Sheet 1
พันธุกรรม :DNA & RNA
นางนุชนี ทองดนี อก
ตาํ แหน่งครู วทิ ยฐานะ ครชู าํ นาญการพเิ ศษ
โรงเรียนเทศบาลวดั กลาง สาํ นกั การศกึ ษา เทศบาลนครขอนแก่น จงั หวดั ขอนแก่น
กรมสง่ เสรมิ การปกครองทอ้ งถ่ิน กระทรวงมหาดไทย
2
คาํ นาํ
ด้วยสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19)
โรงเรียนเทศบาลวัดกลาง ได้มีนโยบายด้านการจัดการเรียนการสอนในรูปแบบ on-line
สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาร่วมกับโปรแกรม Google Classroom โปรแกรม Google
Meet และแอพพริเคช่ันไลน์ (Application Line) ดังนั้น เพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจใน
การเรียนรายวิชาชีววิทยาเพ่ิมเติม รหัส ว33241ของนักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาป�ท่ี 6 ผู้สอนจึงได้
จัดทำเอกสารประกอบการเรียนการสอนขึ้นมาอำนวยความสะดวกแก่ผู้เรียนนำไปใช้
ประกอบการเรียนและทบทวนเน้ือหาเรื่อง การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม กฎของ
เมนเดล ลักษณะท่ีนอกเหนือจากกฎของเมนเดล การผสมเพ่ือทดสอบ ยีนและโครโมโซม
หมู่เลือด DNA และ RNA การสังเคราะหโ์ ปรตีน รหสั พนั ธกุ รรม และมวิ เทชน่ั
ข้าพเจ้าหวังเป�นอย่างยิ่งว่า เอกสารประกอบการสอนเล่มน้ี จะเกิดประโยชน์ต่อการ
จัดการเรียนการสอนในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเช้ือไวรัสโคโรนา 2019 และ
คงประโยชนต์ ่อการจดั การเรียนการสอนปกติ สบื ไป
นางนชุ นี ทองดีนอก
ตำแหน่งครู วิทยฐานะ ครูชำนาญการพิเศษ
3
สารบญั
เรอ่ื ง หน้า
คำนำ ก
สารบญั ข
โครงสร้างเนื้อหา ค
คำศัพท์พันธุศาสตร์ 1
กฎของเมนเดล 4
การผสมเพื่อทดสอบ 14
ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมทน่ี อกเหนือจากกฎของเมนเดล 18
ยนี และโครโมโซม 23
มิวเทช่นั 25
เพดดีกรี 29
สารพนั ธุกรรม 32
กฎชารก์ าฟฟ์ 44
การจำลองตวั เองของ DNA 46
การสังเคราะห์ RNA 50
การสงั เคราะห์ โปรตีน 52
รหสั พันธกุ รรม 57
ประวัตผิ ูจ้ ดั ทำ 60
1
4
คาํ ศัพท์ทางพนั ธุกรรม
……………………………………………………………………………………………
Gregor Mendel (บิดาแห่งวชิ าพันธศุ าสตร์)
1. Phenotype ฟ�โนไทป์ : ลกั ษณะทางพันธกุ รรมของส่งิ มีชีวติ ทปี่ รากฏใหเ้ ห็น เชน่ สงู
สขี าว ผมหยิก
2. Genotyp ยีโนไทป์ : แบบของยนี หรอื ชุดของอลั ลลี ทีค่ วบคุมลกั ษณะทาง พันธุกรรม
เชน่ AA aa bb dd Tt
3. Gamete เซลสืบพนั ธ์ุ : เซลลท์ ่ีมีจำนวนโครโมโซม 1 ชุด ทำหน้าที่สบื พันธุ์ เชน่ อสุจิ
ไข่
4. Homologous dominant : คยู่ นี เดน่ เชน่ AA BB TT
5. Homologous recessive : คยู่ นี ด้อย เช่น aa bb tt ee
6. Heterozygous gene : คู่ยนี ตา่ งกันทีแ่ สดงลักษณะเด่น เช่น Aa Bb Tt
.@ biology โดยครูนชุ นี ทองดีนอก
52
วเิ คราะห์โจทย์ปัญหา
1. ถ้ากระตา่ ยชนดิ หนง่ึ มยี ีน B ควบคมุ ขนสดี ำ และยีน b ควบคมุ ขนสขี าว เมือ่ ทดลองนำ
กระตา่ ยขนสีดำไปผสมกับกระต่ายขนสีขาวพันธุแ์ ท้ท้งั คู่ ลกู ท่ีได้ คอื ..........?
1. Phenotype ไดแ้ ก…่ ......ขนสดี ำ /ขนสีขาว................
2. genotyp
1. กระตา่ ยชนสีดำพันธแ์ุ ท…้ …………BB………………………..
bb..2. กระต่ายขนสีขาวพนั ธแ์ุ ท.้ ............... ........................
BB bb3. ร่นุ P : … ............X…… ………… เดน่ X ดอ้ ย = ตา่ ง
BbF1 : …… ……(สีดำ)
2. ถ้าพอ่ มผี มเหยยี ดตรงและแม่มีผมหยกิ ลกู ท่เี กดิ มาจะมีจีโนไทป์และฟโ� นไทปเ์ ปน� .....?
ผมตรง (ดอ้ ย) = aa
ผมหยกิ (เดน่ ) = AA
1. Phenotype พ่อและแม่คอื ………… ผมตรง ……X … ผมหยิก ………
2. Genotyp รุน่ P : พอ่ คือ… aa........ X.........AA.......
AaF1: ………….. (ผมหยกิ ) ………..
. @ biology โดยครูนชุ นี ทองดนี อก
3
6
แบบทดสอบหลงั เรยี นชดุ ที่ 1
……………………………………เร่ือ…ง…คำ…ศ…ัพท…์ท…า…งพ…ัน…ธุก…รร…ม………
คำชี้แจง ให้นกั เรียนเลอื กคำตอบใหต้ รงกับคำถามตอ่ ไปนี้
คำตอบ คำถาม
• 1. Phenotype 1.อสจุ ิ ไข่....... 6 .................
• 2. Genotype
• 3. Homologous dominant 2. Aa ………… 5 …..………….
• 4. Homologous recessive 3. ต้นสงู ใบยาว ....... 1 ........
• 5. Heterozygous gene
• 6. Gamete 4. Aa tt BB… 2 .……….
5. DD……… 3 ………….
.6. ee....... 4 ......
@ biology โดยครนู ชุ นี ทองดีนอก
74
2 กฎของเมนเดล
กฎข้อ 1 กฎแห่งการแยกตวั (Monohybrid cross)
สรปุ กฎขอ้ 1
1. รุน่ ลกู (F1) จะมีลกั ษณะเด่นทงั้ หมด
2. ร่นุ หลาน (F2) จะมลี กั ษณะเด่น:ด้อย = 3:1 เสมอ
1. ถา้ นำถ่วั ลนั เตารุน่ พ่อแม่ ( P ) ลักษณะเมล็ดกลมกับเมล็ดขรขุ ระที่ตา่ งเปน� พนั ธ์ุแทม้ าผสม
กันจะได้รนุ่ ลูก ( F1) และปลอ่ ยให้รุ่น F1 ผสมกันเองไดร้ ุน่ หลาน ( F2 ) ที่มจี ีโนไทป์และฟ�
โนไทป์อยา่ งไร (กำหนดให้ R = เมล็ดกลม r = ขรุขระ)
P……… : …………...RR..X rr…….. ตา่ ง X ตา่ ง = 3 อยา่ ง
F1: ……Rr (กลม)....... ¼ เดน่ ¼ ด้อย 2/4ตา่ ง
F2:……Rr….X……Rr……
F2 :… ¼ RR…..1/4rr……2/4Rr……
Genotype = 3 แบบ = RR : rr : Rr
1 : 1 :2
Phenotype = 2 แบบ = กลม : ขรุขระ (เด่น : ดอ้ ย)
3:1
@ biology โดยครูนชุ นี ทองดีนอก
85
แบบทดสอบหลงั เรยี นชดุ ที่ 2 เรอื่ งกฎแหง่ การแยกตวั
……………………………………………………………………………………………………………
คำชแ้ี จง ใหน้ กั เรียนเลอื กคำตอบที่ถกู ต้องที่สุดเพียงคำตอบเดียว
1. ผสมพันธ์ถุ ั่วลันเตาพันธแ์ุ ท้ฝ�กสเี ขียวลักษณะเด่น และฝ�กสเี หลอื งลกั ษณะด้อยจะไดล้ ูกใน
รุน่ F1 มีฟ�โนไทป์อยา่ งไร…….(เด่นเสมอ).......... AA X aa
• ก. ฝ�กสีเหลืองทงั้ หมด ข. ฝก� สเี ขยี วท้ังหมด Aa เขยี ว
• ค. ฝก� สีเขียวอมเหลอื งทง้ั หมด ง. ฝก� สเี ขยี ว : ฝ�กสีเหลือง = 1 : 1
2. หากนำถว่ั ลันเตาพันธ์ทุ างดอกสมี ่วงผสมกันจะได้ลูก ที่มีลกั ษณะอย่างไร
ก. ดอกสีมว่ งทงั้ หมด Bb…X….Bb
ข. ดอกสีม่วง และดอกสขี าว ในอตั ราส่วน 1 : 1
ค. ดอกสีมว่ ง และดอกสขี าว ในอตั ราสว่ น 1 : 3
ง. ดอกสมี ว่ ง และดอกสีขาว ในอัตราสว่ น 3 : 1
3. กำหนดให้ B คุมลกั ษณะเด่น b คมุ ลกั ษณะดอ้ ย ถา้ ผสม Bb x Bb
ได้ BB : Bb : bb = 1 : 2 : 1 ผลลัพธ์จากการผสมนี้แสดงวา่
ก. จะไดล้ ูกมจี โี นไทป์เหมือนพ่อแม่
ข. จะไดล้ กู ท่มี ีฟโ� นไทป์เหมอื นพ่อ และเหมอื นแม่
ค. จะมโี อกาสทล่ี กู แสดงฟ�โนไทปล์ ักษณะเดน่ และลักษณะด้อย
ง. ถ้ามีลูกจากการผสม4ตวั จะไดล้ ูกแสดงลกั ษณะเด่น1ตวั และแสดงลกั ษณะดอ้ ย3ตัว
4. ชายหญิงคู่หน่งึ มีลักษณะหนังตาชั้นเดยี วทัง้ คู่แตง่ งานกนั มลี กู ชายคนแรกพบวา่ มีหนงั ตา
สองชัน้ โอกาสท่ลี กู ชายคนทีส่ องจะมีหนงั ตาสองช้ันเปน� เท่าใด Aa X Aa ….1/4aa X1/2
ก. 0 ข. ½ ค. 1/4 ง. 1/8
5. ถ้านำหนตู ะเภาขนสดี ำพันธุท์ างผสมกบั หนตู ะเภาขนสีน้ำตาล ลูกรนุ่ F1 จะมลี กั ษณะเดน่
ต่อลกั ษณะด้อยอตั ราส่วนเทา่ ใด (สีดำลกั ษณะเดน่ สนี ้ำตาลลกั ษณะดอ้ ย)
ก. 4 : 1 ข. 3 : 1 ค. 2 : 1 ง. 1 : 1
เหมอื น X ตา่ ง = 2/4 คนละครง่ึ ………Bb….X…..bb….
