The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สค21003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfesiwilai, 2022-06-24 00:30:08

สค21003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

สค21003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

1

2

เอกสารสรุปเน้ือหาทตี่ องรู

รายวชิ า การพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สงั คม
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน
รหสั วิชา สค21003

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน
พุทธศักราช 2551

สํานักงานสง เสรมิ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
สํานกั งานปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร

หามจาํ หนา ย

หนังสอื เรยี นนจี้ ดั พมิ พด ว ยเงนิ งบประมาณแผน ดนิ เพอ่ื การศกึ ษาตลอดชวี ิตสาํ หรับประชาชน
ลิขสทิ ธ์ิเปน ของสาํ นกั งาน กศน.สาํ นักงานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร



4

สารบัญ

หนา

คาํ นาํ

คาํ แนะนําการใชเอกสารสรปุ เนือ้ หาทตี่ องรู

บทท่ี ๑ หลกั การพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม

เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสาํ คัญของการพัฒนาตนเองและครอบครัว ชมุ ชน สงั คม ๑

เรอ่ื งท่ี 2 หลกั การพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม ๓

เรอ่ื งท่ี 3 ประโยชนท ่ไี ดรับจากการพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สังคม 6

บทที่ ๒ ความหมาย ความสาํ คญั ประโยชนข องขอ มลู

เรื่องที่ 1 ความหมาย ความสําคัญ และประโยชนข องขอมลู 8

เรือ่ งท่ี 2 ขอมลู ทเี่ กยี่ วของกับการพฒั นาชุมชน 10

เรอ่ื งท่ี 3 ประโยชนข องขอมลู และการนําไปใช ๑1

บทท่ี ๓ วิธีการจดั เกบ็ ขอมลู วิเคราะหขอ มลู ดว ยวธิ ีการทห่ี ลากหลาย

เรื่องท่ี 1 วธิ ีการจดั เกบ็ และรวบรวมขอมลู ๑3

เรื่องท่ี 2 การวิเคราะหข อ มูล ๑5

เร่อื งท่ี 3 การนําขอมูลไปใชในการจดั ทาํ แผนชวี ติ ชุมชน สังคม ๑5

บทท่ี ๔ การมสี ว นรว มในการวางแผนพฒั นาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม

เรอื่ งท่ี 1 วิธกี ารมสี ว นรว มในการวางแผนการพฒั นาชมุ ชน ๑6

เรอ่ื งที่ 2 ระดับการมสี วนรว มของประชาชนในการพฒั นาชมุ ชน ๑9

บทที่ ๕ แนวทางการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สงั คม

เรื่องที่ 1 เทคนิคการมีสวนรวมในการจดั ทําแผน 20

เรื่องที่ 2 การจดั ทําแผนพัฒนาชมุ ชน ๒9

เรื่องที่ 3 การเผยแพรส ูการปฏิบตั ิ ๓4

สารบญั (ตอ ) 5

บทที่ ๖ การพฒั นาอาชพี ในชมุ ชนและสังคม หนา
เรือ่ งที่ 1 อาเซียนกบั การพัฒนาอาชพี
เรอ่ื งท่ี 2 จุดเดน ประเทศไทย ในการผลกั ดนั เศรษฐกจิ สรา งสรรค ๓9
เรือ่ งที่ 3 ศกั ยภาพประเทศไทยกับการพฒั นาอาชีพ 40
43
กจิ กรรมทายเลม
บรรณานกุ รม 62
คณะผจู ดั ทาํ 65
67

6

คําแนะนําในการใชเ อกสารสรุปเนือ้ หาทีต่ อ งรู

หนังสือเรียนสาระการพัฒนาสังคม รายวิชาการพัฒนาตนเองชุมชนสังคม รหัสวิชา
สค ๒๑๐๐๓ ระดับมัธยมศึกษาตอนตน เปนหนังสือเรียนสําหรับผูเรียนที่ลงทะเบียนเรียนเปน
นกั ศึกษา นอกระบบในการศึกษาแบบเรียนเลมนี้ผูเรยี นควรปฏิบัตดิ งั นี้

๑. ศึกษาโครงสรา งรายวิชาใหเขาใจในหัวขอสาระสําคัญ ผลการเรียนรูทค่ี าดหวัง
และขอบขา ยเนอ้ื หาเปน ลําดับแรก

๒. ศึกษารายละเอียดเน้ือหาของแตละบทอยางละเอยี ด และทํากิจกรรมตามท่ี
กาํ หนด แลว ตรวจสอบกับแนวตอบกิจกรรมท่ีกําหนดไวทายเลม ถาผูเรียน ตอบผิดเปนสวนใหญ
ควรกลับไปศึกษาและทําความเขาใจในเนอื้ หานนั้ ใหม ใหเ ขา ใจกอนทจี่ ะศกึ ษาเรอ่ื งตอ ไป

๓. ปฏิบัติกิจกรรมทายเร่ืองของแตละเร่ืองใหครบถวน เพ่ือเปนการสรุปความรู
ความเขาใจของเนอื้ หาในเรอ่ื งนัน้ ๆ อีกครั้ง และการปฏิบัติกิจกรรมของแตละเนอ้ื หา แตละเรื่อง
ผเู รียนสามารถนาํ ไปตรวจสอบกับครผู ูร ูและเพอื่ น ๆ ที่รว มเรยี นในรายวิชาและระดบั เดยี วกนั ได

๔.หนงั สอื เลมนี้มี ๖ บท คอื
บทท่ี ๑ หลักการพัฒนาตนเอง ชมุ ชน สงั คม
บทที่ ๒ ความหมาย ความสําคัญ ประโยชนของขอ มูล
บทที่ ๓ วธิ ีการจดั เก็บขอมูล วเิ คราะหข อมูลดว ยวิธกี ารท่ีหลากหลาย
บทที่ ๔ การมีสว นรว มในการวางแผนพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สงั คม
บทท่ี ๕ แนวทางการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สังคม
บทที่ ๖ การพฒั นาอาชีพในชุมชนและสังคม

1

บทที่ ๑
หลักการพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม

ปจจุบันเปนท่ียอมรับกันโดยท่ัวไปวา คนเปนทรัพยากรที่มีคุณคาของสังคม สังคมจะ
พฒั นาและเจริญขึน้ ไปไดข นึ้ อยูก บั คณุ ภาพของคนทเ่ี ปน องคป ระกอบของสังคม นน้ั การจะพฒั นา
ชมุ ชนไดจงึ ตองเรมิ่ ตน ทีก่ ารพฒั นาคนเปน อนั ดบั แรก นอกจากน้ี การพัฒนาชมุ ชนตองยึดหลักการ
มีสวนรว มของประชาชนเปน ปจจยั พนื้ ฐานท่ีสําคัญ เพราะเปาหมายสดุ ทายของการพัฒนา คือ คน
เน่ืองจากคนเปนท้ังทรัพยากรที่จะไดรับพัฒนาและเปนทั้งผูไดรับผลประโยชน จากการพัฒนา
นั่นเอง

เรื่องที่ ๑ ความหมายและความสาํ คัญของการพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สงั คม
๑.๑ ความหมายของการพัฒนาตนเอง
การพฒั นาตนเอง หมายถงึ การปรับปรุงดว ยตนเองใหด ขี นึ้ กวา เดิม ทง้ั ดานรา งกาย จติ ใจ

อารมณแ ละสังคม เพอ่ื ใหส ามารถทาํ กจิ กรรมทพี่ ึงประสงคต ามเปา หมายทต่ี นตั้งไว เพื่อการ
ดาํ รงชีวติ รว มกบั ผอู ่นื ไดอ ยางปกติสขุ รวมทง้ั เพื่อใหเปนสมาชิกทีด่ ขี องครอบครวั ชุมชน และสังคม

๑.๒ ความสาํ คญั ของการพฒั นาตนเอง
การพัฒนาตนเอง คือ การปรับปรุงและพัฒนาตนเอง ทั้งวิธีคิดและการกระทําหรือ

พฤติกรรมท่ีแสดงออกทั้งดา นรา งกาย จิตใจ อารมณและสังคม เพ่ือใหสามารถปรับตนเองเขากับ
สังคมและส่ิงแวดลอ มท่ีดี การพัฒนาตนเองมคี วามสําคัญสรปุ ไดด ังนี้

๑) เปน การเตรียมตนเองในดา นตาง ๆ เชน รา งกาย จติ ใจ อารมณ สงั คม รวมท้ัง
สติปญ ญาใหส ามารถรบั กบั สถานการณต าง ๆ ทอ่ี าจเกิดขนึ้ ในชวี ิตประจาํ วนั

๒) มีความเขาใจตนเอง เห็นคุณคาของตนเอง ทําใหส ามารถทําหนาที่ตามบทบาทของ
ตนเองในครอบครวั ชุมชน และสงั คมไดอ ยางเต็มกาํ ลงั ความสามารถ

๓) สามารถปรบั ปรงุ การปฏบิ ตั ติ น และแสดงพฤติกรรมใหเปนทย่ี อมรับของบคุ คลรอบ
ขา งในครอบครวั ชมุ ชน และสังคม

2

๔) สามารถกาํ หนดแนวทางการพฒั นาตนเอง ใหพฒั นาไปสเู ปา หมายสูงสุดของชีวิตตามที่
วางแผนไว

๕) เปนแบบอยา งการพฒั นาของคนในครอบครัว ชุมชน และสงั คม
๖) เปน การเตรียมคนใหมีความพรอ มในการดํารงตนใหอ ยใู นสงั คมอยางมนั่ ใจ มีความสุข
และเปน กําลงั สาํ คัญของการพฒั นาชุมชนและสังคม
๑.๓ ความหมายของการพัฒนาชมุ ชน
การพัฒนาชุมชน หมายถึง การกระทาํ ทีม่ งุ ปรบั ปรุง สงเสริม ใหก ลมุ คนทอี่ ยูร วมกันมีการ
เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางท่ีดีข้ึนในทุก ๆ ดาน ท้ังดานที่อยูอาศัย อาหาร เคร่ืองนุงหม สุขภาพ
รา งกาย อาชีพทมี่ ่นั คง ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยส นิ โดยอาศยั ความรวมมือจาก ประชาชน
ภายในชมุ ชน และหนว ยงานองคก รตาง ๆ ทงั้ จากภายในและภายนอกชุมชน
๑.๔ ความสาํ คญั ของการพฒั นาชุมชน

การพฒั นาชุมชนมคี วามสาํ คญั จําแนกไดด ังนี้
๑) สงเสริมและกระตนุ ใหประชาชนไดม สี วนรวมในการแกไขปญหาพัฒนาตนเอง
และชมุ ชน

๒) เปน การสง เสรมิ ใหประชาชนมจี ติ วิญญาณ รจู ักคิด ทํา พัฒนาเพอ่ื สว นรวม
และเรียนรูซึง่ กนั และกนั

๓) เปน การสงเสรมิ การรวมกลุมในการดาํ เนนิ ชวี ติ ตามระบอบประชาธปิ ไตย
๔) ทําใหปญ หาของชมุ ชนลดนอ ยลงและหมดไป
๕) ทาํ ใหส ามารถหาแนวทางปองกนั ไมใหปญ หาในลกั ษณะเดยี วกนั เกดิ ขึ้นอกี
๖) ทําใหเกิดความเจริญกา วหนา ขนึ้
๗) ทําใหเ กิดการอยรู วมกนั อยางมคี วามสขุ ตามสภาพของแตล ะบุคคลและเกิดความ
ภาคภูมใิ จในชุมชนของตนเอง
๘) ทาํ ใหชุมชนนาอยู มีความรัก ความสามคั คี เออ้ื อาทรชว ยเหลือเกอ้ื กลู
ซง่ึ กนั และกนั
๙) เปนรากฐานสาํ คัญของการพัฒนาสังคมและประเทศชาติ

3

๑.๕. ความหมายของการพฒั นาสังคม
การพัฒนาสังคม หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงที่ดีทั้งในดานเศรษฐกิจ สังคม
การเมือง การปกครอง และวัฒนธรรม เพ่ือประชาชนจะไดมีชีวิตความเปนอยูท่ีดีข้ึนทั้งทางดานท่ี
อยูอาศัย อาหาร เครื่องนุงหม สุขภาพอนามัย การศึกษา การมีงานทํา มีรายไดเพียงพอในการ
ครองชพี ประชาชนไดร ับความเสมอภาค ความยุติธรรม มีคุณภาพชีวิต ท้ังนี้ประชาชนตองมีสวน
รวมในกระบวนการเปล่ยี นแปลงทุกขน้ั ตอนอยา งมีระบบ
๑.๖. ความสาํ คญั ของการพฒั นาสงั คม
เมือ่ บุคคลมาอยรู วมกนั เปนสงั คม ปญหาตา ง ๆ ก็ยอ มจะเกิดตามมาเสมอ ยิง่ สังคมมขี นาด
ใหญปญหาก็ยิ่งจะมมี ากและสลับซับซอ นเปนเงาตามตวั ปญ หาหนง่ึ อาจจะกลายเปนสาเหตอุ ีก
หลายปญ หาเก่ยี วโยงกนั ไปเปน ลูกโซ ถาปลอ ยไวก จ็ ะเพิม่ ความรนุ แรง เพม่ิ ความสลับซับซอน และ
ขยายวงกวา งออกไปเรื่อย ๆ ยากตอ การแกไ ข ความสงบสุขของประชาชนในสงั คมนั้นกจ็ ะไมม ี
ดังนนั้ ความสําคญั ของการพฒั นาสงั คม อาจกลาวเปน ขอ ๆ ไดด งั น้ี

๑) ทาํ ใหปญหาของสังคมลดนอ ยและหมดไปในที่สดุ
๒) ปองกันไมใหปญ หาน้นั หรอื ปญ หาในลกั ษณะเดียวกันเกดิ ขนึ้ แกสังคมอกี
๓) ทําใหเกิดความเจริญกา วหนา ขน้ึ มาแทน
๔) ทําใหป ระชาชนในสังคมสมานสามคั คีและอยรู วมกนั อยา งมีความสุขตามฐานะ
ของแตละบุคคล

๕) ทําใหเ กิดความเปน ปก แผน ม่ันคงของสงั คม

เรื่องที่ ๒ หลักการพฒั นาตนเอง ชมุ ชน สงั คม
๒.๑. หลกั การพฒั นาตนเอง
การพัฒนาตนเองใหประสบความสาํ เรจ็ สามารถอยรู ว มกบั บคุ คลตาง ๆ ใน

ครอบครวั และชุมชนไดอ ยา งมีความสขุ มแี นวทางการพัฒนาได ดังนี้
๑) การสาํ รวจตนเอง เพ่อื จะไดท ราบวาตนเองมคี ณุ สมบัตทิ ด่ี แี ละไมด ีอยา งไรบา ง

เพอื่ ทีจ่ ะหาแนวทางการปรบั ปรุงพฒั นาตนเองใหดขี ้ึน

4

๒) การปลกู ฝงคุณสมบัติที่ดีงาม เปนการนําเอาแบบอยางที่ดีของบุคคลสําคัญท่ี
ประทับใจมาเปนตัวแบบ เพื่อปลูกฝงคุณสมบัติทด่ี ีใหกับตนเอง ใหประสบความสําเร็จ สมหวัง
ตามทคี่ าดหวังไว

๓) การปลุกใจตนเอง การปลุกใจตนเองใหมคี วามเขมแข็งท่ีจะตอสูกับอุปสรรค
ดา นตา ง ๆ นัน้ มีความจาํ เปน ยง่ิ เพราะเมื่อตนเองมจี ติ ใจทีเ่ ขมแขง็ มคี วามมงุ ม่ัน สามารถตอสูกับ
ปญหา และอปุ สรรค รวมทั้งสามารถดาํ เนินการพฒั นาตนเองใหบรรลเุ ปา หมาย

๔) การสงเสริมตนเอง เปนการสรางกําลังกาย กําลังใจใหเขมแข็ง สรางพลัง
ความคิด ท่ีสามารถปฏิบัติได เชน การเลนกีฬา การออกกําลังกาย การพักผอน การฝกสมาธิ
การเขา รบั การฝกอบรมเรอ่ื งทเี่ ราสนใจ เปน ตน

๕) การลงมอื พฒั นาตนเอง การพฒั นาตนเองสามารถทําไดหลายวิธี เชน
อา นหนงั สอื เปน ประจาํ รว มกิจกรรมตาง ๆ ของชมุ ชนตามความสนใจ การศึกษาดูงาน การศึกษา
ตอ การพบปะเย่ียมเยยี นเพ่อื น หรอื ผทู ่รี จู กั สนิทสนม การหมนุ เวียนเปลย่ี นงาน การทาํ งานรว มกับ
ผูอ่นื การพยายามฝก นิสัยทด่ี ดี วยความสม่ําเสมอ การสรา งความสัมพันธท ดี่ ีกบั ผอู ่ืน ฯลฯ

