ี 4 ชนชน้ั เพราะเกดิ จากพระพรหมสร1างขนึ้ มาจากอวัยวะของพระพรหมที่
แตกต/างกนั ดงั นัน้ จงึ มอี าชพี ท่ีตา/ งกนั
1) วรรณะพราหมณ4 เกดิ จาก ปากของพระพรหม, อาชพี คอื เปนP นักบวชทอ/ งบน/ สวดมนตคM ัมภีรM
พระเวทและเปนP ครอู าจารยสM ง่ั สอนคัมภีรแM ก/วรรณะอนื่ ๆ
2) วรรณะกษัตริย4 เกิดจาก มอื แขนของพระพรหม, อาชพี คือ เปน` นักรบนกั ปกครอง คอย
ค1มุ ครองคนดีและปราบปรามคนชวั่
3) วรรณะแพศย4 เกิดจาก หน1าท1องของพระพรหม, อาชีพคอื เปน` พอB คาE วานชิ และเกษตรชาวไรB
ชาวนา
4) วรรณะศูทร เกดิ จาก เทา1 ของพระพรหม, อาชีพคือ เป`นกรรมกรผใEู ชEแรงงาน คอยทำงานรบั ใช1
วรรณะท้ัง 3
* จณั ฑาล คือ คนท่ีไมมB วี รรณะ ตำ่ ตEอยและเป`นที่รังเกยี จท่ีสดุ ในสงั คมฮินดู เกิดจากพBอแมB
ท่ีแตงB งานขาE มวรรณะ โดยเฉพาะแมเB ป`นวรรณะพราหมณ4 พBอเป`นวรรณะศทู ร*
7. เปาx หมายชีวิตของศาสนาฮนิ ดู : การบรรลโุ มกษะ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 21
สาระที' 2: Sociology (สังคมวทิ ยา) +Political (รัฐศาสตร์)
เรอ่ื งที่ 1 สรุปยBอเน้อื หาสังคมวทิ ยา
สังคมวิทยา เรียนเกี่ยวกับพฤติกรรมของคนในสังคม รวมถึงกฎเกณฑMต/างๆ ที่ทำให1มนุษยMสามารถใช1
ชวี ติ ในสงั คมได1 เพราะมนษุ ยไM ม/สามารถอยู/อยา/ งโดดเด่ียวคนเดยี วได1ตลอดไป
1. ธรรมชาติของมนุษย4 อริสโตเติล บอกว/า “มนุษย^เปSนสัตว^สังคม” **ข้ อ สั ง เ ก ต น ะ ค รั บ น้ อ ง ๆ
เพราะมนุษยMอยค/ู นเดียวไม/ได1 ต1องพึง่ พาอาศยั กัน ลกั ษณะพิเศษของมนุษยท์ Cีต่างจาก
2. สังคมของมนุษย4: การรวมกันของประชากรจำนวนหนึ่ง ที่ดินแดน สัตว์ คือ สามารถสร้างระบบ
หนึ่งในเวลานานพอสมควร โดยมีวัฒนธรรมเปPนของตัวเอง แบบนี้เขาจึง สัญลกั ษณ์ และสามารถทีCจะสร้าง
เรยี กวา/ “สังคมมนษุ ย”^ วฒั นธรรมของตวั เองได้
3. สาเหตุที่มนุษย4อยูBกันเป`นสังคม: เพื่อตอบสนองต/อความต1องการขั้น
พื้นฐาน เพื่อทำให1เปPนมนุษยMที่สมบูรณM โดยการเรียนรู1วัฒนธรรมที่บรรพบุรุษสั่งสมเอาไว1 และเพื่อสร1างความ
เจริญก1าวหนา1 ให1กบั ตนเองและกลมุ/
4. โครงสรEางทางสังคม คือ การที่กลุ/มคนมีสิ่งยึดเหนี่ยว มีแบบแผน มีกฎเกณฑM และระเบียบที่เปPนแนวปฏิบัติ
รว/ มกัน จนเกิดความผกู พันเปนP อันหน่งึ อนั เดียวกนั ดังนนั้ โครงสร1างทางสงั คม คือ “ระบบความสมั พนั ธข^ องคนใน
สังคม”
องค์ประกอบของโครงสร้ างทางสังคม
1. กลBมุ คน 2. สถาบันทางสงั คม 3. การจัดระเบียบทาง
- แบบปฐมภูมิ: กลุ/มคนขนาดเล็ก คือ แบบแผนการปฏิบัติ สังคม คือ กระบวนการ
แต/มีความใกล1ชิดสนิทสนมกัน เช/น อย/างเปPนระบบ เพื่อช/วย ควบคุมให1สมาชิกในสังคม
พี่นอ1 ง ครอบครวั ในการดำเนินกิจกรรม ทำตามระเบียบข1อตกลง
- แบบทุติยภูมิ: กลุ/มคนขนาดใหญ/ ของสั งคม เพื ่ อให1 มี รว/ มกัน
เ ป P น ท า ง ก า ร แ ล ะ ไ ม / ค / อ ย มี แนวทางในการปฏิบัติ
ความสัมพันธMกันเปPนส/วนตัว เช/น ร/วมกัน
เพือ่ นร/วมงาน เจา1 นาย ลกู นอ1 ง
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 22
5. การจดั ระเบียบทางสังคม (Social Organization): กระบวนการจัดระเบียบทางสังคม ไดแ1 ก/ บรรทดั ฐาน
สถานภาพและบทบาท การขดั เกลาทางสังคม คา/ นยิ ม
5.1 บรรทัดฐาน: ระเบียบแบบแผนที่สังคมกำหนดไว1 เพื่อให1สมาชิกในสังคมยึดถือเปPนหลกั ปฏิบัติตนใน
สถานการณตM /างๆ มี 3 ประเภท คือ
1) วิถีประชา คือ แนวปฏิบัติต/างๆที่กระทำอยู/เปPนประจำจนเกิดความเคยชิน ง/ายๆคือมารยาท
ทางสังคม หากไมป/ ฏิบัตติ ามจากถกู ตฉิ นิ นินทา
2) จารีต หรือกฎศีลธรรม คือ แนวทางการประพฤติของสมาชิกในสังคมที่เกี่ยวข1องกับระบบ
ศลี ธรรม หากไมป/ ฏบิ ัตติ ามจะถูกประณาม เปPนทร่ี งั เกียจจากสงั คม ไมค/ บค1าสมาคมด1วย
3) กฎหมาย คือ ระเบียบข1อบังคับของรัฐที่กำหนดให1บุคคลต1องปฏิบัติตาม หากฝÄาฝãนจะได1รับ
การลงโทษตามกฎหมาย
5.2 สถานภาพ (Status) คอื ตำแหนง/ ทไ่ี ดจ1 ากการเปนP สมาชกิ ของกลมุ/ “บอกวา< เราเปนS ใคร”
สถานภาพจะแบง/ ออกเปPน 2 รูปแบบ
*ติดตวั มาตัง้ แตก/ ำเนดิ เชน/ เพศ อายุ สกลุ
*ได1รับมาจากความสามารถ/ได1มาภายหลัง เช/น ตำแหน/ง อาชพี การศึกษา เปนP ต1น
บทบาท (Role) คือหน1าที่ตามตำแหน/งที่ได1รับ“บอกว<าเราทำอะไร” **สถานภาพและบทบาทจะคู<กัน
เสมอ
สถานภาพ กำหนด บทบาท
5.3 การขัดเกลาทางสังคม (Socialization) หมายถึง กระบวนการอบรมสั่งสอนสมาชิกของสังคมให1ร1ู
ระเบียบแผนของสังคม
5.4 คBานิยม คือ สิ่งที่กลุ/มบุคคลยึดถือเปPนแนวทางในการตัดสินใจและกำหนดการกระทำของตน โดย
คา/ นยิ มมักเปนP ความคดิ ทก่ี อ/ ใหเ1 กิดการกระทำตามมา จะเปPนสิ่งทดี่ ีหรอื ไม/ดกี ็ได1
6. วัฒนธรรม: เปPนวถิ ีการดำรงชีวติ ของมนษุ ยทM ่เี กิดจากการเรียนรู1 ถา/ ยทอดกนั ไปทางสงั คมของมนุษยM โดย
อาศยั ระบบสญั ลักษณM สามารถแบง/ ได1เปนP 4 ประเภท
1) คติธรรม คือ วฒั นธรรมที่เก่ียวขอ1 งกับหลกั การดำเนินชวี ติ มกั จะอิงดา1 นศาสนา
2) เนตธิ รรม คอื วัฒนธรรมที่เกีย่ วข1องกบั กฎเกณฑทM างสังคม มักจะองิ ดา1 นกฎหมาย
3) สหธรรม คือ วัฒนธรรมทเี่ กย่ี วข1องกับการอย/ูร/วมกันในสงั คม เช/น มารยาท
4) วัตถุธรรม คอื วัฒนธรรมทเ่ี กีย่ วข1องกบั สิง่ ทีม่ นษุ ยคM ิดค1นประดิษฐMขึ้น
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 23
วฒั นธรรมท่เี ราพบเห็นหรือปฏิบัติจงึ อยใู/ นขอบเขตของวฒั นธรรม 4 ประเภทขา1 งตน1 แต/บางครงั้
วัฒนธรรมแต/ละพืน้ ทีม่ ีความแตกต/างจากเราซง่ึ เราอาจจะสามารถแบ/งออกเปPน 2 รูปแบบ คอื
- วฒั นธรรมหลัก คือ วฒั นธรรมของคนสว/ นใหญ/ เชน/ ท่วั ทุกภาคของประเทศไทยกินขา1 วเปPนอาหาร
หลกั
- วฒั นธรรมยอ/ ย คือ วฒั นธรรมของคนสว/ นนอ1 ย เช/น การกนิ เจ หรือไมก/ ินเนอื้
วฒั นธรรมมคี วามสำคญั อย/างมากกบั มนษุ ยMเพราะช/วยให1มนุษยMสามารถปรับตวั เขา1 กบั ส่ิงแวดลอ1 มในสงั คม เปนP
เสมือนเครื่องมอื ในการจัดระเบียบสังคมใหก1 ับมนุษยทM ำให1เกดิ ความเจริญในสงั คม
* พหวุ ฒั นธรรม หมายถงึ ความหลากหลายของวฒั นธรรมในสงั คมหนึง่ สงั คมใด ท่ีมกี ารผสมผสานของวฒั นธรรม
ที่หลากหลายความเชือ่ หลากหลายชาติพนั ธุ^ สง< ผลใหส) ังคมนั้นๆ มีความหลากหลายกลายเปSนสงั คมพหุวฒั นธรรม
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 24
เรอ่ื งที่ 2 สรุปยBอเนือ้ หารฐั ศาสตร4
1.รัฐ (state) คือ ดินแดนที่มีคนอาศยั อยรู/ วมกัน โดยตอ1 งมีองคMประกอบ 4 ประการ คือ จำงา/ ยๆคือ
“ป ร อ ด”
• ป = ประชาชน หรือประชากร จำนวนหนึ่ง จะมากหรือนอ1 ยก็ได1 และมีหลายเชอื้ ชาตไิ ด1
• ร = รฐั บาล คอื คณะผบ1ู ริหารปกครองดนิ แดนน้นั ซึ่งจะมาจากการเลอื กตงั้ (ระบอบประชาธิปไตย)
หรือ มาจากคณะทหาร (ระบอบเผด็จการทหาร) หรือมาจากกษัตริยM (ระบอบ
สมบูรณาญาสิทธิราชยM) ก็ได1 ขึ้นอยู/กับระบอบการเมืองของรัฐ ข้อควรจํา *อาํ นาจอธิปไตยสาํ คญั
น้นั
ทีCสุด ก็คือ เอกราช นนัC เอง* ถา้ ไม่
• อ = อำนาจอธิปไตย คือ อำนาจสูงสุดในการปกครองรัฐของ มีสถานะเหลือแค่ “อาณานิคม”
ตนเอง โดยไม/ตกเปPนเมอื งขึ้นของใคร
• ด = ดินแดนอาณาเขต ต1องกำหนดให1ชัดเจนแน/นอน ปuกปuน
เขตแดนให1แนน/ อน
ขEอสังเกต
รัฐ(State) ชาติ(Nation) ประเทศ(Country)
หมายถึง ชุมชนทางการเมืองท่ี หมายถึง ชุมชนของมนุษยPที่อาศัยอย?ู หมายถึง ดินแดนที่บ?งชี้ให8เห็นถึงสภาพ
ประกอบด8วยดินแดนทม่ี ีอาณาเขต ร ว ม ก ั น โ ด ย ม ี ค ว า ม เ ป G น ม า ท า ง ทางภูมิศาสตรPต?าง ๆ เช?น ทะเลทราย