AAXAa = 2/4AA,2/4Aa 2/4 Bb , 2/4 bb
2: 2
9 6
@ biology โดยครูนุชนี ทองดนี อก
กฎขอ้ 2 กฎแหง่ การรวมกลมุ่ อย่างอิสระ (dihybrid cross)
ยนี ทอ่ี ย่บู นโครโมโซมคู่เดียวกนั หรอื อยู่บนโครโมโซมต่างค่กู ัน
• จะแยกออกจากกนั ในขณะสรา้ งเซลล์สบื พันธ์แุ ลว้
• จะมารวมกันอีกครง้ั หนึง่ กับยนี อนื่ อยา่ งอิสระ
********** สูตรลบั เมนเดล @ นชุ นี ทองดนี อก/2552 ***************
1. เดน่ x ด้อย = ตา่ ง (พนั ธุ์ทาง)
AA x aa = Aa
2. เหมือน x ต่าง = อยา่ งละครึ่ง
AA x Aa = 2/4AA , 2/4 Aa
3. ตา่ ง X ตา่ ง = ได้ 3 อย่าง
Aa x Aa = 1/4AA , ¼ aa , 2/4Aa
= 1/4เด่น , 1/4 ดอ้ ย , 2/4ตา่ ง
***********@ fertilization แบบผสม 2 ลกั ษณะ
******* ใหน้ ำลักษณะเดียวกนั นำมาผสมกัน******
เข่น สีดำตน้ สงู = AaTt x AA Tt
@Fer : สดี ำXสีดำ : ตน้ สงู X ตน้ สูง
Aa x AA : Tt x Tt ตา่ งXตา่ ง
geno : 2/4 Aa , 2/4AA : 1/4TT , 1/4tt , 2/4 Tt
pheno : เดน่ (ดำXสูง) = 2/4+2/4 x ¼+2/4
= 4/4 x 3/4
สีดำตน้ สงู (เด่น) = 12/16 @ biology โดยครนู ุชนี ทองดีนอก
เตยี้ ด้อย = 1/4tt
10 7
ลองเฮด็ เบงิ่
1. มะเขือเทศผลสแี ดง (R) ตน้ สงู (T) ลกั ษณะเด่น ผลสีเหลอื ง (r) ตน้ เต้ยี (t) ลกั ษณะด้อย
ถ้าผสมพันธุม์ ะเขอื เทศต้นท่ีมผี ลสแี ดงตน้ สงู พนั ธ์ุทาง เข้าดว้ ยกัน
จงหา
1. มะเขือเทศสีแดงตน้ สงู
2. มะเขือเทศสีแดงต้นเตีย้
3. มะเขือเทศสเี หลอื งต้นสงู
4. มะเขือเทศสเี หลอื งตน้ เต้ยี
P ; RrTt X RrTt ให้นำลกั ษณะเดยี วกนั นำมาผสมกนั
1 … Rr X Rr / Tt X Tt
******1/4RR, 1/4rr,2/4Rr / 1/4TT, 1/4tt, 2/4Tt
1. มะเขือเทศสีแดงตน้ สงู สีแดง 1/4RR + 2/4Rr = ¾
ต้นสงู 1/4TT + 2/4Tt = 3/4
*** ¾ X ¾ = 9/16
2. มะเขือเทศสแี ดงตน้ เต้ยี แดง 1/4RR + 2/4Rr = ¾
เตย้ี 1/4tt
= 1/4
*** ¾ X ¼ = 3/16
11 8
3. มะเขอื เทศสีเหลืองตน้ สูง
สเี หลือง = 1/4rr X ¾ TT ต้นสูง
= 3/16
4. มะเขอื เทศสีเหลืองต้นเตี้ย
สีเหลือง = 1/4rr X ¼tt
= 1/16 rrtt
.........................................................................................................................................................
@ biology โดยครูนุชนี ทองดนี อก
12 9
แบบทดสอบหลงั เรยี นชดุ ที่ 3 เรอ่ื งกฎแหง่ การรวมกลุ่มอย่างอิสระ
……………………………………………………………………………………………………
คำชี้แจง ใหน้ กั เรยี นเลือกคำตอบทถ่ี กู ตอ้ งทีส่ ดุ เพียงคำตอบเดียว
1. ผสมสุนัขทมี่ จี โี นไทป์ดงั นี้ AaBb x AaBb จะได้ลกู ที่เกิดมามีอัตราส่วนของลกั ษณะ
เดน่ ต่อลกั ษณะดอ้ ย ข้อใดกลา่ วถูกต้อง
ก. ลกั ษณะเดน่ : ลกั ษณะด้อย = 1 : 1 ข. ลักษณะเด่น : ลักษณะด้อย = 3 : 1
ค. ลูกท่ีเกดิ มีลกั ษณะเด่น aabb =1/16 ง. ลกู ท่ีเกิดมีลักษณะดอ้ ย AABB =1/16
AaBb x AaBb
**** Aa X Aa / Bb X Bb
1/4AA 1/4aa 2/4Aa , 1/4BB 1/4bb 2/4Bb
เด่น 1/4AA+2/4Aa , 1/4BB + 2/4Bb
เดน่ = ¾ X ¾ = 9/16
ดอ้ ย 1/4aa X 1/4bb = 1/16
****** เด่น ; ด้อย
9/16 ; 1/16
3:1
13 10
2. สุนัขตัวผหู้ างส้ันสดี ำทม่ี จี โี นไทปแ์ บบเฮเทอโรไซกัส ผสมกบั สุนัขตวั เมยี สนี ำ้ ตาลหางยาวทม่ี ี
จโี นไทปแ์ บบฮอมอไซกัส (ลักษณะสีดำหางสน้ั เปน� ลักษณะเดน่ ) จะได้ลกู ทม่ี ีสดี ำหางส้นั ตอ่ สี
น้ำตาลหางยาวอัตราส่วนเท่าใด
ก. 1 : 1 ข. 2 : 1 ค. 3 : 1 ง. 4 : 1
AaBb X aabb
Aa X aa / Bb X bb
2/4Bb 2/4bb
2/4 Aa 2/4aa /
สีดำหางส้นั = 2/4Aa X 2/4Bb = 4/16
น้ำตาลหางยาว = 2/4 aa X 2/4bb = 4/16
3. ผสมถว่ั ลันเตาเมล็ดเรยี บสีเหลอื งทเ่ี ปน� เฮเทอโรไซกสั ทัง้ คู่ จะไดล้ กู ท่มี ีลกั ษณะเมล็ดยน่ สี
เขยี วเท่าไร ให้ R = เมล็ดเรยี บ, r = เมล็ดยน่ , Y = สีเหลอื ง, y = สเี ขยี ว
ก. ¼ ข. 1/16 ค. 2/16 ง. 2/64
RrYy X RrYy
1/4rrx1/4yy
1/16rryy
14 11
4. ลักษณะดอกสแี ดง (A) และลกั ษณะเมลด็ กลม (B) ของถั่วลันเตาเป�นลักษณะเด่นข่มลกั ษณะ
ดอกสขี าว (a) และเมลด็ ยน่ (b) ไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ เม่ือทำการผสมพนั ธร์ุ ะหว่าง AaBb x AaBb
โอกาสไดล้ ูกพันธแ์ุ ทท้ ้ังสองลักษณะเปน� เทา่ ใด
ก. 1/16 ข. 2/16 ค. 3/16 ง. 4/16
AaBb x AaBb
Aa X Aa / Bb X Bb
¼ AA / 1/4BB = 1/16 AABB
5. ใหป้ ทมุ มาดอกสีมว่ งตน้ สงู และเปน� heterozygous ผสมตวั เอง แลว้ นำเมลด็ ไปเพาะเกดิ
ตน้ ใหมจ่ ำนวน 100 ตน้ จะได้ดอกปทุมมาสีมว่ งตน้ สงู เท่าไร
ก. 15 ต้น ข. 28 ตน้
ค. 56 ตน้ ง. 75 ต้น
BbTt X BbTt
ดอกปทมุ มาสีมว่ งตน้ สูง
สีมว่ ง = ¾ (1/4BB+2/4Bb)
ต้นสูง = ¾ (1/4TT+2/4Tt)
สมี ่วงต้นสูง = ¾ X ¾
= 9/16 x100 ตน้
= 56 ต้น
@ biology โดยครนู ชุ นี ทองดนี อก
15 12
4. สัดสว่ นของจีโนไทป์และฟ�โนไทป์
********สตู รคาํ นวณ********
1. gamete = 2 เมื่อ n = heterozygous gen = Aa
2. Phenotype = 2
3. genotype = 3
4. Multiple gene = (n+1) เม่ือ n = จาํ นวนคู่ของยนี
2
ลองเฮด็ เบงิ่
