การศึกษาวชิ าการด้านวนศาสตร์ชุมชน
ประจาปี งบประมาณ พ.ศ. 2564
เรื่อง การศึกษาเทคนิคการย้อมผ้า
จากสีธรรมชาติ
ศูนย์ส่งเสริมวนศาสตร์ชุมชนท่ี 10 (ขอนแก่น)
กรมป่ าไม้
ก
บทคัดยอ่
สภาพสงั คมไทยในปัจจุบันมีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายหลายด้าน ประกอบกับความทันสมัย
ของเทคโนโลยีทางสังคม จึงทาให้คนไทยมีแนวคิดที่ก่อให้เกิดการพัฒนา โดยการนาส่ิงของต่างๆ มาใช้
ในการแปรรูปเพือ่ ให้เกิดประโยชน์และมีคุณค่า สร้างคุณค่าให้ตัวเองและก่อให้เกิดรายได้ ดังเช่น กรณีการศึกษา
การนาสิ่งของท่ีมีอยู่ตามธรรมชาติ แปรรูปให้เกิดคุณค่าโดยการนาเปลือกไม้,ใบไม้และแก่นไม้สกัดโดยการต้ม
เพื่อนาสีท่ีได้มาใช้ในการย้อมผ้า ซ่ึงพืชแต่ละชนิดท่ีนามาใช้สกัดสีเพ่ือย้อมเส้นฝ้ายความสามารถในการติดสี
ความคงทนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับองค์ประกอบทางชีวเคมีภายในของพืชและเส้นฝ้ายท่ีนามาใช้ย้อม จึงต้องใช้
สารช่วยย้อมเป็นตัวช่วยในการทาให้เส้นฝ้ายดูดซับสีได้ดี ซึ่งคุณสมบัติสารช่วยย้อมนอกจากจะเป็นสารที่ช่วย
ในการยดึ และจับสีแล้ว บางคร้ังสารช่วยย้อมยังทาให้ได้เฉดสีใหม่ท่ีเปลี่ยนไปจากเดิม เช่น สารส้ม น้าปูนใส จุนสี
ด่างขเ้ี ถา้ สนมิ เกดิ ความหลากหลายของสี สามารถนาไปใชใ้ นการย้อมผ้าเพื่อสวมใส่ในการดารงชีวิต โดยที่ไม่ต้อง
พึ่งสารเคมีตอ่ ไป
ปัจจุบันมีหลายหน่วยงานให้การสนับสนุนชุมชน โดยการส่งเสริมการนาวัสดุจากธรรมชาติ
มาใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลาย เพราะผลิตภัณฑ์ท่ีได้จากธรรมชาติรวมท้ังกระบวนการท่ีได้มาส่งผลกระทบต่อ
สิ่งแวดล้อมน้อยมาก ความสนใจในการใช้สีจากวัสดุธรรมชาติในการย้อมผ้าเพิ่มมากข้ึนตลอดเวลา ซ่ึงเป็นผล
มาจากปจั จัยต่างๆ ดงั นี้
1. กระแสการอนุรักษ์และสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ที่สืบทอดกันมาจากอดีตให้คงอยู่ในสังคม
สืบไปการย้อมสีธรรมชาติซ่ึงเป็นหนึง่ ในภมู ปิ ัญญาท้องถ่ินจึงได้รับการสนับสนุนมากข้ึนจากท้ังภาครัฐ ภาคเอกชน
และประชาชนทั่วไป
2. ปัญหาผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม ท่ีเกิดจากการใช้ สีสังเคราะห์และสารเคมีอันตราย
ในอุตสาหกรรมการผลิตส่ิงทอ สารเคมีท่ีตกค้างและปนเป้ือนในน้าท้ิงที่เกิดจากกระบวนการฟอกย้อม ทาให้เกิด
การปนเปอ้ื นของสารเคมใี นแหล่งน้าธรรมชาติตา่ งๆ
3. ปัญหาความไม่ปลอดภัยและผลกระทบต่อสุขภาพของผู้ปฏิบัติงานฟอกย้อม ซ่ึงเกิดจากการ
สมั ผสั กบั สารเคมที ผี่ สมอยูใ่ นสสี ังเคราะห์ โดยเฉพาะสารก่อมะเร็ง
4. การให้ความสนใจต่อความปลอดภัยและอันตรายของสารเคมีตกค้างบนผลิตภัณฑ์สิ่งทอ
ของประชาชน มีการกาหนดชนิดสีสังเคราะห์ที่จะใช้กับสิ่งทอแต่ละประเภท ทาให้เกิดความระมัดระวังในการใช้
สงิ่ ทอยอ้ มสสี งั เคราะห์และหันมาใช้ส่ิงทอทีไ่ ด้มาจากการยอ้ มสธี รรมชาตเิ พิ่มมากขนึ้
5. การตื่นตัวด้านการอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อมและระบบนิเวศ ทาให้เกิดค่านิยมต่อต้านสินค้า
ที่มีผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม มีการใช้สินค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมหรือ “ผลิตภัณฑ์ฉลากเขียว” เพ่ิมมากขึ้น
โดยสนิ ค้าท่ีดีจะต้องเกดิ จากกระบวนการผลติ ที่ไม่ทาลายส่ิงแวดล้อม ไมม่ ีผลกระทบตอ่ ผู้บรโิ ภค และสนิ คา้
ข
คำนำ
การศึกษาวิชาการด้านวนศาสตร์ชุมชน เรื่อง การศึกษาเทคนิคการย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ
เปน็ การศึกษาข้อมูลการใช้ประโยชน์จากป่าชุมชน ทางด้านทรัพยากรป่าไม้ และด้านการบริหารจัดการป่าชุมชน
โดยความร่วมมือของเจา้ หน้าท่ขี องรฐั รว่ มกบั ชุมชน ประชากรและกลุม่ ย้อมผ้าดว้ ยสีธรรมชาติ บา้ นหนองคู
ศูนย์ส่งเสริมวนศาสตร์ชุมชนท่ี 10 (ขอนแก่น) ดาเนินการการศึกษาตามแนวทางวิชาการ
ดา้ นวนศาสตรช์ ุมชน เรื่อง การศกึ ษาเทคนคิ การยอ้ มผ้าจากสธี รรมชาติ ในพ้ืนที่ป่าชุมชนบ้านหนองคู หมู่ที่ 3 ตาบล
หนองปลิง อาเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม เป็นการศึกษาเทคนิคการย้อมผ้าจากสีธรรมชาติ โดยการนาความรู้
ภูมปิ ัญญาทอ้ งถนิ่ มาปรบั ใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อชุมชน โดยอาศยั การใช้ประโยชน์จากป่าชุมชนและก่อให้เกิดรายได้
แก่ชุมชน และนาไปใช้ในการวางแผนการบรหิ ารจัดการพื้นท่ีของป่าชมุ ชนและระบบนเิ วศได้อย่างสมดุล และทาให้
ชุมชนรว่ มกันรกั ษาปา่ ของชุมชนให้ยัง่ ยนื ตอ่ ไป
ศูนย์ส่งเสริมวนศาสตร์ชมุ ชนท่ี 10 (ขอนแก่น)
กนั ยายน 2564
ค
สำรบัญ
เร่อื ง หน้ำ
บทคัดยอ่ ก
คานา ข
สารบัญ ค
สารบัญภาพ ง
การศกึ ษาทางวิชาการด้านวนศาสตร์ชุมชน เรื่อง การศึกษาเทคนคิ การยอ้ มผา้ จากสีธรรมชาติ 1
1
บทท่ี 1 1
บทนา 1
2
- หลักการและเหตผุ ล 2
- วตั ถุประสงค์ 3
- ขอบเขตการศึกษา 3
- วิธกี ารศึกษา 3
4
บทท่ี 2 11
ผลการศึกษา 30
1. ศึกษาข้อมลู การยอ้ มสี 68
2. ศกึ ษาขอ้ มลู วัตถดุ ิบ 68
3. ศกึ ษาวธิ ขี ัน้ ตอนในการสกัดสี 70
4. ศกึ าการสร้างเฉดสีด้วยสารช่วยยอ้ ม
บทที่ 3
สรปุ ผลการศึกษา
ขอ้ เสนอแนะ
สารบัญภาพ ง
ภาพท่ี หน้า
รูปภาพที่ 1-5 วตั ถุดบิ ท่ีทาให้เกดิ สีธรรมชาติ 5
รูปภาพที่ 6-33 การสกัดสีจากสว่ นตา่ งๆของพชื 12
รปู ภาพท่ี 34-38 สารช่วยย้อม 31
รูปภาพที่ 39-49 คร่งั +สารชว่ ยย้อม 5 ชนดิ 38
รูปภาพที่ 50-60 แก่นขนนุ +สารช่วยยอ้ ม 5 ชนิด 44
รปู ภาพที่ 61-71 เพกา+สารชว่ ยยอ้ ม 5 ชนดิ 50
รูปภาพท่ี 72-82 สบู่เลือด+สารช่วยย้อม 5 ชนดิ 56
รูปภาพที่ 83-93 ประดู+่ สารช่วยย้อม 5 ชนิด 62
1
บทท่ี 1
บทนำ
หลกั กำรและเหตผุ ล
