The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

สค21003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nfesiwilai, 2022-06-24 00:30:08

สค21003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

สค21003 การพัฒนาตนเอง ชุมชน สังคม

45

ภมู ิภาค
สภาวจิ ัยแหงชาติไดแ บงประเทศไทยออกเปน ๖ ภูมิภาค ตามลักษณะธรรมชาติ รวมถึง

ธรณีสันฐานและทางน้ํา รวมไปถึงรูปแบบวัฒนธรรมมนุษย โดยภูมิภาคตาง ๆ ไดแ ก ภาคเหนือ
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคใต ภูมิภาคทาง
ภูมิศาสตรท้ังหกนี้มีความแตกตางกันโดยมีเอกลักษณของตนเองในดานประชากร ทรัพยากร
พ้ืนฐาน ลักษณะธรรมชาติ และระดบั ของพัฒนาการทางสงั คมและเศรษฐกิจ ความหลากหลายใน
ภูมิภาคตา ง ๆ เหลา นีไ้ ดเปนสว นสําคญั ตอ ลกั ษณะทางกายภาพของประเทศไทย

ปา สนในจังหวดั เชียงใหม
ภาคเหนอื มลี ักษณะภมู ิประเทศแบบภเู ขาสูงสลับกับหบุ เขาและพ้ืนท่ีสูงซึ่งติดตอกับเขตที่
ราบลุมตอนกลางของประเทศ มที วิ เขาทว่ี างตัวยาวในแนวเหนอื -ใต ระหวางทิวเขาจะมีหุบเขาและ
แองทีร่ าบระหวา งภูเขาเปนท่ีต้ังของตัวจังหวัด เชน จังหวัดเชียงราย เชียงใหม แมฮองสอน นาน
และแพร ทิวเขาที่สําคัญไดแ ก ทิวเขาถนนธงชยั ทิวเขาแดนลาว ทิวเขาขุนตาน ทิวเขาผีปนนํ้า
และทวิ เขาหลวงพระบาง ชว งฤดหู นาวในเขตภูเขาของภาคเหนอื อุณหภูมติ ่ําเหมาะสมตอการปลูก
ไมผ ลเมืองหนาว อาทิ ล้นิ จีแ่ ละสตรอเบอร่ี แมน ้ําในภาคเหนอื หลายสาย รวมไปถงึ แมนํ้าปง แมนํ้า
วงั แมนํา้ ยม และแมนํ้านาน ไหลมาบรรจบกนั และกอใหเ กิดเปน ท่ีราบลุม แมน้ําเจา พระยา ในอดีต
ลักษณะทางธรรมชาติเหลานี้ทาํ ใหภ าคเหนือสามารถทาํ การเกษตรไดห ลายประเภท รวมไปถึงการ
ทํานาในหบุ เขาและการปลกู พืชหมุนเวยี นในเขตพนื้ ที่สงู

46

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หรือภาคอีสาน ประกอบดวยจังหวัด ๒๐ จังหวัดมีเน้ือท่ี
๑๖๘,๘๕๔ ตารางกโิ ลเมตร หรอื ประมาณหนึ่งในสามของพ้ืนทท่ี ้ังประเทศ สภาพพ้นื ที่อยูบนท่ีราบ
สูง มีแมนํ้าโขงเปนแมนํ้าสายหลัก อาชีพหลัก คือ การทํานา ปลูกออย มันสําปะหลัง ยางพารา
และผลิตผา ไหมเปน อตุ สาหกรรม

ซง่ึ มีบทบาทสําคัญตอ เศรษฐกิจ เนอ่ื งจากผาไหมเปน ทน่ี ยิ มทง้ั คนไทยและชาวตา งชาติ ภาค
ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื แบงลกั ษณะภมู ิประเทศเปน ๕ เขต ไดแ ก

ทวิ เขาดา นทิศตะวนั ตก ประกอบดว ยทวิ เขาดงพญาเย็น มลี กั ษณะเดน คือ สว นที่
เปนหินทรายจะยกตวั สูงขนึ้ เปน ขอบชนั กับพืน้ ทภี่ าคกลาง และมภี ูเขายอดตัดจํานวนมาก ไดแก ภู
เรอื ภหู อ ภหู ลวง ภกู ระดงึ เปนภูเขาหนิ ทราย พบภูเขาหนิ ปนู แทรกสลบั อยูบาง

ทวิ เขาทางดานใต มีทิวเขาสันกาํ แพงและทวิ เขาพนมดงรักเปน ทวิ เขาหลัก ทวิ เขา
สนั กาํ แพงมีลักษณะเปนหินปนู หินดินดานภเู ขาไฟ และหินทราย สวนทิวเขาพนมดงรกั เปนทิวเขา
ทีเ่ ปนภูเขาหนิ ทราย และยงั มีภูเขาไฟดบั แลวตง้ั อยู

ทวิ เขาตอนกลาง เปนเนนิ และภเู ขาเต้ีย เรียกวา ทิวเขาภูพาน
ที่ราบแองโคราช เปนพนื้ ท่รี าบของลมุ น้ําชี และมูล ที่ไหลลงสูแมน้ําโขง เปนท่ีราบ
ท่มี เี น้อื ท่ีกวา งท่สี ดุ ของประเทศ จุดเดนของแองโคราชคือ มีการพบซากดึกดําบรรพ ไมกลายเปน
หนิ ชางโบราณและไดโนเสารจาํ นวนมาก
แองสกลนคร เปนท่รี าบบรเิ วณฝง แมน ํ้าโขง มีแมน ้ําสายส้ัน ๆ เชน แมนํ้าสงคราม
เปนตน บรเิ วณนี้มีหนองนาํ้ ขนาดใหญ เรียกวา "หนองหาน" เกิดจากการยบุ ตวั จากการละลายของ
เกลอื หนิ

47

ทวิ เขาเพชรบูรณ
ภาคกลาง เปนพ้ืนที่ทม่ี ีความสมบูรณทางธรรมชาติ จนไดรับการขนานนามวา "อูขาวอู
น้ํา" มีระบบชลประทานทีไ่ ดพ ฒั นาสําหรบั เกษตรกรรมทํานาในภาคกลาง โดยไดพฒั นาตอเนื่องมา
ต้ังแตอาณาจักรสุโขทัย มาจนถึงปจจุบัน ภูมิประเทศเปนท่ีราบลุมมีแนวภูเขาเปนขอบดาน
ตะวันออกและตะวันตก ไดแกทิวเขาเพชรบูรณ และทิวเขาถนนธงชัย ลักษณะทางภูมิศาสตร
บริเวณภาคกลางตอนบนเปนท่ีราบเชิงเขา ลานพักลํานํ้า และเนินตะกอนรูปพัด สวนดาน
ตะวนั ออกเปนทีร่ าบลาดเนินตะกอนเชิงเขาและภูเขาโดดเตี้ย ๆ ซึ่งเปนภูเขาไฟเกา พบท้ังหินบะ
ซอลต หนิ ไรโอไลต และหินกรวดภเู ขาไฟ มพี ้นื ทีร่ าบลมุ แมน าํ้ ยม แมนา้ํ เจา พระยาตอนบน และแม
น้ําปาสกั สวนภาคกลางตอนลางมีลกั ษณะเปนท่ีราบลุมโดยตลอด มีลานตะพักลํานํ้า เปนท่ีราบนํ้า
ทว มถึง และคนั ดนิ ธรรมชาติยาวขนานตามแมนํา้ เจา พระยา แมนํา้ ลพบรุ ี แมนํ้าปาสัก แมนํ้าทาจีน
ทร่ี าบภาคกลางตอนกลางมีชื่อเรียกวา "ทุงราบเจาพระยา" เร่ิมต้ังแตจังหวัดนครสวรรคไปจนสุด
อาวไทย
ภาคตะวนั ออก ประกอบดวย ๗ จังหวดั มีอาณาเขตทิศเหนอื ติดกบั ภาคกลางและภาค
ตะวันออกเฉยี งเหนือ ทิศตะวันออก ตดิ กับราชอาณาจักรกมั พูชา ทิศใตแ ละทิศตะวันตก ตดิ กบั อาว
ไทย มีเนอ้ื ท่ี ๓๔,๓๘๐ ตารางกโิ ลเมตร ภมู ปิ ระเทศของภาคตะวันออกแบงได ๔ ลกั ษณะ คอื