พืชต้นหนงึ่ มีจโี นไทป์ AABbccDdEe พชื ต้นนม้ี โี อกาสสร้างเซลลส์ ืบพันธุ์ ฟ�โนไทป์ จีโนไทป์
และมัลตเิ ปล� ยนี ได้เท่าไร
1… เซลล์สืบพนั ธ์ุ = = 2 = 23 = 8
2 …..Phenotype = 2 = 23 = 8
3. genotype = 3 = 33 = 27
2 5
=4. Multiple gene (n+1) = 2 (5+1) = 15
@ biology โดยครนู ุชนี ทองดีนอก
16 13
แบบทดสอบหลังเรยี นชดุ ท่ี 4 เรอ่ื งสดั สว่ นของจโี นไทป์และฟโ� นไทป์
………………………………………………………………………………………………
คาํ ชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคําตอบทถี่ ูกต้องทส่ี ุดเพยี งคําตอบเดยี ว
1. นำถ่ัวลนั เตาร่นุ พ่อแม่homozygous dominant และ recessive ผสมพันธ์ุกนั จะทำให้ มี
โอกาสได้รุ่น F2 ทีม่ ีจโี นไทปเ์ ท่าใด AA X aa --- F2 =-(Aa XAa)
ก. 1 แบบ ข. 2 แบบ = 32 = 9
ค. 3 แบบ ง. 9 แบบ
2. ถ้าปล่อยใหพ้ ืชมีจีโนไทป์ AaBBCcdd เกดิ การถ่ายละอองเรณภู ายในดอกเดยี วกนั จะได้
ตน้ ลูกท่มี ีอตั ราส่วนฟโ� นไทปเ์ ทา่ ใด 22 = 4
ก. 4 แบบ ข. 3 แบบ
ค. 9 แบบ ง. 16 แบบ
3. AaBb ผสมกบั aabb ลูกทไ่ี ด้จะมีจีโนไทป์เป�นแบบใดได้บา้ ง
ก. AaBb, Aabb, aaBb, aabb ข. AABB, AaBb, aaBb, aabb
ค. AaBb, Aabb, aaBB, AAbb ง. aaBb, AaBB, Aabb, AABb
4. ผสมมะเขอื เทศตน้ สูงไมต่ า้ นโรค (AaBBRR) กบั ต้นเต้ียตา้ นทานโรค ( aaBbRr) จะได้มี
5ฟ.�โกนล.ไักท4ษปณ์ แะลตะาบจโีอนดไสทจี ปะ์ตม่าียงีนกนัด้อเทยขา่ อ.ใยด8ูบ่ นโคร(ฟโซ� ม8เพ/ศคจ.ถี1้า29ห7ญิง)คนหนึง่ มีรงูป. แ2 บG 7 บ e ย ีน=เ=ปน� 3233==278
ii เราจะพบมลั ตเิ ป�ลยีนของหญงิ คนนมี้ ีจำนวนเทา่ ใด
ก. 1 ข. 3 ค. 4 ง. 9
= 3 (3+1)
2
14
17
5. การผสมเพื่อทดสอบ
………………………………………………………………………………………………………
การผสมเพอื่ ทดสอบ (Test Cross)
1. Test Cross คือ การนำส่ิงมชี วี ติ ที่สงสัยวา่ เป�นลักษณะเดน่ หรอื ไม่ไปผสมกบั ตวั
ทดสอบ (tester) ท่ีมีลกั ษณะด้อย
? X Tester (ดอ้ ย)
2. การผสมกลบั (Back Cross)
Backcross : นำรุ่น F1 กลับไปผสมกับพ่อหรือแม่ที่เปน� ลักษณะดอ้ ย
F1 X P (ด้อย)
โดยพจิ ารณาดังน้ี
1. ลูก ทไ่ี ดม้ ีฟ�โนไทป์เด่นท้ังหมดแสดงว่า เปน� พนั ธแ์ุ ท้
2. ลูก ทีไ่ ดม้ ฟี โ� นไทปเ์ ดน่ :ดอ้ ย = 1:1 หรือ 3:1 แสดงว่าเปน� พนั ธุท์ าง
@ biology โดยครนู ุชนี ทองดีนอก
18 15
ลองเฮ็ดเบ่งิ
1. ส่งิ มีชวี ิตชนิดหน่ึงมจี ีโนไทป์ Tt นำไปTest Cross จะไดล้ ูกมจี โี นไทปอ์ ย่างไร และ
สิ่งมีชีวิตนแ้ี สดงฟ�โนไทปเ์ ปน� ลักษณะเด่นหรอื ดอ้ ย
• Test Cross : Tt x (tester) ที่เป�นดอ้ ย
• : Tt x tt
• : 2/4 Tt , 2/4tt
• เด่น : ดอ้ ย : 2/4 : 2/4
• = 1: 1
• **Tt เป�นพนั ธุ์ทาง
2. ผสมชบาตน้ สงู (TT) กบั ต้นเตยี้ (tt) แล้วทำการBackcross จะได้ลกู มีลักษณะใด
• P ; TT x tt
• F1 ; Tt
• Backcross ; F1 x P (ดอ้ ย)
•
; Tt x tt
• ; 2/4Tt , 2/4tt
• เด่น:ด้อย = 2/4 : 2/4
แบบทดสอบหลงั เรียนชดุ ที่ 5 เร่ืองการผสมเพ่ือทดสอบ 19 16
………………………………………………………………………………………………
คำช้แี จง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องทสี่ ดุ เพยี งคำตอบเดียว
1. ถ้าผลการ testcross ถว่ั เมล็ดกลม ต้นสงู ไดร้ ่นุ ลกู ต้นสงู เมลด็ กลม : ตน้ สูง เมลด็ ยน่
= 1:1 ขอ้ ใดคอื จโี นไทป์ของตน้ ทีน่ ำมาทดสอบ (ตน้ สงู และเมล็ดกลมเปน� ลักษณะเด่น)
ก. TtRr ข. TTRr
ค. TtRR
ง. TTRR P: RrTt x rrtt
2/4/Tt 2/4Rr = 4/16 TtRr F1: Rrxrr / Ttxtt
2/4rr = 4/16Ttrr 2/4Rr 2/4rr
2/4/Tt 2/4tt
2. ในการผสมส่ิงมีชีวิตชนดิ หนง่ึ เพ่อื ใหไ้ ด้ลกู ทมี่ ลี กั ษณะเป�นเดน่ ต่อลกั ษณะด้อยอัตราส่วน
1 : 1 โดยใชต้ วั ทดสอบ (tester) อยากทราบวา่ สง่ิ มีชีวิตชนดิ นจ้ี ะมีจีโนไทป์เป�นแบบใด
ก. เปน� heterozygous ข. เป�นพันธุ์แท้เดน่ หรือดอ้ ยก็ได้
ค. เปน� homozygous recessive ง. เป�น homozygous dominant
P: Tt x (tester) ที่เป�นดอ้ ย
F1: เดน่ :ดอ้ ย= 1:1
3. การผสมกันของจโี นไทป์ ในข้อใดแสดงถงึ การผสมเพือ่ ทดสอบ
ก. AABb x AABB ข. AABb x AaBb
ค. AABb x aabb ง. ก และ ค ถูกต้อง
4. ต้นชบาพนั ธุแ์ ท้ฝ�กสเี ขียวเมล็ดสดี ำถูกควบคมุ ดว้ ยยนี G และ B ตามลำดบั เมื่อทำการ
testcross ลูกทไี่ ดจ้ ะมจี โี นไทป์อยา่ งไร P : GGBB X ggbb
ก. GGBB ข. GgBb
ค. ggBb ง. Ggbb F1: GgBb
20 17
5. ถา้ นำดอกสีมว่ งเปน� ลกั ษณะเด่นดอกสขี าวเปน� ลักษณะด้อย
การทดสอบในข้อใดทำให้ทราบว่า ตน้ ดอกสีม่วงเป�นลักษณะเด่นพันธแุ์ ท้
ก. นำไปผสมกบั ตน้ ดอกสีมว่ ง P : BB X bb
ข. นำไปผสมกับต้นดอกสีขาว bb
ค. นำไปผสมกับต้นทีม่ ีจโี นไทป์ BB F1: Bb (ม่วง)
ง.นำไปผสมกับตน้ ที่มีจโี นไทป์ Bb
@ biology โดยครูนชุ นี ทองดนี อก
21 18
ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรมที่นอกเหนือจากกฎของเมนเดล
…………………………………………………………………………………………………
1. การขม่ แบบไม่สมบรู ณ์ (Incomplete Dominant)
Incomplete dominant คอื การแสดงออกของ gene ท่ีเปน� gene เด่นไมส่ ามารถข่ม
gene ด้อยไดอ้ ยา่ งสมบูรณ์ ทำใหม้ ีการแสดงออกของ gene ทง้ั สองแบบเปน� ผสมกันสองลักษณะ