ในปัจจุบันผู้บริโภคนิยมใช้เครื่องแต่งกายท่ีผลิตจากผ้าย้อมสีธรรมชาติ สีท่ีใช้ในการย้อม
มีอยูด่ ้วยกัน 2 ชนดิ คือ สีท่ีไดจ้ ากธรรมชาติ ตามแบบภมู ิปญั ญาโบราณ อกี ชนดิ หนงึ่ นั้นเปน็ สีท่ไี ดจ้ ากการสังเคราะห์
ทางวิทยาศาสตร์ สีเหล่านี้ส่วนใหญ่มีส่วนผสมทางสารเคมีมาก เวลาใช้ไปนานๆ สีจะซีดลง แต่สีธรรมชาติ
ถึงแม้จะผ่านมาหลายปคี วามเข้มข้นของสียังคงสภาพเดิมและในบางสีย้อมจากวัสดุธรรมชาติบางชนิด เม่ือระยะเวลา
ผ่านไปกลับมีลักษณะสีเข้มข้ึน สีท่ีได้จากธรรมชาติของไทยน้ันส่วนมาก จะได้จากต้นไม้ เปลือก แก่น ราก ดอก ใบ
และผล ปัจจบุ ันมีการต่ืนตัวเก่ียวกับอันตรายจากการใช้สีสังเคราะห์ ทาให้หันมาสนใจการใช้สีธรรมชาติ ซึ่งไม่ส่งผล
ต่อผู้ย้อมและผู้ใช้ และยังเป็นการช่วยอนุรักษ์ส่ิงแวดล้อม การย้อมสีธรรมชาติเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน
ท่ีเกือบจะสูญหายไป พร้อมกับการพัฒนาอุตสาหกรรมสิ่งทอ ซ่ึงใช้สารเคมีในการย้อม แต่ในประเทศไทยยังมีผู้รู้
ผสู้ บื สาน และพัฒนาองค์ความรใู้ นการย้อมสธี รรมชาติใหเ้ ปน็ ทยี่ อมรบั ของสังคมกนั อยา่ งแพรห่ ลาย ทง้ั ในระดับบุคคล
ระดบั ชุมชนโดยไดร้ ับการสนบั สนุนจากหนว่ ยงานของรัฐและสถาบันการศกึ ษา
เพ่ือให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วมของเยาวชน ประชาชน และชุมชนในการพัฒนาผลิตภัณฑ์
มีการสร้างเครือข่ายขยายวงให้กว้างมากข้ึน จึงเล็งเห็นความสาคัญเพื่อพัฒนาคุณภาพของการย้อมสีผ้าฝ้าย
ด้วยวัสดุธรรมชาติ ให้มีเฉดสีหลากหลายและมีความคงทนของสี เพื่อสร้างความสวยงามให้แก่ผลงานทาให้
ผลิตภัณฑ์เกิดกระแสความนิยม เพ่ิมยอดการจาหน่าย ส่งผลให้เศรษฐกิจของชุมชนดีขึ้น สร้างให้เป็นชุมชน
ที่มุ่งเน้นการอยู่ร่วมกับส่ิงแวดล้อม แบบดูแลซึ่งกันและกัน ซ่ึงในอนาคตสามารถเป็นตัวอย่างของแนวทาง
ในการพฒั นาของชมุ ชนอีกต่อไป
จ า ก ก า ร ศึ ก ษ า ค ว า ม เ ป็ น ม า ใ น ก า ร ย้ อ ม ผ้ า ด้ ว ย สี ธ ร ร ม ช า ติ ข อ ง ป่ า ชุ ม ช น บ้ า น ห น อ ง คู
ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2563 ที่ผ่านมา เพื่อพัฒนาให้เกิดความหลากหลายของสีย้อมผ้าโดยวิธีธรรมชาติ
ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564 ศูนย์ส่งเสริมวนศาสตร์ชุมชนท่ี 10 (ขอนแก่น) จึงได้ทาการศึกษาเก่ียวกับเทคนิค
การย้อมผ้าด้วยสีธรรมชาติ โดยการสกัดสีจากส่วนต่างๆ ของพืช มาสกัดให้เกิดสี ซ่ึงเราจะศึกษาการทาให้เกิด
ความหลากหลายของสี โดยการใช้สารช่วยย้อมท่ีกาหนดไว้จานวน 5 ชนิด นามาเป็นส่วนผสมทาให้เกิด
ความหลากหลายของสี กอ่ ใหเ้ กดิ ความต่างสี เพ่อื ใหค้ นในชุมชนนาไปใชใ้ นการพัฒนาต่อยอดสรา้ งรายไดต้ ่อไป
วตั ถปุ ระสงค์
1. ศกึ ษาข้อมูลการยอ้ มสี
2. ศึกษาวัตถุดิบทท่ี าให้เกิดสธี รรมชาติ โดยการสกัดจากสว่ นตา่ งๆ ของพืช จานวน 5 ชนิด
3. ศกึ ษาการสร้างเฉดสีดว้ ยสารช่วยยอ้ ม
2
ขอบเขตกำรศกึ ษำ
1. ศกึ ษาข้อมูลของวัตถดุ ิบ (ลักษณะพเิ ศษ รวมถึงประโยชนข์ องวตั ถุดิบ) จานวน 5 ชนดิ
2. ศึกษาวธิ ีการ รวมถึงขัน้ ตอนในการสกัดสี
3. ศกึ ษาการสรา้ งเฉดสีด้วยสารชว่ ยย้อม (วิธีการผสมสกี บั สารช่วยยอ้ ม) จานวน 5 ชนดิ
วิธกี ำรศึกษำ
1. ศึกษาข้อมลู ของวตั ถดุ ิบ (ลักษณะพิเศษ รวมถงึ ประโยชนข์ องวตั ถดุ บิ ) จานวน 5 ชนดิ
2. ศกึ ษาวิธกี าร รวมถึงขน้ั ตอนในการสกัดสี
3. ศึกษาการสร้างเฉดสดี ว้ ยสารชว่ ยยอ้ ม
3
บทที่ 2
ผลกำรศึกษำ
1. ศึกษำขอ้ มูลกำรยอ้ มสี
การย้อมสีเป็นกระบวนการท่ีสาคัญข้ันตอนหน่ึงของงานส่ิงทอ และสีที่ใช้กันมาเป็นเวลานาน
จนถึงปัจจุบันก็คือ สีที่ได้จากวัสดุธรรมชาติ ได้แก่ จากพืชและสัตว์ เป็นสีธรรมชาติจากภูมิปัญญาชาวบ้าน ซ่ึง
สามารถหาไดใ้ นพน้ื ที่ อกี ท้ังกรรมวธิ ีการสกดั สีหรอื การผลติ สเี ปน็ เรอื่ งของการเรยี นรทู้ ีส่ ืบต่อกันมาต้ังแตบ่ รรพบุรุษ
ตกทอดมายังลูกหลานและยงั คงอนุรักษ์ สบื สาน ต่อยอดเพื่อดารงไว้ ซ่ึงความรู้ ดั้งเดิมให้ยั่งยืนตลอดไป ปัจจุบันมี
การสง่ เสรมิ การใช้สธี รรมชาติเพิ่มมากข้นึ เนือ่ งจากมีผลกระทบตอ่ ส่งิ แวดลอ้ มไม่รนุ แรง
สีสงั เคราะหห์ รอื สเี คมี เป็นสีท่ีได้จากนกั วทิ ยาศาสตร์นาเอาสารเคมีต่างๆ มาทาปฏิกิริยากันหรือ
เกิดจาการสงั เคราะหข์ ึน้ ในหอ้ งปฏิบัติการ การใช้สีสังเคราะห์มีผลเสียหายหลายประการ เช่น ทาให้เกิดมลพิษสูง
ในกระบวนการผลิต น้าท้ิงที่เกิดจากการย้อมเคมีทาให้ดินและน้าเสีย ส่งผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อม สีเคมี
มีหลายชนิดเมื่อสลายตัวจะมีพิษต่อผิวหนัง สีเคมี มีมากมายหลายเฉดสีและคุณภาพของสี มีราคาแตกต่างกัน
ตามคณุ ภาพของสี ปัจจบุ นั พบว่าสีเคมีบางชนิดเป็นอันตรายตอ่ ทั้งผูย้ อ้ มและผูใ้ ช้ผลิตภัณฑ์ ในประเทศไทย ยังคงมี
การใช้สีเคมใี นงานยอ้ มระดบั อุตสาหกรรมขนาดเล็กในครวั เรือน ทั้งนีเ้ นื่องจากต้นทุนของราคาของสีต่าและยังไม่มี
กฎหมายท่ีเกี่ยวข้องบังคับใช้ ตลอดจนขาดความรู้ความเข้าใจของผู้ประกอบการ ทาให้มีการใช้ที่ไม่เหมาะสม
ซงึ่ หากปลอ่ ยทิ้งไว้และไมม่ กี ารจัดการทไี่ ม่ดพี อ อาจจะส่งผลกระทบต่อธรุ กจิ สงิ่ ทอพืน้ บา้ น
สจี ากธรรมชาติ เป็นสีท่ีได้จากแหล่งในธรรมชาติ ได้แก่ พืช สัตว์ และแร่ธาตุ สีชนิดนี้เกิดข้ึนมา
โดยกระบวนการตามธรรมชาติ ซ่ึงเช่ือกันว่าไม่ก่อใก้เกิดภาวะมลพิษใดๆ เมื่อนาไปใช้ย้อม น้าท้ิงท่ีได้
ก็ประกอบด้วยสารธรรมชาติท่ีสลายตัวได้ง่าย และสารท่ีเกิดจากการสลายยังมีความเป็นพิษต่าหรือไม่มีความเป็นพิษ
ต่อสภาวะแวดล้อม และสีที่ได้จากธรรมชาติรวมทั้งสารท่ีเกิดขึ้นจากการสลายตัวของมันยังมีความเป็นพิษต่า
