The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

งานวิจัยกรมศุลฯ (ชลิดา วปอ57) แนวทางการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมุลภาครัฐ การนำเข้าส่งออ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by smakgahn, 2021-05-05 00:45:54

งานวิจัยกรมศุลฯ (ชลิดา วปอ57) แนวทางการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมุลภาครัฐ การนำเข้าส่งออ

งานวิจัยกรมศุลฯ (ชลิดา วปอ57) แนวทางการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมุลภาครัฐ การนำเข้าส่งออ

แนวทางการเช่อื มโยงและบูรณาการขอ้ มลู ภาครฐั
ในการให้บรกิ ารดา้ นการนาเขา้ – สง่ ออก

โดย

นางชลิดา พนั ธ์กระวี
ตาแหน่ง ผ้อู านวยการสานักงานศุลกากรตรวจสินคา้ ท่าอากาศยานสวุ รรณภมู ิ

กรมศุลกากร กระทรวงการคลงั

นักศกึ ษาวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจกั ร
หลักสตู รการปอ้ งกันราชอาณาจกั ร รุ่นท่ี ๕๗
ประจาปีการศกึ ษา พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘

หนงั สอื รบั รอง

วทิ ยาลัยปอ้ งกันราชอาณาจักร ไดอ้ นมุ ตั ิใหเ้ อกสารวจิ ัย เรอื่ ง “แนวทางการเชื่อมโยงและ
บูรณาการข้อมูลภาครัฐในการให้บริการด้านการนาเข้า–ส่งออก” ลักษณะวิชา การเศรษฐกิจ ของ
นางชลิดา พันธ์กระวี เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร รุ่นท่ี ๕๗
ประจาปีการศึกษา พทุ ธศกั ราช ๒๕๕๗ – ๒๕๕๘

พลโท

(สรุ สทิ ธ์ิ ถนดั ทาง)
ผู้อานวยการวิทยาลัยปอ้ งกันราชอาณาจักร

สถานบันวชิ าการปอ้ งกันราชอาณาจักร



บทคดั ยอ่

เรอ่ื ง แนวทางการเชือ่ มโยงและบูรณาการขอ้ มูลภาครฐั ในการใหบ้ ริการด้านการนาเขา้ – สง่ ออก
ลกั ษณะวชิ า การเศรษฐกิจ
ผวู้ ิจัย นางชลิดา พนั ธ์กระวี หลักสตู ร วปอ. รุ่นที่ ๕๗

การวิจัยครั้งน้ีมีจุดมุ่งหมายเพ่ือให้ทราบถึง วิธีการยกระดับการให้บริการภาครัฐ โดย
การกาหนดหลักการและแนวทางท่ีชัดเจน สาหรับการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการ
ให้บริการดา้ นการนาเขา้ – ส่งออก

ผลจากการวิจัยพบว่า หลกั พืน้ ฐานในการออกแบบและพฒั นาบรกิ ารภาครัฐในการให้บริการ
ดา้ นการนาเข้า-ส่งออกทัง้ ระบบ สาหรบั กระบวนงานทเ่ี ป็นธรุ กรรมท่ีเอกชนมีความเกีย่ วข้องกับภาครัฐ
ในการย่ืนคาขอให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทาง
ราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยจัดให้มีการกาหนดให้ย่ืนคาขอผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์แทนการมายื่นคาขอด้วย
ตนเอง อีกทั้งจัดการกระบวนงานของการนาเขา้ –ส่งออกท้ังหมดให้มีความชัดเจนและการลดข้นั ตอนให้
เหลือในรูปแบบเท่าที่จาเปน็ โดยมีการแบ่งประเภทของกระบวนงานท่ีต้องมีปฏิสมั พนั ธ์และไม่มีปฏสิ ัมพันธ์
กับหน่วยงานอ่ืน ๆ แล้ว จึงนาข้อมูลทั้งหมดมาบูรณาการโดยการหาจุดเช่อื มของหน่วยงานในแต่ละขั้นตอน
เพ่ือสร้างกระบวนงานที่ลดปฏิสัมพันธ์และประกันเวลาของกระบวนงานท้ังหมด เพ่ือนาไปสู่ข้ันตอนของ
การบรู ณาการและเช่ือมโยงเอกสารที่จาเปน็ ในการนาเข้า-ส่งออก โดยสามารถใช้ข้อมลู ร่วมกันได้อยา่ ง
สมบรู ณ์ และทาการการพัฒนาตอ่ ยอดเปน็ ระบบ Trade Gateway ในการใหบ้ ริการด้านการนาเข้า-ส่งออก

ฉะนั้นจึงควรปรับปรุง แนวทางการเช่ือมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการให้บริการ
ดา้ นการนาเขา้ – ส่งออก ในการยื่นคาขอผ่านสื่ออิเลก็ ทรอนกิ ส์ระหว่างเอกชนกบั หนว่ ยงานของรัฐหรือ
การส่งผา่ นข้อมลู ระหว่างหน่วยงานของรฐั ด้วยกันเอง โดยกาหนดให้ใช้มาตรฐานข้อมูลที่เป็นสากล แต่
พัฒนากระบวนการอย่างง่ายทางอิเล็กทรอนิกส์ที่มีการตอบรับอัตโนมัติที่เอื้อต่อการอานวยความสะดวก
ทางการค้า และสอดคล้องกับระบบงานท่ีภาคเอกชนมีอยูแ่ ล้วและประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยง่าย
เช่น ระบบ National Contact Information System (NCIS) สาหรับการย่ืนเอกสารตามแบบฟอร์มย่อย
ของแต่ละหน่วยงาน โดยลงลายมือชอื่ อิเล็กทรอนิกส์ (Digital Signature) และนาเทคโนโลยี Trusted
electronic Document Authority (TeDA) ซึ่งเป็นการจัดเก็บเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ (e-Document)
แบบถาวรมาใช้ โดยจัดตั้งระบบรับรองและจัดเก็บเอกสาร ด้วยเทคโนโลยีโครงสร้างพ้ืนฐานกุญแจ
สาธารณะ (Public Key Infrastructure: PKI) ในการยืนยันตัวบุคคลทางอิเล็กทรอนิกส์ ร่วมกับการ
บรหิ ารจดั การเอกสารอิเล็กทรอนกิ ส์ โดยจัดเก็บเป็นฐานขอ้ มลู กลางของประเทศ (Data Center)

สาหรับการส่งผ่านข้อมูลต่อเชื่อมไปยังประเทศคู่ค้าหรือการจัดทาใบขนสินค้าใน
กระบวนการศุลกากรไร้เอกสาร ให้ทาการเช่ือมโยงข้อมูลในระบบ National Single Window (NSW)
อย่างเตม็ รูปแบบ อีกทง้ั ควรจัดใหม้ ีหน่วยงานที่ทางานร่วมกันแบบบูรณาการภายใต้คณะกรรมการชุด
เดียวในการกากับดแู ลมาตรฐานการจัดทาข้อมูล และบรหิ ารจดั การฐานข้อมูลของชาติเพอ่ื ให้เกดิ ความ
เป็นเอกภาพในการบริหารจดั การขอ้ มูลของชาติปฏบิ ัตงิ าน

ABSTRACT

Title Approaches to Data Connection and Integration for

Import-Export Services in Public sector

Field Economics
Name Mrs. Chalida Phungravee Course NDC Class 57

The objective of this study was to explore approaches to public services

improvement by identifying clear principles and ways for data connection and integration for

import-export services in public sector.

The results of this study indicated fundamental principles in designing and
developing public sector’s import - export services for private-related transaction procedure
to apply request as required by the Act on Facilitation for Consideration of Approvals from
the Government Agencies, B.E. 2558. Instead of individual walk-in application, application is
conducted through electronics submission. Import-export procedures are efficiently managed
and sophisticated procedures are simplified. Work procedures are divided into two categories:
Interaction and Non-interaction work procedures with other agencies. After that, all data are
integrated by identifying connection points of agency in each procedure to produce work
procedures that reduce interaction and ensure certain time of the entire procedure. Then,
this leads to data connection and integration for import-export services and completion of
shared data, and extended development of Trade Gateway system for import-export service.

Therefore, data connection and integration for import-export services in public
sector should be improved through electronics application between private and public
agencies or between public agencies. International standard for data and simplified electronic
procedure should be developed to facilitate trade and to be consistent with existing work
system of private sector. All these should be available for people to have easy access.
For example, National Contact Information System (NCIS) is used to submit forms through
digital signature. Trusted electronic Document Authority (TeDA), a technology of permanent
storage of e-Document, is applied by installing support system and storing document with
Public Key Infrastructure (PKI) to authorize electronic individual identity along with e-
Document management with Data Center

Data transmission to connect to trading partners or the preparation of goods

transport documents in the Paperless Customs Procedures is conducted through National

Single Window (NSW). Moreover, agencies should collaborate and perform integrated work

under a single committee to regulate data preparation and national database management

to meet unity of managing data at national level.



คำนำ

งานวิจัย เรื่อง แนวทางการเช่ือมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการให้บริการด้าน
การนาเข้า-ส่งออก มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบกระบวนงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของภาครัฐ
ในการนาเข้า-ส่งออก และทาการวิเคราะห์รูปแบบการบูรณาการข้อมูลภาครัฐ ตลอดจนแนวทาง
การนาเทคโนโลยสี ารสนเทศท่ีเหมาะสมมาใช้ในการสรา้ งกระบวนงานทีม่ ีความถูกต้อง แมน่ ยา สะดวก
แน่นอน ลดปฏิสัมพันธ์และประกันเวลา ซ่ึงจะเป็นการอานวยความสะดวกทางการค้าและ
เพ่ิมขีดความสามารถในการแข่งขันทางการค้าและโลจิสติกส์ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์การพัฒนา
ระบบโลจิสตกิ ส์ของประเทศไทย

ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างย่ิงว่า รายงานการวิจัยฉบับน้ีจะเป็นประโยชน์และสามารถนาไปเป็น
แนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาการเช่ือมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการให้บริการด้าน
การนาเข้า-ส่งออก เพ่ือให้การบริการภาครัฐด้านการนาเข้า-ส่งออกมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล
ซง่ึ จะสามารถขับเคลื่อนยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาระบบโลจสิ ติกสใ์ ห้มผี ลในทางปฏิบัติทช่ี ัดเจน อนั จะเป็น
การเพม่ิ ศกั ยภาพทางการแข่งขันด้านการค้าและโลจิสติกสข์ องประเทศต่อไป

(นางชลิดา พันธก์ ระวี)
นกั ศกึ ษาวิทยาลยั ป้องกันราชอาณาจักร

หลักสูตร วปอ. รนุ่ ที่ ๕๗
ผ้วู จิ ัย



กิตติกรรมประกาศ

งานวิจัยฉบบั น้ี สาเรจ็ ลุลว่ งลงได้ มิใช่ความรู้ความสามารถของผู้วิจยั แต่โดยลาพังเท่าน้ัน
แต่ดว้ ยความกรณุ าและความช่วยเหลือจากท่านท้งั หลายที่มีต่องานวิจยั ทาให้งานวิจัยสาเร็จลลุ ่วงไปได้
ด้วยดี ผู้วจิ ัยขอขอบพระคณุ คุณธง ตั้งศรีตระกูล ที่สละเวลาให้คาแนะนาอันมีประโยชน์หลายประการ
ต่อผู้วิจัย กราบขอบพระคุณท่านยุทธนา หยิมการุณ ที่ปรึกษาด้านพัฒนาระบบควบคุมทางศุลกากร
กรมศุลกากร ที่ได้สละเวลาอันมีค่าเป็นกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในการแถลงผลการวิจัย ทั้งได้ให้
ข้อแนะนาอันมีประโยชน์หลายประการ และกลุ่มบุคคลท่ีผู้วิจัยต้องขอขอบคุณเป็นอย่างย่ิง คือ
คุณปารยิ า ซือ้ เหน็ คณุ อัญชลี คชโกษัย และคุณทริ าภรณ์ สิทธพิ ันธ์

สุดท้ายน้ี ผู้วิจัยขอขอบคุณวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร คณะวิทยากรผู้บรรยาย
หลักสูตร ป้องกันราชอาณาจักร รุ่นที่ ๕๗ ตลอดจนเจ้าหน้าท่ีที่เก่ียวข้องทุกท่าน ที่ทาให้รายงาน
การวจิ ยั ฉบบั นีเ้ สรจ็ สมบรู ณ์

(นางชลิดา พนั ธก์ ระวี)
นกั ศกึ ษาวทิ ยาลยั ป้องกนั ราชอาณาจักร

หลกั สูตร วปอ. รุ่นท่ี ๕๗
ผูว้ จิ ยั



สารบญั

หน้า

บทคดั ย่อ ก

คานา ข

กิตตกิ รรมประกาศ ค

สารบญั ง

สารบญั ตาราง ฉ

สารบญั แผนภาพ ช

บทที่ ๑ บทนา

ความเปน็ มาและความสาคัญของปัญหา ๑

วัตถปุ ระสงคข์ องการวิจัย ๓

ขอบเขตของการวจิ ยั ๓

วิธดี าเนนิ การวจิ ยั ๓

ประโยชน์ทไี่ ดร้ ับจากการวิจัย ๔

บทที่ ๒ การทบทวนวรรณกรรมท่ีเกยี่ วข้อง

ความตกลงว่าด้วยการอานวยความสะดวกทางการค้า (Agreement on Trade ๕

Facilitation: TFA)

ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นาโขง (GMS ๖

Cross-Border Transport Agreement: CBTA)

การบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน (Coordinated Border Management ๑๖

(CBM))

แผนยุทธศาสตรก์ ารพัฒนาระบบโลจสิ ติกส์แห่งชาติ ๑๗

หลกั การของแผนยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบโลจสิ ติกส์ของประเทศไทย ๑๗

ยุทธศาสตร์ตามแผนพัฒนาโลจิสติกส์ท่ีเก่ียวข้องกับการบูรณาการการให้บริการ ๒๐

ของรัฐ ในการนาเข้า - ส่งออก

กฎหมายที่เก่ยี วขอ้ งกับการควบคุมการนาเข้ามาในหรือการส่งออกไป ๒๑

นอกราชอาณาจักร

รูปแบบกระบวนงานที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการของรัฐ ในการนาเข้า-ส่งออกของ ๒๔

ไทยท่ีมีอยใู่ นปัจจบุ นั

เปรียบเทียบรปู แบบของการให้บรกิ ารภาครัฐในการนาเข้า – ส่งออกของไทยกับ ๒๗

ตา่ งประเทศ

สถานการณก์ ารจัดอันดับการอานวยความสะดวกทางการค้าของประเทศไทย ๓๔

สรุป ๓๕



สารบญั (ตอ่ )

หนา้

บทที่ ๓ รูปแบบการใหบ้ ริการของภาครฐั ในการนาเขา้ -สง่ ออก

นโยบายดจิ ิทลั เพ่ือเศรษฐกจิ และสงั คม (Digital Economy) ๓๗

การบรกิ ารภาครฐั ๓๙

พระราชบัญญัติอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ๔๐

พ.ศ. ๒๕๕๘

ระบบ National Single Window ๔๒

สรปุ ๔๘

บทที่ ๔ แนวทางการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการให้บริการ

ด้านการนาเข้า – ส่งออก

การเชอ่ื มโยงและบรู ณาการขอ้ มูลดา้ นการนาเข้า-สง่ ออก ๔๙

สถานะการดาเนินการเช่ือมต่อ National Single Window ในปัจจบุ ัน ๕๐

โครงสรา้ งพนื ฐานทจ่ี าเปน็ ตอ่ การขับเคล่ือน National Single Window ๕๑

อปุ สรรคของการพฒั นาระบบ National Single Window ๕๖

กรอบแนวทางการเช่อื มโยงรฐั บาลอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ๕๖

ข้อเสนอของภาคเอกชนต่อการพัฒนาระบบการเชื่อมโยงข้อมูลการนาเข้า- ๖๐

สง่ ออก

แนวคิดของคณะทางานปรับปรุงข้อมูลและระบบ National Single Window ๖๕

เพ่ือรองรอง AEC 2015

สรปุ ๖๙

บทท่ี ๕ บทสรุปและขอ้ เสนอแนะ

บทสรุป ๗๐

ข้อเสนอแนะ ๗๔

บรรณานุกรม ๘๔

ประวตั ยิ ่อผ้วู จิ ยั ๘๕



สารบัญตาราง

หนา้
ตารางท่ี

๑ - ๑ ตารางแสดงสภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖ ๑
๒ - ๑ ตารางแสดงประสทิ ธภิ าพในการอานวยความสะดวกทางการค้า ๒๕๕๘ ๓๔
๒ - ๒ ตารางแสดงประสิทธิภาพในการอานวยความสะดวกทางการค้าของ ๓๔

ประเทศไทย
๕ - ๑ ตารางแสดงแผนงานการเช่ือมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการ ๗๕

ใหบ้ รกิ ารดา้ นการนาเข้า – สง่ ออก
๕ - ๒ ตารางแสดงระยะเวลาดาเนินการเช่ือมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐ ๘๑

ในการใหบ้ รกิ ารด้านการนาเขา้ – สง่ ออก



สารบัญแผนภาพ

หนา้

แผนภาพท่ี

๑ - ๑ ตารางแสดงอนั ดับดชั นีความสามารถในการแขง่ ขนั ระดับโลก ๒

๒ - ๑ ระเบยี งเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก เหนือ-ใต้ และดา้ นใต้ ๗

๒ - ๒ ระเบียงเศรษฐกจิ ตะวันออก-ตะวนั ตก ๘

๒ - ๓ แนวพน้ื ท่ีเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวนั ตก ๙

๒ - ๔ แนวพืน้ ท่ีเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก แสดงถนน ๑๑

๒ - ๕ แนวพน้ื ทเ่ี ศรษฐกจิ เหนอื -ใต้ ๑๒

๒ - ๖ แนวพนื้ ท่เี ศรษฐกิจเหนอื -ใต้ (R3) ๑๓

๒ - ๗ ทางหลวง ไทย-กมั พูชา ๑๕

๒ - ๘ เส้นทางแนวพ้นื ทีเ่ ศรษฐกจิ อ่นื ๑๖

๒ - ๙ เป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ๑๙

๒ - ๑๐ กระบวนการสง่ ข้อมูลใบขนสินค้าขาเข้าทางอเิ ล็กทรอนิกส์ ๒๕

๒ - ๑๑ กระบวนการสง่ ข้อมูลใบขนสินค้าขาออกทางอิเลก็ ทรอนกิ ส์ ๒๖

๓ - ๑ ภาพแสดงงานบริการภาครฐั ๓๙

๓ - ๒ ภาพแสดงงานบริการภาครฐั ในการนาเข้าส่งออก ๔๐

๓ - ๓ พระราชบัญญัติการอานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทาง ๔๑

ราชการ พ.ศ. ๒๕๕๘

๓ - ๔ ระบบ National Single Window (NSW) ของประเทศไทย ๔๖

๔ - ๑ การเช่อื มโยงขอ้ มลู ในการนาเข้าส่งออก ๔๙

๔ - ๒ สถานะการดาเนินการเชื่อมต่อ NSW ในปัจจุบัน ๕๐

๔ - ๓ โครงสร้างพื้นฐานด้านมาตรฐาน ๕๑

๔ - ๔ แสดงเป้าประสงค์ของการประยุกต์ใชเ้ ทคโนโลยี PKI ๕๓

๔ - ๕ Thailand National Root Certificate Authority : NRCA ๕๓

๔ - ๖ กฎหมายว่าด้วยธรุ กรรมทางอิเลก็ ทรอนิกส์ ๕๔

๔ - ๗ อุปสรรคในการพัฒนาระบบ NSW ๕๖

๔ - ๘ บันได ๔ ขนั้ สู่ระบบ NSW ๖๑

๔ - ๙ โมเดลการเชือ่ มโยง National Single Window ๖๑

๔ - ๑๐ รปู แบบการให้บริการ Cloud Computing ๖๓

๔ - ๑๑ รูปแบบเชือ่ มโยงขอ้ มลู ระหว่างภาครฐั และเอกชนผา่ น Cloud Computing ๖๓



สารบัญแผนภาพ (ต่อ)

หนา้

แผนภาพที่

๔ - ๑๒ การเชื่อมโยง National Single Window Single Entry ผ่าน Concept ๖๔

Messaging

๔ - ๑๓ การเชื่อมโยง National Single Window สาหรับการผ่านพิธีการ ๖๔

ศลุ กากร

๔ - ๑๔ National Contact Information System : NCIS ๖๕

๔ - ๑๕ Trusted electronic Document Authority : TeDA ๖๖

๔ - ๑๖ TeDA Form ๖๗

๔ - ๑๗ ร่างพระราชกฤษฎีกา กาหนดหลักเกณฑ์และวิธีการในการทาธุรกรรม ๖๘

ทางอิเล็กทรอนิกส์ ด้านการนาเข้า ส่งออก นาผ่านและโลจิสติกส์

ผา่ นระบบเชือ่ มโยงข้อมูล ณ จุดเดียว พ.ศ. ....

