แผนการจัดการเรียนรู้
กล่มุ สาระการเรยี นรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
รายวิชา เคมี 5 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6
2
ค รู ผู้ ส อ น น า ง ส า ว ณั ฐ ญ า ภ ร ณ์ เ พ็ ญ ส ด ใ ส
โ ร ง เ รี ย น บ า ง ส ะ พ า น น้ อ ย วิ ท ย า ค ม
สั ง กั ด สา นั ก ง า น เ ข ต พื้ น ท่ี ก า ร ศึ ก ษ า มั ธ ย ม ศึ ก ษ า เ ข ต 1 0
ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 6 4
แผนการจดั การเรียนรู้
กลมุ่ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
รายวิชา เคมี5 ช้ันมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 6
ค รู ผู้ ส อ น
น า ง ส า ว ณั ฐ ญ า ภ ร ณ์ เ พ็ ญ ส ด ใ ส
โ ร ง เ รี ย น บ า ง ส ะ พ า น น้ อ ย วิ ท ย า ค ม
สั ง กั ด สา นั ก ง า น เ ข ต พื้ น ที่ ก า ร ศึ ก ษ า มั ธ ย ม ศึ ก ษ า เ ข ต 1 0
ปี ก า ร ศึ ก ษ า 2 5 6 4
3
คานา
แผนการจดั การเรยี นรเู้ ล่มนี้เป็นส่วนหน่ึงของวชิ าการจัดการเรียนรู้และการจัดการชัน้ เรยี น ซึ่งจดั ทา
ข้ึนเพ่ือใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาเคมี รหัสวิชา ว33221 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2563 ท่ีเน้นนักเรียนเป็นสาคัญ มีการจัดกิจกรรมและการวัดผลประเมินผลท่ี
หลากหลายสอดคล้องกับสาระการเรียนรู้และตัวช้ีวัดตามหลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 กลุ่มสาระ
การเรียนร้วู ิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
อน่ึงหวังว่าแผนการจัดการเรียนรู้เล่มนี้ คงจะมีประโยชน์ต่อครูในกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี บ้างไม่มากก็น้อยในการใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนและการจัดทาแผนการ
เรยี นรู้ นอกจากน้ีอาจจะทาใหก้ ารศกึ ษาของชาติมีการพฒั นามากขึน้
ขอขอบพระคุณผูท้ ี่เกีย่ วข้องทกุ ท่านที่มีสว่ นทาให้แผนการจัดการเรียนรนู้ ี้สาเร็จลงดว้ ยดี
นางสาวณฐั ญาภรณ์ เพ็ญสดใส
ผู้จดั ทา
4 3
4
สารบัญ 5
10
คานา 12
สารบญั 21
แผนการจดั การเรยี นรู้ 26
โครงสรา้ งรายวชิ า
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 1 ปฐมนเิ ทศนักเรยี น 30
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 2 พันธะของคาร์บอนในสารประกอบอินทรีย์
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 สตู รโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์ 37
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ่ี 4 แอลเคน
หน่วยการเรียนรทู้ ี่ 5 แอลคนี 43
หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 6 แอลไคน์
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 7 สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนแบบวง 52
หนว่ ยการเรยี นรู้ท่ี 8 สารประกอบอะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน
หนว่ ยการเรยี นรู้ที่ 9 สารประกอบอะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน 57
หนว่ ยการเรยี นร้ทู ่ี 10 ไอโซเมอร์
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1 1 สมบตั ขิ องสารประกอบอนิ ทรยี ์ 63
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 2 ปฏิกิรยิ าเคมีของสารประกอบอนิ ทรยี ์
หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 1 3 สารประกอบของคาร์บอนท่มี ีหมู่อะตอมแสดงสมบัติเฉพาะ 72
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 1 4 แอลกอฮอล์ 82
หนว่ ยการเรียนรทู้ ี่ 1 5 กรดอนิ ทรยี ์
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 6 ปิโตรเลยี ม 90
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 1 7 โครงสร้างและสมบตั ขิ องพอลิเมอร์ 99
หนว่ ยการเรียนรู้ที่ 1 8 ผลิตภณั ฑ์จากพอลิเมอร์ 109
บันทกึ หลังการสอน
บรรณานุกรม 117
125
134
143
157
5
แผนการจัดการเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้…วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี……. รายวชิ า….เคมี 5…
ชน้ั …มธั ยมศึกษาปที ี่ 6… ภาคเรยี นท่ี….1…. ปกี ารศกึ ษา..2564…. เวลา…60….ชวั่ โมง
ครูผ้สู อน….นางสาวณฐั ญาภรณ์ เพญ็ สดใส…..
1, มาตรฐานการเรยี นรู้ / ตัวชว้ี ดั
มาตรฐานการเรียนรู้
มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจสมบัติของสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติของสารกับโครงสร้างและแรง
ยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาค มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ และจิตวิทยาศาสตร์ ส่ือสารส่ิงที่เรียนรู้
นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์
มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจหลักการและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลงสภานะของสาร การเกิด
สารละลาย การเกิดปฏิกิริยา มีกระบวนการสืบเสาะหาความรู้และจิตวิทยาศาสตร์ สื่อสารสิ่งที่เรยี นรู้
นาความรูไ้ ปใชป้ ระโยชน์
ตวั ช้ีวัด
ว 3.1 ม.4-6/7 อธิบายและยกตัวอย่างสารชีวโมเลกุล รวมทั้งทดลองและอธิบายองค์ประกอบ
ประโยชน์ สมบตั ิ วธิ ที ดสอบและปฏิกริ ยิ าบางชนดิ ของคาร์โบไฮเดรต ลิพดิ โปรตนี และกรดนวิ คลอี กิ
ว 3.1 ม.4-6/8 อธบิ ายมอนอเมอร์ พอลิเมอร์ พอลเิ มอรส์ ังเคราะห์ พอลิเมอร์ธรรมชาตแิ ละสมบัติ
ของพอลิเมอร์
ว 3.1 ม.4-6/9 อธบิ ายการนาพอลิเมอรไ์ ปใช้ประโยชน์ รวมทงั้ สบื ค้นและอภปิ รายความกา้ วหน้า
ทางเทคโนโลยีที่นา มาใชใ้ นการพฒั นาผลติ ภณั ฑ์พอลิเมอร์
ว 3.1 ม.4-6/10 อธิบายกระบวนการกลั่นน้ามันดิบและการแยกแก๊สธรรมชาติ พร้อมทั้งสืบค้น
ขอ้ มลู และอภปิ รายการนา ผลิตภัณฑท์ ไ่ี ดไ้ ปใช้ประโยชน์
ว 3.1 ม.4-6/11 อธิบายเลขออกเทน เลขซีเทน แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล แกส๊ CNG และ LPG
จุดประสงค์การเรียนรู้
6
1.บอกความแตกต่างระหว่างสารประกอบอินทรยี ์กบั สารประกอบอนนิ ทรียไ์ ด้
2.อธิบายเหตผุ ลที่ทาให้มสี ารประกอบอนิ ทรยี เ์ ปน็ จานวนมากได้
3.เขียนสตู รโครงสรา้ งของสารประกอบอินทรีย์ในรปู สตู รแบบลิวอิส แบบย่อ แบบผสม แบบเสน้ และ
มมุ
4.เขียนไอโซเมอร์โครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์ประเภทต่างๆได้
5.ระบุประเภทของสารประกอบอินทรียโ์ ดยใช้หมูฟ่ ังก์ชนั เปน็ เกณฑ์ พร้อมทงั้ ยกตัวอย่างได้
6.บอกประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนโดยใช้พันธะในโมเลกุล และสมบัติบางประการเป็น
เกณฑ์ พร้อมยกตวั อย่างได้
7.อธิบายความแตกตา่ งระหวา่ งซสิ ไอโซเมอรก์ บั ทรานส์ไอโซเมอร์ พร้อมยกตวั อยา่ งได้
8.เรยี กชอ่ื สารประกอบอนิ ทรยี ป์ ระเภทตา่ งๆได้
9.สรุปความสัมพันธ์ระหว่างการละลายในน้า จุดหลอมเหลวและจุดเดือด กับจานวนอะตอม ของ
คารบ์ อนในโมเลกลุ ของสารประกอบอนิ ทรีย์ได้
10.เปรยี บเทียบจุดเดอื ดของสารประกอบอนิ ทรยี ์ชนิดตา่ งๆ ทมี่ มี วลโมเลกลุ ใกล้เคียงกันได้
11.อธิบายการเกิดปฏิกิริยาบางชนิดของสารประกอบอินทรีย์ประเภทต่าง พร้อมทั้งเขียนสมการเคมี
แสดงปฏิกิรยิ าที่เกิดขึ้นได1้ 2.บอกประโยชน์หรือโทษของสารประกอบอินทรยี ์บางชนิดได้
สาระสาคญั
ศึกษาความหมายของสารประกอบอินทรีย์และเคมีอินทรีย์ การเขียนสูตรโครงสร้างแบบลิวอิส แบบ
ย่อ แบบผสม แบบเส้นและมุม ทดลองการเกิดไอโซเมอร์ของสารประกอบอินทรีย์และหมู่อะตอม ที่แสดง
สมบัติเฉพาะของเอทานอลและกรดแอซีติก ศึกษาหมู่ฟังก์ชัน การจาแนกประเภทของสารประกอบอินทรีย์
โครงสร้าง การเขียนสูตร การเรียกช่ือ แนวโน้มของจุดหลอมเหลวและจุดเดือดการละลายในน้า ปฏิกิริยาบาง
ชนิด การนาไปใช้ประโยชน์ และอันตรายของสารรประกอบอินทรีย์ประเภท แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ แอ
กอฮอล์ ฟินอล อีเทอร์ แอลดีไฮด์ คีโตน กรดคาร์บอกซิลิก เอสเทอร์ เอมีน และเอไมด์ รวมทั้งศึกษาทดลอง
สมบตั ิบางประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน การเตรยี มเอสเทอร์จากปฏิกิริยาที่เรียกว่าเอสเทอรฟิ ิเคชัน
และปฏิกริ ิยาไฮโดรลิซิสของเอสเทอร์
สาระการเรียนรู้
เพื่อใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรู มีความรูความเขาใจเกี่ยวกับ
กระบวนการใชเทคโนโลยี เพ่ือใหดารงตนอยูในสังคมไดอยางมีความสุข ตระหนักในคณุ คา ภาคภมู ใิ จและหวง
แหนในความเปนชาติไทย และเปนสมาชิกท่ีดีของอาเซียน นาความรูไปใชในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร
จริยธรรม คุณธรรม และคานิยมท่ีดี โดยนอมนาหลักคิดตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีสวนรวมใน
การดูแลอนรุ กั ษสิ่งแวดลอม ซ่ึงถือเปนสวนหนง่ึ ทชี่ วยรกั ษาส่ิงมชี วี ิตตาง ๆ บนโลก
7
คาอธบิ ายรายวชิ า
ศกึ ษาเก่ียวกับสารประกอบอนิ ทรียท่ีมีพันธะเด่ียว พันธะคู หรอื พนั ธะสามท่ีพบในชีวิตประจาวัน สูตร
โครงสร างลิวอิส สูตรโครงสร างแบบย อ และสูตรโครงสร างแบบเส นของสารประกอบอินทรีย
โครงสราง ประเภทของสารประกอบอินทรียจากหมูฟงกชัน สูตรโครงสรางและเรียกช่ือประกอบอินทรีย