๒.๒ หลักการพฒั นาชุมชน
หลกั การพัฒนาชมุ ชนเปนหลกั สําคัญในการดําเนินงานพัฒนาชุมชน เพ่ือสรางสรรคไปสู

ความสาํ เร็จตามเปา หมาย โดยอาศยั หลักการ สรปุ ไดดังนี้
๑) ประชาชนมสี ว นรวมการดําเนินกิจกรรมของการพัฒนาทุกข้ันตอน โดยจะตอง

เขามามีสวนเกยี่ วขอ งและมสี วนรว มต้งั แต รว มคดิ ตดั สนิ ใจ วางแผน ปฏบิ ตั แิ ละประเมินผล
ตองกลา คิด กลาแสดงออก เพราะผลทเี่ กิดจากการดําเนนิ งานสงผลโดยตรงตอ ประชาชน

๒) พจิ ารณาวัฒนธรรมและสภาพความเปนอยูของชุมชน ในทุก ๆ ดาน จะชวยให
การคดิ การวางแผน และการดาํ เนนิ งาน พัฒนาเปน ไปในทิศทางท่ถี ูกตองเหมาะสม

๓) ใหความสําคัญกับคนในชุมชนโดยคนในชุมชนตองเปนหลักสําคัญหรือเปน
ศูนยก ลางของการพฒั นา

๔) การพัฒนาตองไมรวบรัดและเรงรีบ การดําเนินงานควรคํานึงถึงผลของการ
พัฒนาในระยะยาว ดาํ เนนิ งานแบบคอยเปน คอยไป เพ่อื ใหทกุ คนมคี วามพรอ ม มีความเชื่อม่นั

5

๕) ทําเปนกระบวนการและประเมินผลอยางตอเนื่อง การพัฒนาชุมชนควร
ดาํ เนนิ การดว ยโครงการทห่ี ลากหลายภายใตค วามตองการที่แทจริงของชุมชน

๒.๓ หลักการพฒั นาสังคม
การพัฒนาสังคมมีขอบเขตกวางขวาง เพราะปญหาของสังคมมีมาก และสลับซับซอน
การแกป ญ หาสงั คมจงึ ตอ งทาํ อยางรอบคอบ และตอ งอาศัยความรว มมือกันของบุคคลจากหลาย ๆ
ฝาย และโดยเฉพาะอยา งยง่ิ ประชาชนในสงั คมนัน้ ๆ จะตองรบั รู พรอ มท่จี ะใหขอมูลที่ถูกตองและ
เขามามีสวนรวมดวยเสมอ การพัฒนาสังคมจึงตองเปนท้ังกระบวนการ วิธีการ กรรมวิธี
เปลีย่ นแปลง และแผนการดาํ เนินงาน ซึง่ มีรายละเอียด คือ

๑) กระบวนการ (Process) การแกปญหาสังคมตองกระทําตอเนื่องกันอยางมี
ระบบ เพ่ือใหเกดิ การเปลีย่ นแปลงจากลกั ษณะหนง่ึ ไปสอู ีกลกั ษณะหน่ึง ซึ่งจะตองเปนลักษณะที่ดี
กวา เดมิ

๒) วิธีการ (Method) การกําหนดวิธีการในการดําเนินงาน โดยเฉพาะเนนความ
รวมมอื ของประชาชนในสงั คมนัน้ กับเจาหนา ท่ีของรฐั บาลที่จะทํางานรว มกนั และวธิ กี ารน้ีตองเปน
ที่ยอมรบั วา สามารถนาํ การเปลย่ี นแปลงมาสูส งั คมไดอยา งถาวรและมปี ระโยชนต อสงั คม

๓) กรรมวิธีเปล่ียนแปลง (Movement) การพัฒนาสังคมจะตองทําใหเกิดการ
เปล่ียนแปลงใหได และจะตองเปล่ียนแปลงไปในทางท่ีดีข้ึน โดยเฉพาะเนนการเปลี่ยนแปลง
ทศั นคติของตน เพอื่ ใหเกดิ สํานึกในการมีสว นรวมรบั ผิดชอบตอผลประโยชนของสวนรวม และรัก
ความเจรญิ กา วหนาอันจะนาํ ไปสกู ารเปลย่ี นแปลงทางวตั ถุ

๔) แผนการดําเนนิ งาน (Planning) การพัฒนาสงั คมจะตอ งทําอยางมแี ผน
มขี ้ันตอน สามารถตรวจสอบ และประเมนิ ผลได แผนงานนจี้ ะตองมีทุกระดับ นับตั้งแตร ะดับชาติ
คือ แผนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ ลงมาจนถึงระดับผูปฏิบัติ แผนงานจึงมี
ความสําคญั และจาํ เปนอยา งย่งิ ในการพฒั นาสังคม

การพัฒนาสังคมไทย สามารถกระทําไปพรอม ๆ กันท้ังสังคมในเมืองและสังคม
ชนบท แตเน่ืองจากสังคมชนบทเปน ท่อี ยูอาศยั ของชนสว นใหญของประเทศ การพัฒนาจึงทุมเทไป
ที่ชนบทมากกวาในเมือง และการพัฒนาสังคมจะตองพัฒนาหลาย ๆ ดาน ไปพรอม ๆ กัน โดย
เฉพาะทเี่ ปนปจ จัยตอ การพัฒนาดานอื่น ๆ ไดแกการศึกษา และการสาธารณสุข การพัฒนาดาน

6

การศกึ ษา การศกึ ษาเปนปจ จยั สําคญั ทสี่ ุด ในการวัดความเจริญของสงั คม สําหรบั ประเทศไทยการ
พัฒนาดานการศึกษายังไมเจริญกาวหนาอยางเต็มที่ โดยเฉพาะอยางยิ่งสังคมในชนบทของไทย
จะพบประชาชนทไี่ มรหู นังสือ และไมจบการศึกษาภาคบังคบั อยูคอ นขา งมาก

เรือ่ งท่ี ๓ ประโยชนที่ไดร ับจากการพฒั นาตนเอง ชุมชน สงั คม
๓.๑ ทางดานการเมอื ง
๑) ทําใหป ระชาชนจงรกั ภกั ดตี อ รัฐบาล เหน็ วารฐั บาลไมท อดทงิ้ สํานึก

บญุ คณุ และเห็นความสําคญั ของรัฐบาล เพราะงานพฒั นารัฐบาลมุงเขา ชวยเหลือประชาชนใน
ทางตรงและเขา ถึงตวั

๒) ทําใหประชาชนมีความรสู กึ รับผดิ ชอบ รสู กึ เปน เจาของประเทศย่งิ ข้นึ
เพราะงานพัฒนาชุมชนเปน งานทปี่ ระชาชนชว ยเหลอื ตนเอง โดยความสนบั สนนุ ชวยเหลือของ
รฐั บาล

๓) อํานวยผลประโยชนใ นการปกครอง เพราะงานพัฒนาชุมชนสงเสรมิ งาน
ดา นการปกครองชว ยลดและขจดั ความแตกแยกหา งเหน็ ความกินแหนงแคลงใจ

๔) งานพฒั นาชุมชนสงเสรมิ การปกครองสวนทอ งถนิ่ เพราะเปน งานท่ี
สง เสริมใหป ระชาชนรจู ักชวยเหลอื และสรา งสรรคความเจรญิ ในทอ งถน่ิ รวมกนั เปน แบบอาสาสมคั ร

๕) ชวยใหป ระชาชนเปนฝายรฐั บาล ทาํ ใหการรกุ รานแทรกซมึ ของฝา ยตรง
ขามไมไดผ ล เพราะปจ จบุ นั ไทยเรามภี ัยทางการเมอื งเปน สงครามจิตวิทยา ตอ สูก นั ในทางแยงชงิ
ประชาชน ฝา ยใดมีประชาชนสนบั สนนุ มากก็ไดเปรียบ

๖) การพฒั นาชุมชนเปน การสรางสรรคก ารอยดู ีกินดีใหบ งั เกดิ แกช มุ ชน
ถาทุกคนอยดู ีมสี ขุ ยอมเปนหลกั ประกนั ของความสาํ เร็จของการปกครองและความมน่ั คงของชาติ

๓.๒ ดานเศรษฐกิจ
๑) เพ่ิมประสิทธิภาพในการผลติ
๒) การดาํ รงชีพดขี นึ้ มีรายไดม ากขนึ้ มขี า วของใชม ากขน้ึ ใหค วามสะดวก

การหมนุ เวยี นของกระแสเงินดีขน้ึ
๓) รายไดป ระชาชาติสงู ขึน้

7

๓.๓ ดานสังคม
๑) ผลสาํ เรจ็ ของการพัฒนาชุมชนจะสง เสริมความเปนอยทู างดา นอนามัย
๒) ผลสําเรจ็ ของการพัฒนาชมุ ชนจะชวยลดความเหล่ือมลาํ้ แตกตา งในเรอ่ื ง

ชนชนั้ ในสังคมใหน อยลง มคี วามเสมอภาคเปน ธรรมแกส งั คม
๓) ผลสาํ เรจ็ ของการพฒั นาชุมชนจะสง เสริมฐานะของสังคมทางการศึกษา

โรงเรียนมีบทบาททส่ี ําคัญยิง่ นกั โรงเรียนในโครงการพฒั นาชมุ ชนสรา งดวยความรว มมอื ของ
ประชาชนในทอ งถิน่ น้นั ทาํ ใหป ระชาชนมีสว นรบั ผดิ ชอบในการศกึ ษายง่ิ ข้ึน มคี วามรูสึกวา ตนเปน
เจาของ ใหการสนับสนนุ ดขี ึ้น

8

บทที่ ๒
ความหมาย ความสําคญั ประโยชนของขอมลู

ขอมูลที่เปนขอเท็จจริง ที่เก่ียวของกับการพัฒนาชุมชน มีหลายดานดวยกัน แตละดาน
ควรรูและทําความเขาใจ เพราะเปนส่ิงจําเปนและสําคัญสําหรับกระบวนการพัฒนาชมุ ชน ท้ังน้ี
เพอื่ เปนเคร่ืองมือในการนาํ ไปสูก ารวางแผน การกาํ หนดทศิ ทาง เปาหมาย การตดั สินใจ การปฏบิ ัติ
และประเมินผลของการปรบั ปรงุ และพฒั นาชมุ ชนใหนาอยู และดขี นึ้ กวาเดมิ ในทุก ๆ ดาน

เรอื่ งที่ ๑ ความหมาย ความสาํ คัญ และประโยชนของขอ มูล
๑.๑ ความหมายของขอ มูล
มีผรู ไู ดใ หความหมายของขอมลู ในลกั ษณะเดียวกันสรุปไดวา ขอมูล หมายถึง ขอเท็จจริง

ของส่ิงตาง ๆ ที่อยูรอบตัวเรา เชน คน สัตว สิ่งของ สถานที่ ธรรมชาติ ฯลฯ ท่ีถูกบันทึกไวเปน
ตัวเลข สัญลักษณ ภาพ หรือเสียง ที่ชวยทําใหรูถึงความเปนมา ความสําคัญ และประโยชนของ
ส่งิ เหลาน้นั

ความหมายของขอมูล ตามพจนานกุ รมราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๒๕ ไดใหความหมาย
วาขอมูล หมายถึง ขอเท็จจริงสําหรับใชเปนหลักในการคาดการณคนหาความจริง หรือการคิด
คาํ นวณ

กลาวโดยสรุป ขอมูล หมายถึง ขาวสารหรือขอเท็จจริงท่ีเกิดข้ึนกับส่ิงตาง ๆ ท่ีเปน
สัญลกั ษณ ตวั เลข ขอ ความ ภาพหรือเสียงท่ีไดม าจากวธิ ีการตา ง ๆ เชน การสังเกต การนับ การวัด
และบนั ทกึ เปน หลกั ฐานใชเพ่ือคน หาความจรงิ

ตัวอยา ง เชน
ก. สนุ ันทประกอบอาชพี ทาํ นา
ข. ตําบลฟา หยาด มีจาํ นวนครวั เรอื น ๓๐๐ ครวั เรอื น
ค. อบต.ฟาหยาด ชาวบา นมอี าชพี ทํานา ทาํ สวน ทําไร
ง. จงั หวดั ยโสธรมหี องสมดุ ประชาชนอาํ เภอ ๙ แหง

9

จากตวั อยาง จะเห็นวา ขอ ข และ ง เปน ขอมูลทเ่ี ปนตวั เลข ขอ ก และ ค เปนขอมูลที่ไม
เปน ตวั เลข

จากความหมายและตัวอยางของขอมูลจะเห็นไดวาขอมลู แบงเปน ๒ ความหมาย คือ
ขอมูลทมี่ ีลักษณะเปนตัวเลขแสดงปริมาณ เรียกวา ขอมูลเชิงปริมาณ และขอมูลที่ไมใชตัวเลข
เรยี กวา ขอ มลู เชงิ คณุ ภาพ

๑.๒ ความสาํ คญั และประโยชนข องขอ มลู
ขอ มลู ทีเ่ ปนขอเท็จจรงิ ของส่งิ ตา งๆท่ีอยูรอบตัวเราลว นมีประโยชนตอ การพัฒนาตนเอง

ชุมชนและสังคมทั้งนข้ี ้นึ อยกู ับการเลอื กนํามาใชใหถ กู ตอ งเหมาะสมกบั สถานการณ และโอกาส
โดยทวั่ ไปขอ มูลจะใหป ระโยชนม ากมาย เชน

๑) เพอ่ื การเรียนรู ศึกษา คน ควา
๒) เพ่อื เปน แนวทางการพฒั นาดานตา ง ๆ
๓) เพอ่ื การนําไปสกู ารปรบั ปรุงแกไขในสิ่งที่ดีกวา
๔) เพอ่ื ใชประกอบเปนหลกั ฐานอา งองิ ประเด็นสาํ คัญ
๕) เพอื่ การวางแผน การปฏิบตั ิ และการประเมินผล
๖) เพอื่ การตดั สนิ ใจ

ฯลฯ
จากประโยชนดา นตาง ๆ ท่กี ลาวถึง ขอยกตัวอยางประโยชนข องขอ มลู ในการชว ยการตดั สนิ ใจ เชน
ถารูขอมูลเก่ียวกับคะแนนการเรียนวิชาคณิตศาสตร ผลคะแนนระหวางเรียนไมนาพึงพอใจ
แตผ ูเรียนตองการใหส อบผา นวิชานี้ ผเู รียนจะตองวางแผนการเรียน และเตรียมพรอมกับการสอบ
ใหด ี ขยนั เรยี น ขยันทาํ แบบฝกหัดมากขึ้น ผลการเรียนวิชานน้ี าจะผาน แตถ าไมรูขอมูลเลยโอกาส
ท่ีจะสอบไมผ า นก็จะมีมากกวา
ในการพฒั นาชุมชนและสังคมจําเปนตอ งอาศัยขอมูลดา นตา ง ๆ ไดแ ก ขอ มูลเก่ยี วกับดา น
ภูมิศาสตร ประวัติศาสตร เศรษฐศาสตร การเมือง การปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี
หนา ท่พี ลเมอื ง ทรพั ยากร ส่งิ แวดลอ ม สาธารณสขุ และการศกึ ษา เปนตน

10

เรอ่ื งที่ ๒ ขอ มลู ทเี่ ก่ียวขอ งกบั การพฒั นาชมุ ชน
การพฒั นาชมุ ชน จําเปน ตองอาศัยขอ มูลหลาย ๆ ดาน เพือ่ ใชในการเรยี นรแู ละคน หา

ความจรงิ ที่เปนพลงั ภายในของชุมชนทย่ี งั ไมไดพัฒนา หรือยงั พฒั นาไมเ ตม็ ที่ ขอมูลทสี่ าํ คัญ
ทเ่ี ก่ียวขอ งกับการพัฒนาชุมชน มีดงั นี้

๑. ขอมูลดา นภมู ิศาสตร คือ ขอมูลเก่ียวกับความสัมพันธระหวางส่ิงแวดลอมทาง
ธรรมชาติกับสังคม เชน จํานวนประชากร ลักษณะของภูมิประเทศ ลักษณะภูมอิ ากาศ เขตการ
ปกครองตําบล/อําเภอ/เทศบาล จังหวดั ทรัพยากรธรรมชาติ เชน ปาไม แรธาตุ แหลงนา้ํ
การคมนาคมขนสงทางบก ทางน้ํา ทางอากาศ สังคมและวัฒนธรรม เชน เชื้อชาติของประชากร
การนับถอื ศาสนา การตั้งถิ่นฐานของประชากร ความเชือ่ ขอบเขตของสถานท่ี สภาพแวดลอมทาง
ธรรมชาติ สภาพปญหาและภัยธรรมชาติ

๒. ขอมูลดานประวัติศาสตร คือ ขอมูลเหตุการณท่ีเปนมาหรือเร่ืองราวของ
ประเทศชาติตามท่ีบันทึกไวเปนหลักฐาน เชน ประวัติความเปนมาของหมูบาน/ตําบล/ชุมชน/
จังหวัด สภาพความเปนอยูของคนในอดีต การปกครองในอดีต สถานท่ีสําคัญทางประวัติศาสตร
เปนตน

