หน้า 42
เชาว์ปัญญากับความสำเร็จ
การที่บุคคลจะประสบความสำเร็จในชีวิตทั้งด้านการเรียน การประกอบอาชีพต่างๆ
นอกจากจะต้องมีเชาว์ปัญญาดีแล้วจะต้องอาศัยองค์ประกอบอื่นๆด้วยเช่น ความมุมานะ
พยายาม มีความอดทน มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลทั่วไป และมีคุณธรรม มีสุขภาพจิตดี
และมีพื้นฐานทางบุคลิกภาพที่มั่นคง สภาพแวดล้อมที่ช่วยส่งเสริมอย่างเหมาะสม ฯลฯ
ดังนั้นจะเห็นว่าบางคนมีเชาวน์ปัญญาดีแต่อาจจะไม่ประสบผลสำเร็จในชีวิตหรือมีปัญหา
การเรียนเนื่องจากขาดองค์ประกอบที่เหมาะสมดังกล่าวข้างต้น เพราะฉะนั้นพ่อแม่จึงไม่
ควรมุ่งเน้น ส่งเสริมแต่เฉพาะในเรื่องการเรียนหรือเชาวน์ปัญญาของเด็กเพียงอย่างเดียว
แต่ควรควบคุมไปกับการ ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะทางสังคม การปรับตัวในการอยู่ร่วมกับผู้
อื่น การมีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีกับบุคคลอื่น ตลอดจนการอบรมเลี้ยงดู ให้มีพื้นฐานทาง
บุคลิกภาพที่มั่นคงร่วมด้วยก็จะช่วยให้เขาประสบความสำเร็จตามความสามารถของเชาวน์
ปัญญาที่เขามีอยู่
จะเห็นว่าการเติบโตของเชาวน์ปัญญาไม่ได้ขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์เพียงอย่างเดียว สิ่ง
แวดล้อม วิธีการอบรมเลี้ยงดูโอกาสในการเรียนรู้ตลอดจนภาวะสุขภาพล้วนแล้วแต่มีความ
สำคัญ ต่อพัฒนาการด้านเชาวน์ปัญญา ซึ่งกล่าวได้ว่า “กรรมพันธุ์กำหนดความสามารถ
ของเชาวน์ปัญญานั้นสามารถแสดงออกมาได้มากน้อยต่างกัน” พ่อแม่จึงไม่ควรมุ่งหวังใน
บุตรหลานของตนให้มีความสำเร็จเกินกว่าเชาวน์ปัญญาที่เขามีอยู่ เพราะจะทำให้เกิดปัญหา
ทางสุขภาพจิตได้แต่ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้เขาได้พั ฒนาความสามารถที่แท้จริงของ
เขาอย่างเต็มที่เท่าที่เขาจะสามารถทำได้ ก็จะสามารถทำได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อตัวของเขา
เองและสังคมโดยส่วนรวมและต่อการพั ฒนาประเทศชาติต่อไป
ฉะนั้น เชาวน์ปัญญาเปรียบเสมือนทรัพย์อันมี
ค่ามหาศาล ผู้มีเชาวน์ปัญญาดีหากใช้ให้ ถูก
ทางก็จะเป็นประโยชน์ทั้งต่อตนเองและการ
พัฒนาประเทศชาติ ถึงแม้บุคคลที่มีปัญญา
ด้วยถ้าได้รับการฝึกสอนให้ถูกวิธีก็สามารถที่จะ
เลี้ยงตัวเอง และทำประโยชน์ให้สังคมได้เช่นกัน
หน้า 43
บทที่8 การรับรู้
(PERCEPTION)
เมื่อเรามองไปรอบๆตัว เราทราบว่าสิ่งนั้นคืออะไร เช่น โต๊ะ เก้าอี้ คอมพิวเตอร์
เครื่องถ่ายเอกสาร และเครื่องโทรสาร เป็นต้น การที่เราสามารถตีความสิ่งต่างๆ ที่ได้จาก
ประสาทสัมผัส หรือ อวัยวะรับความรู้สึก 5 ชนิด คือ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวหนัง ให้มี
ความหมายว่าสิ่งที่มองเห็นคืออะไร เสียงที่ได้ยินคืออะไร และกลิ่นที่ได้คือกลิ่นอะไร ฯลฯ
เราเรียกการตีความนี้ว่า “การรับรู้” ซึ่งการรับรู้เป็นกระบวนการทางความคิดที่มีผลต่อ
พฤติกรรม และการก่อตัวของทัศนคติของบุคคล
การรับรู้ของบุคคลแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ที่ได้รับและการประเมินค่าสิ่งที่
รับรู้ก็แตกต่างกันไปด้วย การรับรู้ของบุคคลเกิดจากการได้และเห็นสิ่งต่างๆ ได้รับฟัง
สรรพสิ่ง ได้กลิ่นและได้สัมผัส เป็นความรู้สึกที่เกิดจากประสาทสัมผัสโดยอาศัยอวัยวะ
สัมผัส บุคคลประเมินค่าจากสิ่งที่รับรู้โดยอาศัยประสบการณ์และภูมิหลังของตน
หน้า 44
การรับรู้ หมายถึง
กระบวนการประมวลและตีความข้อมูลต่างๆ ที่อยู่รอบตัวเราที่ได้จากการรู้สึก ซึ่งการรับรู้
ของบุคคลจะเกี่ยวข้องกับปัจจัยทางจิตวิทยาบางตัว ได้แก่ การเรียนรู้ ประสบการณ์
แรงจูงใจ อารมณ์ฯลฯ โดยปัจจัยเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทร่วมกับการรับรู้
กระบวนการของการรับรู้ (Process)
เป็นกระบวนการที่คาบเกี่ยวกันระหว่างเรื่องความเข้าใจ การคิด การรู้สึก (Sensing)
ความจำ (Memory) การเรียนรู้ (Learning) การตัดสินใจ (Decision making)
สิ่งเร้าไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ หรือสถานการณ์ มาเร้าอินทรีย์ ทำให้เกิดการ
สัมผัส (Sensation) และเมื่อเกิดการสัมผัสบุคคล จะเกิดมีอาการแปล การสัมผัสและมี
เจตนา (Conation) ที่จะแปลสัมผัสนั้น การแปลสัมผัส จะเกิดขึ้นในสมอง ทำให้เกิด
พฤติกรรมต่างๆ เช่น การที่เราได้ยินเสียงดัง ปัง ปัง ๆ สมองจะแปลเสียงดังปัง ปัง
โดยเปรียบเทียบกับเสียง ที่เคยได้ยินว่าเป็น เสียงของอะไร เสียงปืน เสียงระเบิด เสียง
พลุ เสียงประทัด เสียงของท่อไอเสียรถ เสียงเครื่องยนต์ระเบิด หรือเสียงอะไร ในขณะ
เปรียบเทียบ จิตต้องมีเจตนา ปนอยู่ ทำให้เกิดแปลความหมาย และ ต่อไปก็รู้ว่า เสียงที่
ได้ยินนั่นคือ เสียงอะไร อาจเป็นเสียงปืน เพราะบุคคลจะแปลความหมายได้ ถ้าบุคคลเคย
มีประสบการณ์ในเสียงปืนมาก่อน และอาจแปลได้ว่า ปืนที่ดังเป็นปืนชนิดใด ถ้าเขาเป็น
ตำรวจ จากตัวอย่างข้างต้นนี้ เราอาจสรุป กระบวนการรับรู้ จะเกิดได้จะต้องมีองค์
ประกอบดังต่อไปนี้
1. มีสิ่งเร้า ( Stimulus )
ที่จะทำให้เกิด การรรับรู้ เช่น สถานการณ์ เหตุการณ์ สิ่งแวดล้อม รอบกาย ที่เป็น คน
สัตว์ และสิ่งของ
2. ประสาทสัมผัส ( Sense Organs )
ที่ทำให้เกิดความรู้สึกสัมผัส เช่น ตาดู หูฟัง จมูกได้ กลิ่น ลิ้นรู้รส และผิวหนังรู้ร้อนหนาว
3. ประสบการณ์ หรือความรู้เดิม
ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งเร้าที่เราสัมผัส
4. การแปลความหมายของสิ่งที่เราสัมผัส
สิ่งที่เคยพบเห็นมาแล้วย่อมจะอยู่ในความทรงจำของสมอง เมื่อบุคคลได้รับสิ่งเร้า สมอง
ก็จะทำหน้าที่ทบทวนกับความรู้ที่มีอยู่เดิมว่า สิ่งเร้านั้นคืออะไร
หน้า 45
เมื่อมนุษย์เราถูกเร้าโดยสิ่งแวดล้อม ก็จะเกิดความรู้สึกจากการสัมผัส
(Sensation) โดยอาศัยอวัยวะสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา ทำหน้าที่ดูคือ มองเห็น หูทำหน้าที่ฟัง
คือ ได้ยิน ลิ้นทำหน้าที่รู้รส จมูก ทำหน้าที่ดมคือได้กลิ่น ผิวหนังทำหน้าที่สัมผัสคือรู้สึกได้
อย่างถูกต้อง กระบวนการรับรู้ ก็สมบูรณ์แต่จริงๆ แล้วยังมีการสัมผัสภายในอีก 3
อย่างด้วยที่จะช่วยให้เรารับสัมผัสสิ่งต่างๆ
ลำดับขั้นของกระบวนการรับรู้
การรับรู้จะเกิดขึ้นได้ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนของกระบวนการดังนี้
ขั้นที่ 1 สิ่งเร้า( Stimulus ) มากระทบอวัยวะสัมผัสของอินทรีย์
ขั้นที่ 2 กระแสประสาทสัมผัสวิ่งไปยังระบบประสาทส่วนกลาง ซึ่งมีศูนย์อยู่ที่สมองเพื่อ
สั่งการ ตรงนี้เกิดการรับรู้ ( Perception )
ขั้นที่ 3 สมองแปลความหมายออกมาเป็นความรู้ความเข้าใจ โดยอาศัย ความรู้เดิม
ประสบการณ์เดิม ความจำ เจตคติ ความต้องการ ปทัสถาน บุคลิกภาพ เชาวน์ปัญญา
ทำให้เกิดการตอบสนองอย่างใดอย่างหนึ่ง การรับรู้ ( Perception )
ตัวอย่าง ขณะนอนอยู่ในห้องได้ยินเสียงร้องเรียกเหมียวๆๆรู้ว่าเป็นเสียงร้องของ
สัตว์ และรู้ต่อไปว่าเป็นเสียงของแมว เสียงเป็นเครื่องเร้า (Stimulus) เสียงแล่นมากระ
ทบหูในหูมีปลายประสาท (End organ) เป็นเครื่องรับ (Receptor) เครื่องรับส่งกระแส
ความรู้สึก (Impulse) ไปทางประสาทสัมผัส (Sensory nerve) เข้าไปสู่สมอง สมอง
เกิดความตื่นตัวขึ้น (ตอนนี้เป็นสัมผัส) ครั้นแล้วสมองทำการแยกแยะว่า เสียงนั้นเป็น
เสียงคนเป็นเสียงสัตว์ เป็นเสียงของแมวสาวเป็นเสียงแมวหนุ่ม ร้องทำไมเราเกิดอาการ
รับรู้ ตอนหลังนี้เป็น การรับรู้ เมื่อเรารู้ว่าเป็นเสียงของแมวเรียก ทำให้เราต้องการรู้ว่า
แมวเป็นอะไร ร้องเรียกทำไมเราจึงลุกขึ้นไปดูแมวตาม ตำแหน่งเสียงมี่ได้ยินและขานรับ
สมองก็สั่งให้กล้ามเนื้อปากทำการเปล่งเสียงขานรับ ตอนนี้ทางจิตวิทยาเรียกว่า
ปฏิกิริยาหรือการตอบสนอง (Reaction หรือ Response) เมื่อประสาทตื่นตัวโดย
เครื่องเร้า จะเกิดมีปฏิกิริยา คือ อาการตอบสนองต่อสิ่งเร้า
กลไกของการรับรู้
กลไกการรับรู้เกิดขึ้นจากทั้ง สิ่งเร้าภายนอกและภายในอินทรีย์ มีอิทธิพลต่อ
พฤติกรรม อวัยวะรับสัมผัส (Sensory organ) เป็น เครื่องรับสิ่งเร้าของมนุษย์ ส่วนที่
รับความรู้สึกของอวัยวะรับสัมผัสอาจอยู่ลึกเข้าไปข้างใน มองจากภายนอกไม่เห็น อวัยวะ
รับสัมผัส แต่ละอย่างมีประสาทรับสัมผัส (Sensory nerve) ช่วยเชื่อมอวัยวะรับสัมผัส
กับเขตแดนการรับสัมผัสต่าง ๆ ที่สมอง และส่งผ่านประสาทมอเตอร์ (Motor nerve)
ไปสู่อวัยวะมอเตอร์ (Motor organ) ซึ่งประกอบไปด้วยกล้ามเนื้อและต่อมต่างๆ ทำให้
เกิดปฏิกิริยาตอบสนองของอวัยวะมอเตอร์ และจะออกมาในรูปใดขึ้นอยู่กับ การบังคับ
บัญชาของระบบประสาท ส่วนสาเหตุที่มนุษย์เราสามารถไวต่อความรู้สึกก็เพราะ เซล
ประสาทของประสาทรับสัมผัส
หน้า 46
แบ่งแยกแตกออกเป็นกิ่งก้านแผ่ไปติดต่อกับ อวัยวะรับสัมผัส และที่อวัยวะรับ
สัมผัสมีเซลรับสัมผัส ที่มีคุณสมบัติเฉพาะตัวจึง สามารถทำให้มนุษย์รับสัมผัสได้
จิตใจติดต่อกับโลกภายนอกได้โดยการสัมผัส คนตาบอดแม้อธิบายให้ฟังว่าสีแดง
สีเขียวเป็นอย่างไร เขาก็จะเข้าใจให้ถูกต้องไม่ได้เลย เพราะเรื่องสีจะต้องรู้ด้วยตา เครื่อง
มือสัมผัสอย่างหนึ่งก็ทำหน้าที่อย่างหนึ่ง คนหูหนวกย่อมไม่รู้สึกถึงลีลาความไพเราะของ
เสียงเพลง ดังนั้นการสอนจึงเน้นว่า "ให้สอนโดยทางสัมผัส" การรับรู้นับว่าเป็นพื้นฐาน
สำคัญของการเรียนรู้ การรับรู้ที่ถูกต้องจึงจะส่งผล ให้ได้รับ ความรู้ที่ถูกต้อง นักเรียน
ต้องได้การรับรู้ที่ถูกต้อง มิฉะนั้นความรู้ที่รับไปก็ผิดหมด อวัยวะสัมผัส กับการรับรู้
มนุษย์ย่อมมีพฤติกรรม สนองตอบสิ่งแวดล้อมกระบวนการของการรับรู้เป็นสิ่ง
แรกที่มนุษย์สนองตอบต่อสิ่งแวดล้อมและระบบประสาท อวัยวะสัมผัส เป็นปัจจัยสำคัญ
ของกระบวนการรับรู้ต้องมีความสมบูรณ์จึงจะสามารถรับรู้สิ่งเร้าได้ดีเพราะอวัยวะสัมผัส
รับสิ่งเร้า ที่มากระทบประสาทรับสัมผัสส่งกระแสประสาทไปยังสมองเพื่อให้สมองแปล
ความหมายออกมา เกิดเป็นการรับรู้ และอวัยวะสัมผัสของมนุษย์ มีขีดความสามารถ
จำกัด กลิ่นอ่อนเกินไป เสียงเบาเกินไป แสงน้อยเกินไปย่อมจะรับสัมผัสไม่ได้ ดังนั้น
ประเภท ขนาด คุณภาพของสิ่งเร้าจึงมีผลต่อการรับรู้และการตอบสนอง สิ่งเร้าบาง
ประเภทไม่สามารถกระตุ้นอวัยวะสัมผัสของเราได้ เช่น คลื่นวิทยุ
องค์ประกอบของการรับรู้
1.สิ่งเร้าได้แก่วัตถุ แสง เสียง กลิ่น รสต่างๆ
2.อวัยวะรับสัมผัส ได้แก่ หู ตา จมูก ลิ้น ผิวหนัง ถ้าไม่สมบูรณ์จะทำให้สูญเสียการรับรู้ได้
3. ประสาทในการรับสัมผัสเป็นตัวกลางส่งกระแสประสาทจากอวัยวะรับสัมผัสไปยังสมอง
ส่วนกลาง เพื่อการแปลความต่อไป
4.ประสบการณ์เดิม การรู้จัก การจำได้ ทำให้การรับรู้ได้ดีขึ้น
5.ค่านิยม ทัศนคติ
6.ความใส่ใจ ความตั้งใจ
7.สภาพจิตใจ อารมณ์ เช่น การคาดหวัง ความดีใจ เสียใจ
8.ความสามารถทางสติปัญญา ทำให้รับรู้ได้เร็ว
ปัจจัยกำหนดการรับรู้
สิ่งเร้าอย่างเดียวกัน อาจจะทำให้คนสองคน สามารถรับรู้ต่างกันได้ เช่น คนหนึ่ง
มองว่าคนอเมริกันน่ารัก แต่อีกคนมองว่า เป็นคนอเมริกัน เป็นชาติที่น่ารักน้อยหน่อย
ก็ได้ เพราะในใจเขาอาจชอบคนอังกฤษก็ได้ เลยชอบชาวอเมริกันน้อยกว่า ซึ่งก็แล้วแต่
มุมมองของแต่ละคน แล้วแต่การรับรู้ของแต่ละคน การที่มนุษย์สามารถรับรู้สิ่งต่าง ๆ ได้
ต้องอาศัยปัจจัยหลายอย่าง และจะรับรู้ได้ดีมากน้อยเพียงใด ขึ้นอยู่กับสิ่งที่มีอิทธิพลต่อ
การรับรู้ เช่น ประสบการณ์ วัฒนธรรม การศึกษา เป็นต้น
หน้า 47
ดังนั้นการที่บุคคล จะเลือกรับรู้สิ่งเร้าใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ในขณะใดขณะหนึ่งนั้นจึงขึ้น
อยู่กับปัจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้มี 2 ประเภท คือ
อิทธิพลที่มาจากภายนอก ได้แก่ ความเข้มและขนาดของสิ่งเร้า ( Intensively and
Size) การกระทำซ้ำ ๆ (Repetition) สิ่งที่ตรงกันข้าม (Contrast) การเคลื่อนไหว
(Movement) และอิทธิพลที่มาจากภายใน ได้แก่ แรงจูงใจ (Motive) การคาดหวัง
(Expectancy) ความสนใจ อารมณ์ ความคิดและจิตนาการ ความรู้สึกต่างๆ ที่บุคคลได้
รับ เป็นต้น
การรับรู้กับการเรียนรู้
การรับรู้กับการเรียนรู้จะต้องเกี่ยวเนื่องควบคู่กันไป มีการรับรู้ก่อนแล้วจึงเกิดการ
เรียนรู้ หรือเพราะมีการเรียนรู้อยู่แล้วจึงทำให้การรับรู้ง่ายและเร็วขึ้น โดยทั่วไปเราจะพบ
ว่าการรับรู้เป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง โดยที่เราทราบมาแล้วว่า การรับรู้ หมายถึง การที่เรา
ได้ทราบว่ารูปร่างลักษณะของสิ่งของต่างๆที่ล้อมรอบตัวเรา จากอวัยวะสัมผัสของเราว่า
เป็นอะไร มีความหมายอย่างไร หรืออาจกล่าวได้ว่า การรับรู้นั้นเป็นผลของการเรียนรู้
บวกกับความรู้สึกจากการสัมผัส คนที่มีร่างกายปกติและมีอวัยวะสัมผัสทุกอย่างที่ใช้การ
ได้ดี อวัยวะสัมผัสเหล่านี้ช่วยทำให้คนรู้จักสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้เป็นอย่างดี แต่การรู้จัก
สิ่งต่างๆโดยผ่านทางอวัยวะสัมผัสเช่นนี้ จัดเป็นการเรียนรู้อย่างหนึ่ง มิใช่ว่าพอเรารับ
สัมผัสจากสิ่งเร้าแล้วเรา
สามารถจะรับรู้ได้ทันทีว่าสิ่งนั้นๆ เป็นเช่นนั้นหรือมีลักษณะนั้นๆ เลยทีเดียว หาก
แต่เราจำเป็นต้องเรียนเราจึงจะรับรู้สิ่งเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง
ถ้าไม่มีการรับรู้ การเรียนรู้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ เพราะคนเราไม่มีประสบการณ์เดิมอยู่เลย การ
เรียนรู้ขอบเขตกว้างขวางและสลับซับซ้อนมากซึ่งต้องเกี่ยวพั นกับการะบวนการทาง
จิตใจ และเกี่ยวข้องกับการจัดระเบียบความคิด ความคิดรวบยอด เจตคติ และอื่นๆ อีก
มาก ถ้าพิจารณาให้ดีจะเห็นได้ว่าการรับรู้ได้เข้ามาเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่ทำให้เกิด