๔ - ๑๘ การแลกเปล่ยี นข้อมลู NSW ๖๘

๕ - ๑ แผนงานสู่ความสาเร็จ (Plans to reach the goals) ในการเช่ือมโยง ๗๔

และบูรณาการขอ้ มลู ภาครฐั ในด้านการนาเขา้ ส่งออก

๕ - ๒ แผนภาพแสดงแผนการดาเนินงานการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูล ๘๒

ภาครัฐในการใหบ้ รกิ ารด้านการนาเขา้ – ส่งออก

๕ - ๓ ร่างพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เรื่อง เขตเศรษฐกิจ ๘๓

พเิ ศษทางศลุ กากร

บทที่ ๑
บทนำ

ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำ

ธนาคารโลก (World Bank) ได้จัดทารายงาน Doing Business ซึ่งเป็นรายงานวัดความสะดวก

ในการประกอบธุรกิจ รายงานการวิจัยประเทศท่ีมีความสะดวกในการประกอบธุรกิจประจาปี ๒๕๕๗

(Doing Business ๒๐๑๓) เป็นการรายงานล่วงหน้า ๑ ปี (ข้อมูลระหว่างเดือนมิถุนายน ๒๕๕๕–

พฤษภาคม ๒๕๕๖) โดยมีประเทศท่ีได้รับการประเมินทั้งหมด ๑๘๙ ประเทศทั่วโลก ซ่ึงผลจากการวิจัย

รายงานว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีความสะดวกและมีกฎระเบียบที่เอ้ือในการ

ประกอบธุรกิจเป็นอันดับท่ี ๑๘ จาก ๑๘๙ ประเทศทั่วโลก ซ่ึงประเทศไทยสามารถรักษาอันดับเดิมไว้ได้

และยังคงอยู่ใน ๒๐ อันดับแรกของกลุ่มประเทศท่ีมีความสะดวกในการประกอบธุรกิจ ซึ่งอยู่ในลาดับท่ี ๕

ของประเทศในกลุ่มเอเชียตะวนั ออกและแปซิฟิก รองจากประเทศสงิ คโปร์ ฮอ่ งกง มาเลเซยี และไต้หวนั ๑

โดยประเทศสิงคโปร์ยังคงครองแชมป์อันดับท่ี ๑ ของประเทศท่ีมีกฎระเบียบที่เอ้ือต่อ

การประกอบธุรกิจมากที่สุดเป็นปีท่ี ๘ ติดต่อกัน ฮ่องกงอยู่ในอนั ดับที่ ๒ ต่อมาคือ นิวซีแลนด์ สหรัฐอเมริกา

เดนมาร์ก มาเลเซีย เกาหลีใต้ จอร์เจีย นอร์เวย์ และ สหราชอาณาจักร ตามลาดับ โดยมาเลเซีย

มีอันดบั ทดี่ ขี ึน้ อยา่ งมาก จากทอ่ี ยู่ในอันดับ ๑๒ ในปี ๒๐๑๓ ปรับข้ึนมาอย่ใู นอันดับที่ ๖ ในปี ๒๐๑๔

ตำรำงท่ี ๑-๑ ตำรำงแสดงสภำวะเศรษฐกิจของกลุม่ ประเทศอำเซียน ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖

ประเทศ รำยไดม้ วลรวมประชำชำติ (GDP) อัตรำกำรเติบโต

ปี ๒๕๕๖ (พนั ล้ำนเหรียญสหรัฐ) ๒๕๕๕-๒๕๕๖ (%)

๑. ลาว ๑๑.๑ ๘.๑%

๒. กัมพชู า ๑๕.๓ ๗.๕%

๓. ฟลิ ปิ ปินส์ ๒๗๒ ๗.๒%

๔. พม่า ๕๙.๔๓ ๖.๘%

๕. อนิ โดนเี ซยี ๘๖๘.๓ ๕.๘%

๖. เวียดนาม ๑๗๑.๔ ๕.๔%

๗. มาเลเซีย ๓๑๒.๔ ๔.๗%

๘. สงิ คโปร์ ๒๙๗.๙ ๓.๙%

๙. ไทย ๓๘๗.๓ ๑.๘%

๑๐. บรไู น ๑๖.๙๕ -๑.๘%

หมายเหตุ รายไดม้ วลรวมประชาชาตขิ องบรูไนตกเน่ืองจากราคาน้ามันดิบตก

ท่มี า: ธนาคารโลก (world bank)

๑ “รายงานผลวิจยั ประเทศท่ีมีความสะดวกในการประกอบธุรกจิ ๒๕๕๗ (Doing Business 2014)”
(ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http : //www.fti.or.th/2011/download/technical/ Doing_Business_2014_1_ 643.pdf,
๒๕๕๗.

-๒-

เม่ือวิเคราะห์จากผลการศึกษาสภาวะเศรษฐกิจของกลุ่มประเทศอาเซียน ปี ๒๕๕๕-๒๕๕๖
จากรายงานของธนาคารโลก (World Bank) พบว่าประเทศไทยมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจต่า
เกือบที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนท้ังหมด โดยมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจต่ากว่าประเทศ
คู่แข่งขันสาคัญ เช่น อินโดนีเซีย ถึงสามเท่า และมีอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจต่ากว่าประเทศ
พฒั นาแล้ว เช่น สงิ คโปร์ กว่าเทา่ ตัว

แผนภำพท่ี ๑-๑ ตำรำงแสดงอันดบั ดชั นคี วำมสำมำรถในกำรแขง่ ขนั ระดับโลก

ทมี่ า : รายงานของ world economic forum (WEF)

เม่ือวิเคราะห์จากอันดับดัชนีความสามารถในการแข่งขันระดับโลกจากรายงานของ
เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม (The World Economic Forum: WEF) พบว่าประเทศไทยอยู่ในสภาวะ
สญู เสียความสามารถในการแข่งขนั อย่างรวดเรว็ และตอ่ เนอื่ งตลอด ๖ ปีที่ผ่านมา (ปี ๒๕๕๑ – ๒๕๕๖)
โดยคาดการณว์ ่าภายในปี ๒๕๖๐ ประเทศไทยจะมีความสามารถในการแขง่ ขันต่าทีส่ ุดในกลุ่มประเทศ
ASEAN 5

จากการวิเคราะห์การจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันพบว่าประสิทธิภาพของ
ภาครัฐท่ีต่าเป็นสาเหตุสาคัญที่ทาให้ประเทศขาดความสามารถในการแข่งขัน หนึ่งในสาเหตุใหญ่
ท่ีทาให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันมาจากประสิทธิภาพของภาครัฐท่ีต่าลงโดยเฉพาะ
ด้านการบริการภาครัฐ ซึ่งขาดความชัดเจนการติดต่อหน่วยงาน ความไม่สะดวกอันเน่ืองมาจากการที่
ผู้ใช้บริการต้องติดต่อหลายหน่วยงานและต้องมาติดต่อหน่วยงานด้วยตนเอง อีกทั้งความซ้าซ้อนของ
เอกสารท่ีใช้ประกอบการดาเนินการ ซ่ึงเป็นข้อมูลท่ีภาครัฐมีอยู่แล้ว ส่งผลให้การบริการใช้เวลานาน
และขาดกรอบเวลาท่ีชัดเจน ไม่สามารถติดตามสถานะของงานได้ ขาดการต่อเช่ือมกับภาคเอกชน
ในกระบวนงาน และทสี่ าคญั คอื ขาดการป้องกันความเสย่ี งตอ่ การทจุ รติ ๒

๒ วรรณพร เทพหัสดิน ณ อยุธยา, ที่ปรึกษาการพัฒนาระบบราชการ สานักงานคณะกรรมการพัฒนา
ระบบราชการ บรรยายเรอ่ื ง “โครงการบูรณาการงานบริการภาครฐั ให้มปี ระสิทธิภาพ”, ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๗.

-๓-

ผู้วิจัยในฐานะผู้ให้บริการด้านการนาเข้า-ส่งออก จึงเล็งเห็นถึงความสาคัญในการพัฒนา
สภาพแวดล้อมทางการค้าท่ีเป็นธรรมและคาดการณ์ล่วงหน้าได้ ลดข้อจากัดในการนาเข้าสินค้า
ให้เหลือน้อยที่สุด ยกระดับการให้บริการภาครัฐ โดยการกาหนดหลักการและแนวทางที่ชัดเจน
เพื่อเป็นหลักพื้นฐานในการออกแบบและพัฒนาบริการภาครัฐในการให้บริการด้านการนาเข้า -ส่งออก
ทั้งระบบ นอกจากนี้ควรให้ความสาคัญกับเร่ืองการสร้างความโปร่งใสของกฎระเบียบและการต่อต้าน
การทจุ รติ คอรปั ชัน่

วัตถุประสงคข์ องกำรวิจัย

๑. เพ่ือศึกษารปู แบบกระบวนงานท่เี กีย่ วข้องกับการให้บริการของรัฐ ในการนาเขา้ -ส่งออก
ของไทยทีม่ อี ยูใ่ นปจั จุบัน

๒. เพ่ือศึกษาช่องทางการบริการท่ีสะดวกทันสมัย รูปแบบข้อมูลที่เข้าใจง่ายและ
สอดคล้องกันในทุกช่องทางการติดต่อราชการ การบูรณาการข้อมูลภาครัฐด้วยการทาการตรวจสอบ
ขั้นตอนการทางานที่ตอ่ เนื่องกันบริการเบด็ เสร็จ ณ จดุ เดียวไม่ตอ้ งตดิ ตอ่ หลายหน่วยงาน มีกรอบเวลา
และมาตรฐานในการให้บริการที่ชัดเจน ลดการใช้เอกสารที่ภาครัฐมีข้อมูลอยู่แล้ว ลดความเส่ียงของ
การทุจรติ

๓. เพื่อวิเคราะห์ข้ันตอน และนาเทคโนโลยีท่ีเหมาะสมมาใช้กับกระบวนงานในการ
อนุมัติอนุญาต (Authorization) เพ่ือลดข้ันตอนให้เหลือในรูปแบบเท่าที่จาเป็น (End to End
Process)

๔. เพื่อศึกษาแนวทางการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการให้บริการ
ดา้ นการนาเข้า–สง่ ออก เพื่อใหม้ กี ระบวนการเดยี วในการจัดทา (National Trade Gateway)

ขอบเขตของกำรวิจัย

การวิจัยคร้ังนี้ มีกาหนดขอบเขตการศึกษา เป็นการอธิบายถึงข้ันตอนพิธีการศุลกากร
กฎหมาย ข้อกาหนด และหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับการให้บริการด้านการนาเข้า-ส่งออก ทั้งน้ี เพื่อให้
มีความรับรู้ร่วมกันในการทางานตามข้ันตอนทางธุรกิจ (Business Process) ท่ีได้รับการบูรณาการ
แล้วนาไปสู่กรอบทิศทางการจัดทากฎหมายท่ีใช้ร่วมกันทุกหน่วยงาน ท่ีเอ้ือให้เกิดกระบวนการเดียว
ในการทางานระหว่างหน่วยงาน เพ่ือให้การให้บริการประชาชนเป็นไปได้อย่างราบรื่นโดยมีกฎหมาย
เป็นเครือ่ งสนบั สนนุ

วิธดี ำเนินกำรวจิ ัย

การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เน้นวิจัยเฉพาะการดาเนินการท่ีเกี่ยวข้องกับข้ันตอน
พิธีการศุลกากร กฎหมาย ขอ้ กาหนด และระบบทใ่ี ห้ใชใ้ นการบริการด้านการนาเขา้ -สง่ ออก การศึกษา
เปรียบเทียบกระบวนงานและกฎหมายที่ใช้ร่วมกัน รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้บริหารหน่วยงาน
ภาครัฐท่ีให้บริการด้านการนาเข้า-ส่งออก เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการ
ให้บริการดา้ นการนาเขา้ -สง่ ออก อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

-๔-

ประโยชนท์ ี่ไดร้ ับจำกกำรวจิ ัย

๑. สร้างกระบวนงานที่ลดปฏิสัมพันธ์และประกันเวลา โดยหากเอกสารครบถ้วน
จะสามารถได้รับการบรกิ ารจากหนว่ ยงานรฐั โดยผู้ประกอบการไม่ตอ้ งพบเจ้าหน้าทขี่ องรัฐ

๒. ประกาศกระบวนงานท่ีต้องมีการชี้แจงเฉพาะ เน่ืองจากกระบวนงานใดต้องการ
ความถูกต้อง แม่นยา เพราะมีผลกระทบต่อความม่ันคง หรือความปลอดภัยของประชาชน ทาให้
สามารถกาหนดรูปแบบที่เหมาะสมในการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลภาครัฐในการให้บริการ
ดา้ นการนาเขา้ -สง่ ออก

๓. สร้างกระบวนงานในการอนุมัติอนุญาต (Authorization) โดยเทคโนโลยีที่เหมาะสม
มาใช้กบั กระบวนงาน

๔. สร้างกฎระเบียบกลางท่ีใช้ร่วมกัน เพ่ือให้มีกระบวนการเดียวในการเช่ือมโยงและ
บรู ณาการขอ้ มูลภาครัฐในการใหบ้ รกิ ารด้านการนาเข้า–สง่ ออก (National Trade Gateway)

บทท่ี ๒
การทบทวนวรรณกรรมท่เี กยี่ วขอ้ ง

การบูรณาการและเชื่อมโยงข้อมูลภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการให้บริการนาเข้า -ส่งออก
มีความจาเป็นต้องศึกษากรอบข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ แผนยุทธศาสตร์การพัฒนา
ระบบโลจิสติกส์แห่งชาติ กฎหมายและระเบียบท่ีเก่ียวข้อง กระบวนงานในการนาเข้า-ส่งออก รวมท้ัง
การเปรียบเทียบรูปแบบของการให้บริการภาครัฐในการนาเข้า-ส่งออกของไทยกบั ต่างประเทศ เพือ่ จะ
สามารถนาเสนอรูปแบบหรือแนวทางในการบูรณาการข้อมูลภาครัฐสาหรบั การนาเข้า-ส่งออก เพื่อให้
กระบวนการนาเข้า-ส่งออก มีความสะดวก รวดเร็ว ซึ่งจะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน
และการพฒั นาระบบโลจิสตกิ ส์ของประเทศไทยตอ่ ไป

ความตกลงวา่ ด้วยการอานวยความสะดวกทางการคา้ (Agreement on Trade
Facilitation: TFA)

องคก์ ารการค้าโลก (World Trade Organization, WTO) ได้มกี ารประชุมคณะมนตรีใน
วาระพิเศษ เมอื่ วันท่ี ๒๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๗ และมฉี ันทามตเิ ห็นชอบพธิ ีสารรา่ งแก้ไขและผนวกความ
ตกลงว่าด้วยการอานวยความสะดวกทางการค้าหรือท่ีเรียกกันว่า Trade Facilitation Agreement
(TFA) ซ่ึงถือเป็นส่วนหน่ึงของความตกลงองค์การการค้าโลกในปัจจุบัน ดังน้ัน จึงอาจกล่าวได้ว่า TFA
เป็นความตกลงพหุภาคีฉบับแรกท่ีมีนับต้ังแต่การจัดต้ังองค์การการค้าโลกเป็นต้นมา ทั้งน้ี ความตกลง
ดังกล่าวจะมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายได้ก็ต่อเม่ือประเทศสมาชิกจานวน ๒ ใน ๓ (๑๐๗ ประเทศ)
ให้สัตยาบันยอมรับร่วมกัน โดยวัตถุประสงค์หลักของความตกลง TFA มุ่งเน้นการลดข้ันตอนพิธีการ
ด้านศุลกากรต่างๆ และลดระยะเวลาท่ีใช้ในด้านพิธีการเพื่อให้เกิดความคล่องตัว รวมท้ังสร้างความ
ชัดเจนในด้านระเบียบพิธีการให้มีความโปร่งใสและเป็นไปในแนวทางเดียวกัน ทั้งหมดท่ีกล่าวนี้
เป็นปัญหาหลักของการส่งออกและนาเข้าสินค้าท่ีทุกประเทศกาลังประสบปัญหาร่วมกัน ดังน้ัน
หากสามารถนาความตกลง TFA มาปฏิบัติให้มีผลบังคับใช้ได้จริงย่อมจะส่งผลช่วยเพิ่มปริมาณการค้า
ของโลกใหเ้ พ่มิ สงู ข้ึนได้

ประเทศไทยได้สนับสนุนและเข้าร่วมการเจรจา TFA โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ
(คสช.) ได้ให้ความเห็นชอบบทบัญญัติที่พร้อมปฏิบัติได้ทันทีที่ความตกลง TFA มีผลใช้บังคับ
(Category A) เมื่อวันท่ี ๒๒ กรกฎาคม ๒๕๕๗ จานวนท้ังส้ิน ๑๒๓ บทบัญญัติ เนื่องจากมีความ
สอดคล้องกับกฎหมายและระเบียบภายในประเทศที่มีผลบังคับอยู่ในปัจจุบันหรื อจะมีการแก้ไข
ปรับปรุงในระยะเวลาอนั ใกล้ เช่น การเผยแพรข่ ้อมูลท่ีมีความสาคญั สาหรบั ผู้คา้ ในเร่ืองของอัตราภาษี
ศุลกากร ค่าธรรมเนียม กฎหมาย กฎระเบียบ ข้ันตอนการอุทธรณ์ ฯลฯ การออกคาวินิจฉัยล่วงหน้า
เก่ียวกับพิกดั ของสินค้า การชาระภาษีผา่ นระบบอิเล็กทรอนิกส์ การใช้ระบบบรหิ ารความเสีย่ งสาหรับ
การควบคุมทางศุลกากร และการตรวจสอบหลังการตรวจปล่อย การยอมรับให้ใช้สาเนาแทนเอกสาร
ตัวจรงิ การพยายามนาระบบ Single Window มาใช้งาน เสรภี าพในการขนส่งสินคา้ ผ่านแดนโดยการ
ไมเ่ ก็บค่าธรรมเนียมการผ่านแดนเว้นแตเ่ พื่อเป็นค่าบริการ หลกั เกณฑ์เงื่อนไขด้านความร่วมมือกนั ของ

-๖-

หน่วยงานศุลกากร๑ การจัดให้มีระบบส่งเอกสารล่วงหน้าในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ สาหรับกระบวนการ
ดาเนินการล่วงหน้าก่อนสินค้าถึงปลายทาง หรือการจัดให้มีมาตรการเพิ่มเติมด้านการอานวยความ
สะดวกทางการค้าท่ีเกี่ยวข้องกับการนาเข้า-ส่งออกหรือผ่านแดน โดยการกาหนดให้ใช้ข้อมูลหรอื เอกสาร
น้อยลง การตรวจปล่อยสินค้าอย่างรวดเร็ว รวมทั้งข้อกาหนดท่ีเกี่ยวข้องกับการชะลอการชาระภาษี
อากร และคา่ ธรรมเนียมตา่ ง ๆ ๒ เป็นต้น

