Will you obey the teaching of god.
Amen
บุคคลสำคัญ
ในประวัติศาสตร์ยุคสมัยโบราณ
We follow the teachings of Jesus Christ and his
holy Apostles and not the teachings of man.
บุคคลสำคัญ
ในประวัติศาสตร์ยุคสมัยโบราณ
ก
คำนำ
หนังสือ “บุคคลสำคัญในยุคสมัยโบราณ” เล่มนี้เป็นส่วนหนึ่งในรายวิชาประวัติศาสตร์
สากล (ส30102) ที่ให้ความรู้เกี่ยวกับความเป็นมาและชีวประวัติของบุคคลสำคัญในยุคสมัย
โบราณในทุก ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นความสำเร็จหรือความล้มเหลว ความร่วมมือความขัดแย้ง การ
สร้างสรรค์การล่มสลาย และอื่น ๆ รวมทั้งจะช่วยให้ผู้ที่ศึกษามีความรู้ ความเข้าใจในทุกเหตุผล
ของทุกตัวละครในประวัติศาสตร์ เพื่อนำมาปรับใช้และพัฒนาหาวิธีการป้องกันและลดความขัด
แย้งที่จะเกิดขึ้นของโลกยุคปัจจุบัน
จุดเด่นของหนังสือเล่มนี้คือการนำประวัติศาตร์มาปรับย่อให้อยู่ในขนาดที่กะทัดรัด และง่าย
ต่อความเข้าใจของผู้ที่ศึกษา จึงจัดแบ่งเนื้อหาออกเป็นบุคคลสำคัญในยุคสมัยโบราณทั้งสิ้น
จำนวน 20 คน รวมทั้งมีรูปภาพประกอบเพื่อให้เห็นภาพมากยิ่งขึ้น
หวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือ “บุคคลสำคัญในยุคสมัยโบราณ” จะช่วยให้ผู้ที่ศึกษาได้เห็น
คุณค่าความสำคัญของประวัติศาสตร์และข้อคิดเพื่อนำมาปรับใช้ในปัจจุบัน หากมีข้อผิดพลาด
ประการใดคณะผู้จัดทำขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย
คณะผู้จัดทำ
สารบัญ ข
เรื่อง หน้า
คำนำ ก
สารบัญ ข
Hammurabi 1-4
Moses 5-8
CYRUS II the Great 9-12
Nebuchadnezzar II 13-15
Plato 16-19
Attila the Hun 20-22
Aristotle 23-25
Alexander The Great 26-28
Hannibal 29-32
Marcus Licinius Crassus 33-35
Pompey 36-38
Cicero 39-41
Julius Caesar 42-45
Marcus Aemilius Lepidus 46-49
Mark Antony 50-53
Cleopatra VII Philopator 54-56
Augustus 57-59
Jesus Christ 60-63
Flavius Valerius Aurelius Constantinus 64-66
Theodosius I 67-69
บรรณานุกรม 70-71
1
Hammurabi
1792 - 1750 B.C
พระเจ้าฮัมมูราบี ฮัมมูราบี ขึ้นครองราชย์ประมาณ 1792 - 1750 ปีก่อนคริสตกาล 2
จากกษัตริย์สู่
กษัตริย์ชาวอามาไรท์องค์ที่ 6 และเป็นพระมหากษัตริย์องค์แรกแห่งจักรวรรดิ
กฎหมาย บาบิโลน รู้จักกันดีที่สุดในด้านกฎหมายในขณะเดียวกันความเป็นผู้ยิ่งใหญ่
ด้านการทหารที่ทำให้อาณาจักรบาบิโลนมีอำนาจมากที่สุดในแถบเมโสโปเตเมีย
ในปี 1785 BC ในปี 1779 BC กษิตริย์แห่งเอสนันน่าได้สวรรคต ทำให้ความ
สามารถยึดเมืองอูเรก สัมพันธ์ระหว่างบาบิโลนกับแอสซีเรียเสื่อมทรามลง แต่ว่าเมื่อเอสนันน่า
(Urek), เมืองไอสิน ได้กษัตริย์องค์ใหม่เป็น (Ibarra-Pi-EL) ทั้งสามประเทศก็กลับมา
มาจากลาร์ชาได้ เป็นพันธมิตรกันเหมือนเดิและได้ร่วมกันโจมตีมัลเยี่ยม (Malgium)
ฮัมมูราบี เป็นโอรสของกษัตริย์ ซิน-มูบัลลิต กษัตริย์
แห่งบาบิโลน โดยไม่ปรากฎว่าพระมารดาชื่ออะไร
พระองค์มีพระขนิษฐาชื่ออิลตานี ซึ่งต่อมาฮัมมูราบีได้
แต่งตั้งให้นางไปดูแลวิหารซามาส ชื่อฮัมมูราบี เป็นชื่อ
แบบชาวอโมไรต์ ในปี 1782 BC ฮัมมูราบี ขึ้นครอง
ราชสืบต่อจากพระราชบิดาขณะมีพระชน 18 พรรษา
บาบิโลนในขณะนั้นเป็นเพียง ดินแดนเล็กๆ ที่ประกอบ
ขึ้นจากเมืิอง ซิปปาร์ (Sippar), คิช (Kish), กูต้า
(Kuta), บอร์ซิปปา (Borsippa), ดิลบัต
(Dilbat)และมารัต (Marad) บาบิโลนเป็นพันธมิตร
กับแอสซีเรีย (Assyria), แอสเฮอร์ (Ashur), เอ
สนันน่า (Eshnunna), อีแลม (Elam)และลาร์ซา
(Larsa) บาบิโลนเป็นพัณธมิตรกับแอสซีเรีย
ของกษัตริย์ชามชิ-เอแดดที่1 (Shamshi-Adad I)
ซึ่งในปีที่ฮัมมูรา บีครองราชย์นี้ กษัตริย์ริม-ซิน
(Rim-sin) แห่งลาร์ซา ได้บุกยึดเมืองไอซิน (Isin)
เมืองซึ่งปกติเป็นเหมือนเขต กั้นระหว่างบาบิโลนกับลาร์
ซา ทำให้กษัตริย์ทั้งสองกลายเป็นอริกัน
ในปี 1750 BC สวรรคต, และพระโอรส
ในปี 1754 BC ได้ประกาศกฏหมาย
ซัมซุ-อิลุน่า (Samsu-Iiuna) สืบราช
Code of Hammurabi ซึ่งเป็นประ
สมบัติสืบมา มวลกฏหมายแรกของโลกที่บันทึกไว้เป็น
อักษรชัดเจน
3
ในปี 1775 BC ชามซิ-เอแดดที่ 1 แห่งแอสซีเรีย ในปี 1772 BC สุรุคุ (Surucu) จับมือเป็น
สวรรคต, กษัตริย์ซิมริลิม (Zimri Lim) แห่งมารี พันธมิตรกับ เอสนันน่า และบุกเมืองราตาม่า
(Mari) พันธมิตรเก่าของบาบิโลน ได้เปลี่ยนไปเป็น (Ratama) ของบาบิโลนแต่ว่าบาบิโลนสามารถเอาชนะ
พันธมิตรกับอิลาไมเตส (Elamites) และขับไล่ผู้บุกรุกออกไปได้
ในปี 1761 BC ทำสงครามกับมาริ ในปี 1767 BC กษัตริย์ชีฟ-ปาลาร์-คุป
ปัก (Siwe-palar-khuppak) แห่งอีแลม
เป็นพันธมิตรกับบาบิโลนในการทำสงคราม
กับเอสนันน่า แต่ว่าทหารอีแลมเมื่อยึดเอสนัน
น่าได้แล้ว ฮัมมูราบียื่นคำขาดให้อีแลมถอน
ทหารออกจากเมืองเพราะอ้างว่างตนเองเป็น
เจ้าของเมืองทำให้บาบิโลนกับอีแลม
บาดหมางกันจนเป็นสงคราม
นปี 1764 BC บาบิโลนได้เปิดสงคราม
ใหญ่ กับพันธมิตรระหว่าง แอสเฮอร์
(Ashur), เอสนันน่า (Eshnunna), อีแลม
(Elam) ดินแดนทางตะวันออกของแม่น้ำไท
กรีส (Tigris), เพื่อเปิดทางไปยังอิหร่านซึ่ง
เป็นแหล่งผลิตเหล็กที่สำคัญสงครามครั้งนั้น
ทำให้อีแลมพ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด
ในปี 1762 BC มาทำสงครามกับดินอด
นทางตะวันออกอีกครั้ง
ในปี 1763 BC เอาชนะและยึดลาร์ซาได้
สำเร็จ และทำสงครามกับเอสนันน่า อีกครั้ง
THE CODE OF HUMMURABI 4
โครงสร้างของกฎหมายฮัมมูราบี 1. กฎหมายมหาชน
กฎหมายส่วนใหญ่ จะมีโครงสร้างเป็น โดยกฎหมายเอกชนผมจะสรุปคร่าวให้ว่า
"ถ้า-แล้ว" โดยมีรูปแบบเป็น "ถ้า X คือ บทลงโทษของชนชั้นสูงและชนชั้นล่าง
เกิดขึ้นแล้ว Y คือผลที่ตามมา" โดย โดยต่างวรรณะก็จะมีบทลงโทษที่ต่างกัน
ประโยคในส่วนของ "ถ้า" เรียกว่า โดยชนชั้นสูงสามารถจ่ายค่าปรับได้ แต่
protasis และในส่วนประโยคของ ชนชั้นล่างทำได้พียงโดนทำโทษเช่นเดียว
"แล้ว" เรียกว่า apodosis กับที่ทำคนอื่น และการเปลี่ยนวรรณะของ
ประเภทของกฎหมายฮัมมูราบี ชนชั้นต่างๆ
ประมวลกฎหมายฮัมมูราบี ได้จัดทำข้ึน 2. กฎหมายเอกชน
เป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งแบ่งออกได้เป็น
3 ประเภทดังนี้ 1. กฎหมายมหาชน กฎหมายอันนี้จะเกี่ยวข้องกับสิทธิในที่ดิน
2. กฎหมายเอกชน 3. กฎหมายอาญา การซื้อ/เช่าของเอกชน และ การทำ
โดยผมจะขอบอกถึง วรรณะในสังคมใน สัญญาต่างๆกับเอกชน เช่น การจ้าง
ยุคนั้นเพื่อที่จะได้เข้าใจง่ายขึ้น แรงงาน,ครอบครัว เป็นต้น
วรรณะของประชาชน 3. กฎหมายอาญา
แบ่งออกเป็น 3 พวกคือ กฎหมายชิ้นนี้ยึดหลักการแก้แค้น
-ชนชั้นสูง (Awellu) หรือชนชั้น ตอบแทน โดยเป็นหลักการของกฎหมาย
ปกครองคือพวกข้าราชการ ดั้งเดิมเรียกว่า "Lex Tolionis" หรือ
-ชนชั้นกลาง คือประชาชนธรรมดา
(Muskinu) หรือพวกเสรีชน กล่าวกันว่า "ตาต่อตา ฟันต่อฟัน"
(Freeman)
-ชนชั้นล่าง (Ardu) หรือทาส
5
MOSES
1290 – 1224 B.C.