ความคิดรวบยอด เจตคติอันเป็นส่วนสำคัญยิ่งประการหนึ่งของกระบวนการการเรียนรู้
ของคน ซึ่งการเรียนรู้จะได้กล่าวถึงโดยละเอียดในบทต่อไป
หน้า 48
บทที่9 จิตวิทยา
การจัดการเรียนรู้
จิตวิทยาเป็นการเรียนรู้(Learning) ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวรอันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือ
การมีประสบการณ์พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไม่จัดว่าเกิดจากการเรียนรู้ ได้แก่ พฤติกรรม
ที่เป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจากวุฒิภาวะ
จากความหมายดังกล่าวพฤติกรรมของบุคคลที่เกิดจากการเรียนรู้จะต้องมีลักษณะสำคัญ
ดังนี้
1. พฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจะต้องเปลี่ยนไปอย่างค่อนข้างถาวร
จึงจะถือว่าเกิดการเรียนรู้ขึ้นหากเป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราวก็ยังไม่ถือว่าเป็นการ
เรียนรู้ เช่น นักศึกษาพยายามเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศบางคำ หากนักศึกษา
ออกเสียงได้ถูกต้องเพี ยงครั้งหนึ่งแต่ไม่สามารถออกเสียงซ้ำให้ถูกต้องได้อีกก็ไม่นับว่า
นักศึกษาเกิดการเรียนรู้การออกเสียงภาษาต่างประเทศดังนั้นจะถือว่านักศึกษาเกิดการเรียน
รู้ก็ต่อเมื่อออกเสียงคำดังกล่าวได้ถูกต้องหลายครั้งซึ่งก็คือเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ที่ค่อนข้างถาวรนั่นเอง
หน้า 49
คิมเบิล ( Kimble , 1964 ) " การเรียนรู้ เป็นการเปลี่ยนแปลงค่อนข้างถาวรใน
พฤติกรรม อันเป็นผลมาจากการฝึกที่ได้รับการเสริมแรง"ฮิลการ์ด และ เบาเวอร์ ( Hilgard
& Bower, 1981) " การเรียนรู้ เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม อันเป็นผลมาจาก
ประสบการณ์และการฝึก ทั้งนี้ไม่รวมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เกิดจากการตอบสนอง
ตามสัญชาตญาณ ฤทธิ์ของยา หรือสารเคมี หรือปฏิกิริยาสะท้อนตามธรรมชาติของมนุษย์
พจนานุกรมของเวบสเตอร์ ( Webster 's Third New International
Dictionary) " การเรียนรู้ คือ กระบวนการเพิ่มพู นและปรุงแต่งระบบความรู้ ทักษะ นิสัย
หรือการแสดงออกต่างๆ อันมีผลมาจากสิ่งกระตุ้นอินทรีย์โดยผ่านประสบการณ์ การปฏิบัติ
หรือการฝึกฝน" " การเรียนรู้ เป็นการแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมที่มีการเปลี่ยนแปลง อัน
เป็นผลเนื่องมาจากประสบการณ์ที่แต่ละบุคคลประสบมา "
ประดินันท์ อุปรมัย (2540, ชุดวิชาพื้นฐานการศึกษา(มนุษย์กับการเรียนรู้)
:นนทบุรี, พิมพ์ครั้งที่ 15,หน้า 121) การเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงของบุคคลอันมีผลเนื่อง
มาจากการได้รับประสบการณ์โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเหตุทำให้บุคคลเผชิญสถานการณ์
เดิมแตกต่างไปจากเดิม ประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหมายถึงทั้ง
ประสบการณ์ทางตรงและประสบการณ์ทางอ้อม
ประสบการณ์ทางตรง คือ
ประสบการณ์ที่บุคคลได้พบหรือสัมผัสด้วยตนเอง เช่น เด็กเล็กๆ ที่ยังไม่เคยรู้จัก
หรือเรียนรู้คำว่า “ร้อน” เวลาที่คลานเข้าไปใกล้กาน้ำร้อน แล้วผู้ใหญ่บอกว่าร้อน และห้าม
คลานเข้าไปหา เด็กย่อมไม่เข้าใจและคงคลานเข้าไปหาอยู่อีก จนกว่าจะได้ใช้มือหรืออวัยวะ
ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายไปสัมผัสกาน้ำร้อน จึงจะรู้ว่ากาน้ำที่ว่าร้อนนั้นเป็นอย่างไร ต่อ
ไป เมื่อเขาเห็นกาน้ำอีกแล้วผู้ใหญ่บอกว่ากาน้ำนั้นร้อนเขาจะไม่คลานเข้าไปจับกาน้ำนั้น เพราะ
เกิดการเรียนรู้คำว่าร้อนที่ผู้ใหญ่บอกแล้ว เช่นนี้กล่าวได้ว่า ประสบการณ์ ตรงมีผลทำให้เกิด
การเรียนรู้เพราะมีการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้เผชิญกับสถานการณ์เดิมแตกต่างไปจากเดิม ใน
การมีประสบการณ์ตรงบางอย่างอาจทำให้บุคคลมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม แต่ไม่ถือว่า
เป็นการเรียนรู้ ได้แก่
1.พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากฤทธิ์ยา หรือสิ่งเสพติดบางอย่าง
2. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากความเจ็บป่วยทางกายหรือทางใจ
3. พฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงเนื่องจากความเหนื่อยล้าของร่างกาย
4. พฤติกรรมที่เกิดจากปฏิกิริยาสะท้อนต่างๆ
หน้า 50
บรูนเนอร์กล่าวว่า คนทุกคนมีพัฒนาการทางความ
รู้ความเข้าใจ หรือ การรู้คิดโดยผ่านกระบวนการที่เรียกว่า
Acting, Imagine และ Symbolizing ซึ่งอยู่ในขั้น
พัฒนาการทางปัญญาคือEnactive, Iconic และ
Symbolic representation ซึ่งเป็นกระบวนการที่เกิด
ขึ้นตลอดชีวิตมิใช่เกิดขึ้นช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเท่านั้น
บรูเนอร์เห็นด้วยกับพีอาเจต์ ที่ว่า มนุษย์เรามีโครงสร้าง
ทางสติปัญญา (Cognitive structure) มาตั้งแต่เกิดใน
วัยเด็กจะมีโครงสร้างทางสติปัญญาที่ไม่ซับซ้อนเมื่อมีปฏิสัมพั นธ์กับสิ่งแวดล้อมจะทำให้
โครงสร้างทางสติปัญญาขยายและซับซ้อนเพิ่ มขึ้นหน้าที่ของครูคือการจัดสภาพสิ่ง
แวดล้อมที่ช่วยเอื้อต่อการขยายโครงสร้างทางสติปัญญาของผู้เรียน
ความหมายของจิตวิทยาการเรียนรู้
จิตวิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Psychology มีรากศัพท์มาจากภาษา
กรีก 2 คำ คือ Phyche แปลว่า วิญญาณ กับ Logos แปลว่า การศึกษา ตามรูป
ศัพท์ จิตวิทยาจึงแปลว่าวิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ แต่ในปัจจุบันี้จิตวิทยาได้มีการ
พั ฒนาเปลี่ยนแปลงไปความหมายของจิตวิทยาได้มีการพั ฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย
นั่นคือ จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษากี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์
การเรียนรู้ (Learning) ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง
การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวรอันเป็นผลมาจากการฝึกฝน
หรือการมีประสบการณ์ พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไม่จัดว่าเกิดจากการเรียนรู้ ได้แก่
พติกรรมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจาก
วุฒิภาวะ
ความสำคัญของจิตวิทยาการจัดการเรียนรู้
1. ทำให้รู้จักลักษณะนิสัยของผู้เรียน
2. ทำให้เข้าใจพั ฒนาการบุคลิกภาพบางอย่างของผู้เรียน
3. ทำให้ครูเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคล
4.ทำให้ครูทราบว่ามีองค์ประกอบใดบ้างที่มีผลกระทบต่อสัมฤทธิ์ทางการเรียนเช่น แรง
จูงใจ ความคาดหวัง เชาวน์ปัญญา ทัศนคติ ฯลฯ
หน้า 51
หลักการสำคัญ
1. มีความรู้ในเนื้อหาวิชาที่สอน
2. มีความสามารถในการประยุกต์หลักการจิตวิทยาเพื่ อการเรียนการสอน
3. มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ใหม่
4. มีเจตคติที่ดีต่อผู้เรียน
ประโยชน์ของจิตวิทยา
1. เพิ่ มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน
2. มีความรู้เกี่ยวกับการเล่นของเด็กและการกีฬา
3. จิตวิทยาช่วยให้การดำเนินชีวิตในสังคมเป็นไปโดยสะดวกและราบรื่น
4. การรักษาพยาบาลต้องอาศัยจิตวิทยา
5. จิตวิทยาช่วยเกี่ยวกับกฎหมายในเรื่องการสืบพยาน
6. จิตวิทยาเป็นหัวใจของการโฆษณาประชาสัมพั นธ์
แนวคิด
1. จิตวิทยาเป็นวิทยาศาสตร์ที่ศึกษาพฤติกรรมมนุษย์มีบทบาทต่อการจัดการเรียนการ
สอน
2. การจูงใจส่งผลให้เกิดความพร้อมในการเรียนมากขึ้น
3.บุคคลจะปรับตัวเมื่อเกิดความไม่สบายใจ วิตกกังวลคับข้องใจหรือเครียดแต่ละคนมี
4.กลวิธานในการปรับตัวต่างๆ กันไป
5. พฤติกรรมการแสดงออกของบุคคลบ่งบอกถึงความสมบูรณ์ทางจิตใจได้
6.บุคคลจะมีความรู้สึกต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่างๆ กันไปการที่ครูสามารถสร้างและพัฒนา
ทัศนคติที่ดีต่อการเรียนของนักเรียนจะส่งผลดีต่อการเรียนการสอน
หน้า 52
บทที่10 การจัดการศึกษา
แบบเรียนรวมและ
จัดการศึกษาแบบเรียนร่วม
การศึกษาแบบเรียนรวม
หมายถึง การรับเด็กเข้ารับการศึกษาโดยไม่แบ่งแยกความบกพร่องของเด็ก หรือคัด
แยกเด็กที่ด้อยว่าเด็กส่วนใหญ่ออกจากชั้นเรียนแต่จะใช้การบริหารจัดการและวิธีการในการให้
เด็กเกิดการเรียนรู้และพั ฒนาการตามความต้องการจำเป็นอย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล
ลักษณะของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม
ความแตกต่างจากรูปแบบการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิ เศษและเด็กปกติ
คือจะต้องถือหลักการดังนี้
1. เด็กแต่ละคนมีความแตกต่างกัน
2. เด็กทุกคนเข้าเรียนในโรงเรียนพร้อมกัน
3. โรงเรียนจะต้องปรับสภาพแวดล้อมในการเรียนรู้ทุกด้านเพื่ อให้สามารถสอนเด็กได้ทุกคน
4.โรงเรียนจะต้องให้บริการสื่อสิ่งอำนวยความสะดวกและความช่วยเหลือต่าง ๆ ทางการ
ศึกษาให้แก่เด็กที่มีความต้องการจำเป็นนอกเหนือจากเด็กปกติทุกคน
5. โรงเรียนสามารถจัดการศึกษาได้หลายรูปแบบในโรงเรียนปกติทั่วไปโดยจัดให้มีสภาพ
แวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด
หน้า 53
การศึกษาแบบเรียนรวมมีรูปแบบดังต่อไปนี้
การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษที่มีขีดจำกัด
น้อยที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับการจัดการศึกษาในรูปแบบต่าง ๆ การศึกษาแบบเรียนรวมจะ
มีบรรยากาศที่เป็นจริงตามสภาพของสังคมในปัจจุบันซึ่งทุกคนในโรงเรียนจะมีความ
ตระหนักเกี่ยวกับสิทธิความเสมอภาคในด้านการศึกษามีความแตกต่างกันตามศักยภาพใน
การเรียนรู้ มีความร่วมมือช่วยเหลือกันและกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้
ฝึกทักษะความสามารถในการอยู่ร่วมกันในสังคมอย่างเป็นสุขมีความยืดหยุ่นและปฏิบัติตน
ตามสภาพจริงได้อย่างเหมาะสม
การศึกษาแบบเรียนรวมมีหลักการดังต่อไปนี้
การศึกษาแบบเรียนรวม มีหลักการว่า เด็กเลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะเรียนรวมกันโดยโรงเรียนและครูจะต้องปรับสภาพแวดล้อม หลักสูตร
วัตถุประสงค์ เทคนิคการสอน สื่ออุปกรณ์ การประเมินผลเพื่อให้ครูและโรงเรียนสามารถ
จัดการเรียนการสอนเพื่ อสนองความต้องการของเด็กทุกคนเป็นรายบุคคลได้
แนวคิดและปรัชญาของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมจะ
ต้องร่วมมือกันระหว่างองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ เอกชน รวมทั้งผู้ปกครองและชุมชน
โดยปลูกฝังด้านจิตสำนึกและเจตคติเกี่ยวกับการจัดการศึกษาให้แก่เด็กทุกคนโดยคำนึงถึง
ศักยภาพความแตกต่างระหว่างบุคคลหรือความบกพร่องเฉพาะบุคคลซึ่งจะให้สิทธิเท่าเทียม
กันทุกคน โดยไม่เลือกปฏิบัติต่อบุคคลใดเป็นพิเศษเฉพาะ
ปรัชญาของการศึกษาแบบเรียนรวม
การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เกิดจากปรัชญาการศึกษาที่กล่าวไว้ว่า การศึกษา
เพื่อทุกคน (Education for All) เพราะเด็กแต่ละคนจะมีความแตกต่างทั้งในด้านร่างกาย
สติปัญญา อารมณ์และสังคม ดังนั้นความต้องการของเด็ก ๆ ทุกคนย่อมมีความแตกต่าง
กันแม้อยู่ในชั้นเรียนเดียวกัน โรงเรียนและครูจึงต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เด็กทุกคนเรียนรวม
กันและได้รับการพั ฒนาเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล
หลักการการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม
แผนการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิ เศษ
ลักษณะความแตกต่างกันระหว่างบุคคลมีผลต่อระดับความสำเร็จในการเรียนรู้
ทั้งนี้เพราะการเรียนรู้เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปจากเดิมเพื่ อไปสู่พฤติกรรมใหม่ที่
ค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากประสบการณ์ หรือการฝึกฝน ซึ่งการเรียนรู้ของคนเรา
อาศัยประสาทสัมผัส ได้แก่ หู ตา จมูกลิ้น กาย ใจ เป็นองค์ประกอบหลักของการเรียนรู้และ
การรับรู้ หากมีส่วนใดส่วนหนึ่งสูญเสีย หรือบกพร่องไปย่อมมีผลต่อการเรียนรู้ และการรับ
รู้ตามไปด้วย ทำให้การเรียนรู้ของเด็กต้องล้มเหลว เรียนไม่ได้ดีเท่าที่ควรหรือเกิดข้อขัดข้อง
เสียก่อน ซึ่งอาจจัดเป็นองค์ประกอบใหญ่ ๆ ได้ 3 ประการ
หน้า 54
1. องค์ประกอบด้านสรีรวิทยา
ได้แก่ สาเหตุที่สืบเนื่องมาจากการทำงานผิดปกติของระบบการทำงานของร่างกาย
เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับปัญหาทางร่างกายของเด็กเอง
2. องค์ประกอบด้านจิตวิทยา
ได้แก่ สติปัญญา อัตราเร็วของการเรียนรู้ ความรู้สึกนึกคิดเกี่ยวกับตนเอง การปรับตัว
ทางอารมณ์และสังคม ความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อน
3. องค์ประกอบด้านสภาพแวดล้อมตลอดจนประสบการณ์ต่าง ๆ
เด็กที่มีความต้องการพิเศษย่อมได้รับผลกระทบต่อการเรียนรู้ในด้าน ต่าง ๆ และหากเป็น
เด็กที่มีความบกพร่องทางด้านต่าง ๆ ซ้อนจะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้มากขึ้นไปอีก ซึ่ง
แยกพิ จารณาถึงผลกระทบของความบกพร่องที่มีต่อการเรียนรู้ของเด็กที่มีความต้องการ
แต่ละประเภท ดังนี้
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา
จะพบว่าสติปัญญาเป็นองค์ประกอบที่
สำคัญ และเด่นชัดที่สุดในเรื่องของการเรียน
รู้ การพัฒนาการในด้านการเคลื่อนไหวด้าน
ภาษา ด้านความคิดรวบยอด ด้านอารมณ์
และด้านสังคม ของเด็กจะเป็นไปตามกฎ
เกณฑ์ได้เพราะเด็กมีสติปัญญาเป็นปกติ
แต่หากมีความบกพร่องทางสติปัญญาแล้วพัฒนาการด้านต่าง ๆ ของเด็กจะล่าช้าไป
หรือไม่เป็นไปตามวัยที่ควรจะเป็น
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน
เด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จะพบ