เมื่อความตกลง TFA มีผลบังคับใช้ จะทาให้ผู้ประกอบการของไทยได้ประโยชน์จากการ
ขยายการค้าระหว่างประเทศโดยเฉพาะอย่างย่ิงการค้ากับประเทศที่มีระบบพิธีการศุลกากรที่ยุ่งยาก
ซับซ้อน รวมถึงโอกาสในการพัฒนาการค้าชายแดนกับประเทศในกลุ่ม CLMV ได้แก่ กัมพูชา ลาว
เมียนมาร์ และเวียดนาม สอดคล้องกับนโยบายหลักของรัฐบาลท่ีเน้นให้ความสาคัญและสนับสนุนให้
เพิ่มขยายการค้าชายแดน นอกจากน้ีความตกลง TFA ยังได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ องค์กร
วชิ าการ และภาคธรุ กจิ เอกชนทั่วโลก เน่ืองจากทกุ ภาคสว่ นมีความคาดหวังวา่ ความตกลง TFA จะชว่ ย
ลดต้นทุน ระยะเวลา และภาระปัญหาในการดาเนินธุรกิจการค้าระหว่างประเทศลง ด้วยเหตุน้ี
ในท้ายท่ีสุดประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากเรื่องนี้ท้ังทางตรงและทางอ้อม ในขณะเดียวกันจะช่วย
ทาให้ประเทศไทยมีจุดเด่นในการสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่เอ้ือต่อการค้าและการลงทุน
(Ease of Doing Business) และจะเป็นหน่ึงในปัจจัยท่ีช่วยให้ไทยบรรลุผลในความพยายามที่จะ
กา้ วมาเปน็ ศูนยก์ ลางทางการคา้ ของภูมิภาคในอนาคตดว้ ย

ความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่นาโขง (GMS
Cross-Border Transport Agreement: CBTA)

กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขง (Greater Mekong Sub-
Region: GMS) ถือเป็นความร่วมมอื สาคัญในการเชื่อมโยงและพัฒนาเส้นทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาค
อนิ โดจีน ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐานและกฎระเบียบต่างๆ โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางตามแนวระเบียง
เศรษฐกิจ (Economic Corridor) โดยมวี ัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้เกิดการขยายตัวทางการคา้ การลงทุน
อุตสาหกรรม การเกษตร และบริการ สนับสนุนการจ้างงาน และยกระดับความเป็นอยู่ของประชาชน
ในพ้ืนที่ให้ดีขึ้น ส่งเสริมและพัฒนาความร่วมมือทางเทคโนโลยีและการศึกษาระหว่างกัน ตลอดจน
การใช้ทรัพยากรธรรมชาติที่ส่งเสริมกันอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมและเพิ่มขีดความสามารถในการ
แข่งขนั รวมท้งั เปิดโอกาสทางเศรษฐกิจในตลาดโลก

ธนาคารเพื่อการพัฒนาแห่งเอเชีย (Asian Development Bank: ADB) ได้กาหนดให้มี
การพัฒนาเส้นทางเศรษฐกจิ ตามกรอบความรว่ มมือ GMS จานวน ๑๐ เส้นทาง โดยอย่บู นแนวระเบยี ง
เศรษฐกิจ ๓ แนว ได้แก่ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor)

๑ “ความตกลงวา่ ดว้ ยการอานวยความสะดวกทางการคา้ (AGREEMENT ON TRADE FACILITATION :
TFA)” (ออนไลน)์ . เข้าถงึ ได้จาก : http://www2.moc.go.th/ewt_dl_link. .php?nid=7500&filename=status,
๒๕๕๘.

๒ ศุลกากร, กรม. “สรุปสาระสาคัญของความตกลงว่าด้วยการอานวยความสะดวกทางการค้า
(Agreement on Trade Facilitation: TFA)”. ๒๕๕๘.

-๗-

ระเบียงเศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North-South Economic Corridor) และระเบียงเศรษฐกิจด้านใต้
(Southern Economic Corridor)
แผนภาพท่ี ๒-๑ ระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก เหนอื -ใต้ และดา้ นใต้

-๘-

แนวพืนท่ีเศรษฐกิจ (Economic Corridor) และเส้นทางเศรษฐกิจท่ีสาคัญ ใน
อนุภมู ิภาคล่มุ แม่นาโขง (GMS)

๑. แนวพืนท่ีเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor: EWEC)
เช่อื มโยงเวยี ดนาม-ลาว-ไทย-พม่า

แนวพื้นท่ีเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East West Economic Corridor: EWEC)
เป็นการเช่ือมโยงพื้นท่ีด้านตะวันออกจากเวียดนาม ผ่าน สปป.ลาว บนเส้นทาง R๙ ขา้ มสะพานแม่น้าโขง
แห่งท่ี ๒ เข้าสู่ไทย และไปสู่สหภาพพม่า หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นเส้นทางเช่ือมโยงระหว่างทะเลจีนใต้
กับทะเลอันดามัน โดยมีระยะทางรวมประมาณ ๑,๔๕๐ กิโลเมตร โดยเส้นทาง R๙ มีจุดเชื่อมโยง
เมืองสาคัญต่างๆ คือ เมาะละแหม่ง - เมียวะดี (พม่า) – แม่สอด – พิษณุโลก – ขอนแก่น – กาฬสินธุ์ –
มุกดาหาร (ไทย) – สะหวนั นะเขต - แดนสะหวัน (ลาว)- ลาวบาว – เว้ – ดองฮา – ดานงั (เวยี ดนาม)

แผนภาพที่ ๒-๒ ระเบียงเศรษฐกจิ ตะวนั ออก-ตะวันตก

-๙-

แผนภาพท่ี ๒-๓ แนวพืนท่ีเศรษฐกจิ ตะวันออก-ตะวันตก

EWEC มีจุดที่เช่ือมต่อกับเส้นทางในแนวเหนือ-ใต้หลายเส้นทาง ได้แก่ (๑) ย่างกุ้ง-
ดาไว (๒) เชียงใหม่-กรุงเทพฯ (๓) หนองคาย-กรุงเทพฯ (๔) เส้นทางหมายเลข ๑๓ ในลาว และ (๕)
ทางด่วน ๑A ในเวียดนาม EWEC จึงมีบทบาทสาคัญในการเป็นทางเปิดไปสู่ท่าเรือสาหรับภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของไทยและภาคกลางของลาว รวมทั้งเป็นการเปิดโอกาสให้แก่เมืองขนาดกลาง
หลายเมืองในประเทศ GMS ๔ ประเทศ

วัตถปุ ระสงคข์ องการริเรมิ่ EWEC คอื (๑) เพื่อเสริมสรา้ งความรว่ มมือทางเศรษฐกิจ
และอานวยความสะดวกทางการค้าและการลงทุน และการพัฒนาระหวา่ งประเทศลาว พม่า ไทย และ
เวียดนาม (๒) เพ่ือลดต้นทุนการขนส่งในพื้นที่ และทาให้การเคลื่อนย้ายสินค้าและคนโดยสารมี
ประสิทธิภาพ มากขึ้น และ (๓) เพ่ือลดความยากจน สนับสนุนการพัฒนาในพ้ืนที่ชนบทและพ้ืนท่ี
ชายแดน เพ่ิมรายได้ ในกลุ่มคนท่ีมีรายได้ต่า สร้างโอกาสการจ้างงานสาหรับสตรี และส่งเสริมการ
ท่องเที่ยว นอกจากนี้ EWEC ยังเน้นการสร้างโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมการเกษตรและการ
ท่องเที่ยว ซึ่งโครงการด้านการขนส่งภายใต้ EWEC ท่ีสาคัญ ได้แก่ การพัฒนาเส้นทางการขนส่ง
ตะวนั ออก-ตะวันตก การพัฒนาการขนส่งทางน้า การพัฒนาเสน้ ทางรถไฟ การปรบั ปรุงท่าอากาศยาน

- ๑๐ -

สะหวันนะเขต การอานวยความสะดวกการเคล่ือนย้ายสินค้าและคนข้ามพรมแดน การพัฒนา
ทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีโครงการเขตเศรษฐกิจพิเศษ-นิคม
อตุ สาหกรรมบน EWEC บนเส้นทาง R๙ มีเขตเศรษฐกิจพิเศษและเขตนิคมอุตสาหกรรม ๖ แห่ง ได้แก่
เขตนิคมอุตสาหกรรมผาอัน ในสหภาพพม่า เขตนิคมอุตสาหกกรมเมาะละแหม่ง ในสหภาพพม่า เขต
นิคมอุตสาหกรรมเมยี วดี ในสหภาพพม่า เขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโน ในสปป. ลาว เขตการคา้ เสรี
บา้ นแดนสะหวัน ในสปป.ลาว และเขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาวในเวยี ดนาม

สภาพการค้า การลงทนุ และการทอ่ งเทย่ี วบนเสน้ ทาง R๙
๑) ด้านการค้า การขนส่งสินค้ามีความสะดวก เนื่องจากสภาพถนนตั้งแต่มุกดาหาร –
สะหวันนะเขต – เว้ – ดานัง – วินห์ – ฮานอย เป็นถนน ๒ เลนตลอดทาง และมีการเจาะอุโมงค์ระหว่างเวไ้ ปดานัง
ชื่อ อุโมงค์ไฮวัน ลอดภูเขายาว ๗ กิโลเมตร เพื่อย่นระยะทางในการอ้อมขึ้นเขา ๒๕ กิโลเมตร ปัจจุบัน สินค้าไทย
จะส่งออกโดยขนส่งลงเรือข้ามแม่น้าโขงจากมุกดาหารไปสะหวันนะเขตและขนส่งทางถนนต่อไปยังจุดผ่านแดน
ลาวบาว ของเวียดนาม โดยจะมีบริษัทตัวแทนขนส่งสินค้าของเวียดนาม รับขนส่งกระจายเข้าไปในตลาดในเมือง
ต่างๆ ของเวียดนามต่อไป สาเหตุท่ีผู้ประกอบการไทยไม่ประสงค์ท่ีจะขนส่งสินค้าเองในเวียดนาม เนื่องจากไม่มี
สินค้าให้ขนในเท่ียวกลับ ซ่ึงจะทาให้ต้นทุนการขนส่งสูงขึ้น และเน่ืองจากการขับขี่รถยนต์/รถบรรทุกในลาวและ
เวียดนาม ใช้พวงมาลัยซ้าย และมีการจากัดน้าหนักรถบรรทุกให้บรรทุกได้ไม่เกิน ๒๑ ตัน ในขณะที่ไทยให้
บรรทุกได้ไม่เกิน ๒๔ ตัน นอกจากนี้ เวียดนามยังจากัดความเร็วของรถยนต์/รถบรรทุกไว้ไม่เกิน ๓๐ และ ๕๐
กิโลเมตร/ช่ัวโมง สาหรับการขับในเมือง และนอกเมือง ตามลาดับ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันยังไม่มีการขนส่งสินค้า
บนเส้นทาง R๙ ไปยังท่าเรือน้าลึกดานัง เนื่องจากท่าเรือมีสภาพเก่าและมีขนาดไม่ใหญ่นัก รวมท้ังยังอยู่ระหว่าง
การพัฒนา แต่มีการขนสง่ สนิ คา้ ระหวา่ งท่าเรือไฮฟอง ซึ่งอยใู่ กลก้ ับฮานอย ไปยงั ท่าเรอื หยางพู ของมณฑลไหหลา
๒) ด้านการลงทุน ในปัจจุบัน ยังไม่มีส่ิงอานวยความสะดวกบนเส้นทาง R๙ เช่น
ปั้มน้ามันร้านอาหาร โรงแรม ศูนย์บริการนักท่องเท่ียว และร้านจาหน่ายของที่ระลึก เนื่องจากพ้ืนท่ี
ส่วนใหญ่เป็นป่าเขาและพื้นที่เกษตรกรรม นอกจากนี้ การจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษสะหวันเซโน และ
เขตการค้าเสรีบ้านแดนสะหวันในสปป.ลาว ยังไม่ประสบความสาเร็จ เน่ืองจากยังไม่มีการพัฒนา
โครงสร้างพ้ืนฐานท่ีจาเป็น ทาให้ไม่มีนักลงทุนต่างชาติสนใจเข้าไปลงทุน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลลาวได้
ตระหนักถึงความสาคัญและโอกาสทางการค้าและการลงทุนในแขวงสะหวันนะเขต จึงได้กาหนดให้
เป็น ๑ ใน ๔ แขวง (สะหวันนะเขต เวียงจันทน์ หลวงพระบาง จาปาสัก) ที่เจ้าแขวงมีอานาจในการ
อนุมัติโครงการลงทุนในแขวงที่มีมูลค่าไม่เกิน ๒ ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไม่ต้องได้รับความเห็นชอบ
จากส่วน กลาง เฉพ าะในโครงการที่ รัฐบ าลส่งเสริ ม เช่น การก่อสร้าง และการขุดค้น
ทรัพยากรธรรมชาติ เป็นต้น ในขณะท่ีแขวงอ่ืนๆ สามารถอนุมัติโครงการลงทุนได้เองในโครงการที่มี
มูลค่าไม่เกิน ๑ ล้านเหรียญสหรัฐฯ จึงเป็นโอกาสดีท่ีนักลงทุนไทยที่สนใจเข้าร่วมพัฒนาเขตเศรษฐกิจ
พิเศษสะหวันเซโน จะสามารถใช้เป็นฐานเชื่อมโยงการลงทุนด้านตะวันออกของไทย และช่วยสร้าง
งานแก่ประชาชนลาว ซ่ึงจะสร้างความรู้สึกท่ีดีของลาวท่ีมีต่อไทยท่ีได้แสดงความจริงใจในการร่วมมือ
กนั พัฒนาเศรษฐกจิ ลาว

- ๑๑ -

ส่วนเขตเศรษฐกิจพิเศษลาวบาว ในเวียดนาม ยังมีนักลงทุนเข้าไปลงทุนจานวน
ไม่มากนักแต่มีนักลงทุนไทยเข้าไปลงทุนบ้างแล้ว คือ บริษัทเคร่ืองดื่มและผ้าเย็น Super Horse และ
โรงงานผลิตชิน้ ส่วนยานยนต์ ซงึ่ เปน็ โรงงานทีผ่ ลิตเพื่อป้อนตลาดภายในเวียดนามทีม่ ผี ู้บรโิ ภค ๘๓ ล้านคน

สาหรับไทย การนิคมอุตสาหกรรม (กนอ.) ได้ริเร่ิมโครงการพัฒ นานิคม
อุตสาหกรรมมุกดาหาร เพ่ือรองรับการค้าชายแดนไทย-ลาว (มุกดาหาร – สะหวันนะเขต) และเป็น
ประตูการค้าสู่ลาวกัมพูชา และเวียดนาม โดยอาศัยสะพานข้ามแม่น้าโขงเป็นแรงผลักดันให้เกิดการ
ลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมมุกดาหาร ตั้งศูนย์กระจายสินค้า โดยกาหนดให้อุตสาหกรรมการผลิตและ
แปรรูปสินค้าเกษตร เป็นอุตสาหกรรมเป้าหมาย ซ่ึงสินค้าหลัก ได้แก่ ยางพารา ซ่ึงจะมีการผลิตทั้งน้า
ยางข้น ยางแผ่นดิบรมควัน การแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางพารา ส่วนสินค้ารอง คือ เอธานอล เน่ืองจาก
จังหวัดมุกดาหารและจังหวัดใกล้เคียงมีโรงงานน้าตาลหลายแห่ง สามารถนากากชานอ้อยจากโรงงาน
น้าตาลมาผลิตเป็นเอธานอลเพ่ือส่งออกไปอินโดจีนได้ นอกจากนี้ยังมีพื้นท่ีเพ่ือรวบรวมและกระจาย
สินค้า โดยมีสินค้าหลักได้แก่ สินค้าเกษตร สินค้าอุปโภคบริโภค และสินค้าอุตสาหกรรม คือ
เครอื่ งใชไ้ ฟฟ้าพืน้ ฐาน

๓) ด้านการท่องเทีย่ ว ในปัจจุบนั มีนักท่องเทย่ี วไทยจานวนมากเดินทางบนเส้นทาง
R๙ เพ่อื ไปยังเมืองเว้ ดานัง และฮอยอาน ซ่ึงเปน็ เมืองมรดกโลกทางวัฒนธรรม มีอาคารสถาปัตยกรรม
สมัยฝร่ังเศสอยู่หลายแห่ง และเป็นที่ต้ังของเมืองโบราณสมัยจักรพรรดิของเวียดนาม ไทยจึงควรเสนอ
ยุทธศาสตร์การท่องเที่ยว เพื่อเชื่องโยงเส้นทางการท่องเท่ียวและนาไปสู่การขยายโอกาสทางการค้า
และการลงทุนในลาวและเวยี ดนามตอ่ ไป

แผนภาพที่ ๒-๔ แนวพนื ท่ีเศรษฐกจิ ตะวันออก-ตะวันตก แสดงถนน

- ๑๒ -

๒. แนวพืนที่เศรษฐกิจเหนือ-ใต้ (North South Economic Corridor: NSEC)
NSEC เชื่อมโยงไทย-พม่า/ลาว-จนี ประกอบดว้ ยเสน้ ทางหลัก ๓ เส้นทาง ได้แก่
๑) เส้นทาง R3E : คนุ หมิง – ยซู ี – หยวนเจียง – โมเฮย – ซเิ มา – เฉียวเมงิ หยาง – บ่อ

หาน (จนี ) - บ่อเต็น – หว้ ยทราย (ลาว) – เชียงของ – เชยี งราย – ตาก – กรงุ เทพฯ (ไทย)
(i) จดุ ข้ามแดน: บอ่ หาน (จีน) – บอ่ เต็น (ลาว)
(ii) จดุ ขา้ มแดน: ห้วยทราย (ลาว) – เชยี งของ (ไทย)

๒) เส้นทาง R3W : เชียงตุง – ท่าขี้เหล็ก (พม่า) – แม่สาย – เชียงราย – ตาก –
กรุงเทพฯ (ไทย)

(i) จุดข้ามแดน: ทา่ ขเ้ี หล็ก (พมา่ ) – แม่สาย (ไทย)
๓) เส้นทาง R5 : คุนหมงิ – หม่ีเหลอ – หยินซอ่ – ไคหยวน – เม่งซือ – เฮียโคว่ (จนี ) –
ลาวไค– ฮานอย – ไฮฟอง (เวยี ดนาม)

(i) จุดข้ามแดน: เฮยี โคว่ (จีน) – ลาวไค (เวยี ดนาม)

แผนภาพที่ ๒-๕ แนวพนื ท่ีเศรษฐกิจเหนอื -ใต้

- ๑๓ -

วัตถุประสงค์ของการริเริ่ม NSEC คือ (๑) เพ่ืออานวยความสะดวกการค้าและการพัฒนา
ระหว่างลาว พม่า ไทย เวียดนาม และจีน (๒) เพื่อลดต้นทุนค่าขนส่งในพ้ืนที่ภายใต้โครงการและทาให้
การเคล่ือนย้ายสินค้าและคนมีประสิทธิภาพ และ (๓) เพื่อลดความยากจน สนับสนุนการพัฒนาในพื้นที่
ชนบทและชายแดน เพิ่มรายได้ของกลุ่มคนรายได้ต่า สร้างโอกาสในการจ้างงานสาหรับสตรี และส่งเสริม
การท่องเที่ยวในพื้นท่ี ซึ่งโครงการด้านการขนส่งภายใต้ NSEC ท่ีสาคัญ ได้แก่ โครงการปรับปรุงถนน
เชียงราย – คุนหมิง ผา่ นลาว โครงการปรบั ปรงุ ถนน เชียงราย – คุนหมิง ผา่ นพมา่ โครงการปรบั ปรุงถนน
หว้ ยโก๋น (จ.น่าน) – ปากแบ่ง – อุดมไชย – บ่อเตน็ – เชียงรุ้ง – คนุ หมิง โครงการเส้นทางคมนาคม คุนห
มิง – ฮานอย- ไฮฟอง การยกระดับเส้นทางรถไฟคุนหมิง – ไฮฟอง – ยินเวียน – ลาวไค และเส้นทาง
รถไฟต้าลี่ - หลุ่ยลี่ การพัฒนาท่าอากาศยานท่ีหลวงน้าทาและห้วยทราย การพัฒนาพื้นท่ีตอนบนของ
Lancang/ความตกลงว่าด้วยการเดินเรือเชิงพาณิชย์ในแม่น้าโขง การอานวยความสะดวกข้ามพรมแดนใน
การเคลื่อนย้ายสินค้าและคน การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการขนส่ง และการจัดตั้งเขตเศรษฐกิจ
ชายแดนพิเศษในจังหวัดเชียงราย เป็นต้น

