ภาคใต้ การแต่งกาย สำ หรับ รั นักเรียนชาวต่างประเทศ อายุ 9-12 ปี การแต่งกาย กลุ่มชาวไทย มุสลิม ชนดั้งเดิม การแต่งกาย เชื้อสายจีน - มาลายู การแต่งกายกลุ่มชาว ไทยพุทธ ชนพื้นบ้าน สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ THAI LANGUAGE PROGRAM, FACULTY OF EDUCATION AND HUMAN DEVELOPMENT, CHAIYAPHUM RAJABHAT UNIVERSITY คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้
วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้
นางสาวพิรานันท์ ภมร รหัสนักศึกษา 631506108 นางสาววราภรณ์ สมหวัง รหัสนักศึกษา 631506121 นางสาวศศิกานต์ หนาจัตุรัส รหัสนักศึกษา 631506123 นางสาวสุชาวดี แพงไทย รหัสนักศึกษา 631506126 การสอนภาษาไทยสําหรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ คู่คู่คู่มืคู่มื มื อ มื อครูรู รูรู คณะผู้ผู้ผู้จัผู้จั จั ด จั ดทำทำทำทำ เสนอ อาจารย์ปพิชญา พรหมกันธา การจัดทําคู่มือฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา รายวิชา 5052907 การสอนภาษาไทยสําหรับชาวต่างประเทศ สาขาภาษาไทย คณะครุศาสตร์และการพัฒมนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ THAI LANGUAGE PROGRAM, FACULTY OF EDUCATION AND HUMAN DEVELOPMENT CHAIYAPHUM RAJABHAT UNIVERSITY
การจัดทำ คู่มือครูการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ “วัฒนธรรม การแต่งกายภาคใต้” จัดทำ ขึ้นเพื่อเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยสำ หรับชาว ต่างประเทศ อายุ 9-12 ปี โดยใช้วิธีการสอนแบบ ฟัง-พูด เนื้อหาในหน่วยการเรียนรู้ประกอบด้วย วัฒนธรรมการแต่งกาย 4 กลุ่ม ได้แก่ วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ การแต่งกายเชื้อสายจีน - มาลายู การแต่งกายกลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม การแต่งกายกลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้าน ผู้จัดทำ ได้เรียงลำ ดับเนื้อหาจากง่ายไปยาก เริ่มจากการฟังแล้วฝึกอ่านประโยคง่าย ๆ ตาม สถานณ์ที่กำ หนดอีกทั้งคณะผู้จัดทำ ได้สอดแทรกเกมการศึกษา และแบบฝึกหัดที่เหมาะสมกับช่วง วัยเพื่อให้นักเรียนเกิดความสนุกสนาน และไม่เกิดความเบื่อหน่ายในการเรียน ทั้งนี้ขอขอบพระคุณอาจารย์ปพิชญา พรหมกันธา อาจารย์ผู้สอนรายวิชาการสอนภาษาไทย สำ หรับชาวต่างประเทศ รหัสวิชา 5052907 คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัย ราชภัฏชัยภูมิที่ได้ให้ความรู้ คำ ปรึกษา แนะนำ และจัดประสบการณ์ในการสอนภาษาไทยสำ หรับ ชาวต่างประเทศ เพื่อเป็นแนวทางในการจัดทำ คู่มือครูฉบับนี้ อีกทั้งช่วยตรวจทานความเหมาะสม ของการจัดกิจกรรม และเนื้อหาจนสมบูรณ์ คณะผู้จัดทำ หวังเป็นอย่างยิ่งว่าคู่มือครูการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศหน่วยการ เรียนรู้ “วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้” เล่มนี้จะเป็นแนวทางในการนำ ไปจัดการเรียนรู้ให้แก่่ นักเรียนชาวต่างชาติและเกิดประโยชน์ต่อผู้สอนเป็นอย่างดี คณะผู้จัดทำ PREFACE คำนำ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ ก
คำ ชี้แจง คําชี้แจงการใช้คู่มือครูหน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 1. วิธีการสอนภาษาต่างประเทศที่ใช้ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ คือ วิธีการสอนแบบฟัง-พูด (Audio-Lingual Method) 2. เหมาะสําหรับผู้เรียนภาษาไทยระดับพื้นฐาน (Basic-Beginner)ที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษา แม่ และมีความรู้เดิมด้านโฟนิกส์ ได้แก่ พยัญชนะสระ วรรณยุกต์ และตัวเลขไทย หรือมีความรู้คํา ศัพท์หมวดอื่น ๆ ที่ใกล้ตัวเป็นต้น 3. กิจกรรมการเรียนรู้ในคู่มือมืครูเล่มนี้ เหมาะสําหรับผู้เผู้รียนอายุ 9 – 12 ปี 4. องค์ประกอบของคู่มือมืครูฉบับนี้ ได้แก่ 4.1 ข้อมูลเบื้องต้นสําหรับครู (1) วิธีการสอนแบบฟัง-พูด และการสอนวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ (2) คําอธิบายสัทอักษร 4.2 หน่วยการจัดการเรียนรู้การแต่งกายภาคใต้ จํานวน 4 แผน ในแต่ละแผนจะประกอบ ด้วยแบบฝึกทักษะ เฉลยแบบฝึกทักษะ 5. ผู้สอนสามารถปรับเปลี่ยนแผนการจัดการเรียนให้เหมาะสมกับบริบทของการจัดการเรียนรู้ได้ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ ข
คำ ชี้แจง หน่วยการเรียนรู้ “วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้” เน้นทักษะการฟังและการพูดเป็นหลักโดย ยึดหลักการเรียนแบบ (ชักชวน) ฉะนั้น ผู้สอนจะต้องมีความรู้และความเข้าใจในหลักการสอน วิธี สอนแบบฟัง-พูด และวิธีการสอนแบบชักชวน เพื่อให้สามารถจัดกิจกรรมได้บรรลุตามจุดประสงค์มี ขั้นตอน ดังนี้ 1. ก่อนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนควรศึกษาคู่มือครูให้เข้าใจ เพื่อให้มีความสามารถในการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และนักเรียนได้รับประโยชน์สูงสุด 2. การจัดการเรียนรู้ผู้สอนจะต้องดําเนินกิจกรรมไปตามแผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อไม่ให้ นักเรียนเกิดความสับสน และควรมีการเปรียบเทียบภาษาไทยและภาษาแม่ของนักเรียนเพื่อให้ นักเรียนเห็นความเหมือนและต่างในการออกเสียง 3. หน่วยการเรียนรู้นี้เน้นทักษะการพูดและการฟังเป็นหลัก ร่วมกับวิธีสอนแบบชักชวน ดัง นั้นผู้สอนจะต้องมีบทบาทสําคัญในการเป็นแบบอย่างที่ถูกต้องให้นักเรียนเลียนแบบและการฝึกซ้ํา ๆ อีกทั้งทบทวนคําศัพท์ในแต่ละแผนการ จัดการเรียนรู้อย่างสม่ําเสมอและต่อเนื่องกัน ในทุกแผน เพื่อให้นักเรียนสามารถจดคําศัพท์ได้ 4. สื่อประกอบการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ “วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้” เน้นการ ใช้รูปภาพ เกม การออกเสียง และคําศัพท์ภาษาไทยประกอบ เพื่อเป็นพื้นฐานสู่การเรียน เรื่องการ เขียนและการอ่านต่อไป ดังนั้น ผู้สอนไม่ควรเน้นให้นักเรียนอ่านหรือเขียนแต่คําศัพท์ แต่ควรเน้น เรื่องการฟัง การพูดคํา ศัพท์เป็นหลัก คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ ค