ว่าการสูญเสียการได้ยิน และปัญหาทางการ
เรียนรู้มักเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน เพราะ
เป็นเรื่องที่ต้องเกี่ยวข้องกับภาษา คนเรา
เรียนรู้ภาษาและการพู ดโดยการรับรู้จากการ
ได้ยิน ซึ่งการเรียนรู้ภาษาและการพู ดจะช่วย
ให้คนเราสามารถเรียนรู้สิ่งอื่น ๆ ได้เพิ่มมาก
ขึ้นและกว้างขวางขึ้น ดังนั้นหากมีความบกพร่องทางการได้ยิน ความสามารถในการเรียนรู้
ก็จะลดน้อยไป เพราะไม่มีภาษาและการพู ดการติดต่อกับผู้อื่นเพื่อการเรียนรู้ และพัฒนา
ตนเองทางด้านสังคมก็จะบกพร่องตามไปด้วย
หน้า 55
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น จะพบ
ว่าการเห็นและการเรียนรู้จะมีความสัมพั นธ์
กัน คนเราใช้การเห็นเพื่อการเรียนรู้เป็น
สำคัญ หากมีความบกพร่องทางการเห็น
แล้วมักจะส่งผลต่อการเรียนรู้อย่างเด่นชัด
มองเห็นวัตถุกลมเป็นรูปเบี้ยวและพร่า เห็น
เส้นแนวตั้งแนวขวางได้ชัดเจนไม่เท่ากัน ดัง
นั้นจึงถือว่าการเห็นมีอิทธิพลต่อการเรียนรู้
เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นจะต้องปรับตัวในแบบต่าง ๆ หลายอย่างด้วยกันและใน
ช่วงเวลาของการปรับตัวเหล่านี้จะทำให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นขาดโอกาสในการ
เรียนรู้ไปหรือทำให้เรียนรู้ได้ไม่ทันคนอื่น
เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและ
สุขภาพ จะพบว่าร่างกายและสุขภาพที่ดีก็
ช่วยให้มีการเรียนรู้ที่ราบรื่น ส่วนคนที่มี
ความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพก็
ต้องมาเสียพลังงาน ความสนใจอยู่ในเรื่อง
ร่างกายและสุขภาพมากกว่าการเรียนรู้ หรือ
เพราะความบกพร่องทางร่างกายและ
สุขภาพจึงทำให้เด็กต้องรักษาพยาบาลหรือ
เคลื่อนไหวได้ไม่เต็มที่จึงขาดโอกาสที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง หรือได้รับการเอาใจใส่ที่จะ
ช่วยให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายและ
สุขภาพได้รับผลกระทบจากสาเหตุของความบกพร่องทางร่างกายและสุขภาพ จนไม่สามารถ
พัฒนาตนเองได้อย่างเต็มที่ ร่างกายและสุขภาพที่เหมาะสมเป็นส่วนสำคัญของความพร้อม
ของเด็ก เด็กที่บกพร่องทางร่างกายและสุขภาพจะทำให้ตื่นตัวและพร้อมที่จะร่วมกิจกรรม
ทางการเรียนรู้ในอัตราเดียวกับเด็กปกติย่อมเป็นไปไม่ได้ นอกจากนี้การมีร่างกายหรือ
สุขภาพไม่ดีก็ยังทำให้เด็กต้องขาดเรียนซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่จะทำให้เกิดปัญหาด้านการเรียน
รู้ เพราะเป็นเหตุให้เด็กขาดโอกาสในการฝึกทักษะที่จำเป็นตังแต่เริ่มแรก
หน้า 56
เด็กที่มีความบกพร่องทางการพู ดและภาษา จะพบว่า
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปแล้วว่า การพู ดและภาษามี
ความสัมพั นธ์อย่างมากกับความสำเร็จในการเรียนรู้ของ
คนเรา ซึ่งบทบาทของการพู ดและภาษานั้นจะมีมากหรือ
น้อยเพี ยงไรนั้นส่วนใหญ่ขึ้นอยู่กับโอกาสที่เด็กจะได้รับ
จากสิ่งแวดล้อม ความสำคัญของสิ่งแวดล้อมนี้เห็นได้
ชัดเจนจากเด็กที่มาจากครอบครัวซึ่งอยู่ในสภาพ
ขาดแคลน ห่างไกลจากชุมชน หรืออยู่ในวัฒนธรรมที่ไม่
ได้ฝึกใช้ภาษาตั้งแต่เยาว์วัย ทำให้มีปัญหาเมื่อเริ่มเรียน
เพราะขาดภาษา หรือมีความล่าช้าด้านพัฒนาการทางภาษา การพู ดและภาษาเป็นเสมือน
กุญแจสำคัญในการพัฒนาการและการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพของเด็ก ดังนั้นหากเด็กมี
ความบกพร่องทางการพู ดและภาษาแล้วการเรียนรู้ในด้านต่าง ๆ ก็จะบกพร่องตามไปด้วย
ซึ่งทางการศึกษาถือกันว่าการพู ดและภาษาเป็นเครื่องมือของการเรียนรู้
เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
จะพบว่าความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์
เกี่ยวข้องกับเรื่องการปรับตัวทางอารมณ์และสังคม
และเป็นปัญหาที่พบกันเสมอในหมู่เด็กที่ประสบความ
ล้มเหลวทางการเรียนรู้ แม้แต่ผลการวิจัยเองก็มักจะ
ออกมาในทำนองสนับสนุนให้เห็นว่า ความบกพร่อง
ทางพฤติกรรมและอารมณ์เกี่ยวข้องกับเรื่องของ
การปรับตัวทางด้านอารมณ์และสังคม คือ เกิด
ความตึงเครียดของประสาท การมีความคิดเกี่ยวกับ
ตนเองที่ไม่เหมาะสม ความกลัว หรือความกังวลต่อการเรียนรู้ ช่วงความสนใจสั้น ไม่เป็นตัว
ของตัวเอง กังวล เก็บตัว มีพฤติกรรมต่อต้านสังคม ไม่มีความรับผิดชอบ อย่างไรก็ตาม
ไม่สามารถจะสรุปได้ว่าการที่เด็กมีความบกพร่องทางพฤติกรรมและอารมณ์นั้นเป็นเรื่องที่
เกิดขึ้นก่อน หรือหลังการมีปัญหาด้านการเรียนรู้
หน้า 57
การจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิ เศษ
การศึกษาพิเศษ เป็นกระบวนการในการพัฒนาความสามารถของเด็กตามสภาพของความ
แตกต่างระหว่างบุคคลและเอกลักษณ์ของแต่ละคนวิธีการที่นำมาใช้สอนและอบรมเพื่ อ
พัฒนาเด็กจึงจำเป็นต้องปรับให้เหมาะสมกับเด็กแต่ละคนด้วย โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้
เป็นประชากรที่มีคุณภาพสามารถพึ่ งตนเองและก่อให้เกิดประโยชน์แก่สังคมมากที่สุดเท่าที่จะ
เป็นได้ในการจัดการศึกษาสำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จึงได้ยึดหลักของความแตก
ต่างระหว่างบุคคลและการมีเอกลักษณ์เฉพาะของแต่ละคนเป็นเครื่องช่วยให้เกิดความสำเร็จ
ในการจัดการศึกษาเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงเห็นได้ว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษแต่ละประเภท
จะมีหลักในการจัดการศึกษาที่แตกต่างกันไป
การจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม - Presentation Transcript
การเรียนร่วม การเรียนร่วมหมายถึงการจัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษและเด็กพิการ
เข้าไปในระบบการศึกษาทั่วไป มีการร่วมกิจกรรมและใช้ช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่งในแต่ละวัน
ระหว่างเด็กที่มีความต้องการพิ เศษและเด็กพิ การกับเด็กทั่วไป
การจัดการเรียนร่วมเป็นการจัดการศึกษาให้เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ มีโอกาส
เข้าไปในระบบการศึกษาปกติ โดยเปิดโอกาสให้เด็กที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ได้เรียน
และทำกิจกรรมร่วมกับเด็กทั่วไป โดยมีครูทั่วไปและครูการศึกษาพิเศษร่วมมือและ รับผิด
ชอบร่วมกัน (Collaboration) และการจัดการเรียนร่วม อาจกระทำได้หลายลักษณะ วิธี
การจัดการเรียนร่วม ซึ่งปฏิบัติกันอยู่ในหลายประเทศและประสบความสำเร็จ ซึ่งมีรูปแบบ
การจัดเรียนร่วมได้ 6 รูปแบบ ดังนี้
1. ชั้นเรียนปกติเต็มวัน รูปแบบการจัดเรียนร่วม
2. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการปรึกษา
3. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการครู
4. ชั้นเรียนปกติเต็มวันและบริการสอนเสริม
5. ชั้นพิเศษและชั้นเรียนเรียนปกติเด็กจะเรียนในชั้นเรียนพิเศษ
6.ชั้นเรียนพิ เศษในโรงเรียนปกติ
การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการ
ศึกษาที่จัดให้เด็กพิ เศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็ก
ปกติ โดยรับเข้ามาเรียนรวมกัน ตั้งแต่เริ่มเข้ารับ
การศึกษาและจัดให้มีบริการพิ เศษตามความ
ต้องการของแต่ละบุคคล แต่การศึกษาแบบเรียน
ร่วม เป็นการศึกษาที่ให้เด็กพิเศษเข้าไปเรียนหรือ
กิกรรมร่วมกับเด็กปกติช่วงเวลาช่วงใดช่วงหนึ่ง
ในแต่ละวัน
หน้า 58
บทที่11 แรงจูงใจ
(MOTIVES)
แรงจูงใจ คือพลังผลักดันให้คนมีพฤติกรรมและยังกำหนดทิศทางและเป้าหมาย
ของพฤติกรรมนั้นด้วยคนที่มีแรงจูงใจสูงจะใช้ความพยายามในการกระทำไปสู่เป้าหมายโดยไม่
ลดละแต่คนที่มีแรงจูงใจต่ำจะไม่แสดงพฤติกรรมหรือไม่ก็ล้มเลิกการกระทำก่อนบรรลุเป้าหมาย
แรงจูงใจ (motive) เป็นคำที่ได้ความหมายมาจากคำภาษาละตินที่ว่า movere ซึ่ง
หมายถึง "เคลื่อนไหว (move) " ดังนั้น คำว่าแรงจูงใจจึงมีการให้ความหมายไว้ต่างๆ กัน
ดังนี้
1.แรงจูงใจ หมายถึง "บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ภายในตัวของบุคคลที่มีผลทำให้บุคคลต้อง
กระทำ หรือเคลื่อนไหว หรือมี พฤติกรรม ในลักษณะที่มีเป้าหมาย" (Walters.1978 :218)
กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ แรงจูงใจเป็นเหตุผล ของการกระทำ นั่นเอง
2.แรงจูงใจ หมายถึง "สภาวะที่อยู่ภายในตัวที่เป็นพลัง ทำให้ร่างกายมีการเคลื่อนไหว ไปใน
ทิศทางที่มีเป็าหมาย ที่ได้เลือกไว้แล้ว ซึ่งมักจะเป็นเป้าหมายที่มีอยู่นภาวะสิ่งแวดล้อม"
(Loundon and Bitta.1988:368)
หน้า 59
จากความหมายนี้จะเห็นได้ว่า แรงจูงใจจะเกี่ยวข้องกับองค์ประกอบที่สำคัญ 2 ประการ คือ
1.เป็นกลไกที่ไปกระตุ้นพลังของร่างกายให้เกิดการกระทำ และ
2. เป็นแรงบังคับให้กับพลังของร่างกายที่จะกระทำอย่างมีทิศทาง
ความสำคัญของการจูงใจ
การจูงใจมีอิทธิผลต่อผลผลิต ผลิตผลของงานจะมีคุณภาพดี มีปริมาณมากน้อย
เพียงใด ขึ้นอยู่กับ การจูงใจในการทำงาน ดังนั้น ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้างานจึงจำเป็น
ต้องเข้าใจว่าอะไร คือแรงจูงใจที่จะทำให้พนักงานทำงานอย่างเต็มที่ และไม่ใช่เรื่องง่ายในการ
จูงใจพนักงาน เพราะ พนักงานตอบสนองต่องานและวิธีทำงานขององค์กรแตกต่างกัน
การจูงใจพนักงานจึงมี ความสำคัญ สามารถสรุปความสำคัญของการจูงใจในการทำงานได้
ดังนี้
1. พลัง (Energy)
เป็นแรงขับเคลื่อนที่สำคัญต่อการกระทำ หรือ พฤติกรรมของมนุษย์ ในการทำงานใดๆ ถ้า
บุคคลมี แรงจูงใจ ในการทำงานสูง ย่อมทำให้ขยันขันแข็ง กระตือรือร้น กระทำให้สำเร็จ ซึ่ง
ตรงกันข้ามกับ บุคคลที่ทำงานประเภท "เช้าชาม เย็นชาม" ที่ทำงานเพียงเพื่อให้ผ่านไปวันๆ
2. ความพยายาม (Persistence)
ทำให้บุคคลมีความมานะอดทนบากบั่นคิดหาวิธีการนำความรู้ความสามารถและ ประสบการณ์
ของตน มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่องานให้มากที่สุด ไม่ท้อถอยหรือละความพยายามง่ายๆ แม้
งาน จะมีอุปสรรคขัดขวาง และเมื่องานได้รับผลสำเร็จ ด้วยดีก็มักคิดหา วิธีการปรับปรุง
พั ฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆ
3. การเปลี่ยนแปลง (variability)
รูปแบบการทำงานหรือวิธีทำงานในบางครั้ง ก่อให้เกิการค้นพบช่องทาง ดำเนินงาน ที่ดีกว่า
หรือประสบ ผลสำเร็จมากกว่า นักจิตวิทยาบางคนเชื่อว่า การเปลี่ยนแปลง เป็นเครื่องหมาย
ของ ความเจริญ ก้าวหน้า ของบุคคล แสดงให้เห็นว่า บุคคลกำลังแสวงหาการเรียนรู้สิ่ง
ใหม่ๆ ให้ชีวิต บุคคลที่มี แรงจูงใจ ในการทำงานสูง เมื่อดิ้นรน เพื่อจะบรรลุ วัตถุประสงค์
ใดๆ หากไม่สำเร็จบุคคล ก็มักพยายามค้นหา สิ่งผิดพลาด และพยายามแก้ไข ให้ดีขึ้นในทุก
วิถีทาง ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง การทำงานจน ในที่สุดทำให้ค้นพบแนวทาง ที่เหมาะสม
ซึ่ง อาจจะต่างไป จากแนวเดิม
หน้า 60
4. บุคคลที่มีแรงจูงใจในการทำงาน
จะเป็นบุคคลที่มุ่งมั่นทำงานให้เกิดความเจริญก้าวหน้า และการมุ่งมั่นทำงานที่ตนรับผิดชอบ
ให้เจริญก้าวหน้า จัดว่าบุคคลผู้นั้นมี จรรยาบรรณในการทำงาน (work ethics) ผู้มีจรรยา
บรรณในการทำงาน จะเป็นบุคคล ที่มีความรับผิดชอบ มั่นคงในหน้าที่ มีวินัยในการทำงาน
ซึ่งลักษณะดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสมบูรณ์ ผู้มีลักษณะ ดังกล่าวนี้ มักไม่มีเวลาเหลือ
พอที่จะคิดและทำในสิ่งที่ไม่ดี
ลักษณะของแรงจูงใจ
แรงจูงใจของมนุษย์มีมากมายหลายอย่าง เราถูกจูงใจให้มีการกระทำหรือพฤติกรรม
หลายรูปแบบ เพื่อหาน้ำและ อาหารมาดื่มกิน สนองความต้องการทางกาย แต่ยังมีความ
ต้องการมากกว่านั้น เช่น ต้องการความสำเร็จ ต้องการเงิน คำชมเชย อำนาจ และในฐานะที่
เป็นสัตว์สังคม คนยังต้องการมีอารมณ์ผูกพันและอยู่รวมกลุ่มกับผู้อื่น แรงจูงใจ จึงเกิด
ขึ้นได้จากปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก
แรงจูงใจภายใน (intrinsic motives)
แรงจูงใจภายในเป็นสิ่งผลักดันจากภายในตัวบุคคล ซึ่งอาจจะเป็นเจตคติ ความคิด
เห็น ความสนใจ ความตั้งใจ การมองเห็นคุณค่า ความพอใจ ความต้องการ ฯลฯ สิ่งต่างๆ
ดังกล่าวมาเหล่านี้มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมค่อนข้างถาวร เช่น คนงานที่เห็นคุณค่าของงาน
มองว่าองค์การคือสถานที่ให้ชีวิตแก่เขาและครอบครัว เขาก็จะจงรักภักดีต่อองค์การ กระทำ
การต่างๆ ให้องค์การเจริญก้าวหน้า หรือในกรณีที่บ้านเมืองประสบปัญหาเศรษฐกิจ ในช่วง
เวลาของเศรษฐกิจขาลง องค์การจำนวนมากอยู่ในภาวะขาดทุน ไม่มีเงินจ่ายค่าตอบแทน
แต่ด้วยความผูกพัน เห็นใจกันและกัน ทั้งเจ้าของกิจการ และพนักงานต่างร่วมกัน ค้าขายอา
หารเล็กๆ น้อยๆ ทั้งประเภทแซนวิช ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ เพียงเพื่อ ให้มีรายได้ ประทังกันไปทั้งผู้
บริหารและลูกน้อง และในภาวะดังกล่าวนี้จะเห็นว่า พนักงานหลายราย ที่ไม่ทิ้งเจ้านาย ทั้ง
เต็มใจไปทำงานวันหยุดโดยไม่มีค่าตอบแทน ถ้าการกระทำดังกล่าวเป็นไปโดย เนื่องจาก
ความรู้สึก หรือเจตคติที่ดีต่อเจ้าของกิจการ หรือด้วยความรับผิดชอบในฐานะสมาชิกคน
หนึ่งขององค์การ มิใช่เพราะ เกรงจะถูกไล่ออกหรือไม่มีที่ไป ก็กล่าวได้ว่า เป็นพฤติกรรมที่
เกิดจากแรงจูงใจภายใน
แรงจูงใจภายนอก (extrinsic motives)
แรงจูงใจภายนอกเป็นสิ่งผลักดันภายนอกตัวบุคคลที่มากระตุ้นให้เกิดพฤติกรรม อาจ
จะเป็นการได้รับรางวัล เกียรติยศ ชื่อเสียง คำชม การได้รับการยอมรับ ยกย่อง ฯลฯ แรง
จูงใจนี้ไม่คงทนถาวรต่อพฤติกรรม บุคคลจะ แสดงพฤติกรรม เพื่อ ตอบสนองสิ่งจูงใจดัง
กล่าว เฉพาะในกรณีที่ต้องการรางวัล ต้องการเกียรติ ชื่อเสียง คำชม การยกย่อง การได้