ประเภทตาง ๆ ที่มีหมูฟงกชันไมเกิด 1 หมู ตามระบบ IUPAC เขียนไอโซเมอรโครงสรางของสารประกอบ
อินทรียประเภทตาง ๆ เปรียบเทียบจุดเดือดและการละลายํน้าของสารประกอบอินทรียที่มีหมูฟงกชัน ขนาด
โมเลกุล หรือโครงสรางตางกัน ประเภทของสารประกอบไฮโดรคารบอน ผลิตภัณฑจากปฏิกิริยาการเผาไหม
ปฏิกิริยากับโบรมีน หรือปฏิกิริยากับโพแทสเซียนเปอรแมงกาเนต สมการเคมีและอธิบายการเกิดปฏิกิริยาเอ
สเทอริฟเคชันและปฏิกิริยาสะปอนนิฟเคชัน ทดสอบปฏิกิริยาเอสเทอริฟเคชัน ปฏิกิริยาไฮโดรลิซิส และ
ปฏิกิริยาสะปอนนิฟเคชัน สืบคนขอมูล และนาเสนอตัวอยางการนาสารประกอบอินทรียไปใชประโยชนใน
ชีวิตประจาวันและอุตสาหกรรม ประเภทของปฏิกิริยาการเกิดพอลิเมอรจากโครงสรางของมอนอเมอรหรือ
พอลิเมอร ความสัมพันธระหวางโครงสราง และสมบัติของพอลิเมอร รวมทั้งการนาไปใชประโยชน ประเภท
ของพลาสติก และผลิตภัณฑยาง รวมท้ังการนาไปใชประโยชน การสังเคราะหพอลิเมอรที่มีตอสมบัติของพอลิ
เมอร สืบคนขอมูล และนาเสนอตัวอยางผลกระทบจากการใชและการกาจัดผลิตภัณฑพอลิเมอรและแนวทาง
แกไข กาหนดปญหา และนาเสนอแนวทางแกปญหาโดยใชความรูทางเคมีจากสถานการณท่ีเกิดข้ึนใน
ชีวิตประจาวัน การประกอบอาชีพ หรืออุตสาหกรรม แสดงหลักฐานถึงการบูรณาการความรู ทางเคมีรวมกับ
สาขาวิชาอ่ืน รวมท้ังทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตรหรือกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเนน
การคิดวิเคราะหการแกปญหา และความคิดสรางสรรค เพ่ือแกปญหาในสถานการณหรือประเด็นท่ีสนใจ
นาเสนอผลงานหรือชิ้นงานที่ได จากการแก ป ญหาในสถานการณ หรือประเด็นท่ีสนใจโดยใช เทคโนโลยี
สารสนเทศ แสดงหลักฐานการเขารวมการสัมมนา การเขารวมประชุมวิชาการ หรือการแสดงผลงานส่ิง
ประดิษฐในงานนิทรรศการโดยใชกระบวนการทางวิทยาศาสตร กระบวนการสืบเสาะหาความรู การสืบคน
ขอมลู การสารวจ การตรวจสอบ การสังเกต การวิเคราะห การทดลอง การอภิปราย การอธิบายและสรปุ
เพ่ือใหเกิดความรู ความคิด ความเขาใจ สามารถส่ือสารส่ิงที่เรียนรู มีความรูความเขาใจเก่ียวกับ
กระบวนการใชเทคโนโลยี เพื่อใหดารงตนอยูในสังคมไดอยางมีความสุข ตระหนักในคุณคา ภาคภูมิใจและ
หวงแหนในความเปนชาติไทย และเปนสมาชิกที่ดีของอาเซียน นาความรูไปใชในชีวิตประจาวัน มีจิตวิทยา
ศาสตร จรยิ ธรรม คุณธรรม และคานิยมท่ีดี โดยนอมนาหลักคดิ ตามแนวปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีสวนร
วมในการดูแลอนุรกั ษสิ่งแวดลอมซึ่งถอื เปนสวนหนึง่ ท่ีชวยรักษาสง่ิ มชี ีวติ ตาง ๆ บนโลก
ผลการเรียนรู
1. สืบคนขอมูลและนาเสนอตัวอยางสารประกอบอนิ ทรียทีม่ ีพันธะเดี่ยว พันธะคู หรอื พนั ธะสามท่ีพบ
ในชีวิตประจาวัน
2. เขียนสูตรโครงสรางลิวอิส สูตรโครงสรางแบบยอ และสูตรโครงสรางแบบเสนของสารประกอบ
อนิ ทรีย
3. วิเคราะหโครงสราง และระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรยี จากหมฟู งกชนั
8
4. เขียนสูตรโครงสรางและเรียกช่ือประกอบอินทรียประเภทตาง ๆ ท่ีมีหมูฟงกชันไมเกิน 1 หมู ตาม
ระบบ IUPAC
5. เขยี นไอโซเมอรโครงสรางของสารประกอบอนิ ทรยี ประเภทตาง ๆ
6. วิเคราะห และเปรียบเทียบจุดเดือดและการละลายํน้าของสารประกอบอินทรีย ที่มีหมูฟงกชัน
ขนาดโมเลกลุ หรอื โครงสรางตางกนั
7. ระบุประเภทของสารประกอบไฮโดรคารบอน และเขียนผลิตภัณฑจากปฏิกิริยาการเผาไหม
ปฏกิ ริ ิยากบั โบรมนี หรือปฏกิ ริ ิยากบั โพแทสเซียนเปอรแมงกาเนต
8. เขยี นสมการเคมแี ละอธิบายการเกดิ ปฏิกริ ิยาเอสเทอรฟิ เคชนั และปฏิกิรยิ าสะปอน-นิฟเคชนั
9. ทดสอบปฏกิ ริ ยิ าเอสเทอริฟเคชัน ปฏกิ ริ ยิ าไฮโดรลซิ ิส และปฏกิ ริ ิยาสะปอนนิฟเคชัน
10. สืบคนขอมูล และนาเสนอตัวอยางการนาสารประกอบอินทรียไปใชประโยชนในชีวิตประจาวัน
และอุตสาหกรรม
11. ระบุประเภทของปฏกิ ริ ยิ าการเกดิ พอลเิ มอรจากโครงสรางของมอนอเมอรหรือพอลเิ มอร
12. วิเคราะห และอธิบายความสัมพันธระหวางโครงสราง และสมบัติของพอลิเมอรรวมทั้งการนาไป
ใชประโยชน
13. ทดสอบ และระบปุ ระเภทของพลาสตกิ และผลติ ภัณฑยาง รวมท้งั การนาไปใชประโยชน
14. อธิบายผลของการปรับเปล่ียนโครงสร าง และการสังเคราะห พอลิเมอรท่ีมีตอสมบัติของ
พอลเิ มอร์
15. สืบคนขอมูล และนาเสนอตัวอยางผลกระทบจากการใชและการกาจัดผลิตภัณฑพอลิเมอรและ
แนวทางแกไข
16. กาหนดปญหา และนาเสนอแนวทางแกปญหาโดยใชความรูทางเคมีจากสถานการณท่ีเกิดข้ึนใน
ชีวติ ประจาวัน การประกอบอาชพี หรืออตุ สาหกรรม
17. แสดงหลักฐานถึงการบูรณาการความรูทางเคมีรวมกับสาขาวิชาอ่ืน รวมท้ังทักษะกระบวนการ
ทางวทิ ยาศาสตรหรอื กระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม โดยเนนการคดิ วเิ คราะห
การแกปญหา และความคดิ สรางสรรค เพอ่ื แกปญหาในสถานการณหรือประเด็นทีส่ นใจ
18. นาเสนอผลงานหรือช้ินงานท่ีไดจากการแกปญหาในสถานการณหรือประเด็นท่ีสนใจโดยใช
เทคโนโลยสี ารสนเทศ
19. แสดงหลักฐานการเขารวมการสัมมนา การเขารวมประชุมวิชาการ หรือการแสดงผลงานสิ่ง
ประดษิ ฐในงานนทิ รรศการ
รวมทง้ั หมด 19 ผลการเรยี นรู้
9
โครงสร้างรายวชิ า
รายวชิ า ว33225 เคมี 5 กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์
ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรยี นท่ี 1 จานวน 1.5 หน่วยกติ เวลา 60 ช่วั โมง
หน่วย ชื่อหนวยการ สาระการเรียนรู้ เวลา นา้ หนัก
ท่ี เรยี นรู ชัว่ โมง คะแนน
ปฐมนเิ ทศนักเรยี น 2
พนั ธะของคาร์บอนในสารประกอบอินทรีย์ 5
สูตรโครงสรา้ งของสารประกอบอินทรยี ์ 5
แอลเคน 2
แอลคนี 2
แอลไคน์ 2
1 เคมอี นิ ทรีย์ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนแบบวง 3
สารประกอบอะโรมาตกิ ไฮโดรคาร์บอน 3 40
สารประกอบอะโรมาตกิ ไฮโดรคารบ์ อน 3
ไอโซเมอร์ 4
สมบัติของสารประกอบอนิ ทรีย์ 4
ปฏกิ ริ ยิ าเคมขี องสารประกอบอินทรยี ์ 3
สารประกอบของคารบ์ อนท่ีมีหม่อู ะตอมแสดงสมบัติเฉพาะ 4
แอลกอฮอล์ 3
กรดอินทรีย์ 3
2 พอลเิ มอร์ ปโิ ตรเลียม 3
โครงสรา้ งและสมบัติของพอลิเมอร์ 4 20
ผลติ ภัณฑจ์ ากพอลเิ มอร์ 3
รวม 58 60
สอบกลางภาคเรยี น 1 20
สอบปลายภาคเรยี น 1 20
รวมทงั้ หมด 60 100
10
แผนการจดั การเรยี นรรู้ ายหน่วย
หน่วยท่ี 1 เคมอี นิ ทรยี ์
11
แผนการจดั การเรียนรู้
สาระการเรียนรู้…วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี….. รายวชิ า…..เคมี 5 …..
ชนั้ …….มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6……. ภาคเรยี นท่ี…1…. ปีการศึกษา…2564…….
หน่วยการเรยี นรู้ที่….1…….. เรอ่ื ง……การปฐมนิเทศนักเรยี น เวลา……2….. ช่วั โมง
สาระสาคญั
นักเรยี นทราบโครงสร้าง จดุ มุ่งหมายของหลกั สตู ร คาอธบิ ายรายวชิ า ผลการเรยี นรู้ และรายละเอยี ด
อ่ืน ๆ เก่ียวกับการเรียนการสอนเป็นสิ่งสาคัญท่ีจะทาให้ผู้เรียนได้รู้แนวทางการเรยี นและทาให้การเรียนนั้นได้
ผลสัมฤทธิต์ รงตามจุดประสงค์ท่ีกาหนดไว้
ผลท่ีคาดหวงั
สรุปความร้ทู ่ัวไปเกีย่ วกับการเรียนรายวิชาเคมี 5 ได้
จดุ ประสงค์
1. 1. บอกผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวังรายวิชาเคมี 5 ได้
2. 2. อธบิ ายวธิ ีการศกึ ษาในรายวชิ าเคมี 5 ได้
3. 3. บอกวิธีการประเมนิ ผลการเรยี นรายวชิ าเคมี 5 ได้
4. 4. อธบิ ายความรู้พ้นื ฐานเกยี่ วกบั รายวชิ าเคมี 5 ได้
เนอ้ื หา
1) หน่วยการเรียนรูว้ ชิ าเคมี 5 ว33225 ท่จี ะเรียนในภาคเรยี นท่ี 1 มี 2 หน่วย คือเคมีอินทรยี ์ และ พอลิเมอร์
2) หลกั เกณฑ์การวัดผลและการให้คะแนน มีดังน้ี
1. คะแนนจากการประเมนิ 5 รายการ 20 คะแนน (ประเมินก่อนกลางภาคและ
หลังกลางภาค ไดแ้ ก่ การสังเกต / การตง้ั ปญั หา / การออกแบบการทดลอง / การทดลอง /
การวิเคราะหข์ อ้ มลู และการลงข้อสรปุ )
2. คะแนนคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ 10 คะแนน ( มีระเบียบวินัย / มคี วามรบั
ผิดชอบ / มคี วามตรงตอ่ เวลา / ใฝร่ ู้ ใฝเ่ รยี น / มคี วามคดิ ริเรมิ่ สรา้ งสรรค)์
3. คะแนนทดสอบทา้ ยบท/กลางภาค/ปลายภาค 70 คะแนน
2. ข้อตกลงเก่ียวกับหลักการ ข้อปฏบิ ัติและกฎระเบยี บในการเรียนการสอนในหอ้ งเรยี น
1. นักเรยี นต้องเขา้ เรียนไม่ตา่ กว่า 80 เปอรเ์ ซ็นต์ ของเวลาเรียนท้ังหมด
2. ไมห่ ยอกลอ้ พูดคยุ เสยี งดงั หรือสง่ เสยี งรบกวน ในเวลาเรยี น
3. นักเรียนต้องเขา้ ชน้ั เรียนให้ตรงเวลา
12
4. หากมคี วามจาเป็นตอ้ งออกจากหอ้ ง ตอ้ งขออนญุ าตครผู ู้สอนก่อนทุกครงั้
5. ไมน่ าอาหารมารับประทานในหอ้ งเรยี นขณะครสู อน
6. หากมีขอ้ สงสยั ขณะเรยี น ใหส้ อบถามครไู ด้ทนั ที
7. อนื่ ๆ (ถ้ามี)
คณุ ธรรมและจริยธรรมท่ีตอ้ งการเน้น
สามัคคี พฤติกรรมท่ีบ่งชี้ คือ ให้ความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงานของส่วนรวมให้สาเร็จ
ลุล่วง ไม่พูดหรือไม่ทาในส่ิงที่ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ เสียสละทรัพย์, เวลา, กาลังกาย ความรู้
ความสามารถเพื่อใหง้ านส่วนรวมประสบผลสาเรจ็
กิจกรรมการเรียนการสอน
ข้ันนา
1. ครูกล่าวสวสั ดีนักเรยี น และแนะนาตัวเอง โดยบอกชอ่ื นามสกลุ พรอ้ มทัง้ เขยี นบนกระดาน
2. ครูบอกภูมิลาเนา และสถาบันท่ีจบการศึกษา