6
โมเสส
ศาสดาของศาสนายิว
โมเสส หรือ มูซา เป็นผู้บัญญัติกฎและผู้เผยพระวจนะแก่ วงศ์วานอิสราเอล ซึ่งเป็นที่มาของคัมภีร์โทราห์ในศาสนายูดาห์
หรือ คัมภีร์เบญจบรรณ ในคัมภีร์ไบเบิลภาคพันธสัญญาเดิม ของศาสนาคริสต์อีกทั้งยังเป็นเราะซูลของอัลลอฮ์ตามคติของ
ศาสนาอิสลาม และเป็นศาสดาตามคติของ ศาสนาบาไฮ
โมเสส เป็นศาสดาของศาสนายิว บิดาชื่อ อัมราม มารดาชื่อ โยเคเบต
บิดามารดาของโมเสสอยู่ในเผ่าเลวีของชาวอิสราเอลสันนิษฐานกันว่า
โมเสสเกิดในสมัยของพระเจ้าฟาโรห์ราเมเสสที่ 2
(1290 – 1224 ก่อนคริสตศักราช)
ในสมัยนั้น ประเทศอียิปต์มีนโยบายในการลดจำนวนคนอิสราเอล
เนื่องจากจำนวนชาวอิสราเอลทวีจำนวนและมีกำลังมากขึ้น
ฟาโรห์เกรงว่าถ้าเกิดสงคราม ชาวยิวอาจไปเข้าข้างศัตรู มาสู้รบกับชาวอียิปต์
และหลบหนีออกนอกประเทศ ดังนั้นพระองค์จึงมีพระบัญชาให้ประหารชีวิตเด็ก
ชายชาวยิวทุกคน โดยนำเด็กเกิดใหม่ที่เป็นเพศชาย ทิ้งลงแม่น้ำไนล์ แต่มารดา
ของโมเสสกลัวว่าบุตรชายของตนจะไม่ปลอดภัยจึงซ่อนบุตรชายไว้ได้เป็นเวลา
3 เดือน จนกระทั่งถึงวัยที่ไม่สามารถจะหลบซ่อนได้อีก ต่อมาเมื่อพิจารณาเห็น
ว่าคงไม่ปลอดภัยแน่แล้วจึงนำบุตรชายใส่ตระกร้าวางไว้ริมฝั่งแม่น้ำไนล์ โมเสสเมื่อลงมาหลังจากเข้าเฝ้าพระเจ้าที่ภูเขาซีนาย,
เมื่อธิดาฟาโรห์ลงมาสรงน้ำ จึงเจอทารกน้อยโมเสส จึงนำไปเลี้ยงดู โมเสสได้โต พ.ศ. 2181 (1638), โดย ไรเบรา เดอ โจเซ
ขึ้นมาโดยมีมารดาเป็นแม่นมของตนเอง
เมื่อโมเสสโตขึ้น ท่านไปห าพ วกพี่น้องเห็นพ วกเขาต้องทำงานห นัก โมเสสเห็นค นอียิปต์คนหนึ่งกำลังตีค นฮีบรู ซึ่งเป็นชนชาติเดียวกับ
ตน ท่านมองซ้ายม องขวาเห็นว่าไม่มีใครอ ยู่ จึงฆ่าคนอียิปต์นั้นแล้วซ่อนศพไว้ในทราย เมื่อโมเสสออกไปอีกในวันรุ่งขึ้น ก็เห็นคนฮีบรู
สองคนต่อสู้กันอยู่จึงตักเตือนค นที่ทำผิดนั้นว่า “ท่านตีพี่น้องของท่านเองทำไม?” เขาตอบว่า “ใครตั้งเจ้าให้เป็นเจ้านายและเป็นตุลาก าร
ปกครองเรา? เจ้าตั้งใจจะฆ่าตัวข้าเหมือนที่ได้ฆ่าค นอียิปต์ค นนั้นหรือ?” โมเสสก็ก ลัว คิดว่า “เรื่องนั้นคงรู้กันทั่วแล้วแน่ ๆ”
เมื่อฟาโรห์ท รงท ราบเรื่องก็หาช่องทางป ระห ารโมเสส แต่โมเสสหนีฟาโรห์ไปอ ยู่ในแผ่นดินมีเดียน เขานั่งลงที่ริมบ่อน้ำแห่งหนึ่ง
ปุโรหิตของค นมีเดียนมีบุตรหญิงเจ็ดค น หญิงเหล่านั้นพากันม าตักน้ำใส่รางให้ฝูงแพะแกะของบิดากิน เวลานั้นมีพ วกคนเลี้ยงแกะมาไล่
หญิงเหล่านั้น โมเสสจึงลุกขึ้นช่วยพวกนาง และให้สัตว์ของพ วกนางกินน้ำ เมื่อห ญิงเหล่านั้นกลับไปห าเรอูเอลผู้เป็นบิดา ท่านถ ามว่า
“วันนี้ทำไมพ วกเจ้าจึงก ลับเร็วนัก?” พวกน างต อบว่า “มีชายอียิปต์ค นหนึ่งช่วยเราพ้นจากมือของพวกคนเลี้ยงแกะ ทั้งยังตักน้ำให้เรา
และให้ฝูงแพะแกะกินด้วย”บิดาจึงถ ามบุตรหญิงของท่านว่า“ชายค นนั้นอ ยู่ที่ไหน?ทำไมจึงทิ้งเขาไว้ล่ะ?ไปเชิญเขามารับประท านอ าหารสิ”
7
โมเสสก็ตกลงใจอ าศัยอ ยู่กับเรอูเอล แล้วเรอูเอลก็ย กศิปโปราห์บุตรสาวให้เป็นภรรยาของโมเสส นางก็คลอดบุตรชายคนหนึ่ง
โมเสสตั้งชื่อว่า เกอร์โชม เพราะท่านก ล่าวว่า “ข้าพเจ้าเป็นคนต่างด้าวในต่างแดน”
หลายปีผ่านไป กษัตริย์อียิปต์ก็สิ้นพระชนม์ ชนชาติอิสราเอลทุกข์ระทมเพราะการเป็นท าส จึงร้องคร่ำค รวญ เสียงร่ำร้องขอความ
ช่วยเหลือเพราะการเป็นท าสนี้ ดังขึ้นไปถึงพ ระเจ้า พระเจ้าทรงได้ยินเสียงคร่ำค รวญของพ วกเขา จึงทรงระลึกถึงพันธสัญญาที่
พระอ งค์ได้ทรงทำไว้กับอับราฮัม อิสอัค และยาโคบ พระเจ้าทอดพระเนตรชนชาติอิสราเอล แล้วพระเจ้าทรงทราบถึงส ภาพค วามเป็นไป
ของพ วกเขา
โมเสสและอาโรนได้เดินทางกลับไปสู่ดินแดนอียิปต์ เพื่อร้องขอต่อพระเจ้าเมอร์เนปตาห์ที่ปกครองอยู่ในขณะนี้ให้ชาวยิวทั้งมวลออกไป
จากอียิปต์สู่ดินแดนสัญญาคือปาเลสไตน์ ฟาโรต์เมอร์เนปตาห์ได้ทรงหลีกเลี่ยงการอนุญาต แต่ในที่สุดก็เกิดโรคระบาดอย่างหนักใน
อียิปต์ เมื่อเหตุร้ายต่างๆ คุกคามประเทศและประชาชน พระเจ้าฟาโรห์จึงทรงอนุญาตให้โมเสสซึ่งมีอายุ 80 ปี ได้นำชาวยิวอพยพ
จากอียิปต์
ในขณะเดียวกันฟาโรห์เกิดความระแหวงในโมเสสและชาวอิสราเอลจึงรับส่งให้ทหารและรถม้าออกติดตามและสังหารชาวยิวให้ตาย
แต่บังเอิญเกิดปฏิหาริย์คือน้ำทะเลแดงได้แยกให้ทางแก่โมเสสและชาวยิวข้ามน้ำไปได้ถึงฝั่ง แต่พอทหารฟาโรห์มาถึงก็รีบข้ามน้ำตามไป
อย่างรวดเร็ว
ทหารทางอียิปต์ทั้งหมดก็ถูกน้ำปิดเข้าอย่างเดิมและท่วมทหารอียิปต์ตายจนหมดสิ้นในขณะที่โมเสสเป็นผู้นำและปกครองชาวยิวเป็น
จำนวนมาก ก็เกิดปัญหาให้ต้องแก้ไขมากมาย เช่น การขาดแคลนอาหาร ขาดแคลนน้ำ การทะเลาะและขัดแย้งกันเองในหมู่ชาวยิว และ
การถูกลอบโจมตี โมเสสซึ่งมีภาวะผู้นำได้แก่ปัญหาเหล่านี้ด้วยความสุขุมรอบคอบ วันหนึ่งโมเสสได้ปลีกตัวไปพักผ่อนอยู่บนยอดเขาซี
นายเป็นเวลา 40 วัน 40 คืนและ ณ ภูเขานี้โมเสสได้รับบัญญัติ 10 ประการ จากพระยาเวห์
โมเสสได้นำแผ่นหินนี้มาประกาศให้ชาวยิวทั้งหมดทราบ และสามารถทำให้ทุกคนเชื่อตามโมเสส ท่านได้พาชาวยิวเร่ร่อนไปเป็นเวลานาน
ถึง 40 ปี ยังไม่ถึงแดนสัญญา เพราะโมเสสถึงแก่กรรมก่อน รวมอายุได้ 120 ปี ความคิดด้านศาสนา พระเจ้าได้ทรงกระทำให้
อิสราเอลเป็นประชากรที่ได้ทรงเลือกสรร ทรงทำให้พวกเขาเป็นอิสระจากการเป็นทาสในประเทศอียิปต์ ทรงกระทำพันธสัญญากับพวก
เขาบนภูเขาซ๊นาย และประทานพระบัญญัติแก่พวกเขาโดยผ่านทางโมเสส
8
เมื่อพระเจ้าทรงเรียกโมเสสนั้น ทรงกระทำหมายสำคัญ 3 ประการเพื่อให้โมเสสตอบรับหน้าที่นี้ หมายสำคัญทั้งสามประการได้แก่
พระเจ้าทรงให้โมเสส โยนไม้เท้าลงบนพื้น และไม้เท้านั้นก็กลายเป็นงู และเมื่อโมเสสจับหางงู งูนั้นก็กลายเป็นไม้เท้าดังเดิม
พระเจ้าทรงให้โมเสส สอดมือไว้ที่อก เมื่อชักมือออกมา มือนั้นก็กลายเป็นเรื้อน และเมื่อสอดมือไว้ที่อกอีกครั้ง มือนั้นก็เป็นปกติ
พระเจ้าทรงให้โมเสสตักน้ำมา และเทลงบนพื้น น้ำนั้นก็กลายเป็นเลือดบนดินนั้น
แต่ถึงกระนั้น โมเสส ก็ยังคงมีข้อต่อรองกับพระเจ้า ด้วยโมเสสบอกว่าตนเองพูดไม่เก่ง เกรงว่าชาวอิสราเอลจะไม่ยอมฟัง พระเจ้า จึง
ให้อาโรน พี่ชายของโมเสส ซึ่งเป็นคนพูดเก่ง เป็นผู้ช่วยของเขา
ดังนั้นโมเสสจึงได้ลาพ่อตา และเดินทางกลับไปยังอียิปต์ และพบกับอาโรนเพื่อทำตามพระประสงค์ของพระเจ้าให้สำเร็จต่อไป
เมื่อโมเสสได้ไปเข้าเฝ้าฟาโรห์ที่อียิปต์ครั้งนี้ โมเสสมีอายุ 80 ปี และอาโรนมีอายุ 83 ปี
9
CYRUS II the Great
630-530 B.C.
10
จักรวรรดิเปอร์เซีย &
มหาราชองค์แรก
เปอร์เซีย รากฐานความเจริญที่ไม่น้อยหน้า กรีก โรมัน หรือ อียิปต์ ร่องรอยอารยธรรมที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก
ทั้ง การเมือง การทหาร และ เศรษฐกิจ ที่ซึ่งปัจจุบันเป็นดินแดนของประเทศอิหร่าน ประเทศที่ผู้คนเป็นหนึ่งเดียวกับศาสนา
เมื่อครั้นศตวรรษที่ 7 ก่อนคริสตกาล ปรากฎกษัตริย์ผู้เปี่ยมไปด้วยความ
สามารถนาม กษัตริย์อาคีเมเนส ผู้ทำในเปอร์เซียเป็นจักรวรรดิ ต้นตระกูลของราชวงศ์
อาคีเมนิด (Achaemenid) และปกครองเปอร์เซียเรื่อยมาจนมาถึง มหาราชองค์แรก
แห่งดินแดนเปอร์เซีย เหลนของกษัตริย์อาคีเมเนส ประชาชนขนานนามมหาราชผู้นี้ว่า
”จักรพรรดิไซรัสที่ 2 ( CYRUS II the Great )“
ความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ของเปอร์เซียได้ถือกำเนิดขึ้น พระเจ้าไซรัสที่ 2 ขึ้น
ครองราชย์ในปี 559 ก่อนคริสตกาล หลังจากนั้นได้ทรงยกทัพไปปราบปรามและขยาย
อำนาจ อาณาเขตของเปอร์เซียให้กว้างขวาง และใช้เวลาเพียง 9 ปี คือในปี 550 ก่อน
คริสตกาล กองทัพเปอร์เซียสามารถกำราบ พวกมีดส์สำเร็จที่ พาซาร์กาดี และเดินทัพ
ต่อไปยังทางตะวันตก ที่ซึ่งปัจจุบันคือที่ตั้งของประเทศตุรกี และยังขยายความยิ่งใหญ่
ออกไปเรื่อยๆจนถึง ปากีสถาน ไม่เพียงเท่านั้น ในปี 538 ก่อนคริสตกาล
จักรพรรดิไซรัสที่ 2 ยังสามารถยึดครองกรุงบาบิโบน ที่ก็ถือว่าเป็นดินแดนที่ยิ่งใหญ่ใน
ประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งด้วยเช่นกัน ในครั้งนั้นจักรพรรดิไซรัสที่ 2 ได้แสดงความเป็นมหาราชออกมาเป็นที่ประจักษ์ คือการที่พระองค์ไม่
สังหารประชาชนผู้บริสุทธิ์ และที่สำคัญไปกว่านั้นคือพระองค์ปลดปล่อยชาวยิวที่ถูกกดขี่เป็นทาสมาอย่างยาวนานให้เป็นอิสระและทรง
อนุญาตให้กลับปาเลสไตน์ถิ่นฐานของพวกเขา
“การปลดปล่อยชาวยิวในครั้งนั้นเท่ากับว่าพระองค์ประกาศให้ประชาชนที่อยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของเปอร์เซียในดินแดน
ต่างๆ ให้รับทราบว่า พระองค์จะทรงเคารพในขนบธรรมเนียม ประเพณี และศาสนาของชนชาติต่างๆ ที่อยู่ภายใต้การปกครองของ
จักรวรรดิเปอร์เซียแห่งนี้ ถือว่าเป็นการเดินเกมทางการเมืองได้ฉลาดและแยบยลมาก นอกจากจะได้ใจประชาชนแล้ว ยังได้แรงงานไว้
ขับเคลื่อนเศรษฐกิจอีก“
* พวกมีดส์ (Medes) 900 ปีก่อนคริสตกาล พวกมีดส์ปราบพวกอีลามีทส์ (Elamites) และก่อตั้งนครรัฐ ในดินแดนตะวันตกเฉียงเหนือของเปอร์เซีย
** พาซาร์กาดี อดีตเมืองหลวงของจักรวรรดิอะคีเมนิด ปัจจุบันคือทางเหนือของซิราาซ ในประเทศอิหร่าน
11
พระราชบิดาของพระเจ้าไซรัสที่ 2 ก็คือ กษัตริย์แคมไบซิสที่ 1 ส่วนพระราชมารดาก็
คือมานเดน บุตรีแห่งกษัตริย์แคว้นเมเดียที่อยู่ทางตอนเหนือของอิหร่าน โดยพระเจ้าไซรัส
มหาราชได้ทำสงครามรวบรวมชนเผ่าต่าง ๆ ในอิหร่านให้รวมกันเป็นหนึ่งเดียว
อัสทียาเกส กษัตริย์เห่งอาณาจักรเมเดีย พระอัยกาของพระเจ้าไซรัส เคยนิมิตฝันถึงลางร้าย
ว่า พระเจ้าไซรัสเกิดมาเพื่อโค่นล้มพระองค์ ด้วยเหตุนี้ อัสทียาเกสจึงสั่งให้ฮาร์ปากัสและที่
ปรึกษาทางทหารของเขาสังหารทารกน้อยไซรัสเสียเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม แต่ด้วยความเมตตา
ของฮาร์ปากัส เขาจึงได้ไว้ชีวิตทารกน้อยไซรัสและให้คนเลี้ยงแกะไปเลี้ยงจนเติบใหญ่ หลังจาก
ที่อัสทียาเกสทราบเรื่อง เขาก็ตัดสินใจไว้ชีวิตไซรัส เพราะมองเห็นความสามารถในตัวหลาน
ชาย และส่งตัวเขากลับไปให้พ่อแม่ที่แท้จริงดูแลต่อไป
หลังขึ้นครองบัลลังก์ต่อจากกษัตริย์แคมไบซิสที่ 1 กษัตริยอัสทียาเกสได้ประกาศสงคราม
