The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สค31003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfesiwilai, 2022-07-02 03:14:52

สค31003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

สค31003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

1

2

เอกสารสรุปเนื้อหาท่ตี อ งรู

รายวิชา การพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สงั คม
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย
รหสั วิชา สค31003

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน
พุทธศกั ราช 2551

สํานักงานสงเสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศัย
สํานกั งานปลดั กระทรวงศึกษาธกิ าร
กระทรวงศึกษาธิการ

หามจําหนาย

หนังสอื เรยี นนจ้ี ดั พมิ พดวยเงินงบประมาณแผนดนิ เพื่อการศกึ ษาตลอดชีวติ สําหรบั ประชาชน
ลิขสิทธิเ์ ปนของสํานกั งาน กศน.สาํ นักงานปลัดกระทรวงศึกษาธกิ าร



4

สารบัญ หนา

คาํ นาํ 1
คําแนะนําการใชห นงั สอื เรียน 1
โครงสรางรายวชิ า 4
บทที่ 1 การพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สงั คม 7

เรอื่ งท่ี 1 การพัฒนาตนเอง
เรื่องท่ี 2 การพฒั นาชมุ ชน
เรอ่ื งท่ี 3 การพัฒนาสงั คม

บทท่ี 2 ขอมลู ตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สังคม 10
เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคญั และประโยชนของขอมูล 10
เรอ่ื งท่ี 2 ขอมลู ตนเอง ครอบครัว 13
เร่ืองท่ี 3 ขอ มลู ชุมชน สังคม 13

บทท่ี 3 การจดั เกบ็ ขอ มูล และวเิ คราะหข อ มูล 15
เรอ่ื งที่ 1 การจัดเก็บขอมูล 15
เรอ่ื งที่ 2 การวิเคราะหขอ มลู 17
เรื่องท่ี 3 การนาํ เสนอขอ มลู 18

บทที่ 4 การมีสวนรวมในการวางแผนพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม 22

เรือ่ งที่ 1 การวางแผน 22

เรอื่ งที่ 2 การมีสวนรว มในการวางแผนพัฒนาตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สังคม24

บทท่ี 5 เทคนิคการมีสว นรวมในการจดั ทําแผน 28
เรื่องที่ 1 เทคนิคการมีสว นรวมในการจัดทาํ แผน 28
เรอ่ื งที่ 2 การจดั ทําแผน 38
เรื่องท่ี 3 การเผยแพรสูการปฏบิ ัติ 44

5

สารบญั (ตอ)

หนา

บทท่ี 6 บทบาท หนา ทีข่ องผนู ํา/สมาชิกทดี่ ขี องชมุ ชน สงั คม 47
เร่อื งท่ี 1 ผนู ําและผตู าม 47
เรอ่ื งที่ 2 ผนู ํา ผูตามในการจัดทาํ แผนพัฒนาชุมชน สงั คม 55
เรือ่ งท่ี 3 ผนู ํา ผตู ามในการขบั เคลอื่ นแผนพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สังคม 58

กิจกรรมทา ยเลม 60
แนวเฉลยกจิ กรรม 63
บรรณานกุ รม 65
คณะทาํ งาน 72

6

คาํ แนะนาํ ในการใชเอกสารสรุปเนื้อหาทต่ี อ งรู

หนงั สอื เรยี นสาระการพัฒนาสงั คมรายวิชาการพัฒนาตนเอง ชุมชน สงั คม ระดับ
มัธยมศึกษาตอนปลาย เปนหนงั สอื เรียนทจ่ี ัดทาํ ขึ้น สําหรบั ผเู รียนทเี่ ปน นักศกึ ษาการศกึ ษา
นอกระบบ

ในการศึกษาหนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาการพัฒนาตนเอง ชุมชน
สังคม ผเู รียนควรปฏิบตั ิดังนี้

1. ศึกษาโครงสรางรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูท่ีคาดหวัง
และขอบขายเนอ้ื หา

2. ศึกษารายละเอียดเนื้อหาของแตละบทอยางละเอียด และทํากิจกรรมตามท่ี
กาํ หนด แลวตรวจสอบกับแนวเฉลยกจิ กรรมทา ยเลม ถาผเู รียนตอบผดิ ควรกลบั ไปศกึ ษาและทํา
ความเขาใจ ในเนื้อหานัน้ ใหม ใหเ ขาใจกอนทจ่ี ะศกึ ษาเร่อื งตอ ไป

3. ปฏิบัติกิจกรรมทายบทของแตละบท เพื่อเปนการสรุปความรู ความเขาใจของ
เน้ือหาในเร่อื งนน้ั ๆ อีกครัง้

4. หนงั สอื เรียนเลม นี้มี 6 บท คอื
บทที่ 1 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม
บทท่ี 2 ขอมลู ตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม
บทท่ี 3 การจัดเก็บขอมูล และวิเคราะหขอ มลู
บทที่ 4 การมสี ว นรว มในการวางแผนพัฒนาตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สังคม
บทท่ี 5 เทคนิคการมสี ว นรวมในการจดั ทําแผน
บทท่ี 6 บทบาท หนา ทข่ี องผูนํา/สมาชิกทดี่ ขี องชุมชน สังคม

7

โครงสรา งรายวชิ าการพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม
ระดบั มัธยมศึกษาตอนปลาย

สาระสาํ คญั
การพัฒนาตนเอง เปนการพัฒนาความสามารถของตนเองใหมศี ักยภาพ สมรรถนะที่ทัน

ตอสภาพความจําเปน ตามความกาวหนา และการเปล่ยี นแปลงของสังคม เพ่ือใหตนเองมีชีวิต
ที่ดีข้ึน ดังนั้น การที่จะพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมได จะตองมีความรู ความ
เขาใจหลักการพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม ความสําคัญของขอมูล ประโยชนของขอมูลตนเอง
ครอบครวั ชุมชน สงั คม ในดานตา ง ๆ รูว ิธกี ารจดั เก็บ วิเคราะหขอมูลดวยวิธีการท่ีหลากหลาย
และการเผยแพรขอมลู ความสามารถในการวางแผนพัฒนาตนเองและครอบครวั รเู ทคนิคการมี
สวนรว มในการจัดทําแผนพัฒนาชุมชนและสังคม เขาใจบทบาทหนาท่ีของผูนําชุมชน ในฐานะ
ผนู ํา และผูตาม ในการจดั ทาํ และขบั เคลือ่ นแผนพฒั นาชุมชนและสงั คม

ผลการเรยี นรทู ี่คาดหวงั
1. เพอ่ื ใหผ ูเรยี นมีความรู ความเขา ใจหลกั การพฒั นาชมุ ชน สงั คม
2. บอกความหมายและความสําคัญของแผนชวี ิต และแผนชมุ ชน สังคม
3. วิเคราะหและนาํ เสนอขอ มลู ตนเอง ครอบครัว ชุมชน/สงั คม ดวยเทคนิคและวิธีการ
ท่ีหลากหลาย
4. จงู ใจใหส มาชกิ ของชุมชนมีสว นรวมในการจดั ทําแผนชีวติ และแผนชุมชน สังคมได
5. เปนผนู าํ ผตู ามในการจดั ทาํ ประชาคม ประชาพจิ ารณข องชมุ ชน
6. กําหนดแนวทางในการดําเนินการเพ่ือนําไปสูการทําแผนชีวิตครอบครัว ชุมชน
สังคม
7. รวมพฒั นาแผนชมุ ชนตามขั้นตอน

ขอบขา ยเน้ือหา
บทท่ี 1 การพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม
บทที่ 2 ขอมลู ตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม
บทท่ี 3 การจัดเก็บขอมูล และวเิ คราะหขอมูล
บทที่ 4 การมีสว นรว มในการวางแผนพฒั นาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สงั คม
บทท่ี 5 เทคนคิ การมีสว นรวมในการจดั ทําแผน
บทที่ 6 บทบาท หนาท่ขี องผนู าํ และสมาชกิ ทด่ี ีของชมุ ชน สงั คม

1

บทที่ 1
การพฒั นาตนเอง ชุมชน สังคม

เรื่องที่ 1 การพฒั นาตนเอง
1.1 ความหมายของ “การพฒั นา”
การพัฒนา (Development) หมายถึง การทําใหดีข้ึน เจริญข้ึน เปนการทํา

ใหส งิ่ ตาง ๆ มคี ณุ คา เพ่ิมข้นึ ในการพัฒนา อาจพัฒนาจากสิ่งที่มีอยูเดิม หรือสรางสรรคสิ่งใหม
ขนึ้ มาก็ได

1.2ความหมายของ “การพัฒนาตนเอง”
การพัฒนาตนเอง (Self Development) หมายถึง ความตองการของบคุ คล

ในการที่จะเพิ่มพูนความรู ความสามารถของตนจากที่เปนอยู ใหมีความรู ความสามารถ
เพม่ิ ข้นึ เกิดประโยชนต อตนเอง ครอบครวั และหนวยงาน ในการพัฒนาตนเองสามารถทาํ ได
ท้ังการพัฒนาทางรางกาย จิตใจ อารมณ สังคม และสตปิ ญ ญา เพอื่ จะไดเ ปน สมาชกิ ทม่ี คี ณุ ภาพ
ของสงั คม สามารถดําเนนิ ชีวติ อยใู นชมุ ทชนและสงั คมรว มกับผอู ืน่ ไดอ ยา งมคี วามสขุ

1.3 ข้ันตอนการพฒั นาตนเอง
การพัฒนาตนเองเปนการพัฒนาคณุ สมบตั ิท่ีอยูในตวั บคุ คล เปนการจดั การ

ตนเองใหม ีเปาหมายชีวิตที่ดี ทง้ั ในปจ จุบนั และอนาคต การพัฒนาตนเอง จะทาํ ใหบ คุ คลสํานึก
ในคณุ คาความเปน คนไดม ากย่ิงข้ึน

ปราณี รามสูต และจาํ รสั ดวงสุวรรณ (2545 : 125-129) ไดกลาวถึง หลักการ
พัฒนาตนเอง แบงออกเปน 3 ขัน้ ตอน ดงั น้ี

ขัน้ ที่ 1 การตระหนักรถู ึงความจาํ เปนในการปรบั ปรุงตนเอง เปนความตองการ
ในการท่ีจะพัฒนาตนเอง เพ่ือใหช วี ติ ประสบความสําเร็จ ความจาํ เปนในการปรบั ปรงุ ตนเอง
มีทั้งดานรางกาย จิตใจ อารมณ สงั คม และสตปิ ญ ญา

ขั้นที่ 2 การวิเคราะหต นเอง โดยการสังเกตตนเอง ประเมินตนเอง และสังเกต
พฤตกิ รรมของผอู ่นื รวมท้ังเปรียบเทยี บบุคลกิ ภาพทส่ี ังคมตอ งการ

ขนั้ ที่ 3 การวางแผนพฒั นาตนเองและการตง้ั เปาหมาย

2

1.4 แนวทางการพฒั นาตนเอง
ในการพฒั นาตนเอง มีแนวทางการพฒั นาในแตล ะดาน ดงั น้ี
1.4.1 การพฒั นาดานจติ ใจ ควรพฒั นาสภาพของจิตท่ีมคี วามรูสึกท่ดี ี

ตอ ตนเองและสงิ่ แวดลอม มองโลกในแงดี เชิงสรางสรรค
1.4.2 การพัฒนาดานรา งกาย ควรพัฒนารปู รา งหนา ตา กริ ิยาทา ทาง

การแสดงออก น้ําเสียงวาจา การสื่อความหมาย รวมไปถึงสุขภาพอนามัย และการแตงกาย
เหมาะกับกาลเทศะ รูปรางและผิวพรรณ

1.4.3 การพัฒนาดานอารมณและความเฉลียวฉลาดทางอารมณ ควรพัฒนา
ความสามารถในการควบคุมความรูสึกนึกคิดและการแสดงออก ควบคุมอารมณที่เปนโทษตอ
ตนเองและผูอ นื่

1.4.4 การพัฒนาดานสติปญญา ควรพัฒนาความรอบรู ความฉลาด ไหวพริบ
ปฏภิ าณ การวเิ คราะห การตดั สินใจ ความสามารถในการแสวงหาความรู และฝกทักษะใหม ๆ
เรียนรวู ถิ ที างการดําเนนิ ชีวติ ท่ีดี

1.4.5 การพัฒนาดานสังคม ควรพัฒนาการปฏิบัติตน ทาทีตอส่ิงแวดลอม
ประพฤติตนตามบรรทดั ฐานทางสังคม

1.4.6 การพัฒนาดา นความรู ความสามารถ ควรพฒั นาความรู ความสามารถ
ท่ีมีอยใู หก าวหนาย่งิ ขึ้น

1.4.7 การพัฒนาตนเองสูความตองการของตลาดแรงงาน ควรพัฒนาความรู
ความสามารถ ทักษะ ความชํานาญทางอาชพี ใหส อดคลอ งกบั ความตองการของตลาดแรงงาน

1.5 วธิ ีการพฒั นาตนเอง
วิธีในการพัฒนาตนเองสามารถกระทําไดหลายวิธี ท้ังน้ีขึ้นอยูกับความสนใจ

ความถนัด ศักยภาพและความพรอมของแตละบุคคล สิ่งสําคัญคือตองลงมือปฏิบัติเพื่อเพ่ิมพูน
ความรแู ละประสบการณข องตนเองอยเู สมอ ท้ังนีเ้ พ่ือใหบ รรลวุ ัตถปุ ระสงคของชีวิตตาม
ท่กี าํ หนดไว วิธกี ารในการพัฒนาความรแู ละประสบการณ มดี งั น้ี

1.5.1 การหาความรเู พม่ิ เตมิ อาจใชว ิธีการ ดงั ตอไปน้ี
1) การอานหนังสอื เปน ประจาํ และอยา งตอ เนอ่ื ง
2) การเขา รว มประชมุ หรือเขารับการฝก อบรม
3) การสอนหนงั สอื หรอื การบรรยายตา ง ๆ
4) การรว มกิจกรรมตา ง ๆ ของชุมชนหรือองคการตาง ๆ

3

5) การรว มเปน ทปี่ รึกษาแกบ คุ คลหรือหนว ยงาน
6) การศกึ ษาตอ หรอื เพมิ่ เติมจากสถาบันการศกึ ษาหรือมหาวทิ ยาลัยเปด
7) การพบปะเยีย่ มเยียนบคุ คลหรอื หนว ยงานตาง ๆ
8) การเปน ผูแทนในการประชุมตา ง ๆ
9) การจัดทาํ โครงการพิเศษ
10) การปฏบิ ตั งิ านแทนหวั หนางาน
11) การคนควา หรอื วจิ ยั
12) การศึกษาดงู าน
1.5.2 การเพ่ิมความสามารถและประสบการณ อาจใชวิธกี าร ดังตอ ไปน้ี
1) การลงมอื ปฏิบตั จิ ริง
2) การฝกฝนโดยผูท รงคุณวุฒหิ รือหัวหนางาน
3) การอาน เอกสาร การฟง และการถามผูทรงคณุ วฒุ ิหรอื หัวหนางาน
4) การทาํ งานรว มกับบคุ คลอ่ืน
5) การคน ควาวิจัย
6) การหมุนเวียนเปลย่ี นงานหรือหนาที่ความรบั ผดิ ชอบ
1.6 ประโยชนข องการพัฒนาตนเอง
บุคคลท่ีพัฒนาตนเองอยูเสมอ จะไดรับประโยชนทั้งที่เกิดกับตนเองโดยตรง
รวมถงึ ประโยชนจากการเก่ยี วขอ งกบั บุคคลอนื่ และสังคม ดังนี้
1.6.1 ประโยชนท ี่จะเกิดขน้ึ กับตนเอง
1) ประสบความสาํ เร็จในการดํารงชีวิต
2) ประสบความสําเรจ็ ในการประกอบอาชีพการงาน
3) มสี ุขภาพอนามยั สมบรู ณ
4) มคี วามเช่ือมน่ั ในตนเอง
5) มคี วามสงบสุขทางจิตใจ
6) มีความเปนอยแู ละสภาพแวดลอ มทด่ี ี
1.6.2 ประโยชนจ ากการเก่ยี วของกบั บุคคลอน่ื และสงั คม
1) ไดร บั ความเชอื่ ถอื และไววางใจจากเพือ่ นรวมงานและบคุ คลอ่นื
2) สามารถรวมมือและประสานงานกบั บคุ คลอน่ื
3) มคี วามรับผดิ ชอบและความมานะอดทนในการปฏบิ ตั ิงาน

4

4) มคี วามคิดริเรมิ่ สรางสรรคเพอ่ื พฒั นางาน
5) มีความจริงใจ ความเสยี สละ และความซ่อื สตั ยส จุ ริต
6) รักและเคารพหมูคณะ และการทาํ ประโยชนเพ่ือสวนรวม
7) ไดร บั การยกยอง และยอมรบั จากเพือ่ นรวมงาน

เรอื่ งท่ี 2 การพฒั นาชุมชน
การพฒั นาชุมชน เปน การนาํ คาํ สองคาํ มารวมกัน คือ คําวา “การพัฒนา” กับคําวา

“ชมุ ชน” ซึง่ ความหมายของคําวา “การพัฒนา” ไดกลาวถึงแลวในเรื่องของการพัฒนาตนเอง
ในที่น้ีจะกลาวถึงความหมายของชุมชน

2.1 ความหมายของ “ชุมชน”
ชมุ ชน (Community) หมายถึง กลมุ คนที่อาศยั อยูในอาณาเขตเดยี วกัน

มีความรูสึกเปนพวกเดียวกัน มีความศรัทธา ความเชื่อ เชื้อชาติ การงาน มีความสนใจ และ
ปฏิบตั ติ นในวถิ ชี ีวิตประจาํ วันทีค่ ลา ยคลึงกัน มคี วามเออ้ื อาทรตอ กัน

