The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by koohabib, 2021-10-17 00:22:46

เอกสารประกอบการเรียนรู้ วิชาสังคม ชั้น ม.6

เอกสาร ม.6

• สถาบันการเงินที่ไมBใชBธนาคาร : สถาบันการเงินอื่นๆ นอกเหนือจากธนาคารพาณิชยMและธนาคาร

กลางที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับด1านสินเชื่อ มีอยู/มากมายหลายประเภททั้งที่เปPนของรัฐและเอกชน ท่ี

สำคัญ มีดงั นี้

ประเภทธนาคาร หนEาท่ี

บริษทั เงนิ ทนุ หลกั ทรพั ย4 มีวัตถุประสงคMคลา1 ยกับธนาคารพาณชิ ยมM ากท่สี ุด คือ ระดมเงนิ ออมโดยออกตราสาร
จำกดั เครดิตหรอื ตัว๋ แลกเงินเพ่อื เปPนหลกั ฐานในการกเ1ู งนิ จากประชาชน

โรงรบั จำนำ เปนP สถาบันการเงินขนาดยอ/ ม มี 3 ประเภท คือ โรงรับจำนำเอกชน โรงรบั จำนำ

ของกรมประชาสงคราะหM โรงรบั จำนำของเทศบาล ซ่งึ ไดใ1 หบ1 รกิ ารก1ูยมื เงนิ แกบ/ คุ คล
ท่วั ไป โดยรบั จำนำสิ่งของเครือ่ งใชต1 า/ ง ๆ

บรษิ ทั ประกันภยั /บรษิ ัท เปPนสถาบันทางการเงนิ ท่ีชว/ ยเหลือผู1ประสบภัยใหผ1 อ/ นหนักเปนP เบาได1 ตามสญั ญาท่ี

ประกันชีวิต ระบไุ วแ1 ละวงเงนิ ค1ุมครอง จากการเสียชีวติ ด1วยโรคภัย หรอื ไดร1 บั อบุ ตั ิเหตุ

สหกรณ4ออมทรพั ย4 เปนP สถาบันการเงนิ ท่ปี ระชาชนเร่ิมเหน็ คณุ ค/าและเห็นประโยชนMของการร/วมมอื เพื่อ

ช/วยเหลอื ชมุ ชน หรอื กลุ/มบุคคลทม่ี คี วามคดิ ในแนวเดยี วกัน จดั ทำข้นึ เพอ่ื ออมทรัพยM
และจัดทำหนว/ ยธรุ กิจของกล/มุ ตนเอง หรอื ชมุ ชน

7.3 สหกรณ4 ตามพระราชบัญญัตสิ หกรณM พ.ศ.2542 หมายความว/า คณะบคุ คลซงึ่ รว/ มกันดำเนินกิจการเพือ่
ประโยชนMทางเศรษฐกจิ และสังคม โดยช/วยเหลอื ตนเองและช/วยเหลอื ซง่ึ กนั และกัน
เปxาหมาย >>นำไปสก/ู ารกนิ ดี อย/ดู ี มีความเปนP ธรรม และสันตสิ ุขในสังคม”
บิดาสหกรณโ4 ลก>> โรเบริ Mด โอเวน ชาวองั กฤษ
สหกรณ4แหBงแรกของโลก>> รา1 นสหกรณM รอชเดล ณ เมอื งรอชเดล ประเทศองั กฤษ
บิดาแหงB สหกรณ4ไทย>>พระราชวรวงศMเธอกรมหมืน่ พทิ ยาลงกรณM
สหกรณ4การเกษตรแหBงแรกของไทย >>สหกรณวM ัดจนั ทรM ไมจ/ ำกดั สนิ ใช1 จงั หวดั พิษณโุ ลก
หลักการสำคญั ของสหกรณ4
- การเปPนสมาชิกโดยสมคั รใจและเปÑดกว1าง
- การควบคุมโดยสมาชิกตามหลักประชาธิปไตย
- การมสี /วนร/วมทางเศรษฐกิจของสมาชิก
- การปกครองตนเองและความเปนP อสิ ระ
- การศึกษา ฝàกอบรม และสารสนเทศ
- การรว/ มมือระหวา/ งสหกรณM
- การเออ้ื อาทรต/อชมุ ชน

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 51

ประเภทของสหกรณ4 สามารถจำแนกสหกรณอM อกเปPน 2 ภาค และ 7 ประเภท ดงั นี้

ภาคการเกษตร นอกภาคการเกษตร

1.สหกรณ4การเกษตร คือ สหกรณMทีจ่ ัดต้ังข้ึนในหม/ูผ1ู 1. สหกรณอ4 อมทรพั ย4 เปนP สถาบันการเงนิ รูปแบบ
มอี าชพี ทางการเกษตร รวมกันจดั โดยมจี ุดมงุ/ หมาย หนึง่ เกดิ จากการรวมตวั จดั ต้งั โดยกลุ/มบุคคลซ่งึ มี

เพอ่ื ให1สมาชกิ ดำเนินกจิ การร/วมกันและช/วยเหลือซึ่ง อาชีพเดียวกนั หรอื อยูอ/ าศยั ใน ชุมชนเดียวกัน เช/น
กันและกันเพื่อแก1ไขความเดือดร1อนในการประกอบ หนว/ ยราชการ รัฐวสิ าหกจิ โรงงาน สถานศึกษา
อาชีพ เปPนแหลง/ เงนิ ทนุ และชมุ ชนต/าง ๆ เพอื่ สง/ เสรมิ การออมทรัพยขM อง

สมาชกิ และช/วยเหลือสมาชิกใหม1 ีแหล/งกู1เงนิ เม่อื ถงึ
คราวจำเปนP

2.สหกรณ4ประมง คือ สหกรณMประมงเปPนสหกรณทM ่ี 2.สหกรณ4บริการ เปPนสหกรณMทเี่ กดิ จากการรวมตัว

จัดต้ังขึ้นในหมู/ชาวประมง เพอ่ื แก1ไขปญu หาและ ของประชาชนทมี่ ีอาชพี เดยี วกัน ไม/นอ1 ยกวา/ 10 คน
อุปสรรคในการประกอบอาชพี เปนP แหล/งเงนิ ทุน ขน้ึ ไป ซึง่ ได1รบั ความเดือดรอ1 นจากการประกอบ
อาชีพ เชน/ สหกรณMรถแท็กซี่ สหกรณนM ักเขียน

สหกรณผM ผู1 ลิตและคา1 น้ำแข็ง ฯลฯ

3. สหกรณน4 ิคม คือ มหี นา1 ที่ดำเนินการจดั สรรที่ดิน 3.สหกรณร4 EานคาE คอื สหกรณทM ่ีมีผบู1 รโิ ภครวมกัน

ทำกินใหร1 าษฎร การจดั สรา1 งปจu จัยพนื้ ฐานและสงิ่ จดั ต้งั ข้ึนเพื่อจัดหาสนิ ค1าเคร่ืองอปุ โภคบรโิ ภค มา
อำนวยความสะดวกให1ผท1ู ี่อยอ/ู าศยั ควบค/ไู ป กบั การ จำหนา/ ยแกส/ มาชิกและบคุ คลท่ัวไป โดยสหกรณM
ดำเนนิ การจัดหาสนิ เชอื่ ปuจจัยการผลติ และสงิ่ ของท่ี ร1านคา1 มีสภาพเปPนนิตบิ ุคคลซ่ึงสมาชิกผถ1ู อื หน1ุ ทกุ คน

จำเปPน การแปรรปู การเกษตร การสง/ เสริมอาชีพ เปนP เจา1 ของ สมาชกิ ลงทุนรว/ มกันในสหกรณดM 1วย
รวมทั้งกิจการใหบ1 รกิ ารสาธารณปู โภคแกส/ มาชิก ความสมคั รใจเพอื่ แกไ1 ขความเดือดรอ1 นในการ ซ้อื
เครอื่ งอปุ โภคบริโภค

4. สหกรณ4เครดติ ยูเนยี่ น เปPนสหกรณอM เนกประสงคM
ตง้ั ขึน้ โดยความสมัครใจของ สมาชิกที่อยใ/ู นวงสมั พนั ธM
เดยี วกนั เช/นอาศัยในชมุ ชนเดยี วกัน ประกอบอาชพี

เดียวกนั หรอื ในสถานทีเ่ ดียวกันหรอื มกี ิจกรรม
ร/วมกนั เพอื่ การรจ1ู ักชว/ ยเหลอื ตนเองอย/างต/อเน่ือง

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 52

7.4 ภาษี : เงินท่รี ฐั จดั เกบ็ จากประชาชนและผป1ู ระกอบการเพื่อเปPนรายได1นำมาพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คม

• การแบBงประเภทของภาษี (ตามหลกั ผลักภาระภาษี) แบงB เป`น 2 ประเภท

- ภาษที างตรง ภาษที างอEอม

ผเู1 สียภาษีตอ1 งจา/ ยเองและเกบ็ โดยตรงจากผม1ู เี งนิ ภาษที ผี่ เู1 สยี ภาษีไมต/ อ1 งจ/ายเอง สามารถผลกั ภาระภาษไี ปยงั

ได1 หรอื ภาษที ี่เรียกเก็บจากรายไดแ1 ละทรัพยสM ิน ผู1ทเ่ี ก่ยี วข1องได1 เชBน
เชBน ภาษเี งินไดบ1 ุคคลธรรมดา ภาษีเงนิ ไดน1 ิติ - กรมสรรพากร ภาษีมลู ค/าเพิ่ม (VAT) ภาษีธุรกิจเฉพาะ
บคุ คล ภาษปี าO ย ภาษมี รดก ภาษที รัพยMสิน ภาษี ภาษีปโÑ ตรเลียม และอากรแสตมปô

ที่ดิน โรงเรือน - กรมสรรพสามิต ภาษีสุรา ภาษยี าสบู ภาษสี ถานบรกิ าร
- กรมศุลกากร ภาษอี ากรขาเข1า-ขาออกจากการค1า
ระหว/างประเทศ

• อตั ราการเก็บภาษี แบ/งออกเปPน 3 ลกั ษณะ

ภาษอี ตั รากEาวหนาE ภาษคี งท่ี ภาษีท่ีอตั ราถอยหลัง

อตั ราภาษสี ูงขึน้ อตั ราภาษีคงทีเ่ สมอ อัตราภาษีจะลดลง
เมอ่ื มีรายได1เพม่ิ ข้ึนข้ึน แมว1 /ารายได1จะมากหรือน1อย เมอ่ื มรี ายไดเ1 พมิ่ ขึน้

เชน/ ภาษีเงนิ ได1บุคคลธรรมดา เช/น ภาษมี ลู ค/าเพม่ิ เช/น ภาษีบำรงุ ทอ1 งท่ี
ซึ่งจดั เก็บภาษีที่ดนิ อตั ราภาษแี บบ

นไี้ ม/เปPนทนี่ ิยมใช1เพราะไม/
สอดคลอ1 งกับความเปPนธรรมทาง
ภาษี

7.5 เงนิ เฟxอและเงนิ ฝ©ด

หวั ขEอ ภาวะเงินเฟxอ ภาวะเงินฝ©ด

ความหมาย ภาวะทีร่ าคาสินคา1 และบรกิ ารมแี นวโนม1 สูงขน้ึ ภาวะทร่ี าคาสินค1าและบริการมแี นวโนม1

อยา/ งต/อเนอ่ื ง (ปรมิ าณเงนิ หมุนเวียนในระบบมี ลดลง อย/างตอ/ เนอื่ ง(ปริมาณเงินหมุนเวยี น
มาก) ในระบบมีนอ1 ย)

สาเหตุ - ปรมิ าณความต1องการซอ้ื สนิ ค1ามีสูงกวา/ นำมา - ปริมาณความต1องการในการซ้ือสนิ ค1ามี
ออกจำหน/าย (สนิ ค1าขาดตลาด) นอ1 ยกว/าปรมิ าณความตอ1 งการในการขาย
- ต1นทุนการผลติ ของสนิ ค1ามีราคาสงู ขึน้ สนิ คา1 หรอื บรกิ าร (สนิ ค1าล1นตลาด)ราคา

สนิ ค1าลดลง
- เกดิ จากรฐั บาลเกบ็ ภาษมี ากเกนิ ไป

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 53

-ธนาคารกลางดำเนนิ นโยบายการเงนิ
เขม1 งวด

-ขาดแคลนเงินออม
- เงินทนุ ไหลออกนอกประเทศมากเกนิ ไป

ผลกระทบ ส/งผลใหค1 า/ ครองชีพสงู ขน้ึ ราคาสินค1าหรอื ประชาชนกำลงั ซื้อนอ1 ย ผ1ูผลิตกข็ ายสินค1า
บรกิ ารเพม่ิ ข้ึน การใชจ1 /ายในสินค1าทจี่ ำเปPน ไมไ/ ด1 ตอ1 งลดกำลงั การผลติ อตั ราการจา1 ง
กลมุB ผูE ต/อการดำรงชวี ติ ของผบ1ู ริโภคจะเพ่ิมขึ้นเพราะ งานก็ตำ่ ลง เกิดสภาวะวา/ งมากขนึ้ สง/ ผลให1
ไดเE ปรยี บ
กลมBุ ผูE กลัวราคาสนิ ค1าจะแพงขน้ึ อกี ส/งผลให1เกดิ การ เศรษฐกจิ ตกต่ำ
เสียเปรยี บ ขาดแคลนสนิ คา1 ทำให1ราคาสินค1ายง่ิ สงู ขึน้