ในการดาเนินโครงการลงทุนด้าน โครงสร้างพื้นฐานจาเป็นต้องมีการวางนโยบายและ
กฎระเบียบซึ่งเอ้ือประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุน จึงมีความริเร่ิมเร่ืองการอานวยความสะดวก
การค้าและการลงทุนข้ามพรมแดนรวมเป็นส่วนหน่ึงของโครงการภายใต้กรอบยุทธศาสตร์ GMS
ซึ่งการดาเนินการตามความตกลงเร่ืองการอานวยความสะดวกการขนส่งทางบกข้ามพรมแดนถือเป็น
ส่วนหน่ึงในการพัฒนา NSEC เช่นเดียวกับการพัฒนาเขตเศรษฐกิจอื่น โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือทาให้
พิธีการทางศุลกากรง่ายขึ้น อานวยความสะดวกการเดินทางข้ามพรมแดน และลดความจาเป็นในการ
เปลี่ยนถา่ ยยานพาหนะ

แผนภาพที่ ๒-๖ แนวพนื ที่เศรษฐกจิ เหนือ-ใต้ (R3)

- ๑๔ -

๓. แนวพืนที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เช่ือมโยง
ไทย-กัมพชู า-เวยี ดนาม

แนวพ้ืนที่เศรษฐกิจตอนใต้ (Southern Economic Corridor: SEC) เป็นการพัฒนาแนว
เส้นทางเช่ือมระหว่างไทย-กัมพูชา-เวียดนาม มีเส้นทางสาคัญ ๒ เส้นทางคือ เส้นทาง R๑ และ R๑๐
เสน้ ทาง R๑ มีจุดเชื่อมโยงเมอื งสาคัญต่างๆ ดังน้ี

กรุงเทพฯ – กบินทร์บุรี – สระแก้ว - อรัญประเทศ หรือ กรุงเทพฯ – แหลมฉบัง –
พนมสารคาม – กบินทร์บุรี – สระแก้ว – อรัญประเทศ (ไทย) - ปอยเปต – ศรีโสภณ – เปอสาด -
พนมเปญ –นาคหลวง – บาเวด (กัมพูชา) – มอคไบ - โฮจิมินต์ซิต้ี – วงั เตา (เวียดนาม)

(i) จดุ ขา้ มแดน : อรญั ประเทศ (ไทย) – ปอยเปต (กัมพูชา)
(ii) จดุ ขา้ มแดน : บาเวด (กัมพชู า) – มอคไบ (เวยี ดนาม)
เสน้ ทาง R๑๐ มจี ุดเชื่อมโยงเมอื งสาคัญตา่ งๆ ดงั น้ี
กรุงเทพฯ - ตราด – หาดเล็ก (ไทย) – แชมแยม - เกาะกง – สะแรอัมเปิล – กาพต –
ลอก(กัมพูชา) – ฮาเตยี น – คาเมา – นามคาน (เวียดนาม)
(i) จุดขา้ มแดนแดน : หาดเล็ก (ไทย) – แชมแยม (กัมพูชา)
วัตถุประสงค์ของการริเร่ิม SEC คือ (๑) เพ่ือส่งเสริมความร่วมมือในภูมิภาค สนับสนุน
การรวมกลุ่มเศรษฐกิจ สนับสนุนการขยายตัวของการค้าและการลงทุน และอานวยความสะดวก การ
แลกเปลี่ยนและการพฒั นาตามแนวพื้นทด่ี ้านตะวันออก-ตะวันตก ระหว่างไทย กัมพูชา เวียดนาม และ
บางส่วนทางตอนใต้ของลาว และ (๒) เพอื่ สนับสนุนการพฒั นาเขตเศรษฐกิจที่ครอบคลุมเมืองสาคญั ใน
ไทย กัมพูชา และเวียดนามโดยผ่านโครงสร้างเครือข่ายถนนและทางรถไฟ ซึ่งโครงการด้านการขนส่ง
ภายใต้ SEC ท่ีสาคัญ ได้แก่ โครงการปรับปรุงเส้นทาง R๑ กรุงเทพฯ- พนมเปญ – โฮจิมินห์ซิตี้ –
วังเตา โครงการพัฒนาเส้นทาง R ๑๐ กรุงเทพ – เกาะกง – กาพต (กัมพูชา) – ฮาเตียน – คาเมา –
นามคาน (เวียดนาม) โครงการปรับปรุงเส้นทาง ตอนใต้ของลาว – สีหนุวิลล์ โครงการพัฒนาเส้นทาง
ตะวันตกตอนกลางของกัมพูชา – ตะวันออก โครงการพัฒนาทางรถไฟ ไทย – กัมพูชา – เวียดนาม
โครงการปรับปรุงท่าเรือในพนมเปญและสีหนุวิลล์ (กัมพูชา) และในวังเตา (เวียดนาม) โครงการ
ยกระดับท่าอากาศยานปากเซ (ลาว) และ ท่าอากาศยานรตั นคีรีและสะตรงึ เตร็ง (กัมพูชา) การอานวย
ความสะดวกการเคลื่อนย้ายสินค้าและคนข้ามพรมแดน และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในสาขาการ
ขนส่ง เป็นตน้
โครงการพัฒนาท่าอากาศยานใน SEC ได้แก่ (๑) การยกระดับท่าอากาศยานปากเซ
ในภาคใต้ของลาว เพื่อส่งเสริมการท่องเท่ียวแหล่งมรดกโลกของ UNESCO ในอนุภูมิภาค และ
(๒) การยกระดับท่าอากาศยานรัตนคีรีและสะตรึงเตร็งในกัมพูชา ซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ
พัฒนาการทอ่ งเท่ียวในแม่น้าโขงทไี่ ด้รบั ความชว่ ยเหลือจาก ADB

- ๑๕ -

แผนภาพที่ ๒-๗ เส้นทางเช่ือมโยงการคมนาคมในภมู ภิ าค

๔. แนวพนื ทเี่ ศรษฐกจิ อ่ืน
๑) เสน้ ทาง : คนุ หมิง – ฉูฉง – ตา้ ล่ี – เปา่ ซาน – หลุ่ยล่ี (จีน) – มเู ซ – ลาชโิ อ (พม่า)

(i) จดุ ข้ามแดน : หลุย่ ลี่ (จนี ) – มเู ซ (พม่า)
๒) เส้นทาง : เวยี งจันทน์ – บ้านลาว – ท่าแขก – เซโน – ปากเซ (ลาว) – สะตรึงเตร็ง
– Kratie– พนมเปญ – สหี นุวิลล์

(i) จุดข้ามแดน : ชายแดนเวียนขาม (ลาว) – ดองกระลอ (กัมพชู า)
๓) เส้นทาง : นาเตย – อุดมไชย – ปักมอง – หลวงพระบาง – เวียงจนั ทน์ – ทา่ นาแลง้
(ลาว) –หนองคาย – อุดรธานี – ขอนแก่น – กรงุ เทพฯ (ไทย)

(i) จุดขา้ มแดน : ท่านาแลง้ (ลาว) – หนองคาย (ไทย)
๔) เส้นทาง : เวยี งจันทน์ – ปอลคิ ัมไซ (ลาว) – ฮาตนิ (เวยี ดนาม)

(i) จุดขา้ มแดน : นาเพา (ลาว) – เคาโทร (เวยี ดนาม)
๕) เส้นทาง : จาปาสกั (ลาว) – อุบลราชธานี (ไทย)

(i) จดุ ผา่ นแดน : วังเตา (ลาว) – ช่องเม็ก (ไทย)

- ๑๖ -

แผนภาพท่ี ๒-๘ เส้นทางแนวพืนท่เี ศรษฐกจิ อนื่

การบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน (Coordinated Border Management
(CBM))๓

ประเทศสมาชิกอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขง ได้ร่วมกันพัฒนากฎระเบียบเพ่ืออานวย
ความสะดวกในการขนส่งข้ามแดน โดยการจัดทาความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนใน
อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขง (GMS Cross-Border Transport Agreement: CBTA) ซ่ึงเป็นมาตรการ
สาคัญในการอานวยความสะดวกในการขนส่งและผู้โดยสาร โดยการลดขั้นตอนพิธีการ ตลอดจน

๓ ศุลกากร, กรม. “รายงานผลการศกึ ษาการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน (Coordinated Border
Management (CBM))”. ๒๕๕๗.

- ๑๗ -

ข้อจากัดและอปุ สรรคต่างๆ เพ่ือให้การขนส่งมีความสะดวก รวดเร็ว และสามารถทาการขนส่งระหวา่ ง
กนั ได้โดยไมต่ อ้ งมีการขนถา่ ยทีบ่ ริเวณชายแดน

การบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน (Coordinated Border Management (CBM))
หมายถึงลักษณะการปฏิบัติงานร่วมกันของศุลกากรและหน่วยงานต่างๆ ท่ีมีอานาจหน้าท่ีตามแนว
ชายแดนท้งั ในระดบั ภายในประเทศและระหวา่ งประเทศ เพื่อให้เกิดความรว่ มมือและการประสานงาน
อย่างมีประสิทธิภาพ รวมท้ังขจัดการขัดแย้งและความซ้าซ้อนในการทางานของหนว่ ยงานต่างๆ จะทา
ให้การเคลื่อนย้ายสินค้า การขนส่ง และการเดินทางข้ามแดนของบุคคลเป็นไปอย่างสะดวกรวดเร็ว
รวมทั้งสามารถควบคุมให้มีการปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกาหนดอ่ืนๆ ของหน่วยงานท่ีมีอานาจ
หน้าท่ีตามแนวชายแดนซึ่งกรอบแนวคิดของ CBM แบ่งความร่วมมือเป็น ๓ ระดับ คือ ภายใน
หน่วยงาน ระหว่างหน่วยงาน และระหว่างประเทศ โดยเน้นการบูรณาการในเร่ืองของโครงสร้าง
ทรัพยากร หน้าท่ี กระบวนการและกฎระเบียบ ที่จะต้องนามาพิจารณาปรับเปล่ียนเพื่อทาให้การ
บรหิ ารจดั การการเคล่อื นย้ายสนิ ค้าและระบบการควบคมุ แนวชายแดนมีประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ล

แผนยทุ ธศาสตรก์ ารพฒั นาระบบโลจิสติกสแ์ หง่ ชาติ๔

แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๖–
๒๕๖๐) กาหนดแนวทางการพัฒนาของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายรัฐบาลและ
ความเชื่อมโยงกับการก้าวเข้าสู่ประชาคมอาเซียนในปี พ.ศ. ๒๕๕๘ โดยมีประเด็นการพัฒนาเชิง
นโยบายของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ให้ความสาคัญกับการอานวยความสะดวกทาง
การค้าและการจัดการโซ่อุปทาน (supply chain) เพ่ือความสามารถในการแข่งขันและการบูรณาการ
ระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ ให้มีผลในทาง
ปฏิบัติที่ชัดเจน ซึ่งมีความเก่ียวข้องกับหน่วยงานท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน เป็นจานวนมาก ซึ่งเพ่ือให้
สามารถนากรอบยุทธศาสตร์ไปปฏิบัติให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารจัดการระบบโลจิสติกส์ของ
ประเทศให้ดีขึ้น โดยหลักการของแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย เป็น
การบูรณาการภารกิจที่มีลักษณะข้ามกระทรวง ข้ามสาขาท่ีจาเป็นต้องดาเนินการอย่างประสาน
สอดคล้องกันท้ังในเชิงเป้าหมาย วิธีการและช่วงเวลา เพื่อให้เป็นแผนท่ีสามารถส่งเสริมให้เกิด
กระบวนการนาแผนไปสู่การปฏิบัติท่ีมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล (High Performance
Implementation Process)

หลักการของแผนยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบโลจสิ ตกิ ส์ของประเทศไทย

มุ่งเน้นการบูรณาการทั้งในส่วนของเน้ือหาของแผนและการดาเนินงานในข้ันปฏิบัติการ
ของภาคส่วนตา่ งๆ ทเี่ กี่ยวข้อง ดังน้ี

๔ “แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทย ฉบับที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๐”
(ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.nesdb.go.th, ๒๕๕๘.

- ๑๘ -

๑. เน้นภารกิจเชิงยุทธศาสตร์ และความเป็นแผนเชิงกลยุทธ์ (Strategic Plan) เพื่อให้
การดาเนินงานซ่ึงมีพ้ืนฐานอยู่บนข้อจากัดของทรัพยากรของแต่ละภาคส่วนสามารถบรรลุผลสาเร็จ
ตามเป้าหมายได้อยา่ งแท้จริง เต็มศกั ยภาพและสร้างผลกระทบได้สูง ดังนัน้ จึงเน้นประเด็นการพัฒนา
ทีม่ ีความสาคัญ โดยให้น้าหนักกับแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์ไม่เท่ากันในเชิงปริมาณแต่เน้นความสาคัญ
ในเชงิ คุณภาพท่มี ผี ลต่อการสรา้ งผลกระทบมากกวา่

๒. การกาหนดภารกิจและแนวทางการพัฒนาในแต่ละระดับเน้นประเด็นการพัฒนาท่ีมี
การบูรณาการของเน้ืองาน (Issue-based) มากกว่าการกาหนดตามภารกิจของหน่วยงานที่เป็น
เอกเทศ (Function based) เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตระหนักและเห็นถึงความจาเป็นที่จะต้อง
ดาเนินการพัฒนาอย่างบูรณาการและเป็นเอกภาพภายใต้บทบาทและอานาจหน้าที่ที่แตกต่างกัน
ดงั น้ัน การกาหนดภาระรับผิดชอบของหน่วยงานจึงอาจมีลักษณะข้ามประเด็นและข้ามสาขา (Cross-
functional)

๓. การพัฒนาของภาครัฐในช่วงท่ีผ่านมาและแนวโน้มในอนาคตจะต้องคานึงถึงคุณค่าท่ี
สังคมทั้งในระดับสากลและระดับประเทศให้ความสาคัญมากขึ้น คือ การสร้างสังคมท่ีอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติและเป็นมิตรกับส่ิงแวดล้อม (Green Society) ความต่ืนตัวในเร่ืองการอนุรักษ์
พลังงาน การมีชีวิตอย่างมีคุณภาพ และการให้คุณค่าความเป็นมนุษย์กับคนทุกระดับ ทั้งหมดน้ีเป็น
ค่านิยมท่ีจะต้องคานึงถึงในการกาหนดแนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานของประเทศ
ไทยในชว่ งต่อไป

๔. เป็นที่ปรากฏชัดว่าการพัฒนาในช่วงท่ีผ่านมากลไกของภาครัฐซึ่งถูกผูกมัดด้วย
กฏระเบียบต่างๆ ทาให้มีระบบการบริหารจัดการท่ีไม่สนับสนุนความคิดริเร่ิม และการแบกรับภาระ
ความเส่ียงในการแก้ไขปัญหาที่ต้องการบทบาทผู้นาท่ีเข้มแข็ง ปัญหาหลายอย่างที่เป็นอุปสรรคต่อ
การสร้างความสามารถในการแข่งขันให้กับภาคเอกชน จึงทับซ้อน สะสม และแก้ไขยากขึ้นจนส่งผล
กระทบให้เกิดการจัดสรรทรัพยากรเพื่อแก้ไขปัญหาที่บิดเบ้ียวขาดประสิทธิผล และขาดประสิทธิภาพ
ไปทั้งระบบ ดังน้ัน เพ่ือปรับแนวทางการขับเคล่ือนกระบวนการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน
ของประเทศให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล และตอบสนองต่อความจาเป็นของภาคธุรกิจที่จาเป็นต้อง
ทันกับสถานการณ์ท่ีมีพลวตั การแข่งขันสงู จึงควรเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนในฐานะผู้ใช้บริการเข้ามามี
บทบาทมากขึ้นในกระบวนการพัฒนาต้ังแต่ข้ันตอนการกาหนดเป้าหมายการพัฒนา แนวทางการ
พัฒนา การนาแผนงาน/โครงการไปสู่การปฏิบัติ และการติดตามประเมินผลสัมฤทธิ์ที่เกิดจากการ
พฒั นา

เป้าหมายของแผนยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาระบบโลจสิ ติกส์ของประเทศไทย

นอกจากหลักการของแผนยุทธศาสตร์ตามท่ีกล่าวมาข้างต้นแล้ว แผนยุทธศาสตร์ฉบับน้ี
ยังได้กาหนดเป้าหมายแห่งความสาเร็จ เรียกว่า สามเหลี่ยมแห่งความสาเร็จ (Triangle of
Achievements) ประกอบดว้ ย

- ๑๙ -

๑. ตาแหน่งทางยุทธศาสตร์ (Strategic Position) ประเทศไทยควรวางบทบาทตนเอง
เป็นศูนย์กลางธุรกรรมการค้าและบริการของกลุ่มประเทศลุ่มแม่ น้าโขงและเป็นประตูการค้าสู่ตลาด
เอเชีย (Trade and Service Hub of GMS, and Gateway to Asia) เพื่อให้สอดคล้องกับศักยภาพ
และหลักความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ (Comparative advantage) และนาไปสู่ความร่วมมือและ
การเติบโตท่ีย่ังยนื รว่ มกันในภูมิภาค

๒. เป้าประสงค์เชงิ ยุทธศาสตร์ (Strategic Objectives) ประกอบด้วย ๓ สว่ น คือ
๒.๑ การเพิ่มประสิทธิภาพและความสามารถในการตอบสนองลูกค้าของระบบ

โลจิสติกส์ (Logistics Efficiency and Responsiveness) ท้ังในระดับสถานประกอบการระดับกลไก
และกระบวนการอานวยความสะดวกทางการค้าของประเทศ

๒.๒ การสร้างความเข้มแข็งและมูลค่าเพ่ิมให้กับธุรกิจไทยในโซ่อุปทาน (Value
Creation) และ

๒.๓ การเติบโตท่ีช่วยลดความเหล่ือมล้าทางเศรษฐกิจทั้งในระดับประเทศและ
ระดบั ภมู ภิ าค (Regional Inclusive Growth)

๓. ผลสัมฤทธิ์สุดท้าย (Ultimate Goal) การสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของภาค
ธุ รกิ จ แล ะก ารส ร้ างค วามเติ บ โต ท างเศรษ ฐ กิ จ ร่ วมกั น บ น พ้ื น ฐาน ของการมี ภ าคธุ รกิ จ ท่ี เข้ ม แข็ ง
มีการกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงการคานึงถึงคุณค่าท่ีสังคมต้องการ ท้ังเรื่องของการอนุรักษ์
ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และพลังงาน การมีชีวิตอย่างมีคณุ ภาพ และการให้คุณค่าความเปน็ มนุษย์
กับคนทุกระดับ ท้ายท่ีสุดจะก่อให้เกิดผลลัพธ์ท่ีบูรณาการไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
รว่ มกันอยา่ งยัง่ ยืนในภมู ิภาค (Competitiveness, Co-prosperity, Sustainability and Quality of Life)

แผนภาพท่ี ๒-๙ เป้าหมายของแผนยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาระบบโลจสิ ติกสข์ องประเทศไทย

- ๒๐ -

ภารกจิ ของแผนยุทธศาสตรก์ ารพฒั นาระบบโลจิสตกิ สข์ องประเทศไทย

ประเด็นยทุ ธศาสตรแ์ ละกลยุทธก์ ารพฒั นา เพอื่ ให้สามารถนาไปปฏิบตั ิใหบ้ รรลเุ ป้าหมาย
ของแผนยุทธศาสตร์ ประกอบด้วย

๑. การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการไทยในโซ่อุปทาน (Supply Chain
Enhancement)

๒. การยกระดบั ประสทิ ธภิ าพระบบอานวยความสะดวกทางการคา้ (Trade Facilitation
Enhancement)

๓. การพัฒนาปจั จยั สนบั สนุน (Capacity Building and Policy Driving Mechanism)