เชน่ สดี อกลิ้นมงั กร
P : สีแดง X สขี าว
RR X rr
F1 : Rr (สชี มพู)
F2 : F1 X F1
: Rr X Rr
genotype : RR : Rr , Rr : rr
: 1 : 2 :1
phenotype : แดง : ชมพู : ขาว
2. การข่มร่วมกนั (Co-Dominant)
Co-dominant : การถา่ ยทอดน้ีไม่เป็นไปตามกฎของเมนเดล ยนี ท้งั สองท่ีควบคมุ ลกั ษณะจะไม่
ข่มซ่ึงกนั และกนั แตส่ ามารถแสดงความเด่นได้ เทา่ ๆกนั จึงปรากฏลกั ษณะออกมาร่วมกนั เช่น
1. การถา่ ยทอดลกั ษณะหมเู่ ลือดระบบ ABO ถูกควบคมุ ดว้ ยยนี ซ่ึงมีอลั ลีลเกี่ยวขอ้ ง 3 อลั ลีล คือ IA , IB, i
พบวา่ อลั ลีล IA และอลั ลีล IB ต่างกแ็ สดงลกั ษณะเด่นเท่าๆกนั (อลั ลีล IA และอลั ลีล IB ตา่ งก็เป็น Co –
dominant allele ส่วนอลั ลีล i เป็น recessive allele) เช่น หมูเ่ ลือด AB
3. Multiple alleles
Multiple alleles : ลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ที่ถกู ควบคมุ ดว้ ยยนี มากกวา่ 2 อลั ลีลส์ ไดแ้ ก่ หมู่เลือด
ABO ซ่ึงมียนี ควบคมุ ถึง 3 อลั ลีลส์ ( IA , IB และ i )
แผนภาพ ยนี ควบคมุ 3 อลั ลีลส์
22 19
3. Polygenes
Polygenes : การท่ียนี หลายครู่ ่วมกนั ควบคมุ ลกั ษณะที่แสดงออกมา เช่น ผิวดาํ (อลั ลีลท่ี
ควบคมุ การสร้างเมลานิน) โดยสีผวิ ดาํ ถูกควบคุมดว้ ยยนี เด่น 3 อลั ลีลส์ คอื A, B,C ส่วน อลั ลีล a, b, c แสดง
การไมส่ ร้างเมด็ สีและปฏิกิกริยาของยนี เป็นแบบ incomplete dominance เช่น สีของเมลด็ ขา้ วสาลี ซ่ึงมียนี
ควบคุม 3 คู่ คือ R1 R2 R3 เป็นยนี ท่ีทาํ ใหเ้ มลด็ ขา้ วสาลีมีสีแดง ส่วนอลั ลีลของยนี เหล่าน้ีคอื r1 r2 r3 เป็น
ยนี ที่ทาํ ใหเ้ มลด็ ขา้ วสาลีไมม่ ีสี ถา้ จีโนไทป์ มียนี ควบคมุ สีแดงจาํ นวนมาก สีของเมลด็ จะเขม้
กราฟแสดงลักษณะทางพนั ธุกรรม
กราฟแสดงลกั ษณะทางพนั ธุกรรม ของขา้ วสาลี
ที่มา elearn.kjn.ac.th/elearn/web_ebook_rsbs/3_sipsang/genetic.pdf
@ biology โดยครูนุชนี ทองดนี อก
23 20
แบบทดสอบหลังเรยี นชดุ ท่ี 6 เร่ืองลกั ษณะทางพันธุกรรมท่ีนอกเหนอื จากกฎของเมนเดล
………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำช้ีแจง ใหน้ ักเรียนเลอื กคำตอบท่ีถกู ต้องทสี่ ดุ เพยี งคำตอบเดยี ว
1. พอ่ แมม่ ีผมหยักศกตา่ งเป�น heterozygous สว่ นผมเหยยี ดตรงเป�นดอ้ ย จงหาโอกาสทล่ี กู มี
ผมหยักศกหรอื ผมเหยียดตรง
AaxAa
1/4AA 1/4aa 2/4Aa
ก. 3/4 , 1/4 ข. 1/4 , 2/4 ค. 1/4 , 1/4 ง. 1/2 , 1/2
2. เมอื่ นำสัตวเ์ พศผทู้ ม่ี ีจีโนไทป์ AaBbCC มาผสมกบั สตั ว์เพศเมยี ที่มีจโี นไทป์ AaBBCc โดย
กำหนดปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างอลั ลลี ดงั นี้
A ข่ม a สมบรู ณ์ B ข่ม b ไมส่ มบูรณ์ C ข่ม c ไม่สมบูรณ์
ลูกที่มจี ีโนไทปเ์ หมอื นพ่อแม่จะมอี ัตราส่วนเท่าใด
ก. 1/8 ข. 3/4 ค. 3/16 ง. 9/64
AaxAa BbxBB CCxCc
2/4Aa 2/4Bb 2/4BB 2/4CC 2/4Cc
2/4 x 4/16 X 4/16 = 32/256
2214
3. ลกั ษณะขาวมขี น aa Bb ผสมกับแดงมขี น AABb ไดล้ กู มจี โี นไทป์ AaBb (ชมพู มขี น) ,
Aabb ชมพู ไมม่ ีขน) สรปุ ได้ว่า
ก. A ข่ม a สมบูรณ์ ,B ข่ม b สมบรู ณ์ ข. A ข่ม a สมบูรณ์ ,B ข่ม b ไม่สมบรู ณ์
ค. A ขม่ a ไม่สมบรู ณ,์ B ขม่ b สมบูรณ์ ง. A ข่ม a ไม่สมบรู ณ์ ,B ข่ม b ไมส่ มบูรณ์
4. ครอบครัวหนง่ึ มีลูกมีหมเู่ ลือดครบ 4 หมู่ พอ่ และแม่จะมีหมู่เลอื ดใดบ้าง
ก. A X B ข. A X AB ค. B X O ง. A X O
i X i = / i / /ii
genotype i , / i ,
5. ชายคนหน่ึงมีเลือด A เม่อื เขาแต่งงานกบั หญงิ A แต่ปรากฏวา่ ลกู ที่เกิดเปน� O แสดงว่า
ก. เกิดมิวเทชนั่
ข. ท้งั สามแี ละภรรยาเปน� heterozygous i X i
ค. สามีเป�น heterozygous ภรรยาเป�น homozygous
ง. ทั้งสามแี ละภรรยาเป�น homozygous i i ii
o
หมู่เลอื ด จโี นไทป์
A AA / Ai A
B BB / Bi
AB AB
o ii
2252
6. ลักษณะใดตอ่ ไปนี้ เม่อื นำไปปลูกแลว้ จะไดด้ อกสชี มพูทั้งหมด
ก. แดง X ชมพู ข. แดง X ขาว
ค. ชมพู X ชมพู ง. ขาว X ชมพู
@ biology โดยครูนุชนี ทองดนี อก
Aa X Aa (ชมพู X ชมพู)
F1 : AA Aa Aa aa
AA X aa (แดง X ขาว)
F1 : Aa Aa Aa Aa = ชมพู
2263
ยีนและโครโมโซม
ยีน(gene) คอื หนว่ ยทค่ี วบคมุ ลกั ษณะทางพนั ธกุ รรม ยีนเปน� ส่วนของDNA ท่ีสามารถควบคุม
การแสดงออกได้ สิ่งมชี ีวิตแตล่ ะชนิดจะมจี ำนวนยีนแตกต่างกัน
*** ยีน ประกอบด้วย สว่ นทสี่ ามารถถอดรหสั เป�น RNA ได้ เรียกวา่ exon และ บริเวณทไี่ ม่
สามารถถอดรหัสได้ เรียกว่า intron
*** ยนี (Gene) เปน� ส่วนหนง่ึ ของโครโมโซม หรอื ส่วนหนึ่งของสาย ดีเอน็ เอ
*** ยีน (Gene)ทงั้ หมดของสงิ่ มชี วี ิตหรือเซลล์จะรวมอยู่ในส่วนทเ่ี รียกว่า จโี นม (Genome)
*** ถา้ ยนี (Gene) ผดิ ไปจากปกตจิ ะเกดิ การกลายพันธ์ุ (Mutation)
@ biology โดยครนู ุชนี ทองดนี อก
2724
โครโมโซม (chromosome)
โครมาทดิ โครโมโซมพบไดใ้ นนวิ เคลยี สของ
เซลล์พวกยคู ารโิ อต ประกอบดว้ ย
DNA (Deoxyribonucleic acid)
รวมกับโปรตนี ประเภทฮิสโทน
(histone)
รูห้ รอื ไม่? รูห้ รือไม่ ..?