2.2 ความหมายของ “การพฒั นาชมุ ชน”
การพฒั นาชุมชน (Community Development) หมายถึง การทําใหชุมชนมี

ความเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ีดีข้ึน หรือเจริญขึ้น ท้ังในดานการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และ
วัฒนธรรม ชว ยยกระดบั ใหคุณภาพชีวิตของประชาชนในชุมชนดีขึ้น โดยท่ีประชาชนในชุมชน
รวมกันวเิ คราะหปญหาและความตองการ วางแผน ลงมือดําเนินการ ติดตามผล ถอดบทเรียน
และรว มรบั ประโยชน ทง้ั นีโ้ ดยใชทรัพยากรที่มีอยูในชุมชนใหมากท่ีสุด และขอความชวยเหลือ
จากรัฐบาลและองคกรตาง ๆ สนับสนุนในกรณีเทาท่ีจําเปน

2.3 ปรัชญาขั้นมลู ฐานของงานพฒั นาชุมชน
ในการพัฒนาชุมชน มีปรัชญาซ่ึงเปนความเชื่อพื้นฐานท่ีสําคัญของการ

ดําเนินงาน สรปุ ได ดงั นี้
2.3.1 บุคคลแตละคนยอมมีความสําคัญ และมีความเปนเอกลักษณที่ไม

เหมือนกัน จึงมีสิทธิอันพึงไดรับการปฏิบัติดวยความยุติธรรม และไดรับการปฏิบัติอยางมี
เกยี รติ โดยไมเลอื กปฏิบัติ

2.3.2 บุคคลแตละคนยอมมีสิทธิ และสามารถที่จะกําหนดวิธีการดํารงชีวิต
ของตนไปในทิศทางที่ตนตองการ

5

2.3.3 บุคคลแตละคนถาหากมีโอกาสแลว ยอมมีความสามารถท่ีจะเรียนรู
เปล่ยี นแปลงทัศนะ ประพฤติปฏบิ ตั ิ และพัฒนาขดี ความสามารถ ใหมีความรับผิดชอบตอสังคม
สูงขน้ึ ได

2.3.4 มนุษยทุกคนมีพลังในเร่ืองความเปนผูนํา ความคิดริเริ่มและความคิด
ใหม ๆ ซึ่งซอนเรนอยู ขณะเดียวกัน พลังความสามารถเหลาน้ีสามารถเจริญเติบโต และนํา
ออกมาใชได ถาพลังท่ซี อนเรน เหลาน้ไี ดร ับการพัฒนา

2.3.5 การพัฒนาพลังและขีดความสามารถของชุมชนในทุกดานเปนส่ิงที่พึง
ปรารถนา และมีความสาํ คัญย่งิ ตอชีวติ ของบคุ คล ชมุ ชน และรัฐ

2.4 แนวคิดพน้ื ฐานของการพัฒนาชมุ ชน
แนวคิดพน้ื ฐานของการพัฒนาชมุ ชน มคี วามสาํ คญั ตอ การพัฒนาชมุ ชน

ซึ่งสมาชกิ ของชุมชน ผนู าํ ชมุ ชน หรอื นักพัฒนาจากภายนอกชุมชนควรนํามาใชเปนหลักในการ
กําหนดแนวทางการพัฒนาชุมชน แนวคิดพ้ืนฐานของการพัฒนาชมุ ชน มดี ังนี้

2.4.1 การมีสวนรวมของประชาชน (People’s Participation) เปนหัวใจของ
การพัฒนาชุมชน โดยยึดหลักของการมีสวนรวมท่ีวา ประชาชนมีสวนรวมในการคิด ตัดสินใจ
วางแผนปฏบิ ัตกิ าร บาํ รงุ รกั ษา ติดตาม ประเมนิ ผล และรบั ประโยชน

2.4.2 การพ่ึงตนเอง (Self-reliance) เปนแนวทางในการพัฒนาที่สําคัญ
ประการหนึ่ง ท่ีตองพัฒนาใหประชาชนสามารถพ่ึงตนเองไดมากข้ึน โดยมีรัฐคอยใหการ
ชว ยเหลือสนับสนุน ในสวนทีเ่ กนิ ขีดความสามารถของประชาชน ตามโอกาสและหลักเกณฑ
ทเ่ี หมาะสม

2.4.3 ความคิดริเริ่มของประชาชน (People’s Initiative) ในการทํางานกับ
ประชาชนตองยึดหลักการที่วา ความคิดริเริ่มตองมาจากประชาชน ซึ่งตองใชวิถีแหง
ประชาธิปไตย และหาโอกาสกระตุนใหการศึกษา ใหประชาชนเกิดความคิด และแสดงออก
ซงึ่ ความคิดเห็นอันเปนประโยชนต อ ชมุ ชน หมบู า น ตําบล ของตน

2.4.4 ความตอ งการของชมุ ชน (Community Needs) ในการพัฒนาชุมชนตอง
ใหประชาชน และองคกรประชาชน คิด และตัดสินใจบนพ้ืนฐานความตองการท่ีแทจริงของ
ชุมชน เพ่ือใหเกิดความคิดท่ีวางานพัฒนาชุมชนเปนของประชาชน และจะชวยกันดูแลรักษา
ตอ ไป

6

2.4.5 การศึกษาตลอดชีวิต (Life-long Education) การทํางานพัฒนาชุมชน
ถือเปนกระบวนการใหการศึกษาตลอดชีวิตแกประชาชน เพื่อนําไปสูการพัฒนาคน การให
การศึกษาดังกลาวตองดําเนินการอยา งตอ เน่ืองไปตราบเทาทบี่ คุ คลยงั ดาํ รงชวี ติ อยใู นชมุ ชน

2.5 หลักการพฒั นาชุมชน
จากปรชั ญา และแนวคดิ พนื้ ฐานของการพฒั นาชุมชน ไดนํามาใชเปนหลักการ

พฒั นาชุมชน ซึง่ นกั พฒั นาตองยดึ เปนแนวทางปฏิบัติ ดงั นี้
2.5.1 หลกั ความมีศักดิ์ศรี และศักยภาพของประชาชน และเปดโอกาส

ใหประชาชนใชศักยภาพท่ีมีอยูใหมากท่ีสุด จึงตองใหโอกาสประชาชนในการคิด วางแผนเพื่อ
แกป ญหาชุมชนดวยตัวของเขาเอง นกั พฒั นาควรเปน ผกู ระตุน แนะนาํ สงเสรมิ

2.5.2 หลักการพ่ึงตนเองของประชาชน ตองสนับสนุนใหประชาชนพ่ึงตนเอง
ได โดยการสรางพลังชุมชนเพ่ือพัฒนาชุมชน สวนหนวยงานของรัฐหรือองคกรภายนอกจะ
สนบั สนุนอยูเบอ้ื งหลัง และชว ยเหลือในสว นท่ีเกินความสามารถของประชาชนและชุมชน

2.5.3 หลักการมีสวนรวมของประชาชน เปนการเปดโอกาสใหประชาชนรวม
คดิ ตดั สินใจ วางแผน ปฏิบัติตามแผน และติดตามประเมินผลในกิจกรรม หรอื โครงการใด ๆ
ที่จะทําในชุมชน เพ่ือใหประชาชนไดมีสวนรวมอยางแทจริงในการดําเนินงาน อันเปนการ
ปลกู ฝง จิตสาํ นึก ในเรอ่ื งความเปนเจาของโครงการและกิจกรรมพัฒนา

2.5.4 หลกั ประชาธิปไตย ในการทาํ งานพัฒนาชมุ ชนจะตอ งเร่ิมดวยการพูดคุย
ประชุมหารอื รว มกนั คดิ รว มกนั ตัดสนิ ใจ และทํารวมกัน รวมถึงรับผิดชอบรวมกันภายใตความ
ชวยเหลือซึง่ กนั และกัน ตามวิถที างแหงประชาธปิ ไตย

นอกจากหลกั การพัฒนาชมุ ชนทีก่ ลาวมาแลว องคก ารสหประชาชาติ ยังไดกาํ หนด
หลกั การดําเนินงานพัฒนาชมุ ชนไว 10 ประการ ดังนี้

1. ตองสอดคลอ งกับความตองการท่แี ทจ ริงของประชาชน
2. ตองเปน โครงการเอนกประสงคที่ชว ยแกปญ หาไดหลายดาน
3. ตอ งเปลย่ี นแปลงทศั นคติไปพรอม ๆ กับการดาํ เนนิ งาน
4. ตองใหประชาชนมีสว นรว มอยา งเตม็ ที่
5. ตอ งแสวงหาและพฒั นาใหเกิดผนู ําในทองถนิ่
6. ตอ งยอมรับใหโอกาสสตรี และเยาวชนมสี วนรวมในโครงการ
7. รัฐตองเตรียมจัดบรกิ ารใหก ารสนบั สนนุ

7

8. ตอ งวางแผนอยางเปน ระบบ และมปี ระสิทธภิ าพทุกระดบั
9. สนบั สนนุ ใหองคก รเอกชน อาสาสมัครตาง ๆ เขา มามีสว นรว ม
10. ตองมกี ารวางแผนใหเ กิดความเจรญิ แกช ุมชนทส่ี อดคลอ งกบั ความเจรญิ ในระดบั ชาติ

เรื่องที่ 3 การพฒั นาสงั คม
3.1 ความหมายของการพฒั นาสงั คม
การพัฒนาสังคม (Social Development) หมายถึง กระบวนการ

เปล่ียนแปลงที่ดีทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม เพื่อให
ประชาชนมีชีวิตความเปนอยูท่ีดีขึ้น ทั้งดานที่อยูอาศัย อาหาร เคร่ืองนุงหม สุขภาพอนามัย
การศกึ ษา การมงี านทาํ มรี ายไดเพยี งพอตอ การครองชีพ ประชาชนไดรับความเสมอภาค ความ
ยุติธรรม มีคุณภาพชีวิตที่ดี ท้ังน้ี ประชาชนตองมีสวนรวมในกระบวนการเปลี่ยนแปลงในทุก
ขั้นตอน อยา งมีระบบ

3.2 ความสําคัญของการพัฒนาสงั คม
เม่ือบุคคลมาอยูรวมกันเปนสังคม ปญหาตาง ๆ มักจะเกิดตามมาเสมอ

ยิ่งสังคม มีขนาดใหญ ปญหาก็ยิ่งจะมีมากและมีความสลับซับซอนเปนเงาตามตัว ปญหาหนึ่ง
อาจจะกลายเปนสาเหตุของอีกหลายปญหาหนึ่ง เก่ียวโยงกันเปนลูกโซ ถาปลอยไวก็จะเพ่ิม
ความรุนแรง เพ่ิมความสลับซับซอน และขยายวงกวางออกไปเรื่อย ๆ ยากตอการแกไข
ประชาชนในสังคมน้ันกจ็ ะไมม ี ความสงบสขุ ดังนนั้ ความสําคญั ของการพัฒนาสังคม อาจกลาว
เปนขอ ๆ ได ดังน้ี

3.2.1 ทาํ ใหป ญหาของสังคมลดนอ ยลง และหมดไปในทส่ี ดุ
3.2.2 ปองกันไมใ หปญ หานั้นหรอื ปญ หาในลกั ษณะเดียวกันเกิดข้ึนอีก
3.2.3 ทาํ ใหส ังคมเกดิ ความเจรญิ กา วหนา
3.2.4 ทําใหประชาชนในสังคมสมานสามัคคีและอยูรวมกันอยางมีความสุข ตาม
ฐานะของแตล ะบคุ คล
3.2.5 ทาํ ใหสังคมเกดิ ความเปนปกแผน มคี วามมัน่ คง
3.3 แนวคิดในการพัฒนาสังคม
การพัฒนาสังคมมีขอบเขตกวางขวาง เพราะปญหาของสังคมมีมาก และ
สลับซับซอน การแกปญหาสังคมจึงตองทําอยางรอบคอบ และตองอาศัยความรวมมือกันของ
บุคคลจากหลาย ๆ ฝา ย และโดยเฉพาะอยางย่งิ ประชาชนในสังคมนน้ั ๆ จะตองรับรู พรอมท่ีจะ

8

ใหขอมูลท่ีถูกตอง และเขามามีสวนรวมในการพัฒนา การพัฒนาสังคมจึงเปนท้ังกระบวนการ
วธิ กี าร กรรมวิธเี ปลีย่ นแปลง และแผนการดําเนนิ งาน ซง่ึ มรี ายละเอยี ด ดังน้ี

3.3.1 กระบวนการ (Process) การพัฒนาสงั คมตอ งกระทาํ ตอ เนื่องกันอยางมีระบบ
เพ่ือใหเกิดการเปล่ียนแปลงจากลักษณะหน่ึงไปสูอีกลักษณะหนึ่ง ซึ่งตองเปนลักษณะที่ดี
กวาเดิม

3.3.2 วิธกี าร (Method) การพัฒนาสังคมตองกาํ หนดวิธกี ารในการดําเนินงาน
โดยเนนความรวมมือของประชาชนในสังคมน้ันกับเจาหนาที่ของรัฐบาลท่ีจะทํางานรวมกัน
วิธีการดังกลา วนต้ี อ งเปน ท่ียอมรบั รวมกนั วา สามารถนําการเปลย่ี นแปลงมาสสู งั คมไดอยางถาวร
และมีประโยชนต อสงั คม

3.3.3 กรรมวิธีเปล่ียนแปลง (Movement) การพัฒนาสังคมตองทําใหเกิดการ
เปลี่ยนแปลง ใหได และจะตองเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดีข้ึน โดยเฉพาะอยางยิ่งคือการ
เปลีย่ นแปลงทศั นคติ เพ่ือใหคนในสังคมเกิดสํานึกในการมีสวนรวมรับผิดชอบตอผลประโยชน
ของสวนรวม และรักความเจริญกา วหนาอนั จะนาํ ไปสูการเปล่ียนแปลงทางวัตถุตอ ไป

3.3.4 แผนการดําเนินงาน (Plan) การพัฒนาสังคมตองทําอยางมีแผน มีข้ันตอน
สามารถตรวจสอบ และประเมินผลได แผนงานน้ีจะตองมีทุกระดับ นับต้ังแตแผนระดับชาติ
หรอื แผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ลงมาจนถงึ แผนพฒั นาระดับผปู ฏิบตั ใิ นระดับพ้นื ที่

3.4 การพฒั นาสังคมไทย
การพัฒนาสังคมไทย สามารถกระทําทั้งการพัฒนาสังคมในเมืองและการ

พฒั นาสงั คมชนบทควบคูกันไป แตเ นือ่ งจากสังคมชนบทเปนท่ีอยูอาศัยของประชาชนสวนใหญ
ของประเทศ ดังน้ัน การพัฒนาจึงทุมเทไปท่ีชนบทมากกวาในเมือง การพัฒนาสังคมสามารถ
ดําเนนิ การพัฒนาหลาย ๆ ดาน ไปพรอ ม ๆ กนั โดยเฉพาะดานท่ีสงผลตอการพัฒนาดานอื่น ๆ
ไดแก การศึกษา และการสาธารณสขุ

การพฒั นาดานการศกึ ษา การศกึ ษาเปน ปจจัยสาํ คญั ทีส่ ุดในการวดั ความเจริญของ
สงั คม สาํ หรบั ประเทศไทย การพัฒนาดา นการศกึ ษายงั ไมเจริญกาวหนา อยา งเต็มที่ โดยเฉพาะ
อยางยิง่ สงั คม ในชนบทของไทยยังมีประชาชนที่ไมรูหนังสือและไมจบการศึกษาภาคบังคับ
อยูคอ นขา งมาก

ความสําคญั ของการศกึ ษาท่ีมีตอบุคคลและสังคม
การศึกษากอใหเกิดความเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดี ทําใหคนมีความรู ความเขาใจ
ในวิทยาการใหม ๆ กระตนุ ใหเกิดความคดิ สรางสรรค ปรบั ปรงุ เปลี่ยนแปลง ตลอดทั้งมีเหตุผล

9

ในการแกปญหาตาง ๆ การพัฒนาดานการศึกษา ก็คือ การพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพ
ของบคุ คล และเมื่อบุคคลซ่ึงเปนสมาชิกของสังคมมีคุณภาพแลว ก็จะทําใหสังคมมีการพัฒนา
ตามไปดวย สถาบนั ทีส่ าํ คญั ในการพฒั นาการศกึ ษา ไดแ ก บาน วดั โรงเรยี น หนว ยงาน
อน่ื ๆ ทั้งของรฐั และเอกชน

การพัฒนาดานสาธารณสุข การสาธารณสุข เปนการปองกันและรักษาโรค ทํานุ
บํารงุ ใหป ระชาชนมีสุขภาพและพลานามัยท่ีดี มีความสมบูรณทั้งทางรางกายและจิตใจ สังคม
จะเจริญรุงเรืองกาวหนาได จําเปนตองมีพลเมืองที่มีสุขภาพอนามัยดี ดังนั้น ในการพัฒนา
ประเทศจงึ จําเปน ตอ งจัดใหม ีการพฒั นาดา นสาธารณสุข เพราะการพัฒนาดานนี้มีความสําคัญ
ทั้งตอ ตัวบคุ คลและสงั คม

การบริหารงานของทุกรัฐบาล มเี ปา หมายมงุ ไปทีก่ ารสรา งความกนิ ดอี ยดู ี มีคุณภาพ
ชีวติ ทีด่ ีใหแกป ระชาชน เพื่อใหคนมคี วามสุข มรี ายไดม ่ันคง มีสขุ ภาพดี ครอบครัวอบอุน ชุมชน
เขมแข็ง และสังคมอยเู ย็นเปน สขุ มคี วามสมานฉนั ท และเอ้ืออาทรตอกัน ในดานการพัฒนาทาง
สังคมน้นั อาจกลา วไดวา มีความมงุ หมายเพื่อใหคนมีความเจรญิ มั่นคงใน 10 ดาน ดงั นี้