ยุท ธ ศ าส ต ร์ต าม แ ผ น พั ฒ น าโล จิส ติ กส์ ท่ี เก่ี ยวข้ อ งกับ ก ารบู รณ าการ การ
ให้บริการของรฐั ในการนาเขา้ - สง่ ออก

ตามแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบโลจิสติกส์ของไทย ฉบับท่ี ๒ (๒๕๕๖–๒๕๖๐) ได้
กาหนดยุทธศาสตร์ท่ีเก่ียวข้องกับการบูรณาการ เช่ือมโยงข้อมูลระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพ่ือให้
เกิดการพัฒนาระบบการอานวยความสะดวกทางการค้า โดยกาหนดไว้ในภารกิจท่ี ๒ การยกระดับ
ประสิทธิภาพระบบอานวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Enhancement) ยุทธศาสตร์ที่ ๔
การพัฒนาระบบอานวยความสะดวกทางการคา้ โดยกาหนดกลยุทธ์หลกั ๓ ประการ ดงั นี้

กลยุทธ์ที่ ๑ เร่งรัดการพัฒนาและขยายการเชื่อมโยง NSW ที่เกี่ยวกับธุรกรรมเอกสาร
อิเล็กทรอนิกส์ของภาครัฐ (Regulatory NSW) ไปสู่กลุ่มผู้ประกอบการขนส่งผ่านท่า (Port Community
System) และส่งเสริมการพัฒนาระบบ NSW และ e-Logistics ในประเทศเพ่ือนบ้าน ทั้งท่าเรือ ท่า
อากาศยาน และด่านชายแดน เพ่ือเพ่ิมประสิทธิภาพการขนส่งระหว่างประเทศด้วยการเช่ือมโยงระบบ
เอกสารอิเล็กทรอนิกส์ระหว่างผู้เก่ียวข้องในกลุ่มการขนส่ง (e-Freight) ท้ังที่เก่ียวกับสินค้าและบุคลากรผู้
ให้บริการผ่านแดนกับระบบ NSW รวมถึงการผลักดันให้หน่วยงานภาครัฐที่ให้บริการที่เกี่ยวข้องกับการ
นาเข้า-ส่งออก มีการปรับปรุงกระบวนการทางาน (Back-office Reprocess) ให้มีประสิทธิภาพและ
อานวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการอย่างบูรณาการ ทั้ง G2G B2G และ B2B ตลอดจนเพ่ือ
เตรียมความพร้อมการเช่ือมโยงเป็นระบบ ASEAN Single Window โดยการให้ความช่วยเหลือทาง
วิชาการและการแลกเปลย่ี นประสบการณก์ บั ประเทศเพอื่ นบา้ น

กลยุทธ์ที่ ๒ ดาเนินการจัดต้ังองค์กรกากับบริหารการจัดการระบบ NSW (Business
Model) ท่ีมีประสิทธิภาพ เพื่อให้ระบบ NSW มีรูปแบบการบริหารธุรกิจ (Business Model) ท่ี
เหมาะสมและสามารถอานวยความสะดวกให้กับผู้ประกอบการนาเข้า–ส่งออก และมีความเป็นธรรม
กบั ทุกฝา่ ยทเี่ กีย่ วข้อง

กลยุทธ์ที่ ๓ ผลักดันการออกกฎหมาย อาทิ พระราชกฤษฎีกาการทาธุรกรรมทาง
อิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบ NSW และพระราชบัญญัติสิ่งอานวยความสะดวกข้ามแดน เพื่ออานวย
ความสะดวกในการนาเข้า–ส่งออก และการขนส่งสินค้าข้ามแดนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายและ
เป็นท่ียอมรบั ของผูเ้ ก่ียวข้อง

- ๒๑ -

ก ฎ ห ม า ย ท่ี เก่ี ย ว ข้ อ ง กั บ ก า ร ค ว บ คุ ม ก า ร น า เข้ า ม า ใน ห รื อ ก า ร ส่ ง อ อ ก ไป
นอกราชอาณาจกั ร

กรณีการนาเข้า-ส่งออกสินค้า นอกจากที่ผู้นาเข้า-ส่งออกจะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย
ศุลกากรให้ครบถ้วนแล้ว พระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. ๒๔๖๙ มาตรา ๔๐๕ และมาตรา ๔๕๖ มาตรา
๓๘๗ ยังตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามกฎหมายอืน่ ที่เกย่ี วขอ้ งกบั การศลุ กากรดว้ ย ดังนี้

กฎหมายท่ีมีมาตรการควบคุมการการนาเข้าและการสง่ ออกด้านความมั่นคง (๔ ฉบบั )
๑. พระราชบญั ญตั คิ วบคุมยุทธภัณฑ์ พ.ศ. ๒๕๓๐
๒. พระราชบัญญัติอาวุธปืนเครอื่ งกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไมเ้ พลิงและสิ่งเทียมอาวุธ
ปนื พ.ศ. ๒๔๙๐
๓. พระราชบัญญัติควบคุมการส่งออกไปนอกราชอาณาจักรซ่ึงอาวุธยุทธภัณฑ์และสิ่งที่
ใช้ในการสงคราม พ.ศ. ๒๔๙๕
๔. พระราชบัญญัตพิ ลังงานปรมาณเู พอ่ื สนั ติ พ.ศ. ๒๕๐๔

๕ มาตรา ๔๐ กอ่ นที่จะนาของใด ๆ ไปจากอารกั ขาของศุลกากร ผนู้ าของเขา้ ต้องปฏิบตั ิให้ครบถว้ น
ตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอ่ืนที่เกี่ยวข้องกับการศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถูกต้อง และ
เสยี ภาษีอากรจนครบถ้วนหรอื วางเงินไว้เป็นประกนั การขอวางเงนิ ประกนั ให้เป็นไปตามระเบยี บทอ่ี ธบิ ดีกาหนด

ในกรณีท่ีมีการร้องขอและอธิบดีเห็นว่าของใดมีความจาเป็นท่ีจะต้องนาออกไปจากอารักขาของ
ศุลกากรโดยรีบด่วน อธิบดีมีอานาจให้นาของน้ันไปจากอารักขาของศุลกากรได้โดยยังไม่ต้องปฏิบัติตามวรรคหน่ึง
ก่อนแต่ต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขท่ีอธิบดีกาหนด และในกรณีท่ีอาจต้องเสียภาษีอากร ให้วางเงินหรือหลักประกัน
อยา่ งอนื่ เป็นทพ่ี อใจอธบิ ดเี พอ่ื เป็นประกนั คา่ ภาษอี ากรด้วย

๖ มาตรา ๔๕ ก่อนท่ีจะส่งของใด ๆ ออกนอกราชอาณาจักร ผู้ส่งของออกต้องปฏิบัติให้ครบถ้วน
ตามพระราชบัญญัตินี้ และตามกฎหมายอื่นที่เก่ียวข้องกับการศุลกากร กับต้องยื่นใบขนสินค้าโดยถู กต้อง
และเสียภาษอี ากรจนครบถ้วนหรอื วางเงินไวเ้ ปน็ ประกัน การขอวางเงนิ ประกันใหเ้ ป็นไปตามระเบียบทีอ่ ธิบดีกาหนด

ในกรณีท่ีมีการร้องขอและอธิบดีเห็นว่าของใดมีความจาเป็นที่จะต้องส่งออกนอกราชอาณาจักรโดย
รีบด่วน อธิบดีมีอานาจให้ส่งของน้ันออกไปได้โดยยังไม่ต้องปฏิบัติตามวรรคหนึ่งก่อนแต่ต้องปฏิบัติตามเง่ือนไข
ท่ีอธิบดีกาหนด และในกรณีท่ีอาจต้องเสียภาษีอากร ให้วางเงินหรือหลักประกันอย่างอ่ืนเป็นท่ีพอใจอธิบดีเพ่ือเป็น
ประกนั ค่าภาษอี ากรด้วย

๗ มาตรา ๓๘ นายเรือทุกลาท่ีบรรทุกสินค้า หรือมีแต่อับเฉา ซ่ึงมาแต่ภายนอกพระราชอาณาเขต
ตอ้ งทารายงานอันถูกต้องยื่นต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามแบบที่กาหนดไว้ (ใบแนบ ๑) ภายในยี่สิบสี่ชั่วโมง นับแต่เม่ือ
เรือมาถึงท่า เม่ือย่ืนรายงานน้ีให้นายเรือแสดงใบทะเบียนเรือเพื่อตรวจด้วย และรายงานน้ีต้องทาย่ืนก่อนเปิดระวาง
เรือ เวน้ แต่จะได้รับอนุญาตพิเศษและถ้าเรือลาใดมาถงึ ท่า มีสนิ ค้าตา่ งประเทศท่ปี ระสงค์จะสง่ ออกกด็ ี หรอื จะขนขึ้น
ณ ท่ีอน่ื ภายในพระราชอาณาจกั รกด็ ี นายเรือจะต้องแถลงขอ้ ความวา่ ดว้ ยสนิ ค้านนั้ ๆ ลงไวใ้ นรายงานดว้ ย ถ้าและเรือ
ลาน้ันจะเดินต่อไปยังท่าอ่ืนภายในพระราชอาณาจักร นายเรือจะต้องมีสาเนาเดินทาง ซึ่งพนักงานเจ้าหน้าที่รับรอง
แล้วไปด้วย และจะต้องแสดงสาเนาน้ีในเม่ือทารายงานขาเข้าย่นื ณ ท่าอ่ืน และจะต้องทาดงั นี้ต่อไปทุกๆ ท่าจนกว่า
เรอื น้ันจะได้ออกพ้นไป หรือจนกว่าจะได้ถา่ ยสินค้าต่างประเทศออกจากเรือหมด แลว้ แตก่ รณี ถ้ามีการทาผดิ ต่อบท
มาตรานด้ี ้วยประการใด ๆ ท่านวา่ นายเรือมีความผดิ ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกนิ หนึ่งแสนบาท และบรรดาของทีม่ ิไดท้ า
รายงานย่ืนไว้โดยถูกต้องน้ัน ให้กักไว้จนกว่าจะได้รายงานให้ถูกต้อง หรือจนกว่าจะได้อธิบายเหตุท่ีทาการขาดตก
บกพรอ่ งนน้ั ใหเ้ ป็นที่พอใจของอธบิ ดี

- ๒๒ -

กฎหมายท่ีมีมาตรการควบคุมการการนาเข้าและการส่งออกด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม
ที่มคี วามรา้ ยแรง (๙ ฉบับ)

๑. พระราชบญั ญัตกิ ักพืช พ.ศ. ๒๕๐๗
๒. พระราชบญั ญตั ิโรคระบาดสัตว์ พ.ศ. ๒๕๕๘
๓. พระราชบญั ญัตเิ ช้อื โรคและพิษจากสัตว์ พ.ศ. ๒๕๒๕
๔. พระราชบญั ญัตวิ ตั ถทุ ่ีออกฤทธ์ิต่อจติ และ ประสาท พ.ศ. ๒๕๑๘
๕. พระราชบญั ญตั ิป๋ยุ พ.ศ.๒๕๑๘
๖. พระราชบัญญตั วิ ตั ถุอนั ตราย พ.ศ. ๒๕๓๕
๗. พระราชบญั ญตั ิยาเสพติดใหโ้ ทษ พ.ศ. ๒๕๒๒
๘. พระราชบัญญตั ิสงวนและคุ้มครองสตั ว์ป่า พ.ศ. ๒๕๓๕
๙. พระราชบัญญตั พิ นั ธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๑๘

กฎหมายเกี่ยวกบั การควบคุมเพือ่ สง่ ผา่ นหรือนาผ่านราชอาณาจกั ร ด้านอื่นๆ (๗๗ ฉบับ)
๑. พระราชกาหนดแกไ้ ขและปอ้ งกันภาวะการขาดแคลนน้ามันเช้ือเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖
๒. พระราชกาหนดควบคุมสนิ คา้ ตามชายแดน พ.ศ. ๒๕๓๔
๓. พระราชกาหนดป้องกนั การใชส้ ารระเหย พ.ศ. ๒๕๓๓
๔. พระราชบัญญตั กิ องทุนสงเคราะหก์ ารทาสวนยาง พ.ศ. ๒๕๐๓
๕. พระราชบัญญัตกิ องทนุ สงเคราะห์เกษตรกร พ.ศ. ๒๕๕๔
๖. พระราชบัญญัติกองทนุ สนับสนนุ การสรา้ งเสรมิ สุขภาพ พ.ศ. ๒๕๔๔
๗. พระราชบัญญตั กิ ารขนส่งต่อเน่อื งหลายรูปแบบ พ.ศ. ๒๕๔๘
๘. พระราชบญั ญัตกิ ารแข่งขันทางการคา้ พ.ศ. ๒๕๔๒
๙. พระราชบญั ญัตกิ ารคา้ น้ามนั เช้อื เพลงิ พ.ศ. ๒๕๔๓
๑๐. พระราชบัญญตั ิการเดินเรอื ในนา่ นน้าไทย พระพุทธศักราช ๒๔๕๖
๑๑. พระราชบัญญตั กิ ารเดินอากาศ พ.ศ. ๒๔๙๗
๑๒. พระราชบัญญัติการตอบโตก้ ารทุม่ ตลาดและการอุดหนุนซง่ึ สินค้าจากต่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๒
๑๓. พระราชบญั ญตั กิ ารท่าเรือแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๔๙๔
๑๔. พระราชบญั ญัติการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย พ.ศ. ๒๕๒๒
๑๕. พระราชบญั ญัติการประมง พ.ศ. ๒๔๙๐
๑๖. พระราชบัญญตั จิ ดแจง้ การพมิ พ์ พ.ศ. ๒๕๕๐
๑๗. พระราชบัญญัตกิ ารรบั ขนของทางทะเล พ.ศ. ๒๕๓๔
๑๘. พระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนรุ ักษ์พลงั งาน พ.ศ. ๒๕๓๕
๑๙. พระราชบัญญัตกิ ารส่งออกไปนอกและการนาเขา้ มาในราชอาณาจกั รซ่งึ สนิ ค้า
พ.ศ. ๒๕๒๒
๒๐. พระราชบัญญัตคิ วบคุมการแลกเปลี่ยนเงนิ พ.ศ. ๒๔๘๕
๒๑. พระราชบญั ญัติภาพยนต์และวีดทิ ัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑
๒๒. พระราชบัญญตั คิ วบคุมคุณภาพอาหารสตั ว์ พ.ศ. ๒๕๒๕

- ๒๓ -

๒๓. พระราชบัญญตั คิ วบคุมน้ามนั เช้อื เพลิง พ.ศ. ๒๕๔๒
๒๔. พระราชบัญญัตคิ วบคุมผลติ ภณั ฑ์ยาสูบ พ.ศ. ๒๕๓๕
๒๕. พระราชบัญญตั ิควบคุมยาง พ.ศ. ๒๕๔๒
๒๖. พระราชบญั ญตั ิควบคุมแรด่ ีบกุ พ.ศ. ๒๕๑๔
๒๗. พระราชบัญญัติคุ้มครองการดาเนนิ งานของ คณะมนตรคี วามรว่ มมอื ทางศลุ กากร
พ.ศ. ๒๕๔๑
๒๘. พระราชบัญญตั ิคุม้ ครองการดาเนนิ งานของบรรษัทประกันต่อแห่งเอเชยี พ.ศ. ๒๕๓๔
๒๙. พระราชบัญญัติคมุ้ ครองการดาเนนิ งานของสานักงานใหญ่ของสหภาพไปรษณยี แ์ ห่ง
เอเชียและแปซฟิ ิก พ.ศ. ๒๕๕๑
๓๐. พระราชบัญญตั คิ มุ้ ครองการดาเนินงานของศูนยพ์ ัฒนาการประมงแห่งเอเชีย
ตะวันออกเฉยี งใต้ พ.ศ. ๒๕๑๔
๓๑. พระราชบัญญัติคมุ้ ครองการดาเนินงานของสถาบนั เทคโนโลยแี หง่ เอเชยี พ.ศ. ๒๕๑๐
๓๒. พระราชบัญญัติคมุ้ ครองการดาเนนิ งานของ องค์การการค้าโลก พ.ศ. ๒๕๓๗
๓๓. พระราชบัญญัติคุ้มครองแบบผงั ภมู ขิ องวงจรรวม พ.ศ. ๒๕๔๓
๓๔. พระราชบญั ญัติคมุ้ ครองผ้บู รโิ ภค พ.ศ. ๒๕๒๒
๓๕. พระราชบญั ญตั คิ มุ้ ครองพันธุ์พืช พ.ศ. ๒๕๔๒
๓๖. พระราชบัญญตั ิคมุ้ ครองและสง่ เสรมิ ภูมปิ ญั ญา การแพทย์แผนไทย พ.ศ. ๒๕๔๒
๓๗. พระราชบญั ญัตเิ ครื่องมือแพทย์ พ.ศ. ๒๕๕๑
๓๘. พระราชบญั ญัติเคร่ืองสาอาง พ.ศ. ๒๕๓๕
๓๙. พระราชบญั ญัติเคร่ืองหมายการค้า พ.ศ. ๒๕๓๔
๔๐. พระราชบัญญตั ชิ ดเชยค่าภาษอี ากรสนิ คา้ ส่งออก ทผี่ ลิตในราชอาณาจกั ร พ.ศ. ๒๕๒๔
๔๑. พระราชบัญญัติใช้ตราแผ่นดนิ ร.ศ. ๑๐๘
๔๒. พระราชบัญญัตบิ ารุงพันธสุ ัตว์ พ.ศ. ๒๕๐๙
๔๓. พระราชบญั ญตั โิ บราณสถาน โบราณวัตถุ ศลิ ปวตั ถุและพิพธิ ภัณฑสถานแห่งชาติ
พ.ศ. ๒๕๐๔
๔๔. พระราชบัญญตั ปิ อ้ งกันและปราบปรามการฟอกเงิน พ.ศ. ๒๕๔๒
๔๕. พระราชบญั ญัตปิ า่ ไม้ พ.ศ. ๒๔๘๔
๔๖. พระราชบญั ญัติปโิ ตรเลียม พ.ศ. ๒๕๑๔
๔๗. พระราชบญั ญัติไปรษณยี ์ พ.ศ. ๒๔๗๗
๔๘. พระราชบัญญัติพิกัดอัตราภาษีสรรพาสามิต พ.ศ. ๒๕๒๗
๔๙. พระราชบญั ญตั ไิ พ่ พ.ศ. ๒๔๘๖
๕๐. พระราชบัญญตั ภิ าษสี รรพสามติ พ.ศ. ๒๕๒๗
๕๑. พระราชบัญญตั มิ าตรฐานผลติ ภณั ฑ์อุตสาหกรรม พ.ศ. ๒๕๑๑
๕๒. พระราชบญั ญัตมิ าตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. ๒๕๐๓
๕๓. พระราชบญั ญตั มิ าตรฐานชงั่ ตวงวัด พ.ศ. ๒๕๔๒