รับ การยอมรับ ฯลฯ ตัวอย่างแรงจูงใจภายนอกที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรม เช่น การที่คน
งาน ทำงานเพียง เพื่อแลกกับ ค่าตอบแทน หรือเงินเดือน การแสดงความขยันตั้งใจทำงาน
เพียง เพื่อให้หัวหน้างานมองเห็นแล้ว ได้ความดีความชอบ เป็นต้น
หน้า 61
บทที่12 การแนะแนว
ความหมายจิตวิทยาการแนะแนว
การแนะแนว หมายถึง กระบวนการที่ผู้มีความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการแนะแนว
ให้บริการช่วยเหลือแก่บุคคลโดยไม่จำกัด เพศ วัย ชั้น วรรณะ ซึ่งสามารถทา ได้ทั้งราย
บุคคลหรือเป็นกลุ่มแล้วแต่กรณีเพื่ อช่วยให้บุคคลรู้จักและเข้าใจตนเองในสถานที่แท้จริงของ
ตนเองเองว่ามีความสามารถ ความถนัด สติปัญญา เจตนาคติ ศักยภาพอย่างไรเพื่อให้
สามารถตัดสินใจได้
ความสำคัญของการแนะแนว
ปัจจุบันการแนะแนวได้เข้ามามีบทบาทในการศึกษามากขึ้น เนื่องจากการแนะแนวมี
จุดมุ่งหมายและหลักการที่สอดคล้องหรือเหมือนกันกับจุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ การ
ช่วยให้เยาวชนของชาติเป็นผู้ที่คิดเป็น ทำเป็นและแก้ปัญหาเป็น โดยเน้นให้ผู้เรียนได้รับการ
ส่งเสริมพั ฒนา ในทุกๆ ด้านมุ่งสนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนการที่
วิชาการแนะแนวหรือจิตวิทยาการแนะแนว เข้ามามีบทบาทในการศึกษามากขึ้น เยาวชนเป็นผู้
ที่มีความสำคัญต่อประเทศชาติ และจะเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในอนาคต ซึ่งต้องรับผิดชอบประเทศ
ชาติต่อไป จึงสมควรได้รับการส่งเสริมพัฒนา ทุกๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย สติ
ปัญญา อารมณ์ สังคมและจิตใจ เพื่อช่วยให้เยาวชนเหล่านั้นสามารถปรับตัวอยู่ในสังคมที่มี
ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีอยู่ตลอดเวลาได้อย่างมีความสุข และเป็นบุคคลที่มีคุณสมบัติ
เป็นที่พึ งประสงค์ของประเทศชาติ
หน้า 62
หลักการสำคัญของการแนะแนว
การจัดกิจกรรมแนะแนวจะต้องจัดให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ การที่
จะให้งานบริการแนะแนวบรรลุวัตถุประสงค์ได้นั้น จำเป็นจะต้องคำนึงถึงหลักการแนะแนวที่มี
การวางแผนการดำเนินงานให้เหมาะสม ดังนั้นการแนะแนวจึงควรยึดถือหลักการสำคัญของ
การจัดกิจกรรมแนะแนว เพื่อ ให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งสามารถสรุปได้ดังนี้
1. การแนะแนวเป็นบริการที่ต้องมุ่งให้ความช่วยเหลือนักเรียนทุกคน เนื่องจากนักเรียนทุก
คนย่อมต้องการความช่วยเหลือจากโรงเรียนของตน และเป็นการให้บริการด้วยความเสมอ
ภาค เป็นธรรม และเท่าเทียมกัน
2. การแนะแนวเป็นกระบวนการเกี่ยวกับการศึกษาที่ต้องปฏิบัติต่อเนื่องกัน และเป็นไปตาม
ลำดับขั้น คือจัดอย่างเป็นระบบ มีระเบียบแบบแผน มีความสัมพันธ์ต่อเนื่องกันไปทุกขั้นตอน
จนกระทั่งบุคคลที่ได้รับความช่วยเหลือ สามารถนาตนเองได้ และช่วยตนเองได้
3. การแนะแนวตั้งอยู่บนรากฐานของการยอมรับในเอกัตบุคคล (Individual)
ของนักเรียนรวมถึงยอมรับในเรื่องความแตกต่างระหว่างบุคคล(Individual Differences)
ด้วย
4.การแนะแนวเป็นงานที่วางอยู่บนพื้ นฐานกระบวนการพฤติกรรมของบุคคลและเกี่ยวข้อง
กับพัฒนาการมนุษย์ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องใช้เครื่องมือและกลวิธีต่างๆ ทั้งที่เป็นแบบ
ทดสอบ และไม่ใช่แบบทดสอบ เพื่อจะได้เข้าใจบุคคลแต่ละคน และเพื่อช่วยให้บุคคลแต่ละคน
เข้าใจตนเอง เพื่อจะได้สามารถควบคุมพัฒนาการส่วนตัวของนักเรียนได้
5. ผู้ทำงานด้านการแนะแนวจะต้องเคารพในสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ให้การยอมรับใน
ศักดิ์ศรีและคุณค่าของแต่ละคนยอมรับในสิทธิส่วนตัวในการตัดสินใจที่จะเลือกทา ในสิ่งใด
สิ่งหนึ่ง การเลือกและตัดสินใจของนักเรียนควรเกิดจากการใช้วิจารณญาณของนักเรียน
เอง ไม่ใช่การบังคับ
6. การแนะแนวเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการทางการศึกษา ดังนั้นการแนะแนวควรแทรก
อยู่ในกระบวนการเรียนการสอนของโรงเรียน เพื่อช่วยให้นักเรียนแต่ละคนได้พัฒนาตนเอง
ทุกด้านอย่างมีบูรณาการ (Integration)
7. การแนะแนวที่มีประสิทธิภาพผู้ทำหน้าที่แนะแนว (Counselor) จะต้องเป็นผู้ที่ได้รับการ
ศึกษาอบรมทางการแนะแนวมาโดยเฉพาะ มีทั้งความรู้ (Knowledge) และทักษะ (Skills) ที่
เหมาะสมและมีการจัดดำเนินการแนะแนวอย่างมีระบบ (SystematicalGuidance)
8. ผู้ทำงานด้านการแนะแนวจะต้องเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความเป็นประชาธิปไตยเป็น
ผู้ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น และจะต้องเป็นผู้ที่สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้เป็นอย่างดี
9. การจัดบริการแนะแนวจะได้ผลและมีประสิทธิภาพ จะต้องเกิดจากความร่วมมือและความ
สมัครใจของบุคคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียน และนักเรียนผู้มารับบริการจะต้องมาด้วยความ
เต็มใจให้ความร่วมมือด้วย
10. ผู้ทำงานด้านการแนะแนวจะต้องเป็นผู้ที่สามารถเก็บรักษาความลับได้ เพราะถ้าเป็นผู้ที่ไม่
สามารถเก็บรักษาความลับก็จะทำให้นักเรียนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยทำให้ขาดความไว้
วางใจและไม่ยินดีที่จะมารับความช่วยเหลือ
หน้า 63
ประเภทของการแนะแนว
การแนะแนวสามารถจำแนกได้หลายประเภทตามลักษณะของปัญหาที่นักเรียนต้องการความ
ช่วยเหลือ สามารถสรุปออกเป็น 3ประเภทใหญ่ๆ คือ
1.การแนะแนวการศึกษา
2.การแนะแนวอาชีพ
3.การแนะแนวด้านส่วนตัวและสังคม
การแนะแนวการศึกษา ( Educational Guidance)
หมายถึง กระบวนการให้ความช่วยเหลือนักเรียนในเรื่องที่เกี่ยวกับการศึกษาโดยเฉพาะ เช่น
แนวทางในการศึกษาต่อ การเลือกโปรแกรมการเรียน การลงทะเบียน หลักสูตร การเรียน
การสอน การวัดผลประเมินผลของโรงเรียน การค้นคว้า เขียนรายงาน การอ่านหนังสือ
การเตรียมตัวสอบ การสร้างสมาธิในการเรียน การเข้าร่วมกิจ กรรมเสริมหลักสูตร ฯลฯ
การให้บริการแนะแนวการศึกษา จะช่วยให้นักเรียนรู้จักเลือกและปรับตัวได้อย่างเหมาะสมใน
เรื่องการศึกษาเล่าเรียนของตน ทั้งยังช่วยให้นักเรียนสามารถวางแผนการศึกษาต่อของตน
ได้อย่างถูกต้อง
การแนะแนวอาชีพ ( Vocational Guidance)
หมายถึง กระบวนการให้ความช่วยเหลือนักเรียนเกี่ยวกับการวางแผนและการตัดสินใจเลือก
อาชีพ เพื่อช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบอาชีพที่เหมาะสมกับความสามารถ ความถนัด ความ
สนใจ และสภาพร่างกายของตน ดังนั้น การแนะแนวอาชีพจึงเป็นการช่วยให้นักเรียนได้มี
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประเด็นต่อไปนี้ สภาพและลักษณะของงาน คุณสมบัติที่จำเป็น
การฝึกฝนอบรม รายได้ สวัสดิการ ความมั่นคงและความก้าวหน้า สิ่งแวดล้อม ข้อดีและข้อ
เสีย นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการแสวงหางาน การสมัครงาน การปรับตัวให้เข้ากับงานและ
การปฏิบัติตนให้มีความเจริญก้าวหน้าในการทำงาน
การให้บริการแนะแนวอาชีพ จะช่วยให้นักเรียนได้ค้นพบและตัดสินใจเลือกอาชีพได้อย่างถูก
ต้อง ซึ่งจะเป็นผลให้นักเรียนมีความพึงพอใจในงานของตน และมีชีวิตการทา งานที่มี
ประสิทธิภาพ เป็นการช่วยให้ทรัพยากรมนุษย์ได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่
สังคมและประเทศชาติอย่างแท้จริง
การแนะแนวด้านส่วนตัวและสังคม
( Personal and Social Guidance)
หมายถึง กระบวนการให้ความช่วยเหลือนักเรียนในเรื่องที่นอกเหนือจากด้านการศึกษาและ
อาชีพ เป็นการช่วยให้นักเรียนได้เกิดความเข้าใจตนเองและสภาพแวดล้อม ทำให้สามารถมี
ชีวิตและปรับตัวได้อย่างมีความสุข ดังนั้น การแนะแนวด้านส่วนตัวและสังคม จึงเป็นการ
ช่วยให้นักเรียนได้มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการรักษาสุขภาพกาย และสุขภาพจิต มารยาท
หน้า 64
สังคม การคบเพื่อนต่างเพศ และเพื่อนเพศเดียวกัน การใช้เวลาว่าง บุคลิกภาพและการ
แต่งกายอารมณ์และการควบคุมอารมณ์ มนุษยสัมพันธ์ จริยธรรม และค่านิยม การใช้จ่าย
เงินศาสนาและความเชื่อ ฯลฯ
ในการแบ่งประเภทงานแนะแนวนั้น เป็นการจัดประเภทตามลักษณะของข้อมูลและข้อ
สนเทศที่ทางโรง เรียนนามา แต่การแนะแนวทั้ง 3 ประเภทมีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
เช่น การช่วยเหลือนักเรียนในการวางแผน เกี่ยวกับอาชีพ ก็มีความจา เป็นที่จะต้อง
เกี่ยวข้องกับการศึกษาของนักเรียน และยังต้องศึกษาองค์ประกอบด้านส่วนตัวและสังคม
ของนักเรียนพร้อมกัน ดังนั้นในแง่การปฏิบัติจำเป็นต้องให้การแนะแนวแก่นักเรียนทั้ง3 ด้าน
ควบคู่ไปพร้อมๆกัน เพื่อช่วยให้เกิดประสิทธิภาพ การแนะแนวเช่นนี้เรียกว่า“การแนะแนว
ชีวิต” (Life Guidance)
ประโยชน์ของการแนะแนว
1.ช่วยให้นักเรียนได้รู้จักและเข้าใจตนเองอย่างถ่องแท้ ทำให้สามารถปรับตัวอยู่ในสังคมได้
เป็นอย่างดี รู้จักเลือกและตัดสินใจได้อย่างฉลาดและเหมาะสม แก้ปัญหาต่างๆ ที่ตนประสบ
ได้อย่างมีประสิทธิภาพ วางแผนการชีวิตในอนาคตของตนเอง และนำตนเองไปสู่เป้ าหมายที่
วางไว้ ทั้งยังช่วยให้นักเรียนได้รับการส่งเสริมพัฒนาให้เกิดความเจริญงอกงามทุกด้าน
อย่างมีบูรณาการ
2.ช่วยให้คณะครูได้รู้จักนักเรียนของตนแต่ละคนอย่างลึกซึ้ง ทำให้ยอมรับนักเรียนในฐานะ
เป็นเอกัตบุคคล เข้าใจว่านักเรียนแต่ละคนมีความแตกต่างกันในด้านต่างๆ เช่น สติปัญญา
สภาพร่างกาย ความถนัด ความสนใจ ค่านิยม ทำให้ทางโรงเรียนสามารถจัดการเรียนการ
สอนและกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน และ
ช่วยให้เกิดปัญหาของโรงเรียนที่เกิดจากนักเรียนลดน้อยลงไปอีกด้วย
3.ช่วยให้บิดามารดาและผู้ปกครองของนักเรียนรู้จักและเข้าใจเด็กของตนดีขึ้น ยอมรับ
สภาพความเป็นจริงเกี่ยวกับบุตรหลานของตนในฐานะที่เป็นบุคคลคนหนึ่งซึ่งแตกต่างจาก
บุคคลอื่นๆ และให้ความร่วมมือแก่ทางโรงเรียนในการส่งเสริมพัฒนาบุตรหลานของตน
4.ช่วยให้สังคมและประเทศชาติได้ประชากรที่มีคุณภาพ ไม่เป็นผู้ก่อให้เกิดปัญหาสังคมและ
ช่วยเพิ่มพู นเศรษฐกิจของประเทศเนื่องจากเด็กได้เรียนและประกอบอาชีพที่สอดคล้องกับ
ความสามารถ ความถนัด และความสนใจของตน
หน้า 65
ความมุ่งหมายของการแนะแนว
1.เพื่อป้องกันปัญหา (Prevention) การแนะแนวมุ่งจะป้องกันไม่ให้นักเรียนเกิดปัญหาหรือ
ความยุ่งยากในการดาเนินชีวิตของตนเพราะปัญหาและความยุ่งยากต่างๆนั้นสามารถ
ป้องกันได้และการปล่อยให้นักเรียนเกิดปัญหาขึ้นแล้วค่อยตามแก้ไข ช่วยเหลือในภายหลัง
นั้นทำได้ยากและต้องใช้เวลานาน ในบางกรณีอาจจะแก้ไขไม่ได้ อีกด้วย
2.เพื่อแก้ไขปัญหา (Curation) การแนะแนวมุ่งจะให้ความช่วยเหลือนักเรียนในการแก้ไข
ปัญหาต่างๆที่เกิดขึ้นกับตน เพราะถ้าปล่อยให้นักเรียนประสบปัญหาโดยไม่ให้ความช่วยเหลือ
แล้ว นักเรียนย่อมจะไม่สามารถดำรงตนอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุขได้ และในบางครั้งอาจ
จะมีการปรับตัวที่ผิดๆ ทำให้เกิดปัญหาเพิ่มมากยิ่งขึ้น
3.เพื่อส่งเสริมพัฒนา (Development) การแนะแนวมุ่งจะให้การส่งเสริมนักเรียนทุกคนให้
เกิดความเจริญงอกงามมีพัฒนาการในด้านต่างๆ อย่างสมบูรณ์ เพื่อที่นักเรียนแต่ละคนจะ
ได้รับการส่งเสริมและแสดงความสามารถในด้านต่างๆ ของตนออกมาอย่างเต็มที่โดยไม่ให้มี
สิ่งใดมาเป็นอุปสรรคขัดขวางความเจริญก้าวหน้าและพั ฒนาการของนักเรียน
ความมุ่งหมายเฉพาะ หมายถึง ความมุ่งหมายของการแนะแนวที่สถานศึกษาซึ่งจัดให้มี
บริการแนะแนวเป็นผู้กำหนดขึ้นมาเพื่อให้สอดคล้องกับปรัชญาเป้ าหมายหลักสูตร และ
สภาพสังคมของสถานศึกษานั้นๆ แต่อย่างไรก็ตามความมุ่งหมายเฉพาะของการแนะแนว
สำหรับสถานศึกษาแต่ละแห่งก็ย่อมจะมีความคล้ายคลึงกันไม่แตกต่างกันมากนัก เช่น
1.เพื่อช่วยให้นักเรียนแต่ละคนได้รู้จักตนเองอย่างแท้จริง (Self-Understanding)คือ
การช่วยให้นักเรียนรู้ถึงความต้องการความคิด ความสามารถ ความถนัด และข้อจำกัด
ต่างๆ ของตน อันจะเป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือกแนวทางการศึกษา อาชีพ และการ
ดำเนินชีวิตของนักเรียน
2.เพื่อช่วยให้นักเรียนรู้จักปรับตัว (Self-Adjustment) ให้เหมาะสมกับตนเองและสภาพ
แวดล้อม คือ การช่วยให้นักเรียนรู้จักวิธีปฏิบัติตนเพื่อจะดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง
เหมาะสมและเป็นสุข
3.เพื่อช่วยให้นักเรียนรู้จักนำตนเอง (Self-Direction) คือ การช่วยให้นักเรียนมีความเชื่อ
มั่นในตนเอง รู้จักใช้สติปัญญา ความสามารถของตน แก้ไขปัญหาต่างๆ ได้อย่างฉลาด
และเหมาะสม สามารถวางแผนการชีวิตในอนาคต และสามารถนาตนเอง ไปสู่เป้าหมายที่วาง
ไว้อย่างมีประสิทธิภาพ
4.เพื่อช่วยให้นักเรียนรู้จักใช้วิจารณญาณคาดการณ์ล่วงหน้า สิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น และรู้จัก
หลีกเลี่ยงและป้องกันสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นโดยกะทันหัน
5.เพื่อส่งเสริมให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีระหว่างครูกับนักเรียน เพราะการมีสัมพันธภาพที่ดีจะ
ช่วยให้การบริหารงานของโรงเรียนดำเนินไปอย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ
6.เพื่อช่วยฝึกในเรื่องประชาธิปไตยให้แก่เยาวชนของชาติ เพราะการฝึกให้นักเรียนได้มี
ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของตนและมีการปฏิบัติจริง จะช่วยให้นักเรียน
เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ
7.เพื่อช่วยให้เกิดความเข้าใจอันดีต่อกัน ระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชน อันจะเป็น
ประโยชน์ต่อการส่งเสริมพั ฒนานักเรียนในที่สุด