1. ดานการมงี านทําและรายได
2. ดา นครอบครัว
3. ดา นสุขภาพอนามยั
4. ดา นการศึกษา
5. ดา นความปลอดภยั ในชีวิตและทรพั ยส นิ (สวนบุคคล)
6. ดานที่อยูอ าศัยและสงิ่ แวดลอ ม
7. ดานสิทธิและความเปนธรรม
8. ดานสังคม วฒั นธรรม
9. ดา นการสนบั สนุนทางสงั คม
10. ดานการเมือง ธรรมาภิบาล และความมนั่ คงของสงั คม

10

บทที่ 2
ขอ มูลตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สังคม

เร่ืองที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญ และประโยชนข องขอ มูล
1.1 ความหมายและชนิดของขอ มลู
ขอมูล (Data) หมายถึง ขอเท็จจริง (Facts) หรือปรากฏการณ (Phenomena)

หรือ เหตุการณ (Events) ที่เกิดขึ้น หรือมีอยู เปนอยูเองแลวตามปกติ ซ่ึงถูกตรวจพบและ
ไดรับการบันทึกหรือเก็บรวบรวมไวใชประโยชน หากขอเท็จจริง หรือปรากฏการณ หรือ
เหตุการณ เหลาน้ันไมมีผูใดพบเห็น และไมไดมีการบันทึกรวบรวมไวดวยวิธีการใด ๆ ก็ตาม
ความเปน ขอมูลก็ไมเกิดขึ้น ไพโรจน ชลารักษ (2552 : 1) ชนิดของขอมูลสามารถจําแนกได
หลายแบบ ดงั น้ี

1.1.1 จําแนกตามลักษณะของขอ มูล จาํ แนกออกเปน 2 ชนิด ดงั น้ี
1) ขอมลู เชิงคณุ ภาพ หมายถงึ ขอมลู ทีไ่ มส ามารถบอกไดวามีคามากหรือนอย

แตส ามารถบอกไดว าดหี รือไมด ี หรอื บอกลักษณะความเปนกลมุ ของขอ มูล เชน เพศ ศาสนา
สีผม อาชพี คุณภาพสนิ คา ความพึงพอใจ ฯลฯ

2) ขอมลู เชิงปริมาณ หมายถึง ขอ มูลทีส่ ามารถวัดคา ไดว า มีคา มากหรอื นอย
ซงึ่ สามารถวดั คา ออกมาเปนตัวเลขได เชน อายุ สว นสงู น้ําหนกั อณุ หภูมิ ฯลฯ

1.1.2. จําแนกตามแหลง ท่ีมาของขอมูล แบง ออกไดเปน 2 ชนดิ ดังนี้
1) ขอมูลปฐมภมู ิ หมายถงึ ขอมูลท่ีผใู ชเปนผเู กบ็ รวบรวมขอมูลเอง เชน

การสอบถาม การทดลองในหอ งทดลอง การสงั เกต การสมั ภาษณ เปน ตน
2) ขอมูลทตุ ิยภมู ิ หมายถงึ ขอ มลู ท่ผี ูใชน ํามาจากหนวยงานอื่นหรือผูอื่นท่ีไดทํา

การเก็บรวบรวมไวแลวในอดตี เชน รายงานประจาํ ปข องหนวยงานตา ง ๆ ขอ มูลทอ งถน่ิ
ซงึ่ แตล ะ อบต. เปน ผรู วบรวมไว เปน ตน

1.1.3 จําแนกตามเนื้อหาสาระของขอ มูล จาํ แนกเปน ชนิด ดังนี้
1) ขอ มลู ดา นภมู ศิ าสตร คือ ขอมูลเก่ียวกับสภาพพ้ืนท่ีและสภาพแวดลอมทาง

ธรรมชาติ เชน ลักษณะของภูมิประเทศ ลักษณะภูมิอากาศ ลักษณะทางกายภาพของ
สภาพแวดลอมทางธรรมชาติ เปน ตน

11

2) ขอมูลดานประวัติศาสตร คือ ขอมูลเหตุการณที่เปนท่ีมาหรือเรื่องราวของ
ชุมชน สังคม ประเทศชาติตามที่บันทึกไวเปนหลักฐาน เชน ประวัติความเปนมาของหมูบาน/
ชุมชน/ตําบล/ จังหวัด สภาพความเปนอยูของคนในอดีต การปกครองในอดีต สถานที่สําคัญ
ทางประวตั ศิ าสตร เปน ตน

3) ขอมูลดา นเศรษฐกจิ คอื ขอ มลู เกี่ยวกับการผลิต การบรโิ ภค การซอื้ ขาย
การกระจายสินคาและบริการ รายได รายจา ย ที่มาของรายได ที่ไปของรายจา ย

4) ขอ มลู ดา นการเมืองการปกครอง ขอมูลดานการเมือง คือ ขอมลู เกยี่ วกับการ
ไดมาซ่ึงอํานาจในการปกครองและการบริหารราชการแผนดิน และการใชอํานาจที่ไดมาเพื่อ
สรางความผาสุกใหแกประชาชน เชน ระบอบการปกครอง ระบบการเลือกต้ัง การแบงเขต
เลอื กตั้ง พรรคการเมือง คณะกรรมการเลอื กตั้ง การออกเสียงเลอื กตัง้ เปนตน สวนขอมูลการ
ปกครอง หมายถึง ขอมูลการทํางานของ เจาหนาท่ีของรัฐซึ่งจะดําเนินการตามกฎหมายและ
นโยบายท่ีรัฐมอบใหดําเนินการ โดยมุงท่ีจะสราง ความผาสุก ความเปนระเบียบ ความสงบ
เรียบรอ ยใหเกิดขึ้นในสังคม เชน การแบง เขตการปกครอง ท่ตี ้ังและอาณาเขตของการปกครอง
ผูนําทอ งถน่ิ องคกรปกครองสวนทอ งถ่ิน เปนตน

5) ขอมูลดานศาสนาและวัฒนธรรม คือขอมูลเกี่ยวกับ ศาสนาท่ีประชาชนนับ
ถอื ศาสนสถาน ท่ีตั้งศาสนสถาน วันสําคัญทางศาสนา ความเชื่อ ประเพณี ภาษา วรรณกรรม
ดนตรี นาฏศลิ ป ศิลปกรรม เปนตน

6) ขอมูลดานหนาที่พลเมือง คือ ขอมูลเก่ียวกับ หนาที่ความรับผิดชอบของ
บคุ คลทีต่ อ งปฏบิ ตั ิกิจทีต่ อ งทาํ เชน การปกปองสถาบนั ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย
การปฏิบตั ิตนตามกฎหมาย การไปใชส ทิ ธเ์ิ ลอื กต้ัง การมีสว นรวมในการพัฒนาประเทศ
การปอ งกนั ประเทศ การรับราชการทหาร การเสียภาษีอากร การชวยเหลือราชการ การศึกษา
อบรม การพิทักษปกปองและสืบสานศิลปวัฒนธรรมและภูมิปญญาของชาติ การอนุรักษ
ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ ม การรักษาสาธารณสมบัติ การเสียสละ การมีจิตอาสาเพื่อ
ประโยชนของสวนรวม เปนตน

7) ขอ มลู ดานสิ่งแวดลอมและทรัพยากรธรรมชาติ คือ ขอมูลเก่ียวกับส่ิงตาง ๆ
ที่อยูรอบตัวเรา เชน ดนิ น้าํ พืชพรรณ ปา ไม ทุงหญา สัตว แรธ าตุ พลังงาน แมน ํ้า ทะเล
เปนตน

12

8) ขอมูลดานสาธารณสุข เชน จํานวนโรงพยาบาลของรัฐและเอกชน สถานี
อนามัยประจําตําบล จํานวนแพทย พยาบาล เจาหนาท่ีสาธารณสุข จํานวนคนเกิดคนตาย
สาเหตุการตาย โรคทพ่ี บบอ ย โรคระบาด เปน ตน

9) ขอ มูลดา นการศกึ ษา เชน จํานวนสถานศกึ ษา รายชื่อสถานศึกษา จํานวนครู
จํานวนนกั เรยี นในสถานศกึ ษา จาํ นวนผจู บการศกึ ษา สภาพปญ หาดา นการศกึ ษา เปนตน

1.2 ความสําคัญของขอมลู
ขอ มลู มคี วามสําคัญและมีประโยชนตอการดําเนินชีวิตของบุคคล และการดํารงอยู
ของชุมชนและสังคม เพราะขอมูลสามารถนํามาใชเพื่อการส่ือสาร การตัดสินใจ การเรียนรู
การศึกษาคนควา การกําหนดแนวทางในการพัฒนา การปรับปรุงแกไข ตลอดจนใชเปน
หลักฐานสาํ คัญตา ง ๆ ในทน่ี จ้ี ะจําแนกความสําคญั ของขอ มลู ออกเปน 2 ระดับ คือ ความสําคัญ
ของขอมลู ท่ีมตี อปจ เจกบุคคล และความสาํ คัญทม่ี ีตอ ชมุ ชนและสงั คม

1.2.1 ความสาํ คัญของขอมลู ที่มตี อปจเจกบคุ คล
1) ทําใหมนุษยสามารถดํารงชีวิตอยูรอดปลอดภัย เพราะมนุษยรูจักนําขอมูล

มาใชใ นการดํารงชีวติ แตโบราณแลว มนุษยรูจักสังเกตสิ่งตางๆ ท่ีอยูรอบตัว เชน สังเกตวา
ดิน อากาศ ฤดูกาลใด ที่เหมาะสมกับการปลูกพืช ผักกินไดชนิดใด พืชชนิดใดใชเปนยารักษา
โรคได เปนตน การสะสม ขอมูลตางๆ แลวถายทอดสืบตอกันมา ทําใหมนุษยสามารถนํา
ทรพั ยากรธรรมชาตมิ าใชเ ปนอาหาร สิ่งของเครื่องใช ท่อี ยอู าศัย และยารักษาโรคเพื่อการดํารง
ชพี ได

2) ชว ยใหมีความรคู วามเขา ใจเรื่องราวตา ง ๆ ท่ีเกิดข้ึนรอบตัว เชน ความเขาใจ
เก่ยี วกบั รางกาย จิตใจ ความตองการ และพฤติกรรมของมนุษย เปนตน ทําใหมนุษยสามารถ
ปรบั ตวั เอง ใหอ ยูรวมกับคนอ่นื ในครอบครัวและสังคมไดอ ยางมคี วามสขุ

3) ชวยใหการตัดสินใจในการแกปญหาตาง ๆ มีประสิทธิภาพ ท้ังที่เปนการ
ตดั สนิ ใจตอการกระทําหรือไมกระทําส่ิงใด เพราะการตัดสินใจโดยที่ไมมีขอมูลหรือมีขอมูลไม
ถกู ตอ งอาจทาํ ใหเกดิ การผดิ พลาดและเสียหายได

1.2.2 ความสําคัญของขอมูลท่ีมีตอ ชมุ ชนสงั คม

13

1) ขอมูลทําใหเกิดการศึกษาเรียนรู ซ่ึงการศึกษาเปนสิ่งจําเปนตอการพัฒนา
ชมุ ชนและสงั คมเปน อยา งยิง่ ทั้งนี้เนอ่ื งจากชุมชนและสังคมใดมสี มาชิกของชมุ ชนและสังคมเปน
ผูม กี ารศกึ ษา การพัฒนาก็จะเขา ไปสูชุมชนและสงั คมนัน้ ไดง ายและรวดเร็วขึ้น

2) ขอ มลู ทส่ี ะสมเปนองคค วามรสู ามารถรกั ษาไวและถายทอดความรูไปสูคนรุน
ตอไปของชมุ ชนและสังคม ทําใหเกิดความรูความเขาใจระหวางคนในชุมชนและสังคมเดียวกัน
และคนตางชุมชนและสังคม กอใหเกิดการอยูรวมกันไดอยางสงบสุข ทั้งในปจจุบันและใน
อนาคต

3) ขอมูลชวยเสริมสรางความรู ความสามารถใหม ๆ ในดานตาง ๆ ท้ังดาน
การเกษตร การคา การพาณชิ ย เทคโนโลยี การคมนาคม อตุ สาหกรรม และอื่นๆ ที่เปนพ้ืนฐาน
เพอ่ื การพฒั นาชมุ ชนและสงั คม

1.3 ความสมั พันธของขอมูล
ขอมลู ในดา นตางๆ มกั มคี วามเกีย่ วขอ ง สมั พันธและเชื่อมโยงกัน ในการนําขอมูลมา
ใชในการวางแผนการดําเนินงานพัฒนาชุมชนและสังคมน้ัน ผูใชขอมูลจึงตองนําขอมูลในทุก
องคประกอบ ทุกประเภท ตลอดจนขอมูลที่มีความเปนปจจุบัน มาประกอบการพิจารณา
ตัดสินใจ ทั้งนี้ เพื่อใหการวางแผนมีความสอดคลองกับวัตถุประสงค เปาหมายของการพัฒนา
ลดหรือขจัดความเส่ียงท่ีจะเกิดผลกระทบในดานลบ และกอเกิดประโยชนสูงสุดตอชุมชนและ
สังคม

เร่อื งท่ี 2 ขอ มูลตนเอง ครอบครัว
2.1 ขอมลู ตนเอง คือ ขอ มูลความเปน ตัวเราซงึ่ มสี ิ่งทแ่ี สดงใหเห็นถึงความแตกตาง

จากผูอน่ื ทง้ั ภายนอกทีส่ ามารถมองเหน็ ได เชน ช่ือ – นามสกุล วัน เดือน ปเกิด อายุ สัญชาติ
เชอื้ ชาติ สถานภาพ สผี ิว รปู รา ง สว นสงู นาํ้ หนกั อาชีพ รายได และภายในตัวเรา เชน อารมณ
บคุ ลิกลักษณะ ความคิดความรสู กึ และความเชื่อ เปน ตน

2.2 ขอมลู ครอบครวั เ ป น ข อ มู ล ข อ ง ก ลุ ม ค น ตั้ ง แ ต 2 ค น ขึ้ น ไ ป ท่ี มี
ความสัมพันธเก่ียวของกันทางสายโลหิต การสมรส หรือการรับผูอื่นไวในความอุปการะ เชน
บตุ รบญุ ธรรม คนใช ญาตพิ นี่ อง มาอาศยั อยดู ว ยกนั ในครัวเรือนเดยี วกัน เปนตน

ขอมูลครอบครัว เชน จํานวนสมาชิกในครอบครัว ขอมูลตนเองของสมาชิกใน
ครอบครัว สภาพที่พักอาศัยและสภาพแวดลอม ระยะเวลาท่ีอาศัยอยูในชุมชน รายได –
รายจา ยรวมตอ เดือน หรอื ตอป ของครอบครวั เปน ตน

14

เร่อื งที่ 3 ขอ มูลชุมชน สงั คม
3.1 ขอ มูลชุมชน
ดังไดกลาวามาแลววา ชมุ ชน หมายถงึ กลมุ คนทีอ่ าศยั อยูในอาณาเขตเดียวกนั

มีวัฒนธรรม ความเชื่อ จารีตประเพณีเดียวกัน มีความสัมพันธ และมีวิถีชีวิตประจําวัน
คลา ยคลึงกนั ชุมชนมลี กั ษณะหลายประการเหมือนกับสังคม แตมีขนาดเล็กกวา มีความสนใจ
รวมท่ีประสานสัมพันธกันในวงแคบกวาขอมูลชุมชน จึงเปนขอมูลเก่ียวกับส่ิงตางๆ ในชุมชน
เชน ขอมูลดานภูมิศาสตร ขอมูลดานประวัติศาสตรและความเปนมา ขอมูลดานเศรษฐกิจ
ขอมูลดานการเมืองและการปกครอง ขอมูลดานการศึกษา ขอมูลดานศาสนาและวัฒนธรรม
และขอ มูลดา นทรัพยากรและสิง่ แวดลอ ม เปนตน

3.2 ขอ มลู สงั คม
สังคม มีลักษณะคลายกับชุมชน แตมีขนาดใหญกวา ขอบเขตของขอมูลมีขนาด
กวางกวา สังคมมีที่มาจากการท่ีกลุมคนมากกวาสองคนข้ึนไปอยูอาศัยรวมกันเปนเวลาอัน
ยาวนานในพ้ืนที่เดียวกัน คนในกลุมมีความสัมพันธเกี่ยวของกัน มีระเบียบแบบแผนรวมกัน
เพอ่ื ใหการดาํ รงอยูเ ปนไปดว ยดี มีกิจกรรมรว มกนั มีประเพณีและวฒั นธรรมท่ใี ชเปนแนวทางใน
การดําเนินชีวิตอยูรว มกันในสังคมอยา งสงบสขุ คลา ยคลงึ กัน
ขอมูลทางสังคมมีลักษณะคลายกับขอมูลชุมชน แตมีจํานวนหรือปริมาณมากกวา
ขอ มูลดงั กลา วประกอบดว ย ขอมลู ดานภูมิศาสตร ขอมูลดานประวัติศาสตรและความเปนมา
ขอมูลดานเศรษฐกิจ ขอมูลดานการเมืองและการปกครอง ขอมูลดานการศึกษา ขอมูลดาน
ศาสนาและวัฒนธรรม และขอมูลดานทรัพยากรและสิ่งแวดลอม ขอมูลดานความม่ันคง และ
ขอ มูลดานสาธารณสขุ

15

บทท่ี 3
การเก็บรวบรวมขอมูล และการวเิ คราะหขอ มูล

เร่อื งท่ี 1 การเก็บรวบรวมขอมูล
การเก็บรวบรวมขอมูล เปนขั้นตอนท่ีใหไดมาซึ่งขอมูลที่ตองการ มีความหมาย

