The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

วิท

วิท

21

บทที่ 2

เอกสารและงานวจิ ยั ทีเ่ ก่ยี วข้อง

ในการวิจยั เรอ่ื งความเขา้ ใจธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นแผนการเรยี น
วิทยาศาสตรใ์ นสังคมพหุวฒั นธรรม ผู้วจิ ัยได้ศกึ ษาคน้ ควา้ เอกสารจากหนงั สอื และงานวิจยั ท่ี
เกย่ี วข้องซึ่งนาเสนอเป็นแนวทางในการวจิ ยั ดงั นี้

1. วทิ ยาศาสตร์
1.1 ความหมายของวทิ ยาศาสตร์
1.2 บทบาทและความสาคญั ของวิทยาศาสตร์

2. ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์
2.1 คาอธบิ ายเกยี่ วกบั ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์
2.2 มมุ มองดา้ นปรัชญาตอ่ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์
2.3 ขอบขา่ ยของธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์
2.3.1 โลกทศั นท์ างวทิ ยาศาสตร์
2.3.2 การสบื เสาะหาความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์
1) วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์
2) ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
3) จติ วทิ ยาศาสตร์
2.3.3 กิจการทางวิทยาศาสตร์
1) วิทยาศาสตรใ์ นฐานะกจิ กรรมทางสงั คม
2) วิทยาศาสตรถ์ ูกจดั ระบบอยใู่ นเนื้อหาสาขาวชิ าตา่ ง ๆ และมีการดาเนินงานใน

สถาบนั ต่าง ๆ
3) การดาเนินงานทางวทิ ยาศาสตร์มีจรรยาบรรณอันเป็นท่ยี อมรบั โดยทั่วไป
4) การเขา้ ร่วมกจิ กรรมทางสังคมของนกั วทิ ยาศาสตร์

3. ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์กับการจัดการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ในประเทศไทย
3.1 เป้าหมายสาคัญของการจดั การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์
3.2 การจัดสาระและมาตรฐานการเรียนรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์
3.3 มาตรฐานการเรยี นรูต้ ามสาระท่ี 8 ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

22

3.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์
4. สงั คมพหุวัฒนธรรม

4.1 ลกั ษณะสงั คมพหวุ ฒั นธรรม
4.2 การจัดการศกึ ษาในสงั คมพหุวัฒนธรรม
5. งานวิจัยท่ีเกี่ยวกบั ความเข้าใจธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี น
5.1 งานวิจัยต่างประเทศ
5.2 งานวิจยั ในประเทศ

23

1. วทิ ยาศาสตร์

1.1 ความหมายของวทิ ยาศาสตร์

สาหรับความหมายของวิทยาศาสตร์นนั้ ได้มีนักการศึกษาให้ความหมายไว้หลายท่าน ดังนี้
วิทยาศาสตร์ (Science) มาจากรากศพั ท์เดิมในภาษาลาตินว่า Scientia ซง่ึ มีความหมายตรงกบั
ภาษาองั กฤษวา่ Knowledge หรอื ตรงกับคาว่า “ความร”ู้ ในภาษาไทย แต่การทจ่ี ะนยิ ามความหมาย
“วทิ ยาศาสตร์” ตามความหมายทแ่ี ปลมาจากภาษาลาติน ดเู หมอื นว่าจะมีความหมายทสี่ ั้นและแคบ
จนเกนิ ไป เพราะธรรมชาติหรือแกน่ สารทแี่ ท้จรงิ ของวิทยาศาสตร์น้ันไมไ่ ด้หมายถงึ ความร้เู นอ้ื หา
วิทยาศาสตรแ์ ตเ่ พียงอย่างเดยี ว แตห่ มายถึงวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์และเจตคตทิ างวิทยาศาสตร์ด้วย
ซึ่งหมายความว่าในการเรียนวทิ ยาศาสตร์นน้ั ผเู้ รียนจะตอ้ งได้ท้ังตวั ความรวู้ ิทยาศาสตร์ วิธกี าร และ
เจตคตวิ ทิ ยาศาสตร์ไปพรอ้ ม ๆ กนั (ผดงุ ยศ ดวงมาลา, 2531 : 1)
อานาจ เจริญศิลป์ (2525 : 33) ใหค้ วามหมายของวทิ ยาศาสตร์วา่ วิทยาศาสตร์ หมายถงึ วชิ า
หรอื ความรู้ท่เี กดิ จากการศึกษาเรอ่ื งราว และความเป็นไปของธรรมชาติ เช่น สัตว์ พืช สสาร
พลังงาน เปน็ ตน้
สุวัฒก์ นิยมค้า (2531 : 110) นยิ ามความหมายของวทิ ยาศาสตรไ์ ว้วา่ วิทยาศาสตร์ คอื
องค์ความรขู้ องธรรมชาติซง่ึ จัดรวบรวมไว้อยา่ งเป็นระเบียบแบบแผน และวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ท่ี
ใช้ในการสบื เสาะหาความรู้น้ันต้ังอยบู่ นพ้นื ฐานของการสงั เกต พรอ้ มกนั นี้ยังได้รวบรวมทัศนะ
ตา่ ง ๆ ทีเ่ ก่ยี วกบั ความหมายของวิทยาศาสตรจ์ ากนกั วิทยาศาสตร์และนักการศึกษาทางวิทยาศาสตร์
ไว้ (2531 : 105-107) ดังนี้
วิทยาศาสตร์เป็นวิถีทางอย่างหนงึ่ ของการเขา้ ไปสารวจโลก ซึง่ ถือเป็นการมองวิทยาศาสตร์ใน
ฐานะกระบวนการ
วิทยาศาสตร์ คือ ความรู้ของ ปรากฏการณธ์ รรมชาติท่ีได้สะสมไว้ ซง่ึ ถอื เปน็ การมอง
วทิ ยาศาสตรใ์ นฐานะตัวความรู้
วิทยาศาสตร์คือ ความรู้ของโลกธรรมชาติ ซ่ึงไดม้ าโดยผา่ นการปะทะสงั สรรคก์ บั ประสาท
สมั ผัส ซงึ่ ถอื เป็นการมองวทิ ยาศาสตรใ์ นฐานะตวั ความรกู้ บั กระบวนการ โดยเน้นว่า กระบวนการท่ี
ขาดไมไ่ ด้ คอื การสังเกต
วิทยาศาสตร์คือ องค์ของความรู้ ซึ่งได้มาโดยวิธีการวิทยาศาสตร์ โดยอาศัยการสงั เกตเปน็
พนื้ ฐาน

24

วิทยาศาสตร์ เกยี่ วขอ้ งกับการมีประสบการณต์ รงกบั ปรากฏการณ์ของธรรมชาติ (วตั ถุและ
เหตุการณท์ ี่แวดลอ้ มเราอยู่) แลว้ มีการรวบรวมรายละเอียดปลกี ย่อยเก่ียวกับวัตถุและเหตกุ ารณ์นัน้ ๆ

วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับการจัดกระทาข้อมูลและการตีความหมายข้อมูลที่ได้
วิทยาศาสตร์มีธรรมชาติเป็นคู่แฝด ดา้ นหนงึ่ น้ันเป็นการสะสมความรู้ท่ไี ดผ้ า่ นการทดลองแลว้
และอีกด้านหน่ึงจะเป็นวิธกี ารค้นหาความรู้
วิทยาศาสตร์มีธรรมชาติที่ท้าทายความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์
วิทยาศาสตร์เกี่ยวข้องกับความพยายาม ที่จะอธิบายปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น หรอื อธิบาย
กฎเกณฑ์ทไี่ ด้จากปรากฏการณน์ น้ั รวมทง้ั การขยายความรใู้ หก้ ว้างออกไปเลยจากประสบการณ์ท่ี
ไดร้ ับ
ความรู้วิทยาศาสตร์ที่ได้รับเพิ่มน้นั มลี ักษณะสบื ตอ่ จากความรเู้ กา่ ทีม่ ีคนค้นพบไวแ้ ลว้
นกั วทิ ยาศาสตรค์ นใหม่ จะอาศยั ความรู้และความคดิ ของนกั วิทยาศาสตร์คนกอ่ น ๆ เปน็ บันไดก้าว
ไปหาความรู้ใหม่ต่อไป
นอกจากนี้ จรี ะพรรณ สขุ ศรงี าม (2533 : 1-4) กลา่ ววา่ การให้ความหมายของวทิ ยาศาสตร์
ขนึ้ กับความรู้จกั คุ้นเคยของแตล่ ะคน แต่ละกลมุ่ อาชพี และไดแ้ บง่ การให้ความหมายวทิ ยาศาสตร์
แบง่ ตามระดับผเู้ กย่ี วขอ้ งแลว้ อาจแบ่งความหมายออกเปน็ 2 กลมุ่ ดังนี้
1. ความหมายตามกล่มุ แนวความคดิ ของนกั ปรัชญาวทิ ยาศาสตร์ และนักวิทยาศาสตร์กลมุ่ นี้
ได้กาหนดความหมายของวิทยาศาสตร์ตามลักษณะโครงสร้าง และกจิ กรรมทางวทิ ยาศาสตร์เป็น
ส่วนสาคัญ เชน่
วิทยาศาสตร์เป็นปรากฏการณ์ทางสังคม อันเนื่องมาจากเป็นเรื่องราวเฉพาะของชุมชน
วทิ ยาศาสตร์ ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เป็นความรขู้ องสาธารณชนหรือสากล ซึง่ ความรดู้ งั กลา่ วจะ
เป็นข้อความทีช่ ดั เจนและยอมรบั ว่าเปน็ จรงิ
วิทยาศาสตร์เป็นการทางานของจิตใจมนุษย์ที่เป็นระบบ เพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้ที่เชื่อถือได้
โดยความรู้ท่เี ปน็ พื้นฐานประกอบด้วยประพจนท์ ีเ่ ป็นจริง เชน่ ขอ้ มูลความจริงหรือข้อเท็จจรงิ
ข้อความ (Statement) และวินจิ ฉยั (Judgement)
2. ความหมายตามกลุ่มวิทยาศาสตรศ์ ึกษา กลุม่ นีก้ าหนดความหมายของวิทยาศาสตรต์ าม
ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ทีส่ ามารถนามาใช้ประโยชนใ์ นการจัดการเรยี นการสอน เชน่
วิทยาศาสตร์เป็นทั้งความรู้เชิงวิทยาศาสตร์และกระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์
วิทยาศาสตรเ์ ปน็ มโนมตหิ ลักทผี่ สมผสานเชื่อมโยงกันและมกี าเนดิ มาจากการทดลองหรอื การ
สงั เกตอย่างรอบคอบ

25

วิทยาศาสตร์เป็นองค์ความรู้ที่เก็บรวบรวมไว้อย่างเป็นระบบ ซึ่งได้มาจากการใช้กระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์เป็นกระบวนการสืบเสาะซึ่งทาให้เกิดองค์ความรู้ที่เป็นระบบ
ภพ เลาหไพบูลย์ (2537 : 2) กลา่ วถงึ ความหมายของวิทยาศาสตรโ์ ดยสรปุ วา่ วทิ ยาศาสตรเ์ ป็น
วชิ าที่สืบคน้ หาความจริงเกีย่ วกบั ธรรมชาติโดยใชก้ ระบวนการแสวงหาความร้ทู างวิทยาศาสตร์
วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์และเจตคติทางวิทยาศาสตรเ์ พอ่ื ให้ไดม้ าซงึ่ ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ท่ีเปน็ ท่ี
ยอมรับโดยทัว่ ไป
จากความหมายของวิทยาศาสตร์ที่นักการศึกษากล่าวไว้ข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า
วิทยาศาสตร์เปน็ ทง้ั องคค์ วามรู้ท่ีรวบรวมไวอ้ ยา่ งเป็นระบบ และเป็นกระบวนการที่ใชใ้ นการค้นพบ
ความรู้

1.2 บทบาทและความสาคัญของวทิ ยาศาสตร์

นักวิทยาศาสตร์ในทุกยุคทุกสมัยพยายามค้นคว้าหาความจริงเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติ
อยู่ตลอดเวลา ซง่ึ สง่ ผลใหเ้ กิดความเจริญกา้ วหน้าในทางวิทยาศาสตร์และพร้อมกบั นาไปสู่
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยอี ยู่เสมอ มนุษยน์ าผลการคน้ ควา้ ทางวทิ ยาศาสตรไ์ ปสรา้ งสรรค์ใหเ้ กิด
ประโยชนแ์ กก่ ิจกรรมทกุ อยา่ ง ไมว่ า่ จะเป็นด้านการแพทย์ การเกษตร อุตสาหกรรม การส่อื สาร
คมนาคม การศกึ ษา การทหาร การเมืองเศรษฐกจิ หรือแม้กระทั่งการบนั เทิง ดว้ ยเหตุนี้สภาพการ
ดารงชวี ติ ของมนุษย์ทกุ วนั นี้จงึ แตกตา่ งจากการดารงชวี ติ ในอดตี อยา่ งมากมาย

อานาจ เจริญศิลป์ (2525 : 97-99) กลา่ วถงึ ประโยชน์ตา่ ง ๆ ทพ่ี งึ ได้จากการเรียนวิทยาศาสตร์
ไวด้ งั นี้

1. วิทยาศาสตรเ์ ปน็ วชิ าทีช่ ่วยฝกึ จิตใจอนั มคี ่า เดก็ ทเ่ี รยี นวิทยาศาสตร์จะได้รับการฝึกหัด
ใหเ้ ปน็ ผู้

1.1 มีความสังเกตด้วยความรอบคอบ
1.2 รายงานผลท่สี งั เกตไดอ้ ย่างเทย่ี งตรง
1.3 เข้าใจ ซาบซ้ึงในความสาคัญของการถาม และการพจิ ารณาเหตกุ ารณก์ ่อนสรุปผล
1.4 ซาบซ้ึงในคุณคา่ ของความพยายามในการปฏิบตั ิ เชน่ การทดลอง การทดสอบความจริง
ของข้อความท่ีพบเหน็

26

2. วิทยาศาสตร์มคี ุณค่าในทางปฏิบัติ วทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ เครือ่ งชว่ ยใหเ้ กิดการปรบั ปรงุ ในทาง
เกษตรกรรม สุขวิทยา บา้ นเรอื นและสุขาภบิ าล บุคคลทไี่ ดเ้ รียนวทิ ยาศาสตรม์ าบ้างแลว้ จะเป็นผ้รู อบ
รใู้ นการประกอบการงาน

3. วิทยาศาสตร์ต้ังต้นจากความสนใจและกจิ กรรมโดยปกตขิ องเด็ก ช่วยให้เด็กได้รับความรู้
เก่ียวกบั ส่งิ แวดล้อมและเรา้ ใจให้เดก็ รูจ้ กั การทดลองและคน้ พบดว้ ยตนเอง

4. วิทยาศาสตร์จะชว่ ยฝึกคนใหเ้ ป็นพลเมืองท่ีดี
5. วทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยขจดั การเชื่อโชคลาง และความกลัวในส่งิ ทไี่ มท่ ราบ
6. วิทยาศาสตร์ชว่ ยให้มคี วามสามารถในสงั คม บคุ คลทม่ี คี วามรทู้ างวิทยาศาสตรย์ ่อมดีกวา่
บุคคลที่ไมม่ ีความร้ทู างวิทยาศาสตร์
7. วิทยาศาสตรช์ ว่ ยให้เกดิ ความเจรญิ ทางรา่ งกายและจติ ใจ
8. วทิ ยาศาสตร์ชว่ ยให้เป็นผูบ้ ริโภคท่ีสามารถ หมายถึง การตดั สนิ ใจในการเลอื กใช้สนิ คา้ โดย
อาศัยหลกั วิชาความรู้
9. วิทยาศาสตร์ชว่ ยให้เปน็ ผู้ผลติ ทสี่ ามารถ จะเหน็ ไดจ้ ากประเทศต่าง ๆ ทม่ี คี วามเจริญทาง
วิทยาศาสตรผ์ ลติ สินคา้ ไดจ้ านวนและคณุ ภาพ
10. วิทยาศาสตร์ชว่ ยให้เรารจู้ กั ใชเ้ วลาว่างเพื่อทาการศึกษาหรอื ค้นคว้าในงานด้าน
วิทยาศาสตรห์ รอื คดิ ประดิษฐส์ ิ่งของเคร่ืองใชต้ ่าง ๆ
11. วิทยาศาสตร์ชว่ ยให้เกิดปรัชญาแหง่ การดารงชีวติ
12. วทิ ยาศาสตร์ชว่ ยให้รู้จักใช้ทรพั ยากรธรรมชาตใิ ห้เป็นประโยชน์
13. วทิ ยาศาสตรช์ ว่ ยให้เกดิ ความพอใจ ซง่ึ ความพอใจเป็นบอ่ เกิดแห่งแรงจงู ใจให้ศึกษาและ
คน้ ควา้
14. วิทยาศาสตรช์ ่วยแก้ปัญหาตา่ ง ๆ
ดังนั้น วิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทและความสาคัญตอ่ การพัฒนาประเทศเป็นอย่างมาก ความ
ม่งุ หวงั ทจ่ี ะมเี ศรษฐกจิ ทีม่ ่งั ค่ัง มคี วามม่นั คงทางสงั คม เปน็ ผ้นู าในด้านตา่ ง ๆ สงิ่ สาคัญทจ่ี ะทาให้
บรรลไุ ด้น้ัน จะต้องสนับสนุนให้มีการวจิ ยั คน้ ควา้ ทางวทิ ยาศาสตร์ ตลอดจนสง่ เสรมิ การนา
วิทยาศาสตรม์ าประยกุ ตใ์ ช้ใหเ้ หมาะสมในการผลติ ต่าง ๆ และจาเป็นอย่างยิ่งทค่ี วรจะจัดการศกึ ษา
ใหป้ ระชาชนมคี วามรทู้ างด้านวิทยาศาสตรอ์ ยา่ งกว้างขวาง

27

2. ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์

ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี เปน็ สาระหน่งึ ของกลมุ่ สาระการเรียนรู้
วทิ ยาศาสตรร์ ะดบั การศึกษาขั้นพ้นื ฐาน มีมาตรฐานการเรียนร้ทู ่ีเน้นใหผ้ เู้ รยี นไดพ้ ฒั นาทักษะ
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจติ วิทยาศาสตรใ์ นการสบื เสาะหาความรูแ้ ละการแก้ปัญหา และมี
ความเข้าใจทถี่ ูกต้องต่อธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์

2.1 คาอธบิ ายเก่ยี วกับธรรมชาติของวิทยาศาสตร์

จากการศึกษาคาอธบิ ายเกย่ี วกับธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ มดี ังน้ี
สมาคมอเมริกันเพอ่ื ความกา้ วหนา้ ทางวทิ ยาศาสตร์ (American Association for the
Advancement of Science, AAAS) (1993 : 3) กล่าวถึงธรรมชาติของวิทยาศาสตรไ์ ว้วา่ การเกดิ
ความร้ทู างวทิ ยาศาสตรเ์ ก่ียวกับธรรมชาติของโลก โดยใชก้ ารเรยี นการสอนซง่ึ เน้นความรู้ความจา
เพยี งอยา่ งเดียวน้ัน ไม่ทาให้เกิดความเขา้ ใจในธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรแ์ ตป่ ระการใด และความรู้
เกี่ยวกบั ปรชั ญาวิทยาศาสตรแ์ ละสังคมวิทยาเพียงอย่างเดียวก็ไมไ่ ดช้ ่วยใหเ้ กิดความเขา้ ใจธรรมชาติ
ของโลกในเชิงวทิ ยาศาสตร์
McComas (2000 : 4-5) กล่าววา่ ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์เปน็ การผสมผสานการศึกษาทาง
สงั คมของวทิ ยาศาสตรใ์ นหลายด้านทง้ั ทางด้านประวัติการค้นพบความร้ทู างวิทยาศาสตร์ สงั คม
วทิ ยา และปรัชญาทางวิทยาศาสตร์ประกอบกับการวิจยั ทาง Cognitive science เพื่ออธิบายว่า
วทิ ยาศาสตร์คอื อะไร นักวทิ ยาศาสตร์ทางานแบบเป็นกลุ่มสังคมไดอ้ ย่างไร และสงั คมมปี ฏกิ ริ ยิ า
อยา่ งไรต่อความอตุ สาหพยายามทางวทิ ยาศาสตร์ ธรรมชาติของวิทยาศาสตรไ์ มไ่ ดม้ ุ่งศกึ ษา
ปรากฏการณ์ธรรมชาติเหมือนวิทยาศาสตรโ์ ดยตรง สงั คมวทิ ยาศาสตรป์ ระกอบด้วยบุคคลที่อทุ ิศตน
ในหน้าที่การงานเพอื่ การทาความเข้าใจธรรมชาติใหล้ กึ ซึ้งข้นึ แต่ผทู้ ่ีศึกษาธรรมชาตขิ อง
วทิ ยาศาสตร์มาจากหลายสาขาวชิ าและม่งุ ศกึ ษาวิทยาศาสตร์และนักวิทยาศาสตร์ สาหรับนกั
การศึกษาวิทยาศาสตรแ์ ล้ว คาว่า ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ ใชใ้ นการอธบิ ายประเดน็ ทีเ่ ก่ยี วข้องกบั
ปรัชญา ประวตั กิ ารค้นพบความรทู้ างวิทยาศาสตร์ สงั คมวทิ ยาและจิตวทิ ยาในวิทยาศาสตร์จึงเป็น
พื้นฐานในการกาหนดว่านกั เรียนควรจะเรยี นสงิ่ ใดในวชิ าวทิ ยาศาสตร์
Lederman et al. (2002 : 498) ไดอ้ ธิบายธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรซ์ ึ่งสอดคล้องกับคาอธิบาย
ของ McComas ว่า ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์เป็นการอ้างถงึ ญาณวทิ ยาและสังคมวทิ ยาของ

28

วิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตรใ์ นฐานะวิธแี ห่งความรู้ หรอื คา่ นิยมและความเชือ่ ที่มอี ยใู่ นองค์ความรแู้ ละ
พัฒนาการขององคค์ วามรู้ทางวทิ ยาศาสตร์

ดังนั้นการศึกษาธรรมชาติของวิทยาศาสตร์จึงมีประโยชน์ในด้านการช่วยให้บุคคลสามารถ
ตดั สินใจเก่ียวกับความสมเหตุสมผลและประโยชนข์ องความรู้ทีเ่ ก่ยี วกับวทิ ยาศาสตร์ และเป็น
ประโยชนต์ อ่ การศึกษาวทิ ยาศาสตร์ เนอ่ื งจากเปน็ พน้ื ฐานในการพจิ ารณาว่านักเรียนควรเรียนสิ่งใด
เกย่ี วกบั วิทยาศาสตร์

2.2 มุมมองด้านปรัชญาตอ่ ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์

มุมมองดา้ นปรชั ญาต่อธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตรแ์ บง่ ออกเปน็ 2 มมุ มอง คอื มุมมอง
ธรรมชาติของวิทยาศาสตรแ์ บบดงั้ เดมิ (Traditional View) และ มุมมองธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์
แบบร่วมสมยั (Contemporary View) มรี ายละเอยี ดดงั นี้

1. มุมมองธรรมชาติของวิทยาศาสตร์แบบดั้งเดิม (Traditional View)
มุมมองธรรมชาติของวิทยาศาสตร์แบบดงั้ เดิม วางอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดทางปรัชญา 2

แนวคิด คือ แนวคดิ สัจนยิ ม ซึง่ เป็นมุมมองเก่ยี วกบั ทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตร์และการอธบิ าย และ
แนวคิดประสบการณน์ ยิ ม ซ่งึ เป็นมมุ มองเกย่ี วกบั ความรู้ทางวิทยาศาสตรแ์ ละการพฒั นาความรู้ทาง
วิทยาศาสตร์ มรี ายละเอียดดงั ตาราง 1