พอ/ คา1 นกั ธรุ กจิ เพราะขายสินค1าหรือบริการได1 - เจา1 หน้ี

ราคาสูงขึน้ -ผ1มู ีรายได1ประจำ
- ลกู หนรี้ ะยะยาว

- ผม1ู รี ายได1ประจำ เพราะรายได1เท/าเดมิ - ผผ1ู ลติ ลูกหน้ี

-เจ1าหนี้

7.6 การใชนE โยบายการเงินการคลงั เพื่อแกEปdญหาเงนิ เฟอx และเงนิ ฝ©ด ช่อื มาตรการ
การแกปE ญd หาเงิน Concept สำคัญในการแกEปญd หา นโยบาย มาตรการ

เงินเฟxอ - ลดปรมิ าณเงนิ ในมอื ประชาชน นโยบายการเงิน เพ่มิ อตั รา นโยบายการเงนิ แบบ
เงนิ ฝ©ด - ลดค/าใช1จ/ายของรฐั บาล และเพิ่ม
ค/าใชจ1 า/ ยภาคประชาชน ชะลอ ดอกเบี้ย หดตัว
โครงการต/างๆของภาครัฐ
- ส/งเสริมการออม เพอ่ื ลดการลงทุน ขายพนั ธบัตร
รัฐบาล

นโยบายการคลัง เพ่มิ อตั ราภาษี นโยบายการคลงั แบบ

ใช1งบประมาณ หดตัว

แบบเกนิ ดุล

- เพมิ่ ปริมาณเงินในมือประชาชน นโยบายการเงิน ลดอตั รา นโยบายการเงินแบบ

- เพิม่ ค/าใชจ1 า/ ยภาครัฐบาล ลงโครงการ ดอกเบย้ี ขยายตวั

ของรัฐเพอื่ ใหป1 ระชาชนมีเงนิ ซอื้ พนั ธบตั ร

รฐั บาลคนื

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 54

-ส/งเสรมิ อาชีพ แก1ปuญหาการวา/ งงาน นโยบายการคลงั ลดอตั ราภาษี นโยบายการคลังแบบ
- กระต1ุนการลงทนุ ลดการออม ใช1งบประมาณ ขยายตัว
แบบขาดดลุ

7.7 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง

หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเปPนพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ที่ได1ชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิต
ให1แก/พสกนิกรชาวไทย มาในช/วง พ.ศ. 2517 และได1ถูกเน1นย้ำอีกครั้งใน พ.ศ. 2540 ซึ่งเปPนช/วงท่ีประเทศไทย
ประสบปuญหาวิกฤตการณMเศรษฐกิจต1มยำกุ1ง โดยมีเปOาหมายให1ผู1ที่นำไปปฏิบัติหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี งมชี ีวติ อยด/ู ีมสี ุข

ความหมายของเศรษฐกจิ พอเพียง จงึ ประกอบดวE ยคุณสมบตั ิ ดังนี้

ความพอประมาณ ความมเี หตุผล ภมู ิคEุมกนั
ความพอดีทไ่ี มน/ 1อยเกนิ ไปและไม/ การตดั สินใจเกย่ี วกบั ระดับความ
มากเกนิ ไป โดยไมเ/ บยี ดเบียน พอเพยี งนัน้ จะตอ1 งเปPนไปอย/างมี การเตรยี มตัวให1พร1อมรับ
ตนเองและผ1อู ื่น เหตผุ ล โดยพจิ ารณาจากเหตุ ผลกระทบและการเปลย่ี นแปลง
ปจu จยั ทเี่ กี่ยวข1อง ตลอดจน ดา1 นตา/ งๆ ทีจ่ ะเกิดขึน้ โดย
คำนงึ ถึงผลท่ีคาดวา/ จะเกดิ ข้ึนจาก คำนึงถงึ ความเปนP ไปได1ของ
การกระทำน้ันๆ อยา/ งรอบคอบ สถานการณตM /างๆ ทีค่ าดว/าจะ
เกิดขนึ้ ในอนาคต

โดยมี เง่อื นไข ของการตัดสนิ ใจและดำเนนิ กิจกรรมตา/ งๆ ให1อยูใ/ นระดับพอเพียง

2 ประการ ดงั น้ี

เงื่อนไขความรEู เงื่อนไขคุณธรรม
มีความรอบรูเ1 กี่ยวกับวิชาการตา/ งๆ ที่เกย่ี วขอ1 งรอบ มีความตระหนกั ใน คณุ ธรรม มีความซอ่ื สตั ยMสจุ ริต

ด1าน ความรอบคอบที่จะนำความรูเ1 หล/านั้นมา และมคี วามอดทน มีความเพยี ร ใชส1 ตปิ ญu ญาในการ
พิจารณาให1เชือ่ มโยงกัน เพอื่ ประกอบการวางแผน ดำเนนิ ชวี ติ
และความระมดั ระวังในการปฏิบัติ

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 55

7.8 การรวมกลBุมทางเศรษฐกจิ (Economic Integration): การรวมตัวของประเทศต/างๆ เพื่อ ร/วมมอื กันใน
การเสริมสร1างและรักษาผลประโยชนMในดา1 นเศรษฐกจิ ที่เน1นด1านการคา1 โดยการพยายามหาวิธีการหาล/ูทางขยาย
การค1าระหว/างกัน

• ลักษณะของการรวมกลมBุ ทางเศรษฐกจิ การใหค1 วามรว/ มมือทางเศรษฐกจิ มหี ลายลักษณะ พอสรุป
ได1ดังน้ี

1) เขตการคEาเสรี (Free Trade Area) คือการยกเลกิ ภาษศี ุลกากรและข1อจำกดั ทางการค1าระหว/าง
สมาชิก เชน/ เขตการคา1 เสรีอเมรกิ าเหนอื (NAFTA) เขตการคา1 เสรยี โุ รป (EFTA) เขตการค1าเสรีอาเซียน (AFTA)

2) สหภาพศุลกากร (Customs Union) คอื การรวมกลุ/มทพี่ ฒั นามาจากเขตการคา1 เสรี มกี ารการ
กำหนดอตั ราภาษีศุลกากรในอตั ราเดียวกนั ระหว/างสมาชิก

3) ตลาดรวB ม (Common Union) คือ การเคล่ือนยา1 ยสนิ ค1า บรกิ าร เงินทนุ เทคโนโลยี และแรงงาน
ระหว/างสมาชกิ ไดอ1 ย/างเสรี เช/น แรงงาน

4) สหภาพเศรษฐกจิ (Economic Union) คือ การร/วมกล/ุมทางเศรษฐกิจท่พี ฒั นามาจากตลาดร/วม
สามารถเคลือ่ นย1ายปจu จยั การผลิตระหวา/ งสมาชิกไดอ1 ยา/ งเสรี มีการกำหนดนโยบายเศรษฐกจิ ส/วนรวมระหว/าง
ประเทศสมาชิก และมกี ารใชเ1 งนิ ตราสกลุ เดียวกนั เช/น สหภาพยโุ รป (European Union)

5) สหภาพเหนือชาติ (Political Union) เปPนการรว/ มกล/ุมกันท้ังเศรษฐกิจและการเมอื ง โดยประเทศ
สมาชิกประสานนโยบายเศรษฐกจิ และการเมืองเขา1 ดว1 ยกนั

องคก4 ร วตั ถปุ ระสงค4ในการจัดตง้ั
ความรBวมมอื
อาเซยี น (ASEAN) - เกิดจากการรว/ มกล/มุ ของประเทศในภูมภิ าคเอเชียตะวันออกเฉยี งใต1 10
ประเทศ

- เพือ่ ร/วมมอื และช/วยเหลือซึ่งกนั และกันในการพฒั นาเศรษฐกิจ
- เพ่ือส/งเสรมิ สนั ติภาพและความม่นั คง
- กำหนดให1มีการเก็บภาษีสินค1านำเข1าในอตั ราท่ีต่ำ
- ดงึ ดดู การลงทุนจากประเทศภายนอก

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 56

องคก4 ร วตั ถุประสงคใ4 นการจัดต้ัง
ความรBวมมือ
สหภาพยโุ รป (EU) - เพอ่ื รวบรวมระบบเศรษฐกิจ ความร/วมมอื ในการพฒั นาสงั คม และการปกครอง
แบบประชาธิปไตยของประเทศสมาชิกให1เปนP อันหนง่ึ อันเดยี ว

- เพือ่ ยกระดับการดำรงชีวิตของประชากรชาวยุโรปให1ดขี ึ้น
- เพอ่ื ขจัดอปุ สรรคต/างๆทางการค1าระหว/างประเทศ

องค4การการคาE โลก - บรหิ ารขอ1 ตกลงทีเ่ ปPนผลจากการเจรจาและดแู ลใหม1 กี ารปฏิบตั ิตามข1อตกลงน้ัน
(WTO)

- เปPนเวทเี จรจาลดอุปสรรคทางการค1าและแก1ไขขอ1 ขัดแย1งระหวา/ งสมาชกิ
- ติดตามสถานการณกM ารค1าระหวา/ งประเทศใหเ1 ปนP ไปในแนวการค1าเสรี
- ใหค1 วามช/วยเหลือด1านขอ1 มูลแกป/ ระเทศกำลงั พัฒนา
- ประสานงานกับ IMF (International Monetary Fund หรอื กองทนุ การเงิน

ระหวา/ งประเทศ) และธนาคารโลก
- สนับสนนุ การลงทุนให1ประเทศสมาชิกและประเทศกำลงั พฒั นาก1ูเงนิ ไปใช1จ/าย
ธนาคารโลก

(World Bank) เพอ่ื พฒั นาประเทศในด1านต/างๆ

กองทนุ การเงนิ ระหวาB ง - รักษาเสถียรภาพของอตั ราแลกเปลี่ยนเงินตราตา/ งประเทศ
ประเทศ (IMF) - - ใหป1 ระเทศสมาชกิ ก1เู งินเม่ือเกิดปญu หาขาดดุลการชำระเงนิ

ธนาคารเพ่ือการพฒั นา - ใหค1 วามช/วยเหลอื สง/ เสริมวชิ าการแก/รัฐบาลและภาคเอกชนในประเทศกำลัง
เอเชยี (ADB)
พฒั นา
- และใหป1 ระเทศสมาชกิ กู1เงินเพ่ือใชใ1 นการพัฒนาประเทศด1านตา/ งๆ

ความรวB มมอื ทาง - เพ่อื ส/งเสรมิ ความเจรญิ เตบิ โตทางเศรษฐกิจและพัฒนาภูมิภาคเอเซยี –แปซิฟÑก
เศรษฐกจิ แหงB ภูมิภาค - เพื่อส/งเสริมและรกั ษาผลประโยชนใM นเอเซยี – แปซิฟกÑ
เอเชียแปซิฟ≠ก (APEC) - เพอ่ื ส/งเสริมระบบการคา1 พหุภาคีแบบเสรภี ายใตข1 1อตกลงขององคกM ารการคา1 โลก
- เพื่อลดการกีดกันทางการคา1 และร/วมมอื กันถา/ ยทอดเทคโนโลยี และการพัฒนา

ทรพั ยากรมนุษยM

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 57

สาระที' 5: History (ประวตั ศิ าสตร์)

1.ประวัตศิ าสตร4 (History) คือ การศึกษาเรือ่ งราว หรอื เหตุการณMในอดตี ของมนษุ ยMรวมไปถึงความเปPนมา

ของมนษุ ยM จากหลกั ฐานทม่ี อี ยโู/ ดยใชว1 ิธกี ารทเ่ี รยี กวา/ “วิธกี ารทางประวัตศิ าสตรM”

2.ศักราช

ศักราช คอื อายุหรอื เวลาท่ีมนษุ ยกM ำหนดข้นึ โดยถือเอาเหตุการณMสำคญั เปPนจดุ เรมิ่ ต1นในการนบั ศกั ราช

ท่ตี 1องมกี ารใช1ศกั ราชในการแบ/งเวลาเปนP ชว/ งๆ เพือ่ ใหง1 า/ ยตอ/ การลำดบั เหตกุ ารณMทางประวตั ศิ าสตรM

ศักราช วธิ เี ทียบเปน` รายละเอยี ด
ปÆ พ.ศ.

