The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

มรณสติกถา
ที่ระลึกงานคุณแม่จันทร์เพ็ญ จันทรางศุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by thammasapa.web, 2022-12-22 04:17:15

มรณาสติกถา

มรณสติกถา
ที่ระลึกงานคุณแม่จันทร์เพ็ญ จันทรางศุ

ประวตั ิคุณแม่จนั ทรเ์ พญ็ จนั ทรางศุ

เรยี น (ชอ่ื /ต�ำ แหนง่ ...................................................................) ประธานพธิ ี
และทา่ นผู้มเี กยี รตทิ เี่ คารพทกุ ทา่ น
ก่อนท่ีจะประกอบพิธีพระราชทานเพลิงศพ นางจันทร์เพ็ญ จันทรางศุ ใน
วนั นี้ เพอ่ื เปน็ การประกาศเกยี รตคิ ณุ และร�ำ ลกึ ถงึ เปน็ วาระสดุ ทา้ ย ดฉิ นั น.ส.......
.........................................................ไดร้ บั ฉนั ทามะตจิ ากญาตผิ วู้ ายชนม์ เปน็ ผนู้ �ำ
ประวตั แิ ละค�ำ ไวอ้ าลยั มาเรยี นให้ผ้มู เี กยี รติทุกท่านเพอ่ื ได้ทราบโดยสังเขป ดังน้ี
นางจันทร์เพ็ญ จันทรางศุ เป็นบุตรของ นายสีดา และ นางแดง ไชยคาม
เกดิ เมอื่ วนั ท่ี ๑ ตลุ าคม พทุ ธศกั ราช ๒๔๗๑ ทบ่ี า้ นหวายหลมึ ต�ำ บลมะบา้ อ�ำ เภอ
ทุง่ เขาหลวง จงั หวดั ร้อยเอด็ มพี นี่ อ้ งรว่ มบดิ ามารดา รวม ๗ คน ได้แก่
๑. นายแสง ไชยคาม เสียชีวิตแลว้
๒. นางจันทร์เพญ็ จันทรางศุ (ผู้วายชนม์)
๓. นายบญุ ทนั ไชยคาม เสียชีวติ แล้ว
๔. นางหวนั โพธสิ าพฒั น์ เสียชีวิตแลว้
๕. นายปั่น ไชยคาม เสยี ชีวิตแล้ว
๖. นายยงยทุ ธ ไชยคาม ยงั มีชีวิตอยู่
๗. นางบัวผัน ไชยคาม ยงั มีชวี ิตอยู่
 ประวตั กิ ารสมรส
คุณแม่ จันทร์เพ็ญ จันทรางศุ ได้สมรสกับ นายสุจินต์ จันทรางศุ ซ่ึงเป็น
บตุ รชายของนายถนอม จนั ทรางศุ เปน็ หลานพระยาสนุ ทรเทพกจิ จารกั ษณ์ (ทอง
จนั ทรางศ)ุ ผู้วา่ ราชการจังหวดั ร้อยเอด็ มีบตุ ร ๔ คน ไดแ้ ก่
๑. ครเู อกพจน์ จันทรางศุ สมรสกับ ครูบังอร จันทรางศุ ข้าราชการบ�ำ นาญ
ครูจงั หวัดรอ้ ยเอ็ด กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
๒. นางสาวทศพร จนั ทรางศุ (สถานภาพโสด) ขา้ ราชการบ�ำ นาญ โรงพยาบาล
สระบุรี กระทรวงสาธารณสุข
๓. ร.ต.อมรศักด์ิ จันทรางศุ ข้าราชการบำ�นาญ ศูนย์สงครามพิเศษ
กองทัพบก กระทรวงกลาโหม สมรสกับ น.ส.อรโุ ณทัย จันทรางศุ


๔. นายกติ ตภิ พ จนั ทรางศุ เจา้ พนกั งานขนสง่ ช�ำ นาญงาน ฝา่ ยทะเบยี นรถ
ส�ำ นกั งานขนสง่ จงั หวดั ขอนแกน่ สมรสกบั นางจดิ าภา จนั ทรางศุ ต�ำ แหนง่ เจา้ พนกั งาน
ธรุ การช�ำ นาญงาน ส�ำ นกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศกึ ษาประถมศกึ ษารอ้ ยเอด็ เขต 1
 ประวัติการศึกษา
คุณแม่จันทร์เพ็ญ จันทรางศุ จบการศึกษาชั้นต้น ประถมศึกษาปีที่ ๔
ที่โรงเรียนวัดบ้านหวายหลึม ต.มะบ้า อ.ธวัชบุรี (ทุ่งเขาหลวง) จังหวัดร้อยเอ็ด
ระหว่างสงครามโลกคร้งั ที่ ๒ ปี ๒๔๘๕ เข้ารว่ มเปน็ ยุวชนขบวนการเสรไี ทย และ
สอบชิงทุนครูเร่งรัดของจงั หวดั ร้อยเอ็ด ได้ลำ�ดับท่ี ๒ ในจ�ำ นวน ๒๕ คน เขา้ รับ
การศกึ ษาที่โรงเรยี นสตรีศกึ ษาจงั หวัดร้อยเอ็ด จนส�ำ เรจ็ การศกึ ษาระดับมธั ยม ๘
ได้รบั วุฒิครูพเิ ศษ
 ตามประวัตกิ ารปฏิบัตงิ าน
คณุ แมจ่ นั ทร์เพญ็ จันทรางศุ ไดร้ ับการบรรจรุ ับราชการครปู ระชาบาลครั้ง
แรก เมอ่ื ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๖ ทโี่ รงเรยี น สหราษฎรบ์ �ำ รงุ ต�ำ บลเหลา่ อ�ำ เภอ
ธวชั บรุ ี (ทงุ่ เขาหลวง) จงั หวดั รอ้ ยเอด็ และยา้ ยมาด�ำ รงต�ำ แหนง่ ครโู รงเรยี นวดั บา้ น
หวายหลึม ตำ�บลมะบ้า อำ�เภอธวัชบุรี (ทุ่งเขาหลวง) จังหวัดร้อยเอ็ด หลังจาก
แต่งงานกับนายสุจินต์ จันทรางศุ ผู้ช่วยศึกษาธิการอำ�เภอธวัชบุรี (ทุ่งเขาหลวง)
จังหวัดร้อยเอ็ด และย้ายติดตามสามี มาดำ�รงตำ�แหน่งครูโรงเรียนบ้านอุ่มเม้า
อำ�เภอเดียวกัน ระหว่างปฏิบัติราชการครู เป็นผู้ปฏิบัติหน้าท่ีด้วยความซ่ือสัตย์
สุจรติ เป็นผูม้ คี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ งานในหน้าที่อยา่ งสูงย่ิง มีอัธยาศยั โอบออ้ มอารี
รกั หมคู่ ณะ รกั พี่ รกั น้อง รักผใู้ ตบ้ งั คับบญั ชา และเปน็ ผใู้ หค้ วามเคารพตอ่ ผ้บู งั คับ
บัญชา และเปน็ ผู้มคี วามอ่อนนอ้ มตอ่ ผใู้ หญ่ เป็นผู้มนี ํา้ ใจอนั ประเสรฐิ ท�ำ งานเพ่อื
สรา้ งคณุ ประโยชนต์ อ่ ประเทศชาตนิ บั เปน็ อเนกอนนั ต์ และดว้ ยภาระทเ่ี พมิ่ มากขนึ้
ทจี่ ะตอ้ งดแู ลบตุ ร ธดิ า จงึ ไดข้ อลาออกจากขา้ ราชการครู เมอื่ ปี พ.ศ. ๒๔๙๗ และ
ยา้ ยมาอยทู่ จี่ ังหวัดสระบรุ ี ตามสามี ซึ่งได้เสียชวี ติ ไปกอ่ นแล้ว เม่ือปี พ.ศ. ๒๕๓๑

ในด้านศาสนา เป็นผู้มีศรัทธาเล่ือมใสในพระพุทธศาสนาได้ให้การอุปถัมภ์
บ�ำ รงุ พระพทุ ธศาสนา อยเู่ นอื งนติ ย์ ในดา้ นครอบครวั ไดป้ ฏบิ ตั หิ นา้ ทใี่ นฐานะเปน็
ผู้นำ�ครอบครัวอย่างดีย่ิง ให้ความห่วงใยบุตรธิดาตลอดเวลา ทำ�ให้ครอบครัวมี
ความอบอุ่น และเป็นครอบครัวท่ีมีความสุขเป็นอย่างยิ่ง เป็นผู้มีอัธยาศัยร่าเริง
และมองโลกในแงด่ อี ยเู่ สมอ เปน็ ผมู้ คี วามใฝร่ ู้ ศกึ ษาและปฏบิ ตั ธิ รรมอยตู่ ลอดเวลา
มกั อบรมสงั่ สอนใหล้ ูก ๆ หลาน ๆ ให้ คิดดี พูดดี ท�ำ ดี อยูใ่ นสถานท่ดี ี ท�ำ งานใน
หนา้ ทใ่ี หด้ ซี อ่ื สัตย์ และมคี ุณธรรมอยเู่ สมอ


 ประวตั ิการเจ็บปว่ ย
คุณแม่จนั ทรเ์ พญ็ จันทรางศุ เม่ือปี ๒๕๕๓ ไดม้ ีอาการเร่ิมเจ็บปว่ ยด้วยโรค

หัวใจเต้นผิดจังหวะ และเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาลสระบุรีมาโดยตลอด เม่ือปี
๒๕๖๓ มีอาการปอกอักเสบภาวะหัวใจเต้นผิดปกติ ตรวจพบภาวะลิ้นหัวใจรั่ว
๓ ลิ้น และได้รับการดูแลรักษาจากคณะแพทย์และพยาบาลจากโรงพยาบาล
สระบรุ ีเร่อื ยมาเป็นอยา่ งดี จนสามารถใชช้ ีวติ เป็นปกติด้วยมาโดยตลอด
และเม่ือ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๕ คุณแม่จันทร์เพ็ญ ป่วยโรคโควิด-19 และ
รักษาตัวอยู่ท่ีบ้านจนอาการหายปกติ จนกระท่ังประมาณกลางเดือนสิงหาคม
๒๕๖๕ เริ่มป่วยติดเตียงด้วยอาการทางระบบทางเดินหายใจ มีอาการหายใจ
เหนอ่ื ย ออกซเิ จนในกระแสเลอื ดตา่ํ ตอ้ งใหอ้ อกซเิ จนเกอื บตลอดเวลา และพน่ ยา
ขยายหลอดลม เพ่ือช่วยระบบทางเดินหายใจเป็นระยะ ๆ คุณแม่ได้แสดงความ
จ�ำ นงคป์ ฏเิ สธการรกั ษาดว้ ยการสอดใสอ่ ปุ กรณท์ างการแพทยท์ กุ ชนดิ และเสยี ชวี ติ
ด้วยอาการอันสงบ เมื่อวันท่ี ๑๓ ธันวาคม ๒๕๖๕ เวลา ๕ นาฬิกา ๒๕ นาที
ณ ท่พี กั รวมสิริอายไุ ด้ ๙๔ ปี ๗๓ วนั

การจากไปของคณุ แมจ่ ันทรเ์ พญ็ จนั ทรางศุ ในคร้งั นี้ ได้ยังความโศกเศรา้
เสยี ใจแกบ่ ตุ ร-ธดิ า และญาตมิ ติ ร เปน็ อยา่ งยงิ่ และมใิ ชแ่ ตเ่ ปน็ ความสญู เสยี บคุ คล
อนั เปน็ ทร่ี กั ยง่ิ ของครอบครวั จนั ทรางศุ เทา่ นน้ั แตน่ บั วา่ เปน็ การสญู เสยี ทรพั ยากร
บุคคลผู้ทรงคุณค่าของประเทศชาติ ที่คอยช่วยเหลืองานด้านทำ�นุบำ�รุง ส่งเสริม
งานด้านพุทธศาสนา มีความเข้าใจในหลักธรรมคำ�สอนขององค์พระศาสดาอย่าง
ลึกซึ้ง ดังปรากฏในสมุดบันทึกที่คุณแม่จันทร์เพ็ญ ได้เขียน ได้แต่ง เพื่อสอนลูก
สอนหลาน ตลอดมา

ท่านผมู้ ีเกียรติทเี่ คารพ เกิดขึ้น ตงั้ อยู่ ดับไป ตามกฎไตรลกั ษณ์ ทใ่ี ดมีเกดิ
ท่ีน่ันต้องมีดับสลาย ชีวิตของสัตว์ท้ังหลาย มีความเกิด ความเจ็บ และดับไป
เสอื่ มสน้ิ ไปเปน็ ธรรมดาของชวี ติ ดงั นนั้ พระพทุ ธศาสนาจงึ สอนใหพ้ ทุ ธศาสนกิ ชน
พงึ ประกอบแตก่ รรมดีอยู่เปน็ นิตย์ เพ่ือความสุขสงบเยน็ ทง้ั ภพนี้ และภพหนา้

ด้วยอ�ำ นาจแหง่ คุณพระศรรี ตั นตรัย และบุญกศุ ลคุณงามความดที ค่ี ณุ แม่
จันทร์เพ็ญ จันทรางศุ ท่ีได้ปฏิบัติบำ�เพ็ญมา ตลอดถึงบุญกุศลท่ีบุตร ธิดา และ
ญาติมิตร ได้ร่วมตั้งจิตบำ�เพ็ญทักษิณานุประทานอุทิศให้ในกาลครั้งน้ี จงเป็น
พลวปจั จัยสง่ ใหค้ ุณแม่จนั ทร์เพ็ญ จนั ทรางศุ ได้ไปสถติ เสวยอดุ มสุขในทพิ ยวมิ าน
สคุ ติสถาน ในสัมปรายภพด้วยเทอญ


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 1

มรณสติกถา

พุทธภาษิตเพอื่ พิจารณาความตาย

...โดย...