หน้า 66
บทที่13 การใหัคำปรึกษา
ความหมายบริการให้คำปรึกษา (Counseling Service)
บริการให้คำปรึกษานับว่าเป็น “หัวใจของบริการแนะแนว” ซึ่งถือว่าเป็นบริการที่
สำคัญที่สุดในบริการแนะแนว การบริการแนะแนวที่จัดขึ้นในสถานศึกษาจะขาดบริการให้คำ
ปรึกษาเสียมิได้บริการ ให้คำปรึกษา จึงเป็นบริการที่ทุกคนรู้จักดี บางครั้งมีผู้สับสนว่า
บริการแนะแนวก็คือ บริการให้คำปรึกษานั่นเอง ทั้งนี้เพราะบริการแนะแนวจะจัดบริการให้คำ
ปรึกษาอย่างเป็นทางการ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ชัดเจนกว่าบริการอื่น ๆ ความจริงแล้วการ
บริการให้คำปรึกษานั้นเป็นบริการหนึ่งของบริการแนะแนว
หลักการที่สำคัญในการให้คำปรึกษา
เนื่องจากการให้คำปรึกษาเป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับบุคคลที่เป็นทั้งผู้ให้คำ
ปรึกษาและผู้รับคำปรึกษา ต้องมีระบบระเบียบ มีเทคนิควิธีในการเข้าใจ การสร้าง
มนุษยสัมพันธ์ การช่วยเหลือ การวางแผน การตัดสินใจ การเปลี่ยนแปลงในหลายด้านใน
ตัวผู้รับคำปรึกษา ดังนั้นในการให้คำปรึกษาจึงจำเป็นต้องมีหลักการที่สำคัญ (สวัสดิ์ บรร
เทิงสุข . 2542) ดังนี้
หน้า 67
1.การให้คำปรึกษาตั้งอยู่บนพื้ นฐานที่ว่าผู้รับคำปรึกษาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ของตน
2.การให้คำปรึกษาตั้งอยู่บนพื้ นฐานที่ว่าผู้ให้คำปรึกษาต้องได้รับการฝึกฝนเพื่ อความชำนาญ
งานมาก่อน
3.การให้คำปรึกษาเป็นการช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาสามารถพิ จารณาตนเองได้ดีเช่นเดียวกับ
ความสามารถในการพิจารณาสิ่งแวดล้อมของตน จนเกิดการตัดสินใจได้ในที่สุด
4.การให้คำปรึกษา ยึดหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล
5.การให้คำปรึกษาเป็นทั้งศาสตร์ (Science) และศิลปะ (Art) เป็นทั้งงานวิชาการ และ
วิชาชีพที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจนชำนาญมากกว่าการใช้สามัญสำนึก
6.การให้คำปรึกษา เป็นความร่วมมืออันดีสำหรับผู้ให้คำปรึกษา และผู้รับคำปรึกษา
ในอันที่จะช่วยกันค้นหาปัญหาหรือทางออกที่เหมาะสมแท้จริงทั้งนี้โดยที่ต่างฝ่ายอาจจะไม่
เข้าใจมาก่อนว่า “แท้ที่จริงแล้วความยากลำบากหรือปัญหาของสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งแตกต่างไป
จากการสอนซึ่งผู้สอนรู้ข้อเท็จจริงมาก่อนหน้านี้แล้ว”
7. การให้คำปรึกษาเน้นถึงจรรยาบรรณ และบรรยากาศที่ปกปิดหรือความเป็นส่วนตัว เพื่อ
สนับสนุนการได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับช่วยเหลือ และรักษาผลประโยชน์ของผู้รับคำปรึกษา
เป็นสำคัญ
8.การให้คำปรึกษาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้คำปรึกษา และผู้รับคำปรึกษามี
ระดับสูงมากพอที่ผู้รับคำปรึกษาเต็มใจที่จะเปิดเผย ความรู้สึกที่แท้จริงของตน โดยไม่ปกปิด
หรือซ่อนเร้น
วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่ อช่วยนักเรียนในเรื่องต่อไปนี้
1.สำรวจตนเอง และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจ
2.ลดระดับความเครียด และความไม่สบายใจที่เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
3.พั ฒนาทักษะทางด้านสังคมทักษะการตัดสินใจและทักษะการจัดการกับปัญหาให้มี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4.เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่พึงประสงค์ เช่น มีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่างๆ
มากขึ้น มีพฤติกรรมการเรียนที่ดี และสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
ข้อควรคำนึงในการให้คำปรึกษา (Meier & Davis, 1993 ; Faiver,
การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนครูควรปฏิบัติดังนี้
Eisengart and Colonna, 1995)
1. ตรงต่อเวลานัดหมายทั้งเริ่มต้น และสิ้นสุดการให้คำปรึกษา โดยทั่วไปแล้วการให้คำ
ปรึกษาแต่ละครั้ง ควรใช้เวลา 45-50 นาที สำหรับการให้คำปรึกษารายบุคคล และ 60-
90 นาที สำหรับการให้คำปรึกษากลุ่ม และควรอยู่ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ต่อราย
หรือต่อกลุ่มรวมทั้งหลีกเลี่ยงการนัดหมายอื่นๆ
หน้า 68
1.การให้คำปรึกษาตั้งอยู่บนพื้ นฐานที่ว่าผู้รับคำปรึกษาต้องการที่จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
ของตน
2.การให้คำปรึกษาตั้งอยู่บนพื้ นฐานที่ว่าผู้ให้คำปรึกษาต้องได้รับการฝึกฝนเพื่ อความชำนาญ
งานมาก่อน
3.การให้คำปรึกษาเป็นการช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาสามารถพิ จารณาตนเองได้ดีเช่นเดียวกับ
ความสามารถในการพิจารณาสิ่งแวดล้อมของตน จนเกิดการตัดสินใจได้ในที่สุด
4.การให้คำปรึกษา ยึดหลักความแตกต่างระหว่างบุคคล
5.การให้คำปรึกษาเป็นทั้งศาสตร์ (Science) และศิลปะ (Art) เป็นทั้งงานวิชาการ และ
วิชาชีพที่ต้องอาศัยการฝึกฝนจนชำนาญมากกว่าการใช้สามัญสำนึก
6.การให้คำปรึกษา เป็นความร่วมมืออันดีสำหรับผู้ให้คำปรึกษา และผู้รับคำปรึกษา
ในอันที่จะช่วยกันค้นหาปัญหาหรือทางออกที่เหมาะสมแท้จริงทั้งนี้โดยที่ต่างฝ่ายอาจจะไม่
เข้าใจมาก่อนว่า “แท้ที่จริงแล้วความยากลำบากหรือปัญหาของสิ่งนั้นคืออะไร ซึ่งแตกต่างไป
จากการสอนซึ่งผู้สอนรู้ข้อเท็จจริงมาก่อนหน้านี้แล้ว”
7. การให้คำปรึกษาเน้นถึงจรรยาบรรณ และบรรยากาศที่ปกปิดหรือความเป็นส่วนตัว เพื่อ
สนับสนุนการได้มาซึ่งข้อเท็จจริงสำหรับช่วยเหลือ และรักษาผลประโยชน์ของผู้รับคำปรึกษา
เป็นสำคัญ
8.การให้คำปรึกษาจะเกิดขึ้นต่อเมื่อสัมพันธภาพระหว่างผู้ให้คำปรึกษา และผู้รับคำปรึกษามี
ระดับสูงมากพอที่ผู้รับคำปรึกษาเต็มใจที่จะเปิดเผย ความรู้สึกที่แท้จริงของตน โดยไม่ปกปิด
หรือซ่อนเร้น
วัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนมีวัตถุประสงค์เพื่ อช่วยนักเรียนในเรื่องต่อไปนี้
1.สำรวจตนเอง และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และเข้าใจ
2.ลดระดับความเครียด และความไม่สบายใจที่เกิดการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม
3.พั ฒนาทักษะทางด้านสังคมทักษะการตัดสินใจและทักษะการจัดการกับปัญหาให้มี
ประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
4.เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมไปในทิศทางที่พึงประสงค์ เช่น มีความรับผิดชอบในหน้าที่ต่างๆ
มากขึ้น มีพฤติกรรมการเรียนที่ดี และสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นได้ดีขึ้น
ข้อควรคำนึงในการให้คำปรึกษา (Meier & Davis, 1993 ; Faiver,
การให้คำปรึกษาแก่นักเรียนครูควรปฏิบัติดังนี้
Eisengart and Colonna, 1995)
1. ตรงต่อเวลานัดหมายทั้งเริ่มต้น และสิ้นสุดการให้คำปรึกษา โดยทั่วไปแล้วการให้คำ
ปรึกษาแต่ละครั้ง ควรใช้เวลา 45-50 นาที สำหรับการให้คำปรึกษารายบุคคล และ 60-
90 นาที สำหรับการให้คำปรึกษากลุ่ม และควรอยู่ในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 3 เดือน ต่อราย
หรือต่อกลุ่มรวมทั้งหลีกเลี่ยงการนัดหมายอื่นๆ
หน้า 69
2. ให้ความสำคัญกับภาษาท่าทางของนักเรียนให้มาก หากพบว่าคำพู ดกับท่าทางของ
นักเรียนขัดแย้งกัน ให้เชื่อภาษาท่าทางและสะท้อนกลับให้นักเรียนรับรู้ เพื่อให้นักเรียนเข้าใจ
ตัวเองมากขึ้น เช่น “เธอบอกว่าเธอเสียใจกับเรื่องนี้มาก แต่ขณะที่เธอพู ดว่าเสียใจ ครูเห็น
เธอยิ้ม จริงๆ แล้วเธอรู้สึกอย่างไร”
3. หลีกเลี่ยงการถามข้อมูลที่ละเอียดอ่อน หรือเจาะจงเกินไป เพราะอาจทำให้นักเรียน
อึดอัดใจ และไม่ให้ความร่วมมือในการปรึกษาได้
4. หลีกเลี่ยงการแนะนำให้นักเรียนปฏิบัติตามความเห็นของครู เพราะนักเรียนอาจเคย
ปฏิบัติในสิ่งที่ครูแนะนำมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ หรืออาจเป็นคำแนะนำที่นักเรียนไม่
ต้องการ ซึ่งจะทำให้นักเรียนหลีกเลี่ยงที่จะมารับคำปรึกษาต่อไป
5. หลีกเลี่ยงการเกิดอารมณ์ร่วมและการเห็นชอบกับพฤติกรรมของนักเรียนที่จะเป็นการ
เสริมแรงให้นักเรียนคิดและทำพฤติกรรมเหมือนเดิมทำให้นักเรียนไม่มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไป
ในทางที่ดีขึ้น
6. ไม่ควรรีบด่วนที่จะสรุปและแก้ปัญหา โดยที่นักเรียนไม่มีโอกาสได้สำรวจปัญหา และ
สาเหตุมากพอ
7. หลังจากการให้คำปรึกษาแต่ละครั้งแล้ว ครูควรบันทึกผลการให้คำปรึกษาไว้เพื่อเป็น
ข้อมูลในการให้คำปรึกษาต่อไป
8. ต้องรักษาความลับ และประโยชน์ของนักเรียน โดยต้องระมัดระวังที่จะไม่นำเรื่องราว
ของนักเรียนไปพู ดในที่ต่างๆ แม้จะไม่เอ่ยชื่อก็ตาม เพราะคนฟังอาจปะติดปะต่อเรื่องราวเอง
หรือสอบถามกันจนรู้ว่าเป็นเรื่องราวของนักเรียนคนใด ซึ่งจะส่งผลเสียหายต่อนักเรียนดัง
กล่าว และกระทบถึงความน่าเชื่อถือไว้วางใจของระบบการให้คำปรึกษาได้
คุณลักษณะของครูผู้ให้คำปรึกษา
ครูผู้ที่จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพควรมีลักษณะส่วนตัวดังต่อไปนี้
(จีน แบรี่ , 2538)
รู้จักและยอมรับตนเอง
อดทน ใจเย็น
จริงใจ และตั้งใจช่วยเหลือผู้อื่น
มีท่าทีที่เป็นมิตร และมองโลกในแง่ดี
ไวต่อความรู้สึกของผู้อื่น และช่างสังเกต
ใช้คำพู ดได้เหมาะสม
เป็นผู้รับฟังที่ดี
นอกจากนี้ยังควรมีคุณลักษะที่สำคัญ คือ มีบุคลิกภาพที่ดี และการรักษาความลับ
หน้า 70
ประเภทของการให้คำปรึกษา
การให้คำปรึกษาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทดังนี้
1. การให้คำปรึกษาเป็นรายบุคคล (Individual Counseling)
การให้คำปรึกษาประเภทนี้เป็นแบบ
ที่ได้รับความนิยม และถูกนำมาใช้ในหน่วย
งานต่าง ๆ การให้คำปรึกษาจะเป็นการ
พบกัน ระหว่างผู้ให้คำปรึกษา 1 คน กับ
ผู้ขอคำปรึกษา 1 คน โดยร่วมมือกัน การ
ให้คำปรึกษาแบบนี้มีจุดมุ่งหมายที่จะช่วย
ให้ผู้ขอรับคำปรึกษาให้สามารถเข้าใจ
ตนเอง เข้าใจปัญหา และสามารถแก้ไข
ปัญหาต่าง ๆ ได้ด้วยตนเอง หรือเพื่อให้
สมาชิกในองค์การ เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้สูงขึ้น ทำให้คนในองค์การได้ตระหนัก
ถึง ความรู้สึกเกี่ยวกับปฏิกิริยาและการแสดงออกของอารมณ์ของตนและผู้อื่น เข้าใจความ
สำคัญของทัศนคติ ความเชื่อ ค่านิยม แรงจูงใจ พฤติกรรมต่าง ๆของบุคคล เข้าใจความ
สำคัญของการเสริมแรงและการต่อต้านการเปลี่ยนแปลง คนสามารถกำหนดเป้าหมายและ
การประพฤติปฏิบัติของตนเองได้เป็นกระบวนการช่วยเหลือโดยมีการพบปะเป็น การส่วนตัว
ระหว่างผู้ให้คำปรึกษากับผู้รับบริการ ซึ่งจะเป็นการช่วยให้ผู้รับบริการ ได้เข้าใจตนเอง และสิ่ง
แวดล้อมได้ดีขึ้น สามารถวางโครงการในอนาคตได้อย่างมี ประสิทธิภาพ ซึ่งมิใช่เฉพาะจะ
สามารถแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่เท่านั้น แต่ จะช่วยให้มีทักษะในการแก้ปัญหาอื่น ๆ ได้ด้วย
ตนเอง
กระบวนการให้คำปรึกษา
กระบวนการให้คำปรึกษา อาจสรุปได้ 5 ขั้นตอนดังนี้คือ
ขั้นตอนที่ 1 การสร้างสัมพันธภาพ ผู้ให้คำปรึกษาต้องทำให้ผู้รับคำปรึกษาเกิด ความอบอุ่น
สบายใจ และไว้วางใจ
ขั้นตอนที่ 2 สำรวจปัญหา ผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาได้สำรวจปัญหา และปัจจัย
ต่าง ๆ ที่ทำให้เกิดปัญหาด้วยตัวของเขาเอง
ขั้นตอนที่ 3 เข้าใจปัญหา สาเหตุ ความต้องการ ผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้ผู้รับ คำปรึกษาเข้าใจ
ปัญหา สาเหตุ และความต้องการของตนเอง
ขั้นตอนที่ 4 วางแผน แก้ปัญหา ผู้ให้คำปรึกษาช่วยให้ผู้รับคำปรึกษาพิจารณาวิธี แก้ปัญหา
และตัดสินใจเลือกสิ่งที่จะปฏิบัติด้วยตนเอง
ขั้นตอนที่ 5 ยุติการให้คำปรึกษา ผู้ให้คำปรึกษาย้ำความเข้าใจที่เกิดขึ้นระหว่าง ที่ให้คำปรึกษา
และช่วยให้ผู้รับคำปรึกษา มีแรงจูงใจและกำลังใจ ที่จะแก้ปัญหาและพัฒนาตนเอง
หน้า 71
2. การให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม (Group Counseling)
หลักพื้ นฐานของการให้คำปรึกษากลุ่ม
1.สมาชิกกลุ่มทุกคนมีสิทธิในความรู้สึกของตนคือรู้สึกอย่างที่ตนรู้สึก ไม่ต้องปกปิด
ซ่อนเร้น ผู้ให้คำปรึกษาจะสนับสนุนให้สมาชิกแสดงความรู้สึกของตนออกมา และให้เคารพใน
อารมณ์และความรู้สึกของผู้อื่นด้วย
2.สมาชิกกลุ่มแต่ละคนต้องตัดสินใจว่าตนต้องการจะพั ฒนาอะไรเกี่ยวกับตนเองด้วย
ตนเอง
3.สมาชิกกลุ่มแต่ละคนต้องมุ่งแก้ปัญหาให้ตนเองไม่ใช่มุ่งแก้ปัญหาให้คนอื่น เพราะการ
ที่สมาชิกเข้ากลุ่มก็เพราะต้องการให้มีการเปลี่ยนแปลงไป ในทางที่ดีขึ้นให้กับตนเอง
4.ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มความรู้สึกของสมาชิกกลุ่มที่มีต่อสถานการณ์ เป็นจุดที่
สำคัญยิ่งกว่าสถานการณ์ เพราะความรู้สึกที่เกิดขึ้นนั้น อาจจะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดปัญหาได้
5.การเปิดเผยตนเองของสมาชิกช่วยให้การให้คำปรึกษามีประสิทธิภาพ ถ้าสมาชิกกลุ่ม
ไม่มีการป้องกันตนเองก็ย่อมพร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง และการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นได้ใน
บรรยากาศที่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ มีความหวังดี มีการยอมรับและมีความเข้าใจ เห็นอกเห็นใจ
6.สมาชิกกลุ่มต้องมีความรับผิดชอบต่อพฤติกรรมของตน นั่นคือ ยอมรับผลที่ตามมา
จากพฤติกรรมที่ตนได้กระทำไป ซึ่งทำให้สมาชิกพึ่งพิงคนอื่นน้อยลง
7.การลงมือกระทำเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการเปลี่ยนแปลงทางพฤติกรรม ซึ่งจะมีได้ใน
บรรยากาศของการยอมรับและความเข้าใจดังนั้นผู้ให้คำปรึกษาจะต้องพยายามสร้าง
บรรยากาศของการยอมรับและความเข้าใจ ให้เกิดขึ้นในกลุ่ม และรักษาสิ่งเหล่านี้ไว้ตลอดไป