ตาราง 1 มมุ มองธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรแ์ บบด้งั เดิม (Traditional View)

ขอบขา่ ยของธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ มุมมองแบบดง้ั เดมิ
ทฤษฎที างวิทยาศาสตร์ 1. นกั วิทยาศาสตรค์ ้นพบทฤษฎซี ่งึ มีอย่ใู น
ธรรมชาติ
ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ 2. นกั วทิ ยาศาสตร์จะไม่ใชท้ ฤษฎเี กา่ แกท่ ี่ได้
พสิ จู น์แลว้ วา่ ไมจ่ รงิ
3. สมมติฐานเกดิ จากการพสิ ูจนท์ ฤษฎวี ่าเป็นจริง
1. แบบจาลองทางวิทยาศาสตร์ เชน่ แบบจาลอง
อะตอม แบบจาลองเซลลป์ ระสาท เปน็ การ
เลียนแบบความจริง

29

ตาราง 1 (ต่อ)

ขอบข่ายของธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ มุมมองแบบดงั้ เดมิ
การพฒั นาความรทู้ างวิทยาศาสตร์ 2. กฎทางวิทยาศาสตรจ์ ะกลายเปน็ ความจริงที่
สมบรู ณ์เมอ่ื ผา่ นการพิสูจนแ์ ล้ว
ลกั ษณะของนักวิทยาศาสตร์ 3. ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรม์ ีความสัมพันธ์
ที่มา : ดัดแปลงจาก Haidar (1999 : 821-822) โดยตรงกับความจริง
4. ความรู้ทางวทิ ยาศาสตรเ์ กดิ จากการรวม
ความหมายทางวิทยาศาสตรเ์ ท่าน้ัน
5. การสงั เกตทาให้เกดิ ความรทู้ างวิทยาศาสตร์
1. นักวิทยาศาสตรป์ ระเมนิ ขอ้ กล่าวอ้างทาง
วทิ ยาศาสตร์โดยใชห้ ลกั ฐานเชงิ ประจักษ์
2. วิธกี ารเดยี วท่จี ะทาให้เกดิ ความรทู้ าง
วิทยาศาสตร์คือวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์
3. วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์เปน็ วิธีการท่ตี ้อง
เป็นไปตามลาดบั ขน้ั ตอน
4. การใชว้ ธิ กี ารทางวิทยาศาสตรเ์ ทา่ นนั้ ที่ค้นพบ
ทฤษฎีทางวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้อง
5. นกั วทิ ยาศาสตร์คน้ พบกฎทางวิทยาศาสตร์
เพราะกฎมอี ยใู่ นธรรมชาติและนักวิทยาศาสตร์
จะตอ้ งค้นหา
1. นักวทิ ยาศาสตร์คือผทู้ ่ีมจี ุดม่งุ หมายและเปิดใจ
ในทุกการกระทา
2. นกั วิทยาศาสตร์ต้องพยายามคน้ พบความจริง
ทสี่ มบูรณ์

2. มมุ มองธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์แบบร่วมสมยั (Contemporary View)
มุมมองธรรมชาติของวิทยาศาสตร์แบบร่วมสมัย วางอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดทางปรัชญา

2 แนวคิด คือ แนวคิดอุปกรณน์ ิยม ซง่ึ เปน็ มุมมองเก่ียวกบั ทฤษฎีและการอธบิ ายทางวิทยาศาสตร์

30

และแนวคดิ คอนสตรัคตวิ สิ ต์ ซึง่ เป็นมุมมองเกี่ยวกบั ความรู้ทางวิทยาศาสตรแ์ ละการพัฒนาความรู้
ทางวิทยาศาสตร์ มีรายละเอยี ดดงั ตาราง 2

ตาราง 2 มุมมองธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตรแ์ บบร่วมสมยั (Contemporary View)

ขอบข่ายของธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ มุมมองแบบรว่ มสมัย
ทฤษฎที างวิทยาศาสตร์ 1. นักวทิ ยาศาสตร์สร้างทฤษฎี เพราะทฤษฎมี า
จากจิตใจ
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ 2. ทฤษฎีมรี ูปแบบท่แี นน่ อน ถึงแม้จะเป็นทฤษฎี
ทเ่ี ก่า ลา้ สมยั แตส่ ามารถชว่ ยนักวิทยาศาสตรใ์ น
การสรา้ งความคดิ ทางวทิ ยาศาสตร์
3. ทฤษฎีหนึ่งจะถูกยอมรับโดยการเชือ่ มโยงกบั
ทฤษฎอี ืน่ และไดร้ ับการยอมรับในสังคม
วทิ ยาศาสตร์
1. แบบจาลองทางวิทยาศาสตรไ์ มส่ ามารถ
อธิบายความจริงของธรรมชาตไิ ด้ เปน็ แค่
ความคดิ ของนักวทิ ยาศาสตร์หรือการเดา เพราะ
นักวิทยาศาสตร์ไมส่ ามารถเหน็ ส่งิ ท่ีเป็นจรงิ
2. กฎทางวิทยาศาสตรเ์ ปน็ เพยี งความพยายาม
ของนกั วิทยาศาสตรท์ ี่จะอธบิ ายส่วนหนึ่งของ
ธรรมชาติ
3. ความรทู้ างวิทยาศาสตร์คอื ความจริงที่
นกั วทิ ยาศาสตรเ์ ขา้ ใจธรรมชาติ
4. ความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์สรา้ งมาจาก
ความหมายทางวิทยาศาสตรแ์ ละความหมายท่ีไม่
เป็นวิทยาศาสตร์
5. ความรทู้ างวทิ ยาศาสตรส์ ามารถสรา้ งมาจาก
จนิ ตนาการหรือความคดิ สรา้ งสรรค์

31

ตาราง 2 (ต่อ)

ขอบข่ายของธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ มมุ มองแบบร่วมสมัย
การพฒั นาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ 1. นกั วิทยาศาสตรจ์ ะไม่ใช้เฉพาะหลกั ฐานเชงิ
ประจกั ษ์ แตส่ ามารถใชท้ ้ังจินตนาการหรอื การ
ลกั ษณะของนักวทิ ยาศาสตร์ สร้างสรรค์
ทีม่ า : ดดั แปลงจาก Haidar (1999 : 821-822) 2. วทิ ยาศาสตร์ไม่ได้เกดิ จากวิธีการเพยี งวธิ ีการ
เดยี ว แต่มวี ธิ ีการอ่นื ด้วย เช่น การสร้างสรรค์
จนิ ตนาการและการรเิ ริ่ม
3. นกั วทิ ยาศาสตรไ์ ม่จาเป็นตอ้ งทาตามลาดบั
ข้ันตอนของวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์
4. นกั วทิ ยาศาสตร์ใชว้ ธิ ีการหลาย ๆ วธิ ีการตาม
สภาพแวดล้อม ซ่ึงวธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็
แคว่ ธิ ีการหนงึ่ เทา่ น้ัน
5. นกั วทิ ยาศาสตร์สรา้ งกฎทางวทิ ยาศาสตร์
เพือ่ อธิบายลกั ษณะของธรรมชาติ
1. สิง่ ทมี่ อี ทิ ธพิ ลต่อนักวิทยาศาสตร์มีหลาย
ประการ เช่น ความรเู้ ดิม ตรรกะ ปจั จยั ทางสงั คม
2. นกั วทิ ยาศาสตรท์ างานในสังคมวทิ ยาศาสตร์
เพอ่ื ค้นหาแนวทางทดี่ ที ส่ี ดุ ในการอธบิ าย
ธรรมชาติ

2.3 ขอบข่ายของธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์

เมื่อกล่าวถึงธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ สถาบันทางการศึกษาวิทยาศาสตร์และ
นกั วทิ ยาศาสตร์ศึกษาหลายท่านมกั ให้คาอธิบายตามขอบเขตของปรัชญา สงั คมวทิ ยา และ
วทิ ยาศาสตร์ในฐานะวิถแี หง่ ความรู้ หรอื คา่ นยิ มและความเชอื่ ทมี่ อี ยู่ในองคค์ วามรู้ ซึ่ง American
Association for the Advancement of Science (1989) ได้อธบิ ายขอบข่ายของธรรมชาติของ
วทิ ยาศาสตร์ไว้ 3 ดา้ น ดงั นี้

32

1. โลกทศั น์ทางวิทยาศาสตร์ (Scientific World View) กลา่ วคอื นกั วทิ ยาศาสตร์ได้แบง่ ปนั
องค์ความรู้ท่ตี นคน้ พบ ความเชือ่ และทัศนคตเิ กย่ี วกบั ส่ิงที่ได้ศึกษาค้นควา้ ซง่ึ เก่ียวข้องกับโลก
ธรรมชาติ เชน่ เราสามารถทาความเขา้ ใจธรรมชาติได้ ความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์มคี วามคงทนเป็น
ช่วงเวลาและสามารถเปล่ียนแปลงได้ และวิทยาศาสตร์ไมส่ ามารถให้คาตอบกบั ทุกคาถาม

2. การสืบเสาะหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ (Scientific Inquiry) กล่าวคือ นกั วทิ ยาศาสตร์
ได้พัฒนาองค์ความรู้วิทยาศาสตรโ์ ดยใชว้ ิธีการคน้ คว้าและกระบวนการสืบเสาะหาความรูท้ าง
วิทยาศาสตร์ และพยายามหาหลักฐานโดยใชต้ รรกะและจินตนาการ ทาการทดลอง อธิบาย และ
ทานายปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยพยายามหลีกเลีย่ งความลาเอยี ง

3. กจิ การทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Enterprise) กล่าวคือ วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นกิจการหน่งึ
ทางสังคมทีม่ คี วามซบั ซ้อน การสร้างความรว่ มมอื ระหว่างนกั วิทยาศาสตรด์ ้วยกนั หรือเชือ่ มโยง
เครือข่ายระหวา่ งบคุ คล องค์กร และสถาบันตา่ ง ๆ ที่เก่ียวข้อง จึงเปน็ สิ่งสาคัญท่ีจะส่งเสรมิ การ
พฒั นาและเผยแพรค่ วามรทู้ างวิทยาศาสตรใ์ หก้ ้าวหน้าและเปน็ ท่ียอมรบั ต่อไป

วิทยาศาสตร์จึงมีบทบาทสาคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์
เก่ยี วข้องกบั ชวี ติ ของทกุ คน ท้ังในการดารงชีวติ ประจาวนั และในงานอาชีพต่าง ๆ เครือ่ งมอื เครือ่ งใช้
ตลอดจนผลผลติ ต่าง ๆ ทค่ี นได้ใชเ้ พอ่ื อานวยความสะดวกในชีวติ และในการทางาน ลว้ นเป็นผล
ของความรู้วทิ ยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสรา้ งสรรค์และศาสตร์อนื่ ๆ ความร้วู ิทยาศาสตร์ช่วย
ใหเ้ กดิ การพัฒนาเทคโนโลยอี ยา่ งมาก ในทางกลับกันเทคโนโลยกี ม็ สี ่วนสาคญั มากท่จี ะใหม้ ี
การศึกษาค้นคว้าความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยัง้ (สถาบนั ส่งเสรมิ การสอน
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2546 : 1)

2.3.1 โลกทัศนท์ างวิทยาศาสตร์

โลกทัศน์ทางวิทยาศาสตร์ คือแนวคิดที่ว่า ปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในจักรวาลอย่าง
แบบแผน หากมกี ารศึกษาอย่างละเอยี ดรอบคอบ จะทาให้เราค้นพบแบบแผนของจกั รวาลได้ แต่
เนื่องจากวิทยาศาสตรม์ งุ่ ศึกษาเฉพาะแบบแผนของปรากฏการณ์ธรรมชาติจงึ ทาใหว้ ทิ ยาศาสตร์ไม่
สามารถใหค้ าตอบแกค่ าถามบางประการได้ นักการศกึ ษาหลายท่านได้อธบิ ายขอบขา่ ยของโลกทัศน์
ทางวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ มรี ายละเอียดดังนี้

มังกร ทองสุขดี (2523 : 16-19 อ้างโดย ฉวีวรรณ ธัญญะศิริกุล, 2549 : 41-42) กล่าวว่า
ความรูใ้ ด ๆ ทเ่ี กิดจากกจิ กรรมทางวิทยาศาสตร์ จะตอ้ งเปน็ ส่ิงท่ี

33

1. ทดสอบได้ (Testability)
2. มคี วามน่าเช่อื ถือได้ (Reliability)
3. มีคาจากัดความและความเท่ียงตรงท่แี น่นอน (Definition and precision)
4. มีระบบโครงสรา้ งท่แี นน่ อน (Systematic structure)
5. สามารถทาความเข้าใจได้ (Comprehensiveness)
สุวัฒก์ นยิ มคา้ (2532 : 134-135) อธบิ ายขอบข่ายของโลกทศั นท์ างวทิ ยาศาสตร์ ดังน้ี
1. ความรทู้ างวิทยาศาสตร์เป็นความรู้เชิงประจกั ษ์ (Empirical knowledge) สร้างขึ้นมา
จากข้อเทจ็ จรงิ จากประสบการณผ์ ัสสะดว้ ยวธิ ีอุปมาน และทดสอบความถกู ตอ้ งของความรู้ดว้ ย
หลักฐานจากประสบการณ์ผัสสะเชน่ กนั
2. ความรทู้ างวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ความรูท้ ี่ได้มาโดยวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ ซึ่งอาจเปน็
ระเบยี บวธิ วี ทิ ยาศาสตร์ หรือกระบวนการทางวิทยาศาสตรก์ ไ็ ด้
3. ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์จะมลี ักษณะเป็นความจริงสากล (Universal)
4. ความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ไมใ่ ชค่ วามจรงิ ทสี่ มบรู ณ์ ตอ้ งการการปรับปรุงแกไ้ ขให้มี
ความสมบูรณย์ งิ่ ขน้ึ แตก่ ็เปน็ ความจริงทีเ่ ชอ่ื ถอื ไดส้ ูง สามารถนาไปใช้ในชีวติ จรงิ หรือนาไปปฏบิ ตั ิ
ได้
5. ความรู้ทางวทิ ยาศาสตรม์ ีลกั ษณะเป็นปรนยั (Objectivity) คอื ความร้ทู างวิทยาศาสตร์
เป็นสิง่ ท่ีไดร้ บั การกลน่ั กรองและทดสอบ ทาใหเ้ ข้าใจตรงกนั สื่อความหมายอยา่ งเดียวกนั แปล
ความหมายตรงกัน รวมท้งั การกระทาของแตล่ ะคนในเรื่องนัน้ ๆ ภายใตส้ ภาวะแวดลอ้ มเดยี วกันจะ
ไดผ้ ลออกมาตรงกัน
Rubba และ Andersen (1978 : 456) (อ้างโดย อุทยั สะเดา, 2540 : 15-16) กลา่ วถึงโลก
ทัศน์ทางวทิ ยาศาสตร์ ดงั นี้
1. ความบริสทุ ธ์ิ (Amorality) ความรู้เชงิ วทิ ยาศาสตรท์ าให้มนษุ ย์มคี วามสามารถต่าง ๆ
มากมาย แต่ไม่ไดม้ กี ารกาหนดว่าจะใช้ความรู้น้ันอย่างไร การท่ีจะตดั สนิ คุณธรรมข้ึนอยู่กบั การนา
ความร้ไู ปใชโ้ ดยมนุษย์
2. ความสรา้ งสรรค์ (Creativity) ความรเู้ ชิงวทิ ยาศาสตร์นั้น ไดม้ าจากกระบวนการ
สืบเสาะทางวทิ ยาศาสตร์ซง่ึ ต้องมีการจนิ ตนาการที่สร้างสรรคม์ าก
3. พัฒนาการ (Development) ความร้เู ชงิ วทิ ยาศาสตรถ์ กู จากัดไว้เพยี งความเป็นไปได้
เทา่ น้นั และไม่สามารถจะพสิ จู น์ได้วา่ สมบรู ณถ์ ึงที่สดุ ความเชอ่ื ในสมยั หนง่ึ อาจเปลย่ี นแปลงได้
เมอ่ื มหี ลักฐานอ่นื ๆ ที่ดกี วา่ มาคัดคา้ น

34

4. ความสมบรู ณ์และเรยี บงา่ ย (Parsimony) ความรเู้ ชิงวิทยาศาสตร์นนั้ เป็นข้อความที่
งา่ ย ๆ ไม่ซับซอ้ น และพยายามจะให้มมี โนมตจิ านวนนอ้ ยทสี่ ุดท่ีจะสามารถอธิบายปรากฏการณ์
ต่าง ๆ ใหไ้ ดม้ ากท่สี ุด

5. สามารถทดสอบได้ (Testability) ความรู้เชงิ วทิ ยาศาสตรเ์ ป็นสิง่ ทีส่ ามารถตรวจสอบ
ไดผ้ ลดังเดมิ ทกุ คร้ัง โดยการทดสอบดว้ ยการสังเกต

6. ความเป็นเอกภาพ (Unification) ความรู้เชงิ วิทยาศาสตรแ์ ต่ละสาขาจะถูกสรา้ งขนึ้ เปน็
กฎ ทฤษฎี และมโนมตทิ สี่ มั พนั ธก์ นั ซ่ึงชว่ ยให้วทิ ยาศาสตร์เพิม่ ความสามารถในการอธิบายและ
ทานายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ไดม้ ากขึน้

ปรีชา วงศ์ชูศิริ (2532 : 9-10) กลา่ วถึงธรรมชาตขิ องความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ดงั น้ี
1. การแสวงหาความร้ทู างวิทยาศาสตรจ์ ะมลี กั ษณะของการคอ่ ย ๆ พัฒนาไปเปน็ ลาดับ
ในแนวที่วา่ ถงึ แม้จะชว่ ยให้ได้คาตอบซึ่งคาดคะเนได้ลว่ งหนา้ ตรงหรอื สอดคล้องกับข้อมูลในบาง
โอกาส ความร้ทู ีไ่ ด้มาก็เปน็ ผลจากการแสวงหาความรู้ทผ่ี ่านมา และเป็นความรู้ทีจ่ ะนาไปสู่การ
ปรบั ปรงุ แก้ไขต่อไป
2. เมอื่ เปรยี บเทียบกบั ขอ้ เทจ็ จรงิ ทัง้ หลายในโลก การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตรจ์ ะ
ให้ความจรงิ เพยี งบางส่วน มากกวา่ ทีจ่ ะใหค้ วามจรงิ ทีส่ มบรู ณแ์ ละถาวรตลอดไป
3. วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตรน์ ้นั แตกตา่ งจากการแสวงหาความรทู้ ่อี าศัยสามญั สานกึ หรอื
คาดคะเนโดยปราศจากการควบคุม คือวิธีการทางวิทยาศาสตร์มกี ารปรบั ปรงุ แกไ้ ขตนเองได้
กล่าวคือ สามารถหาขอ้ ผิดพลาดจากการลองผดิ ลองถูกเชิงวิธีการ และแก้ไขปรบั ปรงุ ในสว่ นท่ี
ผิดพลาดจนได้คาตอบท่เี ขา้ ใกล้ความจริงมากยิง่ ขนึ้ คือ ไดค้ าตอบทม่ี คี วามถูกต้องยิง่ ขึ้น
สุวัฒก์ นิยมค้า (2532 : 95) เสนอรปู แบบการได้มาซง่ึ ความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ โดยเร่ิม
จากนกั วทิ ยาศาสตร์เกิดความสงสัยในปรากฏการณ์ธรรมชาติ จึงใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้
ทางวทิ ยาศาสตร์ จนในที่สดุ นักวิทยาศาสตรไ์ ด้พบความรทู้ างวิทยาศาสตร์ รายละเอียดดังภาพ 1

35

ภาพ 1 รปู แบบทวั่ ไปของการไดม้ าซึ่งความร้ทู างวิทยาศาสตร์ (P-P-P)

Phenomena Processes Products

ปรากฏการณ์ กระบวนการ ความรูท้ าง
ธรรมชาติ สืบเสาะหา วทิ ยาศาสตร์
ความรูท้ าง
วิทยาศาสตร์ เกดิ ความสงสยั ใช้ วิทยาศาสตร์ พบ ข้อเทจ็ จรงิ
พบ เกดิ ปัญหา การสงั เกต มโนมติ
เกิดความอยากรู้ การวดั กฎ หลักการ
อยากเหน็ การตง้ั สมมติฐาน ทฤษฎี โมเดล
ฯลฯ

เมอ่ื พจิ ารณาจากลักษณะของความรทู้ างวิทยาศาสตรต์ ามทนี่ ักการศึกษาแต่ละทา่ น สามารถ
สรปุ ลกั ษณะของความร้ทู างวทิ ยาศาสตรไ์ ดด้ งั ตอ่ ไปนี้

1. มกี ฎเกณฑเ์ ฉพาะ
2. เปน็ ความรู้เชิงประจักษ์ซึง่ ได้จากการสงั เกต
3. เก่ียวขอ้ งกบั จินตนาการและความคิดสรา้ งสรรคข์ องมนษุ ย์
4. ไดร้ ับอิทธิพลจากทฤษฎที ี่มีอยู่
5. ฝงั ตรงึ อยู่ในระบบสังคมและวฒั นธรรม
6. ทดสอบได้ และจาเป็นตอ้ งได้รบั การพสิ จู น์
7. เป็นความจรงิ ช่ัวคราวหรือสามารถเปล่ียนแปลงได้
8. เป็นการอธิบายหรอื พยากรณป์ รากฏการณ์ธรรมชาติ
9. ไมเ่ ก่ียวขอ้ งกบั ความผดิ ชอบชัว่ ดี
10. เป็นความจรงิ สากล
11. มีลักษณะเป็นปรนัย
12. มคี วามเป็นเอกภาพ
13. สามารถอธิบายปรากฏการณ์ธรรมชาติไดห้ ลากหลาย

36

2.3.2 การสบื เสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์

การสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง วิธีการและคุณลักษณะที่
นักวิทยาศาสตรใ์ ชก้ ารแสวงหาความรู้ ประกอบด้วย วิธีการทางวิทยาศาสตร์ ทกั ษะกระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ และจติ วทิ ยาศาสตร์

ภพ เลาหไพบลู ย์ (2534 : 11-12) กล่าวว่า ลักษณะการสืบเสาะหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์
เป็นลกั ษณะของการเปลย่ี นแปลงการสะสมความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์ประเภทตา่ ง ๆ ตง้ั แต่ ข้อเทจ็ จริง
มโนมติ ทฤษฎี หลักการ กฎ สมมตฐิ าน การตรวจสอบ และการพยากรณ์ของความรู้ประเภทตา่ ง ๆ
นนั้ เปน็ การสรา้ งเสรมิ ความเชอื่ มัน่ ในความรู้เดมิ และเปน็ การตง้ั สมมติฐานและได้พบความรใู้ หม่
ตอ่ ไปเป็นวฏั จกั รดังภาพ 2

ภาพ 2 โครงสร้างกระบวนการสืบเสาะหาความรูท้ างวิทยาศาสตร์

ทฤษฎี

กล่มุ ของมโนมติ หลักการ
กฎ
การอุปมาน การอนมุ าน

มโนมติ

ข้อเทจ็ จรงิ จากการ สมมตฐิ าน
สังเกต ข้อเทจ็ จรงิ จากการพยากรณ์

ท่มี า : ภพ เลาหไพบลู ย์ (2534 : 12)

37

2.3.2.1 วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตร์

การที่นักวิทยาศาสตร์มีความสนใจแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ต่าง ๆ นั้น
ทาให้นักวิทยาศาสตร์ต้องใช้กระบวนการแสวงหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตร์ กระบวนการต่าง ๆ ท่ี
นามาใชใ้ นการแสวงหาความร้นู นั้ อาจแตกตา่ งกนั บ้าง แตก่ ม็ ลี กั ษณะรว่ มกันทท่ี าให้สามารถจัดเปน็
ขน้ั ตอนได้