48

ภูมิประเทศสวนทิวเขา มีทวิ เขา สนั กาํ แพง ทิวเขาจนั ทบรุ ี และทวิ เขาบรรทดั ภมู ปิ ระเทศสวน
ทเ่ี ปนท่ีราบลมุ นํ้า คือ ทรี่ าบลุม นํ้าบางปะกงทรี่ าบชายฝง ทะเล ตัง้ แตปากแมน ํา้ บางปะกงไปจนสดุ
เขตแดนทจ่ี ังหวดั ตราด สว นใหญชายฝงทะเลจะมหี าดทรายสวยงาม ทั้งสวนเกาะและหมเู กาะ
เชน เกาะสชี ัง เกาะเสมด็ หมเู กาะชา ง และเกาะกดู

เมอื งพัทยา
ภาคตะวันตก ประกอบดวย ๕ จังหวัด มีเน้ือท่ี ๕๓,๖๗๙ ไร มีเทือกเขาตะนาวศรีเปน
เทือกเขายาวตั้งแตภาคเหนือมาถึงภาคตะวันตกของประเทศ และเปนพรมแดนทางธรรมชาติ
ระหวางไทยกับพมา สภาพภูมปิ ระเทศของภาคตะวันตกมีลักษณะเชนเดียวกับภาคเหนือ โดยมี
ภูเขาสงู สลับกบั หบุ เขาซึ่งมีแมนา้ํ ไหลผาน มที ่รี าบลมุ น้ําสําคญั ไดแ ก ทร่ี าบลุมนํ้าปง -วัง ที่ราบลุม
นํ้าแมกลอง และที่ราบลุมนํ้าเพชรบุรี ภาคตะวันตกมีพ้ืนที่ปาท่ีอุดมสมบูรณเปนจํานวนมาก
ทรัพยากรน้ําและแรธาตุเปนทรัพยากรที่สําคัญของภาค โดยอุตสาหกรรมเหมืองแรถอื วาเปน
อุตสาหกรรมหลกั นอกจากน้ีภาคตะวันตกยังเปน ทต่ี ง้ั ของเข่อื นทส่ี ําคญั ของประเทศ

49

หาดมาหยา ในหมูเกาะพีพี
ภาคใต เปนสวนหน่งึ ของคาบสมุทรแคบ ๆ มคี วามแตกตางกับภาคอื่น ๆ ของไทยทั้งใน
ดาน สภาพภูมิอากาศ ภูมิประเทศ และทรัพยากร ลักษณะภูมิประเทศของภาคใตแบงเปน
๔ แบบ ไดแ ก

ทวิ เขา ประกอบดวยทวิ เขาสําคัญ ไดแ ก ทวิ เขาภเู กต็ ทิวเขานครศรธี รรมราช และ
ทิวเขาสันกาลาคีรี

ท่ีราบฝง อาวไทยและท่ีราบฝงอันดามัน โดยทีร่ าบฝง อาวไทยต้ังอยูทางตะวันออก
ของภาคใต มีลักษณะเปนอาวขนาดใหญกระจัดกระจาย ชายฝงคอนขางเรียบตรงและมีหาด
ทรายสวยงาม และยังมสี วนทีเ่ ปน หาดเลนและโคลนจะเปน ปาชายเลน มีลักษณะเดนคือมีแหลมที่
เกิดจากการทับถมของทรายและโคลน ๒ แหง ไดแก แหลมตะลุมพุก จังหวัดนครศรีธรรมราช
และแหลมตาชี จังหวดั ปตตานี และมที ะเลสาบสงขลา เปนทะเลสาบ ๓ นํ้า คอื น้ําเค็ม นาํ้ จดื และ
นาํ้ กรอ ย ซึ่งจะตางกันตามสภาพการรับนาํ้ ท่ีไหลเขาทะเลสาบ ที่เกดิ จากคล่ืนและกระแสนํ้าพัดพา
ตะกอนทรายไปทบั ถมเปน แนวสันทราย สว นท่รี าบฝงทะเลอันดามัน จะอยูดานตะวันตกของภาค
มีลกั ษณะเปน ชายฝง แบบยุบตัว มีท่ีราบแคบเน่ืองจากมีชายเขาและหนา ผาติดชายฝง และมีหาด
ทรายขาวแคบ ๆ

50

เกาะ ภาคใตมีเกาะและหมูเกาะมากมาย โดยฝงอาวไทยมีเกาะสําคัญเชน เกาะ
สมุย เกาะพงัน หมูเกาะอางทอง เปนตน สวนฝงอันดามันมีเกาะภูเก็ต ซึ่งเปนเกาะท่ีใหญท่ีสุดใน
ประเทศไทย หมูเกาะพีพี หมเู กาะสมิ ลิ ัน เกาะตะรเุ ตา

เศรษฐกจิ ของภาคใตข นึ้ อยกู ับการผลติ ยางสําหรับอตุ สาหกรรม การปลูกมะพรา ว การทํา
เหมืองแรดีบุก และการทองเทย่ี ว โดยเฉพาะอยางยิ่ง จังหวัดภูเก็ต ซึ่งไดรับความนิยมอยางมาก
ลักษณะเดนของภมู ิประเทศแบบมวนตัวกับภูเขาและการขาดแมน ํ้าสายใหญ ๆ มแี นวภูเขาซ่ึงเรียง
ตวั กันในแนวเหนอื -ใต และ ปา ฝนเขตรอนอนั ลึกลับไดท ําใหเ กิดการโดดเดีย่ วในยคุ เร่มิ ตน และการ
พฒั นาทางการเมอื งแยกตางหากกับ สวนอ่ืน ๆ ของประเทศ การเขาถึงทะเลอันดามันและอาว
ไทยทําใหภาคใตเปนทางผานของท้ังพระพุทธศาสนานิกายเถรวาท โดยมีศูนยกลางอยูที่จังหวัด
นครศรีธรรมราช และศาสนาอิสลาม โดยอดีตมีศูนยกลางอยูที่อาณาจักรปตตานีซง่ึ มีพรมแดน
ติดตอกบั ประเทศมาเลเซยี