กับหลานชาย และส่งกำลังทหารเข้ามารุกรานดินแดนของกษัตริย์ไซรัส โดยมีฮาร์ปากัสเป็น
แม่ทัพ แต่สุดท้ายกองทัพของกษัตริย์ไซรัสก็เป็นผู้ชนะ หลังจากพิชิตอาณาจักรเมเดียได้
กษัตริย์ไซรัสได้ไว้ชีวิตกษัตริย์อัสทียาเกสและแต่งงานกับธิดาของพระองค์อย่างอมิทิสเพื่อ
เชื่อมสัมพันธไมตรี
หลังจากการล่มสลายของอาณาจักรเมเดีย โครเอซัส กษัตริย์และไลเดียที่ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกของเอเชียไมเนอร์ได้เปิดฉากรุกราน
ดินแดนที่กษัตริย์ไซรัสจนเกิดเป็นสงครามที่รุนแรงและนองเลือดขึ้นมา แต่สุดท้ายกศัตริย์โคเอซัสก็ต้องถอนกำลังกลับไปยังดินแดน
ของตนหลังพ่ายแพ้ให้กับกษัตริย์ไซรัสที่รุกคืบเข้ามาในดินแดนของอาณาจักรไลเดีย โดยภายหลังกษัตริย์ไซรัสได้ยึดเมืองหลวงของ
อาณาจักรไลเดียอย่างซาร์ดิสได้เป็นผลสำเร็จ เป็นอันว่ากษัตริย์ไซรัสพิชิตอาณาจักรไลเดียทั้งหมดได้สำเร็จใน 546 ปีก่อน
คริสตกาล
เมื่อชาวบาลิโลนไม่พอใจในการปกครองของกษัตริย์นาโบนิดัสของตน กษัตริย์ไซรัสจึงหาเหตุ
รุกรานดินแดนอู่อารยธรรมแห่งตะวันออกกลางทันที พระเจ้าไซรัสได้เอาชนะกองทัพของบาบิ
โลนอย่างเด็ดขาดใน 539 ปีก่อนคริสตกาล และสามารถยึดดินแดนอู่อารยธรรมแห่งนี้โดย
ไม่มีใครคิดต่อต้าน จักรวรรดิอาคีเมนิดของกษัตริย์ไซรัสเริ่มมีดินแดนกว้างขวางมากขึ้น
เรื่อย ๆ
กษัตริย์ไซรัสมหาราช ได้ขยายดินแดนของจักรวรรดิอาคีเมนิดจนมีอาณาเขตกว้างไกลจาก
เอเชียไมเนอร์ไปถึงเอเชียกลาง ทำให้จักรวรรดิอาคีเมนิดเป็นจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในยุคนั้น
โดยที่ไม่มีจักรวรรดิใดเคยทำได้มาก่อน
*
12
ใครที่เคยดูภาพยนตร์เรื่อง 300 ก็น่าจะรู้จักกับกษัตริย์ชาวเปอร์เซียที่มีชื่อว่าเซอร์ซีส เป็นอย่างดี ลายคนอาจไม่รู้มา
ก่อนว่ากษัตริย์เซอร์ซีสแห่งเปอร์เซียมีศักดิ์เป็นหลานของกษัตริย์ไซรัส โดยกษัตริย์ไซรัสมีมเหสีสององค์ได้แก่ อมิทิส ธิดา
ของอัสทียาเกสกษัตริย์แห่งอาณาจักรเมเดีย และ คาสแซนเดน สตรีจากชนชั้นสูงของจักรวรรดิอาคีเมนิด โดยเฉพาะคาส
แซนเดนที่กษัตริย์ไซรัสให้ความรักเป็นอย่างมากหลังจากที่เธอเสียชีวิต ก็ได้สั่งให้จัดงานศพไว้อาลัยอย่างยิ่งใหญ่ กษัตริย์
ไซรัสและคาสแซนเดนมีบุตรธิดาด้วยกัน 4 องค์ โดยหนึ่งในนั้นก็คือกษัตริย์แคมไบซิสที่ 2 ที่ได้ครองบัลลังก์ต่อจาก
พระเจ้าไซรัสมหาราชผู้เป็นบิดาและทำการขยายดินแดนจักรวรรดิอาคีเมนิดเพิ่มเดิม โดยกษัตริย์แคมไบซิสที่ 2 มีบุตร
ชายกับพระมเหสีอทอสซา นามว่า เซอร์เซสที่ 1 ที่ภายหลังได้เป็นกษัตริย์แห่งจักรวรรดิอาคีเมนิดและนำกองทัพเปอร์เซีย
รุกรานชาวกรีกจนเกิดยุทธการที่เทอร์โมไพลีอย่างที่เราได้เห็นในภาพยนตร์นั่นเอง
กษัตริย์ไซรัสมหาราชไม่ได้เป็นเพียงแค่ผู้พิชิตที่ยิ่งใหญ่เท่านั้น แต่ยังเป็นนักปกครองที่มีความสามารถในการปกครองเหล่าบรรดา
ผู้คนจากอาณาจักรต่าง ๆ ที่มีความเชื่อทางศาสนาแตกต่างกันให้เป็นปึกแผ่น ในสมัยที่กษัตริย์ไซรัสยึดบาลิโลนได้ ชาวบาบิโลนได้
เรียกพระองค์ว่า ‘ผู้ปลดปล่อย’ โดยกษัตริย์ไซรัสมหาราชได้สั่งกำชับให้ทหารของพระองค์ห้ามทำลายวิหารของชาวบาบิโลน และสั่ง
ให้ช่วยบูรณะรูปปั้นเทพเจ้าของชาวบาบิโลนอีกด้วย ส่วนชาวยิวก็ยกย่องกษัตริย์ไซรัสในฐานะกษัตริย์ที่สง่างามและมีความชอบธรรม
นอกจากนี้ กษัตริย์ไซรัสยังได้ประกาศปลดปล่อยความเป็นทาส และชูความเท่าเทียมกันของมนุษย์ โดยพระองค์ได้ตราจารึกทรง
กระบอกที่ถูกเรียกว่า ‘กระบอกพระเจ้าไซรัส’ (Cyrus Cylinder) ซึ่งกล่าวได้ว่านี่คือประกาศสิทธิมนุษยชนฉบับแรก ๆ ของโลก
อีกด้วย
กษัตริย์ไซรัสมหาราชได้จัดตั้งเมืองหลวงแห่งจักรวรรดิอาคีเมนิดทั้งหมด 4 แห่ง ได้แก่ 1.ปาซาร์กาเด 2.บาบีโลน 3.ซูซา
4.เอคบาทานา โดยให้อิสระในการปกครองภายในภูมิภาคนั้นด้วยขุนนางท้องถิ่น นอกจากนี้กษัตริย์ไซรัสยังได้จัดตั้งผู้ว่า
ราชการในแต่ละเมือง และจัดตั้งเจ้าหน้าที่สำหรับการจัดเก็บภาษีและตัดสินคดีความ พร้อมกันนี้ กษัตริย์ไซรัสยังได้สั่งให้
สร้างทางหลวงเพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางและการสื่อสารที่รวดเร็วภายในจักรวรรดิอีกด้วย
กษัตริย์ไซรัสมหาราช ถือวาเป็นนักปกครองในอุดมคติ ที่มีทั้งความกล้าหาญ ความอดทนและความใจกว้าง ยืนยันได้จากจักรวรรดิ
อาคีเมนิดที่ยังแผ่ขยายอำนาจต่อไป ถึงแม้ว่ากษัตริย์ไซรัสมหาราชจะสิ้นพระชนม์ไปแล้ว นอกจากนี้กษัตริย์ไซรัสมหาราชยังถูกนำมา
เปรียบเทียบกับอเล็กซานเดอร์มหาราช ผู้ที่ภายหลังได้ทำลายจักรวรรดิอาคีเมนิดของกษัตริย์ไซรัสลงได้ โดยนักประวัติศาสตร์ส่วน
ใหญ่ยังมองว่ากษัตริย์ไซรัสมหาราชนั้นประสบความสำเร็จมากกว่าโดยภาพรวม กล่าวคือ อเล็กซานเดอร์มหาราชอาจจะพิชิตดิน
แดนได้มากกว่าที่กษัตริย์ไซรัสมหาราชได้ทำ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในแง่ชีวิตส่วนตัวและการปกครอง เพราะหลังจากอเล็กซานเด
อร์สิ้นพระชนม์ จักรวรรดิที่อเล็กซานเดอร์ได้สร้างขึ้นก็ล่มสลายเพราะสงครามกลางเมือง
13
Nebuchadnezzar II
605 BC – 562 BC
14
พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2
พระเจ้าเนบูคัดเนสซาร์ที่ 2 ทรงเป็นกษัตริย์แห่งจักรวรรดิกรุงบาบิโลนใหม่
ระหว่างปี 605 ถึง 562 ก่อนคริสตกาล จักรวรรดิกรุงบาลิโลนในยุคของพระองค์
เป็นอาณาจักรที่เรืองอำนาจมาก โดยมีอาณาเขตตั้งแต่ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน ไปจนถึง ทะเลแดง และ
อ่าวเปอร์เซีย กองทัพของพระองค์มีชัยเหนืออียิปต์ ตลอดจนเข้าทำลายกรุงเยรูซาเลมและกวาดต้อน
ชาวอิสราเอลไปยังกรุงบาบิโลน กรุงบาบิโลนของพระองค์เป็นมหานครใหญ่ที่สุดใน ตะวันออกกลาง
สิ่งก่อสร้างมหึมาของโลกยุคโบราณหลายแห่งถูกสร้างขึ้นในยุคของพระองค์ อาทิ สวนลอยบาบิโลน
สวนลอยบาบิโลน
สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคโบราณ
คัมภีร์ไบเบิลมักจดจำพระองค์ในฐานะผู้ทำลายพระวิหารซาโลมอนในกรุงเยรูซาเลม
และเป็นผู้เริ่มต้นยุคเชลย (ยุคที่ชาวยิวตกเป็นเชลยของบาบิโลน) หนังสือเยเรมีย์เรียกพระองค์ว่า
"ผู้ทำลายประชาชาติ" พระองค์ยังเป็นบุคคลสำคัญที่ถูกกล่าวถึงในหนังสือดาเนียล
15
ตามบันทึกที่ปรากฏในหนังสือดาเนียลระบุว่า วันหนึ่ง ขณะที่พระองค์ทอดพระเนตรกรุงบาบิโลนจากบน
ดาดฟ้าของวัง พระองค์ก็ตรัสว่า "ดูเมืองที่เราส ร้างสิ สวยงามอะไรอย่างนี้ เราคือผู้ยิ่งใหญ่!" ทันใดนั้นก็มี
เสียงดังขึ้นว่า "เนบูคัดเนสซาร์! เจ้าไม่ได้ปกครองอาณาจักรนี้แล้ว" พระเจ้าได้ริบรอนอำนาจและสติปัญญา
ของเนบูคัดเนสซาร์ เนบูคัดเนสซาร์ทำตัวเหมือนสัตว์และถูกเนรเทศจากวังไปอ ยู่กับสัตว์ในป่า ผมของเนบูคัด
เนสซาร์ย าวเหมือนขนนกอินทรีและเล็บของเขายาวเหมือนก รงเล็บของนก เมื่อครบเวลาเจ็ดกาล
(มักถูกตีความเป็นเจ็ดปี) เนบูคัดเนสซาร์ก็กลับม าเป็นป กติ พระเจ้าให้เขากลับมาครองบัลลังก์บาบิโลนอีกครั้ง
(เชื่อว่าเรื่องนี้มาจากความแค้นของชาวยิวที่ถูกพระองค์ทำลายอาณาจักรยูดาร์และลดขั้นให้เป็นทาส)
คำว่า "เนบูคัดเนสซาร์" นั้นเป็นภาษาแอกแคด มีความหมายว่า "ขอองค์เนโบโปรดพิทักษ์ซึ่งโอรสแรกแห่งข้า"
ซึ่งเนโบนั้นคือเทพแห่งปัญญาผู้เป็นบุตรของเทพมาร์ดุกในศาสนาบาบิโลนเทวนิยมบางครั้งพระองค์ก็เป็นที่รู้จัก
ในชื่อ บาคัตนาซาร์ ซึ่งมีความหมายว่า "ผู้มีชัยเหนือโชคชะตา"
16
PLATO
427 - 347 B.C.
17
เพลโต
นักปรัชญาชาวกรีกโบราณที่มีอิทธิพลอย่างสูง
ต่อแนวคิดตะวันตก
นักปรัชญาที่ยิ่งใหญ่ผู้หนึ่งของกรีกและของโลก อีกทั้งเป็นบุคคลแรกของประวัติศาสตร์โลก ที่สร้างปรัชญาขึ้นมาอย่างมีระบบ
มีความสมบูรณ์ และมีขอบข่ายกว้างขวางครอบคลุมเรื่องต่าง ๆ ได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้เพราะ เพลโต ได้นำเอาจุดเด่นของนักปรัชญา
กรีกที่สำคัญ ๆ เช่น ใช้ความสงสัยของพวกโซฟิสท์มาอธิบายถึงสิ่งที่รับรู้ทางประสาทสัมผัส ใช้ทฤษฎีปรมาณูของกลุ่มปรมาณูนิยม
มาอธิบายถึงกำเนิดโลกและความไม่มีตัวตนของโลกวัตถุ ใช้หลักอนิจจภาวะของเฮราคลีตุสมาอธิบายโลกผัสสะ ใช้สัตหรือภวันต์
ของกลุ่มอีเลียติกมาอธิบายโลกมโนภาพ ใช้เรื่องจำนวนของกลุ่มไพธากอรัสมาอธิบายถึงระเบียบของแบบต่าง ๆ ในโลกมโนภาพ
เป็นต้น โดยนำแนวคิดดังกล่าวมาผสมผสานกันเป็นรากฐานรองรับปรัชญาของตน เพราะฉะนั้นปรัชญาของเพลโต้จึงครอบคลุม
ปรัชญากรีกดังที่กล่าวมาแล้วทั้งหมดได้เป็นอย่างดี
เพลโต มีชีวิตอยู่ในช่วง427-347ปีก่อนคริสต์ศักราช
เขาเป็นลูกศิษย์ของโสกราตีส เป็นอาจารย์ของอริสโตเติล เป็น
นักเขียนและเป็นผู้ก่อตั้งอาคาเดมีซึ่งเป็นสำนักวิชาในกรุงเอเธนส์
เพลโตใช้เวลาส่วนใหญ่สอนอยู่ที่อาคาเดมี แต่เขาก็ได้เขียนเกี่ยว
กับปัญหาทางปรัชญาไว้เป็นจำนวนมากโลกปัจจุบันรู้จักเขาผ่าน
ทางงานเขียนที่หลงเหลืออยู่ที่ถูกนำขึ้นมาแปลและจัดพิมพ์เป็นใน
ช่วงการเคลื่อนไหวด้านมนุษยนิยมงานเขียนของเพลโตนั้นส่วน
มากแล้วเป็น บทสนทนา คำคมและจดหมาย ผลงานที่เป็นที่รู้จัก
ของเพลโตนั้นหลงเหลืออยู่ทั้งหมดอย่างไรก็ตามชุดรวมงานแปล
ปัจจุบันของเพลโตมักมีบางบทสนทนาที่นักวิชาการจัดว่าน่า
สงสัย หรือคิดว่ายังขาดหลักฐานที่จะยอมรับว่าเป็นของแท้ได้
* ในบทสนทนาของเพลโลนั้น บ่อยครั้งที่มี โสกราตีส เป็นตัว
ละครหลัก ซึ่งเป็นสิ่งที่สร้างความสับสนว่าความเห็นส่วนใดเป็น
ของโสกราตีส และส่วนใดเป็นของเพลโต
"แนวคิดหลักทางปรัชญาของยุโรป ล้วนแต่เป็นเชิงอรรถของเพลโต"
--อัลเฟรด นอร์ท ไวท์เฮด, Process and Reality, ค.ศ. 1929
18
ในงานเขียนของเพลโต เราจะพบการโต้เถียงเกี่ยวกับรูปแบบของการปกครองทั้งแบบ
เจ้าขุนมูลนาย และแบบประชาธิปไตย เราจะพบการโต้เถียงเกี่ยวกับผลของสิ่งแวดล้อมกับ
ผลของพันธุกรรมต่อสติปัญญาและอุปนิสัยของมนุษย์ ซึ่งการโต้เถียงนี้เกิดขึ้นมานานก่อน
การโต้เถียงเรื่อง ธรรมชาติหรือการเลี้ยงดู ที่มีขึ้นในช่วงเวลาของฮอบบส์และล็อกและยัง
มีผลต่อเนื่องมาถึงงานเขียนที่ก่อให้เกิดการโต้แย้งเช่นหนังสือThe Mismeasure of
Man และ The Bell Curve เรายังจะพบข้อคิดเห็นที่สนับสนุนอัตวิสัย และปรวิสัยของ