รวมทงั้ การเกบ็ ขอมลู ข้ึนมาใหม และการรวบรวมขอ มูลจากผูอ่ืนท่ีไดเก็บไวแลว หรือไดรายงาน
ไวในเอกสารตา ง ๆ ซ่งึ การเกบ็ รวบรวมขอมูลมีเทคนคิ และวิธีการหลายวิธี ดงั น้ี

1.1. การเกบ็ รวบรวมขอ มูลจากระบบรายงาน (Reporting System) เปน ผล
พลอยไดจากระบบการบรหิ ารงาน เปน การเก็บรวบรวมขอ มลู จากรายงานหรือจากเอกสารที่
ทําไวประกอบการทํางานซึ่งการเก็บรวบรวมขอมูลจากรายงานสวนมากใชเพียงครั้งเดียว
จากรายงานดังกลาว อาจมีขอมูลเบ้ืองตน บางประเภทที่สามารถนํามาประมวลเปนยอดรวม
ขอ มูลสถติ ไิ ด วธิ เี กบ็ รวบรวมขอ มูลจากรายงานของหนว ยบริหาร เปนวธิ ีการรวบรวมขอมูลสถิติ
ท่ไี มส้นิ เปลืองคา ใชจายในการดําเนินงานมากนัก คาใชจายที่ใชสวนใหญก็เพ่ือการประมวลผล
พมิ พแบบฟอรมตาง ๆ ตลอดจนการพิมพรายงาน วิธีการนใ้ี ชกันมากท้งั ในหนวยงานของรัฐและ
เอกชน หนวยงานทมี่ กี ารเกบ็ รวบรวมขอมูลสถติ ใิ นระดบั ประเทศ ประกอบดวย สํานักงานสถิติ
แหง ชาติ สาํ นักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกจิ และสังคมแหงชาติ ตลาดหลักทรัพยแหง
ประเทศไทย และกระทรวง ทบวง กรม ตา งๆ

1.2การเกบ็ รวบรวมขอมลู จากทะเบยี น (Registration) เปน ขอ มูลสถติ ทิ รี่ วบรวม
จากระบบทะเบียน มีลักษณะคลายกับการรวบรวมจากรายงานตรงที่เปนผลพลอยได
เชนเดียวกัน จะตางกันตรงที่ แหลงเบื้องตนของขอมูลเปนเอกสารการทะเบียน ซ่ึงการเก็บมี
ลักษณะตอเน่ือง มีการปรับแกหรือเปล่ียนแปลง ใหถูกตองทันสมัย ทําใหไดสถิติท่ีตอเน่ืองเปน
อนกุ รมเวลา ขอมูลที่เก็บโดยวิธีการทะเบียน มีขอรายการไมมากนัก เนื่องจากระบบทะเบียน
เปนระบบขอมูลท่ีคอนขางใหญ ตัวอยางขอมูลสถิติท่ีรวบรวมจากระบบทะเบียน ไดแก สถิติ
จํานวนประชากรท่กี รมการปกครอง ดาํ เนนิ การเกบ็ รวบรวมจากทะเบียนราษฎร ประกอบดวย
จํานวนประชากร จาํ แนกตามเพศเปนรายจงั หวดั อําเภอ ตําบล ขอ มลู ทะเบยี นยานพาหนะของ
กรมการขนสงทางบก ที่จะใหไดขอมูลสถิติจํานวนรถยนต จําแนกตามชนิดหรือประเภทของ
รถยนต เปนตน

16

1.3การเกบ็ รวบรวมขอ มลู โดยวิธีสํามะโน (Census) เปนการเก็บรวบรวมขอ มลู
สถติ ขิ องทุก ๆ หนว ยของประชากรที่สนใจศกึ ษาภายในพ้ืนท่ีท่ีกําหนด และภายในระยะเวลาที่
กําหนด การเก็บรวบรวมขอมูลสถิติดวยวิธีน้ี จะทําใหไดขอมูลในระดับพื้นที่ยอยในระดับ
หมบู าน ตําบล อําเภอ และจังหวดั

ตามพระราชบัญญัติสถิติ พ.ศ.2508 ไดบัญญัติไววา สํานักงานสถิติแหงชาติเปน
หนวยงานเดยี วทสี่ ามารถจัดทาํ สาํ มะโนได และการเก็บรวบรวมขอมูลสถิติดวยวิธีการสํามะโน
เปนงานที่ตองใชเงินงบประมาณ เวลาและกําลังคนเปนจํานวนมาก สวนใหญจะจัดทําสํามะโน
ทกุ ๆ 10 ป หรอื 5 ป

1.4การเก็บรวบรวมขอมลู โดยวธิ สี าํ รวจ (Sample Survey) เปนการเกบ็ รวบรวม
ขอมลู สถิติ จากบางหนวยของประชากรดวยวธิ ีการเลือกสุม ตัวอยาง การเก็บรวบรวมขอมูลสถิติ
ดว ยวิธีนี้ จะทาํ ใหไดขอ มูลในระดบั รวม เชน จังหวดั ภาค เขตการปกครอง และรวมท่ัวประเทศ
และขอ มูลท่ไี ดจ ะเปนคาโดยประมาณ การสํารวจเปนวธิ กี ารเก็บรวบรวมขอมูลที่ใชงบประมาณ
เวลา และกําลังคนไมมากนัก จึงสามารถจัดทําไดเปนประจําทุกป หรือทุก 2 ป ปจจุบันการ
สาํ รวจเปนวิธีการเกบ็ รวบรวมขอมลู สถติ ิทมี่ ีความสาํ คญั และใชกันอยางแพรห ลายมากที่สดุ
ทั้งในวงการราชการและเอกชน ไมวาจะเปนการสํารวจเพ่ือหาขอมูลทางดานการเกษตร
อุตสาหกรรม สาธารณสุข การคมนาคม การศกึ ษา และขอ มลู ทางเศรษฐกจิ และสังคมอนื่ ๆ

1.5 การเก็บรวบรวมขอมูลโดยวิธีการสังเกต (Observation) เปนวิธีเก็บขอมูล
โดยการสังเกตโดยตรงจากปฏิกิรยิ า ทา ทาง หรอื เหตกุ ารณ หรอื ปรากฏการณ ที่เกิดข้ึนในขณะ
ใดขณะหนงึ่ และจดบันทึกไวโดยไมมีการสัมภาษณ วิธีนี้ใชกันอยางกวางขวางในการวิจัย เชน
การใหเจา หนาทสี่ ังเกตปฏิกิรยิ าของผูขับรถยนตบ นทอ งถนนภายใตสภาพการจราจรตาง ๆ กัน
การใหเ จาหนาทพี่ ฒั นาชมุ ชนสังเกตการประชุมและการมีสวนรวมในการออกความคิดเห็นของ
สมาชกิ อบต. เปน ตน

1.6 การเก็บรวบรวมขอมูลโดยวิธีการบันทึกขอมูลจากการวัดหรือนับ
(Counting) วิธนี ้ีจะมีอปุ กรณเพื่อใชใ นการวดั หรือนบั ตามความจาํ เปนและความเหมาะสม เชน
การนบั จาํ นวนรถยนตท ีแ่ ลน ผานที่จดุ ใดจุดหนึ่ง ก็อาจใชเคร่ืองนับโดยใหรถแลนผานเครื่องนับ
หรอื การเก็บขอมูลจํานวนผูมาใชบริการในหองสมุดประชาชน ก็ใชเครื่องนับเม่ือมีคนเดินผาน
เครือ่ ง เปนตน

17

เร่อื งที่ 2 การวิเคราะหข อ มูล
การวิเคราะหข อมลู เปนขนั้ ตอนการนาํ ขอมลู ทเี่ ก็บรวบรวมไดมาประมวลผลและทํา

การวิเคราะห โดยเลือกคาสถิติท่ีนํามาใชในการวิเคราะหใหเหมาะสม คาสถิติท่ีนิยมใชในการ
วิเคราะหขอ มูล ไดแ ก

2.1 ยอดรวม (Total) คือ การนําขอมูลสถิติมารวมกันเปนผลรวมทั้งหมด เชน
จํานวนนักศกึ ษา กศน. ระดับมัธยมศึกษาตอนตนในจังหวัดตราด จํานวนประชากรท้ังหมดใน
จังหวัดระยอง จํานวนคนท่ีเปนไขเลือดออกในภาคตะวันออก จํานวนคนวางงานทั้งประเทศ
เปนตน

2.2 คาเฉลี่ย (Average, Mean) หมายถึง คาเฉลี่ยซ่ึงเกิดจากขอมูลของผลรวม
ท้ังหมดหารดวยจํานวนรายการของขอมูล เชน การวัดสวนสูงของนักศึกษา กศน. ระดับ
ประถมศกึ ษา จาํ นวน 10 คน วัดไดเ ปนเซนตเิ มตร มดี งั น้ี
คนที่ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10
สว นสงู 155 165 152 170 163 158 160 168 167 171

สวนสูงโดยเฉลย่ี ของนักศกึ ษา กศน. ระดบั ประถมศกึ ษา คอื
= 155 165 152 170 163 158 160 168 167 171

10

= 1629
10

= 162.9 เซนตเิ มตร
2.3 สัดสวน (Proportion) คือ ความสมั พันธของจํานวนยอยกบั จาํ นวนรวม

ทั้งหมด โดยใหถือวาจํานวนรวมทั้งหมดเปน 1 สวน เชน การสํารวจการลงทะเบียนเรียนของ
นักศึกษา กศน. ระดับมัธยมศึกษาตอนตน จํานวน 500 คน ลงทะเบียนเรียนในหมวดวิชา
ภาษาไทย จํานวน 300 คน ลงทะเบียนเรียนในหมวดวิชาภาษาอังกฤษ จํานวน 200 คน
ดังนั้น สัดสวนของนักศึกษาท่ีลงทะเบียนเรียนในหมวดวิชาภาษาไทย = 300 = 0.60 และ

500

สัดสวนของนักศึกษาท่ีลงทะเบียนเรียนในหมวดวิชาภาษาอังกฤษ = 200 หรือ 1- 0.60 =
500

0.40

18

2.4 รอยละหรือเปอรเซ็นต (Percentage or Percent) คือ สัดสวน เม่ือเทียบตอ
100 สามารถคํานวณได โดยนํา 100 ไปคูณสัดสวนที่ตองการหาผลลัพธก็จะออกมาเปนรอยละ
หรอื เปอรเซ็นต

ตวั อยา ง ใน กศน. อําเภอแหงหน่ึง มีนักศึกษาทั้งหมด 650 คน แยกเปนนักศึกษา
ระดับประถมศึกษา จํานวน 118 คน นักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนตน จํานวน 250 คน
และนักศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย จํานวน 282 คน เราจะหารอยละหรือเปอรเซ็นต
ของนักศึกษาแตล ะระดบั ไดด ังน้ี

ระดับประถมศึกษา = 118 100 = 18.15 %
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน 650 = 38.46 %
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย = 43.38 %
= 250 100 100 %
รวมท้ังหมด 650

= 282 100
650

เร่ืองท่ี 3 การนาํ เสนอขอ มูล
โดยท่ัวไปแลวการนําเสนอขอ มลู แบง เปน 2 วธิ ี คือ การนําเสนอขอ มูลอยางไม

เปน แบบแผน และการนําเสนอขอมลู อยางเปน แบบแผน ซ่งึ มีรายละเอยี ด ดังน้ี
3.1การนาํ เสนอขอ มลู อยางไมเ ปน แบบแผน
การนําเสนอขอมูลอยางไมเปนแบบแผน เปนการนําเสนอขอมลู ทีไ่ มตอ งยึดมั่น

ตามกฎเกณฑแ ละแบบแผนอะไรมากนัก มีวิธยี อยที่นิยมใช 2 วิธี คอื
3.1.1 การนาํ เสนอขอมลู ในรูปขอ ความ เปนการนําเสนอขอ มูลโดยการ

บรรยายเก่ียวกับขอ มูลนั้น ๆ เชน
ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ประเภทอาชีวศึกษา อัตราสวนนักเรียนตอ

อาจารยในปการศกึ ษา 2556 คอื 19 ตอ 1 ในปการศึกษา 2557 อัตราสวน คือ 21 ตอ 1 และ
ในปก ารศกึ ษา 2558 อตั ราสว น คือ 22 ตอ 1 จะเหน็ ไดวา อตั ราสวนของนักเรียนตออาจารย มี
แนวโนม เพิ่มข้นึ อยา งเหน็ ไดช ดั

19

3.1.2 การนาํ เสนอขอมูลในรปู ขอความก่งึ ตาราง เปนการนาํ เสนอขอ มลู โดย

การแยกขอ ความและตวั เลขออกจากกนั เพ่ือไดเปรียบเทียบความแตกตางของขอมูลไดชัดเจน

ยงิ่ ข้นึ เชน

จากการสาํ รวจตลาดสดแหงหนงึ่ ผลไมบางชนิดขายในราคา ดังตอไปน้ี

สม เขียวหวาน กิโลกรมั ละ 35 บาท

ชมพู กโิ ลกรมั ละ 25 บาท

มะมวง กโิ ลกรมั ละ 40 บาท

สับปะรด กิโลกรัมละ 25 บาท

เงาะ กโิ ลกรัมละ 15 บาท

มังคุด กโิ ลกรัมละ 25 บาท

3.2การนําเสนอขอ มลู อยางเปน แบบแผน
การนําเสนอขอมูลอยางเปนแบบแผน เปนการนําเสนอท่ีจะตองปฏิบัติตาม
หลักเกณฑที่ไดกําหนดไวเปนมาตรฐาน ตัวอยางการนําเสนอแบบนี้ เชน การนําเสนอในรูป
ตาราง กราฟ และแผนภมู ิ เปนตน
3.2.1 การนําเสนอในรปู ตาราง ขอมูลตาง ๆ ท่ีเกบ็ รวบรวมมาไดเม่อื ทําการ
ประมวลผลแลวจะอยูใ นรปู ตาราง สวนการนําเสนออยางอื่นเปนการนาํ เสนอโดยใชขอมูลจาก
ตาราง จํานวนขา ราชการ ในโรงเรียนแหงหนึง่ มี 22 คน จาํ แนกตามระดับการศกึ ษาสูงสดุ ดังน้ี

ระดับการศกึ ษาสูงสดุ จาํ นวนขาราชการ(คน)
ปริญญาเอก 1
ปรญิ ญาโท 16
ปรญิ ญาตรี 5
ต่าํ กวาปริญญาตรี 0
22
รวม

20

3.2.2 การนําเสนอดวยกราฟเสน เปน แบบทีร่ ูจกั กนั ดีและใชก ันมากท่ีสดุ แบบ
หนึ่ง เหมาะสาํ หรับขอ มลู ทอี่ ยใู นรปู ของอนุกรมเวลา เชน ราคาขาวเปลอื กในเดือนตาง ๆ
ปรมิ าณสนิ คาสง ออกรายป ราคาผลไมแ ตล ะป เปนตน

ตวั อยาง : ราคาขายปลีกลองกอง ทต่ี ลาดกลางผลไมแ หง หน่ึง ในระยะเวลา 5 ป
มดี งั นี้

ป พ.ศ. 2548 2549 2550 2551 2552
ราคา (บาท) : 120.- 95.- 80.- 65.- 40.-

กิโลกรัม

จากขอมลู ทีก่ ลา วมา สามารถนําเสนอแนวโนมของราคาขายปลกี ลองกอง 5 ป
ดวยกราฟเสนไดด งั น้ี

ราคา ราคาลองกอง

140

120

100

80

60

40

20

0
พ.ศ. 2548 พ.ศ.2549 พ.ศ.2550 พ.ศ.2551 พ.ศ.2552

3.2.3 การนําเสนอดว ยแผนภูมแิ ทง ประกอบดว ยรูปแทงสเี่ หล่ยี มผืนผา ซ่ึง แตล ะ
แทงมี ความหนาเทา ๆ กนั โดยจะวางตามแนวตง้ั หรือแนวนอนของแกนพกิ ดั ฉากก็ได

21

ตัวอยา ง: นกั ศกึ ษา กศน. ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน ทส่ี อบผา นในหมวดวชิ า
คณิตศาสตร วิทยาศาสตร ภาษาองั กฤษ ภาษาไทย และพัฒนาสงั คมและชุมชน

นกั ศกึ ษา กศน .ม.ตน้ ทสี อบผา่ น
คน

8000 2350 2135 2035 6734
7000 5600
6000
5000 หมวดวชิ า
4000 คณิตศาสตร์
3000 วิทยาศาสตร์
2000 ภร์าษาอังกฤษ
1000 ษ
ภาษาไทย
0 ัพฒนาสังคมฯ

3.2.4 การนาํ เสนอดว ยรปู แผนภูมวิ งกลม เปน การแบงวงกลมออกเปนสวนตา ง ๆ
ตัวอยาง: แผนภมู แิ สดงผลการสอบของนกั ศึกษาที่สอบผา นจาํ แนกตามหมวดวชิ า

พัฒนาสังคมฯ นกั ศึกษา กศน.ม.ตน้ ทีสอบผา่ น คณติ ศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์
36% คณติ ศาสตร์ ภาษาองั กฤษ
ภาษาไทย
12% พฒั นาสังคมฯ

วิทยาศาสตร์

11%

ภาษาองั กฤษ

11%

ภาษาไทย

30%

22

บทที่ 4
การมีสวนรวมในการวางแผนพฒั นาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สังคม

เรอื่ งที่ 1 การวางแผน
การวางแผน (Planning) หมายถึง กระบวนการในการกําหนดวัตถุประสงค

เพือ่ การตดั สินใจ เลอื กแนวทางในการทํางานใหด ที ีส่ ดุ เพ่ือใหบรรลุตามท่ีตองการในระยะเวลา
ทก่ี ําหนด