ปรีชา วงศ์ชูศิริ (2532 : 8) กลา่ วว่า วิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ คอื ยทุ ธวธิ ที ใ่ี ช้ใน
การแสวงหาความรู้ทางวิทยาศาสตรอ์ ยา่ งครบวงจร วธิ กี ารทางวทิ ยาศาสตร์ไม่ขน้ึ อยกู่ ับเน้อื หาสาระ
ของเร่อื งทกี่ าลงั ศึกษาค้นควา้ แตใ่ นทางตรงกันขา้ ม การดาเนนิ การทกุ ข้นั ตอนตามวิธกี ารดังกล่าวจะ
ข้ึนกบั เน้ือหาสาระของเรอ่ื งและขน้ั ของพฒั นาการของความรู้ในเนื้อหาสาระนน้ั วธิ ีการทาง
วิทยาศาสตร์สามารถใหข้ อ้ เสนอแนะบางอยา่ งต่อผทู้ ใี่ ชว้ ธิ ีการนีใ้ นการแสวงหาความรู้ ทง้ั ยงั ให้
วิถที างในการหาจุดที่จะปรับปรุงแก้ไขในกรณที เี่ กิดความผดิ พลาดขึน้ แตว่ ิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ไม่
อาจแทนท่คี วามคดิ รเิ ร่มิ สรา้ งสรรค์ได้ และไม่อาจปอ้ งกันความผิดพลาดต่าง ๆ ทจี่ ะเกิดขึ้นในขณะ
ดาเนนิ การแสวงหาความรูไ้ ด้

ภพ เลาหไพบูลย์ (2534 : 10) กลา่ ววา่ ข้ันตอนทีใ่ ชใ้ นการแสวงหาความรทู้ าง
วทิ ยาศาสตร์ เรียกวา่ วิธกี ารทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method)

นอกจากนีน้ ักการศกึ ษาหลายทา่ นได้เสนอลาดับข้ันของวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์
ซึ่งมรี ายละเอียดดังน้ี

อานาจ เจริญศิลป์ (2525 : 39) กลา่ วถึงวิธกี ารทางวิทยาศาสตรโ์ ดยมลี าดบั ขน้ั
ดังตอ่ ไปนี้

1. การกาหนดขอบเขตของปัญหา คอื ต้องสารวจให้แนน่ อนวา่ ปัญหาน้ันอย่ทู ่ี
ไหน อะไรคอื ปัญหาอันแทจ้ ริง

2. การตงั้ สมมตฐิ าน คอื ต้องสารวจว่าอะไรเปน็ มลู เหตทุ ที่ าให้เกิดปัญหาน้นั ๆ
3. การทดลอง และการเกบ็ ขอ้ มูล คอื การลงมอื แกป้ ัญหาจากปญั หาที่
ตัง้ สมมตฐิ านขึน้ มาไว้ เพอื่ หาแนวทางท่ีจะแกป้ ญั หา
4. การวเิ คราะห์ขอ้ มลู คือ การนาข้อมูลท่ไี ดจ้ ากการทดลองมาวเิ คราะหอ์ ย่าง
รอบคอบแล้วรายงานผล
5. สรุปผล แนวทางแก้ปญั หาได้ผลอย่างไร มีขอ้ บกพร่องอยา่ งไร เรียบเรียงเป็น
เรื่องราวแลว้ บันทึกไว้

38

ปรีชา วงศ์ชูศิริ (2532 : 6-7) ไดส้ รปุ ข้ันตอนสาคญั ท่ใี ชใ้ นวิธีการทาง
วิทยาศาสตรแ์ ละสรปุ เป็นแผนภาพ 3 ไดด้ งั ต่อไปนี้

1. ถามดว้ ยขอ้ ความท่ชี ัดเจนและเป็นคาถามท่ีกอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์
2. สรา้ งสมมตฐิ านทีเ่ ปน็ คาตอบของคาถาม โดยทส่ี มมตฐิ านนั้น มที งั้ หลักฐาน
สนบั สนนุ และสามารถทดสอบได้
3. สร้างขอ้ ความสืบเนือ่ งจากสมมตฐิ าน
4. กาหนดเทคนิคทจี่ ะใช้ในการทดสอบสมมตฐิ านเหล่าน้นั
5. ตรวจสอบเทคนคิ เพ่ือหาความสอดคล้องและความนา่ เชื่อถือได้
6. ปฏิบตั กิ ารทดสอบ และแปลความหมายผลทไี่ ด้จากการทดสอบ
7. ประเมนิ ความถูกต้องเปน็ จรงิ ท่ีอ้างถึงในสมมติฐานและความถกู ตอ้ งของ
เทคนคิ ทใี่ ช้
8. หาขอบเขตของเนื้อหาสาระท่สี ามารถใช้สมมติฐานและเทคนิคขา้ งตน้ ได้ และ
ระบปุ ัญหาใหมจ่ ากแนวความคดิ ท่ไี ดใ้ นการแสวงหาความร้ทู ี่ผ่านมา

ภาพ 3 ขนั้ ตอนของวธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ 39

ความรทู้ ่ีมี สมมตฐิ าน ขอ้ ความ ความรู้ทม่ี ี
อยูเ่ ดิม สบื เนอื่ งจาก อยเู่ ดมิ
สมมตฐิ านท่ี ปญั หาใหม่
ปัญหา
สามารถ
ตรวจสอบได้

การประเมนิ
สมมตฐิ าน

ตรวจสอบ หลกั ฐาน
เทคนคิ ที่ใช้

ทมี่ า : ปรีชา วงศ์ชูศิริ (2532 : 7)

ภพ เลาหไพบูลย์ (2534 : 10-11) กล่าว่า เมอ่ื นกั วทิ ยาศาสตรม์ ีความสนใจหรอื มี
ปญั หาท่ีจะค้นควา้ หาคาตอบ หรือคาอธบิ าย นกั วทิ ยาศาสตรม์ ักจะเร่ิมตน้ ด้วยการตั้งสมมติฐานขน้ึ
กอ่ นแล้วหาวธิ ีการรวบรวมสืบเสาะหาข้อมลู โดยการใชส้ ังเกต หรือวธิ ีการทดลองเกย่ี วกับปญั หา
นัน้ ๆ นักวิทยาศาสตร์เชอ่ื ถอื ในผลของการสงั เกตและการทดลอง การสงั เกตเป็นการพิจารณา
ปัญหาท่ศี ึกษาอยา่ งใกลช้ ดิ โดยการวัดและการรวบรวมข้อมลู การทดลองเปน็ การสืบเสาะหาความรู้
และพสิ ูจนว์ า่ อะไรเป็นสาเหตเุ ป็นผลของปญั หาหรอื ปรากฏการณ์ที่ศึกษานั้น ทั้งนนี้ ักวทิ ยาศาสตร์

40

มคี วามเช่อื วา่ ปญั หาหรือปรากฏการณ์ในธรรมชาตนิ นั้ จะต้องดาเนนิ ไปตามแบบแผนตามธรรมชาติ
ของมัน เมอื่ นักวิทยาศาสตร์ไดร้ วบรวมผลการสงั เกตและผลการทดลองแล้วมาประกอบกบั
ประสบการณเ์ ดมิ ทาให้เกิดมโนมตซิ ึง่ เป็นความร้คู วามเขา้ ใจของปญั หานนั้ ๆ และเมือ่
นักวิทยาศาสตรใ์ ชค้ วามคิดสบื คน้ ตอ่ ไปเพ่อื จะอธบิ ายความเป็นไปของปญั หาของปรากฏการณน์ น้ั
จะทาให้ไดท้ ฤษฎี กฎ หรอื หลกั การ และในการแสวงหาความรทู้ างวิทยาศาสตรน์ ัน้ นกั วิทยาศาสตร์
อาจไม่จาเปน็ ต้องดาเนนิ การตามขนั้ ตอนตามวิธีการทางวทิ ยาศาสตรท์ ั้งหมด นักวทิ ยาศาสตร์จะ
หาทางแก้ปัญหาในแนวทางทม่ี รี ะเบยี บแบบแผนอย่างมีทศิ ทางและมีข้ออ้างองิ และวิธกี ารแก้ปญั หา
หลาย ๆ ทาง และไดเ้ สนอลาดบั ขนั้ ตอนของวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์ มี 4 ข้ันตอน ดังน้ี

1. ขน้ั ระบปุ ญั หา
2. ขน้ั ตัง้ สมมตฐิ าน
3. ขั้นการรวบรวมขอ้ มูล โดยการสังเกต และ/หรือ การทดลอง
4. ขน้ั สรุปผลการสังเกต และ/หรอื การทดลอง
ฉวีวรรณ ธัญญะศิริกุล (2549 : 38-40) กลา่ ววา่ วิธกี ารทางวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็
กระบวนการทางาน จึงสามารถกาหนดเป็นขนั้ ตอนในการปฏบิ ตั ไิ ด้ ในที่นจี้ ะแบ่งออกเป็น 5
ข้ันตอน ดงั นี้
1. การกาหนดปญั หา เป็นจดุ เร่ิมตน้ ของการปฏิบตั ิงาน กาหนดวัตถปุ ระสงค์ของ
การทางาน จะทาอะไรหรอื อยากจะรอู้ ะไร ในสภาพการทางานปัจจุบนั น้ีการกาหนดปญั หากค็ อื การ
ตัง้ ช่ือเรอ่ื งของสิ่งท่ีจะทา ซงึ่ จาเปน็ ต้องสรา้ งความชดั เจนของงานทีท่ าให้ได้ จะได้เดนิ ถกู ทางมา
สะเปะสะปะและสับสน
2. การศึกษาปัญหา เปน็ การหาคาตอบของปญั หา โดยเรมิ่ จากการเสาะแสวงหา
จากพื้นฐานความคิดว่า ปัญหานีไ้ ด้มบี ุคคลอ่นื หาคาตอบไวแ้ ลว้ หรอื ยัง ดงั นนั้ การศกึ ษาปัญหาจึง
ตอ้ งอาศัยเอกสารและบนั ทึกต่าง ๆ หรือผ้รู ู้ การศึกษาปญั หาอาจจะได้คาตอบของปัญหาโดยตรง
หรืออาจจะได้ข้อมูลเกย่ี วขอ้ งท่ีเป็นประโยชนใ์ นการแกป้ ัญหา การศึกษาปญั หาอยา่ งดี รอบคอบและ
ท่ัวถึง ทาให้ได้รบั ข้อมลู สนบั สนนุ การทางานตอ่ ไปอยา่ งดี จึงจดั วา่ เปน็ ขน้ั ตอนทีส่ าคญั อย่างยงิ่ ใน
กระบวนการน้ี
3. การตัง้ สมมตฐิ าน เป็นการคาดคะเนคาตอบของปญั หาไวล้ ่วงหนา้ โดยอาศัย
ขอ้ มูลทีไ่ ด้จากการศึกษาในกรณที ไ่ี มไ่ ดค้ าตอบจากการศกึ ษาปัญหา การตง้ั สมมตฐิ านจะเป็น
ประโยชน์ในการศกึ ษาทาให้ขอบเขตการศึกษาชัดเจน เห็นแนวทางการศกึ ษาชดั เจนข้นึ

41

4. การทดสอบสมมตฐิ านและเกบ็ ข้อมูล การตง้ั สมมติฐานเป็นเพยี งการคาดคะเน
คาตอบ การหาคาตอบท่แี ท้จรงิ จะตอ้ งทาการทดสอบหรือปฏิบัติการ ในกระบวนการทดสอบจะมี
ข้อมลู ตา่ ง ๆ เกิดขน้ึ จึงตอ้ งกาหนดวธิ กี ารท่จี ะจัดเกบ็ ข้อมูลเหลา่ นน้ั ในทางวทิ ยาศาสตร์ข้อมลู สว่ น
ใหญจ่ ะเป็นตัวเลขที่เกิดจากการใชเ้ คร่อื งมือวดั

5. การวเิ คราะหข์ ้อมลู และสรปุ ผล เปน็ การนาขอ้ มูลที่ได้จากการทดสอบ มาจดั
กระทาดว้ ยวิธีการทางคณติ ศาสตร์ เรยี กวา่ การวิเคราะหข์ ้อมูล นาผลท่ไี ด้จากการวเิ คราะหม์ าสรุป
เป็นคาตอบ ในกระบวนการของวิธีการทางวิทยาศาสตรจ์ ะต้องมีการบนั ทกึ ผล เพอื่ รายงานผล
การศึกษาให้กบั บุคคลทว่ั ไปไดท้ ราบ เพื่อเปน็ แนวทางใหน้ าไปใชป้ ระโยชน์ต่อไป

จากการที่นักการศึกษาหลายท่านได้เสนอลาดับขั้นของวิธีการทางวิทยาศาสตร์
สามารถสรปุ ไดว้ า่ วธิ กี ารทางวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย 5 ขน้ั ตอน ดังนี้

1. การระบุปญั หา
2. ตัง้ สมมติฐาน
3. ทาการทดลอง
4. รวบรวมและวเิ คราะห์ขอ้ มลู
5. สรปุ ผลการทดลอง
อาจกล่าวได้ว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นเสมือนหัวใจของวิทยาศาสตร์ ถ้าไม่
มวี ธิ ีการทางวิทยาศาสตรก์ ็จะไม่มวี ทิ ยาศาสตรเ์ ช่นกัน แต่ตอ้ งตระหนกั ว่าวิธกี ารทางวิทยาศาสตร์
มใิ ช่จะผิดพลาดไม่ได้ หรอื ลาพังแต่วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์กเ็ พียงพอแลว้ วิธีการทางวิทยาศาสตร์
นน้ั อาจนาไปสูค่ วามผดิ พลาดได้ ซึง่ สามารถปรับปรุงแก้ไขความผดิ พลาดท่ีเกดิ ขึ้นน้นั ไดจ้ ากการ
ประเมนิ ผลผลติ ของวิธกี าร และการวิเคราะหต์ วั วธิ ีการอยา่ งละเอยี ด วิธีการทางวิทยาศาสตรไ์ ม่
สามารถดาเนนิ การโดยปราศจากเนอ้ื หาสาระอันเป็นความรทู้ ่จี ะใช้ควบค่กู ันไป แตจ่ าเปน็ ตอ้ งใช้
ความร้บู างอย่าง และในขณะเดียวกนั ความร้ทู นี่ ามาใชน้ ้นั จะไดร้ ับการปรับปรุงแกไ้ ขให้ถูกตอ้ ง
สมบูรณ์ยงิ่ ขึน้

2.3.2.2 ทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ ความชานาญและความสามารถในการ
ใชก้ ารคิดเพือ่ คน้ หาความร้รู วมทั้งการแก้ปัญหา ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ปน็ ทักษะทาง
ปญั ญา (Intellectual skills) ไม่ใช่ทักษะการปฏบิ ตั ดิ ว้ ยมือ (Psychomotor skills/ Hand on skills)
เพราะเป็นการทางานของสมอง การคิดมีทง้ั การคิดพื้นฐานหรอื การคดิ ในระดบั ตา่ ตวั อย่างเชน่

42

ทักษะการสื่อความหมาย ได้แก่ การฟงั การอา่ น การรับรู้ การจา การจาถาวร การบรรยาย การพูด
การเขยี น เป็นตน้ นอกจากน้ียงั มที ักษะการสงั เกต การระบุ การจาแนก การเรียงลาดบั การ
เปรยี บเทียบ การลงขอ้ สรปุ การใช้ตวั เลข นอกจากการคดิ พนื้ ฐานแล้ว ยงั มีการคดิ ระดับสูงหรือการ
คิดที่ซับซอ้ น เช่น ทักษะการจัดระบบความคดิ การวิเคราะห์ การตงั้ สมมติฐาน การทดสอบ
สมมตฐิ าน การคาดคะเน การพยากรณ์ การใหค้ าจากดั ความ การตคี วามหมาย การค้นหาแบบแผน
การผสมผสานขอ้ มลู การสรปุ ความ เป็นตน้ ซ่ึงทักษะการคดิ ดงั กลา่ วขา้ งต้นมีจานวนมาก ล้วน
แลว้ แต่มคี วามสาคญั ทผี่ ้เู รยี นต้องไดร้ ับการฝึก (พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยนิ ดีสขุ , 2548 : 9)

สมาคมอเมริกันเพื่อความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ (American Association for
the Advancement of Science, AAAS) ไดก้ าหนดทักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไว้ 13 ทักษะ
ประกอบด้วยทักษะขนั้ พ้ืนฐาน (Basic science process skills) 8 ทักษะ และทักษะขน้ั ผสม หรือ
บรู ณาการ (Integrated science process skills) 5 ทกั ษะ รวม 13 ทกั ษะ ดังน้ี

1. ทกั ษะการสังเกต (Observing)
ทักษะการสังเกต คือ ความสามารถในการใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่ง

หรือหลายอย่างรวมกนั ไดแ้ ก่ ตา หู จมูก ลิน้ และผิวกาย เขา้ ไปสมั ผัสโดยตรงกับวตั ถหุ รอื
ปรากฏการณ์ต่าง ๆ โดยไมล่ งความเห็นของผสู้ ังเกตเข้าไปดว้ ย ข้อมลู ท่ไี ดจ้ ากการสังเกตเป็นขอ้ มูล
ที่มีความสาคญั มากเพราะเป็นขอ้ มลู ความร้ขู นั้ พืน้ ฐานทจ่ี ะนาไปพฒั นาเปน็ ความรูช้ ั้นสงู
ตอ่ ไป อย่างไรก็ดี ข้อมูลทีไ่ ดจ้ ากการสงั เกตทเ่ี ปน็ ขอ้ มูลทางวทิ ยาศาสตร์จะมีความละเอยี ดและมี
ประโยชน์เพยี งใดข้ึนอยูก่ บั ประสบการณ์และความชานาญของผู้สังเกตเป็นหลักดว้ ย ข้อมูลทไ่ี ด้จาก
การสงั เกตมี 3 ประเภท คือ

1.1 ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ เป็นขอ้ มูลท่ีเกี่ยวกับลกั ษณะและคณุ สมบัติของสิ่งที่
สงั เกต เช่น รูปร่าง กล่นิ รส เสียง การสัมผัส

1.2 ขอ้ มูลเชงิ ปรมิ าณ เปน็ ขอ้ มูลทบ่ี อกรายละเอยี ดเป็นตัวเลข เช่น จานวน
ขนาด มวล อณุ หภูมิ เปน็ ตน้

1.3 ข้อมลู เก่ยี วกับการเปล่ียนแปลง เปน็ ข้อมูลทไี่ ดจ้ ากการสังเกตการ
ปฏิสัมพนั ธข์ องสิง่ น้นั กบั ส่ิงอ่นื

2. ทักษะการวัด (Measurement)
ทักษะการวัด คือ ความสามารถในการใช้เครื่องมือวัดหาปริมาณของสิ่งต่าง ๆ

ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง เหมาะสม และความสามารถในการอา่ นค่าทไ่ี ด้จากการวดั ไดถ้ ูกตอ้ งรวดเร็ว
ใกลเ้ คียงกบั ความจริง พรอ้ มทง้ั มีหนว่ ยกากับเสมอ ในการวดั ปรมิ าณต่างๆ จะต้องกาหนดคา่ ของ

43

ปรมิ าณน้นั ๆ ค่าหนึ่งไวส้ าหรับเปรยี บเทยี บกับปรมิ าณทีต่ อ้ งการวดั จึงจะทราบไดว้ า่ ปริมาณที่
ตอ้ งการวัดน้ันมคี า่ มากน้อยเพียงไร ค่าท่ไี ดก้ าหนดไว้น้เี รียกว่า หนว่ ยมาตรฐาน (Standard units)

3. ทักษะการคานวณ (Using numbers)
ทักษะการคานวณ คือ ความสามารถในการบวก ลบ คูณ หาร รวมถึงการจัด

กระทากบั ตัวเลข ทแ่ี สดงคา่ ปรมิ าณของส่งิ ใดสิ่งหนึง่ ซึ่งไดจ้ ากการสงั เกต การวัด การทดลอง
โดยตรง ทักษะการคานวณแตกต่างจากทักษะอนื่ ตรงที่ สว่ นใหญ่สอนและเรียนกันในวชิ า
คณติ ศาสตร์ แล้วนามาใชใ้ นวชิ าวทิ ยาศาสตร์ ผทู้ ่ีมที กั ษะการคานวณ จะเปน็ ผ้ทู สี่ ามารถจัดกระทา
กบั ตวั เลขไดด้ ี

4. ทกั ษะการจาแนกประเภท (Classification)
ทักษะการจาแนกประเภท คือ ความสามารถในการจัดจาแนกหรือเรียงลาดับ

วตั ถุ หรอื สง่ิ ทีอ่ ยใู่ นปรากฏการณต์ า่ ง ๆ ออกเปน็ หมวดหมู่ โดยมีเกณฑใ์ นการจดั จาแนก เกณฑ์
ดงั กล่าวอาจใช้ ความเหมอื น ความแตกตา่ ง หรอื ความสัมพันธ์อยา่ งใดอยา่ งหน่ึงกไ็ ด้ โดยจดั สงิ่ ท่มี ี
คณุ สมบตั บิ างประการร่วมกนั ใหอ้ ยใู่ นกลมุ่ เดียวกนั การจดั จาแนกวตั ถุหรอื ส่งิ ใด ๆ ออกเปน็
หมวดหมนู่ น้ั

5. ทักษะการหาค่าความสมั พนั ธร์ ะหว่าง สเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา
(Space/Space relationship and Space/time relationship)

สเปส (Space) หมายถึง ลักษณะเกย่ี วกับระยะทาง ขนาด ความกวา้ ง ความยาว
ความหนา รูปร่าง ตาแหนง่ ทอี่ ยู่ การเคล่อื นที่ เปน็ ตน้ สเปสของวตั ถุ คือ ทีว่ า่ งทีว่ ัตถุน้นั ครอบครอง
อยู่ มี 3 มิติ คอื ความกวา้ ง ความยาว ความสูง ทกั ษะการหาความสัมพนั ธท์ ีเ่ กี่ยวกับสเปส หมายถึง
ความสามารถหรอื ความชานาญในการหาความสมั พันธ์ระหว่าง รปู หนึง่ มติ ิ สองมิติ และสามมติ ิ
รวมไปถึงความสามารถในการระบุ รปู ทรง ขนาด ตาแหนง่ ทศิ ทางการเคลื่อนที่ของวัตถทุ ี่เวลาตา่ ง
ๆ ด้วย ความสัมพันธเ์ กี่ยวกับสเปส มีดังน้ี

5.1 ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งสเปสกบั สเปสของวัตถุ
5.2 ความสมั พนั ธ์ระหวา่ งสเปสกบั เวลา
6. ทกั ษะการจดั กระทาและสื่อความหมายของข้อมลู (Organizing data and
communication)
ทักษะการจัดกระทาและสื่อความหมายของข้อมูล คือ ความสามารถในการนา
ข้อมูลทไี่ ด้จากการสงั เกต การวดั หรอื แหล่งอน่ื ๆ มาจัดกระทาใหม่ อาจนาเสนอขอ้ มูลหลาย
รปู แบบ เชน่ ใช้ขอ้ ความบรรยายข้อมูล ใช้สญั ลกั ษณ์ ใชส้ มการทางวทิ ยาศาสตร์ ใชแ้ ผนภาพ ใช้
ตาราง ใชแ้ ผนภูมแิ สดงความสัมพนั ธ์ เป็นต้น

44

7. ทกั ษะการลงความเห็นจากขอ้ มลู (Inferring)
ทักษะการลงความเห็นจากข้อมูล คือ ความสามารถในการอธิบายความหมาย