มหาศกั ราช (ม.ศ.) พ.ศ. - 621 เร่มิ นับหลังปt พ.ศ. 621 โดยกษตั รยิ อM ินเดียนามพระเจ1า

กนษิ กะขน้ึ ครองราชยM พบมากในศลิ าจารึกสโุ ขทยั

จลุ ศกั ราช (จ.ศ.) พ.ศ. -1181 รบั มาจากประเทศพม/า ซงึ่ ใช1ในช/วงอยธุ ยาตอนปลาย

รัตนโกสินทรMศก (ร.ศ.) พ.ศ. - 2324 เรม่ิ นับปพt .ศ. 2325 ซ่ึงเปPนปtก/อตงั้ กรุงรตั นโกสินทรเM ปPน

ร.ศ. 1 (ใช1ในรัชกาลที่ 4 ยกเลิกในรัชกาลที่ 5)

พุทธศกั ราช (พ.ศ.) - เริ่มนับปทt พี่ ระพทุ ธเจา1 ปรินพิ พานเปนP พ.ศ. 1 เปนP

ศกั ราชที่ ใชใ1 นศาสนาพทุ ธ (พม/านบั เร็วกว/าไทย 1 ป)t

คริสตMศักราช (ค.ศ.) พ.ศ. - 543 นบั ปtทพี่ ระเยซูประสูติเปPน ค.ศ. 1 หรือ A.D. 1 เปนP
ศักราชท่ี ใชก1 ันเปนP สากลมากทส่ี ดุ

พ.ศ. - 1122 ฮจิ เราะหแM ปลว/า “การอพยพ” เปPนศกั ราชทางศาสนา
ฮิจเราะหMศกั ราช (ฮ.ศ.) อสิ ลาม เรม่ิ นับเมือ่ นบีมูฮัมหมัดอพยพจากเมกกะไปมะดี
นะเปนP ฮ.ศ. 1

3.หลักฐานทางประวตั ิศาสตร4และวิธกี ารทางประวตั ศิ าสตร4
หลกั ฐานทางประวตั ิศาสตรตM อ1 งมีเวลาบอกเสมอ เพอื่ ใหส1 ามารถวิเคราะหMความสำคัญของหลักฐานและ

ความเกีย่ วเน่อื งของเหตกุ ารณMในประวตั ิศาสตรไM ด1 สามารถแบง/ หลกั ฐานทางประวัติศาสตรMไดด1 ังตอ/ ไปน้ี
3.1 แบBงตามลกั ษณะของหลักฐาน

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 58

• หลักฐานประเภทลายลกั ษณ4 โดยจารกึ เปPนลายลกั ษณอM กั ษร สามารถสือ่ ขอ1 ความไดโ1 ดยตรง ซง่ึ พบ
ต้งั แต/สมัยสโุ ขทัยเปPนตน1 มา เชน/ ตำนาน พงศาวดาร จดหมายเหตุ เอกสาร วรรณกรรม กฎหมาย และ
ศิลาจารกึ

• หลกั ฐานไมเB ป`นลายลักษณ4อักษร(ทางโบราณคด)ี เป`นหลักฐานทตี่ อE งใชว1 ิธกี ารทางวิทยาศาสตรMใน
การกำหนดอายุ เช/น การวิเคราะหทM างธรณีวิทยา, การทดสอบทางเคมี คารMบอน 14 (carbon-14)
ตวั อยา/ ง โบราณวตั ถุโบราณสถาน เชน/ โครงกระดูก อาวุธ เคร่ืองมอื เคร่อื งใช1 วดั วงั คเู มืองเกา/
สสุ านฝงu ศพ เปPนตน1

3.2 แบงB ตามความสำคัญของหลกั ฐาน

• หลกั ฐานช้นั ตEน (ปฐมภูมิ) เกิดรว/ มสมัยกับเหตกุ ารณM เชน/ จดหมายที่เขยี นจากคนที่รว/ มในเหตุการณ,M
โบราณวัตถุทสี่ ร1างในชว/ งเกดิ เหตุการณM เช/น เคร่ืองมือเครอื่ งใช1 เครื่องประดบั อาวุธ ภาพเขยี น รปู ถา/ ย

• หลักฐานชั้นรอง (ทตุ ิยภมู )ิ เกดิ จากการรวบรวมและเขยี นข้นึ ภายหลงั เหตกุ ารณM เชน/ งานวรรณกรรม
งานวจิ ัย หนังสอื เรียน ภาพยนตรM อนสุ าวรียM

3.3 วธิ กี ารทางประวตั ศิ าสตร4 มี 5 ขัน้ ตอน

วธิ ีการทางประวตั ิศาสตร4

การกำหนดประเดน็ /การตง้ั สมมติฐาน การต้ังประเด็นคำถาม/ประเด็นท่ีสนใจศึกษา
- อะไร เม่ือใด ที่ไหน อย/างไร ทำไม เพราะเหตุใด

การรวบรวมหลกั ฐาน การคน1 หาข1อมูลเอกสารหลกั ฐานทเ่ี ก่ยี วข1องกบั เร่อื งราวท่เี ราสนใจ

จะศกึ ษา

การคัดเลือกหลักฐาน วเิ คราะห4/ การวิเคราะหMแยกข1อมลู ประเภทหลักฐาน ดูหลกั ฐานชัน้ ตน1 หลักฐาน
ตีความ/ประเมนิ หลกั ฐาน ช้ันรอง ตอ1 งผา/ นการประเมนิ ภายนอก การประเมนิ ภายใน เพื่อดู

ความนา/ เชือ่ ถอื ของหลกั ฐาน และตคี วามความหลักฐาน

การเชอ่ื มโยงความสมั พนั ธ4ของ สงั เคราะหMขอ1 มลู จากหลกั ฐานเพอื่ หาความเช่ือมโยงของข1อมูลที่

หลักฐาน และนำเสนอขEอเทจ็ จริง/การ ค1นพบ
นำเสนอองค4ความรEู และนำขอ1 มลู ทคี่ น1 พบมาเรียบเรยี งเพอ่ื ตอบคำถามการศึกษา เกดิ
เปนP องคคM วามรูใ1 หมท/ างประวัตศิ าสตรM

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 59

4.การแบงB ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตร4

การแบง/ ยคุ สมยั ในประวัตศิ าสตรM นกั ประวตั ศิ าสตรใM ช1 “ตวั อักษร” และ “เวลา” เปนP เกณฑใM นการแบง/

ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตรM โดยจะแบ/งเปนP 2 ยคุ ใหญ/ คือ สมยั กอ/ นประวัตศิ าสตรM และยุคสมยั ประวตั ศิ าสตรM

4.1 การแบงB ยุคสมยั ทางประวัตศิ าสตรข4 องไทย

ลักษณะการแบงB ตวั อยาB ง

แบง/ ตามอาณาจกั รทีเ่ ปนP ศูนยกM ลางการปกครอง • สมัยสโุ ขทยั
• สมัยอยุธยา
• สมัยธนบุรี

• สมยั รัตนโกสนิ ทรM

แบง/ ตามราชวงศM • สมยั ราชวงศอM ท/ู อง
• สมัยราชวงศปM ราสาททอง

• สมัยราชวงศMจักรี

แบง/ ตามสมยั ของกษัตรยิ M • สมัยพอ/ ขนุ รามคำแหง
• สมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

• สมัยพระเจา1 อยู/หวั บรมโกศ
• สมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกลา1 เจ1าอย/หู วั

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 60

4. การแบ)งยุคสมยั ทางประวตั ศิ าสตรส8 ากล

TIMELINE การแบ่งยุคสมยั ทางปร

กอ) นประวัติศาสตร8

มนุษย์ History begins at
Sumer

ยคุ หินเก่า ยคุ หินใหม่ ยคุ โลหะ มนุษย8รูIจักการ

-อยูUรวมกันเปVน -ต้ังถิน่ ฐานเปVน ยุคสำริด คิดคIนตัวอักษร
กลUุมเลก็ ๆ เรรU อน ชมุ ชนถาวรริม -อยูเU ปนV ชุมชนและ คือ อักษรรูปล่ิม
อาศัยตามถ้ำ แมนU ้ำ มีผู\นำชุมชน (อักษรคูนิฟอร8ม)
ดำรงชวี ติ ดว\ ยการ -มีการเพาะปลูก -ใช\เคร่ืองมอื สำรดิ ของชาวสุเมเรียน
หาของปา_ ลาU สตั วJ เลี้ยงสตั วJ ค\าขาย (ทองแดง+ดบี กุ ) ในสมัยอารยธรรม
มีการแบงU งานกนั –เครื่องปeนd ดินเผา เมโสโปเตเมีย
-รจู\ ักใช\ไฟ ทำ -ลายเขียนสี

- เครอื่ งมอื หนิ -เครอ่ื งมือหินขัดที่ ยคุ เหลก็

กะเทาะหน\าเดียว มมี ีผวิ เรียบ คม -เปนV สงั คมเกษตร

และร\จู กั ผลิต ขนาดใหญU คา\ ขาย

เคร่อื งปdeนดนิ เผา กับตUางแดน

-มชี นชั้นทางสงั คม

จดุ เปล่ยี นคอื -ใช\เครอ่ื งมอื เหลก็
มนุษย&รู)จักการเพาะปลูก จดุ เปล่ยี นคอื
ทำเกษตรกรรม รู)จักการขุดและถลุงเแอรก=มสาาทรำประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teac

เครอื่ งมอื เครอื่ งใช)

ระวตั ศิ าสตร์สากล

ยคุ ประวตั ิศาสตร8

ยุคโบราณ ยุคกลาง ยุคใหม< ยคุ ร<วมสมยั
จนถงึ ปEจจุบัน
-เมโสโปเต - ยคุ มืด ปฏวิ ัตกิ ารคาP
เมีย -ฟวC ดัล,ระบบแมน ปฏิรปู ศาสนา สงครามเยน็
- อยี ิปตJ เนอรJ ปฏิวตั วิ ทิ ยาศาสตรJ (1945-1991)
-อนิ เดยี - อศั วนิ ปฏิวัตเิ กษตรกรรม
-จนี - ครเู สด ปฏิวัติภูมปิ ญU ญา
-กรกี - Rainaisance ปฏวิ ตั อิ ุตสาหกรรม
-โรมนั - สำรวจดินแดน สงครามโลกครง้ั ท่ี 1
(1914-1918)
สงครามโลกคร้ังท่ี 2
(1939-1945)

จุดเปล่ียนคอื Columbus พบ สงครามโลกครั้งที่ 2
cher .Habib) โรม6นั 1ลม( สลาย USA จบลงในป6 ค.ศ. 1945

ค.ศ.476 ในป@ 1492

5.สรุปสาระสำคญั ประวัติศาสตร1ไทย
Ø ดา7 นสงั คมวัฒนธรรม
1. สังคมไทยเป>นสังคมในระบบศักดินา คือมีการแบ.งชนชั้น โดยใช8ศักดินาเป=นตัวบอกชนชั้น แบ.งเป=น 2
ชนช้ันสำคญั คือ

• ชนชนั้ ปกครอง หรือ ชนชน้ั เจา8 ขุนมลู นาย ประกอบด8วย
1) กษัตรยิ M : เป=น “เจา8 แผ.นดนิ ” มศี ักดินาสงู สดุ ไม.จำกัดจำนวนไร.
2) เจา8 นาย หรอื พระบรมวงศานวุ งศM : ถือศกั ดินา 500 – 100,000 ไร.
3) ขนุ นาง : ถือศักดนิ า 400 – 10,000 ไร.
4) พระสงฆM : เสมอนา 100 – 2,400 ไร.

• ชนชน้ั ใต7ปกครอง ประกอบดว8 ย
1. ไพร. : ถือศกั ดินา 10 – 25 ไร.
2. ทาส : ถอื ศกั ดินา 5 ไร.

