1
2
3
1
อาณาจกั รสตั ว์ (Kingdom Animalia)
ส่ิงมีชีวิตที่จัดอยู่ในอาณาจกั รมมี ากกว่า 1.7 ล้านสปีชีส์ ในจานวนนี้เป็นแมลงประมาณ 6 แสนชนดิ
สัตวถ์ ือเปน็ สิ่งมชี ีวติ ทมี่ ีความสาคญั ต่อระบบนเิ วศในแง่ของผบู้ ริโภค ซ่ึงเปน็ ผลทาให้มกี ารถ่ายทอดพลังงานไป
ยังผู้บริโภคระดับต่างๆ นอกจากนี้สัตว์ยังเป็นตัวทาให้เกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งมีความสาคัญในการ
สังเคราะหด์ ้วยแสงของพชื และกอ่ ใหเ้ กดิ ความสมดุลในธรรมชาติ
1. เซลล์แบบยคู ารโิ อต (Eukaryotic Cell) คือเซลลท์ ่ีมีเยื่อหุ้มนิวเคลยี ส ในไซโทพลาสซึมมอี อร์แกน
เนลลต์ ่างๆ กระจายอยู่
2. ร่างกายประกอบด้วยเซลล์ชนิดทไ่ี มม่ ผี นังเซลล์ เรยี กวา่ เซลล์สตั ว์ ทาใหเ้ ซลล์มีลักษณะอ่อนน่มุ และ
แตกต่างไปจากเซลล์พืช เซลล์เหล่านี้จะมารวมกันเป็นเนื้อเย่ือเพื่อทาหน้าท่ีเฉพาะอย่าง ซ่ึงพบว่าเซลล์ใน
เนื้อเยื่อมักมขี นาดและรูปรา่ งเหมอื นกัน มีการประสานการทางานระหว่างกัน สัตว์ชั้นสูงมเี น้ือเยื่อหลายชนดิ
สามารถจาแนกตามหน้าท่แี ละตาแหน่งที่อยขู่ องร่างกายเป็น 5 ประเภท คือ เน้ือเยอ่ื บุผิว (epithelial tissue)
เนื้อเยื่อเก่ียวพัน (Connective Tissue) เนื้อเย่ือกล้ามเนื้อ (Muscular Tissue) เน้ือเยื่อลาเลียง (Vascular
Tissue) และเนื้อเยือ่ ประสาท (Nervous Tissue)
3. สร้างอาหารเองไมไ่ ด้ เพราะไม่มคี ลอโรฟิลล์ ดังนั้นการดารงชีวติ จงึ ต้องกินสิ่งมีชีวิตอืน่ เป็นอาหาร
ซึง่ อาจเปน็ พชื หรอื สตั วด์ ้วยกนั การดารงชวี ิตจึงมักเปน็ แบบผูล้ า่ เหยอื่ หรือปรสิตเสมอ
4. โดยท่วั ไปเคล่อื นทีไ่ ด้ดว้ ยตนเองตลอดชวี ติ มบี างชนดิ พบว่าเมือ่ เป็นตัวเต็มวัยแลว้ เกาะอยู่กบั ท่ี
5. โดยส่วนใหญ่สามารถตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้อย่างรวดเร็วเน่ืองจากมีระบบประสาท มีอวัยวะรับ
ความร้สู ึกและตอบสนอง เชน่ การกนิ อาหาร การขบั ถ่าย การสืบพนั ธุ์ เป็นตน้
ระดับการทางานร่วมกันของเซลล์ (Level of Cell Organization)
โดยดูการร่วมกันทางานของเซลล์และการจัดเป็นเน้ือเยื่อนั้น มีลักษณะเป็นอย่างไรมากหรือน้อย
เพยี งใด ซึง่ ทาใหแ้ บ่งสัตวอ์ อกเปน็ พวกใหญๆ่ คอื 1.1 เนอ้ื เย่ือที่ไม่แทจ้ รงิ (No true tissue) เรียกสตั ว์กลุ่มนว้ี า่
พาราซวั (Parazoa) เน่อื งจากเซลล์ในสัตวก์ ลุ่มนไ้ี ม่มีการประสานงานกันระหว่างเซลล์ โดยเซลล์ทุกเซลล์จะมี
หนา้ ทใ่ี นการดารงชีวติ ของตนเอง หน้าทที่ ั่วไป คือ สบื พนั ธ์ุ ได้แก่ พวกฟองนา้
เน้ือเยื่อท่ีแท้จริง (True tissue) เรียกสัตว์กล่มุ นี้ว่า ยูเมตาซัว (Eumetazoa) ซึ่งเน้ือเยื่อจะถูกสร้าง
ข้ึนเปน็ ช้นั หรอื เรียกว่า ช้ันของเนอ้ื เยือ่ (Germ layer) มี 2 ประเภท คอื
เน้ือเย่ือ 2 ชั้น (Diploblastica) ประกอบด้วยเนื้อเยื่อชั้นนอก (Ectoderm) และเนื้อเย่ือชั้นใน
(Endoderm) ได้แก่ พวกไฮดรา แมงกะพรนุ โอบเี ลีย
เนื้อเย่ือ 3 ชั้น (Triploblastica) ประกอบด้วยเนื้อเย่ือช้ันนอก ชั้นกลาง (Mesoderm) และช้ันใน
ได้แก่ พวกหนอนตวั แบนขนึ้ ไป จนถงึ สัตว์ทม่ี กี ระดูกสันหลงั
2
ช้ันของเน้ือเยอ่ื
ทม่ี า https://sites.google.com/
สมมาตร (Symmetry)
คือ ลักษณะการแบ่งร่างกายออกเป็นซีกๆ ตามความยาวของซกี เทา่ ๆ กนั มีอยู่ 3 ลกั ษณะ ได้แก่
1.ไม่มีสมมาตร (Asymmetry) มีรูปร่างไม่แน่นอน ไม่สามารถแบ่งซีกซ้ายและซีกขวาได้เท่าๆ กัน
ไดแ้ ก่ พวกฟองน้า
2.สมมาตรแบบรศั มี (Radial symmetry) รา่ งกายของสตั ว์จะมีรูปรา่ งคล้ายทรงกระบอก หรอื ล้อรถ
ถ้าตดั ผา่ นจุดศนู ยก์ ลางแล้วจะตดั อยา่ งไรกไ็ ด้ 2 สว่ นที่เทา่ กันเสมอ หรือเรยี กว่า มสี มมาตรท่ผี ่าซกี ไดเ้ ท่าๆ กนั
หลายๆ คร้ังในแนวรัศมี ได้แก่ สตั วพ์ วกไฮดรา แมงกะพรนุ ดาวทะเล เม่นทะเล
3.สมมาตรแบบคร่ึงซีก (Bilateral symmetry) หรือมีสามาตรท่ีผ่าซีกได้เท่าๆ กัน เพียง 1 คร้ัง
สมมาตรแบบนสี้ ามารถผา่ หรอื ตัดแบง่ ครง่ึ รา่ งกายตามความยาวของลาตัวแลว้ ทาให้ 2 ข้างเทา่ กัน ไดเ้ พียงครง้ั
เดียวเทา่ นน้ั ได้แก่ พวกหนอนตัวกลม แมลง สัตว์มีกระดกู สนั หลัง
3
ลักษณะสมมาตรแบบครง่ึ ซกี
ท่มี า https://www.baanjomyut.com/
ลักษณะการสมมาตร
ท่มี า https://sites.google.com/
4
การเปลีย่ นแปลงของบลาสโทพอร์ (Blastophore) ซ่งึ สามารถแบ่งสัตวต์ ามการเกดิ ช่องปากได้ 2
กล่มุ คือ
1.โปรโตสโตเมยี (Protostomia) เป็นสตั ว์พวกทชี่ ่องปากเกิดก่อนชอ่ งทวารในขณะท่ีเปน็ ตวั ออ่ น ซง่ึ ช่อง
ปากเกิดจากบลาสโตพอร์ หรือบริเวณใกล้ๆ บลาสโตพอร์ (Blastopore) ได้แก่ พวกหนอนตัวแบน หนอนตวั
กลม หนอนมีปล้อง หอย สตั วข์ าปลอ้ ง
2.ดิวเทอโรสโตเมยี (Deuterostomia) เปน็ สตั วพ์ วกท่ีช่องปากเกดิ ภายหลังชอ่ งทวาร เกดิ จากชอ่ งใหม่
ท่จี ะเจรญิ พัฒนาไปเป็นทางเดินอาหารซึง่ อยตู่ รงขา้ มกบั บลาสโตพอร์ ได้แก่ พวกดาวทะเล และสัตว์มีกระดูก
สนั หลัง
การแบ่งเซลลข์ องตัวออ่ นระยะตา่ งๆ
ทม่ี า https://www.gotoknow.org/
ช่องว่างภายในลาตัว (body cavity) สัตว์พวกทมี่ สี มมาตรแบบคร่ึงซกี จะมลี ักษณะของช่องวา่ ง
ภายในลาตัวท่ีแตกตา่ งกนั แบง่ ออกเป็น 3 ประเภท คือ
Acoelomate สตั วท์ ่ไี ม่มีช่องวา่ งภายในลาตัว ในระหว่างชนั้ endoderm และ ectoderm จะมี solid
mass ของเซลล์ท่ี เรียกว่า parenchyma ทาให้ไม่มีช่องว่างภายในลาตัว พบในสัตว์ที่อยู่ใน Phylum
Platyhelminthes ( หนอนตัวแบน )
5
Pseudocoelomate สัตว์ท่ีมีช้องลาตัวแบบเทยี ม จะมีช่องว่างอยู่รอบๆ ท่อทางเดินอาหารและอวัยวะ
ภายในซึ่งเป็นชั้น endoderm แต่จะไม่มีชั้น mesoderm มาบุชั้น endoderm น้ี เนื่องจากช้ัน mesoderm
จะบเุ ฉพาะสว่ นของผนังลาตัวซง่ึ เปน็ ชน้ั ectoderm ทาให้เกดิ ช่องลาตัวเทียม (pseudocoelom) พบในสตั วท์ ่ี
อยู่ใน Phylum Rotifera, Nemertea และ Nematoda
Coelomate สัตว์ท่ีมีสมมาตรแบบครงึ่ ซีกและมีการจัดเรยี งตัวของช้ันเน้ือเย่ือแบบ 3 ช้ันพวกทเ่ี หลือ
จะเป็นพวกทมี่ ีช่องวา่ งลาตวั ทแ่ี ท้จริง (true coelom หรือ eucoelomate) ช่องวา่ งภายในลาตัวด้านที่ติดกับ
อวยั วะภายในและดา้ นทีต่ ิดกับผนังลาตัวจะถกู ห่อหุ้มด้วยเน้ือเยื่อชัน้ mesoderm
การเกดิ ช่องว่างภายในลาตัว
ทมี่ า https://www.scimath.org/
ทางเดนิ อาหาร (Digestive tract)
โดยท่วั ไปแบ่งไดเ้ ปน็ 2 ลักษณะ คอื
6
1.ทางเดนิ อาหารแบบไมส่ มบรู ณ์ (Incomplete digestive tract) เป็นทางเดินอาหารของสัตว์ท่ีมีปาก
แตไ่ ม่มีทวารหนกั หรอื มีช่องทางเดินอาหารเขา้ ออกทางเดียวกนั หรอื ทางเดินอาหารแบบปากถุง (One-hole-
sac) ไดแ้ ก่ พวกไฮดรา แมงกะพรุน หนอนตวั แบน
2.ทางเดินอาหารแบบสมบรู ณ์ (Complete digestive tract) เปน็ ทางเดนิ อาหารของสัตว์ท่ีมที งั้ ปาก
และทวารหนัก หรือมีชอ่ งทางเขา้ ออกของอาหารคนละทางกัน หรอื ทางเดินอาหารแบบท่อกลวง (Two-hole-
tube) ไดแ้ ก่ พวกหนอนตัวกลม จนถึงสัตวม์ กี ระดกู สนั หลงั
การแบ่งเปน็ ปลอ้ ง (Segmentation)
1.การแบง่ เป็นปล้องเฉพาะภายนอก (Superficial segmentation) เป็นการเกิดปลอ้ งขนึ้ เฉพาะทส่ี ่วนผิว
ลาตัวเทา่ นั้นไม่ไดเ้ กดิ ตลอดตัว เช่น พยาธิตัวตดื
2.การแบ่งเปน็ ปล้องทแ่ี ทจ้ ริง (Metameric segmentation) เปน็ การเกดิ ปลอ้ งขนึ้ ตลอดลาตัวทั้งภายนอก
และภายใน โดยขอ้ ปลอ้ งเกิดข้นึ ในเนอ้ื เย่อื ชัน้ กลาง ทาให้เนอื้ เยือ่ ชน้ั อนื่ ๆ เกดิ เป็นปลอ้ งไปด้วย ไดแ้ ก่ ไสเ้ ดือน
กุง้ ปู แมลง ตลอดไปจนสตั ว์มีกระดกู สนั หลงั ทกุ ชนดิ (เอกสารอา้ ง หนังสอื หลกั ชีววทิ ยา 1 Principles Of
Biology 1 สาขาชวี วทิ ยา คณะวทิ ยาศาสตร์ มหาวิทยาลยั ทักษณิ วิทยาเขตพัทลงุ )
7
Phylum Porifera (พอริเฟอรา)
ลักษณะทว่ั ไป (General Characteristics)
Porifera (Porus = รู + Ferre = มี) ประกอบด้วยสัตว์ทม่ี ีชื่อเรียกท่ัวไปว่า ฟองน้า (Sponges) การ
ต้ังชื่อไฟลัมนี้สืบเนื่องจากลักษณะลาตัวของฟองน้ามีรูพรุนเล็ก ๆ เต็มไปหมดทั้งตัว รูพรุนเหล่าน้ีจะเป็น
ทางผ่านเข้าของนา้ ซึ่งเปน็ การนาเอาออกซิเจนและอาหารเข้าสฟู่ องน้า ฟองน้าเป็นสตั ว์ท่ีไมม่ ีอวัยวะลักษณะ
เน้ือเยอ่ื ขาดการประสานงานระหวา่ งเซลล์จึงไมเ่ ป็นเนอื้ เย่อื ที่แท้จริง และจากการทต่ี ัวแกข่ องฟองน้าเปน็ สตั วท์ ่ี
เกาะอยกู่ ับทจ่ี ึงไมม่ อี วัยวะรับรคู้ วามร้สู กึ และระบบประสาท
ความสาคัญของฟองน้ามีไม่มาก ในสมัยก่อนมีการเพาะเลี้ยงฟองน้าถูตัวเป็นการค้า แต่ปัจจุบันกม็ ี
ฟองน้าวิทยาศาสตร์ซงึ่ ราคาถูกกว่าเข้ามาแทนท่ี ส่วนความสาคัญทางดา้ นวิชาการนนั้ ฟองน้าเปน็ สัตว์กง่ึ กลาง
ระหว่างสิ่งมชี วี ิตเซลล์เดยี วและสตั วห์ ลายเซลลช์ นดิ ท่มี เี นือ้ เยอ่ื ทแ่ี ท้จริง
ท่มี า https://quizlet.com/
ลักษณะทั่วไปของฟองนา (General Characteristics)
1.การที่เซลล์ในเนื้อเย่ือทางานเป็นอิสระต่อกัน การจัดระบบร่างกายของฟองน้าจึงเป็นระดับเซลล์
(Cellular Grade)
2.ฟองนา้ มีการหมุนเวียนนา้ ผ่านเขา้ สู่ลาตวั นา้ ที่ผา่ นเข้าในปรมิ าตรสงู แตเ่ ปน็ การไหลเวียนอยา่ งชา้ ๆ
(แรงดันตา่ ) น้าท่ีผ่านเข้าไปนจี้ ะเป็นส่วนสาคัญสาหรบั การดารงชีวิตของฟองน้าคือ การกินอาหารการหายใจ
การหมนุ เวียน การกาจัดของเสยี และการสืบพันธุ์ จะเกดิ ขนึ้ ในขณะทมี่ ีการไหลเวียนของน้า
8
ภาพ โครงสร้างของฟองน้า
http://www1a.biotec.or.th/
การหมุนเวยี นนา (Water Circulation)
การหมุนเวยี นนา้ มคี วามสาคัญยงิ่ ในการดารงชีวิตของฟองน้า นา้ ผ่านเข้าตวั ฟองนา้ ในปรมิ าตรสูง แต่
เป็นการไหลเวียนอย่างช้า ๆ (แรงดันต่า) น้าท่ีผ่านเข้าจะนาอาหารและออกซิเจนมาให้ฟองน้าใช้ในการ
ดารงชีวิต และทาให้เกิดการหมุนเวียน การกาจัดของเสีย และการสืบพันธุ์ การหมุนเวียนน้าผ่านเข้าไปตาม
ส่วนต่างๆของลาตัวเร่มิ จากลกั ษณะการหมุนเวียนน้าแบบง่ายแล้วพฒั นาให้มีความซับซ้อนมากข้ึนตามลาดบั
พัฒนาการนเี้ กิดขึน้ เพอ่ื เพิม่ พน้ื ทีข่ องเนอื้ เยอ่ื ทม่ี หี น้าท่ใี นการกินอาหารใหม้ ากขึน้ คอื เปน็ การเพม่ิ พ้ืนทผ่ี ิวของ
โคเอโนไซต์ ทาให้กินอาหารได้มากข้ึน ฟองน้าเติบโตได้ดีข้ึน การหมุนเวียนน้าผ่านไปเข้าในตัวฟองน้าท่ีมี
ลักษณะเป็นแบบพื้นฐาน 3 แบบ มีดงั น้คี ือ
1.แบบแอสโคนอยด์ (Asconoid Pattern) เป็นลักษณะทางเดินน้าแบบงา่ ยทส่ี ดุ ฟองน้าที่มีทางเดิน
นา้ แบบนม้ี เี พยี ง 2 สกุลคือ Leucosolenia และ Clathrina ซึ่งเป็นฟองน้าขนาดเลก็ ท่ีมกั อย่รู วมกันเปน็ โคโลนี
ลาตัวเป็นท่อหรือเป็นถุง ช่องกลางท่อคือสปนั โกซิลบุดว้ ยโคเอโนไซต์ ช่องเปิดใหญ่ตรงขา้ มด้านที่ยึดเกาะคอื
ออสคูลลัม บนผนงั ทอ่ มรี ูพรนุ เต็มไปหมดคอื ออสเทีย
2.แบบไซโคนอยด์ (Syconoid Pattern) เป็นแบบท่ีพัฒนามาจากแอสโคนอยด์ และแบ่งย่อยเป็น 2
แบบ คือ Simple Syconoid และ Complex Syconoid
2.1Simple Syconoid เกิดจากผนังตัวแบบแอสโคนอยด์โป่งออก (Evaginated) โดยรอบ เกิดเป็น
แขนงจานวนมากอยู่รอบๆผนังเดมิ โคเอโนไซตซ์ ่งึ เดมิ เคยบอุ ย่ใู นสปนั โกซลิ จะมาบุอยใู่ นแขนงเหล่านีแ้ ทนเม่ือ
มาดทู ส่ี ่วนแขนงเหลา่ นี้จะพบว่ามีลกั ษณะผนังตามลักษณะทั่วไปคอื ประกอบด้วยพนิ าโคเดิรม์ มโี ซฮิล โคเอโน
เดริ ์ม และชอ่ งกลวงในแขนงนีเ้ ปน็ ช่องตอ่ มาจากสปันโกซิลเดิม แขนงส่วนนโี้ ปง่ ออกมาในแนวรัศมจี ากผนังเดมิ
จึงเรียกว่าแขนงรัศมีหรือช่องในแนวรัศมี (Radial Canal, Radial Chamber) แต่ถ้าดูภายในช่องกลวงจะ
พบว่าโคเอโนไซต์ท่อี ยู่หนาแน่นในช่องเลก็ ๆน้ีจะมีแฟลเจลลมั ยาวย่ืนออกมามากมายเต็มช่องน้ี จึงเรียกไดอ้ ีก
ช่ือหนึ่งว่าช่องแฟลกเจลลาหรือห้องแฟลกเจลลา (Flagelated Canal, Flagelated Cham-ber) หรืออาจ