โครโมโซมมนษุ ยม์ ี 23 คู่ หรอื 46 แทง่ โครโมโซมเพศหญงิ คอื XX
คทู่ ่ี 1 – 22 เป�นออโตโซม (autosome) โครโมโซมเพศชาย คอื XY
คู่ที่ 23 เปน� โครโมโซมเพศ (Sex chromosome) เซลล์ร่างกายของเพศชาย คือ 44 +XY
เซลล์รา่ งกายของเพศหญงิ คอื 44 + XX
คาริโอไทป์ (karyotype)
28 25
******* ทบทวน ยคู ารโิ อตกับโพรคาริโอต
ลกั ษณะโครงสร้าง ยูคาริโอต โพรคาริโอต
(คน พชื สัตว์ เหด็ รา) (แบคทเี รียและสาหร่ายสเี ขยี วแกมนำ้ เงิน)
1 .นิวเคลยี ส นิวเคลยี ส นิวคลอี อย
2. เยือ่ หมุ้ นวิ เคลยี ส มี ไม่มี
3. โครโมโซม แทง่ วงกลม
4. ชุดโครโมโซม dipliod haploid
5. ไรโบโซม 80s 70s
6. ไมโทคอนเดรยี มี ไม่มี
7. ไลโซโซม มี ไม่มี
8. การแบง่ เซลล์ Mitosis , Meiosis แตกหนอ่ , สร้างสปอร์
9. ผนังเซลล์ Cellulose Peptidoglycan
มวิ เทชนั (Mutation)
มวิ เทชัน (Mutation) หรอื การกลายพันธ์ุ เกดิ การเปล่ียนแปลงที่ 2 ระดบั
1. มิวเทชันระดบั โครโมโซม
2. มิวเทชนั ระดับยีน เชน่ โรคโลหติ จางชนิดชิกเคลิ เซลล์ โดยเบสลำดับที่ 6 เปลี่ยนจาก
กลูตามกิ เปน� วาลีน ทำใหเ้ ม็ดเลือดแดงมรี ปู ร่างผดิ ปกติ
**** มวิ เทชันเกิดได้ 2 แบบ คือ 1. เกดิ ขึน้ เองในธรรมชาติ 2. เกดิ จากการชกั นำของรงั สีและ
สารเคมี เชน่ สารอะฟลาทอกซนิ
**** มิวเทชนั ท่ีเกดิ กบั เซลล์สืบพันธ์ุเท่าน้ันท่ีจะถา่ ยทอดการเปลี่ยนแปลงไปยังร่นุ ตอ่ ไปไดแ้ ละมี
ผลต่อสป�ชีส์และวิวฒั นาการของส่ิงมชี ีวิตมากทสี่ ุด
2296
ความผดิ ปกตขิ องโครโมโซม
ความผิดปกติบนออโตโซม โครโมโซมค่ทู ่ผี ดิ ปกติ ลักษณะ
(autosome)
5 สั้นกว่าปกติ เสยี งรอ้ งเหมอื นแมว
1. cri-du-chat or cat cry syndrome 13 เกนิ มา 1 แท่ง ปากแหว่งเพดานโหว่
2. Patau syndrome 15 บนแขนยาว อว้ นมาก, ออทิสติก
3. Prader-Willi syndrome 18 เกนิ มา 1 แทง่ มือเท้ากำบดิ งอ
4. Edward's syndrome
ความผิดปกตบิ นโครโมโซมเพศ ลักษณะ
(Sex chromosome)
ไมส่ ามารถแยกความแตกตา่ งระหวา่ งสเี ขียวและสแี ดงได้
1. ตาบอดสี (Colorblindness) เลอื ดหยุดไหลช้า
2. ฮีโมฟ�เลยี (Hemophilia) เม็ดเลอื ดแดงแตกไดง้ า่ ย มอี าการดีซา่ น ป�สสาวะเป�นสดี ำ
3. G-6-PD : Glucose-6-
phosphatedehydrogenase) กลา้ มเน้อื ท่ัวรา่ งกายลบี และตายอย่างช้าๆ
4. กล้ามเนือ้ แขนขาลีบ
5. Turner's syndrome (หญงิ ) X X หายไป 1 ตัว ตวั เต้ีย ทบ่ี รเิ วณคอมพี ังผืดกางเป�นปก� มัก
เปน� หมนั และไม่มปี ระจำเดอื น
6. Triple x syndrome (หญงิ ) X เกนิ มา 1 เป�นหมนั และไมม่ ปี ระจำเดอื น XXX
XXX
7. Klinefelter's syndrome X เกินมา 1 รูปร่างออ้ นแอ้น สูงชะลูด หนา้ อกโต มเี ต้านม
(ชาย) XXY = 47 เหมือนผหู้ ญงิ และเป�นหมัน
8.Double y syndrome (ชาย) Y เกนิ มา 1 เปน� หมัน มอี ารมณฉ์ นุ เฉียว สูงมาก
XYY = 47
ความผดิ ปกติของยนี ดอ้ ยบนโครโมโซม ลักษณะอาการ
1. Thalassemia เมด็ เลือดแดงมรี ูปรา่ งผดิ ปกติ :ซีด ตัว/ตาเหลอื ง
1. เบตา้ -ธาลสั ซเี มีย (B-thalassemia) คูท่ ่ี 11
2. แอลฟา่ -ธาลัสซีเมยี (Alpha-thalassemia) ค่ทู ี่ 16
3027
แบบทดสอบหลงั เรยี นชดุ ที่ 7 เรื่องยนี และโครโมโซม
…………………………………………………………………………………………………………………………………
คำช้แี จง ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบท่ถี กู ตอ้ งทสี่ ดุ เพยี งคำตอบเดยี ว
1. นายกนกและนางสาวขวญั ใจต่างกป็ กติ แต่พ่อแม่ของทัง้ คูเ่ ปน� โรคฮีโมฟเ� ลยี ถา้ นายกนก
และนางสาวขวัญใจแตง่ งานกนั บุตรของเขาจะมี genotype แบบใด
ก. 3/4 Dd 1/4 dd ข. 1/4 DD 2/4 Dd 2/4 dd
ค. 1/4 DD 2/4 Dd 1/4 dd ง 2/4 DD 2/4 Dd 2/4 dd
Dd X Dd = 1/4DD 1/4dd 2/4Dd
13142324
2. ชายผ้หู น่ึงฟอ้ งศาลฐานภรรยามีชู้ เพราะเขามีเลือด หมู่ A , RH + และภรรยามีเลอื ดหมู่
B , RH+ แต่บตุ รมเี ลอื ดหมู่ O RH- ทา่ นคิดวา่ บุตรคนนีเ้ ป�น ลกู ของเขาหรือไม่
ก. เปน� ไปได้ ข. ไม่ได้ ควรเปน� AB , -
ค. ไมไ่ ด้ควรเป�น + แต่ AหรือBกไ็ ด้ ง. ไม่ได้ควรเป�น+ หรือ -แต่AหรือBกไ็ ด้
Ai X Bi = AB Ai Bi ii ii = o
DD/Dd = RH + Dd x Dd = dd = Rh-
dd = RH-
3. ลักษณะพนั ธุกรรมของคนในข้อใดทยี่ นี ควบคมุ อยู่บนเพศ
1. ผิวเผอื ก 2. ตาบอดสี 3. ฮโี มฟเ� ลีย 4. ทาลัสซีเมีย
ง. 1 , 4
ก. 1 , 2 ข. 2 , 3 ค. 3 , 4
สฮี ีจีลีบ = Y =
3218
4. ลักษณะทางพนั ธุกรรมในข้อใดตอ่ ไปนีถ้ กู ควบคมุ ด้วยยีนบนออโตโซม
(1) ผมหยกิ (2) ฮีโมฟเ� ลีย (3) หมู่เลอื ด AB (4) ตาบอดสี
ก. 1 และ 2 ข. 3 และ 4 ค. 1 และ 3 ง. 2 และ 4
5. ขอ้ ความในข้อต่อไปนี้ ถกู ตอ้ งมากทส่ี ุด
ก. มวิ เทชันทีเ่ กิดกบั โครโมโซมเพศของเซลลส์ ืบพันธ์จุ ะถ่ายทอด ไปยังลกู หลานได้
ข. มิวเทชันที่เกดิ กบั ลกู โครโมโซมเพศเซลล์ร่างกายจะถา่ ยทอดไปยงั ลกู หลานได้
ค.มิวเทชนั ที่เกดิ กับออโตโซมเพศเซลล์ร่างกายจะถา่ ยทอดไปยงั ลูกหลานได้
ง. มวิ เทชันทีเ่ กดิ กบั ออโตโซมเพศของเซลลใ์ ดๆจะถ่ายทอดไปยงั ลูกหลานได้
@ biology โดยครนู ุชนี ทองดนี อก
3229
8.เพดดิกรี (pedigree)
เพดดกิ รี (pedigree) หมายถึงแผนลำดับเครอื ญาตหิ รอื พันธุประวตั ิ
3
3
3330
ลองเฮด็ เบง่ิ
ชายคนหน่ึงมลี ักษณะนิว้ เกนิ แต่งงานกบั หญิงทม่ี ีนวิ้ ปกติ มีบตุ รชายหน่ึง
คนทมี่ ีจำนวนน้ิวปกติ และมีบตุ รสาว 1 คนที่มีนิ้วเกิน บตุ รชายแตง่ งาน
กบั หญงิ ทม่ี นี ิว้ ปกติและมีบุตรชาย 2 คนทมี่ จี ำนวนนิว้ ปกติ เพดดกิ รีของ
ครอบครวั นเ้ี ป�นแบบใด..........?