เรื่อง สารบัญ หน้า คำ นำ ก คำ ชี้แจงการใช้คู่มือครู ข ข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้เรียน 1 การสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ 2 วิธีสอนแบบฟัง-พูด (Audio-Lingual Method) 2 ลักษณะพื้นฐานของการสอนแบบฟัง-พูด 3 ลักษณะของภาษาไทย 5 ลักษณะของภาษาอังกฤษ 8 ความแตกต่างของภาษาไทยและภาษาอังกฤษ 9 แนวทางการสอนการออกเสียงภาษาไทย 10 โครงสร้างหน่วยการเรียนรู้ 17 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 18 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 23 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 28 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 33 สื่อประกอบการสอน 38 แหล่งอ้างอิง 39 บรรณานุกรม 40 คณะผู้จัดทำ 41 คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ ง
ข้ข้ ข้ อ ข้ อมูมู มู ล มู ลเเบื้บื้ บื้ อ บื้ องงต้ต้ ต้ น ต้ นเเกี่กี่ กี่ ย กี่ ยววกักั กั บ กั บผู้ผู้ผู้เผู้เรีรี รี ย รี ยนน การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศผู้สอน ควรคำ นึงถึงคุณลักษณะเบื้อต้นของผู้เรียน ดังนี้ 1 2 3 4 5 6 นักเรียนชาวต่างชาติที่ใช้ภาษาอังกฤษเป็นที่หนึ่ง สำ หรับผู้เรียนอายุ 9-12 ปี ผู้เรียนมีพื้นฐานการฟัง พูด อ่าน และเขียนภาษา ไทยเบื้องต้น ผู้เรียนมีพื้นฐานพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ และ เลขไทยเบื้องต้น ผู้เรียนมีความสามารถเกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของ ร่างกาย มีปฏิสัมพันธ์ที่ดีกับผู้อื่นสามารถมีการเรียนรู้กับผู้ อื่นได้ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 1
ออ วิธีสอนแบบฟัง-พูด (Audio-Lingual Method) วิธีสอนแบบฟัง-พูด มุ่งเน้นให้เด็กได้ยินเสียงเห็นพฤติกรรมทางภาษาสั้น ๆ จนเด็กจดจําและ เลียนแบบพฤติกรรมได้ เมื่อเด็กเริ่มแสดงพฤติกรรมทางภาษาแล้วได้รับการตอบสนองทางบวกทําให้ เด็กเกิดความพึงพอใจและอยากแสดงพฤติกรรมนั้นซ้ํา ๆ อีกจนพัฒนาเป็นความสามารถทางภาษา (Richard &Roger, 2014) ดังนั้นมีวิธีสอนแบบฟัง-พูด จึงเป็นวิธีหนึ่งที่เหมาะกับเด็ก อายุ 15 -20 ปี เนื่องจากเด็กเรียนรู้จากการเลียนแบบ ชอบพูดตามหรือแสดงท่าเลียนแบบทํา ให้เด็กจดจํา ได้รวดเร็ว ในช่วงเวลาสั้น ๆ (River, 1981) วิธีการสอนแบบฟัง-พูด เป็นวิธีที่เน้นทักษะพูดและฟัง ลักษณะสําคัญ ของวิธีสอนนี้ คือ 1. ทักษะพูดและฟัง เป็นทักษะที่ต้องพัฒนาก่อนการอ่านและเขียน 2. ไม่สนับสนุนการใช้ภาษาที่หนึ่งในชั้นเรียน 3.ทักษะทางภาษาเป็นรูปแบบที่ตายตัวดังนั้นควรฝึก Patter ของภาษาที่เป็นรูปสนทนา (Dialogue) เกี่ยวกับสถานการณ์ต่าง ๆ เพื่อให้ผู้ใช้ภาษาได้โดยอัตโนมัติ เพราะวิธีสอนแบบนี้ถูก พัฒนาขึ้นในระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 จากความจําเป็นที่ทหารจะต้องเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ให้ได้อย่างรวดเร็ว เพื่อนําไปใช้ในช่วงเวลาที่ทําการรบในต่างประเทศ วิธีสอนแบบไวยากรณ์และแปลที่ ใช้แต่เดิมนั้นไม่สามารถช่วยให้พูดภาษาต่างประเทศได้ในช่วงเวลานั้น นักจิตวิทยากลุ่มพฤติกรรมนิยม กำ ลังลังได้จับความสนใจ แนวคิดนี้นําไปสู่การสอนแบบฟัง-พูด ซึ่งมีชื่อเรียกต่าง ๆ กันในช่วง ค.ศ. 1980 -1960 เรียกว่าวิธีสอนแบบนี้ว่า วิธีสอนแบบภาษาศาสตร์ (linguistic method) หรือวิธีสอน แบบฟัง-พูด (aural-oral method) ต่อมาปี ค.ศ. 1964 Nelsen Brooks แห่งมหาวิทยาลัยเยล ได้เรียกวิธีสอนแบบนี้ว่า (audio-lingual method) และเป็นที่นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน (สุมิตรา อังวัฒนกูล, 2539 : 54-55) การสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่ต่ ต่ า ต่ างประเทศ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 2
ออ ลักษณะพื้นฐานของการสอนแบบฟัง-พูด มีดังนี้ (Baker,Colin and Sylvia, 1998 : 673) 1. คําศัพท์ และรูปประโยคจะถูกสอนเป็นลําดับก่อนหลัง เน้นความถูกต้องของกฎเกณฑ์ ภาษาและการออกเสียงทักษะเหล่านี้ทําได้โดยการฝึกซ้ํา ๆ โดยครูผู้สอนเป็นผู้ควบคุมการฝึก ทั้งหมดลักษณะการฝึกซ้ํา ๆ (drill) 2. เน้นการทําแบบฝึกหัด (drill) และบทสนทนา (dialogue) ในแต่ละ (dialogue) จะประกอบไปด้วยหลักการใช้แกรมมาและการใช้ภาษาเพื่อสื่อสารวิธีเรียน คือท่องบทสนทนาจน ขึ้นใจเพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดในการใช้กฎเกณฑ์ของภาษา 3. วิธีการสอนแบบนี้ครูจะเป็นศูนย์กลางควบคุมกระบวนการเรียนการสอนแนะนําและตรวจ แก้การใช้ภาษาของนักเรียน ครูจะใช้สื่อในด้านการฟังช่วย เช่น เทปบันทึกเสียง และห้องปฏิบัติ การทางภาษา โดยเฉพาะห้องปฏิบัติการทางภาษา จะช่วยให้ผู้รียน มีโอกาสในการฝึกภาษาด้วย ตนเองได้ วิธีการสอนแบบฟัง-พูด ได้รับอิทธิพลจากทฤษฎีพฤติกรรมนิยมของ Skinner ที่เชื่อว่าการ เรียนรู้ทั้งหมดเป็น กระบวนการตอบสนองต่อสิ่งเร้า และถูกเสริมแรงจนกระทั่งกลายเป็นนิสัย การ เรียนรู้ภาษาก็มิได้แตกต่างจากการเรียนรู้ด้านอื่น ๆ คือถ้าจะให้เกิดเป็นนิสัยหรือเกิดการเรียนรู้ต้อง ฝึกบ่อย ๆ โดยการปฏิบัติซ้ำ ข้อดีของวิธีสอนแบบฟัง-พูด 1. วิธีสอนแบบฟัง-พูด เป็นการสอนภาษาตามหลักธรรมชาติของการเรียนรู้ภาษาคือ เริ่มจากการสอนทักษะการฟังฟพูดอ่านเขียนตามลําดับ 2. บทเรียนเป็นบทสนทนาที่ใช้ตามสภาพจริง ทําให้ผู้เรียนได้ฝึกการใช้ภาษาอย่างแท้จริง 3. ผู้เรียนทั่วไปสามารถเรียนรู้ภาษาได้ เพราะเน้นการฝึกปฏิบัติจริงแบบซ้ํา ๆ ผู้เรียนไม่จํา เป็นต้องเป็นคนเก่ง แต่ต้องเป็นคนที่มีความขยันและอดทนในการฝึกซ้ํา ๆ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 3