3. สมุ่ สอบถามนกั เรียนว่าช่วงปิดภาคเรียนท่ีผ่านมา ไปทาอะไรบ้างและนาเข้าสู่เรอ่ื งทจ่ี ะเรียน
ขน้ั สอน
1. ครูบอกเนื้อหาที่จะเรียนในภาคเรียนที่ 2 จานวน 2 หน่วยการเรียนรู้ คือ เคมีอินทรีย์/ พอลิเมอร์ ครู
แจกผลการเรยี นรู้รายวิชา เคมี 5 ว33225 ที่เตรยี มมาและอภิปรายถงึ เนื้อหา/สาระการเรียนร้ทู ีจ่ ะเรยี นร่วมกัน
กบั นกั เรียน
2. ครูและนักเรียนตกลงหลกั เกณฑ์การวดั ผลและการให้คะแนนในสว่ นตา่ งๆรว่ มกัน โดยเขียน
บนกระดานจากคะแนนเตม็ 100 คะแนน เปน็ ดังนี้
1. คะแนนจากการประเมิน 5 รายการ 20 คะแนน (ประเมนิ กอ่ นกลางภาคและ
หลังกลางภาค ไดแ้ ก่ การสังเกต / การตัง้ ปัญหา / การออกแบบการทดลอง / การทดลอง /
การวิเคราะห์ขอ้ มลู และการลงข้อสรุป)
2. คะแนนคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ 10 คะแนน ( มรี ะเบียบวินยั / มีความรับ
ผิดชอบ / มีความตรงต่อเวลา / ใฝ่รู้ ใฝเ่ รียน / มีความคิดรเิ ริม่ สร้างสรรค์)
3. คะแนนทดสอบท้ายบท/กลางภาค/ปลายภาค 70 คะแนน
3. ข้อตกลงเก่ยี วกับหลักการ ข้อปฏิบัติและกฎระเบยี บในการเรียนการสอนในหอ้ งเรยี น ดังน้ี
1. นกั เรียนต้องเข้าเรียนไมต่ ่ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ของเวลาเรียนทั้งหมด
2. ไมห่ ยอกล้อ พดู คุยเสยี งดงั หรือสง่ เสยี งรบกวนเพ่ือนนักเรียน ในเวลาเรยี น
3. นักเรยี นต้องเขา้ เรยี นใหต้ รงเวลา
4. หากมีความจาเปน็ ตอ้ งออกจากหอ้ งเรียน ตอ้ งขออนุญาตครผู ู้สอนกอ่ นทุกครง้ั
13
5. ไม่นาอาหารมารับประทานในหอ้ งเรยี นขณะครสู อน
6. หากมีข้อสงสยั ขณะเรยี น ใหส้ อบถามครูไดท้ ันที
7. ข้อตกลงอื่นๆ โดยตกลงกับนักเรยี น ดังน้ี
- นกั เรียนทุกคนต้องมีสมุดเพ่ือจดบนั ทึกและทาแบบฝึกหัด คนละ 1 เล่ม
4. ครอู ธิบายเพม่ิ เติมเกยี่ วกับเนื้อหาและกจิ กรรมท่ีต้องปฏบิ ัติในการเรยี นการสอนซึ่งจะมีการทางาน
เป็นรายบุคคล และการทางานกลมุ่ แนะนาใหน้ กั เรยี นรถู้ ึงข้ันตอนการทางานกลุ่มซึ่งข้นั ตอนแรกโดยเลือกผู้นา
กลุ่มหรือประธาน รองประธาน เลขานุการ มีการวางแผนรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกมีการจัดแบ่ง
หน้าท่ี และมกี ารหมุนเวียนกันทาหนา้ ท่ี สง่ิ สาคัญในการทางานกลุ่มที่นกั เรยี นทุกคนควรปฏบิ ัติอย่างเคร่งครัด
คือ ความรับผิดชอบและการรักษาเวลา เพ่ือให้กระบวนการการทางานกลุ่มมีประสิทธิภาพและเสร็จตรงตาม
เวลาท่กี าหนด
5. ครูให้นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4 คน (โดยมีทั้งนักเรียนหญิงและนักเรียนชาย) เลือก
ประธาน รองประธาน เลขานุการ และกาหนดหน้าทด่ี งั นี้
ประธานทาหนา้ ที่วางระบบการทางาน แบ่งหนา้ ท่ี สรุปหัวข้อการทางาน
รองประธาน ทาหนา้ ท่ีออกแบบการทดลอง รบั อปุ กรณ์การทดลอง
เลขานุการ ทาหนา้ ที่จดบันทึกผลการทดลอง และเสนอผลงานกล่มุ หน้าชั้นเรยี น
สมาชกิ กลุ่ม ทาหนา้ ทร่ี ับสารเคมี และจดั อุปกรณเ์ พ่ือใชใ้ นการปฏิบตั ิการทดลอง
หน้าท่ีท้ัง 4 ตาแหน่ง จะหมุนเวียนกันทุกคาบท่ีมีการปฏิบัติการทดลอง เพ่ือให้นักเรียนมี
ความรู้ ความชานาญ และทกั ษะหลาย ๆ ดา้ น
6. ครูบอกห้องพักครู และโต๊ะที่ครูน่ัง เพ่ือให้นักเรียนที่มีข้อสงสัย หรือรับส่งแบบฝึกหัด สามารถ
ติดตอ่ ได้ถกู ตอ้ ง (หอ้ งวิทยาศาสตร์)
7. ครูแจกแบบแนะนาตนเอง ให้นักเรียนได้กรอกข้อมูลเพ่ือแนะนาตนเองให้ครูรู้จัก โดยใช้เวลา
ประมาณ 10 นาที ระหว่างที่นักเรียนกรอกข้อมูลครูเดินดูเพ่ือให้คาแนะนา จากนั้นครูสุ่มนักเรียนเพ่ือทา
ความรูจ้ ักประมาณ 5 คน
8. นักเรยี นทาแบบทดสอบวัดความรพู้ น้ื ฐาน รายวชิ าเคมี 5 ว 33225 แบบปรนยั มตี วั เลอื ก 4
ตวั เลอื ก ก, ข, ค และ ง จานวน 30 ขอ้ ใช้เวลา 30 นาที
9. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนยืมหนังสือเรียนวิชาเคมี 5 ของ สสวท. เพื่อใช้เป็นหนังสือประกอบการ
เรยี น/แหล่งสืบค้นเพ่ิมเตมิ
ข้นั สรปุ
1. ครูถามนักเรียนเก่ียวกับเรื่องที่ครกู ล่าวมาขา้ งตน้ ว่ามีอะไรบ้างมรี ายละเอยี ดที่สาคัญอย่างไร
(เรอ่ื งที่จะเรียน, หลักเกณฑ์การใหค้ ะแนน, กฎระเบยี บ ข้อตกลง ข้อควรปฏิบตั ิ กตกิ าใน
การเรยี นการสอน โดยมรี ายละเอยี ดทส่ี าคญั ตามท่กี ล่าวไว้ข้างต้น)
2. ครถู ามนักเรยี นวา่ ห้องพกั ครอู ย่ทู ่ไี หน (ห้องวิทยาศาสตร์)
14
3. ครูให้นักเรียนนาใบความรู้ท่ี 1 เร่ือง การตั้งช่ือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ไปศึกษา เพ่ือใช้เป็น
แนวทางประกอบการเรยี นในคาบต่อไป เปน็ การบ้าน
สือ่ การเรียนการสอน
1. ผลการเรยี นร้รู ายวิชาเคมี 5
2. แบบทดสอบวดั ความรู้ขั้นพ้ืนฐาน รายวิชาเคมี 5
3. แบบฟอรม์ แนะนาตนเองของนกั เรยี น
การวดั และประเมินผล
1. วดั ความเขา้ ใจเก่ยี วกับข้อตกลงกับนักเรยี นโดยดูจากการตอบคาถาม
2. วัดความสนใจของนักเรียน โดยดูจากความตั้งใจฟังขณะครูบรรยาย การกรอกข้อมูล แนะนา
ตนเอง การตอบคาถาม และข้อสงสัยเรือ่ งต่างๆกับครู
3. คะแนนแบบทดสอบวดั ความร้พู ้นื ฐานของนักเรียน
กิจกรรมเสนอแนะ ควรติดหลกั สตู รไว้หน้าหอ้ งเรยี น/สาเนาปดิ ลงในสมดุ บนั ทึกของนักเรยี น
15
บันทกึ ผลหลงั การสอน
รายวชิ า เคมี 5 (ว 33225) ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6 ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศกึ ษา 2564
แผนการจดั การเรียนรทู้ …ี่ ...เรือ่ ง……………………..…………..……………..เวลา ……ชว่ั โมง
1. จานวนนกั เรยี นท่ีใชส้ อน
ระดับชนั้ จานวนนักเรยี น ( คน)
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6/1
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/2
2. ผลการสอน
2.1) ความเหมาะสมของระยะเวลา ( ) ดมี าก ( ) ดี ( ) พอใช้ ( )
ต้องปรบั ปรุง
2.2) ความเหมาะสมของเนื้อหา ( ) ดีมาก ( ) ดี ( ) พอใช้ ( )
ต้องปรบั ปรงุ
2.3) ความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนการสอน ( ) ดีมาก ( ) ดี ( ) พอใช้ ( ) ต้อง
ปรับปรุง
2.4) ความเหมาะสมของส่ือการสอนท่ีใช้ ( ) ดีมาก ( ) ดี ( ) พอใช้ ( )
ตอ้ งปรบั ปรงุ
2.5) พฤติกรรม/การมีส่วนร่วมของนักเรียน ( ) ดีมาก ( ) ดี ( ) พอใช้ ( )
ตอ้ งปรบั ปรุง
2.6) ผลการปฏิบัติกิจกรรม/ใบกิจกรรม การทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น
1 การประเมินผลก่อนการเรียนโดยใช้แบบทดสอบชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 10 ข้อ พบว่า
นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย………จากคะแนนเต็ม…………..… มีนักเรียนร้อยละ ………. ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่าท่ี
กาหนดไวค้ ือร้อยละ 50
2. การประเมินผลหลังการเรียน โดยใช้แบบทดสอบชนิดปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน 10 ข้อ พบว่า
นักเรียนได้คะแนนเฉลี่ย………จากคะแนนเต็ม………….... มีนักเรียนร้อยละ …….…. ไม่ผ่านเกณฑ์ข้ันต่าท่ี
กาหนดไว้คอื ร้อยละ 60
3. การประเมินด้านทักษะกระบวนการ ผลการประเมินโดยใช้แบบสังเกตพฤติกรรมพบว่ามีนักเรียน
รอ้ ยละ ..……….. ผา่ นเกณฑ์การประเมิน และมนี ักเรียนรอ้ ยละ ………ไม่ผ่านเกณฑก์ ารประเมิน
3. ปญั หาและอปุ สรรค
……………………………………………………………………………………………………………………...…………………………………
…………………………………………………………………………………...……………………………………………………………………
4. ข้อเสนอแนะ/แนวทางแก้ไข
16
……………………………………………………………………………………………………………………...…………………………………
…………………………………………………………………………………...……………………………...…………………………………….
ลงชอ่ื ………………………. ผู้สอน/ผู้บนั ทึก ลงชื่อ .....................................ผู้อานวยการ
(………………………………………………) (………………………………………………)
…………/…………./………… ผู้อานวยการโรงเรยี นบางสะพานน้อยวิทยาคม
…………/…………./…………
17
แบบฟอรม์ แนะนาตนเองของนักเรียน
1.ช่อื ……………………………………...นามสกลุ ……………..……………ชอ่ื เลน่ ……………
เกดิ วัน…………..ท…่ี …… เดอื น……………………พ.ศ…………………อายุ……ปี
ความใฝ่ฝันในอนาคตอยากเป็น…………………………………………………………………….
ความสามารถพิเศษ…………………………………………………………………………………
คติประจาใจ………………………………………………………………………………………..
2.ท่อี ย่ขู องนกั เรยี นทีส่ ามารถติดต่อได้
สะดวก………………………………………………………………………………………………………….……………
โทร…………………………………
3. ช่ือเพอื่ นสนทิ ในโรงเรยี น
1)………………………………………………………ชัน้ …………………………………..
2)………………………………………………………ชั้น………………………………….
4. วชิ าทช่ี อบ……………………….………………………เพราะ…………………………………
วิชาทไี่ ม่ชอบ………………………..………………….เพราะ…………………………………
วชิ าเคมเี ป็นวิชาท่ี…………………………………………………………………….…………..
ตอ้ งการให้จดั การเรียนการสอนอยา่ งไรบ้าง…………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
………………………………………………………………………………………………………
เร่ืองท่ีอยากบอกให้ครผู ้สู อนทราบ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………
ความคาดหวังทมี่ ตี อ่ การเรียนวิชาเคมีกบั ครผู ู้สอน
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
…………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ………………………………………..
(…………………………………….….)