๓. ขอมูลดานเศรษฐศาสตร ไดแก ขอมูลการผลิต การกระจาย การบริโภค และ
การบรกิ าร รวมท้งั การจดั การทรัพยากรทม่ี ีอยูอยางจํากดั

๔. ขอมูลดานการเมือง การปกครอง ไดแก การเลือกผูนําของคนในชุมชน และ
บทบาทของผนู าํ การมสี ว นรวมของคนในชมุ ชน ดา นการปกครอง และการพัฒนา การตัดสินใจ
ของผูนําชุมชน โครงสรางอํานาจ ความสัมพันธของคนในชุมชนและระหวางกลุม การรวมกลุม
การแบงกลุม เปน ตน

๕. ขอมูลดา น ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี ไดแ ก จาํ นวนกลุมที่สง เสริมประเพณี
และ วฒั นธรรม การละเลน การกฬี าของทอ งถ่นิ ความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเชื่อศาสนา
ระบบเครือญาติ เปนตน

๖. ขอมูลดานหนาท่ีพลเมือง หนาท่ี หมายถึง ภาระรับผิดชอบของบุคคลท่ีตอง
ปฏิบตั กิ จิ ที่ตอ งทาํ กจิ ท่คี วรทํา เปนส่ิงท่กี ําหนดใหทาํ หรอื หามมิใหก ระทาํ

พลเมอื ง หมายถึง พละกําลังของประเทศซงึ่ มีสวนเปน เจา ของประเทศ

11

ขอมูลดานหนาที่พลเมือง เชน ความจงรักภักดีตอชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย
ความรบั ผดิ ชอบตอหนาท่ี ความมรี ะเบียบวนิ ยั ความซ่อื สัตย ความเสียสละ ความอดทน การไมทํา
บาป ความสามัคคี การรกั ษาชาติ ศาสนา พระมหากษัตรยิ  การปฏิบัติตามกฎหมาย การไปใชสิทธิ
เลือกตั้ง การพัฒนาประเทศ การปองกันประเทศ การรับราชการทหาร การเสียภาษีอากร การ
ชวยเหลอื ราชการ การศกึ ษาอบรม การพทิ ักษป กปองและสืบสานศิลปะ วัฒนธรรมของชาติ และ
ภมู ปิ ญ ญาทอ งถิน่ การอนรุ ักษทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิง่ แวดลอ ม

๗. ขอมูลดานทรัพยากร ส่ิงแวดลอม ไดแก สภาพทรัพยากรธรรมชาติ ดิน
นํา้ อากาศ การจดั การแหลง นํ้า เชน แมน้ํา ลําคลอง ทะเล ปา ชายเลน สัตวบก สตั วน ้าํ

๘. ขอมูลดานสาธารณสุข ไดแก การปองกันและรักษาโรค ทํานุบํารุงสุขภาพ
รา งกาย จิตใจ สังคมจะเจริญ พลเมอื งตองมีสุขภาพดี

๙. ขอมูลดานการศึกษา ไดแก การสรางคนใหมีความรูความสามารถทักษะ
พืน้ ฐาน พรอมที่จะตอสูเ พือ่ ตนเองและสังคม พรอมท่จี ะประกอบอาชีพ เชน จํานวนสถานศึกษา
ในระดบั ตาง ๆ รายชื่อสถานศึกษา จํานวนครู จํานวนนักเรียนในสถานศึกษานั้น ๆ จํานวนผูจบ
การศกึ ษา สภาพปญ หาดา นการศกึ ษา

เร่ืองที่ ๓ ประโยชนข องขอ มูล และการนําไปใช
๓.๑ ประโยชนของขอมลู
๓.๑.๑. ประโยชนของขอมูลตอ ตนเอง
๑) ทําใหมนษุ ยส ามารถดํารงชวี ติ อยรู อดปลอดภัย มนษุ ยรจู ักนาํ ขอมลู มาใชใ นการ

ดํารงชวี ติ แตโ บราณแลว มนษุ ยร จู กั สงั เกตสง่ิ ตาง ๆ ที่อยูรอบตัว เชน สงั เกตวาดิน อากาศ ฤดูกาล
ใดท่ีเหมาะสมกับการปลูกพืชผักกินไดชนิดใด พืชชนิดใดใชเปนยารักษาโรคได สะสมเปนองค
ความรแู ลว ถา ยทอดสืบตอกนั มา ขอ มลู ตาง ๆ ทําใหมนุษยสามารถนําทรัพยากรธรรมชาติมาใช
เปน อาหาร สงิ่ ของเครื่องใช ทอี่ ยอู าศัย และยารกั ษาโรคเพ่ือการดาํ รงชพี ได

๒) ชวยใหเ รามีความรคู วามเขา ใจเรอื่ งราวตา ง ๆ ที่เกดิ ขึ้นรอบตัว เชน เรื่องรา งกาย
จติ ใจ ความตอ งการ พฤตกิ รรมของตนเอง และผอู ่นื ทาํ ใหมนษุ ยสามารถปรบั ตัวเอง ใหอยูรวมกับ
คนในครอบครวั และสังคมไดอ ยา งมีความสงบสขุ

12

๓) ทําใหตนเองสามารถแกปญหาตาง ๆ ที่เกิดข้ึนใหผานพนไปไดดวยดี
การตดั สนิ ใจตอ การกระทาํ หรอื ไมกระทาํ สง่ิ ใดท่ไี มมีขอ มลู หรอื มขี อมลู ไมถูกตองอาจทําใหเกิดการ
ผิดพลาดเสียหายได

๓.๑.๒ ประโยชนของขอ มลู ตอชมุ ชน/สงั คม
๑) ทําใหเกิดการศึกษาเรียนรู ซ่ึงการศึกษาเปนสิ่งจําเปนตอการพัฒนาชุมชน/
สังคมเปน อยางยิ่ง ชมุ ชน/สงั คมใดทมี่ ผี ูไดรับการศึกษา การพัฒนาก็จะเขาไปสูชุมชน/สังคมนั้นได
งา ยและรวดเร็ว
๒) ขอมูลตา ง ๆ ทสี่ ะสมเปนองคความรูนั้น สามารถรักษาไวและถายทอดความรู
ไปสูคนรุนตอ ๆ ไปในชุมชน/สังคม ทําใหเกิดความรูความเขาใจ วัฒนธรรมของชุมชน/สังคม
ตนเอง และตางสังคมไดกอใหเ กิดการอยรู ว มกนั ไดอยางสงบสขุ
๓) ชว ยเสรมิ สรา งความรู ความสามารถใหม ๆ ในดานตาง ๆ ทง้ั ทางดานเทคโนโลยี
การศึกษา เศรษฐศาสตร การคมนาคม การเกษตร การพาณชิ ย ฯลฯ ท่ีเปนพื้นฐานตอการพัฒนา
ชุมชน/สงั คม
๓.๒ การนาํ ไปใช
ขอมูลในชีวติ ประจาํ วันมจี ํานวนมากท่นี ําไปใชประโยชนตา ง ๆ กนั เชน
๑) ขอมูลภูมิอากาศ ใชประโยชนในดานการพยากรณอากาศขอมูลประชากร
ใชประโยชนทางดานการวางแผนพัฒนาประเทศขอมูลดานการเงิน ใชประโยชนในการพัฒนา
เศรษฐกิจ
๒) ขอมูลวิทยาศาสตร ใชประโยชนในดานการวิจัยขอมูลดานทรัพยากร
ส่ิงแวดลอม ใชประโยชนในดานการติดตามสถานภาพของส่ิงแวดลอมการตรวจสอบความ
เปลย่ี นแปลงของทรัพยากร การวางแผนการพัฒนาทองถ่ินหรือการทองเท่ียว การวางแผนการ
จดั การดานสง่ิ แวดลอม
๓) ขอมูลดานภมู ศิ าสตร ใชประโยชนในการประเมินคาความเสียหายของการเกิด
ภยั ทางธรรมชาติ ประเมนิ ภาษปี าย โรงเรอื น ทีด่ นิ วเิ คราะหการลงทนุ สรางสาธารณปู โภค

13

บทท่ี ๓
วธิ กี ารจัดเกบ็ ขอ มูล วเิ คราะหขอ มูลดว ยวธิ กี ารท่หี ลากหลาย

การพัฒนาสังคมชมุ ชนมคี วามสําคัญอยางย่ิงท่ีจะตองรูจักวิธีการจัดเกบ็ ขอมูล วิเคราะห
ขอมลู ดว ยวธิ ีการทีห่ ลากหลาย

เร่ืองท่ี ๑ วิธกี ารจัดเก็บและรวบรวมขอ มูล
วิธีการเก็บขอมูลและรวบรวมขอมูลที่เกี่ยวของกับการพัฒนาชุมชนมีหลายวิธี เชน

การสังเกต การสมั ภาษณ การใชแ บบสอบถาม การศกึ ษาจากเอกสาร การสนทนากลมุ การสาํ รวจ
การจดั เวทปี ระชาคม สวนการจะเลอื กใชเ ทคนคิ วิธกี ารใด จึงจะเหมาะสมขึ้นอยูกับหลาย ๆ ปจจัย
เชน แหลง ขอ มูล ความสะดวก ความประหยดั ฯลฯ การศึกษาและรวบรวมขอมูลชุมชน ผูศึกษา
สามารถกระทาํ โดยยดึ วตั ถุประสงคข องการศึกษา โดยอาจจําแนกประเด็นหลัก และประเด็นยอย
เพอื่ ใหไ ดร ายละเอียดใหครอบคลมุ ทุกดา น เทคนิควธิ กี ารเกบ็ ขอ มลู มวี ิธตี าง ๆ เชน

๑. การสงั เกต เปน วิธกี ารเกบ็ รวบรวมขอ มูล โดยผสู งั เกตเฝาดพู ฤติกรรมจริงหรือ เหตุการณ
จริง โดยผสู งั เกตอาจเขาไปทาํ กจิ กรรมรว มในเหตุการณ หรือไมม ีสว นรว ม โดยการเฝาดูอยหู า ง ๆ
ก็ได การสงั เกตมีทงั้ แบบทมี่ โี ครงสรา ง กับแบบไมมโี ครงสรา ง การสังเกตแบบมีโครงสราง ผูสังเกต
ตองเตรียมหัวขอ ขอบขาย ประเด็น ท่ีตองใชในการสังเกตลวงหนา แลวบันทึกรายละเอียดส่ิงท่ี
สงั เกตพบเหน็ ตามหัวขอ การสังเกตแบบไมม ีโครงสราง เปนการสังเกตไปเรอ่ื ย ๆ ตามสงิ่ ที่พบเหน็

๒. การสัมภาษณ เปนวิธีการเก็บขอมูลโดยผูสัมภาษณและผูใหสัมภาษณตองพบหนากัน
และมีการสมั ภาษณซ ักถาม โดยใชภาษาเปน ตัวกลางในการสอื่ สาร การสมั ภาษณ มที ั้งแบบ
มีโครงสรางและแบบไมมีโครงสราง การสัมภาษณแบบมีโครงสราง ผูสัมภาษณจะเตรียมคําถาม
เรียงลําดับคําถามไวลวงหนา ตามวัตถุประสงคของการสัมภาษณ สวนการสัมภาษณแบบไมมี
โครงสราง เปนการสัมภาษณแบบพูดคุยไปเร่ือย ๆ จะถามคําถามใดกอนหลังก็ได ไมมีการ
เรียงลําดบั คาํ ถาม

14

๓. การใชแบบสอบถาม ผูเก็บขอมูลจะตองเตรียมและออกแบบ แบบสอบถามลวงหนา
แบบสอบถามจะประกอบดวยคําช้ีแจง วตั ถปุ ระสงค รายการขอมูลทีต่ อ งการถาม จําแนกเปนราย
ขอ ใหผูตอบ ตอบตามขอเทจ็ จรงิ

๔. การศึกษาจากเอกสาร เปนการรวบรวมขอมูล ที่มีผูเรียบเรียงไวแลว ในลักษณะของ
เอกสารประเภทตา ง ๆ เชน บทความ หนังสือ ตํารา หรือเว็บไซต การเก็บขอมูลดวยวิธีนี้จะตอง
คาํ นงึ ถึงความทนั สมยั

๕. การสนทนากลุม เปน การรวบรวมขอ มลู ดา นเศรษฐกจิ สังคม ประชากร อาชพี ฯลฯ จาก
วงสนทนาทเ่ี ปนผูใหข อ มูลท่ีถูกคัดสรร วาสามารถใหข อมลู ใหค าํ ตอบตรงตามประเด็น คําถามที่ผู
ศึกษาตองการ มีการถามตอบและถกประเด็นปญหา โดยเร่ิมจากคําถามท่ีงายตอการเขาใจแลว
จึงคอยเขาสูคําถามที่เปนประเด็นหลักของการศึกษา แลวจบดวยคําถามประเด็นยอย ๆ
ขณะเดียวกันมีผบู ันทกึ เกบ็ ขอมลู จากคาํ สนทนาพรอมบรรยากาศ และอากปั กิรยิ าของสมาชิกกลุม
แลว สรปุ เปน ขอ สรปุ ของการสนทนาแตล ะคร้งั

๖. การสํารวจ การสํารวจขอ มลู ชุมชนทําไดใ นลักษณะตาง ๆ เชน ๑) ขอ มลู ทค่ี รอบครวั ควร
ทาํ เอง ไดแ ก บญั ชรี ายรบั -รายจายของครอบครัวแตละครอบครัว รวมทั้งหน้ีสิน ๒) ขอมูลท่ัวไป
ของครอบครวั ไดแก จํานวนสมาชกิ อายุ การศึกษา รายได ที่ทาํ กิน เครือ่ งมอื อปุ กรณ ความรขู อง
คนในครอบครวั และ การดูแลสขุ ภาพ เปนตน ๓) ขอมูลสวนรวมของชุมชน ไดแก ประวัติความ
เปน มาของชมุ ชน ทรัพยากร ความรู ภมู ิปญ ญาเฉพาะดาน การรวมกลุม โครงการของชุมชนผูนํา
เปน ตน สําหรับวิธีการเกบ็ ขอมูลดวยเทคนิคการสํารวจอาจใชแบบสอบถาม หรอื แบบสมั ภาษณต าม
ความสะดวก ความประหยัดของผเู กบ็ ขอ มูล และไมส รางความยงุ ยากใหก บั ผใู หขอ มูล

๗. การจัดเวทปี ระชาคม เปนการพบปะของผูคนท่เี ปน ผแู ทนระดับของกลุมตาง ๆในชุมชน
ซ่ึงผูคนเหลาน้ีมีขอมูล ประสบการณ ความคิดที่หลากหลาย ไดมารวมกันแลกเปล่ียนขอมูล
ประสบการณ ความคิด เพื่อรวมกันกําหนดวิสัยทัศน วิเคราะห สถานการณ ปญหา วางแผน
ดาํ เนินงาน ติดตามประเมินผลการทํางานรวมกัน เพื่อนําไปสูการพัฒนาชุมชน ใหสามารถบรรลุ
เปา หมายรวมกนั สว นเคร่อื งมอื ทีส่ าํ คญั ในการจดั เวทปี ระชาคม คอื ประเด็นคําถามที่มลี กั ษณะเปน
คาํ ถามปลายเปด เพอ่ื ทาํ ใหผูรวมเวทีสามารถตอบและอภิปรายไดล ะเอียดตามความรู ความคิดและ

15

ประสบการณข องแตละคน ทําใหไดคําตอบที่เปนขอมูลเชิงลึก ซ่ึงเปนประโยชนตอการวิเคราะห
ขอมูลในแตล ะดา นตอไป

เรื่องท่ี ๒ การวเิ คราะหข อ มูล
หลังจากการเกบ็ ขอมลู เสร็จสิ้นแลว ผเู ก็บขอมูลควรนาํ ผลจากการจัดเก็บขอมลู ไปตรวจสอบ

ความถูกตองและความสมบูรณก ับแหลง ขอ มูลอกี ครง้ั เพอื่ ยนื ยนั ความถกู ตอ ง และ เพิม่ เติมขอ มูลใน
สวนท่ียังไมสมบูรณใหส มบรู ณม ากทีส่ ุด ขั้นตอนถดั มาคอื การวเิ คราะหขอมลู

การวิเคราะหขอ มูล เปนการนําขอ มลู ที่เก็บรวบรวมมาได มาจัดกระทําโดยจําแนก จัดกลุม
จัดระบบ หมวดหมู เรียงลําดับ คํานวณคาตัวเลข (เชิงปริมาณ) ตีความ สรุป และนําเสนอใน
รปู แบบตาง ๆ ใหสามารถสื่อความหมายได เชน ตาราง แผนภมู ิ ภาพ ฯลฯ