9
เรยี กว่าชอ่ งของโคเอโนไซต์ (Choanocyte Canal, Choanocyte Chamber) แขนงเหลา่ น้มี ีชอ่ งเปิดทเี่ รยี กวา่
โพรโชพายล์ (Prosopyle) และจุดที่เกิดการโป่งออกของแขนงจะเปน็ ช่องนา้ ออกจากแขนงเข้าสปันโกชิลคือ
อโพพายส์ (Apopyle) ส่วนในสปันโกซิลซงึ่ เปน็ ทางน้าออกจะบุด้วยเอนโดพินาโคไซต์ ฟองน้าท่ีมีทางเดนิ นา้
แบบนี้จะแขนงที่สัมผัสอยู่กับน้าโดยตรงไม่มีการยึดเกาะระหว่างแขนงคือ Syceta แต่ไซโคนอยด์ส่วนใหญ่
แขนงในเป็นอิสระจากกนั ปลายของแขนงมีเยือ่ บางๆ (Membrane) ยึดระหว่างกันและมีรูเปิดอยบู่ นเย่ือให้นา้
ผ่านเขา้ ไปในช่องวา่ งระหว่างแขนงรัศมี คือ ทอ่ น้าเขา้ (Incurrent canal) แล้วจึงผา่ นเข้าโพรโซพายล์
2.2Complex Syconoid เป็นไซโคนอยดท์ พี่ ัฒนาดีข้นึ อีกระดับหนง่ึ คอื พนิ าโคเดริ ์มและมีโซฮิลหนา
ขึ้นมากเป็นเน้ือเย่ือผิว (Aermal Tissue) หรือคอร์เท็กซ์ (Cortex) ผนังหนาตรงบริเวณปลายแขนงรัศมีจะ
เช่ือมต่อกันเกดิ เป็นผนังเรียบคลมุ อยดู่ ้านนอก ช่องว่างท่อี ยู่ในคอร์เท็กซค์ ือท่อน้าเข้าบุด้วยพินาโคไซดบ์ นผิว
ของคอรเ์ ท็กซ์นี้จะมชี อ่ งให้น้าผา่ นเขา้ ซองนา้ เข้าคือ Aermal Pore ทางเดนิ นา้ ของ Complex Sycornoid จึง
เพม่ิ Aermal Tissue เขา้ ไปดว้ ย ฟองนา้ ทม่ี ีทางเดนิ น้าแบบนค้ี อื Grantia
3.แบบลวิ โคนอยด์ (Leuconoid Pattern) เป็นลกั ษณะการหมุนเวียนนา้ ทพ่ี ฒั นามาดที ี่สดุ โดยทแ่ี ขนง
รัศมใี นแบบไซโคนอยดม์ ีการโปง่ ออกโดยรอบอกี ครัง้ หนึ่งเกิดเป็นแขนงรศั มเี ลก็ ๆ (Small Radial Chamber)
รอบแขนงรศั มเี ดมิ โดเอโนไซตบ์ ุอยใู่ นแขนงเล็กๆเหลา่ นี้ แขนงเดมิ รวมท้งั สปันโกซิลลดขนาดลงเปน็ ทอ่ นา้ ออก
(Excurrent Canal ทางเดนิ นา้ แบบลิวโคนอยดด์ เ์ ปน็ ลักษณะของทางเดินนา้
ภาพแสดงส่วนประกอบต่างๆของฟองนา้
https://sites.google.com/
ระบบการหายใจ (Respiratory System)
ฟองน้าไม่มีอวัยวะในการหายใจและขับถ่าย แต่ฟองน้าได้รับออกซเิ จนและกาจดั ของเสียโดยวิธกี าร
แพร่ผ่านเยอ่ื หุ้มเซลลข์ องแต่ละเซลล์ นอกจากนี้อมโี นไซดแ์ ละโคเอโนไซตข์ องฟองนา้ น้าจืดยงั มคี อนแทรก็ ไทล์
แวควิ โอล อยดู่ ้วย
10
จะเห็นได้ว่าพฤติกรรมในการดารงชีวิตของฟองน้าจะต้องอาศัยการไหลเวียนของกระแสนา้ ผา่ นตัว
ซึ่งมีแรงดันน้าที่ต่ามาก เช่น ฟองน้าลิวโคนอยด์ชนิด Leuconia ซึ่งเป็นฟองน้าขนาดเล็กสูงไม่เกิน 10
เซนติเมตร เส้นผ่าศนู ยก์ ลางประมาณ 1 เซนตเิ มตร จะมที อ่ นา้ เขา้ (Incurrent Canal) ประมาณ 81,000 ท่อ
อัตราเรว็ ของน้าในการไหลผ่านทอ่ เหล่านจ้ี ะอยปู่ ระมาณ 0.1 เซนติเมตร ต่อวินาที สาหรับแขนงรศั มี (radial
Canal) ซ่งึ มีอยู่กวา่ 2 ลา้ นซ่อง อัตราเรว็ ของนา้ ไหลผา่ นลดลงเหลอื 0.001 เซนตเิ มตร ตอ่ วินาที อัตราการไหล
ที่ช้ามากนี้ทาใหโ้ คเอในไซต์มีเวลาจะดกั จับอาหารทมี่ ากับนา้ และมีการแลกเปล่ยี นแกส๊ ได้ อัตราเร็วของน้าท่ี
ไหลออกไปทางออสคลู ัมประมาณ 8.5 เซนตเิ มตร ตอ่ วนิ าที แรงดันน้าทีเ่ พม่ิ ขึ้นนจ้ี ะสง่ กากอาหารและของเสยี
ให้พุ่ง ออกไปไกลตัวสาหรับการตอบสนองของฟองน้าต่อสิ่งเร้ามีน้อยมาก และถ้ามีการตอบสนองก็เป็นไป
อยา่ งช้าๆเชน่ ร่องเปิดบนลาตวั ฟองน้าสามารถหดปิดและเปดิ ออกได้ช้ามาก
ระบบสืบพันธ์ุ (Reproductive System)
ฟองนา้ สืบพันธ์ุทงั้ แบบอาศยั เพศและแบบไม่อาศัยเพศ
การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ เป็นการแตกหน่อ (Bucting) การแตกหน่อภายนอก (External
Budding) หน่อใหม่ทีเ่ กิดขึ้นจะเจริญจนมขี นาดพอควร จึงหลุดจากตัวแม่เจรญิ เป็นตัวใหม่ หรืออาจคงอยใู่ น
ลักษณะของโคโลนี ส่วนการแตกหน่อภายใน (Internal Budding) หรือการเกิดเจมมลู (Gemmulation) จะ
เกิดในฟองน้าน้าจืดและฟองน้าทะเลบางชนิด การสร้างเจมมูลมีปจั จัยทเ่ี กี่ยวข้องคือแสงและอุณหภูมิเจมมลู
เกิดจากอาร์คีโอไซต์มารวมตัวกันอยู่ในมีโซฮิลแล้วมีเปลอื กไอตินหุ้ม และอาจมีหรือไม่มีขวากซิลิกอนมาหุ้ม
เม่ือตัวแมต่ ายไป เจมมูลยังคงอยรู่ อดได้ เป็นลักษณะการดารงพนั ธแ์ุ บบหนง่ึ การฟักตัวของเจมมูลไมเ่ ก่ียวข้อง
กบั ฤดกู าล แตเ่ ชือ่ วา่ เกิดจากปจั จยั ภายในและความตอ้ งการอาหาร มกี ารคน้ พบว่าเจมมลู ของฟองนา้ บางชนดิ
จะสร้างสารห้ามการฟักตัวในระยะแรกของการเกิดเจมมูล เจมมูลฟักออกมาทางช่องเปิดเล็ก ๆ ที่เรียกว่า
ไมโครพายล์ (Micropyle)
การสืบพนั ธ์แุ บบอาศัยเพศ ฟองนา้ มที ัง้ ชนดิ ท่เี ปน็ โมนเชยี ล (Monoecious) และชนดิ ท่ีเปน็ ไดอีเชยี ส
(Dioecious) ถ้าเป็นโมนีเซียสจะเป็นแบบโพรแทนตรี (Protandry) คือการที่สัตว์ท่ีมีเพศรวมจะผลิตสเปริ ์ม
ก่อนผลติ ไข่ อารค์ ีโอไซตแ์ ละโคเอโนไซต์ของฟองนา้ จะแปรสภาพไปเปน็ ไข่และสเปิร์ม เกิดการปฏิสนธขิ า้ มตัว
อยใู่ นมีโซฮิล เอมบริโอเจริญเป็นตวั ออ่ นอยใู่ นมีโซฮิล แล้วจงึ ออกมากบั กระแสนา้ ทาง
ระบบหมนุ เวยี นนา้ ตวั อ่อนของฟองนา้ มี 2 แบบคอื
1.แอมฟิบลาสทูลา (Amphiblastula) เป็นระยะตัวอ่อนของฟองน้าใน Class Calcisposis และ
Subclass Homoscleromorpha ของ Class Demospongiae ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิจะพัฒนาข้ึนมาเป็นตัว
อ่อนท่ีมีลกั ษณะคล้ายระยะบลาสทูลาคือ เซลล์ทเ่ี รยี งตัวรอบบลาสโทซิลจะแบ่งเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มเซลล์ขนาด
ใหญ่ เรียกว่า มาโครเมียร์ (Macronmere) มีช่องเปดิ อยู่ กลมุ่ เซลล์ขนาดเลก็ ทมี่ ีแฟลเจลลัมหันเขา้ หาบลาสโท
ซีล เรียกว่า ไมโครเมียร์ (Micromete) จากนั้นไมโครเมียร์จะปล้ินด้านในออกมาด้านนอกทางช่องเปิดของ
มาโครเมียร์ แฟลเจลลัมของไมโครเมียร์จึงออกมาอยู่ภายนอก เรียกตัวอ่อนระยะน้ีว่า แอมฟิบลาสทูลา
(Amphiblastula) ซงึ่ จะเข้าสูร่ ะบบหมุนเวยี นน้าและออกมาภายนอกเมื่อหาท่เี กาะได้แล้วเกดิ แกสทรูเลชั่น ไม
โครเมยี ร์จะเปน็ ด้านท่ีปุม่ ลงไปในบลาสโทซลิ เซลลใ์ นไมโครเมียรจ์ ะพัฒนาไปเปน็ ช้ันเซลลช์ ้นั ในคือ โค
11
เอโนเดริ ม์ ส่วนมาโครเมียร์พัฒนาไปเปน็ ช้ันเซลลผ์ ิว ลักษณะนี้ต่างจากในดาเรยี และเมทาซัวอน่ื ๆซึ่งเซลล์ท่มี ี
แฟลเจลลัมจะพัฒนาไปเป็นอิพิเดอร์มิส ดังน้ันเมื่อ 2 ชั้นของฟองน้าจึงเรียกว่าเยื่อผิวหนัง (Aermal
Epithelium) แทนเอคโทเดิร์ม และเย่ือบุภายใน (Inner Epithelium) แทนเอนโดเดิร์ม ตัวอ่อนจะยึดเกาะ
ทางดา้ นไมโครเมียร์ และทะลดุ า้ นตรงขา้ มออกเปน็ ออสคูลัม
2.พาเรนไคมูลา (Parenchymula) เป็นตัวอ่อนของฟองนา้ ส่วนใหญ่ ลักษณะตวั อ่อนเปน็ กอ้ นเซลล์ท่ี
ตัน ผิวนอกเป็นเซลล์ที่มีแฟลเจลลัมจึงวา่ ยนา้ ไดด้ ี เซลล์ท่ีอยู่ภายในเปน็ อารค์ ีโอไซต์ หลังจากตัวออ่ นยึดเกาะ
แลว้ เซลลแ์ ฟลเจลเลตท่ีผิวจะเคลอ่ื นทเี่ ข้าไปภายในตรงช่องของมาโครเมยี รพ์ ฒั นาไปเปน็ โคเอโนไซต์ สว่ นอารค์ ี
โอไซต์ภายในพัฒนาไปเป็นพินาโคไซต์ แล้วพัฒนาต่อไปเป็นฟองน้าตัวอ่อน (Immature Stage) ที่เรียกว่า
ระยะรากอน (Rhagon Stage) รากอนมีผนังทหี่ นามาก
การงอกใหม่ (Regeneration) และการเกิดเอมบริโอจากเซลล์ร่างกาย (Somatic
Embryogenesis)
ฟองน้ามีความสามารถสงู ในการงอกใหม่เพือ่ เสรมิ สร้างส่วนท่ีเกดิ บาดแผลหรอื ขาดหายไป จึงเป็นการ
งอกใหม่ (Regeneration) เพ่ือรักษาบาดแผล แต่ถ้าฟองน้าถูกตัดออกเป็นชิ้นขนาดเลก็ หรือถ้าแยกเซลลใ์ น
ฟองน้าออกจากกันหมดแล้วปลอ่ ยท้ิงไว้จะเกดิ การรวมกลมุ่ เป็นเซลล์กลุ่มเลก็ ๆ ซ่ึงชิ้นของฟองน้าแต่ละช้ิน
และกลุ่มเซลล์แต่ละกลมุ่ สามารถเติบโตข้ึนมาเปน็ ฟองนา้ ใหม่ได้ การเกิดฟองน้าแบบน้ีเป็นการเกิดเอมบรโิ อ
จากเซลล์ร่างกาย (Somatic Embryogenesis) ซ่ึงให้ประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงฟองน้าถูตัวท่ีเป็นฟองน้า
เศรษฐกิจในสมัยกอ่ น การรวมตัวของเซลลจ์ ะเกิดขน้ึ ในสปซี เี่ ดยี วกนั และพบว่าอมีโบไซตเ์ ปน็ เซลลท์ ี่ทาหน้าท่ี
รวบรวมเซลลเ์ ขา้ ด้วยกัน
12
การจดั หมวดหมู่แยกจาแนกคลาสออกเป็น 4 คลาส
1.Class Calcispongiae
เรียก ฟองน้าแคลคาเรยี เน่ืองจากเปน็ ฟองนา้ ที่มีสปิคูลที่เปน็ สารประกอบหินปูนสปคิ ูลอาจเป็นแท่ง
เดียวหรือเป็นแฉก 3 แฉก หรือ 4 แฉก แท่ง สปิคูลมักจะแยกจากกัน แต่บางชนิดก็รวมตัวกันเป็นกลุ่มกอ้ น
ขนาดของสปิคูลเท่ากัน ลักษณะการหมุนเวียนน้ามีทั้ง 3 แบบ ไข่และสเปริ ์มเปล่ยี นแปลงมาจากโคเอโนไซต์
และปฏสิ นธิภายใน ฟองนา้ กลุ่มน้ี มีขนาดเล็กสงู ไม่เกิน 10 เซนตเิ มตร และมกั อยูร่ วมกนั เปน็ กลุม่ สว่ นใหญม่ สี ี
คลา้ แตบ่ างชนิดมสี สี ด เช่น สีเหลอื ง สีแดง สเี ขียว เป็นต้น ฟองนา้ แคลคาเรียดารงชีวติ อยู่ในบรเิ วณชายฝั่ง
https://extreamrock.weebly.com/
2.Class Hyalospongtae (Hexactinolida)
มีชื่อเรียกท่ัวไปว่าฟองน้าแก้ว (Glass Sponge) ส่วนใหญ่ดารงชีวิตอยู่ในทะเลลึกประมาณ 500-
1,500 เมตร และมสี มมาตรรัศมี มีลกั ษณะรูปรา่ งคลา้ ยแจกนั หรือกรวย มกั เกาะกบั พ้นื โคลนโดยกา้ นหรือราก
ท่ีเป็นสปิคูล (Root Spicules) ขนาดของฟองน้าแก้วสูงประมาณ 7.5-10 เซนติเมตร หรืออาจมากกว่า 1.3
เมตร ลักษณะเด่นคือมีสปิคซิลิกอนแบบหกแฉกท่ีสานต่อกนั เป็นตาข่ายเปน็ สปคิ ูลเด่น ทาใหม้ ลี กั ษณะคล้าย
ถว้ ยแกว้ จดั เป็นโครงร่างแข็งแรง สปิคลู มีท้งั ขนาดเล็กและขนาดใหญก่ าร
จัดเรียงตัวของฟองนา้ แกว้ มลี ักษณะต่างจากฟองน้าอน่ื ๆทง้ั หมด ลาตัวที่เปน็ ทอ่ ล้อมรอบสปองโกซิล
น้นั ไม่มพี ินาโคเดริ ม์ ปกคลมุ แต่จะมเี ยอ่ื ผิวหนังบางๆ (Filmlike dermal membrane) คลุมอยบู่ นโครงร่างบน
เย่ือนี้จะมรี ูเปิด (Ostia) ให้น้าผ่านเข้า ช้ันมีโซฮิลไม่มสี ารก้ัน อาร์คีโอไซต์และคอลเลนไซต์มีเท้าเทียมยื่นยาว
ออกมาเชื่อมสานกันเป็นตาข่าย (Trabecular net) ภายในตาข่ายนี้จะมีช่องคล้ายนิ้วมือ (Finger-shape
Chamber) ซง่ึ บุดว้ ยโคเอโนไซต์และเปิดออกสปองโกชลิ กระจายอยู่ ออสคูลัมมีขนาดใหญแ่ ละมีแผ่นตะแกรง
(Seivelike Plate) ปิดคลุมอยู่ ลักษณะของ Chamber ที่คล้ายนิ้วมือทาให้มีลักษณะค่อนมาทางลิวโคนอยด์
แต่โครงสรา้ งกต็ า่ งจากลิวโคนอยดอ์ ่ืนๆทัง้ ปวงเพราะมีโคเอโนไซต์กระจายอย่ทู ั้งหมด ไม่ไดม้ ีเฉพาะในCham-
ber ย่อย จงึ ไม่อาจจดั เป็นลวิ โคนอยด์ได้
13
ฟองน้าแก้วท่ีมีช่ือเสียงเป็นที่รู้จักคือ Euplectella (Venus Flower Basket) ซึ่งเคยนิยมใช้เป็น
ของขวัญในงานแตง่ งาน ความหมายของของขวัญชนดิ นีค้ ือคาขวัญทวี่ ่า “จนกวา่ ความตายจะมาพรากจากกนั ”
(Till death us do part) สบื เน่อื งจากการทตี่ วั ฟองน้าเป็นทอ่ ปดิ ตวั อ่อนของสตั ว์ทะเลโดยเฉพาะกุ้งขนาดเลก็
สกุล Spongicola ทผี่ า่ นเขา้ ไปในตัวฟองน้าตามกระแสนา้ แล้วดารงชวี ิตอยู่ในตัวฟองน้าจนเม่ือตัวโตข้ึนจะไม่
สามารถผ่านตาขา่ ยของสปคิ ูลออกมา จึงตอ้ งอยภู่ ายในตัวฟองน้าจนตายไป
https://extreamrock.weebly.com/
3.Class Demospongjae
มฟี องนา้ ประมาณรอ้ ยละ 95 ของฟองนา้ ทง้ั หมดในไฟลมั ส่วนใหญ่เปน็ ฟองน้าขนาดใหญ่ สปคิ ูลเปน็
สารซิลิกอนท่ีไม่เป็นหกแฉก ฟองน้าในกลุ่มนี้มีหลายชนิดท่ีมีสปันจนเป็นที่ฝังตัวของขวาก และบางชนิดมี
เฉพาะสปันจินอย่างเดียว ทางเดินน้าเป็นแบบลวิ โคนอยด์ ดารงชีวิตในทะเลยกเว้น Family Spongilidae ท่ี
เป็นฟองน้าน้าจืด
ฟองน้าน้าจืดกระจายท่ัวไปในน้าท่ีมีออกซิเจนสูง ฟองน้าน้าจืดจะอยู่เปน็ กลุ่มก้อน เกาะอยู่ตามก่ิง
ก้านของพืชน้าหรอื ชิ้นไม้ในน้า ลักษณะคล้ายเศษสงิ่ ของท่ีมีรูพรุน สอี าจเป็นสอี อกน้าตาลหรือสอี อกเขียวสกุล
ที่พบทั่วไปคือ Spongilla และ Myenia ฟองน้านา้ จดื เตบิ โตดีในชว่ งกลางฤดรู อ้ น แต่บางชนิดก็พบวา่ เติบโตใน