18
แบบทดสอบวัดความร้ขู ้ันพ้ืนฐาน
รายวิชาเคมี 5 ว 33225
****************************************************************************
คาชี้แจง 1. แบบทดสอบน้ีเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 30 ข้อ ข้อละ
1 คะแนน รวม 30 คะแนน
2. ใหน้ กั เรียนตอบโดยทาเครอื่ งหมายกากบาท( X ) ลงใน • ของตวั เลอื กในกระดาษคาตอบทีเ่ หน็ วา่
ถูกต้องท่สี ดุ เพยี งข้อละตัวเลือกเดยี ว
1. ข้อใดเปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนท้ังหมด
1. ลูกเหม็น, โทลูอนี 2. น้าหอม, น้ามนั มะพร้าว
3. ไซโคลเฮกซีน, โปรตีน 4. คารโ์ บไฮเดรต, ไขมัน
2. เพราะเหตใุ ดคารบ์ อนจงึ เกดิ สารประกอบเป็นจานวนมากได้
1. คาร์บอนสามารถเกิดสารประกอบโคเวเลนตไ์ ด้
2. คาร์บอนแต่ละอะตอมสามารถใช้อเิ ลก็ ตรอนร่วมกันเองได้
3. คารบ์ อนแต่ละอะตอมสามารถใช้อเิ ล็กตรอนรว่ มกบั อะตอมอืน่ ได้
4. ถกู ท้ัง 1, 2 และ 3
3. ข้อความตอ่ ไปน้ี ข้อใดไม่ถูกต้อง
1. แอลคิลคือแอลเคนท่ี H หายไป 1 อะตอม
2. สารประกอบของ C ทุกชนดิ จดั เปน็ สารอินทรยี ์
3. สารอินทรยี ์ประเภทแอลเคนไม่เกิดปฏิกริ ิยาการเติม
4. สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนทุกชนดิ ไมล่ ะลายน้าเพราะไม่มขี ว้ั
4. A และ B ต่างกเ็ ป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน เมือ่ นาสาร A และ B ไปเผาพบวา่ A มคี วันและ
เขมา่ เกิดข้นึ B ไมเ่ กดิ ควันและเขม่า ข้อสรุปท่ีควรเป็นไปได้คือขอ้ ใด
1. นา A มาทาปฏิกริ ยิ ากับ B จะไดโ้ คพอลเิ มอร์
2. ต้องใชพ้ ลงั งานสลายพันธะของ A มากกวา่ B
3. อตั ราสว่ นจานวนอะตอม C กับไฮโดรเจนของ A นอ้ ยกว่า B
4. เม่อื นา A และ B มาทาปฏิกิรยิ ากบั โบรมนี จะเกิดปฏิกิริยาแทนที่ขน้ึ ได้ O
5. สารประกอบที่มีหมู่ฟังกช์ ันเปน็ - C – O - จะเตรียมไดจ้ ากข้อใด
1. นา้ กบั เอสเทอร์ 2. กรดอนิ ทรยี ์กับเบส
3. กรดอินทรีย์กับแอลดีไฮด์ 4. กรดอนิ ทรยี ก์ ับแอลกอฮอล์
6. ผลการศกึ ษาไฮโดรคาร์บอนชนดิ หนงึ่ พบว่า
1. มีโครงสรา้ งไม่เป็นวง 2. เปน็ ของเหลวระเหยง่าย
19
3. ไม่ฟอกจางสดี า่ งทบั ทิม 4. ไม่ทาปฏกิ ิรยิ ากับ Br2 ใน CCl4 ในทม่ี ืด
5. ทากบั Br2 ใน CCl4 ในท่ีทมี่ แี สงสวา่ ง ได้กา๊ ซที่เปน็ กรด
ไฮโดรคาร์บอนนค้ี วรเป็นสารใด
1. C3H6 2. C3H8 3. C6H12 4. C6H14
7. ข้อความต่อไปน้ีขอ้ ใด ไม่ถูกตอ้ ง
1. แอลกอฮอล์มีสตู รท่ังไปเปน็ R- OH สว่ น R ไม่มีขั้วและ OH มีขว้ั
2. แอลกอฮอล์โมเลกลุ ใหญล่ ะลายน้าได้นอ้ ย เพราะสว่ นท่ีไม่มขี ้ัวขนาดใหญ่กวา่ สว่ นที่มขี ว้ั
3. แอลกอฮอล์ ทมี่ จี านวน C เทา่ แอลเคนจะมจี ุดเดือดสงู กวา่ แอลเคน เพราะแอลกอฮอล์มพี ันธะ
ไฮโดรเจน
4. แอลกอฮอลท์ ม่ี ีจานวน C มากกวา่ จะมจี ดุ เดือดสงู กวา่ เพราะมโี มเลกุลขนาดใหญ่ จงึ มพี ันธะ
ไฮโดรเจนแข็งแรงกวา่
8. สารตอ่ ไปนค้ี ู่ใดจดั เปน็ ไอโซเมอร์กนั O
1. HOCH2CH2OH , CH3COOH 2. CH3CH2CH2 C – H ,
3. CH3COOCH3 , CH3COOCH2CH3 4. CH3NHCH2CH3 , CH3CH2NHCH3
10. ข้อความต่อไปน้ี ข้อใดไม่ถกู ต้อง
1. เอมนี และเอไมด์เป็นสารทม่ี ักจะมีกลิ่นหอม 2. เอสเทอรห์ ลายชนดิ เป็นส่วนประกอบอยูใ่ นผลไม้
3. สแี ดงในแครอทและมะเขือเทศเกดิ จากสาร 4. แอลกอฮอล์ทาปฏกิ ริ ยิ ากบั กรดคารบ์ อกซลิ กิ
ประกอบแอลคนี เรียกว่า เอสเทอริฟเิ คชนั
20
เฉลยแบบทดสอบ วดั ความรู้ข้นั พนื้ ฐาน
รายวชิ าเคมี 5 ว 33225
1. 1
2. 4
3. 2
4. 2
5. 4
6. 4
7. 4
8. 2
9. 1
10. 1
*************************************************************************
21
แผนการจดั การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้…วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..
ช้ัน…….มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6……. ภาคเรยี นที่…1…. ปีการศึกษา…2564…….
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี….2…….. เรื่อง……พันธะของคาร์บอนในสารประกอบอินทรีย์ เวลา……5….. ชว่ั โมง
สาระสาคัญ
สารประกอบอนิ ทรียเ์ ป็นสารประกอบของคาร์บอน สว่ นใหญพ่ บในสงิ่ มชี วี ิต มีโครงสร้างหลากหลาย
และแบง่ ไดห้ ลายประเภท เนื่องจากธาตุคาร์บอนสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตคุ าร์บอนดว้ ยพนั ธะเดี่ยว
พนั ธะคู่ พนั ธะสาม นอกจากนี้ ยังสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กบั ธาตุอ่ืน ๆ ได้อกี ด้วย และมีการนา
สารประกอบอินทรยี ์ไปใช้ประโยชน์อยา่ งหลากหลาย โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์แสดงได้ดว้ ยสูตร
โครงสรา้ งลิวอิส สูตรโครงสรา้ งแบบย่อ หรอื สตู รโครงสร้างแบบเสน้
ผลการเรียนรู้
1. สบื ค้นข้อมูลและนาเสนอตัวอยา่ งสารประกอบอนิ ทรยี ์ที่มีพนั ธะเดี่ยว พนั ธะคู่ หรือพันธะสาม ท่ีพบ
ในชวี ิตประจาวนั
จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
1. อธิบายการเกดิ พนั ธะเคมขี องคาร์บอนในสารประกอบอินทรยี ์
2. สบื คน้ ขอ้ มูลและนาเสนอตัวอย่างสารประกอบอนิ ทรยี ์ท่ีมพี นั ธะเดยี่ ว พันธะคู่ หรือพันธะสาม ที่พบ
ในชวี ิตประจาวนั
เนื้อหาสาระ (รายละเอียดของเน้อื หา อยู่ในใบความร้ทู ่ี 1)
- พันธะของคารบ์ อนในสารประกอบอินทรยี ์
คุณธรรมและจริยธรรมท่ตี อ้ งการเนน้
สามคั คี พฤติกรรมทบี่ ง่ ช้ี คอื ให้ความรว่ มมือรว่ มใจในการปฏิบัติงานของสว่ นรวมให้สาเร็จลลุ ว่ ง ไม่
พูดหรือไม่ทาในสิ่งท่ีก่อใหเ้ กิดความแตกแยกในหมคู่ ณะ เสียสละทรัพย์, เวลา, กาลงั กาย ความรู้ความสามารถ
เพอื่ ใหง้ านส่วนรวมประสบผลสาเรจ็
การจดั กระบวนการเรียนรู้
1. ข้นั สรา้ งความสนใจ
22
1. ครนู าอภปิ รายถึงการแบ่งประเภทของสารท่ีพบในชีวิตประจาวนั ความหมายของสาร อนนิ ทรยี ์
สารอินทรยี ์และเคมีอินทรีย์ เพอื่ ให้ได้ข้อสรปุ เก่ียวกบั เคมีอินทรยี ว์ ่าเป็นวิชาท่ศี กึ ษาเก่ียวกับ สารประกอบของ
คาร์บอน ยกเว้น สารประกอบ อนินทรีย์ของคารบ์ อนบางชนิด
2. ครูนาอภิปรายเกย่ี วกับ สารทีม่ ธี าตุคาร์บอนเปน็ องคป์ ระกอบบางชนิดทีไ่ มจ่ ดั เปน็ สารประกอบ
อนิ ทรีย์ (เปน็ สารอนินทรีย)์ เชน่
1. สารท่ีเปน็ อญั รปู ของธาตคุ ารบ์ อน เช่น เพชร (C) แกรไฟต์ (C) ฟุลเลอรีน (C60)
2. ออกไซด์ของคารบ์ อน เชน่ คารบ์ อนมอนอกไซด์ (CO)
3. กรดคาร์บอนิก (H2CO3) และเกลือของกรดคาร์บอนิก เชน่ โซเดียมคารบ์ อเนต
(Na2CO3)โซเดยี มไฮโดรเจนคาร์บอเนต (NaHCO3)
4. เกลือออกซาเลต เช่น โซเดยี มออกซาเลต (Na2C2O4)
5. เกลอื ไซยาไนด์ เชน่ โพแทสเซยี มไซยาไนด์ (KCN)
6. เกลอื ไซยาเนต เช่น แอมโมเนียมไซยาเนต (NH4OCN)
7. เกลอื ไทโอไซยาเนต เชน่ โพแทสเซียมไทโอไซยาเนต (KSCN)
8. เกลอื คาร์ไบด์ เชน่ แคลเซียมคารไ์ บด์ (CaC2)
อย่างไรก็ตาม สารบางชนดิ อาจพิจารณาได้ยากหรือยงั ไม่สามารถสรปุ ได้วา่ จดั เปน็ สารอินทรีย์หรอื สา
รอนนิ ทรยี ์ เช่น ไฮโดรเจนไซยาไนด์ (HCN) คารบ์ อนเตตระคลอไรด์ (CCl4)
2. ขั้นสารวจและค้นหา
1. ครแู จง้ ผลการเรยี นรูแ้ ละจุดประสงค์การเรยี นรู้
2. ครทู บทวนความร้เู กี่ยวกบั พนั ธะโคเวเลนต์ของธาตคุ าร์บอนตามกฎออกเตต โดยใชต้ ัวอยา่ ง
การเกดิ พันธะระหว่างอะตอมของคารบ์ อนด้วยกัน คารบ์ อนกบั ไฮโดรเจน หรอื กบั ธาตุชนดิ อ่ืนได้ โดย
ยกตวั อย่างสารในตาราง 12.1 ประกอบการอธบิ าย
3. ครใู หค้ วามรเู้ ก่ยี วกบั การเชอื่ มตอ่ กนั ระหว่างอะตอมของคาร์บอนในโมเลกุลของสารประกอบ
อนิ ทรยี ์แบบต่าง ๆ โดยใช้รูป 12.1 ประกอบการอธิบาย
4. ครูชี้ใหน้ กั เรียนเหน็ ว่า อะตอมของคาร์บอนสามารถเกิดพันธะโคเวเลนตก์ ับอะตอมของ
คารบ์ อนด้วยกันเองหรือกับธาตุอ่ืนดว้ ยรูปแบบพนั ธะและลกั ษณะการเชื่อมต่อที่หลากหลาย ทาให้มี
สารประกอบอินทรีย์จานวนมาก เพ่ือนาเขา้ สู่กิจกรรม 12.1
5. ครูใหน้ ักเรยี นทากิจกรรม 12.1 สบื คน้ ข้อมูลสารประกอบอนิ ทรีย์ที่พบในชวี ติ ประจาวนั ท้งั น้ี ครู
อาจใหน้ กั เรียนสืบค้นข้อมูลล่วงหนา้ และนาเสนอส่งิ ทน่ี ักเรยี นสบื ค้นขอ้ มูลในชนั้ เรียน
กิจกรรม 12.1 สืบค้นข้อมูลสารประกอบอินทรีย์ท่ีพบในชวี ิตประจาวนั (30 นาท)ี
จดุ ประสงคข์ องกิจกรรม
23
สบื ค้นข้อมลู และนาเสนอตวั อย่างสารประกอบอินทรีย์ท่ีมีพันธะเดี่ยว พันธะคู่ หรือพันธะสาม ท่ีพบใน
ชีวิตประจาวนั
ตวั อยา่ งผลการทากิจกรรม
-คาเฟอีน (caffeine) เปน็ สารที่พบได้ในเครื่องด่ืม เชน่ ชา กาแฟ นา้ อัดลม มฤี ทธกิ์ ระตุ้นระบบ
ประสาทสว่ นกลาง ทาให้ร่างกายเกดิ ความต่นื ตัว โดยโมเลกลุ ของคาเฟอนี ประกอบดว้ ยพนั ธะเดย่ี วและพนั ธะคู่
และมโี ครงสรา้ งแบบวง
-แกส๊ อะเซทิลนี (acethylene) เปน็ แกส๊ ไมม่ ีสี ไม่มีกลน่ิ เม่อื เผาแก๊สผสมของอะเซทลิ นี กบั แก๊ส
ออกซเิ จนในอัตราส่วนที่เหมาะสมจะไดเ้ ปลวไฟท่ีให้ความร้อนสงู ถงึ 3,000 องศาเซลเซียส จงึ นามาใชใ้ นการ
เชือ่ มและตัดโลหะได้ โมเลกุลของแก๊สอะเซทิลนี ประกอบด้วยพนั ธะเดย่ี วและพนั ธะสาม และมโี ครงสร้างแบบ
โซเ่ ปดิ
6. ครูและนกั เรยี นอภปิ รายร่วมกันเพ่ือสรุปความร้เู กย่ี วกบั พันธะของคาร์บอนในสารประกอบอนิ ทรีย์
วา่ สารประกอบอินทรีย์เป็นสารประกอบของคาร์บอน ส่วนใหญพ่ บในสง่ิ มีชวี ิต มีโครงสรา้ งหลากหลายและ
แบง่ ได้หลายประเภท เนื่องจากธาตุคารบ์ อนสามารถเกิดพนั ธะโคเวเลนตก์ บั ธาตุคารบ์ อนด้วยพันธะเดีย่ ว
พนั ธะคู่ หรือพันธะสาม นอกจากน้ี ยงั สามารถเกิดพนั ธะโคเวเลนต์กบั ธาตอุ ืน่ ๆ ได้อีกด้วย และมีการนา
สารประกอบอนิ ทรยี ไ์ ปใช้ประโยชน์อยา่ งหลากหลาย โดยอาจใชแ้ นวคาถามดังนี้
6.1 สารอนิ ทรยี ์และสารอนินทรยี ์แตกต่างกนั อย่างไร
6.2 วชิ าเคมีอนิ ทรยี ์ในปจั จบุ นั เปน็ วชิ าที่ศกึ ษาเกยี่ วกบั สงิ่ ใด
6.3 กล่มุ ของสารประกอบคาร์บอนที่มีเฉพาะธาตุคาร์บอนกบั ธาตุไฮโดรเจนเปน็
องค์ประกอบ เรียกว่าสารประกอบใด (สารประกอบไฮโดรคาร์บอน)
6.4 คาร์บอนในสารประกอบของคาร์บอนสามารถสร้างพนั ธะกบั คาร์บอนอะตอม
ด้วยกันเองดว้ ยพนั ธะชนิดใด
6.5 พนั ธะเด่ียว พนั ธะคู่ และพนั ธะสาม มีลักษณะอย่างไร
24
6.6 ธาตุคาร์บอนเกิดเปน็ สารประกอบได้เปน็ จานวนมาก เพราะเหตุใด
7. ครูเปดิ โอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเนอ้ื หา เร่ือง พนั ธะของคารบ์ อนในสารประกอบอินทรีย์ วา่ มสี ว่ น
ไหนท่ียังไมเ่ ข้าใจและให้ความรู้เพิ่มเตมิ ในส่วนน้ัน
3. ข้นั ลงข้อสรุป
1. นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลังเรยี น จานวน 10 ขอ้ 10 นาที
2. นักเรียนและครูร่วมกนั เฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมท้งั ชมเชยนกั เรียนทีผ่ ่านเกณฑ์ สาหรับ
นักเรียนทไ่ี มผ่ ่านเกณฑใ์ ห้เรียนซอ่ มเสริมต่อไป
3. ครูมอบหมายใหน้ กั เรียนไปศึกษาความรเู้ พม่ิ เตมิ และศกึ ษาเนอ้ื หา เร่ือง สูตรโครงสรา้ งของ
สารประกอบอินทรยี ์ ซึ่งจะเรียนในคาบต่อไปมาลว่ งหนา้
สอื่ การเรยี นการสอน
1. หนังสือเรยี นวชิ าเคมี 5
2. ใบความรทู้ ี่ 1 เรือ่ ง พนั ธะของคารบ์ อนในสารประกอบอนิ ทรีย์
3. แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรียน เรอ่ื ง พันธะของคารบ์ อนในสารประกอบอนิ ทรีย์
การวัดและประเมินผล
1. วัดผลตามจุดประสงค์การเรียนรู้
1. อธิบายการเกิดพันธะเคมขี องคารบ์ อนในสารประกอบอินทรยี ์
2. สบื คน้ ขอ้ มลู และนาเสนอตัวอย่างสารประกอบอนิ ทรียท์ ี่มีพนั ธะเดยี่ ว พันธะคู่ หรอื พันธะสาม
ทีพ่ บในชีวิตประจาวนั
2. วธิ ีวดั ผล
1. การตรวจแบบทดสอบก่อน-หลังเรยี น เรอ่ื ง พนั ธะของคาร์บอนในสารประกอบอินทรีย์
2. การสงั เกตพฤติกรรมสามัคคี
3. เครื่องมือวัดผล
3. แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรียน เรอื่ ง พนั ธะของคารบ์ อนในสารประกอบอินทรยี ์
4. แบบสังเกตพฤติกรรม
4. เกณฑ์การผ่าน
5. นกั เรียนทาแบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรยี น เรื่อง พันธะของคาร์บอนในสารประกอบ
อนิ ทรยี ์ ไดถ้ ูกต้องร้อยละ 50 ( 5 คะแนน) ยึดเกณฑก์ ารให้คะแนนดังนี้
คะแนน 9 – 10 คะแนน เกณฑ์ ดมี าก
คะแนน 7 – 8 คะแนน เกณฑ์ ดี
คะแนน 5 – 6 คะแนน เกณฑ์ พอใช้
คะแนน 0 – 4คะแนน เกณฑ์ ตอ้ งปรบั ปรุง
25
2. นกั เรยี นผ่านการประเมนิ พฤติกรรมท่ตี ้องการเนน้ รอ้ ยละ 80 โดยยดึ เกณฑ์การให้
คะแนนดังน้ี
คะแนนร้อยละ 90 – 100 เกณฑ์ ดมี าก
คะแนนร้อยละ 80 – 89 เกณฑ์ พอใช้
คะแนนร้อยละ 0 – 79 เกณฑ์ ตอ้ งปรบั ปรุง
กจิ กรรมเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………..………..………………………………………………
………………………………………………..………..……………………………………………………………………………………………….