พระอาจารยด ษุ ฎี เมธงั กโุ ร

สถาบนั บนั ลือธรรม

จั ด พิ ม พ์ เ พ�ื อ เ ผ ย แ พ ร่ ค ว า ม จ ริ ง แ ห่ ง ชี วิ ต


2 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

คํ า นํ า

ถงึ รูปงาม ลออลกั ษณ์ สกั เพยี งไหน
ทส�ี ดุ ไซร้ ยอ่ มเน่าเหม็น เป็ นเหยือ� หนอน
ชวี ิตนี� ไม่ดาํ รง คงถาวร
ความมว้ ยมรณ์ เท่าน�ัน เป็ นความจรงิ

เร�ือง มรณสติกถา ท�ีท่านถืออยู่นี� เป็นธรรมกถาเก�ียวกับ
ความตายและวิธีตอ้ นรบั ความตาย โดยพจิ ารณาความจริงท�ีว่า ชีวิต
นีไ� ม่เท�ียงแทถ้ าวร ความตายเป็นความเท�ียงแทย้ �ิงกวา่ แตถ่ งึ กระนนั�
ก็เป็นความเท�ียงแท้ท�ียังไม่แน่นอน คือ ไม่อาจกาํ หนดหมายได้
แนน่ อนวา่ จะตายเม�อื ไร ท�ีไหน อยา่ งไร และตายแลว้ จะเป็นอยา่ งไร
โดยวสิ ยั ของคนท�ีฉลาดรอบคอบนนั� ยอ่ มเตรยี มตวั รบั และจดั การกบั
ส�ิงต่าง ๆ ลว่ งหนา้ เพ�ือสามารถเผชญิ และผ่านพน้ เหตกุ ารณน์ นั� ๆ
ดว้ ยดี หนงั สือเลม่ นีม� ีความม่งุ หมายท�ีจะใหข้ อ้ คิดสะกิดใจ เพ�ือให้
การระลึกถึงความตาย มีส่วนช่วยสรา้ งคณุ ค่าและความหมายแก่
ชีวติ ท�ียงั ดาํ รงอย่แู ละดาํ เนินต่อไป

เนือ� หาในหนงั สือเล่มนีม� ีดว้ ยกนั สองส่วน ส่วนแรกเป็นพระ
ธรรมเทศนา ซ�ึงข้าพเจ้ารวบรวมเรียบเรียงจากขอ้ เขียนของครูบา
อาจารย์ เช่น จากคมั ภรี ว์ ิสทุ ธิมรรค ท�ีอดีตสมเด็จพระสงั ฆราช วดั
มกฏุ กษัตริยาราม นาํ มาใชเ้ ทศน์ บางสว่ นจากพระธรรมเทศนาของ


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 3

ท่านเจา้ คณุ พระพรหมคณุ าภรณ์ (ป. อ. ปยตุ ฺโต) พระกิตติสารเมธี
(สมคิด เขมจาร)ี และ ท่านเจา้ คณุ พระธรรมโกศาจารย์ (พทุ ธทาส
ภิกข)ุ พระอเุ ทศาจารย์ ซ�ึงขา้ พเจา้ ไดพ้ าํ นกั ศกึ ษาและปฏิบตั ิธรรม
อยกู่ บั ท่านในปัจจบุ นั พระธรรมเทศนานีอ� าจจะมีสาํ นวนเย�ินเยอ้ เป็น
ภาษาพูดท�ีไม่ไพเราะหรือกระชับรัดกุมอยู่บา้ ง เพราะขา้ พเจา้ เป็น
ผใู้ หญ่อยู่ แตก่ พ็ ยายามอยา่ งดีในอนั ท�ีจะส�ือสารแกผ่ อู้ ่านผฟู้ ัง ดว้ ย
ความตงั� ใจ และเพ�ือใหห้ นงั สือเลม่ นีม� คี ณุ คา่ สาระน่าอา่ นย�ิงขนึ� จงึ
ไดค้ ดั พทุ ธพจนจ์ ากพระไตรปิฎก ฉบบั หลวง เฉพาะสว่ นท�ีเก�ียวกบั
ความตาย ซ�ึง นายสุทธิพงศ์ ตนั ตยาพิสทุ ธิ� ไดร้ วบรวมไวเ้ ป็น
หมวดหมู่ และกรมการศาสนาจัดพิมพเ์ ผยแพร่มาผนวกไว้ พรอ้ ม
ดว้ ยหัวขอ้ คติธรรมคาํ กลอนของท่านเจ้าคุณอาจารย์พุทธทาสดว้ ย
ซง�ึ คงจะชว่ ยอาํ นวยประโยชนแ์ ก่ผอู้ ่านตามสมควร

หวงั วา่ หนงั สือนีค� งเป็นประโยชนแ์ กผ่ อู้ า่ น ในทางเจรญิ มรณ
สญั ญาและอปั ปมาทธรรม อนั จะนาํ ใหถ้ งึ ความดี ความงาม และ
ความสขุ อนั เกษม ดงั คาํ กลา่ วของโบราณาจารยท์ �ีวา่ “งามอยทู่ �ีซากผี
ดอี ยทู่ �ีละ พระอยทู่ �ีจรงิ นพิ พานอย่ทู �ีตายก่อนตาย” ดงั นี�

ดว้ ยความสจุ รติ หวงั ดี
ธรรมสภาปรารถนาใหโ้ ลกพบกบั ความสงบสขุ


4 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ส า ร บั ญ ใ น เ ล ม

 ความตายเป็นส�ิงเท�ียงแทแ้ นน่ อน ๖
 ส�ิงท�ีไมอ่ าจกาํ หนดได้ ๕ อยา่ ง ๗
 ความตายเป็นเร�อื งธรรมดาท�ีหนีไม่พน้ ๑๑
 การระลึกถงึ ความตายเป็นประโยชน์ ๑๒
 ชว่ ยบรรเทาราคะคอื ความกาํ หนดั ๑๓
 ชว่ ยบรรเทาโลภะคอื ความโลภ ๑๔
 ชว่ ยบรรเทาโทสะคอื ความโกรธ ๑๕
 ชว่ ยบรรเทาโมหะคอื ความหลง ๑๖
 อบุ ายวธิ ีในการพจิ ารณาความตาย ๑๗
 วิธีระลกึ ถงึ ความตาย ๑๘
 การระลึกถึงความตายตอ้ งทาํ จติ ใจใหแ้ ยบคาย ๒๖
 เกิดนพิ พิทาญาณ ๒๘
 อานสิ งสข์ องมรณสติ ๓๐
 วธิ ีเตรยี มตวั ตายในชีวิตประจาํ วนั ๓๔
 การทาํ จติ ใจ เม�ือความตายมาถงึ ๓๕
 หดั ปล่อยวางเสยี แตท่ �ีน�ี เด�ียวนี� ๓๖
 เขา้ ถงึ ชีวิตท�ีไมถ่ กู ปรุงแตง่ ๓๘
 มชี วี ิตอยดู่ ว้ ยปัญญา ๔๐
 พทุ ธภาษิตเพ�ือการพจิ ารณาความตาย ๔๓


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 5

ม ร ณ ส ติ ก ถ า

...โดย...

พระอาจารยดุษฎี เมธังกุโร

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพทุ ฺธสฺส ฯ
มรณสติ ภิกฺขเว ภาวติ า พหลุ กี ตา มหปผฺ ลา โหติ
มหานิสาํ สา อมโตคธา อมตปรโิ ยสานา ต.ิ
บดั นีจ� ะไดแ้ สดงพระธรรมเทศนาใน มรณสตกิ ถา พรรณนา
ศาสนธรรมคาํ ส�งั สอนของสมเด็จพระชินวรสมั พทุ ธเจา้ อนั จะกล่าว
ถึงความตายพอเป็นอบุ ายเคร�ืองพิจารณาเพ�ือเป็นเคร�ืองประดบั สติ
ปัญญา ส่งเสริมศรทั ธาความเช�ือและวิรยิ ะความพากเพียรของท่าน
ทงั� หลายผเู้ ป็นพทุ ธบรษิ ัทใหเ้ จรญิ งอกงามกา้ วหนา้ ในทางพระศาสนา
ของสมเดจ็ พระบรมศาสดา กวา่ จะยตุ ิลงดว้ ยเวลา

คาํ ปรารภ

พระธรรมเทศนาในค�าํ คืนนี� เป็นพระธรรมเทศนาประจาํ วนั
อโุ บสถ ท�ีทางวดั สวนโมกขจ์ ัดใหม้ ีขึน� เป็นประจาํ ในระหวา่ งพรรษา


6 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

และเป็นพระธรรมเทศนาธรรมดา ซ�ึงไดจ้ ะกล่าวถึงเร�ืองธรรมดา ๆ
ของชีวิตท�ีเราทกุ คนตอ้ งประสบพบเห็นในบนั� ปลายหรือวาระสดุ ทา้ ย
ของตน เรอ�ื งนนั� คือเรอ�ื งของความตาย ทงั� นีก� ็เพราะเป็นท�ีสงั เกตว่า
มีการตายบ่อยเหลือเกิน เม�ือวนั ก่อนมีอายมุ าก เป็นลมจมนาํ� ตาย
เม�อื วานมคี นวยั หนมุ่ เกดิ ทะเลาะเบาะแวง้ มีเรอ�ื งมีราวกนั ก็ถกู ยิงตาย
ในป่ า จงึ ปรารภว่าความตายนีม� ีมาถงึ เรา ในทกุ เพศทกุ วยั ควรท�ี
เราทั�งหลายจะไดเ้ ตรยี มจิตเตรียมใจรบั ความตายใหด้ ี เหตดุ งั นีจ� ึง
ไดน้ าํ พระธรรมเทศนาอันว่าดว้ ยมรณสติกถามาแสดง เป็นเคร�ือง
ประดบั สติปัญญาของเราทงั� หลาย เพ�ือใหส้ าํ เรจ็ ประโยชนแ์ ก่การฟัง
และนาํ ไปปฏบิ ตั ิ

ความตายเป็นส�งิ เท�ียงแทแ้ นน่ อน

อนั วา่ ความตายนนั� เป็นของท�ีค่กู บั ชีวิตของเรา เม�ือเราเกดิ
ขนึ� มา เราก็ตอ้ งคาํ พิพากษาเสียแลว้ วา่ เป็นนกั โทษประหาร ตอ้ งถงึ
แก่ความตายดว้ ยการลงโทษประหารในวนั ใดวนั หนง�ึ โดยวิธีใดวธิ ีหน�งึ
ณ สถานท�ีใดสถานท�ีหน�ึง ซ�ึงโทษประหารชีวิตนีม� ิไดร้ ะบแุ น่นอน
ชดั เจนว่าจะตายเม�ือไร จะตายท�ีไหน จะตายอย่างไร แต่ท�ีเท�ียงแท้
ก็คือว่าเราทุกคนท�ีเกิดมา จะตอ้ งพบความตายโดยหลีกเล�ียงไม่ได้
ความเท�ียงแทท้ �ีไมแ่ น่นอน เราควรท�ีจะกาํ หนดจิตกาํ หนดใจของเรา
ใหย้ อมรับความจริง คือ ยอมรบั สภาพท�ีรู้แน่นอนว่าตอ้ งตายนั�น
ประการหนง�ึ กบั สภาพท�ีไมร่ ูแ้ น่นอนว่าจะตายเม�ือไหร่ จะตายท�ีไหน


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 7

จะตายอยา่ งไรอีก ประการหน�ึง เพ�ือเตรยี มจิตเตรียมใจของเราให้
พรอ้ มเพ�ือรบั สภาพการณท์ �ีความตายจะมาเยือน ถา้ ทาํ ไดอ้ ย่างนีก� ็
จะเป็นประโยชนม์ าก ประโยชนย์ �ิงกว่านนั� ก็คอื ว่าจะไดห้ าหนทาง หา
วิธีท�ีเราจะก้าวพน้ ความตายทั�งหลายไม่ใหม้ จั จุราชมารมองเห็นตัว
ของเราได้ ทงั� นีก� โ็ ดยอาศยั พระธรรมคาํ สอนท�ีสมเด็จพระบรมศาสดา
ทรงส�งั สอนไวใ้ หเ้ ราประพฤติปฏบิ ตั ิ และจะนาํ ไปสคู่ วามพน้ ทกุ ข์ พน้
จากความเกิด แก่ เจบ็ ตาย ไดอ้ ย่างสิน� เชงิ ในท�ีสดุ ดว้ ยพระธรรม
เทศนาในวนั นี� กจ็ ะแสดงถงึ วิธีการประพฤติปฏิบตั ิ เป็นลาํ ดบั เป็น
ขนั� ตอนไป

ส�งิ ท�ีไม่อาจกาํ หนดได้ ๕ อยา่ ง

ในเบื�องแรกเราทาํ ความเขา้ ใจกันก่อนว่า ชีวิตของเรานี�มี
ความไม่แน่นอน กาํ หนดไม่ไดห้ ลายอย่างหลายประการ ดังพุทธ
บรรหารภาษิตท�ีว่า

ชวี ติ ํ พยาธิ กาโล จเทหนิกเํ ขปนํ คติ
ป�เฺ จเต ชวี โลกสมฺ ิ อนิมติ ตฺ า น นายเร
แปลความว่า “ส�ิงท�ีเราไม่อาจรูไ้ ดใ้ นขณะท�ีเรามีชีวิตอยู่นั�น
มอี ยู่ ๕ อยา่ งดว้ ยกนั คือ ชีวิตความเป็นอยู่ อนั ไดแ้ ก่ อายุ คือ เรา
ไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะมีอายุยืนนานสักเพียงไรนั�นประการหน�ึง
ประการท�ี ๒ คือความเจ็บไข้ วนั นีเ� ราสุขสบายดี เราก็ไม่อาจรูไ้ ดว้ ่า


8 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

วนั ไหนเราเจ็บป่ วยรา้ ยแรงเพียงใดนนั� ประการหน�งึ ประการตอ่ มาคือ
กาลเวลาท�ีเราจะตาย อนั นีก� เ็ ป็นสิ�งท�ีเรากาํ หนดหมายไมไ่ ดแ้ นน่ อน
ประการท�ี ๔ คือ สถานท�ีท�ีเราจะตาย อนั นีเ� รากก็ าํ หนดไม่ได้ บาง
คนอยใู่ นบา้ นก็ตาย ออกไปทอ้ งถนนกต็ าย เขา้ ป่ากต็ าย การตาย
นนั� มอี ย่ทู กุ ท�ีทกุ หนทุกแห่งนนั� ประการหน�งึ ประการสดุ ทา้ ยคอื คติ
ท�ีเราจะไปหลงั จากท�ีเราตายไปแลว้ อนั นีเ� ราก็กาํ หนดไม่ไดเ้ หมอื นกนั

๑. การปฏบิ ตั ติ ่อเรอ�ื งอายุ

อยา่ งไรกด็ ี เราสามารถท�ีจะประพฤติปฏบิ ตั ิใหถ้ กู ตอ้ งในส�ิง
ท�ีเรากาํ หนดไม่ได้ เพ�ือให้ส�ิงท�ีเรากาํ หนดไม่ไดน้ ี�ไม่มีความหมาย
สาํ หรบั จิตใจท�ีฝึกดีแลว้ สาํ หรบั ชีวติ ท�ีเตรยี มพรอ้ มแลว้ กลา่ วคือแม้
เราไม่รูว้ ่าอายุของเราจะยืนนานเพียงใด เราก็ตั�งใจทาํ ชีวิตของเรา
ไม่วา่ จะสนั� ก็ตาม ยาวก็ตาม นีใ� หม้ ีคณุ คา่ ใหเ้ ป็นท�ีมีประโยชน์ มี
ความภาคภมู ิใจ สามารถยกมอื ไหวต้ วั เองได้ ถา้ ทาํ อย่างนีแ� มช้ ีวิต
จะสัน� ก็ควรแก่การสรรเสริญ หากว่าชีวิตยาวนาน มีอายุยืนต่อไป
ก็เป็นร่มโพธิ�รม่ ไทร สามารถบาํ เพ็ญประโยชนเ์ กือ� กลู แก่คนเป็นอนั
มากตอ่ ไปได้ เพราะฉะนัน� ไม่สาํ คญั วา่ เราจะอยนู่ านเพียงใด แต่
สาํ คญั ว่าเราอยดู่ แี คไ่ หน ไมส่ าํ คญั วา่ ระยะเวลาจะมเี ทา่ ใด แตส่ าํ คญั
ว่าเราจะใชเ้ วลาของเราอย่างไร