การบา้ น
@ biology โดยครูนชุ นี ทองดนี อก
3314
แบบทดสอบหลังเรยี นชุดท่ี 8 เรอ่ื งเพดดกี รี
คำชี้แจง ใหน้ ักเรียนเลอื กคำตอบท่ีถูกต้องท่ีสดุ เพยี งคำตอบเดยี ว
1. จากพันธุประวตั ิ (pedigree) แสดงการสบื ทอดทางพันธกุ รรมของลักษณะด้อยที่มยี ีนควบคุมอยู่บนออ
โตโซม ถ้า II - 3 แต่งงานกบั คนทเี่ ป�น heterozygous โอกาสทล่ี ูกจะมีความผิดปรกติเป�นเทา่ ใด
ก. 0 ข. 1/8
ง. ¼
ค. 1/6
จ. 1/2
AA x Aa = 2/4AA , 2/4Aa
2. ชายคนหนึ่งมีลักษณะน้ิวเกิน แต่งงานกบั หญงิ ทมี่ นี ้วิ ปกติ มีบตุ รชาย 1 คนทมี่ จี ำนวนนว้ิ ปกติ
และบตุ รสาว 1 คนท่มี ีลักษณะนว้ิ เกนิ ตอ่ มาบุตรชายแตง่ งานกบั หญิงที่มจี ำนวนน้ิวปกติ และมี
บุตรชาย 2 คนท่ีมจี ำนวนนิ้วปกติ ข้อใดคือเพดดกิ รีของครอบครัวน้ี
3.จากเพดดีกรี จงตอบคำถาม ลกั ษณะผดิ ปกติทีแ่ สดงออกน้ี น่าจะมีการถา่ ยทอดโดยพันธกุ รรมแบบใด
(PAT ก.ค. 52)
1. autosomal dominant 2. autosomal recessive
3. X – linked inheritance 4. multiple alleles
3352
สารพันธุกรรม
1. กรดนิวคลอี กิ (nucleic acid)
เป�นสารชีวโมเลกลุ ขนาดใหญ่ เป�นสารพอลิเมอร์ธรรมชาติทป่ี ระกอบดว้ ยหน่วยซำ้ ๆ กัน
ของนิวคลโี อไทด์ (nucleotide) ดังนัน้ จึงถอื ว่ากรดนิวคลีอิกเปน� พอลนิ ิวคลโี อไทด์
(polynucleotide) แบง่ เปน� 2 กลุ่ม ดงั น้ี
1) กรดดีออกซไี รโบนิวคลอี กิ (Deoxyribonucleic acid ; DNA) ซงึ่ สามารถพบได้
ในบริเวณนวิ เคลยี สของเซลล์ มหี น้าที่เกบ็ ข้อมูลทางพันธกุ รรมของสง่ิ มีชวี ิต และถ่ายทอดขอ้ มลู
ทางพันธกุ รรมจากรุ่นพอ่ แม่ไปสู่รุน่ ลกู
2) กรดไรโบนิวคลีอกิ (Ribonucleic acid ; RNA) ซ่งึ พบไดใ้ นนวิ เคลยี สและไซโทพลาส
ซึมของเซลล์ มีหนา้ ท่ใี นการสังเคราะหโ์ ปรตนี ตา่ งๆ ดงั นน้ั กรดนวิ คลีอิกจึงเป�นสารชวี โมเลกลุ ทมี่ ี
บทบาทสำคัญยงิ่ ในการกำหนดลกั ษณะตา่ ง ๆ ของสิง่ มชี วี ติ
H OH
(C5H10O4) (C5H10O5)
@ biology โดยครนู ชุ นี ทองดนี อก
3633
2. DNA (deoxyribonucleic acids)
เปน� แหลง่ ในการเกบ็ ข้อมลู ทางพนั ธกุ รรม (genetic information) ของส่งิ มชี วี ติ ซ่ึงโครงสรา้ ง
ของดเี อน็ เอ (Structure of DNA) มอี งค์ประกอบดงั น้ี
A=T
3.4 C G
1 เกลยี ว =10 คู่
(34 Å)
20 Å
1. มีสายพอลินิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) 2 สาย ยดึ กนั โดยการจบั คกู่ นั ของเบส โดยในสายพอลินิวคลี
โอไทด์ ปลาย 3’ ของนิวคลีโอไทด์หน่ึงจะจบั กบั ปลาย 5’ ของนิวคลีโอไทด์
(Nucleotide) อีกอนั หน่ึงแต่ละสายมีทิศทางจากปลาย 5’ ไปยงั 3’ เรียงตวั กลบั สวนทิศทางกนั (Antiparallel)
2. เบสไทมีน (T) ยดึ กบั เบสอะดีนีน (A) ดว้ ยพนั ธะไฮโดรเจนแบบพนั ธะคู่ หรือ double bonds ส่วน เบส
ไซโทซีน(C) ยดึ กบั เบสกวั นีน (G) ดว้ ยพนั ธะไฮโดรเจนแบบพนั ธะสามหรือ triple bonds
3. พอลินิวคลีโอไทด์ 2 สายพนั กนั บิดเป็นเกลียวคลา้ ยบนั ไดเวียนขวาโดยมีน้าํ ตาลดีออกซีไรโบส
(Deoxyribose Sugar) จบั กบั หมูฟ่ อสเฟต (phosphate group) คลา้ ยเป็นราวบนั ได
4. ใน 1 รอบเกลียวของ ดีเอน็ เอ (DNA) ประกอบดว้ ย คู่เบส 10 คู่
5. เกลียวแตล่ ะรอบห่างเท่ากบั 34 Å (อา่ นวา่ องั สตรอม) หรือ 3.4 nm และพอลินิวคลีโอไทด์ 2 สาย มีเส้น
ผา่ นศนู ยก์ ลาง 20 Å หรือ 2 nm แตล่ ะคู่เบสห่างกบั 3.4 องั สตรอม หรือ 0.34 nm เกลียวเอียงทาํ
มุม 36 องศา
แบบทดสอบหลังเรียนชดุ ที่ 9 เร่ือง DNA 37
34
………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำชีแ้ จง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องท่ีสดุ เพียงคำตอบเดียว
1. DNA สายหนงึ่ มีความยาว 170 Å จะมจี ำนวนเบสกคี่ เู่ บส
ก. 10 ค่เู บส ข. 50 คู่เบส ค. 100 คู่เบส ง. 1,700 คู่เบส
2. ส่งิ มชี ีวติ ชนิดหนง่ึ มรี ะยะหา่ งของเบสแตล่ ะคู่รวมกนั เทา่ กบั 34 Å จะมจี ำนวนเบสกคี่ ่เู บส
ก. 10 คูเ่ บส ข. 20 คู่เบส ค. 34 คูเ่ บส ง. 50 คู่เบส
3. DAN สายหนึง่ มีเบส 100,000 คู่เบส จะมีขนาดโมเลกลุ เท่าใด
ก. 20 Kb ข. 40 Kb ค. 300 Kb ง. 100 Kb
4. DAN สายหนง่ึ มีเบส 10,000 คู่เบส จะมคี วามยาวก่ี อังสตรอม
ก. 3.4 Å ข. 34 Å ค. 340 Å ง. 3,400 Å
5. ถา้ นำDNA มาย่อยสลายจนได้โมเลกุลท่เี ป�นองค์ประกอบยอ่ ยๆ จะไม่พบองค์ประกอบใด
ต่อไปน้ี
ก. ไทมนี กวานีน ข. ไซโทซีน อะดนี ีน
ค. ยูราซิล ไรโบส ง. ไซโทซนี ดีออกซไี รโบส
6. DNA สายหน่ึงมีลำดบั เบส ATCGGAT อกี สายหน่ึงท่มี าเขา้ คกู่ ันจะทำให้เกิดพันธะไฮโดรเจนก่ี
พันธะ
ก. 10 พันธะ ข. 14 พนั ธะ ค. 17 พันธะ ง. 21 พันธะ
A T C GGA T ทองดีนAอก,T = 2 x 4 = 8
@ biology โดยครนู ชุ นี
T A G C C T A C,G = 3 x 3 = 9
RNA (ribonucleic acid 38 35
RNA หรือเรียกวา่ กรดไรโบนวิ คลอี กิ (Ribonucleic acid – RNA) คือ สายพอลิเมอร์ของ
นิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) ที่ไม่มีการแตกก่ิงกา้ นสาขา มีความยาวส้นั กวา่ โมเลกุลของ DNA มาก มี
โครงสร้างคลา้ ย DNA โดยอาร์เอน็ เอ (RNA) ประกอบดว้ ย น้าํ ตาลไรโบส (Ribose) เบส 4 ชนิด คอื อะดีนีน
(Adenine, A) , ยรู าซิล (Uracil, U) , ไซโตซีน (Cytosine, C) และกวั นีน (Guanine, G) และหม่ฟู อสเฟต ดงั
ภาพที่ 17 A =U
CG
ภาพที่ 17 โครงสร้างของ RNA และเบสของ RNA
อาร์เอน็ เอ (RNA) ส่วนใหญ่จะเป็นโพลีนิวคลีโอไทดส์ ายเด่ียว (single strand) ซ่ึงประกอบดว้ ย
นิวคลีโอไทด์ (Nucleotide) เช่ือมต่อกนั ดว้ ยพนั ธะฟอสโฟไดเอสเทอร์ (phosphodiester bond) โดยเบสยรู า
ซิลจะสามารถเช่ือมกบั อะดีนีนแทนไทมีนได้ ดงั ภาพที่ 18
ภาพท่ี 18 โครงสร้าง RNA ที่เป็นโพลีนิวคลีโอไทดส์ ายเด่ียว
ชนิดของ RNA 39 36
RNA มที ้งั หมด 3 ชนิด คอื
1. เมสเซนเจอร์อารเ์ อน็ เอ หรือ เอ็มอารเ์ อน็ เอ ( messenger RNA : mRNA) เปน�
อารเ์ อน็ เอทไี่ ดจ้ ากกระบวนการถอดรหัส ( transcription ) ของสายใดสายหนงึ่ ของดเี อน็ เอ ซ่งึ จะ
ทำหนา้ ทเ่ี ป�นรหสั พันธกุ รรมทใ่ี ช้ในการสังเคราะหโ์ ปรตีน
2. ทรานสเฟอรอ์ ารเ์ อน็ เอ หรือ ทอี ารเ์ อน็ เอ ( transfer RNA : tRNA) อารเ์ อน็ เอ
ชนดิ น้ีผลิตจากดีเอน็ เอเช่นเดยี วกัน ทำหนา้ ท่ีในการนำกรดอะมิโนต่างๆ ไปยงั ไรโบโซม ซึง่ เป�น
แหลง่ ท่ีมีการสงั เคราะหโ์ ปรตนี ในไซโทพลาซึม
3. ไรโบโซมอลอาร์เอน็ เอ หรือ อาร์อารเ์ อ็นเอ (ribosomal RNA : rRNA ) อารเ์ อ็น
เอชนดิ นผ้ี ลิตจากดีเอน็ เอโดยกระบวนการถอดรหัสเชน่ เดียวกนั แตท่ ำหนา้ ที่เปน� องค์ประกอบของ
ไรโบโซมโดยอาร์เอ็นเอรวมกับโปรตีนกลายเป�น หน่วยของไรโบโซม
บันทึกความรู้
………………………………………………………………………………………………………………………………………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………………...