ฤดหู นาว ฟองน้าจะตายและสลายตัวไปในปลายฤดหู นาวโดยทิง้ เจมมูลไวฟ้ องน้าน้าจดื มเี ย่อื ผิวคลุมตัว ใต้เย่ือ
ผิวเป็น Subdermal Space แบง่ เปน็ ส่วน ๆ ฟองน้านา้ จดื มักจะมอี อสคูลัมหลายอัน ซ่ึงอาจมีลักษณะย่นื ยาว
ออกคล้ายปล่องไฟสปคิ ูลมี 2 ขนาด สปิคูลขนาดใหญฝ่ ังตวั อยู่ในตาข่ายของสปันจินสปิคูลขนาดเล็กฝังอยู่ใน
เซลลข์ องฟองนา้
ฟองน้าทะเลมขี นาดรปู ร่างและสที ี่แตกต่างกันมาก บ้างเป็นกลมุ่ ก้อน บ้างเป็นทรงสูงและแตกแขนง
คลา้ ยนิว้ บางชนดิ เต้ียและแผ่กว้าง บางชนิดเจาะฝังเขา้ ไปในเปลือกหอย บางชนดิ มรี ูปรา่ งคล้ายพดั แจกนั หรอื
ลกู บอล เป็นตน้ Oscarela และ Halsarca เป็นกลุ่มทโ่ี บราณ Loggerhead Sponge เปน็ ฟองน้าขนาดใหญม่ ี
เสน้ ผา่ ศนู ยก์ ลางหลายเมตร
14
ฟองน้าถูตัว (Spongia, Hippospongia) เป็นกลุ่มฟองน้าที่เรียกว่า Horny Sponge โครงร่างเป็น
สปันจิน จึงเหมาะแก่การใช้ถูตัวในเวลาอาบนา้ เม่ือเก็บฟองน้าถูตัวมาตากไว้ เน้ือเยื่อจะเนา่ เปอื่ ย ซึ่งจะล้าง
ออกเหลอื ก้อนสปนั จนิ ไว้ใช้ ฟองนา้ ถูตัวจึงเป็นฟองน้าท่มี คี ณุ ค่าทางการค้า (Commercial Sponge)
https://extreamrock.weebly.com/
4.Class Sclerospongae
มีฟองน้าน้อยชนิด ฝังตัวอยู่ตามรอยแยกของแนวปะการังจึงมักเรียกว่าฟองน้าปะการัง (Coraline
Sponge) ทางเดินน้าแบบลิวโคนอยด์ มีสปิคลู เป็นสารซลิ ิกอน และมสี ปันจนิ และมีช้นั ของหนิ ปนู เป็นโครงร่าง
บางๆหุ้มตัว ลักษณะอ่ืนๆเหมือนฟองน้าใน Class Demospongee (อ้างอิงจากหนังสือสัตววิทยา
นันทพร จารพุ นั ธ์ุ)
15
Phylum Cnidaria (ไนดาเรีย)
Cnidara (knide - ทาให้ระคายเคือง + arua - เกี่ยวข้องกับ) เป็นสัตว์กลุ่มใหญม่ ีจานวนกว่า 9,000
ชนิด ชื่อไฟลัมได้มาจากเซลล์ท่ีเรียกว่าไนโดไซท์ (Cnidocytes) ไนโดไซท์มีออร์แกเนลล์เป็นถุงเข็มพิษท่ี
เรยี กว่านีมาโทซสี (Nematocysts) เปน็ ลักษณะเฉพาะของไฟลัมนีมาโทชสี พบได้ในไนดาเรียและพบในสตั ว์ใน
Phylum Ctenophora อีกเพียง 1 ชนดิ เทา่ น้นั ช่อื ไฟลมั เดมิ คือ Coelenterata (koilos – กลวง + enteron
– ทางเดินอาหาร + ata - มีลักษณะ) ซ่ึงจะรวมเอา Ctenophora ไว้ด้วยเพราะมีลักษณะลาตัวกลวง
เช่นเดยี วกนั สัตวใ์ นไฟลัมไนดาเรียดารงชวี ิตในทะเลในบรเิ วณน้าตื้นเป็นสว่ นใหญแ่ ตม่ ีบางชนดิ ทอ่ี ยูใ่ นนา้ จืด
ลักษณะท่ัวไป (General Characteristics)
1.เป็นสตั ว์นา้ ในทะเลเปน็ สว่ นใหญ่ บางชนดิ อยูใ่ นน้าจืด
2.สมมาตรรัศมี (Radial Symmetry) หรือสมมาตรคร่ึงซีก (Bilateral Symmetry) คือเม่ือตัดตัวไน
ดาเรียผา่ นเสน้ กลางตวั (Central Axis) จากปากไปด้านตรงข้ามปากจะมเี พียง 2 ระนาบเทา่ นน้ั ท่จี ะแบง่ ตัวใน
ดาเรียออกเป็น 2 ส่วนที่เหมอื นกัน
3.รปู ร่างแบบพน้ื ฐานมี 2 แบบคอื โพลบิ (Polyp) และเมดูซา (Medusae)
4.โครงรา่ งภายนอกหรือภายในเปน็ องค์ประกอบ ประเภทไคติน แคลเซยี มหรอื โปรตนี
5.ผนังตัวประกอบดว้ ยเนอ้ื เยื่อ 2 ช้ัน (Diploblastic) อพิ ิเดอมิส และแกสโตรเดอมิส (Gastrodermis)
และมมี โี ซเกลยี (Mesoglea) คนั่ กลาง ในดาเรยี บางชนดิ มเี ซลล์และเยื่อเก่ยี วพนั อยู่ในมีโซเกลยี เน้ือเยื่อทั้งสอง
ช้ันทางานในลักษณะของเน้ือเยื่อ เช่น การหดส่วนลาตัว เป็นการทางานร่วมกันระหว่างเซลล์ และการ
ประสานงานของเซลลป์ ระสาท ดงั นน้ั จงึ จัดในดาเรียไวใ้ นระดบั เน้ือเย่ือ (Tissue Grade)
6.ช่องกลางตัว (Gastrovascular Cavity) มีช่องเปิดเพียงช่องเดียวทาหน้าท่ีเป็น ปากและทวารหนัก
มักจะมหี นวดรอบปากหรือในบรเิ วณของปาก
7.ไนโดไซท์จะอยู่ในอิพิเดอมิส หรือแกสโตรเดอมิส หรือพบในเน้ือเย่ือท้ังสองช้ันไนโดไซท์มีมากที่
บรเิ วณหนวดซ่ึงอาจเรียงตัวกนั เป็นกลมุ่ เรยี กว่าแบตเตอร่ี (Batteries)
8.มีตาขา่ ยของเซลล์ประสาท (Nerve Net) เซลล์ประสาทมแี ขนงแอกซอน (Axon) ที่ประสานเขา้ กับ
เซลลร์ ับความรูส้ ึก
9.ระบบกลา้ มเนอ้ื เปน็ เส้นใยตามยาว และตามขวาง แตกแขนงออกจากเซลลบ์ ผุ วิ ดา้ นนอกและดา้ นใน
ของผนังลาตวั
10.สืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศโดยการแตกหน่อ และสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศโดยการสร้างแกมีท
(Gamete) ในตาเรียมีเพศแยก (Dioecious) หรอื เพศรวม (Nonoccious)
11.ไมม่ รี ะบบขับถ่ายและระบบหายใจ
16
12.ไม่มีช่องตัว (Acoelom)
การมีรูปรา่ งสองแบบหรือไดมอฟซิ มึ (Dirmorphism)
ไนดาเรียมีลกั ษณะรปู ร่างท่แี ตกต่างกันสองแบบและรปู ร่างทั้งสองแบบนี้จะมอี ยู่ในแตล่ ะภาคของวัฏ
จกั รชวี ติ รูปร่างที่เปน็ รปู แบบพ้นื ฐานสองแบบนีค้ ือ
1.แบบโพลบิ (Polyps)
เปน็ รปู รา่ งแบบทรงกระบอก ปลายด้านหน่ึงเปน็ ฐานใช้ในการยึดเกาะกับสิ่งต่าง ๆ เป็นแวน่ ฐาน (Basal Disc)
หรือแว่นเท้า (Pedal Disc) ส่วนลาตัวท่ีเป็นทรงกระบอก (Column Body) เป็นท่อต้ังข้ึน ปลายด้านบนคือ
แว่นปาก (Oral Disc) ประกอบด้วยแผ่นเน้ือที่นูนสูงขึ้นเรียกว่าไฮโปสโตม (Hypostome) ช่องปากอยู่
กง่ึ กลางไฮโปสโดม ที่รอยต่อระหวา่ งลาตวั และแวน่ ปาก จะมหี นวดเรยี งตวั โดยรอบ และอาจมหี นวดเรยี งตัวอยู่
บน ไฮโปสโตม รอบ ๆ ชอ่ งปาก
2.แบบเมดูชา (Medusae)
มีลักษณะคลา้ ยรม่ หรอื ระฆัง เพื่อให้งา่ ยแกก่ ารศึกษารูปร่างแบบเมดูซา จึงใช้วิธีเปรียบเทยี บจากโพ
ลิบคือ ถ้าตัดโพลิบส่วนฐานออกประมาณคร่ึงตัวจากนั้นจึงเอาเนื้อเยื่อผนังตัวมาเชื่อมเข้าด้วยกัน ลาตัวจะมี
ลักษณะเปน็ รูปถ้วยแล้วดงึ ปากให้ยาวออกเปน็ งวง เมื่อจบั ควา่ ลงแว่นปากจะอยดู่ ้านล่างโดยมีหนวดอยทู่ ่ีขอบ
ของแว่นปาก มที อ่ ยาวหอ้ ยลงมาเปน็ งวงคอื มานเู บรียม (Manubnum) และมีชอ่ งปากอยปู่ ลายงวง ดงั นั้น เรา
จะไดใ้ นดาเรียทมี่ ลี ักษณะเปน็ ถ้วยควาลงหรือคล้ายร่มหรอื ระฆงั
ภาพแสดงรูปรา่ ง Cnidaria
https://sites.google.com/
17
ลักษณะและการทางาน nematocyst
http://thaigoodview.com/
ระบบทางเดนิ อาหาร (Digestive System)
ไนดาเรยี กนิ สัตว์อืน่ ๆ เป็นอาหาร (Carnivores) เนอ่ื งจากส่วนใหญ่เป็นพวกทไ่ี มเ่ คลอ่ื นท่ีดงั นน้ั หนวด
จึงเป็นส่วนสาคัญในการกินอาหาร หนวดของไนดาเรีย ส่วนใหญ่จะยาว และไม่แตกแขนง แต่บางชนิดก็ส้นั
และมีสว่ นปลายขยายออกเรียกวา่ Capitate Tentacle เส้นหนวดอาจกลวงซึง่ เปน็ ช่องกลวงท่ตี ่อมาจากแกส
เตอรอนหรืออาจตันโดยมีแกสโตรเดอมิสทป่ี ระกบกันเป็นแกน จานวนหนวดของไนดาเรียแตกต่างกันไปใน
ชนดิ ตา่ งๆ และแมแ้ ตใ่ นชนดิ เดยี วกนั กย็ ังมจี านวนหนวดที่ตา่ งกนั หนวดปรับตวั เพือ่ ใช้จับอาหาร จึงมไี นโดไซท์
กระจายอยูบ่ นหนวด หรืออาจเรียงตัวกนั เป็นกลุ่มโดยมใี นโดไซทข์ นาดใหญ่ลอ้ มรอบด้วยไนโดไซท์ขนาดเลก็
เรยี กว่าแบตเตอร่ี (Bateries)เวลามเี หยอ่ื มาแตะถกู หนวด จะพงุ่ นี้มาโทซีสออกมาฆ่าเหยอื่ แล้วหนวดจบั อาหาร
ส่งเข้าปากผ่านไปยงั แกสเตอรอน เชลลต์ ่อมสร้างนา้ ยอ่ ยพวกโปรตีเอส (Protease) ออกมาย่อย จากน้ันอาหาร
โปรตีนท่ีย่อยในข้ันต้นรวมท้ังลิปิด และแป้งจะถูกเซลล์นิวตรีท่ีปโอบเข้าไปเป็นถุงอาหารเกิดการย่อยจน
สมบรูณภ์ ายในเซลล์ สารอาหารทไี่ ดจ้ ากการย่อยจะส่งออกไปยงั เซลลอ์ ืน่ ๆ
ระบบการหายใจ (Respiratory System) การหมุนเวียนนา (Water Circulation)
ระบบขบั ถา่ ย (Excretory System)
การหายใจ หมุนเวียน ขับถา่ ยของไนดาเรยี เปน็ การแพรผ่ ่านเขา้ ออกจากเยอ่ื หุ้มเซลล์
ระบบประสาท (Nervous System)
ตาข่ายประสาทของไนดาเรียเป็นตัวอย่างของระบบประสาทแบบแผ่กระจาย (Diffuse Nervous
System) แผงประสาทน้ีจะพบในอิพิเดอมิสและแกสโตรเดอมิส เกิดเป็นตาข่ายประสาทสองตาข่ายท่ี
18
ประสานกนั แอกซอนของเซลลป์ ระสาทจะประสาน กบั เซลลป์ ระสาทอน่ื หรอื ประสานตรงจดุ เชอ่ื มกบั เชลลร์ บั
ความรสู้ ึกเมอื่ รบั รู้ต่อสงิ่ เรา้ และประสานกบั อวัยวะตอบสนองคอื เซลลอ์ ิพิทลี ิโอมัสคลู า และนีมาโทซีส กระแส
ประสาทใน สัตว์ชนั้ สงู จะเดนิ ทางไปในทิศทางเดยี ว แตส่ าหรบั ไนดาเรียย้อนกลบั ได้
รบั รู้และตอบสนองต่อส่งิ เรา้ โดยการทางานของระบบประสาทแบบร่างแห หรอื ตาข่ายประสาท (Nerve net)
https://earnkook.wordpress.com/
ระบบสบื พนั ธ์ุ (Reproductive System)
ไนดาเรียมีการสืบพันธ์ุท้ังแบบไม่อาศัยเพศ และอาศัยเพศ ไนดาเรียทุกชนิดมีการสืบพันธ์ุ แบบไม่
อาศัยเพศโดยการแตกหนอ่ โพลิบจะแตกหน่อออกจากโพลบิ เดิมเทา่ นน้ั แต่เมดูชา อาจแตกหน่อออกจากโพ
ลบิ หรืออาจจะแตกหนอ่ จากเมดูซา การแตกหน่อโดยทห่ี นอ่ ไม่ หลุดออกไปทาใหเ้ กิดโคโลนซี ่งึ จะพบในไฮโดร
ซัวและแอนโทซัว
สาหรับการสบื พันธ์ุแบบอาศัยเพศ ไนดาเรียสว่ นใหญม่ ีเพศแยก เซลลส์ บื พนั ธ์เุ กดิ จากเซลลอ์ ินเตอร์
สตเี ชียลของอพิ เิ ดอมิสหรอื แกสโตรเดอมิส การสืบพนั ธแ์ุ บบอาศยั เพศมกั เกิดในเวลาท่ีอากาศอุน่ ขนึ้ ไฮโดรชวั
สว่ นใหญ่และไซโฟซัวสร้างเซลลส์ บื พนั ธุ์ในเมดูซาแต่ แอนโทซวั สร้างเซลล์สบื พนั ธจ์ุ ากเย่อื ชน้ั ในของโพลบิ การ
ปฏิสนธิมักเกิดในตัวแม่หรอื อาจ ปฏิสนธิภายนอกตัว ไซโกตพัฒนาขึ้นมาเปน็ ตัวอ่อนที่ว่ายน้าได้คือตัวอ่อนพ
ลานลู า (Planula Larva) ซง่ึ จะหาทเ่ี กาะเพ่ือเจรญิ เตบิ โตเป็นโพลิบใหม่
เมตาเจนเนซสิ (Metagenesis) เปน็ การสบื พันธุแ์ บบสลับโดยการแตกหนอ่ สลบั กับ การสืบพันธแุ์ บบ
อาศัยเพศ เมตาเจนเนซสี จะพบได้ในสัตว์กล่มุ อืน่ ๆ แต่ท่ีเห็นได้ชัดเจนจะพบใน ไฮโดรซัว โดยเฉพาะ Obelia
และพบใน ไซโฟซัว โดยเฉพาะแมงกระพรนุ สกลุ Aurelia
19
การสืบพันธ์แบบอาศัยเพศและไม่อาศยั เพศ
https://earnkook.wordpress.com/
การจาแนกประเภท
ไนดาเรียจาแนกออกเปน็ 4 Class (Lutz, 1986) ดงั นีค้ ือ
Class 1 Hydrozoa สว่ นใหญม่ ีรูปรา่ ง 2 แบบสลบั กนั ในวัฏจกั รชวี ิต บางชนดิ มเี ฉพาะโพลบิ บางชนิด
มีแต่เมดูซา การดารงชีวิตอาจเป็นในลักษณะตัวเดียว (Solitary Hydroid) หรือเป็นโคโลนี (Colonial
Hydroid) มโี ซเกลยี ไมม่ เี ซลล์ เซลลส์ บื พันธุส์ รา้ งจากอพิ เิ ดอมสิ โพลิบกบั เมดซู าในวัฏจกั รชวี ติ มีขนาดไลเ่ ลย่ี กนั
เรามกั เรยี กสัตวท์ ีอ่ ยใู่ น Class Hydrozoa วา่ (Hydroid)
Class 2 Cubozoa รูปร่างแบบเมดูซา ดารงชีวิตในทะเล มีโซเกลียหนามีเซลล์อยู่ ตัวต่อตัวถ้วยเปน็
ส่ีเหลี่ยมลูกเต๋ามีหนวดยาวอยู่ท่ีมุมทั้งสี่ของตัวถ้วย ตัวอย่างได้แก่ ตัวต่อทะเล (Seawasp) Class นี้เดิม
รวมอยู่ใน Class Scyphozoa
Class 3 Scyphozoa รูปรา่ งแบบเมดซู า ระยะตวั ออ่ นบางระยะมรี ูปรา่ งแบบโพลบิ ดารงชวี ติ ในทะเล
มโี ซเกลียหนามเี ซลล์อยู่ เซลลส์ บื พันธ์สุ รา้ งจากแกสโตรเดอมสิ มีอวัยวะรับความรู้สกึ
Clas 4 Anthozoa รูปร่างแบบโพลบิ ทง้ั หมด ดารงชีวิตในทะเล เซลลส์ ืบพันธุ์สรา้ งจากแกสโตรเดอมิส
1.Class Hydrozoa
มีสัตว์ประมาณ 3,000 ชนิด ขนาดตัวเล็ก ส่วนใหญ่ดารงชีวิตอยู่ในทะเลและเป็นโคโลนี และวัฏจักร
ชวี ิตโดยท่ัวไปจะมรี ะยะทส่ี บื พนั ธุ์แบบไม่อาศยั เพศบนโพลบิ และสืบพันธแุ์ บบอาศยั เพศในระยะเมดซู า แตบ่ าง
ชนดิ เช่นไฮดราไม่มีระยะเมดูซา Hydactina เป็นชนดิ ทด่ี ารงชวี ิตแบบโคโลนี้ในทะเล ไม่มรี ะยะเมดซู า Liriope
เป็นไฮดรอยในทะเลทีไ่ ม่มีระยะโพลบิ ตัวอ่อนเจริญเป็นเมดซู า Sarsia นอกจากจะสืบพันธ์แุ บบอาศยั เพศแล้ว
ยังสามารถแตกหน่อออกมาจากมานูเบรียมได้ ระยะเมดูซาของไฮโดรซัวเรียกว่า ไฮโดรเมดูซา
20
(Hydromedusa) ซ่งึ จะมีขนาดเลก็ มากและแตกตา่ งจาก เมดูซาของไซโฟซัวตรงที่ขอบถ้วยของไฮโดรเมดูซามี
เยือ่ วีลัม (Velum) เปน็ เย่อื บางๆ ติดอยู่ด้านในของขอบถ้วย
ไฮดรา
ทม่ี าภาพ : https://ngthai.com/science/28313/cnidaria/
2.Class Cubozoa
เป็นเมดซู าที่มีลักษณะก้าก่ึงระหว่างไฮโดรซวั กับไซโฟซัว ตัวถ้วยค่อนข้างยาว ซ่ึงอาจยาวถึง 25 ซ.ม.