ความรู้ของมนุษย์ ที่มีผลมาถึงการโต้เถียงสมัยใหม่ระหว่าง ฮูม และ คานท์ หรือระหว่าง
นักหลังสมัยใหม่นิยมและผู้ที่ไม่เห็นด้วยกระทั่งเรื่องราวของเมืองหรือทวีปที่สาบสูญเช่นแอต
แลนติสก็ยังถูกยกมาเป็นตัวอย่างในงานของเพลโต เช่น Timaeus หรือ Critias
เพลโตเขียนงานแทบทั้งหมดในรูปของบทสนทนา ในงานชิ้นแรก ๆ ตัวละครสนทนา
โดยการถามคำถามกันไปมา อย่างมีชีวิตชีวา ตัวละครที่โดดเด่นคือ โสกราตีส ที่ใช้รูปแบบ
ของวิภาษวิธีที่ยังไม่ถูกจัดเป็นระบบ กลุ่มของผลงานนี้รวมเรียกว่า บทสนทนาโสกราตีส
แต่คุณภาพของบทสนทนาได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมากตลอดช่วงชีวิตของเพลโตเป็นที่
ยอมรับกันทั่วไปว่างานชิ้นแรกๆของเพลโตนั้นวางรากฐานอยู่บนความคิดของโสกราตีสใน
ขณะที่ในงานเขียนชิ้นถัดๆมาเขาได้ค่อยๆฉีกตัวเองออกจากแนวคิดของอาจารย์ของเขาใน
งานชิ้นกลางๆโสกราตีสได้กลายเป็นผู้พูดของปรัชญาของเพลโตและรูปแบบของการถาม-
ตอบ ได้เปลี่ยนเป็นแบบ"เหมือนท่องจำ"มากขึ้น ตัวละครหลักนั้นเป็นตัวแทนของเพลโต ใน
ขณะที่ตัวละครรองๆไปแทบไม่มีอะไรจะกล่าวนอกจาก "ใช่" "แน่นอน" และ "จริงอย่างยิ่ง"
งานชิ้นหลังๆแทบจะมีลักษณะเหมือนเรียงความและโสกราตีสมักไม่ปรากฏหรือเงียบไปเป็นที่
คาดการณ์กันว่างานชิ้นหลังๆนั้นเขียนโดยเพลโตเองส่วนงานชิ้นแรกๆนั้นเป็นบันทึกของบท
สนทนาของโสกราตีสเอง จึงเกิดปัญหาว่าบทสนทนาใดเป็นบทสนทนาของโสกราตีสอย่าง
แท้จริง เรียกว่า ปัญหาโสกราตีส
ลักษณะการสร้างฉากที่มองเห็นได้ของบทสนทนา สร้างระยะห่างระหว่างเพลโตและผู้
อ่าน กับปรัชญาที่กำลังถูกถกเถียงในนั้น ผู้อ่านสามารถเลือกรูปแบบการรับรู้ได้อย่างน้อย
สองแบบ: อาจจะเข้าไปมีส่วนร่วมในบทสนทนาเกี่ยวกับแนวคิดที่กำลังพูดคุยกันอยู่, หรือ
เลือกที่จะมองเนื้อหาว่าเป็นการแสดงออกถึงอุปนิสัยที่อยู่ในผลงานนั้น ๆ
19
อภิปรัชญาของเพลโต ผลงานที่เป็นที่จดจำที่สุด หรืออาจเป็นผลงานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเพลโต ก็คืออภิปรัชญาแบบทวิภาค
เพลโต้ถือว่าโลกมีอยู่ 2 โลก คือ โลกแห่งวัตถุ ซึ่งเป็นโลกที่รู้ได้ทางประสาทสัมผัส คือทางตา หู จมูก ลิ้น และกาย เหล่านี้ทำให้
มนุษย์รู้รูป เสียง กลิ่น รส และสัมผัส ซึ่งเพลโต้ถือว่าเป็นโลกแห่งผัสสะ ซึ่งโลกแห่งวัตถุนี้เป็นสิ่งที่มีอยู่เพียงชั่วคราว มีแล้วก็
เปลี่ยนแปลงไปไม่คงที่ เป็นโลกแห่งมายาที่ไม่จริงแท้ ซึ่งเป็นโลกแห่งความไม่สมบูรณ์ ส่วนโลกที่สมบูรณ์นั้น เพลโต้เชื่อว่าเป็นโลกแห่ง
สัจจะแท้ ที่ไม่แปรปรวนเป็นโลกนิรันดรนั่นคือโลกแห่งแบบ หรือโลกเหนือประสาทสัมผัส หรือโลกแห่งมโนภาพ ทฤษฎีแห่งมโนภาพ
หรือแบบ ของเพลโต้นับเป็นการค้นพบทางปรัชญาที่สำคัญยิ่งของเพลโต้เองทฤษฎีนี้เสนอแก่นแท้หรือสาระของสรรพสิ่งต่างจากปฐม
ธาตุของปรัชญากรีกสมัยนั้น เพลโต้เสนอว่าแก่นแท้ของสรรพสิ่งเป็นมโนภาพที่ไม่กินเนื้อที่ไม่มีรูปร่าง คำสอนของเพลโต้ได้หักล้าง
ปรัชญาของโซฟิสต์ ผู้สอนว่าไม่มีความรู้แท้จริงอันเป็นมาตรฐานสากล เพราะว่าสิ่งที่เรารับรู้เป็นสสารที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ในข้อ
นี้เพลโต้แย้งว่า ความรู้ที่สมบูรณ์มีอยู่เพราะสิ่งที่เรารับรู้ไม่ใช่สสาร แต่เป็นมโนภาพที่เป็นอมตะและไม่เปลี่ยนแปลง มโนภาพ คือ ทฤษฎี
แห่งแบบ หรือความคิดรวบยอด ที่มีต่อรูปธรรมและนามธรรมทั้งหลาย เช่น คนที่มีมากมาย ซึ่งแต่ละคนมีรูปร่างหน้าตาผิวพรรณ
แตกต่างกันออกไป แต่อย่างไรก็ตามก็ยังคงเป็นคนอยู่นั่นเอง ทั้งนี้เพราะแต่ละคนนั้นมีลักษณะร่วมกัน นั้นคือความเป็นคน หรือคนเมื่อ
เกิดมาแล้วก็ต้องแก่เจ็บตายไปในที่สุด แต่ความเป็นคนมิได้ตายตามไปด้วย ซึ่งความเป็นคนนี้เองที่เรียกว่า "รูปแบบ"
20
Attila the Hun
406 BC – 453 BC
21
ประมุขแห่ง ชาวฮัน
ผู้ครองจักรวรรดิฮัน
อัตติลา หรือ อัตติลาชาวฮัน (อังกฤษ: Attila the Hun) (ค.ศ. 406 — ค.ศ. 453) เป็นประมุขแห่งชาวฮันผู้ครองจักรวรรดิฮัน
(Hunnic Empire) ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มชนเผ่าต่าง ๆ ทั้ง ชาวฮัน ชาวออสโตรกอท อลานส์ และเผ่าอนารยชนอื่นๆ ในดินแดนยุโรปกลาง
และยุโรปตะวันออก ระหว่าง ค.ศ. 434 จนถึงเดือนมีนาคม ค.ศ. 453 ที่พระองค์ได้เสด็จสวรรคตลง ในรัชสมัยของพระองค์สามารถ
ครอบครองดินแดนตั้งแต่ประเทศเยอรมนีไปจนถึงแม่น้ำยูรัล และจากแม่น้ำดานูบไปจนถึงทะเลบอลติก กินพื้นที่มากกว่า 4 ล้านตารางกิโลเมตร
นับเป็นการครอบครองดินแดนที่มากที่สุดอาณาจักรหนึ่งในยุคมืด
ในรัชสมัยการปกครองของอัตติลาทรงเป็นประมุขผู้สร้างความหวาดหวั่นและถือเป็นศัตรูที่อันตรายที่สุดแก่จักรวรรดิโรมันตะวันออกและจักรวรรดิ
โรมันตะวันตก พระองค์ทรงรุกรานคาบสมุทรบอลข่านถึงสองครั้ง แต่พระองค์ไม่สามารถรุกรานกรุงคอนสแตนติโนเปิลได้สำเร็จ และจาก
ผลพวงของการพ่ายแพ้ในเปอร์เซีย ในปี ค.ศ. 441 พระองค์ได้ทำการรุกรานยังดินแดนจักรวรรดิโรมันตะวันออก (จักรวรรดิไบแซนไทน์)
ซึ่งประสบผลสำเร็จในฝั่งตะวันตก พระองค์ยังทรงนำทัพเข้าไปยังดินแดนกอล (ประเทศฝรั่งเศสปัจจุบัน) ไปจนถึงออร์เลอ็อง ก่อนที่
sพระองค์จะทรงพ่ายแพ้ในยุทธการที่ชาลง (Battle of Chalons)
พระองค์ได้รุกรานต่อไปยังประเทศอิตาลี ได้ทำลายเมืองทางเหนือจนพินาศ แต่ก็ไม่สามารถเอาชนะกรุงโรมได้ พระองค์ได้ทรงดำริที่จะรุกรานโรมัน
อีกครั้งแต่ก็ไม่สำเร็จ เนื่องจากได้เสด็จสวรรคตลงในปี ค.ศ. 453 ภายหลังการสวรรคตของอัตติลา ได้ส่งผลให้ อาร์ดาริก ซึ่งเดิมเป็นที่ปรึกษา
ส่วนตัวของอัตติลา ได้ทำการแย่งชิงอำนาจกับพระโอรสของอัตติลาขึ้น ใน ยุทธการที่เนเดา (Battle of Nedao) ส่งผลให้อิทธิพลของ
จักรวรรดิฮันได้ค่อยๆยุติลงในดินแดนยุโรปตะวันออก ชาวยุโรปตะวันตกมองพระองค์ ว่าป่าเถื่อน ทารุณและไร้ความปราณี แต่ในฮังการี, ตุรกี และ
ประเทศในกลุ่มเตอร์กิกต่าง ๆ ในเอเชีย พระองค์ทรงได้ชื่อว่าเป็นวีรบุรุษ นักประวัติศาสตร์และนักบันทึกเหตุการณ์บางท่านบรรยายพระองค์ว่า
เป็นพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่และผู้ทรงคุณธรรม นอกจากนั้นแล้วอัตติลาก็ยังทรงเป็นผู้มีบทบาทสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตำนานของชาวนอร์สเรื่อง
Atlakviða, Volsunga saga และ Atlamál
อัตติลาได้รับการบรรยายโดยนักประวัติศาสตร์จอร์ดาเนสว่าทรงมี "พระวรการที่เตี้ย, พระอุระกว้างและพระเศียรใหญ่; พระเนตรเล็ก,
พระมัสสุบางและประปรายด้วยสีเทา; พระนาสิกแบน และ พระฉวีคล้ำ แสดงถึงที่มาของพระองค์..." นอกจากนี้พระองค์ยังเป็นที่รู้จักในเรื่องของ
"ดาบแห่งอัตติลา" ที่ได้รับการแต่งขึ้นโดยนักประวัติศาสตร์โรมันนาม พริสคัส (Priscus) อีกด้วย
22
การรุกรานอิตาลี
เเละ การสิ้นพระชนม์
อัตติลากลับมาอ้างสิทธิในการแต่งงานกับจัสตา กราตา โฮโนเรียอีกครั้งในปี ค.ศ. 452 ในขณะเดียวกันก็เที่ยวรุกรานและทำลายเมืองต่าง ๆ
ระมาตามทาง ที่เป็นผลให้ผู้คนอพยพหนีไปอยู่บนเกาะเล็ก ๆ หลายเกาะในลากูนเวนิส เมืองที่กองทัพของอัตติลาทำลายและเผารวมทั้งอควิเลเอีย
ที่ถูกทำลายจนสิ้นซาก ตำนานกล่าวว่าอัตติลาถึงกับสร้างป้อมบนเนินเหนือเมืองอควิเลเอียเพื่อนั่งดูเพลิงเผาเมืองที่ต่อมากลายเป็นเมืองอูดิเนซึ่งยังคง
มีซากปราสาทที่กล่าวกันว่าสร้างโดยอัตติลาอยู่ เฟลเวียส เอเทียสผู้ไม่มีหนทางที่ปะทะกองทัพของอัตติลาโดยตรงได้พยายามก่อกวนเพื่อให้
ความคืบหน้าช้าลง ในที่สุดอัตติลาก็หยุดทัพที่แม่น้ำโป เมื่อมาถึงช่วงนี้กองทัพของอัตติลาก็อาจจะประสบกับโรคภัยไข้เจ็บซึ่งทำให้ต้องหยุดการรุกราน
ฝ่ายจักรพรรดิวาเล็นติเนียนที่ 3 ก็ทูลขอให้สมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 1 พร้อมด้วยกงสุลอาวิเอนัสและพรีเฟ็คท์ทริเจเทียสไปพบกับอัตติลาที่มินชิโอ
ไม่ไกลจากมานตัว พระสันตะปาปาลีโอทรงได้รับสัญญาจากอัตติลาว่าจะถอยทัพจากอิตาลีและทำการเจรจาสันติภาพกับจักรพรรดิวาเล็นติเนียน
นักบุญพรอสเพอร์แห่งอาควิเทนบันทึกการพบปะครั้งนี้ที่น่าเชื่อถือได้ไว้อย่างสั้น ๆ แต่คำบรรยายโดยผู้ไม่ทราบนามต่อมา เป็น “ตำนานที่ราฟาเอล
นำไปวาด และอัลการ์ดีนำไปสลัก” (ดังที่เอ็ดเวิร์ด กิบบอนกล่าว) บันทึกว่าพระสันตะปาปาด้วยความช่วยเหลือโดยนักบุญปีเตอร์ และ นักบุญพอล
แห่งทาซัสหว่านล้อมให้อัตติลาถอยทัพออกจากเมือง และสัญญากับอัตติลาว่าถ้าถอยไปอย่างสงบสุขแล้ว ทายาทก็จะได้รับมงกุฎศักดิ์สิทธิ์แห่งฮังการี
พริสคัสบันทึกว่าการสิ้นพระชนม์ของอาลาริคไม่นานหลังจากเข้าตีเมืองและปล้นสดมทำลายกรุงโรมในปี ค.ศ. 410 อาจเป็นลางที่ทำให้อัตติลา
ต้องหยุดคิดอยู่บ้างก็เป็นได้
ภาพการพบปะระหว่างสมเด็จพระสันตะปาปาลีโอที่ 1 และอัตติลาจาก “บันทึกพงศาวดารภาพวิจิตรแห่งเวียนนา”
(Vienna Illuminated Chronicle) ราว ค.ศ. 1360
หลังจากถอยทัพออกจากอิตาลีกลับไปยังพระราชวังทางอีกฝั่งหนึ่งของแม่น้ำดานูบ อัตติลาก็วางแผนที่จะเข้าโจมตีคอนสแตนติโนเปิลอีกครั้งเพื่อไป
ทวงบรรณาการที่จักรพรรดิมาร์เชียนทรงสั่งให้ยุติ (จักรพรรดิมาร์เชียนผู้ครองราชย์ต่อจากจักรพรรดิธีโอโดเซียสมีพระบรมราชโองการให้ยุติการส่ง
บรรณาการเมื่อปลายปี ค.ศ. 450 ขณะที่อัตติลาไปทำการรณรงค์ทางทหารอยู่ทางตะวันตก นอกจากนั้นการรุกรานในคาบสมุทรบอลข่านหลายครั้ง
ของอัตติลาก็ทำให้ไม่เหลืออะไรให้ปล้นสดมอีกเท่าใดนัก) แต่อัตติลามาเสด็จสวรรคตเมื่อต้นปี ค.ศ. 453 เสียก่อน โดยทั่วไปแล้วจากพริสคัสกล่าวว่าใน
การเลี้ยงเพื่อเฉลิมฉลองการแต่งงานครั้งล่าสุดกับสตรีสาวสวยอิลดิโค (ถ้าเป็นชื่อที่ไม่ได้แผลงมาก็อาจจะเป็นผู้สืบเชื้อสายมาจากกอธ) อัตติลามีอาการ
ตกเลือดกำเดาอย่างหนัก และสำลักจนสิ้นพระชนม์ อีกทฤษฎีหนึ่งกล่าวว่าพระองค์ประชวรด้วยเลือดออกภายในหลังจากที่เสวยน้ำจัณฑ์ไปเป็นอันมาก ด้วย
อาการที่เรียกว่า หลอดเลือดขอดในหลอดอาหาร (esophageal varices) เมื่อหลอดเลือดขยายตัวในบริเวณตอนล่างของหลอดอาหารแตก
ที่ทำให้เสียชีวิตจากการเสียเลือด
23
Aristotle
384-322 BC.
