ขุนชา้ งขุนแผน
ตอน ขุนชา้ งถวายฎีกา
จดั ทําโดย
นางสาวกมลพรรณ พงษ์เหล่าขาํ เลขที ๒
นางสาวกัญรตั น์ ไชยทอง เลขที ๓
นางสาวชุติกาญจน์ สอดสี เลขที ๔
นางสาวณฐั ชา เพช็ รตั น์ เลขที ๖
นางสาวณฐั นันท์ ธนะสมบตั ิ เลขที ๗
นางสาวปวนั รตั น์ เกตคุ ง เลขที ๑๓
นางสาวปาลิกา รศั มกี รประภา เลขที ๑๕
นางสาวพชั ราวลัย ถิรพฒั น์ เลขที ๑๖
นางสาวเเพรพลอย เเสงงาม เลขที ๑๗
นางสาวเยาวลักษณ์ พนั ธุศ์ รี เลขที ๑๘
นางสาวสขุ ศิริ บุญศรวี งษ์ เลขที ๑๙
นางสาวเเสงจนั ทร์ พวงบุบผา เลขที ๒๑
นางสาวอนสุ รา ชา่ งกลึงเหมาะ เลขที ๒๒
นางสาวกัญญาวรี ์ กันนะพนั ธุ์ เลขที ๒๗
ชนั มธั ยมศึกษาปที๖/๕
เสนอ
คณุ ครูชมยั พร แก้วปานกัน
วารสารอิเล็กทรอนกิ สเ์ ล่มนเี ปนสว่ นหนงึ ของวชิ าภาษาไทยพนื ฐาน ๖ ท๓๓๑๐๒
ภาคเรยี นที ๒ ปการศึกษา ๒๕๖๓
โรงเรยี นสงวนหญงิ จงั หวดั สพุ รรณบุรี
สาํ นกั งานเขตพนื ทีการศึกษามธั ยมศึกษาเขต ๙
ก
คํานํา
วารสารอิเล็กทรอนกิ สเ์ รอื ง " ขุนชา้ งขุนเเผน ตอนขุนชา้ งถวายฎีกา " เล่มนี เปนสว่ นหนงึ
ของรายวชิ าภาษาไทยพนื ฐาน ๖ รหสั วชิ า ท๓๓๑๐๒ ชนั มธั ยมศึกษาปที ๖ โดยมจี ุดประสงค์ใน
การศึกษาความรู้ คิดวเิ คราะห์ และเรยี นรเู้ กียวกับวรรณคดบี ทขบั เสภาเรอื งขุนชา้ งขุนแผน
ตอนขุนชา้ งถวายฎีกา เนอื เรอื งในวรรณคดนี ี ประวตั ิผเู้ เต่ง ลักษณะคําประพนั ธ์ บทประพนั ธ์
บทเสภา โครงเรอื ง สาระของเรอื ง รวมไปถึงการวเิ คราะหค์ ณุ ค่าทัง ๓ ดา้ น ไดเ้ เก่ ดา้ นเนอื หา
ดา้ นวรรณศิลป และดา้ นสงั คมทีสะท้อนใหเ้ หน็ ถึงความคิด ความเชอื ขนบธรรมเนยี มและ
วฒั นธรรมประเพณี และค่านยิ มของคนไทยในสงั คม
การศึกษาค้นควา้ เรอื ง " ขุนชา้ งขุนเเผน ตอนขุนชา้ งถวายฎีกา " เล่มนี กล่มุ ของขา้ พเจา้
ไดว้ างเเผนแบง่ งานกันทํา เสนอความคิด ชว่ ยกันศึกษาค้นควา้ จากเเหล่งความรตู้ ่างๆ อาทิ
อินเตอรเ์ นต็ เวบ็ ไซต์ หนงั สอื เรยี นรวู้ รรณคดวี จิ กั ษ์ชนั มธั ยมศึกษาปที ๖ และคําบอกเล่าจาก
คณุ ครู นาํ มาทําวารสารอิเล็กทรอนกิ สเ์ ล่มนี
คณะผจู้ ดั ทําหวงั วา่ วารสารอิเล็กทรอนกิ สเ์ ล่มนจี ะเปนประโยชนต์ ่อการศึกษาและต่อยอด
องค์ความรไู้ มม่ ากก็นอ้ ยและเพอื ใหก้ ารศึกษาเรอื งนเี ปนไปอยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพกับผเู้ รยี นและ
ผอู้ ่าน หรอื ต่อนกั เรยี น และนกั ศึกษา ทีกําลังค้นควา้ ขอ้ มูลวรรณคดเี รอื งขุนชา้ งขุนแผนอยู่
หากมขี อ้ ผดิ พลาดประการใดขออภัยมา ณ ทีนี
คณะผจู้ ดั ทํา
๑๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๓
สารบญั ข
เรอื ง หน้า
คํานาํ ก
สารบญั ข
ความเปนมา ๑
จุดมุง่ หมาย ๑
ประวตั ิผเู้ เต่ง ๒
ลักษณะคําประพนั ธ์ ๓
คําอภิธานศัพท์ ๔-๖
เนอื เรอื งยอ่ ๗
เนอื เรอื งเต็ม ตอน ขุนชา้ งถวายฎีกา ๘-๒๗
บทวเิ คราะห์
๒๘-๓๒
- ดา้ นเนอื หา ๓๒-๔๓
- ดา้ นวรรณศิลป ๔๔-๕๐
- ดา้ นสงั คม
เกรด็ ความรู้ ๕๑
บรรณานกุ รม ๕๒
ภาคผนวก ๕๓-๕๔
๑
ความเปนมาของขุนชา้ งขุนเเผน
ขุนชา้ งขุนแผน เปนนยิ ายพนื บา้ นของสพุ รรณบุรี ทีแต่งขนึ จากเรอื งจรงิ ทีเกิดขนึ ในสมยั
กรงุ ศรอี ยุธยาเปนราชธานี ในชว่ งรชั กาลสมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี ๒ ระหวา่ ง พ.ศ. ๒๐๓๔ - ๒๐๗๒
สมเดจ็ พระรามาธบิ ดที ี ๒ ทีถกู สมมุติพระนามในเสภาวา่ " พระพนั วษา " บางตอนในเนอื เรอื งเอา
เกรด็ ประวตั ิศาสตรต์ อนไทยทําสงครามกับเชยี งใหมแ่ ละล้านชา้ งแล้วเอามาผกู เขา้ กับวถิ ีชวี ติ ของ
ชาวเมอื งสพุ รรณบุรแี ละกาญจนบุรี โดยเฉพาะการชงิ รกั หกั สวาทของนางพมิ พลิ าไลยหรอื นาง
วนั ทอง ขุนแผนหรอื พลายแก้ว และขุนชา้ ง ซงึ มหี ลักฐานอยู่ ในหนงั สอื คําใหก้ ารชาวกรงุ เก่า โดย
แต่งเปนบทกลอนสาํ หรบั ขบั เสภา ใหป้ ระชาชนฟง เมอื มาถึงสมยั กรงุ รตั นโกสนิ ทร์ เสภาเรอื งขุน
ชา้ งขุนแผน ทีมผี แู้ ต่งไวต้ ังแต่งสมยั กรงุ ศรอี ยุธยานนั เหลืออยูเ่ พยี งบางตอนเท่านนั เพราะถกู
ไฟไหมแ้ ละสญู หายไป ในชว่ งครงั เสยี กรงุ กับพมา่ พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัยฯใหก้ วี
หลายท่าน เชน่ พระองค์กรมหมนื เจษฎาบดนิ ทร์ ( รชั กาลที ๓ ) สนุ ทรภู่ ครแู จง้ เปนต้นใหช้ ว่ ย
กันแต่งเพมิ เติมขนึ โดยแบง่ กันแต่งเปนตอนๆ ไปจนจบเรอื ง
ขุนชา้ งขุนแผนเปนเรอื งทีไดร้ บั ยกยอ่ งจากวรรณคดสี โมสร ในสมยั ของรชั กาลที ๖ วา่ เปน
ยอดของหนงั สอื ประเภทกลอนเสภา มสี าํ นวนโวหารทีไพเราะคมคาย มคี ติเตือนใจ สะท้อนใหเ้ หน็
ถึงสภาพวถิ ีชวี ติ และสงั คมความเปนอยูข่ องคนไทย ใหค้ วามรเู้ กียวกับขนบธรรมเนยี มประเพณี
และวฒั นธรรมไทย และยงั ใหค้ วามสนกุ สนานเพลิดเพลินอีกดว้ ย
จุดมุง่ หมายของเรอื งขุนชา้ งขุนเเผน
ม.ร.ว. คึกฤทธิ ปราโมช ไดส้ นั นษิ ฐานโดยใชห้ ลักฐานทีเปนเปาหมายรบั สงั ในเอกสารอืนๆ สมยั
รตั นโกสนิ ทรต์ อนต้นมาประกอบการใหค้ วามหมายของคําวา่ "เสภา" สรปุ วา่ " เสภา " แปลวา่ " คกุ "
หรอื ทีคมุ ขงั นกั โทษเพราะในกลอนไหวค้ รเู สภาปรากฏคําวา่ " พนั รกั ษาราตรี " ซงึ เปนตําแหนง่
หวั หนา้ ผคู้ มุ ในคกุ ความวา่ " จะไหวต้ าครเู หล่ชอบเฮฮา พนั รกั ษาราตรดี ขี ยนั " จงึ นา่ จะเปนไดว้ า่ เสภา
เปนวรรณคดขี องคนคกุ และเกิดขนึ ในคกุ ดงั นนั ม.ร.ว. คึกฤทธิ ปราโมช ท่านจงึ สนั นษิ ฐานไวว้ า่
ดงั นี จุดมุง่ หมายของเรอื งขุนชา้ งขุนเเผน คือ เพอื ใหค้ วามบนั เทิงแก่คนคกุ ในยามคําคืน จากนนั จงึ
แพรห่ ลายออกมานอกคกุ โดยนาํ มาใชข้ บั ในงานประเพณที ีเปนมงคล
จุดมุง่ หมายทีสอื ถึงผู้เรยี นและผอู้ ่าน