8.ในการเผชิญปัญหาแก้ปัญหา มีวิธีการหรือทางเลือกหลายวิธี ผู้ให้คำปรึกษาจะต้อง
ช่วยให้สมาชิกสามารถเลือกแนวทางแก้ปัญหาจากทางเลือกต่าง ๆ ที่ได้มีการนำเสนอในกลุ่ม
ด้วยตนเอง
9.สมาชิกกลุ่มจะต้องมีคำมั่นสัญญาให้กับตนเองในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหรือ
เปลี่ยนแปลงสิ่งต่าง ๆ ดังนั้นการให้การเสริมแรงจึงถือว่าเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ให้คำปรึกษาจะ
ต้องคำนึงถึง
10.ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องกระตุ้นให้สมาชิกกลุ่มได้นำประสบการณ์ใหม่หรือสิ่งที่เรียนรู้
ใหม่ไปปฏิบัติในชีวิตประจำวัน ดังนั้นประสบการณ์ในกลุ่มจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับสมาชิก
11.การที่สมาชิกรู้จักตนเองอย่างลึกซึ้งและยอมรับตนเอง ทำให้มีการป้องกันตนเอง
น้อยลง และทนต่อคำวิพากษ์วิจารณ์ต่างๆที่เกี่ยวกับตน
12.สมาชิกกลุ่มจะเกิดความเข้าใจตนเองมีความรับผิดชอบและสามารถควบคุมตนเอง
ได้มากขึ้น หลังจากได้เข้าร่วมการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
หน้า 72
ลำดับขั้นของการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
ขั้นที่ 1 ขั้นก่อตั้งกลุ่ม ในขั้นนี้สมาชิกที่เข้ากลุ่มยังไม่กล้าเปิดเผยตนเอง เพราะยังไม่ไว้
วางใจในกลุ่ม ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องชี้แจงวัตถุประสงค์ของการให้คำปรึกษา และสร้าง
สัมพันธภาพที่ดี ให้เกิดขึ้นในกลุ่ม และต้องให้เวลาแก่สมาชิกกลุ่มพอสมควรอย่ารีบเร่ง
ขั้นที่ 2 ขั้นการเปลี่ยนแปลงลักษณะของสมาชิก เป็นขั้นตอนต่อจากขั้นแรกกลุ่มเริ่มมี
การเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการขึ้นบ้าง สมาชิกเริ่มรู้จักไว้วางใจกันแต่ก็ยังมีความวิตก
กังวล มีความตึงเครียดอยู่บ้าง ผู้ให้คำปรึกษาจะต้องพยายามชี้แจงให้สมาชิกกล้า
อภิปรายปัญหาตัวเอง อย่างเปิดเผย
ขั้นที่ 3 ขั้นดำเนินการ ขั้นนี้สัมพันธภาพระหว่างสมาชิกในกลุ่มจะดีขึ้นมาก กล้าเปิดเผย
ตนเอง อภิปรายปัญหาตามความเป็นจริง ร่วมกันแก้ปัญหาของสมาชิก ทุกคนได้
สำรวจตัวเอง เข้าใจปัญหาและพร้อมจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน
ขั้นที่ 4 ขั้นยุติการให้คำปรึกษา เมื่อสมาชิกเข้าใจปัญหาอย่างกระจ่างแจ้ง รู้จักแก้และ
เลือกวิธีที่เหมาะสมกับตน นำไปปฏิบัติด้วยความพอใจ ไม่มีข้อข้องใจตกค้าง ก็ให้ยุติ
การให้คำปรึกษาแบบกลุ่มได้
ขนาดของกลุ่ม
ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ขนาดของกลุ่มที่ดีที่สุดจะอยู่ระหว่าง 4-8 คน
เพราะถ้ากลุ่มมีขนาดใหญ่เกินจำนวน 8 คน การถ่ายโยงจะค่อย ๆอ่อนลงจนกระทั่ง
สมาชิกแทบ จะไม่มีความหมาย และแทบจะไม่มีความสัมพันธ์ต่อกันและกัน กลุ่มทำหน้าที่
เสมือนการรวมกลุ่มย่อยหลายๆกลุ่ม และผู้ให้คำปรึกษาจะมีความยากลำบากในการ
ชักจูงให้สมาชิกแต่ละคน สนใจกลุ่ม แต่ถ้ากลุ่มเป็นกลุ่มขนาดเล็กสมาชิก จะมีโอกาสสื่อ
ความหมายซึ่งกันและกันได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าขนาดของกลุ่มใหญ่ขึ้น สมาชิกจะได้รับ
ประสบการณ์ตรงและมีส่วนร่วมในกลุ่มน้อยมาก สมาชิกจะพัฒนาความสัมพันธ์ที่มี
ความหมายกับผู้นำ ผู้พู ด และผู้แสดงเท่านั้น และสมาชิกจะปฏิบัติหน้าที่เหมือนกับอยู่ใน
ชั้นเรียน และคอยพึ่งพิงผู้นำมากขึ้น
เวลาและจำนวนครั้งในการให้คำปรึกษากลุ่ม
ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ผู้ให้คำปรึกษาควรจัดให้มีการให้คำปรึกษาอย่างน้อย
สัปดาห์ละ 1 ครั้ง แต่ถ้ามีเวลาอันจำกัด อาจจัดให้มีการให้คำปรึกษา สัปดาห์ละ 2-3ครั้ง
ได้ ส่วนจำนวนในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่มทั้งหมดควรประมาณ 6-10 ครั้ง ส่วนเวลา
ที่ใช้ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม จะเป็นเวลานานเท่าใดนั้น จะแตกต่างกันไปตามวัยผู้มา
ขอรับคำปรึกษา ถ้าเป็น นักเรียนระดับประถมศึกษา ควรใช้เวลาครั้งละ 1 ชั่วโมง ส่วน
นักเรียนระดับมัธยมศึกษา ควรใช้เวลาประมาณ 1-1 ½ ชั่วโมง แต่ถ้าเป็นนักศึกษาระดับ
อุดมศึกษาหรือผู้ใหญ่ควรใช้เวลาประมาณ 1 ½ - 2 ชั่วโมง ทั้งนี้หมายความว่าในการให้
คำปรึกษาแบบกลุ่มนั้น เวลาที่ใช้ในการให้คำปรึกษาแต่ ละครั้งอย่างมากที่สุดไม่ควรเกิน
2 ชั่วโมง
หน้า 73
ลักษณะของกลุ่มในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ลักษณะของกลุ่มควรเป็นกลุ่มแบบปิด ( Closed
Groups) หมายถึง เป็นกลุ่มที่ประกอบด้วย สมาชิกที่เป็นคนเดิมตั้งแต่เริ่มต้น การให้
คำปรึกษา จนกระทั่งถึงขั้นยุติการให้คำปรึกษา ไม่ควรเป็นกลุ่มแบบเปิด ( Opened
Groups ) เพราะกลุ่มลักษณะนี้จะมีการเข้าออกของ สมาชิกกลุ่มอยู่ตลอดเวลา คือ
สมาชิกเก่าออกไปสมาชิกใหม่เข้า มาแทนที่ ทำให้การให้คำปรึกษาขาดความต่อเนื่อง การ
ที่กลุ่มจะมีพัฒนาการไปถึง ขั้นการวางแผนแก้ปัญหา จะทำได้ยากและความรู้สึก
ปลอดภัยจะลดลง เพราะสมาชิกกลุ่มจะต้องคอยปรับตัวต่อสถานการณ์ ที่มีสมาชิกใหม่
เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ทำให้เป็นอุปสรรคต่อการเจริญงอกงามของกลุ่มได้
สถานที่และอุปกรณ์ในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม
การให้คำปรึกษาแบบกลุ่มที่มีประสิทธิภาพอาจจัดได้โดยใช้สถานที่และอุปกรณ์
น้อยที่สุดเพียงให้มีที่กว้างพอสำหรับเก้าอี้ 9 ตัว จัดเป็นวงกลมในห้อง ซึ่งผู้มาขอรับ
คำปรึกษาสามารถพู ดได้อย่างอิสระ โดยไม่มีใครนอกห้องได้ยิน ห้องที่ใช้ในการให้คำ
ปรึกษาแบบกลุ่ม ที่ดึงดูดความสนใจของสมาชิก ควรเป็นห้องที่มีขนาดกว้างพอ
สมควร จะช่วยให้ผู้มาขอรับคำปรึกษาแสดง บทบาทหรือสาธิตพฤติกรรมต่าง ๆได้
อย่างสะดวก อนึ่งพื้นห้องถ้าปูพรม หรือสะอาดพอ สมาชิกก็อาจจะเปลี่ยนจากการนั่ง
เก้าอี้เป็นการนั่งกับพื้นแทน เมื่อเกิดความรู้สึกว่าเหมาะสมที่จะทำเช่นนั้น นอกจากนี้
อุปกรณ์ที่ใช้ในการบันทึกภาพและเสียงจัดว่าเป็นเครื่องมือสำคัญในการให้คำปรึกษา
แบบกลุ่ม เพราะการบันทึกภาพและเสียง ทำให้ผู้ให้คำปรึกษาสามารถนำเหตุการณ์มาท
บทวนพิจารณาถึงสิ่งที่ได้เกิดขึ้นในการให้คำปรึกษาแบบกลุ่ม ช่วยให้สามารถวิจารณ์
บทบาทที่แสดงออก และที่เล่นบทบาทสมมุติของสมาชิก ทั้งยังช่วยให้ผู้มาขอรับคำ
ปรึกษาได้รู้จักพฤติกรรมที่ไม่ส่งผลดีของตน และรู้จักความต้องการที่ไม่ได้กล่าวออก
มาทางวาจา และช่วยให้สมาชิกกลุ่ม ได้ประเมินอิทธิพลของกันและกันในด้านที่ก่อให้กิด
ความเปลี่ยนแปลงภายในกลุ่ม
หน้า 74
บทที่14 การศึกษารายกรณี
(CASE STUDY)
ความหมายของการศึกษารายกรณี
การศึกษารายกรณี หมายถึง กระบวนการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลใด
บุคคลหนึ่งหรือหลายคนเป็นระยะเวลาต่อเนื่องกันไปในระยะเวลาหนึ่งโดยใช้เครื่องมือ เทคนิค
หรือวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของข้อมูลแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมาวิเคราะห์เพื่อ
ทำความเข้าใจสภาพผู้ถูกศึกษา สาเหตุของพฤติกรรมตลอดจนข้อเสนอแนะที่เป็นแนวทาง
การให้ความช่วยเหลือกรณีที่ผู้ศึกษากำลังประสบปัญหา (นิรันดร์ จุลทรัพย์, 2539: 209)
วัตถุประสงค์ของการศึกษารายกรณี
เพื่ อทำความเข้าใจนักเรียนอย่างละเอียดลึกซึ้งเกี่ยวกับพฤติกรรมที่แสดงออกมา
สาเหตุของพฤติกรรมซึ่งอาจจะมีผลมาจากสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ทั้งในอดีตหรือที่เกิด
ขึ้นในปัจจุบัน
เพื่ อการวินิจฉัยในอันจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือนักเรียนทั้งทางด้านการป้องกัน
ปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้น การหาทางแก้ไขปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นและการช่วยส่งเสริมและ
พัฒนาความสามารถต่าง ๆ ให้แก่นักเรียน
หน้า 75
เพื่ อสืบค้นหานักเรียนที่มีลักษณะพิ เศษบางประการเพื่ อที่ทางโรงเรียนจะได้ให้การส่ง
เสริมพั ฒนาได้อย่างเหมาะสม
เพื่อช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจนักเรียนในความปกครองของตน ได้ดีขึ้นและสามารถที่จะให้
ความร่วมมือแก่ทางโรงเรียนแก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบุตรหลานของตนได้ด้วยดี
เพื่อใช้ในการวิจัย โดยศึกษาสาเหตุของพฤติกรรมทั้งในอดีตและปัจจุบันเพื่อทำนาย
พฤติกรรมที่จะเกิดขึ้นในอนาคตซึ่งอาจเป็นพฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรือไม่เป็นปัญหาก็ได้
เพื่อการติดตามผลของการใช้เครื่องมือ เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ อันจะเป็นแนวทางใน
การปรับปรุงแก้ไขได้ในโอกาสต่อไป
การคัดเลือกนักเรียนเพื่ อทำการศึกษารายกรณี
เนื่องจากครูแนะแนวแต่ละคนต้องรับผิดชอบดูแลนักเรียนเป็นจำนวนมากจึงไม่
สามารถที่จะทำการศึกษารายกรณีแก่นักเรียนได้ครบทุกคน ดังนั้นครูจึงควรพิจารณา
จากนักเรียนที่มีลักษณะต่าง ๆ (นิรันดร์ จุลทรัพย์, 2539: 210) ดังนี้
(1) นักเรียนที่กำลังประสบปัญหาและต้องการความช่วยเหลือพิเศษหรืออย่าง
รีบด่วน เช่น
(1.1) ปัญหาด้านการเรียน
(1.2) ปัญหาทางด้านอารมณ์
(1.3)ปัญหาทางด้านความประพฤติ บุคลิกภาพและด้านสังคม
(2) นักเรียนที่มีความสามารถเฉพาะตัวสูง หรือมีความสามารถพิเศษอย่างใด
อย่างหนึ่ง
ลำดับขั้นของการทำการศึกษารายกรณี
ลำดับขั้นของการทำการศึกษารายกรณี (นิรันดร์ จุลทรัพย์, 2539: 210) มีดังนี้
คัดเลือกนักเรียนที่จะทำการศึกษาโดยทำความเข้าใจถึงพฤติกรรมของนักเรียนแต่ละคน
ว่าใครประสบปัญหาด้านใดบ้าง เช่น ปัญหาการเรียน ปัญหาด้านความประพฤติ ปัญหา
ด้านอารมณ์และสังคม เป็นต้น หรือเป็นนักเรียนที่มีความสามารถพิเศษเป็นที่สนใจของ
คนส่วนใหญ่ในโรงเรียน ผลการเรียนดีเป็นเยี่ยมเป็นนักกีฬายอดเยี่ยม มีความสามารถ
สูงทางศิลปะ เป็นต้น
รวบรวมข้อมูลเป็นการค้นหารายละเอียดข้อเท็จจริงต่าง ๆ เกี่ยวกับตัวผู้ถูกศึกษาโดย
พยายามรวบรวมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อนำไปวิเคราะห์และวินิจฉัยต่อไป
ข้อมูลที่รวบรวมนั้นควรได้มาจากตัวนักเรียนเองหรือผู้เกี่ยวข้องกับนักเรียน เช่น บิดา
มารดา หรือผู้ปกครอง ญาติพี่น้อง เพื่อนสนิท ครูประจำชั้น ครูประจำวิชา เป็นต้น โดย
ใช้เครื่องมือ เทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ การใช้
แบบสอบถาม การเยี่ยมบ้าน สังคมมิติและแบบทดสอบชนิดต่าง ๆ เป็นต้น
วิเคราะห์ข้อมูล (Analysis) เป็นการแยกแยะให้เห็นรายละเอียดของข้อมูลและสภาพของ
ข้อเท็จจริงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น
หน้า 76
วินิจฉัยข้อมูล (Diagnosis) เป็นการนำผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลมาพิจารณาหาสาเหตุ
ของพฤติกรรมที่เป็นปัญหาหรือพฤติกรรมในทางบวกโดยใช้หลักทฤษฎีทางจิตวิทยามา
เป็นพื้นฐานประกอบการพิจารณา การสรุปผลจากการวินิจฉัยในขั้นนี้อาจจะยังไม่ได้ข้อ
ยุติ แต่ก็เป็นแนวทางที่จะนำไปประกอบการสังเคราะห์ข้อเท็จจริงในขั้นต่อไป
เป็นการศึกษาหาข้อเท็จจริงเพิ่มเติมด้วยวิธีการต่าง ๆ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มารวมกับ
ข้อมูลเดิมที่มีอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ศึกษาเกิดความมั่นใจในการวิเคราะห์ และวินิจฉัยได้
ตรงประเด็นมากยิ่งขึ้น
การให้ความช่วยเหลือ (Treatment) เป็นการคิดหาวิธีการต่าง ๆ ที่จะนำมาใช้ให้ความ
ช่วยเหลือและแนะแนวทางในการแก้ปัญหา ตลอดจนช่วยให้นักเรียนสามารถเข้าใจ
ตนเองได้อย่างถูกต้องและปรับตัวให้เข้ากับสภาพการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม
สามารถตัดสินใจได้อย่างฉลาดโดยแบ่งวิธีการให้ความช่วยเหลือเป็น 3 วิธีการ คือ
1. ถ้าเป็นปัญหาที่รุนแรงเกี่ยวกับทางด้านจิตใจจนเกิดความสามารถของผู้
ศึกษาต้องหาทางส่งต่อ (Refer) ไปยังจิตแพทย์ (Psychiatrit) หรือผู้มี
ความชำนาญโดยเฉพาะเพื่ อให้ความช่วยเหลือต่อไป
2.การป้องกัน (Prevention) โดยการหาทางป้องกันหรือสกัดกั้นเพื่อไม่ให้
เกิดปัญหาต่าง ๆ ขึ้นในอนาคตโดยการให้ข้อมูลที่ถูกต้องเหมาะสมแก่ผู้รับ
การศึกษาเพื่ อแนวทางในการปฏิบัติ
3.การส่งเสริม (Promotion) เป็นการช่วยส่งเสริมให้ผู้รับการศึกษามีความ
สามารถที่จะปรับตัวได้อย่างถูกต้อง เหมาะสมกับสภาพการณ์ต่าง ๆ เป็น
แรงเสริมให้เกิดกำลังใจในการสร้างเสริมสิ่งต่าง ๆ รอบตัวให้ดีขึ้น
การติดตามผล (Follow-Up) เป็นการศึกษาถึงวิธีการต่าง ๆ ที่ได้ให้ความช่วยเหลือ
แล้วนั้นว่าได้ผลประการใด มีความเหมาะสมมากน้อยเพียงใดมีสิ่งที่ควรต้องปรับปรุง
แก้ไขหรือเพิ่ มเติมอะไรบ้าง
ลำดับขั้นของการทำการศึกษารายกรณี
ในการเขียนรายงานการศึกษารายกรณี ควรเขียนให้มีรายละเอียดมากพอที่จะช่วย
ให้เข้าใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งการเขียนนั้นไม่มีแบบแผนที่ตายตัวอาจจะแตกต่างกันไปบ้าง
ตามลักษณะของปัญหาทั้งนี้ให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้ศึกษา ซึ่งโดยทั่ว ๆ ไป ควร
ประกอบด้วยหัวข้อต่าง ๆ ที่สำคัญ (นิรันดร์ จุลทรัพย์, 2539: 213) ดังนี้
(1) ชื่อ – สกุลผู้รับการศึกษา
(2) สาเหตุที่ศึกษา
(3) วันเริ่มต้นและสิ้นสุดการศึกษา รวมระยะเวลาที่ใช้ศึกษา
(4) ลักษณะของปัญหาที่สำคัญ/ลักษณะเด่นที่สำคัญ
(5) ข้อมูลเกี่ยวกับผู้รับการศึกษา
หน้า 77
(5.1) ลักษณะทั่วไป
(5.2) ประวัติส่วนตัว
(5.3) ประวัติครอบครัว
(5.4) ประวัติทางด้านการศึกษาและผลการเรียน
(5.5) ประวัติสุขภาพ
(5.6) ประวัติด้านสังคม
(5.7) ประสบการณ์การทำงานและงานอดิเรก
(5.8) ความใฝ่ฝันในอนาคต
(5.9) เจตคติที่มีต่อตนเอง
(5.10) เจตคติที่มีต่อครอบครัว