ต่อผวิ หนังหรอื สขุ ภาพผูใ้ ช้งาน ข้อด้อยท่ีสาคัญของสีธรรมชาติ ได้แก่ ปริมาณของตัวสีในวัสดุให้สีมีน้อย ส่งผลให้
ย้อมสีได้ไม่เข้ม เมื่อย้อมสิ่งทอไปแล้ว สีซีดง่าย โดยเฉพาะเมื่อโดนแสง การย้อมกลับมาให้เป็นสีเดิมทาได้ยาก
และในกรณีที่แหลง่ ตามธรรมชาติที่ให้สีหมดไป ทาให้ขาดแคลนวสั ดสุ ี
ในประเทศไทย ส่วนใหญ่แหล่งของสีจากธรรมชาติท่ีมีการนามาใช้ประโยชน์มากที่สุดคือ พืช
ส่วนต่างๆ ของพืชท่ีให้สีได้แก่ เปลือกราก ลาต้น เปลือกต้น แก่นไม้ ใบ ดอก ผล และเมล็ด สีจากสัตว์เป้นสีที่ได้
จากแมลง เช่น ครั่ง ซึ่งพบมากในประเทศไทยนั้น เป็นสีในกลุ่มท่ีให้สีแดงซึ่ งขับออกมาจากตัวแมลง
Lacciferalacca นิยมใช้ย้อมไหมและขนสัตว์ และใช้เป็นสีผสมอาหาร สีจากจุลินทรีย์พบมากในรา ยีสต์และ
4
แบคทีเรีย ความรู้และข้อมูลเกี่ยวกับการใช้สีย้อมธรรมชาติท่ีได้จากพืชและสัตว์ได้ถูกบันทึกไว้ในเอกสารต่างๆ
รวมทั้งถ่ายทอดด้วยปากเปล่าสืบมาจนถึงปัจจุบัน เช่น บันทึกของพิพิธภัณฑ์แห่งชาติเก่ียวกับสีที่ใช้ย้อมผ้า
นอกจากการใช้พชื ชนิดเดยี วมาสกดั เอาสียอ้ มแล้ว ยงั มีการนาพชื หลายชนิดมาผสมกันเพ่ือให้เกิดเฉดสีเพิ่มขึ้น เช่น
แก่นแกแลกับต้นครามใหส้ ีเขียว ใบแคสดกบั ขม้นิ ผงใหส้ ีตองออ่ น ผลหมากสุกกับแก่นแกแลใก้สีกากีแกมเหลือง ใบ
ส้มป่อยกับขม้นิ ให้สีเขยี ว เป็นต้น
สียอ้ มธรรมชำตินนั้ สำมำรถจำแนกตำมแหลง่ ท่ีมำได้ดังนี้
1. สีย้อมธรรมชำติจำกแร่ธำตุ (Mineral Dyes) สีธรรมชาติประเภทน้ีเป็นสีท่ีเกิดจาก
สารประกอบของโลหะ จาพวก เหล็ก โครเมียม ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง โคบอลต์ และนิกเกิล ซึ่งในอดีต
เป็นกลุ่มสีท่ีมีความสาคัญมากแต่ในปัจจุบันไม่ปรากฏแหล่งผลิตและการใช้สีกลุ่มดังกล่าว สาหรับประเทศไทย
ในปัจจุบัน ยังมีการใช้สีธรรมชาติจากแร่ธาตุในการย้อมสีสิ่งทอ คือ สีจากโคลนและดินแดง ซึ่งเป็นวัสดุ
ท่ีมีสารประกอบพวกอลมู ิโนซลิ ิเกต และสารประกอบโลหะอยู่
2. สีย้อมธรรมชำติจำกสัตว์ (Animal Dyes) สีธรรมชาติจากสัตว์ คือ สารสีท่ีได้จากสาร
ท่ีขับออกจาก ตัวสัตว์ หรือตัวสัตว์เอง สาหรับประเทศไทยมีการใช้สีจากแมลง คือ ครั่ง โดยตัวครั่งจะดูดกิน
น้าเล้ียงของตน้ ไม้แล้วขบั สารสแี ดงท่เี รียกว่า ยางครั่ง ออกมาหุ้มรอบตวั เป็นรงั สารสีแดงทถ่ี ูกขับออกมาจากตวั คร่ัง
ดังกล่าวมาน้ีถูกนามาใช้ประโยชน์ ท้ังในการย้อมสิ่งทอ ผสมในอาหาร และใช้ในอุตสาหกรรมหลายประเภท
สาหรบั เสน้ ใยทย่ี ้อมดว้ ยคร่งั คือ ไหม ขนสตั ว์ และฝ้าย เชื่อกันว่าคณุ ภาพของสีทีได้จากการย้อมด้วยคร่ังจะข้ึนกับ
ชนิดของตน้ ไมท้ ี่ ใช้เลยี้ งครั่ง
3. สีย้อมธรรมชำติจำกพืช (Vegetable Dyes) สีย้อมที่ได้จากพืชจัดเป็นกลุ่มสารสีหลัก
ของสยี อ้ มธรรมชาติ โดยเป็นสยี อ้ มท่ไี ดจ้ ากทกุ สว่ นของพืชท้ัง ราก เปลอื ก ลาต้น เน้ือไม้ ใบ ดอก ผล และเมลด็
2. ศกึ ษำขอ้ มลู วัตถดุ บิ
แหลง่ วตั ถุดบิ สธี รรมชำติ ส่วนท่ใี หส้ ี สที ี่ได้
1. ครง่ั (แมลง) ตวั
2. ขนนุ แก่น แดงอมม่วง
3. เพกา เปลือก เหลืองทอง
4. สบู่เลือด กา้ น,ใบ เหลอื งอ่อน
5. ประดู่ เปลอื ก เขียว
น้าตาล
5
วตั ถดุ ิบทที่ ำให้เกดิ สีธรรมชำติ
ช่อื สามญั : คร่ัง
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ : Tachardia lacca Kerr.
ชือ่ วงศ์ : MORACEAE
ช่ือทอ้ งถน่ิ : ครง่ั ดนุ้ , คร่งั ดิบ, จุ้ยเก้ง (จีน)
ลักษณะทั่วไป : คร่ัง คือ ยางหรือชันชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นสารที่ขับถ่ายออกจากตัวแมลงคร่ัง แมลงครั่งจะอาศัยอยู่
ตามกง่ิ ไมท้ ใี่ ชเ้ ลย้ี งครัง่ และใช้ปากซ่งึ มีลักษณะเปน็ ปากดูดเจาะเขา้ ไปในกิง่ ของต้นไม้เพ่ือดูดน้าเล้ียงมาเป็นอาหาร
และขับถ่ายครั่งออกมาจากภายในตัวคร่ังตลอดเวลาเพื่อห่อหุ้ มตัวเป็นเกราะป้องกันอันตรายจากสิ่งภายนอก
มลี กั ษณะนิม่ เหนยี วสีเหลืองทอง เมอ่ื ถกู อากาศนานเขา้ จะแข็งและมสี ีนา้ ตาล ครงั่ ท่ีเกบ็ ได้จากต้นไม้เรียกว่าครั่งดิบ
ซง่ึ มสี ว่ นประกอบท่สี าคญั คอื เรซนิ ขี้ผง้ึ สี ซาก ตวั ครั่ง และสารอ่ืน ๆ ส่วนท่ีใช้เป็นประโยชน์ในทางอุตสาหกรรม
คอื สคี รงั่ และเน้ือครัง่ พืชทใ่ี ชเ้ ลย้ี งครง่ั จามจุรี พทุ รา สะแกนา ปนั แถ สีเสียดออสเตรเลีย การเลี้ยงครั่งเพ่ือให้ได้
ผลผลิตสูงนั้น แมลงคร่ังจะเกาะทารังมาก ซึ่งทาให้สามารถกะเทาะคร่ังดิบได้มาก และมีคุณภาพจะข้ึนกับปัจจัย
หลายอย่าง เช่น ชนดิ ของต้นไม้ อายุของต้นไม้และอายุของกิง่ จานวนคร่งั ทปี่ ล่อยพนั ธุ์ครงั่ ฤดูทีเ่ ลี้ยงครั่ง ศัตรูของ
ครั่ง ตลอดจนประสบการณข์ องผเู้ ลี้ยงเอง
6
การใช้ประโยชน์ในการย้อมผ้า : การนาครั่งมาใช้ประโยชน์ในครอบครัวและในทางอุตสาหกรรมได้กระทามานาน
แล้วในอดตี โดยใช้สแี ดงจากครั่งเป็นสมุนไพรสาหรับรักษาโรคโลหิตจาง นอกจากน้ียังใช้เป็นสีย้อมผ้า การใช้ยาง
คร่ังได้มีหลักฐานปรากฏเมื่อสี่ร้อยกว่าปีมาแล้ว ในระยะแรกมีการนายางคร่ังมาทาให้บริสุทธ์ิและนามาตกแต่ง
เครื่องใช้ เครื่องเรือนให้สวยงาม ปัจจุบันได้มีการค้นคว้าวิจัยการใช้ประโยชน์จากยางครั่งมากมาย และสามารถ
พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์คร่ังเพื่อประโยชน์ทางอุตสาหกรรมและอ่ืน ๆ สีจากคร่ังได้จากการสกัดน้าล้างคร่ัง โดย
สารละลายด่างชนิดอ่อน เช่น โซเดียมคาร์บอเนต หรือ โซเดียมไบคาร์บอเนต เมื่อแยกเอาส่วนท่ีไม่ละลายออก
เหลือแตน่ ้าครั่งแล้วเอาไปเค่ยี วให้แห้ง ผึ่งและบดเป็นผงนาไปใช้ได้สีจากคร่ังน้ีใช้ย้อมผ้า ย้อมขนสัตว์ และใช้ผสม
ปรุงอาหารและขนม จากการวเิ คราะห์ทางวิทยาศาสตรพ์ บว่า สจี ากคร่งั ไม่เปน็ พิษแก่รา่ งกายแต่อยา่ งใด
7
ชอ่ื สามญั : ขนนุ
ช่ือวิทยาศาสตร์ : Artocarpus heterophyllus Lam.