.………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………..………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
26
แผนการจดั การเรยี นรู้
สาระการเรียนรู้…วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..
ชนั้ …….มธั ยมศึกษาปีที่ 6……. ภาคเรียนที่…1…. ปกี ารศึกษา…2564…….
หน่วยการเรียนรู้ที่….3…….. เร่อื ง……สตู รโครงสรา้ งของสารประกอบอนิ ทรยี ์ เวลา……5….. ชว่ั โมง
สาระสาคัญ
สารประกอบอินทรีย์เป็นสารประกอบของคาร์บอน ส่วนใหญ่พบในสิ่งมีชีวิต มีโครงสร้างหลากหลาย
และแบ่งได้หลายประเภท เน่ืองจากธาตุคาร์บอนสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตุคาร์บอนด้วยพันธะเด่ียว
พันธะคู่ พันธะสาม นอกจากน้ี ยังสามารถเกิดพันธะโคเวเลนต์กับธาตุอื่น ๆ ได้อีกด้วย และมีการนา
สารประกอบอินทรีย์ไปใช้ประโยชน์อย่างหลากหลาย โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์แสดงได้ด้วยสูตร
โครงสรา้ งลวิ อสิ สูตรโครงสรา้ งแบบยอ่ หรือสูตรโครงสรา้ งแบบเสน้
ผลการเรยี นรู้
2. เขียนสูตรโครงสร้างลิวอิส สูตรโครงสร้างแบบย่อและสูตรโครงสร้างแบบเส้นของสารประกอบ
อินทรีย์
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
1. เขียนสูตรโมเลกุล สูตรโครงสร้างลิวอิส สูตรโครงสร้างแบบย่อ และสูตรโครงสร้างแบบเส้นพันธะ
ของสารประกอบอินทรีย์
เนื้อหาสาระ (รายละเอยี ดของเน้ือหา อยู่ในใบความรู้ท่ี 2)
- สตู รโครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์
คุณธรรมและจริยธรรมทตี่ อ้ งการเน้น
สามัคคี พฤติกรรมท่ีบ่งช้ี คือ ให้ความร่วมมือร่วมใจในการปฏิบัติงานของส่วนรวมให้สาเร็จ
ลุล่วง ไม่พูดหรือไม่ทาในส่ิงที่ก่อให้เกิดความแตกแยกในหมู่คณะ เสียสละทรัพย์, เวลา, กาลังกาย ความรู้
ความสามารถเพือ่ ให้งานส่วนรวมประสบผลสาเรจ็
การจดั กระบวนการเรียนรู้
1. ขนั้ สร้างความสนใจ
27
1. ครูนาอภิปรายทบทวนความรู้เร่ือง พันธะในสารประกอบอินทรีย์ ท่ีเรียนมาว่าประกอบด้วย พันธะ
เด่ียว พันธะคู่ และพันธะสาม และช้ีว่า ในการเขียนสูตรโครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์น้ัน สามารถเขียน
และนาเสนอได้หลายแบบ เช่น สูตรโครงสร้างลิวอิสแบบจุด (dot structure) สูตรโครงสรางลิวอิสแบบ dash
สูตรโครงสร้างแบบย่อ (condensed formula) และสูตรโครงสร้างแบบเส้นและมุม (bond-line formula)
ซึ่งจะได้ศึกษาในวันน้ี
2. ขั้นสารวจและค้นหา
1. ครูแจง้ ผลการเรยี นรแู้ ละจุดประสงค์การเรยี นรู้
2. ครูให้นักเรียนพิจารณาตาราง 12.2 (ซ่ึงประกอบด้วย ช่ือสาร สูตรโมเลกุล สูตรโครงสร้าง(สูตร
โครงสร้างลิวอิส และสูตรโครงสร้างแบบย่อ) หรือพิจารณาจากตารางด้านล่างน้ี แล้วใช้คาถามว่า สูตร
โครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์แบบใดที่สามารถรถเขียนได้ง่ายกว่า ซึ่งควรได้คาตอบว่า สูตรโครงสร้าง
แบบยอ่ เพอ่ื นาเข้าสวู่ ิธีการเขียนสูตรโครงสร้างแบบย่อ
3. ครอู ธิบายวิธกี ารเขยี นสูตรโครงสร้างแบบยอ่ โดยใชต้ าราง 12.2 ประกอบการอธิบายและช้ีให้เห็น
ว่า
- สูตรโครงสร้างแบบย่อ แสดงเฉพาะสัญลักษณ์ของธาตุ พันธะคู่หรือพันธะสามระหว่าง
อะตอมของคารบ์ อน และตัวเลขท่แี สดงจานวนอะตอม โดยไม่จาเป็นต้องแสดงพนั ธะเดยี่ ว
- ถ้ามกี ล่มุ อะตอมที่ซ้ากันมากกว่า 1 กลมุ่ ทีต่ ่อกัน หรอื ต่อกับอะตอมเดียวกนั อาจเขยี นไว้ใน
วงเลบ็ และใช้ตัวเลขแสดงจานวนกล่มุ อะตอม
- โครงสร้างแบบวงให้แสดงพันธะเดี่ยวระหว่างอะตอมของคาร์บอนภายในวงและพันธะของ
อะตอมทีไ่ ม่ใช่ไฮโดรเจนทีเ่ ชื่อมต่อกับวง
28
- สูตรโครงสร้างแบบย่ออาจแสดงพันธะเดี่ยวระหว่างอะตอมที่ไม่ใช่ไฮโดรเจนเพ่ือความ
ชดั เจน
4. ครูให้นักเรียนพิจารณาตาราง 12.3 แล้วใช้คาถามนาว่า เส้นและมุมในสูตรโครงสร้างแบบเส้น
พนั ธะแสดงถึงอะไร เพอื่ นาเข้าสู่การเขยี นสูตรโครงสร้างแบบเสน้ พนั ธะ
5. ครูอธิบายวิธีการเขียนสูตรโครงสร้างแบบเส้นพันธะ โดยใช้ตาราง 12.3 ประกอบการอธิบายและ
ชใี้ หเ้ ห็นวา่
- สูตรโครงสร้างแบบเส้นพันธะ นิยมแสดงเส้นพันธะระหว่างอะตอมที่ไม่ใช่ไฮโดรเจน และ
เชื่อมต่อกนั ในลักษณะเสน้ ซกิ แซก็
- โซก่ ่ิงจะแสดงด้วยเส้นตรงที่ตอ่ ออกมาจากมุมของเสน้ ซิกแซ็ก
- มุมระหว่างพันธะเด่ียวกับพันธะสามในสูตรโครงสร้างแบบเส้นพันธะ ให้เขียนเป็นเส้นตรง
ตามมุมพันธะจริง (180o)
- โครงสร้างแบบวงจะแสดงดว้ ยรปู เหลีย่ มดา้ นเทา่
- โครงสร้างท่ีมีอะตอมของธาตุอื่น เช่น ออกซิเจน ไนโตรเจน ต้องแสดงสัญลักษณ์ของธาตุ
และอะตอมไฮโดรเจนที่ตอ่ กบั ธาตเุ หล่านัน้ ด้วย
6. ครูให้นักเรียนพิจารณาตาราง 12.4 แล้วใช้คาถามนาว่า โมเลกุล CH4 มีรูปร่างโมเลกุลเป็นแบบใด
และสตู รโครงสรา้ งลวิ อสิ แสดงรูปรา่ งโมเลกลุ หรอื ไม่ เพื่อนาเขา้ สแู่ บบจาลองโมเลกลุ 3 มิติ
สตู รโครงสร้างลิวอิส
CH4 แบบจาลองโมเลกุล 3 มิติ CH4
7. ครูชีใ้ ห้เหน็ วา่ สตู รโครงสรา้ งลวิ อิสเปน็ การแสดงการเช่ือมต่อกันของอะตอมในโมเลกุลด้วยรปู 2
มิติ โดยไม่ได้แสดงถึงรูปรา่ งโมเลกลุ หรือตาแหน่งของอะตอมใน 3 มิติ จากน้นั ครูต่อแบบจาลองโมเลกลุ ของ
มเี ทนแลว้ เปรยี บเทียบกบั ภาพแบบจาลองโมเลกุล 3 มติ ิ ในตาราง 12.4 ทง้ั นีค้ รอู าจให้นักเรยี นต่อแบบจาลอง
โมเลกลุ อื่น ๆ ในตาราง 12.4
29
8. ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนสอบถามเน้อื หา เร่ือง สตู รโครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์ ว่ามสี ว่ น
ไหนท่ยี ังไมเ่ ขา้ ใจและใหค้ วามรู้เพม่ิ เตมิ ในสว่ นนน้ั
3. ขนั้ ลงข้อสรุป
1. ครูให้นักเรียนทาแบบฝึกหัด 12.1 เพ่ือทบทวนความรู้ โดยนามาอภิปรายและเฉลยคาตอบร่วมกัน
ในชัน้ เรียน (อาจใชเ้ วลาในส่วนนี้ ราว 1-2 ชั่วโมง)
3. ครูมอบหมายให้นักเรียนไปศึกษาความรู้เพ่ิมเติมและศึกษาเน้ือหา เรื่อง หมู่ฟังก์ชัน
ซงึ่ จะเรียนในคาบต่อไปมาลว่ งหน้า
สือ่ การเรยี นการสอน
1. หนงั สอื เรยี นวชิ าเคมี 5
2. ใบความรทู้ ่ี 2 เรื่อง สูตรโครงสร้างในสารประกอบอนิ ทรีย์
3. แบบจาลองลูกกลมพลาสติกสดี า สขี าว และสีแดง พร้อมกา้ นพลาสติก
การวดั ผลประเมินผล
การวัดผล วธิ ีการวดั เครอ่ื งมอื วดั เกณฑ์การผา่ น
ประเมนิ ผลด้าน 1.แบบทดสอบหลงั เรียน 1. ทาแบบทดสอบถูก
ชนิดปรนยั 4 ตัวเลอื ก มากกวา่ หรือ เทา่ กับ 6
1. ดา้ นความรู้ 1.วัดจากแบบทดสอบ จานวน 10 ข้อ ขอ้ ข้นึ ไป
แบบสังเกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ขนึ้
ความเขา้ ใจ ทางาน ไป
2. ดา้ นทกั ษะ สังเกตจากการปฏบิ ตั ิ แบบสงั เกตพฤติกรรมความ ได้คะแนนในระดับ 2 ข้นึ
กระบวนการ ตามใบงาน สนใจและตง้ั ใจเรียน ไป
3. ด้าน การสังเกตพฤติกรรม
คุณลักษณะทีพ่ ึง ความสนใจ และตัง้ ใจ
ประสงค์ เรยี น
กจิ กรรมเสนอแนะ
………………………………………………………………………………………………..………..………………………………………………
………………………………………………………………………………………………..………..………………………………………………
………………………………………………………………………………………………..………..………………………………………………
………………………………………………………………………………………………..………..………………………………………………
30
แผนการจัดการเรียนรู้
สาระการเรยี นรู้…วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..