ขน้ั ตอนของการวิเคราะหขอมูลชุมชน อาจตองอาศัยผูรูเกี่ยวกับการวิเคราะหขอมูลเขามา
ใหค วามรว มมอื ชวยเหลือในการวเิ คราะหและเผยแพรข อมูล แตขณะเดียวกัน ประชาชนในชุมชน
ตอ งมสี ว นรว มเขา มาแลกเปลยี่ นเรยี นรเู พอื่ ใหเ กิดการเรียนรรู วมกัน

เรอ่ื งที่ ๓ การนาํ ขอ มูลไปใชใ นการจัดทําแผนชวี ติ ชมุ ชน สงั คม
การพัฒนาตนเอง ชุมชน และสังคมเพ่ือใหเ กิดประโยชนในชีวิตประจําวัน จําเปนตองมีการ

วางแผนท่ีดี กอนอืน่ มารจู กั แผนพัฒนาตนเองกนั เปน อยา งแรก แผนพัฒนาตนเอง เปนแผนที่คนใด
คนหนึง่ หรือกลุม คนหลายคนกําหนดข้ึนมา เพ่ือเปนแนวทางปฏิบัติในการเสริมสรางและเพ่ิมพูน
ลักษณะท่ีจาํ เปน ใหเ กดิ ประสิทธิภาพและเพ่ิมคณุ ภาพจนไปสจู ดุ หมายทตี่ องการ

การใชขอมูลจากการวิเคราะหเพ่ือวางแผนพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคมการวางแผนพัฒนา
ตนเอง ชุมชน และสังคม จําเปนตองใชขอมูลจากการวิเคราะหมาชวยตัดสินใจเลือกเรื่องท่ีจะ
พัฒนา เราอาจตองการพฒั นาหลายเร่อื ง แตข อ มูลจากการวิเคราะหจะชวยในการจัดลําดับความ
จําเปน วา เร่ืองใดควรเลอื กมาพัฒนากอ น และเรอ่ื งใดควรรอไวพ ฒั นาภายหลังไดร วมทง้ั ตอ งดูความ
เปนไปไดท่ีจะพัฒนา แผนพัฒนาตนเองกําหนดไดจากเหตุและผลในการพัฒนา มีการกําหนด
เปา หมายทีจ่ ะ พัฒนาและมองภาพในอนาคตวาจะไดรับความสําเร็จไดอยางไร หลังจากนั้นจึงคิด
หา วธิ ีการพฒั นารวมไปถึงปจ จัยหรอื สงิ่ ตา ง ๆที่ชวยใหป ระสบความสําเร็จ

16

บทท่ี ๔
การมีสวนรวมในการวางแผนพฒั นาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม

การมีสวนรวมในการวางแผนพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม คือ การที่
ประชาชนรวมคิด รวมทํา รวมตัดสิน รวมรับผิดชอบ และรวมแกไขปญหา เปดโอกาสใหทุกคน
ทกุ กลมุ ในหมบู านมสี วนเกี่ยวของในการตดั สนิ ใจท่จี ะดําเนนิ การใด ๆ เพื่อตัวเขา และเพ่ือหมูบาน
ของเขา เริม่ โดยการรวมกลมุ ประชาชน ตามกจิ กรรมพฒั นาที่จดั ขึ้นและคอ ย ๆ เพ่ิมความสามารถ
และความรับผิดชอบในการดําเนินการตามกระบวนการพัฒนาใหแกประชาชน ใหสามารถ
ดาํ เนนิ งานดว ยตนเองได

เรอ่ื งท่ี ๑ วิธกี ารมีสวนรวมในการวางแผนการพฒั นาชมุ ชน
การจัดกจิ กรรมการพฒั นาชุมชนท่ีกอใหเ กดิ การมีสวนรวมของประชาชนน้ัน สามารถทําได

หลายวิธี เชน การจดั เวทีประชาคม การประชมุ กลมุ ยอ ยเพ่ือระดมความคิดเห็นรวมตอ ประเด็นใด
ประเด็นหน่ึง การฝกอบรมเพื่อพัฒนา หรือสงเสริมศักยภาพของประชาชน การประชาพิจารณ
เพอ่ื รบั ฟงความคดิ เห็นของประชาชน เก่ยี วกับประเดน็ ทมี่ ผี ลกระทบตอประชาชนจาํ นวนมาก ฯลฯ
กิจกรรมตาง ๆ เหลาน้ีประชาชนทุกคนสามารถเขาไปมีสวนรวม เพราะเปนกระบวนการเรียนรู
รวมกนั แตก ารเขาไปมีสว นรว มในแตละกจิ กรรมจําเปน ตองเขาใจ และแสดงบทบาทของตนเองให
ถกู ตอ ง สอดคลองและเหมาะสมกับกจิ กรรมทจี่ ัดขนึ้

๑.๑ การมีสว นรวมของประชาชนในเวทีประชาคม
เวทีประชาคมเปนกิจกรรมหนึ่งท่ีมีวิธีการกระตุนใหกลุมประชาชนไดเกดิ การเรียนรู

อยางมีสวนรวมระหวางผูท่ีมีประเด็นรวมกันโดยจัดเวทีส่ือสารพูดคุยกันขึ้น เพื่อสรางการรับรู
สรางความเขาใจในประเด็นปญหารวม เพื่อใหไดขอสรุปและแนวทางแกไขประเด็นน้ัน ๆ แลว
ชว ยกนั ผลกั ดันใหเ กิดผลตามแนวทางและเปาหมายท่ไี ดกาํ หนดข้ึนรว มกนั

17

การเขา มามสี ว นรว มของประชาชนในเวทีประชาคม ประชาชนอาจแสดง บทบาทของ
ตนเองไดดังนี้

๑) ควรทําความเขา ใจตอ วตั ถุประสงคข องการทาํ ประชาคมอยางชดั เจน
๒) ควรใชความคดิ และนําเสนอโดยการพูดสื่อสารใหเห็นความเชื่อมโยง และเปน ระบบ
๓) พยายามเขา ใจและเรียนรูรบั ฟงเหตผุ ลของผูอ ่ืน
๔) ควรรับฟงประเด็นและความคิดเห็นของผูอ่ืนอยางต้ังใจ หากไมเขาใจควรซักถาม
ผูด าํ เนินการดวยความสภุ าพ
๕) ความคิดเหน็ ควรมคี วามเปน ไปได มีความเหมาะสม
๖) ควรเสนอความคิดเหน็ อยา งสรางสรรค น่นั คือใชเหตแุ ละผลประกอบ ความคิดเห็น
๗) รับฟง และเคารพความคิดเหน็ ของผอู ่ืน เพราะแตละคนมีสิทธิเสรีภาพในการแสดง
ความคิดเห็นอยางเทาเทียมกนั
๘) แสดงความคิดเหน็ ตอ ประเดน็ รว มอยางตรงไปตรงมา
๙) ไมวางตนเปน ผูข ัดขวางตอการดาํ เนินงาน
๑.๒ การมีสวนรวมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน
๑) การมีสวนรวมในการคนหาสาเหตุของปญหา เน่ืองจากปญหาเกิดกับ ประชาชน
ประชาชนในชุมชนยอมรูจ ักและเขา ใจปญ หาของตนดที ีส่ ดุ หากไดร วมกลมุ กนั จะสามารถชว ยกนั
คิดวิเคราะหปญ หาและสาเหตไุ ดอยา งชัดเจนและรอบดา น
๒) การมสี วนรวมในการรว มคดิ รว มวางแผน ประชาชนอาจรวมกันใชขอมูลท่ีไดจาก
การสาํ รวจและเรยี นรูรว มกนั จากการรวมกลุม แลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ จากการคนหาศักยภาพของ
ชุมชน หรือจากการศึกษาดูงาน แลวนําขอมูลเหลาน้ันมาคิดวางแผนรวมกัน ตัดสินใจรวมกัน
ขั้นตอนน้อี าจคอ ยเปน คอ ยไป และอาศยั แกนนําทเ่ี ขมแขง็
๓) การมีสวนรวมในการปฏิบัติ เนื่องจากประชาชนมีทุนของตนเอง ต้ังแต แรงงาน
ประสบการณและทรัพยากร หากไดรวมกันปฏิบัติโดยใชทุนที่มีอยูยอมทําใหรูสึกถึง ความเปน
เจาของรว มกัน เกิดการเรียนรูในการทํางานรวมกัน การแกไขปญหารวมกัน โอกาสท่ีจะนําไปสู
เปา หมายจงึ มสี ูงกวา การปฏิบัตโิ ดยอาศัยบคุ คลภายนอก

18

๔) การมีสวนรวมในการติดตามและประเมินผล เมื่อประชาชนเปนผูปฏิบัติ และ
ขณะเดยี วกนั ประชาชนควรเปน ผูต ดิ ตามและประเมนิ ผลรว มกนั เพ่ือจะไดรวมกันพิจารณาวาสิ่งที่
ดําเนินการรวมกันน้ันเกิดผลดีบรรลุตามเปาหมายท่ีกําหนดหรือไมเ พียงใด ควรปรับปรุงอยางไร
ซ่งึ จะทาํ ใหป ระชาชนเหน็ คุณคาของการทํากจิ กรรมเหลา น้ัน

๑.๓ การมีสวนรวมของประชาชนในการประชุมกลมุ ยอย
การประชุมกลุม ยอ ยเปนการประชุมเพอ่ื ระดมความคิด สาํ หรบั การทาํ งานอยา งใดอยางหน่ึง
โดยมีผเู ขา ประชุมประมาณ ๔-๑๒ คน องคป ระกอบของการประชมุ กลมุ ยอ ย

๑) กําหนดประเด็นการประชมุ
๒) ผเู ขา ประชมุ ประกอบดวย ประธาน เลขานุการ สมาชกิ กลมุ
๓) เลือกและกาํ หนดบทบาทผูเขา ประชมุ เพอื่ ทาํ หนา ทีต่ าง ๆ เชน ประธานท่ีทําหนาที่
ดาํ เนนิ การประชุม เลขานกุ ารทาํ หนาที่สรุปความคิดเห็นของท่ีประชุม จดบันทึกและรายงานการ
ประชุม สมาชิกกลมุ ทาํ หนา ท่แี สดงความเหน็ ตามประเด็น
๔) สถานทก่ี าํ หนดตามความเหมาะสม
๑.๔ วธิ ีการประชุมกลุมยอย
๑) ประธานเปนผูทําหนาที่เปดประชุม แจงหัวขอการประชุมใหสมาชิกในที่ประชุม
รับทราบ
๒) ผเู ขา รว มประชุมอาจชวยกันต้ังหัวขอยอ ยของประเด็น บางคร้ังหนวยงานเจาของ
เรอื่ งท่จี ดั ประชุมอาจกาํ หนดประเด็นและหวั ขอ ยอ ยไวใหแ ลว
๓) ประธานเสนอประเด็นใหส มาชิกทีป่ ระชุมอภิปรายทีละประเด็น และสรุปประเด็น
การพดู คุย
๔) สมาชกิ ทป่ี ระชมุ รวมกันแสดงความคดิ เห็น
๕) เลขานุการจดบันทึกสรุปความคิดเห็นของท่ีประชุม และจัดทํารายงานหลังจาก
ประชมุ เสรจ็ ส้ินแลว
๑.๕ การมสี ว นรวมของสมาชิกในการประชมุ กลุมยอย
ในการประชมุ กลุมยอ ยจําเปนตองอาศัยความคิดเห็นของสมาชิกทุกคน ดังน้ันเพ่ือให
การจัดประชุมบรรลตุ ามเปา หมาย สมาชกิ ในที่ประชุมควรมสี ว นรว มดงั นี้

19

๑) พดู แสดงความคิดเหน็ พรอ มเหตุผลทลี ะคน
๒) ในการพูดสนับสนุนความคิดเห็นของผูอื่น ควรแสดงความคิดเห็นและใชเหตุผล
ประกอบ
๓) ผูเขารวมประชุมสามารถแสดงความคิดเห็น คัดคานความคิดเห็นของผูอื่นได
แตควรใชเหตผุ ลและความเปนไปไดใ นการคัดคาน
๔) ควรใชคาํ พดู ทส่ี ภุ าพ เชน ขอโทษ ขอบคุณ ในโอกาสท่เี หมาะสม

เรอื่ งท่ี ๒ ระดับการมสี วนรว มของประชาชนในการพฒั นาชมุ ชน
การมีสว นรวมของประชาชนในกระบวนการพัฒนาชุมชนทุกขั้นตอนของการพัฒนา

ตง้ั แตการรว มคดิ รวมวางแผน รวมปฏิบัติ รว มกํากบั ตดิ ตาม รวมประเมินผล และรับผลประโยชน
จากการพัฒนาหากการพัฒนาเปนไปตามกระบวนการดังกลาว ถือวาการพัฒนาน้ันเปนของ
ประชาชนโดยแทจริง เพราะเปนส่ิงที่ชี้ใหเห็นถึงความพรอม ความต่ืนตัว ความรวมมือ ความ
เขม แข็ง เปน ปกแผนของชุมชนซงึ่ เปน ตวั บงชขี้ องการพัฒนาแบบพ่ึงพาตนเอง ระดบั ของการมสี ว น
รว มแบง ไดเ ปน ๓ ระดับดังน้ี คือ

๑) ระดับเปนผูรับประโยชนจากการพัฒนา เปนการเขามามีสว นเกี่ยวของ ดวยการ
รับผลประโยชนเพียงอยา งเดียว ถอื เปน ระดับต่ําสดุ ของการมีสวนรวม หากชมุ ชนใดประชาชนสวน
ใหญมีสวนรวมในระดับน้ี ยังจําเปนที่จะตองพัฒนาความรวมมือ ความเปนปกแผน ใหมีพลังเปน
หน่งึ เดียว ยังไมถ อื วาเปน การพัฒนาโดยประชาชน

๒) ระดับเปนผูใหความรวมมือ ประชาชนเขามามีสวนเก่ียวของโดยคอยให ความ
รว มมือกับเจาหนา ที่รัฐตามโอกาสและเวลาที่เจาหนา ทรี่ ัฐเปนผูก าํ หนด เปนการใหความรวมมือใน
ระดับทด่ี ี แตย ังเปนระดบั ทป่ี ระชาชนยงั ไมไ ดเปนผตู ดั สนิ ใจ และลงมือปฏิบตั ิการเอง

๓) ระดับเปนผูตัดสินใจ ประชาชนจะเปนผูศึกษาสถานการณ และตัดสินใจท่ีจะ
ดําเนินการพัฒนาเร่ืองตาง ๆ ตลอดกระบวนของการพัฒนาดวยตนเองนับต้ังแต การรวมมือ
วางแผน การปฏิบตั ิ การประเมนิ และการแบง ปน ผลประโยชนรวมกัน เจาหนาที่รัฐเปนเพียงผูให
คําปรึกษาหากประชาชนทมี่ สี ว นรว มในลกั ษณะนี้ ถอื วา เปน ระดับสูงสดุ ของการมสี วนรวม

20

บทที่ ๕
แนวทางการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สงั คม

การสง เสริมใหป ระชาชนมสี วนรว มในการจดั ทาํ แผนพฒั นาชมุ ชนมหี ลายวธิ ี ไดแ ก การจดั
เวทปี ระชาคม การประชุมกลมุ ยอย การสัมมนา การสาํ รวจประชามตแิ ละการประชาพจิ ารณ

เรอ่ื งท่ี ๑ เทคนิคการมีสวนรว มในการจดั ทาํ แผน
๑.๑ การจัดเวทปี ระชาคม
๑.๑.๑. ขน้ั เตรยี มการ
๑) ศกึ ษา วเิ คราะห ขอ มูลที่เกีย่ วของกบั ชุมชน และท่ีเปน ประเดน็ รว มของ

ชุมชน กําหนดประเดน็ เนอ้ื หา และวิธีการ
๒) จัดตั้งคณะทํางานประชาคม พรอมท้ังกําหนดบทบาทหนาท่ีของ

คณะทํางาน ใหชัดเจน เชน ผูนําประชาคมทําหนาท่ีกระตุนใหป ระชาชนไดรวมคิดตามประเด็น
สรางบรรยากาศ การมีสวนรวมผูชวยผูนําประชาคม ทําหนาท่ีเสนอประเด็นท่ีผูนําประชาคม
เสนอไมค รบถว น หรือผดิ พลาด รวมท้งั บรรยากาศใหเกิดการต่ืนตัว เกิดการผอนคลาย ผูอํานวย
ความสะดวก ทําหนาทใ่ี หบ ริการดานตา ง ๆ เปน ตน

๓) กําหนดจํานวนประชาชนกลุมตา ง ๆ ทเ่ี ปน ผมู สี ว นไดส วนเสยี ประมาณ
๓๐-๕๐ คน เชน กรรมการหมูบา น ผนู ํากลมุ อาชพี ผนู าํ ทอ งถนิ่ ผูนาํ ตามธรรมชาตแิ ละอาสาสมัคร
เปนตน