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………..…………….
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………………………………….………
……………………………………………………………………………………………………………………………….…………
………………………………………………………………………………………………………………………….……………..
@ biology โดยครูนุชนี ทองดนี อก
40 37
แบบทดสอบหลังเรียนชุดที่ 10 เรื่องRNA
………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำชแี้ จง ให้นกั เรียนเลือกคำตอบทถี่ ูกตอ้ งทส่ี ดุ เพยี งคำตอบเดยี ว
1. เบสใดไม่พบใน RNA ข. T ค. U ง. C
ก. A
2. โครงสร้างทางเคมีใดเป�นองคป์ ระกอบของ RNA
ก. C5H10O5 ข. C5H10O4 ค. C5H10O2 ง. C5H10O6
3. RNA ชนดิ ใดถูกสรา้ งขน้ึ มบอ่ ยท่ี แตม่ ีอายสุ ั้นทีส่ ดุ
ก. rRNA ก. mRNA ค. tRNA ง. tRNA และ rRNA
4. นิวคลีโอไทด์ของ RNA ประกอบด้วยอะไรบา้ ง
ก. เบสและนำตาล ข. นำ้ ตาลและหมู่ฟอตเฟต
ค. เบสและหมฟู่ อสเฟต ง. เบส น้ำตาล และหมู่ฟอสเฟต
5. tRNA มีหน้าทีใ่ ด
ก. จดจำ anticodon ของ mRNA ข. ส่งรหัสจาก mRNA ยงั rRNA
ค. จัดเรยี งกรดอะมิโนให้ตรงกบั โคดอน ง. สง่ รหัสพนั ธกุ รรมจาก DNA ยัง RNA
6. RNA สายคู่จะพบในสงิ่ มีชวี ิตใด
ก. คน ข. ไวรัส ค. แบคทเี รีย ง. นก
@ biology โดยครูนุชนี ทองดนี อก
41 38
นิวคลโี อไทด์ (n1ucleotide)
นวิ คลโี อไทด์ (nucleotide) โมเลกลุ นิวคลีโอไทดจ์ ะประกอบดว้ ย 3 หน่วยยอ่ ย ดงั น้ี
1) นํ้าตาลเพนโทส (pentose) เป็ นน้ําตาลโมเลกุลเด่ียวซ่ึงประกอบด้วยคาร์บอน 5 อะตอม มี 2 ชนิด
คือ น้าํ ตาลไรโบส (ribose) ซ่ึงเป็ นองค์ประกอบของ RNA และดีออกซีไรโบส (deoxyribose) ซ่ึงเป็นองค์
องประกอบของDNA โดยท้งั สองชนิดจะมีความแตกต่างกันคือน้ําตาลดีออกซีไรโบส จะมีอะตอมธาตุ
ออกซิเจนนอ้ ยกวา่ น้าํ ตาลไรโบสอยู่ 1 อะตอม
ภาพที่ 3 ไรโบนิวคลีโอไทด์ และ ดีออกซีไรโบนิวคลีโอไทด์
2) ไนโตรเจนเบส (nitrogenous base) มีอยู่ท้งั สิ้น 5 ชนิด คือ อะดีนีน (Adenine ; A), กวานีน
(Guanine ; G), ไซโทซีน (Cytosine ; C), ยูเรซิล (Uracil ; U) และไทมีน (Thymine ; T) ซ่ึงส่วนของ
ไนโตรเจนเบสน้ีจะเป็ นส่วนท่ีกาํ หนดความแตกต่างของโมเลกุลนิวคลีโอไทด์ โดย DNA จะมีเบสที่พบ
มากอยู่ 4 ชนิด คือ A, G, T และ C การเขา้ คู่ A = T / G = C ขณะที่ใน RNA ประกอบดว้ ยนิวคลีโอไทด์
ชนิดท่ีมีเบสเป็น A, C, G หรือ U การเขา้ คู่ A = U / G = C
เบสพิวรีน (purine) ที่พบเป็ นองคป์ ระกอบของกรดนิวคลีอิกมีสองชนิดไดแ้ ก่ Adenine กบั
Guanine เบสท้งั สองแตกต่างกนั ท่ี คาร์บอนตาํ แหน่งท่ี 6 ซ่ึง adenine มีหมู่ amino มาเกาะ ในขณะที่ Guanine
เป็นหมู่ keto เบสท้งั สองชนิดพบได้ ท้งั ใน DNA และ RNA
ไพริมิดนี (pyrimidine) แตกตา่ งกนั ที่คาร์บอนตาํ แหน่งที่ 4 ซ่ึง Cytosine มีหมู่อะมิโนมาเกาะ
ที่ตาํ แหน่งน้ี ในขณะที่ Thymine และ Uracil มีหมู่ keto มาเกาะแทน เบส Thymine แตกต่างจาก Uracil
ตรงที่คาร์บอนตาํ แหน่งท่ี 5 ซ่ึงของ Thymine มีหมู่ methyl มาเกาะ ในขณะที่ Uracil ไมม่ ีหมู่ methyl
มาเกาะ
42 39
แหล่งท่ีพบ pyrimidine แตกต่างกนั ดงั น้ี เบส Cytosine พบไดท้ ้งั ในโมเลกุลของ DNA และ RNA ในขณะที่
Thymine พบไดเ้ ฉพาะใน DNA ส่วน Uracil พบไดเ้ ฉพาะใน RNA ไพริมิดีน (pyrimidine) ไดแ้ ก่ Thymine,
Cytosine และ Uracil รายละเอียดตามตารางที่ 1 และภาพท่ี 4
ตาราง ท่ี 1 แสดง Nitrogen base ของ DNA และ RNA
เบสไนโตรเจน (Nitrogen base) DNA RNA
Adenine (A)
Purine Adenine (A) Guanine (G)
Guanine (G)
Cytosine (C)
Pyrimidines Cytosine (C) Uracil (U)
Thymine (T)
ภาพท่ี 4 โครงสร้างเบส purine และ Pyrimidine
43 40
@
3) หมู่ฟอสเฟต เป็นบริเวณท่ีสามารถสร้างพนั ธะกบั น้าํ ตาลเพนโทสของนิวคลีโอไทลอ์ ีก
โมเลกุล ทาํ ใหโ้ มเลกุลของนิวคลีโอไทดแ์ ตล่ ะโมเลกลุ สามารถเชื่อมต่อกนั ได้ ซ่ึงพนั ธะโควาเลนตร์ ะหวา่ ง
น้าํ ตาลกบั เบสเป็นพนั ธะท่ีเช่ือมระหวา่ งคาร์บอนตาํ แหน่งท่ี 1 ของน้าํ ตาลกบั ไนโตรเจนตาํ แหน่งที่ 1 ของ
ไพริมิดีน หรือไนโตรเจนตาํ แหน่งท่ี 9 ของพิวรีน ส่วนหมู่ฟอสเฟตน้นั จบั กบั น้าํ ตาลที่คาร์บอนตาํ แหน่งที่ 5
แสดงดงั ภาพต่อไปน้ี
@ biology โดยครูนุชนี ทองดนี อก
44 41
พอลนิ ิวคลโี อไทด์ (Polynucleotide)
พอลนิ ิวคลโี อไทด์ (polynucleotide) เป็นการเรียงตวั เชื่อมตอ่ กนั ของนิวคลีโอไทดต์ ้งั แต่ 2 นิวคลีโอไทดข์ ้นึ
ไปโดยหมู่ฟอสเฟตเป็นตวั เช่ือมท่ีคาร์บอนตาํ แหน่งที่ 3 ของนิวคลีโอไทด์โมเลกุลหน่ึงกบั คาร์บอนตาํ แหน่ง
ที่ 5 นิวคลีโอไทดอ์ ีกโมเลกุลหน่ึง ซ่ึงการเรียงตวั ของเบสในสายดีเอน็ เอในช่วงท่ีเป็นยีนก็คือขอ้ มูล
พนั ธุกรรมท่ีกาํ หนดลาํ ดบั การเรียงตวั ของกรดอะมิโนบนสายพอลิเพปไทด์
ภาพที่ 6 พอลีนิวคลีโอไทดข์ องดีออกซีไรโบส
@ biology โดยครูนุชนี ทองดนี อก
4542
แบบทดสอบหลังเรียนชุดที่ 11 เร่อื งนวิ คลีโอไทด์
………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำช้แี จง ให้นักเรียนเลอื กคำตอบท่ีถูกตอ้ งท่สี ดุ เพยี งคำตอบเดียว
1. จากการศึกษาองค์ประกอบของ DNA ทำให้ทราบว่า DNA ประกอบดว้ ย