๓.๒ ภมู อิ ากาศ

พนื้ ท่สี วนใหญข องประเทศไทยมีลักษณะภูมอิ ากาศแบบรอนช้ืนหรอื แบบสะวันนา
ตามการแบง เขตภมู อิ ากาศแบบเคปิ เปน ในขณะท่ีภาคใตแ ละทางตะวันออกสดุ ของภาคตะวันออก
เปนเขตภูมิอากาศแบบมรสุมเขตรอน ทั่วประเทศมีอุณหภูมิเฉล่ียระหวาง ๑๙-๓๘°C ในฤดูแลง
อุณหภูมิเพ่ิมสูงข้ึนอยางรวดเร็วในชวงครึ่งหลังของเดือนมีนาคม โดยสูงกวา ๔๐°C ในบางพ้ืนท่ี
ในชว งกลางเดอื นเมษายนเมือ่ ดวงอาทิตยเคลอ่ื นผานจุดเหนอื ศรี ษะ

มรสุมตะวันตกเฉียงใตซ่ึงพัดเขาสูประเทศไทยระหวางเดอื นพฤษภาคมและกรกฎาคม
(ยกเวน ภาคใต) เปน จดุ บง ชวี้ า ประเทศไทยเขา สฤู ดฝู น ซ่ึงกินเวลาจนถงึ เดอื นตุลาคม และเมฆซงึ่ ปก
คลุมทําใหอ ณุ หภมู ลิ ดลง แตม คี วามช้นื สงู มาก เดือนพฤศจกิ ายนและเดือนธนั วาคมเปนจุดเรม่ิ ตน
ของฤดแู ลงและอุณหภูมิในเวลากลางคืนเหนือพ้ืนดินสามารถลดตํ่าลงกวาจุดเยือกแข็ง อุณหภูมิ
เพิ่มสงู ขนึ้ อกี คร้งั ในชว งเดอื นมกราคม เมื่อดวงอาทติ ยส อ งแสงมายังภมู ปิ ระเทศ ฤดแู ลงในภาคใตมี
ระยะเวลาสน้ั ท่ีสุด เน่ืองจากการที่ภาคใตตั้งอยูใกลทะเลจากทุกดานในคาบสมุทรมลายู พ้ืนที่ท้ัง
ประเทศไดรับปริมาณฝนอยางเพียงพอ ยกเวนบางพ้ืนท่ีเทาน้ัน แตระยะเวลาของฤดูฝนและ
ปริมาณฝนมคี วามแตกตางกนั ไปตามภูมิภาคและระดับความสงู

51

ประเทศไทยยังคงมีความหลากหลายทางชีวภาพของท้ังพืชและสัตวอยูมาก อันเปน
รากฐานอันมน่ั คงของการผลิตในภาคการเกษตร และประเทศไทยไดมีผลไมเมืองรอนหลากชนิด
พน้ื ทร่ี าว ๒๙% ของประเทศไทยเปนปาไม รวมไปถึงพื้นที่ปลูกยางพาราและกิจกรรมปลูกปาบาง
แหง ประเทศไทยมเี ขตรกั ษาพนั ธุส ตั วปากวา ๕๐ แหง เขตหามลาสัตวปาอีก ๕๖ แหง โดยพ้ืนที่
๑๒% ของประเทศเปนอุทยานแหงชาติ (ปจจุบันมี ๑๑๐ แหง) และอีกเกือบ ๒๐% เปน เขตปา
สงวนประเทศไทยมีพืช ๑๕,๐๐๐ สปชีส คิดเปน ๘% ของสปชีสพืชทั้งหมดบนโลกในประเทศไทย
พบนกจาํ นวน ๙๘๒ ชนดิ นอกจากนี้ ยังเปน ถ่นิ ทีอ่ ยูของสตั วสะเทินนาํ้ สะเทนิ บก นก สัตวเลี้ยงลูก
ดวยนํา้ นม และสัตวเล้ือยคลานกวา ๑,๗๑๕ สปช ีส

๓.๓ ทรัพยากรธรรมชาติ

ประเทศไทยเปนประเทศทม่ี ีทรัพยากรธรรมชาติอยูอ ยา งมากมาย แบงได ดงั นี้
ทรัพยากรดิน ในประเทศไทยแบงออกเปน ๔ ชนิด ไดแก ดินเหนียว พบไดในบริเวณ

แอง โคราชที่ราบลมุ แมนํ้าบางปะกง แมน ้ําแมกลอง แมน าํ้ ตาป แมนา้ํ ปากพนัง ดินรวน พบมากใน
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลางตอนบน และภาคเหนือ ดินทราย พบมากใน
ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื ดินอนิ ทรีย พบมากในปา พรุ เชน ปาพรสุ ิรินธร จงั หวัดนราธวิ าส

ทรัพยากรปาไม ปา ไมจะกระจายอยูท่ัวประเทศ มีลักษณะแตกตา งกันตามภูมิประเทศ
และภมู ิอากาศ มี ๒ ประเภท ไดแก ปาผลัดใบ พบไดใ นทุกภูมิภาค แตภาคใตพ บนอ ยที่สดุ และปา
ไมผ ลัดใบ สวนใหญอ ยูในพน้ื ทภ่ี าคใต และบนภูเขาสงู ทม่ี ีความชมุ ชน้ื เชน อทุ ยานแหง ชาติดอย
อินทนนท อทุ ยานแหง ชาตเิ ขาใหญ อุทยานแหง ชาติภูสอยดาว เปน ตน

ทรัพยากรนํ้า ในประเทศไทยมีแหลงน้ําสําคัญ ๒ แหลงคือ จากน้ําผิวดิน ซึ่งมีแมนํ้า
เจาพระยาเปนแมน้ําสายสําคัญท่ีสุดของประเทศ นอกจากน้ียังมีแมนํ้าตาง ๆ ตามภูมิภาค เชน
แมนํา้ มลู ชี ปง วงั ยม นาน แมก ลอง ตาป เปนตน และจากนาํ้ บาดาล

ทรัพยากรแรธาตุ พบอยทู ่วั ไปในทุกภมู ิภาคของประเทศไทย แตกตางกันตามสภาพทาง
ธรณีวทิ ยา เชน สังกะสีพบมากในภาคตะวนั ตกและภาคเหนือ ดีบุกพบมากในภาคใต แรรัตนชาติ
พบมากในภาคตะวันออก และแรเช้ือเพลงิ ซึง่ พบมากในอาวไทย เชน แกสธรรมชาติ สวนลิกไนต
จะพบมากในภาคเหนือ

52

๓.๔ ศลิ ปะ วฒั นธรรม ประเพณี และวถิ ชี ีวติ
ประเทศไทย ต้ังอยูบนพื้นฐานของเอกลักษณและความศรัทธาของไทยสมัยใหม ทําให

พทุ ธศาสนาในประเทศไทยไดมีการพัฒนาตามกาลเวลา ซึ่งรวมไปถึงการรวมเอาความเชื่อทองถิ่น
ที่มาจากศาสนาฮินดู การถือผี และการบูชาบรรพบุรุษ สวนชาวมุสลิมอาศัยอยูทางภาคใตของ
ประเทศไทยเปนสวนใหญ รวมไปถึงชาวจีน โพนทะเลที่เขามามีสวนสําคัญอยูในสังคมไทย
โดยเฉพาะอยา งย่งิ ในพื้นท่ีกรุงเทพมหานครและใกลเคียง ซ่ึงการปรับตัวเขากับสังคมไทยไดเปน
อยา งดี ทําใหก ลมุ ชาวจนี มตี ําแหนงและบทบาททางเศรษฐกิจและการเมอื ง