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 9

๒. ความเจบ็ ไข้

ประการท�ีสอง คือ ความเจบ็ ไข้ นนั� กเ็ ชน่ เดียวกนั เรารูอ้ ยู่
วา่ แมว้ นั นีเ� ราสขุ ภาพดี เรากไ็ มส่ ามารถทาํ นายไดว้ า่ คืนนีพ� รุง่ นีเ� รา
จะเจ็บไขห้ รอื ไม่ เพราะฉะนัน� เม�ือรา่ งกายเรายงั แข็งแรงดี จิตใจ
เรายงั สมบรู ณด์ ี พงึ ตงั� หนา้ ทาํ ความเพียรประกอบการงานหนา้ ท�ีให้
ดีท�ีสดุ เพ�ือว่าเม�ือเวลาท�ีความเจ็บไขม้ าเยือน เราก็ไม่รูส้ กึ เสียดาย
อาลยั อาวรณ์ เราจะไดส้ ามารถตงั� หนา้ รบั กบั ความเจ็บไขน้ ัน� ดว้ ย
สตสิ มั ปชญั ญะอยา่ งเตม็ ท�ี ไมม่ คี วามหลง ไมม่ ีความทกุ ขใ์ จ

๓. กาลเวลาท�ีจะตาย

ประการท�ีสาม คอื กาลเวลาท�ีเราจะตาย อนั นีก� เ็ ชน่ เดียวกนั
เราไม่อาจกาํ หนดไดว้ ่าเชา้ สาย บา่ ย เยน็ เราจะตายเวลาใดแน่
เพราะฉะนนั� เราจะตอ้ งไม่ประมาท สามารถพรอ้ มท�ีจะตายไดท้ กุ
เม�ือ ถา้ ทาํ อย่างนีไ� ดจ้ ิตใจของเราจะไม่หว�นั ไหวกบั ความไม่แน่นอน
ของกาลเวลาท�ีเราจะตาย ซง�ึ ถา้ ทาํ ไดอ้ ยา่ งนีแ� ลว้ จิตของเรากจ็ ะสงบ
เป็นท�ีสดุ เพ�ือใหพ้ รอ้ มกบั ความตาย

๔. สถานท�ีท�ีจะตาย

ประการท�ีส�ี คือ สถานท�ีตายนนั� กห็ มดปัญหาเหมือนกนั
คอื เราไมต่ อ้ งกงั วลวา่ เราจะตายท�ีไหน จะตายอยา่ งไร เพราะเหตวุ ่า


10 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

รูแ้ นน่ อนวา่ ความตายจะตอ้ งมาถงึ เรากไ็ มต่ อ้ งหลีกเล�ียง พยายาม
ใชช้ ีวิตของเราใหเ้ ป็นประโยชน์ อยู่ ณ ท�ีใดก็ระวงั จิตระวงั ใจของ
เราให้ดี ถา้ ทาํ อย่างนีไ� ด้ ไม่ว่าจะตายท�ีไหนก็ไม่มีปัญหา เพราะ
ความตายนนั� สามารถติดตาม สามารถครอบงาํ เราไดท้ กุ หนทกุ แห่ง
ดงั พทุ ธภาษิตท�ีท่านลิขติ ไวว้ า่ ...

น อนตฺ ลกิ ฺเข น สมทุ ทฺ มชเฺ ฌ
น ปพฺพตานํ ววิ รํ ปวสิ สฺ
น วชิ ชฺ เต โส ชคตปิ ฺปเทโส
ยตรฺ ฏฺ ฐิตํ นปปฺ สเหยฺย มจจฺ ุ
แปลความวา่
“จะซ่อนกายในกลีบเมฆกลางเวหา
ซ่อนกายากลางสมทุ รสดุ วสิ ยั
จะซ่อนตวั กลางเขาลาํ เนาไพร
ณ ถ�นิ ใดพน้ ตายนนั� ไมม่ ◌ี ”

เม�ือรู้อย่างนี�เราก็ทาํ ใจของเราได้ สถานท�ีตายนั�นก็ไม่เป็น
ปัญหา เราตายก็เพียงแตร่ า่ งกาย แตจ่ ิตใจของเราไมต่ ายดว้ ย และ
คณุ ความดที �ีเราทาํ ไปนนั� จะยงั อยตู่ อ่ ไป


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 11

๕. คติท�ีเราจะไป

ส่วนคติท�ีไปนั�นไดก้ ็เช่นเดียวกนั แม้เราไม่อาจทาํ นายทาย
ทักรูไ้ ดว้ ่าเราจะไปดีหรอื ไปรา้ ย เราก็รูไ้ ดต้ ามหลกั ธรรมคาํ สอนของ
พระพุทธเจา้ ว่า ผูท้ าํ ดีย่อมมีสคุ ติเป็นท�ีหมาย ผูท้ าํ ช�ัวย่อมมีทุคติ
เป็นท�ีหมาย เพราะฉะนนั� ไซร้ เม�ือเราไดท้ าํ ความดี มีความพากเพียร
ในเรอ�ื งท�ีเป็นบญุ กศุ ล ดงั นีก� ็มีความอบอนุ่ ใจไดว้ า่ คตทิ �ีเราจะไปนนั�
ก็ยอ่ มเป็นคติท�ีดอี ย่างแนน่ อน ถา้ ทาํ ใหด้ ยี �ิงกวา่ นนั� ได้ กไ็ ม่ตอ้ งไปท�ี
คติไหนเลย ทาํ กรรมของเราใหส้ ิน� ไปดว้ ยการประพฤติกรรมท�ีเหนือ
กรรม ตามธรรมของพระผมู้ ีพระภาคเจา้ ใหเ้ สรจ็ สิน� ก่อนท�ีเราจะตาย
ไปในชีวติ นี� ถา้ ทาํ ไดอ้ ยา่ งนี� คติท�ีเราจะไปเม�อื เราตายไปแลว้ กไ็ ม่มี
ปัญหาเช่นเดียวกนั

ความตายเป็นเรอ�ื งธรรมดาท�ีหนีไม่พน้

เพราะฉะนนั� จะเหน็ ไดว้ า่ “ความตาย” เป็นเร�อื งธรรมดาของ
ชีวิต ทกุ คนกต็ ระหนกั รูด้ ีอยทู่ กุ คน ไม่วา่ จะอย่ใู นชนชนั� วรรณะ ใน
เพศ ในอายุ อาชีพอย่างไหน ก็ตอ้ งพบความตายอย่างแน่นอน
เหมือนกับใบไม้ท�ีร่วงหล่นลงมา ไม่เลือกว่าเป็นใบใหญ่ ใบเล็ก
ใบเขียว ใบเหลือง เราสังเกตดูตน้ ไมใ้ บไม้ มนั ร่วงไดต้ ลอดเวลา
ไม่เฉพาะใบแกใ่ บออ่ นก็รว่ ง บคุ คลเราก็เช่นกนั เราอยา่ พยายามหนี
ความตาย อย่าพยายามลมื ความตาย ขอใหเ้ ราระลกึ ถงึ ความตาย
ของเรา เขา้ ใจความตายของเรา และนาํ ความตายนัน� มาใชใ้ หเ้ ป็น


12 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ประโยชนม์ ากท�ีสดุ
โดยมากคนทงั� หลายมักจะคิดว่า ความตายเป็นของไม่ดี จึง

พยายามหลกี หนคี วามตาย พยายามไมพ่ ดู ถึงความตาย พยายาม
จะหลบเล�ียงความตาย แต่กห็ าพน้ ไม่ และเม�ือความตายมาถึง ก็
ประหว�ันพร�นั พรึง ไม่รูจ้ ะทาํ ประการใด คนเช่นนีเ� ป็นคนประมาท
เราชาวพทุ ธรูก้ ฎธรรมชาติ รูก้ ฎความจรงิ ของชีวติ จงึ ควรเตรียมตวั
รบั มือกบั ความตายใหถ้ กู ตอ้ งดว้ ยสติและปัญญา

การระลกึ ถงึ ความตายเป็นประโยชน์

คนโบราณนั�นท่านบอกว่า การระลึกถึงความตายเป็นส�ิงดี
ความตายนีห� ากเรารูจ้ กั ทาํ จิตทาํ ใจใหถ้ กู ตอ้ ง กจ็ ะไดป้ ระโยชนม์ าก
ดงั ท�ีท่านประพนั ธไ์ วว้ า่ ...

“ระลึกถงึ ความตายสบายนัก มันหกั รักหกั หลงในสงสาร
บรรเทามืดโมหันธใ์ นสนั ดาน ทาํ ใหห้ าญหายสะดุ้งไม่ยุ่งใจ”

คงเป็นเรอ�ื งแปลกประหลาดเหลอื เกิน ท�ีนกึ ถงึ ความตายแลว้
จะมีอานภุ าพแก่จิตใจของเรามากถงึ เพียงนั�น เราลองพิจารณาดกู ็
จะเหน็ จรงิ หากเรารูว้ า่ วนั พรุง่ นีเ� ป็นวนั ตายของเรา จติ ใจของเราจะ
เปล�ียน เราจะไม่ใชช้ ีวิตอยา่ งเหลวไหลไรค้ า่ เหมอื นท�ีเราไดใ้ ชม้ า เรา
คงตัง� ใจทาํ ส�ิงท�ีดีท�ีสุด เราคงตั�งใจยกจิตใจของเราใหส้ งู ท�ีสดุ เท่าท�ี


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 13

เราจะทาํ ได้ แต่น่าเสียดาย ถา้ หากว่าเราไม่ตงั� ตน้ เราก็จะมีเวลา
พฒั นาจิตใจของเราใหด้ ี เพียงในเวลาอนั สนั� หรอื บางทีเราไมม่ ีโอกาส
ไดต้ งั� จิตใจในทางท�ีดีเลย

ชว่ ยบรรเทาราคะคือความกาํ หนดั

การระลึกถึงความตายนี� ช่วยเปล�ียนจิตเปล�ียนใจของเรา
เปล�ียนจิตเปลี�ยนใจอย่างไร ทา่ นบอกวา่ ประการแรกหากเรามีราคะ
อยู่ ส�งิ เหลา่ นีก� ็จะบรรเทาเบาบางลงไป เพราะเม�อื ระลกึ ถงึ ความตาย
นนั� เราก็จะเหน็ วา่ รา่ งกายของเราก็จะไมส่ วย ไม่งามอกี ต่อไป มนั
จะแสดงความจรงิ และความไมง่ ามตามท�ีมนั เป็นตามธรรมชาติ มัน
จะแสดงถึงความเปล�ียนไป กลายเป็นเน่าเหม็นตามสภาพท�ีมันจะ
ตอ้ งเป็นไป ถา้ หากเราเหน็ ความจรงิ ในขอ้ นี� ความกาํ หนดั หลงใหล
ในรูป รส กล�ิน เสียง สมั ผสั ในรา่ งกายของเรา ก็ตาม ของคนอ�นื
ก็ตาม กจ็ ะบรรเทาเบาบางลงไปได้ การท�ีเราจะนกึ ถงึ ความตาย ทาํ
ใหเ้ ราเหน็ ความจรงิ ของชีวิตอกี ดา้ นหน�งึ เป็นความจรงิ ท�ีจรงิ แท้ มิใช่
เป็นความจรงิ อยา่ งท�ีเรานกึ ทกึ ทกั เอา หรือว่าม�นั หมาย ตอ้ งการเอา
เอง อยา่ งท�ีเรามกั ทาํ กนั อยู่ ซง�ึ เป็นเหตใุ หเ้ ราเกิดราคะขนึ� มา


14 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ช่วยบรรเทาโลภะคือความโลภ

ความตายนั�นช่วยบรรเทาโลภะเช่นเดียวกัน เพราะเม�ือเรา
ลืมตาย ไมน่ กึ ถึงความตาย เราก็เผลอไปตงั� หนา้ ตงั� ตากอบโกยเขา้
ตวั เราตลอดเวลา ดังนี�ความโลภก็พอกพูนขึน� ทรัพยส์ ินเงินทอง
ต่าง ๆ นนั� เราหามาดว้ ยความเหน็ดเหน�ือย และตอ้ งรกั ษาไวด้ ว้ ย
ความหวงแหน ตอ้ งคอยหว่ งกงั วล มแี ตค่ วามเหนด็ หน�ือยไม่รูจ้ กั จบ
จักสิน� จิตใจไม่มีการพักผ่อน และเม�ือถึงวันตายเป็นอย่างไรเล่า
ทรพั ยส์ มบตั ิของเรากต็ อ้ งทิง� ไวใ้ หก้ บั คนอ�ืนทงั� หมด ตอ้ งทิง� ไวใ้ นโลก
นี� แมเ้ สือ� ผา้ รวมทงั� รา่ งกายของเราซง�ึ เราวา่ เป็นของเรา อยกู่ บั ตวั เรา
เองแท้ ๆ เราก็ยงั นาํ ไปไม่ไดเ้ ลย ฉะนนั� เราตอ้ งตงั� จิตตงั� ใจเสียใหม่
ว่า ถา้ ความตายมาถึงเราจะมีส�ิงใดบา้ งท�ีดีงามท�ีเป็นทรพั ยท์ �ีแทจ้ รงิ
ติดตวั เราไป

อันนีค� นโบราณท่านก็เตือนจิตเตือนใจของเรา ให้ละความ
โลภลงมาบา้ ง ดว้ ยการระลกึ ถงึ ความตายวา่ ...