แนน? อน มีประชากรอาศัยอย?ูโดยมี อ
านาจอธิปไตยเปGนของตนเองภายใตก8 าร ประวัติศาสตรPและมีความผูกพัน ทาง เกาะ ความ แห8งแล8ง ดิน ฟYา อากาศ
บรหิ ารของรัฐบาลเดียวกนั (เน8นด8าน แม?น้ำ ฯลฯ (เนน8 ด8านภูมศิ าสตรP)
วฒั นธรรมร?วมกัน(เนน8 ด8านวถิ ชี วี ิต)
การเมืองการปกครอง)
2. ประเภทของรฐั แบ/งได1 2 ประเภท รัฐรวม (Federal State or Dual State)
: มรี ฐั บาล 2 ระดบั 2 รูปแบบ
รฐั เดี่ยว (Unitary State or Single State)
: มรี ัฐบาลแหงB เดยี ว
1) ต้งั อย/ทู ีเ่ มอื งหลวงของประเทศ 1) รฐั บาลกลาง : จะบริหารงานในเร่อื งสำคญั ๆ ของ
2) ไม/มีรฐั บาลประจำอยต/ู ามท1องถ่ินหรอื ตามมลรฐั ทง้ั ประเทศ เชน/ งานทหาร งานการทูต งานการคลัง
ตา/ ง ๆ เปPนตน1
3) ตวั อยา/ งประเทศทเี่ ปนP รฐั เดย่ี วเชน/ ไทย กมั พูชา 2) รัฐบาลทอ1 งถน่ิ หรอื รฐั บาลมลรฐั : จะบริหารงาน
ลาว เวียดนาม ญป่ี ุนÄ องั กฤษ ฝรัง่ เศส ในเรอ่ื งเล็ก ๆ น1อย ๆ ภายในท1องถิ่น เช/น งานเก็บ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 25
*ประเทศส/วนใหญใ/ นโลก จะเปPนรฐั เดีย่ ว* กวาดขยะรักษาความสะอาดภายในท1องถิน่ งาน
3.ประมขุ ของรฐั มี 2 แบบ สาธารณสขุ งานอนามัย งานการศกึ ษา เปนP ต1น
3) ตวั อยา/ งประเทศท่เี ปPนรัฐรวม เช/น สหรฐั อเมรกิ า
แคนาดา มาเลเซีย
พระมหากษตั ริยเM ปนP ประมขุ เรียกรัฐแบบน้วี /า ประธานาธบิ ดีเปนP ประมุขเรยี กรฐั แบบน้ีว/า
“ราชอาณาจักร” “สาธารณรฐั ”
เช/น องั กฤษ ไทย ญปี่ ุนÄ สเปน กมั พชู า มาเลเซีย เช/น สหรัฐอเมรกิ า ฝรั่งเศส เยอรมัน จนี เกาหลใี ต1
4.การจดั ระเบยี บการปกครองภายในรฐั
อำนาจอธปิ ไตย: อำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ แสดงถงึ ความเปPนใหญ/ มอี สิ ระ ไม/ขน้ึ กับใคร
อำนาจอธปิ ไตยทใ่ี ชใ1 นการปกครองทส่ี ำคญั ภายในรัฐมี 4 ประการ ซึ่งเปPนการใช1อำนาจของรฐั ผา/ น
สถาบันดังกล/าว ในแต/ละประเทศจะใช1อำนาจอธิปไตยน้แี ตกต/างกันออกไปตามระบอบการปกครอง ได1แก/
“ประมุขของรฐั ” >> อาจเปนP พระมหากษตั รยิ หM รือประธานาธิบดี
“ฝìายนติ บิ ัญญตั ”ิ >> รฐั สภา >> ทำหน1าทอ่ี อกกฎหมายและควบคมุ การทำงานของรัฐบาล คอย
ถ/วงดุลอำนาจจากฝÄายบริหาร (การตง้ั กระท1ู/เปดÑ อภปิ รายไม/ไวว1 างใจ)
“ฝาì ยบรหิ าร” >> รัฐบาล >> บรหิ ารประเทศและบังคับใช1กฎหมาย ถว/ งดุลอำนาจฝÄายนติ ิบัญญัติ
(ด1วยการยุบสภา)
“ฝìายตุลาการ” >> ศาล >> ตดั สินคดีความต/างๆ เชน/ คดีความที่เกี่ยวขอ1 งกับการปฏิบัตหิ นา1 ที่ เกยี่ ว
กฏหมายบังคบั ใช1 ใหเ1 ปPนไปอย/างยตุ ิธรรม
ศาลไทยในปdจจุบันมี 4 ประเภท
1. ศาลรัฐธรรมนูญ มหี นา1 ทีว่ ินจิ ฉัยประเด็นปuญหาต/างๆท่ีเก่ียวข1องกับรัฐธรรมนูญ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 26
2. ศาลยุตธิ รรม มอี ำนาจพิจารณาพพิ ากษาทง้ั ปวง โดยเฉพาะคดีแพ/งและคดอี าญา เว1นแตค/ ดีที่อยูใ/ น
อำนาจของศาลอ่ืน (เชน/ ศาลรฐั ธรรมนญู ศาลปกครอง) ศาลยตุ ิธรรมจึงเปนP ศาลท่ีเกี่ยวขอ1 งระหวา/ ง
ประชาชนโดยตรง
3. ศาลปกครอง มีหนา1 ทพ่ี ิจารณาพพิ ากษาคดีทเี่ ปPนข1อพพิ าทระหวา/ งราชการกบั เอกชนหรอื ระหว/าง
ราชการด1วยกนั เอง เกยี่ วกบั การปฏิบัตหิ น1าทต่ี ามที่กฎหมายบญั ญตั ิ
4. ศาลทหาร มหี น1าที่พิจารณาพพิ ากษาเฉพาะคดีอาญาทหารและคดีทม่ี อี าญาทหารและคดีทม่ี ีลักษณะ
พเิ ศษทางอาญา เช/น คดอี าญาท่ีทหารตกเปนP จำเลยหรอื คดีทเ่ี กิดขึ้นในภาวะสงคราม หรือประกาศกฎ
อยั การศึก โดยปกตศิ าลทหารจงึ ไม/เกย่ี วกับประชาชนทว่ั ไป
5. หลกั การบรหิ ารราชการแผBนดินของไทย
รูปแบบ รวมอำนาจ แบBงอำนาจ กระจายอำนาจ
หลกั การท่ีรฐั มอบอำนาจปกครอง
ลักษณะ หลักการบริหารราชการ หลักการทก่ี ารบริหาร บางสว/ นให1แก/องคMการอ่ืนทีไ่ ม/ได1
เปPนส/วนหน่ึงของหนว/ ย การ
แผน/ ดนิ โดยรวมอำนาจไว1 ราชการสว/ นกลาง ได1 บรหิ ารราชการสว/ นกลางใหไ1 ป
จดั ทำบริการสาธารณะบางอย/าง
ให1ส/วนกลาง ไดแ1 ก/ จดั แบง/ อำนาจวินจิ ฉยั และ โดยมีอสิ ระตามสมควร
กระทรวง ทบวง กรม สงั่ การบางส/วนไปให1 ประชาชนสามารถตดั สินใจใน
ทรพั ยากร สามารถเขา1 ปกครอง
หรือทบวงการเมอื งต/าง ๆ ข1าราชการในสว/ นภมู ิภาค ตนเองได1 และเข1าถงึ ประชาชน
มากขน้ึ แบง/ เบาภาระรัฐบาล ทำ
ซ่ึงดำเนินการปกครอง ให1จัดการปuญหาได1รวดเรว็ และ
ตรงจดุ
ตลอดทว่ั ทงั้ อาณาเขตของ เสียค/าใช1จ/ายมาก ขาดเอกภาพ
ประเทศ
ขEอดี เอกภาพในการบริหาร ประชาชนไดร1 บั การบรกิ าร
ประหยดั สามารถระดม รวดเรว็ ข้นึ
ทรัพยากรได1งา/ ยและ
สะดวก
ขEอเสีย มคี วามลา/ ช1า ประชาชน ประชาชนไม/มีโอกาสเขา1 ไป
อาจจะไม/ได1รับการบรกิ าร มสี ว/ นร/วมในการปกครอง
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 27
อย/างทวั่ ถึง ประชาชนไม/มี
โอกาสปกครองตนเอง
ตัวอยาB ง สBวนกลาง สวB นภมู ิภาค สBวนทอE งถน่ิ
องค4การ แบบท่วั ไป
ปกครอง กระทรวง กรม จงั หวัด อำเภอ -องคMการบริหารสว/ นจังหวดั
ครอง -องคกM ารบรหิ ารสว/ นตำบล
-เทศบาล
แบบพเิ ศษ
-กรงุ เทพมหานคร
- พัทยา
เรื่องท่ี 3 : สรปุ ยBอเนื้อหา ระบอบการเมอื งทส่ี ำคัญของโลก
รปู แบบการปกครอง แบBงตามจำนวนคนทปี่ กครอง
1. คนเดยี วปกครอง ได1แก/
- สมบูรณาญาสิทธิราชยM (กษตั ริยปM กครอง)
- เผด็จการ (คนธรรมดาปกครอง)
2. กลุม/ คนปกครอง ไดแ1 ก/
- อภชิ นาธปิ ไตย (กลม/ุ ชนช้นั สูงทำการปกครอง)
- คณาธิปไตย (ทหาร +กลุ/มทม่ี ฐี านะทางสังคมดอ1 ยกว/า ทำการปกครอง)
- คอมมิวนิสตM (เปPนพรรคการเมอื ง)
3. คนส/วนใหญป/ กครอง คอื ประชาธปิ ไตย
1. ระบอบประชาธิปไตย: เปนP การปกครองของประชาชน โดยประชาชน และเพอื่ ประชาชน
• หลักการสำคญั ของระบอบประชาธปิ ไตย คอื
1) หลกั การอำนาจประชาธปิ ไตยเปPนของประชาชน ถอื เป`นหวั ใจสำคญั ของระบอบประชาธิปไตย
2) หลักการสิทธเิ สรภี าพ : ประชาชนต1องมีสิทธเิ สรีภาพขนั้ พื้นฐาน
3) หลกั การความเสมอภาค โดยเฉพาะเสมอภาคในทางกฎหมาย
4) หลักการยอมรับเสียงขาE งมาก แตไ/ มล/ ะเลยเสยี งขา1 งนอ1 ย
5) หลักการเหตุผล คอื เน1นใชเ1 หตผุ ลและความสงบ
6) หลักการนติ ิธรรม คอื กฎหมายสำคัญทส่ี ุด ทกุ คนต1องอยู/ภายใต1กฎหมายเดยี วกัน
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 28
7) หลักความแตกตBาง คือเคารพและยอมรับในความแตกต/างและความหลากหลายของคนในสังคม
ท้งั ความแตกต/างทางด1าน เพศ เชอื้ ชาติ สีผวิ วัฒนธรรม ความเชอื่ ทางการเมือง เปPนตน1
***การมสี /วนรว/ มของประชาชน : ตามระบอบประชาธิปไตย ประชาชนต1องมีสว/ นรว/ มในการปกครองได1
(สำคญั ที่สุด)
• ประเภทของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
การแบ/งประชาธิปไตยจากการมสี ว/ นร/วม
1. ทางตรง คือ การท่ปี ระชาชนมสี /วนในการตัดสินใจหรือออกเสียงเรอื่ งนน้ั โดยตรง เช/น ลงชอื่ เสนอ
รา/ งกฎหมาย ลงช่ือถอดถอนบุคคล ลงช่อื แก1ไขรัฐธรรมนูญ หรือการประชามติ
2. ทางอ1อม คือ การท่ีประชาชนเลือกผ1ูแทนข้นึ มาเพอ่ื ทำหน1าทแ่ี ทนตน เชน/ การเปPน
สมาชกิ สภาผ1แู ทนราษฎรท่ีประชาชนเลือกทำหนา1 ทแ่ี ทนประชาชนในการเลอื กบคุ คล ข้ึนดำรง
ตำแหนง/ นายกรฐั มนตรีและบริหารประเทศ
ลกั ษณะสำคญั ของการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยแบบตาB งๆ
แบบประธานาธบิ ดี แบบรัฐสภา แบบกึ่งประธานาธิบดกี ึง่ รฐั สภา
1. ประธานาธิบดีได1รับเลือกตั้งมาจาก 1. มีกษัตริยMหรือประธานาธิบดีเปPน 1. มีประธานาธิบดีบริหารประเทศ