รูปทรงของตัวถ้วยเป็นสี่เหล่ียม ไม่มีสี ลอยตัวได้ดี มานูเบรียมส้ันเปิดเข้ากระเพาะตรงกลางตัว ( Central
Stomach) แล้วจึงแตกแขนงเป็นถุงกระเพาะ (Gastric Pouch) ยาวถึงขอบถ้วย ท่ีมุมท้ังสี่ของรูปถ้วยจะมี
หนวดเส้นเดยี วหรอื เปน็ กลมุ่ ทโี่ คนของหนวดมสี เตโตซีสต์และ โอเซลลัส เช่นเดียวกับไฮโดรเมดขู า ไนดาเรยี ใน
กลุ่มนี้ ได้แก่ ต่อทะเล (Sea Wasps – Chiropalmus , Chironex) ซึ่งนี้มาโทชีสมีพิษร้ายแรงมาก เฉพาะ
รายงานจากออสเตรเลยี มีคนตายถึง 50 คนจากกะพรุน 2 ชนดิ น้ี
ตอ่ ทะเล
ทม่ี าภาพ : https://ngthai.com/science/28313/cnidaria/
21
3.Class Scyphozoa
มีระยะเมดูชาเป็นลักษณะเด่น ส่วนระยะโพลิบจะเป็นระยะตัวอ่อนท่ีมีขนาดเล็กมาก มักเรียกกล่มุ
ไซโฟซัวนี้ว่า แมงกะพรุน (Jelly Fishes) แมงกะพรุนทั่ว ๆ ไปมีเส้นผ่าศูนย์กลางของตัวถ้วยประมาณ 2-40
ซม. แต่ตัวที่มีขนาดใหญ่มากคือ Cyana Capillata มีเส้นผ่าศูนย์กลางถงึ 2 เมตร เมดูซาของไซโฟซัวเรียกวา่
ไซโฟเมดูซา (Scyphom Edusa) ปกติจะวา่ ยน้าเปน็ อิสระยกเวน้ เพียง 1 Order ท่ีเกาะอย่กู บั ท่ี โดยมีกา้ นงอก
ออกจากเอกซ์อัมเบลลาใช้ในการยึดเกาะ
แมงกะพรนุ
ท่ีมาภาพ : https://ngthai.com/science/28313/cnidaria/
4.Class Anthozoa
มีรูปร่างแบบโพลบิ ทมี่ ลี กั ษณะคล้ายดอกไม้ (Flowerlike Apperance) ดารงชีวิตในทะเลทั้งหมดทงั้
ในบริเวณน้าต้ืนและนา้ ลกึ และพบทั้งในแถบขั้วโลกลงมาจนถึงเขตรอ้ นขนาดแตกต่างกนั อย่างมาก ดารงชีวิต
เป็นตัวเด่ียว ๆ หรือเป็นโคโลนี และส่วนใหญ่มโี ครงร่างค้าจุน สัตว์ในคลาสนี้มจี านวนมากที่สดุ ในไฟลมั จาก
ความแตกต่างในแง่ของลักษณะการดารงชีวิตและลักษณะของโครงร่างท่ีแตกต่างกัน จึงแบ่งสัตว์ในคลาสน้ี
ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ ดอกไม้ทะเล (Sea Anemones) ปะการังอัลไซโอนาเรียน (Alcyonarian Corals) และ
ปะการังโซแอนทาเรยี (Zoantharian Corals) ซึง่ ก็คือปะการงั โครงร่างแขง็ (Stony Corals) ทีพ่ บท่ัวไป
(หนังสอื สัตววทิ ยา ผแู้ ตง่ : บพิธ จารุพันธ์ และ นันทนาพร จารุพนั ธ์)
ปะการงั
ทมี่ าภาพ : https://ngthai.com/science/28313/cnidaria/
22
Phylum Ctenophora (ทโี นฟอรา)
ทีโนฟอรา (ช่ือวิทยาศาสตร์: Ctenophora) เป็นไฟลมั หน่งึ ของสตั วไ์ ม่มีกระดกู สนั หลงั พบตามชายฝงั่
ทะเล โครงสรา้ งคลา้ ยสัตว์ในไฟลัมไนดาเรยี ที่มรี ปู รา่ งแบบกระดิง่ ควา่ แต่ท่ตี ่างไปคือลาตวั เป็นทรงกลม มดี ้าน
ปากและด้านตรงข้ามปาก เทนทาเคิลไม่มีเขม็ พษิ สืบพนั ธุ์แบบไมแ่ ยกเพศ ปฏิสนธิภายนอก โดยไขแ่ ละสเปริ ์ม
ใชป้ ากเป็นทางออก อยู่ในนา้ เคม็ ทง้ั หมดว่ายน้าอย่างอสิ ระ เคลอ่ื นท่ีโดยแผงหวี ไดแ้ ก่ หวีวุน้
รูปรา่ งของหววี ้นุ จะคล้ายแมงกะพรุน (Jellyfish) แตท่ ่ีจริงแลว้ หววี ุ้นและแมงกะพรุนอยู่คนละไฟลัม หวี
วุ้น เป็นสัตว์จากไฟลัมทีโนฟอรา (Ctenophora) แมงกระพรุน เป็นสัตว์จากไฟลัมไนดาเรีย (Cnidaria) มี
รูปร่างสมมาตรเหมือนกัน ต่างกันตรงท่ีแมงกะพรุนจะมีเข็มพิษแต่หวีวุ้นไม่มีเข็มพิษ แต่จะมีเซลล์สร้างสาร
เหนยี วยดึ ตดิ ใชจ้ บั เหย่ือเรยี กว่า คอลโลบลาสต์ โดยสัตว์เหล่านมี้ ีลักษณะ
-ลาตัวโปรงใส
-เคลือ่ นที่โดยอาศยั การพดั โบกของชเิ ลยี (Cilia)
-มเี ทนตาเคลิ 2 เสน้
-รอบตัวแบง่ เป็น 8 สว่ น โดยมีแถบชเิ ลียยาว 8 แถว มลี กั ษณะคล้ายชี่หวี
"สตั วจ์ าพวกทโี นฟอรา" จากหนังสือคุนสท์ฟอรเ์ มินแดร์นาทวั ร์ของแอ็นสท์ เฮ็คเคลิ ปี 1904
:https://www.wikiwand.com/th/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%82%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3
%E0%B8%B2)
ลักษณะทัว่ ไป (General Characteristics)
พวกมนั เปน็ สง่ิ มีชีวิตทีก่ าลงั อยู่ในช่วงรอยต่อของวิวัฒนาการ ก่อนที่จะพัฒนาให้มีรทู วารถาวรน่ันเอง
หวีวุ้นผิวปุ่ม เดิมมีถิ่นอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งของมหาสมุทรแอตแลนติกตะวันตก แต่ตอนนี้พวกมันถูกพบใน
ยโุ รปและภมู ิภาคเอเชียตะวนั ตกดว้ ย ตวั โตเตม็ วยั จะมคี วามยาวประมาณ 7-12 เซนตเิ มตร อาหารของมนั
คือ แพลงกต์ อน สตั วเ์ ปลือกแขง็ ขนาดเลก็ ไขแ่ ละตวั ออ่ นของปลา ไปจนถึงตวั ออ่ นของหวีวนุ้ ชนิดเดยี วกัน
ดว้ ย
23
ระบบทางเดนิ อาหาร (Digestive System)
ไม่มีช่องทางเช่ือมต่อถาวรระหว่างทางเดินอาหารกับรา่ งกายส่วนหลังแบบสตั ว์ท่ัวไป แต่เมื่อของเสีย
ในร่างกายสะสมเพมิ่ ขึ้น บางส่วนของทางเดนิ อาหารจะพองตวั ข้ึนจนจรดกับเซลลข์ องผิวชน้ั นอกสุด
จากนน้ั เซลลท์ างเดินอาหารจะรวมตวั เข้ากบั เซลลห์ นังกาพร้า เป็นช่องเปดิ ให้สามารถขับถ่ายของเสียออกมา
ได้ โดยตัวเต็มวัยจะขับถ่ายทุก 1 ช่ัวโมง และตัวอ่อนจะขับถ่ายทุก 10 นาที ซึ่งสาเหตุท่ีทาให้มนั สามารถรวม
เซลล์เพือ่ เปน็ รทู วารชว่ั คราวได้ เพราะเซลลข์ องมนั เรียงตัวชน้ั เดียวน่ันเอง
ระบบหมนุ เวยี นเลอื ด (Circulatory System)
สัตวพ์ วกนย้ี งั ไม่มี ระบบหมุนเวียนเลอื ด
ระบบการหายใจ (Respiratory System)
สัตว์พวกนยี้ ังไมม่ รี ะบบหายใจ
ระบบขบั ถ่าย (Excretory System)
สัตว์พวกนี้ยังไม่มีระบบขับถ่าย หวีวุ้น ไม่มีรูทวารปรากฏให้เห็นในเวลาปกติ รูทวารจะปรากฏข้ึนก็
ต่อเมื่อรา่ งกายตอ้ งการขับถา่ ยของเสยี และเมือ่ เสรจ็ ธุระแล้วรทู วารช่วั คราวก็จะหายไปเหมอื นไมม่ อี ะไรเกดิ ข้ึน
ระบบประสาท (Nervous System)
สมองของหวีวุน้ เป็นตน้ แบบของสมองของสัตว์ทุกชนิดบนโลกรวมทั้งมนุษย์ด้วย สมองของหวีวุน้ เปน็
สมองขน้ั พ้ืนฐานชอื่ ว่า Aboral Organ (แอบบอรอล ออรแ์ กน) มนั ยงั ชว่ ยใหห้ วีวุ้นสามารถรทู้ ิศวา่ ตัวมันกาลัง
ว่ายน้าข้ึนหรอื กลับหัวอยู่ นกั ประสาทวิทยาได้ทาการวิจัยโดยการถอดรหสั โปร่งแสงชนิดน้ีในปี 2007 กพ็ บวา่
พวกมันมีระบบประสาทท่ีซับซ่อน และแตกต่างอย่างสิ้นเชิงจากสัตว์ชนิดอื่นทั้งปวง Ctenophora มีระบบ
ประสาท 2 ไม่ใช่ระบบเดยี ว และแต่ละระบบแตกต่างจากระบบของมนุษย์ มันมีพัฒนาการที่มีความแตกต่าง
จากระบบประสาทของสตั วช์ นดิ อนื่ ๆ อีกดว้ ยดงั น้ัน Ctenophora ถือว่าเป็นจ้าวแห่งการสรา้ งตวั ตนใหม่ " มนั
ปฏิรปู สมองของตัวเองดว้ ย "
นักประสาทวิทยาท่านนั้นได้กล่าวว่า เค้าเคยได้ทาการวิจัยโดยผ่าสมองของ Ctenophora ออกมา 4
คร้ัง และทาใหม้ นั มีชีวิตอยู่ต่ออกี 3-4 วันและมนั ก็สรา้ งสมองออกมาใหมไ่ ด้ ทาซา้ ถงึ 4 คร้ังสมองกง็ อกออกมา
ใหม่อีก
แต่ส่งิ ที่น่าสนใจทสี่ ดุ ก็นา่ จะคอื มันทาให้แผลที่ผา่ ตดั หายไดใ้ น 2 ชัว่ โมงครึ่ง โดยไมม่ ีรอยแผลหลงเหลอื
อย่เู ลย จรงิ ๆ แล้วมันสรา้ งเซลลป์ ระสาทได้ไมเ่ หมือนมนษุ ย์เรา มนั สร้างได้เรว็ และแตกต่างซึง่ เป็นส่ิงมชี วี ติ ท่ี
น่าท่งึ มาก
นักวทิ ยาศาสตร์ยังคงมนึ งงกบั ระบบร่างกายของมันจงึ ตัง้ ฉายาใหม้ นั ว่า " เอเลี่ยนแห่งทอ้ งทะเล " โดย
เปรียบเทยี บกบั สตั วช์ นิดอืน่ ๆ เพราะ Ctenophora มันมีความแตกตา่ งจากสัตว์ทุกชนดิ และแตกตา่ งมากกวา่
มนษุ ยก์ บั ตวั ฟองนา้
ระบบสืบพันธ์ุ (Reproductive System)
มรี ะบบสืบพนั ธุ์แบบรวมเพศ (Hermaphrodite) ไม่มีชว่ งชีวติ ทีเ่ ป็นโคโลนี ตวั ออ่ นถูกเรียกว่า Cydippid
Larva บางชนดิ สามารถเรอื งแสงได้ มี 2 คลาสคอื
1.Class Tentaculata เปน็ พวกทมี่ หี นวดเทนตาเคลิ
2.Class Nuda เป็นพวกท่ไี ม่มีหนวดเทนตาเคลิ
24
โครงสร้างของหวีวุน้ และหนวดจบั อาหาร
(ท่มี าภาพ : www.uprm.edu/biology/profs/borges/3425/radiata.ppt)
โครงสร้างของหวีวุ้น และการจดั เรียง Comb
(ทมี่ าภาพ : www.uprm.edu/biology/profs/borges/3425/radiata.ppt)
25
หววี ุ้นชนดิ ต่าง ๆ
(ทีม่ าภาพ : http://www.microscopy-uk.org.uk/mag/imgmay04/pleurobrachia.jpg
http://www.imagequest3d.com)
(อา้ งองิ จาก
https://thenisong.wordpress.com/2017/08/18/%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%82
%E0%B8%99%E0%B8%9F%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B8%B2/?fbclid=IwAR0tYgxJ
kff_sr5Z4D0pD4deNf--lFZslHotKrQutgXAi_-h4pqsQ7mPvwk)
26
Phylum Platyhelminthes (แพลลทีเฮลมินธสี )
Platyhelminthes มาจากภาษากรีก (Platy + Helminth = Flat Worm) หมายถึง หนอนท่ีมีลาตัว
แบน ได้แก่ พวกหนอนตวั แบน ชอ่ื สามญั Flat orm มที ้งั ท่ดี ารงชีวิตอย่างอิสระ เรยี ก หนอนตัวแบน และพวก
ท่เี ป็นพยาธใิ นสตั วอ์ ื่น เรียก พยาธิตัวแบโดยสัตว์ในไฟลมั น้ีอาศยั อยู่ท้ังในนา้ เคม็ น้าจดื และบรเิ วณพืน้ ดินท่ีมี
ช้ืนสงู พบประมาณ 20,000 สปีชสี ์
ลักษณะทีส่ าคญั (Characteristics)
1.มสี มมาตรเป็นแบบคร่งึ ซกี (Bilateral Symmetry)
2.มเี น้อื เยื่อ 3 ชั้น (Triloblastics Animal) ไมม่ ชี อ่ งตวั (Acoelomate) คอื ไมม่ ชี อ่ งว่างระหว่างผนัง
ลาตัว กับผนังทางเดนิ อาหาร ผนังช้ันนอกอ่อนนุ่ม บางชนิดมีซิเลยี เช่น พลานาเลีย บางชนิดมีคิวทิเคิล
(Cuticle) หุ้มและมีปุ่มดูด หรอื ขอเก่ียว (Hooks) สาหรับยึดเกาะกับโฮสต์ (Host) เช่น พยาธิใบไม้ (Flukes)
พยาธติ ัวตดื (Tapeworms)
3.ร่างกายแบนทางด้านหลังและด้านท้อง (Dorsoventrally) ไม่มีข้อปล้อง แต่บางชนิด เช่น พยาธิ
ตวั ตืด มขี ้อปลอ้ ง แต่เปน็ ปล้องท่เี กดิ ข้ึนเฉพาะทผ่ี วิ ลาตวั เทา่ นัน้
4.พวกทม่ี กี ารดารงชีวติ อย่างอิสระ จะมเี มือกลนื่ ๆ หุ้มตัว เพ่ือใชใ้ นการเคลือ่ นท่ี ส่วนพวกทด่ี ารงชีวิต
แบบปรสติ (Parasitic Type) จะมคี วิ ทเิ คิล (Cuticle) หมุ้ ตวั ซึ่งสรา้ งจากเซลลท์ ผี่ ิวของลาตัว ทาหน้าทีป่ ้องกัน
อนั ตรายซงึ่ เกิดจากนา้ ย่อยของผู้ถูกอาศยั (Host)
5.ระบบทางเดินอาหาร (Digestive System) มีท่อทางเดินอาหารทเี่ ป็นปลายตัน หรือเป็นแบบที่ไม่
สมบูรณ์ (Incomplete Digestive tract) มปี ากแต่ไม่มีทวารหนัก และพบวา่ ทางเดนิ อาหารแตกแขนงออกเปน็
2-3 แฉก ส่วนในพยาธติ ัวตดื ไม่มที างเดนิ อาหาร
6.สัตว์ในไฟลัมนี้เร่ิมมีการรวมตัวของอวัยวะแสดงลักษณะหัว (Cephalization) คือ มีปมประสาท
สมอง อวัยวะรับความรสู้ ึก และชอ่ งปากมารวมกันอยู่ทางด้านหน้าของลาตวั
7.ระบบหายใจ (Respiratory System) ไม่มีอวัยวะที่ใช้ในการหายใจโดยเฉพาะ ในพวกปรสิตจะ
หายใจแบบไม่ใช้ออกซิเจน (Anaerobic Respiration) เช่น พยาธิใบไม้ ซึ่งพบว่ากระบวนการน้ีให้
คาร์บอนไดออกไซด์ และอินทรีย์สารสะสมอยู่ในร่างกายสูง ความเข้มข้นของน้านอกร่างกายสูงกว่าภายใน
ร่างกาย จึงมีผลทาให้น้าเคล่ือนผ่านเข้าสู่ร่างกาย ระบบขับถ่ายจึงทาหน้าทป่ี รบั สภาวะน้าภายในร่างกายให้
สมดลุ ส่วนพวกที่ดารงชีวิตอย่างอสิ ระ จะหายใจแบบใช้ออกซิเจน (Aerobic Respiration) โดยการใชผ้ วิ ตวั ใน
การแลกเปล่ยี นแก๊ส
8.ระบบขับถ่าย(Excretory System) มีอวัยวะ ท่ีเรียกว่า โพรโตเนฟริเดีย (Protonephridia) มี
ลักษณะเป็นท่อที่ปลายด้านในปิด และมีท่อไปเปิดออกด้านนอก ซึ่งประกอบด้วยท่อตามยาวหลายท่อ
(Protonephridial Canal) จากท่อเล็กๆ น้ีจะมีท่อแยกไปเปน็ ทอ่ ย่อย (Capillary) ที่ปลายทอ่ ย่อยมเี ซลลโ์ พร
โตเนฟริเดยี ลกั ษณะเป็นรปู ถ้วย (Flame Bulb) มีแฟลกเจลลมั เปน็ กระจกุ อยู่ด้านในของถ้วย ซ่ึงจะโบกพัดไป
27
มาคล้ายเปลวเทียน จงึ เรียกวา่ เฟลมเซลล์ (Flame Cell = เซลล์เปลวไฟ) การโบกพดั ของแฟลกเจลลัมทาให้
เกิดแรงดึงน้าผ่านเข้าส่ทู ่อของเสียท่ีโพรโตเนฟริเดีย กาจัดออกในรูปของแอมโมเนียทีล่ ะลายอยู่ในน้า ซึ่งจะ
ไหลออกมาตามทอ่ และออกสู่ภายนอกทางช่องเปิด ท่ีเรยี กวา่ เนฟรดิ ิโอพอร์ (Nephridiopore)
9.ระบบประสาท(Nervous System) ประกอบด้วย ปมประสาทด้านหน้า (Anterior Ganglia) หรือ
ปมประสาท รูปวงแหวน (Nerve Ring) ทาหน้าท่ีเป็นสมองเชื่อมระหว่างเส้นประสาทใหญ่ตามยาว
(Longitudinal Nerve Cord) ซึ่งทอดไปตามยาวของร่างกายจานวน 2 เส้น และมีเส้นประสาทตามขวาง