ช่อื วงศ์ : MORACEAE
ชอื่ ท้องถ่นิ : ขะนู (จนั ทบุร)ี , นะยวยซะ (กาญจนบุร)ี , เนน (นครราชสีมา), ซีคึย ปะหนอ่ ย หมากกลาง (แม่ฮ่องสอน),
นากอ (ปัตตานี), มะหนุน (ภาคเหนือ ภาคใต้), ลาน ล้าง (ภาคเหนือ), หมักหม้ี (ตะวันออกเฉียงเหนือ) และช่ืออื่นๆ
เช่น ขะเนอ, ขนู,นากอ, มะยวยซะ เป็นตน้
ลกั ษณะทวั่ ไป : ไม้ต้นขนาดใหญ่ สงู 15 – 30 เมตร ลาตน้ และก่ิงเมื่อมีบาดแผลจะมีน้ายางสีขาวข้นคล้ายน้านมไหล
ใบเป็นใบเดยี่ ว เรียงสลบั แผน่ ใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร ปลายใบทู่ ถึงแหลม โคนใบ
มน ผวิ ในดา้ นบนสเี ขยี วเข้มเปน็ มัน เนื้อใบหนาผิวใบดา้ นล่างจะสากมอื ดอกเป็นช่อแบบช่อเชิงสดแยกเพศอยู่รวมกัน
ดอกเพศผู้เรียกว่า “ส่า” มักออกตามปลายก่ิง ดอกเพศเมียจะออกตามกิ่งใหญ่และตามลาต้นยอดเกสรเพศเมีย
เปน็ หนามแหลม ส่วนของเนื้อทีร่ บั ประทานเจริญมาจากกลีบดอก ส่วนซงั คือ กลบี เล้ียง ผลเป็นผลรวมมีขนาดใหญ่
การใชป้ ระโยชน์ในการย้อมผา้ : ส่วนของต้นขนุนท่ีสามารถนามาใชใ้ นงานย้อมสี คอื แกน่ ตน้ โดยนามาสับเป็นชิ้นเล็ก
และตากให้แห้ง เม่อื ต้องการสกัดน้าสีให้นามาต้มกับน้าโดยใช้อัตราส่วน 1 : 10 เส้นฝ้าย 1 กิโลกรัมต้องใช้แก่นขนุน
แหง้ 3 กิโลกรมั ตม้ นาน 1 ช่วั โมง กรองใช้เฉพาะน้า นาเสน้ ฝา้ ยมายอ้ มดว้ ยกรรมวิธีย้อมร้อนนาน 1 ช่ัวโมง หลังย้อม
นาเสน้ ฝ้ายที่ผ่านการยอ้ มมาแช่ในสารละลายสารช่วยตดิ สีสารสม้ และจนุ สี เสน้ ฝ้ายท่ผี ่านการแช่สารส้มจะมสี ีเหลอื ง
8
ชื่อสามัญ : เพกา
ชอ่ื วทิ ยาศาสตร์ : Oroxylum indicum (L.) Kurz
ชื่อวงศ์ : BIGNONIACEAE
ชอ่ื ทอ้ งถนิ่ : ล้นิ ฟ้า (เลย, ภาคอีสาน), กาโด้โด้ง (กาญจนบุรี), ดุแก ดอก๊ะ ด๊อกก๊ะ (แม่ฮ่องสอน), เบโด (จังหวัด
นราธิวาส), มะลนิ้ ไม้ มะลดิ ไม้ ลิดไม้ (ภาคเหนอื ), โชยเตียจวั้ (จนี ) เปน็ ตน้
ลักษณะท่ัวไป : ไมย้ ืนต้นขนาดกลาง สงู 5-12 เมตร เน้ืออ่อน แตกก่ิงก้านน้อย ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกสาม
ชั้นขนาดใหญ่ เรียงตรงข้ามแน่นบริเวณปลายกิ่ง ใบย่อยรูปไข่หรือรูปไข่แกมรี ปลายใบแหลม ดอกออกเป็นช่อ
ที่ปลายยอดเป็นกลมุ่ ก้านชอ่ ดอกยาว ตง้ั ดอกยอ่ ยมีขนาดใหญ่ กลบี ดอกสีเหลืองนวลหรือแกมเขียว ส่วนโคนกลีบ
มีสีม่วงแดง หนา ย่น ดอกจะบานกลางคืนหรืรุ่งเช้า ผลเป็นฝักรูปดาบแบนขนาดใหญ่สีน้าตาล เมื่อแก่จะแตก
ตามยาวภายในมเี มล็ดแบนสขี าวมีปีกบาง
การใช้ประโยชน์ในการย้อมผ้า : ลอกเอาเฉพาะเปลือกต้นด้านใน นามาสับเป็นชิ้นเล็กๆ สารสกัดสีจากเปลือกต้น
เพกา สามารถใช้ได้ท้ังท่ีเป็นเปลือกสด โดยใช้อัตราส่วนต่อน้า 1 : 2 และเปลือกแห้งอัตราส่วนต่อน้า 1 : 10
สามารถใช้ย้อมสเี สน้ ฝา้ ยได้ 1 กโิ ลกรมั ในการสกดั สีจากเปลือกต้นเพกาสามารถทาได้หลายวิธีและการใช้สารช่วย
ตดิ สตี ่างกันก็จะได้เส้นฝ้ายท่ีมีเฉดสีแตกต่างกัน ได้แก่ การสกัดสีโดยใช้เปลือกสดต้มกับน้า และใช้สารส้มในขณะ
ยอ้ ม ยอ้ มดว้ ยกรรมวิธีย้อมร้อน ได้เส้นฝ้ายสีเหลืองสดใส ถ้าต้องการสีของเส้นฝ้ายออกไปทางโทนสีเขียว ควรใส่
สารติดสีจาพวก โซเดียมคาร์บอเนต น้าสนิมเหล็ก และจุนสีลงไปในขณะย้อม หรือแช่สารช่วยติดสีหลังการย้อม
นาน 15 นาที เส้นไหมทแ่ี ชจ่ นุ สีไดส้ ีนา้ ตาลเขียว ส่วนเสน้ ฝ้ายท่ีแชส่ ารสม้ ได้สเี หลอื ง
9
ชอื่ สามัญ : สบเู่ ลือด
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Jatropha gossypifolia L.
ชอื่ วงศ์ : EUPHORBIACEAE
ช่ือทอ้ งถิน่ : ละห่งุ แดง, สบูแ่ ดง (ภาคกลาง); สบ่เู ลอื ด, สลอดแดง, สลี อด, หงษเ์ ทศ (ปตั ตาน)ี
ลกั ษณะท่ัวไป : เปน็ ไม้พุม่ ใบเด่ียว มลี ักษระคล้ายฝา่ มือ มี lobe ลกึ จานวน 2-3 lobe ลาต้นสีเทา กา้ นใบ เสน้
ใบ และใบอ่อนมสี แี ดง ใบแก่มสี เี ขียว มขี น ออกดอกเป็นช่อ ทป่ี ลายยอด ดอกเป็นชนิด cyathium สีแดง ผลแก่สี
เหลอื ง เมื่อแก่เตม็ ที่จะแตก ภายในมีเมล็ดสีนา้ ตาล 3 เมลด็
การใช้ประโยชน์ในการย้อมผ้า : สบู่เลือดเป็นพืชชนิดใหม่ที่นามาทดลองใช้ย้อมสีเส้นฝ้าย จากข้อสังเกตุเดิมท่ีใบ
อ่อนมีสีแดง ถ้านาใบส่วนน้ีมาย้อมเส้นฝ้ายน่าจะออกเป็นโทนสีชมพูหรือแดง จากการทดลองย้อมพบว่าเส้นฝ้าย
ท่ไี ดเ้ ป็นสเี หลอื งอมน้าตาลอ่อน แตเ่ ม่อื นามาแช่ในสารละลายจนุ สี กลับไดเ้ ส้นไหมสีเขียวท่ีมีความคงทนต่อการซัก
เส้นฝ้ายสีเขยี วท่ไี ด้จากการย้อมในสธี รรมชาตินน้ั เปน็ สีทพ่ี บไดน้ ้อย ส่วนใหญ่ผ้ยู อ้ มสธี รรมชาตจิ ะใช้สีครามร่วมกับ
พชื ท่ใี หส้ ีเหลือง การยอ้ มสเี ส้นฝา้ ยดว้ ยใบสบู่เลือดใช้ใบอ่อนส่วนยอดท่ีมีสีแดง นามาสกัดสีโดยใช้อัตราส่วนต่อน้า
1 : 2 ต้มนาน 1 ช่ัวโมง กรองใช้เฉพาะน้า นาน้าสีท่ีได้ไปย้อมเส้นฝ้ายโดยใช้กรรมวิธีย้อมร้อน นาน 1 ช่ัวโมง
จากน้ันนาเสน้ ฝ้ายที่ผ่านการย้อมมาแช่ในสารละลายช่วยในการติดสี เช่น จุนสี น้าสนิมเหล็ก และน้าด่างปูนขาว
ให้สเี สน้ ฝ้ายในโทนสีเขียว ถ้าต้องการเส้นไหมโทนสีน้าตาล ให้นาเส้นฝ้ายที่ผ่านการย้อมมาแช่ในน้ามะขามเปียก
หรอื โซเดียมคารบ์ อเนต
10
ชือ่ สามญั : ประดู่
ชื่อวทิ ยาศาสตร์ : Pterocarpus macrocarpus Kurz.