ประชาชนให1เปPนประมุขและหัวหน1า ประมุข มีนายกรัฐมนตรีเปPนหัวหน1า รว/ มกับนายกรัฐมนตรี
ฝาÄ ยบริหาร ฝาÄ ยบรหิ าร
2. ประธานาธิบดีมีอำนาจในการแต/งตั้ง 2. มีนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ 2. ประธานาธิบดีมาจากการเลือกต้ัง
รัฐมนตรรี /วมคณะได1อย/างอสิ ระ ภายใต1การควบคุมของรัฐสภา โดย และเปPนผู1แต/งตั้งนายกรัฐมนตรีและ
การตั้งกระท1ูถามและเปÑดอภิปรายไม/ คณะรัฐมนตรีโดยได1รับความยินยอม
ไวว1 างใจ หากรัฐสภาลงมติไม/ไวว1 างใจ จากรัฐสภา ถ1ารัฐสภาลงมติ ไม/
คณะรัฐมนตรีต1องลาออกทั้งคณะ ไว1วางใจคณะรัฐมนตรีต1องลาออก
หรอื เปนP รายบคุ คลแลว1 แตก/ รณี แต/ประธานาธบิ ดี ไม/ตอ1 งลาออก
3. ไม/มีการอภิปรายเพื่อลงมติไม/ 3. นายกรัฐมนตรีมีอำนาจในการยุบ 3. ประธานาธิบดีสามารถยุบสภาได1
ไว1วางใจ หรือยุบสภา ฝÄายนิติบัญญัติ สภาได1 ระบบนี้จึงเปPนระบบที่อำนาจ เชน/ ประเทศ ฝร่ังเศส โปรตุเกส ฯลฯ
และฝÄายบริหารของระบบนี้จึงเปPนอิสระ อธิปไตยถ/วงดุลกัน เช/นประเทศ
จากกัน เชน/ ประเทศสหรฐั อเมริกา องั กฤษ ไทย ญป่ี นÄุ มาเลเซยี ฯลฯ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 29
2. ระบอบเผด็จการ: การปกครองที่ไมใ/ ห1ประชาชนมสี ว/ นร/วม โดยอำนาจรฐั หรอื รฐั บาลสำคญั ทส่ี ุด
(สำคญั กว/าสทิ ธเิ สรภี าพของประชาชนเสยี อีก) เผดจ็ การแบ/งได1 2 ประเภท ไดแ1 ก/
เผด็จการอำนาจนิยม เผดจ็ การเบด็ เสรจ็ นิยม
1) เน1นควบคุมประชาชนเฉพาะอำนาจทางดEาน เน1นควบคุมประชาชนเบ็ดเสรจ็ เดด็ ขาดทัง้ 3
การเมือง แต/ให1เสรีภาพด1านเศรษฐกิจ และด1าน ด1าน คอื การเมืองเศรษฐกจิ และสังคมวัฒนธรรม
สงั คมวัฒนธรรม โดยแบง/ ยอ/ ยไดอ1 กี 2 ประเภท คอื 1)เผด็จการ
2) ยอมให1มีการลงทุนได1 ให1มีการเลือกตั้งได1 ให1 ฟาสซสิ ตM 2) เผด็จการคอมมิวนสิ ตM
ต้งั พรรคการเมืองได1 (แตไ/ ม/เสร)ี
3) แตBหEามประชาชนประทEวงรัฐบาล และหEาม
วิพากษ4วิจารณ4รัฐบาล (ประชาชนต1องเชื่อฟuง
และปฏบิ ตั ติ ามคำสั่งของรัฐอยา/ งเคร/งครดั )
4) พบในประเทศเผด็จการทหารทั้งหลาย เช/น
ประเทศไทยในอดีต เกาหลีใต1ในอดีต หรือ พม/า
ในปจu จบุ นั
สาระที' 3: Law (กฎหมาย)
เร่อื งท่ี 1 : กฎหมาย
คอื กฎหรือขEอบงั คับของรัฐ ซงึ่ กำหนดความประพฤตขิ องมนษุ ยM ถ1าฝาÄ ฝนã จะได1รับผลร1ายหรอื ถกู
ลงโทษ
ลกั ษณะของกฎหมาย ประกอบด1วย 30
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib)
• ตอE งใชEไดEทั่วไป กับทุกคนภายในประเทศ (ไมเ/ ว1นแมแ1 ตช/ าวตา/ งประเทศ เมอ่ื ทำความผดิ ในประเทศไทย
ต1องถูกลงโทษดว1 ยกฎหมายไทย)
• ตอE งใชไE ดEตลอดไป ตลอดเวลาจนกวา/ จะยกเลิก (ตราบใดท่ียงั ไม/ไดย1 กเลิก จะตอ1 งบงั คบั ใชต1 ลอดเวลา)
• ตEองตราหรอื บัญญัตโิ ดยผูมE ีอำนาจสงู สดุ ของประเทศ (รัฏฐาธิปuตย)M
• ตEองควบคุมการกระทำของมนุษย4 (ไมร/ วมการกระทำของสตั วM ถา1 สัตวMทำผดิ สตั วไM ม/ผดิ เจ1าของสัตวMตอ1 ง
รับผิดชอบแทน)
• ตอE งมสี ภาพบงั คับทางกฎหมาย ในกรณที ่ีมีคนฝาÄ ฝนã กฎหมาย ซ่ึงจะแตกต/างกัน คือ
1) ทางอาญา สภาพบังคับ คอื โทษ
2) ทางแพง/ สภาพบงั คับ คอื การชดใชค1 า/ เสียหาย
เร่ืองที่ 2 : ระบบกฎหมายของโลก แบ/งออกเปPน 2 ระบบ คือ
ระบบกฎหมายจารีตประเพณี (Common ระบบกฎหมายลายลักษณอ4 กั ษร (Civil Laws)
Laws)
1)ไม<ได)บัญญัติไวเ) ปนS ลายลักษณ^อักษร 1) ต)องบญั ญัตไิ วเ) ปนS ลายลกั ษณ^อักษร และมักมีการ
2)แต/จะใชจ) ารตี ประเพณี หรือคา/ นิยมความเชื่อของ จดั ทำ “ประมวลกฎหมาย” ข้ึนมาใช1ภายในประเทศ
แต/ละทอ1 งถนิ่ รว< มกบั ใช)คำพพิ ากษาของศาลในอดตี 2) ไม<ใช)จารตี ประเพณี เปPนกฎหมาย
เปSนกฎหมาย 3) ใช1จารีตประเพณบี 1างเล็กนอ1 ยในบางกรณี เช/น ใช1
3)ใช1ในประเทศ เช/น องั กฤษ สหรัฐอเมริกา แคนาดา ในเกมกฬี าบางประเภท (ตอ/ ยมวยบนเวทีมวยไมผ/ ดิ
ออสเตรเลยี นิวซแี ลนดM แตต/ /อยนอกเวทีมวยเปPนความผิด)
4)ใช1ในประเทศ จักรวรรดโิ รมันโบราณ ฝรง่ั เศส
เยอรมนี ไทย
เรื่องที่ 3 : ประเภทของกฎหมาย
1. แบงB ตามกลมุB ทม่ี าของกฎหมาย แบงB ไดE
• กฎหมายทีไ่ มเ/ ปนP ลายลกั ษณอM ักษร
• กฎหมายทีเ่ ปนP ลายลกั ษณอM ักษร
2. แบงB ตามสภาพบังคับของกฎหมาย แบBงไดE
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 31
• กฎหมายอาญา
• กฎหมายแพง/ และพาณิชยM
3. แบงB ตามวธิ ีการใชEกฎหมาย แบBงไดEดังนี้
• กฎหมายสารบัญญตั ิ เปPนกฎหมายทีก่ ล/าวถงึ สทิ ธิ หน1าท่ี และความรับผดิ ชอบต/างๆ ของบุคคลหรอื
เนอ้ื หาของกฎหมาย เชน/ กฎหมายแพ/ง กฎหมายอาญา
• กฎหมายวธิ สี บัญญตั ิ เปPนกฎหมายท่กี ลา/ วถงึ ขน้ั ตอนในกระบวนยตุ ธิ รรม
4.แบBงตามลกั ษณะความสัมพันธ4 แบงB ไดEดังนี้
• กฎหมายเอกชน -ใชบ1 งั คบั ระหวา/ งเอกชนกับเอกชน เชน/ กฎหมายครอบครวั กฎหมายมรดก
กฎหมายแพ/งและพาณิชยM เปนP ต1น
• กฎหมายมหาชน – ใชบ1 งั คับกรณเี อกชนกบั หน/วยงานของรฐั เช/น รัฐธรรมนูญ กฎหมายปกครอง
กฎหมายอาญา กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ/งและพาณิชยM
• กฎหมายระหวาB งประเทศ –ใช1บังคับระหวา/ งประเทศรัฐตอ/ รฐั เชน/ สนธิสัญญาทางการทูต สนธสิ ญั ญา
สง/ ผร1ู 1ายขา1 มแดน
5.องคก4 รในการตรากฎหมายลำดบั ศกั ด์ขิ องกฎหมาย ไดEแกB
5.1 องคก4 รในการตรากฎหมาย
• กฎหมายทอ่ี อกโดย ฝาÄ ยนิตบิ ญั ญัติ เปPนกฎหมายที่พระมหากษัตริยตM ราขึน้ เชน/ รฐั ธรรมนญู
ประมวลกฎหมาย พระราชบญั ญตั ิ และกฎมณเฑียรบาล
• กฎหมายทอี่ อกโดย ฝÄายบรหิ าร ไดแ1 ก/ พระราชกำหนด พระราชกฤษฎกี า กฎกระทรวง ประกาศ
กระทรวง
• กฎหมายทอ่ี อกโดย องคกM ารปกครองสว/ นท1องถิ่น ไดแ1 ก/ ข1อบัญญัตจิ งั หวดั เทศบัญญตั ิ ขอ1 บังคับ
เมืองพทั ยา ข1อบญั ญัติกรุงเทพมหานคร ขอ1 บังคับ
5.2 ลำดับศักดข์ิ องกฎหมาย การแบง/ กฎหมายออกเปPนชั้นๆนั้น กฎหมายท่อี ยล/ู ำดับตำ่ กว/าจะต1องหา1 ม
ขัดกบั กฎหมายท่อี ย/ลู ำดับสงู กว/า
กฎหมาย ลักษณะ/ความหมาย
รฐั ธรรมนญู เปPนกฎหมายสงู สดุ ของประเทศ กฎหมายอืน่ จะขัดแยง1 มไิ ด1
(ปจu จบุ ันใชร1 ัฐธรรมนูญ ฉบับที่ 20 ปt 2560)
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 32
พระราชบญั ญัติ พระราชบัญญัต+ิ ประมวลกฎหมาย ออกโดยฝาÄ ยนติ บิ ัญญัติ(รฐั สภา)
ประมวลกฎหมาย **พระราชกำหนด ตราขึ้นโดยคำแนะนำของคณะรฐั มนตรี ใชก1 บั กรณฉี กุ เฉินจำเปนP
พระราชกำหนด เรง/ ดว/ น เช/น ภาวะโรคระบาด สงคราม ภัยพิบตั ิ เปนP ต1น
พระราชกฤษฎีกา
กฎหมายทต่ี ราข้ึน โดยอาศัยอำนาจตามรฐั ธรรมนูญ พระราชบญั ญัติ หรอื พระราช
กฎกระทรวง กำหนดเพอื่ ใชใ1 นบรหิ ารราชการแผ/นดิน ตามคำแนะนำของคณะรฐั มนตรี
กฎหมายทEองถนิ่
เปPนกฎหมายทีอ่ อกจากกระทรวงต/างๆ
เปPนกฎหมายที่ออกโดยองคMการปกครองสว/ นทอ1 งถน่ิ เช/น ขอ1 บังคบั ข1อบัญญัติ เทศ
บัญญัติ เปนP ตน1
ข4อควรรู4 รฐั ธรรมนูญแห+งราชอาณาจักรไทย 2560
เปPนรัฐธรรมนูญแห/งราชอาณาจักรไทย ฉบับที่ 20 จัดร/างโดยคณะกรรมการร/างรัฐธรรมนูญ ในระหว/าง
พ.ศ. 2557–2560 ภายหลังการรัฐประหารในประเทศโดยคณะรักษาความสงบแห/งชาติ เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม
พ.ศ. 2557 โดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในหลวง รัชกาลที่ 10 ทรงลงพระปรมาภิไธย เมื่อวันที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2560 ณ
พระที่นั่งอนันตสมาคมพระราชวังดุสิตกรุงเทพมหานครพลเอกประยุทธM จันทรMโอชา(นายกรัฐมนตรี)เปPนผู1รับสนอง