- ๒๔ -

๕๔. พระราชบญั ญตั ิยา พ.ศ.๒๕๑๐
๕๕. พระราชบญั ญตั ยิ าสูบ พ.ศ. ๒๕๐๙
๕๖. พระราชบญั ญัตริ ถยนต์ พ.ศ.๒๕๒๒
๕๗. พระราชบญั ญตั ิรายได้เทศบาล พ.ศ. ๒๔๙๗
๕๘. พระราชบัญญัติเรอื ไทย พ.ศ. ๒๔๘๑
๕๙. พระราชบัญญตั แิ ร่ พ.ศ.๒๕๑๐
๖๐. พระราชบัญญตั เิ ลอ่ื ยโซ่ยนต์ พ.ศ. ๒๕๔๕
๖๑. พระราชบญั ญตั ิการประกอบกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ พ.ศ. ๒๕๕๑
๖๒. พระราชบญั ญตั ิวิทยุคมนาคม พ.ศ. ๒๔๙๘
๖๓. พระราชบัญญัติส่งเสรมิ การพัฒนาฝีมอื แรงงาน พ.ศ. ๒๕๔๕
๖๔. พระราชบัญญตั ิส่งเสรมิ การพาณชิ ยนาวี พ.ศ. ๒๕๒๑
๖๕. พระราชบัญญตั สิ ง่ เสริมการลงทนุ พ.ศ. ๒๕๒๐
๖๖. พระราชบญั ญตั ิสง่ เสริมและรกั ษาคณุ ภาพสงิ่ แวดล้อมแหง่ ชาติ พ.ศ. ๒๕๓๕
๖๗. พระราชบญั ญตั ิส่งเสรมิ สินคา้ ขาออก พ.ศ. ๒๕๐๓
๖๘. พระราชบญั ญตั ิสตั ว์พาหนะพ.ศ. ๒๔๘๒
๖๙. พระราชบญั ญตั สิ ิทธบิ ัตร พ.ศ. ๒๕๒๒
๗๐ . พระราชบัญญตั ิสุรา พ.ศ. ๒๔๙๓
๗๑. พระราชบัญญัติห้ามนาของที่มีการสาแดงเมืองกาเนิดเป็นเท็จเข้ามาใน
ราชอาณาจักร พ.ศ. ๒๔๘๑
๗๒. พระราชบัญญัติให้อานาจทหารเรือปราบปรามการกระทาความผิดบางอย่างทางทะเล
พ.ศ. ๒๔๙๐
๗๓. พระราชบัญญัติให้อานาจปฏิบัติการเก่ียวกับกองทุนร่วมเพ่ือสินค้าโภคภัณฑ์
พ.ศ. ๒๕๓๕
๗๔. พระราชบญั ญตั ใิ ห้อานาจปฏบิ ัติการเกี่ยวกับธนาคาร พฒั นาเอเชยี พ.ศ. ๒๕๐๙
๗๕. พระราชบัญญัตอิ ้อยและนา้ ตาลทราย พ.ศ. ๒๕๒๗
๗๖. พระราชบัญญตั อิ าหาร พ.ศ. ๒๕๒๒
๗๗. ประมวลกฎหมายอาญา

รูปแบบกระบวนงานท่ีเกี่ยวข้องกับการให้บริการของรัฐ ในการนาเข้า-ส่งออก
ของไทยท่มี อี ย่ใู นปจั จุบัน

กระบวนงานในการนาเข้าสินค้า ผู้นาเข้าต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และประกาศ
ที่กรมศุลกากรและหน่วยงานอื่นๆ ที่เก่ียวข้องในการนาเข้า เช่น กระทรวงพาณิชย์ สานักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา กรมปศุสัตว์ ฯลฯ กาหนดไว้ให้ครบถ้วน โดยขั้นตอนพิธีการศุลกากร
ในการนาเข้าสนิ ค้า ดังน้ี

- ๒๕ -

แผนภาพที่ ๒-๑๐ กระบวนการสง่ ข้อมูลใบขนสนิ ค้าขาเขา้ ทางอเิ ล็กทรอนกิ ส์

ทม่ี า : คู่มอื การบนั ทกึ ขอ้ มูลระบบ e-Import กรมศลุ กากร

- ๒๖ -
กระบวนงานในการส่งออก

ในการส่งออกสินค้า ผู้ส่งของออกต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และประกาศ
ทก่ี รมศุลกากรและหน่วยงานอ่ืนๆ ท่เี กีย่ วข้องในการส่งออกให้ครบถ้วน โดยขั้นตอนพิธกี ารศุลกากรใน
การนาเขา้ สนิ ค้า ดงั นี้

แผนภาพที่ ๒-๑๑ กระบวนการสง่ ข้อมูลใบขนสินค้าขาออกทางอิเลก็ ทรอนิกส์

ที่มา : ค่มู อื การบนั ทึกขอ้ มูลระบบ e-Export กรมศลุ กากร

- ๒๗ -

เปรียบเทียบรูปแบบของการให้บรกิ ารภาครัฐในการนาเข้า-ส่งออกของไทยกับ
ตา่ งประเทศ๘

การให้บริการภาครัฐในการนาเข้า – ส่งออก ของต่างประเทศ มีการนาแนวทางการ
บริหารจัดการชายแดนรว่ มกนั (Coordinated Border Management: CBM) มาเป็นเครอ่ื งมือในการ
บริหารจัดการ เพ่ือเป็นการอานวยความสะดวก ทาให้กระบวนการนาเข้า – ส่งออกมีประสิทธิภาพ
ย่ิงข้ึน แนวทางบริหารจัดการ CBM ภาครัฐจะมีการบริหารจัดการเร่ืองเชิงสถาบัน (Institutional
Arrangement) ของศุลกากร เป็นการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงาน เพ่ือให้หน่วยงานชายแดน
ทางานรว่ มกันเบ็ดเสร็จในจุดเดียว หรอื อาจเป็นการรวมหน่วยงานชายแดน ต่าง ๆ เข้าด้วยกันเพ่ือลด
จานวนหน่วยงานชายแดน ท้ังน้ี ศุลกากรของแต่ละประเทศจะอยู่ภายใต้การกากับดูแลของหน่วยงาน
แตกต่างกันไป เช่น อยู่ภายใต้การกากับดูแลของกระทรวงการคลัง หรือเป็นหน่วยงานอิสระท่ีข้ึนตรง
กับผู้นารัฐบาล หรืออยู่ภายใต้หน่วยงานจัดเก็บรายได้ หรืออยู่รวมกับหน่วยงานรักษาความปลอดภัย
บริเวณชายแดน หรอื อยภู่ ายใตก้ ระทรวงกลาโหม เปน็ ตน้

กรณที ี่ ๑ ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน
ศลุ กากรจีน เป็นหน่วยงานอิสระที่รายงานขนึ้ ตรงกบั รัฐสภา ซ่ึงเป็นหน่วยงานที่ทีอานาจ

บริหารสูงสุดของประเทศ ศุลกากรจีนไม่อยู่ใต้โครงสร้างของรัฐสภา แต่เป็นองค์กรท่ีเล็กท่ีสุดท่ีอยู่ใต้
การกากับของรัฐสภา ตาแหน่งสูงสุดของศุลกากรจีน คือ ตาแหน่งรัฐมนตรี ที่ได้รับการแต่งต้ังจาก
นายกรัฐมนตรี

- ความร่วมมือระหว่างหนว่ ยงานชายแดนในประเทศในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ ประเทศจนี ได้
มกี ารรวมหนว่ ยงานตรวจปล่อยและหน่วยงานทีเ่ ก่ยี วข้องเขา้ ดว้ ยกันโดยหนว่ ยงานหลกั คือ ศลุ กากร
และมหี น่วยงานท่เี ข้าร่วม เชน่ หน่วยงานตรวจสอบพชื และสัตวท์ ่นี าเข้าและส่งออก กระทรวงพาณิชย์
สานักบรหิ ารภาษอี ากรแหง่ ชาติ และธนาคาร เปน็ ตน้ จดั ตั้งเป็นหนว่ ยประสานงาน (Liaison Body)
มกี ารจัดประชุมทุกปี โดยมหี ลกั การพื้นฐาน ดงั น้ี

(๑) ประสานงานโดยรฐั บาล
(๒) ใชฐ้ านข้อมูลรว่ มกัน
(๓) นา Dumbbell Shape Clearance Mode มาใช้
(๔) สง่ ข้อมลู เข้าระบบเพยี งครัง้ เดียว
(๕) One Stop Service
- ความร่วมมอื ระหว่างประเทศ
๑. โครงการนาร่อง CBM กับศุลกากรฮ่องกง (CBM Pilot with HK Customs)
ช่ือโครงการ “Shenzhen-HK Customs Operation” เริ่มตน้ ในปี พ.ศ.๒๕๔๘ ดาเนนิ การ ดงั น้ี
๑.๑ รวม Land Port Cargo Manifest เข้าดว้ ยกัน

๘ ศลุ กากร, กรม. “รายงานผลการศึกษาการบริหารจดั การชายแดนร่วมกัน (Coordinated Border
Management (CBM))”. ๒๕๕๗.

- ๒๘ -

๑ .๒ ต ร ว จ ร่ ว ม ( Trans - Customs Express Clearance Cooperation)
Co - Location Cooperation ในเขต Shenzhen Bay Port โดยการตรวจร่วมอยู่ในขณะท่ีมีการ
ตรวจและส่งขอ้ มลู รปู เอกซเรย์ รวมทง้ั มีการใช้ CCTV ร่วมกัน

๒. โครงการนาร่องกับศุลกากรคาซัคสถาน (CBM Pilot with Kazakhstan Customs)
ชอื่ โครงการ “China - Kazakhstan Joint Customs Control” เริ่มตน้ ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ดาเนนิ การ ดังน้ี

๒.๑ ใช้เอกสารรว่ มกนั
๒.๒ รับรองผลการตรวจร่วมกนั
๒.๓ Joint Border Control Operation

๓. โครงการนาร่องกับศุลกากรมองโกเลีย (CBM Pilot with Mongolian Customs)
ชอื่ โครงการ “China - Mongolian Joint Customs Control” อยู่ในระหวา่ งเตรียมการ ดังนี้

๓.๑ ใช้รปู แบบเดียวกนั กับโครงการนาร่องกบั ศุลกากรคาซัคสถาน
๓.๒ มคี ณะทางานประชุมในจุดผา่ นแดนตา่ ง ๆ
๓.๓ แลกเปลี่ยนแนวคิดเก่ียวกับระเบียบและรูปแบบในช่วงแรกของการดาเนินการ
(Loading List of Road Trucks)

๔. โครงการนารอ่ งกบั เวยี ดนาม (CBM Pilot with Vietnam Customs)
ช่ือโครงการ “Cross-Border Transport Agreement Between China and Vietnam” มีการ
ลงนามในข้อตกลงนี้ เมือ่ วนั ที่ ๒๐ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๕๐ ดาเนนิ การ ดังน้ี

๔.๑ กาหนดระยะเวลา (Working Hour) รว่ มกนั
๔.๒ ทางาน ๒๔ ช่วั โมง เม่อื มกี ารร้องขอจากทัง้ ๒ ฝ่าย
๔.๓ Single Window Inspection
นอกจากนี้ จีนมีโครงการเก่ียวกับ CBM ที่จะทาต่อเน่ืองไปในอนาคต เช่น China – EU
Smart and Secure Trade Lane Pilot Project และ China - US Validation Pilot Project เปน็ ต้น

กรณที ี่ ๒ ประเทศแคนาดา
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานชายแดนในประเทศ มีการจัดตั้ง Canadian Border

Service Agency (CBSA) ที่รวมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการข้ามแดนของสินค้าและคนเข้าสู่แคนาดา
ซ่งึ หน่วยงานเหล่านัน้ เดมิ กระจายอยูใ่ น ๓ องคก์ ร ได้แก่

(๑) The Customs programme อยูภ่ ายใต้ The Canada Customs and Revenue Agency
(๒ ) The Intelligence, Interdiction and Enforcement programme อยู่ ภ ายใต้
Citizenship and Immigration Canada
(๓ ) The Import Inspection at Ports of Entry programme อ ยู่ ภ า ย ใ ต้
The Canadian Food Inspection Agency
และในขณะเดียวกัน CBSA เป็นส่วนหน่ึงของ The Public Safety Canada ซ่ึงก่อต้ังใน ปี พ.ศ. ๒๕๔๘
เพื่อประสานงานกับหน่วยงานต่าง ๆ ที่ดูแลด้านความปลอดภัยของประเทศ การจัดการเหตุการณ์
ฉุกเฉิน การบังคับใช้กฎหมาย การตรวจสอบ การปูองกันอาชญากรรม และงานบริการเก่ียวกับ
ชายแดน

- ๒๙ -

กรณีท่ี ๓ ประเทศสหรัฐอเมรกิ า
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานชายแดนในประเทศสหรัฐอเมริกา ก่อนปี พ.ศ. ๒๕๔๔

การทาหน้าที่ตามแนวเขตแดน ถูกแบ่งเป็นหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงาน ต่อมาได้รวมเข้าเป็น
หน่วยงานเดียวกัน ภายใต้หลังคาเดียวกัน โดยหน่วยงานศุลกากรของสหรัฐฯ ประกอบด้วย
๔ หน่วยงาน ไดแ้ ก่

(๑) Immigration and Naturalization Service (Passenger Processing)
(๒) U.S. Customs Service (Protecting the borders at the port of entry)
(๓) U.S. Border Patrol (Protecting borders between ports of entry)
(๔ ) Animal Plant Health Inspection service (Inspection of Passengers and
Cargo for dangerous pets)
ในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้มีกฎหมายความมั่นคงแห่งมาตุภูมิ นามาซึ่งการก่อต้ังกระทรวง
ความมั่นคงภายในแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีหน้าที่หลักในการป้องกันเขตแดน โดยผลจากการควบรวม
หน่วยงาน ได้มีการแบ่งหน้าท่ตี ่าง ๆ ดงั น้ี
๑) สานักงานศุลกากรและป้องกันเขตแดน ทาหน้าท่ีเป็นหน่วยงานผู้ปฏบิ ัติงานแนวหน้า
จัดการเก่ียวกับการตรวจคนเข้าเมือง ศุลกากร และความร่วมมือทางการเกษตร และมีหน้าที่บังคับใช้
กฎหมายภายใตก้ ระทรวงความมน่ั คงภายในแห่งสหรฐั อเมริกา
๒) สานักงานตรวจคนเข้าเมืองและบังคับใช้กฎหมายทางศุลกากร มีหน้าท่ีในการ
ตรวจสอบ หน่วยบริหารรักษาความปลอดภัยในการขนส่ง มีหน้าที่รักษาความปลอดภัยระบบขนส่ง
และรักษาความปลอดภัยทางชายฝ่ัง และน่านน้าของประเทศ และเป็นส่วนหนึ่งของหน่วยงาน
อานวยการรักษาความปลอดภัยตามเขตแดน โดยยามชายฝ่ังของสหรัฐ เป็นส่วนงานเด่ียวภายใต้
โครงสรา้ งกระทรวงความมน่ั คงภายในแหง่ สหรัฐอเมริกา
ทั้งน้ี มีปัจจัยของความสาเร็จในการรวมหน่วยงาน ประกอบด้วย แรงผลักดันจาก
ทางการเมอื ง Tariff Act, Homeland Security Act, Safe Port Act และความร่วมมือจากหน่วยงาน
ต่างๆ เช่น หน่วยงานอาหารและยา กรมการค้า กระทรวงการต่างประเทศ กรมคลัง เป็นต้น และมีการนา
เทคโนโลยีลา่ สุดมาใช้อานวยความสะดวกการค้าและการทอ่ งเทย่ี วทีถ่ กู กฎหมาย ทั้งการตรวจสมั ภาระ
ผู้โดยสาร นาระบบ Advance Passenger Information System (APIS) และระบบ Global Entry
มาใช้หรือการตรวจสินค้ามีการนาระบบ Automated Targeting System ระบบ International
Trade Data System และระบบ Non - Intrusive Inspection System มาใช้ และเจ้าหน้าที่ท่ี
เก่ียวข้องได้รับการฝึกอบรมข้ันสูง เช่น เจ้าหน้าที่ศุลกากร ผู้เช่ียวชาญด้านเกษตร และหน่วยลาดตระเวน
ชายแดน เปน็ ต้น

กรณีที่ ๔ ตัวอย่างประเทศออสเตรเลีย
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานชายแดนในประเทศออสเตรเลีย เดือนธันวาคม พ.ศ. ๒๕๕๑

คาแถลงความมั่นคงแห่งชาติของนายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย นาไปสู่การเปล่ียนแปลงของศุลกากรและ
หน่วยงานด้านเขตแดน ศุลกากรเปล่ียนชื่อเป็น “ศุลกากรออสเตรเลยี และการบริการป้องกันเขตแดน”
และได้รับบทบาทนาในการปกป้องเขตแดน มีหน้าที่เก่ียวข้องกับการศุลกากรการตรวจคนเข้าเมือง
และการกักกัน เช่น การตรวจสอบเบ้ืองต้น ณ ท่าอากาศยานระหว่างประเทศและท่าเรือ ให้ความร่วมมือ

- ๓๐ -

ในการสนองตอบต่อภัยคุกคาม การเฝา้ ระวังทางทะเล เช่น ชาวประมงลกั ลอบขนส่ง และการประมงท่ี
ผิดกฎหมาย เป็นการจัดการส่วนใหญ่ โดยเจ้าหน้าที่ศุลกากรเป็นหลักในทุกวัน แต่ถ้าเป็นงานท่ีต้องการ
ความเช่ียวชาญมากข้นึ เจ้าหน้าที่ผมู้ ีความรู้ความสามารถ จะต้องเข้ามามีบทบาทนา (เช่น ในกรณีที่มี
ข้อสงสัยเก่ยี วกับความถูกตอ้ งของหนังสือเดินทาง กรมตรวจคนเข้าเมอื ง ต้องเข้ามาช่วยในการตรวจสอบ)
จัดการด้านการรักษาความปลอดภัยของพรมแดนประเทศออสเตรเลียซึ่งทางานอย่างใกล้ชิดกับ
หน่วยงานราชการอ่ืน และหน่วยงานระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างย่ิง ตารวจสหพันธ์ออสเตรเลีย
หน่วยกักกันและหน่วยบริการตรวจสอบออสเตรเลีย กรมตรวจคนเข้าเมืองและพลเมือง และ
กรมป้องกันเพื่อตรวจจับและป้องกันการเคลื่อนย้ายสินค้าท่ีผิดกฎหมายและการข้ามเขตแดน
(ศลุ กากรออสเตรเลยี และการบรกิ ารปอ้ งกันเขตแดน พ.ศ. ๒๕๕๔)

กรณีท่ี ๕ ตวั อย่างประเทศนวิ ซีแลนด์
ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานชายแดนในประเทศประเทศนิวซีแลนด์ ใช้รูปแบบท่ี

เรียกว่า Border sector cooperation and collaboration ประกอบด้วย ๓ หน่วยงานหลักที่มี
อานาจในการควบคุมบริเวณชายแดน คือ New Zealand Customs Service, The Ministry of
Agriculture and Forestry และ The Immigration Service in the Department of Labour และมีอีก
๓ หน่วยงานท่ีเกี่ยวข้องกับการดาเนินการบริเวณชายแดน ได้แก่ The Ministry of Transport, The
Department of Internal Affairs และ The New Zealand Food Safety Authority ยุทธศาสตร์
ด้านเขตแดน สาหรับปี พ.ศ. ๒๕๕๑ - ๒๕๕๖ คือ“การสร้างกรอบความร่วมมือระหว่างหน่วยงาน
ชายแดน” เพื่อกาหนดขอบเขตงานร่วมกันของหน่วยงานชายแดน การค้าแบบหน้าต่างเดียว
การอานวยความสะดวกผู้โดยสารโดยพัฒนาการบริหารความเส่ียง การสร้างความเช่ือม่ันด้วย
อัตลักษณ์ท่ีแข็งแกร่งสาหรับทกุ ภาคส่วนของรัฐบาลที่เกี่ยวกับการเดินทางเขา้ ออกพรมแดน และสร้าง
ขีดความสามารถการทางานโดยใชข้ อ้ มูลจากทุกหนว่ ยงาน

ดา้ นเขตแดน เม่ือได้กาหนดวัตถุประสงค์ร่วมกันและแนวทางการทางานแล้ว นิวซีแลนด์
ได้นาแนวทางของรัฐบาลท่ีเกี่ยวกบั การบรหิ ารจัดการชายแดนมาใช้ โดยที่ไม่รวมหนว่ ยงานเข้าด้วยกัน
อย่างไรก็ตาม หน่วยงานเหล่าน้ันยังคงทางานร่วมกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายส่วนรวม การจัดตั้ง
ศูนย์บริการชายแดนแบบเบ็ดเสร็จ (One - Stop Border Post: OSBP) เป็นวิธีบริหารจัดการของ
ประเทศเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน เพ่ืออานวยความสะดวกในการผ่านแดน OSBP น้ีจะต้อง
ดาเนินการภายใต้ความร่วมมือและความไว้วางใจซ่ึงกันและกัน การแลกเปล่ียนข้อมูลและดาเนินการ
ร่วมกันจะก่อให้เกิดระบบการบริหารความเส่ียงที่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม OSBP จะมีประเด็นทาง
กฎหมายที่เก่ียวข้องอยู่ ๒ ประการ คือ การบังคับใช้กฎหมายบนดนิ แดนของประเทศอื่นและการยินยอม
ให้ มีการบงั คับใชก้ ฎหมายของประเทศอนื่ ในดนิ แดนของตนเอง