2. ระบบมูลนาย – ไพรJ : เปน> การจัดระเบียบสังคมในสมัยโบราณ

• มูลนาย คือ ชนชนั้ ปกครอง (ที่สำคญั คือกลมุ. เจา8 นายและกลม.ุ ขุนนาง)
- มูลนายมหี น8าท่ีควบคมุ ดูแลไพร.ในสงั กดั และใชป8 ระโยชนจM ากแรงงานไพรใ. นสงั กัดได8
- มลู นายและลกู หลานมอี ภสิ ทิ ธ์ไิ ม.ตอ8 งถกู เกณฑแM รงงาน

• ไพรJ คือ ราษฎรทวั่ ไปท้ังชายและหญิง เปน= ชนชั้นทีม่ คี วามสำคญั ท่สี ุด เพราะมปี รมิ าณมากท่ีสดุ ใน
บรรดาชนชนั้ ทง้ั หลาย
- ไพร.มีมลู นายสงั กัด
- ไพรต. 8องถูกเกณฑแM รงงาน (หรือเขา8 เวรรับราชการ) เพอื่ คอยทำงานรับใช8มลู นาย
- ไพร.ท่ีไมม. ีมลู นายสงั กดั จะไมไ. ด8รบั ความคุ8มครองทางกฎหมาย
*ระบบมูลนาย – ไพร. ทำใหเ3 กิดระบบอุปถัมภ>ตามมา*

3. สังคมไทยสมยั ใหมJ

• หลงั ร.4 ทำสัญญาบาว1ริง มกี ารเปล่ียนทางสังคมวฒั นธรรม หลายประการ เชน. 62
1) ใหร8 าษฎรเข8าเฝhาในเวลาเสด็จพระราชดำเนนิ และถวายฎีกาได8
2) ให8ชาวตา. งประเทศยืนเขา8 เฝาh ได8และไดข8 นุ นางไทยสวมเสือ้ เขา8 เฝhา
3) ใหเ8 สรีภาพในการนับถอื ศาสนา
4) ใหส8 ิทธสิ ตรีในการเลือกคูค. รอง

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib)

5) ใหส8 ทิ ธิสตรแี ละเด็กในการขายตนเองเปน= ทาส

• การปฏริ ูปสังคมวัฒนธรรมสมัย ร.5
1) ร.5 ทรงยกเลิกระบบมูล – ไพร. คอื ยกเลิกการเกณฑแM รงงานจากไพร. เปลีย่ นไพรใ. ห8
กลายเป=นเสรชี น (ชาวนา ชาวไร. กรรมกร) ทำให8เกิดเสรีภาพในการประกอบอาชพี และใน
การเคล่ือนย8ายทอ่ี ย.ูของไพรข. ึน้ เป=นครั้งแรก *นับเปCนพระราชกรณีกิจสำคญั ที่สดุ ของ ร.5*
2) เลิกทาส เปล่ียนทาสให8กลายเปน= ไพร.
3) ปฎิรปู การศึกษา โดยต้งั โรงเรียนในแบบตะวันตกข้นึ มา เชน. โรงเรียนหลวงสอนภาษาไทย
, โรงเรยี นพระตำหนกั สวนกุหลาบ, โรงเรียนแผนท่ี, โรงเรยี นนายร8อยทหารบก, โรงเรียน
กฎหมาย, โรงเรยี นมหาดเล็ก, โรงเรยี นวดั มหรรณพาราม (โรงเรียนหลวงสำหรบั ราษฎร
แห.งแรก) ฯลฯ
4) เปลยี่ นแปลงขนบธรรมเนียมประเพณี เช.น ยกเลกิ ประเพณหี มอบคลานให8ยืนเข8าเฝาh แทน
, ปรับปรุงการแต.งกายแบบตะวนั ตก

• หลงั เปลยี่ นแปลงการปกครอง พ.ศ.2475
1) ราษฎรเกิดความเสมอภาคเทา. เทยี มกนั
2) เกิดเสรีภาพในการแสดงความคดิ เห็น
3) การศกึ ษาขยายตัวอยา. งกว8างขวาง กำเนิดมหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตรM เกษตรศาสตรM
มหิดล ศิลปากร เชยี งใหม. ขอนแก.น สงขลานครินทรM
4) เกดิ แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห.งชาติ

Ø ดา7 นการเมืองการปกครอง
1. รปู แบบการเมอื งการปกครองของไทยแตJโบราณ : เป=นระบอบราชาธปิ ไตย
2. สมัยอาณาจกั รสโุ ขทัย : ราชาธปิ ไตย ฐานะกษัตริยMระยะแรกเปน= พอ. ปกครองลูก ระยะหลังปน= ธรรม

ราชา
3. อาณาจักรอยธุ ยา : ราชาธิปไตย ฐานะกษตั รยิ เM ปน= เทวราชา + ธรรมราชา (แต.เป=นเทวราชามากกวา. )
4. การปฏริ ูปการปกครองคร้ังใหญสJ มัยพระบรมไตรโลกนาถ

4.1 ส.วนกลาง
- แบง. เปน= 2 ฝnายคอื
1. ฝ[ายทหาร มสี มุหกลาโหมเปน= อคั รมหาเสนาบดี
2. ฝ[ายพลเรือน (+ จตุสดมภ)M มีสมุหนายกเป=นอคั รมหาเสนาบดี

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 63

4.2 สJวนภมู ิภาค

1) ยกเลกิ หวั เมืองลูกหลวง เปลี่ยนเป=นหัวเมืองช้ันใน มี “ผ3ูรัง้ ” เปน= เจ8าเมือง

2) หัวเมอื งพระยามหานคร มเี จ8านายหรอื ขนุ นางเป=นเจ8าเมือง

3) หวั เมอื งประเทศราช มีกษัตรยิ Mท8องถ่นิ ปกครองกนั เอง

* ผล: เกิดการรวมอำนาจเข8าสส.ู ว. นกลาง

5. สมยั พระเพทราชา ปรับปรงุ ใหมJ

1. ให8สมหุ กลาโหมดูแลหัวเมอื งฝnายใต8

2. ให8สมหุ นายกดแู ลหัวเมอื งฝnายเหนือ

6. อาณาจกั รรตั นโกสนิ ทร1 : ราชาธปิ ไตย ฐานะกษตั ริยMเป=นธรรมราชา + เทวราชา (แตเ. ปน= ธรรมราชา

มากกวา. )

6.1 สมยั รตั นโกสนิ ทรMตอนต8น (ร.1 – ร.4) มีตำแหน.งอัครมหาเสนาบดี 3 ตำแหน.ง

1) สมุหกลาโหมดูแลหวั เมืองฝnายใต8

2) สมุหนายกดูแลหัวเมืองฝnายหนือ

3) เสนาบดีกรมคลงั (หรอื กรมท.า) ดูแลหวั เมืองชายฝงqp ทะเลตะวนั ออก

6.2 การปฏริ ูปการปกครองครงั้ ใหญส. มยั ร.5

1. สวJ นกลาง

1) ยกเลิกการบริหารราชการแบบกรม (ยกเลิกตำแหนง. สมุหกลาโหม สมหุ นายก และ

เสนาบดจี ตสุ ดมภ)M

2) ตั้ง “ระบบกระทรวง” *ข้ อ ส อ บ อ อ ก บ่ อ ย : ผ ล

2. สJวนภูมภิ าค การปฎิ รู ป เกิ ดการรวม

1) ยกเลกิ หวั เมอื งช้ันใน หัวเมอื งพระยามหานคร หวั อาํ นาจเข้าสู่ส่วนกลาง และ

เมืองประเทศราช เกิดเอกภาพในการบริ หาร

2) ตง้ั “ระบบเทศาภิบาล” ร า ช ก า ร แ ผ่ น ดิ น อ ย่ า ง
3. สJวนท7องถิ่น แท้ จริ ง*

1) ริเริม่ การปกครองสว. นทอ8 งถนิ่

2) ต้ัง “สขุ าภิบาล”

7. ยุคประชาธิปไตย : 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 คณะราษฎรทำการอภิวัฒนMแผ.นดิน เปลี่ยนแปลงการ

ปกครอง จากสมบูรณาญาสิทธริ าชยเM ปน= ประชาธิปไตย

1) สน้ิ สุดยุคศกั ดินาในสงั คมไทย เริ่มตน8 ยคุ ประชาธิปไตย

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 64

2) เกดิ ความเสมอภาคเท.าเทียมกัน
3) หวั หน8าคณะราษฎร : พ.อ.พระยาพหลพลพยหุ เสนา

แกนนำคนสำคัญ : พ.อ.พระยาทรงสุรเดช, พ.อ.พระยาฤทธิอัคเนยM, พ.ท.พระประศาสMนพิทยายุทธM,
หลวงประดิษฐมนูธรรม (ปรีดี พนมยงคM), หลวงพิบูลสงคราม (แปลก พิบูลสงคราม), หลวงโกวิท
อภัยวงศM (ควง อภัยวงศM), หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ (ถวัลยM ธารีสวสัดิ์), นายทวี บุณยเกตุ, ร.ท.
ประยูร ภมรมนตรี และ ฯลฯ

6.สรปุ สาระสำคญั ประวตั ศิ าสตรโ1 ลก
>>สมยั อารยธรรมโบราณ
1. อารยธรรมเมโสโปเตเมยี

1) เก.าแก.ท่สี ุด ไดร8 บั การยกยอ. งว.าเป=นอารยธรรมแรกของโลก
2) พบบรเิ วณที่ราบลุ.มแม.นำ้ ไทกริส – ยเู ฟรติส (อริ ักในปpจจุบัน)
3) มนษุ ยMในอารยธรรมนี้ มลี ักษณะเด.นคือ มองโลกในแง.ร8าย เพราะสภาพภูมิศาสตรMไม.เอือ้ ต.อการ

ดำรงชีวติ (เพราะภูมอิ ากาศแบบกง่ึ ทะเลทราย แหง8 แลง8 มีพายรุ ุนแรง)
4) ทำให8มนุษยMในอารยธรรมนเี้ กรงกลวั เทพเจ8า คดิ วา. ตนเองเปน= ทาสรับใช8เทพเจา8
5) จงึ สร8างเทวสถานใหใ8 หญ.โตนา. เกรงขาม, เพอื่ แสดงถงึ พลงั อำนาจทีย่ ิง่ ใหญข. องพระเจ8า
6) ผลงานโดดเดน. ของอารยธรรมเมโสโปเตเมีย เช.น

6.1 ซกิ กูแรต : วหิ ารขนาดใหญ. เปน= ที่ประทับของพระเจ8า
6.2 อักษรลิ่ม (อกั ษรคูนฟิ อร1ม) : เก.าแก.ทส่ี ดุ ในโลก
6.3 ประมวลกฎหมายฮัมมรู าบี : ตาต.อตา ฟนp ตอ. ฟนp
6.4 สวนลอยแหง. กรุงบาบโิ ลน : หนึง่ ในเจด็ ส่งิ มหัศจรรยขM องโลกยคุ โบราณ
6.5 ระบบเลขฐาน 60
6.6 ระบบไปรษณยี M
6.7 ดาราศาสตรM
2. อารยธรรมอยี ิปต1
1) พบบรเิ วณท่ีราบลุม. แมน. ้ำไนลM
2) มีความมนั่ คงและเขม8 แข็งกวา. เมโสโปเตเมีย
3) ชาวอยี ิปตMมองโลกในแง.ดี เพราะพืน้ ที่อดุ มสมบูรณMกวา.
4) ไม.คดิ ว.าตนเองเปน= ทาสของเทพเจา8 แตก. ลบั ยกยอ. งเทพเจ8าว.ามคี วามเมตตา

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 65

5) เชือ่ ในชวี ติ หลังความตายมาก
6) ผลงานโดดเดน. : ปรx ามดิ ขนาดใหญ. การทำมมั ม่ี ตวั อักษรเฮยี โรกลิฟฟคx ปฏิทนิ แบบสรุ ิยคติ
3. อารยธรรมอินเดยี
1) กำเนดิ โดย : ชาวดราวิเดยี น (Dravidian) ชนพ้ืนเมอื งผวิ ดำในระยะแรก ต.อมาเม่ือพวกผวิ ขาวอารยัน
(Aryan) เข8ามารกุ รานและเอาชนะพวกดราวเิ ดยี นสำเรจ็
2) บริเวณท่ีพบ : ทีร่ าบลุ.มแม.น้ำสนิ ธุ (Indus Valley Civilization) โดยมเี มอื งสำคัญคือ เมอื งโมเฮนโจ-ดา
โร กบั ฮารัปปา (Mohenjo-Daro & Harappa) และขยายไปยังที่ราบลม.ุ แมน. ำ้ คงคา (Ganges River)
บรเิ วณเอเชียใต8ปจp จบุ นั
3) สภาพภูมศิ าสตรทM ่ีติดตอ. กับโลกภายนอกได8ยาก โดยทศิ เหนอื ตดิ เทือกเขาหมิ าลัย ทศิ ตะวันตกเฉยี งเหนือ
ติดเทือกเขาฮินดกู ชู และทศิ อื่น ๆ ถกู รายลอ8 มดว8 ยทะเล ทำใหถ8 กู รุกรานจากต.างชาตนิ 8อย อารยธรรมอินเดีย
จึงสบื เน่อื งกันมาอยา. งไมข. าดสาย
4) ใชร8 ะบบวรรณะ (India's Caste System) กำหนดโครงสร8างทางสงั คม โดยแบง. คนออกเปน= 4 วรรณะ
คอื พราหมณM กษัตรยิ M แพศยM ศทู ร
5) แหลง. กำเนดิ ศาสนาพราหมณM-ฮนิ ดู และพุทธ
6) ประตมิ ากรรมโดดเดน. โดยนำศิลปะกรกี ผสมพทุ ธศลิ ปนõ ิกายมหายาน เแกะสลกั พระพทุ ธรูป แบบเดียวกับ
เทพเจ8ากรกี
7.ผลงานโดดเด.น: - การวางผังเมือง