และขอบเขตของขอ้ มลู ท่มี อี ยู่อยา่ งมเี หตุผล โดยอาศยั ความรหู้ รอื ประสบการณ์เดิมเขา้ ช่วย ข้อมลู ที่
มีอยอู่ าจได้มาจากการสงั เกต การวัด หรอื การทดลอง คาอธบิ ายนัน้ เปน็ ส่ิงทไี่ ดจ้ ากความรหู้ รือ
ประสบการณ์เดิมของผู้สังเกต ทพ่ี ยายามโยงบางส่วนของความรหู้ รอื ประสบการณ์ให้มาสัมพันธ์กับ
ข้อมลู ท่ีตนเองมีอยู่ อย่างไรกต็ ามการลงความคดิ เห็นน้ัน จะต้องเปน็ ไปอยา่ งสมเหตุสมผลกบั
ปรากฏการณ์ ท่เี กิดขึ้นหรอื ข้อมลู ทีส่ ังเกตได้ ส่วนการทจ่ี ะตัดสนิ ใจว่าข้อมูลใดถูกต้องหรอื
สมเหตุสมผลท่สี ุดก็จะต้องมกี ารตรวจสอบหาหลักฐานหรือขอ้ มลู อืน่ มาประกอบ

8. ทกั ษะการพยากรณ์ (Prediction)
ทักษะการพยากรณ์ คอื ความสามารถในการทานาย หรือคาดคะเน สงิ่ ท่ีจะ

เกิดข้ึนลว่ งหน้า โดยอาศยั การสงั เกตสิ่งทเ่ี กดิ ขนึ้ ซ้า ๆ หรอื ความรู้ทีเ่ ป็นหลักการ กฎ หรอื ทฤษฎใี น
เรอ่ื งนน้ั ๆ มาชว่ ยในการทานาย การพยากรณ์ มี 2 ประเภท ดังน้ี

8.1 การพยากรณภ์ ายในขอบเขตของขอ้ มูล คือ การคาดคะเนคาตอบหรอื คา่
ของขอ้ มูลทีอ่ ย่ภู ายในขอบเขตของขอ้ มูลที่สงั เกตได้ วดั ได้

8.2 การพยากรณ์ภายนอกขอบเขตของขอ้ มลู คือ การคาดคะเนคาตอบหรือคา่
ของขอ้ มลู ทม่ี ากกวา่ หรอื น้อยกวา่ ขอบเขตของข้อมลู ทส่ี ังเกตได้ วดั ได้

9. ทกั ษะการตัง้ สมมตฐิ าน (Formulating hypothesis)
ทักษะการต้งั สมมติฐาน คือ ความสามารถในการคิดคาตอบล่วงหน้าก่อนจะ

ทาการทดลอง นกั วิทยาศาสตร์สามารถตัง้ ปัญหาและสมมตฐิ านโดยอาศัยขอ้ เท็จจริง ดงั นน้ั การตงั้
ปัญหาและสมมตฐิ านจึงต้องสัมพันธ์กนั และสัมพนั ธ์กับข้อเทจ็ จรงิ ดว้ ย ดงั น้ันสมมตฐิ านทด่ี ี ต้อง
แสดงความสมั พันธ์ระหว่าง ตัวแปรไวอ้ ย่างชดั เจน เขา้ ใจงา่ ย และเป็นแนวทางเพอื่ นาไปสกู่ าร
ทดลอง

10. ทักษะการกาหนดและควบคุมตวั แปร (Identifying and controlling
variables)

ทักษะการกาหนดและควบคุมตัวแปร คือ ความสามารถในการจาแนกและ
บ่งช้ีไดว้ า่ ตัวแปรใดเปน็ ตัวแปรตน้ ตวั แปรตาม และตัวแปรควบคมุ ในการทดลองทางวทิ ยาศาสตร์
ผทู้ ดลองจะต้องควบคมุ ปจั จยั ทมี่ ผี ลตอ่ การทดลอง ปจั จยั ที่มผี ลต่อการทดลอง เรยี กวา่ ตวั แปร
(Variable) คอื สิง่ ที่มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การทดลอง ตวั แปร แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ ตวั แปรต้น หรือ
ตวั แปรอสิ ระ (Independent Variable) ตวั แปรตาม (Dependent Variable) และตวั แปรควบคมุ
(Control Variable)

45

11. ทักษะการกาหนดนยิ ามเชิงปฏบิ ัติการ (Defining operationally)
ทักษะการกาหนดนิยามเชิงปฏิบัติการ คือ ความสามารถในการกาหนด

ความหมายและขอบเขตของคา หรอื ตวั แปรต่าง ๆ ให้เข้าใจตรงกนั และสามารถสังเกตได้ วดั ได้
การกาหนดคานิยามเชิงปฏิบตั ิการ เปน็ การกาหนดความหมายของคาข้นึ มาเป็นพเิ ศษ ในเชิงปฏบิ ัติท่ี
ใชเ้ ฉพาะในการทดลองเรอ่ื งใดเรื่องหนง่ึ เพ่อื ใหผ้ ปู้ ฏิบัติการทดลองหรือผเู้ ก่ยี วข้องในการทดลอง
นัน้ เขา้ ใจตรงกัน

12. ทกั ษะการทดลอง (Experimenting)
ทักษะการทดลอง คือ ความสามารถในการออกแบบการทดลองเพื่อ

ตรวจสอบสมมติฐานท่ีต้ังไว้ โดยเริ่มจากการวางแผนข้ันตอนการทดลองใหส้ อดคลอ้ งกับสมมติฐาน
ทีต่ อ้ งการตรวจสอบ สามารถเลือกใชอ้ ปุ กรณ์ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง บนั ทึกข้อมลู ที่ได้ไว้อย่างครบถว้ นเปน็
ระเบยี บ ตลอดจนสามารถแก้ไขปญั หาทีอ่ าจเกดิ ขึ้นระหวา่ งการทดลองไดอ้ ยา่ งถกู ต้องและ
เหมาะสม ในการทดลองประกอบด้วยกจิ กรรม 3 ขัน้ ตอน คอื 1) การออกแบบการทดลอง หมายถึง
การวางแผนกอ่ นการทดลองจริง เพอ่ื กาหนด วธิ ีดาเนนิ การทดลองในการกาหนดและควบคมุ ตัว
แปร และวสั ดุอุปกรณ์ทีต่ อ้ งการใช้ในการทดลอง 2) การปฏบิ ตั ิการทดลอง หมายถงึ การลงมือ
ปฏบิ ตั ิการทดลองจริง ตามขน้ั ตอนทไี่ ด้ มกี ารวางแผนไว้ 3) การบนั ทกึ ผลการทดลอง หมายถงึ การ
จดบนั ทึกข้อมลู ท่ไี ด้จากการทดลอง ซ่ึงอาจ เปน็ ผลของการสงั เกต การวัด และอืน่ ๆ

13. ทักษะการตคี วามหมายข้อมลู และการลงขอ้ สรปุ (Interpreting data and
conclusion)

ทักษะการตคี วามหมายข้อมูลและการลงข้อสรุป คือ ความสามารถในการ
บอกหรือสอ่ื ความหมายของขอ้ มูลทีไ่ ด้จดั กระทาและอยู่ในรปู ที่ใชใ้ นการสือ่ ความหมายแลว้ ซึง่ อาจ
อย่ใู นรปู ตาราง กราฟ แผนภมู ิหรือรปู ตา่ ง ๆ รวมถงึ ความสามารถในการบอกความหมายขอ้ มูลเชิง
สถิตดิ ว้ ย และสามารถลงข้อสรุปโดยการนาเอาความหมายของขอ้ มูลท่ีไดท้ ั้งหมด สรปุ ใหเ้ หน็
ความสัมพนั ธข์ องขอ้ มลู ทเ่ี ก่ียวข้องกบั ตวั แปรท่ตี อ้ งการศกึ ษาภายในขอบเขตของการทดลองนั้น ๆ

ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ ความชานาญและความสามารถใน
การใชก้ ารคิดเพื่อค้นหาความรู้รวมทัง้ การแกป้ ัญหา ซ่ึงประกอบด้วย 13 ทกั ษะ ดังน้ี

1. ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ นั้ พ้นื ฐาน (Basic science process
skills) ประกอบดว้ ย 8 ทกั ษะ ดงั นี้

1.1 การสังเกต
1.2 การจาแนกประเภท
1.3 การวัด

46

1.4 การใช้เลขจานวน
1.5 ความสัมพนั ธ์ระหวา่ งสเปสกับสเปส และสเปสกับเวลา
1.6 การลงความเหน็ จากขอ้ มูล
1.7 การจดั กระทาและสือ่ ความหมายข้อมลู
1.8 การพยากรณ์
2. ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ข้นั ผสมผสาน (Integrated science
process skills) ประกอบด้วย 5 ทักษะ ดังน้ี
2.1 การกาหนดและควบคุมตัวแปร
2.2 การตง้ั สมมตฐิ าน
2.3 การกาหนดนิยามเชิงปฏิบตั กิ ารของตวั แปร
2.4 การทดลอง
2.5 การตีความหมายขอ้ มลู และการลงข้อสรปุ

2.3.2.3 จิตวิทยาศาสตร์

ในการใช้กระบวนการสบื เสาะหาความรู้ทางวทิ ยาศาสตรน์ ้ัน นอกจากตอ้ งอาศยั
วธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์และกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์แล้ว ผเู้ รียนต้องมจี ติ วิทยาศาสตร์
(Scientific mind) ซง่ึ จติ วทิ ยาศาสตร์ คอื พฤตกิ รรมที่แสดงออกซึง่ ความมีคณุ สมบัติของการเปน็
นกั วทิ ยาศาสตร์ อนั เปน็ ลกั ษณะสาคัญสาคัญทชี่ ว่ ยเออ้ื ใหผ้ ู้เรยี นใชก้ ระบวนการสบื เสาะหาความรู้
ทางวทิ ยาศาสตร์ คน้ คว้าหาความรใู้ หม่ แกป้ ญั หา หาแนวทางแก้ปัญหา ถา้ ผเู้ รยี นไมม่ จี ติ วทิ ยา
ศาสตรห์ รอื กล่าวโดยสรุปคอื ไม่มีคุณสมบัติความเป็นนกั วิทยาศาสตร์ กเ็ ปน็ การยากทจ่ี ะประสบ
ความสาเร็จในการศึกษาคน้ ควา้ หาความรู้ใหม่ด้วยตนเอง

นกั การศกึ ษาหลายทา่ นไดเ้ สนอลกั ษณะของพฤตกิ รรมทพ่ี ึงประสงคท์ ี่ผ้เู รยี นพงึ
มี เพ่อื ใหไ้ ดช้ ่อื ว่า เปน็ ผู้ทีม่ จี ิตวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะส่งผลตอ่ การศึกษาคน้ ควา้ หาความรใู้ หป้ ระสบ
ความสาเรจ็ ดังนี้

ภพ เลาหไพบูลย์ (2534 : 12-13) กลา่ ววา่ ในการสบื เสาะหาความรู้ ซ่ึง
นักวิทยาศาสตรจ์ ะใชว้ ิธีการทางวิทยาศาสตร์หรือวิธีการแก้ปัญหาทางอนื่ ๆ เพ่อื ศึกษาหาความรู้ให้
ได้ผลดนี ั้น ขนึ้ อยกู่ บั การคดิ การกระทาทอ่ี าจเกดิ จากอปุ นสิ ัยของนกั วิทยาศาสตรผ์ ู้นั้น ความร้สู กึ นกึ
คิดดังกล่าวน้ีจัดเป็นจติ วทิ ยาศาสตร์ ผู้ทมี่ ีจิตวิทยาศาสตร์ ควรเป็นผ้มู ีคุณลกั ษณะดังต่อไปนี้

47

1. ความอยากรอู้ ยากเห็น
นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีความอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับปรากฏการณ์
ธรรมชาติเพอ่ื แสวงหาคาตอบทีม่ เี หตุผลในข้อปัญหาตา่ ง ๆ และจะมีความยินดมี ากท่ไี ด้ค้นพบ
ความรูใ้ หม่
2. ความเพียรพยายาม
นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีความเพียรพยายาม ไม่ท้อถอยเมื่อมีอุปสรรคหรือ
มีความลม้ เหลวในการทาการทดลอง มีความตัง้ ใจแนว่ แน่ต่อการเสาะแสวงหาความรู้ เมอื่ ไดค้ าตอบ
ทีไ่ ม่ถูกต้องกจ็ ะไดท้ ราบวา่ วิธกี ารเดิมใชไ้ มไ่ ด้ ตอ้ งหาแนวทางในการแก้ปญั หาใหม่ และความ
ลม้ เหลวทเ่ี กดิ ขึ้นนั้นก็ถือวา่ เปน็ ข้อมลู ท่ตี ้องบนั ทกึ ไว้
3. ความมเี หตผุ ล
นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีเหตุผล ยอมรับในคาอธิบายเมอื่ มีหลักฐานหรือ
ขอ้ มูลมาสนับสนนุ อย่างเพยี งพอ อธิบายหรือแสดงความคิดเหน็ อย่างมเี หตผุ ล หาความสัมพันธ์ของ
เหตแุ ละผลที่เกิดขนึ้ ตรวจสอบความถกู ต้องสมเหตสุ มผลของแนวคดิ ตา่ ง ๆ กบั แหลง่ ข้อมูลที่
เชื่อถือได้ แสวงหาหลักฐานและขอ้ มูลจากการสงั เกตหรอื การทดลอง เพือ่ สนบั สนุนหรอื คิดคน้ หา
คาอธิบาย มีหลกั ฐานขอ้ มูลอย่างเพยี งพอเสมอกอ่ นจะสรปุ ผล เห็นคณุ คา่ ในการใชเ้ หตผุ ล ยินดีใหม้ ี
การพสิ ูจน์ตามเหตผุ ลและข้อเทจ็ จรงิ
4. ความซือ่ สัตย์
นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีความซื่อสัตย์ บันทึกผลหรือข้อมูลตามความเป็น
จริงด้วยความละเอยี ดถูกต้อง ผู้อื่นสามารถตรวจสอบในภายหลงั ได้ เห็นคณุ ค่าของการเสนอข้อมูล
ตามความเปน็ จริง
5. ความมรี ะเบยี บและรอบคอบ
นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้เห็นคุณค่าของความมีระเบียบและรอบคอบและ
ยอมรับ มปี ระโยชน์ในการวางแผนการทางานและจัดระบบการทางาน นาวิธกี ารหลาย ๆ วิธมี า
ตรวจสอบผลการทดลองหรือวธิ ีการทดลอง ไตรต่ รอง พนิ ิจพิเคราะห์ ละเอียดถี่ถว้ นในการทางาน
ทางานอยา่ งมรี ะเบียบเรยี บรอ้ ย มีความละเอยี ดรอบคอบก่อนตดั สนิ ใจ
6. ความใจกวา้ ง
นักวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้มีใจกว้างที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น รับฟังคา
วิพากษว์ จิ ารณ์ ขอ้ โตแ้ ยง้ หรือข้อคดิ เหน็ ที่มีเหตุผลของผู้อน่ื โดยไม่ยึดมัน่ ในความคดิ ของตนฝ่าย
เดียว ยอมรับการเปลย่ี นแปลง ยอมพิจารณาข้อมลู หรือความคดิ ทีย่ ังสรุปแน่นอนไมไ่ ด้ และพรอ้ มที่
จะหาขอ้ มูลเพิม่ เติม

48

พิมพันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548 : 13-14) กล่าววา่ ในการจดั
กระบวนการเรียนรู้ ครูวิทยาศาสตร์ควรพยายามปลกู ฝังและพฒั นาให้ผู้เรียนเป็นผมู้ ีจิตวทิ ยาศาสตร์
ซง่ึ มีคุณสมบัตดิ งั ตอ่ ไปนี้

1. ความมีเหตุผล
1.1 เชือ่ ในความสาคัญของเหตผุ ล
1.2 ไม่เช่ือโชคลาง คาทานาย หรือสิ่งศักด์ิสิทธิต์ ่าง ๆ ทีไ่ ม่สามารถอธบิ ายได้

ตามวิธีการทางวทิ ยาศาสตร์
1.3 แสวงหาสาเหตุของเหตกุ ารณ์ตา่ ง ๆ และหาความสัมพนั ธ์ของสาเหตนุ น้ั

กับผลท่เี กิดขนึ้
1.4 ต้องการทจ่ี ะรูว้ า่ ปรากฏการณ์ต่าง ๆ นน้ั เปน็ อยา่ งไร และเหตใุ ดจึงเป็น

เชน่ นัน้
2. มคี วามอยากรอู้ ยากเหน็
2.1 มคี วามพยายามที่จะเสาะแสวงหาความรู้ในสถานการณ์ใหม่ ๆ ซึ่งไม่

สามารถอธิบายไดด้ ้วยความร้ทู ีม่ ีอยเู่ ดมิ
2.2 ตระหนกั ถึงความสาคัญของการแสวงหาข้อมลู เพ่มิ เตมิ
2.3 ชา่ งซัก ชา่ งถาม ชา่ งอา่ น เพอ่ื ใหไ้ ดค้ าตอบเป็นความร้ทู ส่ี มบรู ณ์ยง่ิ ข้ึน
2.4 ให้ความสนใจในเรือ่ งทเี่ กยี่ วกับวทิ ยาศาสตร์ที่กาลังเป็นปญั หาสาคัญใน

ชีวิตประจาวัน
3. ความใจกวา้ ง
3.1 ยอมรบั คาวพิ ากษ์ วิจารณ์ และยนิ ดใี หม้ ีการพิสูจนต์ ามเหตุผลและ

ขอ้ เท็จจรงิ
3.2 เตม็ ใจทจี่ ะรบั รู้ความคดิ ใหม่ ๆ
3.3 เตม็ ใจทจ่ี ะเผยแพรค่ วามรแู้ ละความคิดเห็นแกค่ นอน่ื
3.4 ตระหนกั และยอมรับข้อจากดั ของความรทู้ ่ีค้นพบในปจั จบุ ัน

4. ความซอ่ื สตั ยแ์ ละมใี จเปน็ กลาง
4.1 สงั เกตและบันทกึ ผลตา่ ง ๆ โดยปราศจากความลาเอียงหรืออคติ
4.2 ไม่นาสภาพทางสังคม เศรษฐกจิ และการเมอื งมาเกีย่ วข้องกับการ

ตคี วามหมายผลงานตา่ ง ๆ ทางวิทยาศาสตร์

49

4.3 ไม่ยอมใหค้ วามชอบหรือไม่ชอบสว่ นตวั มามอี ิทธิพลเหนือการตัดสนิ
ส่ิงใด ๆ

4.4 มคี วามมนั่ คง หนักแนน่ ต่อผลท่ีได้จากการพสิ ูจน์
4.5 เปน็ ผทู้ ี่ซือ่ ตรง อดทน ยุติธรรม และละเอยี ดรอบคอบ
5. ความเพยี รพยายาม
5.1 ทากิจกรรมทไ่ี ด้รับมอบหมายอย่างสมบรู ณ์
5.2 ไมท่ ้อถอยเม่ือการทดลองมอี ปุ สรรคหรือล้มเหลว
5.3 มคี วามตง้ั ใจ
6. การพิจารณารอบคอบกอ่ นตดั สินใจ
6.1 ใช้วจิ ารณญาณกอ่ นทีจ่ ะตัดสินใจใด ๆ
6.2 ไมย่ อมรบั สิงใดสงิ่ หนง่ึ วา่ เปน็ ความจรงิ ทนั ที ถ้ายังไมม่ ีการพิสูจนท์ ่ี
เช่ือถือได้
6.3 หลีกเลยี่ งการตดั สินใจและการสรปุ ท่รี วดเรว็ เกินไป
นอกจากนี้ ผู้มีจิตวิทยาศาสตร์นอกจากมีคุณสมบัติดังกล่าวข้างต้นแล้ว ยังต้อง
เปน็ ผู้มีความสนใจ พอใจ ช่ืนชมในวทิ ยาศาสตรอ์ ีกด้วย
ฉวีวรรณ ธัญญะศิริกุล (2549 : 27-28) กลา่ ววา่ การมีความรู้ ทักษะ และรูจ้ กั
ระเบยี บวิธที างวทิ ยาศาสตร์นน้ั ไมส่ ามารถทาใหเ้ ราเปน็ นกั วิทยาศาสตร์ท่ีดไี ดอ้ ยา่ งแทจ้ รงิ เพราะ
นักวทิ ยาศาสตร์ท่ีดจี ะต้องมีจติ วทิ ยาศาสตร์อยใู่ นอยูใ่ นตัวเองรวมอยู่ดว้ ย ซ่งึ ประกอบดว้ ย
คุณลักษณะดงั ตอ่ ไปนี้

1. เป็นคนมเี หตุผลไมง่ มงาย
2. ไมเ่ ชือ่ ถือโชคลาง หรือเชอ่ื ในสงิ่ ที่ยังไม่มีการพสิ จู น์
3. เช่อื ว่าปรากฏการณ์ตา่ ง ๆ ทีเ่ กิดขน้ึ นัน้ ย่อมมเี หตผุ ลทสี่ ามารถอธิบายได้
4. อยากรู้อยากเหน็ อยากฟงั ชอบคิดค้น
5. มกี ารสังเกตอยา่ งรอบคอบ
6. ร้จู กั จดบันทึกอย่างละเอยี ด
7. มแี ผนการทางานอยตู่ ลอดเวลา
8. มจี ติ ใจกว้างขวาง ยอมรบั ฟังความคิดเหน็ ของผ้อู ่นื
9. ไม่ด่วนตัดสนิ ใจในส่งิ ใด ๆ จนกว่าจะได้มีการพิจารณาอย่างถอ่ งแทแ้ ละ
รอบคอบเสยี กอ่ น

50

10. มีความรบั ผิดชอบสงู
11. เปลี่ยนแนวความคิดของตนเองไดใ้ นเมอ่ื ผู้อ่นื มีเหตุผลท่ีดีกว่า
12. ทางานดว้ ยขยันหมน่ั เพยี ร และรู้จกั เสยี สละ
13. มมี นษุ ยสมั พนั ธ์ สามารถทางานร่วมกับผอู้ น่ื ได้
14. ไมห่ วงความรูแ้ ละรจู้ ักถา่ ยทอด
15. ไมบ่ ิดเบอื นขอ้ เท็จจรงิ รายงานในส่ิงท่ีถูกต้อง ตรงไปตรงมา
16. มคี วามซอ่ื สัตยแ์ ละยตุ ธิ รรม
17. ตรงตอ่ เวลาในการนดั หมาย และให้ความสาคญั ในเร่ืองของเวลา
นอกจากน้ี ผดงุ ยศ ดวงมาลา (2531 : 13) เสนอเทคนิคในการสร้าง
จิตวทิ ยาศาสตร์ให้เกดิ ในผู้เรียน อาจทาได้ดังนี้
1. สง่ เสริมใหม้ ีการปฏิบตั ิและการทดลองโดยถูกตอ้ ง
2. สง่ เสรมิ ให้มกี ารคน้ ควา้ หาความรเู้ ก่ียวกบั วิทยาศาสตร์เสมอ
3. ส่งเสริมให้มกี ารอ่านหนังสอื วิทยาศาสตรอ์ ยา่ งกว้างขวาง
4. ส่งเสรมิ การสรา้ งบรรยากาศในการเรียนวิทยาศาสตร์
5. ใชว้ ธิ ีสอนทม่ี ีการทางานร่วมกนั อย่างเป็นกล่มุ
6. ยึดวธิ ีการวิทยาศาสตรใ์ นการแก้ปญั หา
7. ใช้อุปกรณว์ ทิ ยาศาสตร์ประกอบการสอนใหเ้ หมาะสมกับเนอ้ื หาทส่ี อน
8. ช้ีให้เดก็ เห็นความสาคัญและประโยชนข์ องวิทยาศาสตร์ตอ่ ชีวิตมนษุ ย์
โดยสรุป จิตวิทยาศาสตร์ เป็นพฤตกิ รรมหรือแนวความคิดที่แสดงออกถึงความ
เป็นผู้มคี วามรู้ความเข้าใจวทิ ยาศาสตร์ ซง่ึ เมอ่ื เกิดขน้ึ ในตวั บคุ คลแล้ว จะมปี ระโยชน์เปน็ อยา่ งมาก
เพราะมผี ลต่อการค้นควา้ หาความร้หู รือสร้างสรรคผ์ ลงานทางวิทยาศาสตร์ ซ่งึ จติ วทิ ยาศาสตร์
ประกอบด้วยคุณลักษณะ 10 ประการ คอื
1. ความสนใจใฝ่รู้
2. ความมงุ่ ม่ัน
3. ความอดทน
4. ความรอบคอบ
5. ความรับผดิ ชอบ
6. ความซื่อสตั ย์
7. ความประหยัด
8. การรว่ มแสดงความคดิ เหน็ และยอมรับฟงั ความคิดเหน็ ของผอู้ ่ืน