ออ ข้อจํำ กัดวิธีสอนแบบฟัง-พูด 1. การฝึกซ้ำ ๆ ด้วยการเลียนแบบบางครั้งผู้เรียนอาจไม่เข้าใจความหมายของเรื่องที่กําลังพูด อาจเกิดความเบื่อหน่ายในการฝึกได้ 2. เป็นวิธีการสอนที่อาจไม่เหมาะสมกับผู้เผู้รียนที่ต้องการคําอธิบาย 3. ผู้สอนต้องเป็นผู้ที่มีความกระตือรือร้น ทั้งการเตรียมบทเรียน สื่อ และกิจกรรมที่สอนเพื่อทํา ให้การเรียนประสบผลสําเร็จ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 4
ลัลั ลั ก ลั กษณะของภาษาไทย ลักษณะของภาษาไทย คือ ภาษาไทยเป็นเอกลักษณ์ประจําชาติเป็นสมบัติทางวัฒนธรรมอัน ก่อให้เกิดความเป็นเอกภาพ จึงเป็นสมบัติของชาติที่ควรค่าแก่การเรียนรู้ ลักษณะของภาษาไทยมี ความโดดเด่นเทียบเท่ากับภาษาสากลได้ ภาษาไทยมีลักษณะที่นักภาษาศาสตร์ได้ศึกษาไว้ เพื่อให้ชน รุ่นหลังได้ศึกษาต่อ และฝึกฝนความเข้าใจ พอเป็นสังเขปที่บอกถึงลักษณะของภาษาไทยได้ 7 ลักษณะ ดังนี้ 1. ภาษาคําโดด 2. การเรียงคําแบบ ประธาน กริยา กรรม 3. ภาษาวรรณยุกต์ 4. เสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์เป็นหน่วยภาษา 5. การวางคําขยายไว้ข้างหลังคําหลัก 6. การลงเสียงหนักเบาของคํา 7. การไม่เปลี่ยนแปลงรูปคํา 1. ภาษาไทยเป็นภาษาคําโดด นักภาษาศาสตร์จัดให้ภาษาไทยอยู่ในภาษาตระกูลคําโดด คือ ภาษาที่อุดมไปด้วยคําพยางค์เดียว เช่น คําที่เกี่ยวกับญาติ พี่น้อง ได้แก่ พ่อ แม่ ปู่ ย่า ต่อมาเกิดการยืม คําจากภาษาต่างประเทศจึงมีคําหลายพยางค์ใช้ เช่น มารดา บิดา เสวย ดํา เนิน ออกซิเจน คอมพิวเตอร์ ในที่สุดก็สร้างคำ ขึ้นใช้เองจากคําพยางค์เดียว และคําที่ยืมมาจากภาษาต่างประเทศเป็น การเพิ่มคํา ขึ้นใช้ในภาษาเป็นคําหลายพยางค์ ได้แก่ คําซ้ำ คําซ้อน คําประสม คําสมาส เช่น เด็ก ๆ คณิตศาสตร์ ไข่ดาว วิทยาศาสตร์ เป็นต้น คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 5
2. การเรียงคําแบบ ประธาน กริยา กรรม ภาษาไทยเรียงคํา แบบประธาน กริยา กรรม เมื่อ นําคํามาเรียงกันเป็นประโยค ประโยคทั่ว ๆ ไปในภาษาจะมีลักษณะสามัญ จะมีการเรียงลําดับ ดังนี้ นาม กริยา นาม นามที่อยู่หน้ากริยาเป็นผู้ทํา กริยา มักอยู่ต้นประโยคทําหน้าที่เป็นประธาน ส่วนคํา นามที่บอกผู้รับกริยา มักอยู่หลังคํากริยานั้นทําหน้าที่เป็นกรรม ด้วยเหตุนี้ประโยคสามัญในภาษาไทย จึงมักเรียงคําแบบ ประธาน กริยา กรรมด้วยเหตุนี้ประโยคสามัญในภาษาไทยจึงมักเรียงคําแบบ ประธาน กริยา กรรม นักภาษาศาสตร์จึงจัดให้ภาษาไทยอยู่ในประเภทภาษาที่เรียงคําแบบ ประธาน กริยา กรรม ตัวอย่าง 1. ก. เขาเป็นญาติกับตุ้ม ข. ตุ้มเป็นญาติกับเขา 2. ก. แม่เอาน้ํา ใส่กระติก ข. แม่เอากระติกใส่น้ํา 3. ก. ดินเปื้อนกระโปรง ข. กระโปรงเปื้อนดิน ประโยค ก ในตัวอย่าง มีความหมายไม่ต่างกับประโยค ข ทั้ง ๆ ที่ลําดับคําต่างกัน นอกจากนี้ บางประโยคอาจเปลี่ยนลําดับคําได้หลากหลายโดยที่ความหมายยังคงเป็นเช่นเดิม 3. ภาษาวรรณยุกต์ ภาษาไทยเป็นภาษาวรรณยุกต์ ภาษาวรรณยุกต์เป็นภาษาที่มีการไล่เสียง ของคําในภาษาไทยมีการไล่เสียงวรรณยุกต์ หรือการผันวรรณยุกต์ ได้ 5 เสียง ได้แก่ เสียงสามัญ เสียงเอก เสียงโท เสียงตรี และเสียงจัตวา การที่ภาษาไทยผันไล่เสียงได้นี้ทําให้มีคําใช้มากขึ้น การไล่ เสียงสูง ต่ำ ทําให้ความหมายของคําเปลี่ยนไปด้วย เช่น มา ม้า หมา มีความหมายแตกต่างกัน ถ้า ออกเสียง คํา ว่า ม้า เป็น หมา ความหมายก็จะเปลี่ยนไปด้วย 4. เสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์เป็นหน่วยภาษา ภาษาไทยมีเสียงสระ พยัญชนะ และ วรรณยุกต์เป็นหน่วยภาษา หน่วยเสียงที่ใช้ในภาษาไทย แบ่งได้ เป็น 3 ประเภท คือ หน่วยเสียงสระ หน่วยเสียงพยัญชนะ และหน่วยเสียงวรรณยุกต์หน่วยเสียง เป็นเสียงสําคัญที่ใช้ในภาษาใดภาษาหนึ่ง เป็นเสียงซึ่งทําให้คํามีความหมายต่างกันได้ นักภาษาศาสตร์จึงให้เสียงสระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ เป็นหน่วยภาษา เนื่องจากแต่ละเสียงเป็นเสียงสําคัญทําให้คํามีความหมายต่างกันทั้งหน่วยเสียงสระ พยัญชนะ วรรณยุกต์ เป็นหน่วยเสียงที่มีความสําคัญทําให้ความหมายของคําเปลี่ยนไปได้ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 6
5. การวางคําขยายไว้ข้างหลังหลักคํา คำ ขยายในภาษาไทยจะวางไว้ข้างหลังคําหลักหรือคํา ที่ถูกขยายเสมอการวางคําขยายจะเกิดในกรณีที่ผู้พูดหรือผู้เขียนมีความต้องการจะบอกกล่าวข้อ ความเพิ่มพิ่เติมในประโยคก็หาคํามาขยายโดยการวางคําขยายไว้ข้างหลังคําที่ต้องการขยายความ หมายมักจะเป็นคํานาม คํากริยา ดังนั้น คําขยายจึงอยู่หลังคําที่ถูกขยายหรือคําหลักจะเรียงลําดับ ดังนี้ 1. คํานาม (คํา หลัก) + คําขยาย เช่น บ้านเพื่อน แขนขวา (บ้าน แขน เป็นคําหลัก ส่วน เพื่อน ขวา เป็นคําขยาย) 2. คํากริยา (คํา หลัก) + คําขยาย เช่น กินจุ เดินเร็ว (กิน เดิน เป็นคําหลัก ส่วน จุ เร็ว เป็น คําขยาย) 6. การลงเสียงหนัก-เบาของคํา ภาษาไทยมีการลงเสียงหนัก-เบาของคําการลงเสียงหนักเบา ของคําในภาษาไทยจะมีการลงเสียงหนัก-เบาของคําในระดับคํา ซึ่งมีมากกว่าสองพยางค์และการลง เสียงหนัก-เบาของคําในระดับประโยค โดยพิจารณาในแง่ของไวยากรณ์และเจตนาของการสื่อสาร เมื่อพิจารณาในแง่ของไวยากรณ์การออกเสียงคําภาษาไทยมิได้ออกเสียงเสมอกันทุกพยางค์ การลงเสียงหนัก เบาของคํา การลงเสียงหนัก-เบาของคําสองพยางค์ขึ้น มีดังนี้ 1. ถ้าเป็นคําสองพยางค์จะลงเสียงหนักที่พยางค์ที่สอง เช่น คนเราต้องมีมานะ (นะ เสียงหนัก กว่า มา) 2. .