“ยศและลาภหาบไปไม่ไดแ้ น่ คงเหลอื แตต่ น้ ทุนบุญกุศล
ทรัพยส์ มบตั ิทงิ� ไว้ใหป้ วงชน แม้ร่างตนเขายังเอาไปเผาไฟ
เมือ� เจา้ มามีอะไรมาดว้ ยเจา้ เจา้ จะเอาแตส่ ุขสนุกไฉน
เมือ� เจ้ามามอื เปล่าจะเอาอะไร เจา้ กไ็ ปมอื เปล่าเหมือนเจ้ามา”

ธรรมชาติมีความยุติธรรมเหลือเกิน เรามามีอะไรเพียงใด
แค่ไหนเราก็จากไปเพียงนั�นเท่านั�น ตอนเกิดมาเรากาํ มือเปล่ามา


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 15

ตายแลว้ ทกุ คนกแ็ บมอื เปลา่ ออก แสดงว่าเอาอะไรไปไม่ไดเ้ ลย เรา
มาตวั เปล่า เรากจ็ ากไปตวั เปล่าเหมือนกนั ทิง� ส�ิงต่าง ๆ ไวใ้ หค้ น
รุน่ หลงั ไดใ้ ชส้ อย ไดพ้ ดู ถงึ ไดร้ าํ ลกึ ถงึ เพราะฉะนนั� เม�อื ยงั มชี ีวิต
อย่กู ค็ วรจะพจิ ารณาวา่ กอ่ นท�ีจะตายเราจะใชช้ ีวิตอยา่ งไร หากคิด
ถงึ ความตายอยา่ งนี� เราจะสามารถลดความโลภ และหนั มาทาํ คณุ
งามความดีได้

ช่วยบรรเทาโทสะคอื ความโกรธ

การระลกึ ถงึ “ความตาย” ช่วยลดความโลภไดฉ้ นั ใด ก็ชว่ ย
บรรเทาความโกรธไดฉ้ นั นัน� เราทงั� หลายนัน� เหมือนฝงู ไก่ท�ีถกู จบั ขงั
ไวใ้ นกรง วนั หน�ึงกต็ อ้ งถกู เชือด บรรดาไก่นนั� ไมไ่ ดน้ กึ ถงึ ความตาย
ของแตล่ ะตวั แต่ละตนกพ็ ากนั ทะเลาะจิกตกี นั แมใ้ นกรงไก่น�นั เอง
หารูไ้ ม่ว่าวนั รุ่งขนึ� ทุกตวั ก็จะตอ้ งถูกนาํ ไปเชือด ตอ้ งตายเหมือนกนั
หมด คนเรากเ็ ชน่ เดียวกนั มีความตายเป็นเบือ� งหนา้ หาใครรอดพน้
ความตายไปไม่ได้ เวลาท�ีเรามอี ยดู่ ว้ ยกนั เพียงนอ้ ยนดิ หากเรารูจ้ กั
ใชไ้ ปในทางท�ีเป็นมิตรไมตรี ย่อมจะดีกว่ามาน�ังโกรธเคืองกัน มา
พยาบาทอาฆาตแคน้ ทาํ ใหช้ ีวิตท�ีมีอยู่เพียงนอ้ ยนิดนนั� ก็ปราศจาก
ความสขุ เหมือนกบั ไกอ่ ย่ใู นกรงก็จิกตกี ันหาการพกั ผ่อน หาความ
สงบสขุ ไม่ได้ คนเราก็เช่นเดียวกันหากคิดถึงความตาย แลว้ เราจะ
ใหอ้ ภยั กนั แต่เรามกั จะใหอ้ ภยั กนั ต่อเม�ือตายไปแลว้ ไปเผาผี ไป
เผาศพ ไปเผารา่ ง จงึ ขออโหสิกนั การใหอ้ ภยั กนั ในเวลานนั� มปี ระโยชน์


16 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

นอ้ ย มนั กด็ ีเหมอื นกนั ท�ีใหอ้ ภยั แต่วา่ ดีนอ้ ย เพราะว่าใหอ้ ภยั กนั ชา้
เกินไป คดิ ถงึ ความตายกนั เสียแตว่ นั นี� แลว้ รบี ใหอ้ ภยั กนั คนื ดีกนั
เสียเด�ียวนี�เพ�ือว่าชีวิตท�ีอยู่ดว้ ยกัน และไปสู่ความตายด้วยกันใน
ฐานะเพ�อื นท�ีรว่ มทกุ ข์ เกิด แก่ เจ็บ ตาย นนั� จะไดบ้ งั เกิดขนึ� และ
จะไดช้ ว่ ยเหลือเกือ� กลู กนั ต่อไป

ชว่ ยบรรเทาโมหะคือความหลง

ความตายนั�น ยังช่วยบรรเทาความหลง หรือ ความมืด
โมหนั ธ์ในสนั ดานของเราเช่นเดียวกัน คนโบราณท่านเตือนเราอยู่
เสมอวา่ บางครงั� เรามคี วามหลงอยใู่ นหลาย ๆ เร�อื ง การคดิ ถงึ ความ
ตายนนั� ทาํ ใหเ้ ราหายหลงไดท้ ่านบอก “คนเราหลงตวั ก็ลมื ตาย หลง
กายก็ลืมแก่ หลงเมียกล็ ืมพ่อแม่” อนั นีล� องคิดดถู า้ เราคิดถึงความ
ตาย เราจะหลงตวั เองไหม เราจะไม่หลง ถา้ เราคิดถึงความแก่ เรา
จะหลงรา่ งกายของเราไหม เราจะไม่หลง ถา้ คิดถงึ พ่อแม่ของเราท�ีมี
ความดีท�ีเลีย� งเรามา เราจะหลงเมยี เราจะหลงส�ิงท�ีชวนใหพ้ อใจจน
ลืมพอ่ แมเ่ ราไหม การระลกึ ถงึ ส�ิงเหลา่ นี� จะไประงบั ยบั ยงั� จิตใจของ
เราได้ เช่นเดียวกนั การระลึกถึงความตายซ�ึงเป็นความจริงแห่งบั�น
ปลายชีวิตของเรา ช่วยบรรเทาความหลง ความมัวเมาประมาทใน
ชีวิตของเราไดม้ าก


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 17

เราจะเห็นไดว้ ่า การระลกึ ถึงความตายมีอานิสงสม์ ากมาย
เหลือเกิน ทาํ ใหเ้ ราละความช�วั เรง่ บาํ เพญ็ ความดี มีการใหท้ าน มี
การรกั ษาศีล มีการเจริญสมาธิ มีการอบรมปัญญา เป็นตน้ ตาม
กาํ ลงั ความสามารถของเราท�ีจะบาํ เพ็ญหรอื กระทาํ ขึน� มาได้ เพราะ
ความตายนัน� เม�ือมาเยือนเราแลว้ ในทางรา่ งกายคนทั�งหลายก็พดู
กนั วา่ “ตายแลว้ ไปไม่กลบั หลบั ไม่ต�ืน ฟื�นไม่มี หนีไม่พน้ ” ซ�ึง
หมายความวา่ เราไม่มโี อกาสแกต้ วั ได้ เพราะฉะนนั� ใหเ้ ราระมดั ระวงั
ใหเ้ รารกั ษาจติ รกั ษาใจของเราใหด้ ี ตงั� แต่บดั นีเ� ป็นตน้ ไป

อบุ ายวิธีในการพจิ ารณาความตาย

อบุ ายวิธีท�ีจะพิจารณาความตายนนั� ท่านแนะนาํ ไวถ้ งึ ๘ วิธี
จะไดน้ าํ มาแสดงไวพ้ อเป็นแนวทางแก่พวกเราไดพ้ ิจารณาตาม ให้
เหน็ จรงิ ตาม เพ�ือว่าความตายท�ีเราพจิ ารณานนั� จะนาํ จิตนาํ ใจของ
เราใหส้ งู สง่ ย�ิงขนึ�

การระลกึ ถงึ ความตายนนั� โบราณาจารยท์ ่านวางวิธีระลกึ ไว้
ดงั นีว� ่า อะธุวงั โขเม ชวี ติ งั ชีวิตของเราไมย่ �งั ยืนเลย ธุวงั มะระณงั
เอกงั สิกงั ความตายย�งั ยืนเป็นไปส่วนเดียว อะวสั สะ มะยา มะริ
ตพั พงั เราจะตอ้ งตายแนแ่ ท้ มะระณะปริโยสานงั เม ชวี ติ งั ชีวิต
ของเรามีความตายเป็นท�ีสุด มะระณะปฏิพัทธัง เม ชีวิตัง ชีวิต
ของเรา เน�ืองเฉพาะดว้ ยความตาย มะระณะธมั โมมหิ มะระณงั
อะนะตโิ ต เรามีความตายเป็นธรรมดาจะล่วงพน้ ความตายไปไม่ได้


18 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

มะระณงั ภะวสิ สะต◌ิ ความตายจะมี ชวี ติ นิ ทริยงั อปุ ัจฉิชชสิ สะติ
อนิ ทรคี ือชีวติ จะขาดไป มะระณงั มะระณงั ความตาย ความตาย
เอกงั สกิ งั เป็นไปสว่ นเดียว

พระพทุ ธเจา้ เป็นกลั ยาณมิตรช่วยใหพ้ น้ ตายได้

ความตายนีจ� ะเกิดขึน� แก่รา่ งกายของเราเป็นแน่แท้ หากว่า
เราไมข่ วนขวาย ไมห่ ากลั ยาณมิตร คอื พระผมู้ ีพระภาคเจา้ ซง�ึ จะ
นาํ เราใหพ้ น้ จากความตายอันเท�ียงแท้ ชีวิตของเราก็จะตอ้ งตายไป
โดยเปล่าประโยชน์ ฉะนัน� ขอใหเ้ ราตระหนกั ถงึ ความตายนี� แลว้
ตงั� หนา้ ประพฤติปฏิบตั ิธรรมเพ�ือพน้ จากความตายนีใ� หไ้ ด้ โดยอาศยั
ธรรมะของผมู้ ีพระภาคเจา้ น�นั เอง เป็นเครอ�ื งนาํ ทาง

วิธีระลกึ ถึงความตาย

เม�ือเราระลึกถึงความตายของร่างกายเช่นนี� จิตใจของเรา
จะมคี วามสงบ หากวา่ จติ ใจยงั ไม่สงบ ไม่ตงั� ม�นั ไมเ่ ป็นสมาธิผอ่ งใส
ท่ านก็ สอนให้ระลึ กต่ อไปว่ าความตายนั� นปรากฏแก่ เราด� ั งนาย
เพชฌฆาต ๑ ระลึกถึงความตายว่าเป็นความวิบัติฉิบหายของ
สมบตั ิทงั� หลาย ๑ คดิ ถงึ ความตาย โดยนอ้ มเขา้ เปรยี บเทียบกบั คน
ทั�งหลายในอดีต ๑ นึกถึงความตายโดยท�ีเห็นร่างกายของเราเป็น
ของสาธารณะแก่สัตวท์ ั�งหลาย ๑ นึกถึงความตายว่าอายุของเรา


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 19

เส�ือมถอยลงไปตามลาํ ดบั ๑ ระลกึ ถงึ ความตาย โดยท�ีชีวติ เป็นตน้
เป็นของท�ีไม่มีท�ีหมายกาํ หนดได้ ๑ ไม่อาจกาํ หนดโดยระยะกาลได้
๑ เป็นของท�ีมอี ย่นู อ้ ยเหลอื เกิน ๑

๑. ความตายเหมือนนายเพชฌฆาต

พงึ นกึ ถงึ ความตายในอาการท�ี ๑ วา่ ความตายนนั� ปรากฏ
อยู่ขา้ งหนา้ เหมือนกับนายเพชฌฆาตถือดาบเงือ� จอ้ งจะฟันคอคน
ท�ีตนจะฆ่า ดงั ท�ีไดก้ ล่าวแลว้ ว่า ความตายนนั� มาพรอ้ มกบั การเกิด
คนทงั� หลายเม�ือเกิดมาก็พาเอาความแกค่ วามตายติดมาดว้ ย อปุ มา
เหมือนกบั เห็ดทนู ดินติดขนึ� มาดว้ ย ฉะนนั� สตั วท์ งั� หลายเกิดมาแลว้
บ่ายหนา้ ไปสู่ความตายทกุ ขณะ ไม่มีใครหวนกลบั มาไดแ้ มแ้ ตน่ อ้ ย
เปรียบเหมือนด�ังอาทิตย์อุทัยขึ�น แล้วก็โคจรบ่ายหน้าไปสู่ความ
อัสดงคตทุกขณะ จะไดถ้ อยหลงั กลบั ท�ีซ�ึงไปถึงแลว้ แมแ้ ต่น้อยนั�น
ไมม่ เี ลย เพราะฉะนนั� ความตายจงึ ช�ือว่าปรากฏแกเ่ ราเหมอื นกบั นาย
เพชฌฆาตท�ีเงือ� ดาบจะฟันคอ บง่ บอกใหเ้ ราพึงระวงั ความตายท�ีจะ
มาถงึ ดว้ ยประการฉะนี�

๒. ความตายเป็นความวิบตั ิฉิบหายของสมบตั ิ

พึงนึกถึงความตายด้วยอาการท�ี ๒ ว่า ธรรมดาสมบัติ
ทงั� หลายในโลกนี� เม�ือวบิ ตั ยิ งั ไมม่ าถงึ ก็ยงั คงเป็นสมบตั ิท�ีงดงามให้
เราไดช้ �ืนชมอยู่ แตส่ มบตั ทิ งั� หลายนนั� จะพน้ จากวิบตั ไิ ปหาไดไ้ ม่ ยก


20 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ตวั อย่างเช่นพระเจา้ อโศกมหาราชผยู้ �ิงใหญ่ปกครองแผ่นดินหมดสิน�
ทงั� ชมพทู วีป เป็นจกั รพรรดมิ หาราช เสวยสขุ สาํ ราญไม่มผี ใู้ ดเปรยี บ
ปานได้ ครงั� พอสิน� บญุ เท่านนั� ก็บา่ ยหนา้ ไปหาความตาย เชน่ เดียว
กนั แมพ้ ระองคจ์ ะมีพระนามวา่ ผไู้ ม่โศก แต่ก็ตอ้ งพบกบั ความโศก
อีกประการหน�งึ แมเ้ ราจะเป็นผไู้ มม่ โี รค เราก็ตอ้ งเป็นผมู้ คี วามเจ็บไข้
ในท�ีสดุ ความหน่มุ สาวมีความแก่เป็นท�ีสดุ ชวี ติ ความเป็นอยทู่ งั� หมด
มีความตายเป็นท�ีสดุ สตั วท์ ั�งหลายถูกความเกิดคือชาติส่งมา ถกู
ความแก่คือชราตอ้ นไป ถูกความเจบ็ ไขค้ ือพยาธิขม่ ข�ีเบียดเบียนไว้
แลว้ ในท�ีสดุ ถกู ความตายคือมรณะหา�ํ ห�นั เสีย วิบตั คิ อื ความตายเป็น
ท�ีสดุ ของสมบตั ิ ชีวติ ของเราลว้ นเป็นเชน่ นี�

๓. ความตายเป็นส�งิ ท�ีเกิดกบั ทกุ คน

พึงนึกถงึ ความตายโดยอาการท�ี ๓ คือนอ้ มใจของเราเขา้ มา
เปรียบเทียบว่า ท่านผูอ้ �ืนท�ีมียศหนักศกั ดิ�ใหญ่ มีบุญวาสนามาก
กว่าเรา หรอื มีเรย�ี วแรงมาก มีฤทธิ�มาก มีปัญญามาก เชน่ พระ
โมคคลั ลาน์ พระสารีบตุ ร หรอื แมอ้ งคส์ มเด็จพระสมั มาสมั พทุ ธเจา้
กด็ ี ลว้ นเป็นผทู้ �ีวิเศษสงู สดุ เช่นนนั� แลว้ ในทางรา่ งกาย ความตาย
กย็ งั มาถงึ พระองค์ ไฉนเล่าสาํ หรบั เราความตายจะไม่มาถงึ เม�ือเรา
วิเคราะหด์ รู ะลกึ ถึงความตายโดยความเปรียบเทียบเช่นนี� เราก็จะ
เห็นว่าความตายมีความยุติธรรม เราเป็นผู้เสมอกันโดยความตาย
ดว้ ยประการฉะนี�


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 21

๔. รา่ งกายนีไ� มใ่ ช่ของเราผเู้ ดียว

พงึ นกึ ถึงความตายโดยอาการท�ี ๔ ว่ารา่ งกายของเรานีห� าได้
เป็นของเราไม่ กายของเราเป็นของสาธารณะท�วั ไปแก่สตั วท์ งั� หลาย
เป็นจาํ นวนมากดว้ ย มหี มหู่ นอนเกดิ ขนึ� ในรา่ งกายของเราหลายชนิด
นกั เหล่าสตั วบ์ างชนิด คือ เชือ� โรค เป็นตน้ ท�ีอาศยั ผวิ ของเราก็
บ่อนผิวของเรา เหลา่ สตั วท์ �ีอาศยั หนงั กบ็ อ่ นหนงั เหลา่ สตั วท์ �ีอาศยั
เนื�อก็บริโภคเนือ� เหล่าสัตวท์ �ีอาศัยเอ็นและกระดูก ก็บ่อนเอ็นกิน
กระดูกของเรา เหล่าสตั วท์ �ีอาศัยเย�ือในกระดูก ก็บ่อนกินเย�ือใน
กระดูกของเราเป็นอาหาร เราเกิด แก่ เจ็บ ตาย ถ่ายอจุ จาระ
ปัสสาวะ ก็ใชก้ ายนีท� งั� นนั� กายของเรานีค� ลา้ ยดงั ป่ าชา้ ฝังศพ สตั ว์
ท�ีเราฆ่ากินเป็นอาหารทุกวนั และกายนีเ� ป็นของสัตวท์ ั�งหลายดว้ ย
แม้เราตายไปแล้ว หมู่ หนอนก็ได้แทะร่างของเราด้วยเช่นกัน
พิจารณากายของเราอย่างนี�ให้เห็นความจริงว่า เชื�อโรค พยาธิ
หนอนตา่ ง ๆ ก็ใชร้ า่ งกายของเราดว้ ยเชน่ เดยี วกนั