(Transverse Nerve) เช่ือมระหว่างเส้นประสาทใหญ่ทั้งสองด้วย มีอวัยวะรับสัมผัสแบบง่ายๆ บางชนิดมีตา
(Eye Spot)
10.ระบบสืบพันธุ์(Reproductive System) แบบอาศัยเพศ(Sexual Reproduction)โดยมีสองเพศ
อยู่ในตัวเดียวกัน จัดเป็นกะเทย (Hermaphrodite) มีการปฏิสนธิภายในตัวเอง (Self Fertilization) และ
ปฏิสนธิแบบข้ามตัว (Cross Fertilization) และมีการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ โดยการงอกใหม่
(Regeneration)
การจัดจาแนก(Classification)
1.Class Tubellaria พลานาเรยี
- Free Living ในน้าจืด ทะเลหรือ Terrestrial บนบก ยกเว้น Order Temnocephalida จะเป็น
Ectoparasite ของ Crustacean ในหอยทากและเต่า
- การเคลอื่ นที่ (Movement) อาจมี หรือ ไม่มี Cilia บางชนิดใช้ Muscular Undulation การทางานของ
กล้ามเนอ้ื ขยับเปน็ ลกู คล่นื บางชนดิ Mucus Gland Cell เพ่ือสร้างเมือกช่วยในการเคล่อื นท่ี
- Muscle มี 3 ชั้น กล้ามเนื้อวงแหวน Circular Muscle กล้ามเน้ือทแยง Diagonal Muscle กล้ามเนื้อ
ตามยาว Longitudinal Muscle
- ช้ัน Mesenchyme จะมี Parenchyma Cell เรียงตัวหลวม ๆ มีเซลล์ Neoblast ทาหน้าที่ถ่ายเทสาร
ภายในและหน้าทเ่ี ก่ยี วกบั การสบื พันธ์ดุ ว้ ย
28
ลักษณะทวั่ ไปของพลานาเรยี
ทม่ี า https://ngthai.com/
ระบบประสาท Nervous System
ทม่ี า https://sites.google.com/
ระบบสบื พันธุ์ Reproductive System
ทมี่ า https://kaksyukron.my.id/
29
การจัดจาแนกสู่ระดับ Order จะใช้การมีหรือไม่มี Vitellaria ใน Reproductive System และ
ลักษณะของทอ่ ทางเดนิ อาหาร แบ่งไดเ้ ป็น
กลมุ่ ที่ไม่มี Vitellaria
Order Acoela : Small turbellarian ไม่มที อ่ ทางเดนิ อาหาร กิน Diatom
Order Catenulida : แบ่งตวั ตามขวาง Transverse Fission และติดกันเป็นลกู ปัด
Order Macrostomida : พบในนา้ จืด ทะเล บอ่ น้าพรุ ้อน
Order Polyclatida : Large Marine Form มที ่อทางเดินอาหารแตกเป็นแขนงทว่ั ร่างกาย
กลมุ่ ที่มี Vitellaria
Order Neorhabdocoela : เป็น Turbellarian กลมุ่ ใหญ่ที่สดุ พบในน้าจดื และทะเล
Order Temnocephalida : เป็น Ectoparasite ของ Crustacean หอยทากและเตา่
Order Tricladida : ทอ่ ทางเดินอาหารแตกเป็น 3 แขนง
2.Class Monogenea ปลิงใส
- Mono = หนึ่ง + genea = บ้าน หมายถึง ใน Life Cycle ต้องการ Host ชนิดเดียวเป็น Endoparasite
ใน Amphibian , Reptile และหมึก ตัวเรียนกว่า Onchomiracidium
- Anterior Attachment Organ : Hook ,Sucker , Bothrium เรียกว่า Prohaptor
- Posterior Attacchment Organ : Suker , Clamp , Anchor,hooklet เรยี กวา่ Opisthaptor
ลักษณะทัว่ ไปของ Monogenea
ท่ีมา https://thefishsite.com/
30
วงชวี ิตของ Monogenea
ท่ีมา https://www.researchgate.net/
การจดั จาแนก (Classification)
1.Order Monopisthocotylea
2.Order Polyopisthocotylea
ทม่ี า https://link.springer.com/
31
3.Class Digenea พยาธใิ บไม้
- Di = สอง + genea = บ้านหมายถงึ ใน Life cycle ต้องการ Host มากกว่า 1 ชนิด ตวั อ่อนเรยี กวา่
Miracdium
- Organ ที่ใช้ในการยึดเกาะติดกับ Host อยู่ทางด้านหน้า 1 อัน เรียกว่า Oral Sucker และบริเวณ
กลางลาตวั หรือด้านท้าย 1 อนั เรยี กว่า Ventral Sucker หรือ Acetabulum
- ผนงั ลาตัว เรียกว่า Tegment บางชนดิ ปกคลุมด้วย Scale-Like Spine
- การกินอาหาร Feeding ดูดซึมอาหารจาก Host
- ระบบสืบพันธุ์ Reproducttive System เป็นแบบ Hermaphrodite ยกกเว้น พยาธิใบไม้เลือด
ระบบสืบพันธ์ุเพศเมีย ประกอบด้วย Ovary , Oviduct , Ootype , Yolk Gland ,Seminal Receptacle ,
Uterine Pore
ระบบสืบพันธ์ุเพศผู้ ประกอบด้วย Testis , Vas Efferent , vas Deferens , Cirrus Sac , Vas Deferens ,
Seminal Vesicle , Cirrus , Prostate Gland , Genital Atrium
- ตวั เตม็ วัย Adult เปน็ ปรสติ ในสตั ว์มกี ระดกู สนั หลัง พบในอวยั วะต่างๆ ตับ ปอด ท่อทางเดนิ อาหาร
กระเพาะปสั สาวะและกระแสเลือด มกี ารสบื พันธุ์อาศยั แบบอาศยั เพศ Sexual Reproduction
- ตัวอ่อน Larva มีหลายระยะ คือ Miracidium , Sporocyst , Redia ,Cercaria Metacercaia เปน็
ปรสิตของหอย ปู กุ้ง ปลา และสามารถเพิ่มจานวนได้โดยการสืบพันธ์ุแบบไม่อาศัยเพศ Asexual
Reproduction
วงชีวติ ของ Digenea
ท่ีมา http://atlas.or.kr/atlas/
32
4.Class Cestoda พยาธิตดื
- ลาตวั แบน Dorsoventarally Flattened และยาว (Ribbon Shape)
- ดารงชีวิตเป็นปรสติ Facultative parasite ตวั เตม็ วัยอาศัยในลาไส้
- ไม่มรี ะบบทางเดินทาง อวัยวะสืบพันธ์ุเจริญมากเปน็ Hermaphrodite สามารถเกดิ Self –
Fertilization ในปล้องเดยี วกนั หรือต่างปลอ้ งกัน
ลักษณะทวั่ ไปของ Cestoda
ท่มี า https://quizlet.com/
33
การจดั จาแนก (Classification)
1.Order Cyclophllidea
Scolex มี Sucker 4 อัน อาจมีหรือไม่มี Rostellum ปล้องมักจะมีความกว้างมากกว่าความยาว
ภายในไข่มีตัวอ่อนท่ีมี Hook 6 อัน เรียกว่า Oncospere ตัวอ่อนอยู่ในสัตว์มีกระดูกสันหลัง
Vertebrate เปน็ เจ้าของบา้ นกึ่งกลาง Intermediate Host มีตัวออ่ นทม่ี ีรปู แบบต่างๆ คอื
-Cysicercus มลี ักษณะแบบ bladder – Like ภายในจะมตี วั อ่อนอยู่ 1 Scolex
-Coenerus มีลกั ษณะคลา้ ยกบั Cysticercus แต่จานวน Scolex
-Hydatid ภายในจะมีการพัฒนาของ Scolex ให้มีจานวนมากๆบางครั้ง 1 Hydatid Cyst
สามารถพบ Scolex จานวนเป็นพันอยภู่ ายใน
2.Order Pseudophyllidea
Scolex แบบ Bothria รังไข่ Ovary มีรูปร่างแบบ Bilobed ตั้งอยู่บริเวณ Posterior ของปล้อง
Testes และ Vitellaria มีลักษณะเป็น Follicular กระจัดกระจายไปทัว่ ภายในปล้องมี Gensterior
Pores ภายในไข่มีตัวอ่อนท่มี ี Cilia เรียกวา่ Coracidium เม่ือตวั อ่อนออกจากไข่จะถกู เจา้ บา้ นตวั ที่ 1
คือกลุ่ม Crustaceans กินเข้าไปในลาไส้ ตัวอ่อนจะเคลื่อนที่และพัฒนาเป็นระยะ Procercoid
ชอ่ งว่างภายในลาตัว ของ Host เมอ่ื ปลากนิ Crustaceans เข้าไป ตวั อ่อนจะเคลื่อนทีไ่ ปยังกล้ามเนื้อ
และพัฒนาเป็นระยะ Plerocercoid และเมื่อเจ้าบ้านจาเพาะกินปลาเข้าไป ตัวอ่อน Plfrocercoid
จะพฒั นาเปน็ ตวั เต็มวยั (อ้างองิ จาก : เอกสารประกอบการสอนสัตววิทยา สาขาวชิ าชีววทิ ยา คณะ
วทิ ยาศาสตร์)
วงชีวิตของ Cestoda
ที่มา https://en.wikipedia.org/
34
PHYLUM NEMATODA (นีมาโทดา)
สตั วใ์ นไฟลมั นมี าโทดามชี ือ่ เรยี กทั่วไปวา่ หนอนตวั กลม (Round Worms) มีรปู รา่ งยาวเรยี ว หัว ท้าย
แหลม (Nema = เส้นด้าย) หนอนตัวกลมมีทั้งท่เี ป็นปรสติ ในสตั ว์ ในพืช และดารงชีวิตเป็นอิสระ โดย พบได้
แทบทุกแหง่ ในทกุ สภาพของระบบนิเวศ เช่น ในนา้ จดื ในทะเลลกึ ในดนิ โคลน ในทะเลทราย หรอื เขตขัง้ โลกท่ี
หนาวเย็น และอาศัยอยู่ตามซากพืช ซากสตั ว์ พวกท่ดี ารงชวี ติ เป็นอิสระมกั จะกนิ แบคทเี รีย รา และอนิ ทรียว์ ัตถุ
เป็นอาหาร ดังน้ันในดินหรอื โคลนทมี่ คี วามอุดมสมบูรณ์มากจะพบหนอนตัวกลมจานวนมาก เคยมีผู้ตรวจพบ
หนอนตัวกลมนับล้านตัวในโคลน 1 ลูกบาศก์เมตรจากบริเวณเขตชายฝ่ังทะเล หนอนตัวกลมส่วนใหญ่จะมี
ความยาวน้อยกว่า 5 เซยติเมตร หนอนตัวกลมที่เปน็ ปรสติ และพวกทอี่ าศัยอยู่ในทะเลมกั จะมีขนาดใหญก่ ว่า
พวกทดี่ ารงชีวิตเปน็ อสิ ระและพวกทอี่ ยใู่ นนา้ จืด หนอนตวั กลมทพี่ บในสายรก (Placenta) ของปลาวาฬหัวทุย
(Sperm Whale) ยาวถึง 9 เมตร จานวนชนิดของหนอนตวั กลมทีต่ ้ังช่อื แลว้ มีประมาณ 30,000 ชนิด และทีย่ งั
ไม่ได้ตั้งช่ือยังมีอีกจานวนมาก คาดว่าจะมากกว่าท่ีได้ตั้งช่ือไว้แลว้ หลายสิบเท่าตัว และส่วนใหญจ่ ะดารงชวี ิต
อย่างอสิ ระ ในนา้ และในดิน ส่วนพวกทเี่ ปน็ ปรสติ มจี านวนชนิดน้อยกวา่ มาก
การจัดหมวดหมู่ของหนอนตัวกลมจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ โดยใช้อวัยวะรับความรู้สึก เก่ยี วกับ
สารเคมี (Chemoreceptor) ซึง่ พบที่ปลายหางของหนอนตวั กลมทเ่ี รียกวา่ เฟสมดิ (Phasmid)
ในการจดั แบ่งออกเป็น 2 Class คือ
1.Class Phasmidia (Secernentia) มีเฟสมิด ระบบขับถ่ายเปน็ แบบท่อ (Canal Cystem) ตัวอย่าง
ได้แก่ หนอนตวั กลมนา้ จืด (Freshwater Nematode)
ไสเ้ ดอื นฝอยในปมรากพืช (Root-Knot Nematode)
พยาธปิ ากขอ (Hook Worm)
พยาธติ ัวกลมในปอดหนู
พยาธเิ ขม็ หมดุ (Pin Worm)
พยาธิไส้เดือนในลาไส้ (Intestinal Round Worm)
พยาธิไสเ้ ดือนสุนขั
พยาธติ วั กลมปลาทะเล
พยาธิกินี (Guinea Worm)
พยาธใิ นลกู ตา (Eye Worm)
พยาธติ วั จดี๊
พยาธิตัวกลมในเลอื ด
2.Class Aphasmidia (Adenophorea) ไม่มเี ฟสมิด อวัยวะขับถา่ ยของเสยี เปน็ ตอ่ มไม่มีทอ่ ขบั ถ่าย
ตวั อย่างไดแ้ ก่
พยาธแิ ส้มา้ (Whip Worm)
พยาธแิ คพิลลาเรยี (Capillaria Worm)
พยาธิทรคิ ินา (Trichina Worm)
35
ลักษณะทั่วไป (General Characteristics)
หนอนตัวกลมมีรูปรา่ งแบบเดียวกันหมดคือ ลาตัวเป็นรปู ทรงกระบอกกลม หัวท้ายเรยี วเล็กลง ส่วน
หัวไม่เด่นชัด (ไม่มี Cephalization) ร่างกายไม่แบ่งเป็นส่วน ๆ อย่างชัดเจน ไม่มีแฟลเจลลัม หรือซเี ลียที่ใช้
ช่วยในการเคล่ือนที่ซีเลียพบเฉพาะบริเวณอวัยวะรับความรู้สึกซึ่งอยู่ท่ีส่วนหัว ( Amphid) แต่เป็นซีเลียท่ี
เคล่ือนไหวไมไ่ ด้ มีสมมาตรของซีกซ้ายขวา ปลายด้านหน้าจะมีช่องปากและรมิ ฝปี าก (Lip) เป็นต่มุ เน้ือรอบๆ
ปาก จานวน 3 หรือ 6 อนั รอบๆ ปากจะมี Sensory Papilla หรอื Bristle รบั ความรสู้ ึก พวกท่ีโบราณจะมรี มิ
ฝีปาก 6 อนั ส่วนพวกที่อยู่ในดินและพวกท่เี ป็นปรสติ จะมรี ิมฝีปาก 3 อัน หรอื ไมม่ ี ริมฝปี ากเลย
ปลายหางของหนอนตัวกลมจะเรียวแหลมส่วนปลายหางของตัวผู้มักจะมีอวัยวะที่ทาหน้าที่ช่วยยึ ด
เกาะขณะผสมพนั ธ์ุ เช่น สปิคลู (Spicule) เบอร์ซา (Bursa) เป็นตน้
ผนังตัว ผนงั ลาตวั ของหนอนตวั กลมประกอบดว้ ยชัน้ ควิ ทิเคิลอยนู่ อกสุด ถดั เขา้ มาเปน็ ช้นั อิพิเดอร์มิส
และช้ันกล้ามเน้ือ ตามลาดับ
คิวทิเคิล เป็นชั้นนอกสุดและหนามากในกลุ่มที่เป็นปรสิต ส่วนกลุ่มที่ดารงชีวิตเป็นอิสระมีคิวติเคลิ
หนาและใส มองเหน็ อวยั วะภายในได้ชดั เจน ควิ ทิเคลิ ที่หนาทาให้หนอนตัวกลมแพร่กระจายไปทั่วทุกแหง่ ควิ ทิ
เคิลส่วนมากจะเรยี บไมม่ ีลวดลาย แต่บางบรเิ วณอาจมีลายขวาง มีสันตามแนวยาว (Alae) สองข้างของลาตวั
ตอนท้ายและปุ่มต่าง ๆ ซ่ึงมักจะใช้ในการจดั หมวดหมู่ โครงสรา้ งทางเคมขี องคิวทิเคิล ของหนอนตวั กลมเปน็
โปรตีนแข็งหรือสเคลอโรโปรตีน (Scleroprotein) ท่ีไม่มไี คติน (Chitin) หรือเคอราติน (Kera-Tin) โดยท่ัวไป
คิวทิเคิลแบ่งออกเป็น 3 ชั้นคือ Cortical Layer อยู่นอกสุดมีลิปิดคลุมบาง ๆ แมทริกซ์ (Matrix Layer) ช้ัน
กลางเปน็ ชน้ั ของสารคลา้ ยอลั บมู นิ (Albumin) ชั้นในสุดคือ Basal Layer เป็นชั้นของเส้นใย (Fibrous) ซง่ึ เปน็
เยื่อเหนียว คิวทิเคิลทาหนา้ ท่ีปอ้ งกันตัวโดยรับแรงกระแทกได้ดมี าก และป้องกนั อันตรายจากนา้ ย่อยในลาไส้
ของสัตวท์ มี่ ันเข้าไปอาศยั อยู่ คิวทิเคลิ เกา่ จะหลดุ ออกไปเมื่อมีการลอกคราบ (Molting) และสร้างคิวทเิ คลิ ใหม่
ข้ึนมาแทนหนอนตัวกลมจะมีการลอกคราบ 4 ชุดในวัฏจักร คิวทิเคิลเก่าจะหลุดออกมาเปน็ แผ่นหรอื เปน็ ชิ้น
เลก็ ๆ แตใ่ นบางชนดิ หลดุ ออกมาทัง้ ชิ้นเหมอื นในก้งุ หรือปู
คิวติเคิลนอกจากจะหมุ้ ภายนอกร่างกายแล้ว ยังบุอยู่ที่ผิวด้านในของท่อทางเดนิ อาหารตอนต้น และ
ตอนท้ายอีกดว้ ย
อิพิเดอร์มิส เป็นช้ันที่อยู่ตดิ กับควิ ทิเคิล มกั จะเรียกวา่ ช้ันไฮโพเดอรม์ สิ (Hypodermis) มีลักษณะรูป
สาม ทาใหแ้ ทรกอยู่ แต่ยงั ไม่ทราบหน้าท่ีแนช่ ัด เปน็ Syncytial Layer คือ เซลลไ์ มม่ ผี นังกั้นระหว่างเซลล์ แต่
หนอนตัวกลมท่ีโบราณ เช่น พวกที่ดารงชีวิต เป็นอิสระในทะเลบางชนิด ชั้นอิพิเดอร์มิสไม่เป็น Syncytial
Layer และในช้นั นี้อาจจะมีตอ่ ม Hypodermal Gland ชัน้ อิพิเดอรม์ ิสในบางบรเิ วณจะโป่งเปน็ สันย่ืนเขา้ ไปใน