๔) กําหนดระยะเวลาของการทําประชาคม โดยพิจารณาใหมีความ
เหมาะสม ตามความพรอมของประชาชนและข้ึนอยูกับประเด็นการพูดคุย แตตองไมกระทบตอ
เวลา การประกอบอาชีพของประชาชน

๕) เตรียมชุมชน สถานที่ วัสดุอุปกรณ สื่อการเรียนรูตาง ๆ ท่ีใชในการ
ประชาคม และประสานงานกับทุกฝา ยท่เี กี่ยวของ

21

๑.๑.๒.ขนั้ ดาํ เนินการ
๑) เตรียมความพรอ มของประชาชนทเ่ี ขา รว มประชาคม เชน สรา ง

ความคนุ เคย การแนะนําตัว ละลายพฤตกิ รรม ใหทุกคนไดร จู กั กนั โดยทวั่ ถงึ กาํ หนดวตั ถปุ ระสงค
ขอบเขต กตกิ าในการทาํ ประชาคมใหชดั เจน

๒) แลกเปล่ยี นเรียนรซู ึ่งกันและกนั ทง้ั คณะทาํ งานและประชาชนรว มกัน
สะทอ นความคดิ เหน็ ตอประเดน็

๓) คนหาปจ จยั เกอื้ หนนุ หรอื “ทุน” ในชมุ ชน โดยรว มกันพจิ ารณาจุดเดน
จุดดอย ขอ จาํ กดั และโอกาสของการพฒั นาชมุ ชน ระดมสมองคนหา ทรัพยากรตาง ๆ ที่มีอยใู น
ชุมชน รวมท้งั ทุนทางสังคม ไดแ ก วฒั นธรรม ประเพณี ระบบเครอื ญาติ ความเออื้ อาทร ฯลฯ
เพอ่ื ใชท นุ เหลานเ้ี ปนพลังขับเคลือ่ นกิจกรรมตาง ๆ ในชุมชน

๑.๑.๓.ขัน้ ตดิ ตามและประเมนิ ผลการดาํ เนนิ การ
๑) คณะทํางานและประชาชนกลุม เปา หมายรวมกนั แสดงผลประเมนิ

จุดเดน จดุ ดอย ขอบกพรอ ง และส่ิงทค่ี วรปรบั ปรุง สาํ หรับการทาํ ประชาคมครั้งตอไป รวบรวม
ผลงานท่ีผานมา เพอ่ื เผยแพรแ ละประชาสมั พนั ธ

๒) ติดตามผลหลังการดาํ เนินงาน เม่อื จดั ประชาคมเสรจ็ สน้ิ แลว เชน
คณะทาํ งานประชาชนกลุมเปา หมาย และผเู กี่ยวของทกุ ฝาย ตอ งประสานงานเพ่อื ใหเกิดการ
สนับสนนุ การดําเนนิ งานตามมตขิ องประชาชนอยางตอเน่ือง ใหกาํ ลงั ใจ ชว ยเหลือกนั และกนั อยา ง
จริงจงั

๑.๑.๔. วตั ถุประสงคข องการทําประชาคม
ในการทาํ ประชาคมมีวตั ถปุ ระสงคท ่ีสําคัญหลายประการ

(ณัฐนรี ศรีทอง, ๒๕๕๒, ๔๑๘-๔๑๙) ดงั น้ี
๑) เพือ่ สง เสริมใหป ระชาชนเกดิ การเรียนรูซ ง่ึ กนั และกันอยา งตอเนอ่ื ง

โดยสามารถคดิ วเิ คราะหไดด ว ยตนเอง
๒) เพือ่ สง เสริมใหป ระชาชนไดวเิ คราะหปญหาของชมุ ชน และสามารถ

กาํ หนด ทิศทางการทํางานดวยตนเอง

22

๓) เพื่อสรา งจติ สาํ นกึ สาธารณะใหเ กดิ ขนึ้ ประชาชนในชมุ ชนรูจ ักทาํ งาน
เพอ่ื สวนรวม และการพ่ึงพาตนเอง

๔) เพอื่ คนหาผูน าํ การเปลี่ยนแปลง (แกนนาํ ) ในชมุ ชน
๕) เพือ่ เปน การระดมพลังสมองในการคดิ แกป ญ หาทต่ี อบสนองตอ ความ
ตอ งการทีแ่ ทจ รงิ ของประชาชน (ประเด็นรว ม)
๖) เพื่อใหประชาชน หนว ยงานตา ง ๆ ทงั้ ภาครฐั และเอกชน มสี วนรวมใน
การตดั สนิ ใจ ลงมือปฏบิ ตั ิ และติดตามผล ประเมินผลการทํางานเชิงพฒั นารว มกัน
๗) เพื่อใหมีทางเลือกในการแกไขปญหารวมกนั ของประชาชน โดยเชื่อมโยง
ประสบการณตา ง ๆ และพัฒนาการคดิ อยา งเปนระบบ
๘) เพอ่ื กอใหเกดิ เวทีสําหรับการปรกึ ษาหารอื พบปะ พดู คยุ แสดงความ
คิดเห็น รว มกนั ของคนในชุมชน

การจดั เวทีประชาคม
๑.๒. การประชมุ กลมุ ยอ ย

การประชมุ กลุม ยอ ยเปนการประชุมเพือ่ ระดมความคดิ สาํ หรับการทาํ งานอยา งใด
อยางหนงึ่ โดยมผี ูเ ขาประชุมประมาณ ๔-๑๒ คน องคประกอบของการประชมุ กลมุ ยอ ย

๑) กาํ หนดประเดน็ การประชมุ
๒) ผูเขาประชุมประกอบดวย ประธาน เลขานุการ สมาชิกกลมุ

23

๓) เลือกและกําหนดบทบาทผเู ขา ประชมุ เพือ่ ทําหนา ท่ตี าง ๆ เชน ประธานทีท่ ํา
หนาที่ดาํ เนินการประชุม เลขานุการทาํ หนา ทสี่ รปุ ความคดิ เหน็ ของทป่ี ระชมุ จดบนั ทึกและรายงาน
การประชุม สมาชิกกลุม ทําหนาทแ่ี สดงความเหน็ ตามประเดน็

๔) สถานท่ีกําหนดตามความเหมาะสม
๑.๒.๑.วธิ ีการประชมุ กลมุ ยอย

๑) ประธานเปนผทู าํ หนาท่ีเปดประชุม แจง หัวขอการประชมุ ใหส มาชิกในท่ีประชุม
รบั ทราบ

๒) ผเู ขารว มประชมุ อาจชวยกันต้ังหวั ขอยอ ยของประเดน็ บางครั้งหนวยงาน
เจาของ เร่อื งทีจ่ ดั ประชมุ อาจกําหนดประเดน็ และหวั ขอ ยอ ยไวใหแลว

๓) ประธานเสนอประเดน็ ใหสมาชกิ ทปี่ ระชมุ อภปิ รายทลี ะประเด็น และสรปุ
ประเดน็ การพูดคยุ

๔) สมาชกิ ที่ประชมุ รว มกนั แสดงความคิดเหน็
๕) เลขานุการจดบันทกึ สรปุ ความคิดเหน็ ของทป่ี ระชมุ และจดั ทาํ รายงานหลงั จาก
ประชมุ เสรจ็ ส้ินแลว
การประชุมกลุม ยอ ยในการประชุมกลมุ ยอยจําเปน ตอ งอาศัยความคดิ เห็นของสมาชกิ
ทุกคน ดงั นั้นเพอ่ื ใหก ารจดั ประชมุ บรรลตุ ามเปาหมาย สมาชิกในทีป่ ระชมุ ควรมสี วนรว มดังนี้
๑) พดู แสดงความคดิ เหน็ พรอ มเหตผุ ลทลี ะคน
๒) ในการพดู สนบั สนนุ ความคดิ เห็นของผูอนื่ ควรแสดงความคดิ เห็นและใชเ หตผุ ล
ประกอบ
๓) ผเู ขา รว มประชุมสามารถแสดงความคดิ เหน็ คดั คา นความคดิ เห็นของผอู น่ื ได
แตค วรใชเหตผุ ลและความเปน ไปไดในการคัดคาน
๔) ควรใชค าํ พดู ท่ีสุภาพ เชน ขอโทษ ขอบคุณ ในโอกาสทีเ่ หมาะสม

24

ประชุมกลุม ยอย
๑.๓ การสมั มนา

การสมั มนา ความหมายถงึ การประชุมในเรื่องใดเรื่องหนงึ่ ที่กาํ หนดขนึ้ มา เพือ่
แลกเปลีย่ นความรคู วามคิดเห็น โดยขอ มูลตา ง ๆ จะถกู รวบรวมนาํ มาใชว เิ คราะหร วมกัน ซึ่งผลจาก
การสมั มนาจะนาํ มาซึ่งขอ สรุปแนวทางในการแกไขปญ หา

ปจ จุบันนี้ การเรียนการสอนในหลายสถาบันการศกึ ษามกี ารนาํ หลกั การสอนแบบวธิ ี
สมั มนามาใช คอื ใหนักเรยี น นักศึกษา เปนผรู วบรวมหาขอมลู แลวมารวมกนั แลกเปล่ยี นขอ มลู
รวมถึงทาํ การวิเคราะห

๑.๓.๑. องคป ระกอบของการสมั มนา
๑) หวั ขอ และเนื้อหา ที่จะสัมมนา
๒) วัตถุประสงคใ นการสมั มนา เชน แกไขปญหา ,แบงปนความรู ,ปรับเปล่ียน

พฤตกิ รรม เปนตน
๓) รูปแบบการสมั มนา เชน การฟง ขอมลู จากวิทยากรผูเช่ียวชาญ แลวรวมกัน

ทํางานกลมุ หรือการรว มกันระดมสมองคดิ ในกลุม เปน ตน
๔) ผูเขา รว มสัมมนา ขน้ึ อยกู ับรปู แบบการสัมมนา จะประกอบไปดว ย
– วทิ ยากร หรือ ผเู ชี่ยวชาญในเรือ่ งท่ีจดั สัมมนา
– ผคู วบคุมการสัมมนา หรือ พิธีกร
– ผเู ขา รวมการสมั มนา ซ่งึ มที งั้ ผเู ขารบั ชมรบั ฟง หรือที่รวมแลกเปลีย่ น

ความคดิ เห็น ทงั้ นข้ี น้ึ อยูกับรปู แบบการสัมมนา
๕) วนั เวลา และสถานที่จดั สมั มนา

25

๑.๓.๒. ประโยชนของการสัมมนา
๑) เกดิ ความคดิ สรา งสรรคใ นกลมุ ผูเขารว มสัมมนา
๒) บทสรุปแนวทางแกป ญ หาจากการสมั มนา มาจากขอ มูลทห่ี ลากหลาย
๓) เกดิ ความผกู พนั สามคั คี ในการทํางานรว มกนั
๔) ผลจากการสมั มนา เม่ือนําไปปฏบิ ตั ิมแี นวโนมประสบความสาํ เรจ็ มากกวา

วิธีการปฏิบตั ทิ ่ีเกิดการการตดั สนิ ใจตามลาํ พงั ของใครคนใดคนหน่ึง
๕) ฝก ใหเ กิดภาวะผูนาํ และการทาํ งานรว มกนั เปน กลมุ

การสัมมนา

๑.๔ การสาํ รวจประชามติ
การออกเสียงประชามติ หมายถงึ การนาํ มาใหส ัตยาบัน หรือการนํามาใหรับรองประเทศ
ที่ปกครองในระบอบประชาธิปไตยถือวา อํานาจสูงสุดในการปกครองประเทศมาจากประชาชน
เพ่อื ใหส มาชิกในสังคมอยูรวมกันเปนปกติสุข มติคนไทยในสังคมจึงถือเปนเรื่องสําคัญ ซ่ึงแตเดิม
ประชาชนมจี าํ นวนมากจึงสามารถใชอํานาจออกเสียงตอกิจการบา นเมอื งไดโดยตรง
การออกเสียงประชามติเปนรูปแบบหน่ึงของประชาธิปไตยโดยตรง โดยที่ใหประชาชน
สามารถแสดงความคิดเห็นตัดสินใจในเรื่องสําคัญ การทําประชามติเปนเร่ืองสําคัญเกี่ยวกับ
กฎหมายบา นเมอื ง เกยี่ วเนอ่ื งกบั การบรหิ ารประเทศ จึงเปนเรอื่ งทีเ่ ก่ียวของกบั การบรหิ ารประเทศ

26

๑.๔.๑.หลักสาํ คญั ของการออกเสยี งประชามติ
หลักสาํ คญั ของการออกเสยี งประชามติ มดี ังน้ี
๑) เรอ่ื งท่จี ดั ทําประชามตติ อ งมีความสาํ คัญ และเกยี่ วของกับผลประโยชนข อง

ประเทศชาติและประชาชนโดยไมเกย่ี วขอ งกับตัวบคุ คล
๒) เปดโอกาสใหป ระชาชนที่มีสทิ ธิออกเสียงประชามติทุกคนไดแสดงความคิดเห็น

อยา งเทา เทียมกัน
๓) ประชาสัมพนั ธข อ ความท่เี ปน ขอมลู ใหผูมสี ิทธอิ อกเสยี งสามารถตดั สนิ ใจไดว าจะ

เห็นชอบหรือไมเหน็ ชอบอยางชดั เจน
๔) ใหประชาชนผูมีสทิ ธอิ อกเสียงไดอ อกเสยี งประชามติอยา งอิสระ
๕) ตอ งนาํ ผลการออกเสยี งประชามติไปดาํ เนินการเพ่ือเปนไปตามเจตนารมณของ

ประชาชนผมู าออกเสยี ง
๑.๔.๒.ประเภทของการออกเสียงประชามติ
การออกเสียงประชามติแบงออกเปน ๒ ประเภทใหญๆ ไดแก
๑) การออกเสียงประชามติแบบบังคับ
เปนการออกเสียงประชามติท่ีเขียนบังคับไวตามกฎหมายวา กอนการดําเนินการ

เรอื่ งใดๆ ตองจดั ใหมีการออกเสยี งประชามตเิ พอื่ ขอความเห็นชอบหรอื ไมเ หน็ ชอบจากประชาชน
กอ น หากเสยี งขางมากใหความเห็นชอบจึงจะสามารถดําเนินการเร่อื งนนั้ ได

๒) การออกเสยี งประชามตแิ บบทางเลือก
เปนการออกเสียงประชามตทิ ม่ี บี ญั ญัติเขยี นไววาในกรณีท่เี หน็ สมควร รัฐหรือ
องคก รทมี่ อี ํานาจหนาที่ อาจจดั ใหมีการออกเสยี งประชามติเพื่อรบั ฟงความคดิ เหน็ ของประชาชน
ในเร่อื งนนั้ ๆกอนท่ีจะดาํ เนนิ การหรืออาจเปดโอกาสใหป ระชาชนสามารถเขาชือ่ เพ่ือขอใหจ ดั ทํา
ประชามติในเรอื่ งทีเ่ หน็ วา มคี วามสาํ คัญและกระทบตอ สทิ ธิเสรีภาพของประชาชน

27

การออกเสียงประชามติ

๑.๕ การประชาพิจารณ
การประชาพจิ ารณ หมายถงึ การรับฟงความคดิ เหน็ ของประชาชนในเรอื่ งท่ี

ผลกระทบของชวี ติ ประชาชนทกุ คน ประชาพิจารณน นั้ ควรจดั ใหไ ดรบั ความคดิ เห็นจากประชาชน
ทุกหมูเหลาและทําในวงกวาง

๑.๕.๑.วตั ถปุ ระสงคของการทาํ ประชาพจิ ารณ
การทําประชาพจิ ารณเ ปด โอกาสใหบ คุ คลผไู ดรับผลกระทบจากโครงการของรัฐได

แสดงความคิดเห็นในสวนที่เกี่ยวของกับโครงการ การประชาพิจารณอาจเปนการประชุมหารือ
อยางเปนทางการระหวางเจา หนาท่ีของรัฐและกลุมผูรับผลประโยชน วัตถุประสงคของการทํา
ประชาพจิ ารณจงึ มดี ังนี้

๑) เพื่อเปนการใหข อมลู ทถี่ กู ตอ งและเพยี งพอแกประชาชน
๒) เพ่อื ลดความขัดแยง ระหวางประชาชนกบั ภาครฐั ทเี่ กยี่ วกับการตดั สนิ ใจของรฐั
๓) เพ่อื ใหการตดั สนิ ใจของภาครฐั สอดคลองกับผลประโยชนทจ่ี ะไดร บั ท้ังตอตัว
ประชาชนและผลประโยชนข องสวนรวม
๔) เพอื่ เปน ทางเลือกในการมสี วนรวมของประชาชนตอ การตัดสนิ ใจของรัฐ
๕) เพือ่ ใหรัฐสามารถจดั สรรทรัพยากรใหเ กดิ ประโยชนต อสวนรวมมากท่ีสดุ