กายอนั เป็นสาธารณะนี� มีเหตภุ ายในคอื โรคทงั� หลาย บอ่ น
เบียน เช่น โรคตา โรคหู โรคในทอ้ งตา่ ง ๆ เป็นตน้ และนอกจาก
นนั� ยงั มเี หตภุ ายนอกเขา้ มาทาํ ลายดว้ ย เชน่ เราถกู อสรพษิ คืองรู า้ ย
ฉกกดั หรือเกิดอบุ ตั ิเหตุ เป็นตน้ เหตทุ งั� สองคือเหตภุ ายในอนั ไดแ้ ก่
โรค และเหตภุ ายนอกคอื อสรพิษหรอื อบุ ตั ิภยั ทงั� หลาย ตา่ งนาํ ความ
ตายมาสู่เรา ดังนั�นเราจะเห็นว่าเหตุรา้ ยคืออุปัทวะทั�งปวง ย่อม
ประชมุ อยใู่ นกายนี� เปรยี บเหมือนกบั อะไร เปรียบเหมือนกับลกู ศร
เหมือนหอก เหมือนโตมรและกอ้ นศิลาท�ีพุ่งเขา้ มาจากทิศทั�งปวง


22 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ยอ่ มตกลงมาท�ีเปา้ ซง�ึ บคุ คลตงั� ไวท้ �ีถนนส�ีแพรง่ กลา่ วคอื กายของเรา
มีอุปัทวะทั�งหลายมาตกรวมอยู่กายของเรา วนั หน�ึงก็ทนทานไม่ได้
ถงึ แก่ความแตกสลายไป หนคี วามตายไมพ่ น้ ใหเ้ รานกึ ถงึ ความตาย
ของกายของเราวา่ เป็นสาธารณะอย่างนี� มีหมสู่ ตั วท์ งั� หลาย มีโทษ
มีภัยทั�งหลายเกิดขึน� อย่างนี� เราก็จะคลายความยึดติดในร่างกาย
ของเรา

๕. อายขุ องเราเส�อื มถอยลงตามลาํ ดบั

พงึ นกึ ถึงความตายในอาการท�ี ๕ โดยพิจารณาวา่ อายขุ อง
เราเส�ือมถอยกาํ ลงั ลงไป คือ ระลึกว่าอายุของเรานีม� ีแต่ถอยลงไป
เพราะชีวิตของสตั วท์ ั�งหลายเน�ืองดว้ ยลมหายใจเขา้ ออก เน�ืองดว้ ย
อิริยาบถน�ังยืนเดินนอน เน�ืองดว้ ยความเย็นความรอ้ น เน�ืองดว้ ย
มหาภตู รูปทงั� ๔ คือ ดนิ นา�ํ ลม ไฟ เน�ืองดว้ ยอาหารของท�ีกิน
เขา้ ไป

ชีวติ ความเป็นอยขู่ องเรานนั� ถา้ หากว่าส�ิงทงั� หลายท�ีไดก้ ล่าว
มา ยงั เป็นไปโดยปรกติก็อยู่ได้ แต่ถา้ หากว่าลมหายใจเขา้ หายใจ
ออกหยดุ ไป ความตายก็มาถึง เพราะฉะนนั� ใครท�ีไม่อยากตายก็
ตอ้ งหายใจเขา้ ออกไว้ อย่าหยุดหายใจเป็นอนั ขาด ลองพิจารณา
ดูว่าหายใจเขา้ ไปแลว้ ไม่หายใจออกมามันก็ตาย หายใจออกแล้ว
ไม่หายใจเขา้ มามนั ก็ตาย


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 23

อริ ยิ าบถกเ็ ช่นเดยี วกนั ถา้ หากยงั เป็นไปอยเู่ สมอไดช้ ีวติ กย็ งั
อย่ไู ด้ แต่เม�ืออริ ยิ าบถอยา่ งใดอย่างหน�งึ ใชม้ ากเกินประมาณ อายุ
สงั ขารของเราก็ทนไม่ไหว ตอ้ งขาดดบั ไปเชน่ เดียวกนั

ความเยน็ ความรอ้ นก็เชน่ เดียวกนั ถา้ เป็นไปอยา่ งสม�าํ เสมอ
ชีวิตก็เป็นไปได้ แตเ่ ม�ือความเย็นเกินไป ความรอ้ นเกินไป เขา้ มา
บบี คนั� ชีวิตก็แตกดบั ไปไดอ้ ย่างงา่ ยดายเหลอื เกิน

มหาภตู รูปทงั� ๔ นนั� เลา่ ถา้ ยงั เป็นไปดว้ ยดชี ีวติ ก็ยงั อยไู่ ด้
แตถ่ า้ ธาตดุ ิน ธาตนุ าํ� ธาตลุ ม ธาตไุ ฟ ธาตหุ น�งึ ธาตใุ ดกาํ เรบิ แม้
บคุ คลผถู้ ึงพรอ้ มดว้ ยกาํ ลงั ก็กลบั กลายเป็นคนกระดา้ งแขง็ ไป มกี าย
ซบู ซีดเป�ือยเนา่ เพราะโรคตา่ ง ๆ เป็นตน้ บา้ ง ถกู ความเรา่ รอ้ นกระวน
กระวายครอบงาํ บา้ ง มีเสน้ เอน็ บอดขาดพกิ ารเป็นงอ่ ยเปลีย� ไปบา้ ง
และในท�ีสดุ กถ็ งึ แกค่ วามตาย

เร�ืองอาหารก็เช่นเดียวกัน เม�ือเรายังไดอ้ าหาร คือ คาํ ขา้ วท�ี
เคีย� วไปอยใู่ นกาลท�ีสมควร ชีวิตของเรายงั ตงั� อย่ไู ด้ แตเ่ ม�ือชีวิตของ
เราขาดอาหารกท็ นไม่ไดต้ อ้ งตายไป เช่นเดียวกนั เราจะเหน็ วา่ ชวี ติ
ของเรานนั� ขนึ� อย่กู บั เหตปุ ัจจยั มากเหลอื เกนิ และก็มแี ตก่ ารเสอ�ื มถอย
กาํ ลงั ไปดว้ ยประการฉะนี�

๖. ความตายกาํ หนดหมายไม่ไดแ้ น่นอน

พงึ นึกถึงความตายในอาการท�ี ๖ โดยพิจารณาวา่ ความตาย
เป็นส�ิงท�ีเรากาํ หนดหมายไม่ได้ ให้คาํ นึงถึงชีวิตของสัตว์ในโลกนี�


24 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

คาํ นึงถึงความเจ็บไข้ คาํ นึงถึงกาลเวลาสถานท�ีและคติท�ีเราไป ซ�ึง
เราทราบไม่ได้กาํ หนดหมายไม่ถูก ดังท�ีแสดงในตอนตน้ นั�น ถ้า
หากวา่ เรากาํ หนดเชน่ นี� เราก็จะตระหนกั วา่ ความตายเป็นส�ิงท�ีมา
เยือนเรา โดยท�ีเรากาํ หนดคาดคะเนมิไดเ้ ลย ฉะนั�น จึงตอ้ งรูค้ ิด
พิจารณา ตอ้ งหม�นั เตือนตวั เองวา่ ความตายมีไดท้ กุ เวลา ความตาย
นนั� ปรากฏแก่เราตงั� แต่เป็นกอ้ น เลือดอย่ใู นทอ้ งแม่กม็ ี ยงั เป็นกอ้ น
เนือ� ท�ีอย่ใู นทอ้ งมารดาอย่แู ค่เดือนหนง�ึ แลว้ ตายกม็ ี สองเดอื น สาม
เดือนตายกม็ ี กาํ ลงั คลอดอยตู่ ายก็มี คลอดจากมารดาแลว้ ตายกม็ ี
อยไู่ ดน้ านกว่านนั� แลว้ ตายก็มี แตก่ ไ็ มม่ ีใครอยเู่ กนิ รอ้ ยปี ความเจบ็
ไขก้ เ็ ช่นเดยี วกนั มาเยือนเรา ดงั ไดแ้ สดงไปแลว้ วา่ เราประมาทไมไ่ ด้
กบั ส�ิงท�ีเรากาํ หนดหมายไม่ไดว้ ่าเม�ือใดจะมาถงึ เพราะฉะนนั� เม�ือ
ระลกึ ว่าเราไม่สามารถท�ีจะกาํ หนดอายุของเรา ความเจ็บไขเ้ วลาท�ี
เราจะตาย สถานท�ีท�ีเราจะตายหรอื คตทิ �ีเราจะไปไดอ้ ย่างนีแ� ลว้ เรา
ก็จะตระหนักถึงโทษภยั ของความตาย แลว้ รีบทาํ ความเพียรใหไ้ ด้
ท�ีพงึ อนั เกษม

๗. ชีวิตของเราไมย่ ืนยาว

การนึกถึงความตายในอาการท�ี ๗ นั�น ท่านก็ยาํ� ใหเ้ ห็นว่า
กาํ หนดระยะกาลอายุของเราวางใจไม่ไดเ้ ลย คนท�ียงั หนุ่มสาวอย่า
ไดป้ ระมาทกับชีวิต เพราะชีวิตของเราไม่ยาวนกั ไม่เกินรอ้ ยปี พึง
ประพฤติเหมือนกบั วา่ มีไฟไหมศ้ ีรษะของเราอย่ตู อ้ งรบี ดบั ไฟเสีย ถา้


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 25

หากว่าไม่รีบดับในตอนนี� เราจะตอ้ งถูกเผาไหมเ้ ป็นทุกข์ มีความ
ไม่สบายจิตไม่สบายใจ เกิดความรอ้ นใจกระวนกระวายในอารมณ์
ท�ีรอ้ นรุม่ เหมือนถูกรุมเรา้ อยู่ดว้ ยไฟแห่งกามตัณหาแห่งกิเลส จน
เราเองอาจจะไม่มีเวลาท�ีจะใชใ้ นการดบั ไฟแห่งกิเลสนีไ� ดเ้ ลย

๘. ชีวิตมีอย่เู พียงทลี ะขณะเดียว

การนกึ ถงึ ความตายในอาการท�ี ๘ ใหร้ ะลกึ ถึงความตายโดย
ขณะท�ีเป็นของน้อยนิดเดียว ดตู ามความเป็นจริงอย่างย�ิงแล้วนั�น
ชีวิตของเราเป็นไปเพียงทีละขณะเท่านั�นเอง เกิดช�ัวขณะจิตแลว้ ก็
ดบั ไป พิจารณาอย่างนีเ� ราก็เห็นว่า ชีวิตของเราเหมือนกบั ลอ้ รถท�ี
หมนุ ไปอยู่ จะหมนุ ไปไดก้ ็แตร่ อบกงเดยี วเท่านนั� เม�อื มนั จะหยดุ ลอ้
นนั� กห็ ยดุ แต่เพยี งรอบกงเดยี วเทา่ นนั� เชน่ เดียวกนั ชีวิตของเรากเ็ ป็น
ไปทีละขณะจิต ทีละขณะจิต เกิดดบั เกิดดบั ตอ่ เน�ืองกนั ไป เม�ือ
จิตดวงนนั� ดบั ชีวติ ของเรากด็ บั เม�ือจิตเกดิ ใหม่ เรากม็ ีชีวติ ใหม่ แลว้
มนั กต็ อ้ งดบั ไปอกี เช่นเดยี วกนั ขณะจิตล่วงไปเราก็ดบั ไป ดบั ไปทกุ
ขณะ ทกุ วนิ าที หากเราพิจารณาอย่างนีเ� รากจ็ ะเห็นวา่ เรามีความ
ตายเป็นธรรมดา มีความตายอยู่ตลอดเวลา มีความตายอยู่ใน
ปัจจบุ นั นีเ� อง มคี วามตายท�ีเป็นมาแลว้ ในอดีต มีความตายท�ีเป็นอยู่
ในปัจจบุ นั และมีความตายท�ีจะเป็นไปในอนาคต ในลกั ษณะอย่าง
เดียวกนั พิจารณาความตายอย่างนี� เราจะรูส้ กึ ว่าความตายมาอยู่
ชิดใกลก้ บั เราเหลือเกิน เราเกิดตายทุกขณะจิต ถา้ หากกาํ หนดได้


26 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

อย่างนี� ไม่ตอ้ งกลา่ วถงึ ความตายในรา่ งกายกไ็ ด้ ถา้ เราศกึ ษาเร�อื ง
ความตายเสียตั�งแต่บัดนี�ทีละขณะจิต ถา้ พิจารณาเห็นว่านีก� ็เป็น
ความตาย เราจะกลวั ไปใยกับความตายอันท�ีมาภายหนา้ ซ�ึงเรา
ประมาณไวใ้ หญ่โตได้ เราจะกลัวไปใยกับความตายท�ียังมาไม่ถึง
เพราะเหตุว่า เราสามารถท�ีจะกาํ หนดเรียนรูท้ ีละขณะจิตไดแ้ มใ้ น
ปัจจบุ นั นี�

การระลกึ ถึงความตายตอ้ งทาํ จิตใจใหแ้ ยบคาย

เม�ือระลึกถึงความตาย เราต้องทาํ จิตของเราให้แยบคาย
หากการระลกึ ถึงความตาย ไม่เป็นไปโดยแยบคายไม่มีอบุ ายท�ีชอบ
แลว้ การระลกึ ถึงความตายบางครงั� ก็ใหโ้ ทษได้ คือ เม�ือระลึกถึง
ความตายของคนท�ีเรารกั ใครแ่ ลว้ หากขาดสติเรากม็ ีความทุกข์ มี
ความเศรา้ โศกเสียใจ เหมือนกบั มารดาระลึกถึงความตายของบุตร
ฉะนั�น บางครงั� เราระลกึ ถึงความตายของคนท�ีเราเกลียดชัง เราก็
เกิดความยินดีปรีดาปราโมทย์ในจิตใจ เพราะว่าเขาเป็นค่เู วรคู่ภัย
กบั เรา เห็นไหมว่าความตายท�ีเราระลึกนึกถึงของคนท�ีเรารกั ก็ตาม
คนท�ีเราชงั กต็ าม หากตงั� จิตไวไ้ ม่ดี จิตของเราก็กลายเป็นอกุศลได้
เชน่ เดียวกนั บางครงั� เราระลกึ ถงึ คนท�ีเราไมร่ กั ไมช่ งั เพราะเราไมร่ ูจ้ กั
เราก็รูส้ กึ เฉยเมยอยู่ รูข้ า่ วเหน็ ขา่ วคนอ�นื ตายอย่ทู กุ วนั จนชาชิน แต่
เราไม่ไดต้ ั�งจิตใจกาํ หนดลงไปในความตายท�ีพบเห็น การพบเห็น
ความตายนนั� ก็ไม่สาํ เรจ็ ประโยชนเ์ พราะไม่เกิดธรรมสงั เวช เหมือน