ถ้าเป็นคําสามพยางค์ ลงเสียงหนักที่พยางค์ที่สามและพยางค์ที่หนึ่ง หรือ พยางค์ที่สอง ด้วยถ้าพยางค์ที่หนึ่งและพยางค์ที่สองมีสระยาวหรือมีเสียงพยัญชนะท้าย เช่น ปัจจุบันเขาเลิกกิจการ ไปแล้ว (ลงเสียงหนักที่ปัจ,บัน,กิจ,การ) 3. ถ้าเป็นคําสี่พยางค์ขึ้นไป ลงเสียงหนักที่พยางค์สุดท้ายส่วนพยางค์อื่น ๆ ก็ลงเสียงหนักเบาตามลักษณะส่วนประกอบของพยางค์ที่มีสระยาวหรือมีเสียงพยัญชนะท้าย เช่น ทรัพยากร (ลง เสียงหนักที่ ทรัพ, ยา, กร) 7. การไม่เปลี่ยนแปลงรูปคํา คําในภาษาไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคําเมื่อนําไปใช้ใน ประโยคเพื่อแสดงความสัมพันธ์กับคําอื่นในประโยค และไม่ต้องเปลี่ยนรูปคําเพื่อแสดงเพศ พจน์ หรือกาล ในเมื่อคําไทยไม่มีการเปลี่ยนแปลงรูปคําเพื่อบอกเพศพจน์ หรือกาล และบอกความสัมพันธ์ กับคําอื่นในประโยคเราสามารถทราบความหมายของคําและความสัมพันธ์กับคําอื่นได้จากบริบท คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 7
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 8 ลัลั ลั กลั กษณะของภาษาอัอั อั งอั งกฤษ 1. ภาษาที่มีการเติมหน่วยผันคำ - ประธานเป็นเอกพจน์บุรุษที่ 3 ปัจจุบันกาล ภาษา อังกฤษ ต้องเติม s ที่คำ กริยา เช่น He reads the book. - เมื่อคำ นามเป็นพหูพจน์ ภาษา อังกฤษต้องเติม s หรือเปลี่ยน รูปคำ เช่น The boys go to school. 2. การเติมหน่วยคำ เติมหน้าและเติมท้ายการเติมหน่วยคำ เติมหน้า Constructrereconstruct สร้างใหม่ Legal il- illegal ผิดกฎหมาย การเติมหน่วยคำ เติมท้าย drive (ก.) -er driver (น.) คนขับรถ beauty (ก.) -ful beautiful (ว.) สวยงาม 3. ภาษาที่ไม่มีเมีสียงวรรณยุกต์ 4. ภาษาอังกฤษมีการเติมหน่วยคำ เติมท้ายเพื่อแสดงหน้าที่ทางไวยากรณ์ 5. การเรียงลำ ดับคำ เป็นประโยคในภาษาอังกฤษจะนำ คำ ขยายมาไว้หน้าคำ นาม เช่น Big fish (ปลาตัวใหญ่), Small fish (ปลาเล็ก) 6. ใช้การลงน้ำ หนักเสียงเพื่อแยกความหมาย ภาษาอังกฤษมีการลงน้ำ หนักเสียงของคำ เรียกว่า stress ซึ่งสามารถเปลี่ยนความหมายของคำ ได้ เช่น Present นำ ออกแสดง Present ปัจจุบัน
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 9 1. ภาษาอังกฤษเป็นภาษาติดต่อคำ มีพยางค์หลายพยางค์ เช่น Strong, Body ฯลฯ ส่วนภาษาไทยเป็นภาษา คำ โดด ความแตกต่ต่ ต่ า ต่ างของภาษาไทยและภาษาอัอั อั งอั งกฤษ 2. ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไวยากรณ์มีกำ หนดกฎเกณฑ์ตายตัว ส่วนภาษาไทยเป็นภาษาแห่งความเข้าใจ 3. ภาษาอังกฤษเป็นภาษาไวยากรณ์มีกำ หนดกฎเกณฑ์ตายตัว ส่วนภาษาไทยเป็นภาษาแห่งความเข้าใจ 4. ภาษาอังกฤษจะมีคำ มีคำ ขยายนามอยู่ข้างหน้าส่วนภาษาไทย คำ ขยายอยู่ข้างหลังเสมอ 5. ภาษาอังกฤษมีการเปลี่ยนรูปร่างคำ คล้ายกับวิภัตติในภาษาสันสกฤตมีการเติม S เพื่อแสดงว่าเป็นพหูพจน์
แนวทางการสอนการออกเสีสี สี ย สี ยงภาษาไทย คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 10 การออกเสียงภาษาไทยเป็นสิ่งสำ คัญประการแรกที่ผู้เรียนภาษาไทยในฐานะภาษาต่าง ประเทศจำ เป็นต้องเรียนรู้ ทั้งการออกเสียงพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ ทั้งนี้การฝึกออกเสียงใน ระยะแรกนั้นผู้สอนควรใช้สัทอักษร (Phonetic Symbols) แทนเสียงดังกล่าว จนกระทั่งผู้เรียน เรียนรู้เรื่องการอ่านและเขียนได้ระยะหนึ่งแล้ จึงค่อยฝึกให้ออกเสียงการอ่านคำ ไทยโดยตรง การออกเสีสี สี ย สี ยงภาษาไทย หน่วยเสียงพยัญชนะในภาษาทั้ง 21 หน่วยเสียงข้างต้น สามารถสรุปเป็นตาราง แผนภูมิ แสดงประเภทของเสียงและลักลัษณะการเกิดเสียงของแต่ละหน่วยเสียงได้ ดังนี้ (วรวรรธน์ ศรียาภัย, 2556 : 73) เนื่องจากภาษาไทยมีตัวอักษร 3 ชนิด ได้แก่ พยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ เป็นตัวอักษร ที่ใช้เขียนแทนเสียงพูดในภาษา ตัวอักษรกับเสียงนั้นมีความสัมพันธ์กันซึ่งคนทั่ว ๆ ไปที่ไม่ใช่นัก ภาษาศาสตร์อาจแยกไม่ออก การศึกษาความสัมพันธ์หว่างรูปพยัญชนะกับเสียงพยัญชนะในภาษา ไทยเป็นสิ่งหนึ่งที่นักภาษาหรือผู้สนใจภาษาไทยควรให้ความสำ คัญเพราะจะทำ ให้เข้าใจระบบ เสียงโดยเฉพาะเสียงพยัญชนะในภาษาไทยได้ดียิ่งขึ้นรูปพยัญชนะไทยทั้ง 44 รูปนั้นเมื่อวิเคราะห์ หาหน่วยเสียงแล้วพบว่า มีเพียง 21 หน่วยเสียงเท่านั้นซึ่งจำ นวนหน่วยเสียงมีน้อยกว่าจำ นวนรูป ทั้งนี้เป็น เพราะ เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเสียงในภาษาการเปลี่ยนแปลง ดังกล่าวนับว่าเป็น ปรากฏการณ์ธรรมชาติของภาษาที่ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยต่าง ๆ อยู่ตลอดเวลา
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 11 แต่เดิมรูปพยัญชนะ 1 รูป แทนหน่วยเสียง 1 หน่วยเสียง นั่นก็หมายความว่า รูปพยัญชนะ ไทยทั้ง 44 รูป น่าจะมีถึง 44 หน่วยเสียง แต่ปัจจุบันเมื่อวิเคราะห์แล้วพบว่ามี 21 หน่วยเสียง เท่านั้น รูปพยัญชนะบางรูปมี 1 หน่วยเสียง บางกรณี เช่น รูปพยัญชนะ 2 รูปมี 1 หน่วยเสียง 3 รูปมี 1 หน่วยเสียง ทั้งนี้เป็นเพราะเกิดการรวมหน่วยเสียงเข้าด้วยกัน การเปลี่ยนแปลงดังกล่าว จึงเป็นประเด็นทางภาษาที่น่าสนใจและท้าทายความสามารถของผู้สนใจเป็นอย่างยิ่ง ตามที่กล่าว มาในข้างต้นว่ารูปพยัญ ชนะในภาษาไทยปัจจุบันจำ นวน 44 รูป แต่มี 21 หน่วยเสียงนั้นสามารถ ศึกษาความสัมพันระหว่างเสียงพยัญชนะกับรูปพยัญชนะ และแสดงลัษณะการออกเสียงโดยนำ เสนอเป็นตาราง ได้ดังนี้ ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างรูปพยัญชนะกับเสียงพยัญชนะในภาษาไทย