ชอ่ื วงศ์ : LEGUMINOSAE-PAPILIONOIDEAE
ช่ือท้องถ่ิน : ประดู่เสน (ราชบุรี, สระบุรี), ดู่ ดู่ป่า (ภาคเหนือ), ประดู่ ประดู่ป่า (ภาคกลาง), จิต๊อก (ฉาน-
แม่ฮอ่ งสอน), ตะเลอ เตอะเลอ (กะเหร่ยี ง-แมฮ่ อ่ งสอน), ฉะนอง (เขมร) เปน็ ต้น
ลกั ษณะท่ัวไป : ไม้ผลัดใบขนาดใหญ่ สงู ประมาณ 20 เมตร เปลอื กนอกสนี า้ ตาลเทา หนาแตกหยาบๆ เป็นร่องลึก
เรอื นยอดรูปคล้ายทรงกระบอก ใบเปน็ ใบประกอบแบบจนนก มีใบย่อย 7-13 ใบ รูปร่างใบเปนรูปขอบขนานแกม
รูปไข่ ผิวใบเกล้ยี ง โคนใบกวา้ งมนกลมและเรียงไปทางปลายใบ ดอกออกเป็นข่อตามซอกใบใกล้ยอด ผลเป็นแผ่น
กลมแบนมปี กี โดยรอบ มเี มลด็ เดีย่ วอยูก่ ลางผลเมอ่ื แก่จะเป็นสนี ้าตาล
การใช้ประโยชน์ในการย้อมผ้า : ประดู่ สามารถใช้เปลือกและแก่นต้นมาใช้ในกรย้อมสีเส้นฝ้ายได้ ปัจจุบันแก่น
ประดู่ ค่อนข้างจะหายากจึงนิยมใช้เฉพาะส่วนของเปลือกต้นด้านในมาใช้ในการย้อมสีเส้นฝ้าย โดยลอกเอาเฉพาะ
เปลือกต้นด้านในนามาสบั เป็นชิน้ เลก็ ๆ ตากให้แห้ง เปลอื กประดแู่ หง้ 3 กโิ ลกรมั สามารถย้อมสีเส้นฝ้ายได้ 1 กิโลกรัม
ต้มสกดั สกี บั น้าในอัตราสว่ น 1: 10 นาน 1 ช่ังโมง กรองใช้เฉพาะน้านาน้าสีไปย้อมเส้นฝ้ายด้วยกรรมวิธีการย้อมร้อน
นาน 1 ชว่ั โมง หลังจากนน้ั นาเสน้ ฝ้ายทผี่ ่านการยอ้ มมาแชใ่ นสารละลายสารชว่ ยตดิ สีจุนสีไดเ้ สน้ ฝ้ายสีน้าตาลเขม้
11
3. ศกึ ษำวธิ ขี นั้ ตอนในกำรสกดั สี
กรรมวิธกี ารสกัดสหี รือการผลิตสีทาได้ 2 วิธี คือ
1) การสกัดสีดว้ ยวธิ ีที่เรียกว่า การย้อมร้อนหรือสกัดสีด้วยความร้อนคือการนาส่วนของพืชพันธุ์
ไม้ หมักหรือแช่น้าทิ้งไว้ก่อนนาไปต้มความร้อนเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้น้าสีที่อยู่ในส่วนของพืชพันธ์ุนั้นๆ ออกมา
พชื พันธุไ์ ม้ทส่ี ามารถสกดั น้าสีด้วยวิธกี ารย้อมรอ้ น เช่น แกน่ ขนุน เปลือกเพกา เปลอื กประดู่ ใบสบดู่ า เปน็ ตน้
2) การสกดั สดี ว้ ยวิธีทเ่ี รยี กวา่ การย้อมเย็นคอื การนาสว่ นของพืชพันธุ์ไม้ หมักหรือแช่น้าท้ิง
ไว้ และให้แสงแดดเปน็ ตัวเรง่ ปฏกิ ริ ิยาให้น้าสีท่ีอยู่ในส่วนของพืชนั้นๆ ออกมา พืชพันธุ์ไม้ ท่ีสามารถสกัดน้าสีด้วย
วิธี การย้อมเยน็ เชน่ คร่ัง เป็นต้น ทัง้ น้ชี าวบ้านหรือช่างทอจะรู้ด้วยสัญชาตญาณวา่ สีจากพืชชนดิ ไหนควรใช้วิธีการ
ย้อมร้อนหรือวธิ กี ารย้อมเย็น
กรรมวิธีการสกัดสีดว้ ยความรอ้ น
การสกดั สีด้วยความร้อนหรอื ทีเ่ รยี กว่า การยอ้ มร้อน มีวิธกี ารดังน้ี
1. การเตรยี มวสั ดุ อุปกรณ์ ไดแ้ ก่
1.1 วตั ถดุ บิ ใหส้ ีในโทนท่ีตอ้ งการ เช่น ใบไม้ เปลือกไม้ แก่นไม้ เปน็ ตน้
1.2 มดี สาหรับห่นั สบั วตั ถดุ ิบเป็นชนิ้ เล็ก ๆ
1.3 หมอ้ หรอื กะละมงั ขนาดใหญ่ สาหรบั ต้มสกัดน้าสี
1.4 ไมพ้ าย หรือไมด้ ้ามยาว สาหรบั คนขณะต้มสกัดนา้ สี
1.5 ผ้าขาวบางหรือผ้าโปรง่ สาหรบั กรองแยกนา้ สีกบั วัตถุดบิ
2. การต้มสกดั สี
2.1 การตม้ สกัดสีจากเปลือกไม้ แก่นไม้ ให้สับ ตัด หรือซอยให้เป็นชิ้นเล็ก ๆ ก่อนนาไป
แชน่ ้า เพอ่ื ใหเ้ ศษไม้ต่างๆ นมิ่ และสามารถสกดั สที ี่อยู่ภายในออกมาได้งา่ ยขึ้น จากนัน้ นาลงใสห่ ม้อต้ม
2.2 การต้มสกัดสีจากดอก ใบ ผล หรือเมล็ด ให้นามาสับ ขยา หรือ โขลกให้ละเอียด
กอ่ นนาไปแช่นา้ ประมาณ 1 ช่ั วโมง จากนั้นนาลงใสใ่ นหมอ้ ต้ม ในการ สกดั น้าสีสาหรับการย้อมและนาเส้นใยหรือ
ผ้าลงไปย้อมต้องมีตัวทาปฏิกิริยา ท่ีเรียกว่า สารช่วยติด หรือสารช่วยย้อมซึ่งก็คือ วัตถุดิบธรรมชาติ ที่จะมาช่วย
เพ่ิมและเปล่ียนสีให้ได้ เฉดสีท่ีหลากหลายข้ึนจากเดิมแต่ละชนิดจะทาให้เส้นใยหรือผ้าท่ีนามาย้อมเปล่ีย นเป็นสี
ท่ตี า่ งกันออกไปอาจเข้มขนึ้ จางลง หรอื เปลย่ี นเป็นสีอ่นื ทีย่ ังคงอยใู่ นโทนสีเดิมขึ้นอยูก่ ับคณุ สมบตั ขิ องสารดงั กล่าว
3. วธิ ที าผา้ ย้อมเย็น
3.1 นาสีท่สี กัดได้ผสมนา้
3.2 จ่มุ เส้นฝ้ายลงไปในนา้ สี
3.3 ผึ่งลมให้สีแห้ง
12
3.4 นาฝ้ายทแี่ ห้งไปแช่ในโซเดยี มซิลเิ กตทิ้งไว้ 1 คนื เพ่ือทาให้สีตดิ ทนนานและไมล่ อก
3.5 นากลบั มาซักอีกรอบ กจ็ ะได้ฝ้ายย้อมสวย ๆ
สีธรรมชาติคือสีท่ีสกัดได้จากวัตถุดิบท่ีมาจาก พืช สัตว์ และแร่ธาตุต่างๆ ซ่ึงเกิดข้ึนจาก
กระบวนการตามธรรมชาติ แหล่งวัตถุดบิ ของสีธรรมชาติสามารถหาได้จากต้นไม้ ใบไม้ และจากบางส่วนของสัตว์
หลายชนิด สามารถให้สีสันตามท่ีเราต้องการ และด้วยกรรมวิธีการผลิตท่ีแตกต่างกันทาให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้มี
ความสวยงามและสีสันท่ีหลากหลาย หนึ่งในผลิตภัณ์ที่นิยมมากคือ สีย้อมผ้า แหล่งวัตถุดิบสา หรับสีย้อม
ผ้าธรรมชาติท่มี ักนามาใชก้ ันมกั เป็น พืช สัตวแ์ ละแร่ธาตทุ ่ีมอี ยู่ในแต่ละท้องถ่ิน เพื่อการนาทรัพยากรท้องถ่ินมาใช้
ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและเป็นการถ่ายทอดภูมิปัญญาในท้องถิ่น และแหล่งวัตถุดิบที่เป็นพืชและสัตว์ที่นิยม
นามาใชท้ าสีธรรมชาตใิ นการยอ้ มสีผ้า เรานามา 5 ชนิด ไดแ้ ก่ คร่งั แกน่ ขนนุ เพกา สบเู่ ลอื ด ประดู่ ซึ่งแต่ละชนิดมี
ขน้ั ตอนในการสกัดสีดงั น้ี
1. ครั่ง
1.1 เตรยี มคร่งั ดบิ 1 กิโลกรมั
13
1.2 บดครง่ั ให้ละเอยี ด
1.3 นาครง่ั ที่บดแล้วมาผสมกับน้าร้อน 5 ลติ ร
14
1.4 กรองน้าครง่ั
1.5 นานา้ ที่ไดจ้ ากกรองครงั่ มาตม้
15
1.6 เตรยี มเสน้ ฝ้ายเพื่อทาการย้อม
1.7 รอใหน้ า้ คร่งั เดือดประมาณ 100 องศาเซลเซียส แล้วนาฝ้ายทเ่ี ตรียมไวล้ งมาแชไ่ ว้ 20 นาที
16
1.8 ตากฝา้ ยใหแ้ หง้ ซง่ึ คร่งั จะให้สีแดงอมมว่ ง
17
2. แก่นขนุน
2.1. เตรยี มแก่นขนุน 1 กิโลกรัม
18
2.2. สบั แกน่ ขนนุ ใหเ้ ปน็ ชิ้นเลก็ ๆ
2.3 นาเปลอื กขนนุ ลงไปตม้ ในน้า ปรมิ าณ 5 ลิตร ตม้ จนเดือดทอ่ี ุณหภูมิ 100 องศาเซลเซยี ส
19
2.4 นาฝา้ ยทีเ่ ตรียมไวล้ งไปยอ้ มและแชท่ ง้ิ ไว้ 20 นาที
2.5 ตากฝา้ ยใหแ้ หง้ ซ่งึ แกน่ ขนุนจะให้สเี หลอื ง
20
3. เพกา
3.1. เตรยี มเปลอื กเพกา 1 กิโลกรมั
21
3.2 สบั เปลือกเพกาให้เป็นช้นิ ๆ
3.3 นาเปลือกเพกาไปต้มกบั น้าปริมาณ 5 ลติ ร
22
3.4 รอใหน้ า้ เดือดท่ีอุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส แล้วนาฝา้ ยท่ีเตรยี มไว้ลงมายอ้ ม แช่ทง้ิ ไว้ 20 นาที
3.5 ตากฝา้ ยใหแ้ หง้ ซงึ่ เพกาจะให้สีเหลอื งอ่อน
23
4. สบเู่ ลอื ด
4.1 เตรียมสบูเ่ ลือด 1 กโิ ลกรมั
24
2. เพกำ
4.2 นาก้านและใบสบู่เลอื ดลงไปตม้ ในน้า ปริมาณ 5 ลติ ร ต้มจนเดือดทอี่ ุณหภูมิ 100 องศาเซลเซยี ส
4.3 ฝ้ายที่เตรยี มไว้ลงมายอ้ ม แช่ทิ้งไว้ 20 นาที แลว้ นาไปตาก
25
3. สบเู่ ลือด
4.4 ตากฝา้ ยใหแ้ ห้ง ซงึ่ สบู่เลอื ดจะให้สเี ขียวข้มี ้า
4. มะมว่ งป่ำ
26
5. ประดู่
5. ฟกั
5.1 เตรยี มเปลอื กประดู่ 1 กิโลกรัม
6. คณู
27
5.2 สบั เปลือกประด่ใู หเ้ ปน็ ชิน้ ๆ
5.3. นาเปลอื กประด่มู าผสมกบั นา้ ปรมิ าณ 5 ลติ ร
28
5.4 รอให้น้าเดอื ดประมาณ 100 องศาเซลเซียส แลว้ นาฝา้ ยที่เตรียมไวล้ งมาแชไ่ ว้ 20 นาที
5.5 แช่ฝา้ ยไว้ 20 นาที
29
5.6 ตากฝา้ ยใหแ้ หง้ ซ่งึ ประดู่จะใหส้ ีนา้ ตาล
30
4. ศึกษำกำรสร้ำงเฉดสดี ้วยสำรช่วยยอ้ ม
สารช่วยย้อม เป็นสารท่ีช่วยให้สีติดกับเส้นใยขณะทาการย้อมได้ดีข้ึนและช่วยปรับเฉดสี
ใหเ้ ปล่ยี นไปจากเดมิ เม่ือแรกเรมิ่ ใชม้ ูลหรือปัสสาวะสัตว์ เป็นสารกระตุ้นสีโดยการเทลงในถังย้อม ปัจจุบันมีการใช้
ทง้ั สารที่ไดจ้ ากธรรมชาติ และสารเคมีเส้นใยธรรมชาตจิ ากพชื แต่ละชนิดทน่ี ามาย้อมสี และความคงทนต่อการขัดถู
หรือแสงแดดไมเ่ ทา่ กันข้ึนอย่กู บั องค์ประกอบภายในของพืชและชนิดของเส้นใยท่ีนามาย้อม ดังน้ันจึงมีการใช้สาร
ช่วยตดิ ตา่ งๆ เปน็ ตวั ชว่ ยทาใหเ้ สน้ ใยดูดซบั สีให้สีเกาะเส้นใยได้แน่นข้ึนมีความทนทานต่อแสงและการขัดถูเพ่ิมขึ้น
สารเหล่าน้ีนอกจากจะเป็นตัวจบั ยดึ สี และเพม่ิ การตดิ สใี นเส้นใยแลว้ ยังช่วยเปล่ียนเฉดสีให้เข้มจาง หรือสดใสสว่าง
ขึ้นด้วย ตัวอย่างเช่นการย้อมสีฝ้ายด้วยใบสบู่เลือดสีท่ีได้คือสีเขียวข้ีม้าเม่ือนาฝ้ายที่ได้แบ่งส่วนหน่ึงจุ่มลง
ในสารชว่ ยย้อม (น้าสนิมเหล็ก) จะได้สีเขียวเข้ม ส่วนหน่ึงจุ่มลงในสารช่วยย้อม (น้าปูนใส) จะได้สีเขียวอมเหลือง
และถ้าจุ่มลงในสารช่วยย้อม (น้าโคลน) จะได้สีเขียวเข้ม เป็นต้น ซึ่งเราจะศึกษาการทาให้เกิดความหลากหลาย
ของสี โดยการใช้สารชว่ ยยอ้ มท่กี าหนดไวจ้ านวน 5 ชนิด ไดแ้ ก่ สารสม้ นา้ ปนู ใส น้าด่างขี้เถา้ จุนสี สนิม นามาเป็น
ส่วนผสมทาให้เกิดความหลากหลายของสี ก่อให้เกิดความต่างสี เพ่ือให้คนในชุมชนนาไปใช้ในการพัฒนาต่อยอด
สรา้ งรายได้ตอ่ ไป
31
สารชว่ ยย้อม
1. สารส้ม (มอร์แดนท์อลูมิเนียม) Ammonium alum และ Potassium alum คือ เกลือ
เชิงซอ้ นของสารประกอบทีม่ ี ธาตุ อะลูมิเนียม และ ซัลเฟต เป็นส่วนประกอบหลัก หรือ รู้จักกันในนามว่าสารส้ม
(alum) หรือ ผลึกเกลือท่ีเรารู้จักและคุ้นเคยน้ันเอง จะช่วยจับยึดสีกับเส้นด้ายและช่วยให้สีสด สว่างข้ึนมักใช้กับ
การย้อมสี น้าตาล-เหลือง-เขยี ว
ประเภทของสารส้มสาร แบง่ ออกเปน็ 3 ประเภท คอื
1. เกลือซัลเฟตของอะลูมิเนียมหรืออะลูมิเนียมซัลเฟต [AL2(SO4)3. XH2O] ลักษณะเป็น
กอ้ นผงสขี าว
2. เกลือเชิงซ้อนของโพแทสเซียมหรือโพแทสเซียมอะลั่ม [AL2(SO4)3. K2SO4. 24H2O]
ลกั ษณะเปน็ ผลึกใสไม่มีสี
3. เกลือเชิงซ้อนของแอมโมเนียมหรือแอมโมเนียมอะล่ัม [AL2(SO4)3. (NH4)2SO4.