ความสําคัญของการวางแผน
1. เพือ่ ลดความไมแ นนอนและความเสยี่ งใหเหลอื นอ ยที่สุด
2. สรางการยอมรบั ในแนวคดิ ใหม ๆ
3. เพือ่ ใหการดาํ เนนิ งานบรรลเุ ปา หมาย
4. ลดข้ันตอนการทํางานทซี่ าํ้ ซอ น
5. ทาํ ใหเ กิดความชดั เจนในการทาํ งาน
วัตถุประสงคในการวางแผน
1. ทําใหรูทศิ ทางในการทํางาน
2. ทําใหความไมแนน อนลดลง
3. ลดความเสียหายหรือการซํ้าซอ นของงานทีท่ ํา
4. ทําใหรมู าตรฐานในการควบคมุ ใหเปนไปตามที่กําหนด
ขอดีของการวางแผน
1. ทาํ ใหเกิดการปรบั ปรงุ การทาํ งานใหดขี น้ึ
2. ทําใหเ กิดการประสานงานดียิง่ ขนึ้
3. ทาํ ใหการปรับปรงุ และการควบคมุ ดีข้ึน
4. ทําใหเกดิ การปรบั ปรงุ การบรหิ ารเวลาใหด ขี ึ้น
หลักพ้นื ฐานการวางแผน
1. ตอ งสนบั สนนุ เปาหมายและวตั ถปุ ระสงคข ององคก ร
2. เปน งานอันดับแรกของกระบวนการจัดการ
3. เปน หนา ทข่ี องผบู รหิ ารทกุ คน
4. ตองคํานงึ ถงึ ประสิทธภิ าพของแผนงาน

กระบวนการในการวางแผน 23

กําหนดวตั ถปุ ระสงค์ กําหนดข้อตกลงตา่ ง ๆ ที
เป็ นขอบเขตในการวางแผน

พิจารณาข้อจํากดั ตา่ ง ๆ
ทีอาจเกดิ ขนึ ในการวางแผน

นําแผนสกู่ ารปฏิบตั ิ พฒั นาทางเลอื ก
- ทําตารางการปฏบิ ตั ิงาน (แสวงหาทางเลือก)
- มาตรฐานการทํางาน
- ปรบั ปรุง / แก้ไข ประเมินทางเลอื ก
(พิจารณาความเสยี ง)

ลกั ษณะของแผนทด่ี ี
1. มีลักษณะชเ้ี ฉพาะมากกวามลี ักษณะกวา ง ๆ หรอื กลาวท่ัว ๆ ไป
2. มกี ารจําแนกความแตกตา งระหวางสง่ิ ที่รแู ละไมรใู หชัดเจน
3. มีการเชอ่ื มโยงอยา งเปนเหตเุ ปนผล และสามารถนําไปปฏิบัติได
4. มลี กั ษณะยืดหยนุ สามารถปรบั ปรุงและพฒั นาได
5. ไดรบั การยอมรับจากผทู เี่ ก่ยี วขอ งทุกฝา ย

24

เร่ืองท่ี 2 การมสี ว นรว มในการวางแผนพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สงั คม
การมีสวนรวม หมายถึง การเปดโอกาสใหประชาชนไดมีสวนรวมในทุกข้ันตอน

ของการพัฒนาทัง้ ในการแกไขปญ หาและปองกันปญหา โดยเปดโอกาสใหมีสวนรวมในการคิด
ริเร่ิมรวมกําหนดนโยบาย รวมวางแผน ตัดสินใจและปฏิบัติตามแผน รวมตรวจสอบการใช
อํานาจรัฐทุกระดับรวมติดตามประเมินผลรับผิดชอบในเร่ืองตาง ๆ อันมีผลกระทบกับ
ประชาชน ชมุ ชนและภาคสวนตา งๆ ในพ้นื ท่ี

การมีสวนรวมของประชาชน เปนกระบวนการที่ประชาชนและผูท่ีเก่ียวของมี
โอกาสไดเขารวมในการแสดงทัศนะ รวมเสนอปญหา ประเด็นสําคัญท่ีเกี่ยวของ รวมคิด
รว มตัดสินใจ รว มแกไ ขปญ หา รว มติดตาม และรวมรับประโยชน

ประชาชนกับการมสี ว นรวมในการพฒั นาสังคม
มนุษยถูกจัดใหเปนทรัพยากรท่ีมีคุณภาพที่สุดในสังคม และยังเปนองคประกอบ
ท่ีถูกจัดใหเปนหนวยยอยของสังคม สังคมจะเจริญหรือมีการพัฒนาไปไดหรือไมขึ้นอยูกับ
คณุ ภาพของประชาชนที่เปน องคประกอบในสงั คมนนั้ ๆ
การท่ีสังคมจะพัฒนาไดอยางมีคุณภาพจําเปนอยางย่ิงที่จะตองเร่ิมตนลําดับแรก
ท่กี ารพฒั นาหนว ยที่ยอยที่สุดของสังคมกอนคือ การพัฒนาคน และการพัฒนาในลําดับตอมา
เร่มิ กนั ท่คี รอบครวั แลวตอ ยอดไปจนถงึ ระดบั ชมุ ชน สงั คม และประเทศ ตอ ไป
2.1. การพัฒนาตนเอง และครอบครัว
การพัฒนาตนเอง เปนการพัฒนาตนเองดวยตนเอง เปนการเสริมสราง เพ่ิมพูน
ความรู ประสบการณ บุคลิก ลักษณะ อุปนิสัยท่ีดี ตลอดจนความสามารถในการจัดการดาน
อารมณ ซึ่งจะสง ผลใหเกิดประโยชนต อ ตนเองและผอู นื่ และมสี วนชวยทําใหส ังคมเกิดความ
สงบสุข
การจะใหทุกคน ทุกกลุมในหมูบานมีบทบาทในการตัดสินใจที่จะดําเนินการใด ๆ
เพ่ือหมูบานได ประชาชนแตละคนควรชวยกันแสดงความคิดเห็นท่ีเปนประโยชนแกสวนรวม
และตองเพมิ่ ความรู ความสามารถพฒั นาตนเองใหเปนผูรอบรูอยูเ สมอ มีขอ มูลเพียงพอ
เปน ประโยชน และมสี าระสาํ คัญสอดคลอ งกบั เร่ืองที่จะดําเนินการ การพัฒนาตนเองจึงถือเปน
จดุ เรมิ่ ตน ท่สี าํ คญั ของการพัฒนาครอบครัว ชมุ ชน และสังคม
การพัฒนาครอบครัว คือการที่สมาชิกของครอบครัวรวมกันพัฒนาชีวิตความ
เปนอยูของสมาชิกของครอบครัวใหดีข้ึน สมาชิกแตละคนของครอบครัวตองรับผิดชอบตอ
หนาท่ีของตน มีความเอื้อเฟอ มีคณุ ธรรม รจู กั การพ่ึงพาตนเอง มีความรว มมือรว มใจ

25

มีความคิดริเร่ิมสรางสรรค มีความเช่ือมั่น เอื้ออาทรตอกัน และพัฒนาตนเองในทุกๆ ดานอยู
เสมอ สถาบันครอบครัวเปนหนวยท่ีเล็กที่สุดในการพัฒนา ดังน้ัน การพัฒนาครอบครัวอยาง
ตอเน่ืองและมีคุณภาพ จะสงผลดีตอการพัฒนาชุมชนและสังคม และเปนตัวขับเคลื่อนความ
เจริญกาวหนา ใหแกประเทศในอนาคต

ในการพฒั นาชนบทหรือการพฒั นาเมอื งนนั้ การแสวงหาแนวทางและวธิ กี ารเพ่ิมพูน
ความรู ประสบการณ ใหค นในพืน้ ท่นี ัน้ ๆ มีความสามารถและเรยี นรทู ีจ่ ะเขามามีสวนรว มในการ
ดําเนินงาน ถือเปนปจจัยพื้นฐานที่สําคัญ ทั้งน้ี การพัฒนาคนท่ีดีท่ีสุด คือ การรวมกลุม
ประชาชนใหเปนองคกรเพื่อพัฒนาคนในกลุม เพราะกลุมคนเหลาน้ันจะกอใหเกิดการเรียนรู
ฝก การคดิ และการแกป ญ หา และสรางเสริมบุคลิกภาพ ผานกระบวนการทํางานรวมกัน ซึ่งจะ
ชว ยใหค นไดร ับการพัฒนาในดา นความคิด ทัศนคติ ความมีเหตุผล ซึ่งเปนรากฐานท่ีสําคัญของ
ระบอบประชาธปิ ไตย

1.2 การพฒั นาชุมชน และสงั คม
การพัฒนาชมุ ชน และสังคม หมายถงึ การทํากิจกรรมท่ีมผี ลตอคุณภาพชีวิตของทุก
คนในชุมชนรวมกนั ดงั นัน้ การพฒั นาชุมชนและสังคม จึงตองใชการมีสวนรวมของประชาชนใน
ชุมชนและสังคม รวมกันคิดเก่ียวกับปญหาตางๆ ตัดสินใจและลงมือปฏิบัติรวมกันในกิจกรรม
เพอ่ื แกป ญหาทเ่ี ปนปญ หาสวนรวม เหตทุ ีต่ องใหประชาชนเขา มามีสว นรว ม เนือ่ งจากประชาชน
รวู าความตองการของตนเองคืออะไร ปญหาคืออะไร จะแกป ญหาน้ันอยา งไร
1.3 หลักการพัฒนากับการมีสวนรวมของประชาชน

1.3.1 การมสี วนรว มในการคน หาปญหาและสาเหตุของปญ หา
เปน ข้ันตอนทส่ี ําคัญทีส่ ุด เพราะถา ประชาชนไมเขาใจปญหาและวิเคราะหหา
สาเหตุของปญหาดวยตนเองไมได กิจกรรมตาง ๆ ท่ีตามมาก็จะไมเกิดประโยชน เนื่องจาก
ประชาชนขาดความรู ความเขาใจ และไมสามารถมองเหน็ ความสาํ คญั ของกจิ กรรมนนั้
สง่ิ ทส่ี ําคญั ท่สี ุด คอื ประชาชนทอี่ ยกู บั ปญ หาและรูจักปญหาของตนเองดีท่ีสุด
แตใ นกรณที ีม่ องปญ หาไมอ อกก็อาจจะขอความรวมมือจากเพื่อน ประชาชนในชุมชนใกลเคียง
หรอื เจา หนาทีข่ องรัฐทรี่ ับผิดชอบในเรอ่ื งนนั้ ๆ มาชว ยวเิ คราะหป ญหาและหาสาเหตุของปญหา
กไ็ ด

26

1.3.2 การมสี วนรวมในการวางแผนการดาํ เนนิ งาน
ในการวางแผนการดําเนนิ งานหรือกิจกรรม เจาหนาท่ีของรัฐควรที่จะตองเขาใจ
ประชาชนและเขาไปมีสวนรวมในการวางแผน โดยคอยใหคําแนะนํา ปรึกษา หรือชี้แนะ
กระบวนการดาํ เนนิ งานใหก ับประชาชนจนกวาจะเสรจ็ สิ้นกระบวนการ
1.3.3 การมีสว นรวมในการลงทนุ และปฏบิ ตั ิงาน
เจาหนา ทีร่ ัฐควรจะชวยสรา งแรงบนั ดาลใจและจิตสาํ นึกใหประชาชน โดยใหรูสึกถึง
ความเปนเจาของ ใหเกิดสํานึกในการดูแล รักษา หวงแหนสิ่งน้ัน ถาการลงทุนและการ
ปฏิบัติงานทั้งหมดมาจากภายนอก ในกรณีท่ีเกิดความเสียหายประชาชน จะไมรูสํานึกหรือ
เดอื ดรอ นตอความเสยี หายท่เี กิดขนึ้ เน่อื งจากไมใชของตนเองจงึ ไมมีการบํารงุ รกั ษา ไมตอง
หวงแหน
นอกจากจะมีการเขามามีสวนรวมในการปฏิบัติงานดวยตนเอง จะทําใหเกิด
ประสบการณต รง โดยเรยี นรจู ากการดาํ เนนิ กิจกรรมอยางใกลชิดและสามารถดําเนินกิจกรรม
ชนดิ นั้นดว ยตนเอง ตอ ไปได ขณะเดยี วกัน บคุ คลควรมคี า นยิ มทเี่ ก้ือหนุนในการพัฒนาสังคมอีก
ดวย ไดแก การเสียสละ การมีระเบียบวินัย ความอดทน ขยันขันแข็ง มานะอดออม
ไมสุรุยสรุ าย ซอ่ื สัตย การเออ้ื เฟอ เผอื่ แผ ตรงตอเวลา ฯลฯ
1.3.4 การมีสว นรวมในการติดตามและประเมินผลงาน
ควรใหประชาชนไดเขามามีสวนรวมในการติดตามและประเมินผลงาน
เพ่อื ทีจ่ ะสามารถบอกไดว างานท่ีทําไปนน้ั เปน ไปตามแผนหรือไมเพียงใด ผลที่เกิดข้ึนสอดคลอง
กับเปาหมายและวัตถุประสงคท่ีกําหนดไวหรือไม เพียงใด มีปญหาอุปสรรคในการดําเนินงาน
หรือไม ควรปรับปรุงแกไขอยางไร ดังนั้น ในการติดตามและประเมินผลควรใหประชาชนใน
ชุมชนน้นั และบุคคลภายนอกชุมชนมีสวนรวมอยางเต็มที่ ซึ่งจะทําใหประชาชนเห็นคุณคาของ
การทํากิจกรรมนนั้ รวมกนั
ตวั อยา งท่ี 1: การมสี ว นรว มของประชาชนในการอนรุ ักษวัฒนธรรม
ในการอนุรักษวัฒนธรรมดั้งเดิมของหมูบานวัฒนธรรมถลาง บานแขนน หมูบาน
วัฒนธรรมถลาง จังหวัดภูเก็ต จัดเปนหมูบานที่สืบสานความรูด้ังเดิมของภูเก็ตต้ังแตสมัยทาว
เทพกระษัตรี อีกทั้งวฒั นธรรมในการปรงุ อาหารซ่งึ เปนอาหารตํารับเจาเมืองในสมัยโบราณของ
ภเู ก็ต และศิลปวัฒนธรรมดานนาฏศิลปของภูเก็ต เชน การรํามโนราห ไดมีการถายทอดและ
เปด โอกาสใหผูท่ีสนใจเขารวมสืบสานวัฒนธรรมดั้งเดิม และสามารถที่จะพัฒนาเปนชุมชนที่มี

27

ความเขม แขง็ ซ่งึ เปน ผลสบื เน่ืองมาจากการสงเสรมิ การมีสวนรวมของประชาชนในการสืบสาน
วฒั นธรรมทองถนิ่ ใหด าํ รงอยอู ยางยัง่ ยนื

ตัวอยางท่ี 2: การมีสวนรวมของประชาชนในการอนุรักษสิ่งแวดลอมในเขตวน
อุทยานแหงชาติ สริ นิ าถ จงั หวัดภูเก็ต

เปนผลสืบเน่อื งจากการบกุ รกุ ทาํ ลายทรพั ยากรธรรมชาติและสิ่งแวดลอม โดยการ
เขา ไปขุดคลอง การปลอ ยน้ําเสยี จากสถานประกอบการ สง ผลใหป ระชาชนทีอ่ ยูบริเวณโดยรอบ
ไดรับผลกระทบ และเสียหาย จากการทําลายทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอม ทําให
ประชาชนและภาครัฐไดเขามามีสวนรวมในการจัดระบบการบําบัดน้ําเสีย และการขุดลอกคู
คลอง เพอ่ื ปองกนั และอนุรกั ษสิ่งแวดลอมใหค งอยูใ นสภาพท่เี ปน ธรรมชาติตอ ไป

ตัวอยางท่ี 3: การบริหารจดั การของเสยี โดยเตาเผาขยะและการบาํ บัดของเสียของ
เทศบาลนครภเู ก็ต จงั หวดั ภเู กต็

สืบเน่ืองจากปริมาณขยะที่มีมากถึง 500 ตันตอวัน ซ่ึงเกินความสามารถในการ
กําจัด โดยเตาเผาทมี่ อี ยูสามารถกําจดั ขยะได 250 ตนั ตอ วนั หลมุ ฝงกลบของเทศบาลมีเพียง
5 บอ ซ่งึ ถกู ใชงานจนหมด และไมส ามารถรองรับขยะไดอ กี

ประชาชนไดเ ขา ไปมสี วนรวมโดยใหค วามรวมมือในการคัดแยกขยะกอนท้ิง ซ่ึงแยก
ตามลกั ษณะของขยะ เชน

1. ขยะอินทรยี  หรอื ขยะเปยกท่สี ามารถยอยไดตามธรรมชาติ เทศบาลนครภูเก็ต ได
นาํ ไปทาํ ปยุ หมักสาํ หรับเกษตรกร

2. ขยะรีไซเคิล เชน แกว พลาสติก กระดาษ ทองแดง เปนตน นําไปจําหนา ย
3. ขยะอันตราย เชน ถา นไฟฉาย หลอดไฟ เปนตน นําไปฝงกลบและทาํ ลาย
4. ขยะทวั่ ไป นาํ เขาเตาเผาขยะเพอื่ ทําลาย
ในการจัดกระบวนการดังกลาว สงผลใหประชาชนมีสวนรวมในการสงเสริม
สิ่งแวดลอมท่ีดีใหกับจังหวัดภูเก็ต อีกท้ังเปนการบูรณาการในการดําเนินกิจกรรมรวมกัน
ระหวางสวนราชการ เทศบาลนครภูเก็ต และภาคประชาชน เปนการสรางการมีสวนรวม
ระหวางองคกรปกครองสวนทองถ่ินกับประชาชนในการรวมกันสรางสรรคส่ิงแวดลอมท่ีดี
เพอ่ื คนในภูเก็ต