พระราชโองการ 16 หมวดและบทเฉพาะกาล 279 มาตรา
หมวด สาระสำคัญ
1.บททวั่ ไป -ประเทศไทยเปPนราชอาณาจกั รอนั หนึง่ อนั เดยี วจะแบง/ แยกมไิ ด1
-ประเทศไทยมกี ารปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษตั ริยMทรงเปPนประมุข
2.พระมหากษัตรยิ 4 อำนาจอธปิ ไตยเปนP ของปวงชนชาวไทย
-รฐั สภา คณะรัฐมนตรี ศาล องคกM รอสิ ระ และหน/วยงานของรัฐตอ1 งปฏบิ ตั ิหน1าทีใ่ ห1
เปPนไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนติ ธิ รรม
-ศกั ด์ิศรีความเปPนมนษุ ยM สทิ ธเิ สรภี าพ และความเสมอภาค ของบคุ คลย/อมได1รบั การ
คุม1 ครองโดยเสมอกัน
-รฐั ธรรมนูญเปนP กฎหมายสูงสดุ ของประเทศ
ว/าด1วยพระราชฐานะและพระราชอำนาจของพระมหากษัตริยM เชน/
-พระมหากษตั ริยทM รงแต/งต้งั คณะองคมนตรีประกอบด1วยประธานองคมนตรี 1 คน
และองคมนตรอี นื่ อีกไม/เกนิ 18 คน
-การเลอื กและแตง/ ตั้งองคมนตรหี รอื การให1องคมนตรีพน1 จากตำแหนง/ เปPนไปตามพระราช
อธั ยาศยั
-ประธานรฐั สภา เปนP ผล1ู งนามรับสนองพระราชโองการแตง/ ตั้งประธานองคมนตรี
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 33
3.สิทธิและเสรีภาพ -ประธานองคมนตรี เปPนผล1ู งนามรบั สนองพระราชโองการแต/งต้งั องคมนตรอี น่ื
ของปวงชนชาวไทย -ประธานรฐั สภา เปPนผ1ลู งนามสนองรับราชโองการแต/งต้งั ผ1สู ำเรจ็ ราชการแทนพระองคM
4.หนาE ท่ขี องปวงชน ว/าด1วยการปกปอO งคุม1 ครองสิทธิเสรีภาพขอปวงชนชาวไทย ท้ังสทิ ธเิ สรีภาพสว/ นบุคคล
ชาวไทย สทิ ธิเสรภี าพทางการเมอื งและเศรษฐกิจ เชน/
- ชายและหญิงมีสทิ ธเิ ท/ากันบุคคลย/อมมสี ทิ ธแิ ละเสรภี าพในชีวติ และรา/ งกาย
5. หนาE ทข่ี องรัฐ - บุคคลยอ/ มมเี สรีภาพบรบิ ูรณMในการนับถือศาสนา ในการแสดงความคิดเห็น การพูด
การเขียน การพมิ พM การโฆษณาและการสอ่ื ความหมายดว1 ยวธิ ีอ่ืน
6.แนวนโยบายแหงB รัฐ
7.รฐั สภา เช/น -รบั ราชการทหารตามทก่ี ฎหมายบญั ญตั ิ
8.คณะรัฐมนตรี - เขา1 รับการศกึ ษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ
9.การขดั กนั แหงB - ไปใช1สิทธเิ ลือกตง้ั หรอื ลงประชามตอิ ยา/ งอิสระโดย
ผลประโยชน4 - คำนงึ ถึงประโยชนMส/วนรวมของประเทศเปPนสำคัญ
10.ศาล - เสียภาษอี ากรตามทกี่ ฎหมายบญั ญัติ
11. ศาลรัฐธรรมนูญ
12.องคก4 รอิสระ ว/าด1วยการกำหนดให1รฐั มีหนา1 ทต่ี อ/ ประชาชน
-เชน/ รัฐต1องจัดการศึกษาใหเ1 ดก็ ทุกคนได1รับการศกึ ษาเปPนเวลาสบิ สองปt จบการศึกษา
13.องคก4 รอัยการ ภาคบังคับอยา/ งมคี ณุ ภาพโดยไมเ/ กบ็ ค/าใช1จ/าย
เปนP แนวทางใหร1 ฐั ดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการบรหิ ารราชการ
แผ/นดินในทกุ ๆด1าน เพ่อื ความเจรญิ และความผาสขุ ของประชาชน
ว/าดว1 ยกระบวนการเขา1 สู/อำนาจทางการเมืองของฝÄายนิตบิ ญั ญัติ อันได1แก/
สมาชกิ สภาผู1แทนราษฎร วุฒสิ ภา เช/น การเลือกตงั้ คณุ สมบัติ
ว/าดว1 ยฝาÄ ยบรหิ าร เชน/ มหากษตั ริยทM รงแตง/ ต้งั นายกรัฐมนตรีและรฐั มนตรอี กี ไม/เกิน35
คนประกอบเปPนคณะรัฐมนตรี
เปPนขอ1 กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของฝาÄ ยนติ บิ ัญญัติ และฝาÄ ยบริหารให1ปฏบิ ัติ
หน1าที่โดยสจุ รติ
วา/ ด1วยฝาÄ ยตลุ าการ คอื ศาล ซึง่ มีอำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดใี ห1เปPนไปตามรัฐธรรมนูญ
และกฎหมาย
มีหน1าทใ่ี นการควบคุมกฎหมายมใิ หข1 ัดหรือแยง1 ตอ/ รัฐธรรมนญู เพอื่ รกั ษาความเปนP
กฎหมายสูงสดุ ของประเทศ
เปPนองคกM รที่จัดตง้ั ขึ้นเพ่อื ใหม1 ีอสิ ระในการปฏิบัติหน1าทตี่ ามมาตรฐานทางจรยิ ธรรมด1วย
ความสุจรติ เชน/ ผูต1 รวจการแผน/ ดิน คณะกรรมการสิทธิมนษุ ยชนแห/งชาติ
คณะกรรมการการเลอื กตง้ั คณะกรรมการตรวจเงินแผน/ ดิน คณะกรรมการปOองกันและ
ปราบรามการทุจรติ แหง/ ชาติ
องคกM รอัยการมหี น1าทเ่ี ปนP ทนายแผ/นดนิ รับผดิ ชอบการดำเนินคดีในนามของรัฐ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 34
14.การปกครองสBวน จดั การปกครองสว/ นท1องถ่ินตามหลกั แห/งการปกครองตนเองตามเจตนารมณขM อง
ทอE งถนิ่ ประชาชนในทอ1 งถิน่ และคำนึงถึงความสามารถในการปกครองตนเอง
15.การแกไE ขเพิ่มเติม
รฐั ธรรมนญู การแกไ1 ขเพ่ิมเตมิ รัฐธรรมนูญท่เี ปPนการเปลี่ยนแปลงการปกครองระบอบประชาธปิ ไตย
อนั มีพระมหากษตั ริยMทรงเปนP ประมขุ หรือเปลีย่ นแปลงรูปแบบของรัฐ จะกระทำมไิ ด1
16.การปฏิรปู ประเทศ โดยกล/ุมผมู1 ีสทิ ธิในการเสนอญัตติขอแก1ไขเพิ่มเติมรฐั ธรรมนญู
-คณะรัฐมนตรี
-สมาชิกสภาผแ1ู ทนราษฎรจำนวนไมน/ อ1 ยกวา/ 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกท้งั หมด
-สมาชิกสภาผแ1ู ทนราษฎรและสมาชิกวฒุ ิสภาจำนวนไม/นอ1 ยกวา/ 1 ใน 5 ของจำนวน
สมาชกิ ทัง้ หมด
-ประชาชนผ1มู ีสิทธเิ ลอื กตง้ั จำนวนไมน/ อ1 ยกว/า 50,000 คน
-บญั ญัตคิ ร้ังแรกในรฐั ธรรมนูญ เพอื่ เปPนกรอบการพฒั นาประเทศให1บรรลุเปาO หมายท่ี
ตอ1 งการคือ ประเทศชาตมิ คี วามสงบเรียบรอ1 ย สงั คมมีความสงบสุข ประชาชนมี
ความสุข
เรอื่ งท่ี 4 ขั้นตอนการออกกฎหมายตามรฐั ธรรมนญู 2560
กระบวนการออกกฎหมายของรัฐสภา มีขน้ั ตอนหลกั 3 ขั้นตอน ไดแ1 ก/ การเสนอร/างกฎหมาย การ
พจิ ารณาของสภาผ1ูแทนราษฎรและวฒุ สิ ภา การประกาศใช1 กฎหมายท่อี อกโดยรัฐสภาซง่ึ ผ/านกระบวนการ
ตามปกติเช/นน้สี /วนใหญ/เรียกว/า พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.)
1. ขั้นเสนอราE ง เรมิ่ ตน4
คณะรัฐมนตรี เอกสารประกอบกสา.รสเ.รีย2น0ราคยนวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teปaระcชhาeชrน.2H0a,0b0ib0)คน 35
2. พจิ ารณาของรฐั สภา
สง" คืนกลบั ยับยังไว/ 180 วัน และให/
ส.ส. ลงมตใิ หม" หากไม"เหน็ ชอบถอื วา"
ตกไป แต"ถ/าลงมติยนื ยนั เห็นชอบ นำยน่ื
ต"อศาลรัฐธรรมนูญพจิ ารณาต"อไป
ไมเE ห็นชอบ ยืน่ สมาชิกวุฒสิ ภา พจิ ารณารบั หลักการ
ตัง้ คณะกรรมาธิการ
และลงมตเิ ห็นชอบ
ใหศ4 าลรฐั ธรรมนญู พจิ ารณา ขดั ตEอรฐั ธรรมนูญหรือไมE ถ4าขัดท้ังฉบับถอื อนั ตกไป หรือขัดบางขอ4 ความให4กลับไปแกไ4 ข
และถา4 ไมขE ัดนำยืน่ ตEอพระมหากษัตรยิ X
3. การประกาศใช4 หากไม?เห็นชอบ หรอื พ8น 90 วนั ประชุมสภาเพ่อื ลงมติ 2/3
ของรฐั สภา (500 เสยี ง)และใหน8 ายกรฐั มนตรนี ำทูลเกลา8 อีก
กษตั ริยX ลงพระปรมาภิไธย ครั้ง ถ8าพระมหากษัตริยไP ม?ไดล8 งพระปรมาภิไธยภายใน 30
เร่ืองที่ 5 :ปกรฎะหกมาาศยอใาชญใ) นา ราชกจิ จานุเบกษา
กฎหมายที่บัญญตั ลิ ใกัชษบ4 งัณคะบั คเปวนYามกฎผหิดมตาย างๆ และกําหนดบวทันลงใหโท8นษายไกวรัฐมสนําตหรรีนับำรคา? วงากมฎผหดิมานยนั้ นๆนั้ ดประกวายศในราชกจิ จา
นเุ บกษาใชบ8 ังคับเปGนกฎหมายไดเ8 ลย
5.1 ลักษณะของกฎหมายอาญา
• เป นกฎหมายมหาชน
• เป นบทบัญญัติว าด วยความผดิ และกำหนดโทษทางอาญา
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 36
• โดยปกติใช บงั คับเฉพาะการกระทาํ ในอาณาเขตของรฐั นัน้
• ไม มผี ลย อนหลงั ในทางท่ีเป นโทษแก ผู กระทาํ ผดิ
5.2 ลกั ษณะ ความรบั ผิดในทางอาญา: ผู ต องหาหรือจําเลยในคดีอาญาจะเป นผู บริสทุ ธ์อิ ยู จนกว
าศาลจะพพิ ากษาว าเป นผู กระทาํ ความผดิ ตามคํากล าวหาหรือคำฟ อง
**การกระทําความผดิ ผู กระทาํ จะต องมีเจตนากระทําความผดิ เว นแต บางกรณที ่ีกฏหมาย
บญั ญัติไว แม ว/าการ กระทําโดยไม เจตนา กเ็ ป นความผิดได เช น กระทําโดยประมาท และการ
กระทำความผิดลหโุ ทษ