ชัน้ …….มธั ยมศึกษาปีที่ 6……. ภาคเรียนท่ี…1…. ปกี ารศกึ ษา…2564…….
หน่วยการเรยี นรูท้ ่ี….4…….. เรอ่ื ง……แอลเคน……… เวลา……2….. ช่ัวโมง
สาระสาคญั
สารประกอบอนิ ทรีย์มหี ลายประเภท การพจิ ารณาประเภทของสารประกอบอนิ ทรีย์อาจใช้หมฟู่ ังกช์ นั
เปน็ เกณฑจ์ ดั ไดเ้ ปน็ แอลเคน แอลคีน แอลไคน์ แอโรแมติกไฮโดรคาร์บอน แอลกอฮอล์ อีเทอร์ แอลดีไฮด์ คีโทน
กรดคารบ์ อกซิลิก เอสเทอร์ เอมนี และเอไมด์ โดยสารประกอบอินทรยี แ์ ต่ละประเภทมชี ่ือเรยี กทส่ี อดคล้องกับ
โครงสร้างและหมู่ฟงั ก์ชันตามระบบ IUPAC และบางชนิดอาจมีช่ือสามัญท่ียงั นยิ มใช้อยู่
แอลเคน เปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนประเภทอ่ิมตัว ทม่ี ีพันธะระหว่างคารบ์ อนอะตอมใน
โมเลกุลเป็นพนั ธะเดย่ี วท้ังหมด แอลเคนทาปฏิกิรยิ ากบั สารละลายโบรมีนในคารบ์ อนเตตระคลอไรด์ในที่
สว่าง เกิดปฏกิ ิรยิ าการเผาไหมท้ ีส่ มบูรณ์ใหเ้ ปลวไฟสวา่ ง ไมม่ คี วัน และเขม่า มีสูตรทวั่ ไป
CnH2n+2 สารประกอบในหมูน่ ี้ใช้เป็นเชอื้ เพลงิ และเปน็ สารตัง้ ต้นในอตุ สาหกรรมหลายชนดิ ในแงข่ องพิษภัยก็
มพี อสมควร คือถา้ สดู ดมไอของแอลเคนเข้าไปจะเกิดอนั ตรายตอ่ เน้ือเยือ่ ปอด หรอื ถ้าถกู ผิวหนงั จะเกิดการ
ระคายเคือง
ผลการเรียนรู้
3. วเิ คราะห์โครงสรา้ งและระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรยี ์จากหมู่ฟงั ก์ชัน
จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
1. วิเคราะหโ์ ครงสร้างและระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรียจ์ ากหมู่ฟงั ก์ชนั
(1) บอกสมบัติบางประการของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน (แอลเคน) ได้
(2) เขียนสตู รโมเลกลุ สูตรโครงสรา้ ง และเรยี กช่ือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
(แอลเคน) ได้
(3) บอกประโยชนแ์ ละโทษของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (แอลเคน) รวมทง้ั บอกวิธแี ก้ไข
เน้ือหา (รายละเอยี ดของเนื้อหา อย่ใู นใบความรู้ท่ี 3) แอลเคน
คณุ ธรรมและจริยธรรมทต่ี อ้ งการเนน้
ขยนั อดทน พฤติกรรมบง่ ชี้ คอื ทางานอย่างต่อเนอื่ งจนสาเร็จตามเปา้ หมาย ไม่หว่ันไหวตอ่ คา
วพิ ากษ์วิจารณ์ทเี่ ป็นตัวบน่ั ทอนการทางานให้สาเรจ็ ไมย่ ่อทอ้ ต่อปัญหาอปุ สรรค
31
การจดั กระบวนการเรียนรู้
1. ข้ันสร้างความสนใจ
1. ครใู ห้นกั เรียนจัดกลมุ่ สารทเี่ ป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนท่คี รูกาหนดให้ พร้อมท้ังใหเ้ หตุผลใน
การจัดกลุ่มน้ัน ตวั อย่างสารประกอบเปน็ ดังนี้
2. ครแู ละนกั เรยี นอภปิ รายรว่ มกนั โดยครชู ้ีใหเ้ หน็ วา่ สว่ นใดในโครงสร้างท่ีใช้ในการจดั กลมุ่ สาร เพ่ือ
นาเขา้ สหู่ มฟู่ ังกช์ นั
2. ขนั้ สารวจและค้นหา
1. ครูให้ความรู้เกี่ยวกับการแบ่งประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอนตามหมูฟ่ ังก์ชันได้เป็นแอ
ลเคน แอลคนี แอลไคน์ และแอโรแมติกไฮโดรครบ์ อน โดยใชต้ าราง 12.5 ประกอบการอธบิ าย โดยในวันนีจ้ ะ
ศึกษา สารประกอบไฮโดรคาร์บอน (แอลเคน)
2. ครนู าอภิปราย เพือ่ ให้ได้ขอ้ สรปุ เกยี่ วกบั แอลเคน ดังน้ี
- เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทอ่ิมตัวท่ีมีพันธะระหว่างคาร์บอนอะตอมในโมเลกุล เป็น
พันธะเดยี่ วท้งั หมด มสี ูตรทัว่ ไป คอื CnH2n+2
- มีจุดหลอมเหลวและจดุ เดอื ดตา่ จดุ เดือดจะเพ่ิมข้นึ ตามจานวนคาร์บอนอะตอมท่ีเพมิ่ ข้ึน
- แอลเคนมีได้ 3 สถานะ แต่เมื่อพิจารณาจากจุดหลอมเหลวและจุดเดือดจากข้อมูลที่มีอยู่พบว่า
แอลเคนท่ีมีคาร์บอน 1-4 อะตอม มีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดต่ากว่าอุณหภูมิห้องจะมีสถานะเป็นก๊าซ แอ
ลเคนท่ีมีคารบ์ อน 5-8 อะตอม มีจุดหลอมเหลวต่า แตม่ จี ดุ เดือดสงู กวา่ อณุ หภูมหิ อ้ ง จงึ มสี ถานะเป็นของเหลว
- เปน็ โมเลกลุ โคเวเลนต์ไม่มีขว้ั จึงไม่ละลายนา้
- ติดไฟง่าย ให้เปลวไฟสว่าง ไมม่ ีควนั และเขม่า (ครคู วรให้นักเรยี นท่อี าสาสมัครออกไปเขยี นสมการ
การเผาไหม้แอลเคน อาจเป็น C6H14 หรอื C8H18 หรอื สารใดกไ็ ด้)
- เกิดปฏกิ ริ ยิ าแทนทก่ี ับธาตแุ ฮโลเจนในที่สวา่ ง ไดผ้ ลติ ภณั ฑเ์ ป็นกา๊ ซ มสี มบตั ิเปน็ กรดเมอ่ื ละลาย
นา้
3. ครูให้นักเรียนศึกษาใบความรู้ที่ 3 เรื่อง แอลเคน ในหัวข้อการเรียกช่ือ แอลเคนและหมู่แอลคิล
พรอ้ มทงั้ ยกตัวอย่างประกอบการอธบิ ายไปดว้ ย จนกระทัง่ นกั เรยี นมีความเขา้ ใจดสี ามารถเรียกสารประกอบได้
อย่างนอ้ ยคนละ 10 ช่อื
32
3. ครูสุ่มตัวอย่างนักเรียนประมาณ 3-5 คนให้บอกช่ือสารตามที่ได้ศึกษามาจากใบความรู้
ที่ 3 เรื่อง แอลเคน และพจิ ารณาการเรยี กชื่อแอลเคนในหนงั สอื เรยี นวิชาเคมี 5 ด้วย
4. นกั เรียนศกึ ษาเพ่ิมเตมิ เก่ียวกบั ประโยชน์และโทษของแอลเคน ในใบความรู้
5. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสรุปสมบัติต่าง ๆ ของแอลเคน เพื่อความเข้าใจท่ีถูกต้อง ตรงกัน
จนเป็นท่ีพอใจของนกั เรยี นและครู บนั ทึกความรูท้ ีไ่ ดจ้ ากการอภปิ รายทั้งหมดลงในสมดุ งาน
6. ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนสอบถามเนื้อหา เรื่อง แอลเคน ว่ามีส่วนไหนท่ียังไม่เข้าใจและให้ความรู้
เพม่ิ เตมิ ในส่วนนัน้
3. ขั้นลงข้อสรุป
1. นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลังเรยี น เรอื่ ง แอลเคน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
2. นักเรียนและครรู ่วมกนั เฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมทงั้ ชมเชยนักเรยี นทีผ่ า่ นเกณฑ์ สาหรบั
นกั เรยี นทไ่ี ม่ผ่านเกณฑใ์ หเ้ รยี นซอ่ มเสริมต่อไป
3. ครมู อบหมายให้นักเรยี นไปศึกษาความร้เู พิ่มเตมิ และศกึ ษาเน้ือหา เรือ่ ง ประเภทของสารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อน-แอลคนี ซึง่ จะเรียนในคาบต่อไปมาล่วงหนา้
สื่อการเรียนการสอน
1. หนังสือเรยี นวชิ าเคมี 5
2. ใบความรทู้ ่ี 3 เรอ่ื ง แอลเคน
3. แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรยี น เร่ือง แอลเคน
4. แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
การวดั และประเมนิ ผล
การวัดผล วธิ ีการวดั เคร่ืองมือวัด เกณฑ์การผา่ น
ประเมินผลดา้ น
1. ดา้ นความรูค้ วาม 1.วดั จาก 1.แบบทดสอบหลงั เรียน ชนิด 1. ทาแบบทดสอบถกู
เขา้ ใจ แบบทดสอบ ปรนยั 4 ตวั เลือก จานวน 10 มากกว่าหรือ เทา่ กบั 6 ข้อ
ข้อ ขนึ้ ไป
2. ใบงานท่ี - 2. ทาถกู ต้อง 60% ขนึ้ ไป
2. วดั จากการตรวจ
ใบงานท่ี -
2. ดา้ นทักษะ สงั เกตจากการปฏิบตั ิ แบบสังเกตพฤติกรรมการ ได้คะแนนในระดับ 2 ขึ้นไป
กระบวนการ ตามใบงานท่ี - ทางาน
3. ดา้ น การสงั เกตพฤติกรรม แบบสังเกตพฤติกรรมความ ได้คะแนนในระดบั 2 ข้นึ ไป
คณุ ลักษณะท่ีพึง ความขยัน อดทน ขยัน อดทน
ประสงค์
33
กิจกรรมเสนอแนะ
..................................................................................................................................... .........................................
.......................................................................................... ....................................................................................
34
แบบทดสอบก่อน-หลงั เรยี น เรอื่ ง แอลเคน
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. บอกสมบตั ิบางประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน(แอลเคน)ได้
2. เขยี นสตู รโมเลกุล สตู รโครงสรา้ ง พร้อมทั้งเรยี กชื่อ แอลเคนได้
3. บอกประโยชนแ์ ละโทษของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (แอลเคน) รวมทงั้ บอกวธิ แี ก้ไข
คาช้ีแจง 1. แบบทดสอบน้ีเปน็ แบบปรนยั ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 10 ข้อ ขอ้ ละ 1 คะแนน
2.ใหน้ ักเรยี นตอบโดยทาเคร่ืองหมายกากบาท ( X ) ลงใน • ของตวั เลอื กในกระดาษคาตอบ
ท่เี ห็นวา่ ถูกตอ้ งท่สี ดุ เพยี งขอ้ ละตัวเลือกเดียว
1. สารใดทีไ่ ม่ทาปฏิกิรยิ ากบั Cl2 ในท่ีมดื แตท่ าปฏิกิริยาได้เม่ือมีแสงสว่าง
1. C2H2 2. C2H4 3. C2H6 4. C2H4Cl2 5. C2H2Cl2
ก. ขอ้ 1 และ 5 ค. ขอ้ 2 และ 3
ข. ขอ้ 3 และ 4 ง. ขอ้ 4 และ 5
2. จากปฏกิ ิริยาตอ่ ไปนี้ A คือสารใด
A + Cl2 แสงสว่าง
C5H11Cl + HCl
ก. บิวทนี ข. เพนทนี ค. บิวเทน ง. เพนเทน
3. เมอื่ เพนเทน (C5H12 ) ทาปฏิกิรยิ ากบั Cl2 ในท่ีสวา่ งจะเกิดกา๊ ซและปฏิกิริยาใด ?