24
แอริสตอเติล
เป็นนักปรัชญาและผู้รู้รอบด้านชาวกรีกระหว่างสมัยคลาสสิกในกรีกโบราณ
ประวัติส่วนตัว
แอริสตอเติล (Aristotle) คือนักปราชญ์กรีกโบราณที่เป็นลูกศิษย์ของเพลโต (Plato) และยังเป็นอาจารย์
ของอเล็กซานเดอร์มหาราช เนื่องด้วยผลงานที่โดดเด่นทางด้านการเขียนหนังสือเกี่ยวกับวิชาฟิสิกส์ กวีนิพนธ์ต่างๆ
สัตววิทยา การเมืองการปกครอง จริยศาสตร์ และด้านชีววิทยา ทำให้แอริสตอเติลและเพลโตได้รับการยกย่องให้
เป็นนักปราชญ์ที่มีอิทธิพลสูงที่สุดท่านหนึ่งในโลกตะวันตก อีกทั้งพวกเขาทั้งสองยังพลิกโฉมหน้าปรัชญากรีก
สมัยก่อนโสกราตีส ซึ่งเป็นปรัชญาโลกตะวันตก จนกลายเป็นรากฐานสำคัญของปรัชญาโลกตะวันตกในยุคปัจจุบัน
ประวัติทางด้านครอบครัว
แอริสตอเติล เกิดเมื่อประมาณ 384 หรือ 383 ปีก่อนคริสต์ศักราช ที่เมืองสตากีรา แคว้นมาซิโดเนีย
ซึ่งเป็นแคว้นที่ค่อนข้างแห้งแล้งอยู่ทางตอนเหนือสุดของทะเลอีเจียน (Aegean Sea) ประเทศกรีซ แอริสตอเติล
เป็นบุตรชายของนายนิโคมาคัส โดยบิดาของแอริสตอเติลมีอาชีพเป็นแพทย์ประจำอยู่ที่เมืองสตาราเกียและยังเป็น
แพทย์ประจำพระองค์ของพระเจ้าอมินตัสที่ 2 แห่งมาซิโดเนีย
การศึกษาในช่วงวัยเด็กของแอริสตอเติล เขาได้ศึกษาด้านธรรมชาติวิทยาโดยผู้สอนคือบิดาของเขานั่นเอง
และเมื่อแอริสตอเติลอายุได้ 18 ปี เขาได้เดินทางไปศึกษาต่อกับปรัชญาเมธีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในขณะนั้นนั่นคือ เพลโต
ในกรุงเอเธนส์แอริสตอเติลได้ศึกษาอยู่กับเพลโตเป็นระยะเวลา 20 ปี ทำให้เขาได้เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงต่อจากเพลโต
ในเวลาต่อมาเพลโตได้เสียชีวิตในปี 347 ปีก่อนคริสต์ศักราช แอริสตอเติลจึงได้เดินทางไปรับตำแหน่งเป็นอาจารย์
ของอเล็กซานเดอร์มหาราชในปี 343-342 ก่อนคริสต์ศักราช ต่อมาในปี 336 ก่อนคริสต์ศักราช
อเล็กซานเดอร์มหาราชได้ขึ้นครองราชสมบัติต่อจากพระเจ้าฟีลิป อเล็กซานเดอร์มหาราชจึงได้พระราชทานให้แก่
แอริสตอเติลเพื่อทำการจัดตั้งโรงเรียนที่สตากิรา โดยโรงเรียนแห่งนี้มีชื่อว่า ไลเซียม
แอริสตอเติลเป็นหนึ่งในไม่กี่บุคคลในประวัติศาสตร์ที่ได้ศึกษาแทบทุกสาขาวิชาที่มีในช่วงระยะเวลาของเขา
ในสาขาวิทยาศาสตร์ แอริสตอเติลได้ศึกษากายวิภาคศาสตร์, ดาราศาสตร์, วิทยาเอ็มบริโอ, ภูมิศาสตร์, ธรณีวิทยา,
อุตุนิยมวิทยา, ฟิสิกส์ และสัตววิทยา ในด้านปรัชญาแอริสตอเติลเขียนเกี่ยวกับสุนทรียศาสตร์, เศรษฐศาสตร์,
จริยศาสตร์, การปกครอง, อภิปรัชญา, การเมือง, จิตวิทยา, วาทศิลป์ และเทววิทยา นอกจากนี้เขายังสนใจเกี่ยวกับ
ศึกษาศาสตร์, ประเพณีต่างถิ่น, วรรณกรรม และกวีนิพนธ์ โดยเขาได้รวบรวมความรู้และประสบการณ์การจากการ
เดินทางไปสถานที่ต่างๆ ทั้งในยุโรปและเอเชีย แอริสตอเติลจึงเขียนหนังสือได้มากมายกว่า 1,000 เล่ม และหนังสือ
ที่เขาเขียนได้แยกองค์ความรู้ออกเป็นหมวดหมู่เพื่อให้สะดวกต่อการค้นคว้า ให้ง่ายต่อการอ่านและการทำความเข้าใจ
หนังสือของแอริสตอเติลมีลักษณะที่คล้ายกับหนังสือสารานุกรม จึงเรียกได้ว่าเป็นสารานุกรมฉบับแรกของโลกเลยก็ว่าได้
25
แอริสตอเติล
เป็นนักปรัชญาและผู้รู้รอบด้านชาวกรีกระหว่างสมัยคลาสสิกในกรีกโบราณ
ผลงานของแอริสตอเติล
คำสอนที่น่าสนใจของแอริสตอเติลนั่นคือ ความเชื่อที่ว่าโลกของเราประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 4 ธาตุ
ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม และธาตุไฟ แอริสตอเติลมีความเชื่อว่าโลกของเราเป็นศูนย์กลางของจักรวาล
โดยมีดวงดาวและดวงอาทิตย์โคจรอยู่รอบๆ ในอวกาศ มีโลกอยู่ด้านล่างลงมาและมีน้ำอยู่บนพื้นโลก
มีลมอยู่เหนือผิวน้ำและมีไฟอยู่เหนือลมอีกที แต่ทว่าธาตุต่างๆ ของโลกนั้นจะเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
แต่ธาตุบางชนิดนั้นจะไม่เปลี่ยนแปลงไปและจะมีรูปร่างเช่นนั้นตลอดไป มีคำสอนต่อมาในปี ค.ศ.1609
โยฮันเนิส เค็พเพลอร์ (Johannes Kepler) ซึ่งเขาได้ตั้งกฎของเคปเลอร์และประกาศอย่างเป็นทางการ
"โลกของเรานั้นโคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นรูปแบบของวงรี" เพื่อเป็นการลบล้างความเชื่อที่เกี่ยวกับจักรวาล
ของแอริสตอเติลออกไป คำสอนของแอริสตอเติลนั้นไม่ได้มีเรื่องจักรวาลที่น่าสนใจอยู่เพียงอย่างเดียว
แต่ยังมีอีกเรื่องที่น่าสนใจไม่แพ้กันนั่นคือ การที่วัตถุสองชนิดที่มีน้ำหนักไม่เท่ากันจะตกลงพื้นในเวลาที่
ไม่พร้อมกันตามหลักคำสอนของแอริสตอเติล และต่อมาในปี ค.ศ.1600 กาลิเลโอ (Galileo)
นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังได้หักล้างทฤษฎีของแอริสตอเติลด้วยการพิสูจน์ต่อหน้าสาธารณชนที่หอเอนเมืองปิซา
ว่าคำสอนของแอริสตอเติลนั้นไม่เป็นความจริง เพราะของสองสิ่งนั้นจะตกลงพื้นอย่างพร้อมกันเสมอ
แต่อย่างไรก็ตามแอริสตอเติลก็ยังมีทฤษฎีทางด้านชีววิทยาที่ถูกยกย่องเป็นอย่างมาก นั่นคือเขาได้ทำการ
ศึกษาเกี่ยวกับสิ่งมีชีวิตชนิดต่างๆ เช่น ปลา สัตว์เลื้อยคลาน และได้ทำการบันทึกไว้โดยละเอียดมาก
แอริสตอเติลได้แบ่งสัตว์ออกเป็นจำนวน 2 จำพวกใหญ่ ได้แก่ สัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate)
และสัตว์ปไม่มีกระดูกสันหลัง (Invertebrate) โดยเรียกได้ว่าแอริสตอเติลนั้นได้เป็นผู้บุกเบิกความรู้
ทางชีววิทยาในด้านนี้จนได้รับการยกย่องว่าเป็นนักธรรมชาติวิทยาคนแรกของโลกเลยทีเดียว
ช่วงสุดท้ายของชีวิต
ในปี 323 ก่อนคริสต์ศักราช อเล็กซานเดอร์มหาราชทรงถูกปลงพระชนม์ที่บาบิโลเนีย แอริสตอเติลเกรงว่า
ตนเองจะถูกทำร้ายจากกลุ่มคนที่ไม่ชอบอเล็กซานเดอร์มหาราชและตัวของเขา โดยแอริสตอเติลจึงได้ออกเดินทางจาก
กรุงเอเธนส์ย้ายไปอยู่ที่เมืองคาลซิส แอริสตอเติลได้อาศัยอยู่ที่เมืองนี้จนกระทั่งเขาเสียชีวิตในปี 322 ก่อนคริสต์ศักราช
เรียกได้ว่าแอริสตอเติลนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่นักวิทยาศาสตร์ แต่เขายังเป็นนักปราชญ์ชั้นเอกอีกด้วย โดยนับว่าเขานั้นเป็น
นักวิทยาศาสตร์ท่านหนึ่งที่บุกเบิกความก้าวหน้าทางด้านวิทยาศาสตร์จนมีชื่อเสียงจนถึงยุคปัจจุบัน
26
Alexander
The Great
356-323 BC.
27
อเล็กซานเดอร์มหาราช กษัตริย์กรีกเลือดร้อน
บุคลิกซับซ้อน แต่นำทัพข้ามโลกพิชิตทั่วแดน
กษัตริย์ผู้มีพระเนตรประหลาด ข้างหนึ่งเป็นสีน้ำเงินงามสดใส
ดุจสีของท้องฟ้า ส่วนพระเนตรอีกข้างหนึ่งดำสนิทดุจราตรี
พระเนตรทั้ง 2 ข้างส่งประกาย แวววาวอยู่เป็นนิตย์
เป็นกษัตริย์นักรบชาวกรีกโบราณที่ทรงอานุภาพมาก
ทรงยกทัพยึดครองประเทศในย่านเอเชียน้อย (ตุรกี)
และเอเชียกลาง รวมทั้งอียิปต์ มาจนถึง
ตะวันตกเฉียงเหนือของชมพูทวีป (อินเดีย)
ก่อนจะถอนทัพกลับแคว้นมาซิโดเนีย ซึ่งอยู่ตอนเหนือของประเทศกรีซ ได้ทรงวางกองกำลังไว้จำนวนหนึ่ง ณ เมืองบูเซฟาลา
และคันธารา อันน่าจะเป็นที่มาของพระพุทธรูปปางคันธารราฐ อันมีพื้นฐานมาจากงานปั้นเทพเจ้าของชาวกรีก เป็นที่รู้กันว่าอ
เล็กซานเดอร์ยึดครองที่ใดได้ก็จะถ่ายทอดความคิดกรีกด้านต่าง ๆ ไว้ ณ ที่นั้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของประติมากรรม
สถาปัตยกรรม และวิถีชีวิตแบบกรีกไว้ด้วย
Alexander The Great III
อเล็กซานเดอร์มหาราช คือ Alexander the Great III แห่งมาซิดอน กษัตริย์แห่งมาซิโดเนีย แคว้นใหญ่แคว้นหนึ่งตอน
เหนือของประเทศกรีกโบราณ ฐานะของแค้วนมาซิโดเนียขณะนั้นเทียบได้กับเอเธนส์ เทสซาลี เธเวส ไมซินี และสปาร์ตา กล่าว
กันว่ามาซิโดเนียเป็นบ้านป่า เอเธนส์เป็นเมืองนักปราชญ์ เธเวสเป็นเมืองโบราณ ไมซินีเป็นเมืองพ่อค้า และเมืองสปาร์ตาเป็นเมือง
นักรบ
ประสูติ
ประสูติเมื่อปลายเดือนกรกฎาคม ปี 356 (ก่อนคริสตกาล) ณ เมืองเปลลา (Pella) มาซิโดเนีย มีพระวรกายสง่าผ่าเผย มี
เส้นพระเกศาสีน้ำตาล ปรกพระนลาตดุจสิงโต ทรงเป็นจอมทัพที่เข้มแข็งและอัจฉริยะ มักทรงนำทัพบนหลังม้าชื่อบูเซฟาลัส
(Buccephalus) เป็นประจำ (คำว่า บูเซฟาลัส ภาษากรีกโบราณแปลว่า หัววัวตัวผู้ – Ox’s head)
พระบิดาคือ ฟิลิปที่ 2 แห่งมาซิดอน และพระมารดาโอลิมปีอัส (Olympeus) เจ้าหญิงแห่งเอปิรัส (Epirus) พระธิดาของ
กษัตริย์เนโอปโทเลมัส (Neoptolemus)
ประสูติ 28
บุคลิกอันแสนซับซ้อน
โดยบุคลิกภาพของอเล็กซานเดอร์ ทรงห้าวหาญ เด็ดขาด แต่ค่อนข้าง
โมโหร้าย มีพระทัยร้อนและชวนทะเลาะ เช่นคราวหนึ่งเมื่อยาตราทัพ
เข้าเอเชียไมเนอร์ ขณะผ่านเมืองกอร์ดิอุม ก็ได้พบปมเชือกปริศนาตั้งไว้
ให้ใคร ๆ ได้ปลดแก้ หากแก้ได้ก็จะเป็นผู้ได้รับชัยชนะและมีความ
รุ่งเรืองในชีวิต อเล็กซานเดอร์ได้ทรงพยายามแก้ปมเชือกปริศนา
(Gordian knot) นั้น แต่ไม่อาจปลดแก้ได้ กริ้วมาก ถึงกับชักพระแสงดาบ
ฟันปมเชือกขาดสะบั้น!
อย่างไรก็ตาม ทรงมีบุคลิกภาพที่ซับซ้อน (Multiplicity of Souls)
คือมีทั้งร้อนและเย็น หยาบกระด้างและนุ่มนวลอย่างยิ่ง อันมีเสน่ห์
ดึงดูดผู้ใหญ่ให้เมตตา แม้กับพระมารดาแท้ ๆ ของศัตรูยังให้ความรัก
อเล็กซานเดอร์ดุจพระโอรส เรื่องมีอยู่ว่า ทรงสู้รบกับพระราชาดาริอุส
แห่งเปอร์เซีย ซึ่งมีกองกำลังเหนือกว่าหลายเท่า แต่อเล็กซานเดอร์ก็ทรง
เอาชนะจนได้ โดยยึดค่ายของดาริอุสไว้ทั้งหมด
อ้ายมีเหตุผล
อันว่าภาพลักษณ์และบุคลิกภาพของอเล็กซานเดอร์นั้นค่อนข้างหลากหลาย
น่าจะเป็นเพราะได้แรงบันดาลใจจากเทพและบุคคลสำคัญอื่น ๆ เช่น
ทรงศรัทธาเทพแห่งไวน์ดิโอนิซูส จากเฮอร์คิวลิสจอมพลังซึ่งถือกันว่ากึ่งเทพ
จากวีรบุรุษนักรบอคิลลิส และจากพระราชาไซรัสมหาจักรพรรดิ
แห่งเปอร์เซียในอดีต นอกจากนั้นทรงโปรดโฮเมอร์ ผู้แต่งสงคราม
กรุงกรอยโดยทรงจำเรื่องราวได้ขึ้นใจตั้งแต่ต้นจนจบ
29
HANNIBAL
247 - 183 B.C.