- วรรณกรรมภาษาบาลีและสันสกฤต เชน. รามายณะ พระเวท มหาภารตยุทธ
พระไตรปxฎก

- สมยั ราชวงศคM ปุ ตะ มกี ารสรา8 งศนู ยกM ลางการศกึ ษาอยทู. ่ี “มหาวทิ ยาลัยนาลนั ทา”
(Nalanda University)

- การใช8เลขอารบกิ ทศนยิ ม และเลขยกกำลงั
4. อารยธรรมจีน

1) เรม่ิ ต8นขึ้นเมื่อประมาณ 2,000 ปกû อ. นครสิ ตMศักราช
2) บริเวณทร่ี าบล.มุ แมน. ้ำหวางเหอ (Huang He River) ทางตอนเหนือ จากน้ันขยายลงไปบรเิ วณลุ.ม
แมน. ้ำแยงซี (Yangtze River) ทางตอนกลางของประเทศ
3) อารยธรรมจนี จึงเกิดขนึ้ อย.างโดดเดี่ยว รับอทิ ธพิ ลจากโลกภายนอกน8อยมาก
4) ชาวจีนเชือ่ วา. ผูน8 ำของตนไดร8 บั “อาณัตสิ วรรคM” (Mandate of Heaven) โดยประชาชนให8การ
ยอมรบั หากราชวงศMใหมเ. ขา8 มาปกครองแทนท่ีราชวงศเM ดิมท่อี อ. นแอลง

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 66

5) ผลงานโดดเด.น
5.1 อกั ษรจนี มีลกั ษณะเปน= อกั ษรภาพ
5.2 ราชวงศโM จว
- ในยุคชุนชิว เกิดแนวคิดปรชั ญาจำนวนมาก เพอื่ แก8ไขความขดั แย8งในสังคม มจี ุดเด.นคอื การ

ค8นหาหลักธรรมเพอ่ื ดำรงชีวติ ในโลกปจp จบุ ัน เชน. ลทั ธิขงจ๊ือ กลุม. นิติธรรมนยิ ม (ฝาเจยี )ลทั ธิเตา¢
- ประดษิ ฐMเข็มทศิ ช8อนแมเ. หลก็ ตั้งอย.ูบนฐานสลกั ตัวอักษรบอกทศิ ทาง
5.3ราชวงศฉM นิ
- กำแพงเมืองจนี (The Great Wall) สรา8 งต.อจากราชวงศโM จวเพื่อปอh งกนั การรกุ รานจากชน

เผ.าเรร. .อนทางตอนเหนือ
- สุสานจ๋นิ ซฮี .องเต8 ระบบแลกเปลีย่ นเงินตรา
5.4 ราชวงศMฮ่นั
- ระบบสอบจอหงวน เพอ่ื เขา8 รับราชการ
- เส8นทางสายไหม เส8นทางการค8าทางบก ตดิ ตอ. คา8 ขายกับโลกตะวนั ตก สินคา8 สำคญั ไดแ8 ก. ผา8

ไหม ใบชา
- บันทกึ ประวตั ิศาสตรจM นี โดยซือมาเซยี น
- ประดิษฐเM ครือ่ งวัดแผน. ดินไหว ประดิษฐMกระดาษไชห. ลุน ลูกคิด
5.5 ราชวงศMหมงิ
- สร8างพระราชวงั ตอ8 งห8าม เกดิ วรรณกรรม สามกก¶ ไซอ๋ิว
- การเดินทางสำรวจทางทะเล โดยขนั ทเี จง้ิ เหอ นำกองเรือจนี สำรวจทางทะเล 7 ครัง้ 28 ปû

เดนิ ทางไกลสดุ ถึงชายฝงqp ตะวนั ออกแอฟรกิ า
5.6 ราชวงศชM ิง (ราชวงศสM ดุ ท8าย) พระราชวงั ฤดูร8อน

5.อารยธรรมกรกี
1) รับอทิ ธิพลจาก เมโสโปเตเมยี อยี ปิ ตM และอารยธรรมไมนวน บนเกาะครีต
2) ผลงานโดดเดน.
2.1 แนวคดิ มนุษยนM ยิ ม
2.2 แนวคิดประชาธปิ ไตย
2.3 แนวคดิ ธรรมชาตินยิ ม
3) ชาวกรกี ได8รบั การยกย.องวา. เป=น นกั คดิ นกั ทฤษฎี

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 67

6.อารยธรรมโรมัน
1) รับถา. ยทอดอารยธรรมมาจากกรีก
2) ชาวกรกี เป=นนกั คิด ชาวโรมันเปน= นักปฏิบตั ิ
3) ชาวกรีกเน8นปจp เจกบคุ คล บูชาเหตผุ ล รกั เสรภี าพ แตช. าวโรมันเนน8 ใหม8 นษุ ยรM บั ผดิ ชอบต.อรฐั และ
เนน8 ระเบียบวินยั กฎหมายเขม8 งวด
4) ศิลปะกรีกเน8นความสวยงามออ. นช8อย มีจินตนาการสงู แตศ. ิลปะโรมันเน8นประโยชนใM ชส8 อย (เชน. โค
ออสเซียม ถนน ท.อนำ้ ประปา)
5) กรีกสร8างวหิ ารถวายเทพเจ8า แตโ. รมนั สร8างวิหารให8มนุษยMใช8สอย
6) อาณาจักรโรมนั ระยะแรกปกครองแบบสาธารณรัฐ
7) ต.อมาจกั รพรรดอิ อตตาเวียน สถาปนาจกั รวรรดิโรมนั
8) ยคุ นโี้ รมนั เจริญทสี่ ุด แพร.ขยายดินแดนได8ทั่วยโุ รป สรา8 งถนนท่วั ทั้งจกั รวรรดิ จนไดส8 มญานาม
“ถนนทุกสายมุ.งสู.กรุงโรม”
9) สดุ ทา8 ยจกั รวรรดิโรมันตะวนั ตกล.มสลาย เพราะถกู ชาวอารยันบกุ ทำลาย เม่อื ค.ศ. 476 ทำให8ยโุ รป
เข8าส.ปู ระวตั ศิ าสตรสM มัยกลาง

Ø ประวัตศิ าสตรย1 ุโรปสมัยกลาง (ยุคมืด : Dark Age)
1) จกั รวรรดโิ รมนั ตะวนั ตกแตกแยกออกเปน= อาณาจกั รใหญ.น8อย ถูกปกครองโดยชาวอารยัน
2) เกดิ สงครามรบพงุ. กันว.นุ วาย ทำให8ชาวยุโรปตอ8 งหาทพี่ ่งึ ทางใจ ซ่งึ ก็คือศาสนาคริสตM
3) เปน= ยคุ ทช่ี าวยโุ รปตกอย.ใู ตอ8 ทิ ธพิ ลของ 2 ส่ิง คอื
3.1 ศาสนาครสิ ตM
- พระสันตะปาปา Pope และคริสตจักร มอี ทิ ธพิ ลครอบงำชาวยโุ รปทกุ ด8านตัง้ แต.เกิดจนตาย
ท้งั ทางดา8 นเศรษฐกจิ (ชาวยุโรปตอ8 งเสียภาษีใหว8 ัด) ด8านการเมือง (พระสนั ตปาปาแต.งต้ัง
กษัตรยิ M) และด8านสังคมวฒั นธรรม (วัดเป=นศนู ยMกลางชุมชน การประกอบพธิ กี รรมและศลิ ปะ)
- ศาสนจักรในยคุ น้มี รี ปู แบบเหมอื นอาณาจกั รทางโลก
3.2 ลัทธศิ กั ดนิ าสวามิภกั ดิ์ Feudalism
- มีการแบ.งชนชน้ั คนในสงั คมออกเปน=
1. ชนชัน้ ปกครอง (ชนชั้นเจ8าทดี่ นิ Landlord) : กษตั รยิ M ขุนนาง อศั วนิ พระสงฆM : ชน
ชั้นน้ีจะมที ด่ี ินเปน= ของตนเอง มีอาณาจักรเปน= ของตนเอง

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 68

2. ชนชนั้ ใต8ปกครอง : ราษฎร ชาวไร.ชาวนา ทาสตดิ ทีด่ นิ : ไม.มที ่ดี ินเป=นของตนเอง ตอ8 ง
คอยรบั แบ.งท่ดี นิ จากชนชนั้ ปกครองอกี ที ตอ8 งเสยี ภาษใี ห8ชนช้นั ปกครอง และต8อง
จงรักภักดี สวามภิ กั ด์ิตอ. ชนช้ันปกครอง

4) การเกษตรกรรมในยคุ นี้ ขุนนางจะแบง. ท่ีดินให8ราษฎร ชาวไรช. าวนา แต.ตอ8 งคืนในรูปของผลผลติ หรอื
ภาษี

5) ศิลปะในยคุ นี้ จะได8รับอทิ ธิพลมาจากศาสนาครสิ ตMท้ังสน้ิ เช.น
5.1 ศลิ ปะไบแซนไทนM : วิหารมียอดโดม ซงึ่ สามารถรกั ษาศิลปะแบบกรกี ไวไ8 ด8
5.2 ศิลปะโรมาเนสกM : เน8นความเรยี บง.ายกวา. ไบแซนไทนM เปน= ศลิ ปะทีร่ ับใช8ศาสนาคริสตM มกี าร
ออกแบบให8ซุ8มประตูหน8าต.างเป=นรูปโคง8 Arch โบสถวM ิหารจะมผี นงั หนาทบึ เหมอื นปhอมคา. ย
สงคราม เชน. หอเอนเมืองปxซา
5.3 ศลิ ปะโกธคิ : รับใช8ศาสนาครสิ ตM มกั จะสรา8 งวิหารมยี อดแหลม และเนน8 งานประดบั กระจกสี เช.น
วหิ ารนอตเตอรMดมั กรุงปารสี

Ø ประวัติศาสตร1ยุโรปสมยั ฟkนl ฟศู ิลปวทิ ยาการ (Renaissance)
1) เรม่ิ ต8นทแี่ หลมอตี าลี เป=นแหง. แรก
2) เปน= ยุคทช่ี าวยโุ รปหนั กลบั ไปฟ≠Æนฟคู วามเจรญิ ของอารยธรรมกรีกโรมัน
3) สาเหตุของการฟ≠นÆ ฟูศิลปะวิทยาการ
3.1 เจา8 เมอื งตา. ง ๆ ในอติ าลรี ่ำรวยจากการค8า ทำใหส8 นบั สนุนงานดา8 นศลิ ปะวทิ ยาการมาก
3.2 ความเสอ่ื มโทรมของศาสนาจกั รและสงครามครูเสด ทำใหค8 นในยโุ รปเรม่ิ เบอ่ื หน.าย
3.3 สงครามครเู สด เปน= การเปดx หเู ปxดตาชาวยโุ รปใหเ8 หน็ ศิลปะวิทยาการใหม. ๆ
3.4 การลม. สลายของจกั รวรรดิไบแซนไทนMในยุโรปตะวนั ออก ทำให8ศิลปะวิทยาการต.าง ๆ ไหลเข8าส.ู
ยโุ รปตะวันตก
4) ทฤษฎีสำคัญท่ชี าวยโุ รปหนั กลับไปฟÆน≠ ฟู เช.น
4.1 ทฤษฎีมนุษนิยม
4.2 ทฤษฎีประชาธปิ ไตย
4.3 ทฤษฎีธรรมชาตนิ ยิ ม
5) ศิลปะวิทยาการในยุคนี้ยิ่งแพร.ขยายมากยิ่งขึ้น เมื่อโยฮันเนส กูเตนเบิรMก ชาวเยอรมันประดิษฐMแท.น
พมิ พM เพราะทำให8พิมพMตำราตา. ง ๆ ได8อยา. งรวดเรว็
6) ศิลปนx เด.น ๆ ในยุคนี้ เชน. 1. ลีโอนารMโด ดารวM ินชี 2. ไมเคิล แอนเจโล 3. ราฟาเอล
7) นกั วิทยาศาสตรMคนสำคญั เชน.

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 69

1. โยฮนั กเู ตนเบิรMก : ประดษิ ฐMแทน. พมิ พM
2. ลโี อรMนาโด ดารวM ินชี : เป=นท้งั ศิลปxนและนกั วทิ ยาศาสตรM
3. นิโคลัส โคเปอรMนคิ สั : เสนอทฤษฎสี รุ ยิ จกั รวาล
Ø ประวตั ศิ าสตรย1 ุโรปสมยั ใหมJ (สมัยแหJงการค7นพบ : Age of Discovery)
1) นบั จากเหตุการณM คริสโตเฟอรM โคลัมบสั ค8นพบโลกใหม.
2) เหตุการณส1 ำคัญในยคุ น้ี เชน.