24H2O] ลักษณะเป็นผลึกใสไม่มีสีอย่างไรก็ตามสารส้ม (alum) ท้ัง 3 ประเภทดังกล่าว นาไปใช้ประโยชน์อย่าง
เดยี วกนั การเติม ammonium และ potassium ลงไปก็เพอื่ ความประสงคอ์ ื่น คือต้องการให้เป็นก้อนผลึกใสและ
บรสิ ุทธ์ิ ย่งิ ข้ึนเน่อื งจากอสุ าหกรรมหลายชนดิ เชน่ การผลติ กระดาษคุณภาพสูง และผสมทาผงฟู เป็นต้น ต้องการ
สารส้ม ทม่ี ีความบรสิ ุทธ์ มากๆ
32
ประโยชน์ : สารส้มนาไปใช้ประโยชน์ได้อย่างกว้างขวางท้ังในอุตสาหกรรมและที่เก่ียวข้องกับ
ผิวหนงั ของคน กล่าวคอื
1 การใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรม สว่ นมากจะใช้ในอุตสาหรรมการประปา รองลง มาได้แก่
อุตสาหกรรมกระดาษ ย้อมผ้า ฟอกหนัง ผสมเป็นยาดับเพลิง สารดับกล่ิน ฟอกสี และ ผสมทาผงฟูใช้ในการทา
ขนมปัง เป็นต้น
2 การใช้เก่ียวข้องกับผิวหนังใช้ดับกล่ินตัวได้ทุกส่วนของร่างกายตามที่ต้องการ โดยเฉพาะ
ที่ใต้วงแขนและเท้า สามารถระงับ กลิ่นได้ 100 % นานถึง 24 ช.ม และหน่วงการเกิดกล่ินได้ไม่ต่ากว่า 10 ช.ม
ใช้ทาหลงั โกนหนวดจะไม่ทาให้เกิดการระคายเคือง ช่วยห้ามเลือดและสมานบาดแผลท่ีเกิดจากมีดโกนบาด หรือ
บาดแผลเล็กน้อยใช้ทาท่ีส้นเท้าจะรักษาและป้องกันส้นเท้าแตกทาแก้คันตามผิวหนังเมื่อถูกยุงกัดหรือคันจาก
สาเหตุอ่นื
คุณสมบัติ : 1 ไม่มีสีและกลิ่น ซึง่ เปน็ คณุ สมบัติท่ีพเิ ศษของมนั เหมาะสาหรบั ผ้ทู ่ีชอบใช้น้าหอม
เพราะจะไมม่ ีกลนิ่ ไปรบกวนหรือหักล้างกลน่ิ น้าหอมที่ใสอ่ ยู่ กล่าวคอื สารดับกลิ่นตวั สว่ นมากจะผสมน้าหอมลงไป
ดว้ ย ทาใหไ้ ปรบกวนกลิน่ ของน้าหอมราคาแพงที่ใสอ่ ยู่
2 ไมเ่ ปอื้ นเสื้อผ้า เพราะไม่มีส่วนผสมของ ครีม และนา้ มนั
3 ปลอดภยั กับรา่ งกาย กล่าวคอื ไม่อุดตันรูขนไมซ่ มึ เขา้ สู่รา่ งกายเพราะตวั มนั ทาให้เกิดประจุ
ลบจึงไมส่ ามารถทผี่ ่านผนงั เซลไดไ้ มเ่ ปน็ พษิ ต่อสง่ิ แวดล้อมและไมท่ าลายโอโซน
4 ไม่เสอื่ มสภาพ มีความคงทนต่อสภาพแวดลอ้ มไม่เส่อื มสภาพท่ีอุณหภมู หิ อ้ ง
33
2. น้าปูนใส คือ สารละลายของแคลเซียมไฮดรอกไซด์ (Ca(OH)2) หรือสารละลายของปูนขาว
(CaO) ท่ไี ด้จากการเผาหินปูนหรือเปลือกหอย จนได้ของแข็งที่เป็นผงสีขาวขุ่นเรียกว่า ปูนขาว จากนั้นนาปูนขาว
มาละลายในนา้ เรยี กวา่ สารละลาย น้าปูนขาว พอท้ิงไว้ใหป้ นู ตกตะกอน น้าใสๆด้านบนนั้นก็คือ น้าปูนใส แต่ที่เรา
เห็นปูนเป็นสีแดงน้ันเกิดจากการผสมกันของปูนขาวและขมิ้น เม่ือสีเหลืองของขมิ้นเจอกับความด่างของปูนขาว
จึงเปลี่ยนเป็นสีแดงอมส้ม กลายเป็นปูนแดงน่ันเอง เมื่อนามาละลายน้าก็จะได้เป็นน้าปูนแดงหรือน้าปูนใส ซึ่งมี
คณุ สมบตั เิ หมือนกับนา้ ปูนใสจากปูนขาวเช่นกนั น้าปนู ใสไดจ้ ากปูนขาวหรือปนู แดงที่ใชก้ นิ กับหมาก
ประโยชน์ : น้าปูนใสมีคุณสมบัติพิเศษ คือ ช่วยรักษาสภาพเน้ือสัมผัสของทั้งผัก ผลไม้ เน้ือสัตว์
ฯลฯ ท่ีนาไปแช่ในน้าปูนใสให้คงรูปอยู่เสมอ ป้องกันการเปื่อยยุ่ยของอาหารเมื่อสารละลายแทรกตัวเข้าไป
ในเนื้อเยื่อของอาหารจะช่วยให้เนื้อเย่ือมีความแข็งแรงขึ้น จึงนิยมนาไปแช่ผลไม้ท่ีจะทาการเชื่อม ซ่ึงต้องการให้
ผลไมย้ งั คงสภาพสวยงามอยโู่ ดยไมเ่ ละ นอกจากใชแ่ ช่อาหารเพ่ือให้คงรปู และกรอบขึน้ แลว้ หากนานา้ ปูนใสไปผสม
ในแปง้ ชุบทอดจะช่วยให้อาหารมคี วามกรอบมากข้นึ เช่นกัน และน้าปูนใสยังช่วยยืดอายุของอาหารได้นานมากขึ้น
บ้างกน็ ามาพรมลงบนผักผลไม้ให้อยู่ได้นาน อีกท้ังยังมีคุณสมบัติในการล้างส่ิงตกค้างหรือยาฆ่าแมลง จึงนามาใช้
ล้างผกั ผลไม้กอ่ นรับประทานไดด้ ้วย คณุ สมบัติดีๆ แบบน้ไี มต่ อ้ งพึ่งพาสารเคมีท่ีเป็นอันตรายต่อร่างกายเลย แต่ก็มี
สง่ิ ที่ตอ้ งพงึ ระวังด้วย เพราะหากแชอ่ าหารในน้าปูนใสนานหรือเข้มข้นเกนิ ไปก็อาจทาให้อาหารแข็งและมีเนือ้ หยาบ
รสชาติจากดา้ นนอกซึมเข้าไปที่เน้อื ในของอาหารยาก ทาใหร้ สชาตไิ ม่เขา้ เนื้อ กลายเปน็ ไม่อร่อยไปเสียได้
34
3. น้าด่าง หรือน้าขี้เถ้า ได้จากขี้เถ้าพืช เช่น ส่วนต่างๆ ของกล้วย ต้นผักขม เปลือกของผลนุ่น
กากมะพร้าว เป็นต้น เลือกพืชชนิดใดชนิดหน่ึงที่ยังสดๆ นามาผึ่งแดดให้หมาด จากนั้นเผาให้เป็นข้ีเถ้าสีขาว
นาขี้เถ้าไปใส่ในอ่างท่ีมีน้าอยู่ กวนให้ท่ัวทิ้งไว้ 4–5 ชั่วโมงขี้เถ้าจะตกตะกอน นาน้าที่ได้ไปกรองให้สะอาดแล้วจึง
นาไปใช้งาน เรียกว่า “น้าด่างหรือน้าขี้เถ้า” อีกวิธีหน่ึงนาข้ีเถ้าที่ได้ไปใส่ในกระป๋องท่ีเจาะรูเล็กๆ รองก้นด้วย
ปุยฝา้ ย หรอื ใยมะพร้าวใสข่ ้ีเถ้าจนเกือบเต็ม กดให้แน่นเติมน้าให้ท่วมขี้เถ้า แขวนกระป๋องท้ิงไว้ รองเอาแต่น้าด่าง
ไปใชง้ าน
ประโยชน์ : 1. ผลิตภัณฑ์ทาความสะอาดจากขี้เถ้า อย่างที่รู้กันดีว่าขี้เถ้าช่วยในการทาความ
สะอาด จึงไดม้ กี ารนาขี้เถ้ามากรองเอานา้ แล้วนาไปเป็นสว่ นผสมทานา้ ยาลา้ งจานใช้กันในครัวเรือน หรือใครท่ีเผา
ถ่านอยแู่ ลว้ ก็สามารถนานา้ ด่างที่ไดม้ าทาไดอ้ ีกด้วย ทัง้ ประหยัด และได้ใช้ของท่ีปลอดภัย แถมยังมาจากธรรมชาติ
อีกต่างหาก นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับชาวบ้านด้วย หลายท่ีได้มีการนาน้าด่างที่ได้จากข้ีเถ้ามาทา
นา้ ยาล้างจานจาหน่าย เป็นการประยุกต์ใชภ้ ูมปิ ญั ญาที่เข้ากบั ยุคสมยั ท่ีเปลย่ี นไปอย่างรวดเรว็ นีไ้ ดอ้ ย่างดี