30
คาร์เธจ กับ ฮันนิบาล บาร์กา
จากกลุ่มชนการค้าสู่มหาอำนาจแห่งเมดิเตอร์เรเนียน
ในประวัติศาสตร์โลกปรากฎชื่อแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่คนหนึ่ง บ้างก็นับถือว่าเขาเป็นกษัตริย์ บ้างก็ว่าเป็นนักรบ บ้างก็ว่าเป็นคนเถื่อน
แต่ทุกกระแสเสียง ยอมรับกันว่าเขาคือยอดนักรบแห่งโลกยุคโบราณที่สำคัญคนหนึ่ง เขาคนนี้ก็คือ ฮันนิบาล บาร์กา
ฮันนิบาล บาร์กา เป็นนักรบผู้กล้าหาญ กล้าที่จะลุกขึ้นมา
ต่อกรกับมหาอาณาจักรอันยิ่งใหญ่และถือเป็นเจ้าโลกในยุคนั้น นั่นคือ
เขาได้ทำสงครามกับอาณาจักรโรมัน และว่ากันว่าอย่างน้อยที่สุดด้วย
ความสามารถของเขาเอง ก็ทำให้เขาสามารถรุกรบและเอาชนะโดยไม่
เคยพ่ายแพ้เลยตลอดระยะเวลา 15 ปี
ฮันนิบาล บาร์กา ถือกำเนิดขึ้นใน 247 ปีก่อนคริสตกาล
ขณะที่บิดาของเขายังติดพันอยู่ในสงครามกับโรมัน เมื่อเติบโตขึ้นมา
เขาก็ได้ติดตามบิดาออกไปร่วมรบด้วยและเมื่อคาร์เธจเจรจาสงบศึก
กับโรมแล้ว บิดาของเขาได้ย้ายไปตั้งมั่นที่แถบไอบีเรีย ฮันนิบาลก็ได้
ติดตามไปร่วมรบด้วย มีหลักฐานจากนักประวัติศาสตร์ว่า ในวัยเยาว์
ฮันนิบาลได้รับการศึกษาอย่างดี โดยใช้วัฒนธรรมกรีกซึ่งเป็น
วัฒนธรรมที่เจิญที่สุดในยุคนั้นเป็นแบบอย่าง และได้เรียนทุกสิ่งทุก
อย่างจากอาจารย์ชาวกรีก นอกจากนี้ ยังได้เรียนวิชาทหารและ
ประวัติศาสตร์จากบิดาา ซึ่งได้เล่าถึงการรบพุ่งของตนให้บุตรฟัง
อย่างละเอียอด และฮันนิบาลยังมีความชำนาญในด้านการวิ่งทน การ
ฟันดาบ และการขี่ม้าได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย
เมื่อเขามีอายุเพียงหกปี คาร์เธจ อันเป็นอาณาจักรของชาวฟินิเชียน*
และเป็นมหาอำนาจทางการค้าและการทหารในแอฟริกาเหนือพ่ายแพ้แก่โรมัน
ในสงครามพิวนิกครั้งแรกเมื่อ 241 ปีก่อนคริสตกาล บิดาของเขา ฮามิลการ์ บาร์กา เป็นแม่ทัพและรัฐบุรุษที่ไม่พึงพอใจในสนธิ
สัญญาสงบศึกกับโรมัน ซึ่งทำให้คาร์เธจต้องเสียทั้งอาณานิคมซิซิลี และต้องจ่ายค่าปฏิกรรมสงครามให้โรมัน นักประวัติศาสตร์ชาว
โรมันได้บันทึกไว้ว่า ฮามิลการ์สั่งให้ฮันนิบาลในวัยเยาว์สาบานเลือดว่าจะจองเวรกับโรมันตราบชั่วชีวิตของเขา
การที่คาร์เธจจะสามารถกลับมาเจริญรุ่งเรือง สร้างกองทัพใหม่ และเตรียมการล้างแค้นโรมได้ อาณาจักรแห่งนี้จำเป็นต้องหา
กำลังเงินและกำลังคนใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ถูกหาได้ในสเปน ซึ่งท้ายที่สุดบิดาของเขาสามารถยึดครองคาบสมุทรไอบีเรียได้เกือบทั้งหมด
* ชาวฟินิเชียน (Phoenicians) ระหว่างปี 1000-700 ปีก่อนคริสต์ศักราช อาศัยอยู่ในดินแดนฟินิเชียซึ่งเป็นที่ตั้งของประเทศเลบานอนปัจจุบัน
และมีการปกครองแบบนครรัฐ มีศูนย์กลางการค้าของตน เช่น เกาะซิซีลี ซาร์ดิเนีย และมอลตา
31
คาบสมุทรไอบีเรียเป็นดินแดนที่สมบูรณ์ และสร้างความมั่งคั่งให้คาร์เธจตามคาดหวัง ฮามิลคาร์ปราบปรามชาวถิ่นเดิมให้
ราบคาบในภาคใต้และภาคกลาง ทั้งตั้งอาณานิคมและเผยแพร่การค้าขายได้ดี สามารถส่งทรัพย์สินเงินทองกลับกรุงคาร์เธจได้เป็น
จำนวนมาก อำนาจของฮามิลคาร์ในคาบสมุทรไอบีเรียแผ่ขยายไปทางเหนือเกือบจะถึงแม่น้ำอิเบรุส* แต่ใน229ปีก่อนคริสตกาล
ขณะเมื่อว่ายน้ำข้ามแม่น้ำเคียงไปกับม้า ฮามิลคาร์ได้จมน้ำตาย เป็นเหตุให้ ฮันนิบาล บุตรชายคนโตที่มาอายุได้ 18 ปี ต้องกลับ
กรุงคาร์เธจในฐานะประมุขแห่งตระกูลบาร์กา ส่วนตำแหน่งแม่ทัพสูงสุดนั้นฮามิลคาร์ได้แต่งตั้งผู้สืบแทนไว้แล้วตามที่ได้รับอำนาจ
จากสภา คือได้แต่งตั้ง ฮาสดรูบาล บุตรเขยให้เป็นแม่ทัพสูงสุดสืบแทนต่อไป
ฮาสดรูบาลเป็นแม่ทัพสูงสุดในไอบีเรียได้ 7 ปี เมื่อ 222 ปีก่อนคริสตกาล ฮันนิบาลก็อายุได้ 25 ปี ฮาสดรูบาลขอให้
ฮันนิบาลกลับไปประจำในกองทัพอีก ซึ่งฮานโนและพรรคพวกต่างคัดค้านอย่างเต็มที่เพราะกลัวจะเกิดสงครามกับโรมันอีก แต่ไม่ได้
ผลฮันนิบาลได้กลับไปประจำในกองทัพคาร์เธจในไอบีเรีย ในตำแหน่ง "ผู้บัญชาการทหาร" ซึ่งฮันนิบาลได้ดำรงตำแหน่งนี้ถึงปี
220 ปีก่อนคริสตกาล ฮาสดรูบาลแม่ทัพสูงสุดได้ถูกคนร้ายชนพื้นเมืองชาวเคลต์ลอบสังหาร
ในกรณีนี้รัฐบาลกรุงคาร์เธจจะต้องแต่งตั้งแม่ทัพสูงสุดแทน แต่กองทัพคาร์เธจในไอบีเรียไม่อยากได้แม่ทัพที่มาจากที่อื่น
นายทหารจึงรีบเลือกฮันนิบาลเป็นแม่ทัพสูงสุดโดยเร็ว ขณะนั้นฮันนิบาลอายุได้ 26 ปี เมื่อได้เป็นแม่ทัพสูงสุดแล้ว ก็ตั้งใจที่จะ
ดำเนินการตามความตั้งใจของบิดา คือการทำสงครามกับกรุงโรม ฮันนิบาลมีจิตใจรุกรบ และนิยมการรบด้วยวิธีรุก จึงคิดที่จะ
โจมตีโรมันก่อนที่กรุงโรมโจมตีแผ่นดินแม่ของคาร์เธจในแอฟริกา โดยใช้เกาะซิซีลีเป็นฐานทัพ
เมื่อ 218 ปีก่อนคริสตกาล แม้ว่าในขณะนั้น คาร์เทจจะไม่มีกองกำลังทางเรือที่ยิ่งใหญ่เหมือนแต่ก่อน แต่ขุมสมบัติซึ่งได้
มาจากสเปนนั้นทำให้อาณาจักรแห่งนี้สามารถรวบรวมกำลังทางบกอันแข็งแกร่งได้ กองกำลังนี้มีนักรบรับจ้างจากสเปน แอฟริกา
เหนือ และกอล (Gaul) รวมอยู่ด้วย บางส่วนของกองกำลังนี้ โดยเฉพาะชาวเคลต์ (Celts) จากอิตาลีตอนเหนือ เข้าร่วมมิใช่
เพราะความจงรักภักดีต่อฮันนิบาล แต่เป็นเพราะความจงชังที่พวกเขามีต่อโรม ในสงครามครั้งนี้ ฮันนิบาลได้สร้างตำนานจาก
กลยุทธ์อันบ้าบิ่น โดยการนำกองทัพกว่า 40,000 นายและช้างศึกอีกหลายเชือกบุกข้ามเทือกเขาแอลป์ ซึ่งยังผลให้เขาต้องสูญ
เสียทหารไปเกือบครึ่งหนึ่งเนื่องจากสภาพภูเขาอันโหดร้ายทารุณ ช้างศึกที่รอดชีวิตมาได้ถูกนำมาใช้เสมือนรถถังในการรบยุค
ปัจจุบัน ด้วยการใช้ขนาดอันใหญ่โตของพวกมันบุกทะลวงแนวรบของศัตรู ลิวี (Livy) นักประวัติศาสตร์ชาวโรมันบันทึกถึงสิ่งนี้
ว่า “ส่วนหน้าสุดของกองทัพคาร์เธจประกอบไปด้วยทหารม้าและช้างศึก ส่วนฮันนิบาลอยู่ในแนวหลังกับทหารราบบางส่วน เพื่อ
จับตาดูสถานการณ์และเตรียมรับมือกับเหตุฉุกเฉินทุกอย่างที่อาจเกิดขึ้น”
* แม่น้ำอิเบรุส (Iberus) ปัจจุบันมีชื่อว่า แม่น้ำเอโบร (Ebro) เป็น แม่น้ำขนาดใหญ่สายหนึ่งทางภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศสเปน
*
32
การรุกรานของฮันนิบาลในครั้งนี้ทำให้ชาวโรมันตกตะลึง ในการยุทธที่
Cannae เมื่อ 216 ปีก่อนคริสตกาล กองทัพของเขาขยี้กองทัพโรมจนย่อยยับ เขา
พลิกวิกฤตเป็นโอกาสโดยการถอนกำลังตรงกลางแนวรบ ซึ่งกำลังตกอยู่ในอันตราย
มาใช้สร้างแนวตีโอบ สิ่งนี้ทำให้ทหารโรมันซึ่งกำลังบุกโจมตีถูกขนาบข้างและถูกล้อม
การดำเนินกลยุทธ์ครั้งนี้เป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่โด่งดังที่สุดในประวัติศาสตร์การทหาร และ
ยุทธการที่ Cannae ยังเป็นหนึ่งในการรบที่นองเลือดที่สุดสำหรับกองทัพใดๆ ในยุโรป
ซึ่งเกิดขึ้นภายในวันเดียว
สำหรับฮันนิบาล เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ในครั้งนี้คือการทำให้พันธมิตรชาว
อิตาเลียนของโรมหวาดผวาและแปรพักตร์ เป้าหมายครั้งนี้ประสบผลสำเร็จ เนื่องจาก
พันธมิตรบางส่วนของโรมในอิตาลีตอนใต้แปรพักตร์เข้ากับเขา และในอิตาลีตอนใต้นี้
เองที่ฮันนิบาลสามารถตรึงกำลังไว้ได้นานกว่าสิบสองปี แต่ท้ายที่สุด เขากลับต้องถอน
กำลังจากอิตาลี โดยฝีมือของแม่ทัพที่มีความกล้าหาญเทียบเคียงกับเขาอย่าง พิวเบ
ลียส คอร์นีเลียส สกิปิโอ (Publius Cornelius Scipio)
สกิปิโอเริ่มการโจมตีจากสเปน ต่อเนื่องไปยังแอฟริกาเหนือ เนื่องจากเขาคาด
การณ์ได้ว่าฮันนิบาลจำเป็นต้องสู้รบกับเขาที่นั่นเพื่อป้องกันเมืองของตนเอง ในที่สุด
พวกเขาทั้งสองได้ประมือกันในการยุทธซึ่งตัดสินผลของสงคราม ในยุทธการที่ซามา
(Zama) เมื่อ 202 ปีก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นยุทธภูมิแห่งนี้เอง ที่ฮันนิบาลได้พ่ายแพ้
และส่งผลให้สงครามสิ้นสุดลง ถึงกระนั้นฮันนิบาลก็ได้ชื่อว่าเป็นยอดแม่ทัพของโลกคน
หนึ่ง ด้วยตลอดเวลา 15 ปีที่เขาทำศึกในดินแดนโรมันนั้น ฮันนิบาลไม่เคยพ่ายแพ้
แม้แต่เพียงครั้งเดียว ทั้งๆที่เขาไม่เคยได้รับการสนับสนุนจากใครเลย
ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้ทำให้คาร์เธจไม่เพียงแต่ต้องสูญเสียอาณาเขตนอก
แอฟริกาทั้งหมดแก่โรม แต่ยังต้องยุบกองทัพของพวกเขา จ่ายค่าปรับให้แก่โรมัน
ความทุกข์ยากและลำบากแสนเข็ญเข้ามารุกรานแก่ชาวคาร์เธจ
ฮันนิบาลใช้เวลาที่เหลือส่วนใหญ่นอกคาร์เธจ ในฐานะผู้ถูกเนรเทศ ในบริเวณ
เมดิเตอร์เรเนียน แต่ถึงกระนั้น เขายังคงรักษาสัญญาเลือด และจองเวรกับโรมันจวบจน
ห้วงสุดท้ายของชีวิต ท้ายที่สุด ความตายของเขามาถึงราว 183 ปีก่อนคริสตกาล
ในป้อมปราการแห่งหนึ่งใน Libyssa (ในตุรกี ณ ปัจจุบัน) โดยการฆ่าตัวตายด้วย
ยาพิษ แทนที่จะยอมจำนนต่อกองกำลังโรมันซึ่งกำลังปิดล้อมป้อมปราการของเขา
เรื่องราวของกลุ่มชนเล็ก ๆ ที่หาญกล้าขึ้นมาต่อกรกับมหาอาณาจักรอย่าง
โรมันนี้ ว่ากันว่าในเวลานั้นเป็นเพียงช่วงแรกของการก่อร่างสร้างตัวของโรมัน หากว่า
สงครามที่เกิดขึ้นมานี้ ชัยชนะเป็นของคาร์เธจก็ไม่แน่ว่า วันนี้โลกอาจจะไม่รู้จักโรมันแต่
กลับไปรู้จักคาร์เธจว่าเป็นมหาอาณาจักรก็เป็นได้
33
Marcus
Licinius
Crassus
115 – 53 B.C.