แนวทางการบรหิ ารจดั การชายแดนของยโุ รป
การเคล่ือนไหวของผู้คนและสินค้าข้ามชายแดนภายในยุโรปเป็นหนึ่งในความสาเร็จ

ของการรวมยุโรป ในขณะท่ีประเทศสมาชิกยังคงรับผิดชอบในการควบคุมพรมแดนของตัวเอง
นโยบายเพื่อการบริหารจัดการแบบบูรณาการตามแนวชายแดนยุโรปเป็นสิ่งสาคัญท่ีจะประสาน
คลังข้อมูลกฎหมายที่หลากหลาย วิธีการดาเนินงานและความสามารถด้านเทคนิค ต้ังแต่เร่ิมใช้
สนธิสัญญาเชงเก้น (Schengen Treaty) ปี พ.ศ. ๒๕๒๘ ระบบขนาดใหญ่หลายระบบมีการวาง

- ๓๑ -

แนวทางทางสู่การสร้างวิธีการแบบบูรณาการในการบริหารจัดการพรมแดนของสหภาพยุโรป
ตัวอย่างเช่น ระบบสารสนเทศเชงเก้น ( Schengen Information System - SIS) I และ II, และระบบ
สารสนเทศเพ่ือการขอวีซ่า (the Visa Information System - VIS) โดยเม่ือเดือนกุมภาพันธ์ ปี พ.ศ.
๒๕๕๑ มีการประชุมประชาคมเศรษฐกิจยุโรป เพื่อร่วมกนั แสวงหาแนวทางดาเนินการ "ข้ันตอนต่อไป
ในการบริหารจัดการชายแดนของสหภาพยุโรปแบบบูรณ าการ" (next steps in border
management in the European Union) การจัดการชายแดนแบบบูรณาการของสหภาพยุโรป
(The Integrated Management of EU Borders) อาศัยการแลกเปลี่ยนข้อมูล (ท้ังสาหรับการ
ตรวจสอบและเฝ้าระวัง) ที่ประเทศสมาชิกต้องประสานงานและทางานร่วมกันมากขึ้น ระหว่างระบบ
ระดับชาติและเครือข่ายท่ีอาจจะเป็นประโยชน์ร่วมกัน ซึ่งมีอิทธิพลต่อโครงสร้างของระบบสารสนเทศ
(Information System Architectures) และวิธีการ (Procedures) อย่างไรก็ตาม ปัญหาการดาเนินงาน
ของสหภาพยุโรปเกิดจากความแตกต่างทางวัฒนธรรมและเทคนิคทางกฎหมายที่เช่ือมโยงกับระบบ
เดิมและเครือข่ายสาาหรบั อุปสรรคในประเทศนอกสหภาพยโุ รปอ่นื ๆ (เช่น สหรฐั อเมริกา) มีการใชง้ าน
ระบบสารสนเทศขนาดใหญ่ท่ีคล้ายกัน เป็นการฝ่าฟนั อุปสรรคทางการเมืองและทางเทคนคิ นอกจากนี้
เร่ืองของอานาจอธิปไตย (sovereignty) และกิจกรรมการดาเนินงานส่วนท้องถ่ินมีข้อจากัด สาหรับ
ระบบการควบคุมชายแดนแบบครบวงจร (one - stop border control system) ประเทศสมาชิก
ควรปรับปรุงการทางานและการข้อมูลร่วมกันอย่างยืดหยุ่นเพื่อให้หน่วยงานชายแดนท่ีจะบังคับใช้
กฎหมายทอ้ งถิน่ และจดั ลาดบั ความสาคญั ใช้ทรพั ยากรของประเทศให้เปน็ ไปในทิศทางเดียวกับสหภาพ
ยุโรป การปรับปรุงการรักษาความปลอดภัยของการจัดการชายแดนในยุโรปและอานวยความสะดวก
การเคล่ือนย้ายของผูค้ นและสินคา้ EOS แนะนาใหด้ าเนนิ การ ดังน้ี

๑. ความร่วมมือในการแต่งตั้ง "คณะทางานเฉพาะกิจตรวจสอบชายแดนสหภาพยุโรป (EU
Border Checks Task Force)" เพ่ือหาวิธีการในการพัฒนาและเตรียมความพร้อม "แนวคิดการ
ควบคมุ ชายแดนครบวงจรแบบบูรณาการ (one-stop integrated border control concept)"

๒. การก่อตั้งกองทุนในสหภาพยุโรป (EU funded Programme) เพ่ือการออกแบบ
พัฒนาและดาเนินการระบบการบริหารจัดการแบบบูรณาการเพื่อการควบคุมพรมแดน และใช้
ประโยชนจ์ ากทขี่ อ้ เสนอแนะของ "คณะทางานเฉพาะกจิ ตรวจสอบชายแดนสหภาพยุโรป"

๓. เพ่ือสนับสนุนการออกแบบและการพัฒนาโครงสร้างของสหภาพยุโรปสาหรับการ
ตรวจสอบชายแดนซ่ึงประกอบด้วยคาอธิบายอ้างอิงและกรอบงานของสหภาพยุโรป (Reference
Solutions and Building Blocks)

๔. เพื่อเสริมสร้างการทางานร่วมกันและมาตรฐานของการจัดการชายแดนเครื่องมือ
และกระบวนการในการเสริมสร้างประสทิ ธิภาพของกระบวนการแบ่งปันข้อมูลรว่ มกันระหวา่ งประเทศ
สมาชิก

๕. เพื่อสนับสนุนความก้าวหน้ากิจกรรมการดาเนินงานบริหารจัดการชายแดนสหภาพ
ยุโรปแบบบูรณาการและโครงสร้างการตรวจสอบบริเวณชายแดนของสหภาพยุโรป ด้วยคาอธิบาย
อ้างอิงของสหภาพยุโรป (EU Reference Solutions)

- ๓๒ -

กรณที ี่ ๖ ประเทศสหราชอาณาจักร
หน่วยงานสรรพากรและศุลกากรแห่งสหราชอาณาจักร ก่อตั้งข้ึน ในปี พ.ศ. ๒๕๔๘

โดยการควบรวมหลายหน่วยงาน คือ กรมสรรพากร กรมศุลกากร และกรมสรรพสามิต ซ่ึงทางานด้าน
การสืบสวน และด้านข่าวกรอง ของศุลกากร และสรรพสามิต ที่เก่ียวข้องกับการค้ายาเสพติดร้ายแรง
และการเรียกคืนสินทรัพย์ทางอาญา ไปสู่หน่วยงานจัดการความผิดอาญาร้ายแรง ในปี พ.ศ. ๒๕๕๐
รัฐบาลประกาศการจัดต้ังหน่วยงานด้านเขตแดนแห่งสหราชอาณาจักร มีการจัดเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ
ในการปฏิบัติงานตามเขตแดน ด้านการควบคุมการตรวจคนเข้าเมือง และวีซ่าการทางานใน
ตา่ งประเทศ โดยกอ่ ตั้งขึ้นในรปู แบบจาลอง ในเดอื นเมษายน ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีวัตถปุ ระสงค์เร่งด่วนใน
การรักษาความปลอดภัยทางเขตแดนของสหราชอาณาจักรและการควบคุมการเข้าออกประเทศเพ่ือ
ประโยชน์ของชาติ ได้รับสถานะเป็นหน่วยงานบริหารอย่างเต็มรูปแบบ เมื่อวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ.
๒๕๕๒ มีหน้าที่หลักเก่ียวกับการทางานของศุลกากรทางเขตแดน มีการทางานสนับสนุนเป้าประสงค์
เชิงยุทธศาสตร์ของหน่วยงานสรรพากรและศุลกากรแห่งสหราชอาณาจักร โดยมีพื้นที่จานวนมากที่
ยังคงรับผิดชอบนโยบายสาหรับกิจกรรมด้านเขตแดน และในประเด็นนี้ หน่วยงานด้านเขตแดนแห่งส
หราชอาณาจักรจะทาหน้าที่อานวยความสะดวกประสานงานร่วมกันเป็นพันธมิตร มีคณะกรรมการ
ตรวจสอบการดาเนินงานและมีความสมั พันธท์ ขี่ ยายเพ่มิ ข้ึนระหวา่ งสององคก์ ร

กรณีที่ ๗ ประเทศนอร์เวย์
- ความร่วมมือระหวา่ งหน่วยงานชายแดนในประเทศ
หน่วยงานศุลกากรนอร์เวย์ปฏิบัติหน้าท่ีควบคุมแทนหน่วยงานอ่ืนด้วย เช่น Food

Security, Protection of Animal and Human Diseases, Weapon and Security Threats,
Medicines, และ Immigration matter Automated Declaration Systems เป็นระบบสนับสนุน
การร่วมมือระหว่างหน่วยงาน เช่น ส่งข้อมูลอตั โนมตั ไิ ปยังสานกั งานสถิติแห่งชาติ หน่วยงานเกษตร นา
ข้อมูลไปใช้จัดลาดับการนาเข้า ราคา หรือกาหนดวิธีการตรวจสอบจากข้อมูลการนาเข้าและเส้นทาง
การขนส่ง มีความท้าทาย ในเร่ืองข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานถือเป็นเง่ือนไขที่ระบุไว้ล่วงหน้า
สาหรับการร่วมมือกันและการแบ่งอานาจหน้าที่ รวมทั้งโครงสร้างด้านกฎหมายที่เปล่ียนไปทาให้เกิด
ความเปล่ียนแปลง เช่น เจา้ หน้าท่ีศุลกากรมีอานาจหนา้ ทใ่ี ช้กฎหมายในนามหน่วยงานอื่น

- ความร่วมมือระหวา่ งประเทศ
กฎหมายพืนฐานสาหรับการมอบหมายของหน้าที่ : กรณขี องประเทศนอร์เวย์ สวีเดน
และฟินแลนด์ การก่อต้ังเริ่มจากสวีเดนและฟินแลนด์มีความตกลงกันในปี พ.ศ. ๒๕๐๒ ว่าประเทศท้ังสอง
สามารถปฏิบัติพิธีการและบังคับใช้กฎหมาย ณ บริเวณชายแดนในนามของอีกประเทศหนึ่งได้
เม่ือสวีเดนและฟินแลนด์เข้าเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป (European Union : EU) ข้อตกลงจึงได้มีการ
ปรับเปล่ียนให้รวม EU และนอร์เวย์เป็นประเทศท่ี ๓ ด้วย ท้ังน้ีตั้งอยู่บนหลักการที่ว่าการตรวจสอบ
และการผา่ นพธิ ีการควรกระทาในเพยี งจดุ เดยี ว โดยมาตรา ๓ ในข้อตกลง ระบุไว้ว่า เจา้ หน้าท่ีศลุ กากร
นอร์เวยจ์ ะตอ้ งไดร้ ับอนุญาตให้ดาเนินการในนามของเจ้าหน้าที่ศุลกากรประเทศฟินแลนดห์ รือประเทศ
สวเี ดนทั้งการตรวจสอบและพธิ ีการทางศุลกากรสาหรับสินค้าภายใต้กฎระเบยี บ ทางศุลกากรของประชาคม
ที่จะนาเข้า ส่งออก และผ่านแดนภายใต้ขั้นตอนทางศุลกากรสาหรับสินค้าระหว่างประชาคมและ
ประเทศนอรเ์ วย์เม่ืออ้างถึงข้อตกลงน้ี ทุกประเทศได้ออกกฎหมายภายในเพ่ือท่ีจะให้ข้อตกลงดังกล่าว

- ๓๓ -

มีผลบังคับใช้ ตัวอย่างเช่นกฎระเบียบท่ีออกในปี พ.ศ. ๒๕๔๕ และคาสั่งของศุลกากรสวีเดนเกี่ยวกับ
วิธีการบังคับใช้กฎหมายพื้นฐาน อธิบายหน้าที่ของเจ้าหน้าท่ีศุลกากรสวีเดนเม่ือทาหน้าที่
ในนามของศุลกากรนอร์เวย์ในอาณาเขตประเทศสวีเดน หรือในอาณาเขตประเทศนอร์เวย์ เช่น
การตรวจสินค้า การบังคับใช้กฎหมาย การยึดทรัพย์ อานาจทางกฎหมายสาหรับการจับกุมผู้กระทา
ความผิด ฯลฯ ดงั นน้ั ประเทศสวเี ดนจึงสร้างกรอบการทางานทางกฎหมายทเ่ี ชอื่ ถือไดส้ าหรับข้อตกลง
ในการดาเนินการ และเห็นว่าสานักงานร่วมเพื่อปฏิบัติงานบริเวณชายแดนระหว่าง ๒ ประเทศ ควรมี
เพียงแค่ ๑ แหง่ ในประเทศใดประเทศหนึ่งเท่าน้ัน เพราะการต้ังสานักงานรว่ มบริเวณชายแดน ๒ แห่ง
แตม่ ีเจา้ หน้าท่ขี องทงั้ สองประเทศและอปุ กรณท์ ุกอยา่ งเหมือนกนั ถือเปน็ สิ่งไม่จาเป็นโดยมีการกาหนด
เงื่อนไขล่วงหน้าสาหรับความร่วมมือ ให้มี Front/Back Office ระหว่าง ๒ ประเทศ ทาให้ศุลกากรมี
อานาจปฏิบัติงานในนามหน่วยงานอ่ืนได้ ส่วน Back Office คือ ผู้ร่างกฎหมายและนโยบาย สาหรับ
ข้อตกลงจัดต้ังหน่วยงานร่วมระหว่างศุลกากรและ National Back Office หน่วยงานบังคับใช้
กฎหมายมักจะอยู่ในสังกัดเดิม ในขณะท่ีศุลกากรมีอานาจเกี่ยวกับการปฏิบัติพิธีการข้ามแดนและการ
ควบคุม และให้ขยายความร่วมมือ การเจรจา และขอ้ ตกลงไปยังภาคเอกชนดว้ ย สาหรับกรณีตัวอย่าง
การนาเขา้ ส่งออกระหวา่ งกัน มดี งั น้ี

(๑) การส่งออกจาก EU เข้านอร์เวย์ ในกรณีน้ีนอร์เวย์ตรวจสอบ และเป็นการผ่าน
พิธกี ารนาเข้าของนอรเ์ วย์

(๒) การส่งออกจากนอร์เวย์เข้า EU (ผ่านสวีเดน) ในกรณีน้ีสวีเดนทาการตรวจสอบและ
ปฏบิ ัติพธิ ีการขาออกและในขณะเดยี วกนั สวเี ดนปฏิบตั พิ ิธีการขาเขา้ EU เชน่ กัน

ท้ังน้ี กฎหมายให้อานาจเจ้าหน้าท่ีทางานในอีกประเทศหนึ่งเสมือนว่าทางานในประเทศ
ตนเอง และไมจ่ าเป็นตอ้ งมีการแจ้งผลการตดั สนิ ใจใหอ้ ีกฝา่ ยทราบล่วงหน้า

กรณีท่ี ๘ สานกั งานทต่ี ังขา้ งกนั ในประเทศทีน่ าเข้า: ชายแดนประเทศสวติ เซอรแ์ ลนด์ – ประเทศฝรง่ั เศส
การเป็นประเทศท่ีไม่มีทางออกสู่ทะเล ทาให้ประเทศสวติ เซอร์แลนด์ได้จัดตั้งสานักงานที่ตั้ง

ข้างกันข้ึนหรือเหมือนกันท่ีชายแดนดินแดนมานานกว่าส่ีทศวรรษ ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ได้ข้อสรุปการ
ประชุมระหว่างรัฐบาลและความตกลงทวิภาคีกับฝุายปกครองของประเทศเพ่ือนบ้านเพ่ือให้สอดคล้องกับ
หลักการของสิทธินอกอาณาเขตสาหรับเจ้าหน้าท่ีของประเทศท่ีจะทางานเต็มศักยภาพที่สานักงานท่ีต้ัง
ข้างกันในดินแดนของประเทศอ่ืนๆ ตัวอย่างเช่นการประชุมทวิภาคีในปี พ.ศ. ๒๕๐๓ ระหว่างประเทศ
สวิตเซอร์แลนด์และประเทศฝรั่งเศส ได้ออกกฎหมายพื้นฐานท่ีจะสร้างสานักงานที่ต้ังข้ึน มาตรา ๑ ของ
อนุสัญญาระบุว่า เจ้าหน้าท่ี เจ้าหน้าท่ีศุลกากรสวิส จะต้องมีอานาจในการปฏิบัติหน้าท่ี ในดินแดนของ
ฝรั่งเศสและเจ้าหน้าที่ศุลกากรฝร่ังเศสจะได้รับอนุญาตในการปฏิบัติหน้าที่ ในดินแดนของชาวสวิสซ่ึงกัน
และกัน ตามมาตราที่ ๑ ของอนุสัญญาสานักงานท่ีต้ังข้างกันขึ้นในพื้นที่เจนีวาได้รับการจัดตั้งข้ึนโดยการ
แลกเปล่ียนของบันทึกทางการทูตในปี พ.ศ. ๒๕๓๙ หากไม่รวมถึงการขนส่งผู้โดยสาร การค้า และการ
ขนส่งสินค้ามีการดาเนินการท่ีสานักงานที่ตั้งข้างกันอยู่ในประเทศขาเข้าท่ีสานักงานศุลกากรสวิสและ
สานักงานศุลกากรฝรั่งเศสจะอยู่เคียงข้างกัน เช่น คนขับรถบรรทุกสินค้าจากประเทศฝร่ังเศสยื่น
ใบขนสินค้าขาออกและเอกสารท่ีเกี่ยวข้องไปให้กับสานักงานศุลกากรฝรั่งเศส ของสานักงานท่ีตั้งอยู่
ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ หลังจากเสร็จส้ินพิธีการศุลกากรขาออก ก็จะเดินไปยังสานักงานศุลกากรสวิส
ท่ีอยใู่ นอาคารเดยี วกันเพื่อปฏิบตั ิพธิ ีการศุลกากรขาเข้า ในกรณีทจ่ี าเป็นตอ้ งมีการตรวจสอบใดๆ

- ๓๔ -

สถานการณ์การจัดอันดับการอานวยความสะดวกทางการคา้ ของประเทศไทย

ในการจัดอันดับประสิทธิภาพในการอานวยความสะดวกทางการค้า (Trading Across
Borders) ของธนาคารโลก (World Bank) ประเมินประสิทธิภาพในการอานวยความสะดวกทาง
การค้าของ ๑๘๙ ประเทศท่ัวโลก โดยวัดจากเวลาและค่าใช้จ่าย (ไม่รวมภาษี) ในการส่งออกและ
นาเข้าสนิ คา้ ทางเรือใน ๔ ขัน้ ตอน ได้แก่

๑) การจดั เตรียมเอกสาร
๒) กระบวนการด้านพธิ กี ารศลุ กากรและการตรวจสอบ
๓) การขนส่งภายในประเทศ และ
๔) การเคลอ่ื นยา้ ยสินค้าภายในท่าเรือ

ตารางท่ี ๒-๑ ตารางแสดงประสทิ ธิภาพในการอานวยความสะดวกทางการค้า (Trading across border ๒๐๑๕)