51

9. ความมเี หตุผล
10. การทางานรว่ มกับผูอ้ ื่นอย่างสร้างสรรค์

2.3.3 กิจการทางวทิ ยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์ในฐานะที่เป็นกิจการอย่างหนึ่งมีมิติแห่งความเป็นบุคคล สังคม และ
สถาบนั กจิ การทางวทิ ยาศาสตรเ์ ปน็ คุณลกั ษณะหลักอย่างหน่ึงของโลกปัจจุบัน และมีการใชเ้ วลา
เปน็ จานวนมากเมือ่ เทยี บกับศตวรรษกอ่ น

กิจการทางวิทยาศาสตร์ หมายถึง การดาเนินงานทางวิทยาศาสตร์ซึ่งมีความสัมพันธ์กับ
สงั คม ประกอบด้วย วิทยาศาสตร์ในฐานะกจิ กรรมทางสงั คม วทิ ยาศาสตร์ถูกจดั ระบบอยู่ในเนอ้ื หา
สาขาวิชาตา่ ง ๆ และมีการดาเนินงานในสถาบนั ตา่ ง ๆ การดาเนนิ งานทางวทิ ยาศาสตรม์ ี
จรรยาบรรณอนั เปน็ ที่ยอมรบั โดยทัว่ ไป และการเขา้ ร่วมกิจกรรมทางสังคมของนักวทิ ยาศาสตร์

1) วิทยาศาสตรใ์ นฐานะกิจกรรมทางสังคม ประกอบด้วย
1.1) บคุ คลทุกคนไมว่ ่าเพศใด สญั ชาติใด กม็ ีส่วนร่วมในการดาเนินงาน และ

การนาความรู้ทางวิทยาศาสตรไ์ ปใช้
1.2) วิทยาศาสตรเ์ ปน็ กจิ กรรมทางสงั คมทซี่ ับซอ้ นและสะทอ้ นใหเ้ ห็นมมุ มอง

และค่านิยมทางสังคม
1.3) สงั คมและวัฒนธรรมเป็นตวั กาหนดทศิ ทางและการวจิ ยั ทางวทิ ยาศาสตร์
1.4) วิทยาศาสตรม์ ีธรรมชาติเชิงสังคมท่ีจาเป็นต้องมกี ารเผยแพรข่ ้อมลู ทาง

วิทยาศาสตร์เพอ่ื ใหเ้ กิดการขยายแนวคิดและวพิ ากษ์วจิ ารณข์ ้อค้นพบในกลมุ่ นกั วทิ ยาศาสตร์
2) วทิ ยาศาสตร์ถกู จดั ระบบอย่ใู นเนอื้ หาสาขาวิชาต่าง ๆ และมีการดาเนนิ งานในสถาบนั

ต่าง ๆ ประกอบด้วย
2.1) วิทยาศาสตร์มหี ลากหลายสาขาวิชา แต่ทุกสาขาลว้ นมคี วามเกย่ี วข้องกัน
2.2) การดาเนินงานทางวทิ ยาศาสตร์ในสถาบันต่าง ๆ มผี ลตอ่ กนั และกัน

3) การดาเนินงานทางวิทยาศาสตรม์ ีจรรยาบรรณอนั เป็นที่ยอมรบั โดยท่ัวไป
ประกอบด้วย

3.1) นกั วทิ ยาศาสตร์ยดึ ถือเรื่องการบันทึกขอ้ มลู อยา่ งถกู ต้อง
3.2) งานของนักวทิ ยาศาสตร์ต้องได้รบั การตรวจทานแก้ไขในกล่มุ
นกั วทิ ยาศาสตร์ด้วยกัน
3.3) สตั ว์ทดลองต้องไดร้ ับการดูแลให้มีความเป็นอยู่ที่ดี

52

3.4) การทดลองกบั มนษุ ย์ต้องไดร้ บั การยนิ ยอมจากกลมุ่ ตัวอยา่ งที่ทราบความ
เสี่ยงและประโยชนจ์ ากการวจิ ยั อย่างเปิดเผย

3.5) นกั วทิ ยาศาสตรต์ ้องคานงึ ถึงผลกระทบจากการนาผลวิจัยไปใชร้ ะยะยาว
4) การเขา้ รว่ มกจิ กรรมสาธารณะของนักวิทยาศาสตร์ ประกอบด้วย

4.1) นักวทิ ยาศาสตรต์ ้องไม่นาความคดิ เหน็ ส่วนตวั ไปปะปนกบั ขอ้ เท็จจริง ใน
การให้คาแนะนาเก่ียวกับประเดน็ โต้แย้งที่เกยี่ วขอ้ งกับวิทยาศาสตรข์ องสาธารณชน

4.2) สาธารณชนไม่จาเปน็ ต้องใหค้ วามเชือ่ ถือนักวิทยาศาสตร์เปน็ พเิ ศษในการ
ให้ความเหน็ เก่ยี วกบั ประเด็นทไ่ี มอ่ าจหาคาตอบได้ดว้ ยวทิ ยาศาสตร์ และประเด็นทนี่ กั วิทยาศาสตร์
ผนู้ ัน้ ไม่เชีย่ วชาญ

3. ธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรก์ บั การจัดการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ในประเทศไทย

พระราชบัญญัติการศกึ ษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และทแ่ี ก้ไขเพ่มิ เตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ใน
มาตรา 22 ระบวุ ่า การจัดการศึกษาตอ้ งยดึ หลักวา่ ผเู้ รียนทกุ คนมคี วามสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้ และถือวา่ ผเู้ รียนมีความสาคญั ทส่ี ดุ กระบวนการจัดการศึกษาตอ้ งส่งเสรมิ ให้ผู้เรยี น
สามารถพฒั นาตามธรรมชาติและเต็มตามศกั ยภาพ ในมาตรา 23 (2) เนน้ การจัดการศกึ ษาในระบบ
นอกระบบ และตามอธั ยาศยั ใหค้ วามสาคญั ของการบูรณาการความรู้ คณุ ธรรม กระบวนการเรยี นรู้
ตามความเหมาะสมของระดบั การศกึ ษา ในสว่ นของการเรียนร้ดู ้านวิทยาศาสตร์นน้ั ต้องให้เกดิ ทง้ั
ความรู้ ทกั ษะ และเจตคตดิ า้ นวทิ ยาศาสตร์ รวมท้งั ความรู้ความเขา้ ใจ และประสบการณ์เรอ่ื งการ
จัดการ การบารงุ รักษา และการใชป้ ระโยชนจ์ ากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
ย่ังยืน

ในส่วนของการจดั กระบวนการเรยี นรู้ มาตรา 24 ของพระราชบัญญัตกิ ารศกึ ษาแห่งชาติ
และที่แก้ไขเพม่ิ เติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ได้ระบุให้สถานศกึ ษาและหน่วยงานทเ่ี กี่ยวข้อง
ดาเนนิ การดังนี้

1. จัดเนอื้ หาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจและความถนดั ของผเู้ รยี น โดย
คานงึ ถงึ ความแตกต่างระหว่างบุคคล

2. ฝกึ ทกั ษะ กระบวนการคดิ การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ และการประยุกตค์ วามร้มู า
ใชเ้ พื่อปอ้ งกันและแกไ้ ขปญั หา

3. จดั กิจกรรมใหผ้ ู้เรยี นได้เรียนรจู้ ากประสบการณ์จริง ฝกึ การปฏบิ ัติ ให้ทาได้ คิดเปน็
ทาเป็น รักการอ่าน และเกดิ การใฝร่ ้อู ยา่ งตอ่ เนือ่ ง

53

4. จัดการเรยี นการสอนโดยผสมผสานสาระความรูด้ า้ นตา่ ง ๆ อยา่ งไดส้ ดั ส่วนสมดุลกนั
รวมทงั้ ปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมทด่ี ีงาม และคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงคไ์ ว้ในทกุ วิชา

5. ส่งเสรมิ สนับสนนุ ใหผ้ สู้ อนสามารถจดั บรรยากาศ สภาพแวดล้อม ส่อื การเรยี น และ
อานวยความสะดวกเพ่อื ให้ผู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้ และมีความรอบรู้ รวมท้ังสามารถใชก้ ารวจิ ยั เป็น
สว่ นหน่ึงของกระบวนการเรียนรู้ ทงั้ น้ี ผสู้ อนและผู้เรยี นอาจเรียนร้ไู ปพรอ้ มกนั จากส่อื การเรยี นการ
สอนและแหล่งวิทยาการประเภทตา่ ง ๆ

6. จดั การเรียนรใู้ หเ้ กิดขน้ึ ไดท้ กุ เวลาทุกสถานท่ี มกี ารประสานความรว่ มมอื กบั บิดามารดา
ผู้ปกครอง และบคุ คลในชมุ ชนทกุ ฝา่ ย เพอื่ รว่ มกันพฒั นาผเู้ รยี นตามศกั ยภาพ

การจัดการเรียนร้ตู ามแนวดังกล่าวจาเป็นตอ้ งเปลีย่ นแปลงพฤติกรรมการสอนของผูส้ อน
และการเรียนของผู้เรยี น กล่าวคอื ลดบทบาทของผู้สอนจากการเปน็ ผบู้ อกเลา่ และบรรยาย เปน็ การ
วางแผนจัดกจิ กรรมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรโู้ ดยผ่านกระบวนการทสี่ าคัญ คือ กระบวนการสืบเสาะ
หาความรู้ ซึง่ เปน็ กระบวนการที่จะนาไปสกู่ ารสรา้ งองคค์ วามรู้โดยผ่านกิจกรรมการสังเกต การตั้ง
คาถาม การวางแผนเพ่อื การทดลอง การสารวจตรวจสอบ (Investigation) ซ่ึงเปน็ วธิ กี ารหาขอ้ มูล
โดยตรงด้วยวธิ ีการท่หี ลากหลายท้ังเชิงปรมิ าณและคณุ ภาพ กระบวนการแก้ปัญหา การสืบค้นข้อมลู
การอภปิ ราย และการสอื่ สารความรูใ้ นรูปแบบตา่ งๆ ใหผ้ ู้อืน่ เขา้ ใจ กิจกรรมตา่ ง ๆ จะต้องเนน้ ที่
บทบาทของผเู้ รียนตงั้ แตเ่ ริ่ม คอื ร่วมวางแผนการเรียน การวดั ผลและประเมินผล และตอ้ งคานงึ ว่า
กิจกรรมการเรยี นนัน้ เน้นการพฒั นากระบวนการคดิ วางแผน ลงมอื ปฏบิ ัติ สืบค้นข้อมูล รวบรวม
ขอ้ มูลดว้ ยวิธีการต่าง ๆ จากแหล่งเรียนรหู้ ลากหลาย ตรวจสอบ วิเคราะห์ข้อมลู การแกป้ ัญหา การมี
ปฏสิ มั พันธซ์ ึ่งกันและกนั การสร้างคาอธบิ ายเกี่ยวกบั ขอ้ มลู ท่ีสบื คน้ ได้ เพือ่ นาไปสูค่ าตอบของ
ปัญหาหรอื คาถามต่าง ๆ ในทส่ี ดุ เปน็ การสร้างองค์ความรู้ ทง้ั นี้กจิ กรรมการเรียนร้ดู งั กลา่ วตอ้ ง
พฒั นาผู้เรียนใหเ้ จรญิ พัฒนาทง้ั รา่ งกาย อารมณ์ สังคม และสติปญั ญา

ในการจัดการเรยี นการสอน ผ้สู อนต้องศึกษาเป้าหมายและปรชั ญาของการจดั การเรยี นร้ใู ห้
เขา้ ใจอยา่ งถ่องแท้ ทาความเข้าใจเกี่ยวกับหลกั การ ทฤษฎกี ารเรียนรู้ตา่ ง ๆ ตลอดจนกระบวนการ
เรียนการสอนท่ีเน้นกระบวนการและผเู้ รยี นมีความสาคญั ที่สดุ แล้วพจิ ารณาเลอื กนาไปใชอ้ อกแบบ
กจิ กรรมทีห่ ลากหลายให้เหมาะสมกับเนื้อหาสาระ เหมาะกบั สภาพแวดลอ้ มของโรงเรยี น แหลง่
ความร้ขู องทอ้ งถิ่น และทสี่ าคัญคือศกั ยภาพของผู้เรียนดว้ ย ดังนน้ั ในเน้อื หาสาระเดยี วกนั ผสู้ อน
แต่ละโรงเรียนยอ่ มจัดการเรยี นการสอนและใชส้ ่ือการเรียนการสอนทแ่ี ตกตา่ งกนั ได้

54

3.1 เป้าหมายสาคญั ของการจดั การเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตร์

วิทยาศาสตร์เป็นเรื่องของการเรียนรู้เกี่ยวกับธรรมชาติ โดยมนุษย์ใช้กระบวนการสังเกต
สารวจตรวจสอบ และการทดลองเกยี่ วกับปรากฏการณท์ างธรรมชาตแิ ละนาผลมาจัดระบบ
หลกั การ แนวคดิ และทฤษฎี ดงั น้ันการเรียนการสอนวิทยาศาสตรจ์ ึงมุง่ เน้นใหผ้ ู้เรยี นได้เป็นผู้เรียนรู้
และคน้ พบดว้ ยตนเองมากทส่ี ดุ นนั่ คือให้ได้ท้งั กระบวนการและองคค์ วามรู้ ตั้งแต่วัยเริม่ แรกก่อน
เข้าเรียน เมอ่ื อยู่ในโรงเรียน และเมือ่ ออกจากโรงเรียนไปประกอบอาชพี แล้ว

การจัดการเรียนรู้กลุ่มวิทยาศาสตร์ในโรงเรียนมีเป้าหมายสาคัญ ดังนี้ (สถาบันสง่ เสริมการ
สอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2546 : 3-4)

1. เพื่อใหเ้ ขา้ ใจหลกั การ ทฤษฎที เี่ ป็นพืน้ ฐานในกลุ่มวิทยาศาสตร์
2. เพอื่ ให้เขา้ ใจขอบเขต ธรรมชาติ และข้อจากดั ของวทิ ยาศาสตร์
3. เพือ่ ให้มที ักษะท่ีสาคญั ในการศึกษาค้นควา้ และคดิ ค้นทางวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
4. เพือ่ พัฒนากระบวนการคิด จินตนาการ ความสามารถในการแกป้ ัญหา ทักษะการสื่อสาร
ทักษะการใชเ้ ทคโนโลยีสารสนเทศ และความสามารถในการตัดสินใจ
5. เพอ่ื ใหต้ ระหนักถงึ ความสัมพนั ธ์ระหว่างวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี มวลมนษุ ย์และ
สภาพแวดล้อมในเชงิ ทมี่ ีอิทธพิ ลและผลกระทบซึง่ กันและกัน
6. เพือ่ นาความรู้ความเขา้ ใจในเรือ่ งวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีไปใชใ้ หเ้ กิดประโยชน์ตอ่
สงั คมและการดารงชวี ิต
7. เพ่ือใหเ้ ปน็ คนมเี หตุผล ใจกว้าง รบั ฟังความคิดเหน็ ของผอู้ ืน่ ใช้วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ ใน
การแกป้ ัญหา สนใจ และใฝร่ ู้ในเรือ่ งวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
จากเป้าหมายดังกล่าว แสดงให้เห็นว่าการเรียนวิทยาศาสตร์ช่วยให้มีการพัฒนาในทุก ๆ ด้าน
และครอบคลมุ ถึงเรอ่ื งของความตระหนักและผลของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีอีกดว้ ย การจดั
กระบวนการเรียนรู้กลมุ่ วทิ ยาศาสตร์ในทกุ ระดับจึงตอ้ งดาเนินการทีจ่ ะสง่ เสริมให้ผู้เรียนได้รบั การ
พฒั นาทสี่ มบรู ณ์เพ่อื ใหบ้ รรลุเปา้ หมายทวี่ างไว้ โดยจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนกลมุ่ วทิ ยาศาสตรท์ ่ี
เน้นกระบวนการที่ผเู้ รยี นเปน็ ผู้คดิ ลงมอื ปฏิบตั ิ ศึกษาค้นควา้ อย่างมรี ะบบด้วยกิจกรรมหลากหลาย
ท้ังนี้ โดยคานึงถงึ วฒุ ภิ าวะ ประสบการณเ์ ดมิ สิง่ แวดล้อม และวัฒนธรรมต่างกนั ที่ผู้เรยี นไดร้ บั รู้
มาแลว้ ก่อนเขา้ สู่หอ้ งเรยี น การเรียนรู้ของผ้เู รยี นจะเกิดข้ึนระหว่างทผี่ ้เู รยี นมสี ่วนร่วมโดยตรงในการ
ทากจิ กรรมการเรยี นเหลา่ นน้ั จงึ จะมคี วามสามารถในการสืบเสาะหาความรู้ มคี วามสามารถในการ
แกป้ ัญหาด้วยวธิ ีการทางวทิ ยาศาสตร์ ได้พฒั นากระบวนการคดิ ขัน้ สูงและคาดหวังวา่ กระบวนการ
เรยี นรู้ดงั กลา่ วจะทาใหผ้ ู้เรียนไดร้ ับการพฒั นาเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ มีคุณธรรม จริยธรรมในการ

55

ใชว้ ทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยอี ย่างสร้างสรรค์ รวมทงั้ สามารถสื่อสารและทางานร่วมกบั ผอู้ ืน่ ได้
อยา่ งมปี ระสิทธภิ าพและมีความสขุ

3.2 การจดั สาระและมาตรฐานการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์

ในการจัดกระบวนการเรียนรกู้ ลุม่ สาระการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ สถานศกึ ษาจาเปน็ ต้องจดั
สาระและมาตรฐานการเรยี นรวู้ ิชาวทิ ยาศาสตร์ ดงั นี้

1. การจดั สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้วชิ าวทิ ยาศาสตรข์ องสถานศกึ ษา ตอ้ งจัดให้
สอดคลอ้ งกบั ปรัชญา เปา้ หมายของการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตร์ วิสัยทศั น์ และสภาพแวดลอ้ มของ
สถานศกึ ษาที่สาคญั คือ ต้องจดั ภายใต้กรอบสาระและมาตรฐานการเรียนร้ตู ามหลักสตู รการศึกษา
ข้นั พนื้ ฐาน ซงึ่ เป็นผลการเรยี นรทู้ ่ีคาดหวงั (Expected learning outcomes) ท่ีแสดงถงึ จุดม่งุ หมายใน
การพฒั นาผ้เู รียนให้มคี ุณลกั ษณะพงึ ประสงค์ ทง้ั ดา้ นความรู้ ความคดิ ทกั ษะและกระบวนการ
เจตคติ คุณธรรมจริยธรรม และคา่ นิยม ซึง่ เป็นผลการเรียนรเู้ ม่อื จบการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน และเม่อื จบ
แต่ละช่วงชั้น

2. มาตรฐานการเรยี นรู้ท่กี าหนดไวใ้ นกลมุ่ วชิ าวิทยาศาสตร์นเ้ี ปน็ มาตรฐานการเรียนร้ทู ี่
คาดหวังสาหรบั ผเู้ รยี นทุกคนตอ้ งบรรลทุ ั้งด้านความรู้ กระบวนการ และเจตคติ คุณธรรม ค่านิยม
เพ่อื เป็นพนื้ ฐานในการดารงชวี ิต และสารวจความถนดั ความสนใจของตนเอง ซึ่งทดั เทียมกบั
มาตรฐานของนานาชาติ สอดคลอ้ งกบั สงั คม วัฒนธรรม ภมู ิปญั ญา และวิถชี วี ติ ของไทย

3. สถานศกึ ษาจะตอ้ งจดั สาระการเรียนรู้รายปี/รายภาคใหเ้ ปน็ ไปตามกรอบมาตรฐานการ
เรยี นรทู้ ีก่ าหนดไว้ มาตรฐานการเรียนรตู้ ามสาระท่ี 8 ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
เปน็ มาตรฐานด้านทักษะและกระบวนการเรียนรู้ สถานศกึ ษาต้องนามาตรฐานดังกล่าวไปจดั ใน
การเรียนการสอนทุกสาระ ทุกชว่ งชั้น และใช้เป็นกรอบมาตรฐานสาหรับกิจกรรมโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์ ซึ่งต้องจัดให้ผูเ้ รียนทาโครงงานทกุ ชว่ งชน้ั ท้งั น้ไี ด้กาหนดกจิ กรรมโครงงานไว้ใน
คณุ ภาพของผเู้ รยี นในทุกช่วงช้ัน

4. สาหรับผู้เรยี นทม่ี คี วามถนดั มีความสนใจ หรือมีความสามารถพิเศษทางวิทยาศาสตร์ และ
ต้องการเรยี นวิทยาศาสตรเ์ พมิ่ มากข้นึ เพือ่ เป็นพืน้ ฐานสาหรบั การศึกษาต่อในระดบั อดุ มศกึ ษา
ให้สถานศึกษาจดั สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตรท์ ี่เพิ่มความลมุ่ ลกึ ขน้ึ ตามศักยภาพของผเู้ รยี น
ซ่งึ สถานศึกษาสามารถจัดได้อยา่ งยดื หยนุ่ และหลากหลาย เช่น อาจจัดโปรแกรมสาหรบั นกั เรยี นที่
จะเรยี นตอ่ สายวทิ ยาศาสตร์ โปรแกรมเข้มสาหรบั ผเู้ รียนที่มีความสามารถสูง (Honour program)

56

5. การจัดการเรยี นรวู้ ิทยาศาสตร์ ควรจดั ไดห้ ลากหลายรูปแบบ โดยเน้นการเรียนรู้ทเ่ี ชื่อมโยง
กบั ชวี ิต สภาพแวดล้อม และด้วยการลงมอื ปฏิบัติจริง ซงึ่ เป็นการเรยี นรู้แบบบรู ณาการ อาจ
บรู ณาการระหว่างสาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ภายในวิชาวทิ ยาศาสตร์ หรอื บูรณาการสาระและ
มาตรฐานการเรยี นรหู้ ลาย ๆ วชิ า เชือ่ มโยงกันโดยใชว้ ิทยาศาสตร์เปน็ แกน เช่น เร่อื งสง่ิ มีชีวติ กบั
สิ่งแวดลอ้ ม ผู้เรยี นจะไดเ้ รียนรทู้ ั้งวทิ ยาศาสตร์ คณติ ศาสตร์ สขุ ศกึ ษา ศิลปศกึ ษา ภาษา และสงั คม
ศึกษาในสว่ นท่เี กยี่ วกับวิถชี วี ติ ของชุมชนในสง่ิ แวดล้อมนั้นเปน็ ต้น ทงั้ นี้ เพ่อื ให้ผ้เู รยี นเข้าใจองค์
รวมของความรแู้ ละกระบวนการทง้ั มวลที่จะนามาใชใ้ นการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิต สงั คม และ
ส่งิ แวดลอ้ ม