วัฒนธรรมไทยมีสวนท่ีคลายคลึงกับวัฒนธรรมเอเชีย กลาวคือ มีการใหความเคารพแก
บรรพบรุ ุษ ซ่ึงเปนการยึดถือปฏิบัติกันมาอยางชานาน ชาวไทยมักจะมีความเปนเจาบานและ
ความกรณุ าอยางดี แตก ็มคี วามรูส กึ ในการแบง ชนชัน้ อยา งรนุ แรงเชน กนั ความอาวุโสเปนแนวคิดที่
สําคัญในวัฒนธรรมไทยอยา งหน่งึ ผอู าวุโสจะตองปกครองดูแลครอบครัวของตนตามธรรมเนียม
และนอ งจะตอ งเช่อื ฟงพี่

การทักทายตามประเพณีของไทย คอื การไหว ผูนอยมักจะเปนผูทักทายกอนเมื่อพบกัน
และผูท่ีอาวโุ สกวา กจ็ ะทกั ทายตอบในลกั ษณะท่คี ลาย ๆ กนั สถานะและตําแหนงทางสงั คมก็มีสวน
ตอ การตัดสินวาผูใดควรจะไหวอีกผูหน่ึงกอนเชนกัน การไหวถือวาเปนสัญลักษณในการใหความ
เคารพและความนบั ถอื แกอ กี ผหู นึ่ง

ศิลปะ

พระที่นงั่ ไอศวรรยทิพยอาสน พระราชวังบางปะอนิ จังหวดั พระนครศรอี ยธุ ยา

53

จติ รกรรมไทย เปนลักษณะอุดมคติ เปนภาพ ๒ มิติ โดยนําส่ิงใกลไวตอนลางของ
ภาพ สิ่งไกลไวตอนบนของภาพ ใชส ีแบบเบญจรงค คือ ใชห ลายสแี ตม ีสที ีโ่ ดดเดน เพยี งสเี ดยี ว

ประติมากรรมไทยเดิม ชางไทยทํางานประติมากรรมเฉพาะส่ิงศักดิ์สิทธ์ิ เชน
พระพุทธรูป เทวรูป โดยมีสกุลชางตาง ๆ นับตั้งแตกอนสมัยสุโขทยั เรียกวา สกุลชางเชียงแสน
สกุลชางสุโขทัย สกุลชางอยุธยา และสกุลชางรัตนโกสินทร โดยใชทองสําริดเปนวัสดุหลักในงาน
ประติมากรรม เนอ่ื งจากสามารถแกะแบบดว ยขผี้ ้งึ และตกแตง ไดแ ลวจงึ นาํ ไปหลอโลหะ เมื่อเทียบ
กบั ประตมิ ากรรมศิลาในยุคกอนน้ัน งานสาํ ริดนบั วา ออนชอยงดงามกวามาก

สถาปตยกรรมไทย มีปรากฏใหเห็นในชั้นหลัง เนื่องจากงานสถาปตยกรรมสวน
ใหญชาํ รุด ทรุดโทรมไดงาย โดยเฉพาะงานไม ไมปรากฏรองรอยสมัยโบราณเลย สถาปตยกรรม
ไทยมีใหเห็นอยูในรูปของบานเรือนไทย โบสถ วัด และปราสาทราชวัง ซ่ึงลวนแตสรางข้ึนให
เหมาะสมกบั สภาพอากาศและการใชส อยจริง

แกงมสั มั่น
อาหารไทย
อาหารไทยเปนการผสมผสานรสชาติความหวาน ความเผ็ด ความเปร้ียว ความขม และ
ความเค็ม สว นประกอบซึ่งมกั จะใชในการปรงุ อาหารไทย รวมไปถงึ กระเทยี ม พรกิ นา้ํ มะนาว และ
นํ้าปลา และวตั ถดุ บิ สําคญั ของอาหารในประเทศไทย คอื ขา ว โดยมีขาวกลองและขาวซอมมือเปน

54

พน้ื มีคุณลกั ษณะพิเศษ คือ ใหค ุณคา ทางโภชนาการครบถวน และใหสรรพคณุ ทางยาและสมุนไพร
อาหารที่ข้ึนชือ่ ที่สุดของคนไทย คือ นํา้ พรกิ ปลาทู พรอ มกับเครอ่ื งเคียงทจี่ ัดมาเปน ชดุ สว นอาหาร
ทไี่ ดรับความนยิ มและเปนที่รูจักไปทั่วโลกน้ันคือ ตมยํากุง เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ เว็บไซต CNNGO ได
จดั อนั ดับ ๕๐ เมนูอาหารท่อี รอยท่ีสุดในโลกโดยการลงคะแนนเสียงทางเฟสบุคปรากฏวา แกงมัสมั่น
ไดร ับเลอื กใหเ ปน อาหารทีอ่ รอ ยทีส่ ดุ ในโลก

ภาพยนตรไ ทย
ภาพยนตรไทยมีประวัติความเปนมาท่ียาวนาน ปจจุบันประเทศไทยมีภาพยนตรท่ีมุงสู
ตลาดโลก เชน ภาพยนตรเรื่อง ตมยํากุง ท่ีสามารถข้ึนไปอยูบนตารางบ็อกซออฟฟศใน
สหรัฐอเมริกา และยังมีภาพยนตรไทยหลายเรื่องท่ีเปนท่ียอมรับในเทศกาลภาพยนตร ลาสุด
ภาพยนตรเ รอ่ื ง ลงุ บุญมีระลึกชาติ กํากับโดย อภชิ าตพงศ วีระเศรษฐกุล ไดรับรางวลั ปาลมทองคํา
จากงานเทศกาลภาพยนตรเ มอื งคานส คร้ังท่ี ๖๓ นับเปนภาพยนตรจากภูมิภาคเอเชียตะวันออก
เฉยี งใตเรื่องแรกท่ีไดร ับรางวัลน้ี นอกจากนั้นปจจุบันเยาวชนไทยไดหันมาสนใจผลิตหนังสั้นเขา
ประกวดในระดบั นานาชาติ เปนความคิดสรางสรรคง านท้งั ทเ่ี ปนหนงั ส้นั และแอนนิเมชน่ั
ดนตรไี ทย
ดนตรีในประเทศไทยนนั้ ไดร บั อิทธิพลมาจากประเทศตา งๆ ดนตรีไทยเปนดนตรีท่ีมีความ
ไพเราะ นาฟง มี ๔ ประเภท ไดแก ดีด สี ตี เปา ในอดีตดนตรีไทยนิยมเลนในการขับลํานําและ
รองเลน ตอมามีการนําเอาเคร่ืองดนตรีจากตางประเทศเขามาผสม ดนตรีไทยนิยมเลนกันเปนวง
เชน วงปพ าทย วงเคร่ืองสาย วงมโหรี ดนตรีไทยเขามามีบทบาทในชีวิตประจําวันมากขึ้น โดยใช
ประกอบงานมงคล งานอวมงคล ฯลฯ ในปจจุบัน ดนตรีไทยไมคอยเปนทีน่ ิยมกันแพรหลายนัก
เน่อื งจากหาดไู ดยาก คนสวนใหญจ งึ ไมค อยรจู กั ดนตรไี ทย

55

การปลอ ยโคมลอยในงานประเพณยี ่เี ปง
เทศกาลประเพณี
เทศกาลประเพณีในประเทศไทยน้ันมีความหลากหลายและอลังการ ทั้งประเพณีไทย
ดั้งเดิม เชน ประเพณสี งกรานต ประเพณลี อยกระทง ประเพณีตักบาตรดอกไม ประเพณีบุญบ้ังไฟ
และประเพณที ีเ่ ปนสากล เชน เทศกาลวนั ครสิ ตมาส เทศกาลวันขึ้นปใหม ฯลฯ
สรุปจุดเดนของประเทศไทย ท้ังดานทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และ
ทําเลทตี่ ้ัง ประเพณี วัฒนธรรม และวถิ ชี วี ติ และความสามารถของคนไทย ท่ีสามารถนํามาเปนจุด
ขายเพื่อการสรางงาน
อาชพี ใหกบั คนไทยไดอ ยางมากมาย หากสามารถดึงศักยภาพเหลาน้ันมาคิดและหาแนว
ทางการสรางงานทส่ี อดคลองกบั ความรู ความสามารถของตนเองได

56

๓.๕. กลมุ อาชีพที่สัมพันธก ับศกั ยภาพของประเทศไทย

อาชีพ หมายถึง การทํากิจกรรม การทํางาน การประกอบการที่ไมเปนโทษแกสังคม
และมรี ายไดต อบแทน โดยอาศยั แรงงาน ความรู ทกั ษะ อปุ กรณ เครอ่ื งมือ วิธีการ แตกตา งกนั ไป

ประเภทและลักษณะของอาชพี การแบง ประเภทของอาชพี สามารถจัดแบงตามลักษณะ
ไดเปน ๒ ลกั ษณะ คือ การแบงตามเน้ือหาวิชาของอาชีพ และแบงตามลักษณะของการประกอบ
อาชพี

ลักษณะท่ี ๑ การแบงอาชีพตามเน้ือหาวิชาของอาชีพ สามารถจัดกลุมอาชีพตาม
เน้อื หาวิชาไดเปน ๖ ประเภท ดังนี้

๑) อาชีพเกษตรกรรม ถอื วาเปนอาชีพหลัก และเปนอาชีพสําคัญของประเทศ
ปจ จบุ นั ประชากรของไทยไมนอยกวารอยละ ๖๐ ยังประกอบอาชีพนี้อยู อาชีพเกษตรกรรมเปน
อาชีพเกี่ยวเนื่องกับการผลิต การจัดจําหนายสินคา และบริการทางดานการเกษตร ซึ่งผลผลิต
ทางการเกษตร นอกจากใชในการบริโภคเปนสวนใหญแลวยังใชเปนวัตถุดิบในการผลิตทาง
อุตสาหกรรมอกี ดวย อาชพี เกษตรกรรม ไดแ ก การทาํ นา ทาํ ไร ทําสวน เลีย้ งสัตว ฯลฯ

๒) อาชีพอุตสาหกรรม การทําอุตสาหกรรม หมายถึง การผลิตสินคาอัน
เนื่องมาจาก การนําเอาวัสดุ หรือสินคาบางชนิดมาแปรสภาพใหเกิดประโยชนตอผูใชมากข้ึน
กระบวนการประกอบการอุตสาหกรรม ประกอบดว ย

วตั ถดุ บิ หรือสินค้า กระบวนการ สินค้าสําเร็จรูป ผ้บู ริโภค

ผผลาผนลติ

จําหนา ย ไดผ ลผลติ

ในขั้นตอนของกระบวนการผลิต มปี จ จยั มากมายนบั ตั้งแตแ รงงาน เคร่อื งจกั ร เคร่อื งมือ เครอื่ งใช
เงินทนุ ท่ดี นิ อาคาร รวมทงั้ การบริหารจดั การ

การประกอบอาชพี อตุ สาหกรรมแบง ตามขนาด ไดด ังนี้
๒.๑) อุตสาหกรรมในครอบครัว เปนอุตสาหกรรมท่ีทํากันในครัวเรือน หรือ

ภายในบา น ใชแรงงานคนในครอบครัวเปนหลัก บางทีอาจใชเคร่ืองจักรขนาดเล็กชวยในการผลิต

57

ใชวัตถดุ ิบ วสั ดุท่หี าไดในทองถ่นิ มาเปน ปจจัยในการผลิตอุตสาหกรรมในครัวเรือนเชน การทอผา
การจักสาน การทํารม การทําอิฐมอญ การทําถั่วเนาแผน น้ําพริกลาบ น้ํามันงา ฯลฯ ลักษณะการ
ดาํ เนนิ งานไมเ ปนระบบมากนัก รวมทั้งการใชเทคโนโลยีแบบงาย ๆ ไมยุงยากซับซอน และมีการ
ลงทุนไมม าก

๒.๒) อตุ สาหกรรมขนาดยอ ม เปนอตุ สาหกรรมท่มี กี ารจา งคนงานไมเ กนิ ๕๐ คน
ใชเงนิ ทนุ ดาํ เนินการไมเกนิ ๑๐ ลา นบาท อุตสาหกรรมขนาดยอ ม ไดแ ก โรงกลึง อูซอมรถ โรงงาน
ทําขนมปง โรงสีขาว เปนตนในการดําเนินงานของอุตสาหกรรม ขนาดยอมมีขบวนการผลิตไม
ซบั ซอน และใชแ รงงานทมี่ ีฝม อื ไมม าก

๒.๓) อตุ สาหกรรมขนาดกลาง เปน อตุ สาหกรรมท่ีมีการจางคนงานมากกวา ๕๐
คน แตไมเกิน ๒๐๐ คน ใชเงินทุนดําเนินการมากกวา ๑๐ ลานบาท แตไมเกิน ๑๐๐ ลานบาท
อุตสาหกรรมขนาดกลางไดแ ก อุตสาหกรรมทอกระสอบ อุตสาหกรรมเสอ้ื ผาสาํ เร็จรปู เปน ตน การ
ดําเนินงานของอุตสาหกรรมขนาดกลางตองมีการจัดการที่ดี แรงงานที่ใชตองมีทักษะ ความรู
ความสามารถในกระบวนการผลติ เปนอยางดี เพื่อทีจ่ ะไดสนิ คา ทมี่ ีคุณภาพระดับเดยี วกัน

๒.๔) อุตสาหกรรมขนาดใหญ เปน อุตสาหกรรมท่ีมีคนงานมากกวา ๒๐๐ คนขึ้น
ไป เงนิ ทนุ ในการดําเนินการมากกวา ๒๐๐ ลานบาท อุตสาหกรรมขนาดใหญ เชน อุตสาหกรรม
ผลิตแบตเตอร่ี อุตสาหกรรมถลุงเหล็ก อุตสาหกรรมประกอบรถยนต อุตสาหกรรมผลิต
เครื่องใชไฟฟา เปนตน อุตสาหกรรมขนาดใหญมีระบบการจัดการที่ดี ใชคนที่มีความรู ทักษะ
ความสามารถเฉพาะดา น หลายสาขา เชน วศิ วกรรมอเิ ลก็ ทรอนิกสใ นการดาํ เนินงานผลิตมีกรรมวธิ ี
ท่ยี งุ ยาก ใชเ ครอื่ งจกั ร คนงาน เงนิ ทนุ จาํ นวนมากขนึ้ มกี ระบวนการผลิตทีท่ ันสมัยและผลิตสินคา
ไดท ลี ะมาก ๆ มกี ารวา จา งบคุ คลระดับผูบริหารท่มี ีความสามารถ

๓) อาชพี พาณิชยกรรมและอาชพี บรกิ าร
๓.๑) อาชพี พาณิชยกรรม เปนการประกอบอาชีพท่ีเปนการแลกเปลี่ยนระหวาง

สินคากบั เงนิ สว นใหญจะมลี ักษณะเปนการซ้ือมาและขายไป ผูประกอบอาชีพทางพาณิชยกรรม
จึงจดั เปนคนกลาง ซงึ่ ทาํ หนาท่ีซ้ือสินคา จากผูผลิตและนํามาขายตอใหแกผูบริโภค ประกอบดวย
การคาสงและการคา ปลีก โดยอาจจัดจําหนายในรปู ของการขายตรงหรอื ขายออม

58

๓.๒) อาชพี บรกิ าร หมายถึง อาชีพทท่ี าํ ใหเ กิดความพอใจแกผซู อ้ื การบรกิ ารอาจเปน
สินคา ทีม่ ีตัวตน หรือไมมีตัวตนก็ได การบริการท่ีมีตัวตน ไดแก บริการขนสง บริการทางการเงิน
สว นบรกิ ารทไ่ี มม ีตัวตน ไดแ ก บรกิ ารทอ งเท่ียว บรกิ ารรกั ษาพยาบาล เปนตน

๓.๓) อาชีพพาณิชยกรรม จึงเปนตัวกลางในการขายสินคา หรือบริการตาง ๆ
นับต้ังแตการนําวัตถุดิบจากผูผลิตทางดานเกษตรกรรม ตลอดจนสินคาสําเร็จรูปจากโรงงาน
อุตสาหกรรม รวมท้ังคหกรรม ศลิ ปกรรม หตั ถกรรม ไปใหผ ซู อ้ื หรือผูบริโภค อาชีพพาณิชยกรรม
จึงเปนกิจกรรมท่ีสอดแทรกอยูทุกอาชีพในการประกอบอาชีพ พาณิชยกรรม หรือบริการ
ผปู ระกอบอาชพี จะตองมีความสามารถในการจัดหา มีความคิดริเริ่ม และมีคุณธรรม จึงจะทําให
การประกอบอาชีพเจริญกาวหนา

๔) อาชพี คหกรรม การประกอบอาชพี คหกรรม เชน อาชีพทเี่ กี่ยวกับการประกอบ
อาหาร ขนม การตดั เยบ็ การเสริมสวย ตดั ผม เปน ตน

๕) อาชีพหัตถกรรม การประกอบอาชีพหัตถกรรม เชน อาชีพที่เกี่ยวกับงานชาง โดย
การใชมือใน การผลิตชิ้นงานเปนสวนใหญ เชน อาชีพจักสาน แกะสลัก ทอผาดวยมือ ทอเสื่อ
เปน ตน

๖) อาชีพศลิ ปกรรม การประกอบอาชพี ศิลปกรรม เชน อาชพี เก่ยี วขอ งกบั การแสดงออก
ในลักษณะตา ง ๆ เชน การวาดภาพ การปน การดนตรี ละคร การโฆษณา ถา ยภาพ เปน ตน

ลักษณะที่ ๒ การแบง อาชีพตามลักษณะของการประกอบอาชีพ การจัดกลุมอาชีพ
ตาม ลกั ษณะการประกอบอาชีพ แบงออกเปน ๒ ประเภท คือ อาชพี อสิ ระ และอาชพี รบั จา ง

๑) อาชีพอิสระ หมายถงึ อาชพี ทุกประเภททผ่ี ูป ระกอบการดาํ เนินการดวยตนเอง
แตเพยี งผเู ดยี วหรือเปนกลมุ อาชพี อิสระเปนอาชพี ที่ไมตอ งใชคนจํานวนมาก แตห ากมคี วามจําเปน
อาจมีการจางคนอ่ืนมาชวยงานได เจาของกิจการเปนผูลงทุน และจําหนายเอง คิดและตัดสินใจ
ดวยตนเองทุกเรื่อง ซ่ึงชวยใหการพัฒนางานอาชีพ เปนไปอยางรวดเร็วทันตอเหตุการณ
การประกอบอาชีพอสิ ระ เชน ขายอาหาร ขายของชํา ซอมรถจักรยานยนต ฯลฯ ในการประกอบ
อาชีพอิสระ ผูประกอบการจะตองมีความรู ความสามารถในเร่ือง การบริหารการจัดการ เชน
การตลาด ทาํ เลทีต่ ั้ง เงนิ ทนุ การตรวจสอบ และประเมนิ ผล นอกจากนี้ยังตองมี ความอดทนตอ

59

งานหนัก ไมทอถอยตอปญหาอุปสรรคท่ีเกิดขึ้น มีความคิดริเริ่มสรางสรรค และมองเห็นภาพ
การดําเนนิ งานของตนเองไดตลอดแนว

๒) อาชีพรับจาง หมายถึง อาชีพที่มีผูอื่นเปนเจาของกิจการ โดยตัวเองเปนผูรับจาง
ทํางานให และไดรบั คาตอบแทนเปนคาจาง หรือเงินเดอื น อาชพี รับจางประกอบดว ย บคุ คล
๒ ฝาย ซง่ึ ไดตกลงวา จา งกนั บุคคลฝา ยแรกเรียกวา "นายจาง" หรือผวู าจา ง บุคคลฝายหลงั เรียกวา
"ลูกจาง" หรือผูรบั จาง มีคาตอบแทนท่ีผูวาจางจะตองจายใหแก ผูรับจางเรียกวา "คาจาง"
การประกอบอาชีพรับจาง โดยทั่วไปมลี ักษณะ เปนการรบั จางทํางานในสถานประกอบการหรือ
โรงงาน เปนการรับจางในลักษณะการขายแรงงาน โดยไดรับคาตอบแทนเปนเงินเดือน หรือ
คาตอบแทนท่ีคดิ ตามช้ินงานทที่ าํ ได อตั ราคาจา งขึ้นอยูก ับการกําหนดของเจาของสถานประกอบการ
หรือนายจาง การทํางานผรู ับจา งจะทําอยภู ายในโรงงาน ตามเวลาที่นายจางกําหนด การประกอบ
อาชีพรับจาง ในลักษณะน้ีมีขอดี คือ ไมตองเส่ียงกับการลงทุน เพราะลูกจางจะใชเครื่องมือ
อุปกรณท ่นี ายจางจัดไวใหทํางานตามท่ีนายจางกําหนด แตมีขอเสีย คือ มักจะเปนงานท่ีทําซ้ํา ๆ
เหมือนกันทุกวัน และตองปฏิบัติตามกฎระเบียบของนายจาง ในการประกอบอาชีพรับจางนั้น
มีปจจัยหลายอยางท่ีเอื้ออํานวยใหผปู ระกอบอาชีพรับจางมีความเจริญกาวหนาได เชน ความรู
ความชาํ นาญในงาน มนี ิสัยการทํางานที่ดี มีความกระตือรือรน มานะ อดทน และ มีวินัยในการ
ทาํ งาน ยอมรบั กฎเกณฑแ ละเช่ือฟงคําสั่ง มีความซื่อสัตย สุจริต ความขยันหมั่นเพียร รับผิดชอบ
มีมนุษยสมั พนั ธท ่ดี ี รวมทัง้ สุขภาพอนามัยที่ดี อาชีพตา ง ๆ ในโลกมีมากมาย หลากหลายอาชีพ

ซึ่งบุคคลสามารถจะเลือกประกอบอาชีพไดตามความถนัด ความตองการ ความชอบ
และความสนใจ ไมว าจะเปนอาชพี ประเภทใด จะเปนอาชีพอิสระ หรืออาชีพรับจาง ถาหากเปน
อาชพี ทส่ี ุจรติ ยอมจะทําใหเ กิดรายไดม าสตู นเอง และครอบครัว ถา บุคคลผูนั้นมีความมุงม่ัน ขยัน
อดทน ตลอดจนมีความรู ขอมูลเก่ียวกับอาชีพตาง ๆ จะทําใหมองเห็นโอกาสในการเขาสูอาชีพ
และพัฒนาอาชีพใหม ๆ ใหเกดิ ขนึ้ อยูเ สมอ

กระทรวงศึกษาธกิ าร โดย ฯพณฯทา นรัฐมนตรวี าการกระทรวงศึกษาธิการ ไดมีนโยบาย
การจัด การ ศึ กษาเพ่ือการ มีงาน ทําใหสถาบัน การศึกษา และสถ านศึกษา ในสังกัด
กระทรวงศึกษาธิการ จัดการศึกษาอาชพี ใน ๕ กลมุ ดังน้ี

60

๑) เกษตรกรรม
๒) อุตสาหกรรม
๓) พาณชิ ยกรรม
๔) ความคดิ สรางสรรค
๕) บรหิ ารจัดการและบริการ

โดยพฒั นาหลักสูตรการเรยี นการสอนใหสอดคลองกับศักยภาพที่มีอยใู นทองถ่ิน รวมถึง
สนองตอตลาดแรงงานในระดับทองถิ่น ประเทศ และภูมิภาคของโลก ประชาชนไทยสามารถรับ
บริการการศึกษาอาชีพได ณ ศูนยฝกอาชีพชุมชนของสถาบันการศึกษา สถานศึกษาตาง ๆ
โดยเฉพาะศนู ยฝ กอาชพี ชุมชน กศน. ในระดับอาํ เภอไดท ่ัวประเทศ

การมองเห็นโอกาสในการประกอบอาชีพ
การมองเห็นโอกาสและความสามารถที่จะนําโอกาสน้ันมาประกอบอาชีพไดกอนผูอ่ืน
เปนหวั ใจสําคัญของการประกอบอาชพี หากผใู ดประกอบอาชพี ตามท่ีตลาดตอ งการ และเปนอาชีพ
ที่เหมาะสมกับสภาพการณในขณะน้ัน ผูนั้นยอมมีโอกาสประสบความสําเร็จ เราสามารถพัฒนา
ตนเองใหม องเห็นโอกาสในการประกอบอาชพี ดงั น้ี

๑) ความชํานาญจากงานทท่ี ําในปจ จุบนั การงานท่ีทําอยูในปจจุบันจะเปนแหลง
ความรู ความคิดที่จะชวยใหมองเห็นโอกาสในการประกอบอาชีพไดมาก บางคนมีความชํานาญ
ทางดา นการทําอาหาร ตัดเย็บเส้ือผา ซอ มเครื่องใชไฟฟา ตอทอน้ําประปา ชางไม ชางปูกระเบื้อง
เปนตน ซึ่งสามารถนําความชํานาญดังกลาวมาพัฒนาและประกอบเปนอาชีพขึ้นมา บางคนเคย
ทาํ งานที่โรงงานทาํ ขนมปง เมื่อกลับไปภูมิลําเนาของตนเอง สามารถใชประสบการณที่ไดรับไป
ประกอบอาชีพของตนเองได

๒) ความชอบ ความสนใจสวนตัว หรืองานอดิเรก เปนอีกทางหนึ่งที่จะชวยให
มองเห็นโอกาสในการประกอบอาชีพ บางคนชอบประดิษฐดอกไม บางคนชอบวาดรูป เปนตน
บคุ คลเหลาน้อี าจจะพฒั นางานท่ีชอบ งานอดเิ รกไดก ลายเปน อาชพี หลักทที่ ํารายไดเปน อยางดี

๓) การฟงความคิดเห็นจากแหลงตาง ๆ การพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับ
บุคคลกลุมตา ง ๆ เปน แหลงความรแู ละกอใหเกิดความคดิ รเิ รม่ิ เปนอยา งดี ในบางครัง้ เรามีความคิด

61

อยูแลว การไดคุยกับบุคคลตาง ๆ จะชวยใหการวิเคราะหความคิดชัดเจนข้ึน ชวยใหมองไป
ขา งหนาไดอ ยางรอบคอบ กอ นท่จี ะลงมอื ทํางานจรงิ

๔) การศกึ ษา คน ควา จากหนงั สือ นิตยสาร หนงั สอื พิมพ การดูวดี ทิ ศั น ฟง วิทยุ
ดูรายการโทรทัศน เปนตน จะชวยทาํ ใหเกิดความรูและความคิดใหม ๆ ได

๕) ขอมูล สถิติ รายงาน ขาวสารจากหนว ยราชการและเอกชน รวมทั้งแผนพัฒนา
เศรษฐกิจของประเทศ ในการมองหาชองทางในการประกอบอาชีพ ผูท่ีจะมองหาอาชีพ พัฒนา
อาชีพจึงควรใหความสนใจในขอมูลขาวสารตางๆ เพื่อติดตามใหทันตอเหตุการณ แลวนํามา
พิจารณาประกอบการตดั สินใจในการประกอบอาชพี

๖) ทรัพยากรรอบ ๆ ตัว หรือในชมุ ชน ทเี่ กยี่ วขอ งกบั การประกอบอาชีพ ท้ังดาน
ทรัพยากรธรรมชาติ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ ประเพณี ศิลปวัฒนธรรมและวิถีชีวิต ท่ีเอื้อตอการ
ประกอบอาชพี ซึง่ แตละพ้นื ทแ่ี ตกตา งกันนอกเหนอื ไปจากความรู ความสามารถท่มี อี ยู

62

กจิ กรรมทายเลม

คําช้ีแจง ใหนักศึกษาคนควาเรื่องตอไปน้ี และสรุปใจความสําคัญพรอมบันทึกใหไดใจความ
สมบูรณ

ขอ ๑. ใหนักศกึ ษาบอกความหมายของการพฒั นาสงั คม ชุมชน และยกตวั อยา งประโยชน
ทไี่ ดร บั จาก การพฒั นาสังคมชมุ ชน บอกเปน ขอ ๆ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
...................................................................................................................................................

ขอ ๒. ใหนักศึกษาอธิบายวิธีการ การจัดเก็บขอมูล เพื่อพัฒนาสังคม ชุมชน มีวิธีการ
อยางไรบา ง บอกเปน ขอ ๆ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................

63

ขอ ๓. ใหนักศึกษาบอกขั้นตอน การจัดเวทีประชาคม มีข้ันตอนอยางไรบาง บอกเปน
ขอ ๆ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
.................................................................................................................................................

ขอ ๔. ใหนกั ศึกษาเขียนโครงการ การพฒั นาสงั คมชมุ ชน โดยมหี ัวเร่ือง ตอ ไปน้ี

๑. ช่ือโครงการ
...........................................................................................................................

๒. หลักการและเหตผุ ล
...........................................................................................................................

............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

๓. วตั ถปุ ระสงค
.............................................................................................................................

............................................................................................................................................................
๔. เปา หมาย

............................................................................................................................................................
...........................................................................................................................................................

64

๕. วธิ ดี ําเนนิ การ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

๖. ระยะเวลาดาํ เนนิ การ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

๗. งบประมาณ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

๘. เครอื ขายที่เกย่ี วของ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

๙. การประเมินโครงการ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

๑๐. ผรู บั ผดิ ชอบโครงการ
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

๑๑. โครงการท่เี ก่ียวขอ ง
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

๑๒. ผลทคี่ าดวา จะไดร บั
............................................................................................................................................................
............................................................................................................................................................

65

บรรณานกุ รม

กรรมวธิ ีขอ มลู .ฝา ย สถติ ภิ มู อิ ากาศของประเทศไทยในคาบ ๓๐ ป (พ.ศ.๒๕๐๔-๒๕๓๓).
รายงาน
กระมล ทองธรรมชาติ ดร. และคณะ, สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม ม.๑,

อักษรเจรญิ ทศั น อจท. จาํ กัด, ๒๕๔๘.
การศกึ ษานอกโรงเรียน, กรม. ชดุ วิชาการพฒั นาโครงการ. กรงุ เทพฯ : บริษทั สามเจรญิ พาณิชย

จํากดั , ๒๕๓๗.
การศกึ ษานอกโรงเรยี น, กรม. ชุดวิชาวจิ ยั ทางการศกึ ษานอกโรงเรยี น การเกบ็ รวบรวมขอมลู

เพอ่ื การวิจัย. กรุงเทพฯ : บริษัทประชาชน จาํ กดั , ๒๕๓๘.
การศกึ ษานอกโรงเรียน, กรม. ชุดวชิ าวิจัยทางการศกึ ษานอกโรงเรยี น การวิเคราะหขอ มลู .

กรงุ เทพฯ : บริษทั ประชาชน จํากดั , ๒๕๓๘.
การศึกษาและพัฒนาตอเนอ่ื งสริ นิ ธร สถาบัน. กระบวนการจดั การศกึ ษานอกโรงเรียนและ

อัธยาศัย. เอกสารประกอบการอบรมวทิ ยากรกระบวนการจดั การศกึ ษาเพอ่ื เสรมิ สราง
ความเขมแขง็ ของชุมชน, นครราชสีมา : ๒๕๔๔.
เกรียงศักด์ิ หลิวจันทรพัฒนา. การวิเคราะหขอมูลทางการแพทยและสาธารณสุขดวย
คอมพิวเตอร. กรงุ เทพฯ : สาํ นกั พมิ พจฬุ าลงกรณมหาวทิ ยาลัย, ๒๕๓๘.
ชยนั ต วรรธณะภตู .ิ คมู อื การวิจยั เชิงคณุ ภาพเพอ่ื งานพฒั นา. ขอนแกน : สถาบันวิจัยเพื่อการ
พัฒนามหาวทิ ยาลัยขอนแกน , เอกสารอดั สาํ เนา.
ณัฐนรี ศรที อง. การเพิ่มศกั ยภาพภาวะความเปน ผนู าํ ในงานพฒั นาชมุ ชน. กรงุ เทพฯ : โอ เอส
พรนิ้ ตง้ิ เฮาส, ๒๕๕๒.
ใต, ศนู ยการศกึ ษานอกหอ งเรียนภาค. ชดุ วชิ าแผนแมบ ทชุมชน. สงขลา : เทมการพิมพ, ๒๕๔๘.

ทวีป ศริ ริ ัศม.ี การวางแผนพฒั นาและประเมนิ โครงการ. กรุงเทพฯ : สํานักงานกองทนุ สนบั สนุน
การวจิ ยั (สกว.), ๒๕๔๔.

66

เทคโนโลยีทางการศึกษา, ศนู ย ความหมายเกีย่ วกบั แผนงานโครงการ. กรุงเทพฯ : กราฟฟค โกร,
๒๕๔๕.

บรหิ ารงานการศกึ ษานอกโรงเรียน. สํานัก คูมอื การจัดกระบวนการเรียนรูเพอ่ื จดั ทาํ แผนชุมชน.
กรุงเทพฯ : รงั ษกี ารพมิ พ, ๒๕๔๖.

ปารชิ าติ วลัยเสถยี ร และคณะ. กระบวนการและเทคนคิ การทาํ งานของนักพฒั นา. กรุงเทพฯ :
สํานกั งานกองทุนสนบั สนนุ การวิจยั (สกว.), ๒๕๔๓.

สถาบนั พฒั นาการศกึ ษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื . คูมือการ
ทาํ วจิ ยั อยางงาย. อุบลราชธานี : บริษัท ยงสวัสด์ิอินเตอรก รปุ จาํ กดั , ๒๕๕๒.

สัญญา สัญญาวิวัฒน. ทฤษฎีและกลยุทธก ารพัฒนาสังคม. กรุงเทพฯ : สาํ นักพมิ พแ หง
จุฬาลงกรณม หาวิทยาลัย, ๒๕๔๓.

เสรี พงศพ ศิ . วิธีทาํ และวิธคี ิดแผนชีวติ เศรษฐกิจชมุ ชน. กรุงเทพฯ : ๒๕๔๖.
http://www.bic.moe.go.th/th/index.php?option=com_content&view=article&id=
๑๙๒&Itemid=๑๔๘
http://www.aseanthailand.org/index.php
http://blog.eduzones.com/offy/๕๑๗๔
http://www.geocities.com/jea_pat/
http://www.jd.in.th/e.learning/th๓๓๑๐๑/pan๐๘/t๓๐๕.๘๐๐๒.html.
http://www.tddf.or.th/tddf//:braly/doc/libraly-๒๐๐๗-๐๒-๒๘-๒๔๐.doc.
http://www.nmt.or.th/TOTOP/Lists/OTOP๒/AllItems.aspx.

67

ท่ีปรกึ ษา คณะผจู ัดทํา
นายสรุ พงษ จําจด
นายประเสริฐ หอมดี เลขาธิการ กศน.
นางตรนี ชุ สขุ สุเดช รองเลขาธิการ กศน.
ผูอํานวยการกลุมพัฒนาการศึกษานอกระบบ
นายวิเชียรโชติ โสอบุ ล และการศกึ ษาตามอัธยาศัย
นายทรงเดช โคตรสิน ผูอํานวยการ สถาบนั กศน.ภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
รองผูอํานวยการ สถาบนั กศน.ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือ

ผสู รปุ เน้อื หา ผอู ํานวยการ กศน.อําเภอมหาชนะชยั
นางกรรณิการ รอบคอบ ขา ราชการบํานาญ
นางอบเชย แกว สขุ ครู กศน.อาํ เภอมหาชนะชยั
นางพานชิ คําแพง ครู กศน.อําเภอมหาชนะชยั
นางสาวสาวติ รี แผน ศลิ า

ผตู รวจและบรรณาธกิ าร ครชู าํ นาญพเิ ศษ สถาบัน กศน.
นายสมชาย คําเพราะ ภาคตะวันออกเฉยี งเหนือ

ผพู มิ พต น ฉบบั เจาหนาที่ สถาบนั กศน.ภาคตะวนั ออกเฉียงเหนอื
นายกมั ปนาท ประชมุ แดง
กลมุ พัฒนาการศกึ ษานอกระบบ
ผูอ อกแบบปก และการศกึ ษาตามอัธยาศัย
นายศภุ โชค ศรรี ตั นศลิ ป

68


Click to View FlipBook Version