ตารางที่ ๒-๒ ตารางแสดงประสิทธภิ าพในการอานวยความสะดวกทางการคา้ ของประเทศไทย

ทม่ี า http://www.commercethaiusa.org/

- ๓๕ -

จากตารางท่ี ๒-๑ และ ๒-๒ แสดงประสิทธิภาพในการอานวยความสะดวกทางการค้า
พบว่าในปี ๒๕๕๘ ประเทศสิงคโปร์ถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่มีประสิทธิภาพในการอานวยความ
สะดวกทางการค้าสูงที่สุดเป็นอันดับ ๑ เป็นระยะเวลาติดต่อกันถึง ๘ ปี ตามด้วยประเทศฮ่องกง และ
ประเทศเกาหลีใต้ สาหรับประเทศไทยถูกจัดให้อยู่ในอันดับท่ี ๓๖ ซ่ึงตกลงอย่างต่อเนื่องนับต้ังแต่ปี
๒๕๕๔ (อันดับที่ ๑๒) และในปี ๒๕๕๗ (อันดับท่ี ๒๔) ซ่ึงการท่ีประสิทธิภาพในการอานวยความ
สะดวกทางการค้าของไทยลดลงอาจมีผลกระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของไทย โดยผล
การศึกษาของธนาคารโลก (World Bank) สาหรับประเทศเขตเศรษฐกิจเอเปค พบว่าการลด
ระยะเวลาในการส่งออกลงครึ่งหนึ่งจะสามารถช่วยให้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) มีส่วน
แบ่งในการส่งออกต่อการค้าทั้งหมดเพิ่มข้ึนระหว่างรอ้ ยละ ๑.๖ – ๔.๕ ในขณะเดียวกัน ผลการศึกษา
ขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Co-
operation and Development - OECD) และองค์การการค้าโลก (WTO) พบว่าความล่าช้าใน
กระบวนการส่งออก ๑ วนั จะมีผลให้การส่งออกลดลงได้อย่างน้อยรอ้ ยละ ๑๙ ดังนั้น ประเทศไทยควร
ปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการในการนาเข้า-ส่งออก ในเรื่องการจัดเตรียมเอกสาร
กระบวนการด้านพิธีการศุลกากรและการตรวจสอบ การขนส่งภายในประเทศ และการเคลื่อนย้าย
สินค้าภายในท่าเรือ เพื่อเป็นการอานวยความสะดวกทางการค้า ซ่ึงจะเป็นการเพ่ิมขีดความสามารถ
ทางการแขง่ ขันของประเทศได้

สรุป

การบูรณาการและเช่ือมโยงข้อมูลภาครัฐท่ีเกี่ยวข้องกับการให้บริการนาเข้า-ส่งออก
มีความจาเป็นต้องศึกษากรอบข้อตกลงความร่วมมือระหว่างประเทศ ท้ังในส่วนของสาหรับองค์การ
การค้าโลก (World Trade Organization, WTO) คือความตกลงว่าด้วยการอานวยความสะดวกทาง
การค้าหรือที่เรียกกันว่า Trade Facilitation Agreement (TFA) ที่เป็นเร่ืองหลักสามารถนาความตกลง
TFA มาปฏิบัติให้มีผลบังคับใช้ได้จริงย่อมจะส่งผลช่วยเพ่ิมปริมาณการค้าของโลกให้เพ่ิมสูงขึ้นได้
สาหรับกรอบความตกลงสาคัญในภูมิภาค ได้แก่ กรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาค
ลุ่มแม่น้าโขง (Greater Mekong Sub-Region: GMS) ถือเป็นความร่วมมือสาคัญในการเชื่อมโยงและ
พัฒนาเส้นทางเศรษฐกิจภายในภูมิภาคอินโดจีน ท้ังในด้านโครงสร้างพ้ืนฐานและกฎระเบียบต่างๆ
โดยเฉพาะการพัฒนาเส้นทางตามแนวระเบียงเศรษฐกิจ (Economic Corridor) ซ่ึงในด้านภูมิศาสตร์
แล้วประเทศไทยมีความได้เปรียบในการเป็นศูนย์กลางของแนวระเบียงเศรษฐกิจ โดยประเทศสมาชิก
อนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขง ได้ร่วมกันพัฒนากฎระเบียบเพ่ืออานวยความสะดวกในการขนส่งข้ามแดน
โดยการจัดทาความตกลงว่าด้วยการขนส่งข้ามพรมแดนในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้าโขง (GMS Cross-
Border Transport Agreement: CBTA) ซึ่งเป็นมาตรการสาคัญในการอานวยความสะดวกในการ
ขนส่งและผู้โดยสาร โดยการลดข้ันตอนพิธีการ ตลอดจนข้อจากัดและอุปสรรคต่างๆ เพ่ือให้การขนส่งมี

๙ “การอานวยความสะดวกทางการค้าและแนวทางการพัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขัน
ของไทย” (ออนไลน์). เข้าถึงได้จาก : http://www.commercethaiusa.org/oca/wp-content /uploads/PDF/
Competitiveness_CustomsMutualAssistanceAgreement.pdf, ๒๕๕๘.

- ๓๖ -

ความสะดวก รวดเรว็ และสามารถทาการขนสง่ ระหว่างกันได้โดยไม่ต้องมีการขนถา่ ยทีบ่ ริเวณชายแดน
และมีการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน (Coordinated Border Management (CBM)) หมายถึง
ลักษณะการปฏิบัติงานร่วมกันของศุลกากรและหน่วยงานต่างๆ ท่ีมีอานาจหน้าที่ตามแนวชายแดน
ทั้งในระดบั ภายในประเทศและระหวา่ งประเทศ

อย่างไรก็ดีประเทศไทยมปี ัญหาในด้านกฎหมายและระเบียบท่ีเกี่ยวข้อง กระบวนงานใน
การนาเข้า-ส่งออก นอกจากท่ีผู้นาเข้า-ส่งออกจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายศุลกากรแล้ว ยังต้องอยู่
ภายใต้กฎหมายที่มีมาตรการควบคุมการการนาเข้าและการส่งออกด้านความม่ันคง ด้านสังคมและ
ส่ิงแวดล้อมที่มีความร้ายแรง และกฎหมายเก่ียวกับการควบคุมเพ่ือส่งผ่านหรือนาผ่านราชอาณาจักร
ด้านอ่ืนๆ แต่เมื่อศึกษาเปรียบเทียบจากการให้บริการภาครัฐในการนาเข้า – ส่งออก ของต่างประเทศ
มีการนาแนวทางการบริหารจัดการชายแดนร่วมกัน (Coordinated Border Management: CBM)
มาเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการ เพื่อเป็นการอานวยความสะดวก ทาให้กระบวนการนาเข้า–
ส่งออกมีประสิทธิภาพยิ่งข้ึน แนวทางบริหารจัดการ CBM ภาครัฐจะมีการบริหารจัดการเร่ือง
เชิงสถาบัน (Institutional Arrangement) ของศุลกากร เป็นการปรับปรุงโครงสร้างของหน่วยงาน
เพื่อให้หน่วยงานชายแดนทางานร่วมกันเบ็ดเสร็จในจุดเดียว หรืออาจเป็นการรวมหน่วยงานชายแดน
ตา่ ง ๆ เข้าด้วยกันเพ่ือลดจานวนหนว่ ยงานชายแดน ท้งั น้ี ศุลกากรของแต่ละประเทศจะอย่ภู ายใตก้ าร
กากับดูแลของหน่วยงานแตกต่างกันไป เช่น อยู่ภายใต้การกากับดูแลของกระทรวงการคลัง หรือเป็น
หน่วยงานอิสระที่ขึ้นตรงกับผู้นารัฐบาล หรืออยู่ภายใต้หน่วยงานจัดเก็บรายได้ หรืออยู่รวมกับ
หน่วยงานรักษาความปลอดภัยบริเวณชายแดน หรืออยู่ภายใต้กระทรวงกลาโหม ทั้งนี้เพื่อเป้าหมาย
หลักเดียวกันในการการบูรณาการ เชื่อมโยงข้อมูลระบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อให้เกิดการพัฒนา
ระบบการอานวยความสะดวกทางการค้า (Trade Facilitation Enhancement)

บทท่ี ๓

รูปแบบการใหบ้ รกิ ารของภาครัฐในการนาเขา้ -ส่งออก

การเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ ผ่านการบูรณาการการให้บริการของ
ภาครฐั อย่างมีประสทิ ธิภาพ เพ่ือให้การบรกิ ารภาครฐั เป็นไปอย่างรวดเร็ว โดยการปรับปรงุ รูปแบบการ
ให้บริการมิให้เกิดการซ้าซ้อน การเช่ือมโยงข้อมูลและขั้นตอนการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ
รวมทั้งฐานข้อมูลท่ีกระจายอยู่ตามหน่วยงาน โดยน้าระบบเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้เพื่อให้เกิด
การเช่ือมโยงข้อมูลภาครัฐ และการส่งเสริมในส่วนของภาคเศรษฐกิจดิจิทัลส้าหรับภาคธุรกิจ เพ่ือให้
ทุกภาคส่วนทั้งภาครฐั และเอกชนมีการใช้ดิจิทัลรองรบั การท้าธรุ กรรมท่ีต้องเชื่อมโยงกนั อย่างครบวงจร

นโยบายดจิ ทิ ลั เพื่อเศรษฐกจิ และสังคม (Digital Economy)

นโยบายดิจิตัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นนโยบายท่ีมีความส้าคัญ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ
การน้าเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ให้เข้ากับกิจกรรมทางเศรษฐกิจและสังคมการขับเคล่ือน
เข้าสู่ความเป็นดิจิทัลมีความส้าคัญต่อการพัฒนาประเทศในทุกๆ ด้าน โดยเฉพาะการพัฒนาธุรกิจ
การสื่อสารของประเทศไทยในอนาคต ที่จ้าเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานดิจิทัล
ประกอบด้วย โครงสร้างพ้ืนฐานด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) โทรคมนาคม (Telecommunication) และ
การแพร่ภาพกระจายเสียง (Broadcast) รวมท้ังการหลอมรวมของเทคโนโลยี (Convergence) ท้ังสามด้าน
ทีเ่ ป็นนวตั กรรมใหม่ในการพัฒนาดจิ ิทัลเพือ่ เศรษฐกิจและสังคม โดยมีเป้าหมายการครอบคลุมทกุ พ้ืนท่ี
การมีขนาดท่ีพอเพียงกับการใช้งาน มีเสถียรภาพท่ีม่ันคงในราคาที่เหมาะสม เพ่ือเป็นพ้ืนฐานไปสู่
การต่อยอดกจิ กรรมการพัฒนาประเทศทง้ั ด้านเศรษฐกจิ และสงั คมท่ีมีประสทิ ธิภาพสงู สดุ ๑

แนวทางขบั เคลือ่ นกรอบยุทธศาสตรด์ จิ ทิ ลั เพือ่ เศรษฐกจิ และสงั คม ดังน้ี
๑. การพฒั นาโครงสร้างพน้ื ฐานดจิ ทิ ัล (Hard Infrastructure)

ประเทศไทยจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลต่อไปจนถึงเป้าหมายการครอบคลุม
ทุกพื้นที่ การมีขนาดท่ีพอเพียงกับการใช้งาน มีเสถียรภาพท่ีม่ันคง ในราคาที่เหมาะสม เพื่อเป็นพื้นฐาน
ไปสู่การต่อยอดกิจกรรมการพัฒนาประเทศท้ังด้านเศรษฐกิจและสังคมที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยรัฐจะ
เร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อให้โครงข่ายการสื่อสารครอบคลุมท่ัวประเทศในระดับหมู่บ้าน มีขนาด
เพียงพอต่อการใช้งานมีเสถียรภาพในราคาท่ีเหมาะสม ท้าให้ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการส่ือสาร
หรือบรอดแบนด์ความเร็วสูงมากที่มีเสถียรภาพและมีราคาถูกที่พร้อมให้บริการส้าหรับธุรกิจต่างชาติ
ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทยทั้งในธุรกิจ ICT เอง (เช่นการมาต้ัง data center การให้บริการ Cloud
Computing การมารว่ มทุนในธุรกิจโทรคมนาคม และซอฟต์แวร์แอพพลิเคช่ัน ฯลฯ) หรือธุรกิจอ่ืนๆ ท่ีใช้
ประโยชนจ์ ากการสื่อสารที่มีคณุ ภาพในการเช่ือมต่อกับโลก

๑ “นโยบายดิจทิ ลั เพือ่ เศรษฐกจิ และสังคม (Digital Economy)” (ออนไลน)์ . เขา้ ถึงได้จาก : http://
www.mict.go.th/view/1/Digital%20Economy, ๒๕๕๘.

- ๓๘ -

๒. การสร้างความม่ันคงปลอดภัย และความเชื่อม่ันในการท้าธุรกรรมด้วยเทคโนโลยี
ดิจิทลั (Soft Infrastructure)

โดยภาครัฐจะเร่งทบทวน ปรับปรุง ยกร่างกฎหมายที่เก่ียวข้องกับการพัฒนา
เศรษฐกิจดิจิทัลทุกฉบับ โดยมีกฎหมาย กฎระเบียบด้านการลงทุนและก้ากับดูแลด้านโทรคมนาคม
(และอินเทอร์เน็ต) ที่ทันสมัย เป็นธรรมต่อทุกฝ่าย รวมถึงมีกฎหมาย กฎระเบียบ และแนวทางปฏิบัติ
ท่ีชัดเจนในเรื่องความม่ันคงปลอดภัยของระบบดิจิทัล และการคุ้มครองข้อมูลประเภทต่างๆ เป็นการ
เพ่ิมความเชอ่ื มน่ั และสรา้ งบรรยากาศทด่ี ี เพอื่ ดงึ ดดู นักลงทนุ จากต่างประเทศ

๓. โครงสรา้ งพน้ื ฐานเพือ่ ส่งเสรมิ การใหบ้ รกิ าร (Service Infrastructure)
นอกจากการพัฒนาประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานการให้บริการที่ครอบคลุม และ

มีมาตรฐาน เพ่ือส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมบริการผ่านระบบดิจิทัลต่างๆ ของทั้งภาครัฐ และเอกชน
ได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุณภาพสูงมาก โดยมีต้นทุนต้่ากว่าเดิมมาก ส่ิงที่จ้าเป็นต้องด้าเนินการ
ควบคู่กันไปก็คือ การส่งเสริมการให้บรกิ าร โดยรฐั จะเร่งยกระดับการให้บริการ e-Government โดย
การเช่ือมโยงข้อมูลภาครัฐผ่าน Platform ของรัฐ เน้นบริการพื้นฐานและบริการข้ามหน่วยงาน
(รวมถึงการสร้างฐานข้อมูลกลาง ID แห่งชาติ และการจัดตั้งศูนย์กลางข้อมูลภาครัฐ) รวมถึงจัดเก็บ
เปิดเผย และแลกเปล่ียนข้อมูลภาครัฐ ตามมาตรฐาน Open Data (และผลักดันให้มีกฎหมาย
การพัฒนา Open Government Data) เพ่ืออ้านวยความสะดวกในการเชื่อมโยงข้อมูลผ่าน API และ
นา้ มาซึง่ การพัฒนาสินคา้ และบรกิ ารใหม่ๆ เชงิ นวตั กรรมจากภาครฐั และเอกชน

๔. การส่งเสรมิ และสนับสนุนดิจิทลั เพื่อเศรษฐกิจ (Digital Economy Promotion)
รัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการสร้างระบบนิเวศดิจิทัลอย่างครบวงจรท่ีมี

ผู้ประกอบการดิจิทัล (Digital Entrepreneur) เกิดใหม่จ้านวนมาก และปรับเปล่ียนวิธีการท้าธุรกิจ
ของผู้ประกอบการไทยในด้านต่างๆ (เน้น SME) จากการแข่งขันเชิงราคา (ถูก) ไปสู่การแข่งขันเชิง
การสร้างคุณค่าของสินค้าและบริการ (Service Innovation) ท่ีผู้บริโภคพอใจสูงสุด รัฐจะเพิ่ม
ขีดความสามารถของภาคธุรกิจ ให้สามารถสร้างมูลค่าเพ่ิมของผลิตภัณฑ์/บริการด้วยการประยุกต์ใช้
เทคโนโลยีดิจิทัลและการต่อยอดนวัตกรรม เช่น การตั้งศูนย์บริการ Digital Business Analytic
ให้ผู้ประกอบการ SMEs, การตั้งกองทุนสนับสนุนธุรกิจดิจิทัล SMEs การสร้าง National APIs'
Platform ส้าหรับ SMEs, การขยายฐานการพัฒนา Service Platform ที่มีอยู่ให้รองรับบริการ
รูปแบบใหม่ รวมทั้งสร้าง Agile e-Marketplace บนระบบ Cloud Computing ที่มีความทันสมัย
และสะดวกในการปรับเปล่ียนกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process) เพื่อส่งเสริมธุรกิจไทย
โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กตลอดจนการสร้างให้เกิดธุรกิจใหม่ด้วยการใช้
เทคโนโลยดี จิ ทิ ลั เพอื่ สนับสนนุ การตลาดทงั้ ภายในประเทศและต่างประเทศ

๕. ดจิ ิทัลเพอื่ สังคมและทรพั ยากรความรู้ (Digital Society)
การพัฒนาสังคมดิจิทัลท่ีมีคุณภาพ ด้วยการพัฒนาข้อมูลข่าวสาร และบริการของรัฐ

ต่างๆ ท่ีเอื้ออ้านวยต่อคนทกุ ระดบั ค้านึงถงึ ผู้ด้อยโอกาสให้สามารถเขา้ ถึงได้ทุกที่ ทุกเวลา อย่างทั่วถึง
เท่าเทียมกันผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล รวมทั้ง ประเทศไทยมีคลังทรัพยากรสารสนเทศเพื่อเก็บรวบรวม
ข้อมูล และองค์ความร้ขู องประเทศในรปู แบบดิจิทัลที่ประชาชนสามารถเข้าถึงและสามารถเรียกข้อมูล
มาใชห้ รือน้าไปวิเคราะห์ต่อยอดไดอ้ ยา่ งสะดวกงา่ ยดาย ตอบสนองตอ่ การเปลย่ี นแปลงของโลก

- ๓๙ -

การบริการภาครฐั

บ ท บ า ท ก า ร ให้ บ ริ ก าร ข อ งภ า ค รั ฐ มี ผ ล ก ร ะ ท บ ต่ อ ภ า ค ป ระ ช า ช น แ ล ะ ภ า ค เอ ก ช น
อย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใหบ้ ริการภาครัฐทเ่ี ก่ียวโยงกับภาคธรุ กิจ การลงทุนและการค้า
มคี วามส้าคัญต่อระบบเศรษฐกิจ ซ่ึงภาครฐั ไดพ้ ยายามปรับปรงุ กลไกการให้บริการของรัฐ การปรับปรุง
ขั้นตอนการให้บริการให้รวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากย่ิงขึ้นภายในหน่วยงานเดียวกัน หรืออาจเป็น
การรวมการให้บริการจากหลายหน่วยงานมาอยู่ภายใต้ระบบและองค์กรเดียว เพื่อให้การให้บริการ
มีความสะดวก รวดเรว็ และมีประสิทธภิ าพ

ส้านกั งานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ได้ก้าหนดหลักการในการปรับปรุง
บรกิ ารภาครัฐ (Guiding Principle) เพ่ือเป็นแนวทางพื้นฐานในการออกแบบและพัฒนาบริการภาครัฐ
ท้ังระบบ ประกอบด้วย การปรับปรุงช่องทางการบริการที่สะดวก ทันสมัย (Convenient & Modern
Channels) การจัดให้มีข้อมูลท่ีเข้าใจง่ายและสอดคล้องกันทุกช่องทาง (Clear and Consistent
Information) การให้บริการเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียวโดยไม่ต้องติดต่อหลายหน่วยงาน (End-to-End
Processing) การมีกรอบเวลาและมาตรฐานในการให้บริการท่ีชัดเจน (Commitment to Service
Delivery) การลดการใช้เอกสารและไม่ขอข้อมูลท่ีภาครัฐมีอยู่แล้ว (Ask for Less) การตอบสนองต่อ
ขอ้ ร้องเรียนและด้าเนินการแก้ไขอย่างรวดเร็ว (Action on Feedback) การพัฒนางานบริการให้ดีข้ึน
อย่างต่อเนื่อง (Continuous Improvement) ลดความเส่ียงของการทุจริต (Reduce Corruption
Risk) โดย กพร. ได้ก้าหนดงานบริการหลกั จา้ นวน ๖๓ งาน เพ่ือท้าการปรบั ปรุงการให้บริการภาครัฐ
ในระยะแรก

แผนภาพที่ ๓-๑ ภาพแสดงงานบริการภาครัฐ

ท่มี า : โครงการบรู ณาการงานบรกิ ารภาครฐั ใหม้ ปี ระสทธภิ าพ นางวรรณพร เทพหัสดนิ ณ อยุธยา
ท่ปี รกึ ษาการพฒั นาระบบราชการ สา้ นักงาน ก.พ.ร.


Click to View FlipBook Version