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 27

กบั สปั เหรอ่ เหน็ ศพคนตายแลว้ ชาชิน อนั นีไ� มส่ าํ เรจ็ ประโยชนไ์ มเ่ กิด
ธรรมสงั เวช จิตใจยงั คงความประมาทมวั เมาเช่นเดิม การระลกึ ถงึ
ความตายของตวั เราเองนั�น ตอ้ งตงั� จิตตัง� ใจใหด้ ีจะไม่มีความสะดงุ้
ตกใจ ถา้ ไม่ตงั� จิตตงั� ใจ เราจะกลวั นายเพชฌฆาตท�ีเขา้ มา

พงึ ใหเ้ กิดสติ ธรรมสงั เวช และญาณ

เพราะฉะนั�น เราตอ้ งรู้ว่าความตาย ไม่ว่าจะเป็นของเรา
ก็ตาม ของคนอ�นื กต็ าม จะเป็นคนท�ีเรารกั เราชงั ท�ีเราเฉย ๆ หรอื
ไม่รูจ้ กั กต็ าม ถา้ เราพบเห็นความตายแตล่ ะครงั� แต่ละราย พงึ ใหเ้ กิด
ธรรมสังเวชสลดใจ เร่งขวนขวายในการทาํ ความดี ให้เกิดธรรมะ
ขนึ� มาอยา่ งนอ้ ย ๆ ๓ อย่าง คือ เกิดสติเคร�อื งพิจารณา เกิดธรรม
สงั เวชความสลดใจและเกิดญาณ คือ ปัญญาความรูห้ น�งึ ถา้ หาก
ว่าเราพบความตายในแต่ละครัง� แลว้ ตั�งสติไดเ้ กิดธรรมสงั เวช เกิด
ญาณปัญญาเหลา่ นนั� เกิดขนึ� ความตายท�ีผ่านเขา้ มาก็จะไดเ้ พ�ิมพนู
ธรรมะใหก้ บั เรา

ในกรณีนี� มีพทุ ธภาษิตเตือนเราอยเู่ สมอว่า

“สพเฺ พ สตฺตา มรนตฺ ิ จ มรสึ ุ จ มริสสฺ เร

ตเถวาหํ มรสิ สฺ ามิ นตถฺ ิ เม เอตถฺ สสํ โย”
ซ�ึงพระท่านใชส้ วดบงั สกุลอยู่เสมอ ๆ แปลความว่า “สตั ว์
ทงั� หลายทงั� ปวง ตายอย่ดู ว้ ย ตายแลว้ ดว้ ย จะตายดว้ ย ถงึ ตวั เรา


28 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

เองกจ็ ะตายเหมือนกนั ความสงสยั ในเรอ�ื งตายนีไ� มม่ ีแก่เรา” พงึ ทาํ
จิตทาํ ใจของเราอย่างนี� เห็นความตายทุกครงั� ก็เตือนตัวเองอย่างนี�
ก็จะเกดิ ความสลดสงั เวช เหน็ วา่ ความตายเป็นส�ิงท�ีตอ้ งเกิดขนึ� อยา่ ง
แน่นอน

ความสลดสงั เวชต่างกบั ความสลดหดหู่

บางครงั� การท�ีเราเกิดความสลดสงั เวช หากไม่ระวงั จิตใจ
กอ็ าจกลายเป็นความสลดหดหู่ ความสลดสงั เวชกบั ความสลดหดหู่
นีต� า่ งกนั ความสลดสงั เวชนนั� คอื การเหน็ ความจริงของความเส�ือม
ทงั� หลาย แลว้ เราก็ตงั� จิตเตรียมใจมีสติขนึ� มา หม�นั เพียรทาํ ความดี
ใหถ้ กู เหตถุ กู ปัจจยั แตค่ วามสลดหดหนู่ นั� เป็นเพราะเราขาดสติ เรา
เหน็ ความตาย เรากต็ �ืนกลวั หรอื เกิดความทอ้ แทห้ มดหวงั เกิดความ
หอ่ เห�ียว เป็นความสลดหดหู่ อนั นีข� าดปัญญา ขาดสติ หมดความ
อตุ สาหะ ไมเ่ ป็นประโยชน์ แต่กลบั เป็นโทษ

เกิดนพิ พิทาญาณ

ฉะนนั� เม�ือเราเกิดความสลดสงั เวช เรากต็ อ้ งใชญ้ าณปัญญา
กาํ กบั ใชส้ ตเิ ขา้ ช่วย มฉิ ะนนั� ก็จะเกิดความทอ้ แทห้ มดอตุ สาหะ ทาง
ภาษาพระเรียกว่าเกิดถีนมิทธะ ซ�ึงเป็นนิวรณต์ วั หน�งึ ถา้ เป็นเช่นนี�
จิตจะกลบั ฟุ้งซ่านขึน� มาอีก แตถ่ า้ เรามีญาณมีสติเขา้ ไปช่วยกาํ กบั


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 29

รกั ษาไว้ จติ ของเราก็จะมคี วามสงบ มคี วามตงั� ม�นั มีความออ่ นโยน
มคี วามเป็นหน�งึ เรยี กวา่ เอกคั คตา เกิดขนึ� เอกคั คตาจิตนีเ� กิดขนึ�
ก็เป็นสมาธิสาํ หรบั นอ้ มพจิ ารณา เหน็ ความสิน� ความเส�ือมไป ความ
เกิด ความดบั พิจารณาแลว้ เห็นไตรลกั ษณ์ คือ ความเป็นอนิจจงั
ทกุ ขงั อนตั ตา เม�ือเหน็ สงั ขารทงั� หลายเป็น อนิจจงั ทกุ ขงั อนตั ตา
เช่นนีก� ป็ ระจกั ษว์ า่ สิ�งเหลา่ นนั� เป็นของน่ากลวั เป็นของมโี ทษ ไม่ควร
แกก่ ารยดึ ตดิ กจ็ ะเกดิ นิพพิทา คอื ความเบ�ือหนา่ ยในสงั ขารรา่ งกาย
และเป็นทางแห่งความบริสุทธิ�หมดจดแห่งจิต เป็นทางแห่งความ
เจรญิ ปัญญา สมด�งั พทุ ธภาษิตท�ีวา่ ...

สพพฺ สงขฺ ารา อนจิ จฺ าติ ยทาป�ญฺ าย ปสสฺ ติ

อถ นิพพฺ นิ ฺทติ ทุกเฺ ข เอส มคโฺ ค วสิ ุทธฺ ิยา

แปลความว่า “เม�ือใดบุคคลมาเห็นดว้ ยปัญญาว่า สงั ขาร
ทัง� ปวงไม่เท�ียง สงั ขารทั�งปวงเป็นทกุ ข์ ธรรมทัง� ปวง เป็นอนตั ตา
เม�ือนั�นผู้เห็นเช่นนั�นย่อมเบ�ือหน่ายในทุกข์ท�ีตนหลงนี�แหละ เป็น
หนทางแห่งความหมดจดวิเศษ” อธิบายความวา่ ความเบ�ือหน่าย
ของคนท�ีเป็นเชน่ นี� เป็นความเบ�ือหน่าย ท�ีประกอบดว้ ยสติปัญญา
เป็นนิพพิทาญาณ คอื เกิดความเบ�อื หนา่ ยในทกุ ข์ เป็นไปเพ�ือคลาย
ความกาํ หนดั จติ ยอ่ มหลดุ พน้ อาสวะ ไมย่ ดึ ม�นั ถือม�นั ดว้ ยอปุ าทาน
โดยใจความสาํ คญั กค็ ือไดบ้ รรลอุ รหตั ตผล ซง�ึ เป็นอมตธรรมเป็นท�ีสดุ


30 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

อานิสงสข์ องมรณสติ

การเจริญมรณสติอยา่ งถกู ตอ้ ง เป็นส�ิงท�ีมอี านิสงสม์ าก เป็น
เหตใุ หเ้ กิดความไม่ประมาทและไดร้ บั ผลสงู สดุ คือ นิพพาน พน้ จาก
ความตาย ไดเ้ ขา้ ถงึ อมตธรรม ผใู้ ดหม�นั เจรญิ สติอย่เู ป็นนิจ เม�ือถงึ
มรณสมยั คือถงึ คราวตายก็ไม่หว�นั ไหวไมห่ วาดกลวั ตอ่ มรณภยั มสี ติ
ไม่หลงในการทาํ กาละ ถา้ เป็นเช่นนีก� ็ม�ันใจไดว้ ่าอนุ่ ใจไดว้ ่าจะไปดี
อย่างแน่นอน สมเด็จพระชินวรสมั มาสมั พทุ ธเจา้ จงึ ตรสั วา่

“มรฺ ณสติ ภกิ ขฺ เว ภาวติ า พหุลีกตา มหปผฺ ลา โหติ
มหานสิ สํ า อมโตคธา อมตปริโยสานา ต”ิ
แปลความว่า “ดกู ่อน ภิกษุทงั� หลาย มรณสติ อนั บคุ คล
เจรญิ กระทาํ ใหม้ ากแลว้ ยอ่ มเป็นธรรม มีผลมีอานิสงสอ์ นั ใหญ่หลวง
หย�งั ถงึ อมตธรรม มีอมตธรรม เป็นท�ีสดุ ” ดงั นี�

ภาวะจติ ของปถุ ชุ น (ระดบั ตน้ )

สรุปความตามท�ีแสดงมา ก็จะเหน็ วา่ การระลกึ ถงึ ความตาย
ของเรานนั� จิตใจของคนเราก็จะเปล�ียนไปไดเ้ ป็นประการตา่ ง ๆ ท่าน
จดั ไวเ้ ป็น ๓ ระดบั คอื จิตปถุ ชุ นคนธรรมดานนั� เม�ือนกึ ถงึ ความ
ตายอย่างไมแ่ ยบคาย จติ ใจก็เกิดความประหว�นั พร�นั พรงึ เกิดความ
กลวั เป็นตน้ ในกรณีท�ีเป็นความตายของคนท�ีตนรกั ก็เกิดความเศรา้
โศกเสียใจ หรือในกรณีท�ีเป็นความตายของคนท�ีตนเกลียด ก็เกิด


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 31

ความยินดีปรดี า ในกรณีท�ีเป็นความตายของคนท�ีตนไม่รูจ้ กั ท�ีตน
ไมไ่ ดผ้ กู พนั ก็ไม่ไดม้ ีความตระหนกั สาํ นกึ ไมใ่ ส่ใจ เกดิ ความเฉยเมย
ดว้ ยความชาชิน การเห็นความตายดว้ ยอาการทั�งส�ี คือ จะเกิด
ความหว�นั กลวั ในความตายของตนเอง เกดิ ความเสียใจในความตาย
ของคนท�ีตนรกั เกิดความยนิ ดปี รดี าในความตายของคนท�ีตนเกลียด
เกิดความเฉยเมยในความตายของคนท�ีตนไม่รูจ้ ัก อย่างนีแ� สดงว่า
ยงั ตงั� อย่ใู นความประมาท เป็นจิตของปถุ ชุ นคนท�วั ๆ ไป ซ�งึ ย่อม
พบความทกุ ขท์ กุ ครงั� ท�ีความตายเขา้ มากลาํ� กราย คือสามารถทาํ ให้
กลวั สามารถมาขม่ ข�ีใหเ้ ป็นทกุ ขไ์ ด้

ภาวะจติ ของพระอรยิ สาวก (ระดบั กลาง)

แตพ่ ระอรยิ บคุ คลหรอื พระอรยิ สาวกทงั� หลายนนั� ท่านตงั� จิต
ขนึ� มาใหส้ งู กว่านนั� ทา่ นยกจิตขนึ� มาในระดบั ท�ี ๒ คือ เม�ือนึกถงึ
ความตายแลว้ อรยิ สาวกในพระธรรมวินยั นีเ� กิดธรรมสงั เวช สลดจิต
เตือนจิตเตือนใจของตนเองให้รีบทาํ ความเพียร ให้ใช้เวลาให้มี
คณุ ค่า เม�ือตอ้ งตายก็ภมู ิใจวา่ ไดใ้ ชช้ ีวิตเป็นประโยชนค์ ุม้ ค่า และ
เม�ือความตายมาถึงก็ไม่มีความทกุ ข์ คนโบราณท่านจึงไดผ้ กู คาํ ไว้
ว่าใหเ้ ราเป็นมนษุ ยท์ �ีมคี ณุ คา่ และจิตใจสงู สดุ สมกบั นาม มีชีวิตท�ีมี
ความหมาย อย่าใหอ้ ายสตั วเ์ ดรจั ฉานเลย เพราะเหตุว่าวัวควาย
ตายแลว้ ยังเหลืออวยั วะร่างกายใหเ้ ป็นอนุสรณ์ หรือเป็นประโยชน์
ใชส้ อยได้ แตค่ นเรานนั� ตายแลว้ จะเหลืออะไร ดงั คาํ กลา่ ววา่


32 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

“วัวควายตายยังเหลอื ไว้แต่เขาหนัง
ช้างตายยังเหลืองาเหน็ เป็ นศักดศิ� รี
คนเราตายเหลอื ไว้แตช่ �ัวดี
บรรดามปี ระดับไว้ในโลกา”
เพราะฉะนนั� เม�ือระลกึ ถงึ ความตายแลว้ อรยิ สาวกในธรรม
วินยั นี� ตงั� ใจทาํ ความดี บาํ เพญ็ ประโยชนต์ น ประโยชนท์ า่ น และ
ประโยชนท์ งั� สองฝ่ าย ดว้ ยการทาํ หนา้ ท�ีของตนใหส้ มบรู ณพ์ รอ้ ม แม้
ประโยชนป์ ัจจบุ นั คอื การหาทรพั ยส์ มบตั ิ การทาํ นบุ าํ รุงวงศต์ ระกลู
ต่าง ๆ กท็ าํ ใหด้ ี ประโยชนใ์ นภายภาคหนา้ คือ เร�อื งบญุ กศุ ล ก็
ตงั� หนา้ ตงั� ใจบาํ เพ็ญบญุ กศุ ลใหถ้ งึ พรอ้ ม มีการทาํ ทานรกั ษาศีล มี
การจาคะคือเสยี สละ และมปี ัญญาเป็นตน้ หากหม�นั เจรญิ อย่างนี�
เม�ือความตายมาถึง เราก็ไม่ประหว�ันพร�นั พรึง ไม่ประมาทมัวเมา
ไม่ยินดียินรา้ ยกับความตายท�ีเขา้ มาเพราะว่าเรารูส้ ึกว่าชีวิตของเรา
คมุ้ คา่ น่าภมู ิใจ เราไดใ้ ชช้ ีวิตของเราไปในทางท�ีถกู ตอ้ งกบั ธรรมะ แม้
จะเป็นเพียงธรรมะเบือ� งตน้ ก็ตาม อนั นีเ� ป็นกิจของพระอริยสาวกท�ี
ทา่ นกาํ หนดรู้

ภาวะจติ ของผพู้ น้ ทกุ ข์ (ระดบั สงู สดุ )