2. อาหารจากขี้เถ้า หลายคนคงจะสงสัยว่าข้ีเถ้าสามารถนามาประกอบอาหารได้ ซ่ึงขี้เถ้า
นี่แหละที่เป็นส่วนผสมหนึ่งในอาหาร ตัวอย่าง เช่น ข้าวต้มดั่งหรือข้าวต้มด่าง ที่ได้นาน้าด่างของ ข้ีเถ้า
มาเปน็ ส่วนประกอบหนึ่งในการทา นึกถึงกล่ินหอม ๆ แล้วอยากกินขึ้นมาเลย จ้ิมนา้ ตาลอีกหน่อยยิ่งอร่อย
35
ใครไม่เคยกินลองไปหาชิมกันดูนะ อีกหนึ่งประโยชน์ดี ๆ จากขี้เถ้า ที่คนรุ่นก่อนคิดขึ้นมาได้ จนเกิดมาเป็นขนม
อรอ่ ยใหค้ นรนุ่ หลังไดก้ นิ กนั
3. สิ่งสกปรกลบดว้ ยข้ีเถ้า ข้อนี้หลายคนอาจไม่ค่อยคุ้นชิน เป็นการนาภูมิปัญญาดั้งเดิมของ
ข้ีเถ้ามาประยุกต์ให้เข้ากับยุกต์สมัยมากข้ึน ซ่ึงก็ยึดจากหลักการเดิมของขี้เถ้านั่นแหละ ที่เวลาเห็นคนเฒ่าคนแก่
นาไปขัดหม้อ จงึ เกดิ ความคดิ ที่ว่า ข้ีเถ้าก็น่าจะลบรอยอื่น ๆ ไดเ้ ชน่ เดยี วกัน ใครทก่ี าลังประสบปัญหามีรอยปากกา
เคมี หรือรอยเปรอะเป้ือนบนผนังบ้าน บนกระเบื้อง หรือตามส่ิงต่าง ๆ ลองใช้สาลีชุบน้าบีดหมาด ๆ ไปชุบข้ีเถ้า
แลว้ นาไปเช็ด รับรองไดเ้ ลยวา่ รอยเปรอะเปอื้ นหรอื สิ่งสกปรกเหล่านัน้ หายไปอยา่ งแนน่ อน
4. จนุ สี (มอร์แดนท์ทองแดง) ช่วยให้สีติดและเข้มข้ึน ใช้กับการย้อม สีเขียว-น้าตาล ข้อแนะนา
สาหรบั การใชม้ อรแ์ ดนทท์ องแดง คือ ไม่ควรใช้ในปรมิ าณทีม่ ากเกินไปเพราะจะทาให้เกิดการตกค้าง ของทองแดง
ในน้าทิ้งหลังการยอ้ มได้
36
5. นา้ สนิมเหลก็ พบได้กบั ช้ินสว่ นเหลก็ หรือโลหะทุกชนิด ซ่งึ เป็นผลมาจากปฏิกิริยาที่เหล็กทากับ
น้าและความชืน้ ในอากาศ ทาให้เหลก็ คอ่ ย ๆ แปรสภาพกลายเปน็ ออกไซด์ และปรากฎร่องรอยของไฮเดรตเฟอริก
ออกไซด์ หรือ สนิมเหล็กท่ีทาให้เหล็กเกิดอาการผุกร่อน มีความแข็งแรงลดลง เกิดเป็นคราบแดง ท่ีอาจเริ่มจาก
บริเวณหนึง่ แลว้ ค่อย ๆ ลกุ ลามไปจนทว่ั อาณาบรเิ วณของแผน่ เหล็กได้อย่างรวดเร็ว กระบวนการกัดกร่อนของสนิมเหล็ก
นั้นสามารถเกิดข้ึนในทุกสภาพแวดล้อม แต่สภาวะท่ีเป็นปัจจัยเร่งเร้าให้เหล็กเป็นสนิมเร็วข้ึนมักจะเกิดขึ้น
ในบริเวณที่มีภาวะความเป็นกรดสูง โดยเฉพาะในท้องทะเลท่ีมีความเข้มข้นของไอเกลือสูง จึงมักเห็นเรือหรือ
สะพานเหล็กตามทอ้ งทะเลถกู สนมิ กดั กรอ่ นจนทั่วท้ังพ้ืนท่ี หากจะใช้น้าบ่อบาดาลท่ีเป็นสนิม ให้นาเหล็กไปเผาไฟ
ให้แดงแล้วนาไปแช่ในน้า ท้ิงไว้ 3 วันจึงนาน้าสนิมมาใช้ได้ น้าสนิมจะช่วยให้สีเข้มขึ้น ให้เฉดสีเทา-ดาเหมือน
มอรแ์ ดนท์เหลก็ แต่ถา้ สนิมมากเกินไปจะทาใหเ้ ส้นใยเปอื่ ยไดเ้ ช่นกนั
ชนิดของสนมิ เหล็ก
สนิมเหล็กทเี่ กิดจากปฏิกิริยาระหว่างเหลก็ อากาศ และความชนื้ นนั้ มอี ยู่หลายประเภทดว้ ยกนั โดยอาจแบ่งตามสี
ของสนิมเหลก็ ได้ดังน้ี
1. สนิมสีเหลือง สนิมชนิดน้ีเกิดจากสภาะที่เหล็กได้รับความช้ืนสูงอย่างมาก ส่งผลให้
ออกไซดท์ เ่ี กิดขึ้นบนเหล็กมีสีเหลือง สนิมชนิดน้ีมักเกิดบนเหล็กออกไซด์ท่ีสามารถละลายได้ และส่วนใหญ่จะพบ
ในโครงสรา้ งเหล็กหรอื อปุ กรณ์ทท่ี าจากโลหะหรอื เหลก็ ที่ตอ้ งเผชิญความร้อนจากน้าเดอื ดเป็นระยะเวลานาน
37
2. สนิมสีแดง เกิดจากสภาวะที่เหล็กสูญเสียอิเลก็ ตรอนเมื่อทาปฏิกิริยาทางเคมีกับน้า ส่งผลให้
อิเล็กตรอนไปรวมตัวเข้ากับออกซิเจน เมื่อนานวันเข้าก็แสดงออกมาในรูปของออกไซด์สีแดงที่เกาะอยู่ตามพ้ืนผิว
ของเหล็ก มีพลานุภาพในการกัดกร่อนเนื้อเหล็กได้ค่อนข้างสูง มักพบได้บริเวณท่ีมีปริมาณออกซิเจนและน้ามาก
เช่น บรเิ วณชายหาดหรือทอ้ งทะเล อย่างไรกต็ าม สนิมชนดิ นี้มคี วามออ่ นตัว สามารถขัดออกเพ่อื ทาความสะอาดได้
3. สนิมสีดา เป็นสนิมอีกประเภทหนึ่งท่ีพบได้ในบริเวณที่มีออกซิเจนสูง แต่สนิมชนิดนี้
จะแตกต่างจากประเภทอ่ืนตรงที่เกิดขึ้นในพ้ืนท่ีความชื้นต่า ลักษณะของสนิมมีสีน้าตาล เกาะอยู่ตามพ้ืนผิวของ
โลหะอยา่ งไม่สม่าเสมอ ส่วนใหญ่พบว่ากระจายทั่วพื้นผิวของโลหะเป็นหย่อม ๆ ซึ่งอาจเกิดจากการที่เหล็กได้รับ
การปนเป้ือนของสารเคมีบางอย่างที่เกิดข้ึนระหว่างกระบวนการผลิต หรืออาจเกิดจากการเก็บไว้ในบรรจุภัณฑ์
ทไ่ี มม่ ีคณุ ภาพ
4. สนิมสีน้าตาล สนิมชนิดนี้มักเกิดขึ้นในบริเวณที่มีน้าและออกซิเจนสูง แต่มีความช้ืนต่า
มีลักษณะเป็นหยอ่ ม ๆ กระจดั กระจายบนพื้นผิวโลหะ ออกไซด์มีสีน้าตาลแดง และมีความแห้งมากกว่าสนิมทุกชนิด
สนิมชนิดนจ้ี ึงนับวา่ ต้องใชค้ วามพยายามพอสมควรในการขดั ทาความสะอาดออกจากพื้นผวิ ของเหลก็ และโลหะ
38
การใชส้ ารช่วยย้อม สามารถทาได้ 3 วธิ ี คือ
1. ก่อนการย้อม ตอ้ งนาฝา้ ยไปแชส่ ารชว่ ยย้อมกอ่ นนาไปย้อมสธี รรมชาติ
2. ระหวา่ งการยอ้ ม เป็นการใส่สารช่วยยอ้ มในนา้ สีแลว้ จึงนาฝ้ายลงย้อม
3. หลงั การยอ้ มนาฝ้ายไปยอ้ มสีก่อน แล้วจงึ นาไปแช่กบั สารช่วยย้อม
กำรเติมสำรช่วยย้อมในสธี รรมชำติ
1. ครง่ั +สารชว่ ยยอ้ ม 5 ชนดิ
1.1 คร่ัง+สารสม้
39
1.2 คร่งั +นา้ ปนู ใส
40
1.3 คร่ัง+นา้ ด่างข้ีเถา้
41
1.4 ครง่ั +จุนสี
42
1.5 ครงั่ +สนิม
43
สรุปผลกำรศึกษำ
1. สารส้ม จะช่วยใหส้ สี ด สวา่ งขน้ึ
2. นา้ ปูนใส จะชว่ ยให้สสี วา่ งขึน้
3. นา้ ดา่ งขี้เถา้ จะชว่ ยใหส้ ีสวา่ งข้นึ
4. จุนสี ชว่ ยใหส้ เี ข้มขึน้
5. สนมิ จะช่วยให้สีตดิ เส้นดา้ ยและช่วยเปลยี่ นเฉดสีธรรมชาตเิ ดมิ เข้มขนึ้ เป็นสโี ทน เทา–ดา
44
2. แกน่ ขนนุ +สารชว่ ยย้อม 5 ชนิด
2.1 แก่นขนุน+สารส้ม
45
2.2 แก่นขนนุ +นา้ ปนู ใส