28

๑.๕.๒. วิธีการจัดประชาพจิ ารณ
วธิ กี ารจดั ประชาพจิ ารณ มดี ังนี้
๑) ประธานในการพจิ ารณาขา ราชการระดบั สูงเปน ผูดําเนนิ การพิจารณ

โดยขา ราชการผูทําหนา ที่ประธานในการพจิ ารณามกั เปนนักกฎหมาย
๒) บุคคลเขา รว มในการพจิ ารณใ นการเชิญบคุ คลเขา รวมประชาพจิ ารณค วร

พจิ ารณาวา มีกลุม ผลประโยชนใ ดทเ่ี กย่ี วขอ งและมคี วามสาํ คัญจึงเชญิ กลมุ นนั้ เขา รวมตอไป
๓) สถานทีจ่ ัดการพิจารณก ารจดั ประชาพจิ ารณมักใชส ถานทีท่ อ่ี ยูในเมอื งหลวง

ของประเทศแตใ นบางคร้ังกอ็ าจจดั ประชาพจิ ารณใ นระดบั ภูมิภาคท่สี ําคญั ดว ยเชน กนั
๔) เวลาในการจัดการพจิ ารณเวลาในการจัดประชาพิจารณข ้ึนอยกู บั วตั ถุประสงค

ของหนว ยงาน
๕) กระบวนการในการพจิ ารณก ารพจิ ารณท างเอกสารเปน กระบวนการพจิ ารณา

ที่เหมาะสมกับความตอ งการของหนว ยงานและกลุมผลประโยชนและเหมาะสมกบั ประเดน็ ปญหา
๖) ขน้ั ตอนกอ นการทาํ ประชาพิจารณส ง่ิ สําคัญสําหรับการทําประชาพจิ ารณค อื

การแตงตั้งคณะกรรมการเพ่ือทาํ งาน ความสาํ เรจ็ และการยอมรับของประชาชนขน้ึ อยกู ับการ
ทาํ งานของคณะกรรมการ

๗) การปฏิบัติตามรายงานของคณะกรรมการประชาพิจารณคณะกรรมการ
ประชาพิจารณ มีหนาที่จัดทําสรุป ผลการศึกษาการทําประชาพิจารณข้ันสุดทาย พรอม
ขอเสนอแนะเพื่อรายงานตอ ผแู ตงตั้ง

๘) การปฏบิ ตั ติ ามรายงานสรุปผลการศกึ ษาหลังจากการทําประชาพิจารณ จะมี
การสรุปสง รายงานใหร ฐั บาลและขอ มลู เหลานั้นจะไดร บั การเผยแพรต อ ประชาชนทนั ที

29

การทาํ ประชาพจิ ารณ
เรอื่ งท่ี ๒ การจดั ทาํ แผนพฒั นาชุมชน

๒.๑ ทศิ ทางและนโยบาย
แผนพฒั นาชมุ ชนจดั ทําขน้ึ เพือ่ ความเขม แข็งของชุมชนภายใตหลักการสาํ คัญ ดังนี้
๑) ทาํ ในพ้นื ทใ่ี ดพนื้ ทห่ี น่ึงโดยมชี ุมชนเปนศนู ยกลางประชาชนในชุมชนนนั้ เปน

เจา ของการพฒั นามงุ ใหเ ปน ไปตามความตองการของประชาชน
๒) บรู ณาการกระบวนการ บุคลากร แผนงาน งบประมาณของหนว ยงานสนบั สนนุ

มุงสกู ารแกไ ขแบบองคร วม โดยมกี ลมุ เปา หมายชดั เจน
๓) รวมพลงั ทกุ ภาคสวนของสังคม สนบั สนนุ การบริหาร พฒั นารูปแบบใหม

๒.๒ กระบวนการการจดั ทาํ แผน
การจดั ทาํ แผนพัฒนาชมุ ชนแตล ะชุมชนอาจมีขนั้ ตอนของการดาํ เนินการพัฒนาชมุ ชน

แตกตา งกันไป ขน้ึ อยกู ับบริบทสิ่งแวดลอ มของชุมชนน้นั ๆ แตโดยท่วั ไปการจดั ทําแผนพัฒนา
ชุมชน มีข้ันตอนตอ เนอ่ื งเปน กระบวนการตามลาํ ดบั ตั้งแตข ้นั การเตรยี มการและวางแผน ขน้ั การ
จดั ทาํ แผนพฒั นา และขน้ั การนาํ แผนไปสกู ารปฏบิ ัติ ดังน้ี

30

๒.๒.๑. ขัน้ การเตรียมการและการวางแผน เปนการเตรียมความพรอ มในดา นตา ง ๆ
ดังน้ี

๑) การเตรียมหาบุคคลท่ีเก่ียวของ เชน คณะทํางาน คณะวิชาการ อาสาสมัคร
ผนู ํา ฯลฯ

๒) การเตรียมการจดั เวทีสรางความตระหนักรวมในการเปนเจาของชุมชนรวมกัน
เชน การรว มคดิ รวมวางแผน รวมปฏิบตั ิ ทกุ ขั้นตอน

๓) การศึกษาพัฒนาการของชุมชน โดยการศึกษา สํารวจ วิเคราะห สังเคราะห
ขอ มลู ทกุ ๆ ดานของชมุ ชน เชน ดา นเศรษฐกิจ ดา นประเพณวี ัฒนธรรม ดานการเมืองการปกครอง
เปน ตน

๔) การศึกษาดูงานชุมชนตนแบบ เพื่อเรียนรูจากประสบการณตรงจากชุมชน
ตนแบบท่ปี ระสบความสําเรจ็ จะไดเ หน็ ตัวอยางการปฏบิ ัติจริงท่ีเปนรูปธรรม เพ่ือที่จะไดนําสิ่งท่ีดี
ๆ ที่เปน ประโยชนมาประยุกตใ ชกับชุมชนตนเอง และชวยกนั คดิ วาชุมชนของตน ควรจะ วางแผน
บรหิ ารจัดการที่จะนําไปสูก ารพฒั นาไดอ ยางไร

๒.๒.๒.ข้ันการจัดทําแผนพัฒนา ประกอบดว ยขนั้ ตอนยอย ๆ ดงั น้ี
๑) การรว มกันนาํ ขอ มลู ทไ่ี ดจ ากการเตรียมการมารว มกนั วเิ คราะหจ ุดแข็ง จดุ ออน

โอกาสและอุปสรรคของชุมชน เพ่อื ประเมนิ ความสามารถ และประสบการณของชมุ ชนเพอ่ื นาํ ไปสู
การกาํ หนดภาพอนาคตของชมุ ชนตามทค่ี าดหวัง (วิสยั ทศั น)

๒) การรว มกนั คน หา และกําหนดการเลือกที่เหมาะสมในการพัฒนา (ยทุ ธศาสตร)
๓) รว มกนั กาํ หนดแผนงาน โครงการ กจิ กรรม และเขียนเอกสารแผนงาน โครงการ
และกจิ กรรมที่จะพฒั นาแกป ญ หาหรือปอ งกนั ปญหา
๔) นาํ แผนงาน โครงการ และกิจกรรม นําเสนอแลวพจิ ารณารวมกนั และใหข อ มลู
เพ่มิ เตมิ เพอื่ ใหเห็นภาพรวมเพ่อื การประสานเชือ่ มโยง และเพอื่ การแบงงานกนั รับผดิ ชอบ
๕) เม่ือคณะทาํ งานทกุ ฝายเห็นชอบ จึงนาํ รา งแผนชมุ ชนไปทาํ การประชาพจิ ารณ
แลกเปลีย่ นเรียนรใู นเวที เพื่อสรา งความเขา ใจกับสมาชกิ ของชุมชนทง้ั หมด เปนการรวมใจเปน หนึง่
เดียวทจี่ ะดาํ เนินการพัฒนารว มกันตามแผน

31

๖) ปรับปรุง แกไ ข แผนใหถกู ตอ งเหมาะสมตามมติ ความคิดเหน็ ท่ีไดจ ากการ
ประชาพจิ ารณ

๒.๒.๓.ขนั้ การนาํ แผนไปสกู ารปฏบิ ตั ิ และประเมนิ ผลการปฏบิ ตั ิงาน ประกอบดว ย
ขน้ั ตอนยอย ๆ ดังน้ี

๑) จัดลาํ ดับความสาํ คญั ของแผนงานโครงการ
๒) วิเคราะหค วามเปนไปไดข องแตล ะโครงการ
๓) จดั ฝก อบรม เพ่มิ เตมิ ประสบการณค วามรูเ กยี่ วกับประเดน็ ทส่ี าํ คญั ท่กี าํ หนดไว
ในแผน เพือ่ ขยายผลการเรยี นรูไ ปยงั คนในชุมชน
๔) จัดระบบภายใน เชื่อมโยงเครอื ขายทั้งภายในและภายนอกเพ่อื สรา งความ
เขม แข็งใหก บั ชมุ ชน
๕) ดําเนนิ การปฏิบัตติ ามแผน
๖) ตดิ ตามความกาวหนา และประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ านตามแผน รวมทง้ั
ประเมินผลการดาํ เนินงานโครงการและกจิ กรรมท่อี ยใู นแผน เพือ่ ปรบั ปรุงแผนใหม ีความสมบูรณ
ย่งิ ข้นึ
๒.๒.๔. การประเมนิ ผลเมื่อเสร็จสิ้นโครงการ
หลังจากทุกฝา ยไดร วมมือกนั ทํางานตามแผนชุมชนของตนเองแลวควรจัดประชมุ
สรปุ ผลการดําเนินงานรว มมือกนั เมอื่ เสรจ็ ส้นิ โครงการ เพื่อเปน การสรปุ บทเรียนท้ังโครงการวา
ไดผลลัพธต ามเปาหมายหรอื ไม นัน่ คอื คนในชมุ ชนมพี ัฒนาการและเกดิ การเปลยี่ นแปลงอยา งไร
มสี ง่ิ ทดี่ ี ๆ อะไรเกดิ ขนึ้ บา งท่เี ปน ผลพวงของการพฒั นา มีปญ หาอปุ สรรคอยา งไร มวี ิธีการแกไขให
บรรลผุ ลสาํ เรจ็ หรือไม อยา งไร ถา จะพัฒนาตอไปควรปรับปรุงขนั้ ตอนใด ฯลฯ ทั้งนเ้ี พ่อื รวบรวม
ขอคดิ เห็นหลังการทํางานแลว ถอดและสรปุ เปน บทเรยี น เพอื่ เปน แนวทางในการทาํ กจิ กรรมหรือ
โครงการพฒั นาอน่ื ตอไป

32

๒.๓ การเขียนโครงการพฒั นาชุมชน
๒.๓.๑. ความหมายของโครงการ
มผี ใู หความหมายของคําวา “โครงการ” ไวห ลายความหมาย ดงั นี้
๑) โครงการ หมายถงึ กลุมกจิ กรรมท่ตี อบสนองวัตถุประสงค โดยมเี วลาเรมิ่ ตน และ

สนิ้ สดุ ทช่ี ดั เจน (ศูนยเทคโนโลยที างการศกึ ษา. ๒๕๔๕ : ๓๗)
๒)โครงการ หมายถึง กลุมกิจกรรมที่มีความสัมพันธเก่ียวของกัน มุงตอบสนอง

เปาหมายเดียวกัน มีระยะเวลาเร่ิมตน และส้ินสุดท่ีชัดเจน เปนงานพิเศษท่ีตางจากงานประจํา
(ทวีป ศิรริ ัศมี. ๒๕๔๔ : ๓๑)

๓) โครงการ หมายถึง กิจกรรมท่ีจัดทําข้ึน เพ่ือจะแสดงใหเห็นวาจะทํางานอะไร
อยางไร ทไ่ี หน เม่อื ไร และจะเกดิ ผลอยา งไร (กรมการศกึ ษานอกโรงเรยี น. ๒๕๓๗ : ๗)
สรุปความหมายของโครงการ หมายถึง กลุมกิจกรรมอยางใดอยางหน่ึงท่ีจัดทําขึ้น โดยมี
วัตถปุ ระสงคก ารปฏบิ ัติ และชว งเวลาทชี่ ัดเจน

๒.๓.๒. ลกั ษณะของโครงการ
โครงการทดี่ ีโดยท่ัวไปตองมลี กั ษณะท่ีสําคญั ดังนี้
๑) นําไปปฏบิ ัติได
๒) สอดคลองกับสภาพสงั คม วัฒนธรรม ชมุ ชน
๓) มีรายละเอียดเพียงพอ ระบชุ ว งเวลา กลุมเปา หมายแนวทางการปฏบิ ตั ิ

ทรพั ยากร (บคุ ลากร งบประมาณ ฯลฯ)
๔) มตี วั บงชท้ี ่นี าํ ไปสกู ารพฒั นา

๒.๓.๓ . วธิ ีพฒั นาโครงการ
โครงการเปน กรอบการคดิ วางแผนเคา โครงการทาํ งานในอนาคต การพฒั นา

โครงการ มีขน้ั ตอนพอสรุปไดด งั นี้
๑) ศึกษาและวเิ คราะหสภาพปจ จุบันของชมุ ชนเพ่ือกาํ หนดปญ หาและ ความ

ตอ งการในการพฒั นา
๒) กาํ หนดวตั ถปุ ระสงคและเปาหมายของการทํางาน
๓) กาํ หนดกจิ กรรมและจดั ทํารายละเอียดตามองคป ระกอบของโครงการ

33

๔) กําหนดทรพั ยากร เชน งบประมาณ บคุ ลากร
๕) กําหนดการตดิ ตาม/ประเมินผล
๒.๔. โครงสรา ง/องคป ระกอบของโครงการ
โดยทวั่ ไปการเขยี นโครงการจะตองเขียนตามหัวขอ ตา งๆ เพอื่ ผเู ก่ยี วขอ งทกุ ฝา ย
จะไดทราบวาจะทําอะไร อยา งไร ที่ไหน เมอ่ื ไร สําหรบั โครงสรา งหรือองคป ระกอบท่ีมักใชใน
การเขียนโครงการ มีดังน้ี
๑) ชือ่ โครงการ ควรเขียนเปนขอ ความที่มีความหมายชัดเจน กระชบั และเขาใจงาย
๒) หลกั การและเหตผุ ล ควรเขยี นลักษณะบรรยายรายละเอยี ดตั้งแต สภาพความ
เปนมา เหตผุ ลความจาํ เปน หลกั การมีทฤษฎี นโยบาย สถติ ิทเ่ี ปน ขอ มูลอา งอิงประกอบ
๓) วตั ถปุ ระสงค เปนขอความทแ่ี สดงถึงความตองการทําส่งิ หน่ึงสิ่งใดท่ี สอดคลอง
กบั หลักการเหตผุ ล สามารถปฏิบตั ิได อาจระบุปรมิ าณหรือคุณภาพของการดาํ เนินงานดว ย ก็ได
๔) เปาหมายการดําเนนิ งาน เปนรายละเอยี ดทแ่ี สดงผลผลิตของโครงการ ในเชิง
ปรมิ าณ และคุณภาพทีม่ ีลกั ษณะเหมาะสมและสอดคลอ งกับวตั ถปุ ระสงค
๕) วธิ ดี ําเนินงาน เปน รายละเอยี ดเกยี่ วกบั กจิ กรรมทจี่ ะปฏิบัตใิ หบ รรลตุ าม
วัตถุประสงค กิจกรรมอาจมีมากกวา ๑ กิจกรรม โดยเขียนเรยี งตามลาํ ดับ จากการเร่มิ ตน จนส้นิ สดุ
การทาํ งาน แสดงระยะเวลาที่ชดั เจนแตล ะกจิ กรรม อาจแสดงดวยปฏิทนิ การปฏิบัตงิ าน
๖) ระยะเวลา ควรระบรุ ะยะเวลาตง้ั แตเรมิ่ ตน โครงการจนเสรจ็ สนิ้ โครงการ
๗) ทรัพยากรหรอื งบประมาณท่ใี ชในการดาํ เนนิ การ ซงึ่ ตองสอดคลองกบั เปาหมาย
และกจิ กรรม
๘) เครือขา ยทเ่ี กีย่ วขอ ง ระบุ กลุมบุคคล ชุมชน หนวยงานทีเ่ กี่ยวขอ งที่สนับสนนุ
สง เสรมิ และสามารถขอประสานความรว มมือในการดาํ เนินงาน
๙) การประเมินผล ระบวุ ิธีการประเมินเปน ระยะตลอดการดําเนนิ งาน เชน
กอนโครงการ ระหวา ง สิ้นสดุ โครงการ เพอ่ื จะไดท ราบวา งานท่จี ะทําเปนไปตามวตั ถุประสงค และ
เปา หมายหรือไม คุณภาพของงานเปนอยา งไร
๑๐) ผรู ับผดิ ชอบโครงการ ระบุ ชือ่ ผรู ับผดิ ชอบ หรือหนว ยงาน พรอ มหมายเลข
โทรศพั ท เพอื่ ความชดั เจนและสะดวกในการตดิ ตอ