ก. O2 ปฏิกิริยาแทนที่ ค. HCl ปฏกิ ิริยาแทนที่
ข. CO2 ปฏกิ ิรยิ ารวมตวั (การเติม) ง. HClO ปฏิกิรยิ ารวมตัว (การเติม)
4. เมอื่ นาสาร A, B และ C ซึ่งเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนมาทดลองสมบัติบางประการไดผ้ ลการ
ทดลองดังตาราง
สาร การเผาไหม้ การทาปฏกิ ริ ยิ ากับ การทาปฏิกิริยากบั สารละลาย การทาปฏิกิรยิ า
สารละลายโบรมนี ใน โบรมนี ในที่สวา่ ง กบั KMnO4
ทม่ี ืด
A ตดิ ไฟใหเ้ ปลว ไม่เปลยี่ นแปลง ไมเ่ ปล่ยี นแปลง ไมเ่ ปลีย่ นแปลง
ไฟสว่างมเี ขมา่
มาก
B ตดิ ไฟใหเ้ ปลว ไม่เปล่ียนแปลง สารละลายโบรมีนเปลี่ยนเป็นไมม่ ี ไมเ่ ปลี่ยนแปลง
ไฟสวา่ ง ไม่มี สี เกดิ ก๊าซท่ีเปลีย่ นสีกระดาษลติ มสั
เขม่า ช้ืนจากนา้ เงนิ เป็นแดง
35
C ตดิ ไฟใหเ้ ปลว สารละลายโบรมีน สารละลายโบรมนี เปล่ียนเปน็ ไม่มีสี ฟอกสีดา่ งทบั ทมิ
ไฟสวา่ ง มเี ขมา่ เปล่ียนเปน็ ไม่มีสี ได้
A, B และ C คือสารในข้อใดตามลาดับต่อไปนี้ ?
ก. C6H6 , C6H12 , C6H14 ค. C6H6 , C6H14 , C6H12
ข. C6H12 , C6H14 , C6H6 ง. C6H14 , C6H12 , C6H6
5. ผลจากการศกึ ษาสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนชนดิ หน่ึงพบว่า
1. เปน็ สารระเหยงา่ ย 3. สารประกอบน้ีมโี ครงสรา้ งไม่เปน็ วง
2. ไม่ฟอกจางสีด่างทับทมิ 4. ไม่ทาปฏกิ ิรยิ ากับโบรมีนใน CCl4 ในที่มดื
5. ทาปฏิกริ ิยากบั โบรมนี ใน CCl4 ท่ีมแี สงสว่าง เกดิ ก๊าซท่ีมีสมบัตเิ ป็นกรด
ข้อใดเป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ?
ก. C3H6 ข. C3H8 ค. C6H12 ง. C6H14
6. ขอ้ ใดถูกต้องเก่ยี วกบั สารประกอบแอลเคน
1. เปน็ โมเลกุลโคเวเลนต์ไมม่ ีข้ัว
2. มีกลิ่นเฉพาะตวั เช่น กา๊ ซที่เป็นก๊าซหงุ ตม้
3. ไม่ละลายน้าและมีความหนาแน่นน้อยกวา่ น้า
4. โมเลกลุ เลก็ จะเปน็ กา๊ ซ เมื่อใหญข่ ึน้ จะเป็นของเหลว และของแข็งในท่ีสดุ
ก. ขอ้ 1, 2 และ 3 ข. ข้อ 2, 3 และ 4 ค. ขอ้ 1, 3 และ 4 ง. ข้อ 1, 2, 3 และ 4
7. ปฏิกิริยาต่อไปนี้ เกดิ ข้นึ กับสารประกอบแอลเคนยกเว้นปฏิกิรยิ าใด ?
ก. การเตมิ ค. การแทนท่ี
ข. การสันดาป ง. การแตกสลาย
8. แอลเคนที่มีชื่อ IUPAC วา่ 2, 3, 5 - trimethylheptane เขียนสตู รโครงสรา้ งไดต้ ามขอ้ ใด ?
ก. CH3 - CH - CH - CH2 - CH - CH3
CH3 CH3 CH3
ข. CH3 - CH - CH - CH2 - CH2- CH3
CH3 CH3
ค. CH3 - CH -CH - CH2 - CH - CH2- CH3
CH3 CH3 CH3
ง. CH3 - CH - CH2 - CH2 - CH - CH - CH3
CH3 CH3 CH3
9. สารประกอบที่มสี ตู รโครงสร้างต่อไปนี้ อา่ นชอ่ื ในระบบ IUPAC อยา่ งไร ?
CH3
36
CH3 - C - CH2 - CH - CH2 - CH - CH2 - CH3
CH3 CH3 CH3
1. 3, 5, 7, 7 - tetramethyloctane
2. 2, 2, 4, 6 - tetramethyloctane
3. 2, 2 - dimethyl - 4 methyl - 6 - methy octane
4. 3 - methyl - 5 - methyl - 7, 7 - dimethy octane
10. ก๊าซทใ่ี ช้หุงต้มตามบ้านเรอื น คอื กา๊ ซผสมระหวา่ งกา๊ ซใด ?
ก. มีเทนและอเี ทน ค. มเี ทนและโพรเพน
ข. อเี ทนและบิวเทน ง. โพรเพนและบวิ เทน
********************************************************************************
เฉลยแบบทดสอบ กอ่ น-หลงั เรยี น เรอื่ ง แอลเคน
1) ข. 2) ค. 3) ค. 4) ค. 5) ข.
6) ค. 7) ก. 8) ค. 9) ข. 10) ง.
37
แผนการจัดการเรียนรู้
สาระการเรยี นรู้…วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..
ช้ัน…….มธั ยมศึกษาปีที่ 6……. ภาคเรียนที่…1…. ปกี ารศึกษา…2564…….
หน่วยการเรยี นร้ทู ่ี….5…….. เรือ่ ง……แอลคนี ……… เวลา……2….. ช่ัวโมง
สาระสาคัญ
แอลคีน เปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนประเภทไม่อิ่มตวั ท่มี พี นั ธะค่รู ะหวา่ งคาร์บอนอะตอมอย่าง
น้อย 1 พันธะ และนอกนั้นเป็นพันธะเด่ียวท้ังหมด แอลคีนทาปฏิกิริยากับสารละลายโบรมีนในคาร์บอนเต
ตระคลอไรด์ท้ังในที่มอื และที่สว่าง สามารถฟอกจางสสี ารละลายโพแทสเซียมเปอร์แมงกาเนตได้ เกดิ ปฏิกริ ิยา
การเผาไหม้ได้เปลวไฟสว่าง แต่มีควัน และเขม่าเล็กน้อย มีสูตรท่ัวไป CnH2n มีประโยชน์เป็นสารตั้งตน้ ใน
การเตรยี มสารพอลิเมอร์ ในอุตสาหกรรมเตรียมพลาสตกิ ผงซกั ฟอก ในทางการแพทย์ เชน่ C2H4 ใช้เป็น
ยาสลบ ในทางเกษตรใช้ C2H4 อบบม่ ผลไมใ้ หส้ ุกมีผิวสวย
ผลการเรียนรู้
3. วเิ คราะหโ์ ครงสรา้ งและระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรยี จ์ ากหมู่ฟงั ก์ชัน
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. วิเคราะห์โครงสรา้ งและระบปุ ระเภทของสารประกอบอินทรียจ์ ากหมู่ฟังก์ชนั
(1) บอกสมบตั ิบางประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน(แอลคนี )ได้
(2) เขียนสูตรโมเลกุล สูตรโครงสร้าง และเรียกช่ือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
(แอลคนี ) ได้
(3) บอกประโยชนแ์ ละโทษของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (แอลคีน) รวมท้งั บอกวิธแี กไ้ ข
เนอ้ื หา (รายละเอยี ดของเนื้อหา อยใู่ นใบความรทู้ ี่ 4)
แอลคนี
คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมที่ตอ้ งการเนน้
ขยัน อดทน พฤติกรรมบ่งช้ี คือ ทางานอย่างต่อเนื่องจนสาเร็จตามเป้าหมาย ไม่หวั่นไหวต่อคา
วพิ ากษว์ จิ ารณท์ ีเ่ ป็นตวั บนั่ ทอนการทางานให้สาเรจ็ ไม่ย่อทอ้ ตอ่ ปญั หาอปุ สรรค
38
การจดั กระบวนการเรยี นรู้
1. ขั้นสรา้ งความสนใจ
1. ครนู าอภิปรายทบทวนหมู่ฟังก์ชันของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (แอลเคน) ซ่ึงมพี ันธะในโมเลกุล
1 พันธะ เป็นพันธะเด่ียว จากนั้นยกตัวอย่าง เฮกซีน ซึ่งมีพันธะคู่ 1 พันธะในโมเลกุล และเราเรียก
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนที่มีพันธะคู่ในโมเลกุลว่า แอลคีน ซึ่งในวันน้ี จะกล่าวถึงแอลคีนท่ีมีพันธะคู่เพียง 1
พันธะ
2. ครูแจง้ ให้นักเรยี นทราบเรอ่ื งทจ่ี ะศกึ ษาในวันนวี้ า่ เปน็ เร่อื ง แอลคนี
3. นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรยี นเรอื่ ง แอลคีน ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
2. ขัน้ สารวจและคน้ หา
1. ครูให้นักเรียนศึกษาใบความรูท้ ่ี 4 เรอื่ ง แอลคนี ใช้เวลาประมาณ 15 นาที
2. เม่ือนักเรียนศึกษาสมบัติของแอลคีนแล้ว นักเรียนและครูร่วมกันอภิปราย เพื่อสรุปสมบัติของ
แอลคนี ในประเด็นต่าง ๆ ดงั น้ี
1) เปน็ สารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัว มคี าร์บอน 2 อะตอมสร้างพนั ธะ 1 พนั ธะ มสี ตู รท่ัวไป
คอื CnH2n
2) มีจุดหลอมเหลวและ จุดเดือดต่า จุดเดือดจะเพ่ิมขึ้นตามจานวนคาร์บอนอะตอม โดยทั่วไปจุด
เดือดของแอลคีนจะต่ากวา่ จดุ เดอื ดของแอลเคนที่มีจานวนคารบ์ อนอะตอมเท่ากนั
3) แอลคีน มีได้ 3 สถานะ แต่เม่ือพิจารณาจุดหลอมเหลวและ จุดเดือดจากข้อมูลที่มีอยู่จะ
พบว่า แอลคีนท่ีมีคาร์บอน 2-4 อะตอม มีสถานะเป็นก๊าซ และแอลคีนที่มีคาร์บอน 5-8 อะตอม มีสถานะ
เปน็ ของเหลว
4) สภาพของโมเลกุลเปน็ โมเลกลุ โคเวเลนต์ทีไ่ มม่ ีขั้ว จึงไมล่ ะลายน้า
5) ติดไฟง่าย ให้เปลวไฟสว่างและไม่มีเขมา่
6) เกดิ ปฏิกิริยาฟอกจางสีสารละลายโพแทสเซยี มเปอรแ์ มงกาเนต
3. ครูอธิบายเพ่ิมเติมโดยใช้แบบจาลองโมเลกุลของอีทีน (C2H4 ) เพ่ือให้นักเรียนเห็นว่าพันธะคู่
ระหว่างคาร์บอนอะตอม และพันธะเดี่ยวระหว่างคาร์บอนกับไฮโดรเจนทุกพันธะอยู่ในระนาบเดียวกัน ดังน้ัน
อิเลก็ ตรอนคู่รว่ มพันธะรอบคารบ์ อนอะตอมพบยายามจัดตวั ให้ห่างกันมากทส่ี ุดจึงมมี ุมระหว่างพนั ธะประมาณ
120 อ ง ศ า แ ล ะ อ ะ ต อ ม จ ะ ยึ ด กั น แ น่ น ไ ม่ ส า ม า ร ถ ห มุ น ไ ป ม า ไ ด้ ซึ่ ง ต่ า ง จ า ก โ ม เ ล กุ ล ข อ ง
อีเทน
4. ครูอธิบายการเรียกชื่อแอลคีน พร้อมท้ังแนะนาให้นักเรียนอ่านชื่อสารประกอบแอลคีนที่ครูได้
รวบรวมไว้ให้เพื่อนักเรียนท่ีสนใจจะได้ศึกษาค้นคว้าในใบความรู้ที่ 4 เร่ือง แอลคีน ส่วนในระดับชั้นน้ีครูบอก
วา่ จะพิจารณาเฉพาะโครงสร้างท่เี ปน็ โซ่ตรง โดยไมร่ ะบุตาแหนง่ พนั ธะคู่ของคารบ์ อนอะตอม
39
5. ครูให้นักเรียนช่วยกันยกตัวอย่างแอลคีนประมาณ 10 ตัว และช่วยกันอ่านช่ือสารจนนักเรียนทุก
คนมีความเขา้ ใจดแี ลว้ จงึ ศกึ ษาประโยชนแ์ ละโทษของสารประกอบแอลคีน เพอ่ื นกั เรียนจะได้นาความรู้ไปใช้
ให้เกิดประโยชน์ในชวี ิตประจาวัน เช่น
- การท่ผี ลไมส้ กุ ไดเ้ พราะมีสารใดอยู่
- ถา้ เราต้องการใหผ้ ลไมส้ กุ เร็วมีผิวสวยควรใช้สารใดบ่ม (เอทิลนี )
- ผลไมใ้ นท้องตลาดบางครงั้ ใช้แก๊สบ่มทาไมจงึ สุกเร็วแต่มผี วิ เหยี่ วงา่ ยไม่คอ่ ยมรี สหวาน
- ในทางการการแพทย์ อที ีนมีประโยชน์อย่างไร (ใชเ้ ปน็ ยาสลบ)
- ในทางอุตสาหกรรมใช้ประโยชน์จากอีทีนทาอะไรบ้าง (ใช้เป็นสารตั้งต้น ในการเตรียมสารอ่ืน
เชน่ พลาสติก เอทานอล มสั ตาสด์ก๊าซ(กา๊ ซพษิ ))
6. นักเรียนและครูร่วมกันอภิปรายสรุปสมบัติต่าง ๆ ของแอลคีน เพ่ือความเข้าใจที่ถูกต้อง ตรงกัน
จนเปน็ ทพี่ อใจของนกั เรียนและครู บันทกึ ความรู้ที่ไดจ้ ากการอภปิ รายท้งั หมดลงในสมุดงาน
7. ครเู ปิดโอกาสให้นักเรยี นสอบถามเน้ือหา เรอื่ ง แอลคีน วา่ มสี ว่ นไหนทยี่ งั ไมเ่ ขา้ ใจและให้
ความร้เู พ่มิ เติมในส่วนนนั้
3. ขน้ั ลงข้อสรุป
1. นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลงั เรยี น เรื่อง แอลคนี ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
2. นักเรียนและครูร่วมกันเฉลยแบบทดสอบ แจ้งคะแนนพร้อมท้ังชมเชยนกั เรียนทผ่ี ่านเกณฑ์ สาหรับ
นักเรียนทีไ่ ม่ผ่านเกณฑใ์ หเ้ รียนซอ่ มเสรมิ ต่อไป
3. ครมู อบหมายใหน้ ักเรยี นไปศึกษาความรูเ้ พ่ิมเติมและศึกษาเนื้อหา เรอ่ื ง ประเภทของสารประกอบ
ไฮโดรคาร์บอน-แอลไคน์ ซง่ึ จะเรยี นในคาบตอ่ ไปมาล่วงหนา้
สอ่ื การเรยี นการสอน
1. หนงั สือเรียนวชิ าเคมี 5
2. ใบความรทู้ ่ี 4 เรือ่ ง แอลคีน
3. แบบทดสอบกอ่ น-หลังเรยี น เรือ่ ง แอลคนี
4. แบบสงั เกตพฤตกิ รรม
40
การวดั และประเมนิ ผล
การวัดผล วิธกี ารวัด เครื่องมือวดั เกณฑ์การผ่าน
ประเมนิ ผลดา้ น
1. ด้านความรู้ความ 1.วดั จาก 1.แบบทดสอบหลงั เรยี น ชนดิ 1. ทาแบบทดสอบถูก
เข้าใจ แบบทดสอบ ปรนยั 4 ตัวเลอื ก จานวน 10 มากกวา่ หรือ เทา่ กับ 6 ขอ้
ขอ้ ขนึ้ ไป
2. ใบงานที่ - 2. ทาถกู ต้อง 60% ขึ้นไป
2. วดั จากการตรวจ
ใบงานที่ -
2. ด้านทักษะ สงั เกตจากการปฏบิ ัติ แบบสังเกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดบั 2 ขึน้ ไป
กระบวนการ ตามใบงานที่ - ทางาน
3. ดา้ น การสงั เกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมความ ได้คะแนนในระดับ 2 ขน้ึ ไป
คณุ ลักษณะท่ีพึง ความขยนั อดทน ขยัน อดทน
ประสงค์
กจิ กรรมเสนอแนะ
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
41
แบบทดสอบก่อน-หลังเรยี น เรือ่ ง แอลคนี
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. บอกสมบตั บิ างประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน(แอลคีน)ได้
2. เขียนสตู รโมเลกุล สูตรโครงสรา้ งพร้อมทั้งเรียกชื่อสารประกอบไฮโดรคาร์บอน(แอลคนี )ได้
3. บอกประโยชนแ์ ละโทษของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน (แอลคีน) รวมทงั้ บอกวิธีแก้ไข
คาช้ีแจง 1. แบบทดสอบนี้เป็นแบบปรนยั ชนิดเลอื กตอบ 4 ตวั เลอื ก จานวน 10 ข้อ รวม 10 คะแนน
2. ใหน้ ักเรียนตอบโดยทาเคร่ืองหมายกากบาท (X) ลงใน • ของตัวเลอื กในกระดาษคาตอบ
ท่ีเหน็ ว่าถูกต้องท่ีสุดเพียงขอ้ ละตัวเลือกเดียว
**********************************************************************************
1. ปฏิกิรยิ าต่อไปนี้ ปฏิกริ ยิ าใดไม่เกดิ กบั สารประกอบ แอลคีน ?