ชีลอมเทียม สันน้ีจะมี 4 สันคือส้ัน กลางหลงั (Dorsal Cord) สันกลางด้านท้อง (Ventral Cord) และสันขา้ ง
ตัว (Lateral Cord) ขนาดใหญ่ 2 ช้ัน นิวเคลียสของเซลล์ในช้ันนีจ้ ะมารวมกนั อยู่ท่ีสันข้างตัวทงั้ สองข้าง และ
อาจจะมีท่อขับถา่ ยฝง่ั อยใู่ นสนั ขา้ งตัวซึง่ พบในหนอนตวั กลมบางชนิด
ชันกล้ามเนือ ชั้นกล้ามเน้อื ของหนอนตัวกลมอย่ตู ิดกับอพิ ิเดอร์มิสเปน็ กลา้ มเน้อื ตามยาวเพยี ง อย่าง
เดียว ใยกล้ามเนื้อมีรปู ร่างยาวเรยี วและมีแขนงของกล้ามเนื้อ (Muscle Cell Process) ย่ืนออกมาจากเซลล์
กล้ามเน้ือแตล่ ะเซลล์ไปท่เี สน้ ประสาทดา้ นหลงั (Dorsal Nerve Cord) และเส้นประสาทดา้ นท้อง (Lven-Tral
Nerve Cord) การหดตัวของกล้ามเนื้อทาให้เกิดคล่ืนต่อเน่ืองจากด้านหัวไปยังด้านท้ายของลาตัวเพื่อการ
เคลื่อนที่
36
ซีลอมเทียม ซีลอมมีขนาดใหญ่มากและเปน็ ซลี อมเทียม (Pseudocoelom) มขี องเหลวบรรจอุ ยเู่ ตม็ ซี
ลอมเปน็ โครงร่างเหลวของรา่ งกาย (Hydrostatic Skeleton) ของเหลวดังกล่าวจะพยุงอวัยวะต่าง ๆ ให้ลอย
อยู่ใน ซีลอมและมีความสาคัญต่อการเคลื่อนท่ี การกินอาหาร การขับถ่าย ของเหลวในซีลอมมีซีโลโมไซต์
(Coelomocytes) ลอยตัวอยู่ 1-3 คู่ เข้าใจว่าเซลล์เหล่านี้ทาหน้าที่กาจัดของเสีย ดูดซับอาหาร และ
สังเคราะห์สารตา่ ง ๆ
ระบบย่อยอาหารและการกนิ อาหาร (Digestive System)
หนอนตัวกลมกินอาหารได้หลายอย่าง เช่น พวกท่ีดารงชีวิตเปน็ อสิ ระจะกินหนอนจกั ร (Rotifer) หมี
น้า (Water Bear : Tardigrades) หนอนปล้องขนาดเลก็ สาหร่าย รา ส่วนพวกท่ีเป็นปรสติ ในสัตว์มักจะ กิน
เน้ือเย่อื ต่าง ๆ ของโฮสต์ หรอื กนิ อาหารทยี่ อ่ ยแลว้ จากโฮสต์ อวยั วะสาคัญในการกนิ อาหารของหนอน ตวั กลม
คือ ฟาริงซ์ ซึ่งจะทาหน้าที่ดูดเอาอาหารเข้าปาก พวกที่เป็นปรสิตในพืชจะมีสไทเลต (Stylet) หรือ สเปียร์
(Spear) ซง่ึ เป็นท่อแหลมยาวย่ืนออกมาจากปากดดู กินของเหลวจากพชื และสตั ว์
ทอ่ ทางเดนิ อาหารของหนอนตัวกลมประกอบดว้ ย
1. ทอ่ ทางเดนิ อาหารส่วนหน้า (Fore gut) ได้แก่
- ปาก (Mouth) มรี ิมฝปี าก (Tips) 3 หรือ 6 อนั อย่รู อบ ๆ ปาก หนอนตวั กลมในทะเลส่วนใหญ่มีริม
ฝปี าก 6 อัน ส่วนพวกปรสติ ในสัตวม์ กั มี 3 อัน
– อ้งุ ปาก (Buccal Cavity) เปน็ ผนงั ด้านในบุด้วยคิวทเิ คลิ แขง็ เป็นสนั และมีสไทเลตหรือฟันอยู่ รอบ
ๆ พวกที่เป็นปรสิตดูดกนิ นา้ เล้ยี งของพืชจะมีสไทเลตยาวยน่ื ออกมานอกปาก พยาธิ ปากขอจะมฟี ันเปน็ แผ่น
ขนาดใหญ่อยภู่ ายในอุ้งปาก
- ฟารงิ ซ์ (Pharynx) เปน็ ทอ่ ยาวมกี ลา้ มเน้ือบผุ นงั หนามาก ช่องภายในคอ่ นขา้ งแคบ
2. ทอ่ ทางเดนิ อาหารตอนกลาง (Mid Gu ไดแ้ ก่ ลาไสซ้ ึ่งเป็นท่อยาว มีล้นิ ปิดเปดิ ระหวา่ งลา ไส้กบั ฟา
รงิ ซ์ การย่อยอาหารและดดู ซับอาหารเกิดขนึ้ ในลาไสก้ ารย่อยเป็นแบบย่อยนอกเซลล์
3. ท่อทางเดินอาหารตอนท้าย (Hind Gut) เปน็ ท่อส้ัน ๆ ไดแ้ ก่ เรคตมั (Rectum) หรือเรยี กวา่ โคลเอ
คา (Cloaca) ในเพศผู้ เพราะเป็นทางออกของสเปิรม์ ด้วย ท่อทางเดินอาหารส่วนท้ายน้ีมักจะมตี ่อมเรคทอล
(Rectal Gland) เป็นต่อมเดย่ี วหลายตอ่ มมาเปิดเข้าเรคตมั ต่อมเรคทอลพบมากในพวกทเ่ี ปน็ ปรสติ ยังไม่ทราบ
หนา้ ทแ่ี นช่ ดั ปลายเรคตัมเป็นทวารหนกั
ระบบขับถา่ ยและการปรับสมดุล (Excretory System)
หนอนตวั กลมมีระบบขับถ่ายทีแ่ ตกตา่ งไปจากสตั วอ์ ่ืน ๆ โพรโทเนฟรเิ ดียซึง่ มเี ฟลมเซลลจ์ ะเสื่อมสลาย
ไป แต่ระบบขับถ่ายจะมี 2 แบบ คือ แบบตอ่ ม และแบบท่อ แบบต่อมจะพบในหนอนตัวกลม น้าจดื และปรสติ
บางชนดิ คือ มตี อ่ มดา้ นทอ้ ง 1-2 ต่อม เรยี กว่า รีเนตต์ (Renette) อยูท่ างด้านหนา้ ขา้ งฟารงิ ซ์ ทาหนา้ ท่ีดดู ซบั
ของเสียจากของเหลวของชีลอมเทยี ม แล้วส่งออกทางรขู ับถ่าย (Excretory Pore) ที่อยู่บริเวณหวั หนอนตวั
กลมท่ีพัฒนาตัวดีข้ึนจะมีระบบท่อท่ีพัฒนามาจากรีเนตต์ คือ รีเนตต์สอง ข้างยาวออกเป็นท่อจะมีแขนงตาม
ขวางเช่ือมทาให้เกิดเป็นรูปตัว H หรือรีเนตต์ส่วนหน้า หายไปก็จะเป็นรูปตัว U หัวกลับ หรือบางชนิดไม่มี
ระบบขับถ่ายแต่จะกาจดั ของเสยี ออกทางคิวทิเคลิ และทวารหนกั พวกทีม่ ีทอ่ ขบั ถ่าย ตวั ท่อจะฝงั อยใู่ นเสน้ ขา้ ง
ตวั
37
การแลกเปลย่ี นแกส๊ (Resiratory System)
หนอนตัวกลมแลกเปลย่ี นแกส๊ โดยการแพรโ่ ดยตรง และสาหรับหนอนตัวกลมทอี่ ยใู่ นที่ท่ขี าดออกซเิ จน
จะหายใจแบบไม่ใชอ้ อกซเิ จน (Anaerobic Respiration)
ระบบประสาทและอวยั วะรบั ความรสู้ ึ (Nervous System and Organ)
หนอนตัวกลมมีวงแหวนประสาทรอบฟาริงซ์ (Circumpharyngeal Brain, Nerve Fing) สมอง
ประกอบดว้ ยปมประสาท 4 ปม และมเี ส้นประสาท 6 เส้นแยกออกไปยงั อวัยวะรอบๆปาก และมเี ส้นประสาท
กลางหลัง กลางท้อง และสองข้างตัวอยู่ในสันของอิพิเดอร์มิส หนอนตัวกลมบางชนิดมีเส้นเชื่อมระหว่าง
เส้นประสาท หนอนตัวกลมเริม่ มรี ะบบต่อมไรท้ ่อสร้างฮอรโ์ มนควบคุมการลอกคราบ การสร้างคิวทิเคลิ และ
การเปลี่ยนแปลงรูปร่างในชว่ งของการเจริญเตบิ โต
อวัยวะรับความรู้สึกของหนอนตัวกลมท่ีสาคัญได้แก่ พาพิลลี (Papilla) หรือ บริสเทิล
(Bristle) ซ่ึงพบมากทีบ่ รเิ วณรอบๆ ปาก ทาหน้าทส่ี ัมผัส นอกจากนกี้ ม็ ีอวัยวะรับความรสู้ กึ เกย่ี วกบั สารเคมีซ่ึง
มีอยู่ 2 ชนิดคอื แอมฟิด (Amphid) กบั เฟสมิด (Phasmid) แอมฟดิ อยู่ที่ดา้ นข้างของสว่ นหวั เปน็ แอ่งปุ่มลกึ ลง
ไปจากคิวทิเคิล ก้นแอ่งมกี ล่มุ เซลล์ประสาทมารบั ความรสู้ กึ จานวนมาก ส่วนเฟสมิดเป็นตอ่ มเด่ียวอยสู่ องขา้ ง
ของส่วนหาง ต่อมมที อ่ สั้นเปิดออกนอกตวั หนอนตัวกลมจะมแี อมฟดิ หรอื เฟสมดิ เพยี งอย่างใดอย่างหนึ่ง พวก
ที่เป็นปรสติ จะมเี ฟสมดิ เกอื บทงั้ หมด ส่วนหนอนตัวกลมทอ่ี ยู่ในน้าจดื ในน้าทะเลจะมีแอมฟิด หนอนตัวกลม
บางชนิดมตี า (ocelli) อยู่สองข้างของฟารงิ ซ์ แต่พบในพวกท่ีอยใู่ น นา้ เพียงบางชนิดเทา่ นน้ั
ระบบสบื พันธ์ุ (Reproductive System)
หนอนตวั กลมมีเพศแยก (Dioecious) บางชนิดเป็นเพศรวม (Monoecious) แตจ่ ะสรา้ งเซลลส์ บื พนั ธุ์
ต่างเวลากัน (Protandic) มีเพียง 2-3 ชนิดท่ีสืบพันธ์แบบพารธ์ ีโนเจเนซิส และมี 2-3 ภายใน ตัวผู้และตัวเมยี
จะมีลกั ษณะต่างกนั เหน็ ไดจ้ ากลกั ษณะอ่ืน ๆ อวัยวะสืบพนั ธุ์มักจะยาวและขดตวั หรอื อยใู่ นซลี อมเทยี มโดยไม่
มีเยือ่ ยดึ
ตัวผู้ อวัยวะสบื พันธข์ุ องตวั ผ้สู ว่ นใหญม่ ีเพียง 1 อณั ฑะ สเปิรม์ สร้างจากเซลลส์ บื พนั ธ์ุ (Germ Cell) ท่ี
อยูป่ ลายอณั ฑะ หรอื อาจสร้างจากผนงั ของอณั ฑะ สเปริ ์มไมม่ ีแฟลเจลลมั วาส เดเฟอเรนส์ เป็นทอ่ จากอณั ฑะ
ยาวลงมายังตอนท้ายตัว และตอนปลายขยายออกเปน็ ถุงเก็บสเปิร์ม (Semin Vesicle) ซ่ึงที่ผนังมีเซลล์ต่อม
สร้างสารหล่อล่ืนให้สเปิร์ม ต่อมาเป็นท่อฉีดสเปิร์ม (Ejaculatory Duct) ซ่ืงเปิดเข้าโคลเอคา และมีต่อม
ลกู หมากหรือต่อมพรอสเทต (Prostate Gland) เปิดเขา้ ท่อฉดี สเปิรม์ ทีผ่ นังของโคล เอคามีถุงนี้จะสรา้ งเดอื ย
ทีใ่ ชใ้ นการจบั คู่ (Spicule Pouch) ถงุ นจี้ ะสร้างเดือยซง่ึ เป็นสารควิ ทเิ คลิ ใช้ในการจบั คู่ผสมพนั ธุ์ (Copulatory
Spicule) หนอนตัวกลมสว่ นใหญ่มเี ดือย 1 คู่ขนาดเท่ากัน หรืออาจไม่ เท่ากนั มีเพียง 2-3 ชนิดทมี่ เี พียง 1 อนั
ถุงเดือยของหนอนบางชนิดสร้างสารชิ้นเล็ก ๆ ท่ีเรียกว่า กูเบอ นาคูลัม (Gubernaculum) เป็นตัวนาเดือย
ออกมาทที่ วารหนกั เดอื ยจะทาหน้าทช่ี ว่ ยถา่ ยสเปิรม์ โดยจะขยายรูสบื พนั ธขุ์ องตัวเมียใหก้ ว้างขน้ึ
ตัวเมยี อวัยวะสบื พันธ์ขุ องตัวเมีย สว่ นใหญ่มเี ป็นคู่ รังไขเ่ ป็นทอ่ ยาวขดพันกัน ตอ่ จากรังไข่เปน็ ทอ่ นา
ไข่ ปลายทอ่ พองออกเปน็ ถุงรับอสจุ ิ (Seminal Receptable) ถัดมาเป็นถุงยาวใหญค่ อื ยูที่รัส (Uterus) ยทู ่ีรสั
จากท่อนาไข่ทั้งสองรวมเข้าวาไจนา (Vagina) ปลายวาไจนาเปิดออกที่รูสืบพันธ์ุ (Gonopore) หรือ วูลวา
(Vulva) ท่บี ริเวณกงึ่ กลางด้านทอ้ งคอ่ นมาขา้ งหนา้
38
การปฏิสนธิ ตัวผู้จะใช้หางพนั ตัวเมยี ตรงบริเวณรูสบื พันธุ์ ตัวผู้อาจอยู่ในลักษณะลาตัว ตั้งฉากกับตัว
เมยี หรอื ด้านหัวขนานคกู่ บั ดา้ นหัวของตัวเมีย หรืออาจกลบั หวั สลบั กับตวั เมียก็ได้ เมอื่ ตัวผ้ใู ช้เดือยสอดเข้าไปท่ี
รูสบื พนั ธ์ตุ วั เมีย ถ่ายสเปริ ม์ เขา้ วาไจนาแล้ว ตวั หนอนจะแยกออกจากกนั สเปริ ์ม เคลื่อนยา้ ยไปตามยทู ีร่ ัสไปยงั
ถงุ รับสเปิรม์ การปฏิสนธิเกิดขน้ึ ภายในถุงรับสเปริ ม์ ไขท่ ี่ไดร้ ับการปฏสิ นธิ จะมีเยื่อหุ้มหลายชัน้ และเคลอื่ นทไี่ ป
ยังบริเวณรูสืบพันธ์ุโดยอาศัยแรงอัดของของเหลวในซีลอม จานวนไข่ แตกต่างกันตามแต่ชนิดของหนอน
หนอนตัวกลมท่เี ปน็ ปรสิตวางไขถ่ งึ 200,000 ฟอง เปลอื กไข่เป็นสาร ประเภทไคตนิ จึงทนต่อความแหง้ ไดด้ ี ตวั
อ่อนจะฟักอยู่ในเปลือกไข่และลอกคราบอยู่ในเปลอื กไข่ 1-2 ครง้ั กอ่ นจะฟกั ออกมาภายนอก โดยท่ัวไปหนอน
ตวั กลมจะลอกคราบ 4 ครงั้ ก่อนจะเป็นตวั เตม็ วยั ตัวเตม็ วัยไมม่ ีการลอกคราบอีก
หนอนตวั กลมท่ีเป็นปรสติ หนอนตัวกลมเป็นปรสติ ทงั้ ในสตั ว์และพืช คนแทบทุกคนและสตั ว์มีกระดกู
สันหลังเกอื บทุกชนดิ จะมีหนอนตัวกลมอาศัยอยดู่ ้วย แตท่ ่ีไมม่ อี าการผดิ ปกติเน่อื งจากหนอนตวั กลมสว่ นใหญ่
ไม่ก่อให้เกิด อนั ตรายมากนกั สาหรบั หนอนตวั กลมทสี่ าคัญมอี ยู่หลายชนดิ คือ
1.พยาธไิ ส้เดอื น ซงึ่ มีชือ่ วทิ ยาศาสตร์ว่า Ascaris Jumbricoides มปี ระมาณการว่าทัว่ โลกมีคนได้รับ
พยาธิตัวน้ีถึง 700 ล้านคน หนอนตัวเมียยาวประมาณ 20-40 เซนติเมตร และหนอนตัวผู้ยาวตัวแก่ดารงชวี ติ
อยู่ในลาไสเ้ ลก็ ของคน กินอาหารในลาไส้เล็กของคน และดูดเลอื ดจากแผลท่ีผนังลาไส้ พยาธิไส้เดือนสามารถ
วางไขไ่ ด้มากถงึ 200,000 ฟองตอ่ วนั และมชี ีวติ อยใู่ นลาไสเ้ ล็กของคนนานนับปี ตวั ออ่ นระยะแรกอยู่ในเปลือก
ไข่แล้วลอกคราบระยะท่ี (M1) และเจรญิ อยา่ งรวดเร็วเปน็ ตวั ออ่ น ระยะที่ 2 อย่ใู นเปลอื กไข่ การตดิ ตอ่ อาจเกดิ
ในระยะนี้ เมอ่ื ไข่ถูกกนิ เข้าไปโดยโฮสต์ ตัวอ่อนระยะท่ี 2 พกั ออกจากเปลอื ก ตัวอ่อนฝังตวั เข้าไปในผนงั ลาไส้
เข้าสกู่ ระแสเลือดไปยังตับ หวั ใจ และปอด ตามลาดบั ตัวออ่ นเจาะเข้าผนังปอดเขา้ ไปในถงุ ลมของปอด ตอ่ มา
ไปยังทอ่ ของถงุ ลม (Bronchioles) มายงั ขัว้ ปอด (Bron Chus) หลอดลม และเขา้ สู่ฟาริงซ์ ตวั ออ่ นถกู กลืนกลบั
เข้าไปยงั หลอดอาหาร กระเพาะระยะเวลาในการเดนิ ทางไปตามอวยั วะต่าง ๆ ประมาณ 10 วนั ระหวา่ งนต้ี ัว
อ่อนลอกคราบระยะท่ี 2 ส้ินสุดทีล่ าไส้เลก็ กลับมาทล่ี าไสเ้ ล็กจะลอกคราบครงั้ 3 (M2 และ M3) เป็นตัวอ่อน
ระยะที่ 3 และ 4 เมื่อตัวออ่ นระยะท่ี 4 กลบั มาทีล่ าไสเ้ ลก็ จะลอกคราบครั้งสุดท้าย (M4) และเจริญเปน็ ตัวแก่
ใช้เวลาประมาณ 2 เดือน
2.พยาธิปากขอ (Hook Worm) พยาธปิ ากขอท่ีพบท่วั ไปในคนคือ Necator Americanus และ Aneylostoma
Duodenale ช่ือพยาธิปากขอมาจากลักษณะท่ปี ลายหวั งอไปทางดา้ นหลังของ ลาตัว Ngeator Americanus
พบในทวีปอเมริกา และเป็นชนิดที่พบได้มากกว่า Ancylostoma Duodenale คนในสหรัฐอเมริกามีพยาธิ
ชนิดน้ีถึงรอ้ ยละ 95
พยาธิปากขอมีอุ้งปากขนาดใหญ่ที่มีฟัน (Teeth) หรือแผ่นตัด (Cutting Plate) อยู่ในอุ้งปาก
พยาธปิ ากขอ คือ การสูญเสยี เลอื ดและกอ่ ให้เกดิ โรคโลหิตจาง (Anemia) พยาธิท่ีมีอยใู่ นร่างกาย พยาธิปากขอ
ตัวผู้มีส่วนหางแผ่ออก และมีแขนงของเนอ้ื มาคาจนุ คลา้ ยร่มเรียกว่าเบอรซ์ า (Bursa) ตัวผู้ยาว 7-9 มิลลเิ มตร
สว่ นตัวเมยี ยาว 9-11 มิลลเิ มตร และมีหางเรยี วตามปกติ ตัวเมียวางไขม่ ากถึง 100,000 ฟอง ต่อวนั ไข่ออกมา
กับอุจจาระของโฮสต์เจรญิ เป็นตัวออ่ นและฟักตัวออกจากไข่อยู่ตามดิน กินจุลินทรยี ์และ อุจจาระเปน็ อาหาร
ระยะนี้เป็นระยะที่ดารงชีวิตอยู่ได้เอง มีการลอกคราบ 2 ระยะ (M, และ My) เป็นตัวอ่อนระยะท่ี 3 ซึ่งเป็น