๑.เพอื ใหไ้ ดร้ จู้ กั เนอื เรอื งเต็ม เนอื เรอื งยอ่ ในวารสารเล่มนแี ละ
ประวตั ิผเู้ เต่ง ทีมาของเนอื เรอื ง
๒.เพอื ใหไ้ ดร้ จู้ กั ลักษณะบุคลิกภาพ นสิ ยั ใจคอ ของตัวละครใน
เนอื เรอื งไดอ้ ยา่ งเดน่ ชดั สมจรงิ
๓.เพอื ใหไ้ ดร้ จู้ กั คณุ ค่าดา้ นต่างๆในเนอื เรอื ง ทําใหผ้ เู้ รยี นและ
ผอู้ ่านเกิดการคิดวเิ คราะห์ เกิดจนิ ตนาการตามได้
๔.เพอื ใหเ้ รยี นรคู้ ําศัพท์ในเนอื เรอื ง
๒
ประวตั ิผู้เเต่ง
ไมป่ รากฏนามผแู้ ต่งตอนขุนชา้ งถวายฎีกาแต่ไดร้ บั การยกยอ่ งจากวรรณคดสี โมสรวา่ แต่งดี
เยยี มโดยเฉพาะกระบวนกลอนทีสอื อารมณ์ สะเทือนใจ ( เปน ๑ ใน ๘ ตอนทีไดร้ บั การยกยอ่ ง ) ใน
ตอนขุนแผนขนึ เรอื นขุนชา้ งและตอนขุนแผนพานางวนั ทองหนเี ปนพระราชนพิ นธใ์ นรชั กาลที ๒ ของ
พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตอนขุนชา้ งขอนางพมิ และขุนชา้ งตามนางวนั ทองเปนของ
พระราชนพิ นธใ์ นพระบาทสมเดจ็ พระนงั เกล้าเจา้ อยูห่ วั ตอนกําเนดิ พลายงามเปนสาํ นวนของสนุ ทรภู่
ขุนชา้ ง-ขุนแผน ตามประวตั ิกล่าววา่ นกั ขบั เสภาครงั กรงุ ศรอี ยุธยาเปนผแู้ ต่ง แต่เหลือมาถึง
กรงุ รตั นโกสนิ ทรบ์ างตอน พระบาทสมเดจ็ พระพุทธเลิศล้านภาลัย รชั กาลที ๒ จงึ โปรดใหเ้ หล่ากวใี น
พระราชสาํ นกั แต่งขนึ ใหม่ รวมทังพระองค์ท่านทรงพระราชนพิ นธ์ ตอน"พลายแก้วเปนชูก้ ับนางพมิ "
ตอน "ขุนแผนขนึ เรอื นขุนชา้ ง" และตอน " เขา้ หอ้ งแก้วกิรยิ าและพาวนั ทองหนี " ในรชั กาลที ๓ ทรง
พระราชนพิ นธต์ อน " ขุนชา้ งตามวนั ทอง " บรมครสู นุ ทรภ่แู ต่งตอน " กําเนดิ พลายงาม " ต่อมาครู
แจง้ ในรชั กาลที ๔ แต่งตอน " กําเนดิ กมุ ารทอง " ตอน " ขุนแผน พลายงามแก้พระท้ายนาํ " และ
ตอน " ขุนแผน พลายงามสะกดเจา้ เมอื งเชยี งใหม่ "
พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระบาทสมเด็จพระนงั เกล้าเจา้ อยูห่ ัว สนุ ทรภู่
๓
ลักษณะคําประพนั ธ์
ประเภทกลอนเสภาเปนกลอนสภุ าพ เสภาเปนกลอนขนั เล่าเรอื งอยา่ งเล่านทิ านจงึ ใชค้ ํามากเพอื บรรจุ
ขอ้ ความใหช้ ดั เจนแก่ผฟู้ ง และมุง่ เอาการขบั ได้ ไพเราะเปนสาํ คัญ สมั ผสั ของคําประพนั ธ์ คือ คําสดุ ท้าย
ของวรรคต้น สง่ สมั ผสั ไปยงั คําใดคําหนงึ ใน ๕ คําแรกของวรรคหลังสมั ผสั วรรคอืนและสมั ผสั ระหวา่ ง
บทเหมอื นกลอนสภุ าพ และทัง ๔๓ ตอน ซงึ มอี ยู่ ๘ ตอนทีไดร้ บั การยกยอ่ งวา่ แต่งดยี อดเยยี มจาก
วรรณคดสี มาคม อันมสี มเดจ็ พระเจา้ บรมวงศ์ กรมพระยาดาํ รงราชานภุ าพ ทรงเปนประธานโดยลงมติ
เมอื พ.ศ.๒๔๗๔ และตอน ขุนชา้ งถวายฎีกาเปนหนงึ ในแปดตอนที ไดร้ บั การยกยอ่ ง ดังบทประพนั ธว์ า่
“ ครานนั วนั ทองผอ่ งโสภา เห็นลกู ยากัดฟนมนั ไส้
ถือดาบฟาฟนยนื แกวง่ ไกว ตกใจกลัววา่ จะฆา่ ฟน
จงึ ปลอบวา่ พลายงามพอ่ ทรามรกั อยา่ งฮึกฮักวา้ วุน่ ทําหนุ หัน
จงครวญใครใ่ ห้เห็นขอ้ สาํ คัญ แมน่ ีพรนั กลัวแต่จะเกิดความ
ด้วยเปนขา้ ลักไปไทลักมา เห็นเบอื งหนา้ จะอึงแมจ่ งึ ห้าม
ถ้าเจา้ เห็นเปนสขุ ไมล่ กุ ลาม ก็ตามเถิดมารดาจะคลาไคล
วา่ พลางนางลกุ ออกจากห้อง เศรา้ หมองโศกานาํ ตาไหล
พระหมนื ไวยก็พามารดาไป พอรุง่ แจง้ แสงใสก็ถึงเรอื น ”
กลอนเสภา เปนคําประพนั ธช์ นดิ หนงึ ซงึ แต่งเพอื ใชข้ บั เพราะใชเ้ ปนกลอนขบั จงึ กําหนดคํา
ไมแ่ นน่ อน มุง่ การขบั เสภาเปนสาํ คัญ จงึ ใชค้ ํา ๗ คํา ถึง ๙ คํา การสง่ สมั ผสั นอกเหมอื นกับ
กลอนสภุ าพ แต่ไมบ่ งั คับหรอื หา้ มเสยี งสงู ตํา ตามจาํ นวนคําแต่ละวรรค อยูใ่ นเกณฑ์กลอน ๗-๙
เชน่ เสภาขุนชา้ งขุนแผน มแี ผนผงั และตัวอยา่ งดงั นี
อภิธานศัพท์ ๔
๕
๖
บายศรี
ววั เคยค้ามา้ เคยขี
เสาเเรกเเตกต้นเปนมลทิน
สง่ ทกุ ข์
๗ เนอื เรอื งยอ่
ขนุ ชา้ ง พลายแกว้ และนางพมิ พลิ าไลย เปนชาวเมอื งจงั หวดั สพุ รรณบรุ อี ยใู่ นระแหวกบา้ นเดยี วกนั และเปน
เพอื นเลน่ กนั มาตงั แตส่ มยั ยงั เลก็ ครนั เมอื โตเปนผใู้ หญ่ นางพมิ พลิ าไลยกไ็ ดแ้ ตง่ งานกบั พลายแกว้ สว่ นขนุ ชา้ งที
หลงรกั นางพมิ พลิ าไลยกค็ อยหาโอกาสแยง่ ชงิ นางพมิ พลิ าไลยมาเปนของตนใหไ้ ด้ ครงั หนงึ เกดิ ศกึ เมอื งเชยี งใหมเ่ จา้
เมอื งเชยี งใหมย่ กทพั มาตเี มอื งเชยี งของ ซงึ เจา้ เมอื งเชยี งของมาขอขนึ ตอ่ พระพนั วษา พระพนั วษาใหพ้ ลายแกว้ ไป
เปนแมท่ พั ไปรบกบั เมอื งเชยี งใหม่ ระหวา่ งทพี ลายแกว้ ไปทําสงคราม นางพมิ พลิ าไลยกเ็ กดิ ปวยหนกั ครนั หายปวย
ขลวั ตาจกู ใ็ หเ้ ปลยี นชอื เปน นางวนั ทอง สว่ นขนุ ชา้ งไดอ้ อกอุบายหลอกนางศรปี ระจนั ซงึ เปนแมข่ องนางวนั ทองวา่
พลายแกว้ ไปราชการ สงครามเสยี ชวี ติ แลว้ และไดส้ ขู่ อนางวนั ทองตอ่ นางศรปี ระจนั โดยอา้ งวา่ ทางการจะรบิ ทรพั ย์
สมบตั ขิ องลกู เมยี ไปเปนของหลวง นางศรปี ระจนั จงึ ยกนางวนั ทอง ใหแ้ กข่ นุ ชา้ ง ในสว่ นของพลายแกว้ ไปทําสงคราม
ไดช้ ยั ชนะ และไดน้ างลาวทอง ลกู สาวบา้ นจอมทองเปนภรรยา เมอื เสรจ็ ราชกาลแลว้ สมเดจ็ พระพนั วษาไดแ้ ตง่ ตงั
พลายแกว้ เปนขนุ แผน ขนุ แผนพานางลาวทองกลบั บา้ น นางลาวทองทะเลาะกบั นางวนั ทอง ขนุ แผนโกรธทนี างศรี
ประจนั ยกนางวนั ทองใหข้ นุ ชา้ ง ขนุ แผนจงึ พานางลาวทองกลบั ไปทกี าญจนบรุ ี หลงั จากนนั ตอ่ มาขนุ แผนกบั ขนุ ชา้ ง
ไดเ้ ปนมหาดเลก็ ในวงั นางลาวทองทอี ยกู่ าญจนบรุ เี กดิ ลม้ ปวยขนุ แผนจงึ ฝากเวรไวก้ บั ขนุ ชา้ งเพอื จะไปเยยี มนางลาว
ทองขนุ ชา้ งจงึ เขา้ เฝาพระพนั วษากราบทลู วา่ ขนุ แผนหนเี วร พระพนั วษาโกรธมากจงึ นาํ นางลาวทองมาไวใ้ นวงั แลว้ ให้
ขนุ แผนไปตะเวรดา่ น ขนุ แผนจงึ เทยี วออก ตระเวรดา่ นไดข้ องดมี า 3 อยา่ งคอื กมุ ารทอง มา้ สหี มอก ดาบฟาฟน ดว้ ย