28

บทท่ี 5
เทคนิคการมสี วนรวมในการจดั ทําแผน

เรือ่ งท่ี 1 เทคนคิ การมสี ว นรวมในการจดั ทาํ แผน
1.1 การมสี วนรวมของประชาชนในการจดั ทาํ แผน
การเปด โอกาสใหป ระชาชนมสี วนรวมในการจดั ทาํ แผน ตัดสินใจ ในการ

วางโครงการสาํ หรับประชาชนเอง มีวัตถุประสงคเพอื่
1.1.1 ใหป ระชาชนยอมรบั ในแผนการดาํ เนินงาน และพรอมจะรวมมอื เปนการลด

การตอ ตา น และลดความรูส ึกแตกแยกจากโครงการ
1.1.2 ใหประชาชนไดรวมตดั สนิ ใจเกย่ี วกับสถานการณ ปญหาความตอ งการ

ทิศทางของการแกปญ หา และผลลพั ธท จ่ี ะเกิดขน้ึ
1.1.3 ใหประชาชนมีประสบการณต รงในการรว มแกปญ หาของประชาชนเอง

ทําใหประชาชนเกดิ การเรยี นรใู นกระบวนการแกป ญ หา
1.2 การจัดทําเวทีประชาคม
เวทีประชาคม เปนวิธีการกระตุนใหเกิดการเรียนรูอยางมีสวนรวม ระหวางคนที่มี

ประเด็นหรือปญหารวมกันโดยใชเวทีในการสื่อสารเพื่อการรับรูและเขาใจในประเด็น/ปญหา
และชวยกันหาแนวทางแกไขประเด็นปญหานั้น ๆ ซ่ึงมีขั้นตอนในกระบวนการจัดทําเวที
ประชาคม ดังน้ี

1.2.1 เตรยี มการ
การเตรยี มทีมงานจดั เวทปี ระชาคม ควรแบง เปน 2 สวน คอื
1) ผูอาํ นวยการเรยี นรหู ลักหรอื วิทยากรกระบวนการหลกั ท่ีมหี นาที่

ขบั เคลือ่ นการมีสวนรวมเวทีประชาสงั คมทงั้ กระบวน และเปน วิทยากรหลักทที่ ําใหเกิดการ
แสดงความคดิ เหน็ รวมกันระหวางผูเขา รว มอภิปรายในเวทปี ระชาคม

2) ผูสนบั สนุนวิทยากรกระบวนการ ซึง่ อาจจะแสดงบทบาทเปนวิทยากรเอง
หรือผจู ดบนั ทึกการประชมุ ผสู นับสนนุ ฯ มหี นาทีเ่ ตมิ คาํ ถามในเวทีเพื่อใหประเด็นบางประเด็น
สมบูรณมากย่ิงข้ึน สังเกตลักษณะทาทีและบรรยากาศของการอภิปราย สรุปประเด็นท่ี
อภปิ รายไปแลว และใหขอมูลเพ่มิ เตมิ ทเ่ี กีย่ วกับกลุมและบรรยากาศแกว ทิ ยากรหลัก หากพบวา
ทิศทางของกระบวนการเบย่ี งเบนไปจากวัตถปุ ระสงค หรอื ประเด็นทีต่ ้งั ไว

29

1.2.2 ดําเนินการเวทปี ระชาคม
ในกระบวนการนผี้ ูอ ํานวยการเรยี นรหู รอื วิทยากรกระบวนการหลกั มบี ทบาท

มากที่สดุ ขนั้ ตอนในกระบวนการน้ปี ระกอบดวย
1) การทําความรจู ักกันระหวางผูเขา รวมอภิปราย คอื การละลายพฤตกิ รรมใน

กลุมและระหวางกลุมกบั ทมี งาน เพ่ือสรา งบรรยากาศทด่ี รี ะหวางการอภปิ ราย
2) บอกวัตถุประสงคของการจัดเวทีประชาคม เพื่อใหผูเขาอภิปรายไดเตรียม

ตัว ในฐานะผูมีสวนเก่ียวของกับประเด็น/ปญหา การบอกวัตถุประสงคของการจัดเวที
ประชาคมนีส้ ามารถทาํ ไดหลายวิธี อยางไรกต็ ามการทีจ่ ะเลอื กใชวิธีไหนน้ันตองคํานึงถึงความ
ถนัดและทักษะของวิทยากรกระบวนการ และการกระตุนใหเกิดการมีสวนรวมของผูรวม
อภปิ ราย ควรใชภาษาท่สี อดคลองกบั ภมู หิ ลงั ของผเู ขา รวมอภิปราย และตอ งใหผ ูร วมอภิปราย
ในเวทปี ระชาคมรสู กึ ไวใจตั้งแตเ ร่ิมตน

3) การเกริ่นนําเขา สทู ีม่ าท่ีไปของประเด็นการอภปิ รายในเวทีประชาคม เพื่อให
ผูเขารวมอภิปรายไดเขาใจที่ไปที่มา และความสําคัญของประเด็นตอการดําเนินชีวิต หรือวิถี
ชีวิต ทั้งนี้จุดมุงหมายของข้ันตอนน้ีคือกระตุนใหผูเขารวมอภิปรายในฐานะผูมีสวนเก่ียวของ
โดยตรงตอประเด็น/ปญหา ตองชวยกันผลักดันหรือมีสวนรวมในกระบวนการแกไขปญหาท่ี
สง ผลกระทบโดยตรง

4) การวางกฎ และระเบียบของการจัดเวทีประชาคมรวมกัน ขั้นตอนน้ีเปน
ขั้นตอนกอนการเร่ิมอภิปรายในประเด็นท่ตี งั้ ไว มีจุดมุงหมายเพื่อรวมกันกําหนดขอบเขต และ
การวางระเบียบของการจัดทําเวทีประชาคมรวมกันระหวางผูดําเนินการอภิปรายและผูรวม
อภิปราย ท้ังน้ีเพ่ือปองกันความขัดแยงระหวางการอภิปราย อยางไรก็ตามหากกติกา
ท่ีผูเขารวมไดเสนอแตเปนกฎพื้นฐานท่ีจําเปนสําหรับกิจกรรมระดมสมอง เชน เวทีประชาคม
นั้น วทิ ยากรกระบวนการจําเปน ท่ีตองเสนอในทปี่ ระชมุ ซึ่งอาจจะเสนอเพ่ิมเติมภายหลังจากท่ี
ผเู ขารวมเวทปี ระชาคมไดเ สนอมาแลว กฎพน้ื ฐาน คอื

(1) ทุกคนตองแสดงความคิดเห็น (หรือหากเปนกลุมใหญ ตัวแทนของแต
ละกลมุ ตอ งแสดงความคิดเห็น)

(2) กาํ หนดเวลาทแ่ี นนอนในการพดู แตละครงั้
(3) ไมแทรกพดู ระหวางคนอนื่ กําลังอภปิ ราย

30

(4) ทกุ คนในเวทีประชาคมมีความเทา เทยี มกันในการแสดงความคิดเห็นไม
วาผูเขารว มจะมีสถานะทางสงั คม หรือสถานภาพทตี่ า งกนั เชน ลูกบา น ผใู หญบาน
ผูรบั บริการ ผูใหบรกิ าร ผูหญงิ ผูช าย เปนตน

(5) ทุกคนสามารถเสนอประเด็นใหม ๆ ได แตตองตรงกบั ประเดน็ หลกั ที่
เปนประเด็นอภปิ ราย

(6) วิทยากรหลักเปน เพยี งคนกลางท่ชี วยกระตนุ ใหเ กดิ การพูดคุย และ
สรุปประเด็นทเ่ี กิดจากการอภปิ ราย ไมใ ชผเู ชี่ยวชาญในการแกป ญ หา

5) การอภิปรายประเด็นหรือปญหา ในขั้นตอนน้ีวิทยากรกระบวนการ/
ผูอาํ นวยการเรยี นรตู อ งดําเนนิ การอภิปรายใหบรรลุตามวัตถุประสงค ตามกระบวนการ และ
ตามแผนท่ีวางไว นอกจากน้ัน ทีมงานเองก็ตองชวยสนับสนุนใหเวทีประชาคมดําเนินการไป
อยา งมปี ระสทิ ธภิ าพ และตามแผนทไี่ ดต กลงกนั ไว วิทยากรหลกั สามารถใชว ธิ ีการอ่ืน ๆ เขามา
ชวยสนบั สนนุ การซกั ถามเพ่อื กระตุน การมสี ว นรวมในเวทีใหมากท่สี ดุ

6) การสรุป เปนข้ันตอนสุดทายของการจัดเวทีประชาคม ซ่ึงวิทยากรหลัก/
ผูอํานวยการเรียนรูตองสรุปผลของการอภิปราย โดยแยกเปนผลท่ีไดจากการพูดคุยกันเพื่อ
นําไปเปนแนวทางในการแกปญหาตอไป ผลท่ีไมสามารถสรุปไดในเวทีและจําเปนตอง
ดําเนินการอยางใดอยางหน่ึงตอไป ในขั้นตอนนี้จําเปนตองมีการทบทวนรวมกัน และทําเปน
ขอตกลงรวมกันวาจะตองมีการดําเนินการอยางไรกับผลท่ีไดจากเวทีประชาคม โดยเฉพาะ
อยางยิ่งอาจระบุอยางชัดเจนวาใครจะตองไปทําอะไรตอ และจะนัดหมายกลับมาพบกัน
เพือ่ ติดตามความคืบหนา กนั เมอ่ื ไร อยา งไร

1.2.3 ติดตาม-ประเมนิ ผล
เปน กระบวนการตอเนอื่ งหลงั จากการจัดเวทปี ระชาคมเสรจ็ สิ้นแลว

ซงึ่ สามารถแบง กระบวนการนีเ้ ปน 2 ข้นั ตอนใหญ คือ การตดิ ตาม และการประเมินผล
1) ขั้นตอนการติดตาม เปนการตามไปดูวามีการดําเนินการอยางใดอยาง

หนึ่งหรือไมตามท่ีไดตกลงกันไว ขั้นตอนนี้จําเปนตองเปดโอกาสใหประชาชนหรือผูที่มีสวน
เกี่ยวของไดเขามามีสวนรวมในการติดตามผล โดยอาจจะกําหนดบทบาทหนาที่ทําแผนการ
ตดิ ตาม และกาํ หนดวธิ ีการติดตามรว มกนั และมีการติดตามรวมกันอยางสมํ่าเสมอตามแผนที่
วางไว ขนั้ ตอนนีจ้ ะชวยใหผ เู ขารว ม ในเวทีประชาคม เขาใจความสําคัญของการทํางานรวมกัน
ในฐานะเจาของประเด็น/ปญหาและเรียนรูจากประสบการณการติดตามเพ่ือนําไปเพิ่มทักษะ
การจัดการปญหาของชาวบา นเองในอนาคต

31

2) ขั้นตอนของการประเมินผล คือ
(1) เพ่ือตรวจสอบการเปล่ียนแปลงภายหลังการจัดเวทีประชาคมวา

ประชาชน มีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึนหรือไม เม่ือมีการจัดการอยางใดอยางหนึ่งแลว เชน เมื่อมี
การผลักดันประเด็นใดประเด็นหน่ึงท่ีเปนปญหาเขาสูความสนใจของผูมีอํานาจในการกําหนด
นโยบาย หรือบรรจุอยใู นนโยบายของรฐั แลว เปนตน

(2) เพ่ือประเมินทั้งประสิทธิภาพและประสิทธิผลของกระบวนการจัด
เวทปี ระชาคมท้ังหมดวา ไดรับความรวมมือมากนอยเพียงใด ลักษณะและกระบวนการท่ีทํา
เอ้ือตอ การแลกเปลี่ยนเรียนรูรวมกันหรือไม ผลท่ีไดรับคุมคาหรือไมและบรรลุตาม
วตั ถุประสงคท ่วี างไวหรอื ไมอยา งไร

การสรปุ ขอ มูลที่ไดจ ากการติดตามและการประเมินผล จะชวยใหท ั้งผจู ัดเวที
ประชาคมและเขารว มไดมีบทเรียนรวมกนั และสามารถนาํ ประสบการณท ่ีไดไปใชพ ฒั นาใน
การจัดกจิ กรรมประชาคมอื่น ๆ ตอ ไป

1.3 การประชมุ กลุมยอย หรือการสนทนากลมุ
การสนทนากลุม หมายถงึ การรวบรวมขอ มลู จากการสนทนากับกลุมผูใหขอมูลใน

ประเดน็ ปญ หาทเี่ ฉพาะเจาะจง โดยมผี ูด ําเนินการสนทนา (Moderator) เปนผูคอยจุดประเด็น
ในการสนทนา เพื่อชกั จูงใหก ลมุ เกิดแนวคิดและแสดงความคิดเห็นตอประเด็นหรือแนวทางการ
สนทนาอยางกวา งขวางละเอียดลึกซ้ึง โดยมีผูเขารวมสนทนาในแตละกลุมประมาณ 6-10 คน
ซง่ึ เลือกมาจากประชากรเปาหมายทก่ี าํ หนดเอาไว (สํานักงานกองทนุ สนบั สนุนการวิจยั , 2549)

1.3.1 ข้ันตอนการจัดสนทนากลุม
นักวชิ าการทา นหนงึ่ ชื่อ จูดติ ชาเกน ไซมอน (Judith Sharken Simon)

กลาววา การสนทนากลุม ไมไ ดจ ัดทาํ ไดใ นระยะเวลาอันสัน้ กอนทจี่ ะมีการประชมุ ควรมกี าร
เตรียมการไมนอยกวา 4 สปั ดาห บางครัง้ กวา ท่จี ะปฏบิ ตั ิไดจริงอาจใชเวลาถงึ 6-8 สปั ดาห
กอ นท่ีจะมกี ารดาํ เนินงาน ผูรว มงานควรมกี ารตกลง ทําความเขาใจเกีย่ วกับหวั ขอ การสนทนา
และทดสอบคําถาม เพอ่ื ใหม ีความเขา ใจตรงกัน เพ่ือใหก ารสนทนาที่เกดิ ข้ึนเปนไปตาม
ระยะเวลาทก่ี าํ หนด ซ่งึ มีข้นั ตอนในการจดั สนทนากลมุ ดงั น้ี

1) กาํ หนดวตั ถปุ ระสงค (6-8 สปั ดาหกอ นการสนทนากลมุ )
2) กาํ หนดกลุมผรู ว มงานและบุคคลกลุม เปา หมาย (6-8 สัปดาหกอ นการสนทนา
กลมุ )

32

3) รวบรวมท่ีอยูและเบอรโทรศัพทของผูรวมงาน (6-8 สัปดาหกอนการสนทนา
กลุม)

4) ตดั สนิ ใจวา จะทําการสนทนาเปนจํานวนก่ีกลุม (4-5 สัปดาหกอนการสนทนา
กลมุ )

5) วางแผนเรือ่ งระยะเวลาและตารางเวลาการสนทนา (4-5 สัปดาหก อนการ
สนทนากลุม)

6) ออกแบบแนวคําถามที่จะใช (4-5 สัปดาหกอนการสนทนากลุม )
7) ทดสอบแนวคาํ ถามท่สี รา งข้ึน (4-5 สปั ดาหก อ นการสนทนากลมุ )
8) ทาํ ความเขาใจกับผูด าํ เนินการสนทนา และผูจดบนั ทึก (4-5 สปั ดาหกอ นการ
สนทนากลมุ )
9) คัดเลือกผเู ขารวมกลุม สนทนา และจัดทาํ บัตรเชิญสง ใหผูรว มสนทนา
(3-4 สัปดาหก อ นการสนทนากลุม)
10) โทรศัพทเ พอ่ื ติดตามผลและสง บตั รเชญิ ใหผูรวมงาน (3-4 สัปดาหก อน
การสนทนากลมุ )
11) การจัดการเพ่ือเตรยี มการทําสนทนากลุม เชน จัดตาํ แหนงท่ีนั่ง จดั เตรียม
เคร่อื งมืออุปกรณ เปนตน
12) แจง สถานทใี่ หผูเ ขารวมสนทนาทราบลว งหนา 2 วนั
13) จัดกลุมสนทนา และหลังจากการประชมุ ควรมีการสง จดหมายขอบคณุ
ผรู วมงานดว ย
14) สรปุ ผลการประชุม วเิ คราะหขอมูลและสงใหผ รู ว มประชุมทุกคน
15) การเขยี นรายงาน
1.3.2 การดาํ เนนิ การสนทนากลมุ
1) แนะนําตนเองและทมี งาน ประกอบดวย พิธกี ร ผูจดบันทกึ และผูบริการทว่ั ไป
โดยปกตไิ มควรใหม ผี สู ังเกตการณ อาจมีผลตอการแสดงออก
2) อธบิ ายถงึ จุดมุงหมายในการมาทําสนทนากลุม วตั ถุประสงคข องการศึกษา
3) เร่มิ เกริ่นนาํ ดวยคาํ ถามอุนเครื่องสรา งบรรยากาศเปนกนั เอง
4) เมอื่ เรมิ่ คุนเคย เรม่ิ คําถามในแนวการสนทนาทจี่ ัดเตรียมไวท ง้ิ ชว งใหม ีการถก
ประเด็น และโตแ ยง กันใหพอสมควร

33

5) สรา งบรรยากาศใหเกิดการแลกเปล่ียนความคดิ เห็นตอ กัน ควบคมุ เกมไมให
หยุดน่ิง อยาซักถามคนใดคนหน่ึงจนเกินไป คําถามท่ีถามไมควรถามคนเดียว อยาซักถาม
รายตัว

6) ในการน่ังสนทนา พยายามอยาใหเ กดิ การขมทางความคิด หรือชักนําผอู ่นื ให
เห็นคลอ ยตามกับผทู ีพ่ ูดเกง ควรสรางบรรยากาศใหค นทไ่ี มคอ ยพูดใหแสดงความคดิ เห็นออกมา
ใหไ ด