34

๑๑) ความสมั พันธก ับโครงการอ่ืน ระบชุ ่อื งาน หรือโครงการ ท่เี กย่ี วของของ
หนว ยงาน หรือชุมชนวา มโี ครงการใดบางที่สัมพนั ธกบั โครงการนี้ และเกีย่ วของในลกั ษณะใด
เพื่อความรวมมือในการทาํ งาน

๑๒) ผลทค่ี าดวา จะไดร บั เปน ผลท่เี กิดผลจากการทโี่ ครงการบรรลวุ ัตถุประสงค
และเปาหมายโดยระบถุ ึงผลทจ่ี ะไดร ับภายหลังการดาํ เนนิ โครงการ ผลดังกลา วควรสอดคลอ งกบั
วัตถุประสงคข องโครงการ

เรอื่ งท่ี ๓ การเผยแพรสกู ารปฏบิ ตั ิ
๓.๑ การเขียนรายงาน
รายงาน คือ เอกสารที่เสนอรายละเอียดเกี่ยวกับขอมูลพื้นฐาน เปาหมาย ผลการ

ดําเนินงาน ปญหา อุปสรรค แนวทางแกไข และขอเสนอแนะในการดําเนินงานของบุคคล กลุม
องคกร หรอื หนวยงาน

รายงานมีความสําคัญ เพราะเปนเอกสารที่แสดงใหเห็น รายละเอียดของผลการ
ดําเนนิ งานทีผ่ านมาวาประสบผลสําเร็จ ไมสําเร็จอยางไร เพราะอะไร มีอุปสรรค ปญหาในการ
ดําเนนิ งานดานใด อยา งไร จะมีแนวทางแกไขอยางไร หากจะพัฒนา ตอเนื่องจะมีขอเสนอแนะที่
เปนไปไดอยางไร

๓.๑.๑. การเขียนรายงานผลการดาํ เนนิ งาน
การเขียนรายงานผลการดําเนินงานเปนวิธีการนําเสนอผล จากการดําเนินงาน

โครงการใดโครงการหนึง่ อยา งมรี ะบบและเปน แบบแผน เพอ่ื ส่ือสารใหผเู กี่ยวของไดรบั ทราบ
การเขียนรายงานใหมปี ระโยชนและคณุ ภาพตอผอู า นหรือผูเ ก่ยี วของ ผูเ ขียนรายงานตอ งศึกษา
ทําความเขาใจตั้งแตวิธีการเขียน การใชภาษาที่เหมาะสม การรูจักนําเสนอขอมูลเกี่ยวกับ
รายละเอียด และข้ันตอนของการดําเนินงานต้ังแตแรกเร่ิมจนจบ เรียงลําดับต้ังแตความเปนมา
วัตถุประสงค วธิ ีดําเนนิ งาน ปญ หาอุปสรรค พรอมขอเสนอแนะ ฯลฯ เพ่ือส่ือสารใหผูอานเขาใจ
ตามลาํ ดับ และจดั พมิ พเปน รายงานฉบบั สมบูรณท่ีนา เช่ือถือ สามารถนาํ ไปใชอ า งอิงได

35

๓.๑.๒. ข้ันตอนการเตรียมการเขยี นรายงาน
การเขยี นรายงานท่ีดีมีคุณภาพ ตองมีการวางแผนและเตรียมการอยางเปนลําดับ

ขน้ั ตอน ดังน้ี
ขั้นท่ีหนึ่ง เตรียมขอมูลที่เกี่ยวของท้ังที่เปนเน้ือหา และสวนประกอบ เชน

วัตถปุ ระสงคแ ละขอบขายเนือ้ หา รายละเอียดเนื้อหาท่ีครบถวน ซง่ึ ตองใชเวลาในการรวบรวม
ขน้ั ที่สอง กําหนดประเภทของผอู านรายงาน ผเู ขียนจะตองทราบวา รายงาน

ท่ีจัดทําขึ้นมีใครบางที่จะเปนผูอาน เพื่อจะไดนําเสนอรายงานดวยรายละเอียด เลือกภาษา
ทเ่ี หมาะสมสอดคลอ งกบั ระดบั ของผอู า น

ข้ันที่สาม กําหนดเคาโครงเรื่อง หรือกรอบของการเขียนรายงานเปนการ
กาํ หนดหวั ขอหลักและหวั ขอยอ ยนัน่ เอง หัวขอของเคาโครงเรื่องควรครอบคลุมประเด็นท่ีตองการ
นาํ เสนอ เพื่อชวยใหง ายและสะดวกตอ การเขียน สามารถเรียงลําดับเน้ือหาหรือผลการดําเนินงาน
ตงั้ แตเรม่ิ ตน จนจบ

๓.๑.๓. หลกั การวางเคา โครงเร่ืองในการเขียนรายงาน
๑) ควรจัดเรียงลาํ ดบั หวั ขอเร่อื งอยางตอเน่อื ง และสมั พนั ธกนั
๒) การจดั เรยี งหวั ขอ ควรเชื่อมโยงกนั อยางเปนเหตุเปน ผล
๓) ควรคาํ นงึ ถงึ ความสนใจของผอู าน
๔) หวั ขอ แตล ะหัวขอควรครอบคลุมรายละเอยี ดทตี่ อ งการนาํ เสนอ

๓.๑.๔. หลักและขอควรคาํ นงึ ในการเขียนรายงาน
การเขียนรายงานทกุ ประเภทใหม คี ุณภาพสามารถนําเสนอและสื่อสารได ตรง

ประเดน็ ตามทต่ี องการ ผเู ขยี นควรคาํ นึงถงึ ส่ิงตอ ไปน้ี
๑) ความถูกตอ ง ควรนําเสนอขอมูล รายละเอยี ดเนือ้ หาที่ถูกตอง ไมบดิ เบือน

ความจริง นําเสนออยางตรงไปตรงมา
๒) ความกระชับ รัดกุม ตรงประเด็น ตรวจทานอยางละเอียดถี่ถวน หลีกเลี่ยง

ถอ ยคาํ ท่ีฟุมเฟอย วลที ่ซี า้ํ ๆ กัน คณุ คาของรายงานไมไ ดว ดั ท่ปี รมิ าณจํานวน หนา แตวัดจากความ
ชัดเจน ครบถวน ความตรงประเดน็ ของเน้ือหา

36

๓) ความชัดเจนและสละสลวย โดยพิจารณาประโยคท่ีงาย ถูกตองตามหลักการ
เขยี น หลักไวยากรณ และเครอื่ งหมายวรรคตอน การยอหนา รวมทงั้ การสะกดคํา หลกี เลี่ยงการใช
ภาษาถอยคําทีค่ ลมุ เครอื มีหลายความหมาย ควรใชหวั ขอ ยอยเพอ่ื ไมใหสับสน

๔) การเขียนเรียบเรียงรายงาน ซึ่งอาจแบงเน้ือหาจากภายในเลมเปนตอน หรือ
เปนบท ตองมีความตอเน่ืองกันตลอดทั้งเลม เม่ือเขียนตนรางเสร็จ ควรไดอานตรวจทานทุก
ขอความ อานแลว ไมรสู กึ สะดุดมคี วามตอ เนอื่ ง อยา งสมํ่าเสมอตลอดท้งั เลม

๕) การนําเสนอขอ มลู ในการเขยี นรายงาน มีขอ มูลทน่ี าํ เสนอแบงเปนสอง ประเภท
คอื ขอมูลท่ีเปนจาํ นวน สถติ ิ ตัวเลข และขอ มูลทเี่ ปนขอความ บรรยาย สาํ หรับการนําเสนอขอมูล
ที่เปนสถิติ ตัวเลข ควรนําเสนอในรูปแบบของตาราง แผนภูมิ หรือแผนภาพตามความเหมาะสม
พรอมทัง้ มเี ลขที่และช่ือกํากับตารางหรือแผนภูมิดวย เพื่อผูอานจะไดทราบวาเปนขอมูลเกี่ยวกับ
เรือ่ งใด นอกจากนต้ี อ งระบุทมี่ าของขอมลู ใหช ัดเจนอีกดวย สวนขอมูลที่เปนขอความบรรยายตอง
นําเสนอขอมูลท่ีเปนสาระสําคัญ หากขอมูลใดที่สําคัญแตเนื้อหาไมตอเนื่องกับกรอบเคาโครงที่
กาํ หนดไว ควรนาํ ไปไวใ นภาคผนวก ท้ังนเ้ี พื่อใหไดรายงานที่เปนเอกภาพ ผอู านอานแลวสามารถ
จับประเด็นท่ีนําเสนอไดชัดเจน การนําเสนอขอมูล ตองคํานึงถึงลําดับกอนหลัง โดยเริ่มตนดวย
ขอมลู เบอื้ งตน ที่งา ยแกการเขา ใจกอ น แลวจึงนาํ เสนอขอมูลทีซ่ บั ซอ นกวาตามลําดบั

๖) การแบง ยอ หนา โดยท่วั ไปยอหนา แตล ะยอ หนา จะบอกเรอื่ งราวเพยี งประเด็นใด
ประเดน็ หน่งึ การจัดแบง ยอหนา ควรเรยี งลาํ ดับ เพ่ือใหเน้ือความตอเน่ืองสัมพันธกัน การแบงยอ
หนา ขึน้ อยกู บั จดุ มงุ หมายของผูเขยี นแตละคน เชน ตองการสื่อสารกบั ผูอ าน ตองการเนนขอความ
บางตอน ตอ งการชว ยใหผ ูอ านอานขอความแตล ะยอหนาไดร วดเร็ว เปน ตน

๗) การอานทบทวนซึ่งเปนข้ันสุดทายของการเขียน คือ อานทบทวนสิ่งที่เขียน
ท้ังหมดวามีขอความใดที่ยังไมสมบูรณ การเรียงลําดับเรื่องมีความเช่ืองโยงกันหรือไม ขอความ
สาํ คัญท่ียังไมไดกลาวถงึ จะทําใหมองเห็นจุดทีค่ วรแกไ ข

๓.๑.๕ รูปแบบรายงาน
รปู แบบของรายงาน จะประกอบดว ยสว นทสี่ าํ คัญ ๓ สว น คอื สว นประกอบ

ตอนตน สว นเนือ้ เรอ่ื ง และสว นประกอบตอนทาย รายงานแตล ะสวนประกอบ ดว ยสว นยอ ย ๆ
ดังน้ี

37

๑). สว นประกอบตอนตน ประกอบดว ย
๑.๑) ปกนอก ระบชุ อื่ เรือ่ ง ช่ือผูทํารายงาน ช่ือหนว ยงาน
๑.๒) ใบรองปก เปนกระดาษเปลา ๑ แผน
๑.๓) ปกใน มีขอความเชนเดยี วกับปกนอก
๑.๔) คํานาํ เปน ขอความเกรนิ่ ทั่วไปเพ่อื ใหผอู านเขา ใจขอบขา ยเน้ือหาของ

รายงาน อาจกลา วถงึ ความเปน มาของการสาํ รวจ และรวบรวมขอ มลู และขอบคณุ ผูใหความ
ชว ยเหลอื

๑.๕) สารบญั เปนการเรยี งลําดับหวั ขอ ของเน้ือเรอ่ื งพรอมท้ังบอกเลขหนา
ของหัวขอเรอื่ ง

๒). สว นเน้ือเร่ือง ประกอบดวย
๒.๑) บทนาํ เปนสว นทบี่ อกเหตผุ ลและความมงุ หมายของการทาํ รายงาน

ขอบขายของเรอื่ ง วธิ กี ารดําเนนิ การโดยยอ การศกึ ษาคนควาหาขอ มูล
๒.๒) เน้ือหา ถาเปน เรือ่ งยาว ควรแบง ออกเปน บท ๆ ถา เปนรายงานสน้ั ๆ

ไมต องแบงเปนบท แบง เปน หวั ขอตอ เนอื่ งกนั ไป
๒.๓) สรุป เปนตอนสรปุ ผลการศึกษาคน ควา และเสนอแนะประเดน็ ท่คี วร

ศึกษาคน ควาเพม่ิ เติมตอไป
๓). สว นประกอบตอนทา ย ประกอบดว ย
๓.๑) ภาคผนวก เปน ขอมลู ที่มิใชเนอื้ หาโดยตรง เชน ขอความ ภาพ สถติ ิ

ตาราง ชว ยเสริมรายละเอยี ดเพ่มิ เตมิ แกเนื้อหา
๓.๒) บรรณานกุ รม คอื รายชือ่ หนังสือ เอกสารหรือแหลงขอมลู อน่ื ๆ ที่ใช

ประกอบในการเขยี นรายงาน โดยเรยี งลําดบั ตามพยญั ชนะตัวแรกของชอื่ ผแู ตงหรือแหลง ขอ มลู
ชอ่ื หนงั สอื ครงั้ ทพ่ี ิมพ จงั หวดั หรือเมืองที่พิมพ สาํ นักพิมพ และปที่พมิ พ ถา ขอมลู ทั้งภาษาไทยและ
ภาษาตา งประเทศ ใหข น้ึ ตน ดว ยขอมลู ที่เปน ภาษาไทยกอ น

38

๓.๒ การเขียนโครงงาน
โครงงานเปน งานวจิ ัยเล็กๆ ริเร่มิ จดั ทําเพ่ือการแกปญหา หรอื ตอบขอสงสยั ทีเ่ กดิ ขน้ึ

การจัดทาํ โครงงานถกู นาํ มาใชเปนกจิ กรรมการเรยี นการสอนท่เี นน ผูเรียนเปน สาํ คัญ ซึ่งทาํ ให
ผเู รยี นสามารถสรา งความรดู ว ยตนเอง

๓.๒.๑. กระบวนการจดั ทาํ โครงงาน
การทาํ โครงงานประกอบดว ยกระบวนการดังน้ี
๑) กําหนดปญ หาและหวั ขอ เรอ่ื ง เปน กระบวนการแรกซง่ึ ผจู ดั ทําโครงงานจะตอ ง
พิจารณาวาขณะน้ีกําลงั ประสบปญหาเรอ่ื งใด หรือตอ งการจะศกึ ษาเรอ่ื งใด เชน เม่ือพบวาผลไม
ในสวนสกุ และงอมพรอมๆ กนั ชาวบานนาํ ไปบริโภคไมท นั ตองปลอ ยใหเ นา เสียโดยเปลา
ประโยชน จงึ คดิ หาวธิ ีการที่จะเกบ็ ถนอมผลไมเ หลา นนั้ ใหอ ยไู ดน าน
๒) ตัง้ สมมติฐาน หรอื คาํ ตอบชวั่ คราว เปนการคดิ วธิ กี ารหรอื แนวทางทคี่ าดวา จะ
สามารถแกป ญ หาทเ่ี กดิ ข้ึนได ซึ่งหลงั จากเสร็จสิน้ การทาํ โครงงานแลว จะตอ งนํามาเปรยี บเทยี บกนั
วาสมมตฐิ านทต่ี ัง้ ไวกับผลทเี่ กดิ ขนึ้ เปนไปในแนวทางเดยี วกนั หรือไม
๓) ออกแบบการศกึ ษาคนควา ทดลอง เปน การคดิ หาวิธกี าร อาจเปน การทดลอง
การคนควา ขอ มลู ซึง่ การทดลองหรอื การคน ควา ขอมลู ทไี่ ด อาจใชเปน วธิ กี ารท่ีสามารถนาํ มา
แกไขทีเ่ กิดขน้ึ ได
๔) ลงมอื ปฏบิ ตั ิ เปน การนาํ เสนอขอ มลู ทีไ่ ดศกึ ษาคน ควา หรอื วธิ กี ารที่คาดวาจะ
สามารถแกป ญ หาทเ่ี กิดขนึ้ ได มาทดลองใชพสิ ูจนว า ขอ มลู หรือวธิ กี ารเหลา นนั้ แกป ญ หาได ตรงตาม
สมมุตฐิ านทต่ี ้งั ไวหรอื ไม
๕) สรุปผล เปน การสรปุ ผลการทดลองหรือผลการปฏบิ ตั วิ าเปน อยางไร
๖) นําเสนอผลงาน การนาํ เสนอผลงานตามโครงงาน สามารถทําไดหลายรูปแบบ
ซึง่ การนําเสนอทมี่ ีประสิทธภิ าพ อาจใชสื่อแบบตางๆ ประกอบการนาํ เสนอดวย

39

บทที่ ๖
การพฒั นาอาชพี ในชมุ ชนและสงั คม

เร่ืองท่ี ๑ อาเซยี นกบั การพฒั นาอาชพี
การขับเคล่ือนทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศในอาเซียนใหมีความเจริญกาวหนา