ความแคน้ ขนุ ชา้ งขนุ แผนจงึ แอบขนึ เรอื นขนุ ชา้ ง และลกั พานางวนั ทองไปอยดู่ ว้ ยกนั จนทอ้ ง แลว้ พาเขา้ เฝาสมเดจ็
พระพนั วษาเพอื แกค้ ดี ขนุ แผนชนะความขนุ ชา้ ง ตอ่ มานนั ขนุ แผนไดข้ อนางลาวทองจากพระพนั วษาจงึ เปนเหตใุ ห้
พระพนั วษากรวิ จงึ นาํ ขนุ แผนไปจาํ คกุ ขนุ ชา้ งไดโ้ อกาสจงึ พานางวนั ทองไปอยกู่ บั ตนนางวนั ทองไปอยกู่ บั ขนุ ชา้ งจน
คลอดบตุ ร ชอื พลายงามขนุ ชา้ งลวงพลายงามซงึ เปนลกู ของขนุ แผนไปฆา่ แตผ่ พี รายบา่ วของขนุ แผนมาชว่ ยไวท้ นั
นางวนั ทองจงึ ใหพ้ ลายงามไปอยกู่ บั นางศรปี ระจนั ทกี าญจนบรุ ี เมอื พลายงามโตขนึ กไ็ เรมิ ดเ้ รยี นวชิ าของขนุ แผนจน
แกลง่ กลา้ จงึ ไดถ้ วายตวั เปนมหาดเลก็ ตอ่ มาพระเจา้ ลา้ นชา้ งกไ็ ดถ้ วายนางสรอ้ ยทองพระธดิ าใหแ้ ดพ่ ระพนั วษาแต่
พระเจา้ เมอื งเชยี งใหมม่ าชงิ ตวั ไปแลว้ มหี นงั สอื ทา้ พระพนั วษาใหไ้ ปแยง่ ชงิ นางสรอ้ ยทองคนื พลายงามอาสาไปทําศกึ
และขอตวั ขนุ แผนออกจากคกุ เพอื ไปทําศกึ เมอื งเชยี งใหม่ จนทงั สองไดช้ ยั ชนะกลบั มา
๘
๙
๑๐
๑๑
๑๒
๑๓
๑๔
๑๕
๑๖
๑๗
๑๘
๑๙
๒๐
๒๑
๒๒
๒๓
๒๔
๒๕
๒๖
๒๗
บทวเิ คราะห์ ๒๘
คณุ ค่าด้านเนอื หา
๑.รูปแบบการประพนั ธ์ กลอนขบั เสภาในเรอื งขุนชา้ งขุนแผน
ตอนขุนชา้ งถวายฎีกา กวเี ลือกใชค้ ําประพนั ธ์ ประเภทกลอน
เสภา ซงึ มลี ักษณะเหมอื นกลอนสภุ าพ กลอนเสภาอาจจะมบี าง
วรรคทีมจี าํ นวนคํา ไมเ่ ท่ากัน ทังนขี นึ อยูก่ ับเนอื ความหรอื
กระบวนกลอนและจงั หวะในการขบั เสภา ซงึ กลอนเสภานเี หมาะ
ทีจะใชใ้ นการเล่าเรอื งและขบั เปนทํานองลํานาํ คือการขบั เสภา
ดังบทประพนั ธว์ า่
“ ครานนั วนั ทองผอ่ งโสภา เห็นลกู ยากัดฟนมนั ไส้
ถือดาบฟาฟนยนื แกวง่ ไกว ตกใจกลัววา่ จะฆา่ ฟน
จงึ ปลอบวา่ พลายงามพอ่ ทรามรกั อยา่ งฮึกฮักวา้ วุน่ ทําหนุ หัน
จงครวญใครใ่ ห้เห็นขอ้ สาํ คัญ แมน่ ีพรนั กลัวแต่จะเกิดความ
ด้วยเปนขา้ ลักไปไทลักมา เห็นเบอื งหนา้ จะอึงแมจ่ งึ ห้าม
ถ้าเจา้ เห็นเปนสขุ ไมล่ กุ ลาม ก็ตามเถิดมารดาจะคลาไคล
วา่ พลางนางลกุ ออกจากห้อง เศรา้ หมองโศกานาํ ตาไหล
พระหมนื ไวยก็พามารดาไป พอรุง่ แจง้ แสงใสก็ถึงเรอื น ”
กลอนเสภา เปนกลอนขบั รอ้ งเชน่ เดยี วกับกลอนดอกสรอ้ ยและกลอนสกั วาแต่มไิ ด้
ขบั รอ้ งประกอบดนตรหี รอื ประกอบทํานองเพลงไทยกลอนเสภานา่ จะพฒั นามาจากการอ่าน
กลอนโดยใชอ้ ่านเปนทํานองพเิ ศษขนึ กวา่ ทํานองเสนาะของกลอนปกติ ดงั นนั แล้วจงึ ใช้
กรบั เปนเครอื งประกอบจงั หวะใหก้ ารอ่านนนั ไพเราะนา่ ฟงยงิ ขนึ เรยี กวา่ " ขบั เสภา " และ
โดยทีเปนกลอนขบั รอ้ งเพอื ฟงเรอื งราว จาํ นวนคําในวรรคของกลอนเสภาจงึ ค่อนขา้ งมาก
มกั มตี ังแต่ ๗-๙ คํา ลักษณะพเิ ศษอีกประการหนงึ ก็คือ ในแต่ละตอนมกั นยิ มขนึ ต้นดว้ ยคํา
วา่ " ครานนั " " จะกล่าวถึง "
๒๙
๒.องค์ประกอบของเรอื ง จาํ แนกหวั ขอ้ ต่างๆไดด้ งั นี
๒.๑ สาระเสภาเรอื งขุนชา้ งขุนแผน ตอน ขุนชา้ งถวายฎีกา เสนอขอ้ คิดวา่ การตกเปนทาส
ของอารมณต์ ่างๆ ไมว่ า่ จะเปนความรกั ความโกรธ ความหลง ยอ่ มทําใหม้ นษุ ยข์ าดสติกระทํา
สงิ ต่างๆ โดยไมค่ ํานงึ ถึงผลทีตามมาวา่ จะดหี รอื รา้ ยแก่ตนเองหรอื แก่ผอู้ ืนเมอื เกิดความพลัง
พลาดจากการตัดสนิ ใจก็นาํ ไปสหู่ ายนะได้ เตือนเราใหค้ รองชวี ติ ดว้ ยสติหลังจากทีพลายงาม
ลอบขนึ เรอื นขุนชา้ งแล้วพามารดามาอยูด่ ว้ ย ก็เกิดเกรงขุนชา้ ง จะเอาผดิ วนั รงุ่ ขนึ จงึ ใหบ้ า่ วใช้
ไปบอกวา่ ตนปวยอยากดหู นา้ แม่ จะขอใหแ้ มม่ าอยูด่ ว้ ยสกั พกั แล้วจงึ จะพาไปสง่ กลับแต่ขุน
ชา้ งโกรธถวายฎีกาต่อพระพนั วษาพระองค์กล่าวโทษพลายงาม อยา่ งทีลอบขนึ เรอื นผอู้ ืนโดย
ไมเ่ กรงกลัวกฎหมาย ทรงสงั ใหน้ างวนั ทองเขา้ เฝา แล้วตรสั ถามนางวนั ทองวา่ จะเลือกอยูก่ ับ
ใคร นางวนั ทองตกประหมา่ จงึ ไมอ่ าจตัดสนิ ใจไดเ้ ลยยกเรอื งนใี หพ้ ระพนั วษาคิดตัดสนิ ใจแทน
พระพนั วษาเขา้ ใจวา่ นางวนั ทองเลือกไมไ่ ดเ้ พราะหลายใจ จงึ ทรงรบั สงั ประหารชวี ติ นางวนั ทอง
ดังบทประพนั ธว์ า่
“ อยา่ เลยจะรบั แมก่ ลับมา ให้อยูด่ ้วยบดิ าเกษมศรี
พรากให้พน้ คนอุบาทวช์ าติอัปรยี ์ ยงิ คิดก็ยงิ มคี วามโกรธา
อัดอึดฮึดฮัดด้วยขดั ใจ เมอื ไรตะวนั จะลับหล้า
เขา้ ห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสรุ ยิ าเลียวลับเมรุไกร
เงียบสตั วจ์ ตั บุ ททวบิ าท ดาวดาษเดือนสวา่ งกระจา่ งไข
นาํ ค้างตกกระเซน็ เยน็ เยอื กใจ สงัดเสยี งคนใครไมพ่ ูดจา ”
ถอดบทประพนั ธ์ พลายงามแค้นขุนชา้ งมาก จะต้องหาทางแก้แค้นขุนชา้ งใหไ้ ดใ้ จก็อยากจะให้
ขุนชา้ งตาย แต่ขุนชา้ งดวงดไี มเ่ ปนดงั ทีตนหวงั ไว้ ก็เลยจะรบั แม(่ นางวนั ทอง )ใหม้ าอยูบ่ า้ นกับ
พอ่ ( ขุนแผน ) จะพาแมห่ นใี หพ้ น้ จากขุนขา้ งคนชวั ชา้ ใจทราม ยงิ คิดก็ยงิ คับแค้นใจยงิ นกั
กระวนกระวายวา่ เมอื ไรจะคําทีจะไดไ้ ปรบั แมก่ ลับบา้ น จนตะวนั ลับขอบฟา ไมม่ แี มแ้ ต่เสยี งเท้า
สตั วเ์ ดนิ ดาวทีอยูบ่ นท้องฟาสอ่ งแสงสวา่ ง ในตอนมดื อากาศเรมิ เยน็ มนี าํ ค้าง เงียบสงัดไมม่ ี
แมแ้ ต่เสยี งคนพูด ไดย้ นิ เสยี ง
๒.๓ ฉากและบรรยากาศ ฉากทีปรากฏในเสภาเรอื งขุนชา้ งขุนแผน ตอน ขุนชา้ งถวายฎีกา
คือ สภาพสงั คมไทยในสมยั อยุธยาและรตั นโกสนิ ทรต์ อนต้นของชาวบา้ น ชาววดั และชาววงั
ซงึ ผแู้ ต่งไดบ้ รรยายฉากและบรรยากาศต่างๆ ไดส้ มจรงิ สอดคล้องกับเนอื เรอื ง เชน่ เรอื น
ของขุนชา้ งทีแสดงถึงความราํ รวย ดังบทประพนั ธว์ า่
ตัวละคร ๓๐
๑.ขุนชา้ ง จะมรี ปู รา่ งและหนา้ ตาไมน่ า่ พงึ ใจแก่ผพู้ บเหน็ แล้วจติ ใจยงั โหดรา้ ย และ