พยัยั ยั ญ ยั ญชนะต้ต้ ต้ น ต้ นควบกล้ำล้ำล้ำล้ำ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 12 พยัญชนะต้นควบกล้ำ (cluster) เป็นหน่วยเสียงพยัญชนะ 3 หน่วยเสียง คือ /r, l, w/ ที่เรียงต่อกับหน่วยเสียงพยัญชนะระเบิด 6 หน่วยเสียงคือ /p,t, k, ph,th, kh/ แล้วออกเสียง เป็นเสียงเดียวกันโดยปรากฏต้นพยางค์และเป็นเสียงสำ คัญที่แยกความหมายของคำ ในพยางค์ได้ ด้วยหน่วยเสียงพยัญชนะควบกล้ำ ในภาษาไทยมี 12 แบบนำ เสนอเป็นแผนภูมิตารางได้ดังนี้ ตารางแสดงหน่วยเสียงพยัญชนะต้นควบกล้ำ ในภาษาไทย
พยัยั ยั ญ ยั ญชนะสะกด คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 13 พยัญชนะสะกด หมายถึงหน่วยเสียงพยัญชนะที่ปรากฏท้ายพยางค์หรือตามหลังสระ เมื่อใช้คำ คู่เทียบเสียง วิเคราะห์คำ ในภาษาไทยแล้วจะได้หน่วยเสียงพยัญชนะ สะกดทั้งหมด 9 หน่วยเสียง ตารางแสดงความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยเสียงพยัญชนะสะกด กับรูปพยัญชนะสะกด ในภาษาไทย ตามที่กล่าวมาในข้างต้นเกี่ยวกับระบบเสียงพยัญชนะในภาษาไทย สรุปได้ว่ารูปพยัญชนะ พยัญชนะในภาษาไทยมีจำ นวน 21 รูป 21 หน่วยเสียงเท่านั้น ที่เป็นเสียงสำ คัญในภาษา ซึ่งทำ ให้ คำ ในภาษาไทยมีความหมายที่แตกต่างกันโดยหน่วยเสียง 21 หน่วยเสียง ดังกล่าวทำ หน้าที่เป็น พยัญชนะต้นได้ทั้งหมดเป็นพยัญชนะสะกดได้ 9 หน่วยเสียง
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 14 สระในภาษาไทย ปัจจุบันราชบัณฑิตยสถานกำ หนดให้มี 21 รูป 21 เสียง เสียงสระแบ่งได้เป็น 1. สระเดี่ยว (SingleVowel Sounds) จำ นวน 18 เสียงซึ่งประกอบด้วย เสียงสั้น 9 เสียง และเสียงยาว 9 เสียง อะ อา อิ อี อึ อื อุ อู เอะ เอ แอะ แอ โอะ โอ เอาะ ออ เออะ เออ 2. สระประสม (Diphthongs) จำ นวน 3 เสียง โดยเสียงยาว 3 เสียง ได้แก่ เอีย เอือ อัว 3. สระเกิน (Extravowels) จำ นวน 8 เสียง ได้แก่ อำ ใอ ไอ เอา ฤ ฤๅ ฦ ฦา วิธีออกเสียง สระ อาจใช้วิธีการให้ผู้เรียนสังเกตการออกเสียงสระของผู้สอนซึ่งจะใช้อวัยวะในการออกเสียง ได้แก่ ริมริฝีปาก ตำ แหน่งของลิ้น และระดับการกระดกของลิ้น ดังนี้ริมฝีปากกล่าวคือการออก เสียงสระบางเสียง จะต้องห่อริมริฝีปาก (Lip-rounded) เช่น สระ อุ อู แต่การออกเสียงสระบางเสียงไม่ต้องห่อริมฝีปาก (Lip-unrounded) เช่น สระ อิ อี ตำ แหน่งของลิ้น (Position of the Tongue) เนื่องจากขณะที่ ออกเสียงสระแต่ละเสียงจะใช้ ตำ แหน่งของลิ้นส่วนหน้าบ้าง เช่น สระ อิ อี ส่วนกลางบ้าง เช่น อึ อืออื และส่วนหลังบ้าง เช่น อุ อู ระดับของการกระดกลิ้น (Tongue Heigh) หมายถึงการกระดกลิ้นระดับสูงกลางต่ำ แตกต่าง กันเช่น กระดกลิ้นระดับสูงเมื่อออกเสียงสระ อิ อี กระดกลิ้นระดับกลางเมื่อออกเสียง สระ เอะ เอ และกระดกลิ้นระดับต่ำ เมื่อออกเสียงสระ แอะ แอ การฝึกออกเสียง สระ ขอให้ยึดถือตารางการ ออกเสียงเป็นแนวทางดังนี้ การออกเสีสี สี ย สี ยงสระ
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 15 นอกจากนี้ในกรณีที่ผู้เรียนพูดภาษาอังกฤษได้ผู้สอนควรให้ตัวอย่างคำ ภาษาอังกฤษที่มี เสียงสระใกล้เคียงกับคำ ภาษาไทยเพื่อเทียบเสียงการใช้วิธีการเทียบเสียงนี้อาจมีผู้มีค้น เช่นเดียว กับการเทียบเสียงพยัญชนะว่าเสียงที่เทียบนั้นบางเสียงไม่เหมือนกันทีเดียว แต่อย่างไรก็ตามวิธี การดังกล่าวก็เป็นวิธีที่สามารถช่วยให้ผู้เรียนออกเสียงได้อีกทางหนึ่งอีกทั้งยังมีผลทางจิตวิทยาที่ ช่วยให้ผู้เรียนรู้สึกว่าการออกเสียงสระในภาษาไทยไม่ยากเกินไป
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 16 การออกเสียงวรรณยุกต์ วรรณยุกต์ในภาษาไทยมีจำ นวน 4 รูป แต่มีเสียงวรรณยุกต์ จำ นวน 5 เสียง เสียงวรรณยุกต์ในภาษาไทยจะแตกต่า งกันที่ระดับเสียงและต้องเน้นให้ผู้เรียน ตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงของระดับเสียงจะส่งผลให้ความหมายของคำ แตกต่างกัน สระประสม Diphthongs สระเกิน Extra vowels การออกเสีสี สี ย สี ยงวรรณยุ ยุกต์ต์ ต์
วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 โโคครรงงสสร้ร้ ร้ า ร้ างงหหน่น่ น่ ว น่ วยยกกาารรเเรีรี รี ย รี ยนนรู้รู้รู้รู้ STRUCTURE OF THE LEARNING UNIT แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การแต่งกายเชื้อสายจีน - มาลายู แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การแต่งกายกลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การแต่งกายกลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้าน คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 17
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 1 วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 1. สาระสำ คัญ การแต่งกายของคนภาคใต้นั้นเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับภาคอื่นในด้านการแต่งกายชาวภาคใต้ใช้ผ้าหลาย รูปแบบ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าแพร ผ้าเขียนลายเทียน ผ้ามัดย้อม การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมี เอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำ แนกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอ่านความหมายวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ได้ 2. นักเรียนสามารถจำ แนกผ้าที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ได้ 3. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ เข้าสู่บทเรียน 1. ครูทักทายนักเรียนด้วยการไหว้และพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย จากนั้นให้นักเรียนพูดตาม 2. ครูเปิดรูปภาพผ้าที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ในสื่อ PowerPoint จำ นวน 5 รูป ครูออกเสียงให้นักเรียนฟังทีละรูป และให้นักเรียนออกเสียงตาม 3. ครูตั้งคำ ถามกับนักเรียนเป็นภาษาไทยว่า “นักเรียนทราบหรือไม่ว่าผ้าแต่ละชนิดมีชื่อว่าอะไร” โดยให้นักเรียน ลองตอบคำ ถามเป็นภาษาไทย (ถ้านักเรียนตอบไม่ได้ ครูเฉลยแล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม) ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. ครูให้นักเรียนเล่นเกม “ผ้าพาเพลินตะลุยแดนใต้” โดยให้นักเรียนอ่านคำ ถามจาก Powerpoint แล้วลองทาย ว่าผ้าแต่ละชนิดหน้าตาเป็นอย่างไร 5. ครูอธิบายวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้และบอกชื่อผ้าทั้ง 5 ชนิด คือ ผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช ผ้าทอเกาะ ยอ ผ้าทอนาหมื่นศรี ผ้าทอพุมเรียง ผ้าปาเต๊ะ แล้วให้นักเรียนออกเสียงตามเป็นภาษาศาสตร์ การแต่งกายของคนภาคใต้นั้นเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับภาคอื่น ในด้านการแต่งกายชาวภาคใต้ใช้ผ้าหลาย รูปแบบ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าแพร ผ้าเขียนลายเทียน ผ้ามัดย้อม แต่ผ้าที่มีชื่อที่สุดของภาคใต้กลับเป็นผ้ายก ที่มีชื่อเสียงเป็น อย่างมากแต่ชาวบ้านปักษ์ใต้ทั่วไปแบบเดิมนิยมนุ่งผ้าคล้ายผ้าขาวม้ามีสีแดง การนุ่งผ้าปาเต๊ะหรือบาติกที่มีลวดลาย สีสันหลากหลายเป็นความนิยมในช่วงหลังจากการรับอิทธิพลของผ้ามาเลเซียและอินโดนีเซีย ชาวไทยมุสลิมภาคใต้นิยม นุ่งโสร่งที่มีความคล้ายกับผ้าขาวม้าของทางภาคอีสาน ผู้ชายส่วนใหญ่จะนิยมนุ่งผ้าโสร่งแต่ผู้หญิงจะนุ่งผ้าปาเต๊ะหรือผ้า บาติก แต่ในปัจจุบันคนใต้ส่วนใหญ่ก็จะนุ่งเสื้อผ้าตามแฟชั่นที่มีขายอยู่ตามท้องตลาดทั่วไป 6. เมื่อนักเรียนสามารถพูดออกเสียงผ้าทั้ง 5 ชนิดได้แล้วครูให้นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกหัดที่ 1 แบบ ฝึกหัดที่ 1 เรื่องจับคู่ผ้าในภาคใต้ (ให้นักเรียนฟังครูออกเสียงชื่อผ้าแล้วโยงเส้นจับคู่ชื่อผ้ากับรูปภาพให้ถูกต้อง) 7. ครูเฉลยแบบฝึกหัดที่ 1 เรื่องจับคู่ผ้าในภาคใต้ เพื่อให้นักเรียนทราบผลการปฏิบัติกิจกรรมของตนเอง เพื่อที่จะ นำ ไปปรับปรุงตนเองต่อไป ขั้นสรุป 8. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนคำ ศัพท์ คือบอกชื่อผ้าที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ทั้ง 5 ชนิดและสรุปความรู้จาก เนื้อหาที่ได้เรียนรู้ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 18
4. สื่อการเรียนรู้ 1. สื่อ PowerPoint เรื่อง วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 2. เกม ผ้าพาเพลินตะลุยแดนใต้ จากสื่อ PowerPoint 3. แบบฝึกหัดที่ 1 จับคู่ผ้าในภาคใต้ 5. การวัดและประเมินผล คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 19
แบบบันทึกคะแนนแบบฝึกหัดที่ 1 เรื่อง จับคู่ผ้าในภาคใต้ คำ ชี้แจง : ครูบันทึกคะแนนจากการปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกหัดที่ 1 ของนักเรียนและทำ เครื่องหมาย ในช่องให้ตรงกับคะแนน คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 20
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 21
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 22
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 2 การแต่งกายเชื้อสายจีน - มาลายู 1. สาระสำ คัญ การแต่งกายของคนภาคใต้นั้นเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับภาคอื่นในด้านการแต่งกายชาวภาคใต้ใช้ผ้าหลาย รูปแบบ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าแพร ผ้าเขียนลายเทียน ผ้ามัดย้อม การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมี เอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำ แนกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายวัฒนธรรมการแต่งกายเชื้อสายจีน - มาลายูได้ 3. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ เข้าสู่บทเรียน 1. ครูทักทายนักเรียนด้วยการไหว้และพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย จากนั้นให้นักเรียนพูดตาม 2. ครูเปิดรูปภาพวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มเชื้อสายจีน-มาลายูในสื่อ Powerpoint ครูให้นักเรียนดูและ สังเกตรูปภาพ 3. ครูตั้งคำ ถามกับนักเรียนเป็นภาษาไทยว่า “นักเรียนทราบหรือไม่ว่าการแต่งกายภาคใต้เป็นของกลุ่มใด” โดย ให้นักเรียนลองตอบคำ ถามเป็นภาษาไทย (ถ้านักเรียนตอบไม่ได้ ครูเฉลยแล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม) ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. ครูอธิบายวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มเชื้อสายจีน-มาลายู แล้วให้นักเรียนออกเสียงตามเป็นภาษาศาสตร์ ดังนี้ กลุ่มเชื้อสายจีน - มาลายูเรียกชนกลุ่มนี้ว่ายะหยาหรือยอนย่าเป็นกลุ่มชาวจีน เชื้อสายฮกเกี๊ยนที่มาสมรสกับชน พื้นเมืองเชื้อสายมาลายูชาวยะหยาจึงมีการแต่งกายอันสวยงามที่ผสมผสานรูปแบบของชาวจีนและมาลายูเข้าด้วยกัน อย่างงดงาม ฝ่ายหญิงใส่เสื้อฉลุลายดอกไม้ รอบคอ,เอว และปลายแขนอย่างงดงาม นิยมนุ่งผ้าซิ่นปาเต๊ะ ฝ่ายชายยังคง แต่งกาย คล้ายรูปแบบจีนดั้งเดิมอยู่ 5. เมื่อนักเรียนสามารถพูดออกเสียงวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มเชื้อสายจีน-มาลายูได้แล้วครูให้นักเรียน ปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกหัดที่ 2 6. ครูเฉลยแบบฝึกหัดที่ 2 เพื่อให้นักเรียนทราบผลการปฏิบัติกิจกรรมของตนเอง เพื่อที่จะนำ ไปปรับปรุงตนเอง ต่อไป ขั้นสรุป 7. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนคำ ศัพท์ และสรุปความรู้จากเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 23