และแขง ขันไดใ นระดับสากล โดยเฉพาะอยา งยิ่งความเคลื่อนไหวและเปล่ียนแปลงซ่ึงเกิดข้ึนอยาง
รวดเร็วและตอเน่ืองใน หลายดานท่ีสงผลใหโลกเขาสูยุคโลกาภิวัตนอันเปนยุคของสังคม
ฐานความรู กลไกความรวมมอื ดา นการศึกษาจึงเปน สงิ่ จาํ เปน พน้ื ฐานในการสรา งอาเซยี นสกู ารเปน
ประชาคมท่มี คี วามมั่นคงทง้ั ทางดา นเศรษฐกิจ การเมืองและสงั คม โดยเฉพาะการพัฒนาศักยภาพ
มนษุ ยเพ่ือสรา งอนาคตทรี่ งุ เรอื งของอาเซยี น

การพัฒนามาตรฐานอาชีพท่ีเนนศักยภาพในอาเซียนโดยมีวัตถุประสงคเพื่อสงเสริม
ทรัพยากรมนุษยใหมีศักยภาพในระดับภูมิภาคและระดับโลก พรอมทั้งสามารถสนองตอบความ
ตองการของภาคอุตสาหกรรม

ความรวมมอื ของอาเซียนดานการศกึ ษาเปนสว นหนงึ่ ของการจดั ต้งั ประชาคมอาเซียนซง่ึ มี
เปาหมายท่ีจะยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาภูมิภาคอยางยั่งยืนโดยมี
ประชาชนเปนศนู ยกลางสาํ หรบั ประเทศไทยประโยชนท่ีจะไดรับในกรอบความรวมมือกับอาเซียน
ไดแก ความชว ยเหลือดานวชิ าการ และเทคนิคภายใตโ ครงการตา ง ๆ รวมทง้ั การกําหนดนโยบายท่ี
อาศยั การผลกั ดันรว มกนั ภายใตกรอบอาเซียน นอกจากนี้ยังเปนโอกาสในการเสริมสรางศักยภาพ
ของประเทศ และโอกาสทจี่ ะมีสทิ ธ์มิ ีเสียงในการผลักดันนโยบายของประเทศสเู วทีระดับนานาชาติ
ตลอดจนโอกาสในการรกั ษาผลประโยชนของประเทศไทยในเวทโี ลก ความรว มมือระหวา งประเทศ
ไทยดา นการศึกษาเปนไปในทศิ ทางที่สอดคลอ งกบั แนวทางการปฏิรปู การศกึ ษาของประเทศสมาชกิ
อาเซียน โดยเฉพาะอยางย่งิ การขยายโอกาสทางการศึกษา การยกระดับคณุ ภาพการศึกษา การนํา
โครงสรา งพน้ื ฐานส่งิ อํานวยความสะดวกและเทคโนโลยีการส่ือสารเขามารองรับการขยายโอกาส
และการยกระดับคณุ ภาพการศกึ ษาตลอดจนการบริหารจัดการทางการศึกษาในเชิงคุณภาพ เพื่อ
สรางประชาคมอาเซียนใหเปนดินแดนแหงความสงบสุข สันติภาพและมีความเจริญรุงเรืองทาง
เศรษฐกิจอยา งยง่ั ยนื

40

เร่อื งท่ี ๒ จุดเดน ประเทศไทย ในการผลักดนั เศรษฐกิจสรา งสรรค
การแบงอุตสาหกรรมสรา งสรรคข องประเทศไทยนั้น คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและ

สงั คมแหงชาตแิ บงออกเปน ๔ กลุม ๑๕ สาขา คือ
๑) กลุมวัฒนธรรมและประวตั ิศาสตร เชน งานฝม อื การทอ งเทีย่ วเชงิ ศลิ ปวฒั นธรรม

และประวตั ศิ าสตร ธุรกจิ อาหารไทยและการแพทยแ ผนไทย
๒) กลุม ศิลปะ เชน ศลิ ปะการแสดง ทัศนศลิ ป
๓) กลมุ สอ่ื เชน ภาพยนตร สงิ่ พิมพ กระจายเสียง เพลง
๔) กลมุ งานสรา งสรรคเพ่ือประโยชนใชสอย เชน การออกแบบ แฟชน่ั ตา ง ๆ

อาทิ เสอื้ ผา กระเปา รองเทา เครอื่ งประดับ สถาปต ยกรรม โฆษณา และซอฟแวรต าง ๆ
๒.๑ การนาํ จุดเดนของประเทศไทย มาใชผ ลักดนั เศรษฐกิจสรา งสรรค
ชาวตางชาติช่ืนชมเมืองไทยวามีความโดดเดนดานความสามารถสรางสรรค นอกจาก

อาหารไทยเปนอาหารอรอยและเปน อาหารเพ่อื สขุ ภาพดา นวัฒนธรรม เชน ดนตรี ศาสนา แฟช่ัน
ศิลปะการตอสู (มวยไทย) วิถีการดําเนินชีวิต (แบบไทยพุทธ) กีฬา การละเลนตาง ๆ และชาง
ไทย และท่ีสาํ คัญอีกประการหน่งึ คือ เมอื งไทยมีจุดเดนทีเ่ หน็ ไดชัดเจนกค็ อื เรอ่ื ง "จิตสาํ นึกในการ
ใหบริการ" ในการพัฒนาศกั ยภาพบุคลากรในสาขาบรกิ าร เชน

๑) การโรงแรม
๒) การแพทย พยาบาล และผูชวยในโรงพยาบาล ทั้งการแพทยตะวันตกและ
ตะวนั ออก (โดยเฉพาะแพทยแ ผนไทย) งานในสวนของทนั ตกรรม และศัลยกรรมความงาม
๓) อาหารและบริการดานอาหาร ทใี่ ชค วามคิดสรางสรรคมาประดิษฐหรือพัฒนา
อาหารไทยใหทันสมัย ประยุกต ปรับปรุงใหดีย่ิงขึ้น มีเมนูนาสนใจ ในสวนของรานอาหารตอง
สงเสริมยกระดับใหเปนมาตรฐานสากล คือ การบริหารจัดการรานอาหารเพื่อใหสามารถอยูได
อยางย่ังยืน มีการจัดการท่ีเปนระบบ พนักงานเสิรฟไดรับการอบรมใหสามารถใหบริการไดใน
ระดบั มาตรฐานสากล เปนตน

41

๒.๒ จุดเดนของผลิตภัณฑผ าในงานหัตถกรรมพ้ืนบาน ผาในงานหัตถกรรมพื้นบาน
โดยทั่วไปมีอยูสองลักษณะ คือ ผาพื้นและผาลาย ผาพื้นไดแก ผาท่ีทอเปนสีพ้ืนธรรมดาไมมี
ลวดลาย ใชสีตามความนิยม ในสมัยโบราณสีที่นิยมทอ คือ สีน้ําเงิน สีกรมทา และสีเทา
สวนผาลายนั้นเปนผาท่ีมีการประดิษฐลวดลายหรือดอกดวงเพ่ิมข้ึนเพ่ือความงดงาม มีชื่อเรียก
เฉพาะตามวิธี เชน ถาใชท อ (เปนลายหรือดอก) เรียกวา ผายก ถาทอดว ยเสน ดายคนละสีกับสีพ้ืน
เปนลายขวาง และตาหมากรุก เรยี กวา ลายตาโถง ถาใชเขยี นหรือพิมพจากแทงแมพิมพโดยใชมือ
กด เรียกวาผา พมิ พ หรือผาลาย ซ่ึงเปนผาพมิ พลาย ทค่ี นไทยเขยี นลวดลายเปนตัวอยางสงไปพิมพ
ท่ีตางประเทศ เชน อินเดียผาเขียนลายสวนมากเขียนลายทอง แตเดิมชาวบานรูจักทอแตผาพ้ืน
(คอื ผา ทอพ้ืนเรียบไมยกดอกและมีลวดลาย) สวนผาลาย (หรือผายก) น้ัน เพิ่งมารูจักทําขึ้นใน
สมัยรัตนโกสินทรตอนตน หรอื สมัยอยธุ ยาตอนปลาย

การทอผาน้มี อี ยูในทุกภาคของประเทศ หลักการและวิธีการน้ันคลายคลึงกันทัง้ หมด
แตอาจมีขอ ปลีกยอยแตกตางกนั บา ง การทอจะทาํ ดวยมือโดยตลอดใชเครื่องมือเครื่องใชแบบงาย
ๆ ซึ่งตอ งอาศัย ความชํานาญและความประณีต

การทอผาท่ีชาวบานทํากันนั้นตองอาศัยความจําและความชํานาญเปนหลัก เพราะไมมี
เขยี นบอกไวเปน ตาํ รา นอกจากนีย้ งั พยายามรกั ษารปู แบบและวธิ ีการเอาไวอยา งเครง ครัด จึงนบั วา
เปนการอนรุ ักษศลิ ปกรรมแขนงน้ไี วอีกดวย

๒.๓ สถานท่ีทอ งเท่ียว จุดเดนที่นาสนใจ อาณาเขตพื้นท่ีของปาสงวนแหงชาติ ปาเขา
พระวิหาร ปาฝงซายลําโดมใหญ ทองที่อําเภอกันทรลักษ จังหวัดศรีสะเกษ และอําเภอน้ํายืน
จังหวัดอุบลราชธานี สภาพธรรมชาตทิ มี่ ีทัศนยี ภาพสวยงามเดน ชดั เฉพาะตวั อยหู ลายแหง มีสภาพ
ปาไมท อี่ ุดมสมบรู ณ เปนแหลง ของแรธ าตหุ ลายชนดิ ตลอดจนโบราณสถานสําคัญ ๆ อีกหลายจุด
ทส่ี ามารถจดั ใหเ ปน แหลงนันทนาการควรคาแกการศึกษาหาความรู และพักผอนหยอนใจไดเปน
อยางดอี ีกหลายแหง เชน ผามออแี ดง นับเปนสถานท่ีตรงจุดชายแดนเขตประเทศไทยติดตอกับ
ราชอาณาจักรกัมพูชา ใกลทางข้ึนสูปราสาทเขาพระวิหารที่มีทัศนียภาพสวยงาม เปนจุดชมวิว
ทิวทัศนพ้นื ท่แี นวชายแดนราชอาณาจกั รกมั พูชา และบรเิ วณปราสาทเขาพระวหิ ารไดอ ยา งสวยงาม
และกวางไกลที่สุด จุดสูงสุดของหนาผามออีแดง สามารถสองกลองชมปราสาทเขาพระวิหารได
ชัดเจน มีความสวยงามและมคี ณุ คา ทางประวตั ศิ าสตรแ ละโบราณสถานและหากในอนาคตอนั ใกลน ้ี

42

ประเทศไทยสามารถเปด ความสมั พนั ธไมตรีกบั ราชอาณาจักรกัมพูชาไดแลว มีการใชประโยชน
รว มกันทัง้ สองประเทศไดอยางใกลช ดิ และมีคายิง่ นกั ปราสาทโดนตวล เปนปราสาทหนงึ่ ทีส่ ําคญั อีก
แหงหนึ่งที่มศี ิลปวัฒนธรรมนาศกึ ษาอยมู ากตั้งอยูต รงเขตชายแดนของประเทศไทยอยหู า งจากหนา
ผาเพียงเล็กนอย ประมาณ ๓๐๐ เมตร สถูปคู เปนโบราณวัตถุมีอยู ๒ องค ต้ังคูอยูบริเวณทิศ
ตะวันตกของผามออีแดง ถา เดนิ ทางจากผามออีแดงไปยงั เขาพระวิหารกจ็ ะผา นสถปู คนู ้ี มลี กั ษณะ
เปนสเี่ หลีย่ มและสวนบนกลม กอสรางดวย หินทรายเปนทอนท่ีตัดและตกแตงอีกที นับวาแปลก
จากศิลปวฒั นธรรมยคุ อนื่ ใด ทํานบสระตราว สรา งดว ย ทอนหินทรายซึ่งตดั มาจากแหลงตดั หนิ มา
วางเรียงกันอยางเปนระเบียบ และตอนน้ีไดมีการบูรณะและทําความสะอาดบริเวณสระตราว
สามารถเก็บกักน้ํา นําข้ึนมาใชอุปโภคบริการแกเจาหนาที่ และนกั ทองเที่ยว ณ บริเวณ ผามออี
แดง และปราสาทเขาพระวิหารไดอยางเพยี งพอ

ในเขตชายแดนฝงตะวันออกและตะวันตกของประเทศไทย ซึ่งมีอาณาเขตติดตอกับ
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว สาธารณรัฐแหงสหภาพพมา ราชอาณาจักรกัมพูชา
มีสภาพภูมิประเทศสวยงามดวยทิวเขายาวสุดสายตา ปกคลุมดวยปาไม นํ้าตก และแมนํ้าสาย
สําคัญ เชน แมนาํ้ โขง แมน ้าํ สาละวนิ นอกจากเปนแหลงทองเท่ียวแลวยังเปนที่จับจายใชสอยขาว
ของเครื่องใชของประเทศเพ่ือนบาน เชน ตลาดการคาชายแดนอําเภอแมสาย จังหวัดเชียงราย
ตลาดการคาชายแดนอําเภอแมสอด จังหวัดตาก ตลาดการคาชายแดนชอ งเม็ก อําเภอสิรินธร
จังหวัดอบุ ลราชธานี ตลาดการคาชายแดนจังหวดั มุกดาหาร นอกจากเปนชองทางการคาระหวาง
ประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบานแลวยงั เปน เสน ทางการเดินทางไปทอ งเท่ยี วในประเทศเพอื่ นบาน
ไดอ ีกดว ย

43

เรอ่ื งท่ี ๓ ศักยภาพประเทศไทยกับการพฒั นาอาชีพ
๓.๑ ภมู ิศาสตร

ประเทศไทยมสี ภาพทางภมู ิศาสตรท ี่หลากหลาย ภาคเหนือเปนพื้นที่ภเู ขาสูงสลับซบั ซอน
จุดที่สูงท่ีสุดในประเทศไทย คือ ดอยอินทนนท ประมาณ ๒,๕๖๕ ตารางกิโลเมตรเหนือ
ระดับนํ้าทะเล รวมท้ังยังปกคลุมดวยปาไมอันเปนตนน้ําลําธารท่ีสําคัญของประเทศ ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนอื สวนใหญเปน พนื้ ทขี่ องที่ราบสงู โคราช สภาพของดินคอนขางแหงแลงและไม
เอื้ออาํ นวยตอการเพาะปลกู ผกั แมนา้ํ เจา พระยาเกิดจากแมนา้ํ

หลายสายทีไ่ หลมาบรรจบกนั ท่ปี ากนํ้าโพ จังหวัดนครสวรรค อันไดแก แมนํ้าปง แมนํ้าวัง
แมน้ํายม และแมน้ํานาน ทําใหภาคกลางกลายเปนที่ราบลุมแมนํ้าท่ีมีความอุดมสมบูรณท่ีสุดใน

44

ประเทศ และถือไดวาเปนแหลงปลูกขาวท่ีสําคัญแหงหนึ่งของโลก ภาคใตเปนสวนหน่ึงของ
คาบสมทุ รไทย-มาเลย ขนาบดวยทะเลทง้ั สองดาน มีจุดท่ีแคบลง ณ คอคอดกระ แลวขยายใหญ
เปนคาบสมทุ รมลายู สวนภาคตะวนั ตกเปน หุบเขาและแนวเทือกเขาซ่ึงพาดตวั มาจากทางตะวันตก
ของภาคเหนือ

แมนํ้าเจาพระยาและแมน้ําโขงถือเปนแหลงเกษตรกรรมที่สําคัญของประเทศไทย การ
ผลิตของอุตสาหกรรมการเกษตรจะตองอาศัยผลผลิตท่ีเก็บเก่ียวไดจากแมน้ําทั้งสองและสาขา
ท้ังหลาย อาวไทยกินพื้นท่ีประมาณ ๓๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร ซึ่งไหลมาจากแมนํ้าเจา พระยา
แมนาํ้ แมกลอง แมนา้ํ บางปะกง และแมนา้ํ ตาป ซึง่ เปนแหลง ดงึ ดดู นกั ทอ งเท่ียว เนื่องจากน้ําต้ืนใส
ตามแนวชายฝง ของภาคใตแ ละคอคอดกระ อาวไทยยงั เปนศูนยกลางทางอตุ สาหกรรมของประเทศ
เนือ่ งจากมที า เรอื หลกั ในสตั หีบ และถอื ไดว าเปนประตทู จี่ ะนาํ ไปสทู า เรืออ่นื ๆ ในกรงุ เทพมหานคร
สวนทะเลอันดามันเปนแหลงทรพั ยากรธรรมชาติท่ีมีคุณคามากที่สุด เน่ืองจากมีรีสอรทที่ไดรับ
ความนิยมอยา งสงู ในทวีปเอเชีย รวมถึงจังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบ่ี จังหวัดระนอง จังหวัดพังงา
จังหวัดตรัง เปนตน

ผานกแอน ในอุทยานแหง ชาติภูกระดงึ


Click to View FlipBook Version