คับแคบ สงิ ทีทําใหข้ ุนชา้ งมดี อี ยูบ่ า้ งคือ ความรกั เดยี วใจเดยี วทีมใี หน้ างวนั ทอง แต่
ความรกั ของขุนชา้ งเปนความรกั ทีเหน็ แก่ตัว คิดเอาแต่ได้ หวงั ครอบครองเปนเจา้ ของ
โดยไมค่ ํานงึ ถึงความถกู ต้องเหมาะสมแมน้ างวนั ทองจะมสี าํ มแี ล้วขุนชา้ งก็ยงั ทําทกุ ทาง
ใหไ้ ดน้ างมาครอบครอง และครนั ถกู แยง่ นางไปขุนชา้ งก็โกรธแค้น ขุนชา้ งจงึ เปนตัว
ละครทีตกเปนทาสของ ความรกั และความโกรธแค้นตลอดระยะเวลา สามารถสรา้ ง
ความทกุ ขใ์ หก้ ับทกุ คนทีเกียวขอ้ งไมเ่ วน้ แมก้ ระทังนางวนั ทองซงึ เปนหญงิ ทีขุนชา้ งรกั
ความรกั และความแค้นของขุนชา้ งปรากฏใหเ้ หน็ ชดั ตอนทีขุนชา้ งทราบวา่ นางวนั ทอง
หายไปจากเรอื นขุนชา้ งทังรกั และแค้นจงึ ประณามนางวนั ทอง ดังบทประพนั ธว์ า่
๒.ขุนแผน เปนผเู้ ก่งกล้าในวชิ าอาคมแนว่ แนม่ คี วามกล้าหาญ และจงรกั ภักดตี ่อ
พระมหากษัตรยิ แ์ ต่ขุนแผนก็เปนชายเจา้ ชูม้ ภี รรยาหลายคนจาก ตอนขุนชา้ งถวายฎีกาเหน็
ไดว้ า่ ทังทีนางแก้วกิรยิ ากับนางลาวทองอยูด่ ว้ ยขุนแผนก็ยงั ลอบเขา้ หอ้ งหานางวนั ทอง
โดยไมค่ ํานงึ ถึงผลทีจะตามมาภายหลังซงึ เปนพฤติกรรมทีแสดงใหเ้ หน็ วา่ ขุนแผนมกั ทํา
อะไรตามใจตนเอง ดังบทประพนั ธว์ า่
๓๑
๓.นางวนั ทอง ซงึ แต่เดมิ วนั ทองเปนเดก็ สาวไรเ้ ดยี งสาไมค่ ่อยมโี อกาสตัดสนิ ใจ
ดว้ ยตนเองเมอื อยา่ งเขา้ สชู่ ว่ งวยั ผใู้ หญท่ ีผา่ นความทกุ ขม์ ามากมาย นางวนั ทองมี
ความสขุ ุมรอบคอบ รจู้ กั ยบั ยงั ชงั ใจคิดก่อนทํา ดงั จะเหน็ ไดจ้ ากตอนทีขุนแผนเขา้ มา
หานางในหอ้ งนอนวนั ทองมไิ ดย้ นิ ยอมทีจะมคี วามสมั พนั ธฉ์ ันสามภี รรยากับขุนแผน
และนางยงั กล่าวถึงเรอื งควรไมค่ วรและเตือนใหข้ ุนแผนกราบทลู พระพนั วษาใหท้ รง
ทราบเรอื งก่อน ดังบทประพนธว์ า่
๔.พลายงาม พลายงามเปนต้นเหตสุ าํ คัญทีทําใหข้ ุนชา้ งถวายฎีกาซงึ สง่ ผลให้
นางวนั ทองถกู ประหารชวี ติ ในทีสดุ พลายงามเปนผทู้ ีใชอ้ ารมณเ์ หนอื เหตผุ ลกระทําทกุ
อยา่ งเพอื ตอบสนองความต้องการของตนโดยไมค่ ํานงึ ถึงความถกู ต้องเหมาะสมดงั
เชน่ ตอนทีพลายงามขนึ เรอื นขุนชา้ งเพอื บงั คับพาตัวนางวนั ทองไปนางวนั ทองหา้ ม
ปรามและเตือนสติแต่พลายงาม ไมย่ อมฟงเหตผุ ลกลับยงิ แสดงอารมณโ์ กรธจนถึง
กับจะตัดศีรษะนางวนั ทองหากไมย่ อมไปกับตน ดังบทประพนธว์ า่
๓๒
๕.สมเด็จพระพนั วษา เปนพระมหากษัตรยิ แ์ หง่ กรงุ ศรอี ยุธยา
ยุคนเี ปนยุคทีบา้ นเมอื งเจรญิ รงุ่ เรอื งมคี วามอุดมสมบูรณร์ าษฎรทัง
หลายอยูก่ ันอยา่ งรม่ เยน็ เปนสขุ บรรดาประเทศใกล้เคียงก็อ่อนนอ้ ม
เพราะยาํ เกรงพระบารมขี องสมเดจ็ พระพนั วษา มนี สิ ยั โกรธง่าย แต่
พระองค์ก็นบั วา่ เปนพระมหากษัตรยิ ท์ ีมคี วามยุติธรรมต่อพวกทหาร
เสนาอํามาตยแ์ ละราษฎรพอสมควร เมอื มคี ดฟี องรอ้ งกัน ก็จะใหม้ ี
การไต่สวน และพสิ จู นค์ วามจรงิ
คณุ ค่าด้านวรรณศิลป
การสรรคํา
การทีกวเี ลือกใชค้ ําใหส้ อื ความคิด ความเขา้ ใจ ความรสู้ กึ อารมณไ์ ดอ้ ยา่ งไพเราะ
๑ต.รกงาตราเมลทือกีกวใชตี ค้ ้อํางไกดา้ถรกู โตด้อยงพตจิ รารงณตาามจาคกวกาามรหใชมค้ าํายตท่าีตง้อๆงดกงั านรี ผปู้ ระพนั ธส์ ามารถเลือก
ใชค้ ําไวพจนไ์ ด้ ถกู ต้องตรงตามความหมายทีต้องการ การใชค้ ําไวพจนแ์ สดงใหเ้ หน็ สติ
ปญญาของกวที ีเลือกใชค้ ํา ไดห้ ลากหลายโดยไมเ่ สยี ความ และทําใหบ้ ทประพนั ธม์ สี มั ผสั
คล้องจองเกิดความไพเราะ ตัวอยา่ งเชน่
“ อัดอึดฮึดฮัดด้วยขดั ใจ เมอื ไหรต่ ะวนั จะลับหล้า
เขา้ ห้องหวนละห้อยคอยเวลา จนสรุ ยิ าเลียวลับเมรุไกร ”
จะพาแมห่ นใี หพ้ น้ จากขุนขา้ งคนชวั ชา้ ใจทราม ยงิ คิดก็ยงิ คับแค้นใจ กระวนกระวาย
วา่ เมอื ไรจะคําทีจะไดไ้ ปรบั แมก่ ลับบา้ น จนตะวนั ลับขอบฟา
๒.การเลือกใชค้ ําทีเหมาะแก่เนอื เรอื งและฐานะของบุคคลในเรอื ง เปนการใชป้ ระโยค
ทีเหมาะสมแก่นเรอื งอยา่ งแท้จรงิ วา่ มคี ําทีสอื ความหมายทีถกู ต้องเขา้ ใจและเหมาะสม
บทบาทหนา้ ทีฐานะของบุคคลในเรอื งไดอ้ ยา่ งเหมาะสม ตัวอยา่ งเชน่
“ จะกล่าวถึงพระองค์ผทู้ รงเดช เสด็จคืนนเิ วศนพ์ อจวนคํา
ฝพายรายเล่มมาเต็มลํา เรอื ประจาํ แหนแห่เซง็ แชม่ า
พอเรอื พระทีนงั ประทับที ขุนชา้ งก็รลี งตีนท่า
ลอยคอชูหนงั สอื ดือเขา้ มา ผดุ โผล่โงหนา้ ยดึ แคมเรอื ”
๓๓
๓.การเลือกใชค้ ําได้เหมาะสมแก่ลักษณะคําประพนั ธ์ การเลือกชนดิ คําประพนั ธใ์ ห้
เหมาะสมกับประเภทของงานเขยี นโดยเฉพาะในบทรอ้ ยกรองผแู้ ต่งจะต้องเลือกรปู แบบ
คําประพนั ธใ์ หเ้ หมาะสม และต้องรจู้ กั เลือกใชค้ ํา เรยี บเรยี งถ้อยคําใหไ้ พเราะสละสลวย
เหมาะสมกับประเภทของคําประพนั ธ์ ตัวอยา่ งเชน่
“ บอกวา่ เราจบั ไขม้ าหลายวนั เกรงแมจ่ ะไมท่ ันมาเห็นหนา้
เมอื คืนนีซาํ มอี ันเปนมา เราใชค้ นไปหาแมว่ นั ทอง ”
จากบทประพนั ธข์ า้ งต้นใชค้ ําง่ายๆ โดยเล่าเรอื งโดยไมต่ ้องตีความหมายก็เขา้ ใจได้
วา่ พลายงามใหค้ นไปบอกขุนชา้ งเพอื ไมใ่ หข้ ุนชา้ งโกรธและเปนความกังวล วา่ พลายงาม
จบั ไขม้ าหลายวนั กลัววา่ แมจ่ ะไมท่ ันมาดใู จจงึ ใชค้ นใหไ้ ปหาแมว่ นั ทอง
๔.การเลือกคําโดยคํานงึ ถึงเสยี ง
๔.๑ การเล่นคํา คือ ผปู้ ระพนั ธน์ าํ คําคําเดยี วมาใชใ้ นทีใกล้ใกล้กันเพอื ทีจะยาํ ความหมาย
ของเนอื ความใหห้ นกั แนน่ มากขนึ ตัวอยา่ งเชน่
“ วนั นนั แพก้ เู มอื ดํานาํ ก็กรวิ ซาํ จะฆา่ ให้เปนผี
แสนแค้นด้วยมารกายงั ปรานี ไปขอชวี ขี ุนชา้ งไว้
แค้นแมจ่ าํ จะแก้ให้หายแค้น ไมท่ ดแทนอ้ายขุนชา้ งบา้ งไมไ่ ด้
หมายจติ คิดให้มนั บรรลัย ไมส่ มใจจาํ เพาะเคราะห์มนั ดี "
ผปู้ ระพนั ธเ์ ล่นคําวา่ แค้น เพอื จะเนน้ ความหมายใหเ้ หน็ วา่ พลายงามคิดเรอื งความ