• การเดนิ เรือทางทะเลแพรห. ลายมาก ทำใหก8 ารค8าทางทะเลเฟqอ≠ งฟูตามมา

• เกิดลทั ธพิ าณชิ ยนยิ ม คือ รฐั บาลของประเทศในยุโรป จะลงทนุ ตงั้ บริษัทขน้ึ มาเพ่ือแสวงหา
ผลประโยชนทM างการค8า

• เกดิ ชนชั้นกลางขนึ้ มา คือบรรดาพ.อคา8 นายทนุ นักเดินเรอื ข้นึ มาถ.วงดุลกบั ชนชัน้ เจา8 ท่ดี ิน

• การปฏิรูปศาสนาครสิ ตโ1 ดย มารMติน ลูเธอรM ทำใหเ8 กิดนกิ ายโปรแตสแตนทM

• ยคุ ปฏิวตั วิ ิทยาศาสตร1
1) เป=นยคุ ทเ่ี ปลี่ยนวิธพี ิสูจนคM วามจรงิ ทางวิทยาศาสตรM
- จากเดมิ เน8นใช8การวิเคราะหตM ามหลักปรชั ญาและหลกั ตรรกศาสตรM
- มาเปน= ของใหม. เน8นใช8ระเบยี บวธิ ีการทางวิทยาศาสตรM (คอื เน8นทดลอง)
2) นกั วทิ ยาศาสตรสM ำคัญ เช.น
§ ฟรานซสิ เบคอน
- เสนอแนวคดิ ว.าการคน8 หาความจรงิ ทางวทิ ยาศาสตรMตอ8 งเนน8 ทกี่ ารทดลองหรือ
ทดสอบ
- แนวคดิ นี้ตอ. มาเป=นรากฐานของการก.อตง้ั “ราชสมาคมแหง. ลอนดอน Royal Society
of London” ซงึ่ เปน= องคMกรทางวทิ ยาศาสตรMแบบใหม.
- และแนวคดิ ของฟรานซสิ เบคอน น้ี ได8พฒั นาเปน= “ระเบยี บวิธีการทางวิทยาศาสตรM
Scientific Method”
§ กาลเิ ลโอ กาลิเลอิ
- บิดาแห.งวทิ ยาศาสตรสM มยั ใหม.
- ริเริม่ การทดลองเพือ่ ตรวจสอบความถูกตอ8 งของทฤษฎี
- เสนอวา. คณติ ศาสตรใM ช8พิสูจนคM วามจริงทางวทิ ยาศาสตรไM ด8

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 70

- สนบั สนุนทฤษฎสี ุริยจกั รวาลของโคเปอรMนคิ ัส

- ประดษิ ฐกM ลอ8 งโทรทรรศนM

§ ไอแซค นิวตนั

- คน8 พบแรงโนม8 ถ.วงของโลก

- คน8 พบหลกั การแคลคลู สั

• การปฏวิ ัตอิ ุตสาหกรรม

1) เปน= ยคุ ท่เี ปล่ียนวธิ ีการผลิตสินค8าจากการใชแ8 รงงานคนและสัตวมM าใชเ8 คร่อื งจกั รในการผลิต

2) นกั ประดษิ ฐสM ำคัญ เชน.

- โธมัส นวิ โคแมน : พัฒนาเคร่อื งจกั รไอน้ำโดยใช8ลูกสบู

- จอหนM เคยM : ประดิษฐMกีก่ ระตกุ

- เจมสM ฮารกM รฟี : ประดิษฐMเคร่อื งปpนq ดา8 ยชนดิ สปxนนิงเจนนี

- ริชารดM อารคM ไรทM : ประดษิ ฐMเครื่องปqpนดา8 ยพลังนำ้ วอรMเตอรเM ฟรม

- เจมสM วัตตM : พัฒนาเครื่องจักรไอนำ้ ให8ดยี งิ่ ขึน้

3) การเกดิ แนวความคิดทางการเมอื ง และเศรษฐกจิ แบบใหม. มนี ักปราชญ+ที่เสนอแนวคิด ดงั นี้

นักปราชญM แนวคดิ

จอหนM ล¶อค ชาวอังกฤษ -มนษุ ยทM กุ คนเกิดมาเทา. เทยี มกนั และ มอี ิสระไมม. ี ผใู8 ดมสี ิทธทิ์ ี่
จะใชอ8 ำนาจในการคุกคามชีวติ เสรภี าพและทรัพยMสินของผอ8ู ่ืนได8
-ประชาชนมีสิทธิล8มล8างรัฐบาลได8

มองเตสกิเออ ชาวฝรัง่ เศส ได8เขยี นหนังสือเร่อื ง เจตนารมณแ1 หJงกฎหมาย ( The Spirit
of Laws ) เสนอแนวความคิดการแบง. แยกอำนาจ คือ นติ ิ
บัญญตั ิ บริหาร ตลุ าการ เขาเชอ่ื ว.าหากแยกอำนาจสทิ ธิและ

เสรีภาพของประชาชนจะได8รับการคม8ุ ครอง

วอลแตรM ชาวฝรงั่ เศส ใหค8 วามสำคัญแก.เสรีภาพในการพดู และการนบั ถือศาสนา
ต.อต8าน ความอยตุ ธิ รรมในสงั คม แต.ในด8านการเมืองไมเ. คยแสดง

ความคิดเห็น อยา. งชดั เจน จึงไม.มีทฤษฎีการเมอื งที่แนน. อน

รสุ โซ ชาวฝรัง่ เศส ผลงานหนงั สือที่สำคัญคือ สญั ญาประชาคม ( The Social

Contract ) ข8อความท่จี ับใจคนเปน= จำนวนมากคือ “มนุษยทM ุก

คนเกดิ มามีอสิ ระ แตท. ุกหนทุกแห.งเขาถกู พันธนาการ” รุสโซ

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 71

เน8นเร่อื งเจตจำนงร.วมกนั ของประชาชน( General Will ) เขา
ได8รับสมญาวา. “เจา8 ทฤษฎแี หง. อำนาจอธปิ ไตย”

• สงครามโลกครั้งท่ี 1 (ค.ศ.1914 -ค.ศ.1918) ระหวา. งฝnายพันธมติ รกบั ฝาn ยมหาอำนาจกลาง

- สาเหตุของสงครามโลกคร้งั ที่1
1) ผลจากการปฏิวัติอุตสาหกรรม ทำให8ต8องการแสวงหาทรัพยากรการผลิตมากขึ้นนำไปสู.
การลา. อาณานคิ ม
2) การเกิดลัทธิจักรวรรดินิยม ชาติมหาอำนาจในยุโรปได8ขยายอำนาจและอิทธิพลออกไปส.ู
ดนิ แดนนอกทวปี
3) การเกิดลัทธิชาตินิยม ปรารถนาจะเห็นชาติของตนมีอำนาจยิ่งใหญ.เหนือชนชาติอื่น โดย
การสร8างกองทัพใหเ8 ข8มแขง็ รกุ รานชนชาติอื่น
- ชนวนสงคราม การลอบปลงพระชนมMมกุฎราชกุมาร ฟรานซM เฟอดินาน แห.งจักรวรรดิ

ออสเตรยี -ฮังการี
- ผลของสงคราม
1) กอ. ให8เกดิ ความเสียหายแก.ประเทศคสู. งครามท้งั 2 ฝnาย
2) ประเทศผู8แพ8สงครามถูกบังคับให8ทำสนธิสัญญา เช.น สนธิสัญญาแวรMซายสM ทำกับประเทศ
เยอรมนั สนธสิ ัญญาตรีอานอง ทำกับประเทศฮังการี เป=นตน8
3) เกิดภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก เนื่องจากทุกประเทศทั่วโลกได8รับความเสียหายจาก
สงคราม
4) ทำให8จักรวรรดิที่ยิ่งใหญ.ของโลกได8ล.มสลายลง เช.น จักรวรรดิรัสเซีย จักรวรรดิเยอรมัน
จักรวรรดอิ อสเตรยี -ฮังการี และจักรวรรดิออตโตมันตอ8 งล.มสลายลง
5) เกิดประเทศใหม.ในยุโรป เช.น เชคโกสโลวาเกียและยูโกสลาเวียแยกออกจากรัสเซีย
ออสเตรีย ฮังการี ถูกแยกออกจากกัน โปแลนดM เอสโตเนีย ลัตเวีย และลิทัวเนีย แยก
เปน= ประเทศใหม.

• สงครามโลกคร้งั ที่ 2 (ค.ศ. 1939 - 1945)
- สาเหตุ
1) ความไม.เปน= ธรรมของสนธสิ ญั ญาแวรMซายสแM ละสัญญาสันตภิ าพ
2) การเติบโตของลัทธิทางทหาร หรือระบบเผด็จการ มีผู8นำหลายประเทศสร8างความเข8มแข็งทาง
ทหาร และสะสมอาวธุ ร8ายแรงต.างๆ ได8แก. เยอรมนี อิตาลี ญปี่ ุnน

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 72

3) ความลม8 เหลวขององคกM ารสนั นบิ าตชาติ
4) เป=นผลกระทบมาจากสภาวะเศรษฐกจิ ตกต่ำทั่วโลก
- ชนวนสงคราม : การที่เยอรมนีบุกโปแลนดMในเดือนกันยายน ค.ศ. 1939 จึงเกิดเหตุการณM

ลกุ ลามกลายเป=นสงครามโลกไปในทส่ี ดุ
- ผลของสงครามโลกครงั้ ท่ี 2

1) เกิดการเปลี่ยนแปลงดุลอำนาจของโลก มหาอำนาจยุโรปตะวันตกลดความสำคัญลง
เกิดประเทศมหาอำนาจใหม.คือ สหรัฐอเมริกา>ผู8นำฝnายโลกเสรีประชาธิปไตย
สหภาพโซเวยี ต > ผ8นู ำฝาn ยโลกคอมมิวนิสตM

2) การก.อตัง้ องศMการสหประชาชาติ
3) ประเทศท่ีตกอาณาเขตนคิ มมกี ารเรียกร8องของเอกราช

ประวัตศิ าสตร1สมัยปจÇ จุบัน (ค.ศ. 1945-ปÇจจบุ ัน) หรือเรียกกันวาJ ประวัตศิ าสตร1รJวมสมยั

• สมยั สงครามเยน็ (ค.ศ. 1945-1991)
ความหมาย เมื่อสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงได8เกิดการขัดแย8งทางด8านอุดมการณMทางการเมืองของ
สองอภิมหาอำนาจ คือ สหรฐั อเมริกาผน8ู ำคา. ยประชาธปิ ไตยและสหภาพโซเวยี ตผน8ู ำค.ายคอมมิวนิสตM เพอ่ื แขง. ขนั
เกี่ยวกับลัทธิความเชื่อทางการเมืองและผลประโยชนMทางเศรษฐกิจ สงครามเย็นไม.ได8ทำสงครามเหมือน
สงครามโลกที่ผ.านมาแต.ใช8วิธีการโฆษณาชวนเชื่อเป=นหลักในการหาพันธมิตรและประเทศใต8อิทธิพล ประเทศ
เล็กๆ จงึ จำเปน= ต8องเขา8 ข8างและรับการสนบั สนุนจากฝnายใดฝnายหนง่ึ

7. องคก1 รความรวJ มมือในคริสต1ศตวรรษท่ี 20
1. องคก1 ารสนั นิบาตชาติ (League of Nations)
ตงั้ ขึน้ ภายหลงั สงครามโลกคร้ังท่ี 1 โดยประธานาธบิ ดี วูดโรวM วลิ สนั (Woodrow Wilson) ของ

อเมริกาเพ่ือรักษาสันติภาพ ปอh งกันไม.ใหเ8 กิดสงคราม แตไ. มบ. รรลวุ ัตถปุ ระสงคใM นการรักษาสันตภิ าพ เนื่องจาก
อเมรกิ าไม.เข8าเป=นสมาชกิ ประกอบกับองคกM รไมม. ีอำนาจในการบบี บังคับสมาชิกท่ไี ม.ทำตามขอ8 ตกลง ทำใหย8 ตุ ิลง
และเกดิ สงครามโลกครงั้ ที่ 2 ตามมา

2. องคก1 ารสหประชาชาติ (United Nations)
องคกM ารสหประชาชาติ ตงั้ ขึ้นมาหลังสงครามโลกครง้ั ที่ 2
วตั ถปุ ระสงค1 ประชาชาติเลง็ เห็นผลกระทบของสงคราม และเพ่อื รกั ษาสันตภิ าพหลงั สงครามยุติ

ลง มุ.งเน8นการระงับกรณีพพิ าทระหวา. งประเทศ การช.วยเหลือดา8 นมนุษยธรรม ส.งเสริมรว. มมอื ทางด8านอนุรักษM
ศิลปะและวัฒนธรรม (UNESCO) และการรวมมือเพอื่ ต.อต8านการคุกคามประเทศที่ออ. นแอ