4. สื่อการเรียนรู้ 1. สื่อ PowerPoint เรื่อง วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มเชื้อสายจีน-มาลายู 2. แบบฝึกหัดที่ 2 5. การวัดและประเมินผล เกณฑ์การให้คะแนน “แบบฝึกหัดที่ 2” คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 24
แบบบันทึกคะแนนแบบฝึกหัดที่ 2 คำ ชี้แจง : ครูบันทึกคะแนนจากการปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกหัดที่ 2 ของนักเรียนและทำ เครื่องหมาย ในช่องให้ตรงกับคะแนน คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 25
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 26
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 27
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 22 1. สาระสำ คัญ การแต่งกายของคนภาคใต้นั้นเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับภาคอื่นในด้านการแต่งกายชาวภาคใต้ใช้ผ้าหลาย รูปแบบ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าแพร ผ้าเขียนลายเทียน ผ้ามัดย้อม การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมี เอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำ แนกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายวัฒนธรรมการแต่งกายกลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิมได้ 3. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ เข้าสู่บทเรียน 1. ครูทักทายนักเรียนด้วยการไหว้และพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย จากนั้นให้นักเรียนพูดตาม 2. ครูเปิดรูปภาพวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิมในสื่อ Powerpoint ครูให้นักเรียนดู และสังเกตรูปภาพ 3. ครูตั้งคำ ถามกับนักเรียนเป็นภาษาไทยว่า “นักเรียนทราบหรือไม่ว่าการแต่งกายภาคใต้เป็นของกลุ่มใด” โดย ให้นักเรียนลองตอบคำ ถามเป็นภาษาไทย (ถ้านักเรียนตอบไม่ได้ ครูเฉลยแล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม) ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. ครูอธิบายวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม แล้วให้นักเรียนออกเสียงตามเป็น ภาษาศาสตร์ ดังนี้ กลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม ของดินแดนนี้นับถือศาสนาอิสลาม และมีเชื้อสายมาลายู ยังคงแต่งกายตาม ประเพณีอันเก่าแก่ ฝ่ายหญิงมีผ้าคลุมศีรษะ ใส่เสื้อผ้ามัสลิน หรือลูกไม้ตัวยาวแบบมาลายูนุ่งซิ่นปาเต๊ะหร ื อซิ่นทอแบบ มาลายู ฝ่ายชายใส่เสื้อคอตั้ง สวมกางเกงขายาวและมีผ้าโสร่งผืนสั้น ที่เรียกว่า ผ้าซองเก็ต พันรอบเอว ถ้าอยู่บ้านหรือ ลำ ลองจะใส่โสร่งลายตารางทอด้วยฝ้าย และสวมหมวกถักหรือเย็บด้วยผ้ากำ มะหยี่ 5. เมื่อนักเรียนสามารถพูดออกเสียงวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิมได้แล้วครูให้ นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกหัดที่ 3 6. ครูเฉลยแบบฝึกหัดที่ 3 เพื่อให้นักเรียนทราบผลการปฏิบัติกิจกรรมของตนเอง เพื่อที่จะนำ ไปปรับปรุงตนเอง ต่อไป ขั้นสรุป 7. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนคำ ศัพท์ และสรุปความรู้จากเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 3 การแต่งกายกลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 28
4. สื่อการเรียนรู้ 1. สื่อ PowerPoint เรื่อง วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม 2. แบบฝึกหัดที่ 3 5. การวัดและประเมินผล เกณฑ์การให้คะแนน “แบบฝึกหัดที่ 3” คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 29
แบบบันทึกคะแนนแบบฝึกหัดที่ 3 คำ ชี้แจง : ครูบันทึกคะแนนจากการปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกหัดที่ 3 ของนักเรียนและทำ เครื่องหมาย ในช่องให้ตรงกับคะแนน คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 30
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 31
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 32
1. สาระสำ คัญ การแต่งกายของคนภาคใต้นั้นเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมือนกับภาคอื่นในด้านการแต่งกายชาวภาคใต้ใช้ผ้าหลาย รูปแบบ ทั้งผ้าฝ้าย ผ้าแพร ผ้าเขียนลายเทียน ผ้ามัดย้อม การแต่งกายนั้นแตกต่างกันในการใช้วัสดุ และรูปแบบโดยมี เอกลักษณ์ไปตามเชื้อชาติของผู้คนอันหลากหลายที่เข้ามาอยู่อาศัยในดินแดนอันเก่าแก่แห่งนี้พอจำ แนกเป็นกลุ่มใหญ่ ๆ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 1. นักเรียนสามารถอธิบายวัฒนธรรมการแต่งกายกลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้านได้ 3. กิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นนำ เข้าสู่บทเรียน 1. ครูทักทายนักเรียนด้วยการไหว้และพูดสวัสดีเป็นภาษาไทย จากนั้นให้นักเรียนพูดตาม 2. ครูเปิดรูปภาพวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มกลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้านในสื่อ Powerpoint ครูให้ นักเรียนดูและสังเกตรูปภาพ 3. ครูตั้งคำ ถามกับนักเรียนเป็นภาษาไทยว่า “นักเรียนทราบหรือไม่ว่าการแต่งกายภาคใต้เป็นของกลุ่มใด” โดย ให้นักเรียนลองตอบคำ ถามเป็นภาษาไทย (ถ้านักเรียนตอบไม่ได้ ครูเฉลยแล้วให้นักเรียนออกเสียงตาม) ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4. ครูอธิบายวัฒนธรรมการแต่งกายกลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้าน