แค้นทีมตี ่อขุนชา้ งอยูต่ ลอดเวลาและเปนแค้นทีฝงใจ
๔.๒ การเล่นเสยี งสมั ผสั คือ การสรรคําใหม้ สี มั ผสั เสยี งเพอื ใหเ้ กิดทํานองทีไพเราะนา่
ฟงและแสดงใหเ้ หน็ ถึงความสามารถของผปู้ ระพนั ธซ์ งึ มที ังการเล่นเสยี งพยญั ชนะและ
เสยี งสระ ตัวอยา่ งเชน่ ดาวดาษเดือนสวา่ งกระจา่ งไข
" เงียบสตั วจ์ ตั บุ ททวบิ าท
นาํ ค้างตกกระเซน็ เยน็ เยอื กใจ สงัดเสยี งคนใครไมพ่ ูดจา
ได้ยนิ เสยี งฆอ้ งยาํ ประจาํ วงั ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนบั ยาํ ยามได้สามครา ดเู วลาปลอดห่วงทักทิน ”
- สมั ผสั สระ ไดแ้ ก่ สตั ว์ - จตั ,ุ สวา่ ง - กระจา่ ง, เซน็ - เยน็ , ใคร-ไม,่ ยาํ -จาํ , ยาม-สาม
- สมั ผสั พยญั ชนะ ไดแ้ ก่ ดาว - ดาษ - เดอื น, เยน็ - เยอื ก, ส(งัด) - เสยี ง, คน - ใคร,
ลอย-ลม-ล่อง, (คะ)เน-นบั , ยาํ -ยาม
๔.๓ สมั ผสั พยญั ชนะ คือ คําทีใชพ้ ยญั ชนะต้นตัวเดยี วหรอื เสยี งเดยี วกัน โดยไมค่ ํานงึ
ถึงตัวสะกด
ตัวอยา่ งเชน่
- สมั ผสั พยญั ชนะตัว ด “ เงียบสตั วจ์ ตั บุ ททวบิ าท ดาวดาษเดือนสวา่ งกระจา่ งไข ”
- สมั ผสั พยญั ชนะตัว ล “ ได้ยนิ เสยี งฆอ้ งยาํ ประจาํ วงั ลอยลมล่องดังถึงเคหา ”
ภาพพจน์ ๓๔
เปนการใชก้ ลวธิ กี ารเขยี นเรยี บเรยี งถ้อยคําลักษณะคําลักษณะต่างๆ ทีผปู้ ระพนั ธ์
ตังใจใชเ้ พอื ใหเ้ กิดผลทางจติ นาการเลยทําใหเ้ กิดความซาบซงึ ใจไดม้ ากกวา่ การเขยี น
ธ๑.รอรุปมมดาา
กับคกําวารา่ เ“ปเรหยี มบอื เทนีย”บเวชา่น่ สดงิ หจุ นดงึ งั เหรมาวอื นรกาวับกสับงิ หเปนรงึ ยี โดบยปใชระค้ ดําจุเชเอื ฉมกทเีมลคี่หว์ ปามานหมปารยะหเชนน่ งึ เดยี ว
เพยี ง เพยี ง พา่ ง ปูน ฯลฯแต่ควรสงั เกตเพมิ เติมดว้ ยไมใ่ ชเ่ หน็ คําเหล่านแี ล้วรบี ตัดสนิ
วา่ เปนอุปมาต้องสงั เกตดดู ว้ ยวา่ มคี วามเปรยี บหรอื ไม่ ถ้ามคี วามเปรยี บแสดงวา่ เปน
อุปมา ตัวอยา่ งเชน่
“ มาอยูไ่ ยกับอ้ายหินชาติ
ดังทองคําเลียมปากกะลา แสนอุบาทวใ์ จจติ รษิ ยา
หนา้ ตาดําเหมอื นมนิ หมอ้ มอม
เหมอื นแมลงวนั วอ่ นเคล้าทีเนา่ ชวั มวา่านเกกั ลแือมกจ่ กะลตัวรปอทมมุระมกาําลใยจท์ ”ีหวานหอม
ดอกมะเดือฤๅจะเจอื ดอกพะยอม
เปนการเปรยี บเทียบหนา้ ตาทีมอมแมมดาํ อยา่ งกับเขมา่ ทีติดก้นหมอ้ นา่ เกลียด
เหมอื นแมลงวนั เนา่ มาบนิ ตอมดอกไมท้ ีสวยงามอยา่ งแม่ เหมอื นคนชวั มาปนกับคนดี
“ ครานนั ขุนชา้ งได้ฟงวา่ แเรคา้นกด็ไมังว่ เลา่ ไือรดสตดุ าแจตะห่ดลี ”ังไหล
ดับโมโหโกรธาทําวา่ ไป
เปนการเปรยี บเทียบใหเ้ หน็ วา่ ขุนชา้ งทังโกรธทังแค้นจนเหมอื นวา่ เลือดจะไหลออก
จากตา
“ อ้ายพอ่ ไปเชยี งใหมม่ ชี ยั มา ตังตัวดังพญาราชสหี ์ ”
อ้ายลกู เปนหมนื ไวยทําไมมี เห็นกนู ีคนผดิ ติดโทษทัณฑ์
เปนการเปรยี บเทียบทีขุนแผนพอไปไดช้ ยั ชนะมาจากเชยี งใหมก่ ็ทําตัวเหมอื นตัว
เองยงิ ใหญม่ อี ํานาจเหมอื นกับพญาราชสหี ์ ทีทําตัวยงิ ใหญว่ างอํานาจ
๓๕
“ อิฐผาหาหาบมาท่มุ ถม ก็จอ่ มจมสญู หายไปหมดสนิ
อีแสนถ่อยจญั ไรใจทมฬิ ดังเพชรนลิ เกิดขนึ ในอาจม ”
เปนการเปรยี บคนถ่อย จญั ไร ใจทมฬิ เหมอื นเพชรทีเกิดในสงิ สกปรก
" พอทรงจบแจง้ พระทัยในขอ้ หา ก็โกรธาเคืองขุน่ ห่นุ หัน
มนั เคียวเขญ็ ทําเปนอยา่ งไรกัน อีวนั ทองคนเดียวไมร่ ูแ้ ล้ว
ราวกับไมม่ หี ญงิ เฝาชงิ กัน หรอื อีวนั ทองนนั มนั มแี ก้ว
รูปอ้ายชา้ งชวั ชา้ ตาบอ้ งแบว๋ ไมเ่ ห็นแววทีวา่ มนั จะรกั ”
เปนการเปรยี บเทียบวา่ แค่เรอื งนางวนั ทองคนเดยี วทําไมไมจ่ บกันเสยี ทีทําเหมอื น
กับไมม่ ผี หู้ ญงิ คนอืนอีกแล้ว ฟงจบแค้นคลังดังเพลิงไหม้
“ ครานนั พระองค์ผทู้ รงภพ
เหมอื นดินประสวิ ปลิวติดกับเปลวไฟ ดดู ๋เู ปนได้อีวนั ทอง ”
เปนการเปรยี บเทียบความโกรธของพระพนั วษาทีโกรธมากเหมอื นดนิ ประสวิ
ทีโดนไฟแล้วปะทุ
“ เห็นคนนอนล้อมอ้อมเปนวง ประตลู ันมนั คงขอบรวั กัน
กองไฟสวา่ งดังกลางวนั หมายสาํ คัญตรงมาหนา้ ประตู ”
เปนการเปรยี บเทียบกองไฟสวา่ งเหมอื นตอนกลางวนั
“ สองมอื ปดขาเหมอื นท่าเปรต ใครมาเทศนเ์ อาผา้ กไู ปไหน
ให้นกึ อดสหู มูข่ า้ ไท ยายจนั ไปเอาผา้ ให้ขา้ ที ”
เปนการเปรยี บเทียบท่าท่างของขุนชา้ งทีวงิ ออกมาแล้วลืมวา่ ผา้ หลดุ พอเหน็ วา่ ผา้
หลดุ แล้วก็เอามอื ปดขาเหมอื นกับท่าเปรตทีเอามามาบงั ไวท้ ีขา
๒.อุปลักษณ์ ๓๖
การเปรยี บสงิ หนงึ เปนอีกสงิ หนงึ มลี ักษณะคล้ายกับอุปมาคือเปนการเปรยี บ
เทียบเหมอื นกัน มี วธิ สี งั เกต ๒ วธิ ไี ดแ้ ก่
๑.มคี ําวา่ “คือ” “เปน” และมนี ยั เชงิ เปรยี บเทียบ
๒.ละคําวา่ “คือ” “เปน”
ตัวอยา่ งเชน่
“ เจา้ พลายงามตามรบั เอากลับมา ทีนีหนา้ จะดําเปนนาํ หมกึ
กําเรบิ ใจด้วยเจา้ ไวยกําลังฮึก จะพาแมต่ กลึกให้จาํ ตาย ”
เปนการเปรยี บเทียบหนา้ ของนางวนั ทองทีมคี วามอับอายจนหมองคลําจนดาํ เปนนาํ หมกึ
๓.อติพจน์ หรอื อธพิ จน์
การเปรยี บเทียบโดยการกล่าวขอ้ ความทีเกินจรงิ มกั เปรยี บเทียบในเรอื งปรมิ าณ
วา่ มมี าก เหลือเกินมเี จตนาเนน้ ขอ้ ความทีกล่าวนนั ใหม้ นี าํ หนกั ยงิ ขนึ
ตัวอยา่ งเชน่
“ นาํ ค้างตกกระเซน็ เยน็ เยอื กใจ สงัดเสยี งคนใครไมพ่ ูดจา
ลอยลมล่องดังถึงเคหา ”
ได้ยนิ เสยี งฆอ้ งยาํ ประจาํ วงั
“ หาหมอมารกั ษา ยาเขา้ ปรอท มนั กินปอดตับไตออกไหลลัน
ฟนฟางก็หักจากปากตัว ”
ทังไสน้ อ้ ยไสใ้ หญแ่ ลไสต้ ัน
“ ครานนั ขุนชา้ งได้ฟงวา่ แค้นดังเลือดตาจะหลังไหล
เราก็ไมว่ า่ ไรสดุ แต่ดี ”
ดับโมโหโกรธาทําวา่ ไป
“ ครานนั จงึ โฉมเจา้ วนั ทอง เศรา้ หมองด้วยลกู เปนหนกั หนา
แมโ่ ศกาเกือบเจยี นจะบรรลัย ”
พอ่ พลายงามทรามสวาดิของแมอ่ า
“ จะกล่าวถึงขุนแผนแสนสนทิ เรอื งฤทธลิ ือจบพภิ พไหว