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 73

3. องค1การความรJวมมอื ระดบั ภูมิภาคทางภูมศิ าสตรแ1 ละทางเศรษฐกจิ เช.น อาเซยี น สหภาพยโุ รป
องคMการการคา8 โลก (กลุม. ชาตอิ ุตสาหกรรมชัน้ นำ (G-8 ) เขตการค8าเสรีแหง. อาเซียน(AFTA) กลม.ุ ความ
รว. มมอื ทางเศรษฐกิจเอเชยี -แปซิฟxก (APEC)

สาระที' 6: Geography (ภูมศิ าสตร์)

1.เครื่องมอื ทางภูมศิ าสตร1
คือสิ่งที่มนุษยMสร8างขึ้นในรูปแบบต.าง ๆ เพื่อนำมาใช8ในการสำรวจ รวบรวม การบันทึก และการ

วิเคราะหขM 8อมลู ทางภมู ิศาสตรM เครือ่ งมือที่สำคญั มีดงั ตอ. ไปน้ี
1) แผนท่ี (Map) : คือสิ่งที่เขียนลงบนพื้นราบ โดยใช8เส8น สัญลักษณMและเครื่องหมายต.างๆ เพื่อแสดง

ลกั ษณะภมู ิประเทศและสงิ่ ต.างๆ ที่ปรากฏอยบ.ู นพืน้ โลก

• แผนที่ภูมิประเทศ (Topographic Map): เป=นแผนที่แสดงข8อมูลรายละเอียดของผิวโลกที่
เกย่ี วกบั ภมู ลิ ักษณMแบบต.างๆ ท้ังทีเ่ กิดข้ึนเองตามธรรมชาติ

• แผนที่เฉพาะเรื่อง (Thematic Map) เป=นแผนที่ที่จัดทำขึ้นเพื่อแสดงข8อมูลหลักเฉพาะเรื่องใด
เรอื่ งหนง่ึ เช.น แผนทป่ี ระชากร แผนทอี่ ากาศ แผนท่ปี nาไม8

สตู รการหาระยะทางบนแผนท่ี: มาตรส.วน = MD (ระยะทางในแผนที่)
GD (ระยะทางจรงิ บนผวิ โลก)

ตัวอย่างโจทย์ แผนที&มาตราส่วน 1 : 200,000 มีถนนสายหน&ึงวดั ความยาวในแผนที&ได้ 8
เซนติเมตร จงหาวา่ ถนนสายนAีมีความยาวจริงเท่าใด

มาตราส่วนแผนท&ี = MD / GD
8
แทนค่า 1= GD
200,000
GD = 8×200,000 = 1,600,000 เซนติเมตร
1,600,000/100,000
เปลี&ยนใหเ้ ป็นกิโลเมตร = 16 กิโลเมตร

ถนนมีความยาวในภูมิประเทศ =

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 74

2) การถJายภาพจากดาวเทียม (satellite imagery): การถ.ายภาพและบันทึกข8อมูลจากดาวเทียม
แล8วส.งข8อมูลเหล.านั้นมายังสถานีรับภาคพื้นดิน แต.ภาพที่ปรากฏไม.สามารถแปลความหมายได8ง.ายเหมือน
ภาพถา. ยทางอากาศ ต8องอาศัยผเ8ู ชี่ยวชาญและเครอื่ งมอื ในการชว. ยแปลความหมาย

• การนำไปใช7ประโยชน1
1) ทำให8ทราบถึงความเปลี่ยนแปลงในลักษณะทางกายภาพของพื้นที่ต.างๆ โดยเปรียบเทียบจาก
รูปถ.ายในระยะเวลาแตกต.างกนั
2) การวางแผนพัฒนาการใช8ที่ดิน โดยนำรูปถ.ายทางอากาศไปใช8เพื่อจัดทำแผนที่และจำแนก
ประเภทการใชท8 ด่ี นิ ของประเทศ
3) การอนรุ กั ษพM ืน้ ทีป่ nาไม8
4) การศึกษาข8อมูลเพื่อสำรวจแห.งทรัพยากรธรรมชาติ ในปpจจุบัน ประเทศไทยมีสถานีรับสัญญาณ
ภาพดาวเทียมลาดกระบัง ตั้งอยู.ที่เขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ทำให8สิ้นเปลืองค.าใช8จ.ายน8อยกว.าที่
เคยพึง่ พาต.างประเทศ
3) รูปถJายทางอากาศ (Aerial Photography): เป=นรูปภาพแสดงภูมิประเทศที่ปรากฏบนพื้นผิวโลก
ถา. ยโดยใช8กลอ8 งถา. ยรปู ตดิ ไว8กบั เครื่องบนิ หรืออากาศยานไรค8 นขบั

**จำ รูปถ.ายทางอากาศ การใช8งานจะต8องใช8คู.กับกล8องสามมิติหรือสเตริโอสโคป Stereoscope เสมอ
เพราะมันคือ อุปกรณMที่ใช8ดูรูปถ.ายทางอากาศ เพื่อพิจารณาความสูงต่ำของลักษณะภูมิประเทศ ในพื้นท่ี
นน้ั ๆ

4) ระบบกำหนดตำแหนJงบนพ้ืนโลกหรอื จพี เี อส (Global Positioning System : GPS)

หมายถึง เทคโนโลยีท่ีใช8กำหนดตำแหนง. บนพ้ืนโลก โดยอาศัยดาวเทยี มอยา. งนอ8 ย 3 ดวง สถานคี วบคุม
ภาคพนื้ ดิน และเครื่องรับจพี เี อส แสดงคา. ละติจูด ลองจจิ ูด และค.าพกิ ัดยูทีเอม็ โดยสามารถคำนวณความเรว็
และเส8นทางได8

5) ระบบสารสนเทศภมู ิศาสตร1 (Geographic Information System: GIS)

หมายถึง ระบบทีส่ ามารถเกบ็ รวบรวม และบันทึกขอ8 มูลทางภูมศิ าสตรเM ปน= ช้ันๆ ดว8 ยระบบคอมพิวเตอรM
เพ่อื การนำเขา8 จัดเกบ็ ปรับปรงุ วเิ คราะหM แกไ8 ขขอ8 มูล ให8ทนั สมัย และแสดงผลลัพธใM นรปู แบบตา. ง ๆ

2.การแบง( เขตวันและเวลาโลก

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 75

การแบง. เขตวนั และเวลาของประเทศตา. งๆ ทัว่ โลก จะอาศัยเสน8 ลองจิจูดในการคำนวณหาวันและเวลาในแต.
ละพื้นที่ ทั้งนี้โลกมีเสน8 ลองจิจูดหรือเส8นเมริเดียน 360 เสน8 โดยกำหนดใหเ8 ส8นลองจิจดู ท่ีลากผา. นเมอื งกรนี ชิ
ประเทศอังกฤษ เป=นเส8นลองจิจดู ท่ี 0 องศา ทเ่ี รียกวา. เมรเิ ดยี นแรก หรอื เมรเิ ดยี นปฐม

และเน่อื งจากเวลาท่ีโลกหมนุ รอบตวั เอง 1 รอบ จะใชเ8 วลา 24 ช่วั โมง นน่ั คือ โลกหมนุ รอบแกนเปน= มมุ
360 องศา ดังนนั้ โลกหมุนไป 1 องศาลองจิจูด = 4 นาที

โลกหมุนไป 15 องศาลองจจิ ดู =60นาท/ี 1 ชัว่ โมง
• เวลามาตรฐานกรนี ิช/เวลาสากล (Greenwich Mean Time : GMT) >> ตามขอ8 ตกลงใน ค.ศ.

1884 กำหนดใหเ8 ส8นเมรเิ ดียนทล่ี ากผ.านหอดดู าวแหง. ราชสำนกั องั กฤษ ท่ีเมอื งกรนี ชิ ใกลก8 รงุ ลอนดอน
ประเทศสหราชอาณาจกั ร เปน= มาตรฐานในการเทยี บเวลาทุกแห.งของประเทศต.างๆ
• เวลาท7องถิ่น (local time) >> เวลากำหนดข้นึ ในชุมชนเล็กๆ ซ่ึงถือตามลองจจิ ูดที่เป=นศนู ยMกลางของ
ชมุ ชนน้ันๆ ตำบลทตี่ ั้งอยู.บนเส8นเมรเิ ดียนต.างกันจะมเี วลาท8องถน่ิ แตกต.างกนั ไป โดยคำนวณระยะห.าง
1 องศา มเี วลาแตกตา. งกนั 4 นาที

ภาพแสดงการแบงJ โซนเวลาของโลก
• เวลามาตรฐาน (standard time) คือ เวลาทีก่ ำหนดขน้ึ ใช8ในบรเิ วณหน่ึงๆ เพอื่ ให8เปน= เวลาเดยี วกนั

ท้งั หมด ระบบเวลามาตรฐานจะแบ.งออกเป=นเขต เป=นแนวจากขว้ั โลกเหนือถงึ ขั้วโลกใต8 โดยแบง.
ออกเปน= 24 เขต (24 ชวั่ โมง) โดยแบง. ออกเปน= เขตละ 15 องศาลองจิจูด = 1 ชว่ั โมง

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 76

• การเปลย่ี นเวลาจะเปลยี่ นไปต.อเมื่อสนิ้ สดุ อาณาเขตของเขตนนั้ ๆ และเปลีย่ นไปทีละ 1 ชั่วโมง เชน. เขต
ทอ่ี ยถู. ดั ไปทางตะวันออก 12 เขตเวลา (จะบวกเพ่มิ โซนละ1ช่ัวโมง ) เขตท่ีอย.ถู ดั ไปทางตะวันตก 12
เขตเวลา (จะลบทลี ะ 1 ชัว่ โมง) จากเสน8 เมอรีเดียนปฐม

• ประเทศไทยใช8 เสน8 เมอรเี ดยี นท่ี 105 องศา (105x4=420 นาที) เทา. กบั วา. ประเทศไทยมเี วลาเร็วกว.า

ที่อังกฤษ 7 ชัว่ โมง (GMT+7)

• เส5นวันที่ ( Date line )

• เสน7 วนั ทสี่ ากลหรือเสน7 แบJงวันสากล (International Date Line ) คอื เสน8 สมมตทิ ลี่ ากทบั เส8นเม
รเิ ดยี นที่ 180 องศาลองตจิ ูด ซงึ่ นานาชาติกำหนดใหเ8 ปน= เสน8 วันที่ หรอื เส8นแบง. วันสากล เมื่อเดินทาง
ขา8 มเส8นนจ้ี ะตอ8 งเปล่ียนแปลงวันหรอื วันทที่ นั ที
** เส3นวนั ทหี่ รือเส3นแบง. วนั สากล ไมล. ากผ.านแผ.นดินและไมเ. ปนC เสน3 ตรงเหมือนเส3นเมริเดียนแตจ. ะวก
ไปมาตามแนวเขตการปกครองของประเทศต.างๆ

3.ภูมิศาสตรปH ระเทศไทย

1. ทำเลท่ีต้งั
ทิศเหนือ ตดิ กับพมา. และลาว
ทิศตะวันออก ตดิ กบั ลาวและกัมพูชา
ทิศใต7 ติดกับมาเลเซยี
ทิศตะวนั ตก ติดกับพมา.