7) พธิ ีกรควรเปน ผูคุยเกงซกั ถามเกง มีพรสวรรคใ นการพูดคยุ จังหวะการถามดี
ถามชา ๆ ละเอียด ควรมกี ารพดู แทรกตลกอยา งเหมาะสมดวย

1.3.3 ขอ ดขี องการจัดสนทนากลุม
1) ผเู กบ็ ขอ มูล เปนผูไดรบั การฝกอบรมเปนอยางดี
2) เปนการน่งั สนทนาระหวางผูดาํ เนนิ การกับผรู ู ผใู หข อมลู หลายคนทเ่ี ปน กลมุ
จงึ กอ ใหเ กิดการเสวนาในเร่อื งที่สนใจ ไมม ีการปดบัง คําตอบท่ีไดจากการถกประเดน็ ซึง่ กนั
และกัน ถอื วาเปนการกล่นั กรองซึ่งแนวความคดิ และเหตผุ ล โดยไมม ีการตปี ระเด็นปญหาผดิ ไป
เปน อยา งอ่ืน
3) การสนทนากลมุ เปนการสรางบรรยากาศเสวนาใหเ ปนกนั เองระหวางผนู ํา
การสนทนาของกลุมกับสมาชิกกลุมสนทนาหลาย ๆ คนพรอมกัน จึงลดสภาวการณเขินอาย
ออกไปทําใหสมาชิกกลมุ กลาคุยกลา แสดงความคิดเหน็
4) การใชว ิธีการสนทนากลุม ไดขอมูลละเอียดและสอดคลองกับวัตถุประสงคของ
การศึกษาไดสาํ เร็จหรือไดด ีย่งิ ขึน้
5) คําตอบจากการสนทนากลมุ มีลกั ษณะเปนคําตอบเชิงเหตุผลคลา ย ๆ กบั
การรวบรวมขอ มูลแบบคณุ ภาพ
6) ประหยัดเวลาและงบประมาณของผดู าํ เนนิ การในการศึกษา
7) ทําใหไ ดร ายละเอียด สามารถตอบคําถามประเภททาํ ไมและอยางไรไดอยาง
แตกฉาน ลึกซงึ้ และในประเดน็ หรอื เร่ืองท่ไี มไดค ิดหรือเตรียมไวกอนกไ็ ด
8) เปนการเผชิญหนา กนั ในลกั ษณะกลมุ มากกวา การสัมภาษณตวั ตอตัว ทาํ ใหมี
ปฏกิ ริ ยิ าโตต อบกันได
9) การสนทนากลุม จะชวยบง ช้ีอทิ ธิพลของวัฒนธรรมและคุณคา ตา ง ๆ ของสงั คม
นัน้ ได เน่อื งจากสมาชกิ ของกลุมมาจากวัฒนธรรมเดียวกนั
10) สภาพของการสนทนากลุม ชวยใหเ กิดและไดข อมูลที่เปน จรงิ

34

1.4 การสมั มนา
“สัมมนา” แปลวา รวมใจ เปนศัพทบัญญัติใหตรงกับ คําวา Seminar

ความหมายของการสัมมนาคอื การประชุมของกลมุ บคุ คลทีม่ คี วามรู ความสนใจ ประสบการณ
ในเรอื่ งเดยี วกัน ทม่ี จี ดุ มุงหมายเพ่ือรวมกันวิเคราะหและหาแนวทางการแกปญหาที่ประสบอยู
ตามหลกั การของประชาธปิ ไตย

1.4.1 ประโยชนข องการสัมมนา
1) ผูจดั สามารถดําเนนิ การจดั สัมมนาไดอ ยางมปี ระสิทธิภาพ
2) ผเู ขา รว มสัมมนาไดรับความรู แนวคิดจากการเขา รว มสัมมนา
3) ชว ยทาํ ใหระบบและวิธกี ารทํางานมปี ระสิทธภิ าพสูงขนึ้
4) ชว ยแบง เบาภาระการปฏิบัติงานของผบู งั คับบัญชา
5) เปนการพัฒนาและสง เสรมิ ความกา วหนา ของผปู ฏิบัติงาน
6) เกิดความริเริม่ สรา งสรรค
7) สามารถสรางความเขาใจอันดีตอเพือ่ นรวมงาน
8) สามารถรวมกนั แกป ญ หาในการทํางานได และฝก การเปนผนู ํา
1.4.2 องคป ระกอบของการสมั มนา
1) ผดู ําเนินการสัมมนา
2) วิทยากร
3) ผเู ขารวมสัมมนา
1.4.3 ลักษณะทวั่ ไปของการสมั มนา
1) เปนประเภทหนึ่งของการประชุม
2) มีการยดื หยุนตามความเหมาะสม
3) เปนองคความรูและปญ หาทางวชิ าการ
4) เปนกระบวนการรวมผทู ีส่ นใจในความรูทางวิชาการท่มี รี ะดับใกลเ คียงกัน
หรือแตกตา งกนั มาสรา งสรรคองคความรใู หม
5) อาศยั หลกั กระบวนการกลมุ
6) เปน กิจกรรมทเี่ รงเรา ใหผ ูเขารว มสัมมนา มีความกระตือรอื รน
7) มโี อกาสนาํ เสนอ พดู คุย โตต อบซักถาม และแสดงความคดิ เห็นตอ กัน
8) ไดพ ัฒนาทกั ษะ การพูด การฟง การคิด และการนําเสนอความคิด ความ
เช่ือ และความรอู ื่น ๆ ตลอดจนการเขียนรายงานหรือเอกสารประกอบการสมั มนา

35

9) ฝก การเปน ผนู าํ และผตู ามในกระบวนการเรียนรู
10) เล็งถึงกระบวนการเรียนรู (process) มากกวาผลท่ีไดรับ (product) จาก
การสมั มนาโดยตรง
1.5 การสาํ รวจประชามติ
ประชามติ (Referendum) หมายถึง การลงประชามติ, คะแนนเสียงท่ี
ประชาชนลง ความหมายตามพจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 หมายถึง มติของ
ประชาชน สวนใหญในประเทศที่แสดงออกในเรื่องใดเรื่องหน่ึงหรือในท่ีใดท่ีหนึ่ง มติของ
ประชาชนท่รี ัฐใหส ทิ ธอิ อกเสยี งลงคะแนนรบั รองรา งกฎหมายท่สี ําคัญ ท่ผี า นสภานิติบัญญัติแลว
หรอื ใหตัดสินปญ หาสําคญั ๆ ในการบริหารประเทศ
1.5.1 ประเภทการสํารวจประชามติ
การสํารวจประชามตทิ างดานการเมือง สวนมากจะรจู ักกันในนามของ Public
Opinion Polls หรอื การทําโพล ซึง่ เปน ทรี่ จู กั กันอยา งแพรหลาย คอื การทําโพลการเลอื กต้งั
(Election Polls) แบง ได ดงั น้ี
1) Benchmark Survey เปน การทาํ การสาํ รวจเพอ่ื ตองการทราบความเห็น
ของประชาชนเกยี่ วกบั การรับรเู ร่อื งราว ผลงานของผูสมัคร ชื่อผูสมัคร และคะแนนเสียง
เปรยี บเทียบ
2) Trial Heat Survey เปนการหย่ังเสียงวา ประชาชนจะเลอื กใคร
3) Tracking Polls คือการถามเพ่ือดูแนวโนม การเปลี่ยนแปลง สว นมากจะทํา
ตอนใกลเลือกตัง้
4) Cross-sectional vs. Panel เปน การทาํ โพล ณ เวลาใดเวลาหน่ึง หลาย ๆ
คร้งั เพ่อื ทําใหเ ห็นวาภาพผูสมคั รในแตละหวงเวลามีคะแนนความนยิ มเปนอยา งไร แตไ ม
ทราบรปู แบบการเปลีย่ นแปลงทเ่ี กดิ ข้ึนในตัวคน ๆ เดียว จงึ ตอ งทาํ Panel Survey
5) Focus Groups ไมใ ช Polls แตเปน การไดขอ มูลทค่ี อนขา งนาเชือ่ ถือได
เพราะจะเจาะถามเฉพาะกลมุ ทรี่ ูและใหค วามสําคญั กบั เรอื่ งน้ัน ๆ จรงิ จัง ปจ จบุ ันนิยมเชิญ
ผูเชี่ยวชาญหลาย ๆ ดา นมาใหความเห็นหรอื บางครงั้ กเ็ ชิญกลุมตัวอยางมาถามโดยตรงเลย
การทาํ ประชมุ กลมุ ยอ ยยังสามารถใชใ นการถามเพอ่ื ดูวา ทิศทางของคําถามท่ีควรถามควรเปน
เชนไรดวย
6) Deliberative Opinion คือการรวมเอาการสํารวจท่ัวไป กับการทําการ
ประชุมกลุม ยอ ยเขา ดวยกัน โดยการนําเอาตัวแทนประชาชนมารวมกัน แลวใหขอมูลขาวสาร

36

หรือโอกาสในการอภิปรายประเด็นปญหา แลวสํารวจความเห็นในประเด็นปญหาเพื่อวัด
ประเดน็ ทปี่ ระชาชนคดิ

7) Exit Polls เปนการสัมภาษณผูใชสิทธ์ิออกเสียงเม่ือเขาออกจากคูหา
เลือกตง้ั เพื่อดวู าเขาลงคะแนนใหใคร ปจจุบันในสังคมไทยนิยมมาก เพราะมีความนาเชื่อถือ
มากกวา Polls ประเภทอ่นื ๆ

การสํารวจทัศนคติและความคิดเห็นทางดานการตลาด (Marketing Research)
สวนมากจะเนนการศึกษาความเห็นของผูใชสินคาและบริการตอคุณสมบัติอันพึงประสงคของ
สินคาและบริการ รวมทั้งความคาดหวังในการไดรับการสงเสริมการขายที่สอดรับกับความ
ตอ งการของผูใ ชส ินคาและบริการดวย

การสาํ รวจความเหน็ เก่ียวกบั ประเด็นทเี่ กีย่ วขอ งกับการอยูรวมกันในสงั คม
เปนการสาํ รวจความคิดเห็นของสาธารณชนในมิติท่ีเก่ียวของกับสภาพความเบ่ียงเบนจากการ
จัดระเบียบสังคมที่มีอยูในสังคมใดสังคมหนึ่ง เพื่อนําขอมูลมากําหนดแนวทางในการแกไข
ปญหาความสัมพันธที่เกิดขึ้นเปนวิธีการที่ใชมากในทางรัฐศาสตรและสังคมวิทยา เรียกวา
การวิจยั นโยบายสาธารณะ(Policy Research)

1.5.2 กระบวนการสาํ รวจประชามติ
1) การกําหนดปญหาหรือขอมูลท่ีตองการสาํ รวจ คือ การเลือกส่ิงท่ีตองการจะ
ทราบจากประชาชนเกี่ยวกบั นโยบาย บคุ คล คณะบุคคล เหตุการณ ผลงาน และสถานท่ีตาง ๆ
เชน ดา นการเมอื ง มักเก่ียวของกับบุคคล นโยบายรัฐ ดานสังคมวิทยา เกี่ยวกับความสัมพันธ
สภาพปญหาสงั คมทีเ่ กิดขน้ึ
2) กลมุ ตัวอยาง ตัวแทน คือ การกาํ หนดกลมุ ตัวอยา งของการสํารวจประชามติ
ท่ีดีตองใหครอบคลุมทุกเพศ วัย อาชีพ ระดับการศึกษา และรายได เพ่ือใหไดเปนตัวแทนที่
แทจริง ซ่ึงจะมีผลตอการสรุปผล หากกลุมตัวอยางท่ีไดไมเปนตัวแทนที่แทจริงทั้งในดาน
คณุ ภาพและปรมิ าณ การสรปุ อาจผิดพลาดได
3) การสรางแบบสอบถาม แบบสอบถาม คือ เครื่องมือวิจัยชนิดหน่ึงใชวัด
คาตัวแปรในการวิจัย แบบสอบถามมีสภาพเหมือนมาตรหรือมิเตอรท่ีใชในทางวิทยาศาสตร
หรือใชใ นชีวิตประจําวนั เชน มาตรวดั ความดันนํ้า มาตรวัดปริมาณไฟฟา แบบสอบถามที่ใชใน
การทาํ ประชามติ คือ มาตรวัดคุณสมบัติของเหตกุ ารณท ีท่ าํ การศึกษา (Likert scale) เคร่ืองมือ
วัดทัศนคติ หรือความคิดเห็นที่กําหนดคะแนนของคําตอบในแบบสอบถาม สวนใหญกําหนด
นํา้ หนักความเหน็ ตอคําถามแตละขอเปน 5 ระดบั เชน “เห็นดวยอยางย่ิง” ใหมีคะแนนเทากับ

37

5 “เห็นดวย” ใหมีคะแนนเทากับ 4 “เฉย ๆ” หรือ “ไมแนใจ” หรือ “เห็นดวย ปานกลาง”
ใหมีคะแนนเทากับ 3 “ไมเห็นดวย” ใหมีคะแนนเทากับ 2 และ ”ไมเห็นดวยอยางย่ิง” ใหมี
คะแนนเทา กบั 1 คะแนนของคาํ ตอบเกี่ยวกบั ทัศนคติหรือความคดิ เห็นแตละชุด จะนํามาสราง
เปนมาตรวัดระดับของทัศนคติหรือความคิดเห็นในเร่ืองนั้น ๆ การออกแบบสอบถามเปนทั้ง
ศาสตรและศิลป การออกแบบสอบถามไดชัดเจน เขาใจงาย สามารถเปดโอกาสใหไดมีโอกาส
คดิ ไดบาง เปน ส่ิงท่ีทําไดยาก เปนเร่ืองความสามารถในการเรียบเรียงขอความใหตรงกับความ
เขาใจของคนตอบ และคนตอบตอ งเขาใจคลายกนั ดวย จึงจะทาํ ใหไดขอมูลที่มีความนาเช่ือถือ

4) ประชุมเจาหนาท่ีเก็บขอมูล เปนการประชุมเพื่อซักซอมความเขาใจใน
ประเด็นคําถามที่ถามใหตรงกัน ความคาดหวังในคําตอบประเภทการใหคําแนะนําวิธีการ
สัมภาษณ การจดบันทึกขอมลู การหาขอมลู เพิ่มเตมิ ในกรณที ่ียงั ไมไ ดค าํ ตอบ

5) การเก็บขอมูลภาคสนาม เจา หนาที่เก็บขอมูลจะไดรับการฝกในเรื่องวิธีการ
สัมภาษณ การบันทึกขอมูล และการตรวจสอบความถูกตองของขอมูล การเก็บขอมูลการ
สํารวจประชามติสามารถดําเนนิ การได 3 ทางคอื การสัมภาษณแบบเห็นหนา (Face to Face)
การสมั ภาษณท างโทรศพั ท และการสง แบบสอบถามทางไปรษณยี 

6) การวเิ คราะหข อมูล ในกรณีการสาํ รวจประชามติ การวเิ คราะหข อ มลู
สวนมากไมส ลับซบั ซอนเปนขอมูลแบบรอยละ เพ่ือตีความและหยิบประเด็นท่ีสาํ คญั จัดลําดับ
ความสาํ คัญ

7) การนําเสนอผลการสํารวจประชามติ มีโวหารท่ีใชนําเสนอผลการสํารวจ
ประชามติ ดงั น้ี

(1) โวหารท่ีเนนนัยสําคัญทางสถิติ นําเสนอผลโดยสรางความเช่ือม่ันจาก
การอา งถงึ ผลท่ีมนี ัยสาํ คญั ทางสถติ ริ องรบั

(2) โวหารวาดวยเปนวิทยาศาสตร การนําเสนอผลโดยการอางถึง
กระบวนการไดมาซ่งึ ขอมลู ทเี่ นนการสงั เกตการณ การประมวลขอมูลดว ยวิธกี ารทเ่ี ปนกลาง

(3) โวหารในเชิงปรมิ าณ นําเสนอผลโดยใชตัวเลขที่สํารวจไดมาสรางความ
นาเช่ือถือ และความชอบธรรมในประเดน็ ท่ีศกึ ษา

(4) โวหารวาดว ยความเปนตวั แทน การนาํ เสนอขอ มลู ในฐานะที่เปนตัวแทน
ของกลมุ ตวั อยา งท่ที าํ การศกึ ษา

38

1.6 การทําประชาพิจารณ
การทําประชาพิจารณ หมายถึง การจัดเวทสี าธารณะเพอื่ ใหป ระชาชนโดยเฉพาะ

ผเู ก่ยี วขอ งหรอื ผทู ี่มสี วนไดเสียโดยตรง ไดมีโอกาสทราบขอมลู ในรายละเอียดเพอื่ เปน การเปด
โอกาสใหม สี วนในการแสดงความคดิ เห็น และมีสว นรวมในการใหขอ มูลและความคดิ เหน็ ตอ
นโยบายหรอื โครงการน้ัน ๆ ไมว า จะเปนการเห็นดวยหรอื ไมเหน็ ดวยกต็ าม