ระยะติดตอ่ ตัวออ่ นระยะตดิ ตอ่ จะเจาะเขา้ ผิวหนังบริเวณง่ามน้ิวเท้าของโฮสตเ์ ขา้ สกู่ ระแสเลอื ดไปยังปอดเขา้ สู่
ถุงลมไปยังหลอดลมและฟารงิ ซ์ ในทีส่ ุดถกู กลืนเขา้ ไปในลาไส้เล็ก ระหว่างทางผ่านเขา้ อวยั วะตา่ งๆ มีการลอก
คราบระยะท่ี 3 เป็นตัวออ่ นระยะท่ี 4 เขา้ สู่ลาไส้เลก็ ลอกคราบระยะสดุ ทา้ ยเปน็ ตวั แกใ่ นลาไสเ้ ล็ก
39
3.พยาธิทรคิ ินา (Trichina Worm - Trichinella Spiralis) เป็นพยาธขิ นาดเล็กทก่ี อ่ ใหเ้ กิดโรคทริคิโน
ซสี (Trichinosis) ตวั ผยู้ าวประมาณ 1.6 มิลลิเมตร ตัวเมยี ยาวประมาณ 4 มลิ ลิเมตร การติดตอ่ เกิดจากการกนิ
เนื้อ หมูท่ีไมส่ ุกดี ตัวแก่ทั้งสองเพศฝงั ตัวอยใู่ นเยื่อบุผนังลาไส้เล็ก หลังจากจบั คู่ผสมพันธ์ุแล้ว ตัวผู้ตายไปแล้ว
ถูกขับออกมากับอุจจาระ ตัวเมียฝังลึกเข้าไปในผนังลาไส้ ตัวอ่อนระยะท่ี 1 ฟักออกจากไข่ต้ังแต่อยู่ในยุทีรัส
(Ovoviviparous) ตัวเมียจะให้ตัวอ่อนได้มากถงึ 1,500 ตัว ตัวเมียมีอายุไม่นานก็จะตายไป ตัวอ่อนระยะที่ 4
จะออกจากตวั แม่ทางวูลวาแลว้ เจาะเข้าผนังลาไสเ้ ข้าสู่กระแสเลอื ดไปยังกล้ามเนื้อลายตามแขน ขา และผนงั
ลาตัว ตัวอ่อนเจาะฝังเข้าไปในกล้ามเนอ้ื และเข้าเกราะ ซีสต์มีเปลอื กหินปูนห้มุ แต่ละซสี ตม์ ตี ัว ออ่ นได้มากกว่า
1 ตัว ซีสต์สามารถมชี วี ติ อยู่ได้นาน 7-8 ปี เมอ่ื โฮสต์ถาวรกนิ เนอ้ื ทมี่ ซี ีสตเ์ ขา้ ไปในทางเดินอาหาร ตัวอ่อนออก
จากซสี ตเ์ จริญเปน็ ตวั แก่
ทริคิโนซีส (Trichionosis) เป็นโรคที่รุนแรงอาจถึงตายได้ อาการของโรค คือ กล้ามเน้ืออักเสบ
แข็งตัว และลีบเล็ก โฮสต์ถาวรทสี่ าคัญทส่ี ุดคอื หนู แตเ่ กดิ ไดก้ ับสัตว์เล้ยี งลูกด้วยนา้ นมทกุ ชนิด
4 พยาธิแส้ม้า (Whipworm - Trichuris Trichiura) คาว่า Trichiura แปลว่า หางเป็นเส้น ตัวของ
พยาธิแสม้ ้ามีสว่ นทีโ่ ปง่ พองออกคล้ายดา้ มแส้ และสว่ นทเ่ี รยี วยาวออกไป เดมิ เขา้ ใจวา่ สว่ น ด้ามแม้เปน็ ส่วนหวั
และสว่ นทเี่ รยี วยาวเป็นหาง แตค่ วามจรงิ แล้วสว่ นหวั กลับเรียวยาว เพราะภายในตวั มีเพยี งท่อทางเดินอาหาร
ส่วนต้นเท่านั้น แต่ส่วนท้ายมีทั้งทางเดินอาหารและอวัยวะสบื พันธุ์อยูด่ ้วย พยาธิแส้ม้าตัวผู้ยาวประมาณ 45
มิลลิเมตร ลาตัวตอนท้ายมว้ นขดเป็นวง ตัวเมียยาวประมาณ 50 มิลลิเมตร ส่วน ท้ายยาวมนตามปกติ ตัวแก่
อาศัยอยู่ในลาไส้และไสต้ ง่ิ ของสัตว์เล้ียงลูกด้วยนา้ นมโดยการฝงั ตัวเข้าไปใน ผนังลาไส้ ถ้ามีปริมาณมากทาให้
ตายได้ พบมากในเด็ก
5.พยาธิเข็มหมุดหรือพยาธิเส้นด้าย (Pinworm, Thread Worm - Enterobius Vermicularis) เป็น
หนอนพยาธิทีแ่ พรก่ ระจายมากทส่ี ดุ เป็นพยาธิที่พบมากในเด็ก และไม่มีอันตรายรา้ ยแรงนัก เพราะตัวหนอน
อาศัยอยู่ในท่อทางเดินอาหารเท่าน้ัน ตัวผู้ยาวประมาณ 5 มิลลิเมตร หางม้วนงอ ตัวเมียยาว ประมาณ 12
มิลลิเมตร ตัวหนอนอาศัยอยใู่ นเรคตัม เมื่อผสมพันธุ์แลว้ ตัวเมยี คลานออกมาวางไขบ่ รเิ วณทวาร หนักในเวลา
กลางคืน เวลาคลานออกมาจะทาให้โฮสต์เกิดอาการคนั เม่ือเด็กเกาจะมไี ข่ติดไปกบั เล็บ เอามอื เข้าปากไข่จะ
กลบั เขา้ ทางเดนิ อาหารลอกคราบและฟกั เป็นตัวแก่นอกจากนี้ไข่ยงั ออกมาติดตามทน่ี อน และเสือ้ ผ้า ในโฮสต์
ตัวเมียท่ีคลานออกมาวางไข่จะกลบั เข้าไปในเรคตัมใหม่ ดังนั้นพยาธิชนิดน้ีจึงครบวงชีวิต ในโฮสต์เพียงชนดิ
เดียวเทา่ นั้น
6 พยาธิตัวจ๊ดี (Gnathostoma Spinigerum) เป็นพยาธิในลาไสข้ องสตั วกินเนอ้ื หวั ของพยาธิ ฝังเขา้
ไปในกระเพาะและทาให้เกดิ เนือ้ งอกในกระเพาะ โฮสตส์ ่อื กลางที่ 2 ของพยาธิตัวจดี๊ คอื ปลา สตั ว์ เล้อื ยคลาน
ในน้า และสตั วส์ ะเทินน้าสะเทินบก โดยทพ่ี ยาธจิ ะเจริญเปน็ ตวั อ่อนระยะที่ 3 อยู่ในโฮสต์เหล่านี้ และในระยะน้ี
จะมีการถ่ายเทพยาธิเข้าสู่โฮสต์ส่ือกลางที่ 2 อื่นๆ โดยตัวอ่อนจะไม่สามารถเจริญเป็นตัวแก่ นอกจากโฮสต์
ถาวรที่เป็นสัตว์กินเนื้อจะกินเข้าไป คนเราจัดเป็นโฮสต์สอื่ กลางที่ 2 ท่ีได้รับพยาธิมาโดย บังเอิญ ตัวอ่อนไม่
สามารถพัฒนาเป็นตวั แก่ในคน แตต่ วั อ่อนจะเจาะผนังกระเพาะเข้าสูเ่ นอ้ื เย่ือแลว้ คลานไปตามใตผ้ ิวหนงั ไปยัง
อวยั วะต่างๆ ทาใหเ้ กิดอาการปวดจุดๆ และท่ีอนั ตรายทส่ี ุดกค็ อื การเขา้ ไป ทาลายเน้ือเยือ่ สมองทาให้ตายได้
7.ปาราสิตในพืช หนอนตัวกลมท่ีเป็นปรสิตในพืชซ่ึงมักเรียกว่าไส้เดือนฝอยจะมีขนาดเล็กตัวยาว
ประมาณ 34 มลิ ลิเมตร พบครง้ั แรกจากปมบนตน้ ข้าวสาลี ต่อมาพบว่าปมทร่ี ากของแตงกวาเกดิ จาก หนอนตัว
กลม Meloidogyne sp. ซึ่งเป็นพยาธิตัวกลมในพืชท่ีแพร่หลายมาก รูปร่างของพยาธิอาจเป็นเส้น ยาวเรียว
และตัวเมียส่วนใหญ่มีลักษณะเปน็ ถงุ และหนอนกลุ่มน้ีจะมีสไทเลตในอ้งุ ปากไว้เจาะเนอื้ เย่อื พืช ลักษณะการ
40
เ ป็ น ป รสิต มี 3 ลั ก ษณะ คื อ ป ร สิ ตเก าะ ดูด น้ าเลี้ย งภา ยน อก ( Ectoparasite) ป รสิต ถึงภายใน
(Serniendoparasite) คือฝังบางส่วนของลาตัวเข้าไปในพืช และปรสิตภายใน (Endoparasite) เข้าไปอยใู่ น
พืช ทัง้ ตวั เป็นปรสติ ในพืชที่แพร่กระจายทัว่ โลก กอ่ ให้เกิดปมบนรากของพืชท่วั ไป Knot Nematode) ตัวผยู้ าว
เรยี ว ตัวเมียปอ้ มสั้นและพัฒนาเป็นถุงทรงกลมในทีส่ ดุ
หนอนตัวกลมที่ดารงชพี เปน็ อิสระ หนอนตวั กลมทีด่ ารงชวี ติ เปน็ อิสระพบทั่วไปในน้าจืด ในทะเล ใน
ดินช้ืน ลกั ษณะเด่นคือ ผิวตัวบางใส สามารถมองเหน็ อวัยวะภายในได้ชดั เจน โดยทั่วไปจะมขี นาดเลก็ กวา่ พวก
ท่เี ป็นปรสิต สกลุ ท่ีพบบอ่ ย ๆ ในนา้ จืดได้แกส่ กุล Rhabditis ซ่งึ แพรก่ ระจายอยทู่ วั่ โลก นอกจากน้ีระยะตวั ออ่ น
(Larval) ของหนอนตวั กลมที่เปน็ ปรสติ บางระยะจะดารงชีวิตเปน็ อสิ ระอยใู่ นน้า รอโอกาสที่จะเขา้ สู่โฮสต์เพ่ือ
ดารงชีวิตเป็นปรสิตต่อไป เช่น พยาธิปากขอมีตัวออ่ นระยะที่ 1 และ 2 ดารงชีวิตเปน็ อิสระอยใู่ นน้า เรียกตวั
อ่อนระยะนี้ว่า Rhabditis Form เพราะรูปรา่ งคล้ายสกุล Rhabditis ต่อมาลอกคราบเป็นระยะ Filari-Form
ซึ่งเปน็ ระยะตดิ ต่อชอนไชเข้าสูร่ ่างกายคน
หนอนตัวกลมท่ีดารงชีวิตเป็นอิสระอีกชนิดหน่ึงที่รู้จักกันมานานแล้วได้แก่ หนอนน้าส้มสายชู
(Vinegar Eel) ชนิด Turbatrix Acet มักพบในถังหมักน้าส้มสายชู หนอนชนิดน้ีออกลูกเป็นตัวแบบ
Ovovivipa-Rous (อ้างองิ จาก : หนง้ สอื สตั ววิทยา ผูแ้ ต่ง : บพธิ จารพุ ันธ์)
41
Phylum annelida (แอนเนลลิดา)
สตั ว์ในไฟลัมแอนเนลดิ า มรี ่างกายท่ีประกอบดว้ ยปล้อง (Segment) เรยี งตอ่ กันในแนวยาว เรยี ก
ลักษณะนี้ว่า เมตาเมอริซึม (Metamerism) แต่ละปล้องเรียกว่า เมตาเมีย (Metameres) จานวนปล้องพบ
ต้ังแต่ 10 ปล้อง จนถึง 1000 ปล้อง ปลอ้ งทเี่ กดิ ใหมๆ่ จะอยูท่ า้ ยตวั ปล้องที่เกดิ ก่อนอยู่ทางดา้ นหน้าของลาตัว
ปล้องแต่ละปลอ้ งจะมลี กั ษณะคล้ายกัน ส่วนของลาตัวท่ีอยู่หน้าสุดเรียกว่าโปรสโตเมียม (Prostomium) หรื
ออครอน (Acron) ส่วนนี้ยังไม่ถอื วา่ เป็นปล้อง เพราะมีโครงสรา้ งและอวัยวะไม่เหมอื นปล้องอนื่ ๆ ปล้องถัดมา
เรียกเพอริสโตเมียม (Peristomium) นับเป็นปล้องแท้จริงปล้องแรกลอ้ มรอบปาก การเกิดปล้องใหม่จะเกดิ
หน้าไพจเิ ดยี ม
1.รา่ งกายแบง่ เป็นปลอ้ งอยา่ งแท้จริง มสี มมาตรแบบคร่งึ ซีก (Bilateral Symmetry)
2.มีรยางค์เป็นแทง่ เลก็ ๆ เรียกว่า เดือย (Setae) เป็นสารไคติน (Citin) เช่น ไส้เดือนดิน มีเดือยช่วย
ในการเคลือ่ นท่ีและการขุดรู ส่วนไส้เดือนทะเลมเี ดือย และแผ่นขาหรือพาราโพเดีย (Parapodia) ย่ืนออกมา
ทางดา้ นข้างของลาตัวใชใ้ นการเคล่ือนที่ แต่ปลิงไมม่ รี ยางคใ์ ด ๆ
3.มีช่องตัวท่ีแท้จรงิ ช่องตัวถูกแบง่ ออกเปน็ ห้อง ๆ โดยมีเย่ือก้ัน (Septum) ก้ันช่องตัวไว้ภายในชอ่ ง
ตวั มีของเหลว (Coelomic Fluid) บรรจุอยทู่ าให้ร่างกายไม่แฟบ
4.ทางเดนิ อาหารสมบูรณเ์ ปน็ ท่อยาวตลอดร่างกาย
5.ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นแบบปิด (Closed Circulatory System) น้าเลือดมีสีแดง เพราะมี
ฮีโมโกลบนิ ละลายอยู่หายใจผา่ นทางผวิ หนัง หรือเหงือก
6.ระบบขบั ถ่ายจะเป็นอวยั วะขับถา่ ย ทเี่ รยี กวา่ เนฟรเิ ดยี (Nephridia) อยู่ทกุ ปลอ้ ง ๆ ละ 1 คู่ เนฟ
รเิ ดียจะชว่ ยขบั ของเสยี ออกจากช่องตวั และกระแสโลหิตออกนอกร่างกายทางรขู บั ถ่าย (Nephridiopores)
ระบบทางเดนิ อาหาร (Digestive System)
ทอ่ ทางเดนิ อาหารจะเปน็ ทอ่ ตรงแบบสมบูรณ์ (Complete Digestive Tract) อาจจะแบง่ ออกเป็น
หลาย ๆ ส่วนข้นึ อยู่กบั ประเภทของการกินอาหาร ผนงั ของท่อทางเดนิ อาหารจะมกี ล้ามเนอื้ บุอยู่ เพ่ือทาหนา้ ท่ี
บีบตัวทาใหเ้ กดิ การเคล่อื นไหวแบบลกู คลืน่ (Peristalsis Movement)
42
การหมนุ เวยี นและการแลกเปล่ยี นแกส๊ (Respiratory System)
ระบบหมนุ เวียนโลหติ เป็นแบบปดิ เสน้ เลือดหลกั ทท่ี าหนา้ ที่ในการหมุนเวียน ได้แก่
1.Dorsal Vessel อยู่เหนือทางเดินอาหารยาวไปตลอดความยาวของลาตวั
2.Ventral Vessel อยู่ใตท้ อ่ ทางเดนิ อาหาร
3.หัวใจ (Heart) เปน็ เสน้ เลอื ดท่เี ชือ่ มระหวา่ งเส้นเลอื ดดา้ นหลงั กับเส้นเลือดด้านท้อง เปน็ วงแหวนรอบ
ทอ่ ทางเดินอาหารตอนตน้ ๆ เสน้ เลอื ดมีความแตกต่างกันมากทัง้ จานวนเสน้ เลือด และตาแหน่งของเส้น
เลือด นอกจากนบ้ี างชนิดจะมีเลอื ดทีไ่ หลเวียนอยู่ในแอ่งเลอื ดเปน็ ท่อยาวต่อเนื่องกนั คล้ายกับเสน้ เลือด
แต่ไม่มีผนังเส้นเลือดอย่างแท้จริง มักเรียกว่าเลือด (Blood Channel) หรือแอ่งเลือด (Blood Sinus)
เลือดประกอบไปด้วยเซลล์เมด็ เลือด ที่มรี ปู รา่ งเหมอื นตัวอมบี า เรียกว่า (Phagocytic Amoebocyte) ที่
ละลายอยู่ในพลาสมา (Plasma) มีหลายแบบ เช่น ฮีโมโกลบิน (Hemoglobin) สีแดงฮีมีริทริน
(Hemerythrin) สีแดงคลอโรครูโอรนิ (Chlorocruorin) สีเขยี วการแลกเปล่ียนแกส๊ จะใช้ผิวหนงั เปน็ หลกั
บางชนิดอาจใช้เหงอื ก (Gill) ในการแลกเปลย่ี นแก๊ส
การขบั ถ่ายของเสยี (Waste Excretion)
อวัยวะขับถ่ายท่ีพบมี 2 ประเภท โปรโตเนฟฟรเิ ดีย (Protonephridia) พบในแอนเนลิดโบราณ และ
เมตาเนฟฟริเดีย (Metanephridia) โปรโตเนฟฟรเิ ดียมีปลายท่อด้านในที่แตกแขนงและปลายตัน ที่ปลายมี
เซลล์จาเพาะที่เรียกว่า โซลีโนไซท์ (Solenocyte) ซ่ึงคล้ายและอาจจะ homologous กับเซลล์ขับถ่าย
(Flame Cell) ของกลุ่มสัตว์ไม่มชี ่องตัว โซลีโนไซท์เป็นท่อสนั้ ๆ หุ้มแฟลกเจลลัมหน่ึงเส้น ส่วนเมตาเนฟฟ
ริเดียปลายท่อที่จุ่มอยู่ในของเหลวในช่องตัวจะมีลักษณะเป็นกรวย มีขนส้ัน ๆ บุอยู่ท่ีขอบเรียกว่า เนฟ
โฟลสโตม (Nephrostome) สว่ นทอ่ ขับถ่ายจะขดงอไปมามเี สน้ เลือดฝอยหลอ่ เลี้ยง ของเสยี จะถกู กรองเข้าสู่
กรวยโดยตรง (Direct Filtration) ของเสยี ทีถ่ ูกขบั ถ่ายออกมานี้ เป็นพวกแอมโมเนยี ยเู รีย กรดยรู กิ
ระบบประสาทและอวยั วะรบั ความรสู้ กึ (Nervous System and Sense Organ)
ระบบประสาทประกอบไปดว้ ยปมประสาท และเส้นประสาท (Nerve Cord) ปมประสาททสี่ าคญั
ไดแ้ ก่
1.สมอง (Brain) เกดิ จากปมประสาทเหนอื หลอดอาหาร (Supraesophageal Ganglion) 2 ปมเชื่อม
รวมกนั จงึ มลี ักษณะเป็นพู 2 พู (Bilobed Brain) มกั เรยี กวา่ Cerebral Ganglia
2.ปมประสาทใต้หลอดอาหาร (Subesophageal Ganglian) อย่ใู ต้สมอง
43
3.Circumenteric Connective หรือ Cicumesophageal Connective เป็นเส้นประสาทเชื่อม
ระหว่างสมองกบั ปมประสาทสมองใตห้ ลอดอาหารมี 1 คู่ โดยจะโอบหลอดอาหาร (Pharynx or Esophagus)
เอาไว้
4.เส้นประสาทด้านท้อง (Ventral Nerve Cord) เป็นเส้นประสาทที่ต่อออกมาจากปมประสาทใต้
หลอดอาหาร ปกติจะมีสองเส้นและมีปมประสาทอยู่หลายปม แต่ในบางกลุ่มจะมกี ารเช่ือมรวมกนั เปน็ เสน้
เดียว ปมประสาทแตล่ ะปมมีแขนงประสาทแยกออกมา 3-5 คู่ส่งไปอวยั วะต่าง ๆ ในเสน้ ประสาทด้านท้องจะ
มีเซลล์ขนาดใหญ่ หลายเซลลท์ าหน้าท่คี วบคมุ การทางานของกลา้ มเนื้อ ทาให้เคลื่อนท่ีได้รวดเร็ว เพราะรับ
ความรู้สึกและส่งความรู้สึกเร็วมาก เซลล์ประสาทในสมองบางเซลล์ และปมประสาทใต้หลอดอาหาร