3.3 มาตรฐานการเรียนรตู้ ามสาระที่ 8 ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

จากการปฏิรูปการศึกษาวิทยาศาสตร์ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และ
ทแี่ กไ้ ขเพ่ิมเตมิ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 กระทรวงศึกษาธิการได้มอบหมายใหส้ ถาบนั ส่งเสรมิ การ
สอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยจี ดั ทาหลกั สตู รกลุม่ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตรซ์ ึ่งมีการปรบั
เน้ือหาการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ มุ่งให้นกั เรยี นเข้าใจเนอ้ื หาความรู้วทิ ยาศาสตร์และธรรมชาตขิ อง
วทิ ยาศาสตร์ควบคู่กันไป โดยหลกั สูตรวิทยาศาสตร์ พทุ ธศักราช 2544 ไดก้ าหนดใหม้ ีสาระ
การเรียนรู้ท่ี 8 ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สถาบันสง่ เสรมิ การสอนวิทยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี, 2546 : 6) ในมาตรฐานที่ 8.1 ซง่ึ กลา่ ววา่

“ใชก้ ระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์และจติ วทิ ยาศาสตรใ์ นการสบื เสาะหาความรู้ การแก้ปัญหา
รูว้ า่ ปรากฏการณ์ทางธรรมชาตทิ เ่ี กดิ ขน้ึ ส่วนใหญม่ รี ูปแบบที่แน่นอน สามารถอธิบายและตรวจสอบ
ได้ ภายใตข้ อ้ มลู และเครอื่ งมือท่มี อี ย่ใู นชว่ งเวลาน้ัน ๆ เข้าใจวา่ วทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คม และ
สิ่งแวดล้อมมีความเก่ยี วขอ้ งสัมพันธ์กัน” โดยแนะนาให้จดั การเรียนการสอนตามมาตรฐานที่
สอดแทรกไปกบั มาตรฐานของสาระการเรียนร้กู ลมุ่ สาระวิทยาศาสตรท์ ั้ง 7 สาระการเรียนรู้ คอื
สงิ่ มชี วี ิตกับกระบวนการดารงชวี ติ ชีวิตกบั สง่ิ แวดล้อม สารและสมบัตขิ องสาร แรงและการ
เคลอื่ นท่ี พลังงาน กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก และดาราศาสตร์และอวกาศ

มาตรฐานการเรียนรู้ช่วงชั้นที่ 4 (ม. 4-6) ของสาระธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(สถาบนั สง่ เสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 2546 : 26-29 ) มีดังน้ี

1. ตัง้ คาถามทีอ่ ยู่บนพืน้ ฐานของความรู้และความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ หรือความสนใจหรือ
จากประเด็นท่เี กิดข้ึนในขณะน้นั ทสี่ ามารถทาการสารวจตรวจสอบหรอื ศกึ ษาคน้ คว้าได้อย่าง
ครอบคลมุ และเชื่อถือได้

57

2. สร้างสมมติฐานทีม่ ีทฤษฎีรองรับ หรือคาดการณส์ ่งิ ทีจ่ ะพบ หรือสร้างแบบจาลองหรือ
สร้างรปู แบบ เพือ่ นาไปสูก่ ารสารวจตรวจสอบ

3. คน้ คว้ารวบรวมข้อมลู ท่ตี อ้ งพิจารณาปัจจยั หรอื ตวั แปรสาคัญ ปจั จยั ทมี่ ีผลตอ่ ปจั จัยอืน่
ปจั จัยทีค่ วบคุมไม่ได้ และจานวนคร้ังของการสารวจตรวจสอบ เพ่ือให้ไดผ้ ลท่มี ีความเชอ่ื มนั่ อยา่ ง
เพียงพอ

4. เลอื กวสั ดุ เทคนคิ วิธี อปุ กรณ์ท่ีใชใ้ นการสงั เกต การวดั การสารวจตรวจสอบอย่างถูกต้อง
ทง้ั ทางกว้างและลกึ ในเชงิ ปริมาณและคุณภาพ

5. รวบรวมขอ้ มูลและบนั ทกึ ผลการสารวจตรวจสอบอยา่ งเป็นระบบถูกต้อง ครอบคลุมทั้งใน
เชงิ ปรมิ าณและคณุ ภาพ โดยตรวจสอบความเปน็ ไปได้ ความเหมาะสมหรอื ความผดิ พลาดของ
ข้อมลู

6. จัดกระทาขอ้ มูล โดยคานงึ ถงึ การรายงานผลเชงิ ตวั เลขทมี่ รี ะดบั ความถูกตอ้ งและนาเสนอ
ขอ้ มูลด้วยเทคนิควธิ ีที่เหมาะสม

7. วเิ คราะห์ขอ้ มลู แปลความหมายข้อมลู และประเมนิ ความสอดคลอ้ งของขอ้ สรปุ หรอื
สาระสาคัญ เพ่ือตรวจสอบกบั สมมตฐิ านที่ต้งั ไว้

8. พจิ ารณาความน่าเช่ือถือของวิธกี ารและผลการสารวจตรวจสอบ โดยใช้หลกั ความ
คลาดเคลอื่ นของการวดั และการสงั เกต เสนอแนะการปรบั ปรงุ วิธกี ารสารวจตรวจสอบ

9. นาผลของการสารวจตรวจสอบทไ่ี ด้ ทงั้ วธิ ีการและองคค์ วามร้ทู ่ีไดไ้ ปสร้างคาถามใหม่
นาไปใชแ้ ก้ปญั หาในสถานการณ์ใหม่และในชวี ิตจริง

10. ตระหนกั ถึงความสาคญั ในการท่จี ะต้องมีส่วนรว่ มรับผิดชอบ การอธบิ าย การลงความเห็น
และการสรปุ ผลการเรียนร้วู ิทยาศาสตรท์ น่ี าเสนอต่อสาธารณชนด้วยความถูกตอ้ ง

11. บนั ทึกและอธบิ ายผลการสารวจตรวจสอบอย่างมเี หตุผล ใชพ้ ยานหลักฐานอา้ งอิงหรอื
ค้นควา้ เพ่มิ เติม เพื่อหาหลกั ฐานอ้างอิงท่เี ชอื่ ถอื ได้ และยอมรับว่าความรู้เดิมอาจมีการเปล่ยี นแปลง
ได้ เมื่อมีขอ้ มลู และประจกั ษพ์ ยานใหมเ่ พิ่มเตมิ หรอื โต้แย้งจากเดมิ ซ่งึ ท้าทายให้มีการตรวจสอบ
อย่างระมดั ระวงั อนั จะนามาสกู่ ารยอมรบั เป็นความรใู้ หม่

12. จัดแสดงผลงาน เขยี นรายงาน และ/หรอื อธบิ ายเกี่ยวกับแนวคิด กระบวนการ และผลของ
โครงงานหรอื ชนิ้ งานใหผ้ อู้ น่ื เข้าใจ

58

3.4 แนวทางการจดั การเรยี นรธู้ รรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์

การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) เป็นความรอบรู้เชิงวทิ ยาศาสตร์หรือการร้เู ชิง
วทิ ยาศาสตร์ ซ่งึ หมายถึง การทบี่ คุ คลสามารถเข้าใจในทกุ แงม่ มุ ของความรู้วิทยาศาสตร์ ท้งั ความ
เปน็ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ทัศนคติเกย่ี วกบั วทิ ยาศาสตร์ หมายถึงการท่ีบคุ คลสามารถเขา้ ใจใน
มวลความรทู้ างวิทยาศาสตร์ อยา่ งถอ่ งแท้ ลึกซงึ้ จนสามารถนาเอาความรู้นั้นไปใชใ้ นการตดั สินใจ
แก้ปญั หาท่ีเกดิ ขึ้น สามารถนาไปใชด้ าเนินชวี ติ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม สอดคล้องกบั สภาพเศรษฐกิจ
สังคมและวฒั นธรรมทง้ั ดา้ นธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ (Nature of Science) ด้านความร้ทู าง
วทิ ยาศาสตร์ (Science Knowledge) และดา้ นจติ วทิ ยาศาสตร์ (Habits of Mind) การสืบเสาะหา
ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ การดาเนินกิจกรรมทางวทิ ยาศาสตร์ ขอ้ เท็จจรงิ มโนมติ หลักการ และ
จติ วิทยาศาสตร์ จนกระทง่ั สามารถนาไปปรบั ใช้ในชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม
สอดคลอ้ งกบั สภาพเศรษฐกจิ สงั คม และวัฒนธรรมได้เปน็ อย่างดี ดงั น้นั การจัดการเรียนรูใ้ ห้เกิด
การรู้วิทยาศาสตร์ (Scientific Literacy) จึงควรมมี ุมมองและทาความเขา้ ใจในเรื่องต่าง ๆ ดงั น้ี

1. สอนให้เขา้ ใจธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ (Nature of Science) โดยควรสอนใหเ้ ขา้ ใจใน
เน้อื หาวิทยาศาสตรค์ วบคู่ไปกับการชีใ้ ห้เหน็ ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ สอนให้เกิดท้งั ความรทู้ ี่
เกี่ยวกับข้อเทจ็ จรงิ หลักการ และทฤษฎีทางวทิ ยาศาสตร์ (Knowledge of science) และวธิ ีที่จะให้
ได้มาซงึ่ ความร้ทู างวทิ ยาศาสตร์ ประวัติวิทยาศาสตร์ ปรัชญาวิทยาศาสตร์ วัฒนธรรมประเพณีท่ีมี
วทิ ยาศาสตร์เข้าไปเกย่ี วขอ้ ง (Knowledge about science) ตลอดจนความสามารถในการประยุกต์ใช้
ความร้ใู นสถานการณ์ตา่ ง ๆ ในชวี ิตประจาวัน ถ้าเราชใ้ี ห้ผู้เรียนเห็นวา่ วิทยาศาสตร์คืออะไร
เทคโนโลยคี ืออะไร สงั คมคอื อะไร วฒั นธรรมคืออะไร ทุกอยา่ งจะทาให้เกดิ การรวู้ ิทยาศาสตร์
(Scientific Literacy) ซ่ึงหมายถึงการรู้ การใช้ การตดั สนิ ใจ ความมีเหตุมีผล การคดิ แบบ
วทิ ยาศาสตร์ และการใช้ข้อมูลในการตัดสนิ ใจ เกดิ Culture of Science แบบใหม่ คือ เปล่ียน
วัฒนธรรมการสอนวิทยาศาสตร์จากการสอนแบบบอกเนอ้ื หาเพียงอยา่ งเดยี ว เปน็ การสอนเนอ้ื หา
พรอ้ มกับชใี้ หเ้ ห็นกระบวนการใหไ้ ด้มาซึ่งความรูว้ ิทยาศาสตร์ ให้มีการอภปิ ราย ขบคิดเกยี่ วกบั
ความเป็นวทิ ยาศาสตรด์ ว้ ย

2. สอนใหเ้ กิดจติ วทิ ยาศาสตร์ (Habits of mind) ต้องสอนเร่ืองราวทเ่ี กี่ยวกบั ประวตั ิศาสตร์
ของวิทยาศาสตร์ (History) ปรัชญาวทิ ยาศาสตร์ (Philosophy) และสังคมวิทยา (Sociology) ให้กบั
ผู้เรียนเพ่ือให้เห็นคุณค่าของวทิ ยาศาสตร์ มเี จตคติทีด่ ตี อ่ วิทยาศาสตร์ นอกจากนัน้ ยงั ชว่ ยในการ
นาเอาทกั ษะวิทยาศาสตร์มาใชอ้ กี ด้วย เชน่ การส่อื สาร การใชภ้ าษา การสังเกต การจดั การ การ
ประเมินค่า การคานวณ การคดิ วิเคราะห์ ตลอดจนตระหนักและตัดสนิ ใจเลอื กแนวทางการแก้ปญั หา

59

ทเี่ หมาะสม สมเหตุสมผล คานงึ ถงึ ผลกระทบของวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีทม่ี ีตอ่ สงั คม (Impact
of science and technology on society)

3. สอนใหเ้ ปลยี่ นกระบวนทัศน์ใหม่ (Paradigm Shift) จากทเ่ี คยรอรบั ความรเู้ พยี งฝา่ ยเดียว
ให้ปรบั เปล่ียนแนวคิดทจี่ ะค้นหาความรูด้ ว้ ยตนเอง เมอื่ เจอปัญหาสามารถศึกษา และหาสาเหตุของ
ปัญหา หาแนวทางแกป้ ญั หา เกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ตรวจสอบ สรปุ วเิ คราะห์ สังเคราะห์ สร้างเป็น
ความรขู้ องตนเองได้ (Constructivist practice in science) จะทาให้เกิดความคงทนของความรู้ และ
อาจไดค้ วามรู้ใหม่ วธิ กี ารหาความรู้แบบใหมต่ ่อไป

Driver et al. (1996 : 16-21) อธิบายถงึ คณุ คา่ และความจาเป็นของการมคี วามเข้าใจเกี่ยวกบั
ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรไ์ วว้ า่ ความเขา้ ใจธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์จะช่วยให้นกั เรยี น

1. ทราบถึงขอบเขต ขอ้ จากัดของความรวู้ ทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงจะชว่ ยให้นักเรียนสามารถเขา้ ใจ
เกย่ี วกับการจดั การทางด้านวิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีในชีวติ ประจาวัน

2. สามารถเข้าไปมสี ว่ นรว่ มในการตัดสินใจเก่ยี วกับประเดน็ ปญั หาทางสังคม ท่ีเป็นผล
สบื เน่ืองมาจากวิทยาศาสตร์ได้

3. ชนื่ ชมวทิ ยาศาสตร์ในแงข่ องการมจี ริยธรรมและวัฒนธรรมของการเรียนรูอ้ ยา่ งมเี หตุมผี ล
ซึ่งจะช่วยให้นกั เรยี นอยู่ในสงั คมอยา่ งรเู้ ท่าทนั

4. ตระหนักถึงคณุ ค่า และความจาเป็นของการศกึ ษาวทิ ยาศาสตร์ ซ่ึงจะชว่ ยให้นักเรยี น
สามารถพัฒนาการเรียนรเู้ นอื้ หาวิทยาศาสตรข์ องตนได้ดยี ง่ิ ข้ึน

การส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจถึงธรรมชาติของวิทยาศาสตร์และการสอนแบบสืบเสาะหา
ความรูท้ างวทิ ยาศาสตร์ ทาได้โดย

1. ใหน้ กั เรียนลงมอื ปฏบิ ัตวิ ทิ ยาศาสตร์ ประกอบด้วย การลงมือทา การทากิจกรรมบนพน้ื ฐาน
ของการสืบเสาะหาความรู้ การสอนโดยใชท้ กั ษะกระบวนการ

2. นาประวัตวิ ิทยาศาสตรม์ าใชใ้ นการสอนวทิ ยาศาสตร์
3. การสอนในเนือ้ หาวิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ทสี่ ่งเสริมการสนทนาซักถาม เพื่อดึง
ความเข้าใจธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นและนาไปส่ขู อ้ สรปุ และขยายความรู้ส่นู อก
หอ้ งเรยี น (Scientific Inquiry and Nature of Science, 2006)
อานาจ เจรญิ ศลิ ป์ (2525 : 62-63) ไดเ้ สนอเทคนคิ วธิ ีสอนวิทยาศาสตรเ์ พ่ือเปน็ แนวทางในการ
จดั การเรยี นรสู้ าหรับครผู ู้สอนวทิ ยาศาสตร์ ดังนี้

60

1. รจู้ กั บคุ คลที่จะสอน ตรงกบั หลกั การสอนวิทยาศาสตร์ที่ต้องคานึงถึงเรอื่ งความแตกตา่ ง
ระหว่างบุคคลว่า นักเรียนน้นั แตกต่างกันในเร่อื งพันธกุ รรมและสงิ่ แวดลอ้ ม แตกตา่ งกันในเรื่อง
สติปัญญา ความสนใจ ความถนดั ความบกพร่องของรา่ งกาย อารมณ์ และสังคม เปน็ ตน้ ในการ
สอนวทิ ยาศาสตร์ไดน้ าเอาความรู้เร่ืองความแตกต่างระหว่างบุคคลมาใช้ประโยชน์

2. สอนความรู้ให้เหมาะสมกับบคุ คล การสอนวทิ ยาศาสตรน์ ั้นเราควรคานงึ ถงึ ข้อน้ีมาก
กลา่ วคอื เด็กเลก็ ๆ เราสอนในเรอ่ื งที่ใกลต้ ัวเดก็ เช่น จะสอนเรอื่ งสตั วก์ ็สอนในเรอ่ื งสัตวจ์ าพวกแมว
สนุ ัขทเี่ ดก็ เคยเหน็ เปน็ ประจาท่ีบา้ นหรือโรงเรียน ส่วนการสอนเด็กท่ีโตขน้ึ ก็สอนสตั วจ์ าพวก ชา้ ง
มา้ วัว ควาย ท่เี ด็กเคยเหน็ เป็นบางคร้ัง เปน็ ต้น

3. สอนจากรูปธรรมไปหานามธรรม ในการสอนวิทยาศาสตรโ์ ดยมากครูผูส้ อนจะเร่ิมดว้ ยการ
สอนรปู ธรรมกอ่ น มอี ุปกรณ์ มีภาพมาแสดงให้ดู แล้วจึงสอนในเรอ่ื งนามธรรมทไี่ มส่ ามารถหา
อปุ กรณ์มาได้ ซ่งึ จะทาใหน้ ักเรียนเขา้ ใจไดด้ ียิ่งขนึ้

4. สอนจากสงิ่ ทเี่ หน็ ไดง้ า่ ยไปหาสงิ่ ทเ่ี ห็นได้ยาก การสอนวทิ ยาศาสตร์จากส่งิ ง่ายไปหาสง่ิ
ยากนน้ั เป็นการเชิญชวนและท้าทายให้นกั เรยี นเรียนอย่างสนกุ สนาน ไม่เบอ่ื เชน่ สอนเร่ืองสสารให้
เขา้ ใจเสียก่อน แล้วจึงสอนเรือ่ งพลังงานซงึ่ เปน็ เรือ่ งทีย่ ากกวา่ เป็นตน้

5. สอนจากส่ิงทีร่ ู้อย่แู ลว้ ไปยังส่ิงท่ไี มร่ ู้ ซ่ึงเปน็ ไปตามหลักจติ วทิ ยาการเรียนการสอน
วทิ ยาศาสตร์ การสอนจากส่ิงท่ีรแู้ ลว้ ไปหาส่งิ ทีย่ ังไมร่ ู้ จะทาให้นักเรียนสนใจเรียนมากกวา่ ท่จี ะเรยี น
ในสงิ่ ทไ่ี ม่มีพืน้ ฐานมากอ่ นเลย

6. สอนดว้ ยการเปรยี บเทียบ ในการสอนวทิ ยาศาสตรน์ ้ัน ถา้ เป็นเรื่องยากนกั เรียนจะไมค่ ่อย
เขา้ ใจ ดงั น้ันครผู ู้สอนจึงตอ้ งหาส่งิ ต่าง ๆ มาเปรียบเทียบเพอ่ื ให้นกั เรียนเขา้ ใจดยี ่งิ ขึน้ เชน่ การสอน
เรอื่ งนัยน์ตา นกั เรยี นจะเข้าใจไดด้ ีเม่ือครนู ามาเปรียบเทียบกบั กลอ้ งถา่ ยรูป เป็นต้น

7. สอนด้วยการทดลอง การสอนวทิ ยาศาสตร์นั้น ครผู ูส้ อนควรใชว้ ธิ ีการสอนโดยการ
ปฏบิ ัตกิ ารทดลอง ให้ทดลองท้ังทโ่ี รงเรียนและทบ่ี า้ น เชน่ ให้ไปทดลองปลูกต้นไมแ้ ละสงั เกตว่า
ก่ิงก้านและใบไมจ้ ะเอนเขา้ หาแสงแดดหรือไม่ เป็นตน้ และนาผลการทดลองมารายงานผลให้ทราบ
ในชนั้ เรียน

กระทรวงศึกษาธิการโดยสถาบันส่งเสริมการสอนวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ดาเนินการ
พัฒนากระบวนการเรียนรโู้ ดยยดึ เป้าหมายการจดั การเรียนร้วู ทิ ยาศาสตร์ กล่าวคอื ในระยะเริ่มแรก
ของการพฒั นาหลักสตู ร เนน้ การใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ (Structured inquiry) ผูเ้ รียนไดม้ ี
โอกาสฝกึ คิดตาม ลงมือปฏิบตั ิ ออกแบบบันทึกขอ้ มูล และวเิ คราะห์ข้อมลู เอง ในระยะต่อมา ได้เรม่ิ
พัฒนากระบวนการเรียนรู้โดยกาหนดปัญหาปลายเปิด (Open-ended problems) ใหผ้ ูเ้ รียนคดิ
วางแผน ออกแบบการทดลอง และลงมอื ปฏบิ ัติ ศกึ ษาคน้ ควา้ ตรวจสอบความคดิ ด้วยตนเองมากขนึ้

61

ข้ันสุดทา้ ยของการพฒั นากระบวนการเรียนรคู้ อื กิจกรรมโครงงานวทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
(Science and technology project) ที่ผูเ้ รยี นเปน็ ผ้รู ะบปุ ญั หาหรือคาถามตามความสนใจของตนเอง
หรือของกล่มุ วางแผนหาวธิ ีการท่จี ะแกป้ ัญหาด้วยการสร้างทางเลือกหลากหลาย โดยใชค้ วามรู้และ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรท์ ี่เรยี นรมู้ า มีการตัดสนิ ใจเลอื กทางเลอื กที่เหมาะสมในการแก้ปญั หา
ลงมือปฏิบตั ิ และประเมินผลการแก้ปญั หาสรปุ เปน็ ความร้ใู หม่ (สถาบันสง่ เสริมการสอน
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี, 2546 : 14-15)

ในระดับประถมศึกษา การใช้เทคนิค ทานาย สังเกต อธิบาย หรือ P.O.E. (Predict Observe
Explain) อาจเป็นวิธีหนง่ึ ทีค่ รูสามารถนามาประยุกตม์ าใช้ เพอ่ื ส่งเสริมใหน้ ักเรียนมีโอกาสสารวจ
ทดลอง และเก็บข้อมลู ดงั น้ี (1) ครจู าเป็นตอ้ งเตรยี มสถานการณ์ เชน่ การทดลองเกี่ยวกบั การ
สงั เคราะห์ดว้ ยแสง มากระตนุ้ ใหน้ ักเรียนเกดิ ความสนใจ ถามคาถาม จากนนั้ ครจู งึ ขอให้นกั เรยี น
ลองทานายถึงสิง่ ท่กี าลังจะเกิดข้นึ ต่อไป พรอ้ มอธิบายเหตุผลประกอบ (2) ครูสาธติ สถานการณน์ ั้น
โดยให้นกั เรยี นดู จากน้นั จงึ ใหน้ กั เรียนบนั ทึกสิง่ ทส่ี งั เกตเหน็ ในกรณีทนี่ กั เรยี นสามารถจัดเตรยี ม
สถานการณ์ไดด้ ว้ ยตนเอง ครูอาจใหเ้ ด็กเปน็ ผเู้ ตรยี มสถานการณ์นัน้ เองก็ได้ (3) นักเรยี นและครู
รว่ มกันอภปิ รายส่ิงทส่ี งั เกตได้โดยพยายามเช่ือมโยงถงึ คาอธิบายท่ีนกั เรียนไดก้ ลา่ วไว้ตั้งแตก่ ่อนเร่ิม
การสาธติ อยา่ งไรกต็ าม ครตู อ้ งพยายามทาให้นกั เรียนรสู้ ึกวา่ ทกุ ๆ คาอธิบายล้วนแตม่ ีประโยชน์
สามารถชว่ ยใหค้ รแู ละนกั เรยี นหาคาอธบิ ายท่ีถูกตอ้ งได้