แล้วให้นักเรียนออกเสียงตามเป็นภาษาศาสตร์ ดังนี้ กลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้าน แต่งกายคล้ายชาวไทยภาคกลางฝ่ายหญิงนิยมนุ่งโจงกระเบน หรือ ผ้าซิ่นด้วย ผ้ายกอันสวยงาม ใส่เสื้อสีอ่อนคอกลม แขนสามส่วน ส่วนฝ่ายชายนุ่งกางเกงชาวเลหรือโจงกระเบนเช่นกัน สวมเสื้อผ้าฝ้ายและมีผ้าขาวม้าผูกเอว หรือพาดบ่าเวลาออกนอกบ้านหรือไปงานพิธี 5. เมื่อนักเรียนสามารถพูดออกเสียงวัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้านได้แล้วครูให้ นักเรียนปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกหัดที่ 4 6. ครูเฉลยแบบฝึกหัดที่ 4 เพื่อให้นักเรียนทราบผลการปฏิบัติกิจกรรมของตนเอง เพื่อที่จะนำ ไปปรับปรุงตนเอง ต่อไป ขั้นสรุป 7. ครูและนักเรียนร่วมกันทบทวนคำ ศัพท์ และสรุปความรู้จากเนื้อหาที่ได้เรียนรู้ แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 4 การแต่งกายกลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้าน คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 33
4. สื่อการเรียนรู้ 1. สื่อ PowerPoint เรื่อง วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้กลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้าน 2. แบบฝึกหัดที่ 4 5. การวัดและประเมินผล เกณฑ์การให้คะแนน “แบบฝึกหัดที่ 4” คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 34
แบบบันทึกคะแนนแบบฝึกหัดที่ 4 คำ ชี้แจง : ครูบันทึกคะแนนจากการปฏิบัติกิจกรรมในแบบฝึกหัดที่ 4 ของนักเรียนและทำ เครื่องหมาย ในช่องให้ตรงกับคะแนน คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 35
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 36
คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 37
สื่อประกอบการสอน QR CODE สื่อ PowerPoint เกมผ้าพาเพลินตะลุยแดนใต้ สื่อ PowerPoint วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 38
แหล่งอ้างอิง รูปการแต่งกายเชื้อสายจีน-มาลายู https://culture.chandra.ac.th › images › Dresssectors รูปการแต่งกายกลุ่มชาวไทยมุสลิมชนดั้งเดิม https://dawa-news.net/การ แต่งกายของชาวมุสลิม/ รูปการแต่งกายกลุ่มชาวไทยพุทธชนพื้นบ้าน https://ethnicgroups.sac.or.th/ethnic-group/216 รูปผ้ายกเมืองนครศรีธรรมราช https://thaiunique.wordpress.com/ผ้า ไทย/ผ้าไทย-๔-ภาค/ผ้าไทยภาคใต้/ รูปผ้าปาเต๊ะ https://trang.prd.go.th/th/content/category/detail/id/306/iid/99 899 รูปผ้าทอนาหมื่นศรี http://www.iamtrang.com/?p=1636 รูปผ้าทอพุมเรียง https://www.tcdcmaterial.com/th/material/6/textiles/info/MI006 27-01 รูปผ้าทอเกาะยอ https://www.hatyaifocus.com/บทความ/735-เรื่องราว หาดใหญ่-ผ้าทอเกาะยอ%2Bผ้าแห่งความภาคภูมิใจของชาวสงขลา/ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 39
บรรณานุกรม นวลทิพย์ เพิ่มสาร. (2556). ทฤษฎีและวิธีการสอนภาษาไทยสําหรับผู้เรียน ชาวต่างประเทศ. มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พรรณษาพลอยงาม.(2564).ลักลัษณะเฉพาะของภาษาไทย. https://shorturl.asia/0uHPe. รุ่งฤดี แผลงศร. (2561). ศาสตร์การสอนภาษาไทยในฐานะ ภาษาต่าง ประเทศ.(พิมพ์ครั้งที่ 2). สํา นักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. วรวรรธน์ ศรียาภัย. (2556). ภาษาศาสตร์ภาษาไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). สํานักพิมพ์สัมปชัญญะ. ศิวิไล พลมณี. (2545). พื้นฐานการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศ. สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. สุมิตรา อังวัฒนกูล. (2539). วิธีสอนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ. สํานักพิมพ์จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย. คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 40
1. นางสาวพิรพิานัน นั ท์ ภมร 631506108 จัด จั ทำ แผนการเรีย รี นรู้ที่ รู้ ที่1-4 ออกแบบหน้า น้ปก จัด จั ทำ ภาพประกอบเล่ม จัด จั พิมพิพ์ข้ พ์ อ ข้ มูลลักษณะภาษาไทยและภาษาอังกฤษและตรวจทานพิสูพิจ สู น์ อักษร จัด จั พิมพิพ์ต พ์ ารางการเทียบพยัญ ยั ชนะและสระไทยกับภาษาอังกฤษ ออกแบบและจัด จั ทํา Power Point 2. นางสาววราภรณ์ สมหวัง วั 631506121 จัด จั ทำ แผนการเรีย รี นรู้ ออกแบบหน้า น้ปก สืบ สื ค้นข้อ ข้ เกี่ยวกับวัฒ วั นธรรมการแต่งกายภาคใต้ จัด จั ทําสารบัญ บั ออกแบบและจัด จั ทํา Power Point จัด จั ทำ ตารางสัท สั อักษร 3. นางสาวศศิกานต์ หนาจัตุ จั รั ตุ ส รั 631506123 จัด จั ทำ แผนการเรีย รี นรู้ ออกแบบหน้า น้ปก สืบ สื ค้นข้อ ข้ เกี่ยวกับวัฒ วั นธรรมการแต่งกายภาคใต้ จัด จั ทําภาพประกอบเล่ม ออกแบบและจัด จั ทํา Power Point จัด จั ทำ เกมส์ห ส์ รรษา 4. นางสาวสุช สุ าวดี แพงไทย 63150612ุ6 2ุ จัด จั ทำ แผนการเรีย รี นรู้ ออกแบบหน้า น้ปก สืบ สื ค้นข้อ ข้ เกี่ยวกับวัฒ วั นธรรมการแต่งกายภาคใต้ จัด จั พิมพิพ์ข้ พ์ อ ข้ มูลลักษณะภาษาไทยและภาษาอังกฤษและ ตรวจทานพิสูพิจ สู น์ อักษร ออกแบบและจัด จั ทํา Power Point คณะผู้จัดทำ คู่มือการสอนภาษาไทยสำ หรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ 41
คู่มือการสอนภาษาไทยสําหรับชาวต่างประเทศ หน่วยการเรียนรู้ : วัฒนธรรมการแต่งกายภาคใต้ สาขาวิชาภาษาไทย คณะครุศาสตร์และการพัฒนามนุษย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ THAILANGUAGE PROGRAM,FACULTY OF EDUCATION AND HUMAN DEVELOPMENTCHAIYAPHUM RAJABHAT UNIVERSITY