5.3 กระทําความผิดทางอาญา แบ งออกเป น 2 ลักษณะคอื ความผดิ ต อแผ นดนิ และความผดิ อนั
ยอมความกันได โดยผู กระทําผดิ จะรบั ผิดทางอาญา
>> กระทําโดยเจตนา คือ การกระทาํ โดยรู สํานกึ ในการกระทาํ และในขณะเดียวกนั ผู กระทําประสงค
ต/อผล หรือย อมเล็งเห็นผลของการกระทําน้นั
>>กระทาํ โดยไม เจตนา คือ ผู กระทําไม ได ประสงค ต อผล หรอื ไม อาจเลง็ เห็นผลของการ
กระทาํ น้นั ได
>>การกระทาํ โดยประมาท คือ การกระทำความผิดทไ่ี ม/ได1เจตนา แต กระทำโดยปราศจากความ
ระมดั ระวงั
***เพิม่ เติมชวนจำ
ความผิดท่ีเป`นอาญาแผBนดิน ความผดิ ตอB สBวนตวั ความผิดลหุโทษ
คือ คดีที่ผู1เสียหายจะยอมความ คือ คดีที่ผู1เสียหายจะ ยอมความได1 เปPนคดีที่มีความผิดเล็ก ๆ น1อย ๆ
ไม/ได1 และแม1ผู1เสียหายจะไม/เข1า คดีประเภทนี้จะต1องมีการแจ1ง ที่มีโทษเบา มีโทษจำคุกไม/เกิน 1
แจ1งความร1องทุกขM รัฐก็สามารถ ความร1องทุกขMต/อพนักงานก/อน รัฐ เดือน หรือ ปรับไม/เกิน 10,000
ดำเนินคดีกับผู1กระทำความผิดได1 จึงสามารถดำเนินคดีกับผู1กระทำ บาท หรือทั้งจำ ทั้งปรับ เช/น การ
เช/น คดีทำร1ายร/างกาย คดี ความผิดได1 เช/น ฉ1อโกง ยักยอก ทะเลาะวิวาทกัน เมาแล1วประพฤติ
วางเพลิงเผาทรัพยM คดีปล1นทรัพยM ทรัพยM หมิน่ ประมาท วุ/นวาย
คดฆี า/ คนตาย
5.4 โทษในทางอาญา มี 5 สถาน คือ 1) ประหารชีวิต 2) จำคุก 3) กกั ขงั 4) ปรบั 5) รบิ ทรัพย สิน
5.5 การกระทำผิดเกี่ยวกบั ทรพั ย สินท่ีควรรู
การกระทำ คำอธิบาย
ความผดิ
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 37
ลักทรพั ย ลกั ทรพั ยขM องผู อืน่ ไปโดยท่เี จ าของไม ร/ู1 ไม/ยินยอม แม ต อมาเจ าของทรพั ย
จะสงสารไม ตดิ ใจเอาความ * ไม สามารถยอมความกนั ได
วงิ่ ราวทรพั ย4
ชิงทรัพย การลักทรพั ย โดยการฉกฉวยเอาซ่ึงหน า
การลกั ขโมยของผู อืน่ โดยการใช กาํ ลังหรอื อาวธุ ทำรา1 ยหรอื อาจจะใช กำลงั กบั เจ
ปลนE ทรัพย4 าของทรพั ย
กรรโชกทรพั ย4 การชงิ ทรพั ยMโดยร/วมกันทำต้งั แต/ 3 คนข้ึนไป
รดี เอาทรัพย4 การข/มขืนใจผอู1 ่นื โดยใชก1 ำลังประทุษรา1 ยหรือข/ูว/าจะทำอนั ตรายต/อชีวิต เชน/ จับตวั ประกนั
ฉอE โกงทรัพย4 มีลักษณะเดียวกนั กบั ความผิดฐานกรรโชกทรพั ยM แตต/ า/ งกนั ทีก่ ารขม/ ขืนใจในความผิดฐาน
รีดเอาทรัพยนM ั้น เปนP การขูก/ ว/าจะเปÑดเผยความลบั
ยักยอกทรัพย4
การหลอกลวงผอ1ู นื่ โดยแสดงขอ1 ความอนั เปPนเท็จหรอื ปกปÑดข1อเท็จจรงิ จนทำให1ผอ1ู ืน่
หลงเช่อื และไดท1 รพั ยสM ินไป
การทีบ่ ุคคลใดไดค1 รอบครองทรพั ยขM องผอ1ู ่ืนหรอื ผ1ูอ่นื เปPนเจ1าของรวมอยูด/ 1วย แล1วภายหลงั
ได1เบียดบงั เอาเปนP ของตนเอง
เรื่องที่ 6 กฎหมายแพBงและพาณิชยท4 ีเ่ กย่ี วขEองในชีวิตประจำวนั
6.1 กฎหมายแพงB ท่ีเก่ียวกบั บคุ คล
บุคคลธรรมดา ได1แกม/ นุษยMทงั้ ปวง ซ่งึ มสี ิทธิและหน1าที่ตามกฎหมาย
นิติบุคคล หมายถึง กลม/ุ บุคคลหรอื องคกM รซงึ่ กฎหมายบญั ญัติให1เปPนบุคคลอกี ประเภทหน่ึงทไี่ ม/ใช/บุคคล
ธรรมดา และมีสทิ ธิและหน1าท่ตี ามกฎหมาย
สภาพบุคคล ย/อมเริม่ เมอื่ คลอดออกจากทอ1 งแล1วอย/ูรอดเปPนทารก และจะส้ินสดุ ลงเมือ่ ตายหรอื สาบสูญ
ตามคำส่ังของศาล
***ข1อสังเกต
การเกดิ จะต1องแจง1 เกดิ ภายใน 15 วันนับแตว/ นั เกดิ
การตาย ตอ1 งแจง1 ตายภายใน 24 ชั่วโมง นบั แต/ตาย หรือพบศพ
การหายสาบสญู กรณีธรรมดา บคุ คลใดได1ไปจากภูมิลำเนาหรือถ่นิ ทอ่ี ย/ู ครบ 5 ปt กร็ อ1 งขอต/อศาล ใหศ1 าลส่ัง
เปนP คนสาบสูญได1 กรณพี ิเศษ คือ กรณที ี่ตกอย/ูในฐานะทีเ่ ปนP อนั ตรายแก/ชีวิต เชน/ ไปสงคราม หรือ เกดิ ภยั
ธรรมชาติ ใหน1 บั ระยะเวลา 2 ปt)
กฎหมายเกี่ยวกับชือ่ บุคคล พระราชบญั ญตั บิ ุคคล พ.ศ. 2505 กำหนดหลักเกณฑวM /าชื่อบุคคลตอ1 งไม/
พอ1 งหรือคลอ1 งกับพระปรมาภไิ ธย พระนามของพระราชินี ตอ1 งไมม/ ีความหมายหยาบคาย ไมม/ เี จตนาทจุ ริตมี
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 38
พยญั ชนะไม/เกนิ 10 พยญั ชนะ โดยกฎหมายกำหนดให1บคุ คลธรรมดามีชือ่ ตัวและชอื่ สกลุ ชอ่ื ตวั เองจะตอ1 งแจ1ง
ตอ/ นายทะเบียนทอ1 งที่ โดยแจ1งพร1อมกบั การแจง1 คนเกิดในสูตบิ ตั ร การขอเปลี่ยนแปลงชื่อตัว และชื่อสกุลต1อง
แจง1 ตอ/ นายทะเบยี น
ความสามารถ
1. ความสามารถในการมีสทิ ธิ ทุกคนท่ีเกิดมา ยอ/ มมสี ิทธแิ ละหน1าทเี่ ท/าเทียมกัน แต/สทิ ธิบางอย/างบุคคล
จะมไี ดต1 /อเมอื่ มีอายถุ ึงเกณฑทM กี่ ำหนด เช/น ผเู1 ยาวMมีสทิ ธทิ จ่ี ะทำพนิ ัยกรรมได1เมอ่ื มีอายุ 15 ปtบริบรู ณMแลว1
2. ความสามารถในการใช1สิทธิ ในการใช1สิทธกิ ระทำการตา/ ง ๆ บคุ คลจะต1องมีความสามารถ มี
ความร1ูสกึ ผิดชอบ บุคคลบางกลุ/มจงึ ถูกจำกัดไวไ1 ม/สามารถใช1สิทธนิ ้นั ได1โดยลำพงั ตนเอง
บุคคลที่หยอ/ นความสามารถ หรอื ถูกกฎหมายจำกดั ความสามารถในการใช1สทิ ธิมี 3 ประเภทคือ
• ผูเE ยาว4 คือ ผูท1 ี่ยงั ไม/บรรลนุ ติ ภิ าวะ เปPนผ1ูทีย่ งั ออ/ นในดา1 นสตปิ uญญา ความคิด และรา/ งกาย ผู1เยาวMไม/
สามารถทำนิตกิ รรมได1ตามลำพงั ตนเอง ถา1 ปล/อยให1ผูเ1 ยาวทM ำนิตกิ รรมไดต1 ามลำพังตนเองแลว1
อาจจะทำใหเ1 กดิ ความเสยี หายแกผ/ เู1 ยาวM บคุ คลย/อมพน1 จากภาวะผเู1 ยาวแM ละบรรลุนิติภาวะเม่ือมีอายุ
20 บริบูรณM และผ1ูเยาวยM อ/ มบรรลนุ ิติภาวะเมอื่ ทำการสมรส หากการสมรสนัน้ ไดท1 ำเมอื่ ชายและ
หญิงมอี ายุ 17 ปบt ริบรู ณMแลว1 ผ1ูดูแล เรียกว/า ผแู1 ทนโดยชอบธรรม
• บุคคลไรEความสามารถ: บคุ คลวกิ ลจริต เช/น พดู จาไม/รู1เร่อื ง ไม/มคี วามรู1สกึ ผดิ ชอบใด ๆ ท้งั สิ้น ไม/
ร1สู ึกตัวว/าทำอะไรลงไปบ1าง โดยศาลสง่ั ให1เปนP บุคคลไรค1 วามสามารถ ผูด1 แู ล เรยี กว/า ผอ1ู นบุ าล
• บคุ คลเสมอื นไรEความสามารถ : บคุ คลทมี่ ีเหตบุ กพรอ/ งบางอย/าง ศาลอาจส่ังให1ได1แก/ กายพิการ จติ
ฟuèนเฟãอนไม/สมประกอบ หมายถึงบุคคลที่จิตผิดปกติ สมองพิการ แต/ยังไม/ถึงขั้นวิกลจริต ยังมี
ความคิดคำนึงอยู/บ1าง ประพฤติสุรุ/ยสุร/ายเสเพลเปPนอาจิณ ติดสุรายาเมาตลอดเวลา ผู1ดูแล
เรียกวา/ ผูพ1 ทิ กั ษM
6.2 ทรัพย4 และทรัพย4สนิ
ทรพั ย4 หมายความว/า วัตถมุ ีรูปร/าง ถอื ว/าเปPนทรพั ยMท้ังสิ้น เชน/ รถ ดินสอ กระเปาü ปากกา เปนP ต1น
ทรัพย4สิน หมายความรวมทัง้ ทรัพยMและวัตถไุ ม/มีรปู ร/าง ซ่ึงอาจมรี าคาและอาจถอื เอาได1 เพราะฉะนน้ั สงิ่
ใดท่เี ปนP ทรัพยMก็จะเปPนทรพั ยMสนิ ด1วย
ประเภทของทรพั ย4 สามารถแบงB เปน` 2 ประเภท
อสังหาริมทรัพย4 >> ที่ดินและทรัพยMอันติดอยู/กับที่ดินมีลักษณะเปPนการถาวรหรือประกอบเปPนอัน
เดยี วกบั ที่ดินนั้น เช/น ที่ดิน อาคาร ตึก ต1นไม1
สังหาริมทรัพย4 >> ทรัพยMสินอื่นนอกจากอสังหาริมทรัพยM สามารถโยกย1ายเคลื่อนที่ได1 เช/น รถ นา†ิกา
คอมพวิ เตอรM เปนP ต1น และหมายความรวมถงึ สิทธอิ นั เก่ยี วกบั ทรัพยMสนิ น้นั ด1วย
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 39
**สงั หารมิ ทรัพยMชนิดพเิ ศษ เปนP สงั หาริมทรพั ยทM ีเ่ คล่ือนทไี่ ดย1 าก ไดแ1 ก/ เรอื ท่มี รี ะวางตั้งแต/ 5 ตนั ข้ึนไป
แพ สตั วMพาหนะ รถทีม่ ากกวา/ 10 ล1อ
6.3 นิติกรรมสญั ญา
นิติกรรม การกระทำของบุคคลโดยชอบด1วยกฎหมายและมง/ุ ตอ/ ผลในกฎหมาย ทจ่ี ะเกดิ ขนึ้ เพอ่ื การกอ/
สิทธิ เปล่ียนแปลงสทิ ธิ โอนสทิ ธิ สงวนสทิ ธิ สงวนสิทธิ และระงับซึ่งสทิ ธิ เช/น สญั ญาซอ้ื ขาย สัญญาก1ูเงนิ สัญญา
จ1างแรงงาน สัญญาให1และพนิ ัยกรรม เปPนต1น
นติ ิกรรมฝาì ยเดียว นิตกิ รรมซ่ึงเกิดขึ้นโดยการแสดงเจตนาของบคุ คลฝาÄ ยหนงึ่ ฝาÄ ยเดยี วและมีผลตาม