ก. A = T , C = G ข. A = T , C = U
ค. A = U , C = G ง. A = T , C = G
2. นิวคลโี อไทดข์ อง DNA ประกอบดว้ ยองค์ประกอบต่อไปนยี้ กเวน้ ข้อใด
ก. นำ้ ตาลไรโบส ข. นำ้ ตาลดีออกซไี รโบส
ค. ไนโตรเจนเบส ง. หมู่ฟอสเฟต
3. ในสายพอลนิ ิวคลีโอไทด์ (polynucleotide) หมู่ฟอสเฟตทำหนา้ ที่เชอื่ มต่อนวิ คลีโอไทดท์ ่ี
คารบ์ อนตำแหน่งใดบา้ ง
ก. 1 และ 3 ข. 1 และ 9
ค. 3 และ 5 ง. 3 และ 9
4. C5H10O4 เปน� สตู รโครงสรา้ งทางเคมีของกรดนิวคลอี กิ ตวั ใด
ก. DNA ข. RNA
ค. หมฟู่ อสเฟต ง. ไนโตรเจนเบส
5. ในการจัดเรียงตัวของนิวคลโี อไทดใ์ นสายพอลีนวิ คลีโอไทด์ 3 นวิ คลโี อไทด์ จะประกอบด้วย
ไนโตรเจนเบสจำนวนเทา่ ใด
ก. 4 ข. 16
ง. 64
64ค. 24
4 = 43 =
@ biology โดยครนู ุชนี ทองดีนอก
4463
ใชแ้ ผนภาพต่อไปนต้ี อบคำถามขอ้ 6 – 10
A CD B A
B EF B
A
A A
B
T= A
A CG
6. ใน 1 นิวคลีโอไทด์ จะประกอบดว้ ยอกั ษรตวั ใดบา้ ง
ก. A B C ข. A C F
ค. B C D ง. B E F
7. ถา้ E คือ ไทมีน F ควรเป็นเบสใด ข. กวานีน
ก. อะดีนีน ง. ไซโทซีน
ค. ยรู าซิล
8. ถา้ C คือ อะดีนีน จะยดึ เหนี่ยวกบั D ดว้ ยพนั ธะใด
ก. ไฮโดรเจน 2 พนั ธะ ข. ไฮโดรเจน 3 พนั ธะ
ค. พนั ธะโควาเลนต์ 2 พนั ธะ ง. พนั ธะโควาเลนต์ 3 พนั ธะ
9. A ทาํ หนา้ ท่ีเช่ือมระหวา่ ง B กบั B ที่ตาํ แหน่งใด
ก. 1 และ 3 ข. 1 และ 9
ค. 3 และ 5 ง. 3 และ 9
10. ถา้ B คือ DNA ขอ้ ใดตอ่ ไปน้ีไม่ใช่ D ข. กวานีน
ก. อะดีนีน ง. ไซโทซีน
ค. ยรู าซิล
@ biology โดยครูนุชนี ทองดีนอก
4474
กฎช1า2ร.์กกฎรชาฟารฟ์ก์รา(ฟCฟh์ a(Crghaafrfga’fSf ’rSurluelse)s)
ชาร์กาฟฟ์ (Erwin Chargaff) ไดว้ ิเคราะหป์ ริมาณนิวคลีโอไทดใ์ น DNA ของส่ิงมีชีวติ
ต่างๆ พบวา่ ปริมาณเบส A = T , C = G เสมอ เรียกกฎของชาร์กาฟฟ์
- องคป์ ระกอบเบสของ DNA จากส่ิงมีชีวติ ชนิดเดียวกนั จะเหมือนกนั แมว้ า่ จะนาํ มาจาก
เน้ือเยอ่ื ตา่ งกนั กต็ าม
- องคป์ ระกอบเบสของ DNA ในส่ิงมีชีวิตชนิดหน่ึงมีความคงท่ี ไม่แปรผนั ตามอายุ
อาหาร หรือสิ่งแวดลอ้ ม
- ใน DNA ไมว่ า่ จะนาํ มาจากแหลง่ ใดกต็ ามจะพบ A=T, C=G หรือ purine = pyrimidine
สรุปได้ว่า 1. A = T และ C = G 2. A , T ≠ C , G
3. อตั ราส่วนของ A : T = 1 : 1 4. อตั ราส่วนของ C : G = 1 : 1
5. A + G = 1 เป็น DNA สายคู่
T+C
6. A + G ≠ 1 เป็น DNA สายเดี่ยว
T+C
7. A + T = 1 เป็น DNA คู่
G+C
8. A + T ≠ 1 เป็น DNA เดี่ยว
G+C
@ biology โดยครนู ุชนี ทองดีนอก
48 45
แบบทดสอบหลงั เรยี นชดุ ท่ี 12 เร่ืองกฎชาร์กาฟฟ์
………………………………………………………………………………………………………………………………………
คำช้ีแจง ใหน้ กั เรียนเลือกคำตอบท่ีถกู ตอ้ งทสี่ ดุ เพียงคำตอบเดียว
1. DNA ของสิ่งมีชีวติ ชนิดหน่ึง มี A = 20 % ของเบสอื่นๆ เบสท่ีเหลือมีอตั ราส่วนเท่าใด
ก. T : G : C ข. T : G : C ค. U : G : C ง. T : G : U
30 : 20 : 30 20 : 30 : 30 20 : 30 : 30 20 : 20 : 40
2. ผลการวเิ คราะห์กรดนิวคลีอิกชนิดหน่ึง พบวา่ มี A = 31.21 % G = 19.10 % C = 19.20 %
U = 30.80 % กรดดงั กล่าวน่าจะเป็น
ก. RNA ข. DNA สายเดี่ยว ค. DNA สายคู่ ง. DNA และ RNA
3. ผลการวเิ คราะห์ DNA อตั ราส่วนใดต่อไปน้ีเปล่ียนแปลงได้
ก. A + T ข. A + G ค. C ง. A
G+C T+C G A
4. สิ่งมีชีวติ ชนิดน้ีมีกรดนิวคลีอิกแบบใด A + T = 1 และ A + C ≠ 1
C +G T + G
ก. DNAสายคู่ ข. DNA สายเด่ียว
ค. RNAสายคู่
ง. RNA สายเด่ียว
5. การวิเคราะห์เบสใน DNA พบวา่ G = 40.3 แสดงวา่ มี A = ?
ก. 5 ข. 10 ค. 20 ง. 40
6. ขอ้ ใดตอ่ ไปน้ีถูกตอ้ ง
ก. A + T = C + G ข. A + C = T + G
ค. (A + C ) = 1 ง. A = C
T GT
@ biology โดยครนู ุชนี ทองดีนอก
4649
13. การจําลกอางรตจัวําลเอองงขตอัวงเอDงNขAอง(DNA Replication)
(DNA Replication)
1. เอนไซม์ helicase สลายพนั ธะระหว่างคู่เบส ดเี อน็ เอ
(DNA) ท้งั สองสายไดแ้ ยกออกจากกันแล้วเอนไซม์ DNA
Polymerase สร้างดีเอน็ เอ (DNA) สายใหมม่ าเขา้ คกู่ บั สาย
เดิม ซ่ึง DNAสายใหม่จะมจี ากทศิ 5’ ไป 3’ เสมอ
@ biology โดยครนู ุชนี ทองดีนอก
50
47
2. สายนาํ (leading strand) คือ DNA
แม่แบบที่มีทิศจาก 3’ ไป 5’ จะสามารถสร้าง
DNA สายใหมไ่ ดอ้ ยา่ งตอ่ เน่ือง
3. สายตาม (Lagging Strand) คือสายดี
เอน็ เอ (DNA) แม่แบบมีทศิ จาก 5’ ไป 3’ ทาํ ใหก้ าร
สร้าง DNA สายใหม่เป็นสายส้นั ๆ เรียกวา่
“โอคาซากิ แฟรกเม้นต์” หรือ “ชิ้นส่วน โอคาซากิ”
(Okazaki Fragment) แล้วจะถูกเชื่อมด้วยเอนไซม์
ดีเอน็ เอไลเกส ใหเ้ ป็นDNA สายยาว
4. การส้ินสุดการจาํ ลองตวั เองของดีเอน็ เอ (Termination of DNA Replication)
การจาํ ลองตวั เองของดีเอน็ เอ (DNA Replication) จะมีตาํ แหน่งท่ีเป็นจุดส้ินสุดของการ
จาํ ลองตวั เองของดีเอน็ เอ (DNA Replication) อยทู่ ี่ตาํ แหน่งน้ีมีขนาดประมาณ 20 คู่เบส ท่ี
เรียกวา่ Ter Sequence โดยจะมีโปรตีนท่ีทาํ การจดจาํ ตาํ แหน่งน้ีเขา้ มาจบั ท่ี Ter Sequence เพอ่ื ทาํ
ให้ DNA Polymerase หยดุ การจาํ ลองตวั เองของดีเอน็ เอ
การสร้าง สาย leading และ สาย lagging สายใหม่มีทิศทางการสร้างท่ีสวนทางกนั ดังภาพ