เรยี กวา่ เซลล์คลอมาฟฟนิ (Chromaffincell) ทาหนา้ ที่สรา้ งสารคลา้ ยฮอรโ์ มน ทาหนา้ ที่ควบคมุ การสบื พันธุ์
อวัยวะรบั ความรู้สกึ ท่พี บประกอบด้วย
1.ตา มีทง้ั แบบที่เป็นตารับแสง (Photoreceptor) ธรรมดาและตาชนิดท่ีรบั ภาพได้
2.เซลลร์ ับสัมผสั (Tactil Cell ) กระจายตัวอย่ทู ่วั ผิวตวั รบั ความรสู้ ึกโดยการสัมผสั
3.อวัยวะรับความรู้สกึ ทางเคมี (Chemoreceptor) เป็นเซลล์บางเซลล์ในช้ันอิพเิ ดอมสิ ท่ที า
หนา้ ทร่ี บั ความรสู้ กึ ทางด้านเคมี ช่วยในการหาอาหาร
4.อวยั วะทรงตวั (Statocyst) สร้างทอ่ หรอื ขดุ รูและอยดู่ ้านใน
ระบบสบื พันธ์ุ (Reproductive System)
มที ้งั เพศรวมและเพศแยก การสบื พันธ์ุส่วนใหญเ่ ปน็ แบบอาศยั เพศมีเพยี งบางชนดิ เท่านน้ั ท่ี
สบื พันธ์ุโดยการแตกหนอ่ (Budding) อวัยวะสบื พนั ธุ์จะอยใู่ นปลอ้ งลาตัวชว่ งใดช่วงหน่ึงในตาแหนง่ ทแี่ น่นอน
ในแต่ละชนดิ เซลล์สบื พันธทุ์ ั้งไขแ่ ละสเปริ ม์ จะออกจากรังไขห่ รืออณั ฑะมาอยู่ในชอ่ งตวั ในรปู ของแกมโิ ตโกเนีย
(Gemetogonia) ซ่งึ เป็นระยะไมส่ มบรู ณ์เตม็ ท่ี ดงั นนั้ ต้องอยู่ในช่องตวั ระยะหนงึ่ กอ่ น หลงั จากนนั้ จงึ ออกนอก
ตัวโดยทอ่ ช่องตวั (Coelomoduct) หรอื ใช้ทอ่ ขับถา่ ยชนิดเมตาเนฟฟรเิ ดยี ม นาเซลลส์ บื พนั ธุอ์ อกนอกตัว เพอ่ื
การปฎสิ นธิ ซง่ึ จะมกี ารปฎสิ นธภิ ายในตวั และนอกตัว
การจาแนกประเภท (Classification)
การจาแนกประเภทจะอาศัยซิต้ีเป็นตัวจาแนก เพราะไคลเทลล่ัมนั้นจะปรากฎให้เห็นต่อเม่ือ
เจริญเติบโตพรอ้ มจะสืบพนั ธเ์ุ ทา่ น้ัน สว่ นซิตีจ้ ะปรากฏให้เห็นต้งั แตแ่ รก จาแนกออกเปน็ 3 Class คือ
Phylum Annelida จาแนกไดด้ งั นี
1. Class Polycheata สร้างท่อ (Tube) อาศยั อยใู่ นทอ่
Subclass Errantia – Nereis , Perinereis
Subclass Sedentaria – Tube Worm
44
2.Class Oligochaeta อยู่บนบกขดุ รใู นดินชื้น ๆ
3.Class Hirudinea
1.Class Polychaeta
ลกั ษณะทัว่ ไป (General Characteritics)
ตัวโพลีคีตปประกอบไปด้วยสว่ นหวั ลาตัวและปลายหาง (Pygidium) ส่วนหัวจะเกิดจากโปรสโต
เมียม (Prostomium) และเพอริสโตเมียม (Peristomium) ที่เปลี่ยนแปลงไป ตา (ถ้ามี) จะอยู่บนโปรสโต
เมยี ม ส่วนหนวด(Tentacle) จะติดอยทู่ งั้ โปรสโตเมยี มและเพอรสิ โตเมียม พวกท่ีสรา้ งท่อหรอื ขดุ รอู ย่จู ะไม่มตี า
การหมนุ เวียนโลหิตและการแลกเปลยี่ นแก๊ส (Respiratory System)
ระบบหมุนเวยี นเลือดเจริญดีมีเส้นเลือดขนาดใหญ่ ใช้แอ่งเลอื ดรับเลอื ด (Sinus) ซ่ึงมีลักษณะเป็น
ช่องยาว ๆ อยู่เหนือทางเดินอาหารแทนเส้นเลือด รงควัตถุในการหายใจที่อยู่ในพลาสมาส่วนมากเป็น
ฮีโมโกลบนิ มีบางชนิดเป็นคลอโรคลูโอรีน อวัยวะในการแลกเปลี่ยนแก๊สใช้ผิวตัว พวกที่มีขนาดใหญ่จะใช้
พาราโปเดียมทาหนา้ ทเ่ี ป็นเหงือกดว้ ยทาหน้าทแ่ี ลกเปลีย่ นแกส๊ หรอื อาจใช้ผวิ ตวั แลกเปล่ียนแก๊สโดยตรง
ระบบประสาทและอวัยวะรับความรสู้ ึก (Nervous System and Sense Organ)
ระบบประสาท ถ้าเป็นพวกที่ยังโบราณอยู่เสน้ ประสาทท้อง จะเป็นเส้นคู่พวกที่พัฒนาแล้วเส้นคู่
เชื่อมรวมกนั เป็นเสน้ เดย่ี ว เสน้ ประสาทอาจจะฝงั ในชนั้ กลา้ มเน้ือหรือลอยอย่ใู นช่องตวั ก็ได้
อวัยวะรบั ความรสู้ ึกประกอบด้วย
1.ตา (Eye) พบในพวก Errantia มี 2-4 คู่ โดยปกติมันจะหนีแสงจ้า ๆ พวกที่ว่ายตามผิวน้า
ตามีขนาดใหญม่ ากและเชื่อว่าสามารถรับภาพได้ พวกท่ีอยู่ในทอ่ หรือขุดรูไม่มีตา แต่อาจจะมีเซลล์
รบั แสง กระจายอยตู่ ามผิวหนงั สามารถรับแสงได้
2.เซลลร์ ับสมั ผสั (Tactile Cell) พบทวั่ ไปตามผิวตวั โดยเฉพาะรยางค์ขา้ งตวั และสว่ นหัว
3.อวยั วะนูเคิล (Nuchal Organs) พบบรเิ วณสว่ นหวั เป็นอวยั วะรบั ความรู้สึกทางเคมี
4.สเตโตซีส (Statocysts) พบในโพลีคีตกลุ่มพวก Sedentaria บางชนิดท่ีอยู่ในท่อพบท่ีผนงั
ตัวส่วนหัวเป็นอวัยวะในการทรงตัว
ระบบสืบพนั ธ์ุ (Reproductive System)
อวัยวะสืบพนั ธุ์ของโพลิคีตไม่ปรากฎเด่นชัด ไข่หรือสเปิร์มจะสรา้ งจากเยื่อยุช่องทอ้ ง ของปล้อง
หลาย ๆ ปล้องบริเวณสว่ นท้ายชองลาตัว ในช่วงฤดูสืบพันธ์ปุ ลอ้ งบรเิ วณนจ้ี ะบวม มีสแี ตกต่างจากบรเิ วณอ่ืน
เซลล์สืบพันธุ์จะหลุดออกจากเย่ือบชุ ่องท้องและลอยอยู่ในของเหลวในช่องตัว เซลล์สืบพันธุ์เหล่านี้จะยังไม่
45
เจริญเต็มท่จี ะเจริญอยใู่ นช่องทอ้ งอีกระยะหนงึ่ จนเจรญิ เต็มทจ่ี ึงออกจากตัวทางท่อสบื พันธุ์หรอื ทะลผุ ิวออกมา
อยู่ในน้าทะเล มีการปฎสิ นธใิ นนา้ ทะเล พวกท่อี ยู่ในท่อมักปฎสิ นธิภายในท่อเพศเมียตวั อ่อนเจรญิ อยู่ในทอ่
Subclass Errantia
เป็นพวกท่ีอาศัยอยู่ตามพ้ืนทราย หรือว่ายน้าเป็นอิสระขุดรูอยู่ต้ืน ๆ แต่ไม่อยู่ในรูตลอดเวลา
หนอนกลุ่มนี้จะมีส่วนหัวเจริญดีมาก มีเข้ียว (Jaw) สาหรับจับเหย่ือเป็นอาหาร เช่น มาเพรียง (Nereis ,
Perinereis)
Subclass Sedentaria
เป็นพวกท่ีขดุ รู อย่อู ย่างถาวรหรอื อยใู่ นท่อ สว่ นหัวของหนอนกลุ่มน้จี ะไมเ่ จริญ ไมม่ ีตาไมม่ เี ขี้ยว
แตจ่ ะมหี นวด (Tentacle) จานวนมากช่วยกรองอาหาร พาราโปเดยี มเลก็ มาก ซีตนี้ อ้ ยมาก ผิวตวั มีเมือกมาก
เชน่ หนอนทอ่ (Tube Worm)
2.Class Oligochaeta
ลักษณะท่ัวไป (General Characteritics)
สัตว์ในคลาสโอลโิ กคีตา ส่วนใหญ่อยู่บนบกโดยขุดรอู ยู่ในดินช้ืน ๆ ที่มีสารอินทรยี ์สูง ได้แก่ไส้เดือน
ดิน การเป็นปล้องเกดิ จากรอ่ งลกึ ระหว่างปล้อง
1.ซติ ี้ จะพบในแตล่ ะปล้อง ยกเวน้ ปลอ้ งแรกและปลอ้ งบรเิ วณไคลเทลลัมและไพจเิ ดียมไมม่ ีซติ ี้
2.ไคลเทลลัม พบในไส้เดอื นระยะตวั เต็มวยั เท่าน้นั
3.ชอ่ งเปดิ อวยั วะสืบพันธุ์ มี 1 คู่ อยทู่ ่ปี ล้อง 18
4.เนฟฟริดโิ อฟอร์ ช่องเปดิ จากทอ่ ขับถ่าย กระจายอย่ตู ามปล้องไมม่ แี บบแผนท่แี นน่ อน
5.ช่องด้านหลัง เป็นรูกลางหลังอยู่ตรงรอยต่อระหว่างปล้อง รูน้ีจะทะลุเชื่อมกับช่องตัว นาเอา
ของเหลวออกมาเคลือบผิว
6.ป่มุ สบื พนั ธุ์ เปน็ อวัยวะยึดเกาะขณะจบั ค่ผู สมพนั ธ์ุมี 2 คบู่ นปลอ้ งที่ 17 และ 19
ระบบหมุนเวยี นและการแลกเปลีย่ นแกส๊ (Respiratory System)
มีเส้นเลือดหลักอยู่ 3 กลุ่ม คือ เส้นเลือดกลางหลัง (Dorsal Blood Vessel) เส้นเลือดใต้ลาไส้
(Ventral Blood Vessel) และเส้นเลือดด้านท้องและด้านข้างของเส้นประสาท (Subneural and Lateral
Neural Blood Vessel) นอกจากน้ียังมเี สน้ เลอื ดด้านข้างเป็นเสน้ เลอื ดขยายใหญ่บีบหดตัวได้ดีมักเรยี กหวั ใจ
เทยี ม การแลกเปลี่ยนแกส๊ ใชผ้ วิ ตวั เปน็ หลักโดยกระบวนการแพร่
การขบั ถ่าย (Waste Excretion)
ไส้เดือนดินใชเ้ มตาเนฟฟรเิ ดีย กาจัดของเสยี โดยกรองของเสยี จากช่องตัวและกาจดั ออกนอกตวั
ปลอ้ ง 3 ปล้องแรก และปล้องสดุ ทา้ ยไม่มเี มตาเนฟฟรเิ ดีย ปลอ้ งอืน่ ๆ จะมปี ล้องละ 1 คู่ มเี มตาเนฟฟริเดยี ท่ี
ปล้องที่ 4,5 และ 6 ที่มีลักษณะพิเศษคือ จะสกัดของเสยี เข้าสู่ฟารงิ ซ์ และปล่อยใหข้ องเสยี ออกไปกับกาก
46
อาหาร เมตาเนฟฟริเดียบริเวณฟารงิ ซ์คือ ปล้องที่ 7-14 จะมีท่ีผิวตัว จานวนมากกระจายท่ัวปลอ้ ง กาจดั
ของเสียซง่ึ มีท้ังแอมโมเนียและยูเรียปล้องท่ี 15 ข้ึนไป
ระบบประสาทและอวยั วะรบั ความรสู้ กึ (Nervous System and Sense Organ)
ระบบประสาทของไส้เดือนดิน มีโครงสร้างเช่นเดียวกับลักษณะท่ัวไปของแอนเนลิดเพียงแต่
เส้นประสาทท้องสองเส้นจะเช่อื มรวมกันเป็นเส้นเดยี ว เสน้ ประสาทด้านทอ้ งน้จี ะอย่ใู นช้ันกล้ามเน้ือของผนัง
ตัว สมอง มีลักษณะเป็นสองพู เพราะเกิดจากปมประสาทหน้าหลอดอาหารมาเชื่อมรวมกนั อยู่เหนือหลอด
อาหาร
อวยั วะรบั ความรสู้ ึก
1.ตา มีตาลักษณะเป็นรูปถ้วยที่มีรงค์วัตถุอยู่ (Pigmented - Cup Ocelli) แต่ตาของโอลิโกคีต
ส่วนมากมีเซลล์รับแสงอยใู่ ต้ชั้นอพี ิเดอมสิ บรเิ วณโปรสโตเมยี ม
2.อวัยวะรับความรู้สึกทางเคมี เปน็ กลุม่ เซลล์ในชั้นอีพเิ ดอมิสรวมกันเป็นกระจกุ หรอื เป็นปุ่ม ปลาย
ด้านบนของเวลล์มีขนสั้น ๆ ติดอยู่ทาหน้าที่รับการกระตุ้น ปลายเซลล์ด้านล่างเช่ือมต่อกับ
เส้นประสาท
ระบบสบื พนั ธุ์ (Reproductive System)
โอลิโกคีตที่อยู่ในน้าหลายชนิด สืบพันธุ์โดยการแบ่งตัวตามขวาง ท้ังน้ีแต่ละชนิดจะมีตาแหนง่
ของปล้องแต่ละปล้องที่แน่นอนในการแบ่งตัว ส่วนของลาตัวท่ีขดออกมาจะสร้างส่วนหัวข้ึนมาใหม่ โดย
กระบวนการงอกใหม่ ในบางคร้ังตวั ใหมย่ ังไมท่ ันหลุดออกจากตัวเดิมกจ็ ะแบ่งตัวทนั ทีทาใหเ้ กดิ เปน็ สายยาว
ไสเ้ ดอื นดนิ ที่อย่บู นบกจะมีเพศรวมอวยั วะสืบพันธจ์ุ ะพบในตาแหนง่ ท่ีแน่นอนในแต่ละสกุลอวัยวะสืบพนั ธ์ุของ
ไส้เดือนดินประกอบด้วยกันและเอาไว้ สเปิรม์ จากช่องตัวเพศผู้ตัวหน่ึง จะส่งเข้าไปเก็บในถุงสเปริ ์มทีละคู่จน
ครบทุกค่ใู ช้เวลาจับนานประมาณ 1 ช่วั โมง จงึ แยกออกจากกัน เมอ่ื ไสเ้ ดือนแยกออกจากกันประมาณ 2-3วัน
จะมีการเปล่ยี นแปลงท่ีบริเวณไคลเทลลัมเพื่อสร้างถงุ หมุ้ ไข่ (Cocoon) ต่อมเมอื กจะสร้างเมือกคลุมบริเวณไคล
เทลลัมและสร้างโคคูน จะสร้างเปลือกของโคคูน ซึ่งเป็นสารคล้ายไคติน สารนี้จะแข็งตัวเม่ือถูกอากาศ
กลายเปน็ แผน่ เหนียว ๆ ตอ่ มาสรา้ งไข่ขาว ออกมาอย่ใู นเปลอื กของโคคนู ซ่งึ มชี อ่ งเพศเมียอยูท่ ่ีไคลเทลลัมจะ
ปล่อยไข่ออกมาอยู่ในโคคูน หลังจากน้ันโคคูนจะแยกตัวออกจากผนังตัวของไส้เดือนดินคล้ายกับเป็นปลอก
หลวม ๆ เม่ือไส้เดือนดินหดตัวและเคลื่อนที่ถอยหลัง โคคูนจะเคลื่อนที่ไปข้างหน้า เมื่อเคลอื่ นทผ่ี า่ นช่องเปดิ
ของถุงสเปริ ม์ ก็จะรับสเปิรม์ เข้ามาในโคคูน และมีการปฎสิ นธิภายในโคคูน เม่ือโคคูนหลดุ ออกจากตวั ไส้เดอื น
ปลายสองดา้ นของโคคนู ก็จะหดปิดสนิท เปน็ ถุงรูปไขม่ สี เี หลืองออ่ น ๆ
47
3.Class Hirudinea
ปลงิ น้าจืดมีลาตัวด้านหลงั โค้งนนู เลก็ น้อย ดา้ นทอ้ งเรียบ มจี านวนปลอ้ งคงที่ คอื 34 ปล้อง ปลอ้ ง
แต่ละปล้องจะมปี ล้องย่อยต้ังแต่ 2-5 วง ส่วนมากมี 3 วงย่อยต่อ1ปล้อง ปลงิ มีแว่นดูด 2 อัน อยู่ทางหัวและ
ท้ายคือ แว่นดูดรอบปาก (Oral Suker) เกิดจากปล้องหน้าสดุ 5 ปล้องทดี่ ้านท้องเช่ือมรวมกันเปน็ แว่นดูด มี
ปากอย่กู ลางส่วนแวน่ ดดู ตอนทา้ ย (Caudal Suker) มีขนาดใหญก่ วา่ เกิดจากสองปล้องสุดท้ายเปล่ยี นแปลงไป
การแลกเปล่ียนแกส๊ (Respiratory System)
ปลิงใช้ผวิ ตัวในการแลกเปลยี่ นแก๊ส มีบางชนิดเชน่ ปลงิ ในครอบครัว (Piscicolidae) มีเหงือกอยู่
ขา้ งตัวท้งั สองขา้ ง ภายในเหงือกมีของเหลวของช่องตวั บรรจุอย่เู ตม็
การขับถา่ ยของเสยี (Waste Excretion)
ปลงิ มอี วยั วะขับถ่ายชนิดเมตาเนฟฟริเดยี จานวน 10-17 คู่ โดยจะพบบนปลอ้ งบรเิ วณกลาง ๆ
ตวั ปล้องละ1 คู่ เมตาเนฟฟริเดียมีขนาดใหญแ่ ละมีสว่ นประกอบดงั นี้
1.เนฟโฟรสโตม เป็นสว่ นปลายทจ่ี มุ่ อยใู่ นทอ่ ของชอ่ งตัว
2.แคปซลู เป็นกระเปาะกลมตอ่ จากเนฟโฟรสโตม ทาหนา้ ที่สรา้ งของเหลวในช่องตวั
3.ท่อขับถา่ ย เป็นท่อขดไปมา กรองของเสียและนาไปเก็บท่ีสว่ นปลายท่อ ซึ่งพองออกเป็นถุง กอ่ นจะ
ปล่อยออกนอกตัวทางเนฟฟรดิ ิโอพอร์ของเสียเป็นแอมโมเนียและยเู รยี
ระบบประสาทและอวัยวะรับความร้สู ึก (Nervous System and Sense Organ)
ระบบประสาทเจรญิ ดีท่สี ุดในบรรดาสตั ว์ในฟลัมแอนเนลลิดาด้วยกัน ตัวเซลล์ประสาทในปม
ประสาทจะรวมตัวกนั เปน็ กลมุ่ หลายกลุม่ เส้นประสาททอ้ งยังเป็นเสน้ คู่แตป่ มประสาทบนเสน้ น้ีจะเชื่อมกันเปน็
ก้อนเดี่ยว สว่ นโครงสรา้ งอ่นื ๆ ของระบบประสาทเหมือนกับโอลโิ กคีต
อวยั วะรบั ความรู้สึกของปลงิ ประกอบดว้ ย
1.ตา อยู่ทางด้านหลังของส่วนหัว มีต้ังแต่ 1-5 คู่ เรียงเป็นแถวตามแนวยาว ตาประกอบรับแสง อยู่
รวมกันเปน็ กระจกุ ในแอ่ง ปลิงชอบแสงอ่อน ๆ ยกเว้นเวลาหวิ จะออกล่าเหยื่อทม่ี ีแสงจา้ ๆ ได้
2.ตุ่มรับความรู้สึก เป็นกลุ่มเซลล์รับความรู้สึก ปลายด้านบนของเซลล์ มีขนส้ัน ๆ ติดอยู่เป็นกระจุก มี
ลักษณะเป็นตุ่มเล็ก ๆ เรียงตัวเป็นวงอยู่บนร่องระหว่างปล้อง หรือกระจายอย่างไม่เป็นระเบียบอยู่ทาง
ดา้ นหลงั ของแตล่ ะปลอ้ ง