(5.11) เจตคติที่มีต่อสถานศึกษา
(5.12) เจตคติที่มีต่อสังคม
(6) เทคนิค เครื่องมือหรือวิธีการที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลมีกี่อย่าง อะไรบ้าง
(7) สรุปข้อมูลที่ได้จากการรวมข้อมูลด้วยเทคนิค เครื่องมือหรือวิธีการต่าง ๆ พร้อม
ทั้งตีความหมายจากข้อมูล
(8) การสรุปผลและข้อเสนอแนะ
(9) ภาคผนวก (แนบเทคนิค เครื่องมือ หรือวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลพร้อมทั้ง
เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องในการศึกษา)
ตัวอย่างการเขียนรายงานการศึกษารายกรณี
ตัวอย่างการเขียนรายงานการศึกษารายกรณี (นิรันดร์ จุลทรัพย์, 2539: 213) มีดังนี้
ตัวอย่างการเขียนรายงานการศึกษารายกรณี
(สำหรับผู้ที่กำลังประสบปัญหาหรือต้องการความช่วยเหลือ)
ชื่อผู้รับการศึกษา นายสันติ บำรุงจิต (นามสมมุติ)
สาเหตุที่ศึกษา
เนื่องจากนายสันติ ชอบมาเล่าปัญหาต่าง ๆ ทางครอบครัวให้ผู้ศึกษาฟังเสมอ
เวลาเรียนชอบนั่งเหมอลอย ไม่สนใจเรียน ผลการเรียนไม่ดี ชอบบ่นว่า เบื่อบ้าน อยากไป
อยู่หอพัก ผู้ศึกษาจึงสนใจที่จะศึกษาเพื่อช่วยแก้ปัญหาเท่าที่คิดว่าจะช่วยได้
วันเริ่มต้นและระยะเวลาที่ศึกษา
วันที่ 15 มิถุนายน ถึงวันที่ 30 กันยายน 2537 รวมเวลา 3 เดือน 15 วัน
ลักษณะของปัญหาที่สำคัญ
จากการสังเกตและพู ดคุย ผู้ศึกษาตั้งสมมุติฐานว่า สันติมีปัญหาสำคัญ ดังนี้
1) ปัญหาทางครอบครัว เพราะสันติมักจะพู ดว่าเบื่อบ้านไม่อยากอยู่บ้าน
2) ปัญหาด้านการเรียน เพราะผลการเรียนไม่ดีได้คะแนนอยู่ในเกณฑ์ค่อนข้างต่ำ
หน้า 78
ข้อมูลที่ได้จากผู้รับการศึกษา
1) ลักษณะทั่วไป
ชายไทย ผิวค่อนข้างคล้ำ ผมหยิก นัยน์ตาสีดำ 2 ชั้น จมูกค่อนข้างโด่ง ใบหน้ารูปเหลี่ยม
ผมตัดสั้น ส่วนแว่นตา (สายตาสั้น) ท่าทางสุภาพ เคร่งขรึม แต่งกายสะอาดเรียบร้อย พู ด
ค่อนข้างช้า รูปร่างท้วม
2) ประวัติส่วนตัว
สันติอายุ 20 ปี เกิดวันที่ 13 มกราคม 2517 ที่ตำบลฉลุง อำเภอเมือง จังหวัดสตูล เป็น
นิสิตชั้นปีที่ 2 ในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงแห่งหนึ่ง เชื้อชาติไทย สัญชาติไทย นับถือ
ศาสนาพุ ทธ
ปัจจุบันพักอยู่บ้านเลขที่ 37/1 หมู่บ้านทักษิณเมืองทอง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัด
สงขลา
3) ประวัติครอบครัว
บิดาชื่อร้อยเอกภาคภูมิ บำรุงจิต อายุ 47 ปี จบปริญญาตรีสาขาวิทยาศาสตร์
บัณฑิต (วท.บ.) รับราชการทหาร รายได้เดือนละประมาณ 19,000 บาท
มารดาชื่อนางสาวิตรี บำรุงจิต อายุ 47 ปี จบปริญญาตรีการศึกษาบัณฑิต
(กศ.บ.) รับราชการครูในโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่ง รายได้เดือนละประมาณ 15,000 บาท
ปัจจุบันบิดาและมารดาแยกทางกันอยู่ โดยบิดามีภรรยาใหม่และมีลูกใหม่อีก 3 คน
สำหรับพี่น้องร่วมบิดามารดาของสันติทั้งหมด 3 คน โดยสันติเป็นคนกลางและเป็น
ลูกชายคนเดียว รายละเอียดสำหรับพี่น้อง มีดังนี้
พี่สาวคนโตชื่อ สุกัญญา บำรุงจิต อายุ 22 ปี กำลังศึกษาอยู่มหาวิทยาลัย
เดียวกันกับสันติ ชั้นปีที่ 4
น้องสาวคนเล็กชื่อ สุนันทา บำรุงจิต อายุ 14 ปี กำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่
3 โรงเรียนที่มารดาสอนอยู่
บุตรทั้งสามคนนี้อยู่กับมารดาทั้งหมดในบ้านสันติมีสมาชิกอยู่ร่วมกันทั้งหมด 6 คนคือ
(1) มารดาของสันติ
(2) น้าชายอายุ 30 ปี ยังไม่มีครอบครัวจบปริญญาตรีทาวิศวกรรมศาสตร์
บัณฑิตปัจจุบันมีอาชีพเป็นวิศวกร
(3) พี่สาว
(4) ตัวสันติเอง
(5) น้องสาว
(6) หลานชายอายุ 9 ปี กำลังเรียนอยู่ชั้นประถมปีที่ 4
หน้า 79
ความสัมพันธ์ของสมาชิกภายในครอบครัวไม่ค่อยราบรื่นเท่าที่ควร มีการทะเลาะเบาะ
แว้งกันอยู่เสมอ มารดาเป็นคนขี้บ่น พี่สาวเป็นคนขี้อิจฉาชอบนำเรื่องของสันติไปฟ้อง
มารดาเสมอ ๆ ทำให้สันติไม่อยากกลับบ้าน ชอบทำงานอยู่ที่มหาวิทยาลัย กลับบ้านดึก ๆ
แทบทุกวัน
สันติได้รับค่าใช้จ่ายเป็นค่าอาหารกลางวัน ค่าเดินทางและค่าอุปกรณ์การเรียนเดือน
ละ 1,000 บาท โดยเสียค่ารถวันละ 12 บาท สันติบ่นว่าเงินไม่ค่อยพ่อใช้จ่ายต้องขอเพิ่ม
ทุกเดือนหรือขอยืมเพื่อนเป็นประจำ แต่จากการสังเกตของผู้ศึกษาพบว่า สันติใช้จ่าย
สุรุ่ยสุร่าย สูบบุหรี่ยี่ห้อต่างประเทศบางครั้งก็ดื่มเหล้าเงินจึงไม่พอใช้
4) ประวัติด้านการศึกษา
สันติเริ่มเข้าเรียนชั้นปฐมวัยที่จังหวัดสตูลโดยเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 ที่โรงเรียน
ประจำตำบลฉลุง แล้วย้ายไปเรียนชั้นประถมปีที่ 5 และประถมปีที่ 6 ที่โรงเรียนอนุบาล
ประจำจังหวัดสตูล ต่อมาได้สอบเข้าเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 ที่
โรงเรียนมีชื่อเสียงแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา โดยเรียนสายสามัญซึ่งมารดาต้องการให้
เรียนสายอาชีพมากว่า
5) ประวัติด้านสุขภาพ
สันติเป็นคนที่สุขภาพร่างกายแข็งแรงรูปร่างค่อนข้างท้วมส่วนสูง 165 เซนติเมตร
น้ำหนัก 70 กิโลกรัม สายตาสั้น ต้องสวมแว่นตลอดเวลาไม่เคยเจ็บป่วยร้ายแรงใด ๆ
6) ประวัติด้านสังคม
สันติเป็นคนเงียบขรึม ใจน้อย โกรธง่ายแต่หายเร็ว ชอบอยู่คนเดียวเงียบ ๆ
ชอบทำงานเป็นกลุ่ม แต่ไม่ค่อยช่วยคนอื่นทำ มีเพื่อสนิทน้อยแต่ชอบร่วมกิจกรรมกับเพื่อน
ๆ ชอบอยู่กับเพื่อน ๆ มากกว่าอยู่กับครอบครัว
7) การใช้เวลาว่างหรืองานอดิเรก
ชอบเล่นกีฬาที่ชอบและถนัดมากที่สุดคือเทเบิลเทนนิสนอกจากนี้ก็มีเปตอง
ชอบถ่ายภาพ ปลูกต้นไม้
8) ความใฝ่ฝันในอนาคต
อยากมีงานทำเพื่ อหาเลี้ยงตนเองได้โดยเร็วปัจจุบันอยากเป็นนักกีฬาของ
มหาวิทยาลัย
9) เจตคติที่มีต่อตนเอง
สันติคิดว่าตนเองมีความสามารถทางเชาวน์ปัญญาสูง
หน้า 80
10) เจตคติที่มีต่อครอบครัว
สันติมีเจตคติที่ดีต่อบิดา เขารักบิดามากกว่ามารดา แต่ก็ไม่มีโอกาสได้ใกล้ชิดกับ
บิดามากนักเพราะบิดาและมารดาแยกกันอยู่คนละบ้านและบิดาต้องปฏิบัติราชการต่าง
จังหวัด ถ้าเขารู้ว่าบิดาจะไปที่บ้านวันใด เขาก็จะรีบกลับบ้านทันทีไม่ว่าเขาจะมีธุระอะไรก็ตาม
แต่ถ้าเขากลับไปไม่พบบิดา เขามักจะแสดงความไม่พอใจออกมา
สำหรับมารดา เขาจะมีความรู้สึกเฉย ๆ เพราะมารดาชอบบ่นตลอดเวลา นอกจากนี้
กับบุคคลอื่นในบ้าน เขาจะมีเจตคติไม่ดีต่อพี่สาวเพราะพี่สาวเป็นคนขี้อิจฉา ชอบฟ้อง
มารดาและชอบทะเลาะกับเขาเสมอ
โดยสรุปสันติมีเจตคติที่ไม่ดีต่อครอบครัว
11) เจตคติที่มีต่อโรงเรียน
สันติมีเจตคติที่ดีต่อโรงเรียนเห็นว่าโรงเรียนเป็นแหล่งที่ให้ความรู้ความอบอุ่น
ร่มเย็นให้ความสบายใจ มีเพื่อนเล่น เพื่อนคุยเพื่อนเที่ยวทำให้เกิดความสนุกสนานเฮฮา
สบายใจกว่าอยู่ที่บ้าน
12) เจตคติที่มีต่อสังคม
สันติมีเจตคติที่มีต่อสังคมว่า สังคมโดยทั่วไปมีทั้งคนดีและคนไม่ดีอยู่ในสังคม
ปะปนกันไป
เทคนิควิธีการที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล
เทคนิคและวิธีการที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลทั้งหมดมี 8 ชนิด คือ
(1) การสังเกตและบันทึกการสังเกต
(2) การสัมภาษณ์
(3) การเยี่ยมบ้าน
(4) อัตชีวประวัติ
(5) แบบสอบถาม
(6) สังคมมิติ
(7) แบบทดสอบ
(8) ระเบียนสะสม
การสรุปผลและข้อเสนอแนะ
จากการศึกษาสันตินับว่าได้ข้อมูลเกี่ยวกับสันติละเอียดพอสมควร จน
สามารถเข้าใจถึงสภาพของปัญหาได้ว่า จากการที่มีครอบครัวแตกแยก โดยบิดามารดา
แยกทางกันแล้ว เด็กอยู่กับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งแต่ไม่ได้รับความรัก ความสนใจเท่าที่ควร ทำให้
เด็กขาดความรัก ความอบอุ่น และทำให้มีผลกระทบไปยังปัญหาอื่น ๆ ด้วย เช่น ปัญหา
ด้านการเรียน ปัญหาด้านการปรับตัว เป็นต้น
หน้า 81
ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงได้เสนอแนะแนวทางในการช่วยเหลือผู้รับการศึกษารายนี้ไว้ดังนี้
1) ข้อเสนอแนะสำหรับผู้รับการศึกษา
สันติควรยอมรับสภาพของตนเองและพยายามทำสิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ การแยก
ตัวเองออกจากสังคมไม่ช่วยให้เกิดผลดี กลับยิ่งทำให้ขาดความรักความสนใจมากขึ้น การ
แยกตัวเองออกจากสังคมไม่ช่วยให้เกิดผลดี กลับยิ่งทำให้ขาดความรักความสนใจมากขึ้น
ควรมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง เพราะในสังคมมีทั้งคนดีและคนชั่วควรตั้งใจเรียนให้ดีที่สุด เพื่อ
จะได้สำเร็จการศึกษาและมีอาชีพเลี้ยงตนเองได้ต่อไป
2) ข้อเสนอแนะสำหรับผู้เกี่ยวข้องกับผู้รับการศึกษา
2.1) ข้อเสนอแนะสำหรับมารดา
มารดาความให้ความสนใจแก่สันติบ้าง เช่น ไต่ถามทุกข์สุข ดูแลเอาใจใส่ ไม่ควร
เฉยเมยหรือฟังความคิดเห็นจากสันติบ้าง มิใช่ฟังแต่พี่สาวคนโตแต่เพียงฝ่ายเดียว
2.2) ข้อเสนอแนะสำหรับพี่สาว
ควรให้ความรัก ความสนใจ ไม่อิจฉาริษยา หรือทำให้เกิดความแตกแยกความ
สามัคคี ควรรักใคร่ปรองดองกัน ไม่ควรไปเพิ่มปัญหาให้กับมารดามากขึ้นอีก
2.3) ข้อเสนอแนะสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษา
อาจารย์ที่ปรึกษาควรให้การดูแลกวดขันเป็นที่ปรึกษาและเป็นกันเอง เมื่อสันติมี
ปัญหาไปปรึกษาควรช่วยส่งเสริม สนับสนุน และให้การยอมรับในตัวสันติ พยายามส่ง
เสริมให้สันติเข้าร่วมกิจกรรมเพื่ อลดความเครียดและหาทางสนับสนุนให้ได้รับทุกการศึกษา
หรืองานพิเศษทำ เพื่อมีรายได้เป็นค่าเล่าเรียนและค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็นการช่วยเหลือมารดา
ด้วย
3. ข้อเสนอแนะสำหรับผู้ที่จะศึกษาต่อไป
ผู้ที่สนใจจะทำการศึกษารายนี้ต่อไป ควรให้ความเป็นกันเอง ยอมรับและเข้าใจใน
ตัวผู้รับการศึกษามาก ๆ ตลอดจนให้ความรัก ความสนใจ ความห่วงใยจะทำให้เขารู้สึก
อบอุ่น ศรัทธา และกล้าที่จะระบายความรู้สึกที่แท้จริงออกมา ซึ่งทำให้เกิดความเข้าใจและ
ช่วยเหลือได้ถูกต้อง
สรุป การศึกษารายกรณี เป็นกระบวนการศึกษารายละเอียดเกี่ยวกับบุคคลโดยใช้เครื่องมือ
เทคนิค หรือวิธีการต่าง ๆ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายละเอียดของข้อมูลแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นมา
วิเคราะห์เพื่อทำความเข้าใจสภาพผู้ถูกศึกษา เพื่อทำความเข้าใจเกี่ยวกับพฤติกรรมที่
แสดงออกมา สาเหตุของพฤติกรรม เพื่อการวินิจฉัยในอันจะเป็นประโยชน์ต่อการช่วยเหลือ
นักเรียนและการช่วยส่งเสริมและพัฒนาความสามารถต่าง ๆ และช่วยให้ผู้ปกครองเข้าใจ
นักเรียนในความปกครองของตน ได้ดีขึ้นและสามารถที่จะให้ความร่วมมือแก่ทางโรงเรียน
แก้ไขปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับบุตรหลานของตนได้ด้วยดี
หน้า 82
บทที่15 การสร้างแรง
บันดาลใจใฝ่เรียน
เมื่อโลกปรับเปลี่ยนไว บทบาทจึงเปลี่ยนแปลงปัจจุบันเทคโนโลยี ได้ถูกพัฒนาไปอย่าง
รวดเร็วทั้งสะดวกมากขึ้นเข้าถึงง่ายมากขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงขึ้นซึ่งถูกนำไปปรับใช้ตาม
สาขาอาชีพต่างๆ
ประเด็นที่สำคัญของการศึกษาคือเมื่อช่องทางการเรียนรู้มีอยู่อย่างหลากหลาย
นักเรียนสามารถเข้าถึงข้อมูลได้รวดเร็ว และง่ายกว่ายุคก่อนๆ แต่ในขณะเดียวกันนักเรียนไทย
ส่วนใหญ่ยังคงเรียนรู้จากกิจกรรมที่เกิดขึ้นในโรงเรียนแบบเดิมหรือเพี ยงรูปแบบเดียว
ซึ่งปัญหาอาจมีหลายปัจจัย สิ่งสำคัญส่วนหนึ่งเกิดจากการขาดแรงกระตุ้นหรือแรงบันดาลใจ
ให้พวกเขาสนใจ และใช้เทคโนโลยีที่ดีมากขึ้นในการพัฒนาได้ด้วยตนเอง
สอนนักเรียนก็ว่ายากแล้ว การสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียนรู้นั้นยากยิ่งกว่า
การสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนกระตือรือร้นอยากจะฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นสิ่งที่
ท้าทายมากไม่ว่าคุณจะสอนเด็กป. 2 หรือเด็กโตในโรงเรียนอาชีวะก็ตาม อย่างไรก็ดี มีวิธีการ
มากมายที่คุณสามารถทำให้การเรียนเป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น และทำให้พวกเขารู้ว่าสิ่งที่คุณสอน
นั้นสำคัญกับชีวิตพวกเขาได้ ถ้าคุณอยากรู้ว่าทำอย่างไรคุณถึงจะสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียน
ได้ ก็มาเริ่มขั้นตอนแรกในบทความนี้กันเลย
หน้า 83
วิธีการที่1 สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และเป็นบวก
เข้าใจว่าทำไมการสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนถึง
เป็นเรื่องท้าทาย ในชีวิตของนักเรียนพวกเขาต้อง
เจอะเจอผู้คนต่าง ๆ มากมายที่ทำตัวเป็น "ครู"
ของพวกเขา ทุกคนและทุกสิ่งต่างพยายามเหลือ
เกินที่จะกระตุ้นให้พวกเขาคิด ทำงาน และเป็นคนที่
โลกภูมิใจ แรงกระตุ้นและอิทธิพลต่าง ๆ ที่ถาโถม
เข้ามาในชีวิตบีบให้พวกเขาต้องค้นหาตัวตน และ
เป็นธรรมดาที่พวกเขาจะระแวงทุกคนที่พยายามเข้า
มามีอิทธิพลในชีวิตของพวกเขา
พอพวกเขารู้สึกได้ถึงแรงกระตุ้นและอิทธิพลต่าง ๆ พวกเขาก็มักจะตอบโต้แรงกดดันจาก
สภาพแวดล้อมที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยการยึดถือคติสำคัญที่ว่า "ฉันจะยอมให้คุณมี
อิทธิพลกับฉันก็ต่อเมื่อคุณพิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าคุณมีค่าพอ" คตินี้เป็นกลไกที่พวกเขาสร้าง
ขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองมั่นใจได้ว่า คนที่ใช่จะเข้ามาหาพวกเขาในเวลาที่เหมาะสม คติที่ว่านี้ก็เป็น
คติที่ดี แต่จะน่าวิตกก็ต่อเมื่อพวกเขาดันไปประทับใจคนที่สร้างอิทธิพลไม่ดี หรือเมื่อคนดีไม่
พยายามมากพอที่จะทำให้พวกเขาประทับใจ
สร้างความประทับใจในแง่บวก. คุณต้องพิสูจน์ให้
พวกเขาเห็นว่า คุณมีค่าพอที่จะรับฟัง วันแรกพวก
เขาอาจจะระแวงคุณ แต่คุณก็สามารถสร้างความ
ไว้วางใจและความเคารพจากพวกเขาได้โดยการ
ทำตัวให้โดดเด่นออกมาจากพวกเขา คุณไม่
สามารถสร้างความเคารพและความไว้ใจได้ถ้าคุณ
ทำตัวกลมกลืนไปในภูมิหลังชีวิตที่มืดมัว คุณต้อง