สมสนมิ พสิ มยั ด้วยสองนาง ”
อยูบ่ า้ นสขุ เกษมเปรมใจ
๔.ไวพจน์
คําทีเขยี นต่างกันแต่มคี วามหมายเหมอื นกันหรอื ใกล้เคียงกัน ตัวอยา่ งเชน่
“ อัดอึดฮึดฮัดด้วยขดั ใจ เมอื ไรตะวนั จะลับหล้า
เขา้ ห้องหวนละห้อยคอยเวลา จนสรุ ยิ าเลียวลับเมรุไกร ”
คําไวพจน์ คือ คําวา่ ตะวนั และ สรุ ยิ า ซงึ มคี วามหมายเหมอื นกับคําวา่ พระอาทิตย์
๓๗
๕.นาฏการ
การใชค้ ําทีแสดงการเคลือนไหวทีสวยงาม ตัวอยา่ งเชน่
“ ใชพ้ รายถอดกลอนถอนลิม รอยทิมถอดหลดุ ไปจากที
ยา่ งเท้าก้าวไปในทันที มไิ ด้มใี ครทักแต่สกั คน ”
“ จุดเทียนสะกดขา้ วสารปราย ภตู พรายโดดเรอื นสะเทือนผาง
สะเดาะดาลบานเปดหนา้ ต่างกาง ยา่ งเท้าก้าวขนึ รา้ นดอกไม้ ”
“ หอมหวนอวลอบบุปผชาติ เบกิ บานก้านกลาดกิงไสว
เรณฟู ูรอ่ นขจรใจ ยา่ งเท้าก้าวไปไมโ่ ครมคราม ”
“ ครานนั ทองประศรผี มู้ ารดา ครนั ได้แจง้ กิจจาไมน่ งิ ได้
เด็กเอ๋ยวงิ ตามมาไวไว ลงบนั ไดงันงกตกนอกกชาน ”
“ ครานนั วนั ทองฟงรบั สงั ให้ละล้าละลังเปนหนกั หนา
ครนั จะทลู กลัวพระราชอาญา ขุนชา้ งแลดตู ายกั คิวลน ”
๖.จนิ ตภาพ
๖.๑ จนิ ตภาพด้านเสยี ง
“ ได้ยนิ เสยี งฆอ้ งยาํ ประจาํ วงั ลอยลมล่องดังถึงเคหา
คะเนนบั ยาํ ยามได้สามครา ดเู วลาปลอดห่วงทักทิน ”
“ ผคู้ นเงียบสาํ เนียงเสยี งแต่กรน มาจนถึงเรอื นเจา้ ขุนชา้ ง
จุดเทียนสะกดขา้ วสารปราย ภตู พรายโดดเรอื นสะเทือนผาง ”
๖.๒ จนิ ตภาพด้านกลิน หรอื ทีเรยี กอีกอยา่ งวา่ ฆานพจน์
การใชค้ ําทีทําใหไ้ ดก้ ลิน ตัวอยา่ งเชน่
“ หอมหวนอวลอบบุปผชาติ เบกิ บานก้านกลาดกิงไสว
เรณฟู ูรอ่ นขจรใจ ยา่ งเท้าก้าวไปไมโ่ ครมคราม”
“ จาํ กจู ะไปสสู่ วาทนอ้ ง เจา้ วนั ทองจะคอยละห้อยหา
คิดพลางจดั แจงแต่งกายา นาํ อบทาหอมฟุงจรุงใจ ”
๖.๓ จนิ ตภาพด้านสแี ละเเสง
“ ฟาขาวดาวเด่นดวงสวา่ ง จนั ทรก์ ระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสนิ
จงึ เซน่ เหล้าขา้ วปลาให้พรายกิน เสกขมนิ วา่ นยาเขา้ ทาตัว ”
๖.๔ จนิ ตภาพด้านภาพ
“ ฟาขาวดาวเด่นดวงสวา่ ง จนั ทรก์ ระจา่ งทรงกลดหมดเมฆสนิ
จงึ เซน่ เหล้าขา้ วปลาให้พรายกิน เสกขมนิ วา่ นยาเขา้ ทาตัว ”
๗.อัพภาส ๓๘
การซอ้ นหรอื ซาํ คําลงหนา้ ศัพท์ ตัวอยา่ งเชน่
“ มแี ต่หลับเพอ้ มะเมอฝน ทังไฟกองปองกันทกุ แห่งหน
ผคู้ นเงียบสาํ เนียงเสยี งแต่กรน มาจนถึงเรอื นเจา้ ขุนชา้ ง ”
มะเมอ มาจากคําวา่ “เมอ”
๘.ปฏิปุจฉา หรอื คําถามเชงิ วาทศิลป
การตังคําถามแต่มไิ ดห้ วงั คําตอบ หรอื ถ้ามคี ําตอบก็เปนคําตอบทีทังผถู้ ามเเละผู้
ตอบรดู้ อี ยูเ่ เล้วนกั เขยี นจะใชค้ ําถามเชงิ วาทศิลปเพอื เรา้ อารมณผ์ อู้ ่าน หรอื สอื ความหมาย
เเละขอ้ คิดทีต้องการ ตัวอยา่ งเชน่
“ ครานนั เจา้ หมอ่ มขุนชา้ ง นงั คาหนา้ ต่างเยยี มหนา้ อยู่
เห็นคนคลานเขา้ มาเหลือบตาดู นีมาหลอกกหู รอื อยา่ งไร ”
“ มนั จงึ ขม่ เหงไมเ่ กรงใจ จะพงึ พาใครได้ทีไหนนนั
ขุนนางนอ้ ยใหญเ่ กรงใจกัน ถึงฟองมนั ก็จะปดให้มดิ ไป ”
๙.สญั ลักษณ์
การเปรยี บเทียบทีเรยี กสงิ หนงึ สงิ ใดโดยใชค้ ําอืนแทน คําทีใชเ้ รยี กนนั เกิดจาก
การเปรยี บเทียบและตีความซงึ ใชก้ ันมานานจนเปนทีเขา้ ใจกันโดยทัวไป อาจเปนคําๆ
เดยี ว ขอ้ ความ บุคคลในเรอื ง เปนเรอื ง เฉพาะตอน หรอื เรอื งๆ หนงึ ก็ได้
ตัวอยา่ งเชน่
“ เหมอื นแมลงวนั วอ่ นเคล้าทีเนา่ ชวั มาเกลือกกลัวปทมุ มาลยท์ ีหวานหอม
ดอกมะเดือฤๅจะเจอื ดอกพะยอม วา่ นกั แมจ่ ะตรอมระกําใจ ”
- แมลงวนั ,ดอกมะเดอื หมายถึง ขุนชา้ ง
- ปทมุ มาลย,์ ดอกพะยอม หมายถึง นางวนั ทอง
“ มนั เกิดเหตทุ ังนีก็เพราะหญงิ จงึ หึงหวงชว่ งชงิ ยุง่ ยงิ อยู่
จาํ จะตัดรากใหญใ่ ห้หล่นพรู ให้ลกู ดอกดกอยูแ่ ต่กิงเดียว ”
- รากใหญ่ หมายถึง นางวนั ทอง
- กิงเดยี ว หมายถึง ขุนแผน หรอื ขุนชา้ งเพยี งคนเดยี ว
๑๐.ปฏิพากย์ หรอื ปรพากย์
คือการใชถ้ ้อยคําทีมคี วามหมายตรงกันขา้ มหรอื ขดั แยง้ กันมากล่าว อยา่ ง
กลมกลืนกันเพอื เพมิ ความหมายใหม้ นี าํ หนกั มากยงิ ขนึ ตัวอยา่ งเชน่
“ เมอื พอ่ เจา้ เขา้ คกุ แมท่ ้องแก่ เขาฉดุ แมใ่ ชจ่ ะแกล้งแหนงหนี
ถึงพอ่ เจา้ เล่าไมร่ ูว้ า่ รา้ ยดี เปนหลายปแมม่ าอยูก่ ับขุนชา้ ง ”
๓๙
รสทางวรรณคดี
รสทางวรรณคดที ี มอี ยู่ ๔ ชนดิ คือ เสาวรจนี นารปี ราโมทย์ พโิ รธวาทัง สลั ลาปงคพไิ สย
๑.เสาวรจนี เปนลีลาทีใชแ้ ต่งความงามจะเปนความงามของมนษุ ย์ สถานที หรอื ธรรมชาติ
ก็ได้ ตัวอยา่ งเชน่ ภตู พรายโดดเรอื นสะเทือนผาง
“ จุดเทียนสะกดขา้ วสารปราย
สะเดาะดาลบานเปดหนา้ ต่างกาง ยา่ งเท้าก้าวขนึ รา้ นดอกไม้
หอมหวนอวลอบบุปผชาติ เบกิ บานก้านกลาดกิงไสว
เรณฟู ูรอ่ นขจรใจ ยา่ งเท้าก้าวไปไมโ่ ครมคราม ”
เปนบทชมความงามของเรอื นขุนชา้ งสนั ในตอนทีพลายงามขนึ เรอื นขุนชา้ ง
“ ครนั เวลาดึกกําดัดสงัดเงียบ ใบไมแ้ ห้งแกรง่ เกรยี บระรุบรอ่ น
พระพายโชยเสาวรสขจายขจร พระจนั ทรแจม่ แจง้ กระจา่ งดวง
ดเุ หวา่ เรา้ เสยี งสาํ เนียงก้อง ระฆงั ฆอ้ งขานแขง่ ในวงั หลวง
วนั ทองนอ้ งนอนสนทิ ทรวง จติ ง่วงระงับสภู่ วงั ค์ ”
เวลาดกึ สงัด ไดย้ นิ เสยี งใบไมไ้ หว เสยี งลมโชยพดั ไดย้ นิ เสยี งนกกา เสยี งระฆงั ในวงั
หลวงทีดงั แวว่ มา นางวนั ทองนอนหลับแล้วฝนไป
๒.นารปี ราโมทย์ เปนลีลาการประพนั ธท์ ีมุง่ ไปในทํานองเกียว ประเล้าประโลมดว้ ยคําหวาน
ตัวอยา่ งเชน่
“ โอ้เจา้ แก้วแววตาของพเี อ๋ย เจา้ หลับใหลกระไรเลยเปนหนกั หนา
ดังนมิ นอ้ งหมองใจไมน่ าํ พา ฤๅขดั เคืองคิดวา่ พที อดทิง
ความรกั หนกั หนว่ งทรวงสวาท พไี มค่ ลาดคลายรกั แต่สกั สงิ
เผอิญเปนวปิ รติ ทีผดิ จรงิ จะนอนนงิ ถือโทษโกรธอยูไ่ ย ”