4. สังคมพหุวัฒนธรรม

การทม่ี นษุ ยอ์ ยู่รวมกนั เป็นกลุม่ เปน็ หมเู่ หลา่ ถอื ว่าเป็นการอธิบายถึงความจาเป็นบางอยา่ งบาง
ประการทที่ าให้มนุษยต์ ้องอยู่ร่วมกนั ซงึ่ ความจาเปน็ เหลา่ นี้มกั มาจากมลู เหตุปัจจัยกรณตี ่าง ๆ กัน
แต่โดยพน้ื ฐานแล้วสังเกตไดว้ า่ เพอ่ื สนองความตอ้ งการของตนเองและเป็นไปตามความต้องการ
ร่วมกนั ทางสังคม จากความตอ้ งการดังกลา่ ว ทาให้มนุษย์มคี วามเชื่อมโยง มกี ารติดต่อส่ือสาร มกี าร
แลกเปลยี่ น รวมทัง้ กระบวนการเรยี นรู้ซึง่ กนั และกนั กระบวนการทางสังคมเหล่าน้ี เรยี กว่า
การปฏสิ ัมพนั ธท์ างสงั คม (Social Interaction) และเนอ่ื งจากข้อจากัดท่วี า่ มนษุ ยไ์ มอ่ าจอย่อู ยา่ งโดด
เด่ยี วในสังคมได้ ทาใหม้ นุษยร์ สู้ กึ เป็นทกุ ข์ มคี วามยุง่ ยากใจทีจ่ ะตอ้ งอยู่คนเดยี ว แตธ่ รรมชาตกิ ็
แปลกไมน่ ้อยเลยทเี ดยี วท่ที าใหม้ นุษย์มรี ะบบความเปน็ อยูท่ ี่แตกตา่ งกัน โดยเฉพาะความแตกต่างใน
ดา้ นวถิ ชี ีวติ ความเปน็ อยู่ ทงั้ ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศาสนกิจพธิ ีการในวถิ ีชีวิตตา่ ง ๆ หรอื ท่ี
เรยี กวา่ มวี ฒั นธรรมทแ่ี ตกตา่ งกัน การท่คี นมวี ฒั นธรรมแตกต่างกนั แต่ก็มาอยูร่ ่วมกนั ในบริเวณร่วม
ดินแดนเดยี วกัน ลกั ษณะดังกลา่ วเรยี กได้วา่ เปน็ สงั คมพหุวัฒนธรรม

62

4.1 ลักษณะสังคมพหวุ ฒั นธรรม

บญั ญัติ ยงยว่ น ( 2551 : 93) กลา่ ววา่ ในประเทศหนงึ่ มักไม่ไดป้ ระกอบด้วยวัฒนธรรมเดีย่ ว
เพยี งอย่างเดียว แตย่ ังประกอบดว้ ยวัฒนธรรมยอ่ ย ๆ อกี มากมาย วัฒนธรรมที่คนในชาตยิ ึดถอื ปฏิบตั ิ
รว่ มกัน เรยี กวา่ วัฒนธรรมหลกั หรอื วฒั นธรรมชาติ (Macroculture) ขณะทกี่ ลมุ่ คนหรือสังคมย่อย ๆ
ก็จะมีวฒั นธรรมเฉพาะเป็นของตนเอง จงึ เรียกว่า วฒั นธรรมรอง (Microculture) ซงึ่ ในชาติหนึ่งอาจ
มจี านวนรองมากน้อยแตกตา่ งกันไปตามคุณลักษณะของประชากรท่ีอยอู่ าศยั ในประเทศนนั้ ๆ

สาหรบั ประเทศไทยประกอบด้วยประชากรหลากหลายชาตพิ นั ธ์หุ ลัก ไดแ้ ก่ คนไทย
พื้นเมอื ง คนไทยเชือ้ สายจนี คนไทยเชอ้ื สายมลายู คนไทยภเู ขา ซึ่งคนไทยเหลา่ น้จี ะมีวัฒนธรรม
หลกั รว่ มกัน เช่น การใชภ้ าษาไทยในการติดต่อสือ่ สารระหวา่ งกัน การเคารพในสถาบัน
พระมหากษัตรยิ ์ การปฏบิ ตั ิตามกฎหมาย ขอ้ บงั คับเดียวกนั เปน็ ต้น ขณะท่คี นไทยในแต่ละชาตพิ ันธุ์
กม็ วี ัฒนธรรมย่อยแตกตา่ งกนั ไป เชน่ คนไทยเช้อื สายมลายสู ว่ นใหญ่นบั ถือศาสนาอสิ ลาม พูดภาษา
มลายู คนไทยเชอื้ สายจนี ก็จะปฏิบตั ิตามขนบธรรมเนยี มประเพณดี งั้ เดมิ ของตน ส่วนคนไทย
พื้นเมืองกจ็ ะมีวัฒนธรรมเฉพาะของตนเอง จงึ อาจกล่าวได้วา่ ประเทศไทยเปน็ สงั คมพหวุ ฒั นธรรม
(Multicultural Society) โดยแทจ้ ริง

ในสังคมของจงั หวัดปัตตานี ยะลา และนราธวิ าส จดั ว่าเปน็ สังคมพหุวฒั นธรรม หรอื สงั คมท่ี
มคี วามหลากหลายทางวฒั นธรรม (ศูนยม์ สุ ลมิ ศึกษา, 2549 : 14) ซงึ่ ความหลากหลายนี้ครอบคลมุ ถึง
เร่ืองชาตพิ นั ธุ์ ภาษา ความเปน็ อยู่ วถิ ีชีวิต ศาสนา และความเช่อื ซ่ึงหมายความว่า ไมไ่ ด้มีเฉพาะชาว
มลายมู สุ ลมิ เท่านน้ั ทีอ่ าศัยอยใู่ นพ้ืนท่ี หากแตย่ งั มชี าวไทยพุทธอาศัยอยู่ดว้ ย

กล่าวโดยสรุป สังคมพหุวัฒนธรรม เป็นสงั คมทปี่ ระกอบประชากรท่ีมีวฒั นธรรมท่แี ตกต่าง
กัน ในดา้ นชาติพันธ์ุ ภาษา ความเป็นอยู่ วถิ ีชวี ิต ศาสนา และความเชือ่ แตส่ ามารถอาศยั อยรู่ ่วมกนั
ในพ้ืนท่ีเดียวกนั และจะมวี ัฒนธรรมหลกั ทที่ ุกคนตอ้ งยดึ ถอื ปฏิบัติร่วมกัน

4.2 การจัดการศกึ ษาในสังคมพหุวัฒนธรรม

องค์ประกอบของประชากรในหลาย ๆ ประเทศ ประกอบดว้ ยประชากรที่มีคุณลักษณะ
ทางด้านชาติพันธุ์ เช้ือชาติ ศาสนา ภาษา ขนบธรรมเนยี ม และวถิ ีชีวิตที่แตกตา่ งกัน อาทิเชน่
ประเทศสหรัฐอเมรกิ า แคนาดา ออสเตรเลีย ประเทศในยุโรปตะวนั ตกบางประเทศ เช่น สวเี ดน
ฝรัง่ เศส และประเทศอ่ืน ๆ รวมท้งั ประเทศไทย ดังนน้ั การส่งเสรมิ พัฒนาการเด็กโดยผ่าน

63

กระบวนการจดั การศึกษาในประเทศหรอื ในสงั คมที่มีความหลากหลายของคณุ ลักษณะของ
ประชากรดังท่ีกล่าวข้างตน้ จึงควรมรี ปู แบบทเ่ี หมาะสมสอดคลอ้ งกับลกั ษณะของสังคมน้ัน ๆ

บัญญัติ ยงย่วน (2551 : 94) กลา่ ววา่ การจัดการศกึ ษาในสังคมพหวุ ฒั นธรรม ควรมีรูปแบบ
เฉพาะทเี่ หมาะสมตอ่ การพฒั นาผู้เรยี นจากทุกกล่มุ วฒั นธรรม ทเี่ รยี กวา่ การศึกษาพหุวัฒนธรรม
ดงั ที่ Banks (2001 : 77-78 อ้างโดย บญั ญตั ิ ยงยว่ น, 2551 : 94) กลา่ วว่า การศึกษาพหุวัฒนธรรมเปน็
รูปแบบของการจดั การศกึ ษาประเภทหน่ึงทีส่ ภาพแวดล้อมทางการศกึ ษาประกอบไปดว้ ยนกั เรียน
ทม่ี าจากกลมุ่ วัฒนธรรมท่ตี า่ งกนั เชน่ เช้ือชาติหรือกลุ่มชาตพิ ันธ์ุ เพศ ช้ันทางสงั คม กลมุ่ ภมู ิภาค
กล่มุ ความตอ้ งการพิเศษ โดยปญั หาของกลุม่ ต่าง ๆ ดังกล่าวไดร้ บั การตีแผ่และเปรียบเทยี บ ซง่ึ
สภาพแวดล้อมท้ังหมดในโรงเรียนจะได้รบั การปฏิรปู เพือ่ ส่งเสริมใหเ้ กิดการยอมรบั ซ่งึ กันและกัน
และเกิดความยุติธรรมระหว่างกลุ่มนกั เรียนตา่ งวฒั นธรรม โดยตัง้ อยูบ่ นพืน้ ฐานของข้อตกลงทว่ี า่
อคติ การแบ่งแยกและความขดั แยง้ เป็นเรือ่ งปกติของกลมุ่ คนทม่ี าจากวฒั นธรรมทีแ่ ตกต่างกนั

อามัดไญนี ดาโอะ (2551 : 2) กลา่ ววา่ จดุ ประสงค์ของหลักสูตรพหุวัฒนธรรม คอื การสรา้ ง
ความรสู้ ึกเชงิ บวกทม่ี ีตอ่ พหวุ ฒั นธรรม เพื่อทีว่ า่ นักเรยี นแต่ละคนจะได้รสู้ กึ ว่าเป็นสว่ นหน่งึ ของ
สังคม มีคุณคา่ และมคี วามเปน็ มติ ร หรอื นับถือบคุ คลท่มี ีวัฒนธรรมท่ีแตกตา่ งกับของตน นกั เรยี น
ทกุ คนมาโรงเรยี นพร้อมดว้ ยลักษณะทแี่ ตกต่างกัน ซึง่ ลักษณะดงั กล่าวจะต้องไดร้ ับการยอมรบั จาก
ครแู ละถือเปน็ รากฐานสาหรับกิจกรรมในชั้นเรียน น่นั คือจะตอ้ งมีการรับรคู้ วามแตกต่างมากกว่าท่ี
จะเพิกเฉย ความแตกตา่ งเหลา่ น้นั ถือเป็นเรอ่ื งสาคัญทน่ี ักเรียนแต่ละคนจะตอ้ งรบั ทราบและภูมใิ จใน
กลุ่มชนของตน ตลอดจนกลมุ่ ชนอนื่ ๆ ในช้นั เรียน การยอมรบั กลุ่มชนเช่นนัน้ ถือเปน็ จดุ เรม่ิ ตน้ และ
เปน็ สิ่งท่เี ชือ่ มโยงครูและนักเรียน หรือนักเรียนด้วยกนั นอกจากนยี้ งั ถอื เปน็ พนื้ ฐานในประบวนการ
เรียนรใู้ นเร่อื งความสมั พนั ธ์ เพราะฉะนน้ั ควรมีการเนน้ ลกั ษณะเฉพาะของกลมุ่ ชนในกระบวนการ
ศึกษาเพ่อื เป็นพ้นื ฐานในการพัฒนาต่อไป

ในการจัดการศึกษาแนวพหุวัฒนธรรม สถานศกึ ษาสามารถกระทาไดใ้ น 5 มติ ิ หรอื 5
ขอบขา่ ยดังน้ี (Banks, 2001 : 4 - 15 อ้างโดย บัญญัติ ยงย่วน, 2551 : 94 ; Banks, 2002 : 13 - 18)

1. การบรู ณาการในเนื้อหาวิชา (Content Integration) คือ การท่คี รผู ูส้ อนยงั คงสอนวชิ าตา่ ง ๆ
เหมือนที่เคยสอนมา ขณะเดียวกนั ก็นาเน้ือหาทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับวัฒนธรรมของกลมุ่ ตา่ ง ๆ มาสอดแทรก
บูรณาการในเนื้อหาเดมิ ทกี่ าลังสอนอยู่ โดยครอู าจนาข้อมลู ข้อสนเทศจากกลุ่มวฒั นธรรมของ
นักเรียนทีอ่ ยู่ในหอ้ งเรียนในโรงเรยี นหรือในชมุ ชนมายกตวั อย่าง มาอภิปรายรว่ มกัน ซ่งึ วิธีการนี้
นอกจากจะเหมาะสมกบั การสอนวชิ าทางดา้ นภาษาและสงั คมศึกษาแลว้ ยงั สามารถสอดแทรกใน
วชิ าทางด้านคณิตศาสตรแ์ ละวทิ ยาศาสตร์ไดอ้ กี ด้วย เชน่ การสอดแทรกประวัติศาสตรข์ องบุคคล
สาคญั ท่ีคดิ ค้นทฤษฎี ความรตู้ ่าง ๆ จากกลุม่ คนสผี ิว เป็นตน้

64

2. กระบวนการสรา้ งองคค์ วามรู้ (The Knowledge Construction Process) การศึกษา
พหวุ ัฒนธรรมในมติ ิน้ี ครจู ะมบี ทบาทในการชว่ ยใหน้ กั เรยี นเกิดความเข้าใจว่าความรู้ถกู สร้างขน้ึ มา
ไดอ้ ยา่ งไร องค์ประกอบทางเช้ือชาติ ชาตพิ นั ธุ์ เพศ ช้ันทางสงั คม ของบุคคลหรอื กลมุ่ บุคคล มี
อิทธิพลต่อการกอ่ เกิดความรู้น้นั ๆ อยา่ งไร ขอ้ สรปุ กรอบการอา้ งอิง ทรรศนะ และความลาเอียง
ของคนในวฒั นธรรมหน่งึ ๆ เกดิ ข้ึนมาจากปัจจัยใด ดงั นนั้ การจดั การศึกษาพหวุ ัฒนธรรมในมิติน้ี
สถานศกึ ษาและครจู ะตอ้ งเปลีย่ นจากการเรยี นที่มุ่งเนน้ ใหผ้ ู้เรียนจดจาเนอ้ื หาทม่ี ีอยู่เดิม เปน็ การ
กระตุ้นส่งเสรมิ ให้นกั เรียนมีโอกาสได้คน้ ควา้ จากการอ่าน การฟงั การร่วมอภิปรายแลกเปล่ยี นความ
คิดเหน็ เพอื่ ให้นกั เรยี นพฒั นาทักษะการคดิ เชิงวเิ คราะห์ เปรยี บเทยี บ ตัดสินใจ เกิดความเข้าอกเข้าใจ
ในผคู้ นทม่ี าจากวฒั นธรรมท่ีต่างจากตน เขา้ ใจถึงทรรศนะการมองโลกของพวกเขา

3. การลดอคติ (Prejudice Reduction) การศึกษาพหุวฒั นธรรมในมิตนิ ี้ เชอ่ื ว่า เด็กส่วนใหญ่
เข้าโรงเรยี นมาพร้อมกับเจตคติตอ่ เชือ้ ชาติ ชาตพิ นั ธุ์อืน่ ๆ ในทางลบ ซึ่งสะทอ้ นถึงเจตคตขิ องพ่อแม่
ผู้ปกครองของพวกเขาเช่นกัน ดังนน้ั แนวคดิ สาคญั คือทาอยา่ งไรทสี่ ถานศึกษาและครจู ะปลกู ฝัง
เจตคติทางเช้อื ชาตใิ นทิศทางบวกและปลกู ฝังเจตคติคา่ นยิ มความเป็นประชาธิปไตยใหเ้ กดิ ในตัว
นกั เรยี นการจดั หลักสตู รทม่ี ปี ระสทิ ธิภาพจะชว่ ยใหน้ ักเรียนมเี จตคติต่อเชอ้ื ชาตใิ นทางบวกและมี
คา่ นิยมแบบประชาธิปไตยด้านกิจกรรม 4 ประการ คือ 1) การใหก้ ารเสริมแรงนักเรียน 2) การให้
นกั เรยี นไดร้ บั รถู้ ึงความแตกตา่ งทางเชอื้ ชาติและวัฒนธรรมที่เกดิ ขึน้ ในห้องเรยี นและในสงั คม
3) การปรบั เปล่ียนหลกั สูตร 4) การใช้กิจกรรมการเรียนท่เี น้นความร่วมมือและมีการตดิ ตอ่ สมั พนั ธ์
กัน

4. การสอนทีย่ ดึ หลกั ความยุตธิ รรม (Equity Pedagogy) การศกึ ษาพหุวัฒนธรรมในมติ นิ ี้
มุ่งเนน้ ให้ครูปรับวิธกี ารสอนท่ีจะเอือ้ อานวย สนบั สนุนให้นกั เรยี นทีม่ าจากต่างเช้ือชาติ วฒั นธรรม
ได้ประสบความสาเร็จในการเรยี น โดยครูสง่ เสรมิ ใหน้ กั เรยี นจากกลมุ่ ต่าง ๆ ไดม้ ีส่วนรว่ มในชั้น
เรยี นอย่างท่วั ถงึ ทงั้ ในการอภิปรายแสดงความคิดเห็น การทางานรว่ มกันเปน็ กล่มุ

5. การปรับโครงสรา้ งทางสงั คมและวัฒนธรรมในโรงเรยี น (An Empowering School Culture
and Social Structure) การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมในมติ ินี้ เนน้ การปรบั วฒั นธรรมองคก์ รของ
โรงเรยี นให้เหมาะสมกบั นกั เรยี นกลมุ่ ตา่ ง ๆ ใหเ้ กดิ ความเสมอภาคเทา่ เทยี มกนั โดยผูบ้ ริหาร ครู
บุคลากรทกุ คนในโรงเรยี น ผู้ปกครองนักเรยี น ควรมสี ่วนร่วมในกระบวนการตดั สินใจ การสร้าง
บรรยากาศของความร่วมมือกนั การปรบั รปู แบบการสื่อสารทเี่ ออ้ื ต่อสมาชกิ ทุกคนในโรงเรียน
ปรับหลักสูตรและการสอน รวมท้ังกจิ กรรมเสริมหลกั สตู รให้สง่ เสริมพฒั นาการของนกั เรยี นทุก
กล่มุ

65

กล่าวโดยสรุปก็คือการจัดการศึกษาในบริบทของความหลากหลายวัฒนธรรม เพอื่ สง่ เสริม
พฒั นาการเดก็ ควรต้องดาเนนิ การในลักษณะองค์รวม คือ จัดกจิ กรรมพร้อม ๆ กนั ทั้ง 5 มิติ ทงั้ ใน
ด้านการบรู ณาการเนือ้ หา กระบวนการสร้างองคค์ วามรู้ การลดอคติ การสอนท่ียึดหลกั ความ
ยุติธรรมและการปรบั โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรมในโรงเรียน เพ่อื ใหบ้ รรลุเปา้ หมายของ
การจัดการศกึ ษาแนวพหุวัฒนธรรม น่นั คอื การปลูกฝังเยาวชนของชาตทิ มี่ ีความแตกตา่ งกันดา้ น
เชื้อชาติ ชาติพนั ธ์ุ ภาษาศาสนา ขนบธรรมเนียม ประเพณี และวถิ ีชีวิต ใหม้ ีโอกาสประสบ
ความสาเรจ็ ในการเรียนโดยเสมอภาคกนั และมีคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงคข์ องความเปน็ พลเมอื งดี
ในระบอบประชาธิปไตย ยอมรบั ความแตกต่างทางวฒั นธรรม และดาเนินชวี ติ อยูใ่ นสังคม
พหวุ ฒั นธรรมได้อยา่ งมีความสุข

5. งานวจิ ัยท่ีเก่ียวกับความเขา้ ใจธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรข์ องนกั เรียน

5.1 งานวิจยั ต่างประเทศ

Solomon, Scott and Duveen (1996 : 493-508) สารวจความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์
ของนกั เรียนชาวอังกฤษท่มี ีอายุ 15 ปี หรือเรียนอยู่ปี 10 หรอื เกรด 9 จานวน 800 คน โดยนกั เรียนที่
เป็นกลุ่มตัวอย่างเปน็ นกั เรียนที่เรียนระดับช้ันมธั ยมศกึ ษามาแล้ว 3 ปี ซ่ึงมาจากโรงเรยี นของรัฐบาล
ทต่ี ้ังอยู่ในบรเิ วณต่าง ๆ ของประเทศอังกฤษ จานวน 10 โรง และจากกลมุ่ ตัวอยา่ งดังกลา่ ว ผู้วจิ ยั
เลอื กนักเรียนจานวน 7 ห้องเรียนจาก โรงเรยี น 3 โรง และทาการศกึ ษาอย่างใกลช้ ดิ โดยผู้วจิ ยั จะทา
พดู คยุ กบั กลุ่มตวั อย่างในเวลาพัก และสมั ภาษณ์ครู บางครั้งอาจมีการสงั เกตการเรียนการสอนใน
หอ้ งเรยี น เพอ่ื สารวจความคดิ ของนักเรียนเก่ียวกบั สิง่ ที่นักวิทยาศาสตร์ทา ความรูเ้ ก่ยี วกบั ทฤษฎี
และการเปล่ยี นแปลง ความเหน็ เกยี่ วกับผลของทฤษฎีและการทดลองท่ีนกั เรยี นไดร้ บั ประสบการณ์
จากการเรียนในโรงเรียน จากการวจิ ัยพบวา่ มบี างส่ิงท่มี ีอทิ ธิพลต่อความเขา้ ใจในธรรมชาติของ
วทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี น เชน่ การสอนของครูในห้องเรยี น และพบว่านกั เรียนบางสว่ นมคี วามเข้าใจ
ในการอธิบายธรรมชาตขิ องความพยายามทางวิทยาศาสตร์ และมีนักเรียนบางกลมุ่ ท่ีเร่มิ เขา้ ใจ
บทบาทของจนิ ตนาการและแบบจาลองทีใ่ ช้ในทฤษฎที างวทิ ยาศาสตร์

Dagher and BouJaoude (1997 : 429-445) สารวจมมุ มองทางวิทยาศาสตรแ์ ละความเชื่อทาง
ศาสนาของนกั ศึกษาวทิ ยาลัย ในเรื่องววิ ัฒนาการ ประเทศเลบานอน จานวน 62 คน ซึ่งเป็นนกั ศึกษา
ช้ันปีที่ 4 ทลี่ งทะเบยี นเรียนวิชาสัมมนาทางชวี วทิ ยา โดยเครอ่ื งมือทีใ่ ชใ้ นการสารวจคือ
แบบสอบถามปลายเปิดซึ่งสอบถามเกีย่ วกับ 1) ความเข้าใจเก่ียวกับทฤษฎวี ิวัฒนาการ 2) การรับรถู้ ึง