2. ขนาดพ้นื ท่ี 513,115.06 ตารางกิโลเมตร (อนั ดบั 3 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต8รองจากอนิ โดนเี ซีย)
3. ประเทศไทยประกอบดว7 ย 6 ภาค : เหนือ ตะวันออกเฉียงเหนอื กลาง ใต8 ตะวันตก ตะวนั ออก
4. ภมู อิ ากาศในไทยตามเกณฑข1 องเคปิ เปนì เป=นแบบ A : รอ8 นช้ืน โดยแบ.งยอ. ยได8อกี 2 ประเภท คือ

1) Aw : ภมู ิอากาศแบบทJงุ หญ7าสะวันนา ลักษณะเด.นคือ
1.1 ฝนตกนอ8 ย ฤดแู ล8งยาวนาน
1.2 ปาn ไมเ8 ป=นปาn ไมผ8 ลัดใบ ปาn โปรง. ไม.รกทบึ มที ุง. หญ8าสลบั เชน. ปาn เบญจพรรณ ปnาแดง
1.3 พบเกือบทกุ ภาคในไทย ยกเว8นภาคใต8

2) Am : ภูมอิ ากาศแบบมรสุมเมืองร7อน ลักษณะเดน. คอื

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 77

2.1 ฝนตกชุก ฤดูแลง8 ส้ัน ๆ
2.2 ปาn ไมเ8 ปน= แบบปาn ไม8ผลดั ใบ ปnารกทึบ ต8นไม8เขยี วครม้ึ ตลอดปû เชน. ปnาดิบชื้น ปาn ดบิ เข8า
2.3 พบท่ีภาคใต8และภาคตะวันออกที่ จ.จนั ทบรุ ีและ จ.ตราด
5. ลมพายทุ ีส่ ำคญั ในประเทศ
5.1 ลมมรสุม (ลมประจำฤดู) ท่ีสำคญั มี 2 ประเภท

• ลมมรสุมตะวนั ตกเฉยี งใต7 (ลมฝน) ทำให8เกดิ ฤดฝู นในไทย ทุกภาคจะมฝี นตก

• ลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนอื (ลมหนาว) ทำใหเ8 กิดฤดูหนาวในไทย เกือบทุกภาคจะมี
อากาศแห8งแลง8 หนาวเย็น ยกเวน8 ภาคใต8ฝqงp ตะวนั ออก (ฝงpq อ.าวไทย) จะมีฝนตก

5.2 ลมพายุหมนุ ทะเลจีนใต7 ทส่ี ำคัญ มี 3 ประเภท

พายุเกิดจาก 2 บริเวณที่มีความกดอากาศแตกต.างกันมาก ทำให8เกิดลมพัดด8วยความเร็วสูง เรียกว.า

“พายุ” ซึง่ แบง. ออกตามความเร็วลมเปน= 3 ประเภท

ประเภทพายุ ความเร็วลมสูงสุด ก.ม./ชวั่ โมง ผลกระทบ

ดเี ปรสชน่ั ไมเ. กนิ 62 ทำใหเ8 กิดฝนตกหนักบริเวณทพ่ี ายพุ ัดผา. น
โซนรอ8 น 63-118 เกิดจากพายไุ ตฝ8 nุนอ.อนกำลังลงเป=นพายโุ ซนร8อน

ไต8ฝุนn (พายหุ มนุ ) มากกว.า 118 ก.อให8เกิดความเสียหายต.ออาคารบ8านเรือน และ
ชีวติ

6. ภมู ศิ าสตร1โดยสรปุ ของ 6 ภาค
6.1 ภาคเหนอื
1) ภมู ิประเทศท่ีโดดเด.นคือ เปน= เขตเทือกเขาสงู และมที ีร่ าบสลับหบุ เขา
2) อากาศเปน= แบบ Aw ทงุ. หญ8าสะวนั นา ฤดแู ลง8 ยาวนาน
3) ปnาเบญจพรรณเป=นปาn ไม8สำคัญในภาคนี้
4) แรธ. าตุอดุ มสมบรู ณM เชน. : ดบี ุก ทังสเตน ลกิ ไนตM (ลำปาง ลำพูน) ดินเกาลนิ น้ำมันปxโตรเลยี ม
5) แมน. ำ้ สำคญั : ปงx วัง ยม นา. น
6.2 ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ (อีสาน)
1) เปน= แอง. ทีร่ าบผืนใหญ. มีเทือกเข8าสูงล8อมรอบ
2) อากาศเปน= แบบ Aw ทง.ุ หญ8าสะวนั นา
3) ปnาแดงหรือปnาโคก เปน= ปาn ไม8สำคญั

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 78

4) แรธ. าตมุ นี อ8 ย เชน. แร.เกลอื หนิ (เหลือสนิ เธาวM) เกลอื โพแทส ทองแดง เหล็ก นำ้ มนั และก¶าซ
5) แม.น้ำสำคัญ : ชี มูล สงคราม
6.3 ภาคกลาง
1) เป=นที่ราบล.ุมแม.นำ้ ผนื ใหญอ. นั อดุ มสมบรู ณM
2) อากาศเป=นแบบ Aw ทง.ุ หญา8 สะวนั นา
3) พบปnาเบญจพรรณอยบ.ู า8 งในเขตภาคกลางตอนบน
4) เป=นภาคที่มีแร.ธาตุน8อยที่สุดใน 6 ภาค พบบ8างเล็กน8อย เช.น แร.ยิปซั่ม (พิจิตร) น้ำมันและก¶าซ

(กำแพงเพชร) ดนิ มารMล (ลพบุร)ี
6.4 ภาคใต7

1) มีเทือกเข8ากั้นกลางภาคและแบ.งที่ราบในภาคใต8ออกเป=น ที่ราบชายฝpqงทะเลฝpqงตะวันออกและ
ทรี่ าบชายฝqpงทะเลตะวนั ตก

2) อากาศเปน= แบบ Am มรสุมเมืองรอ8 น ฝนตกชกุ ฤดแู ลง8 ส้นั ๆ
3) ปาn ไม8เปน= แบบปnาไมไ8 มผ. ลดั ใบ ปnารกทบึ ตน8 ไมเ8 ขียวครึ้มทัง้ ปû
4) แร.ธาตุอุดมสมบูรณM เช.น ดีบุก ทังสเตน ลิกไนตM (กระบี่ สงขลา) ยิปซั่ม น้ำมันและก¶าซ (อ.าว

ไทย)
5) แม.น้ำเป=นแม.น้ำสายเล็กและสั้น น้ำไหลลงทะเลอย.างรวดเร็ว (คล8ายภาคตะวันออก) เช.น ตาปû

ชมุ พร กระบุรี โกลก ปpตตานี
6.5 ภาคตะวันออก

1) มีเทือกเข8าจันทบุรีและเทือกเข8าบรรทัด กั้นแบ.งที่ราบออกเป=น 2 ส.วน คือ ที่ราบฉนวนไทย (ท่ี
ราบลุ.มแมน. ้ำบางปะกง) และทร่ี าบชายฝpqงทะเล

2) อากาศมี 2 แบบในภาคเดยี วกัน คือ
- Am มรสมุ เมอื งร8อน พบที่ จ.จนั ทบรุ ี และจ.ตราด
- Aw ทุ.งหญ8าสะวันนา พบในจังหวัดที่เหลือ เช.น ชลบุรี ฉะเชิงเทรา ระยอง ปราจีนบุรี
สระแกว8
- ปnาไม8มีทัง้ ปnาไม8ผลดั ใบและปnาไม8ไม.ผลดั ใบ
- แร.ธาตสุ ำคญั เชน. แรร. ตั นชาติ (พลอย) แมงกานสี แร.ทรายแก8ว น้ำมันและกา¶ ซ (อ.าวไทย)

3) แม.น้ำเป=นแม.น้ำสายเล็กและสั้น น้ำไหลลงทะเลอย.างรวดเร็ว (คล8ายภาคใต8) เช.น บางปะกง
จนั ทบรุ ี เวฬุ

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 79

6.6 ภาคตะวนั ตก
1) เปน= เขตเทอื กเขาสงู และมที ี่ราบสลับหบุ เขา (คลา8 ยภาคเหนอื )
อากาศเปน= แบบ Aw ท.ุงหญา8 สะวนั นา * เปน= ภาคทมี่ ีปริมาณนำ้ ฝนเฉล่ียต่ำทีส่ ุด*
2) ปnาเบญจพรรณเป=นปnาไมส8 ำคญั มีมากเป=นอันดับ 2 รองมาจากภาคเหนอื
3) แร.ธาตอุ ดุ มสมบูรณM เชน. ดีบกุ ทงั สเตน ฟอสเฟต ทองคำ รัตนชาติ (พลอย)
4) แม.นำ้ สำคัญ : แควใหญ. แควน8อย แม.กลอง

4.การจัดการด7านทรพั ยากรและส่ิงแวดลอ7 มของโลก
4.1ความรJวมมือในการดา7 นสงิ่ แวดล7อมของโลก
1. บทบาทขององคก1 ารสหประชาชาตใิ นการแกไ7 ขปÇญหาสิง่ แวดล7อมโลก

- องคก1 ารสหประชาชาต(ิ UN) : เปน= ผร8ู ิเรมิ่ แกไ8 ขปpญหาวิกฤติการณดM า8 นสิง่ แวดลอ8 มของโลก
- การประชุมสหประชาชาติเรื่อง “สิ่งแวดล7อมของมนุษย1” ณ กรุงสต็อกโฮล1ม ประเทศสวีเดน ปò
พ.ศ. 2515 เป=นจุดเริ่มต8นของความร.วมมือระหว.างประเทศในการแก8ไขปpญหา >>กำหนดให8วันที่ 5 มิถุนายน
ของทุกปûเปน= “วันสง่ิ แวดลอ8 มโลก” (World Environment Day) **วันส่งิ แวดล8อมของไทยวนั ท่ี 4 ธันวาคม
- ผลการประชุม>> ทำให8ทั่วโลกตื่นตัวและให8ความร.วมมือในการแก8ไขปpญหาสิ่งแวดล8อมที่เกิดข้ึน
ในขณะนั้น ได8เกิดองค+กรสำคัญในสหประชาชาติที่เกี่ยวข@อง เชAน องค+การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) กลุAมกรีนพีช (Green Peace)

เปGนตน@

2. การประชุม “เอิร1ตซมั มติ ”(Earth Summit 1992) >> เพ่ือแกไ8 ขปpญหาวกิ ฤตกิ ารณสM ่ิงแวดล8อม

- การประชุม “เอิรตM ซัมมติ ”(Earth Summit 1992) พ.ศ. 2535 ณ กรุงรโิ อเดอจาเนโร ประเทศบราซลิ
มีการกำหนดแผนแก8ไขปpญหาเพื่อให8ประเทศสมาชิกนำไปปฏิบัติ เรียกว.า “แผนปฏิบัติการ 21 เพื่อการพัฒนา
อย.างยัง่ ยืน”

- การประชุม “เอิรMตซัมมิต”(Earth Summit 2002) พ.ศ. 2545 ณ กรุงโจฮันเนสเบิรMก ประเทศ
แอฟริกาใต8 >>เพื่อสานต.อความร.วมมือระหว.างประเทศสมาชิกในการแก8ไขปpญหาสิ่งแวดล8อมและการพัฒนา
อยา. งยั่งยนื ของสหประชาชาติ

3. ข7อตกลงหรือพิธีสารเกียวโต ณ กรุงเกียวโต ประเทศญี่ปุ[น พ.ศ. 2540 >> เป=นข8อตกลงหรือสนธิสัญญา
ระหวา. งประเทศเพื่อแกไ8 ขปญp หาวิกฤตดา8 นสง่ิ แวดล8อมของโลกที่เกดิ จากการปลอ. ยก¶าซเรือนกระจก

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 80

- สาระสำคัญ >> ม.งุ ใหป8 ระเทศอตุ สาหกรรมลดการปลอ. ยก¶าซเรือนกระจก
- ความล7มเหลว >> สหรัฐอเมริกาเป=นชาติเดียวที่ปฏิเสธการให8สัตยาบันในพิธีสารเกียวโต เนื่องจาก
เปน= ประเทศอุตสาหกรรมทป่ี ล.อยกา¶ ซคารบM อนไดออกไซดMจำนวนมากทีส่ ดุ

4.2 กฎหมายระหวาJ งประเทศในการแกไ7 ขวกิ ฤติการณด1 า7 นทรพั ยากรธรรมชาติและสงิ่ แวดล7อม

ในปpจจุบัน มีกฎหมายระหว.างประเทศที่นานาชาติได8ประชุมกำหนดข8อตกลงร.วมกันเพื่อวาง
มาตรการแกไ8 ขปpญหาวิกฤติการณดM 8านทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล8อมของโลก ดังนี้

ชอ่ื อนุสัญญา เปõาหมาย

อนุสญั ญาไซเตส (CITES) >> เป=นข8อตกลงทางการค8าระหว.างประเทศ เพื่อปhองกันมิ
ให8มีการค8าสัตวปM าn และพันธุพM ชื ที่หายากและใกลจ8 ะสญู พนั ธMุ

อ น ุ ส ั ญ ญ า เ ว ี ย น น า (Vienna >>เพือ่ ปอh งกันและแกไ8 ขปpญหาโอโซนของโลกถูกทำลาย

Convention) >>ยกเลกิ การใชส8 าร CFC
และพิธีสารมอลทรีออล (Montreal
Protocol)

อนุสัญญาสหประชาชาติวJาด7วยการ >>เพื่อลดปริมาณการปล.อยก¶าซเรือนกระจก และแก8ไข
เปลีย่ นแปลงสภาพภมู อิ ากาศ (UNFCCC) ปญp หาภาวะโลกรอ8 น

อนุสัญญาวJาด7วยความหลากหลายทาง >>เพื่ออนุรักษMความหลากหลายทางชีวภาพ และนำไปใช8

ชวี ภาพ (BDC) ประโยชนMอย.างยั่งยืน ปhองกันการตัดไม8ทำลายปnาที่นำไปส.ู
การทำลายระบบนเิ วศและสร8างมลภาวะต.อสง่ิ แวดล8อม

อนสุ ญั ญาบาเซิล (Basel Convention) >>เพื่อปhองกันการถ.ายเทกากของเสียอันตรายหรือสารเคมี
เป=นพิษ จากประเทศอุตสาหกรรมที่พัฒนาแล8วไปสู.ประเทศท่ี
กำลงั พัฒนา

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 81

เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาสงั คมศึกษา ม.9 (Teacher .Habib) 82


Click to View FlipBook Version