ตอนทีขุนแผนเขา้ หานางวนั ทองแล้วนางวนั ทองคิดถึงความหลังแล้วเกิดนอ้ ยใจแกล้ง
หลับขุนแผนจงึ โอ้โลมแสดงความรกั ใครแ่ ละยอมรบั ผดิ เพอื ใหน้ างวนั ทองยอมพูดจาดว้ ย
“ จะเปนตายง่ายยากไมจ่ ากรกั จะฟูมฟกเหมอื นเมอื อยูใ่ นกลางเถือน
ขอโทษทีพผี ดิ อยา่ งบดิ เบอื น เจา้ เพอื นเสนห่ าจงอาลัย ”
๔๐
๓.พโิ รธวาทัง เปนลีลาทีแสดงความโกรธแค้น ประชดประชนั ตัดพอ้ หรอื เกรยี วกราด
ตัวอยา่ งเชน่ คงคิดคืนทีหมอ่ มเปนแมน่ มนั
“ ทีจรงิ ใจเห็นไปอยูเ่ รอื นอืน
ด้วยรกั ลกู รกั ผวั ยงั พวั พนั คราวนนั ก็ไปอยูเ่ พราะจาํ ใจ
แค้นคิดด้วยมติ รไมร่ กั เลย ยามมที ีเชยเฉยเสยี ได้
เสยี แรงรว่ มทกุ ขย์ ากกันกลางไพร กินผลไมต้ ่างขา้ วทกุ เพรางาย
พอได้ดีมสี ขุ ลืมทกุ ขย์ าก ก็เพราะหากหมอ่ มมซี งึ ทีหมาย
วา่ นกั ก็เครอื งเคืองระคาย เอ็นดนู อ้ งอยา่ ให้อายเขาอีกเลย ”
เปนตอนทีขุนแผนแอบมาหานางวนั ทอง นางกล่าวคําตัดพอ้ ต่อวา่ ขุนแผน แสดง
ถึงความนอ้ ยเนอื ตําใจของนางวนั ทอง ความขมขนื ใจทีต้องทนทกุ ขท์ รมานมาโดยตลอด
ก็ไดร้ ะบายออกมา ขุนแผนจงึ พยายามขอโทษขอคืนดี
“ ชมพลางยา่ งเยอื องชาํ เลืองมา เปดมุง้ เห็นหนา้ แมว่ นั ทอง
นงิ นอนอยูบ่ นเตียงเคียงขุนชา้ ง มนั แนบขา้ งกอดกลมประสมสอง
เจบ็ ใจดังหัวใจจะพงั พอง ขยบั จอ้ งดาบง่าอยากฆา่ ฟน
จะใครถ่ ีบขุนชา้ งทีกลางตัว นกึ กลัวจะถกู แมว่ นั ทองนนั ”
เปนตอนทีพลายงามมคี วามโกรธแค้นขุนชา้ งทําใหพ้ ลายงามไปพรากนางวนั ทอง
จากขุนชา้ ง เมอื พลายงามไปเรอื นขุนชา้ งและเขา้ ไปในหอ้ งนอนเหน็ ขุนชา้ งนอนเคียงขา้ ง
นางวนั ทอง ก็ยงิ โกรธแค้นแทบจะฆา่ ขุนชา้ งทังทีหลับ
“ วนั นนั แพก้ เู มอื ดํานาํ ก็กรวิ ซาํ จะฆา่ ให้เปนผี
แสนแค้นด้วยมารดายงั ปรานี ให้ไปขอชวี ขี ุนชา้ งไว้ ”
“ อยา่ เลยจะรบั แมก่ ลับมา ให้อยูด่ ้วยบดิ าเกษมศรี
พรากให้พน้ คนอุบาทวช์ าติอัปรยี ์ ยงิ คิดก็ยงิ มคี วามโกรธา
อัดอึดฮึดฮัดด้วยขดั ใจ เมอื ไรตะวนั จะลับหล้า
เขา้ ห้องหวนละห้อยคอยเวลา จวนสรุ ยิ าเลียวลับเมรุไกร
เงียบสตั วจ์ ตั บุ ททวบิ าท ดาวดาษเดือนสวา่ งกระจา่ งไข
นาํ ค้ ้างตกกระเซน็ เยน็ เยอื กใจ สงัดเสยี งคนใครไมพ่ ูดจา ”
“ เรง่ เรว็ เหวยพระยายมราช ไปฟนฟาดเสยี ให้มนั เปนผี
อกเอาขวานผา่ อยา่ ปรานี อยา่ ให้มโี ลหิตติดดินกู
เอาใบตองรองไวใ้ ห้หมากิน ตกดินจะอัปรยี ก์ าลีอยู่
ฟนให้หญงิ ชายทังหลายดู สงั เสรจ็ เสด็จสปู่ ราสาทชยั ”
๔๑
๔.สลั ลาปงคพสิ ยั เปนลีลาแหง่ การคราํ ครวญ ตัวอยา่ งเชน่
“ ครานนั จงึ โฉมเจา้ วนั ทอง เศรา้ หมองด้วยลกู เปนหนกั หนา
พอ่ พลายงามทรามสวาดิของแมอ่ า แมโ่ ศกาเกือบเจยี นจะบรรลัย
ใชจ่ ะอิมเอิบอาบด้วยเงินทอง มใิ ชข่ องตัวทํามาแต่ไหน
ทังผคู้ นชา้ งมา้ แลขา้ ไท ไมร่ กั ใครเ่ หมอื นกับพอ่ พลายงาม
ทกุ วนั นีใชแ่ มจ่ ะผาสกุ มแี ต่ทกุ ขเ์ จบ็ ดังเหนบ็ หนาม
ต้องจาํ จนทนกรรมทีติดตาม จะขนื ความคิดไปก็ใชท่ ี ”
เปนตอนทีหลังจากทีพลายงามอ้อนวอนแมใ่ หไ้ ปอยูด่ ว้ ยโดยพูดถึงความหลังทีไม่
ไดอ้ ยูก่ ับแม่ พลายงามวา่ แมไ่ มร่ กั ลกู นางวนั ทองพอไดฟงก็โศกเศรา้
“ จะใครถีบขุนชา้ งทีกลางตัว นกึ กลัวจะถกู แมว่ นั ทองนนั
พลางนงั ลงนอบนบอภิวนั ทน์ สะอืนอันอกแค้นนาํ ตาคลอ ”
สาํ นวนโวหาร
ขนั ตอนในการเตรยี มตัวเขยี น นอกจากจะต้องเตรยี มขอ้ มูลจดั ทําโครงเรอื งแล้ว
ควรเลือกใชส้ าํ นวนโวหารใหเ้ หมาะกับเนอื ความทีจะเขยี น
๑.บรรยายโวหาร
โวหารทีใชเ้ ล่าเรอื ง หรอื อธบิ ายเรอื งราวต่างๆ ตามลําดบั เหตกุ ารณ์ การเขยี น
บรรยายโวหาร จะมุง่ ความชดั เจน เขยี นตรงไปตรงมา รวบรดั กล่าวถึงแต่สาระสาํ คัญ
ไมจ่ าํ เปนต้องมพี ลความ หรอื ความปลีกยอ่ ยเสรมิ ในการเขยี นทัวๆไปมกั ใชบ้ รรยาย
โวหาร เพราะเหมาะในการติดต่อสอื สารเนอื งจากสาํ นวนประเภทนมี ุง่ สาระเขยี นอยา่ ง
สนั ๆ ไดค้ วาม
ตัวอยา่ งเชน่ ๔๒
“ ครนั วา่ รุง่ สางสวา่ งฟา
สรุ ยิ าแยม้ เยยี มเหลียมไศล
จะกล่าวถึงพระองค์ผทู้ รงชยั เนาในพระทีนงั บลั ลังก์รตั น์
พรอ้ มด้วยพระกํานลั นกั สนม หมอบประนมเฝาแหนแนน่ ขนดั
ประจาํ ตังเครอื งอานอยูง่ านพดั ทรงเคืองขดั ขุนชา้ งแต่กลางคืน ”
ถอดบทประพนั ธ์
วนั รงุ่ ขนึ สมเดจ็ พระพนั วษาประทับบนบลั ลังก์มนี างกํานลั และสนมหมอบเฝาอยู่ ตัง
เครอื งกินและอยูง่ านพดั ตามหนา้ ที สมเดจ็ พระพนั วษาขดั เคืองขุนชา้ งตังแต่เวลากลางคืน
ทรงเหน็ วา่ ขุนชา้ งเปนคนชวั คอยแต่มคี ดคี วามกับผอู้ ืน
“ เห็นคนนอนล้อมอ้อมเปนวง ประตลู ันมนั คงขอบรวั กัน
กองไฟสวา่ งดังกลางวนั หมายสาํ คัญตรงมาหนา้ ประตู
จงึ รา่ ยมนตรามหาสะกด เสอื มหมดอาถรรพท์ ีฝงอยู่
ภตู พรายนายขุนชา้ งวางวงิ พรู คนผใู้ นบา้ นก็ซานเซอะ
ทังชายหญงิ ง่วงงมล้มหลับ นอนทับควาํ หงายก่ายกันเปรอะ ”
ถอดบทประพนั ธ์
เมอื มาถึงก็เหน็ คนนอนหลับกันหมด ประตปู ดสนทิ มกี องไฟสวา่ งอยูห่ นา้ บา้ น และ
พลายงามจงึ รบี มาทีหนา้ ประตู รา่ ยมนตรส์ ะกดพวกผพี รายของขุนชา้ ง ผคู้ นในบา้ นต่างง่วง
หลับดว้ ยมนตรข์ องพลายงาม
๒.พรรณนาโวหาร
มจี ุดมุง่ หมายในการเขยี นต่างจากบรรยายโวหาร คือมุง่ ใหค้ วามแจม่ แจง้ ละเอียดลออ
เพอื ใหผ้ อู้ ่านเกิดอารมณซ์ าบซงึ เพลิดเพลินไปกับขอ้ ความนนั การเขยี นพรรณนาโวหารจงึ
ยาวกวา่ บรรยายโวหารมากแต่มใิ ชก่ ารเขยี น อยา่ งเยนิ เยอ้ เพราะพรรณนาโวหารต้องมุง่ ให้
ภาพและอารมณ์ ดงั นนั จงึ มกั ใชก้ ารเล่นคํา เล่นเสยี ง ใชภ้ าพพจน์ ตัวอยา่ งเชน่
“ มา่ นมูล่ ีมฉี ากประจาํ กัน อัฒจนั ทรเ์ ครอื งแก้วก็หนกั หนา
ชมพลางยา่ งเยอื งชาํ เลืองมา เปดมุง้ เห็นหนา้ แมว่ นั ทอง