นอกจากนนั� ทา่ นยงั สอนชาวพทุ ธใหร้ ูจ้ กั ยกจติ ขนึ� เหนือกว่า
นั�นอีก คือ ให้พิจารณาเห็นความตายเป็นธรรมดาของชีวิต ถา้


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 33

พิจารณาความตายให้ถูกตอ้ งตามความเป็นจริง หมดความยึดม�ัน
ถือม�นั ในตวั ตน แมจ้ ะเป็นตวั ตนท�ีดี เป็นตวั ตนท�ีน่านิยม หรือเป็นตวั
ท�ีควรแกก่ ารยกยอ่ งสรรเสริญก็ตาม ท่านใหป้ ลอ่ ยวางเสยี ดว้ ยความ
เขา้ ใจความจรงิ ของธรรมชาติ เพราะส�ิงต่าง ๆ ลว้ นเป็นกระแสตาม
ธรรมชาตเิ ท่านนั� ไม่มตี วั ตน ไม่มบี คุ คลเขาใหย้ ดึ ม�นั ถือม�นั ไดม้ อง
เห็นความตายเป็นการเปลี�ยนแปลงไปตามธรรมดา เป็นการเกิดดบั
แตล่ ะขณะชีวิตนนั� ขึน� อย่กู บั เหตปุ ัจจยั ตา่ ง ๆ ประกอบอย่ดู ว้ ยธาตุ
ประกอบอยู่ด้วยอายตนะ ประกอบอยู่ด้วยขันธ์ทั�งหลาย ซ�ึงมี
ธรรมชาติเปล�ียนแปลงไป การท�ีละวางจางคลายยึดม�ันอย่างนีไ� ดก้ ็
เพราะเห็นกฎธรรมดา เห็นความจรงิ ความเป็นอนตั ตา สญุ ญตา
ตถตาทั�งหลาย จิตใจของบคุ คลผูน้ ั�นซ�ึงเป�ียมดว้ ยปัญญา ก็จะไม่
เกิดความหว�ันไหว ไม่มีความรอ้ นอกรอ้ นใจอยู่แมแ้ ต่นอ้ ย เพราะ
ไมม่ ตี วั ตนท�ีจะไปยดึ ไปทกุ ข์ เม�ือตวั ตนไมม่ ีเสียแลว้ ความตายจะมี
แตห่ นไหน อนั นีล� องคิดดู

เราตายก็เพราะว่ามีตวั ตนของเราผูต้ าย ถา้ ไม่มีตวั ตนของ
เราผูต้ าย ความตายกไ็ มม่ ี มีแตค่ วามเปลีย� นแปลงไป ไหลไปตาม
ธรรมชาติเท่านนั� ฉะนนั� อรยิ สาวกชัน� สงู สดุ ท่านทาํ ตวั ของท่านให้
หายไป ความตายก็จะไม่มีมาปรากฏขึน� เลยในทางจิตใจของท่าน
เราชาวพทุ ธลองกาํ หนดดวู ่าเราจะอย่ใู นสภาวะจิตเชน่ ใด เม�ือความ
ตายมาถงึ เราอย่าไดป้ ระหว�นั พร�นั พรงึ ดีใจเสียใจเลย เม�ือความตาย
มาถงึ เราเตรยี มตวั เองใหพ้ รอ้ มแลว้ ไดท้ าํ ความเพียร ทาํ ความดี
ทาํ ประโยชนใ์ หบ้ รบิ รู ณ์ ถา้ หากเราตงั� จิตตงั� ใจถกู ตอ้ งอย่างนี� ชีวิต


34 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ของเราก็จะมีแต่ความสขุ มีแต่ความสงบ มีการเล�ือนขั�นขึน� ตาม
ลาํ ดับ ความตายท�ีมาถึงเราทุกขณะ มันก็จะทาํ ใหเ้ รามีบทเรียน
เกิดความรู้ เกิดปัญญาขนึ� มา

วิธีเตรยี มตวั ตายในชีวิตประจาํ วนั

พระเดชพระคณุ ทา่ นอาจารยท์ �สี วนโมกข์ (ทา่ นพทุ ธทาสภกิ ข)ุ
ท่านก็ไดส้ อนไวเ้ ป็นอนั มากเก�ียวกบั ความตายและวิธีตาย ท่านพูด
ถึง “การตายก่อนตาย” และ “ความดับไม่เหลือ” อันนี�ก็เป็ น
ประโยชนม์ าก พวกเราชาววดั ก็ควรจะประพฤตปิ ฏบิ ตั เิ ป็นเนืองนิตย์
ท่านสอนว่าใหเ้ ราระลกึ ถึงความตาย และเตรียมรับความตายดว้ ย
กนั ๒ ระดบั ในชีวติ ประจาํ วนั ของเรา ในขณะท�ีรา่ งกายจติ ใจของ
เรายงั ปรกติดีอยู่ หม�ันศกึ ษาใหเ้ ห็นทกุ ครัง� เม�ือมีผัสสะมากระทบท�ี
ตา หู จมกู ลิน� กาย ใจ อยา่ ไดม้ ีความยดึ ความตดิ อย่าไดม้ ี
ความผกู พนั และยดึ ม�นั ถือม�นั ดว้ ยอปุ าทาน ฝึกจิตใจของเราใหม้ ีสติ
อย่เู สมอ แมม้ ีชีวิตอยู่เราก็ไม่ทกุ ข์ อนั นีถ� า้ เราทาํ อยู่เร�ือย ๆ จะมี
อานิสงสม์ าก เป็นการเตรียมตวั ตายอยา่ งมีสตดิ ว้ ย เป็นการใชช้ ีวติ
ท�ีดีท�ีสดุ ดว้ ย คือ มีชีวติ ท�ีไมท่ กุ ข์ แลว้ ก็รบั มือกบั ความตายในขณะ
เดียวกันน�ันเอง อนั นีเ� ป็นการประพฤติปฏิบัติเพ�ือรบั กับความตาย
โดยใหเ้ ขา้ ถงึ “การตายกอ่ นตาย” เราจะตอ้ งทาํ อย่ทู กุ ว�ีทกุ วนั ทกุ ค�าํ
ทกุ เชา้ ในขณะท�ีเรายงั มคี วามปรกติ แมย้ งั ไม่ถงึ แก่การแตกดบั เรา
ก็หม�ันพิจารณาใหเ้ ห็นขนั ธ์ทั�ง ๕ ท�ีมันเกิดดับ ใหเ้ ห็นเป็นภาระ


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 35

หนกั แลว้ หดั ปลอ่ ยหดั วางเสียละวางขนั ธท์ งั� ๕ ท�ีเป็นของหนกั แลว้
จะเกิดความเบาสบายในทางจิตใจ ทาํ อยู่อย่างนีบ� ่อย ๆ น�ีเป็นบท
เรียนท�ีหน�งึ ของเรา

การทาํ จติ ใจ เม�ือความตายมาถงึ

และเม�ือความตายมาถงึ เราอาจจะเกิดอบุ ตั ิเหตุ เราอาจจะ
เจ็บหนกั ความตายอาจจะมาถึงในขณะท�ีเรารูส้ ึกไดเ้ พียงหน�ึงหรือ
สองนาทีเทา่ นนั� ในขณะเช่นนนั� ใหน้ อ้ มจิตนอ้ มใจของเราใหส้ ละวาง
ทุกอย่าง อย่าไดย้ ึดถือเลย ขณะเราป่ วยหนกั ก็ใหพ้ ิจารณาในทาง
ปลอ่ ยวางว่าหนา้ ท�ีการงานในทางโลกนนั� เราทาํ ไดแ้ ลว้ ทรพั ยส์ มบตั ิ
ทั�งหลายของวงศต์ ระกูล เราก็ไดม้ อบหมายใหแ้ ก่คนท�ีอยู่ขา้ งหลงั
แลว้ อยา่ ไดห้ ว่ งเลย คณุ งามความดใี นทางพระพทุ ธศาสนาเรา ก็
ไดท้ าํ สมบรู ณแ์ ลว้ อย่าไดม้ ีความกงั วลมีความห่วงใยอาลยั อาวรณ์
อีกเลย และเม�ือเราจะดบั ขนั ธ์จากรา่ งนีไ� ป ก็อย่าไดม้ ีความผกู พนั
หมายม�นั ว่าจะไปเกิดจะไปมี จะไปเป็น จะไปเอาอะไร เพราะเม�อื
เราเกิดทีไรเราก็ทุกขท์ กุ ที เกิดเป็นคนรวยก็ทกุ ขอ์ ย่างคนรวย เกิด
เป็นคนจนก็ทุกขอ์ ย่างคนจน เกิดเป็นคนเจ็บก็ทกุ ขอ์ ย่างคนเจบ็ เกิด
เป็นสัตว์นรกซ�ึงมีความเร่ารอ้ นในจิตใจ ก็ทุกขอ์ ย่างคน เร่ารอ้ น
อย่างสัตวน์ รก เกิดสมปรารถนายินดีปรีดาปราโมทย์ เป็นเทวดา
ในช�วั ขณะก็ทกุ ขอ์ ย่างเทวดา คือ เม�ือส�ิงต่าง ๆ พลดั พรากแปรปรวน
ไปกเ็ กิดความสะดงุ้ ใจไหวหว�นั ขนึ� มา เกดิ เป็นอสรู กายคอื กลวั ขนึ� มา


36 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ก็ทุกขอ์ ย่างอสรู กาย เกิดความหิวกระหายเหมือนเปรตก็ทกุ ขอ์ ย่าง
เปรต อนั นีเ� ป็นความทกุ ขท์ กุ ครงั� ท�ีเราเกิด เกิดทีไรก็เป็นทุกขท์ ุกที
พิจารณาใหเ้ หน็ อย่างนีแ� มเ้ ราปรารถนาในภพภมู ิท�ีสงู ท�ีสดุ เช่น เกิด
เป็นพรหมมีสมาธิ มีจิตใจท�ีผอ่ งใสสงบ แตค่ วามยดึ ตดิ ในความสงบ
ในภาวะตา่ ง ๆ เหลา่ นนั� ก็ยงั เป็นทกุ ขอ์ ยู่ พรหมซง�ึ เสพความสขุ ก็ยงั
มี ความสะดุ้งกลัวว่าตัวเองจะพลัดพรากจากภาวะท�ี ตนเองเป็ นอยู่
เพราะภมู ินั�นก็ไม่เท�ียง พิจารณาถึงอย่างนีแ� ลว้ ภพภูมิหรือภาวะ
ใด ๆ กไ็ มค่ วรคา่ แก่การมี การเอา การเป็น ทงั� นนั�

ถา้ เราละไดอ้ ยา่ งนีจ� ะไม่เกิดเลย จะปลอ่ ยใหร้ า่ งของเราดบั
ไปพรอ้ มกับจิต และความยึดม�นั ของเราดบั ไป ทาํ ไดอ้ ย่างนีจ� ะดบั
ไมเ่ หลือ รา่ งกายก็ดบั ไมเ่ หลือ จิตก็ดบั ไมเ่ หลอื อปุ าทิ คือ ความ
ยึดม�ันในส�ิงท�ีแบกหนักตลอดจนความผูกพันต่าง ๆ ก็ดบั ไม่เหลือ
ถา้ ดบั อย่างนีไ� ด้ ก็จะมีแตค่ วามสขุ พน้ จากความทุกข์ ถึงความสขุ
อนั เกษมได้ อนั นีเ� ป็นเคลด็ ท�ีพระเดชพระคณุ ท่านอาจารยส์ อนเรา

หดั ปล่อยวางเสียแต่ท�ีน�ี เด�ียวนี�

พวกเราจะตัง� ใจดบั ไม่เหลือไดไ้ หม ถา้ เราไม่ตัง� ใจประพฤติ
ปฏิบตั ิอย่างนีเ� สียแต่ในวนั นี� พอถงึ เวลามีวิกฤติจริง ๆ เราจะทาํ ใจ
ไม่ได้ เพราะว่าจิตใจของเรานั�นมีความเคยชินกบั การยึดม�ันถือม�ัน
เราไม่ฝึกจิตไวเ้ ม�ือมีอบุ ัติเหตุ เกิดอันตรายขึน� มา เกิดทุกขเวทนา
ขนึ� มา ใจของเราออ่ นเปลีย� เพลียแรง ไมม่ สี ติ ไมม่ ปี ัญญา นกึ คดิ


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 37

ในทางท�ีจะสละละวางไม่ได้ เรากด็ บั ไปดว้ ยความทกุ ขม์ ีความยดึ ม�นั
ก็ตอ้ งไปเกิดเป็นทกุ ขต์ ่อไป เพราะว่าเราไม่เขา้ ใจ เราไม่ปลอ่ ยวาง
ใหถ้ กู ตอ้ ง

เพราะฉะนนั� ใหร้ บี ทาํ ตงั� แตท่ �ีน�ีและเด�ียวนี� หดั ละ หดั ปลอ่ ย
หดั วางใหเ้ ป็นนิสยั ใหเ้ ป็นปรกติ เม�ือทกุ ขภ์ ยั มาถึง เรากต็ งั� สติ ตก
กะไดพลอยโจนไปเองในขณะนนั� ได้ อนั นีก� ็เป็นอบุ ายท�ีเราควรจะพา
กนั ประพฤติปฏิบตั ิ พากนั ฝึกใหม้ าก ๆ ถา้ หากเราทาํ อย่างนีไ� ดเ้ รา
ก็จะถึงการตายก่อนตาย หมายความว่ากิเลสในทางจิตใจตายไป
คือ อวิชชาตณั หาอปุ าทานทงั� หลายดบั ไป กิเลสทงั� หลายดบั ไป จิตใจ
หมดการปรุงแต่ง จิตใจเขา้ ถึงความสขุ สงบ ขอใหต้ ายเสียก่อนท�ี
รา่ งกายนีจ� ะตาย ถา้ กิเลสในจิตใจของเราตายเสียก่อนท�ีร่างกายนี�
ตาย จะดีท�ีสดุ

เพราะว่า ถา้ ร่างกายเรานีต� ายโดยท�ีจิตใจเรายังโง่เขลาอยู่
เรากต็ อ้ งไปเกิดอีก เพราะยงั มีเหตมุ ีเชือ� เหลือใหไ้ ปเกิด เม�ือเกิดอีก
มนั กย็ งั โงเ่ ขลาอยู่ มนั ก็ยงั ตอ้ งทกุ ข์ แลว้ มนั กต็ อ้ งเกิดอย่างนีอ� ีกเป็น
สังสารวัฏไม่รู้จบ แลว้ เราจะพ้นทุกข์ไดท้ �ีไหน ถ้าเราไม่รีบทาํ ใน
ปัจจบุ นั ไมร่ บี ดบั ทกุ ขใ์ นปัจจบุ นั ไม่รบี สรา้ งความรูแ้ จง้ เหน็ จรงิ เสีย
ในปัจจบุ นั ไมร่ บี ตายเสยี กอ่ นตายกอ่ นท�ีลมหายใจสดุ ทา้ ยจะดบั ไป


38 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

เขา้ ถงึ ชีวิตท�ีไม่ถกู ปรุงแต่ง

อนั นีก� ็เป็นหลกั การประพฤตปิ ฏิบตั ิ ท�ีทา่ นอาจารยส์ อนคนไข้
สอนคนแก่ สอนสาธุชนคนท�ัวไปทั�งหลาย ใหพ้ วกเราพากนั ราํ ลึก
นึกถึงความตาย ใหเ้ รามีการเตรียมตวั ตาย ถา้ เราทาํ อย่างนีไ� ดเ้ รา
ก็จะเขา้ ถึงธรรมะขัน� สงู สดุ ตามรอยพระพุทธเจา้ คือ บรรลถุ ึงอมต
ธรรม บรรลถุ งึ ความไม่ตายได้ ความไมต่ ายอนั นีเ� ป็นความไมต่ าย
ในทางธรรมะ หมายความว่าเม�ือกิเลสตายไปแลว้ ชีวิตท�ีไม่มีทุกข์
เลยกจ็ ะเกิดขนึ� ตงั� ตน้ ขนึ� เป็นชวี ิตท�ีไมต่ าย เป็นชวี ติ ท�ีไมถ่ กู ปรุงแตง่
เป็นชีวิตท�ีไมถ่ กู รบกวน เป็นชวี ิตเยน็ เป็นความสขุ ท�ีเกษมคอื เขา้ ถงึ
นิพพานน�นั เอง เพราะฉะนนั� เราก็ตอ้ งละทิง� ความทกุ ข์ ความยดึ ม�นั
ตา่ ง ๆ ท�ีเราปรุงท�ีเราแตง่ ขนึ� มา

เวลาท�ีมคี นตาย พระสงฆท์ งั� หลายท่านจะบงั สกลุ วา่ “อนจิ จา
วต สังขารา อุปาท วยธัมมิโน อุปปัชฌิตวา นิรุช ฌันติ เตสัง
วูปสโม สโุ ข” เราไดย้ ินไดฟ้ ังกนั เป็นประจาํ คาํ บงั สกลุ นีก� แ็ ปลความ
หมายวา่ “สงั ขารทงั� หลายไมเ่ ท�ียงหนอ มีการเกิดขนึ� ตงั� อยแู่ ลว้ เส�ือม
ไปอย่เู ป็นนิจ ความเขา้ ไปสงบระงบั แห่งสงั ขารทงั� หลายเป็นสขุ ” คน
ท�ัวไปเห็นความตายแต่เพียงร่างกาย นึกว่าคนตายไม่หายใจแล้ว
เป็นสุข เพราะลมหายใจนั�นเป็นกายสังขาร คือ เคร�ืองปรุงแต่ง
ร่างกายใหเ้ คล�ือนไหวได้ ลมหายใจดบั ก็คือสงบแลว้ เป็นสขุ แลว้
ความเขา้ ใจอย่างนีย� งั ไม่ถกู ตอ้ งตามธรรมะท�ีพระพทุ ธเจา้ สอน ความ
สงบระงบั แห่งความปรุงแตง่ ท�ีบอกว่า “เตสงั วปู สโมสโุ ข” นนั� หมาย
ถงึ การปรุงแต่งทางจิตใจของเรา ปราศจากกิเลสมาปรุงแต่งรบกวน


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 39

ไม่เกิดความยินดียินรา้ ย ไม่เกิดความเร่ารอ้ น อย่างนีจ� ึงเป็นสงบ
สงั ขาร คอื ทา่ นม่งุ สงบจิตสงั ขารอย่างนีต� า่ งหาก ท�ีวา่ เป็นความสขุ
อนั เกษม เป็นความสขุ ท�ีพงึ ปรารถนา

เตือนจิตตนเม�ือเจอคนตาย

เพราะฉะนนั� เม�ือเจอคนตาย เห็นรา่ งกายเขาตายแลว้ อยา่
เข้าใจว่าตายแลว้ เป็นสุข น�ันเป็นแต่การสงบระงับไป แต่ในทาง
รา่ งกายใหเ้ ตอื นจิตเตือนใจของเราวา่ แลว้ ใจของเราละ่ หายปรุงแต่ง
หรือยัง ใจของเราสงบสังขารของมันหรือยงั ถา้ เราทาํ อย่างนั�นได้
เรากจ็ ะถงึ ความตายท�ีดกี ว่า เป็นการตายกอ่ นตาย เป็นส�ิงท�ีมีความ
หมาย เป็นสิ�งท�ีสงู ค่า เป็นแก่นสารของธรรมะท�ีพระพทุ ธเจา้ สอน

ตายก่อนตาย

พระเดชพระคุณท่านอาจารยท์ �ีสวนโมกข์ จึงไดแ้ ต่งกลอน
ท�ีว่า “ตายก่อนตาย” ไวใ้ หเ้ ราทอ่ งจาํ เพ�ือเอาไว้ ใหป้ ระพฤติปฏิบตั ิ
ทา่ นบอกวา่

“ตายเม�ือตายยอ่ มกลายไปเป็นผี
ตายไมด่ ีไดเ้ ป็นผีท�ีตายโหง
ตายทาํ ไมเพยี งใหเ้ ขาใสโ่ ลง
ตายโอโ่ ถงนนั� คือตายเสยี กอ่ นตาย


40 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ตายก่อนตายมิใช่ตายไปเป็นผี
แตก่ ลายเป็นส�ิงท�ีไม่สญู หาย
ท�ีแทค้ อื ความตายท�ีไมต่ าย
มคี วามหมายไมม่ ีใครไดเ้ กิดแล

คาํ พดู นีห� นั หวนชวนฉงน
เหมือนเลน่ ลนิ� ลาวนคนตอแหล
แตเ่ ป็นความจริงอนั ไม่ผนั แปร
ใครคดิ แกอ้ รรถไดไ้ ม่ตายเอย”

มีชีวิตอยดู่ ว้ ยปัญญา

ฉะนนั� ขอใหพ้ วกเราไดน้ าํ ความหมายของการตายก่อน ตาย
ไปพิจารณานอ้ มนาํ มาเตือนจิตเตือนใจของเรา เรากจ็ ะไดพ้ บคณุ คา่
ผลานิสงสข์ องการระลกึ ถึงความตายท�ีใหป้ ระโยชนส์ งู สดุ คอื นาํ เรา
ไปสกู่ ารตายกอ่ นตายดว้ ยตวั ของเราเองทกุ ๆ คน สตปิ ัญญาก็เจรญิ
งอกงามขนึ� สมกบั เป็นสาวกของพระพทุ ธเจา้ สาวกของพระพทุ ธเจา้
นนั� อยดู่ ว้ ยปัญญา จงศกึ ษาและปฏบิ ตั ติ ามแนวทางท�ี พระบรมศาสดา
และพระอริยสาวกพาดาํ เนินไป อาศัยธรรมคาํ ส�ังสอนของท่านมา
พิจารณาความตายในชีวิตจิตใจของเราอยา่ งนี� เราจะพน้ จากความ
ทกุ ขไ์ ด้ ขอใหเ้ ราทั�งหลายไดร้ บั ประโยชนใ์ นการฟังธรรมในค�าํ คืนนี�
ทกุ คนเทอญ


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 41

พระธรรมเทศนาในมรณกถา แสดงมากส็ มควรแกเ่ วลา จงึ
ขอสมมตุ ิยตุ ิลงเพียงเท่านี� เอวงั ก็มีดว้ ยประการฉะนี�

พระธรรมเทศนาแสดงเม�ือวันท�ี ๒๒ กันยายน ๒๕๓๐ ณ
สวนโมกขพลาราม...


42 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ความไม่เท�ียง

ส�ิงปรุงแตง่ ทงั� หลายลว้ นไม่เท�ียง
มีความเส�ือมความเส�ียงความดบั สญู
เกดิ ขนึ� แลว้ ดบั ไปไมเ่ พ�ิมพนู
ไมส่ มบรู ณไ์ มจ่ ีรงั ไมย่ �งั ยืน
ความสงบราํ งบั ดบั ปรุงแตง่
ความเปลี�ยนแปลงเป็นไปไมอ่ าจขืน
หมดเหตหุ มดปัจจยั ใหค้ งคนื
ย่อมกลมกลืนกบั ความเป็นธรรมดา
ท่านผลู้ ะสงั ขารการปรุงแตง่
ละหลกั แหลง่ ทงั� หลายในโลกหลา้
เขา้ ถงึ ความดบั ซง�ึ สงั ขารา
ทงั� เบือ� งหนา้ เบือ� งนีท� กุ ชีวติ
แมต้ วั เรากจ็ กั เป็นเหมอื นเชน่ นี�
ไรช้ วี ีราํ งบั ดบั สนิท ดบั รูปดบั นามความปรุงคดิ
ความตายคอื เขม็ ทิศอนั เท�ียงแท้
ความพะวงสงสยั ในเรอ�ื งนี� จกั ไม่มีแก่ผรู้ ูแ้ จง้ แน่
สาํ นกึ ในสงั ขารอนั ปรวนแปร
จงมีแก่เราทงั� หลายในท�ีนี�

เนาวรตั น์ พงษไ์ พบูลย์


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 43

พทุ ธภาษิต

เ พื่ อ ก า ร พิ จ า ร ณ า ค ว า ม ต า ย

ดกู รภกิ ษุทงั� หลาย ฐานะ ๕ ประการ อนั สตรี บรุ ุษ คฤหสั ถ์
หรอื บรรพชิต ควรพจิ ารณาเนือง ๆ คือ

๑. ควรพิจารณาเนือง ๆ ว่า เรามีความแกเ่ ป็นธรรมดา ไม่
ลว่ งพน้ ความแก่ไปได้

๒. เรามีความเจบ็ ไขเ้ ป็นธรรมดา ไม่ลว่ งพน้ ความเจบ็ ไข้
ไปได้

๓. เรามีความตายเป็นธรรมดา ไมล่ ว่ งพน้ ความตายไปได้
๔. เราจะตอ้ งพลดั พรากจากของรกั ของชอบใจทงั� สิน�
๔. เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแหง่ กรรม มีกรรมเป็น

กาํ เนิด มกี รรมเป็นเผา่ พนั ธุ์ มีกรรมเป็นท�ีพ�งึ จกั ทาํ กรรม
ใด ดกี ็ตาม ช�วั กต็ าม เราจะเป็นผรู้ บั ผลของกรรมนนั�

(๘๐.๓๓/๑๐๒-๑๐๓ หรอื ๔๕.๒๒/๗๒ ฐานสตู ร)

ดกู รอานนท์ ขอ้ นีเ� ป็นอยา่ งนนั� ชราธรรมย่อมมใี นความเป็น
หนมุ่ สาว พยาธิธรรมยอ่ มมีในความไมม่ ีโรค มรณธรรมย่อมมใี นชีวิต

(๘๐.๒๙/๓๖๒ หรือ ๔๕.๑๙/๒๗๑ ชราสตู ร)


44 ม ร ณ ส ติ ก ถ า

ดกู รภิกษุทงั� หลาย สงั ขารทงั� หลายไม่เท�ียง ไม่ย�งั ยืน ไมน่ า่
ช�ืนชม นีเ� ป็นกาํ หนด ควรเบ�อื หน่าย ควรคลายกาํ หนดั ควรหลดุ พน้
ในสงั ขารทงั� ปวง

(๘๐.๓๕/๑๓๒ หรอื ๔๕.๒๓/๙๕ สรุ ยิ สตู ร)

สตั วท์ กุ หมเู่ หลา่ จกั ทอดทิง� รา่ งกายไวใ้ นโลก พระตถาคตผู้
ศาสดาผหู้ าบคุ คลเปรยี บมิไดใ้ นโลก ถึงแลว้ ซง�ึ กาํ ลงั พระญาณ เป็น
พระสมั พทุ ธเช่นนี� ยงั ปรนิ ิพพานแลว้

(๘๐.๒๔/๓๑๗-๓๑๘ หรอื ๔๕.๑๕/๒๒๐ ปรนิ ิพพานสตู ร)

ปุถุชนเป็นผู้มีความป่ วยไข้ ความแก่ และความตายเป็น
ธรรมดา มีอย่ตู ามธรรมดา แตพ่ ากนั รงั เกียจ ก็การท�ีเราพงึ รงั เกียจ
ความป่ วยไข้ ความแก่ และความตายนี� ในหมู่สตั วซ์ �ึงมีธรรมดา
อยา่ งนี� ขอ้ นนั� ไม่สมควรแก่เราผมู้ ีปรกตอิ ย่เู ช่นนี�

เรานนั� เป็นอยเู่ ชน่ นี� รูจ้ กั ธรรมท�ีหมดอปุ ธิ เหน็ เนกขมั มะโดย
ความเป็นธรรมเกษม ย่อมครอบงาํ ความเมาในความไม่มีโรค ใน
ความเป็นหน่มุ สาวและในชีวิตเสียไดท้ ัง� หมด ความอตุ สาหะไดเ้ กิด
แลว้ แกเ่ ราผเู้ หน็ นิพพานดว้ ยปัญญาอนั ย�ิง

บดั นีเ� ราไม่ควรท�ีจะกลบั ไปเสพกาม เราจกั เป็นผูไ้ มถ่ อยหลงั
จกั เป็นผมู้ ีพรหมจรรย์ เป็นท�ีไปในเบือ� งหนา้

(๘๐.๓๑/๒๓๒-๒๓๓ หรอื ๔๕.๒๐/๑๖๔ สขุ มุ าลสตู ร)


พระอาจารยด์ ษุ ฎี เมธงั กโุ ร 45

เม�ือโลกถูกชรา พยาธิ มรณะ แผดเผาแลว้ เช่นนี� ความ
สาํ รวมทางกาย ความสาํ รวมทางวาจา ความสาํ รวมทางใจในโลก
ย่อมเป็นท�ีตา้ นทาน เป็นท�ีเรน้ เป็นเกาะ เป็นท�ีพ�ึง และเป็นท�ียึด
หนว่ งแกเ่ ขาผลู้ ะไปแลว้

(๘๐.๓๑/๒๔๘ หรือ ๔๕.๒๐/๑๗๔ ชนสตู ร)

ชีวติ มีอายนุ อ้ ย ถกู ชราตอ้ นเขา้ ไป ชีวติ ท�ีถกู ชราตอ้ นเขา้ ไป
แลว้ ยอ่ มไมม่ ีท�ีตา้ นทาน ผเู้ ห็นภยั ในความตายนี� พงึ ละโลกามิสเสีย
มงุ่ ตอ่ สนั ติ

(๘๐.๒๓/๑๐๗ หรอื ๔๕.๑๕/๗๙ อตุ ตรสตู ร)

ชีวิตคอื อายุ มีประมาณนอ้ ย ถกู ตอ้ นเขา้ ไปเรอ�ื ย เม�ือบคุ คล
ถกู ชราตอ้ นเขา้ ไปแลว้ ย่อมไม่มีผู้ป้องกนั บุคคลเม�ือเห็นภยั นีใ� น
มรณะ พงึ ทาํ บญุ ทงั� หลายท�ีนาํ ความสขุ มาให้

ชีวิตคืออายุ มีประมาณนอ้ ย ถกู ตอ้ นเขา้ ไปเร�อื ย เม�ือบคุ คล
ถกู ชราตอ้ นเขา้ ไปแลว้ ย่อมไม่มีผู้ป้องกนั บุคคลเม�ือเห็นภยั นีใ� น
มรณะ พงึ ละอามสิ ในโลกเสยี มงุ่ สนั ตเิ ถิด

(๘๐.๒๓/๔ หรอื ๔๕.๑๕/๓ อปุ เนยยสตู ร)


Click to View FlipBook Version