โดดเด่นเพื่ อให้ได้รับและดึงความสนใจของพวกเขา
ไว้ วิธีการสร้างความประทับใจแง่บวกให้แก่
นักเรียนมีดังนี้
พู ดอย่างมั่นใจ มีความคิดเห็นเป็นของตัวเองและต้องแสดงความคิดเห็นออกมาในเวลาที่
เหมาะสม อย่าพู ดมากเกินไปและ/หรือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ในสายตาของนักเรียน
คุณต้องดูเป็นคนที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ฉลาด และไม่กลัวที่จะแสดงความคิด
เห็นของตัวเอง ไม่ใช่คนที่หยิ่งยโสหรือยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
รักในสิ่งที่คุณสอน ตาเบิกกว้าง รอยยิ้ม และความกระตือรือร้นที่แทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่
สร้างความประหลาดใจให้นักเรียน ถึงพวกเขาจะไม่ได้สนใจวิชาของคุณ แต่ท่าทางของคุณ
จะทำให้พวกเขาขำ และที่สำคัญที่สุดก็คือ เวลาที่คุณแสดงความรักอย่างแรงกล้าในวิชาที่
คุณสอน พวกเขาจะมองว่าคุณเป็นคน จริงใจ
หน้า 84
ช่วยเหลือนักเรียนเป็นพิเศษ. ทำ มากกว่า ที่คน
คาดหวังจากครูทั่วไป ในกรณีที่นักเรียนส่งงานไม่
ตรงเวลา ครั้งต่อไปถ้าส่งงานช้าอีก หมดคาบให้
เรียกนักเรียนมาพบและทำงานที่สั่งทั้งชิ้นไปพร้อม
ๆ กับเขา ช่วยนักเรียนเขียน ทำให้เขาดูว่างานวิจัย
ต้องทำอย่างไร และให้เขาดูรายงานที่นักเรียนคน
อื่นเขียนมาส่ง วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีเพราะมันช่วยกำจัด
ปัญหาไปได้หลายอย่าง เช่น ถ้าการส่งงานช้ามา
จากทัศนคติของนักเรียน วิธีนี้จะช่วยคุณกำจัดขอ
แก้ตัวของพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาพยายามแล้วจริง ๆ ทีนี้พวกเขาก็จะรู้แล้วว่างานชิ้นนั้นต้องทำ
อย่างไร
ใส่ใจ ตอบคำถามทุกข้อและมั่นใจว่าพวกเขาเข้าใจสิ่งที่คุณทำแล้วแน่ ๆ คุณต้องบอกพวก
เขาด้วยว่าครั้งต่อไปครูจะไม่ทำการบ้านกับเธออีกแล้ว ถามพวกเขาว่าพวกเขาเข้าใจไหมและ
รอจนกว่าคุณจะได้คำตอบยืนยันว่าเข้าใจแล้วจริง ๆ ค่อยปล่อยให้พวกเขาทำเอง
แน่นอนว่าการพยายามเป็นพิ เศษกับการปล่อยให้นักเรียนตักตวงผลประโยชน์จากคุณนั้น
ต่างกัน คุณควรช่วยเหลือนักเรียนเป็นพิเศษก็ต่อเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือจริง
ๆ แต่อย่าทำถ้าคุณต้องละทิ้งหลักการของคุณ
ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิชาของคุณ. ถ้าคุณ
อยากให้นักเรียนตื่นเต้นในสิ่งที่คุณสอน คุณต้อง
สอนให้มากกว่าที่หลักสูตรกำหนด สอนนักเรียน
เพิ่ มเติมเกี่ยวกับการพั ฒนาใหม่ล่าสุดในวิชาที่คุณ
สอน เช่น ถ้าคุณเป็นครูวิทยาศาสตร์ คุณอาจจะ
1) นำบทความจากนิตยสาร Go Genius มาให้
นักเรียนอ่านในห้อง หรือ 2) แจกสรุปบทความให้
นักเรียน โชว์รูปบทความให้นักเรียนดู ถามคำถาม
เกี่ยวกับแนวคิดที่อยู่ในบทความและถามว่าประโยค
นี้หมายความว่าอะไร พร้อมกับบอกว่าใครที่สนใจสามารถมาขอยืมบทความฉบับจริงไปอ่านหลัง
หมดคาบเรียนได้ วิธีที่ 2 ดีกว่าวิธีแรก
คุณต้องเข้าใจด้วยว่าการทำให้นักเรียนสนใจเป็นหน้าที่ของคุณ ไม่ใช่หน้าที่ของสื่อที่คุณนำ
เสนอให้นักเรียนดู
หน้า 85
ช่วยเหลือนักเรียนเป็นพิเศษ. ทำ มากกว่า ที่คน
คาดหวังจากครูทั่วไป ในกรณีที่นักเรียนส่งงานไม่
ตรงเวลา ครั้งต่อไปถ้าส่งงานช้าอีก หมดคาบให้
เรียกนักเรียนมาพบและทำงานที่สั่งทั้งชิ้นไปพร้อม
ๆ กับเขา ช่วยนักเรียนเขียน ทำให้เขาดูว่างานวิจัย
ต้องทำอย่างไร และให้เขาดูรายงานที่นักเรียนคน
อื่นเขียนมาส่ง วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีเพราะมันช่วยกำจัด
ปัญหาไปได้หลายอย่าง เช่น ถ้าการส่งงานช้ามา
จากทัศนคติของนักเรียน วิธีนี้จะช่วยคุณกำจัดขอ
แก้ตัวของพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาพยายามแล้วจริง ๆ ทีนี้พวกเขาก็จะรู้แล้วว่างานชิ้นนั้นต้องทำ
อย่างไร
ใส่ใจ ตอบคำถามทุกข้อและมั่นใจว่าพวกเขาเข้าใจสิ่งที่คุณทำแล้วแน่ ๆ คุณต้องบอกพวก
เขาด้วยว่าครั้งต่อไปครูจะไม่ทำการบ้านกับเธออีกแล้ว ถามพวกเขาว่าพวกเขาเข้าใจไหมและ
รอจนกว่าคุณจะได้คำตอบยืนยันว่าเข้าใจแล้วจริง ๆ ค่อยปล่อยให้พวกเขาทำเอง
แน่นอนว่าการพยายามเป็นพิ เศษกับการปล่อยให้นักเรียนตักตวงผลประโยชน์จากคุณนั้น
ต่างกัน คุณควรช่วยเหลือนักเรียนเป็นพิเศษก็ต่อเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือจริง
ๆ แต่อย่าทำถ้าคุณต้องละทิ้งหลักการของคุณ
ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิชาของคุณ. ถ้าคุณ
อยากให้นักเรียนตื่นเต้นในสิ่งที่คุณสอน คุณต้อง
สอนให้มากกว่าที่หลักสูตรกำหนด สอนนักเรียน
เพิ่ มเติมเกี่ยวกับการพั ฒนาใหม่ล่าสุดในวิชาที่คุณ
สอน เช่น ถ้าคุณเป็นครูวิทยาศาสตร์ คุณอาจจะ
1) นำบทความจากนิตยสาร Go Genius มาให้
นักเรียนอ่านในห้อง หรือ 2) แจกสรุปบทความให้
นักเรียน โชว์รูปบทความให้นักเรียนดู ถามคำถาม
เกี่ยวกับแนวคิดที่อยู่ในบทความและถามว่าประโยค
นี้หมายความว่าอะไร พร้อมกับบอกว่าใครที่สนใจสามารถมาขอยืมบทความฉบับจริงไปอ่านหลัง
หมดคาบเรียนได้ วิธีที่ 2 ดีกว่าวิธีแรก
คุณต้องเข้าใจด้วยว่าการทำให้นักเรียนสนใจเป็นหน้าที่ของคุณ ไม่ใช่หน้าที่ของสื่อที่คุณนำ
เสนอให้นักเรียนดู
หน้า 86
วิธีการที่2 สร้างความท้าทาย
ทำให้นักเรียนเป็น "ผู้เชี่ยวชาญ" ในด้านนั้น. คุณ
จะประหลาดใจว่าเด็ก ๆ มีแรงกระตุ้นในการเรียน
แค่ไหนถ้าคุณบอกให้พวกเขานำเสนอหัวข้อเป็นก
ลุ่มหรือรายบุคคล พวกเขาจะรู้สึกตื่นเต้นและรู้สึก
ถึงความรับผิดชอบว่าตัวเองจะต้องเป็นผู้
เชี่ยวชาญในหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นผู้
เชี่ยวชาญด้าน พระอภัยมณีหรือการจัด
อิเล็กตรอนก็ตาม การได้เตรียมโครงงานหรือ
เตรียมการนำเสนอนอกห้องเรียนจะทำให้นักเรียน
กระตือรือร้นที่จะเรียนรู้มากขึ้น เป็นวิธีที่สร้างความแปลกใหม่ในหลักสูตรได้อย่างยอดเยี่ยมและ
ทำให้เนื้อหาน่าสนใจอยู่เสมอ
นอกจากนี้ การให้นักเรียนเสนอหัวข้อที่กำหนดให้หน้าชั้นเรียนยังช่วยกระตุ้นให้เพื่อน ๆ ใน
ห้องอยากจะเรียนมากขึ้นด้วย เพราะบางครั้งนักเรียนก็เบื่อที่เห็นคุณยืนหน้าห้องตลอด
เวลา และการได้เห็นเพื่อนในห้องออกไปพู ดเรื่องใดเรื่องหนึ่งหน้าชั้นเรียนบ้างก็เหมือนได้
เปลี่ยนบรรยากาศ
ให้นักเรียนทำงานกลุ่ม. ช่วยให้นักเรียนได้รู้จัก
เพื่อน ๆ ได้เห็นเนื้อหาวิชาเรียนในมุมมองใหม่ ๆ
และช่วยกระตุ้นให้เขาอยากประสบความสำเร็จ ถ้า
นักเรียนทำงานคนเดียว เขาก็อาจจะไม่รู้สึกกดดัน
ว่าตัวเองจะต้องทำงานให้สำเร็จเหมือนเวลาที่เขา
ทำงานเป็นกลุ่ม เพราะในการทำงานกลุ่มเขาจะมี
บทบาทหน้าที่ที่ชัดเจน นอกจากนี้งานกลุ่มยังเป็น
วิธีสร้างความแปลกใหม่ในหลักสูตรได้อย่างยอด
เยี่ยม เพราะเด็ก ๆ ได้ทำสิ่งแปลกใหม่บ้างในคาบ
นอกจากนี้คุณยังสามารถกระตุ้นการแข่งขันที่สร้างสรรค์ระหว่างนักเรียนในแต่ละกลุ่มด้วย
ไม่ว่าจะเป็นเกมไวยากรณ์ภาษาอังกฤษ เกมยกมือตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่เรียน
กิจกรรมหรือเกมอื่น ๆ ที่นักเรียนแต่ละกลุ่มต้องแข่งกันเพื่อเอาชนะ แล้วคุณจะพบว่าเวลา
ที่ต้องแข่งกัน นักเรียนจะมีแรงกระตุ้นที่จะเข้าร่วมกิจกรรมและพยายามตอบคำถามให้ถูก
ต้อง (ตราบใดที่มันเป็นการแข่งขันที่สร้างสรรค์ ไม่ใช่ยุให้นักเรียนทะเลาะกัน)
หน้า 87
ให้การบ้านที่มีคะแนนพิเศษ. การบ้านที่มีคะแนน
พิ เศษช่วยให้นักเรียนได้เรียนรู้เนื้อหามากขึ้นอีก
ระดับและได้ทำการบ้านเพื่อเพิ่มเกรด เช่น ถ้าคุณ
เป็นครูวิชาเคมีและรู้ว่านักเรียนบางคนไม่ค่อย
เข้าใจเนื้อหา ให้สั่งการบ้านเป็นเรียงความเกี่ยวกับ
หนังสือที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์แต่สนุก
เช่น เคมีฉบับการ์ตูน ของศักดิ์ บวร การบ้านชิ้น
นี้ใครจะทำไม่ทำก็ได้ วิธีนี้จะทำให้นักเรียน
สนุกสนานและประทับใจวิทยาศาสตร์มากขึ้น
ไปอีกขั้นหนึ่ง ช่วยให้นักเรียนเข้าใจบทเรียนมากยิ่งขึ้นและได้เพิ่มเกรดตัวเองด้วย
คุณสามารถให้การบ้านที่แสดงให้เห็นถึงการนำเนื้อหาที่คุณสอนไปปรับใช้ได้มากขึ้น เช่น ถ้า
คุณเป็นครูภาษาไทย คุณอาจจะบอกว่านักเรียนคนไหนที่ไปเข้าร่วมการแข่งขันทำนองเสนาะ
ระดับท้องถิ่นแล้วกลับมาเขียนรายงานส่งครูจะได้คะแนนพิเศษ จากนั้นให้นักเรียนนำเสนอ
รายงานที่เขาส่งคุณหน้าชั้น วิธีนี้จะช่วยสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียนและกระตุ้นให้พวกเขา
อยากไปให้ไกลขึ้นและสูงขึ้น
ให้นักเรียนได้เลือกบ้าง. นักเรียนจะมีแรงกระตุ้นใน
การเรียนมากขึ้นถ้าคุณให้ทางเลือกพวกเขาเวลา
ทำการบ้านบ้าง เพราะตัวเลือกจะทำให้พวกเขารู้สึก
ว่า พวกเขาควบคุมบางอย่างได้ในการเรียนและ
สามารถสร้างแรงกระตุ้นได้ด้วยตัวเอง ให้นักเรียน
เลือกคู่ทำแล็บเอง หรือตั้งหัวข้อเรียงความหรือ
แบบฝึกหัดสั้น ๆ หลาย ๆ ข้อเพื่อให้นักเรียนได้
เลือก คุณสามารถตั้งกฎเกณฑ์ต่าง ๆ ได้มากมาย
แต่ในขณะเดียวกันก็ยังให้นักเรียนมีสิทธิ์เลือกด้วย
ให้คำวิจารณ์ที่มีประโยชน์. ถ้าคุณอยากสร้างแรง
กระตุ้นให้นักเรียน คุณต้องให้คำวิจารณ์ที่ละเอียด
ชัดเจน และมีความหมายเข้าใจง่าย ถ้าพวกเขารู้ว่า
จุดแข็งของพวกเขาคืออะไรและพวกเขายังต้อง
พัฒนาตรงไหน พวกเขาจะมีแรงกระตุ้นที่จะเรียน
มากกว่าการที่คุณเขียนแค่คะแนนและคำวิจารณ์ที่
เข้าใจยาก ใช้เวลาในการเขียนคำวิจารณ์เพื่อให้
พวกเขาเห็นว่าคุณอยากให้พวกเขาประสบความ
สำเร็จและอยากช่วยให้พวกเขาได้พั ฒนาตัวเอง
จริง ๆ
หน้า 88
แสดงความคาดหวังของคุณให้ชัดเจน. การ
แสดงวิธีทำ ขั้นตอนการทำการบ้านที่ชัดเจน และ
การนำตัวอย่างชิ้นงานที่ประสบความสำเร็จมาให้
นักเรียนดูจะทำให้พวกเขารู้ว่าพวกเขาต้องทำอะไร
บ้าง ถ้าพวกเขาไม่รู้ว่าคุณอยากให้พวกเขาทำอะไร
หรือไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรถึงจะประสบความสำเร็จ
ในวิชาของคุณ พวกเขาก็จะไม่ตั้งใจเรียนวิชาของ
คุณเท่าที่ควร แต่ถ้าพวกเขารู้คำสั่งที่ชัดเจนและมี
ครูที่เต็มใจตอบคำถามเกี่ยวกับการบ้านที่สั่งไปจะ
ช่วยกระตุ้นให้พวกเขาตั้งใจทำการบ้านมากขึ้น
สร้างความแปลกใหม่ในชั้นเรียน. แม้ว่าการสอน
หน้าห้องจะเหมาะกับวิชาที่คุณสอน แต่ยิ่งคุณ
สร้างความแปลกใหม่ในชั้นเรียนมากเท่าไหร่
นักเรียนของคุณก็จะยิ่งมีแรงกระตุ้นในการเรียน
มากขึ้นเท่านั้น เช่น คุณอาจจะ "สอนนิดหน่อย"
สัก 10 – 15 นาที จากนั้นก็ให้นักเรียนทำงาน
กลุ่มที่ได้แสดงทักษะความรู้ในเรื่องที่คุณเพิ่ งสอน
ไป ให้นักเรียนทำกิจกรรมบนกระดาน ให้นักเรียน
สักคนออกมานำเสนอหน้าชั้นเรียนแลกกับคะแนน
พิเศษ หรือให้นักเรียนดูวิดีโอเกี่ยวกับสิ่งที่คุณสอนสั้น ๆ การทำให้ชั้นเรียนมีสิ่งแปลกใหม่เกิดขึ้น
ตลอดเวลาจะทำให้นักเรียนมีแรงกระตุ้นที่จะเรียนรู้และตื่นตัวมากยิ่งขึ้น
กระตุ้นการอภิปรายในห้องเรียนอย่างมีชีวิตชีวา.
ถ้าคุณเอาแต่สอนตลอดเวลา นักเรียนอาจจะ
สัปหงกได้ ถ้าคุณอยากกระตุ้นให้นักเรียนพร้อม
เรียนรู้และตื่นตัวอยู่เสมอ คุณต้องสร้างการ
อภิปรายในห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ตลอดคาบ
เรียนของคุณ ถามคำถามนักเรียนด้วยการเรียก
ชื่อตอบเป็นรายบุคคล อย่าถามรวมทั้งห้อง
เพราะไม่มีนักเรียนคนไหนอยากถูกเรียกชื่อแล้ว
ตอบคำถามไม่ได้ และถ้าพวกเขารู้ว่าพวกเขามี
โอกาสที่จะตอบคำถามไม่ได้ พวกเขาก็จะเตรียม
คำตอบตลอดทั้งคาบเรียน
อ้างอิง
กันยา สุวรรณแสง.จิตวิทยาทั่วไป General psychology . กรุงเทพมหานคร : อักษร
พิทยา, 244 หน้า, 2538.
จีราภา เต็งไตรรัตน์และคณะ.จิตวิทยาทั่วไป. พิมพ์ครั้งที่ 4. กรุงเทพมหานคร
: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 364 หน้า, 2547.
ทิพย์ นาถสุภา. บทความประกอบหมวดวิชาการศึกษา วิชาจิตวิทยาการศึกษา. พระนคร
: หน่วยศึกษานิเทศ กรมการฝึกหัดครู, 2513.
พิชญ์สิรี โค้วตระกูล และ สุธีรา เผ่าโภคสถิตย์. จิตวิทยาทั่วไป.กรุงเทพมหานคร : เทพ
รัตน์พับลิช ชิ่งกรุ๊ป,200 หน้า , 2538.
โยธิน ศันสนยุทธ และคณะ. จิตวิทยา. กรุงเทพมหานคร : ศูยน์ส่งเสริมวิชาการ,
381หน้า , 2533.
https://www.scribd.com/doc/26804882/จิตวิทยาพั ฒนาการ
http://blog.devtrainer.net/wp-
content/uploads/2015/08/587210401630.pdf
http://www.educ-bkkthon.com/blog/apsornsiri/wp-
content/uploads/2014/02/บทที่-1-จิตวิทยา
พั ฒนาการ.pdfhttps://www.novabizz.com/NovaAce/Behavior/พฤติกรรม
มนุษย์.htm
http://elearning.psru.ac.th/courses/47/learning.pdf
https://so06.tci-
thaijo.org/index.php/dhammathas/article/download/157222/158461/783
546
https://www.novabizz.com/NovaAce/Intelligence/nature-of-
memory.htmhttp://blog.bru.ac.th/wp-content/uploads/bp-
attachments/29418/บทที่-6-เชาวน์ปัญญา.pdf
https://www.novabizz.com/NovaAce/Behavior/Perception.htm
https://sites.google.com/site/akravitunit1/leuxk-chi-nwatkrrm-sux-kar-
sxn/citwithya-kab-kar-reiyn-kar-sxn
https://hiperc.sru.ac.th/pluginfile.php/39101/mod_resource/content/1/
การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมและจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม.docx
https://www.novabizz.com/NovaAce/Motives.htm
https://sites.google.com/site/psychologybkf1/home/citwithya-kar-
naeanaew-laea-kar-hi-kha-pruksa/prapheth-khxng-kar-naeanaew
https://sites.google.com/site/psychologybkf1/home/citwithya-kar-
naeanaew-laea-kar-hi-kha-pruksa/thekhnikh-kar-hi-kha-pruksa
https://www.gotoknow.org/posts/493954
https://th.wikihow.com/สร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียน