จิตวิทยา
สำหรับครู
PSYCHOLOGY
จิตวิทยาสำหรับครู
PSYCHOLOGY
เสนอ
อาจารย์เขมินต์ธาราภรณ์ บัวเพ็ญ
จัดทำโดย
นางสาวสุพิชญ์ชญาดา โสมดำ
รหัสนักศึกษา 6406910022
คณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
สาขาวิชา สังคมศึกษา
ภาคการศึกษาที่ 2 ปีการศึกษา 2564
คำนำ
เอกสารการสอนประกอบการสอนชุดนี้ จัดทำขึ้นเพื่ อประกอบการจัดการ
เรียนรู้ในรายวิชาจิตวิทยาสำหรับครู (Psychology for Teachers) รหัส
วิชา 600-106 สำหรับนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์และศิลปศาสตร์
มหาวิทยาลัยหาดใหญ่ ผู้สอนได้รวบรวมเนื้อหาเกี่ยวกับจิตวิทยาที่ครอบคลุม
คำอธิบายรายวิชาและจำเป็นสำหรับนักศึกษาครู ภายในเล่มนี้มีเนื้อหาสาระความ
รู้พื้ นฐานทางจิตวิทยาที่สำคัญ คือ ความหมายความสำคัญและขอบข่ายของ
จิตวิทยา พั ฒนาการของมนุษย์ พฤติกรรมของมนุษย์ กระบวนการเรียนรู้
ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ความจำของมนุษย์ ความคิดและเชาวน์
ปัญญา การรับรู้ จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กปกติ
การจัดการเรียนรู้สำหรับเด็กพิ เศษ แรงจูงใจ
การแนะแนว การให้คำปรึกษา การศึกษาเป็นรายกรณี การสร้างแรงบันดาลใจ
ใฝ่เรียน เนื้อหาสาระที่รวบรวมไว้ในเล่มนี้จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจในหลัก
จิตวิทยาที่จะนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนและในวิชาชีพครูในอนาคต
นอกจากเนื้อหาสาระแล้วผู้เรียนยังได้ฝึกปฏิบัติการทางจิตวิทยาด้านต่างๆ ที่
สอดคล้องกับเนื้อหาที่รวบรวมไว้นี้ ซึ่งจะทำให้นักศึกษารู้ เข้าใจ และนำไป
ประยุกต์กับการจัดการเรียนการสอนในอนาคตและชีวิตประจำวันได้
ในการรวบรวมเอกสารประกอบการสอนชุดนี้ ผู้เขียนขอขอบคุณ
เจ้าของเอกสาร ตำรา และงานวิจัย ที่ได้นำมาใช้อ้างอิงทำให้เอกสารประกอบกา
รสอนซุดนี้สมบูรณ์ ขอขอบคุณบุคคลผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้การรวบรวมใน
ครั้งนี้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทั้งในส่วนของการแนะนำ การช่วยเหลือ การให้กำลังใจ
และการให้โอกาส จนทำให้การจัดทำเอกสารประกอบการสอนชุดนี้สำเร็จ หวัง
เป็นอย่างยิ่งว่าเอกสารประกอบการสอนชุดนี้จะมีประโยชน์สำหรับนักศึกษาครู
และบุคคลที่มีความสนใจได้เป็นอย่างดี
สุพิชญ์ชญาดา โสมดำ
TABLE OF CONTENTS บทที่ 1 ความหมายความสำคัญและ
ขอบข่ายของจิตวิทยา 1
2
ความหมายของจิตวิทยา 4
จิตวิทยา คือ 6
ความสำคัญของจิตวิทยา
ขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษา 8
9
บทที่ 2 พัฒนาการมนุษย์ 13
14
พัฒนาการ คือ 15
ระยะพัฒนาการ 16
วัยเด็กตอนต้นหรือระยะวัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียน 17
วัยเด็กตอนกลางหรือระยะวัยเด็กเข้าโรงเรียน 17
วัยย่างเข้าวัยรุ่น 18
วัยรุ่น
วัยผู้ใหญ่
วัยกลางคน
วัยสูงอายุ
บทที่ 3 พฤติกรรมของมนุษย์ 19
20
ความหมายของพฤติกรรมมนุษย์ 21
รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ 22
การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์ 23
ซิกมันด์ ฟรอยด์ 23
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม 24
อริสโตเติล 24
สกินเนอร์
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในของตัว
มนุษย์และสิ่งแวดล้อม 24
อัลเบิร์ต แบนดูรา
TABLE OF CONTENTS ลักษณะความแตกต่างของพฤติกรรมมนุษย์
การพัฒนาพฤติกรรมของมนุษย์ 24
การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์ 24
พฤติกรรมของบุคคล 25
25
บทที่ 4 การเรียนรู้ของมนุษย์
26
ธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์ 26
อวัยวะรับการสัมผัสภายนอก 26
อวัยวะรับการสัมผัสภายใน 27
สัมผัสการทรงตัว
บทที่ 5 ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมมนุษย์ 29
29
ปัจจัยพื้ นฐานด้านจิตวิทยา 30
แรงจูงใจ 30
ทฤษฎีแรงจูงใจ 31
ทฤษฏีสัญชาติญาณ 31
ทฤษฏีแรงขับ 32
ทฤษฏีการตื่ นตัว 32
ทฤษฏีสิ่งจูงใจ 33
การเรียนรู้ 33
การวางเขื่อนไขแบบคลาสสิกของ พาฟลอฟ 33
การวางเขื่อนไขปฎิบัติการของ สกินเนอร์ 34
การเรียนรู้ด้วยการหยั่งเห็น
การเรียนรู้ทางสังคม
TABLE OF CONTENTS บทที่ 5 ความจำของมนุษย์
35
ความหมายของความจำ 35
กระบวนการจำของมนุษย์ 36
ความจำของมนุษย์มีขีดจำกัด
37
บทที่ 7 ความคิดและเชาวน์ปัญญา 38
38
ความหมายของการคิด 39
ความสำคัญของการคิด 39
กระบวนการของการคิด 40
ความหมายของเชาวน์ปัญญา 40
พัฒนาการของเชาวน์ปัญญา 41
ระดับเชาวน์ปัญญา
IQ
ระดับเชาวน์ปัญญากับความสามารถรับการศึกษา 42
ประกอบอาชีพและการปรับตัว
เชาวน์ปัญญากับความสำเร็จ
บทที่ 8 การรับรู้ (PERCEPTION) 44
44
การรับรู้ หมายถึง 45
กระบวนการของการรับรู้ 45
ลำดับขั้นของกระบวนการรับรู้ 46
กลไกของการรับรู้ 46
องค์ประกอบของการรับรู้ 47
ปัจจัยกำหนดการรับรู้
การรับรู้กับการเรียนรู้
TABLE OF CONTENTS บทที่ 9 จิตวิทยาการจัดการเรียนรู้
48
พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจะต้องเปลี่ยนไปอย่าง
ค่อนข้างถาวร
ประสบการณ์ทางตรง คือ 49
ความหมายของจิตวิทยาการเรียนรู้ 50
ความสำคัญของจิตวิทยาการจัดการเรียนรู้ 50
หลักการสำคัญ 51
ประโยชน์ของจิตวิทยา 51
แนวคิด 51
บทที่ 10 การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 52
และจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม 52
53
ความหมายของการเรียนรวม 53
ลักษณะของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 53
รูปแบบการศึกษาแบบเรียนรวม 53
หลักการแบบเรียนรวม 57
ปรัชญาของการศึกษาแบบเรียนรวม 57
หลักการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ 58
การจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม 59
60
บทที่ 11 แรงจูงใจ (MOTIVES)
แรงจูงใจ คือ
ความสำคัญของการจูงใจ
ลักษณะของแรงจูงใจ
TABLE OF CONTENTS บทที่ 12 การแนะแนว
61
ความหมายจิตวิทยาการแนะแนว 61
ความสำคัญของการแนะแนว 62
หลักการสำคัญของการแนะแนว 63
ประเภทของการแนะแนว 64
ประโยชน์ของการแนะแนว 65
ความมุ่งหมายของการแนะแนว
66
บทที่ 13 การให้คำปรึกษา 66
67
ความหมายบริการให้คำปรึกษา 68
หลักการที่สำคัญในการให้คำปรึกษา 69
วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา 70
ข้อควรคำนึงในการให้คำปรึกษา 70
คุณลักษณะของครูผู้ให้คำปรึกษา 70
ประเภทของการให้คำปรึกษา 71
การให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล 71-73
กระบวนการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
หลักพื้ นฐานของการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
บทที่ 14 การศึกษารายกรณี (CASE STUDY)
ความหมายของการศึกษารายกรณี 74
วัตถุประสงค์ของการศึกษารายกรณี 74
การคัดเลือกนักเรียนเพื่ อทำการศึ กษารายกรณี 75
ลำดับขั้นของการทำการศึกษารายกรณี 75
ตัวอย่างการเขียนรายงานการศึกษารายกรณี 77-81
บทที่ 15 การสร้างแรงบันดาลใจใฝ่เรียน 83-85
86-88
วิธีการที่ 1
วิธีการที่ 2
หน้า 1
บทที่1 ความหมายความสำคัญ
และขอบข่ายของจิตวิทยา
1. ความหมายของจิตวิทยา
จิตวิทยา มาจากคำในภาษาอังกฤษว่า Psychology ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ
คือ Psyche หมายถึง จิตวิญญาณ (mind, soul) กับคำว่า Logos หมายถึง ศาสตร์ วิชา
วิทยาการ (science, study) (กันยา สุวรรณแสง, 2542, หน้า 11)
จิตวิทยา หมายถึง วิชาว่าด้วยจิต วิทยาศาสตร์แขนงหนึ่งว่าด้วยปรากฏการณ์
พฤติกรรม และกระบวนการของจิต (ราชบัณฑิตยสถาน, 2542, หน้า 312)
จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ที่ว่าด้วยพฤติกรรม โดยเน้นพฤติกรรมทางจิตของบุคคล
ทั่วไป (ปราณี รามสูต, 2542, หน้า 2)
จิตวิทยา คือ การศึกษาพฤติกรรมกระบวนทางจิตเชิงปรนัย เป็นศาสตร์ที่มีขอบเขต
กว้างขวาง เป็นองค์ความรู้ทั้งเชิงศิลปศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คลอบคลุมทุกด้านเกี่ยวกับ
ชีวิตมนุษย์ทั้งทางกาย สังคม อารมณ์ จิตใจ ความคิดสติปัญญา จุดมุ่งหมายสำคัญของการ
ศึกษาศาสตร์สายนี้คือ เพื่อที่จะเข้าใจ อธิบาย ทำนาย พัฒนาและควบคุมพฤติกรรมด้านต่าง ๆ
(จิราภา เต็งไตรรัตน์ และคนอื่น ๆ, 2550, หน้า 29)
หน้า 2
จิตวิทยาเป็นวิชาที่มุ่งศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ โดยใช้ระเบียบวิธีการศึกษาทาง
วิทยาศาสตร์ (เติมศักดิ์ คทวณิช, 2546, หน้า 12)
จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาค้นคว้าเพื่อนำข้อมูลต่าง ๆ ความรู้ที่ได้จากแนวคิดทฤษฎี และ
การทดลองนำมาเสนอเพื่ ออธิบายและควบคุมพฤติกรรมทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ของมนุษย์ (สุปราณี สนธิรัตน์ และคณะ, 2537, หน้า 1)
จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม และกระบวนการทางจิตซึ่งหมายถึง ทั้ง
พฤติกรรมภายนอก พฤติกรรมภายใน โดยที่บุคคลอาจจะไม่รู้ตัวเลยก็ได้ (วิไลวรรณ
ศรีสงคราม และคณะ, 2549, หน้า 2)
จิตวิทยา (psychology) คือ การศึกษาเรื่องของจิตใจ พฤติกรรมและสภาพแวดล้อมของ
คนและสัตว์โดยวิธีการทดลอง สังเกต สำรวจอย่างเป็นวิทยาศาสตร์ มักเน้นการศึกษาแต่ละ
คนหรือกลุ่มเล็ก ๆ มากกว่า แบ่งเป็นแขนงต่าง เช่น จิตวิทยาการทดลอง (experimental
psychology) เน้นวิธีการศึกษากระบวนการทางจิตใจและพฤติกรรมอย่างเป็นวิทยาศาสตร์
จิตวิทยาสังคม จิตวิทยาการศึกษา จิตวิทยาอาชีพ จิตวิทยาคลินิก (วิทยากร เชียงกูล,
2552, หน้า 191)
1.1 จิตวิทยา คือ
(1) ศาสตร์สาขาหนึ่งที่ศึกษาพฤติกรรม การกระทำ หรือกระบวนการทางจิตใจ
(2) ศาสตร์ที่ว่าด้วยพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ
ทั้งหมดของชีวิต รวมถึงระบบของร่างกายที่เกี่ยวกับพฤติกรรม การทำงานของประสาท
สัมผัสและการเคลื่อนไหว ปฏิสัมพันธ์ทางสังคม พัฒนาการ ปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่ง
แวดล้อม กระบวนการทางปัญญาที่อยู่ในจิตสำนึกและจิตใต้สำนึกสุขภาพจิตและความผิดปกติ
ทางจิต พลวัตของพฤติกรรม การสังเกต การทดสอบ และการทดลอง การประยุกต์ความรู้
ทางจิตวิทยา เช่น การจ้างงาน การจัดการศึกษา เรื่องเกี่ยวกับจิตบำบัด และพฤติกรรมของ
ผู้บริโภค (ราชบัณฑิตยสถาน, 2550, หน้า 323-324)
จิตวิทยา เป็นวิชาที่ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับวิญญาณหรือจิตใจของสิ่งมีชีวิต
(กระบวนการของจิต) สมอง หรือกระบวนความคิดและพฤติกรรมของมนุษย์ ด้วย
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ซึ่งครอบคลุมถึงอารมณ์ การนึกคิด รับรู้พฤติกรรมและ
ปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ (สงกรานต์ ก่อธรรมนิเวศน์, 2552, หน้า 300)
หน้า 3
จิตวิทยา คือ ศาสตร์แขนงหนึ่งซึ่งศึกษาถึงเรื่องราวของพฤติกรรมของมนุษย์
เนื้อหาวิชาของจิตวิทยานั้นผิดแผกแตกต่างกันไปตามแต่แขนงวิชาของจิตวิทยา จิตวิทยาบาง
แขนงเน้นศึกษาในเรื่องหนึ่ง ส่วนจิตวิทยาแขนงหนึ่งอาจเน้นไปศึกษาอีกเรื่องหนึ่งก็ได้
จิตวิทยาอาจหมายถึง วิชาการที่ศึกษาถึงกระบวนการของจิตใจ หรือศึกษาถึงกระบวนการ
ของตัวตน หรือการกระทำก็ได้ จิตวิทยาแตกแยกออกไปเป็นหลายพวกหลายสกุล การจัด
จำแนกสกุลจิตวิทยาอาจจะทำได้หลายทัศนะ แต่ละทัศนะก็มีหลักยึดในการจัดจำแนกแตกต่าง
กัน เช่น การจำแนกสกุลจิตวิทยาโดยถือเอาระบบและระเบียบวิธีการศึกษาเป็นเกณฑ์ การ
จำแนกสกุลจิตวิทยาโดยถือเอาลักษณะธรรมชาติของข้อมูลทางจิตวิทยาเป็นหลัก และการ
จำแนกสกุลจิตวิทยาโดยถือเอาอินทรีย์ที่มุ่งศึกษาเป็นเกณฑ์ (เดโช สวนานนท์, 2520, หน้า
203)
จิตวิทยา เป็นศาสตร์ที่ศึกษาเรื่อง พฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ที่เกี่ยวข้องกับสิ่ง
แวดล้อมซึ่งสามารถวัดได้ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ และการรวบรวมข้อมูลอย่างมีหลักเกณฑ์เป็น
ระเบียบ ระบบ สมัยโบราณ จิตวิทยา หมายถึง การศึกษาเกี่ยวกับจิตเนื่องจากเห็นว่า จิตของ
มนุษย์เป็นสิ่งสำคัญที่ทำให้บุคคลมีพฤติกรรมแตกต่างกันและต่างไปจากสัตว์หรือชีวิตอื่น ๆ
ต่อมาภายหลังจากการพัฒนาและความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะความรู้
ทางสรีรวิทยา แนวการศึกษาทางจิตวิทยาจึงเปลี่ยนมาที่การกระทำของบุคคล และธรรมชาติ
ของมนุษย์ (ทรงพล ภูมิพัฒน์, 2538, หน้า 24)
สรุปความหมายของจิตวิทยา คือ วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรม หรือกิริยาอาการ
ของมนุษย์รวมถึงความพยายามที่จะศึกษาว่ามีอะไรบ้างหรือตัวแปรใดบ้าง ในสถานการณ์ใดที่
เกี่ยวข้องกับการทำให้เกิดพฤติกรรมต่าง ๆ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวจะทำให้สามารถคาดคะเน หรือ
พยากรณ์ได้โดยใช้แนวทางหรือวิธีการทางวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือช่วยในการวิเคราะห์
จิตวิทยา (อังกฤษ: psychology) คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการ
ของจิต) , กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
เนื้อหาที่นักจิตวิทยาศึกษาเช่น การรับรู้ (กระบวนการรับข้อมูลของมนุษย์) , อารมณ์,
บุคลิกภาพ, พฤติกรรม, และรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล จิตวิทยายังมีความหมาย
รวมไปถึงการประยุกต์ใช้ความรู้กับกิจกรรมในด้านต่าง ๆ ของมนุษย์ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน
(เช่นกิจกรรมที่เกิดขึ้นในครอบครัว, ระบบการศึกษา, การจ้างงานเป็นต้น) และยังรวมถึงการ
ใช้ความรู้ทางจิตวิทยาสำหรับการรักษาปัญหาสุขภาพจิต นักจิตวิทยามีความพยายามที่จะ
ศึกษาทำความเข้าใจถึงหน้าที่หรือจุดประสงค์ต่าง ๆ ของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากตัวบุคคลและ
พฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสังคม ขณะเดียวกันก็ทำการศึกษาขั้นตอนของระบบประสาทซึ่งมีผลต่อ
การควบคุมและแสดงออกของพฤติกรรม
หน้า 4
2. ความสำคัญของจิตวิทยา
"จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษาเกี่ยวกับ
พฤติกรรมมนุษย์ ดังนั้นผู้ศึกษาวิชาจิตวิทยาจึง
สามารถนำเอาความรู้ไปใช้ได้อย่างกว้างขวางไม่
ว่าจะเป็นครอบครัวและสถานที่ทำงานตลอดจน
มีความสำคัญต่อการประกอบอาชีพต่างๆทั้งนี้
เพราะหลักการทางจิตวิทยาสามารถนำไป
ประยุกต์ใช้ได้กับงานต่างๆมากมายความสำคัญ
และคุณค่าของวิชาจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกับชีวิต
มนุษย์ในด้านต่างๆ "
1. จิตวิทยาช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจตนเอง
โดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นมักให้ความสนใจตนเอง
มากกว่าผู้อื่นและ อยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับตนเองการ
ศึกษาจิตวิทยาซึ่งให้คำตอบเกี่ยวกับ ธรรมชาติของมนุษย์
ในแง่มุมต่างๆจึงช่วยให้ผู้ศึกษานำไปเปรียบเทียบกับ
ตนเองและเกิดความเข้าใจตนเองไปด้วย นอกจากนี้ยัง
ช่วยให้มนุษย์รู้จัก ยอมรับตนเองและได้แนวทางในการ
จัดการกับตนเองอย่างมีประสิทธิภาพมาก ขึ้นเช่นอาจเป็นการปรับตัวพัฒนาตนหรือเลือกเส้น
ทางชีวิตที่เหมาะสมกับตนเอง เป็นต้น
2. จิตวิทยาช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจผู้อื่น
ศาสตร์ทางจิตวิทยาซึ่งเป็นข้อสรุปธรรมชาติ
พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่ นอกจากช่วยให้ผู้
ศึกษาเกิดความเข้าใจพฤติกรรมของบุคคลทั่วไป
แล้วยังเป็น แนวทางให้เข้าใจพฤติกรรมของผู้ที่
อยู่แวดล้อมด้วยอันอาจจะเป็นบุคคลใน ครอบครัว
กลุ่มเพื่อน กลุ่มบุคคลภายนอก ความเข้าใจดัง
กล่าวส่งผลให้เกิด การยอมรับในข้อดีข้อจำกัด
ของกันและกันช่วยให้มีการปรับตัวเข้าหากัน
และ ยังช่วยการจัดวางตัวบุคคลให้เหมาะสมกับงานหรือการเรียน หรือกิจกรรม ต่างๆได้ดี
มากขึ้น
หน้า 5
3. จิตวิทยาช่วยให้ได้แนวทางในการวางกฎเกณฑ์ทางสังคม
เช่น กฎหมายบ้านเมือง ระเบียบปฏิบัติบางประการ มักเกิดขึ้นหรือถูก ยกร่าง ขึ้นโดยอาศัย
พื้นฐานความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติพฤติกรรมของ มนุษย์ ตัวอย่างเช่น จิตวิทยาที่ช่วย
ให้เกิดความเข้าใจในเรื่องความต้องการ การยอมรับ ความต้องการสิทธิ เสรีภาพ และความ
เสมอภาคของคน ส่งผลให้ เกิดกฎหมายว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ การจัดให้มีวันเด็กแห่ง
ชาติ ปีสากล สำหรับผู้สูงอายุ หรือเกิดองค์กรบางลักษณะที่ทำงานในด้านการให้โอกาสที่
เท่าเทียมกันสำหรับบุคคลบางกลุ่ม หรือสำหรับผู้ด้อยโอกาสบางประเภท หรือ แม้แต่การจัด
ให้มีการแข่งขันกีฬานานาชาติสำหรับคนพิการก็จัดเป็นส่วนหนึ่ง ของการนำความรู้เรื่อง
จิตวิทยาสำหรับผู้มีลักษณะพิเศษมาเป็นแนวทางปฏิบัติ บางประการทางสังคม นอกจากนั้น
จิตวิทยายังมีผลต่อกฎหมายว่าด้วยการ พิจารณาความผิดทางกฎหมายบางลักษณะโดยมี
การนำสามัญสำนึกมาร่วม พิจารณาความผิดของบุคคล เช่น กฎกมายว่าด้วยการกระ
ทำความผิดของผู้ เยาว์ หรือ ผู้ที่มีสุขภาพจิตบกพร่องที่กระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือ
โดย เพราะความผิดปกติทางจิตใจซึ่งจิตวิทยาจะช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจ ความผิด
ปกติต่างๆเหล่านั้นได้มากกว่าศาตร์สาขาอื่นช่วยให้การพิจารณา บุคคลหรือการวางเกณฑ์
ทางสังคมเป็นไปอย่างสมเหตุสมผลมากขึ้น
4. จิตวิทยาช่วยบรรเทาปัญหาพฤติกรรม และปัญหาสังคม
ความรู้ทางจิตวิทยาในบางแง่มุมช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความเข้าใจใน อิทธิพลของ สิ่งเร้า และ
สิ่งแวดล้อมทีมีผลต่อการหล่อหลอมบุคลิกภาพบาง ลักษณะ เช่น ลักษณะ ความเป็นผู้
หญิง ลักษณะความเป็นผู้ชาย ลักษณะผิด เพศบางประการ รวมไปถึงอิทธิพลของ
สื่อมวลชนบางประเภท รายการ โทรทัศน์บางลักษณะที่ส่งผลให้เด็กเกิด พฤติกรรมก้าวร้าว
อยากทำลาย หรือ เกิดความเชื่อที่ผิด หรือเกิดการลอกเรียนแบบอัน ไม่เหมาะสม ซึ่งมีผลก
ระ ทบต่อการกระทำในเชิงลบฯลฯ เป็นต้น จากความเข้าใจดังกล่าวนี้นำไปสู่การ คัด
เลือกสรร สิ่งที่นำเสนอเนื้อหาทางสื่อมวลชนให้เป็นไปทางสร้างสรรค์เพื่อ เสริมสร้าง
พฤติกรรมของเด็กและผู้ใหญ่ในสังคมอย่างเหมาะสม นอกจากนั้น จากคำอธิบายของ
จิตวิทยาในเรื่องของเจตคติของบิดามารดาบางประการที่ ส่งผลให้เด็กมีลักษณะลักเพศก็
อาจจะเป็นแนวคิดแก่บิดามารดาในการปรับ พฤติกรรมการเลี้ยงดูเพื่อให้เด็กเจริญเติบโต
อย่างเหมาะสมต่อไปอันนับ เป็นการบรรเทาปัญหาพฤติกรรมและปัญหาสังคมไปได้บ้าง
หน้า 6
5. จิตวิทยาช่วยส่งเสริมพั ฒนาคุณภาพชีวิต
ความรู้ทางจิตวิทยาที่ว่าด้วยการเลี้ยงดูในวัยเด็กอันมี
ผลต่อบุคคลเมื่อเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ส่งผลให้เกิด
ความพยายามในการสร้างรูปแบบการเลี้ยง ดูที่เหมาะสม
เพื่อเสริมสร้างพัฒนาคนทั้งกาย อารมณ์ สังคมและสติ
ปัญญา เพื่ อให้ได้คนดีมีประสิทธิภาพหรือคนที่มี
คุณลักษณะอันพึ งปรารถนาของสังคมนั้นๆและจิตวิทยา
ยังช่วยให้ผู้ศึกษารับรู้โดยเร็วเกี่ยวกับสัญญาณเตือน ภัยในพฤติกรรมผิดปกติต่างๆอันนำไป
สู่การแก้ปัญหาและป้องกันปัญหา พฤติกรรม รวมทั้งการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมบางลักษณะ
ที่ไม่เหมาะสมของบุคคลจึงกล่าวได้ว่าจิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ช่วยเสริมสร้างพั ฒนาคุณภาพ
ชีวิตได้ อีกศาสตร์หนึ่ง
3. ขอบข่ายของจิตวิทยาการศึกษา
1.จิตวิทยาทั่วไป (General Psychology)
ศึกษาเกี่ยวกับพฤติกรรมทั่วไปของมนุษย์การรับรู้ การเรียนรู้ อารมณ์ ความรู้สึก
สติปัญญา ประสาทสัมผัส เป็นต้น จิตวิทยาสาขาพื้นฐานของการเรียนจิตวิทยาสาขาอื่นต่อไป
2.จิตวิทยาพั ฒนาการ (Developmental Psychology)
ศึกษาเกี่ยวกับลำดับขั้นตอนของพั ฒนาการเจริญเติบโตในแต่ละวัยต่างๆของมนุษย์
ตั้งแต่ปฏิสนธิจนถึงวัยชรา
3.จิตวิทยาสังคม (Social Psychology)
ศึกษาเกี่ยวกับบทบาทความสัมพั นธ์และพฤติกรรมของบุคคลในกลุ่มสังคมปฏิกิริยาตอบ
สนองของบุคคลที่อยู่รวมกัน เจตคติและความคิดเห็นของกลุ่มชน
4.จิตวิทยาการทดลอง (ExperimentalPsychology)
ศึกษาเกี่ยวกับระบบประสาทและพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ในห้องทดลอง
5.จิตวิทยาการแนะแนว(Guidance Psychology)
นักจิตวิทยาแนะแนวทำหน้าที่ให้คำแนะนำ ให้แนวทาง และให้คำปรึกษาสถานศึกษากับนักเรียน
นักศึกษา เพื่อให้ความช่วยเหลือผู้มีปัญหาด้านการปรับตัว ปัญหาการเรียน และปัญหาส่วน
ตัวอื่นๆ
หน้า 7
6.จิตวิทยาคลีนิค (Clinical Psychology)
นักจิตวิทยาคลินิกทำงานในโรงพยาบาลที่มีคนไข้โรคจิต สถาบันเลี้ยงเด็กปัญญาอ่อน
หรืออาจเปิดเป็นคลินิกส่วนตัวก็ได้
7.จิตวิทยาประยุกต์ (Applied Psychology)
เป็นการนำหลักการทางจิตวิทยามาใช้ประโยชน์ในสาขาวิชาชีพต่างๆ เช่น ธุรกิจอุตสาหกรรม
การแพทย์ การทหาร เป็นต้น
8.จิตวิทยาอุตสาหกรรม (Industrial Psychology)
ศึกษาเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการทำงาน ผลกระทบของสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการทำงาน
แรงจูงใจในการทำงาน การคัดเลือกคนงาน การประเมินผลงาน
9.จิตวิทยาการศึกษา (Educational Psychology)
ศึกษาสิ่งที่เกี่ยวกับงานด้านการเรียนการสอน การเรียนรู้ของผู้เรียนเป็นวิชาที่สำคัญสำหรับ
ครูและนักการศึกษา
10.จิตวิทยาการทดลอง (ExperimentalPsychology)
มีการศึกษาโดยการทดลองกับมนุษย์และสัตว์ทั้งในสภาพแวดล้อมทั่วไปและในห้องปฏิบัติการ
วิธีการศึกษาส่วนใหญ่ใช้การสังเกต
หน้า 8
บทที่2 พั ฒนาการของมนุษย์
การพัฒนามนุษย์เป็นหน้าที่และภารกิจที่สำคัญของทุกองค์กร ทุกสถาบัน เช่น ครอบครัว
โรงเรียน วิทยาลัย มหาวิทยาลัย บริษัท สมาคม ฯลฯ และทุกคน ซึ่งจะต้องตระหนักให้
ความสำคัญถือว่าเป็นหน้าที่ที่ต้องทำให้ดีให้สัมฤทธิผลให้ได้ โดยเน้นการพัฒนาตนเอง
แต่ละครอบครัว จะต้องพัฒนาสมาชิกภายในครอบครัวและร่วมมือกับองค์กรสถาบันอื่น ๆ
ทุกคนจะพัฒนาตนเองและร่วมมือพัฒนาองค์กร สถาบันต่าง ๆ ด้วย
การพัฒนามนุษย์ไม่ใช่เรื่องง่าย จำเป็นต้องอาศัยความรู้ ใช้ความเพียร ใช้ปัญญา
คิดวิธีการใช้แนวคิดต่าง ๆ ที่กล่าวมาร่วมในการพัฒนา ควรสร้างความภาคภูมิใจเมื่อมี
โอกาสพัฒนาบุคคล เห็นความเจริญก้าวหน้าของผู้ที่เราพัฒนามีแนวคิดในการพัฒนา
มนุษย์
พั ฒนาการ คือ
การเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ เช่น ร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาของบุคคลอย่างมี
ขั้นตอนและเป็นระเบียบแบบแผน โดยจะเป็นการเปลี่ยนแปลงในเชิงคุณภาพ เพื่อให้บุคคล
นั้นพร้อมจะแสดงความสามารถในการกระทำกิจกรรมใหม่ที่เหมาะสมกับวัย
หน้า 9
ระยะพั ฒนาการ
พัฒนาการของมนุษย์แบ่งตามช่วงอายุได้เป็น 8 ระยะ ดังนี้
(สุชา จันทน์เอม, 2536, น. 2-3)
1. ระยะก่อนเกิด (Prenatal stage) คือตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงระยะคลอด
2. วัยทารก เริ่มตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 2 ปี
3. วัยเด็ก เริ่มตั้งแต่อายุ 2 – 12 ปี
4. วัยย่างเข้าสู่วัยรุ่น ปกติหญิงเฉลี่ยมีอายุ 12 ปี ชายเฉลี่ยมีอายุ 14 ปี
5. วัยรุ่น ตั้งแต่อายุ 14 – 21 ปี
6. วัยผู้ใหญ่ ตั้งแต่อายุ 21 – 40 ปี
7. วัยกลางคน ตั้งแต่อายุ 40 – 60 ปี
8. วัยสูงอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป
1.ระยะก่อนเกิด (Prenatal stage)
คือตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิจนถึงระยะคลอด
พัฒนาการในระหว่างการตั้งครรภ์แบ่งได้เป็น 3
ระยะ ดังนี้ (ทิพย์ภา เชษฐ์เชาวลิต, 2541,
น. 26-30 ; สุชา จันทน์เอม, 2540, น. 50-57)
1. ระยะไซโกตหรือระยะที่ไข่ผสมแล้ว (period of the zygote or ovum) นับเริ่มตั้งแต่
การปฏิสนธิจนถึงสัปดาห์ที่ 2 ปกติการฝังตัวจะเกิดขึ้นภายใน 10 วันนับตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ
หน้า 10
2. ระยะตัวอ่อน (the embryo) เริ่มตั้งแต่ zygote
เคลื่อนตัวมาเกาะที่ผนังมดลูก ประมาณสัปดาห์ที่ 2 จน
กระทั่งถึงสัปดาห์ที่ 8 ระยะนี้ถือเป็นระยะสำคัญที่สุดของ
ทารกในครรภ์ ตัวอ่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงอย่าง
รวดเร็วและชัดเจน อวัยวะและระบบการทำงานใน
ร่างกายจะพัฒนาขึ้น เช่น ระบบประสาท ระบบหายใจ
ระบบทางเดินอาหาร และอวัยวะต่างๆ สุขภาพของ
มารดาขณะตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่มีความสำคัญมากที่สุด
ในระยะนี้ ทั้งในเรื่องของการฝากครรภ์ การดูแลตนเองในขณะตั้งครรภ์ สภาพจิตใจ อารมณ์
ของมารดา โรคต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น สารพิษ ยา หรืออาหารที่มารดารับประทานจะส่งผลต่อ
พัฒนาการของทารกหรืออาจทำให้ทารกที่จะเกิดมาพิการได้ ระยะนี้จึงถือเป็นระยะวิกฤต หาก
เด็กไม่สามารถปรับตัวมีชีวิตอยู่ในครรภ์ได้ ก็จะถูกขับออกมาหรือที่เรียกว่า เกิดการแท้ง
3. ระยะชีวิตใหม่หรือระยะที่เป็นตัวเด็ก (fetus period) เริ่มตั้งแต่สัปดาห์ที่ 8 จนกระทั่ง
คลอด ระยะนี้เป็นระยะที่เปลี่ยนจากตัวอ่อน (embryo) มาเป็นทารก (fetus) มารดาจะรู้สึกว่า
มีทารกอยู่ในครรภ์ โดยจะเริ่มรู้สึกว่าทารกมีการเคลื่อนไหวในสัปดาห์ที่ 16 เป็นระยะที่ใช้เวลา
นานที่สุด สัดส่วนโครงสร้างของร่างกาย อวัยวะและระบบต่าง ๆ ของร่างกายสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
การเจริญเติบโตจะเป็นไปอย่างรวดเร็วประมาณ 20 เท่าของตอนเป็นตัวอ่อน เริ่มมีการสร้าง
ขน ผม เล็บ และอวัยวะสืบพันธุ์ภายนอก กระดูกจะแข็งแรงขึ้น ช่วงนี้มารดาต้องบำรุง
ร่างกายด้วยการรับประทานแคลเซียมให้มากกว่าเดิม เพราะทารกจะเอาแคลเซียมจากมารดา
มาสร้างกระดูกของตนเอง การเคลื่อนไหวของลำไส้จะพัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสัปดาห์ที่
38 จะมีความสมบูรณ์เต็มที่พร้อมจะออกจากครรภ์มารดา
2.วัยทารก เริ่มตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 2 ปี
วัยทารกเป็นวัยที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการวางรากฐานของชีวิต วัยนี้เริ่มตั้งแต่คลอดออก
จากครรภ์มารดาจนถึงประมาณ 2 ปีแรกของชีวิต หลังจากที่คลอดออกมาจากครรภ์มารดา
แล้ว ทารกจะต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพแวดล้อมใหม่เพื่อจะได้ดำรงชีวิตอยู่ต่อไปให้ได้
นอกจากการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่แล้ว สิ่งที่สำคัญอีกประการหนึ่งในวัยทารก คือ
บุคคลรอบข้างของเด็ก ได้แก่ มารดาหรือผู้เลี้ยงดู ซึ่งดูแลให้อาหาร ให้ความรักความอบอุ่น
สัมผัสอุ้มชูด้วยความรัก และทำความสะอาดร่างกายให้ ทารกจะได้เรียนรู้การสร้างความ
สัมพันธ์กับบุคคลอื่นเป็นครั้งแรกในวัยนี้ ซึ่งทักษะการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นนี้จะเป็น
ทักษะที่สำคัญในการสร้างความสัมพั นธ์ที่ดีกับบุคคลอื่นในสังคมต่อไปในอนาคต
หน้า 11
พั ฒนาการด้านร่างกาย
วัยทารกจะมีการเปลี่ยนแปลง ทางด้านโครงสร้างของร่างกายและการรู้จักใช้อวัยวะต่างๆ
อย่างรวดเร็ว ทางการเคลื่อนไหว การใช้กล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส ทารกที่อยู่ในช่วงนี้
จึง ไม่ค่อยจะอยู่นิ่งชอบสำรวจสิ่งแวดล้อม
พั ฒนาการทางสติปัญญา
สิ่งที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนาสติปัญญาในวัยนี้ ได้แก่ โอกาสที่เด็กจะได้เล่นเพราะการเล่น
เป็นการส่งเสริมความเข้าใจสิ่งแวดล้อม ความสามารถที่จะเข้าใจภาษาและใช้ภาษาที่ทำให้ผู้
อื่นเข้าใจ พัฒนาการของกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัส เพราะระยะนี้เด็กเรียนรู้สิ่งต่างๆ โดย
อาศัยกล้ามเนื้อและประสาทสัมผัสเป็นสื่อเป็นส่วนใหญ่ การที่เด็กได้มีโอกาสจับ เห็น ได้ยิน
สิ่งเหล่านี้จะช่วยพั ฒนาสติปัญญาอย่างมาก
พั ฒนาการทางอารมณ์
อารมณ์ของเด็กในวัยนี้จะเปลี่ยนแปลงง่ายรวดเร็วขึ้นอยู่กับสิ่งเร้า อารมณ์โกรธมีมากกว่า
อารมณ์อื่นๆ เพราะเป็นระยะที่เด็กพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง พยายามฝึกฝนตนเองเพื่อ
ให้สามารถช่วยตนเอง อารมณ์กลัวเกิดมากเป็นอันดับสองรองจากอารมณ์โกรธอารมณ์
อยากรู้อยากเห็นเป็นอีกอารมณ์หนึ่งที่มีค่อนข้างมากเกิดจากความต้องการรู้จักสิ่งแวดล้อม
อารมณ์ประเภทนี้มีประโยชน์ต่อการพัฒนาสติปัญญา ถ้าบิดามารดาส่งเสริมให้ถูกวิธีจะช่วย
ส่งเสริมการพั ฒนาทางด้านสติปัญญาได้
หน้า 12
พั ฒนาการทางสังคม
หมายถึง พฤติกรรมที่เด็กสร้างความสัมพันธ์
กับบุคคลต่างๆ ตั้งแต่ บิดามารดาหรือผู้เลี้ยงดู
ขยายออกไปยังสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัว
บุคคลอื่นๆ ในชุมชน ในโรงเรียนและในสังคมที่
ตนเองเป็นสมาชิก พฤติกรรมทางสังคมของ
แต่ละบุคคลจะแสดงออกมาอย่างไร ขึ้นอยู่กับ
อิทธิพลต่างๆหลายประการที่บุคคลเรียนรู้และได้
รับในวัยทารก
เช่น ความรู้สึกที่เกิดขึ้นขณะที่เด็กได้รับอาหารการได้รับอาหารเป็นเรื่องที่สำคัญมากสำหรับ
เด็กในวัยนี้ ฟรอยด์เชื่อว่าความสุขของคนในระยะนี้อยู่ที่การได้กินอาหาร ดังนั้นถ้าเด็กไม่มี
ความสุขอย่างเพี ยงพอเกี่ยวกับการกินอาหารจะส่งผลกระทบไปถึงการพั ฒนาการทางสังคม
และพัฒนาการทางอารมณ์ด้วย ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลต่างๆ ภายในบ้าน ความ
สัมพันธ์ระหว่างบุคคลในบ้านทั้งในแง่ดีและไม่ดีจะเป็นรอยประทับไว้ในจิตใจของเด็ก โดยที่
เด็กไม่รู้สึกตัว เด็กจะเรียนรู้และเลียนแบบความสัมพันธ์เหล่านี้ไปปฏิบัติในชีวิตอนาคต การ
ฝึกหัดให้เด็กรู้สึกเคารพระเบียบกฎเกณฑ์ต่างๆ เป็นรากฐานที่สำคัญของพฤติกรรมทาง
สังคมในการอยู่ร่วมกับบุคคลอื่น
พั ฒนาการทางภาษา
ทารกแรกเกิดใช้การร้องไห้การทำเสียงที่ยังไม่เป็นภาษาเป็นเครื่องสื่อความหมาย การฝึกใน
การพู ดภาษาของเด็กอาศัยการเรียนรู้และการเลียนแบบ
หน้า 13
3.วัยเด็ก เริ่มตั้งแต่อายุ 2 – 12 ปี
แบ่งออกเป็น 2 ช่วงอายุ ได้แก่
1. วัยเด็กตอนต้นหรือระยะวัยเด็กก่อนเข้าโรงเรียน
เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 2 ขวบ จนถึง 6 ขวบ
พั ฒนาการทางร่างกาย
ในช่วงวัยนี้จะมีพั ฒนาการค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับระยะวัยทารกสัดส่วนของร่างกายจะค่อยๆ
เปลี่ยนไป ฉะนั้นจึงเป็นระยะที่เหมาะที่สุดที่จะฝึกได้เล่นกีฬาประเภทเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เหมาะ
กับกำลังของเด็ก ซึ่งจะช่วยการเรียนรู้และพัฒนาพฤติกรรมด้านอารมณ์ สังคม และสติ
ปัญญา
พั ฒนาการทางอารมณ์
เด็กในวัยนี้จะมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่าเด็กในวัยทารก ดื้อรั้นเอาแต่ใจ เจ้าอารมณ์ในระยะ
นี้เด็กโกรธง่ายเนื่องจากอยากเป็นตัวของตัวเอง ความสำเร็จในการเป็นตัวของตัวเองได้
สมใจ
พั ฒนาการทางภาษา
ในระยะนี้เด็กใช้ภาษาพู ดได้แล้วแต่ยังไม่ถูกต้องสมบูรณ์ดีเท่าผู้ใหญ่ เด็กจะพัฒนาความ
สามารถในการใช้ภาษาจนใช้งานได้ดีในช่วงระยะวัยเด็กตอนต้น เมื่อสิ้นสุดระยะนี้ไม่ว่าเด็กชา
ติไหนสามารถพู ดภาษาแม่ของตนได้ดีเท่าผู้ใหญ่ วัย 6 ขวบเป็นระยะสุดท้ายของพัฒนาการ
ภาษาพู ด (Speech) นอกจากภาษาพู ดแล้วเด็กบางคนเริ่มพัฒนาภาษาเขียนและเริ่มอ่าน
หนังสือ
หน้า 14
พั ฒนาการทางสังคม
เด็กจะเริ่มรู้จักเข้าหาผู้อื่น เริ่มแสวงหาเพื่อนร่วม
วัยเดียวกัน เด็กหญิงและเด็กชายเริ่มมองเห็น
ความแตกต่างระหว่างเพศ (Sex Difference)
เริ่มตระหนักว่าตนเป็นเพศหญิงหรือชาย และ
ควรจะประพฤติตนอย่างไรจึงจะสมกับเป็นผู้
หญิง หรือสมกับเป็นผู้ชาย (Sexual Typing)
การเรียนรู้เหล่านี้ นอกจากเด็กจะเรียนด้วย
อาศัยการสังเกตและการเลียนแบบแล้วยังถูก
อบรมแนะนำจากผู้ใหญ่ด้วย
พั ฒนาการทางศีลธรรมจรรยาและค่านิยม
ความนึกคิดเกี่ยวกับอะไรถูกผิด เด็กยังคิดเห็นเป็นเหตุผลด้วยตนเองไม่ได้ ยังต้องอาศัยผู้
อบรมเลี้ยงดูให้คำแนะนำแต่ที่สำคัญยิ่งกว่าคำแนะนำก็คือการทำเป็นแบบอย่างเพื่ อให้เด็ก
เลียนแบบ
2.วัยเด็กตอนกลางหรือระยะวัยเข้าโรงเรียน
เริ่มต้นตั้งแต่อายุ 6 ขวบ จนถึง 12 ขวบ
พั ฒนาการทางร่างกาย
เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ในระหว่างนี้เป็นระยะที่เด็กหญิงโตเร็วกว่าเด็กชายวัยเดียวกันใน
ด้านความสูงและน้ำหนัก ลักษณะเช่นนี้ยังคงดำรงต่อไปจนกระทั่งย่างเข้าสู่ระยะวัยรุ่นตอน
ปลาย เด็กชายจะโตทันเด็กหญิงและล้ำหน้าเด็กหญิง เด็กในวัยนี้ไม่ชอบอยู่นิ่งชอบเล่นและ
ทำกิจกรรมต่างๆ
พั ฒนาการทางสังคม
มีลักษณะพัฒนาการทางสังคมที่เด่นชัด คือ เด็กเริ่มออกจากบ้านไปสู่หน่วยสังคมอื่น
จุดศูนย์กลางสังคมของเด็กคือโรงเรียน เด็กจะเรียนรู้บทบาทใหม่คือการเป็นสมาชิกของ
กลุ่มเพื่อนรุ่นราวคราวเดียวกัน เด็กจะได้รับการเรียนรู้ระเบียบกฎเกณฑ์ ความประพฤติที่
ต้องปฏิบัติในสังคม
หน้า 15
พั ฒนาการทางอารมณ์
เด็กรู้จักกลัวสิ่งที่สมเหตุสมผลมากกว่าวัยก่อน เพราะความสามารถในการใช้เหตุผล
ของเด็กพัฒนาขึ้น มีความรู้สึกสงสารและเห็นอกเห็นใจ เข้าใจความรู้สึกของบุคคลอื่น
มากขึ้น
พั ฒนาการทางสติปัญญา
เด็กวัยนี้สามารถคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาได้
ชัดเจนมากขึ้น รู้จักให้เหตุผลในการแก้ปัญหา รับ
ผิดชอบและตัดสินใจได้ด้วยตนเองรับฟังคนอื่น
มากขึ้น กระตือรือร้นในการแสวงหาความรู้ ชอบ
สร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ เด็กวัยนี้จะสนใจในเรื่องของ
ธรรมชาติ การท่องเที่ยวสถานที่ต่างๆ โดยทั่วไป
เด็กผู้ชายจะสนใจเรื่องการพิสูจน์ ทดลอง
ส่วนเด็กผู้หญิงจะสนใจเรื่องการทำอาหาร เย็บปักถักร้อย การอ่านหนังสือต่างๆ
พั ฒนาการทางภาษา
เด็กจะเรียนรู้คำศัพท์เพิ่มมากขึ้น ใช้ภาษาพู ดแสดงความคิดความรู้สึกได้อย่างดี ความ
รู้สึกทางด้านจริยธรรมเริ่มพัฒนาการในระยะนี้ มีความรับผิดชอบมากขึ้นเริ่มสนใจสิ่ง
ถูกสิ่งผิด
3.วัยย่างเข้าสู่วัยรุ่น ปกติหญิงเฉลี่ยมีอายุ 12 ปี
ชายเฉลี่ยมีอายุ 14 ปี
พั ฒนาการทางร่างกาย
เจริญเติบโตถึงขีดสมบูรณ์
(Maturation)เพื่ อทำหน้าที่อย่างเต็มที่
โครงสร้างกระดูกแข็งแรงขึ้นการผลิต
เซลล์สืบพันธุ์ในเด็กชาย การมีประจำเดือน
ของเด็กหญิงสุขภาพโดยทั่วไปของเด็กใน
วัยนี้ดีกว่าวัยที่ผ่านมา
พั ฒนาการทางสังคม
เด็กให้ความสำคัญกับเพื่อนร่วมวัยมากกว่าในระยะเด็กตอนปลาย และผูกพันกับเพื่อนใน
กลุ่มมากขึ้น กลุ่มของเด็กไม่มีเฉพาะเพื่อนเพศเดียวกันเท่านั้นแต่เริ่มมีเพื่อนต่างเพศ ระยะ
นี้จึงเริ่มต้นชีวิตกลุ่มที่แท้จริง (Gang Age) ส่วนสัมพันธภาพระหว่างเด็กชายเด็กหญิง
เปลี่ยนไปจากวัยเด็กต้อนปลาย เด็กชายและเด็กหญิงเริ่มสนใจซึ่งกันและกันและมีความ
พอใจในการพบปะสังสรรค์กัน ร่วมเล่น เรียน ทำงาน พู ดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็น
หน้า 16
พั ฒนาการทางอารมณ์
เด็กมีอารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย สับสน อ่อนไหว เด็กแต่ละคนเริ่มแสดงบุคลิกอารมณ์
ประจำตัวออกมาให้ผู้อื่นทราบได้บ้างแล้ว เช่น อามรณ์ร้อน อารมณ์ขี้วิตกกังวล
อารมณ์อ่อนไหวง่าย เจ้าอารมณ์ ขี้อิจฉาฯลฯ เด็กสามารถรับรู้ลักษณะเด่นด้อยเกี่ยว
กับตนเอง พัฒนาการทางความคิด พัฒนาการทางความคิดของเด็กอายุประมาณ
11 ขวบขึ้นไป มีชื่อเรียกรวมว่า รู้คิดถูกระบบ (Formal operation) เด็กพยายามคิดให้
เหมือนผู้ใหญ่แต่ว่าด้อยกว่าผู้ใหญ่ในเชิงประสบการณ์และความชำนิชำนาญในการรู้คิด
รู้จักคิดเป็นเหตุเป็นผลไม่เชื่ออะไรง่ายๆ ต้องการคิดนึกด้วยตัวเอง ระยะนี้เด็กจึงรู้สึก
ชิงชังคำสั่งบังคับ คำสั่งให้เชื่อและต้องคล้อยตาม รู้จักคิดด้วยภาพความคิดในใจ
(Mental images) ทำให้สามารถคิดเรื่องนามธรรมยากๆ ได้
4.วัยรุ่น ตั้งแต่อายุ 14 – 21 ปี
ลักษณะอารมณ์
ลักษณะของอารมณ์สืบเนื่องมาจาก
อารมณ์ของเด็กวัยแรกรุ่น จึงคล้ายคลึง
กันมาก
พฤติกรรมสังคม
สังคมวัยรุ่นเป็นกลุ่มของเพื่ อนร่วมวัย
ประกอบด้วยเพื่อนทั้ง 2 เพศ เด็กรู้สึก
ปลอดโปร่ง สบายใจ ในการทำกิจกรรมต่างๆ กับเพื่อนร่วมวัยมากกว่ากับเพื่อนต่างวัย
สัมพันธภาพกับเพื่อนร่วมวัยถึงความเข้มข้นสูงสุดประมาณระยะตอนกลางของวัยรุ่น การ
คบเพื่อนร่วมวัยเป็นพฤติกรรมสังคมที่มีความสำคัญต่อจิตใจของวัยรุ่น แต่การคบเพื่อน
ก็ย่อมมีทั้งคุณและโทษ กลุ่มมีอิทธิพลต่อวัยรุ่นถ้า คบเพื่อนไม่ดีก็อาจนำไปสู่พฤติกรรมที่
เป็นปัญหาได้
การเลือกอาชีพ
เด็กโตพอที่จะรู้ถึงความสำคัญของอาชีพ เช่น อาชีพนำมาซึ่งสถานทางเศรษฐกิจสังคม
เป็นตัวบ่งชี้ถึงการเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่แต่เด็กยังสับสนวุ่นวายใจเนื่องจากยังไม่รู้จักตัว
เองดีพอในด้านบุคลิกภาพ ความถนัด ความสนใจ
ความสนใจ
ความสนใจมีขอบข่ายกว้างขวาง สนใจหลายอย่างแต่ไม่ลึกซึ้งมาก เพราะเด็กยังไม่เข้าใจ
เรื่องตัวเอง ยังเป็นระยะลองผิดลองถูก
หน้า 17
การนับถือวีรบุรุษ (Heroic Worship)
ความต้องการเลียนแบบผู้ที่ตนนิยมชมชอบมีมาก่อนแล้วตั้งแต่วัยเด็กก่อนวัยรุ่น
แต่ความต้องการประเภทนี้แรงขึ้นในระยะวัยรุ่นเพราะ ความต้องการรู้จักตนเอง
การยกบุคคลมาเป็นแบบให้นับถือและเลียนแบบช่วยลดความไม่รู้จักหรือความไม่เข้าใจ
ตนเอง แสวงหาแบบอย่างเพื่อดำเนินรอยตามแนวทางที่ถูกที่ควรเพื่อดำเนินชีวิตอย่าง
ผู้ใหญ่
5.วัยผู้ใหญ่ ตั้งแต่อายุ 21 – 40 ปี
วัยผู้ใหญ่ตอนต้นเป็นระยะที่ความเจริญเติบโต
ทางการพัฒนาเต็มที่สมบูรณ์ อวัยวะทุกส่วน
ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ โดยทั่วไปบุคคลมัก
มีกายแข็งแรง ในด้านอารมณ์นั้นผู้ที่จะเข้าถึง
ภาวะอารมณ์แบบผู้ใหญ่มีความคับข้องใจน้อย
ควบคุมอามรณ์ได้ดีขึ้นมีความแน่ใจและมีความ
มั่นคงทางจิตใจดีกว่าในระยะวัยรุ่น ส่วนด้าน
ความสัมพั นธ์กับผู้อื่นหรือลักษณะพั ฒนาการ
ทางสังคมนั้น ระยะนี้การให้ความสัมพันธ์กับ
กลุ่ม (Peer Group) เริ่มลดน้อยลง
เปลี่ยนมาสู่การมีสัมพั นธภาพและผูกพั นกับเพื่ อนต่างเพศแบบคู่ชีวิตจุดศูนย์กลางของ
สัมพันธภาพคือครอบครัว ส่วนผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีคู่ครองและครอบครัว ยังคงให้ความสำคัญ
ต่อกลุ่มเพื่ อนร่วมวัยแต่ความเข้มของความผูกพั นและภักดีเริ่มลดน้อยลงจำนวนสมาชิก
ของกลุ่มมักจะน้อยลง
6.วัยกลางคน ตั้งแต่อายุ 40 – 60 ปี
สมรรถภาพทางกายเป็นไปในทางเสื่อมถอยการ
เปลี่ยนแปลงทางกายเช่นนี้ มีผลสัมพันธ์กับ
อารมณ์จิตใจและสัมพันธภาพกับบุคคลอื่น ทั้ง
หญิงและชายวัยกลางคนต้องปรับตัวต่อสภาพ
เหล่านี้การปรับตัวที่สำคัญ เช่น การปรับตัวทาง
อาชีพ การปรับตัวในบทบาทของสามีภรรยา การ
ปรับตัวต่อการตายของคู่สมรสและความเป็น
หม้าย การปรับตัวในชีวิตทางเพศและการเปลี่ยน
วัยของชาย การปรับตัวต่อภาวะวิกฤติวัยกลางคนของหญิง ในด้านความสัมพันธ์ของ
คนกลางคนต่อบุตรนั้นก็ต้องเปลี่ยนไป ระยะนี้คนวัยกลางคนมีความสัมพันธ์กับบุตรวัยรุ่น
วัยผู้ใหญ่ เขย สะใภ้ วิธีสัมพันธ์นั้นต้องมีลักษณะแตกต่างไปจากเมื่อลูกยังเป็นเด็กเล็ก
หน้า 18
แต่วิธีใดจะเหมาะสมนั้นแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคลและครอบครัว คนวัยกลางคนต้อง
ให้ความโอบอุ้มดูแลพ่อแม่ของตนซึ่งเข้าสู่วัยชรา อารมณ์ประจำวัยมีหลายประการที่
สำคัญ เช่น อารมณ์อยากกลับเป็นหนุ่มสาวอารมณ์เศร้าและลักษณะอารมณ์ของหญิง
กลางคนเมื่อหมดระดู คนวัยกลางคนควรมีกิจกรรมที่เป็นงานอดิเรกเพื่อผ่อนคลาย
ความตึงเครียดและเตรียมตัวเตรียมใจเพื่ อเข้าสู่วัยชราด้วยความสุขสงบในด้านต่างๆ
เช่น การดูแลรักษาสุขภาพ การจัดสวน เป็นต้น
6.วัยสูงอายุ ตั้งแต่อายุ 60 ปีขึ้นไป
วัยชราเป็นระยะสุดท้ายของชีวิต
ลักษณะพั ฒนาการในวัยชราตรงกัน
ข้ามกับระยะวัยเด็กคือเป็นความ
เสื่อมโทรม (Deterioration) และ
ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอมิใช่การเจริญ
งอกงาม วัยชราเป็นระยะสุดท้ายของ
พัฒนาการของคน วัยชรามีความ
เสื่อมทางร่างกายอย่างเห็นได้ชัด
ความเสื่อมดังกล่าวส่งผลกระทบต่อ
งานอาชีพ ลักษณะอารมณ์
ลักษณะสัมพันธภาพกับบุคคลในครอบครัวในสังคม แม้เป็นระยะแห่งความเสื่อม แต่บุคคล
ก็อาจใช้ชีวิตวัยชราได้อย่างมีความสุขคือต้องมีการเตรียมตัวเตรียมใจที่จะเผชิญกับความ
ชรา รู้จักปรับตัวทางด้านร่างกาย อาชีพและสัมพันธภาพกับผู้อื่น สังคมและครอบครัวจะมี
ส่วนช่วยให้ความสุขแก่คนชรา แม้ว่าคนชราจะไร้ความสามารถด้านพละกำลังแต่คนชรายังมี
ค่าต่อคนหนุ่มสาว เพราะมากไปด้วยประสบการณ์และบทเรียนชีวิต มนุษย์แต่ละคนควรตั้ง
ความหวัง ความปรารถนาและเตรียมตัวเพื่อจะใช้ชีวิตยามบั้นปลายระยะวัยชราอย่างมี
ความสุข
การที่มีผู้คนกล่าวว่า “มนุษย์ทุกคนมีความแตกต่างกัน” และ “มนุษย์แต่ละคนจะ
มีการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา” นั้น หมายถึงการที่คนเราแม้จะอยู่ในวัยเดียวกัน
สภาพแวดล้อมคล้ายคลึงกัน แต่อาจจะมีพฤติกรรมที่ต่างกันได้ อันเนื่องมาจากการมี
เผ่าพั นธุ์และเชื้อสายที่ต่างกันนั่นเอง หรือแม้แต่พี่ น้องท้อง เดียวกันจากพ่ อแม่คน
เดียวกัน ซึ่งถือว่ามีเผ่าพั นธุ์เดียวกัน อาจจะมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกันเลย นั่นเป็น
เพราะพี่ น้องได้รับประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมที่ต่างกัน และนอกจากนี้จะพบว่าใน
บุคคลเดียวกันจะมี การเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา กล่าวคือเมื่อมีการเจริญวัยเข้าสู่
วัยต่าง ๆ ตั้งแต่แรกเกิดจนถึงวัยผู้สูง อายุ จะมีพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงแตกต่างไป
อยู่ตลอดเวลา ดังนั้น ประโยคสองประโยคที่กล่าวไว้ข้าง ต้น จึงเป็นสิ่งที่ควรตระหนัก
และทำความเข้าใจ เพื่ อเราจะได้เข้าใจพฤติกรรมและสาเหตุของพฤติกรรม ทั้งของ
ตนเองและผู้อื่น และจะได้ไม่คาดหวังให้ใครจะต้องเหมือนใคร หรือให้ใครต่อใครมีความ
คงที่ใน พฤติกรรมอยู่ตลอดชีวิต
หน้า 19
บทที่3 พฤติกรรมของมนุษย์
(HUMAN BEHAVIOR)
การพั ฒนาตนเป็นกระบวนการของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเราเอง ให้
ไปสู่ภาวะที่ ดีกว่าและ เป็นที่ต้องการมากกว่าแต่กระบวนการดังกล่าวไม่ใช่เรื่องง่ายทั้งนี้
เพราะพฤติกรรมมนุษย์นั้นซับซ้อน มีองค์ประกอบและปัจจัยเกี่ยวเนื่องจำนวนมาก
ด้วยเหตุนี้ จึงมีความจำเป็น ที่ผู้ศึกษา จะต้องทำความรู้จักสิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นเพื่ อที่จะได้
จัดการให้มีอิทธิพลเชิงบวกหรือหลีกเลี่ยงหากมีอิทธิพลเชิงลบต่อการพั ฒนาตนเอง
การศึกษาปัจจัยพื้ นฐานของพฤติกรรม จะช่วยให้เข้าใจ พฤติกรรมมนุษย์ ได้ดียิ่งขึ้น
ความหมายของพฤติกรรมมนุษย์
คือ กิริยาอาการต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับมนุษย์หรือที่มนุษย์ได้แสดง หรือปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นกับ
มนุษย์เมื่อได้เผชิญกับสิ่งเร้า พฤติกรรมต่าง ๆ ที่กล่าวมาแล้ว อาจจะจำแนกออกได้เป็น 2
ลักษณะ คือ
1. พฤติกรรมที่ไม่สามารถควบคุมได้ เรียกว่าเป็นปฏิกิริยาสะท้อน เช่น การสะดุ้งเมื่อถูกเข็ม
แทง การกระพริบตา เมื่อมีสิ่งมากระทบกับสายตา ฯลฯ
2. พฤติกรรมที่สามารถควบคุมและจัดระเบียบได้ เนื่องจากมนุษย์มีสติปัญญา และอารมณ์
(EMOTION) เมื่อมีสิ่งเร้ามากระทบ สติปัญญาหรือารมณ์ จะเป็นตัวตัดสินว่า ควรจะปล่อย
กิริยาใดออกไป ถ้าสติปัญญาควบคุมการปล่อยกิริยา เราเรียกว่าเป็นการกระทำตามความ
คิดหรือ ทำด้วยสมอง แต่ถ้าอารมณ์ควบคุมเรียกว่า เป็นการทำตามอารมณ์
หน้า 20
หรือปล่อยตามใจ นักจิตวิทยาส่วนใหญ่เชื่อว่า อารมณ์มอิทธิพลหรือพลังมากกว่าสติ
ปัญญา ทั้งนี้เพราะมนุษย์ทุกคนยังมีความโลภ ความโกรธ ความหลง ทำให้พฤติกรรมส่วน
ใหญ่เป็นไปตามความรู้สึกและอารมณ์เป็นพื้ นฐาน
รูปแบบพฤติกรรมของมนุษย์ แบ่งได้เป็น 2 อย่างคือ
1. พฤติกรรมเปิดเผยหรือพฤติกรรมภายนอก
(Overt Behavior)
เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงออกมาทำให้ผู้อื่นสามารถมองเห็นได้ สังเกตได้ เช่น การเดิน
การหัวเราะ การพู ด ฯลฯ
2. พฤติกรรมปกปิดหรือพฤติกรรมภายใน
(Covert Behavior)
เป็นพฤติกรรมที่บุคคลแสดงแล้ว แต่ผู้อื่นไม่สามารถมองเห็นได้ สังเกตได้โดยตรงจนกว่า
บุคคลนั้นจะเป็นผู้บอกหรือแสดงบางอย่างเพื่อให้คนอื่นรับรู้ได้ เช่น ความคิด อารมณ์ การ
รับรู้
ประเภทของพฤติกรรมมนุษย์
นักจิตวิทยาแบ่งพฤติกรรมมนุษย์ออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ
1. พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด
ซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่มีการเรียนรู้มาก่อน ได้แก่ ปฏิกิริยาสะท้อนกลับ (REFLECT ACTION)
เช่นการกระพริบตา และสัญชาตญาณ (INSTINCT) เช่นความกลัว การเอาตัวรอดเป็นต้น
2. พฤติกรรมที่เกิดจากอิทธิพลของกลุ่ม
ได้แก่ พฤติกรรมที่เกิดจากการ ที่บุคคลติดต่อสังสรรค์และมีความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นใน
สังคม ดังนั้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของมนุษย์ให้เหมาะสมกับสิ่งแวดล้อม
แบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะคือ
1. การปรับเปลี่ยนทางด้านของสรีระร่างกาย เช่น การปรับปรุงบุคลิกภาพ การแต่งกาย
การพู ด
2. การปรับเปลี่ยนทางด้านอารมณ์และความรู้สึกนึกคิด ให้มีความสัมพันธภาพที่ดีกับ
บุคคลอื่น ปรับอารมณ์ความรู้สึก ให้สอดคล้องกับบุคคอื่น รู้จักการยอมรับผิด
3. การปรับเปลี่ยนทางด้านสติปัญญา เช่น การศึกษาค้นคว้าเพื่อให้มีความรู้ที่ทันสมัย ทัน
เหตุการณ์ การมีความคิดเห็นคล้อยตามความคิดเห็นของคนส่วนใหญ่
4. การปรับเปลี่ยนอุดมคติ หมายถึง การสามารถปรับเปลี่ยนหลักการ แนวทางบางส่วน
บางตอนเพื่อให้เข้ากับสังคมส่วนใหญ่ได้ โดยพิจารณาจากความจำเป็น และเหตุการณ์ที่เกิด
ขึ้น เพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เป็นประโยชน์แก่ตนเอง เพื่อสวัสดิภาพของตนเองและของกลุ่ม
หน้า 21
การศึกษาเกี่ยวกับการเกิดของพฤติกรรมมนุษย์
มนุษย์ได้พยายามที่จะศึกษาการเกิดพฤติกรรมของมนุษย์ด้วยตนเอง เพื่อประโยชน์ใน
การที่จะทำให้การอยู่ร่วมกันในสังคมเป็นไปด้วยดี และมีความสุข จึงทำให้เกิดมีความเชื่อ
หลักการและทฤษฎีต่างๆ เกิดขึ้นอย่างมากมาย จากบรรดาผู้รู้และนักการศึกษาทั้งหลายที่
พยายามหาหลักเกณฑ์มาเพื่ออธิบายพฤติกรรมของมนุษย์ ซึ่งสามารถรวบรวมทัศนะ
ต่างๆ เป็นหมวดหมู่ได้ 3 ประเภท
1. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวของมนุษย์
2. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม
3. พฤติกรรมของมนุษย์เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์ และสิ่งแวดล้อม
1. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันภายในตัวมนุษย์
แรงผลักดันที่ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ ออกมาก็คือ ความต้องการ ซึ่งความ
ต้องการนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ ความต้องการทางร่างกาย และความ
ต้องการทางจิตใจ
1.1 ความต้องการทางด้านร่างกาย
เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับพื้นฐานที่สุด แต่มีพลังอำนาจสูงสุด เพราะเป็นแรงผลักดันที่จะ
ทำให้ชีวิตอยู่รอด มนุษย์จะต่อสู้ดิ้นรนทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่จะมาบำบัดความ
ต้องการทางร่างกาย ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นทั้งทางที่ดีที่ถูกต้อง
หรือทางที่ไม่ถูกต้องก็ได้ความต้องการทางร่างกายที่จะทำให้ชีวิตอยู่รอด ได้แก่ ความ
ต้องการอาหาร น้ำ อากาศ อุณหภูมิที่พอเหมาะ การพักผ่อน การขับถ่าย การสืบพันธุ์
ความปลอดภัยจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆการตอบสนองความต้องการทางร่างกาย อันทำให้
มนุษย์แสดงพฤติกรรมออกมานั้น สามารถกระทำได้ 2 ระดับ คือ
1.1.1 กิริยาสะท้อน เป็นการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ที่เป็นไปได้โดยธรรมชาติ เช่น เมื่อ
ร่างกายมีอุณหภูมิสูงกว่าปกติ ร่างกายก็จะขับเหงื่อออกมาเป็นการลดอุณหภูมิให้อยู่ใน
ระดับพอเหมาะ
1.1.2 พฤติกรรมเจตนา เป็นการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์ต่อสิ่งเร้าโดยความตั้งใจหรือ
ความพอใจของตนเอง เช่น เมื่อรู้สึกตัวว่าร้อนก็จะไปอาบน้ำ หรือเปิดพัดลม เป็นต้น
1.2 ความต้องการทางจิตใจ
เป็นแรงผลักดันที่อยู่ในระดับสูงขึ้นกว่าความต้องการทางร่างกาย แต่มีพลังอำนาจน้อยกว่า
เพราะความต้องการทางจิตใจนี้ ไม่ใช่ความต้องการที่เป็นความตายของชีวิต จะเป็นความ
ต้องการที่มาช่วยสร้างเสริมให้ชีวิตมีความสุขความสบายยิ่งขึ้นเท่านั้น
หน้า 22
มีนักจิตวิทยาหลายคนได้อธิบายถึงแรงผลักดันภายในร่างกาย อันมีผลทำให้มนุษย์แสดง
พฤติกรรมต่างๆ ดังนี้
ซิกมันด์ ฟรอยด์ (Sigmund Freud)
อิด เป็นสัญชาตญาณในตัวมนุษย์ จะอยู่ในรูป
ของพลังงานที่คอยผลักดันให้มนุษย์แสดง
พฤติกรรมต่างๆ พลังงานนี้มีสองส่วนคือส่วน
หนึ่งจะผลักดันให้มีชีวิตอยู่รอดเรียกว่าสัญญาณ
ชีวิต และอีกส่วนหนึ่งจะผลักดันให้ชีวิตดับ เรียก
ว่า สัญญาณความตาย อิดเป็นส่วนของจิตที่คน
เราไม่รู้สึก เป็นจิตใต้สำนึก แรงผลักดันนี้จึงมีอยู่
โดยที่คนเราไม่รู้สึกตัว เป็นแรงผลักดันไร้สำนึก
อิดจะผลักดันให้จิตอีกส่วนหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่
และส่วนที่รู้ตัว ที่เรียกว่า อีโก้ กระทำในสิ่งต่างๆ
ตามที่อิดต้องการ ทั้งส่วนที่เป็นสัญญาณชีวิต
และส่วนที่เป็นสัญญาณความตายจึงเป็นตัวตอบ
สนองความต้องการของอิดส่วนของจิตที่ทำ
นักจิตวิทยาชาวออสเตรียได้วิเคราะห์จิตมนุษย์ออก หน้าที่ควบคุมสัญชาตญาณเหล่านี้คือซุปเปอร์อีโก้
เป็นองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ อิด (Id) อีโก้ (Ego) หรือมโนธรรมที่มีอยู่ในจิตของแต่ละบุคคลเป็น
และซุปเปอร์อีโก้ (Super Ego) ส่วนทั้งสามนี้ ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีเป็นผลเกิดจากการอบรม
ประกอบเป็นโครงสร้างทางจิต (ศรีราชา เจริญพา สั่งสอนของสังคม ทำให้อิดและอีโก้มีพฤติกรรม
นิช, 2526 : 13)
อยู่ทางที่ถูกที่ควรเป็นที่ยอมรับของสังคมแรงผลักดันของอิดจะทำให้เกิดความตึงเครียด
อีโก้จะต้องพยายามตอบสนองความต้องการของอิดเพื่ อลดความตึงเครียดแต่ความ
ต้องการของอิดบางอย่าง อีโก้ก็ไม่อาจทำตามเพราะไปขัดกับมโนธรรมในซุปเปอร์อีโก้จึงทำให้
เกิดความตึงเครียดและความวิตกกังวลใจเกิดขึ้นความวิตกกังวลนี้จึงเป็นแรงผลักดัน
พฤติกรรมอีกแรงหนึ่ง เพื่อปกป้องตนเองให้รอดนั้น ความวิตกกังวล อีโก้จึงต้องพัฒนา
พฤติกรรมป้องกันที่เรียกว่า “กลไกป้องกัน” ซึ่งเป็นไปโดยไม่รู้สึกตัว ตัวอย่างพฤติกรรม
ป้องกัน ได้แก่
1. การเก็บกด (Repression) คือการที่อีโก้จะพยายามเก็บความรู้สึกที่เป็นความปรารถนาที่
สังคมไม่ยอมรับต่างๆ เช่น ความอิจฉาพ่อแม่ พี่น้องของตนเอง ซึ่งถ้าแสดงออกมาก็จะ
ถูกสั่งตำหนิ
2. การถอดแบบ (Identification) เป็นการยอมรับในสิ่งที่อิดเกิดความอิจฉาและนำเอา
พฤติกรรมของสิ่งนั้นมาเป็นแบบแผนในการแสดงพฤติกรรมของตนเอง ซึ่งทำให้ความวิตก
กังวลหมดไปได้
หน้า 23
3. การยึดแน่น (Fixation) เป็นการยึดแน่นในพฤติกรรมที่ตนต้องการ แต่ไม่ได้รับการตอบ
สนองตั้งแต่ตอนวัยเด็ก จนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ก็จะแสดงพฤติกรรมต่างๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่ง
ตอบสนองความต้องการ
4. การแสดงพฤติกรรมตรงข้าม (Reaction Formation) คือ การแสดงที่ตรงข้ามกับ
ความต้องการของอิดที่ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เช่น ผู้หญิงอิจฉาแม่ แต่แสดง
พฤติกรรมเป็นห่วงหรือเอาอกเอาใจตลอดเวลา
5. การตำหนิผู้อื่น (Projection) เป็นการคิดว่า ผู้อื่นมีลักษณะไม่ดี เพื่อกลบเกลื่อนลักษณะ
ที่มีในตนเอง เพื่อตนเองจะได้เกิดความสบายใจ
6. การถดถอย (Regression) เป็นการแสดงพฤติกรรมที่ถดถอยไปสู่วัยเด็ก
7. พฤติกรรมเบี่ยงเบน (Sublination) เป็นการแสดงพฤติกรรมอย่างอื่นเพื่อทดแทน
พฤติกรรมที่ตนต้องการ แต่ไม่สามารถแสดงออกได้ เช่น ความต้องการทางเพศ ความ
ก้าวร้าวก็แสดงออกในรูปการเขียนกลอน การร้องเพลง การทำงานหนัก เป็นต้น
8. การทดแทน (Displacement) คือ การแสดงความปรารถนากับอีกบุคคลหนึ่งหรือสิ่ง
หนึ่งเพื่อเป็นการทดแทน เช่น ถูกนายจ้างดุด่า ก็ไประบายกับลูกเมียที่บ้าน ขาดแม่ก็อาจจะ
หลงรักใครเหมือนกับรักแม่ของตน
2.พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากแรงผลักดันของสิ่งแวดล้อม
อริสโตเติล (Aristotle)
เป็นผู้ที่เริ่มประกาศความเชื่อนี้ ต่อมาความคิดเช่นนี้กลับมามีอิทธิพลอีกในยุคของจอห์น
ลอคค์ (John Locke) เบิร์คลีย์ (Berkley) และอีกหลายคนซึ่งเชื่อว่าประสบการณ์ของ
มนุษย์เป็นสิ่งที่ทำให้คนเราเกิดการเรียนรู้ที่จะกระทำพฤติกรรมเมื่อเกิดมานั้น มนุษย์มิได้มี
ความรู้ติดตัวมาแต่อย่างใด ล้วนแล้วแต่ต้องเรียนรู้ภายหลัง จากเกิดมาแล้วทั้งสิ้น ต่อเมื่อ
มีประสบการณ์แล้วจึงจะเรียนรู้ และจดจำประสบการณ์นั้นเอาไว้เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการ
แสดงพฤติกรรมในอนาคตต่อไป (สิทธิโชค วรานุสันติกุล, 2528 : 2)
หน้า 23
สกินเนอร์ (Skinner)
เป็นนักจิตวิทยาพฤติกรรมนิยม เป็นผู้มีบทบาท
สำคัญในการเป็นผู้นำแนวคิดนี้ชี้ให้เห็นว่า
พฤติกรรมมนุษย์ถูกควบคุมโดยเงื่อนไขแห่ง
การเสริมแรง และเงื่อนไขแห่งการลงโทษ และ
ด้วยเหตุนี้เองมนุษย์จึงไม่มีเสรีภาพแต่ประการ
ใด สกินเนอร์ชี้ให้เห็นว่าผลการกระทำของคน
เรามีอยู่ 2 ประการคือ ผลการกระทำที่ทำให้
พอใจ ซึ่งจะทำหน้าที่เป็นแรงเสริมให้แก่การกระ
ทำนี้มีต่อไป (เงื่อนไขแห่งการเสริมแรง) และผล
การกระทำที่ทำให้ไม่พอใจ ซึ่งจะเป็นตัวการที่
ทำให้คนเราหยุดพฤติกรรมหรือการกระทำอันจะ
นำมาซึ่งผลการกระทำเช่นนี้ในอนาคต (เงื่อนไขแห่งการลงโทษ) พฤติกรรมที่ยังผลให้เกิด
ความพอใจ เช่น พฤติกรรมที่ทำแล้วได้รับคำชมเชย ได้ตำแหน่ง ได้เงิน ได้รับการยกย่อง
ฯลฯ ก็จะมีโอกาสสูงมากที่จะเกิดขึ้นอีกในอนาคตในขณะที่พฤติกรรมที่ยังผลให้เกิดความไม่
พอใจ เช่น ทำแล้วถูกตำหนิ เสียตำแหน่ง เสียเงิน ถูกทำร้าย ถูกดูหมิ่นเหยียดหยาม ฯลฯ ก็
จะหยุดไป ดังนั้น พฤติกรมของคนเราจึงถูกควบคุมโดยเงื่อนไขของผลการกระทำทั้ง 2
ประการ ดังกล่าว
3. พฤติกรรมที่เกิดขึ้นจากทั้งแรงผลักดันภายในตัวของ
มนุษย์และสิ่งแวดล้อม
อัลเบิร์ต แบนดูรา (Aibert Bandura)
นักจิตวิทยาที่มีชื่อเสียงมากในปัจจุบัน ได้ให้ความสำคัญ
แก่ ลักษณะภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมว่า เป็นตัว
ก่อให้เกิดพฤติกรรม เขาอธิบายว่าพฤติกรรมมนุษย์
องค์ประกอบภายในตัวมนุษย์และสิ่งแวดล้อมต่างก็มี
อิทธิพลต่อกันและกัน ในลักษณะที่แต่ละองค์ประกอบ
ต้องสัมพันธ์กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน หมายความว่า
ในบางครั้งสิ่งแวดล้อมอาจจะมีส่วนในการทำให้เกิด
พฤติกรรมได้มากกว่าองค์ประกอบภายในตัวบุคคล ส่วน
ในเวลาอื่นองค์ประกอบภายในตัวบุคคลก็อาจจะมี
อิทธิพลต่อการแสดงพฤติกรรมของมนุษย์มากกว่าสิ่ง
แวดล้อม จะเห็นได้ว่าความสัมพันธ์เช่นนี้อยู่ในลักษณะ
พึ่ งพาอาศัยกัน
หน้า 24
เป็นกระบวนการที่ทั้งสองฝ่ายต่างก็มีอิทธิพลต่อกันและกัน และทั้ง
คู่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ในขณะเดียวกันพฤติกรรม
มนุษย์ ก็มีอิทธิพลต่อทั้งสองสิ่งด้วยเหมือนกัน ซึ่งแบนดูราได้
แสดงเป็นแผนภูมิดังนี้
ลักษณะความแตกต่างของพฤติกรรมมนุษย์
ความแตกต่างดังกล่าวอาจแบ่งเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ ได้ดังนี้
1. ความแตกต่างทางอารมณ์ (EMOTION)
2. ความแตกต่างทางความถนัด (APTITUDE)
3. ความแตกต่างของความประพฤติ (BEHAVIOUR)
4. ความแตกต่างของความสามารถ (ABILITY)
5. ความแตกต่างของทัศนคติ (ATTITUDE)
6. ความแตกต่างของความต้องการ (NEEDS)
7. ความแตกต่างของรสนิยม (TESTS)
8. ความแตกต่างทางสังคม (SOCAIL)
9. ความแตกต่างของลักษณะนิสัย (HABIT)
ความแตกต่างเหล่านี้ทำให้บุคคลมีลักษณะเฉพาะของตนเองซึ่งเรียกว่า เป็นความแตก
ต่างระหว่างบุคคล (INDIVIDUAL DIFFERENCES) นักจิตวิทยายอมรับว่า ทุกคนย่อมมี
ความแตกต่างกันแม้แต่ฝาแฝดก็ไม่เหมือนกัน สิ่งสำคัญที่ทำให้บุคคลแตกต่างกัน คือ
พันธุกรรม และสิ่งแวดล้อม
การพั ฒนาพฤติกรรมของมนุษย์
การพัฒนาพฤติกรรมมนุษย์ขึ้นอยู่กับปัจจัยสำคัญด้านต่าง ๆ 6 ประการ คือ
1. การเรียนรู้ (LEARNING)
2. ค่านิยม (VALUE)
3. บรรทัดฐานของสังคม (NORMS)
4. ทัศนคติ (ATTITUDE)
5. ความเชื่อ (BELIEF)
6. การปฏิสัมพันธ์ทางสังคม (SOCIAL INTERSACTION)
หน้า 25
การศึกษาพฤติกรรมทางสังคมของมนุษย์
พฤติกรรม (BEHAVIOUR) ในความหมายทางจิตวิทยาสังคม ย่อมหมายรวมทั้ง
พฤติกรรมภายใน (COVERT BEHAVIOUR) และพฤติกรรมภายนอก (OVERT
BEHAVIOUR) ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว สิ่งที่เป็นตัวกระตุ้นให้มนุษย์กระทำพฤติกรรมต่าง ๆ
หรือแม้แต่ตัวมนุษย์เอง ก็เป็นตัวกระตุ้นทางสังคมได้ทั้งสิ้น
การศึกษาพฤติกรรมของมนุษย์ นักจิตวิทยาสังคม มองสังคมมนุษย์ ทั่วไปประกอบ
ขึ้นด้วยตัวบุคคล จึงใช้ตัวบุคคลเป็นหน่วยวิเคราะห์หลักในการศึกษาถึง ลักษณะ
พฤติกรรมของบุคคลในรูปของกลุ่ม
ฉะนั้นจึงสรุปได้ว่า หัวใจสำคัญของการศึกษาทางจิตวิทยาสังคมมี 2 ประการคือ
1. ตับบุคคลและภาวะจิตของเขาที่นำเข้ามาในสถานการณ์ที่จะเกิดมีพฤติกรรมขึ้น
2. "กระบวนการอิทธพลทางสังคม" ซึ่งมาจากสิ่งแวดล้อมที่จะมีอิทธิพล ต่อ
พฤติกรรมสังคมของบุคคล
พฤติกรรมของบุคคล
พฤติกรรมของคนเราแสดงออกมามากมายหลายลักษณะ ในการศึกษาพฤติกรรม
ของบุคคลจะต้องนำพฤติกรรมมาจัดหมวดหมู่ เพื่อให้เป็นการง่ายต่อการแยกแยะ และ
สะดวกต่อการศึกษาหมวดหมู่ของพฤติกรรม เช่น พฤติกรรมก้าวร้าว พฤติกรรมการ
เรียนรู้ พฤติกรรมแรงจูงใจ ฯลฯ ในการศึกษา พฤติกรรมกลุ่มคน ก็จำเป็นต้องจัดหมวด
หมู่ของพฤติกรรมกลุ่มคนเช่นเดียวกัน
พฤติกรรมของบุคคลอยู่ภายใต้อิทธิพลของสังคม อิทธิพลของสังคมอาจจัดอยู่
ในรูปต่อไปนี้
1. SANTION หรือการบังคับเพื่อให้คนทำหน้าที่ หรือแสดงพฤติกรรม ตามที่สังคม
กำหนดการ SANTION มีทั้งการลงโทษ การให้รางวัล
2. NORMS หรือบรรทัดฐาน เช่น ขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี และกฏหมาย
3. VALUE OREINTATION แนวอบรมทางคุณค่า ซึ่งจะกำหนดมา
จากฐานของการแสดงออกได้แก่สาระข้อเท็จจริง ความพอใจต่าง ๆ พฤติกรรมของ
บุคคลเป็นระบบการกระทำของมนุษย์ (ACTION SYSTEM) ถ้าจะวิเคราะห์ ACTION
SYSTEM อาจจะจำแนกตัวแปร ออกเป็น 5 ระดับ คือ
1. วัฒนธรรม
2. สังคม
3. บุคลิกภาพ
4. ชีวภาพ
5. กายภาพ
หน้า 26
บทที่4 การเรียนรู้ของมนุษย์
ธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์
ธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์นั้นมาจากการรับรู้ (perception) ที่ตีความจาก
ความรู้สึกที่ได้จากสิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัว ด้วยอวัยวะรับการสัมผัส (sensory organs)
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า เครื่องรับ (receptors) ได้แก่
อวัยวะรับการสัมผัสภายนอก ประกอบด้วย
ตา (visual sense) สำหรับการมองเห็น
หู (auditory sense) สำหรับการได้ยิน
จมูก (olfactory sense) สำหรับการดมกลิ่น
ลิ้น (gustatory sense) สำหรับการชิมรส
กาย (skin sense) สำหรับการสัมผัสทางกาย
อวัยวะสัมผัสภายใน ประกอบด้วย
1.สัมผัสเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว (kinesthesis) ทำให้ทราบการเคลื่อนไหวของอวัยวะต่าง ๆ
ภายในร่างกาย มนุษย์สามารถรับรู้ได้โดยอาศัยประสาทสัมผัสในกล้ามเนื้อ เอ็นข้อต่อกระดูก
หน้า 27
2.สัมผัสการทรงตัว (vestibular sense) ทำให้รับรู้เกี่ยวกับการทรงตัว โดยมนุษย์สามารถ
รับรู้การสัมผัสนี้ ด้วยอวัยวะสัมผัสในช่องหูด้านใน
เมื่ออวัยวะสัมผัสกระทบกับ
สิ่งเร้า (Stimulus) จากสิ่ง
แวดล้อม ก็จะส่งความรู้สึกไปยัง
สมอง ซึ่งสมองจะทำหน้าที่แปล
สัมผัส(sensation)และส่งต่อไป
ยังระบบประสาท(nervous
system) จากนั้นจะเกิดการ
เปลี่ยนแปลง เช่น กระบวนการ
ไฟฟ้าและเคมี เพื่อให้สมองรับทั้ง
พฤติกรรม การรับรู้ หรือเกิด
วิญญาณ ตัวอย่างเช่น เด็กเล็ก ๆ มองเห็นเปลวเทียนมีแสงสว่างไสว แสงเทียนที่เด็กเห็นจะ
เป็นสิ่งเร้า เด็กจะคลานเข้าไปหา และเอื้อมมือจับเปลวเทียน มือ (กายสัมผัส) ที่สัมผัสไฟ และตา
(จักษุสัมผัส) ที่มองเห็นเปลวเทียน จะส่งความรู้สึกไปยังสมองและระบบประสาท ซึ่งจะทำให้
เด็กนั้นสามารถรู้ได้ว่า เปลวไฟนั้นมีความร้อนและแสงสว่าง
หลังจากนั้น จึงเกิดการเรียนรู้ (learning) ที่เป็นกระบวนการต่อเนื่องจากการรับรู้ เมื่อ
ประสาทสัมผัสกระทบกับสิ่งเร้า และเกิดการรับรู้ ถ้าการรับรู้หรือความรู้สึกนั้นผ่านไปโดยที่มิได้
บันทึกความจำ การรับรู้นั้นจะถือว่ายังไม่ก่อให้เกิดประสบการณ์ แต่ถ้าหากสมองได้บันทึกการ
รับรู้นั้นไว้เป็นประสบการณ์ เมื่อประสาทสัมผัสกระทบต่อสิ่งเร้าเดิมอีก จะทำให้เกิดความระลึก
ได้ ทำให้เกิดการเรียนรู้ขึ้น
อย่างไรก็ตาม การที่มนุษย์จะรับรู้และสามารถพัฒนาจนเป็นการเรียนรู้ได้ดีหรือไม่นั้น
ย่อมขึ้นอยู่กับองค์ประกอบต่าง ๆ ดังนี้
1.สติปัญญา ผู้มีสติปัญญาสูงกว่าย่อมรับรู้ได้ดีกว่าผู้มีสติปัญญาต่ำกว่า
2.การสังเกตและพิจารณา ขึ้นอยู่กับความชำนาญและความสนใจต่อสิ่งเร้า
3.คุณภาพของจิตในขณะนั้น ถ้ามีความเหนื่อยอ่อน เครียด หรืออารมณ์ขุ่นมัว อาจทำให้แปล
ความหมายของสิ่งเร้าที่สัมผัสได้ไม่ดี แต่ในทางตรงกันข้าม หากสภาพจิตใจผ่องใส ปลอด
โปร่ง ก็จะทำให้การรับรู้และการเรียนรู้เป็นไปด้วยดี และเป็นระบบ
จากการศึกษาเกี่ยวกับธรรมชาติในการเรียนรู้ของมนุษย์ดังที่ได้กล่าวมาข้างต้นนั้น เราจะ
สามารถนำความรู้ดังกล่าวมาประยุกต์ในการสร้างแบบการสอน โดยอาศัยหลัก 4 ประการ
ดังนี้
1.หลักสูตรหรือคำอธิบายรายวิชา ควรระบุจุดมุ่งหมายว่าต้องการให้ผู้เรียนบรรลุวัตถุประสงค์
ในเรื่องใดบ้าง
หน้า 28
2.กิจกรรม ควรมีกิจกรรมการเรียนหรือกิจกรรมเสริมอะไรบ้างที่จะช่วยให้ผู้เรียนบรรลุจุดมุ่ง
หมายและกิจกรรมเหล่านั้นควรจัดในรูปแบบใด
3.สภาพแวดล้อมของการเรียน ควรจัดสภาพแวดล้อมเพื่อกิจกรรมการเรียนอย่างไร ต้องใช้
สถานที่เรียน บุคลากร และวัสดุอุปกรณ์อะไรบ้าง
4.การประเมินผล ต้องสร้างระบบการประเมินผลที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้ทราบระดับของสัมฤ
ทธิผลของผู้เรียน
ทั้งนี้ อาจแสดงระบบการสร้างแบบการสอนให้ชัดเจน
ไชยยศ เรืองสุวรรณ กล่าวว่า ก่อนที่จะวางแผนระบบ
การสอนข้างต้น ส่วนที่ควรพิจารณาเป็นพิเศษ คือ เรื่อง
ของการวิเคราะห์ผู้เรียนว่ามีอะไรบ้างที่ผู้เรียนต้องการเรียนรู้
มีอะไรบ้างที่ผู้เรียนรู้อยู่แล้ว อะไรคือปัญหาของผู้เรียนในการ
เรียน ผู้เรียนมีความพร้อมที่จะเรียนหรือไม่ หลังจากนั้นจึง
ควรเริ่มวิเคราะห์ระบบการสอน ดังนี้
1.ความมุ่งหมาย (Goals) เรามีความมุ่งหมายอะไรบ้างที่มุ่ง
จะก่อให้เกิดผลสำเร็จในการจัดการเรียนสอน การวิเคราะห์ใน
เรื่องนี้ก็คือ การวิเคราะห์ภารกิจของผู้สอน
2.สภาพการณ์ (Conditions) ผู้เรียนจะประสบผลสำเร็จในการเรียนได้ดี ควรเรียนรู้
อยู่ภายใต้สภาพการณ์อะไรบ้าง อย่างไร ควรใช้ยุทธวิธีหรือวิธีการอย่างไร
3.แหล่งการเรียนหรือทรัพยากรการเรียน (Resources) มีแหล่งการเรียนหรือ
ทรัพยากรอะไรบ้าง ที่จัดว่าจำเป็นต่อการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่ผู้เรียน
4.ผลที่ได้ (Outcomes) เราจะประสบผลสำเร็จตามจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้เพียงใด มี
อะไรบ้างที่จำเป็นจะต้องปรับปรุงแก้ไข
ธรรมชาติของการเรียนรู้โดยทั่วไปนักจิตวิทยาเชื่อว่ามนุษย์จะมีการเรียนรู้ได้ก็ ต่อ
เมื่อมนุษย์ได้ทำกิจกรรมใดๆ แล้วเกิดประสบการณ์ ประสบการณ์ที่สะสมมามากๆ และ
หลายๆ ครั้งทำให้มนุษย์เกิดการเรียนรู้ขึ้นและเกิดการพัฒนาสิ่งที่เรียนรู้จนเกิดเป็นทักษะ
และเกิดเป็นความชำนาญ ดังนั้นการเรียนรู้ของมนุษย์ก็จะอยู่กับตัวของมนุษย์เรียกว่าการ
เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่ค่อนข้างถาวร
หน้า 29
บทที่5 ปัจจัยที่มีผลต่อ
พฤติกรรมมนุษย์
ปัจจัยพื้ นฐานด้านจิตวิทยา
ปัจจัยสำคัญอีกปัจจัยหนึ่งซึ่งมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมมนุษย์ ได้แก่ ปัจจัยทางจิตวิทยา
ซึ่งมีปัจจัยย่อยอยู่หลายปัจจัย ปัจจัยทางจิตวิทยา จะทำหน้าที่ เป็นสื่อกลางในการรับรู้และ
ตีความสิ่งเร้าก่อนที่ร่างกายจะแสดง พฤติกรรมต่าง ๆ ปัจจัยทางจิตวิทยาที่สำคัญ ประกอบ
ด้วย แรงจูงใจและ การเรียนรู้
1. แรงจูงใจ
1.1 ความหมาย ประเภทและปัจจัยแรงผลักดันจากภายในที่ทำให้มนุษย์เกิดพฤติกรรม
ตอบสนองอย่างมีทิศทางและเป้าหมาย เรียกว่า แรงจูงใจ คนที่มีแรงจูงใจ ที่จะทำ
พฤติกรรมหนึ่งสูงกว่า จะใช้ความพยายามนำ การกระทำไปสู่เป้าหมายสูงกว่า คนที่มีแรง
จูงใจต่ำกว่า แรงจูงใจของมนุษย์จำแนกได้เป็น 2 ประเภทหลัก ประเภทแรก ได้แก่ แรงจูงใจ
ทางกาย ที่ทำให้มนุษย์แสดงพฤติกรรมสนองความต้องการ ที่จำเป็นทางกาย เช่น หาน้ำ และ
อาหารมา ดื่มกิน เมื่อกระหายและหิว ประเภทที่สอง ได้แก่ แรงจูงใจทางจิตซึ่งเกี่ยวข้องกับ
ความต้องการทางสังคม เช่น ความต้องการความสำเร็จ เงิน คำชมอำนาจ กลุ่มและพวก
เป็นต้น ปัจจัยที่ทำให้เกิดแรงจูงใจในมนุษย์ ประกอบด้วย
หน้า 30
1.1.1 ปัจจัยทางชีวภาพ
ได้แก่ ความต้องการจำเป็นของชีวิต คือ อาหาร น้ำ ความปลอดภัย
1.1.2 ปัจจัยทางอารมณ์
เช่น ความตื่นเต้น วิตกกังวล กลัว โกรธ รัก เกลียด และความรู้สึก
อื่นใด ที่ให้คนมีพฤติกรรม ตั้งแต่เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จนถึง การฆ่าผู้อื่น
1.1.3 ปัจจัยทางความคิด
เป็นปัจจัยที่กำหนดให้บุคคลกระทำในเรื่องที่คิดว่า เหมาะสมและเป็นไปได้ และตาม
ความคาดหวังว่า ผู้อื่นจะสนองตอบ การกระทำของตนอย่างไร
1.1.4 ปัจจัยทางสังคม
เป็นปัจจัยที่กำหนดพฤติกรรมของมนุษย์ เพื่อให้สอดคล้องกับสังคม และเป็นที่
ยอมรับ ของบุคคลในสังคมนั้นด้วย การกระทำของผู้อื่นและผลกรรมที่ได้รับจึงทำให้
เกิดการเรียนรู้พฤติกรรมทางสังคม ซึ่งเป็นไปกฏระเบียบ และตัวแบบทางสังคม
1.2 ทฤษฎีแรงจูงใจ
นักจิตวิทยาได้พัฒนาทฤษฎีเพื่ออธิบายถึงแรงจูงใจของมนุษย์ เพื่อตอบ
คำถามเกี่ยวกับพฤติกรรมที่ปรากฏ แต่ละทฤษฎีมีจุดที่เป็น ความแนวคิด เกี่ยวกับ
พฤติกรรมของมนุษย์ที่แตกต่างกันไป ที่สำคัญได้แก่ ทฤษฎีสัญชาติญาณ ทฤษฎี
แรงขับ ทฤษฎีการตื่นตัว และทฤษฎีสิ่งล่อใจ
1.2.1 ทฤษฎีสัญชาติญาน (Instinct Theory)
สัญชาติญาน เป็น พฤติกรรมที่มนุษย์ แสดงออกโดยอัตโนมัติ ตาม
ธรรมชาติของชีวิต เป็นความพร้อม ที่จะทำ พฤติกรรม ได้ในทันที เมื่อปรากฎ สิ่ง
เร้า เฉพาะต่อพฤติกรรมนั้น สัญชาติญาณ จึงมีความสำคัญต่อ ความอยู่รอด ของ
ชีวิต ในสัตว์บางชนิด เช่นปลากัดตัวผู้จะแสดงการก้าวร้าว พร้อมต่อสู้ ทันทีที่เห็น
ตัวผู้ตัวอื่น สำหรับ ใน มนุษย์ สัญชาติญาณ อาจจะไม่แสดงออกมา อย่างชัดเจนใน
สัตว์ชั้นต่ำ แต่บุคคลสามารถรู้สึกได้ เช่น ความใกล้ชิด ระหว่าง ชายหญิง ทำให้เกิด
ความต้องการทางเพศได้ พฤติกรรมนี้ไม่ต้องเรียนรู้ เป็นรูปแบบพฤติกรรมที่
ตายตัว แน่นอน ซึ่งกำหนดมา ตามธรรมชาติจาก ปัจจัยทางชีวภาพ ในปัจจุบันการ
ศึกษา สัญชาตญาน เป็นเพียงต้องการ ศึกษา ลักษณะ การตอบสนอง ขั้นพื้นฐาน
เพื่อความเข้าใจ พฤติกรรม เบื้องต้นเท่านั้น
หน้า 31
1.2.2 ทฤษฎีแรงขับ (Drive Reduction Theory)
แรงขับ (Drive) เป็นกลไกภายในที่รักษาระบบทางสรีระ ให้คงสภาพสมดุลใน
เรื่องต่าง ๆ ไว้ เพื่อทำให้ ร่างกายเป็น ปกติ หรืออยู่ในสภาพ โฮมิโอสแตซิส
(Homeostasis) โดยการปรับระบบให้เข้ากับ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ทฤษฎีแรงขับ
อธิบายว่า เมื่อเสียสมดุลในระบบ โฮมิโอสแตซิส จะทำให้เกิดความต้องการ (Need)
ขึ้น เป็นความต้องการทางชีวภาพเพื่อรักษาความคงอยู่ของชีวิต และความต้องการนี้
จะทำให้เกิด แรงขับ อีกต่อหนึ่ง แรงขับเป็น สภาวะตื่นตัว ที่พร้อมจะทำอย่างใดอย่าง
หนึ่ง ให้กลับคืนสู่สภาพสมดุลเพื่อลดแรงขับนั้น (Drive Reduction) ตัวอย่างเช่น
การขาดน้ำในร่างกาย จะทำให้เสียสมดุลทางเคมี ในเลือด เกิดความต้องการเพิ่มน้ำ
ในร่างกาย แรงขับ ที่เกิดจากต้องการน้ำคือ ความกระหาย จูงใจให้เราดื่มน้ำหรือหาน้ำ
มาดื่ม หลังจากดื่มสม ความต้องการแล้ว แรงขับก็ลดลง กล่าวได้ว่า แรงขับผลักดัน
ให้คนเรามีพฤติกรรม ตอบสนอง ความต้องการ เพื่อทำให้ แรงขับ ลดลงสำหรับที่
ร่างกาย จะได้กลับสู่ สภาพสมดุล อีกครั้งหนึ่ง
แรงขับ แบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ แรงขับปฐมภูมิ (Primary Drive)
และ แรงขับทุติยภูมิ (Secondary Drive) แรงขับที่เกิดจาก ความต้องการพื้นฐาน
ทางชีวภาพ เช่น ความต้องการอาหาร น้ำ ความต้องการและแรงขับประเภทนี้ เกิดขึ้น
เองโดยไม่ต้องเรียนรู้ เป็นแรงขับ ประเภทปฐมภูมิ ส่วนแรงขับทุติยภูมิ เป็นแรงขับที่
เกิดขึ้นจากการเรียนรู้ แรงขับประเภทนี้ เมื่อเกิดแล้วจะจูงใจคนให้กระทำสิ่งต่าง ๆ
เพื่อตอบสนองความต้องการอย่างไม่มีวันสิ้นสุด เช่น คนเรียนรู้ว่า เงินมีความ
สัมพันธ์เชื่อมโยงกับการสนองความต้องการอาหาร ที่อยู่อาศัยและอื่น ๆ อีกมาก การ
ไม่มีเงิน จึงเป็นแรงขับทุติยภูมิสามารถจูงใจให้คนกระทำพฤติกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ได้
เงินมาตั้งแต่การทำงานหนัก จนถึงการทำ สิ่งที่ผิดกฎหมาย เช่น การปล้นธนาคาร
1.2.3 ทฤษฎีการตื่นตัว (Arousal Theory)
มนุษย์ถูกจูงใจให้กระทำพฤติกรรมบางอย่าง เพื่อรักษาระดับการตื่นตัวที่พอ
เหมาะ (Optimal level of arousal) เมื่อมีระดับการตื่นตัวต่ำลง ก็จะถูกกระตุ้นให้
เพิ่มขึ้น และเมื่อการตื่นตัวมีระดับสูงเกินไปก็จะถูกดึงให้ลดลง เช่น เมื่อรู้สึกเบื่อคน
จะแสวงหาการกระทำที่ตื่นเต้น เมื่อตื่นเต้นเร้าใจมานานระยะหนึ่ง จะต้องการพักผ่อน
เป็นต้น คนแต่ละคนจะมีระดับการตื่นตัวที่พอเหมาะแตกต่างกันการตื่นตัวคือ ระดับ
การทำงานที่เกิดขึ้นในหลาย ๆ ระบบของร่างกาย สามารถวัดระดับการทำงานนี้ได้จาก
คลื่นสมอง การเต้นของหัวใจ การเกร็งของกล้ามเนื้อ หรือจากสภาวะของอวัยวะต่าง
ๆ ขณะที่หลับสนิทระดับการตื่นตัวจะต่ำที่สุด และสูงสุดเมื่อตกใจหรือตื่นเต้นสุดขีด
การตื่นตัวเพิ่มขึ้นได้จากความหิว กระหายน้ำหรือแรงขับทางชีวภาพอื่น ๆ หรือจาก
สิ่งเร้าที่เข้มข้น รุนแรง เหตุการณ์ไม่คาดหวังไว้ก่อน หรือจากสารกระตุ้นในกาแฟ
และยาบางชนิด
หน้า 32
การทำงานจะที่มีประสิทธิภาพสูง เมื่อมีระดับการตื่นตัวปานกลาง ระดับการตื่น
ตัวที่สูงเกินไปจะรบกวนความใส่ใจ การรับรู้ การคิด สมาธิ กล้ามเนื้อทำงานประสาน
กันได้ยาก เมื่อระดับการตื่นตัวต่ำ คนเราทำงานที่ยากและมีรายละเอียดได้ดี แต่ถ้าเป็น
งานที่ง่ายจะทำได้ดีเมื่อระดับ การตื่นตัวสูง คนที่มีระดับการตื่นตัวสูงเป็นนิสัย มักสูบ
บุหรี่ ดื่มสุรา กินอาหารรสจัด ฟังดนตรีเสียงดัง มีความถี่เรื่องเพศสัมพันธ์ ชอบการ
เสี่ยงและลองเรื่องใหม่ ๆ ส่วนคนที่มีระดับการตื่นตัวต่ำเป็นปกติ มักมีพฤติกรรมที่ไม่
เร้าใจมากนัก ไม่ชอบการเสี่ยง ความแตกต่างในระดับพอเหมาะของการตื่นตัว เกิด
จากพื้นฐานทางชีวภาพเป็นเรื่องหลัก และทำให้มีบุคลิกภาพแตกต่างกันไปด้วย
1.2.4 ทฤษฎีสิ่งจูงใจ (Incentive Theory)
ปัจจัยภายนอกหรือสิ่งแวดล้อมที่จูงใจจะดึงดูดให้คนมุ่งไปหาสิ่งนั้น มนุษย์
กระทำกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อแสวงหาสิ่งที่พอใจ (Positive Incentives) เช่น รางวัล
คำยกย่อง สิทธิพิเศษ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่พอใจ (Negative Incentives) เช่น ถูก
ลงโทษ ถูกตำหนิ ทำให้เจ็บกาย การที่คนมี พฤติกรรมแตกต่างกัน หรือพฤติกรรม
เปลี่ยนแปลงไป ขึ้นอยู่กับความแตกต่างในคุณค่า (Values) ของสิ่งจูงใจ ถ้าคิด
ว่าการกระทำอย่างใด อย่างหนึ่ง จะได้รับผลคุ้มค่าก็จะมีแรงจูงใจให้บุคคลกระทำอย่าง
นั้น
2. การเรียนรู้
การเรียนรู้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และ การปรับพฤติกรรมของ
มนุษย์ ที่เกิดขึ้นจาก ประสบการณ์ หรือมี ปฏิสัมพันธ์ กับ สิ่งแวดล้อม พฤติกรรมการ
เรียนรู้เกิดขึ้นเมื่อพฤติกรรมมี ความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งเร้า กับการ ตอบสนองต่อสิ่งเร้า
หลักการเรียนรู้ ที่สำคัญได้แก่ การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิก การวางเงื่อนไขปฏิบัติการ
และ หลักการเรียนรู้ทางสังคม
หน้า 33
2.1 การวางเงื่อนไขแบบคลาสสิกของ พาฟลอฟ (Pavlov)
แนวคิดนี้เชื่อว่า มนุษย์ถูกวางเงื่อนไขเพื่อให้
แสดง พฤติกรรมตอบสนองต่อสิ่งเร้าได้ ตามรูปอยู่
ตลอดเวลา เงื่อนไขจะถูกวาง ในขณะที่มีสิ่งเร้าอื่น ที่มี
อิทธิพลต่อการกระตุ้นเร้าอินทรีย์อยู่ ทำให้มี พฤติกรรม
ตอบสนองต่อสิ่งเร้า ทั้งสอง อย่างพร้อม ๆ กัน เมื่อ
อินทรีย์เกิดการเรียนรู้ก็จะทำให้ ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่
ถูก วางเงื่อนไขไว้ได้ นอกจากนี้ การตอบสนองต่อสิ่ง
เร้า ยังสามารถ แผ่ขยายไปยังสิ่งเร้าอื่น ๆ ที่มีลักษณะ
คล้ายคลึงกัน ได้อีกด้วย หลักการนี้ ทำให้เข้าใจ เรื่อง
ความรู้สึก หรือ อารมณ์ของบุคคล ที่ไม่อาจหักห้ามได้ เมื่อเจอสิ่งเร้าบางอย่าง เช่น
กลัวสิ่งที่ไม่ อันตราย รู้สึกขยะแขยงต่อสิ่งที่ น่าเกลียด เป็นเพราะ ถูกวางเงื่อนไขต่อ
สิ่งนั้น มาในอดีตตั้งแต่วัยเด็ก
2.2 การวางเงื่อนไขปฎิบัติการของ สกินเนอร์ (Skinner)
การวางเงื่อนไขอีกลักษณะหนึ่ง เป็นการวาง
เงื่อนไขที่เกิดจากแรงขับ ที่ทำให้อินทรีย์ ปฏิบัติการ
เป็นการเกิด พฤติกรรม โดยวางเงื่อนไขระหว่าง
พฤติกรรมการตอบสนองต่อสิ่งเร้า กับ ผลกรรม
(Consequence) ของ พฤติกรรม นั้น พฤติกรรมใด ที่
ได้รับ ผลกรรม เป็นที่พึงพอใจ พฤติกรรมนั้น มีแนว
โน้มที่จะเกิดขึ้น ต่อสิ่งเร้า อย่างเดียวกัน อีกในโอกาสต่อ
ไป ส่วนพฤติกรรมใดที่ได้รับผลกรรม ไม่เป็นที่พึงพอใจ
พฤติกรรมนั้นมี แนวโน้ม ที่จะยุติลงได้ ผลกรรมจะมี
ลักษณะ เป็นการเสริมแรง พฤติกรรมมี ทั้งรางวัลและการลงโทษ การที่มนุษย์
ส่วนมาก แสดงพฤติกรรม ที่ให้ผลกรรม เป็นรางวัล และงดแสดงพฤติกรรมที่อาจถูก
ลงโทษ หรืองด พฤติกรรม ที่ไม่ได้ รางวัลแล ะแสดงพฤติกรรม เพื่อ หลีกเลี่ยงการถูก
ลงโทษเป็นไปตาม ทฤษฎีการวางเงื่อนไขแบบปฏิบัติการ
2.3 การเรียนรู้ด้วยการหยั่งเห็น (Insight Learning)
การหยั่งเห็น เป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสัตว์ชั้นสูง เนื่องจากมีความซับซ้อนใน
ด้านการคิด และ การแก้ปัญหา เพื่อให้เกิด ผลลัพธ์ที่ต้องการ นักจิตวิทยา ตามแนวคิด
นี้ท่านหนึ่งชื่อ โคห์เลอร์ (Kohler) ได้ทำการศึกษา กระบวนการแก้ปัญหาของลิง ในการ
หยิบอาหารที่อยู่นอกกรง
หน้า 34
พบว่าลิงมี แบบแผนของการคิดที่เชื่อมโยงกับ สภาพการณ์ที่ปรากฏอยู่ต่อหน้า
ในขณะนั้นและเลือกที่จะทำพฤติกรรมที่น่าจะเหมาะสมที่สุด และเมื่อศึกษาต่อกับ มนุษย์
ก็พบผลในทำนองเดียวกัน ตามทฤษฎีนี้ การตอบสนองต่อสิ่งเร้าของบุคคล สามารถ
กระทำได้หลายรูปแบบขึ้นอยู่กับกระบวนการคิดของคนผู้นั้นรูปแบบที่ตอบสนอง แล้ว
ได้ผลดีที่สุดจะเป็นแสดงความฉลาดของ สติปัญญาของมนุษย์
2.4 การเรียนรู้ทางสังคม
การเรียนรู้ทางสังคม เป็นรูปแบบการเรียนรู้ที่กล่าวว่าพฤติกรรมของคนเรา
ส่วนใหญ่เกิดจาก การสังเกตตัวแบบแล้ว ลอกเลียนพฤติกรรมของตัวแบบ เฉพาะที่
ตัวแบบได้รับการเสริมแรงเป็นรางวัล โดยที่ไม่จำเป็น ที่จะต้องทำ ตามแบบในทันที
แต่อาจจะเก็บจำไว้ไปคิด หรือทดสอบ ดูก่อนก็ได้ การที่ได้สังเกตตัวแบบเป็นเวลานาน
เช่น ลูกจะมีพ่อแม่เป็นตัวแบบการเรียนรู้และจะทำตามอย่างพ่อแม่โดยไม่รู้ตัวเพราะ
การเรียนรู้ แบบนี้จะแฝงอยู่ในความคิดก่อนที่จะแสดงออกมาให้เด่นชัด พฤติกรรม
ของบุคคลหลายอย่างเกิดจากการกระทำตามตัวแบบที่เขานิยมชมชอบ เช่น เพื่อน
ดาราภาพยนตร์ นักร้อง นักกีฬา บุคคลที่มีชื่อเสียง พฤติกรรมการเรียนรู้ทางสังคม
เกิดจากกระบวนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานและส่วนใหญ่เกิดจากปัจจัยภายนอก การเรียนรู้
ทางสังคมจึงสามารถถูกปรับเปลี่ยนไปได้ตามลักษณะของ การเสริมแรง การสังเกต
ตัวแบบ พัฒนาการที่สูงขึ้น ระดับความคาดหวัง ค่านิยม และรูปแบบการคิด (วินัย
เพชรช่วยและคณะ, 2543)
หน้า 35
บทที่6 ความจำของมนุษย์
ความหมายของความจำ
ความจำเป็นที่ที่บุคคลใช้เก็บรักษาข้อมูลความรู้ต่างๆที่เขาได้รับจากการมี
ปฏิสัมพันธ์กับโลกภายนอก (Flavell, Miller, & Miller,2001) ซึ่งส่งผลให้บุคคสามารถ
เรียนรู้จากประสบการณ์ในอดีตเข้าใจสิ่งต่างๆในปัจจุบันและคาดการณ์ไปยังอนาคตได้
(Baddeley, 1999; Galotti, 2008)
กระบวนการจำของมนุษย์
ประกอบไปด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่
1. กระบวนการใส่รหัสข้อมูล (Encoding)
เป็นกระบวนการประมวล และให้ความหมายกับสิ่งที่รับรู้ เพื่อที่จะสร้างตัวแทนของสิ่งนั้น
ขึ้นมาเก็บไว้ใน ระบบความจำ
หน้า 36
2. กระบวนการเก็บจำ (Storage)
เป็นกระบวนการเก็บรักษาตัวแทนของข้อมูลที่ได้รับมาให้อยู่ในหน่วยความจำ
3. กระบวนการนำข้อมูลออกมาจากระบบการจำ (Retrieval)
เป็นการดึงข้อมูลที่ถูกใส่รหัสและเก็บอยู่ในหน่วยความจำออกมาใช้
ธรรมชาติของความจำมนุษย์ หากได้ลองอ่านหนังสือ หรือบทความรวมถึง งาน
วิจัยที่ได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับความจำของมนุษย์แล้ว จะเห็นว่า ธรรมชาติของความจำ
มนุษย์ที่พบได้ทั่วไป มักครอบคลุมรายละเอียดดังต่อไปนี้
ความจำของมนุษย์มีการทำงานตลอด
เวลา โดยปกติแล้ว ในการรับรู้และเข้าใจสิ่งเร้า
ที่ผ่านระบบรับสัมผัส เข้ามานั้น บุคคลจะ
ตีความสิ่งเร้าและสร้างตัวแทน ของสิ่งเร้าขึ้น
มาในสมอง โดยอาศัยข้อมูลที่เก็บไว้ในความจำ
อย่างน้อยก็ช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพื่อที่จะให้
บุคคลทำการดึงข้อมูลต่างๆ ที่เก็บบันทึกไว้ขึ้น
มา รวมกับข้อมูลจากการรับสัมผัส และ
ประมวลข้อมูลทั้งหมดเข้าด้วยกันเพื่ อจะรับรู้สิ่ง
เร้านั้นๆ เมื่อระบบรับสัมผัสของเราทำงาน
ตลอด ความจำของมนุษย์จึงทำงาน ตลอดเวลา และมีการปรับข้อมูลในหน่วยความจำอยู่เสมอ
ตามข้อมูลที่ได้รับรู้ (Baddeley, 1999) โดยPiaget (as cited in Flavell et al., 2001)ได้
กล่าวถึงการปรับทางปัญญา (Adaptation) ให้เข้ากันกับสิ่งแวดล้อมที่ซับซ้อนมนุษย์ ไว้ว่า
มนุษย์มีการจัดการกับข้อมูลผ่าน กระบวนการ 2 กระบวนการ ได้แก่ การดูดซึมเข้าสู่โครงสร้าง
ทางปัญญา (Assimilation) และ การปรับโครงสร้างทางปัญญา (Accommodation)
ความจำของมนุษย์มีขีดจำกัด
คนเราไม่สามารถเก็บจำทุกอย่างที่รับรู้เข้ามาได้ และมีหลายงานวิจัยที่แสดงให้เห็นถึงขีดจำกัด
ของความจำมนุษย์ งานวิจัยคลาสสิกงานหนื่ง คือการศึกษาของ George Miller (1956) ที่
ได้เขียนบทความทางวิชาการเรื่อง The Magical number seven, plus or minus two:
Some limits on our capacity for processing information และเสนอว่า มนุษย์เรา
สามารถเก็บจำข้อมูลในความจำระยะสั้นได้เพียง 5 – 9 Chunk เท่านั้น โดย Chunk ในที่นี้คือ
หน่วยพื้นฐานของความจำระยะสั้น ซึ่งอาจจะเป็นข้อมูลเดี่ยวๆ หรือเป็นกลุ่มของข้อมูลก็ได้ ซึ่ง
หากจัดให้ Chunk เป็นกลุ่มของข้อมูล บุคคลก็มีแนวโน้มจดจำข้อมูลได้มากขึ้น แต่บุคคลก็ยัง
ไม่สามารถให้จดจำสิ่งเร้าที่ผ่านเข้าสู่ระบบรับสัมผัสทั้งหมดได้ (Matlin, 2009)
หน้า 37
บทที่7 ความคิดและ
เชาวน์ปัญญา
ความหมายของการคิด
ฮิลการ์ด (Hilgard ) กล่าวว่า การคิดเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสมองอันเนื่องมา
จากการใช้สัญลักษณ์ แทนสิ่งของ เหตุการณ์หรือ สถานการณ์ ต่าง ๆ บรูโน (Bruno )
กล่าวว่า การคิดเป็นกระบวนการทางสมองที่ใช้สัญลักษณ์จินตภาพ ความคิดเห็น และ
ความคิด รวบยอด แทนประสบการณ์ในอดีต ความเป็นไปได้ในอนาคต และความเป็น
จริงที่ปรากฏ การคิดจึงทำให้คนเรา มีกระบวนการ ทางสมองในระดับสูง กระบวนการ
เหล่านี้ได้แก่ ตรรกศาสตร์ คณิตศาสตร์ ภาษา จินตนาการ ความใส่ใจ เชาวน์ปัญญา
ความคิดสร้างสรรค์ และอื่นๆ มากาเรต ดับบลิว แมทลิน (Matlin ) กล่าวว่า การคิดเป็น
กิจกรรมทางสมอง เป็นกระบวนการทางปัญญา ซึ่งประกอบด้วย การสัมผัส การรับรู้
การรวบรวม การจำ การรื้อฟื้นข้อมูลเก่าหรือประสบการณ์ โดยที่บุคคลนำข้อมูลข่าวสาร
ต่าง ๆ เก็บไว้เป็นระบบ การคิดเป็นการจัด รูปแบบของข้อมูลข่าวสารใหม่กับข้อมูลเก่า
ผลจากการจัดสามารถแสดงออกมาภายนอกให้ผู้อื่นรับรู้ได้
หน้า 38
ความสำคัญของการคิด การคิดเป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่สำคัญ
ที่สุดที่จะมีผลและรากฐานของการเปลี่ยนแปลงใน
ชีวิต แต่ละบุคคลในการดำเนินงาน ของสังคม ถ้า
คนแต่ละคนคิดดี คิดถูกต้อง คิดเหมาะสม การ
ดำเนินชีวิตของคน และความเป็นไปของสังคม ก็
จะดำเนินไปอย่างมีคุณค่าสูง การคิดจึงเป็นเรื่อง
สำคัญของมนุษย์
การคิดเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตใน
สังคมที่ซับซ้อน สังคมจะก้าวหน้าต่อไปได้ก็เมื่อ
บุคคลในสังคมมีความคิด รู้จักคิดป้องกัน หรือคิด
แก้ปัญหาในชีวิตประจำวัน และพัฒนาปรับปรุง
ภาวะต่างๆ ให้ดีขึ้น บุคคลที่เกี่ยวข้องกับเด็ก จึงต้องช่วยพัฒนาความสามารถ ในการ
คิดให้แก่เด็กอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เป็นคนที่มีความคิดกว้างไกล สามารถดำรงชีวิตใน
สังคมได้อย่างราบรื่น คนต้องคิดเป็น คนที่ไม่ชอบคิด หรือคิดไม่เป็นย่อมตกเป็นเหยื่อ
ของคนช่างคิด คนต้องอาศัยความคิดเป็นสิ่งนำไปสู่การดำเนินชีวิต การดำเนินงาน ที่มี
ประสิทธิภาพและสัมฤทธิ์ผลการคิดเป็นกระบวนการทางจิตใจมีความสำคัญต่อการเรียนรู้
แม้ว่าทุกคนจะมีความคิดแต่ก็มองไม่เห็นได้โดยตรง ต้องอาศัยการสังเกต พฤติกรรม
การแสดงออกและการกระทำ
กระบวนการของการคิด
การคิดเป็นกระบวนการของจิตใจหรือกระบวนการทางสมอง ซึ่งมีความสำคัญต่อ
การเรียนรู้ การคิดไม่มีขอบเขตจำกัด กระบวนการคิด ของมนุษย์เป็นกระบวนการที่มีขั้น
ตอนที่เริ่มจากสิ่งเร้ามา กระตุ้นทำให้จิตใส่ใจ กับสิ่งเร้า และสมองนำข้อมูล หรือความรู้ที่มี
อยู่มา ประมวล เพื่อให้ได้ผลของการคิดออกมา
เหตุของการคิด ต้นเหตุของการคิดคือสิ่งเร้าที่เป็นปัญหา หรือสิ่งเร้าที่เป็นความต้องการ
หรือสิ่งเร้าที่ชวนสงสัย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้
1) สิ่งเร้าที่เป็นปัญหา เป็นสิ่งเร้าประเภทสถานการณ์ เหตุการณ์ หรือสภาวะที่มากระทบ
แล้ว จำเป็นต้องคิด ( Have to think) เพื่อกระทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดที่จะทำให้ปัญหานั้นลดไป
หรือหมดไป
2) สิ่งเร้าที่เป็นความต้องการ เป็นความต้องการสิ่งที่ดีขึ้นกว่าเดิมในแง่ต่าง ๆ เช่น
ต้องการลดต้นทุนในการผลิตสินค้า ต้องการทำงานโดยใช้เวลาน้อยลง ต้องการความ
ปลอดภัยมากขึ้น จึงต้องการการคิด (Want to think ) มาเพื่อทำให้ความต้องการ
หมดไป
หน้า 39
3) สิ่งเร้าที่ชวนสงสัย เป็นสิ่งเร้าแปลก ๆ ใหม่ ๆ ที่มากระตุ้นให้สงสัย อยากรู้ ซึ่งใน
สภาพการณ์เดียวกัน สิ่งเร้าเดียวกัน บางคนอาจไม่อยากรู้ก็ไม่เกิดการคิด แต่บางคนก็
อยากรู้ซึ่งอาจเกิดจากบุคลิกภาพประจำตัวที่เป็นคนช่างคิด ช่างสงสัย ทำให้ต้องการคำ
ตอบเพื่อตอบข้อสงสัย นั้น ๆ ซึ่งลักษณะเช่นนี้ควรได้รับการฝึกฝนและพัฒนาต่อ ๆ ไป
ผลของการคิด คือคำตอบหรือวิธีการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อนำไปแก้ปัญหาที่พบ
หรือเพื่อให้ความต้องการ หรือความสงสัยลดลง หรือหมดไป ผลของการคิดได้แก่
1) คำตอบของปัญหาที่พบ หรือคำตอบที่สนองต่อความต้องการของตน ซึ่งรวมไปถึง
วิธีการในการแก้ปัญหา ขั้นตอนในการปฏิบัติงาน เพื่อให้ได้คำตอบนั้น ๆ
2) แนวคิด ความรู้ ทางเลือก และสิ่งประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสิ่งใหม่ ๆ
ความหมายของเชาวน์ปัญญา
คือ ความสามารถของบุคคลใน
การเรียนรู้ การปรับตัวต่อปัญหาอย่าง
เหมาะสมและความสามารถในอันที่จะทำ
กิจกรรมต่างๆได้อย่างมีจุดมุ่งหมายและมี
คุณค่าทางสังคม สามารถคิดอย่างมี
เหตุผลสามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อม
และสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ
พั ฒนาการของเชาวน์ปัญญา
เชาวน์ปัญญาเป็นสิ่งที่บุคคลแต่ละคนมีติดตัวมาแต่กำเนิดและพั ฒนาสมบูรณ์ยิ่งขึ้นตาม
ระดับอายุและสิ่งแวดล้อมเชาวน์ปัญญาของแต่ละคนจะมีลักษณะที่สูงต่ำไม่เท่ากัน ซึ่งขึ้น
อยู่กับองค์ประกอบ หลายอย่าง เช่น
1.พันธุ์กรรม พันธุ์กรรมที่ได้รับการถ่ายทอดสืบต่อมาจากพ่อแม่ คนเราจะมีเชาวน์ปัญญาดี
หรือไม่ดีขึ้นอยู่กับพันธุ์กรรม 80% สิ่งแวดล้อม 20%
2.ความสมบูรณ์ของสมองและระบบประสาท
3.สิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่ช่วยกระตุ้น และส่งเสริมให้บุคคลได้มีโอกาสเรียนรู้เช่น พ่อแม่ที่
เอาใจใส่พู ดคุยกับลูก ลูกจะเรียนได้ดีและช่วยให้มีเชาวน์ปัญญาดี การให้ความรักและความ
อบอุ่น การยอมรับ การเลี้ยงดูอย่างมีเหตุผลที่เหมาะสม มีผลต่อสุขภาพจิตดีและมีอิทธิพล
ต่อเชาวน์ปัญญา เมื่อเด็กได้รับการตอบสนองความต้องการขั้นมูลฐานดังกล่าวแล้วเขาก็
พร้อมที่จะพัฒนาความสามารถของเขาอย่างเต็มที่ ถ้าพ่อแม่เลี้ยงดูลูกแบบทนุถนอมปกป้อง
เหมือนไข่ในหินจะทำให้พั ฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเด็กช้าลงการมีหนังสือดีๆให้อ่านตาม
ความเหมาะสมของแต่ละวัยจะช่วยในการพั ฒนาเชาวน์ปัญญา
หน้า 40
4.อายุ ระดับอายุที่พัฒนาการของเชาวน์ปัญญาถึงขั้นสูงสุดคือระหว่างอายุ 15-25 ปี
เชาวน์ปัญญาเมื่อพั ฒนาถึงขั้นสูงสุดจะค่อยๆเสื่อมลงตามวัยแต่มีลักษณะค่อยเป็นค่อย
ไป แทบสังเกตไม่ได้ การเสื่อมของเชาวน์ปัญญาในแต่ละด้านอาจเสื่อมเร็วและช้าไม่เท่ากัน
5.เพศ เพศชายมักมีความสามารถทางด้านการคำนวณ ถนัดทางกลไกการกระทำที่ใช้ไหว
พริบ และความรวดเร็วดีกว่าหญิง ส่วนเพศหญิงมักมีความคล่องแคล่วในการใช้มือ
งานที่ต้องใช้ฝีมือ ลายละเอียด การใช้ภาษาความสามารถทางภาษา ความจำ
6.เชื้อชาติ เด็กลูกผสมมักจะมีเชาวน์ปัญญาสูงกว่าเด็กที่ไม่ใช่ลูกผสม
7.ความผิดปกติทางสมอง ความผิดปกติทางสมองอาจมีผลต่อการเสื่อมลงของเชาวน์
ปัญญา ก่อนเวลาอันสมควร เช่นเนื้องอกในสมอง ลมชัก สมองได้รับการกระทบ
กระเทือนอย่างรุนแรง
ระดับเชาวน์ปัญญา
การจัดระดับเชาวน์ปัญญาเป็นเพี ยงการแสดงการเปรียบเทียบให้ทราบว่าบุคคลหนึ่งมี
ความสามารถอยู่ในเกณฑ์เฉลี่ยสูงกว่าหรือต่ำกว่าระดับอายุเมื่อเทียบกับบุคคลที่อยู่ในระดับ
อายุเดียวกัน
ระดับเชาวน์ปัญญาได้จากคะแนนที่มาจากการทดสอบเชาวน์ปัญญาด้วยแบบทดสอบ
เชาวน์ปัญญาซึ่งมีอยู่หลายชนิดเพื่อให้เลือกใช้ตามความเหมาะสมกับผู้รับการทดสอบ มีทั้ง
แบบทดสอบเพื่ อดูความสามารถพิ เศษอย่างใดอย่างหนึ่งและความสามารถทั่วไปหลายๆ
ด้านรวมกัน
ผลการทดสอบอาจให้คะแนนเป็นตัวเลข เช่น ไอคิวหรือคะแนนที่มีความหมายบอกระดับ
ความสามารถ เช่น เกรด และอายุสมอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวิธีคำนวณหาค่าที่แสดงถึงระดับ
เชาวน์ปัญญาซึ่งแตกต่างกันไปในทางทดสอบแต่ละแบบ
IQ
เป็นตัวเลขที่ได้จากการทดสอบเชาวน์ปัญญากับคะแนนเฉลี่ยที่คาดว่าผู้ถูกทดสอบสมควร
จะทำได้ ตามระดับอายุที่แท้จริง วิธีคำนวณค่าไอคิวในการทดสอบเชาวน์ปัญญาแต่ละแบบ
ขึ้นอยู่กับลักษณะแบบทดสอบและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ฉะนั้นไอคิวจะเป็นเครื่องแสดงให้ทราบ
ว่าบุคคลนั้นมีระดับเชาวน์ปัญญาอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับบุคคลอื่นในระดับอายุเดียวกัน
เชาวน์ปัญญาของคนเราจะเพิ่ มขึ้นตามวัยในเรื่องของคุณภาพทั้งนี้เนื่องจากเรามีโอกาสได้
เรียนรู้กิจกรรมและแก้ไขเหตุการณ์ต่างๆทำให้มีประสบการณ์มากขึ้น แต่เมื่อทดสอบเชาวน์
ปัญญาคะแนนที่ได้เพิ่ มขึ้นจะต้องนำไปเปรียบเทียบกับอายุที่เพิ่ มขึ้นด้วย
หน้า 41
ตัวแปรบางอย่างมีอิทธิพลทำให้ผลการทดสอบเชาวน์ปัญญาหรือค่าของไอคิวในการ
ทดสอบเชาวน์ปัญญาแต่ละครั้งคลาดเคลื่อนเปลี่ยนแปลงหรือไม่คงที่ ตัวแปรดังกล่าวอาจ
มีได้หลายประการเช่นในระหว่างการทดสอบมีสาเหตุที่ทำให้ผู้ถูกทดสอบใช้ความสามารถได้
ไม่เต็มที่จากการที่มีอาการเจ็บป่วยทางกายหรือทางจิต อารมณ์เครียด ขาดแรงจูงใจและ
ไม่มีสมาธิในการทดสอบขาดความชำนาญในการทดสอบหรือใช้แบบทดสอบไม่ถูกต้อง
เป็นต้น
เชาวน์ปัญญา เป็นสิ่งที่สามารถกระตุ้น ส่งเสริมให้พัฒนาได้ถ้าพ่อแม่มีความเข้าใจเด็กและ
ช่วยกระตุ้นส่งเสริมพั ฒนาการทางเชาวน์ปัญญาของเด็กอย่างถูกต้องและเหมาะสมก็จะ
ช่วยให้เด็กได้พั ฒนาเชาวน์ปัญญาของเขาเท่าที่มีอยู่อย่างเต็มที่
ระดับเชาวน์ปัญญากับความสามารถรับ
การศึกษาประกอบอาชีพและการปรับตัว