66

ความขดั แยง้ ระหว่างทฤษฎีววิ ัฒนาการกับศาสนา และ 3) ทฤษฎวี วิ ัฒนาการขดั แย้งกับความเชอ่ื ของ
กลุ่มตัวอยา่ งหรอื ไม่ และคัดเลอื กนักศึกษา 15 คนจากกลุ่มตัวอย่างดงั กล่าวมาทาการตรวจสอบ
คาตอบในเชิงลึก และพบว่าคาตอบของนกั เรยี นสามารถแบง่ ออกเปน็ 4 กลมุ่ คอื กล่มุ ทสี่ นับสนุน
ทฤษฎวี ิวัฒนาการ กลุ่มที่ตอ่ ต้านทฤษฎีวิวัฒนาการ กลุ่มทเ่ี หน็ ดว้ ยและไม่เหน็ ด้วยกบั ทฤษฎี
ววิ ฒั นาการ และกลมุ่ ที่เป็นกลาง นอกจากนี้ Dagher and BouJaoude ไดเ้ สนอแนะว่า การสอน
นักศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติของขอ้ เท็จจริงทางวทิ ยาศาสตร์ ทฤษฎี และ หลักฐานเป็นการเพม่ิ พนู
ความเข้าใจเกีย่ วกบั ทฤษฎวี วิ ัฒนาการ โดยเปดิ โอกาสใหน้ ักศกึ ษาได้อภปิ รายเกยี่ วกับความเช่ือและ
คา่ นิยมที่เกย่ี วกับความรทู้ างวิทยาศาสตร์

Moss, Abrams and Robb (2001 : 771-790) สารวจความเขา้ ใจเกีย่ วกบั ธรรมชาตขิ อง
วทิ ยาศาสตรข์ องนักเรียนระดบั ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 5 และ 6 จานวน 5 คน ในสหรัฐอเมริกา โดยใช้
วิธีการสัมภาษณแ์ บบกึ่งโครงสรา้ ง พบวา่ นกั เรียนเข้าใจเกย่ี วกบั ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ในด้าน
ความรู้วิทยาศาสตร์ แตย่ ังไมเ่ ข้าใจเกี่ยวกบั ธรรมชาตขิ องกจิ การทางวทิ ยาศาสตร์

Bell et al. (2003 : 487-509) สารวจความเขา้ ใจเก่ยี วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตรข์ อง
นักเรียนระดับชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 4 และ 5 จานวน 10 คน ท่เี รยี นจบโปรแกรมภาคฤดูรอ้ นท่ีจดั ให้
นกั เรยี นฝกึ ปฏบิ ัตกิ ารกบั นักวิทยาศาสตร์ในหอ้ งทดลอง โดยใช้แบบสอบถามและการสัมภาษณ์
แบบกง่ึ โครงสรา้ ง พบว่า นักเรียนมีความเข้าใจเกย่ี วกบั ธรรมชาติของการสบื เสาะหาความรทู้ าง
วิทยาศาสตรเ์ ป็นอย่างดี แต่ไม่เข้าใจเก่ยี วกับธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ในด้านกจิ การทาง
วิทยาศาสตร์ ซ่งึ Bell et al. ไดแ้ สดงความคิดเห็นต่อประเด็นนวี้ า่ อาจเปน็ เพราะนักเรยี นมคี วามเชือ่
บางอยา่ งทขี่ ัดขวางการทาความเข้าใจเกี่ยวกบั ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตรใ์ นด้านของกิจการทาง
วิทยาศาสตร์

Kang, Scharmann and Noh (2005 : 314-334) ศกึ ษามุมมองในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ของ
นกั เรียนจากกรุงโซล ประเทศเกาหลี โดยใชก้ ารสารวจกล่มุ ตวั อยา่ งขนาดใหญ่ เคร่ืองมอื ทใี่ ชใ้ นการ
วจิ ัย คอื แบบสอบถามแบบหลายตวั เลือก (Multiple-choice) ขอ้ คาถามทใี่ ช้ในการวิจัยคร้ังนไ้ี ด้
ดดั แปลงมาจากงานวจิ ยั ของ Solomon และคณะ (1996) (ในขอ้ คาถาม 1, 2. 3 และ 4) และจาก
VOSTS (ในข้อคาถาม 5) ซ่งึ พฒั นารูปแบบหลายตวั เลอื ก กลุม่ ตัวอยา่ ง คอื นักเรยี นเกรด 6, 8 และ
10 ประเทศเกาหลี จานวน 1702 คน แบบสอบถามชุดนีป้ ระกอบด้วยขอ้ คาถาม 5 รายการซ่งึ
ตรวจสอบมมุ มองในธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ของนักเรียน ไดแ้ ก่ เปา้ หมายของวิทยาศาสตร์ นิยาม
ของทฤษฎที างวทิ ยาศาสตร์ ธรรมชาตขิ องแบบจาลอง ความเปน็ จรงิ ช่วั ขณะของทฤษฎีทาง
วิทยาศาสตร์ และที่มาของทฤษฎที างวทิ ยาศาสตร์ ซึง่ นักเรียนจะต้องคาถามในแบบสอบถามพร้อม
ทัง้ อธบิ ายเหตุผลในการเลือกคาตอบแตล่ ะขอ้ ในสว่ นทีเ่ ป็นคาถามปลายเปิดส่วนท้ายของแตล่ ะข้อ

67

จากการวิจัยพบวา่ มมุ มองในธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรียนเกรด 6, 8 และ 10 ไม่มคี วาม
แตกต่างอยา่ งชดั เจนและเมือ่ เปรียบเทยี บกบั ผลวจิ ัยในตา่ งประเทศ พบวา่ มคี วามแตกต่างระหวา่ ง
มมุ มองในธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตรข์ องนักเรยี นอยา่ งชัดเจน ซ่งึ ความแตกตา่ งเหล่าน้เี กิดจาก
ลกั ษณะทางวัฒนธรรม ทาให้การออกแบบหลักสูตรเพอ่ื พัฒนามมุ มองในธรรมชาตขิ อง
วทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรียนในวัฒนธรรมหนึ่งไมส่ ง่ ผลต่อนกั เรยี นที่อยูใ่ นวฒั นธรรมอ่ืน

5.2 งานวิจัยในประเทศ

วนาภรณ์ ลิ่มศิลา (2530 : 52-53) ศกึ ษาเฉพาะดา้ นความรเู้ ชิงวิทยาศาสตรข์ องนกั เรยี นระดับ
มัธยมศกึ ษาตอนปลาย ในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการศกึ ษาพบวา่ ความเขา้ ใจเกีย่ วกับ
(1) การนาใชอ้ ย่างมีคุณธรรมหรอื ความบรสิ ุทธอ์ิ ยู่ในระดับปานกลาง (2) ความสร้างสรรค์อยูใ่ น
ระดับมาก (3) การใช้ข้อความกะทดั รดั หรือความสมบรู ณแ์ ละเรียบง่ายอย่ใู นระดบั ปานกลาง (4)
ดา้ นการตรวจสอบหรือสามารถทดสอบไดอ้ ยู่ในระดับมาก (5) สหวิชาหรอื ความเปน็ เอกภาพอยู่ใน
ระดับมาก

อุษา โรจนรววี งศ์ (2531 : 73-78) ศกึ ษาองคป์ ระกอบท่ีมีผลตอ่ ความเขา้ ใจถึงอทิ ธพิ ลของ
วิทยาศาสตรท์ ี่มตี อ่ มวลมนษุ ยแ์ ละสภาพแวดลอ้ มของนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 5 โรงเรียนเอกชน
สอนศาสนาอสิ ลาม ปีการศกึ ษา 2530 จานวน 403 คน ผลการศกึ ษาพบวา่ นกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษา
ปีท่ี 5 โรงเรยี นเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลาม เขตการศึกษา 2 มีความเขา้ ใจถงึ อิทธิพลของ
วิทยาศาสตร์ทมี่ ีตอ่ มวลมนุษยแ์ ละสภาพแวดล้อมในระดบั สงู และองคป์ ระกอบท่ีมีผลต่อความ
เขา้ ใจถงึ อทิ ธพิ ลของวทิ ยาศาสตรท์ ่ีมีตอ่ มวลมนษุ ยแ์ ละสภาพแวดลอ้ ม คอื ความสนในวิชา
วิทยาศาสตร์ เจตคตเิ ชงิ วิทยาศาสตร์ เจตคตติ ่อวิชาวทิ ยาศาสตร์ ความเพยี งพอของอุปกรณ์ในการ
ทดลองทางวิทยาศาสตร์ อาชพี หลักของมารดา ทางานบรษิ ัทหรอื อาชพี ที่ตอ้ งใช้วิชาชพี ลกั ษณะ
ห้องเรียนวิทยาศาสตรท์ ีใ่ ช้ห้องเรยี นปกติ การฟงั วิทยหุ รอื ดูโทรทศั นร์ ายการเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์
และการได้ปรึกษาครผู สู้ อนเกยี่ วกบั วทิ ยาศาสตร์

อทุ ัย สะเดา (2540 : 113-117) ศึกษาและเปรยี บเทียบความเข้าใจธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์
ของนักเรยี นช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 5 โดยรวม และจาแนกเพศและแผนการเรียน (แผนการเรยี น
วิทยาศาสตร์และแผนการเรียนศิลป์) จานวน 2,420 คน จากโรงเรยี นมัธยมศกึ ษา สงั กดั กรมสามัญ
ศึกษา เขตการศึกษา 10 โดยใช้แบบสอบถามความเข้าใจธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ จานวน 94 ข้อ
แบง่ ออกเป็น 4 ด้าน คือ (1) ดา้ นขอ้ ตกลงเบือ้ งต้นเกี่ยวกับธรรมชาติ มี 4 ดา้ นยอ่ ย คือ ความแท้จรงิ
ความสม่าเสมอ ความเป็นเหตภุ าพ และสามารถศกึ ษาเข้าใจได้ (2) ด้านความรู้เชงิ วิทยาศาสตร์

68

มี 6 ด้านย่อย คอื ความบริสุทธิ์ ความสร้างสรรค์ พฒั นาการ ความสมบรู ณ์และเรียบง่าย สามารถ
ทดสอบได้ และความเป็นเอกภาพ (3) ดา้ นวธิ กี ารเชิงวทิ ยาศาสตร์ และ (4) ด้านปฏิสัมพนั ธ์ระหวา่ ง
วทิ ยาศาสตร์กับสงั คม และปฏสิ ัมพันธ์ระหว่างวทิ ยาศาสตรก์ ับเทคโนโลยี ผลการวจิ ยั พบว่า

1. นกั เรียนโดยส่วนรวม และจาแนกตามเพศและแผนการเรียนมคี วามเขา้ ใจธรรมชาติของ
วิทยาศาสตร์โดยรวม รายด้านท้ัง 4 ด้าน และรายด้านย่อย 7-10 ด้านยอ่ ยอยใู่ นระดบั มาก

2. นกั เรียนชายและนักเรยี นหญงิ มคี วามเข้าใจธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรโ์ ดยรวมทัง้ 4 ด้าน
และรายดา้ นยอ่ ย 10 ดา้ นยอ่ ยไมแ่ ตกต่างกนั ยกเว้นนักเรยี นหญงิ มคี วามเข้าใจดา้ นยอ่ ยความบรสิ ุทธ์ิ
มากกวา่ และดา้ นย่อยความสมบรู ณแ์ ละความเรยี บง่ายน้อยกว่านักเรยี นชายอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิ
ทีร่ ะดับ .05

3. นักเรียนทเี่ รียนแผนการเรยี นวทิ ยาศาสตร์มีความเข้าใจมากกวา่ นกั เรยี นท่เี รียนแผนการ
เรยี นศลิ ป์ในธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรโ์ ดยรวม รายดา้ นทงั้ 4 ดา้ น และรายดา้ นยอ่ ย 7 ด้านยอ่ ยอยา่ ง
มีนัยสาคัญทางสถติ ทิ ีร่ ะดับ .05 คอื ความเป็นเหตุภาพ สามารถศกึ ษาเข้าใจได้ พัฒนาการ สามารถ
ทดสอบได้ ความเปน็ เอกภาพ ปฏสิ มั พนั ธร์ ะหวา่ งวิทยาศาสตรก์ บั สงั คม และปฏสิ ัมพันธร์ ะหว่าง
วทิ ยาศาสตรก์ ับเทคโนโลยี แตน่ กั เรยี นท่ีเรยี นแผนการเรียนศิลปม์ คี วามเข้าใจมากกว่านักเรยี นที่
เรียนแผนการเรียนวิทยาศาสตร์ 2 ด้านย่อยอย่างมีนยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .05 คือ ความสรา้ งสรรค์
และความสมบรู ณ์และเรยี บงา่ ย

4. มีปฏิสัมพนั ธร์ ะหวา่ งเพศกับแผนการเรยี นต่อการมคี วามเข้าใจในธรรมชาตขิ อง
วิทยาศาสตร์ของนักเรียนเฉพาะ 2 ด้านย่อย คอื พฒั นาการ และความเป็นเอกภาพ

อัจฉรา แก้วมณี (2540 : 74-80) ศกึ ษาประสบการณก์ ารเรยี นรูว้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละความเขา้ ใจใน
ธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นดรณุ าราชบรุ ี โดยใช้
แบบสอบถามและแบบสอบถามประกอบการสมั ภาษณ์ พบวา่ นกั เรยี นมปี ระสบการณก์ ารเรยี นรู้
วิทยาศาสตร์ท้ังในระดับประถมศึกษาและมัธยมศกึ ษาตอนต้นอยูใ่ นระดับปานกลาง ความเขา้ ใจใน
ธรรมชาติของวทิ ยาศาสตรใ์ นระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น ด้านทัศนะทางวิทยาศาสตรแ์ ละด้านกิจการ
ทางวิทยาศาสตรอ์ ยใู่ นระดับปานกลาง สว่ นดา้ นกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ไมอ่ ยูใ่ นระดับปาน
กลาง และไมม่ คี วามสัมพนั ธ์ระหว่างประสบการณ์การเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในแตล่ ะระดบั กบั ความ
เข้าใจในธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตรแ์ ตล่ ะด้าน

อมราพร ครชาตรี (2541 : บทคัดยอ่ ) ศึกษาประสบการณก์ ารเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ ความเขา้ ใจ
ในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ในดา้ นทัศนะสากลเชงิ วิทยาศาสตร์ ดา้ นการสืบคน้ เชิงวทิ ยาศาสตร์
และดา้ นกิจการเชงิ วิทยาศาสตร์ และเพอื่ ศกึ ษาความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณก์ ารเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ในระดบั มธั ยมศึกษากับความเข้าใจในธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ ดา้ นทัศนะสากลเชงิ

69

วิทยาศาสตร์ ดา้ นการสบื คน้ เชงิ วทิ ยาศาสตร์ และดา้ นกิจการเชิงวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรยี นชน้ั
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสตรีปากพนงั ผลการวิจยั พบวา่

1. ประสบการณ์การเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์ในระดบั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสตรีปากพนังอยู่
ในระดบั ปานกลาง

2. ความเขา้ ใจในธรรมชาตขิ องวิทยาศาสตร์ในระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้นในดา้ นทัศนะสากล
เชิงวิทยาศาสตร์ ดา้ นการสืบคน้ เชงิ วิทยาศาสตร์ และดา้ นกิจการเชงิ วทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นชน้ั
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรยี นสตรีปากพนงั อยู่ในระดบั ปานกลาง

3. มคี วามสมั พนั ธส์ ูงในทางบวกท่ีระดับนัยสาคญั ทางสถิตทิ ี่ .001 ระหว่างประสบการณ์การ
เรียนรู้วทิ ยาศาสตรใ์ นระดบั มัธยมศกึ ษากบั ความเขา้ ใจในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ ดา้ นทัศนะ
สากลเชิงวิทยาศาสตร์ ด้านการสบื คน้ เชิงวทิ ยาศาสตร์ และด้านกิจการเชิงวทิ ยาศาสตร์ของนกั เรียน
ช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนสตรีปากพนัง มคี ่า .66, .70 และ .74 ตามลาดบั

ธนพล อินทยุ ศ (2542 : 100-104) ศึกษาและเปรียบเทยี บความเขา้ ใจธรรมชาตขิ อง
วทิ ยาศาสตร์ของนักเรียน ในวทิ ยาลัยสังกดั กรมอาชวี ศึกษา ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ จานวน 2,492
คน จาแนกตามเพศและสาขาวิชาชีพท่เี รียน(อตุ สาหกรรม พานชิ ยกรรม และเกษตรกรรม) โดยใช้
แบบสอบถามความเข้าใจธรรมชาติของวิทยาศาสตร์ จานวน 94 ข้อ มี 4 ดา้ น ไดแ้ ก่ ด้านขอ้ ตกลง
เบ้ืองต้นเกยี่ วกับธรรมชาติ มี 4 ดา้ นยอ่ ย คือ ความแทจ้ ริง ความสมา่ เสมอ ความมีเหตผุ ล และ
สามารถศกึ ษาเข้าใจได้ ด้านความรู้เชิงวิทยาศาสตร์ มี 6 ด้านย่อย คือ ความบรสิ ุทธิ์ ความสรา้ งสรรค์
พฒั นาการ ความสมบรู ณ์และเรียบง่าย การตรวจสอบได้ และความเป็นเอกภาพ ดา้ นวธิ ีการเชิง
วิทยาศาสตร์ และดา้ นปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสังคม มี 2 ดา้ นยอ่ ย คอื
ด้านปฏสิ มั พันธร์ ะหว่างวิทยาศาสตรก์ ับสังคม และปฏิสัมพันธ์ระหว่างวิทยาศาสตรก์ ับเทคโนโลยี
ผลการวจิ ยั พบว่า

1. นักเรียนโดยสว่ นรวม และจาแนกตามเพศและสาขาวิชาชพี ทีเ่ รยี นมีความเขา้ ใจธรรมชาติ
ของวทิ ยาศาสตร์โดยรวม รายดา้ นทัง้ 4 ดา้ น และรายดา้ นย่อย 10-11 ดา้ นยอ่ ยอยใู่ นระดับมาก

2. นักเรยี นชายและนกั เรียนหญิงมีความเขา้ ใจธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์โดยรวม รายดา้ น 3
ด้าน และรายด้านย่อย 10 ด้านยอ่ ยไมแ่ ตกตา่ งกนั แต่นกั เรียนชายมคี วามเข้าใจธรรมชาติวิทยาศาสตร์
ในดา้ น “ขอ้ ตกลงเบ้อื งต้นเกย่ี วกับธรรมชาติ” และดา้ นยอ่ ย “ความสมา่ เสมอ” มากกวา่ นักเรยี นหญงิ
อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ีร่ ะดับ .05

3. นกั เรียนท่ีเรียนสาขาวิชาชพี ตา่ งกนั มคี วามเข้าใจในธรรมชาติของวิทยาศาสตร์โดยรวม ราย
ดา้ นทัง้ 4 ดา้ น และรายด้านยอ่ ย 10 ด้านย่อยไมแ่ ตกตา่ งกนั แต่นักเรียนท่ีเรียนสาขาเกษตรกรรมมี
ความเข้าใจธรรมชาติในดา้ นยอ่ ย “ความสามารถเข้าใจได้” และ “ความสมบูรณ์และความเรยี บง่าย”

70

มากกว่านกั เรียนที่เรยี นสาขาอุตสาหกรรมและนักเรียนท่ีเรยี นสาขาพานิชยกรรม และนกั เรยี นที่
เรยี นสาขาอตุ สาหกรรมมคี วามเขา้ ใจมากกว่านักเรยี นทเ่ี รยี นสาขาพานชิ ยกรรม อยา่ งมีนัยสาคัญทาง
สถติ ทิ รี่ ะดับ .05

4. ไม่มปี ฏิสมั พันธ์ระหว่างเพศกบั สาขาวชิ าชพี ทเ่ี รียนต่อการมคี วามเข้าใจในธรรมชาติของ
วิทยาศาสตรโ์ ดยรวมและรายดา้ นท้ัง 4 ดา้ น และรายด้านย่อยท้ัง 12 ดา้ น

ชานาญ อนิ ทรสมบตั ิ (2542: บทคดั ยอ่ ) ศกึ ษาเปรียบเทยี บความเข้าใจธรรมชาติวิทยาศาสตร์
ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 จานวน 3,506 คน และนกั เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จานวน 2,970
คน และจาแนกตามเพศและประสบการณ์ในการเรยี นวิทยาศาสตรใ์ นโรงเรียนมธั ยมศึกษา สงั กดั
กรมสามญั ศึกษา เขตการศกึ ษา 11 ปกี ารศกึ ษา 2540 ผลการศึกษาพบว่า

1. นักเรียนโดยส่วนรวม และจาแนกตามเพศและประสบการณใ์ นการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตร์มี
ความเขา้ ใจธรรมชาติวทิ ยาศาสตร์โดยรวม รายด้านท้งั 4 ดา้ น และรายดา้ นยอ่ ย 11 ด้านอย่ใู นระดับ
มาก โดยมีนกั เรียนจานวนปานกลางถงึ มาก (ร้อยละ 55.70-73.81) มคี วามคิดเห็นด้วยมาก และมี
ความเข้าใจอกี 1 ดา้ นย่อย ทีเ่ หลอื คือความสมา่ เสมอ อยู่ในระดับปานกลาง โดยมนี ักเรยี นจานวน
ปานกลาง (รอ้ ยละ 44.78) มคี วามคิดเห็นด้วยมาก

2. นกั เรยี นชายและนกั เรียนหญิง มีความเข้าใจธรรมชาติวทิ ยาศาสตร์โดยรวมรายดา้ นทงั้ 4
ด้าน และรายด้านยอ่ ยทง้ั 12 ด้าน ไม่แตกตา่ งกนั (p>0.05)

3. นกั เรียนทีม่ ีประสบการณใ์ นการเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์ 6 ปี (ม.6) มีความเข้าใจธรรมชาติ
วิทยาศาสตรโ์ ดยรวม รายดา้ นท้ัง 4 ดา้ น และรายด้านย่อยทง้ั 12 ดา้ น มากกวา่ นกั เรยี นท่มี ี
ประสบการณ์ในการเรยี นวชิ าวิทยาศาสตร์ 3 ปี (ม.3) อยา่ งมีนยั สาคัญทางสถิติท่รี ะดับ 0.05 4. ไม่มี
ปฏสิ มั พนั ธ์ระหว่างเพศและประสบการณใ์ นการเรยี นวิชาวทิ ยาศาสตรข์ องนกั เรียนตอ่ ความเข้าใจ
ธรรมชาติวทิ ยาศาสตร์ (p>0.05)

ประไพ การชัญกาศ (2542 : บทคดั ย่อ) ศกึ ษาความเขา้ ใจธรรมชาตขิ องวทิ ยาศาสตรข์ องครู
ชวี วิทยาและนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6 และเปรียบเทียบความเข้าใจในธรรมชาตวิ ทิ ยาศาสตร์
ระหวา่ งนักเรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6 จานวน 2,810 คน ท่ีได้จากการสุ่มอย่างงา่ ยกับครชู วี วทิ ยา
จานวน 116 คน และจาแนกตามเพศ ประสบการณ์ และเพศกับประสบการณ์ในการสอนวชิ า
ชวี วิทยา (1-5 ป,ี 6-10 ปี, 11-15 ปี และมากกว่า 15 ปี) ในเขตการศึกษา 11 โดยใชแ้ บบสอบถาม
ความเข้าใจธรรมชาติของวทิ ยาศาสตร์ จานวน 94 ขอ้ แบง่ ออกเปน็ 4 ด้าน คือ 1) ด้านข้อตกลง
เบื้องตน้ เก่ยี วกบั ธรรมชาติ มี 4 ด้านยอ่ ย 2) ด้านความรู้เชงิ วทิ ยาศาสตร์ มี 6 ดา้ นยอ่ ย 3) ดา้ นวธิ ีการ
เชิงวทิ ยาศาสตร์ และ 4) ดา้ นปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหวา่ งวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยีและสงั คม มี 2 ดา้ นยอ่ ย
ผลการวจิ ัยพบว่า


Click to View FlipBook Version