กฎหมาย ซ่ึงบางกรณีกท็ ำใหผ1 ูท1 ำนิตกิ รรมเสยี สทิ ธไิ ด1 เช/น การกอ/ ต้งั มูลนธิ ิ การรับ
สภาพหน้ี การผอ/ นเวลาชำระหน้ีให1ลูกหน้ี คำมัน่ จะซ้ือหรอื จะขาย การทำพนิ ยั กรรม
การบอกกลา/ วบงั คบั จำนอง การบอกเลิกสัญญา เปนP ตน1
นิติกรรมสองฝาì ย (นิติ นิติกรรมซึ่งเกิดข้นึ โดยการแสดงเจตนาของบุคคลตง้ั แตส/ องฝาÄ ยขึ้นไปและทุกฝÄายตา/ ง
กรรมหลายฝìาย) ตอ1 งตกลงยนิ ยอมระหว/างกนั กล/าวคือ ฝาÄ ยหน่ึงเสนอ แล1วอีกฝÄายหน่ึงสนอง เมือ่ คำ
เสนอและคำสนองตรงกันจึงเกดิ มีนติ กิ รรมสองฝาÄ ยขนึ้ หรือเรยี กกนั ว/า “สญั ญา” เชน/
สญั ญากย1ู มื สญั ญาขายฝาก เปPนตน1
ความบกพรอB งของนิติ โมฆกรรม >>นิตกิ รรมทไ่ี มม/ ผี ลทางกฎหมาย ไม/มีผลตัง้ แต/แรก เหตทุ เ่ี ปนP โมฆกรรม
กรรม ไดแ1 ก/ “ตอ1 งหา1 มชดั แจง1 ” “พน1 วิสัย” “ขดั ต/อความสงบเรยี บร1อยหรือศลี ธรรมอนั ดี”
เช/น จดทะเบยี นสมรสซ1อน
โมฆยี กรรม >>นติ กิ รรมนน้ั มผี ลทางกฎหมาย จนกว/าจะถกู บอกลา1 ง และถอื เปนP
โมฆกรรมต้ังแตบ/ อกล1าง ได1แก/ “การทำนติ กิ รรมของผ1ูถกู จำกัดความสามารถ” “การถูก
ฉ1อฉล” “การถูกข/มข”ู/ แต/ถา1 ใหส1 ัตยาบรรณถอื ว/าสมบูรณM
สัญญาซอื้ ขาย นิติกรรมสัญญาทค่ี วรรEู
สัญญาขายฝาก คอื สัญญาทผ่ี 1ขู ายโอนกรรมสิทธ์ิในทรัพยM สนิ ให1แกผ/ 1ูซ้ือ และผ1ซู อื้ ตกลงวา/ จะใช1
ราคาทรัพยMสินนน้ั ให1แกผ/ ูข1 าย
การเชาB ทรพั ย4 สัญญาซอื้ ขายซึง่ สทิ ธิแหง/ ความเปนP เจา1 ของในทรัพยMสนิ ตกไปยังผ1ูซอื้ โดยผูซ1 อ้ื ตกลง
ในขณะทำสัญญาวา/ ผข1ู ายมสี ทิ ธิไถ/ทรัพยMสินน้นั คนื ได1ภายในกำหนดเวลาเทา/ ใด
แตต/ อ1 งไมเ/ กนิ เวลาทกี่ ฎหมายกำหนดไว1 เชน/ ขายรถหรูโดยมขี 1อตกลงวา/ ถ1าผูข1 าย
ตอ1 งการซอื้ คนื ผู1ซ้อื จะยอมขายคนื เชน/ น้ีถอื ว/าเปPนขอ1 ตกลงให1ไถค/ นื ได1
สญั ญาที่มีบุคคลอยู/สองฝาÄ ย ฝÄายแรกคือผใู1 หเ1 ชา/ ฝÄายที่สองคอื ผเ1ู ช/า ทง้ั สองฝาÄ ย
ตา/ งกม็ หี น้ที จ่ี ะตอ1 งชำระใหแ1 ก/กนั และกัน โดยฝาÄ ยผ1ใู ห1เชา/ มีหนี้ทจี่ ะตอ1 งให1ผ1เู ชา/ ได1
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 40
สัญญาเชBาซ้อื ใชห1 รอื ไดร1 บั ประโยชนใM นทรัพยทM ่ีเชา/ ส/วนฝาÄ ยผเ1ู ชา/ กม็ หี นีท้ ีจ่ ะต1องชำระค/าเชา/ เปนP
การกยEู ืมเงิน การตอบแทน
ค้ำประกัน สญั ญาท่เี จา1 ของทรัพยสM ินเอาทรพั ยสM ินของตนออกใหผ1 1ูอื่นเชา/ เพื่อใชส1 อยหรือ
จำนำ เพอื่ ให1ไดร1 บั ประโยชนM และให1คำมน่ั วา/ จะขายทรัพยMนั้น หรือจะใหท1 รัพยMสนิ ท่ีเชา/
จำนอง ตกเปนP สิทธแิ กผ/ ู1เช/าซื้อ เม่อื ได1ใชเ1 งนิ จนครบตามท่ีตกลงไวโ1 ดยการชำระเปPนงวดๆ
จนครบตามขอ1 ตกลง
เปPนสญั ญาอยา/ งหน่งึ ซง่ึ เกิดจากบุคคลใดบคุ คลหนงึ่ ซึ่งเรียกวา/ “ผ1กู ”ู1 มีความ
ตอ1 งการจะใช1เงนิ ไปขอกู1ยืมจากบคุ คลอีกคนหน่ึง เรียกว/า “ผใ1ู ห1ก”1ู และผ1กู ู1ตกลง
จะใชค1 นื ภายในกำหนดเวลาใดเวลาหนงึ่ การกู1ยมื จะมีผลสมบูรณกM ต็ /อเม่ือ มกี าร
สง/ มอบเงนิ ท่ยี ืมให1แกผ/ ทู1 ่ีใหย1 ืม ในการก1ยู มื น้ีผใ1ู หก1 จ1ู ะคดิ ดอกเบยี้ หรือไม/ก็ได1
**ตามกฎหมาย “การก)ยู ืมเงินกนั กว<า 2,000 บาท ขึ้นไปนน้ั จะต)องมีหลักฐานใน
การกูย) ืมเปนS หนงั สอื อยา< งใดอย<างหนงึ่ ลงลายมือชอ่ื ของคนยืมเปนS สำคญั จงึ จะ
ฟqองรอ) งบงั คับคดกี นั ได)”
สัญญาที่บคุ คลหนึ่ง เรยี กวา/ “ผูค1 ้ำประกนั ” สญั ญาว/าจะชำระหน้ีใหแ1 ก/เจา1 หน้ี ถ1า
หากลูกหนีไ้ ม/ยอมชำระหน้ี ต1องทำหลักฐานเปPนหนังสอื อย/างใดอย/างหน่งึ และ
ต1องลงลายมือชือ่ ของผู1คาํ้ ประกนั
สัญญาซ่ึงบุคคลคนหนงึ่ เรยี กว/า ผูจ1 ำนำ ส/งมอบ สังหารมิ ทรัพยใ4 ห1แก/บคุ คลอกี คน
หนง่ึ เปนP ผ1คู รอบครองเรยี กวา/ ผ1ูรับจำนำ เพอื่ ประกนั การชำระหน้ี ทรพั ยสM นิ ท่จี ำนำ
ไดค1 อื ทรัพยMสนิ ทีส่ ามารถเคลอ่ื นท่ี ได1 เชน/ โทรทัศนM ช1าง มา1 และเคร่ือง
ทองรูปพรรณ สร1อย แหวน เพชร เปนP ต1น
การที่ใครคนหน่งึ เรียกวา/ ผ1ูจำนอง เอาอสังหาริมทรัพย4 อันไดแ1 ก/ ท่ดี ิน บ1านเรอื น
เปนP ตน1 ไปตราไว1แก/บุคคลอีกคนหนึง่ เรียกว/า ผ1รู บั จำนอง หรือนยั หนึ่ง ผจู1 ำนอง
เอาทรัพยMสนิ ไปทำหนังสอื จดทะเบยี นตอ/ เจา1 พนกั งานเพื่อเปPนประกันการชำระหน้ี
ของลูกหน้ี โดยไม/ตอ1 งสง/ มอบทรพั ยทM ่จี ำนองให1เจา1 หน้ี
6.4 กฎหมายทรพั ย4สินทางปdญญา
ทรัพยMสินทางปuญญา (Intellectual Property) หมายถึง ผลงานอันเกิดจากการประดิษฐM คิดค1น หรือ
สร1างสรรคMของมนุษยM ซึ่งเน1นที่ผลผลิตของสติปuญญาและความชำนาญ ซึ่งจะต1องได1รับการคุ1มครองจากกฎหมาย
เพื่อมิให1ผู1อื่นแสวงหาผลประโยชนMจากผลงานของผู1คิดค1นนั้น ทรัพยMสินทางปuญญาอาจแสดงออกในรูปแบบของ
ส่ิงทจ่ี บั ตอ1 งได1 เช/น สินค1าตา/ ง ๆ หรือในรปู ของสิง่ ทจ่ี บั ตอ1 งไม/ได1 เช/น บรกิ าร แนวคิดในการดำเนินธรุ กจิ กรรมวิธี
การผลิตทางอุตสาหกรรม ซึ่งสามารถแบ/งเปPนกลุ/มใหญ/ ๆ ได1 2 กลุ/ม ได1แก/ทรัพยMสินทางอุตสาหกรรม
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 41
(Industrial property) และลิขสิทธ์ิ(Copyright) โดยที่แต/ละกลุ/มยังสามารถจัดแบ/งประเภทย/อยได1อีกหลาย
ประเภท
ทรพั ยสM ินทางอตุ สาหกรรม (Industrial property) ลิขสิทธ(์ิ Copyright)
เปPนความคิดในการประดิษฐMคิดค1น ซึ่งอาจจะเปPน สิทธิแต/เพียงผู1เดียวที่จะกระทำการใด ๆ เกี่ยวกับงาน
กระบวนการหรือเทคนิคในการผลิตที่ได1ปรับปรุง ที่ผู1สร1างสรรคMได1ริเริ่มโดยการใช1สติปuญญาความรู1
หรือคิดค1นขึ้นมาใหม/ หรือการออกแบบผลิตภัณฑM ความสามารถ และความวิริยะอุตสาหะของตนเองใน
ทางอตุ สาหกรรมทีเ่ ปนP องคMประกอบและรปู รา/ งของ การสรา1 งสรรคMโดยไมล/ อกเลยี นงานของผ1อู น่ื โดยงานท่ี
ตัวผลิตภัณฑM นอกจากนี้ยังรวมถึงเครื่องหมายของ สร1างสรรคMต1องเปPนงานตามประเภทที่กฎหมาย
การค1าหรือยี่ห1อ ชื่อและถ่ินที่อยู/ทางการค1า รวมถึง ลิขสิทธใ์ิ หค1 วามคุ1มครอง โดยผูส1 รา1 งสรรคMจะได1รบั
แหล/งกำเนิดและการปOองกันการแข/งขันทางการค1าท่ี ความคุ1มครองทันทีที่สร1างสรรคMโดนไม/ต1องจด
ไมเ/ ปนP ธรรม ทะเบียน
เช/น สิทธิบัตร อนุสิทธิบัตร เครื่องหมายการค1า ชื่อ งานที่จัดเปPนลิขสิทธิ์ ได1แก/ งานวรรณกรรม
ทางการค1า ความลับทางการคา1 แผนผังภมู ิของวงจร นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรม งานโสตทัศนวัสดุ
รวม ส่ิงบ/งช้ีทางภูมิศาสตรM งานแพร/เสียงแพรภ/ าพ ภาพยนตรM เปPนต1น
จะต1องจดทะเบยี นถงึ จะได1รับการคุม1 ครอง ได1รับการคุ1มครองทันทีตั้งแต/สร1างสรรคM ไม/ต1องจด
ทะเบยี น
6.5 กระบวนการยตุ ธิ รรมดาE นคดอี าญาและด1านคดีแพ/ง ประกอบดว1 ย
กระบวนการยุติธรรมดEานคดอี าญา กระบวนการยตุ ิธรรมดาE นคดีแพงB
1.คกู/ รณี 2 ฝÄาย : โจทยM – จำเลย ประกอบดว1 ย
2.พนกั งานปกครอง : ปราบปราม จบั ผก1ู ระทำความผดิ ไดแ1 ก/ 1.ค/กู รณี 2 ฝÄาย : โจทกM – จำเลย
ตำรวจ ผูว1 /าราชการจงั หวัด นายอำเภอ กำนนั ผ1ูใหญบ/ า1 น 2.ทนายความของทั้ง 2 ฝÄาย *ต)องจดั หา
3.พนกั งานสอบสวน : สอบสวนหาพยานหลกั ฐาน ได1แก/ ตำรวจ กันมาเอง* และพนกั งานอยั การ ในกรณี
4.พนักงานอยั การ : เปนP ทนายความของฝาÄ ยผูเ1 สยี หายหรอื โจทกM รฐั ถกู ฟอq งคดแี พง<
(ฝÄายรฐั ) *ทนายความของแผน/ ดิน* 3.ศาลแพ/ง
5.ทนายความจำเลย 4.พนักงานบงั คับคดี
6.ศาลสถติ ยตุ ธิ รรม มี 3 ระดบั คอื 1. ศาลชนั้ ตน1 2. ศาลอทุ ธรณM
3. ศาลฎีกา
7.พนักงานราชทัณฑM
8.พนักงานคมุ ประพฤติ *กรณีรอลงอาญา*
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 42
Chapter 4: Economics (เศรษฐศาสตร์)
เรือ่ งท่ี 1 สรุปยอB เนื้อหา เศรษฐศาสตร4
แผนผงั สรปุ ความหมายของเศรษฐศาสตร4
ทรพั ยากรทมี่ ีจำกดั ความขาด การเลือก คา2 เสีย
แคลน โอกาส
ความตอE งการของมนษุ ย4 - ปญu หาพื้นฐาน
ทไ่ี มBจำกัด ผลติ อะไร ผลิตอย/างไร
เพ่อื ใคร
- เศรษฐศาสตร4 หมายถึง วิชาที่เก่ียวข1องกับการเลอื กใช1ทรัพยากรทีม่ อี ยู/อย/างจำกดั มาใช1ผลติ สนิ ค1าและบรกิ ารเพ่ือ
ตอบสนองความต1องการของมนษุ ยMให1มเี กดิ ประโยชนMสงู สุด
- ความขาดแคลน : เกดิ จากทรัพยากรมไี ม/เพียงพอตอ/ ความตอ1 งการของมนุษยซM ึ่งมไี มจ/ ำกัด
- การเลือก : จะทำอยา/ งไรใหท1 รัพยากรตอบสนองความต1องการของมนษุ ยMใหม1 ปี ระสทิ ธภิ าพมากทส่ี ุด และยาวนานท่ีสุด
ทำใหเ1 กดิ การเลอื ก และเปนP ปญu หาพื้นฐานทางเศรษฐศาสตรวM /า ผลิตอะไร อย/างไร เพอื่ ใคร
- คาB เสยี โอกาส : เมื่อเราเลือกทางใดทางหน่งึ จะเกิดคา/ เสียโอกาสข้นึ ฉะนัน้ ค/าเสียโอกาส คือมูลคา/ สงู สดุ ในกจิ กรรมท่ไี มไ/ ด1
เลือกในขณะนั้น
1. เศรษฐศาสตรM แบ/งออกเปนP 2 สาขา
1) เศรษฐศาสตร4จุลภาค หรือ เศรษฐศาสตรMภาคทฤษฎีกลไกราคา (Micro economics) เน1นศึกษา
กิจกรรมทางเศรษฐกิจในหน/วยเล็กหรอื หนว/ ยย/อย
2) เศรษฐศาสตร4มหภาค หรือ เศรษฐศาสตรMภาคทฤษฎีรายได1ประชาชาติ (Macro economics) เน1น
ศึกษากจิ กรรมทางเศรษฐกิจในหน/วยใหญ/ ระดับประเทศหรอื ระดบั โลก
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 43
2. หนBวยเศรษฐกจิ : บคุ คลหรือองคMกรตา/ งๆ ซงึ่ เปนP ผ1ูประกอบกิจกรรมทางเศรษฐกิจ (การผลติ การบรโิ ภค
การแลกเปลี่ยน) และกิจกรรมอ่ืนๆ ทเ่ี ก่ยี วข1องกบั การดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ โดยหนว/ ยเศรษฐกิจมี
ทัง้ หมด 3 ประเภท คอื 1) หนว/ ยครวั เรอื น 2) หน/วยธุรกจิ 3) หน/วยรัฐบาล
• หนBวยครวั เรือน กลมุ/ บคุ คลในครัวเรือนทเ่ี ปนP เจ1าของปจu จัยการผลิต ทำหนา1 ที่ 2 ประการ
ได1แก/ 1) ขายปจu จัยการผลติ ของคนหน/วยผลิต 2) บริโภคสนิ ค1าและบรกิ ารต/างๆ จุดมงBุ หมาย
สำคัญ คือ ตอ1 งการให1สมาชิกทกุ คนในครวั เรือนไดร1 ับความพอใจสูงสดุ หรือไดร1 ับสวัสดกิ าร
สูงสดุ
• หนวB ยธรุ กจิ บุคคลหรือกลุม/ บคุ คลที่ทำหนา1 ทีเ่ อาปจu จัยการผลิตตา/ ง ๆ มาผสมผสานผลติ เปนP
สนิ คา1 หรอื บรกิ ารแลว1 นำไปขายให1แก/ผ1ูบริโภค จุดมงBุ หมายสำคัญ คือ ตอ1 งการแสวงหากำไร
สงู สดุ จากการประกอบการ
• หนBวยรัฐบาล หน/วยงานของรัฐ หรือส/วนราชการต/าง ๆ ที่จัดตั้งเพื่อดำเนินการของรัฐบาล มี
หน1าที่เชื่อมความสัมพันธMกับหน/วยอื่น ๆ ในระบบเศรษฐกิจ มีจุดมุBงหมาย เพื่อส/งเสริม
สนับสนนุ และควบคุมดูแลฝÄายอืน่ ๆ ในระบบเศรษฐกจิ ให1เปนP ไปตามทป่ี ระเทศต1องการ
3. กิจกรรมทางเศรษฐกจิ มี 4 ประเภท
3.1 การผลิต คือ การนำปจd จัยการผลติ มาผา/ นกระบวนการผลติ จนไดเ1 ปนP ตัวสนิ คา1 และบริการ
ปdจจยั การผลิต มี 4 ประเภท ผลตอบแทน
คา/ เชา/
1. ทีด่ ิน (Land) >> พื้นดนิ และทรัพยากรธรรมชาติตา/ งๆ ทอี่ ย/ใู นดนิ บนดิน เช/น แร/
ทองคำ กÜาซธรรมชาติ พื้นทตี่ ้งั ของอาคาร เปนP ตน1 ดอกเบ้ยี
2.ทุน (Capital) >> สิ่งที่จะนำไปใช1ในการผลติ สินคา1 และบรกิ าร เชน/ เครื่องจักร
เคร่ืองมือ วัสดุอปุ กรณใM นการผลิต โรงงาน เปนP ต1น ค/าแรง/คา/ จ1าง
3.แรงงาน (Labour) >>การใชพ1 ลงั งานของมนษุ ยเM พอื่ ให1เกดิ การผลิตสนิ ค1าและบรกิ าร
ทางด1านแรงกาย ความถนัด และความคิดความชำนาญ เพ่ือแสวงหารายได1มาดำรงชีพ กำไร
4.ผปูE ระกอบการ (Entrepreneur)>>ผจู1 ดั ตัง้ องคกM รผลติ โดยนำเอาปจu จัยการผลิต คอื
ท่ดี ิน ทนุ แรงงาน มาดำเนินการผลติ โดยใช1เทคโนโลยตี /าง ๆ เพื่อให1เกดิ ประสทิ ธภิ าพ
การผลติ มากท่ีสุด
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 44
3.1.1 ข้นั ตอนการผลติ สินคEาและบริการ
สามารถแบง/ ออกเปนP 3 ประเภทใหญๆ/ ไดแ1 ก/
ข้นั ปฐมภูมิ ขั้นทตุ ิยภมู ิ ขน้ั ตตยิ ภูมิ
เปนP การผลิตแบบด้งั เดิม โดยใช1 อาศยั วัตถดุ ิบจากข้นั ปฐมภูมิ เปPนข้ันการให1บริการ โดยนำ
ทรัพยากรธรรมชาติเปนP หลัก พรอ1 มทง้ั เทคโนโลยเี ครือ่ งจกั รท่ี ผลผลิตจากการผลิตขนั้ ต1นและขัน้
โดยใชแ1 รงงานคนและสัตวเM ปนP หลัก ซบั ซอ1 นขึน้ ผ/านกระบวนการผลิต ทีส่ องสง/ ถึงผบู1 ริโภค เชน/
อาจใชเ1 คร่อื งจกั รบา1 ง เช/น การทำ แปรรปู เปนP ผลิตภัณฑM เช/น นำปลา การธนาคาร การใหบ1 รกิ าร
เกษตรกรรม เพาะปลกู การเลีย้ ง ทะเลแปรรปู เปPนอาหารกระปüอง ท/องเทีย่ ว โรงแรม เปนP ต1น
สัตวM การทำนา การทำประมง เปPน การนำมันสำปะหลงั แปรรปู ทำเปPน
ต1น อาหารสตั วM
3.2 การบริโภค คือ การกินหรอื ใชส1 ินค1า – บริการท่ีได1จากการผลิต
ปdจจัยทีเ่ ปน` ตวั กำหนดการบริโภค โดยปกติแล1วการบรโิ ภคของคนเราทัง้ ในแง/ของจำนวนและ
คุณภาพของสินค1าและบริการจะขึ้นอยกู/ บั ปจu จัยตา/ งๆ ดังน้ี รายไดข1 องผู1บรโิ ภค รสนยิ ม/นิสัยการ
ใช1จ/ายของผบ1ู ริโภค และความสัมพันธรM ะหว/างการบริโภค รายได1 การออมและการลงทนุ
3.3 การแลกเปลีย่ น คอื การนำสินค1า – บริการชนดิ หนึง่ มาแลกเปลย่ี นกับอกี ชนิดหนง่ึ หรอื การ
แลกเปล่ียนโดยใชเ1 งินตรา/ต๋ัวเงนิ /เครดติ ตา/ งๆ
3.4 การกระจายหรือการแบBงสรร มี 2 ประเภท คอื
1) การกระจายรายได1คนื สู/เจ1าของปuจจัยการผลติ 2) การกระจายสินค1า – บรกิ ารจากผผ1ู ลิตไปสู/
ผ1ูบริโภค
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 45
4. ตลาด (Market)
คอื กิจกรรมการแลกเปลีย่ นสินคา1 และบริการ (ระหว/างผ1ซู อ้ื กบั ผขู1 าย) ซงึ่ ตลาดไมจ/ ำเปPนต1องมี
สถานท่ใี นการแลกเปล่ียนก็ได1 เชน/ การซื้อสนิ คา1 ออนไลนM
4.1 ประเภทของตลาดตามโครงสรEางของตลาด
สามารถจำแนกตลาดโดยพิจารณาจากความสามารถในการแข/งขัน สามารถแบ/งได1 ดังน้ี
ตลาดแขBงขัน ตลาดแขBงขนั ไมBสมบรู ณ4
สมบูรณ4
ประเด็น ตลาดกง่ึ แขBงขันก่งึ ตลาดผEูขายนEอย ตลาดผูกขาด
เปรียบเทยี บ ผกู ขาด ราย
จำนวนผEูขาย มากที่สุด มจี ำนวนมาก 2- 3 รายขึ้นไป 1 ราย
ลกั ษณะสนิ คEา เหมอื นกันอย/าง มีความแตกต/างกัน มีความเหมือนกนั มลี ักษณะเฉพาะ ไม/
สมบูรณMทกุ สามารถหาสนิ คา1 หรอื แตกตา/ งกันแต/ สามารถหาสนิ ค1าอ่นื
ประการ ดังนน้ั ทดแทนได1 มสี นิ คา1 ทดแทนได1 ทดแทนได1
สามารถซ้ือทไ่ี หน
ก็ได1
พลังตลาดหรอื ไม/มี มีบ1างแต/ต1องระวงั เร่ือง มีแต/ต1องเปนP ไปใน มีมากท่ีสุด
อำนาจในการ การรักษาฐานลกู คา1 ทิศทางเดยี วกัน
กำหนดราคา
การเขEาออก - ทำได1อย/างเสรี ทำได1เสรแี ต/ยากกว/า ทำไดย1 าก ไม/สามารถทำได1
ตลาด และทำได1ง/าย ตลาดแขง/ ขันสมบูรณM เนือ่ งจากตอ1 งใชเ1 งนิ อยา/ งเสรีและทำได1
มาก ลงทนุ จำนวนสงู ยากมากๆทง้ั น้ี
มาก และอาจถกู กดี รฐั บาลอาจร/วมเปนP
กันทางการคา1 ผผู1 ลิต เจา1 ของ หรอื ต1อง
รายเกา/ ได1รับสัมปทาน
อนญุ าตจากรัฐบาล
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 46
การโฆษณาเพ่อื ไมจ/ ำเปนP มีการโฆษณาเพอ่ื เพิม่ มีการโฆษณาเพื่อ ไม/จำเปPน เนอ่ื งจาก
เพิ่มยอดจำหนBาย เนือ่ งจากสนิ คา1 มี ยอดขายและทำให1 เพิม่ ยอดขายและทำ ไมม/ คี แู/ ข/ง อาจจะ
ใหส1 ินคา1 เปPนที่ตดิ เปนP การ
ลกั ษณะ สนิ คา1 เปนP ทต่ี ดิ ตลาด ตลาด ประชาสัมพนั ธM
เหมือนกนั ราคาไม/
แตกต/างกนั เก่ยี วกบั สินค1า
ดงั น้ัน สามารถซ้ือ
ที่ไหนก็ได1
ระดับของราคา ตำ่ กวา/ ตลาด สงู กวา/ ตลาดแข/งขัน สูงกว/าตลาด สูงกวา/ ตลาดประเภท
สนิ คาE ประเภทอืน่ สมบรู ณM อน่ื แต/รฐั จะเขา1 มา
กงึ่ แขง/ ขนั กึง่ ผกู ขาด ควบคุมในการ
กำหนดราคาสนิ คา1
ตัวอยาB งสนิ คาE สินคา1 เกษตรกรรม สินค1าอปุ โภคบรโิ ภค สายการบิน สาธารณปู โภคขน้ั
ที่ใช1ในชวี ิตประจำวนั เครือข/าย พืน้ ฐาน เช/น ไฟฟOา
เช/น เสอ้ื ผ1า อุปกรณM
การเรียน โทรศพั ทMมือถอื ประปา รถไฟฟาO
ปนู ซเี มนตM รถยนตM
5. ระบบเศรษฐกจิ ที่สำคญั ของโลกมี 3 ระบอบ คือ
5.1 ระบบทุนนยิ ม แบ/งเปนP 2 ประเภท คือ
ทุนนิยมแบบบังคับ : หลักการสำคญั คือ ทุนนยิ มแบบเสรี : หลักการสำคัญ คอื
1)รฐั บาลใหเ1 อกชนสะสมทุนได1 มีนายทนุ ได1 1)รัฐบาลใหเ1 อกชนสะสมทนุ และค1าขายแข/งขนั ได1
2)เอกชนเปPนเจา1 ของปจu จัยการผลิตได1 อย/างเสรี
3)แตร/ ัฐบาลจะบงั คับเอกชนในการผลิตสนิ ค1าบาง 2)เอกชนเปPนเจ1าของปuจจัยการผลติ ได1
ชนิด 3)รฐั บาลเข1าแทรกแซงนอ1 ยท่ีสดุ
4)มักพบในประเทศเผด็จการทหาร เชน/ ฟาสซิสตM 4)ใชก1 ลไกราคามาก
สมยั สงครามโลกคร้งั ท่ี 2, เผด็จการทหารในพมา/ 5)พบในประเทศ เชน/ USA อังกฤษ ญี่ปุÄน
หรอื ไทยยุคเผด็จการทหารในอดตี ออสเตรเลีย แคนาดา
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 47
3.2 ระบบสังคมนยิ ม: หลักการสำคญั
1) เน1นสงั คมหรือประชาชน ใหอ1 ยูด/ กี นิ ดี
2) รฐั บาลเขา1 แทรกแซงมาก*
3) รฐั บาลเปนP เจา1 ของปuจจยั การผลิต
4) เนน1 การกระจายรายได1ใหเ1 ปPนธรรม
5) พบในประเทศคอมมวิ นิสตทM งั้ หลาย
3.3 ระบบเศรษฐกจิ แบบผสม: หลกั การสำคญั
1) รฐั บาลใหเ1 อกชนสะสมทนุ และค1าขายแขง/ ขันได1
2) รัฐบาลจะลงทุนทำกจิ การขนาดใหญ/ (กจิ การสาธารณปู โภค) แทนเอกชน *มีรฐั วสิ าหกจิ *
3) รฐั บาลเก็บภาษีสูงและจัดสวัสดกิ ารใหป1 ระชาชน
4) เนน1 การกระจายรายไดใ1 หเ1 ปPนธรรม
5) พบในประเทศยโุ รปกลุม/ สแกนดเิ นเวีย (นอรMเวยM ฟÑนแลนดM สวีเดน)
6. กลไกราคา (ทฤษฎอี ุปสงค4 – อุปทาน, กลไกตลาด)
- อุปสงค4 Demand คอื ความตอ1 งการและความสามารถในการซอ้ื สินค1า – บรกิ าร (รวมถงึ
จำนวนผู1ซอื้ ดว1 ย)
- อุปทาน Supply คือ ความตอ1 งการและความสามารถในการขายสินคา1 – บริการ (รวมถึง
จำนวนผู1ขาย จำนวนสินคา1 )
6.1 กฎอุปสงค4 : ราคาสนิ ค1ากำหนดอปุ สงคM
1) เมื่อราคาสินค1าเพ่ิมขึน้ อปุ สงคMจะลดลง
2) เมื่อราคาสินคา1 ลดลง อปุ สงคจM ะเพ่มิ ขึน้
6.2 กฎอปุ ทาน : ราคาสนิ ค1ากำหนดอปุ ทาน
1) เม่ือราคาสินค1าเพิ่มข้ึน อุปทานจะเพ่มิ ข้นึ
2) เมื่อราคาสนิ คา1 ลดลง อปุ ทานจะลดลง
6.3 ดลุ ยภาพ : สภาพที่อุปสงคเM ท/ากับอุปทาน
- ราคาดลุ ยภาพ : ระดับราคาทปี่ ริมาณสินค1าและบรกิ ารท่ีผบ1ู ริโภคตอ1 งการซ้อื เทา/ กับจำนวน
สนิ ค1าและบรกิ ารท่ีผผ1ู ลติ ตอ1 งการขาย
- ปรมิ าณดลุ ยภาพ : ภาวะทีป่ รมิ าณความตอ1 งการซ้อื =ปรมิ าณความต1องการเสนอขาย ณ ระดบั
ราคาใดราคาหน่ึง
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 48
***ณ จดุ ที่เสน) อุปสงคแ^ ละอุปทานตัดกัน เรยี กว<า จดุ ดลุ ยภาพ
6.4 การแทรกแซงราคาและการควบคุมราคาโดยบทบาทของรฐั
• การแทรกแซงดวE ยการกำหนดราคาขัน้ สูง (กำหนดเพดานราคา)
การแทรกแซงของรฐั บาล แนวโนมE ผลกระทบท่ี ประเภทสนิ คEา แกไE ข/ชวB ยเหลือ
อาจเกดิ ข้นึ ผูบ1 ริโภค
รฐั บาลจะเข1ามาปรบั ราคา
สนิ คา1 ท่ีมรี าคาสงู เกินไปไมใ/ ห1 - ของขาดตลาด สนิ ค1าอุปโภคบริโภคจำเปนP ทใ่ี ช1ใน
ราคาสงู ไปกว/าทเี่ ปPนอย/ู
(ปรับราคาให1ต่ำลง หา1 มขาย (อปุ สงคสM ว/ นเกิน) ชวี ติ ประจำวนั ของประชาชน หาก
เกนิ สูงกว/าท่ีกำหนด เพราะ - มีการลับลอบขาย เมอื่ ข้ึนราคาจะส/งผลให1 สินคา1 ชนิด
ประชาชนเดอื ดรอ1 น) สนิ ค1าในราคาทส่ี ูง อน่ื ขน้ึ ราคาตามไปดว1 ย เชน/ นำ้ มนั
กว/า กÜาซหงุ ต1ม น้ำตาล
• การแทรกแซงดEวยการกำหนดราคาขัน้ ต่ำ
การแทรกแซงของรฐั บาล แนวโนมE ผลกระทบที่อาจเกิดขน้ึ ประเภทสินคEา แกEไข/ชBวยเหลอื
เกษตรกร/ผูผ1 ลติ
รัฐบาลจะเข1ามาปรบั ราคาสนิ ค1า - หากเกดิ ภาวะสนิ ค1าล1นตลาด สินค1าประเภท
ทม่ี ีราคาตำ่ เกนิ ไป ไมใ/ ห1มีราคา รัฐอาจต1องรับซ้ือผลผลิต เกษตรกรรม เช/น ข1าว
ต่ำไปกว/าทก่ี ำหนด (กำหนด ส/วนเกนิ อ1อย มนั สำปะหลัง
ราคาให1สงู กว/าเดมิ ) ทำใหใ1 ช1งบประมาณจำนวนมาก ยางพารา ผลไม1ตา/ งๆ
- รฐั อาจต1องใหเ1 งินอดุ หนุน เพื่อ
ชดเชยสว/ นของราคาแก/ผูผ1 ลิต
7. การเงินและสถาบันการเงิน
7.1 เงนิ : เปPนสิ่งทสี่ งั คมยอมรับเปPนสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนสนิ คา1 และบริการ โดยเงนิ มีหน1าท่ี เปนP
ส่อื กลางในการแลกเปลย่ี น เปPนหนว/ ยวัดมลู ค/าของสินคา1 เปนP มาตรฐานในการชำระหนี้ และ เปนP เคร่ืองรักษา
มูลค/า
ปริมาณเงิน : ปริมาณเงนิ ทหี่ มนุ เวียนอยู/ในมอื ของประชาชน ในระยะเวลาใดเวลาหน่ึง (โดยไม/นบั เงนิ
คงคลงั ของรัฐบาล)
7.2 ธนาคารและสถาบนั การเงิน: สามารถแบง/ ออกเปนP 2 ประเภท คือ สถาบันการเงินทีเ่ ปนP ธนาคาร กบั
สถาบนั การเงินทไี่ ม/ใชธ/ นาคาร
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 49
• สถาบันการเงนิ ท่ีเป`นธนาคาร
ประเภทธนาคาร หนEาที่
ธนาคารกลาง - เปนP สถาบันการเงินสูงสุดของประเทศ ทำหนา1 ท่ี ผลติ ธนบตั รและออกธนบัตร
หรอื ธนาคารแหงB เปนP นายธนาคารของธนาคารพาณิชยMและรฐั บาล ควบคมุ การแลกเปลย่ี นเงนิ ตราและ
ประเทศไทย กำหนดอัตราดอกเบย้ี และควบคุมปรมิ าณเงินของประเทศให1อยใู/ นปริมาณท่ี
(แบงคช4 าต)ิ เหมาะสม ควบคมุ ดแู ลการดำเนนิ งานของธนาคารพาณิชยM และสถาบันการเงนิ ต/าง
ธนาคารพาณิชย4 - บรกิ ารเงินฝาก 3 ประเภทคือ ฝากประจำ ฝากออมทรพั ยM และฝากกระแสรายวัน
- ปลอ/ ยสนิ เชอื่ เงินก1ู
-บริการแลกเปลีย่ นเงนิ ตราระหว/างประเทศ
ธนาคารที่มีวตั ถุประสงคเ4 ป`นพิเศษ
ธนาคารออมสนิ - ธนาคารของรัฐบาล มีหนา1 ทร่ี บั ฝากเงินจากประชาชนทั่วไป โดยเฉพาะผู1มีเงินออม
รายย/อย ออกพันธบตั ร สลากออมสนิ รบั ฝากเงินในรูปแบบตา/ ง ๆ เพ่ือสงเคราะหM
ชีวิตและการศกึ ษาโดยเฉพาะเยาวชนของชาติ และกจิ กรรมอ่ืน ๆ เชน/ ปล/อยเงินกูใ1 ห1
ผม1ู รี ายไดน1 1อยในวงเงนิ ตำ่ **สนบั สนุนการออมเงิน
ธนาคารอิสลามแหงB - เปPนธนาคารที่ดำเนินธรุ กิจธนาคารตามหลกั ของศาสนาอิสลาม ซึง่ ผู1รบั บรกิ ารจะนบั
ประเทศไทย ถือศาสนาใดก็ได1 **(อสิ ลามหา) มธุรกรรมทม่ี ีดอกเบี้ย)
ธนาคารเพ่อื การ - ต้งั ขน้ึ เพอื่ ช/วยเหลือด1านการเงนิ แก/เกษตรกร กลุม/ เกษตรกร หรอื สหกรณM
เกษตรและสหกรณ4 การเกษตร ในรูปของการกูย1 ืมเงินในอตั ราดอกเบยี้ ตำ่ เพือ่ นำไปลงทนุ ดา1 นการเกษตร
สังกดั กระทรวงการคลงั
ธนาคารอาคาร - เปนP ธนาคาของรฐั บาลทป่ี ล/อยสินเชื่อเพอื่ ท่ีอย/ูอาศยั แก/ประชาชน โดยคิดดอกเบย้ี
สงเคราะห4 อัตราต่ำ
ธนาคารเพื่อการสBงออก -ใหส1 นิ เชื่อแก/ผส1ู /งออกท้งั สกลุ เงนิ ไทยและสกลุ เงินตา/ งประเทศ โดยไมร/ บั ฝากเงินจาก
และนำเขาE แหBงประเทศ ประชาชน
ไทย
ธนาคารพฒั นาวสิ าหกิจ เปPนธนาคารท่ตี ้งั ขึน้ เพือ่ ใหส1 นิ เชอ่ื เพ่อื ส/งเสรมิ อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย/อม
ขนาดกลางและขนาด โดยอยภู/ ายใตก1 ารดูแลของกระทรวงการคลัง, กระทรวงอตุ สาหกรรม, แบงกชM าติ
ยBอมแหBงประเทศไทย
หรือทร่ี จEู กั ในช่อื SME
Bank
เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 50