นงิ นอนอยูบ่ นเตียงเคียงขุนชา้ ง มนั แนบขา้ งกอดกลมประสมสอง
เจบ็ ใจดังหัวใจจะพงั พอง ขยบั จอ้ งดาบง่าอยากฆา่ ฟน
จะใครถีบขุนชา้ งทีกลางตัว นกึ กลัวจะถกู แมว่ นั ทองนนั
พลางนงั ลงนอบนบอภิวนั ทน์ สะอืนอันอกแค้นนาํ ตาคลอ ”
ถอดคําประพนั ธ์
เมอื เขา้ ไปถึงในหอ้ งมที ังกระจกฉาก และมา่ นมูล่ ีทีกันอยู่ เมอื พลายงามกําลังเดนิ มาถึง
พลายงาม จงึ เปดมุง้ และเหน็ ขุนชา้ งนอนกอดแมว่ นั ทองอยู่ จงึ เจบ็ ใจจนอยากจะชกั ดาบมา
ฆา่ มนั คิดจะถีบขุนชา้ งก็กลัวจะถกู แมว่ นั ทอง พลายงามจงึ นงั ลงและยกมอื ไหว้ และรอ้ งไห้
สะอืนนาํ ตาคลอ
๔๓
๓.เทศนาโวหาร
โวหารทีมจี ุดหมายแสดงความแจม่ แจง้ เพอื ใหผ้ อู้ ่านเกิดคล้อยตามหรอื อาจกล่าวไดว้ า่
มุง่ ชกั จูงใหผ้ อู้ ่านคิดเหน็ หรอื คล้อยตามความคิดเหน็ ของผเู้ ขยี นเทศนาโวหาร ต้องใช้ กลวธิ ใี น
การชกั จูงใจ ตัวอยา่ งเชน่
“ จงึ ปลอบวา่ พลายงามพอ่ ทรามรกั อยา่ ฮึกฮักวา่ วุน่ ทําหนุ หัน
จงครวญใครใ่ ห้เห็นขอ้ สาํ คัญ แมน่ ีพรนั กลัวแต่จะเกิดความ
ด้วยเปนขา้ ลักไปไทลักมา เห็นเบอื งหนา้ จะอึงแมจ่ งึ ห้าม
ถ้าเจา้ เห็นเปนสขุ ไมล่ กุ ลาม ก็ตามเถิดมารดาจะคลาไคล ”
๔.อุปมาโวหาร
โวหารเปรยี บเทียบ โดยยกตัวอยา่ งสงิ ทีคล้ายคลึงกันมาเปรยี บเพอื ใหเ้ กิดความชดั เจน
ดา้ น ความหมาย ดา้ นภาพ และเกิดอารมณ์ ความรสู้ กึ มากยงิ ขนึ ตัวอยา่ งเชน่
“ มาอยูไ่ ยกับอ้ายหินชาติ แสนอุบาทวใ์ จจติ รษิ ยา
ดังทองคําเลียมปากกะลา หนา้ ตาดําเหมอื นมนิ หมอ้ มอม
เหมอื นแมลงวนั วอ่ นเคล้าทีเนา่ ชวั มาเกลือกกลัวปทมุ มาลยท์ ีหวานหอม
ดอกมะเดือฤๅจะเจอื ดอกพะยอม วา่ นกั แมจ่ ะตรอมระกําใจ ”
๔๔คณุ ค่าด้านสงั คม
เสภาเรอื งขุนชา้ งขุนแผนเปน วรรณคดที ีสะท้อนใหเ้ หน็ แนวทางวถิ ีชวี ติ ความเปนอยู่
ค่านยิ ม ขนบธรรมเนยี ม ประเพณี ศิลปะ การปกครอง การศึกษา ศาสนา การคมนาคมขนสง่
จรยิ ธรรม และภมู ศิ าสตรข์ องไทยในอดตี ทําใหเ้ หน็ สงิ ทีเกียวขอ้ งกับชวี ติ ประจาํ วนั ตังแต่เกิด
จนกระทังตายของคนในสงั คมไทยสมยั อยุธยาตอนปลาย และสมยั รตั นโกสนิ ทรต์ อนต้นได้
เปนอยา่ งดี สามารถพจิ ารณาคณุ ค่าดา้ นสงั คมตามแนวทางได้ ดงั นี
๑.สะท้อนสภาพชวี ติ ความเปนอยูข่ องคนในสงั คม ดังบทประพนั ธว์ า่
“ หอมหวนอวลอบบุปผาชาติ เบกิ บานก้านกลาดกิงไสว
เรณฟู ูรอ่ นขจรใจ ยา่ งเท้าก้าวไปไมโ่ ครมคราม
ขา้ ไหนอนหลับลงทับกัน สะเดาะกลอนถอนลันถึงชนั สาม
กระจกฉากหลากสลับวบั แวมวาม อรา่ มแสงโคมแก้วแววจบั ตา
มา่ นมูล่ ีมฉี ากประจาํ กัน อัฒจนั ทรเ์ ครอื งแก้วก็หนกั หนา
ชุมพลางยา่ งเยอื งชาํ เลืองมา เปดมุง้ เห็นหนา้ แมว่ นั ทอง ”
จากบทประพนั ธส์ ะท้อนสภาพความเปนอยูข่ องผทู้ ีมฐี านะราํ รวย จะประดบั ประดาบา้ น
เรอื นอยา่ งสวยงมพรงั พรอ้ มดว้ ยขา้ ทาสบรวิ าร และตกแต่งต้นไมด้ อกไมอ้ ยา่ งสวยงาม ขา้ ทาส
ในบา้ นนอนเกยกันอยู่ โดยลงกลอนไวแ้ นน่ หนาถึงสามชนั ภายในเรอื นมกี ระจกเปนฉากต้องแสง
โคมไฟแวววบั จบั ตา มา่ นมูล่ ีจดั แต่งเปนฉากและเครอื งแก้ววางเปนชนั มากมาย
การบอกเวลา ดังบทประพนั ธว์ า่ ลอยลมล่องดังถึงเคหา
“ ได้ยนิ เสยี งฆอ้ งยาํ ประจาํ วงั ดเู วลาปลอดห่วงทักทิน”
คะเนนบั ยาํ ยามได้สามครา
ในสมยั โบราณจะตีฆอ้ งเพอื บอกชว่ งระยะเวลา คะเนนบั ยาํ ยามไดส้ ามครา เปนการบอก
เวลา สามยามหรอื ตีสาม
๔๕
๒.สะท้อนความเชอื ของคนในสงั คม ความเชอื ซงึ มอี ยูค่ ่กู ับวดิ ีชวี ติ ของคนไทย มาโดย
ตลอดจะปรากฏในวรรณคดสี ว่ นใหญข่ องไทย โดยเฉพาะเสภาเรอื งขุนชา้ งขุนแผน เปนเรอื งที
เต็มไปดว้ ยความเชอื ในดา้ นต่างๆของคนในสงั คมนกั เรยี นจะเหน็ ไดจ้ ากตอนขุนชา้ งถวายฎีกา
เชน่ ความเชอื เกียวกับไสยศาสตร์ ความเชอื เกียวกับความฝน ความเชอื เรอื งกรรม เปนต้น
๒.๑ ความเชอื เกียวกับไสยศาสตร์ ตอนทีพลายงามคิดทีจะรอบขนึ เรอื นของขุนชา้ งเพอื พา
นางวนั ทองมาอยูด่ ว้ ยพลายงามต้องเตรยี มตัวหลายประการ เรมิ จากดเู วลาฤกษ์ยาม เครอื ง
เซน่ พราย เสกขมนิ ลงยนั ต์ ใสม่ งคล เปามนตร์ และบรกิ รรมคาถาก่อนทีจะลงเรอื นของตน
ดังบทประพนั ธว์ า่
“ คะเนนบั ยาํ ยามได้สามครา ดเู วลาปลอดห่วงทักทิน
ฟาขาวดาวเด่นดวงสวา่ ง จนั ทรก์ ระจงทรงกลดหมดเมฆสนิ
จงึ เชน่ เหล้าขา้ วปลาให้พรายกิน เสกขมนิ วา่ นยาเขา้ หาตัว
ลงยนั ต์ราชะเอาปะอก หยบิ ยกมงคลขนึ ใสห่ ัว
เปามนตรเ์ บอื งบนชอุ่มมวั พรายยวั ยวนใจให้ไคลคลา
จบั ดาบเคยปราบณรงค์รบ เสรจ็ ครบบรกิ รรมพระคาถา
รบี มาถึงบา้ นขุนชา้ งพลัน ”
ลงจากเรอื นไปมไิ ด้ชา้
“ จุดเทียนสะกดขา้ วสารปราย ภตู พรายโดดเรอื นสะเทือนผาง
ยา่ งเท้าก้าวไปไมโ่ ครมคราม ”
สะเดาะดาลบานเปดหนา้ ต่างกาง
๒.๒ ความเชอื เกียวกับการใชเ้ วทมนคาถา
ดังบทประพนั ธว์ า่
“ จงึ รา่ ยมนตรามหาสะกด เสอื มหมดอาถรรพณท์ ีฝงอยู่
ภตู พรายนายขุนชา้ งวางวงิ พรู คนผใู้ นบา้ นก็ซานเซอะ ”
๒.๓ ความเชอื เกียวกับความฝน ก่อนทีนางวนั ทองจะถกู ตัดสนิ ประหารชวี ติ นางวนั ทองฝน
วา่ ตนพลัดหลงเขา้ ปาและหาทางกลับไมไ่ ด้ จนกระทังมเี สอื สองตัวตะครบุ พานางเขา้ ไปในปา
นางจงึ ตกใจตืนผวากอดขุนแผน ดังบทประพนั ธว์ า่
“ ดเู หวา่ เราเสยี งสาํ เนียงก้อง ระฆงั ฆอ้ งขานแขง่ ในวงั หลวง
วนั ทองนอ้ งนอนสนทิ ทรวง จติ ง่วงระงับสภู่ วงั ค์
ฝนวา่ พลัดไปในไพรเถือน เลือนเปอนไมร่ ูท้ ีจะกลับหลัง
ลดเลียวเทียวหลงในดงรงั ยงั มพี ยคั ฆร์ า้ ยมาราว
ทังสองมองหมอบอยูร่ มิ ทาง พอนางดันปามาถึงที
โดดตะครบคาบคันในทันที แล้วฉดุ ครา่ พารไี ปในไพร
สนิ ฝนครนั ตืนตกประหมา่ หวดื ผวากอดผวั สะอืนไห้ ”