34
มาร์กุส ลิกินิอุส กรัสซุส
แม่ทัพและนักการเมืองชาวโรมันที่มีบทบาทสำคัญในการ
เปลี่ยนแปลงจากสาธารณรัฐโรมันมาเป็นจักรวรรดิโรมัน
กรัสซุสได้เริ่มต้นอาชีพสาธารณะในฐานะผู้บัญชาการทหารภายใต้บัญชาการของ ลูซิอุส คอร์นิลีอุส ซูลลา ในช่วง
สงครามกลางเมืองของเขา ตามมาด้วยการถือสิทธิ์ในการเป็นเผด็จการของซูลลา กรัสซุสได้รวบรวมทรัพย์สินมหาศาลจาก
การเก็งกำไรที่ดิน กรัสซุลได้ก้าวขึ้นสู่การมีชื่อเสียงทางการเมือง ภายหลังจากที่เขาได้ปราบปราม กบฏทาส ภายใต้การนำ
ของ สปาร์ตากุส จนได้รับชัยชนะ ได้ทำการแบ่งปันกันในการเป็น กงสุล กับ ปอมปีย์มหาบุรุษ คู่แข่งของเขา
คณะสามผู้นำที่หนึ่ง (First Triumvirate)
ด้วยการที่เป็นผู้อุปถัมภ์ทางการเมืองและการเงินของ จูเลียส
ซีซาร์ ซีซาร์ได้ร่วมมือกับกรัสซุสและปอมปีย์ในการเป็น
พันธมิตรทางเมืองอย่างไม่เป็นทางการซึ่งเป็นที่รู้จักกันคือ คณะสามผู้นำที่หนึ่ง ทั้งสามคนต่างมีอำนาจครอบงำในระบบ
การเมืองของโรมัน แต่การเป็นพันธมิตรก็ดำรงอยู่ได้ไม่นาน เนื่องจากความมักใหญ่ใฝ่สูง อัตตา และความอิจฉาของทั้งสาม
คน ในขณะที่ซีซาร์และกรัสซุสเป็นพันธมิตรกันมาตลอดทั้งชีวิต กรัสซุสและปอมปีย์ต่างไม่ชอบหน้ากันและกัน และปอมปีย์เริ่ม
อิจฉาถึงความสำเร็จอันงดงามของซีซาร์ใน สงครามกอล มากขึ้นเรื่อย ๆ พันธมิตรได้ถูกฟื้นฟูขึ้นมาอีกครั้งที่ การประชุมลุก
กา ในปี 56 ก่อนคริสตกาล
35
ภายหลังจากกรัสซุสและปอมปีย์ได้ร่วมมือกันอีกครั้งในการดำรงตำแหน่งกงสุส ภายหลังการดำรงตำแหน่งกงสุสครั้งที่สอง
กรัสซุสได้รับการแต่งตั้งเป็นผู้ว่าการทหารใน โรมันซีเรีย กรัสซุสได้ใช้ซีเรียเป็นฐานที่มั่นสำหรับการทัพทางทหารในการทำศึก
กับ จักรวรรดิพาร์เธีย ศัตรูจากตะวันออกที่มีมายาวนานของโรมัน การทัพของกรัสซุสได้ประสบความล้มเหลวอย่างรุนแรง
ซึ่งจบลงด้วยความปราชัยและความตายใน ยุทธการที่กาเรห์
Death in the Battle of Carrhae
การตายของกรัสซุสทำให้ความเป็นพันธมิตรระหว่างซีซาร์และปอมปีย์ต้องขาดสะบั้นลงอย่างถาวร เนื่องจากอิทธิพลทางการ
เมืองและความมั่นคั่งของเขาเป็นตัวถ่วงดุลอำนาจของกลุ่มทหารที่ยิ่งใหญ่ทั้งสองฝ่าย ภายในเวลาสี่ปีหลังการตายของกรัสซุส
ซีซาร์ได้ ข้ามแม่น้ำรูบิคอน และเริ่มทำ สงครามกลางเมือง กับปอมปีย์และ ฝ่ายออปติเมตส์
แม้ว่าจะไม่มีแหล่งข่าวชาวโรมันคนใดเห็นว่า กรัสซุสเสียชีวิตอย่า
งไรและร่างกายของเขาได้รับการปฏิบัติอย่างไรหลังจากความ
ตาย มีการเขียนตำนานมากมายเกี่ยวกับเรื่องนั้น ตำนานหนึ่งกล่าวว่าชาวพาร์เธียนเททองคำหลอมเหลวเข้าปากของเขา เพื่อ
แสดงความโลภที่ไร้ประโยชน์ คนอื่นๆ กล่าวว่าร่างของนายพลยังคงไม่ถูกฝัง ทิ้งไว้ท่ามกลางกองซากศพที่ไม่เด่นซึ่งถูกนกและ
สัตว์ฉีกเป็นชิ้น ๆ พลูตาร์ครายงานว่าแม่ทัพผู้ชนะเลิศ พาร์เธียน ซูเรนา ได้ส่งร่างของกรัสซุสไปยังกษัตริย์แห่งภาคีไฮโรดส์
ถูกใช้เป็นพร็อพในการแสดง "The Bacchae" ของ Euripides
36
POMPEY
106 - 48 B.C.
37
Pompey
(Gnaeus Pompeius Magnus)
นักการเมืองและผู้บัญชาการทหารที่มีบทบาทในช่วงสาธารณรัฐโรมันตอนปลาย เขาได้รวมกลุ่ม กับ Gaius Julius
Caesar และ Marcus Licinius Crassus ทั้งสามกลายเป็นที่รู้จักในประวัติศาสตร์ในชื่อ ‘‘First Triumvirate”
วัยเด็ก
เกิดเมื่อวันที่ 29 กันยายน ปี 106 B.C. ที่เมือง Picenum ประเทศอิตาลี ในครอบครัวที่ร่ำรวย พ่อของเขา
(Pompeius Strabo) เป็นขุนนางโรมันรับตำแหน่งกงสุล และเป็นนายทหารฝ่าย Sulla ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนเผด็จการ เขา
เข้าร่วมสงครามระหว่าง Sulla และมาริอุสซึ่งเป็นผู้สนับสนุนประชาธิปไตย และได้เสียชีวิตในระหว่างการล้อมกรุงโรม
ของMarians Pompey ต่อสู้ภายใต้การนำของพ่อและเรียนรู้จากเขามากมาย เขารับหน้าที่ในกองทัพต่อจากพ่อ อย่างไร
ก็ตามพ่อของเขาเสียชีวิตในฐานะคนน่าอับอายมีข้อหาทรยศและความโลภหลายครั้ง Pompey จึงต้องพิสูจน์ตนเองเพื่อ
ลบล้างการกระทำของพ่อของเขา
เพิ่มขึ้นสู่อำนาจ
Pompey แสดงทักษะอันยิ่งใหญ่ขณะที่เขาต่อสู้ทางวาจาในศาลเพื่อต่อสู้เรื่องของพ่อ ทำให้เขาได้แต่งงานกับลูกสาว
ผู้พิพากษา (Antistia) ไม่นานนัก Pompey ก็พ้นข้อหาทั้งหมด Sulla ได้รับตำแหน่งผู้บงการ เขารู้ถึงความสามารถ
ของ Pompey จึงแต่งตั้งให้เป็นผู้ดูแลระบบในศาล เพื่อจะรักษาความมั่นคงไว้กับตัว Sulla จึงขอให้ Pompey หย่า
ภรรยาคนแรกและแต่งงานกับลูกติดของเขา ซึ่ง Pompey ก็ยินดีที่จะทำ ผู้คนรู้จัก Pompey ในนามคนใจดี แต่เขาโหด
ร้ายต่อศัตรูของเขาและกลายเป็นที่รู้จักในฐานะ "คนขายเนื้อวัยรุ่น" ต่อมา Pompey ถูกส่งไปยังแอฟริกาเพื่อปราบ
Domitius เมื่อเขากลับไปยังกรุงโรมเขาก็ได้รับฉายาว่า "แมกนัส" หมายถึง "ผู้ยิ่งใหญ่" และได้ใช้เป็นนามสกุลอย่างเป็น
ทางการ หลังจากการเสียชีวิตของ Sulla ในปี 78 B.C. Marcus Aemilius เข้ามาแทนที่ เขาไม่ชอบ Sulla แต่
Pompey เรียกร้องให้ฝังศพของ Sulla เพื่อให้เกียรติและเคารพ ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างทั้งสอง
และจักรวรรดิโรมันก็รอดพ้นจากการปฏิวัติอย่างหวุดหวิด
38
อาชีพทหาร
เมื่อถึงวัย 30 ปี อิทธิพลและชื่อเสียงของ Pompey เดินทางข้ามพรมแดนของชาติ เขาใช้เวลาหลายปีในการต่อสู้ในสเปน
เพื่อรักษาอิทธิพลของโรมัน หลังจากสิ้นสุดการต่อสู้ในสเปนเขาได้รับเลือกเป็นกงสุล ในปี 70 B.C. ตอนอายุ 36 ปี แต่เขาเป็น
ผู้บัญชาการทหารโดยเนื้อแท้เลยปฏิเสธที่จะนั่งในสำนักงานกงสุล เขาเลือกที่จะกลับไปทำสงครามเพื่อเสริมกำลังจักรวรรดิโรมัน
การเดินทางที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอย่างหนึ่งของเขา คือ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน โดยเขาได้ต่อสู้กับโจรสลัด ซึ่งเป็นอุปสรรค
สำคัญสำหรับพ่อค้าชาวโรมัน และยังทำสงครามจนสามารถนำเยรูซาเล็มและซีเรียมาอยู่ภายใต้อิทธิพลของโรมันได้
ต่อมาในปี 60 B.C. Gaius Julius Caesar เดินทางมาจากสเปนและได้ปกครองดินแดนอันยิ่งใหญ่ของจักรวรรดิ
โรมัน เมื่อ Pompey กลับมาถึงกรุงโรมเขาได้รับการต้อนรับอย่างดีและยังได้รับข้อเสนอให้เป็นพันธมิตรกับ Caesar และ
Marcus Licinius Crassus ทั้งสามเป็นที่รู้จักกันในชื่อ “First Triumvirate” เนื่องด้วยความสามารถทางการทหารของ
Caesar เมื่อรวมกับปัญญาแห่ง Pompey ทั้งสามคนก็ได้ปกครองอาณาจักรโรมันในอีก 7 ปี ข้างหน้า อย่างไรก็ตามทั้งหมด
กลายเป็นศัตรูกันเพราะอยากมีความนิยมและอำนาจมากกว่าคนอื่นๆ ในกลุ่ม ความสำเร็จของ Caesar ทำให้ Pompey อิจฉา
สิ่งนี้นำไปสู่การล่มสลายของ “First Triumvirate” ในปี 53 B.C. Caesar ถูกขอให้สละกองทัพของเขา อิตาลีอยู่ภายใต้
การปกครองของ Pompey และ Caesar ก็ประกาศสงครามกับเขาในปี 49 B.C. Pompey ถูกบังคับให้ถอนกำลังออกจาก
อิตาลีและสเปน ในปี 48 B.C. สุดท้าย Pompey ก็พ่ายแพ้และหนีไปอียิปต์ กษัตริย์ปโตเลมีที่ปกครองอียิปต์ในเวลานั้นเป็นอดีต
พันธมิตรของ Pompey จึงให้เขาหลบภัย อย่างไรก็ตามกษัตริย์ปโตเลมีมีแผนการอื่น คือ การลอบสังหาร Pompey เพื่อเอาใจ
Caesar ซึ่งมีอำนาจมากในขณะนั้น
ความตายและมรดก
เมื่อวันที่ 28 กันยายน ปี 48 B.C Pompey ได้รับการต้อนรับจากกษัตริย์ปโตเลมีที่เมือง Pelusium ทันทีที่เขาไป
ถึง Pompey ก็ถูกนายพลคนหนึ่งของกษัตริย์ปโตเลมีโจมตีจากด้านหลังทำให้เขาเสียชีวิตทันที
นักประวัติศาสตร์ถือว่า Pompey เป็นหนึ่งในนายพลโรมันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อาศัยอยู่ในช่วงสาธารณรัฐโรมันตอนปลาย
ชีวิตส่วนตัว
Pompey แต่งงาน 5 ครั้งในชีวิตของเขา การแต่งงานเกือบทั้งหมดเป็นผลมาจากพันธมิตรทางการเมือง เขาแต่งงานกับ
Antistia, Aemilia Scaura, Mucia Tertia, Julia และ Cornelia Metella โดย Pompey ให้กำเนิดลูก 3 คน
ได้แก่ Gnaeus Pompey, Pompeia Magna และ Sextus Pompey จากภรรยาคนที่3
39
CICERO
106 - 43 B.C.
40
ซิเซโร รัฐบุรุษและนักพูดชาวโรมัน
ซิเซโร เป็นรัฐบุรุษนักเขียนและนักพูดชาวโรมันที่มีชื่อเสียงในหมู่นักพูดและนักเขียนร้อยแก้วที่ยิ่งใหญ่ในตอนท้ายของสาธารณรัฐโรมัน
จดหมายที่ยังหลงเหลืออยู่หลายร้อยฉบับของเขาถูกค้นพบในช่วง 1,400 ปีหลังจากการตายของเขา ทำให้เขาเป็นหนึ่งในบุคคลที่
มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยโบราณ
ชีวิตในวัยเด็ก
Marcus Tullius Cicero เกิดเมื่อวันที่ 3 มกราคม 106 ปีก่อนคริสตศักราช ณ ที่พักของครอบครัวใกล้ Arpinum เขาเป็น
คนที่สามของชื่อนั้น ลูกชายคนโตของ Marcus Tullius Cicero (เสียชีวิตใน 64 ก่อนคริสตศักราช) และภรรยาของเขา
Helvia นามสกุลของพวกเขามาจากภาษาละตินสำหรับ "chickpeas" (Cicer) และออกเสียงว่า "Siseroh" หรือในภาษาละติน
คลาสสิกว่า "Kikeroh"
การศึกษา
ซิเซโรได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดแห่งหนึ่งในสาธารณรัฐโรมันโดยใช้เวลากับนักปรัชญากรีกที่เก่งที่สุดหลายคน พ่อของเขาค่อนข้าง
ทะเยอทะยานสำหรับเขา และตั้งแต่อายุยังน้อย เขาพาซิเซโรและควินตัสน้องชายของเขาไปยังกรุงโรม ซึ่งพวกเขาได้รับการสอนโดย
(รวมถึงคนอื่นๆ) กวีและนักไวยากรณ์ชาวกรีกผู้โด่งดัง Aulus Licinius Archias แห่งอันทิโอก (121-61 ก่อนคริสตศักราช)
หลังจากที่ซิเซโรสันนิษฐานว่าเสื้อคลุม virilis ("เสื้อคลุมแห่งความเป็นลูกผู้ชาย") เขาเริ่มศึกษากฎหมายกับนักกฎหมายชาวโรมัน
Quintus Mucius Scaevola Augur (159–88 ก่อนคริสตศักราช) ใน 89 ปีก่อนคริสตศักราช เขารับใช้ในสงครามสังคม
(91–88 ก่อนคริสตศักราช) การรณรงค์ทางทหารครั้งเดียวของเขา และนั่นน่าจะเป็นที่ที่เขาได้พบกับปอมเปย์ (106–48 ก่อนคริ
สตศักราช) ในช่วงสงครามกลางเมืองครั้งแรกของเผด็จการแห่งโรมันซัลลา (138-76 ก่อนคริสตศักราช) ซิเซโรไม่สนับสนุนทั้ง
สองฝ่าย กลับไปศึกษากับนักปรัชญาชาวกรีกจากกลุ่มเอปิคูเรียน (เฟดรุส) พลาโตนิก (ฟิโลแห่งลาริสซา) และ โรงเรียน Stoic
(Diodotus) เช่นเดียวกับนักวาทศิลป์ชาวกรีก Apollonius Molon (Molo) แห่งโรดส์
ชีวิตทางการเมือง 41
ซิเซโรกลับมาที่กรุงโรมจากเอเธนส์ใน 77 ปีก่อนคริสตศักราช และได้ขึ้นตำแหน่งอย่างรวดเร็วและสร้างนักพูดในฟอรัม ใน 75 ปี
ก่อนคริสตศักราช เขาถูกส่งไปยังซิซิลีในฐานะผู้คุม และกลับไปโรมอีกครั้งใน 74 ปีก่อนคริสตศักราช ใน 69 ปีก่อนคริสตศักราช
เขาได้รับแต่งตั้งให้เป็น praetor และในบทบาทนั้น ได้ส่งปอมปีย์ไปเป็นผู้บังคับบัญชาของสงครามมิธริดาติก แต่ในปี 63 ก่อนคริ
สตศักราช มีการค้นพบแผนการต่อต้านกรุงโรม นั่นคือ Catiline Conspiracy
Lucius Sergius Catilina (108–62 ก่อนคริสตศักราช) เป็นขุนนางผู้มีความพ่ายแพ้ทางการเมืองเพียงเล็กน้อยและ
พยายามใช้ความขมขื่นในการจลาจลต่อต้านคณาธิปไตยปกครองในกรุงโรมลากไปตามความไม่พอใจอื่น ๆ ในวุฒิสภาและออกจาก
ที่นั่น เป้าหมายทางการเมืองหลักของเขาคือโครงการบรรเทาหนี้ที่ต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง แต่เขาข่มขู่ฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งในการ
เลือกตั้งในปี 54 ก่อนคริสตศักราช ซิเซโรซึ่งเป็นกงสุลอ่านคำปราศรัยอักเสบสี่ครั้งต่อ Catiline ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในสุนทรพจน์
เชิงวาทศิลป์ที่ดีที่สุดของเขา
ซิเซโรปร
ะณาม Catiline สลักโดย B. Barloccini, 1849
ซิเซโรประณาม
Catiline สลักโดย B. Barloccini, 1849 หลังจาก CC
Perkins / Getty Images
โอ้ Catiline คุณตั้งใจจะหยุดใช้ความอดทนของเราในทางที่ผิดหรือไม่? นานแค่
ไหนที่ความบ้าคลั่งของคุณยังคงเยาะเย้ยเรา? เมื่อไหร่จะถึงจุดจบของความกล้าที่
ดื้อรั้นของคุณอย่างโอ้อวดเหมือนตอนนี้? ...โอ คาติลีน เจ้าควรจะถูกประหารชีวิต
โดยคำสั่งของกงสุลเมื่อนานมาแล้ว การทำลายล้างซึ่งเจ้าวางแผนโจมตีเรามานาน
ควรจะตกบนหัวของเจ้าเองแล้ว
ผู้สมรู้ร่วมคิดหลายคนถูกจับและสังหารโดยไม่มีการพิจารณาคดี Catiline หนีไป
และถูกฆ่าตายในสนามรบ ผลกระทบต่อซิเซโรมีความหลากหลาย เขาได้รับการ
กล่าวถึงในวุฒิสภาว่าเป็น "บิดาของประเทศของเขา" และมีการขอบคุณพระเจ้าที่
เหมาะสมที่ส่งไปยังเหล่าทวยเทพ แต่เขาสร้างศัตรูที่ไร้เหตุผล
ความตาย
แม้ว่าซิเซโรจะไม่รู้แผนการต่อจูเลียส ซีซาร์ที่จบลงด้วยการลอบสังหารซิเซโรซึ่งเคย
ตระหนักถึงสาธารณรัฐก็จะอนุมัติ หลังจากที่ซีซาร์เสียชีวิต ซิเซโรได้ตั้งตัวเองเป็น
หัวหน้าพรรครีพับลิกันและพูดจารุนแรงกับนักฆ่าของซีซาร์ มา ร์ก แอนโธนี มันเป็นตัวเลือกที่นำไปสู่จุดจบของเขา เพราะเมื่อมีการจัดตั้ง
คณะสามเณรใหม่ระหว่างแอนโธนี่ ออคตาเวียน และเลปิดัส ซิเซโรก็ถูกจัดให้อยู่ในรายชื่อของพวกนอกกฎหมายที่ถูกสั่งห้าม เขาหนีไปที่บ้าน
พักของเขาในฟอร์เมีย ซึ่งเขาถูกจับและถูกสังหารเมื่อวันที่ 7 ธันวาคม 42 ปีก่อนคริสตศักราช ศีรษะและมือของเขาถูกตัดออกและส่งไป
ยังกรุงโรม ที่ซึ่งพวกเขาถูกตรึงไว้ที่รอสตรา
42
Julius Caesar
100 - 44 B.C.