1.6.1 ข้นั ตอนการทําประชาพิจารณ
ในที่น้ีขอนําเสนอตัวอยางการทําประชาพิจารณของสภารางรัฐธรรมนูญ
เพื่อใหรางรัฐธรรมนูญฉบับท่ีจะทําขึ้นน้ีเปนของประชาชนโดยแทจริง สภารางรัฐธรรมนูญได
แตง ตั้งคณะกรรมาธกิ าร รับฟงความคิดเห็น และประชาพิจารณข้ึน เพื่อรวบรวมความคิดเห็น
ของประชาชนเกย่ี วกับรางรฐั ธรรมนญู โดยมีขน้ั ตอนดงั นี้คอื
1) ขัน้ ตอนท่ี 1 สมาชิกสภารางรัฐธรรมนญู นาํ ประเด็นหลกั และหลักการ
สาํ คญั ในการแกไขปญหา ซึ่งแยกเปน 3 ประเด็นคือ ประเด็นเร่ืองสิทธิและการมีสวนรวมของ
พลเมือง ประเด็นเรื่องการตรวจสอบการใชอํานาจรัฐ และประเด็นเรื่องสถาบันการเมืองและ
ความสัมพนั ธระหวางสถาบันการเมือง ออกไปรับฟงความคิดเห็นของประชาชนเบ้ืองตน และ
นําขอมลู เสนอกรรมาธิการ ภายในชวงตนเดือนเมษายน
2) ขนั้ ตอนท่ี 2 กรรมาธกิ ารรับฟงความคดิ เห็นและประชาพจิ ารณอ อกรับฟง
ความคดิ เห็นจากประชาชนจังหวดั ตาง ๆ จนถงึ เดือนมิถนุ ายน
3) ขั้นตอนท่ี 3 คณะกรรมาธิการรับฟงความคดิ เห็นและประชาพิจารณส งผล
สรุปความคิดเห็นของประชาชนที่ไดจากการจัดทําสมัชชาระดับจังหวัดใหกรรมาธิการยกราง
รฐั ธรรมนญู

เร่อื งที่ 2 การจัดทาํ แผน
2.1 แผน
แผน (Plan) หมายถงึ การตัดสนิ ใจท่กี ําหนดลว งหนา สาํ หรบั การเลือกใช

แนวทาง การปฏบิ ตั ิการ ประกอบดวยปจ จัยสาํ คัญ คือ อนาคต ปฏบิ ตั กิ ารและสิ่งที่ตองการ
ใหเกิดขึ้นนั่นคือ องคกร หรือแตละบุคคลท่ีตองรับผิดชอบ (ขรรคชัย คงเสนห และคณะ,
2545)

39

แผนแบง ออกเปน 2 ประเภท ตามขอบเขตของกจิ กรรมทท่ี ํา คือ
2.1.1 แผนกลยุทธ (Strategic plan) เปนแผนที่ทําข้ึน เพ่ือสนองความ
ตองการในระยะยาวและรวมกิจกรรมทุกอยางของหนวยงาน ผูบริหารระดับสูงที่วางแผนกล
ยุทธจะตองกําหนดวัตถุประสงคของท้ังหนวยงาน แลวตัดสินใจวาจะทําอยางไร และจะ
จัดสรรทรัพยากรอยางไรจึงจะทําใหสําเร็จตามเปาหมายนั้น จะตองใชเวลาในการกําหนด
กจิ กรรมทีแ่ ตกตา งกนั ในแตละหนวยงาน รวมท้ังทิศทางการดําเนินงานที่ไมเหมือนกัน ใหอยู
ในแนวเดียวกนั การตดั สนิ ใจทส่ี าํ คัญของแผน กลยุทธก ค็ อื การเลือกวิธีการในการดําเนินงาน
และการจัดสรรทรัพยากรท่ีมีอยูอยางจํากัดใหเหมาะสม เพื่อที่จะนําพาหนวยงานใหกาวไป
ขา งหนา อยา งสอดคลอ งกับสถานการณแวดลอ มภายนอกทเี่ ปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
2.1.2 แผนดาํ เนินงานหรือแผนปฏิบตั กิ าร (Operational plan) เปนแผนท่ี
กําหนดข้ึนมาใชส าํ หรับแตละกจิ กรรมโดยเฉพาะ เพื่อใหบ รรลุเปาหมายของแตล ะกจิ กรรม
ซง่ึ เทา กับเปนแผนงานเพ่อื ใหแ ผนกลยทุ ธบรรลผุ ลหรอื เปน การนําแผนกลยุทธไปใชนน่ั เอง
แผนดําเนินงานท่แี ยกตามกจิ กรรม ไดแ ก แผนการผลติ แผนการเงนิ แผนการตลาด
แผนทรพั ยากรมนุษยและแผนอปุ กรณ
ปจ จบุ ันหนว ยงานไดนําแผนท่มี ีขอบขายความรับผิดชอบเช่อื มโยงนโยบายกับ
แผนงาน เปน “ยทุ ธศาสตร” คือ การตัดสนิ ใจจากทางเลอื กท่ีเช่อื วาดที สี่ ุด และเปนไปไดท สี่ ดุ
เรยี กวา แผนยุทธศาสตร
แผนทด่ี ตี องประกอบดว ยคุณลกั ษณะสาํ คัญ คอื กาํ หนดวัตถปุ ระสงคข องแผน
อยางชดั เจน สามารถนาํ ไปปฏิบัตงิ าย และสะดวกตอ การปฏิบตั ิ ยดื หยุนไดต ามสภาพการณ
กาํ หนดมาตรฐานของการปฏิบัติงานไวลว งหนา มีความละเอยี ดถีถ่ ว น และเปนทย่ี อมรับและ
เกิดประโยชนแกผเู ก่ยี วของ สามารถจูงใจใหท ุกคนปฏบิ ตั ิตามแผน
2.2 โครงการ
โครงการ (Project) เปน สวนประกอบสว นหน่งึ ในการวางแผนพัฒนาท่ชี ว ยให
เห็นภาพ และทิศทางการพัฒนา มีขอบเขตท่ีสามารถติดตามและประเมินผลได ถือเปน
สวนประกอบสําคัญของแผน จัดทําขึ้นเพ่ือพัฒนาหรือแกปญหาใดปญหาหน่ึงขององคกร
แผนงานที่ปราศจากโครงการยอมเปนแผนงานที่ไมสมบูรณ ไมสามารถนําไปปฏิบัติใหเปน
รปู ธรรมได โครงการจึงมคี วามสัมพนั ธก บั แผนงาน

40

การเขียนโครงการขึ้นมารองรบั แผนงานเปน ส่ิงสําคญั และจําเปนยิ่ง เพราะจะทํา

ใหงายในการปฏิบัติและงายตอการติดตามและประเมินผล เพราะถาโครงการบรรลุผลสําเร็จ

น่ันหมายความวา แผนงานและนโยบายนั้นบรรลุผลสําเร็จดวย โครงการจึงเปรียบเสมือน

พาหนะท่ีนําแผนปฏิบัติการไปสูการดําเนินงานใหเกิดผล เพ่ือไปสูจุดหมายปลายทางตามที่

ตอ งการ อกี ทัง้ ยังเปนจุดเชอ่ื มโยงจากแผนงานไปสแู ผนเงนิ และแผนคนอีกดวย

โครงการมีลกั ษณะสําคัญ ดังนี้

1. เปน ระบบ มขี ้นั ตอนการดําเนินงาน

2. มีวัตถปุ ระสงคเ ฉพาะเจาะจง ชัดเจน

3. มีระยะเวลาแนน อน (มจี ุดเรมิ่ ตนและจุดสิ้นสดุ ในการดําเนนิ งาน)

4. เปนเอกเทศและมีผรู บั ผดิ ชอบโครงการอยางชดั เจน

5. ตอ งใชทรัพยากรในการดําเนินการ

6. มเี จาของงานหรอื ผูจ ดั สรรงบประมาณ

ในปจจบุ นั สาํ นกั งานสง เสริมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั ได

ใชวิธกี ารเขยี นโครงการแบบผสมผสานระหวางแบบประเพณีนิยม และแบบตารางเหตผุ ล

ตอเนอ่ื ง ซงึ่ มีองคป ระกอบและรายละเอียด ดังน้ี

หัวขอ ลกั ษณะ/รูปแบบ/แนวทางการเขียน

1. ชื่อโครงการ เปนชื่อท่ีส้ัน กระชับ เขาใจงาย และส่ือไดชัดเจนวาเน้ือหา

ส า ร ะ ข อ ง ส่ิ ง ที่ จ ะ ทํ า คื อ อ ะ ไ ร โ ด ย ท่ั ว ไ ป ชื่ อ โ ค ร ง ก า ร

มีองคประกอบ 2 สวน คือ สวนที่ 1 เปนประเภทของโครงการ

เชน โครงการฝกอบรม โครงการสัมมนา โครงการประชุมเชิง

ปฏิบัติการ สวนที่ 2 เปนลักษณะหรือความเกี่ยวของของ

โครงการ วาเก่ียวกับเร่ืองอะไร หรือเก่ียวกับใคร เชน กําหนด

ตามตาํ แหนง งานของผเู ขารวมโครงการ กาํ หนดตามลักษณะของ

เนื้อหาวิชาหลักของหลักสูตรหรือประกอบกันท้ังสองสวน เชน

โครงการอบรมอาชีพไมดอกไมประดับ โครงการสรางเสริม

สขุ ภาพผูสูงอายุ โครงการจัดการขยะมลู ฝอยชุมชน เปน ตน

2. หลกั การและเหตผุ ล ความสําคญั ของโครงการ บอกสาเหตหุ รอื ปญ หาที่ทําใหเกิด

โครงการนข้ี ึ้น และทีส่ ําคัญคอื ตอ งบอกไดว า ถาไดท ําโครงการ

หัวขอ 41
3. วัตถุประสงค
ลกั ษณะ/รูปแบบ/แนวทางการเขยี น
แลวจะแกไขปญ หานีต้ รงไหน การเขียนอธบิ ายปญ หาทีม่ า
โครงการ ควรนําขอมลู สถานการณปญหาจากทอ งถน่ิ หรอื พน้ื ทท่ี ่ี
จะทําโครงการมาแจกแจงใหผ ูอา นเกิดความเขา ใจชดั เจนขึน้ โดย
มหี ลักการเขียน ดงั น้ี
1. เขียนในลักษณะบรรยายความ ไมน ยิ มเขียนเปนขอ ๆ
2. เขียนใหชดั เจน อา นเขาใจงา ย และมเี หตผุ ลสนับสนนุ
เพยี งพอ ลําดับทีห่ นึง่ เปนการบรรยายถงึ เหตุผลและความจําเปน
ในการจัดโครงการโดยบอกท่มี า และ ความสาํ คญั ของโครงการ
นน้ั ๆ ลาํ ดบั ทีส่ อง เปนการอธิบายถงึ ปญหาขอ ขัดของ หรือ
พฤติกรรมท่ีเบ่ียงเบนจากหลักการที่ควรจะเปน ซึ่งทําใหเกิด
ความเสียหายในการปฏิบัติงาน(หรืออาจเขียนรวมไวใ นลําดับแรก
ก็ได)สดุ ทายเปนการสรุปวาจากสภาพปญ หาที่เกิดข้นึ
ผูรับผิดชอบจึงเหน็ ความจาํ เปนทจี่ ะตอ งจดั ทําโครงการข้นึ ในเรอื่ ง
อะไรและสาํ หรบั ใครเพ่ือใหเกดิ ผลอยางไร
ระบุสงิ่ ท่ีตอ งการใหเ กิดขึ้นเมือ่ ดาํ เนินการตามโครงการน้ีแลว โดย
ตอบคําถามวา “จะทําเพอ่ื อะไร” หรือ “ทําแลว ไดอะไร” โดย
ตองสอดคลอ งกบั หลักการและเหตผุ ล วตั ถปุ ระสงคท ี่ดคี วรเปน
วตั ถุประสงคเ ชิงพฤตกิ รรม ซึง่ สามารถสังเกตไดและวดั ได
องคประกอบของวตั ถุประสงคท ่ดี ี มีดังน้ี
1. เขาใจงา ย ชัดเจน ไมคลมุ เครือ
2. เฉพาะเจาะจง ไมกวางจนเกินไป
3. ระบถุ ึงผลลัพธท ต่ี อ งการ วาสิ่งท่ตี องการใหเกิดข้ึนคือ อะไร
4. สามารถวัดได ท้งั ในแงข องปรมิ าณและคุณภาพ
5. มคี วามเปนไปได ไมเล่อื นลอย หรือทาํ ไดยากเกินความเปน
จรงิ คํากรยิ าทีค่ วรใชในการเขียนวตั ถุประสงคของโครงการ แลว
ทาํ ใหส ามารถวัดและประเมินผลได ไดแก คําวา เพื่อให แสดง
กระทาํ ดาํ เนินการ วดั เลือก แกไข สาธติ ตดั สนิ ใจ

หวั ขอ 42

4. เปาหมาย ลักษณะ/รูปแบบ/แนวทางการเขียน
5. กลุม เปาหมาย วิเคราะห วางแผน มอบหมาย จาํ แนก จัดลาํ ดับ ระบุ อธิบาย
6. วธิ ดี าํ เนินการ แกปญ หา ปรบั ปรงุ
7. งบประมาณ พัฒนา ตรวจสอบ
ระบุสิ่งทต่ี อ งการใหเกิดข้ึนท้ังในเชิงปริมาณ และเชงิ คณุ ภาพใน
แตละชวงเวลาจากการดําเนนิ การตามโครงการนแี้ ลว โดยตอบ
คาํ ถามวา “จะทําเทาใด”
ใครคอื กลุมเปาหมายของโครงการ หากกลมุ เปา หมายมหี ลาย
กลุมใหบอกชดั ลงไปวา ใครคอื กลุม เปา หมายหลกั ใครคอื
กลุมเปาหมายรอง
บอกรายละเอยี ดวธิ ดี ําเนินการ โดยระบุเวลาและกิจกรรมการ
ดําเนนิ โครงการ (ควรมรี ายละเอยี ดหวั ขอกจิ กรรม)
เปนสว นที่แสดงยอดงบประมาณ พรอ มแจกแจงคาใชจา ย
ในการดําเนินกจิ กรรมขั้นตา ง ๆ โดยท่วั ไปจะแจกแจงเปน หมวด
ยอย ๆ เชน หมวดคา วัสดุ หมวดคาใชจาย หมวดคาตอบแทน
หมวดคาครภุ ัณฑ ซึง่ การแจกแจงงบประมาณจะมปี ระโยชนใน
การตรวจสอบความเปนไปไดแ ละความเหมาะสม นอกจากนีค้ วร
ระบุแหลง ท่มี าของงบประมาณดว ยวา เปน งบประมาณแผน ดิน
งบชว ยเหลือจากตางประเทศ เงินกูหรืองบบรจิ าค จํานวนเทา ไร
ในการจดั ทํา ประมาณการคา ใชจ ายของโครงการ จะตอ ง
ตระหนักวา คา ใชจ ายท้ังหมด แบง ออกไดเปน 2 สว น คอื
คาใชจายจากโครงการ หรืองบประมาณสวนทจี่ า ยจริง และ
คา ใชจ ายแฝง ไดแ ก คา ใชจายอื่น ๆ ท่ีเกิดขึน้ จริง หรือมีการใช
จา ยอยูจรงิ แตไ มส ามารถระบุรายการคาใชจา ยน้ัน ๆ เปน
จาํ นวนเงินไดอ ยางชัดเจน ดังน้นั ผูคิดประมาณการตอ งศกึ ษา
และทาํ ความเขาใจในรายละเอยี ดโครงการหลักเกณฑและอตั รา
การเบิกจายเงินงบประมาณตามระเบียบดวย

43

หวั ขอ ลกั ษณะ/รูปแบบ/แนวทางการเขยี น

8. ระยะเวลา ตอบคาํ ถามวา “ทาํ เม่อื ใด และนานเทา ใด” (ระบุเวลาเร่มิ ตน

ดําเนินงาน และเวลาสน้ิ สุดโครงการอยา งชัดเจน)โดยจะตองระบุ วนั เดือน ป

เชน เดยี วกบั การแสดงแผนภมู แิ กนท (Gantt Chart)

9. สถานท่ี เปนการระบุสถานทต่ี ัง้ ของโครงการหรือระบุวากจิ กรรมน้นั จะทาํ

ณ สถานทแ่ี หงใด เพ่ือสะดวกตอการประสานงานและจดั เตรยี ม

สถานทใ่ี หพรอ มกอ นท่จี ะทาํ กจิ กรรมนนั้ ๆ

10. ผูรับผิดชอบ เปน การระบเุ พ่อื ใหทราบวาหนว ยงานใดเปนเจาของ หรอื

รบั ผิดชอบโครงการ โครงการยอ ย ๆ บางโครงการระบุเปน ชือ่

บุคคลผรู บั ผิดชอบเปนรายโครงการ

11. โครงการ/กจิ กรรม หลาย ๆ โครงการที่หนวยงานดาํ เนนิ งานอาจมคี วามเกีย่ วของกัน

ทีเ่ กย่ี วขอ ง หรอื ในแตละแผนอาจมโี ครงการหลายโครงการ หรอื บาง

โครงการเปน โครงการยอ ยในโครงการใหญ ดงั นนั้ จึงตองระบุ

โครงการท่มี ีความเกย่ี วของดว ย

12. เครอื ขาย/ ในการดําเนินการโครงการ ควรจะประสานงานและขอ ความ

หนว ยงานที่ใหการ รวมมือกับหนวยงานอื่น หากมีหนวยงานรวมดําเนินโครงการ

สนับสนุน มากกวาหนึ่งหนวยงานตองระบุช่ือใหครบถวน และแจกแจงให

ชัดเจนดวยวา หนวยงานท่ีรวมโครงการแตละฝายจะเขามามีสวน

รวมโครงการใน สวนใด ซึ่งจะเปนขอมูลสะทอนใหเห็นวา

โครงการจะประสบผลสําเร็จและเกดิ ผลตอเน่ือง

3. ผลทคี่ าดวา จะไดรับ เมือ่ โครงการนัน้ เสร็จสิ้นแลว จะเกิดผลอยางไรบา งใครเปน ผู

ไดรับผลประโยชนโดยตรงและผลประโยชนในดา นผลกระทบของ

โครงการ

14. การประเมิน บอกรายละเอียดการใหไดมาซงึ่ คําตอบวาโครงการท่ีจดั น้มี ี

โครงการ ประโยชนแ ละคมุ คาอยางไร โดยบอกประเด็นการประเมนิ /

ตัวชว้ี ัด แหลง ขอ มูล วิธีการประเมิน ใหส อดคลองกบั

วัตถุประสงคห รอื เปาหมายของโครงการ


Click to View FlipBook Version