43
จูเลียส ซีซาร์
จุดเริ่มและจุดจบของรัฐบุรุษแห่งกรุงโรม
กาอิอุส ยูลิอุส ไกซาร์ (Caivs/ Gaivs Ivlivs Caesar) หรือ จูเลียส ซีซาร์ เกิดเดือนกรกฎาคม ราว 100 ปีก่อนคริสตกาล
เป็นแม่ทัพและรัฐบุรุษที่ได้รับการยกย่องมากที่สุดคนหนึ่งของอาณาจักรโรมัน ความยิ่งใหญ่ของเขาเป็นที่กล่าวขานมาตั้งแต่ครั้ง
โบราณกาล จวบจนกระทั่งปัจจุบัน
" แต่ความยิ่งใหญ่ที่เขาได้รับ กลับค่อย ๆ ย้อนกลับมาทำร้ายประชาชนอย่างช้า ๆ "
รัฐบุรุษหัวขบถ
♚
จูเลียส ซีซาร์ ชายผู้ไม่คำนึงถึงกฎเกณฑ์ที่ตายตัว อีกทั้งยังมองชนชั้นปกครองเป็น
ปรปักษ์ เขาไม่สนใจ “วุฒิสภา” ที่เต็มไปด้วยกลุ่มคนที่มีความคิดอนุรักษ์นิยมสุดขั้ว
เขาเป็นนักการเมืองที่ชาญฉลาด คอยทำหน้าที่สนับสนุนแมริอัส ในสมัยการปกครอง
ของซัลล่า แม้ว่าจะต้องเนรเทศตนเองออกจากโรมไปพักพิงที่เกาะโรดส์ เพราะ
พฤติกรรมทางการเมืองที่อยู่ขั้วตรงข้ามกับผู้ปกครองคนปัจจุบันก็ตาม
จากนายทหารหนุ่มค่อย ๆ ไต่เต้าตำแหน่งมาเรื่อย ๆ จนขยับยศขึ้นมาเป็นแม่ทัพใหญ่
แห่งโรมัน เขาได้พิสูจน์ตัวเองด้วยการพิชิตศึกสงครามกอลที่ยืดเยื้อยาวนาน ตั้งแต่ปีที่
58 จนถึงปีที่ 50 ก่อนคริสตกาล ชัยชนะที่เด็ดขาดในปีที่ 52 ก่อนคริสตกาล
ส่งผลให้อาณาจักรโรมันมีอิทธิพลเหนือแคว้นกอล (ปัจจุบันคือ ฝรั่งเศสและเบลเยียม)
สงครามที่ผลัดกันรุกผลัดกันรับมาเป็นเวลานานขนาดนี้ เป็นเพราะเผ่ากอลเองก็มีความ
เข้มแข็งทางทหารไม่น้อยหน้าไปกว่าโรมัน ซึ่งการเอาชนะศึกในครั้งนี้ ส่งผลให้จูเลียส
ซีซาร์ สามารถผนึกชาวกอลให้เป็นหนึ่งเดียวกับสาธารณรัฐโรมันแต่เพียงผู้เดียว
สิ้นสุดการรุกรานจากชนเผ่าพื้นเมืองทั้งที่อาศัยอยู่ในกอลและชนเผ่ารอบข้างจนหมดสิ้น
อีกทั้งยังทำให้โรมันสามารถควบคุมแม่น้ำไรน์ ซึ่งเป็นพรมแดนธรรมชาติได้อีกด้วย
หลังจากมีชัยชนะเหนือกอล และสามารถยึดเมืองต่าง ๆ มาเป็นเมืองขึ้นแก่กรุงโรมมาก
ถึง 800 เมือง ตั้งแต่ยุโรปเหนือจรคใต้ไปจนถึงอียิปต์
จูเลียส ซีซาร์ เริ่มออกเดินทางอีกครั้ง โดยมีจุดหมายที่เกาะบริเตนใหญ่ แต่ความมั่นใจในกองกำลังทหารของเขาต้องพังทลายลง
เมื่อลมพายุก่อตัวเป็นศัตรูทางธรรมชาติ ทำให้ต้องพ่ายแพ้ธรรมชาติถึงสองครั้ง ความพยายามในการพิชิตเกาะบริเตนใหญ่ก็ต้องล้มเลิกไป
ประจวบกับในปีที่ 53 ก่อนคริสตกาล คราสซุส นายพลผู้ทรงอิทธิพลของสาธารณรัฐโรมัน ได้ยกทัพไปรุกรานจักรวรรดิพาร์เทีย
และเสียชีวิตลงระหว่างการรบ ซึ่งคราสซุสนับว่าเป็นหนึ่งในคู่แข่งทางการเมืองของจูเลียส ซีซาร์ การจากไปของคราสซุส
ย่อมส่งผลดีต่อเขาไม่น้อย แต่คู่แข่งอีกหนึ่งคนที่ต้องเป็นกังวลคือ ปอมเปย์ กงศุลแห่งกรุงโรม
44
เงาตามตัว
♚
ยิ่งนานวันเข้าอำนาจของจูเลียส ซีซาร์ ก็ยิ่งขยายตัวมากขึ้น
เรื่อย ๆ โดยมีอำนาจเด็ดขาดทางทหารอยู่ในครอบครอง
ด้วยเหตุนี้บรรดาวุฒิสภาและกลุ่มการเมืองเก่าเริ่มเกรงกลัว
ว่า อำนาจที่ซีซาร์ควบคุมอยู่ จะส่งผลกระทบต่อตำแหน่งที่
นั่งในสภาของบรรดานักการเมืองที่ยังคงหวงแหนอำนาจและ
ความยิ่งใหญ่ของตนอยู่ จึงได้ออกคำสั่งให้ซีซาร์ลงจาก
ตำแหน่งผู้บังคับบัญชาการทหาร และมุ่งหน้ากลับกรุงโรม
โดยเร็วที่สุด แต่แน่นอนว่าจิตวิญญาณความเป็นขบถในตัว
ของเขา ย่อมไม่ขึ้นตรงต่อชนชั้นปกครองแต่อย่างใด เขา
ปฏิเสธคำสั่งเรียกตัวกลับอย่างไม่ใยดี
ปอมเปย์และพวกจึงหยิบยกสารพัดวิธีในการปลดจูเลียส ซี
ซาร์ออกจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหาร แต่ก็ไม่อาจทำได้
สำเร็จ และซีซาร์เองก็หมดความอดทนเต็มที เขาไม่อาจทนนิ่ง
เฉยได้อีกต่อไป ในไม่ช้าเขาจึงเดินทัพมายังกรุงโรม และ
สามารถยึดเมืองได้สำเร็จ ปอมเปย์และกลุ่มผู้หวงแหนอำนาจ
ต้องหลบหนีออกจากเมืองไปยังกรีซ แต่มหากาพย์ไล่ล่าปอม
เปย์เป็นเงาตามตัวเช่นนี้จะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากยัง
หลงเหลือกองกำลังทหารของปอมเปย์ในสเปน
จูเลียส ซีซาร์ จึงยกทัพไปทำลายกองทัพปอมเปย์ในสเปนจนราบ จากนั้นจึงเดินทางมายังกรีซ แต่ปอมเปย์ได้หลบหนีไป
ยังอียิปต์ก่อนแล้ว ซีซาร์จึงต้องไล่ล่าปอมเปย์จนถึงอียิปต์ ท้ายที่สุดแล้วก็สามารถกำจัดคู่แข่งทางการเมืองคนสุดท้ายไป
ได้ แม้ว่าคู่แข่งทางการเมืองจะถูกกำจัดไปจนหมด แต่เขาก็ไม่ได้เดินทางกลับกรุงโรมแต่อย่างใด ซีซาร์อยู่ที่อียิปต์ต่ออีก
เป็นระยะเวลา 3 ปี เพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และยังช่วยให้พระนางคลีโอพัตราภรรยาอย่างไม่เป็น
ทางการได้ปกครองอียิปต์อีกด้วย
45
จุดจบของผู้นำเผด็จการ
♚
จูเลียส ซีซาร์ ไม่สนใจจารีตแบบเก่า ไม่แม้แต่จะเหลียวมอง
กลุ่มขั้วอำนาจการเมืองที่ยังคงอยากจะรักษาสถานะทาง
สังคมของพวกเขาเอาไว้ ในยามที่กรุงโรมกำลังตกอยู่ใน
สถานการณ์ความวุ่นวาย เขากลับเป็น “อำนาจ” ที่ไม่อาจ
โค่นล้มได้ ในไม่ช้า จูเลียส ซีซาร์ จึงได้ประกาศสถาปนา
ตนเองเป็นผู้เผด็จการตลอดกาล (Dictator perpetuo)
ซึ่งเป็นการกระทำที่ขัดต่อหลักการของสาธารณรัฐที่ไม่อาจ
ยินยอมให้ผู้เผด็จอำนาจมีอำนาจผูกขาดตลอดการปกครอง
ผู้นำจะต้องอยู่ในตำแหน่งตามระยะเวลาเท่าที่กำหนดเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้ มาร์คุส ยูนุส บรูตุส (Marcus Junius Brutus) นักการเมืองโรมัน ผู้มีอุดมการณ์ต่างจากซีซาร์คนละขั้ว แต่ยังคง
ได้รับความเมตตาจากซีซาร์มาโดยตลอด เพราะมารดาของบรูตุส เซอร์วิเลีย (Servilia) เป็นที่โปรดปรานของซีซาร์ ดังนั้น
สายตาที่ซีซาร์มองไปยังบรูตุสจึงไม่ต่างจากบิดาที่มองลูกของตน บรูตุสและพวกจึงเริ่มวางแผนสังหารซีซาร์ เพื่อไม่ให้ระบอบ
สาธารณรัฐต้องพังทลายลงไป เมื่อทุกอย่างเตรียมพร้อม แผนการสังหารซีซาร์จึงเปิดฉากขึ้น ในวันที่ 15 มีนาคม ปีที่ 44
ก่อนคริสตกาล ซึ่งเป็นวันที่จูเลียส ซีซาร์จะต้องเข้าร่วมประชุมวุฒิสภา แต่เขาก็ยืดเวลาตัวเองด้วยการเข้าร่วมประชุมสาย
เนื่องจากรู้อยู่แก่ใจว่า จะมีผู้ลอบสังหารตนตามจดหมายที่ผู้หวังดีส่งมาให้ เมื่อซีซาร์เดินทางถึงที่ประชุม คาสคา (Servilius
Casca) นักการเมืองชาวโรมัน ผู้ไม่อยากให้ระบอบสาธารณรัฐต้องล่มสลาย จึงรีบคว้ามีดสั้นเล็งไปที่ลำคอของซีซาร์อย่างไม่
ลังเล แต่ก็ทำได้แค่สร้างบาดแผลบริเวณหัวไหล่ของซีซาร์เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ขณะที่ทุกอย่างกำลังวุ่นวาย คาสคาได้ตะโกนให้กลุ่ม
ผู้โกรธแค้นซีซาร์ร่วมมือกันปลิดชีพผู้นำเผด็จการ หนึ่งในคนที่เข้าร่วมการสังหารคือ บรูตุส ชายหนุ่มที่ซีซาร์รักและเมตตามาโดย
ตลอด เมื่อเห็นเช่นนั้น ซีซาร์จึงปล่อยมือออกจากคาสคา และคว้าผ้ามาคลุมปิดศรีษะเอาไว้ ปล่อยให้ทุกคนรุมแทงจนสิ้นใจ
สิ้นสุดตำนาน จูเลียส ซีซาร์ รัฐบุรุษผู้กอบกู้และนำพาความเจริญรุ่งเรืองมาสู่กรุงโรม ชายผู้สถาปนาตนเองเป็น “เผด็จการ” เพื่อ
ยุติสถานการณ์บ้านเมืองที่กำลังวุ่นวาย แต่ในความเป็นเผด็จการของซีซาร์ เขาได้ทำให้ปัญหาความยากจนของประชาชนในประเทศ
มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น พัฒนาระบบการปกครองให้เป็นไปในรูปแบบเดียวกัน และมอบสิทธิพลเมืองให้กับเมืองขึ้นต่าง ๆ ให้มีสิทธิ
เสรีภาพทัดเทียมชาวโรมทุกประการ
46
Marcus
Aemilius
Lepidus
89-13 BC.