ก. ปฏกิ ิรยิ าการเติม ค. ปฏิกริ ิยาการแทนที่
ข. ปฏกิ ิรยิ าออกซเิ ดชนั ง. ปฏกิ ริ ยาการเผาไหม้
2. จากการสนั ดาป (เผาไหม้) 2A + 21O2 14CO2 + 14 H2O สาร A คอื ข้อใด?
ก. บิวเทน (C4H8) ค. เฮกเซน (C6H12 )
ข. เฮกไซน์ (C6H10) ง. เฮปทีน (C7H14)
3. สารใดต่อไปน้ีขอ้ ใดที่สามารถฟอกสขี องโบรมนี ในท่ีมดื ?
1. ค. CH3 - CH2 CH CH3 CH3 - CH2
ข. CH3 ง. CH3 - CH2 - CH = CH2
4. ในปฏิกริ ิยา X + HBr C5H11Br ; X ควรเป็นสารใด ?
ก. บิวทนี ปฏิกริ ยิ าการเติม ค. เพนทีน ปฏิกริ ยิ าการเติม
ข. โพรพนี ปฏกิ ิรยิ าออกซเิ ดชัน ง. เฮกซีน ปฏิกิริยาพอลิเมอไรเซชัน
5. ปฏกิ ิรยิ าที่กาหนดให้ต่อไปน้ี เป็นปฏกิ ริ ิยาประเภทใด เม่อื อยู่ในภาวะท่เี หมาะสม ?
ก. C2H6 + Br2 C2H5Br + HBr ( ปฏิกริ ยิ าการเตมิ )
ข. C2H4 + Cl2 C2H4Cl2 ( ปฏิกริ ยิ าการเตมิ )
ค. C2H2 + Cl2 C2H2Cl2 ( ปฏกิ ิรยิ าการเติม)
ง. C6H6 + Br2 C6H6Br2 ( ปฏิกิริยาการเตมิ )
6. สาร A ทาปฏิกริ ิยากบั KMnO4 ได้สาร B ซ่ึงมีสูตรโครงสร้าง คือ
CH3 - CH - CH - CH2
OH OH
สาร A มีสตู รโครงสร้างอย่างไร ?
ก. CH3 - CH = CH - CH3 ค. CH3 - CH2 - CH = CH2
42
ข. CH2 = CH - CH2 - CH3 ง. CH3 - CH2 - CH = CH - CH3
7. สารประกอบแอลคนี ทม่ี ีสูตรโครงสรา้ งแบบเส้นต่อไปน้ีมชี ่อื ในระบบ IUPAC อยา่ งไร ?
CH3 CH3
CH3 - CH = CH - C - CH2 - CH - CH3
CH3
ก. 4, 4, 6 - trimethyl - 2 - heptane ค. 2, 4, 4 - trimethyl - 5 - heptene
ข. 2 - methyl - 4, 4 - dimethyl heptene ง. 4, 4 - dimethyl - 6 - methyl heptene
8. สารประกอบท่ีมีชือ่ IUPAC ว่า 4 - methyl - 2 - pentene จะมสี ตู รโครงสรา้ งเป็นอยา่ งไร ?
CH3 CH3
ก. CH3 - CH2 - CH = C - CH3 ค. CH3 - CH - CH = CH - CH3
ข. CH3 - CH - CH2 - CH = CH2 ง. CH3 - CH2 - CH2 - C = CH3
CH3 CH3
9. สารประกอบใดต่อไปนที้ ่ีใชอ้ บผลไมใ้ หม้ ผี ิวเหลืองสวย และใชเ้ ปน็ ยาสลบได้ ?
ก. C2H6 ค. C2H4
ข. C2H2 ง. C6H6
10. ใชส้ ารใดเปน็ สารตัง้ ตน้ ในการเตรยี มพลาสตกิ พวกพอลเิ อทลิ ีน ?
ก. C2H6 ค. C2H4
ข. C2H2 ง. C6H6
เฉลยแบบทดสอบ ก่อน-หลังเรยี นเร่อื ง แอลคนี
1) ค. 2) ง. 3) ง. 4) ค. 5) ข.
6) ก. 7) ก. 8) ค. 9) ค. 10) ค.
43
แผนการจดั การเรยี นรู้
สาระการเรยี นรู้…วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี….. รายวิชา…..เคมี 5 …..
ชั้น…….มัธยมศึกษาปีที่ 6……. ภาคเรียนท่ี…1…. ปกี ารศึกษา…2564…….
หน่วยการเรียนรู้ที่….6…….. เรอ่ื ง……แอลไคน์ ……… เวลา……2….. ช่วั โมง
สาระสาคญั
แอลไคน์ เป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนประเภทไม่อ่มิ ตัว มีคาร์บอนอะตอมในโมเลกลุ ยึดเหนีย่ ว
กันดว้ ยพนั ธะสาม จึงเกิดสมบัตกิ ารเตมิ ได้ สมบัตทิ ัว่ ไปส่วนใหญเ่ หมือนแอลคนี สูตรท่ัวไปคอื CnH2n -2
ผลการเรยี นรู้
3. วิเคราะหโ์ ครงสรา้ งและระบุประเภทของสารประกอบอินทรยี จ์ ากหมู่ฟงั ก์ชนั
จดุ ประสงค์การเรียนรู้
1. วิเคราะหโ์ ครงสร้างและระบุประเภทของสารประกอบอินทรยี ์จากหมู่ฟังกช์ นั
(1) บอกสมบัติบางประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน(แอลไคน์)ได้
(2) เขียนสตู รโมเลกลุ สูตรโครงสร้าง พรอ้ มทัง้ เรยี กช่ือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน(แอล
ไคน์) ได้
(3) บอกประโยชน์และโทษของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน (แอลไคน์) รวมท้ังบอกวิธีแก้ไข
เน้อื หา (รายละเอียดของเนื้อหา อย่ใู นใบความรู้ที่ 5)
แอลไคน์
คณุ ธรรมและจรยิ ธรรมทตี่ ้องการเนน้
วินัย พฤตกิ รรมทีบ่ ่งชี้ คือ ปฏิบตั ิตนตามกตกิ าของสงั คม ควบคมุ ตนเองได้ ตรงตอ่ เวลา ปฏบิ ตั ติ ามสิทธิ
และหน้าท่ีของตน
การจดั กระบวนการเรยี นรู้
1. ขัน้ สรา้ งความสนใจ
1. นักเรียนและครู ร่วมกันอภิปรายเก่ียวกับพันธะในโมเลกุลของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน
วา่ นอกจากพันธะเดีย่ วในแอลเคน พันธะคูใ่ นแอลคนี แลว้ ยงั มพี นั ธะสามในสารใด้
2. ครแู จง้ ให้นักเรยี นทราบเรื่องทจี่ ะศึกษาในวนั นี้ว่า เปน็ เรอื่ ง แอลไคน์
3. นกั เรยี นทาแบบทดสอบก่อนเรียน เร่อื ง แอลไคน์ ใชเ้ วลาประมาณ 10 นาที
44
2. ขนั้ สารวจและค้นหา
1. นกั เรียนศกึ ษาใบความรทู้ ่ี 5 เร่อื ง แอลไคน์ กจิ กรรมข้อ 1, 2 และ 4 ใช้เวลา 10 นาที
2. เมือ่ นักเรียนศึกษาสมบัตขิ องแอลไคนแ์ ลว้ นักเรยี นและครูรว่ มกันอภปิ ราย เพือ่ ไดข้ อ้ สรปุ ดังน้ี
- แอลไคนเ์ ป็นสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนไม่อม่ิ ตัว มพี ันธะสามระหวา่ งคาร์บอนอะตอม
ในโมเลกลุ เปน็ พันธะสามอย่างน้อย 1 พันธะ
- มสี ตู รท่วั ไปคือ CnH2n -2 เมือ่ n คือ อะตอมของคาร์บอน
- จุดหลอมเหลวและจดุ เดอื ดตา่ แต่จดุ เดอื ดจะเพิ่มขึน้ ตามจานวนอะตอมของคารบ์ อน
- จุดหลอมเหลวและจุดเดือด ส่วนใหญ่มีค่าสงู กวา่ แอลเคน และแอลคีนที่มีจานวนคาร์บอนอะตอม
เทา่ กัน
- ปฏิกิริยาของแอลไคน์สามารถทาปฏกิ ิริยากับสารละลาย Br2 / CCl4 ทัง้ ทม่ี ืดและสว่าง
- ทาปฏกิ ริ ยิ ากับสารละลายโพแทสเซียมเปอรแ์ มงกาเนต
- เมอื่ เกดิ การเผาไหมม้ ีเขม่าและควนั มาก เพราะเปน็ สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนทีไม่อิ่มตัว
3. ครใู ห้นกั เรยี นบนั ทกึ ผลท่ีสรุปไดน้ ลี้ งในสมุดจดงาน
4. ครูนาอภิปรายเกี่ยวกับการอา่ นช่ือแอลไคน์ และใหน้ ักเรยี นศึกษาการเรียกช่อื ของแอลไคนใ์ นใบ
ความรู้ที่ 5 เร่อื ง แอลไคน์ และยกตวั อยา่ งสารประกอบแอลไคนเ์ พ่ือให้นักเรียนตอบ ครูบอกนักเรยี นว่า การ
อ่านชือ่ สารประกอบในช้นั นไี้ มต่ ้องคานึงถึงตาแหน่งของพันธะสามในโมเลกลุ และสารสว่ นใหญจ่ ะเขยี นเป็น
โครงสรา้ งแบบตรง ถา้ มีก่งิ หรือต้องการอ่านตาแหน่งพนั ธะสามใหถ้ ูกต้อง ควรอ่านการเรียกช่ือสารประกอบ
แอลไคน์ในใบความร้ทู ี่ 5 เรอื่ งแอลไคน์เพิ่มเติม
5. นักเรียนช่วยกนั อภิปรายประโยชน์ของแอลไคน์ที่ได้จากการศกึ ษาในใบความร้ทู ี่ 5 เร่ือง แอลไคน์
ประโยชน์ทไี่ ดร้ บั จากแอลไคน์ เช่น
- C2H2 ใช้เปน็ เช้อื เพลิงให้แสงสวา่ ง
- C2H2 ผสมกบั O2 ตดิ ไฟให้เปลวไฟออกซ่ีอะเซทลิ ีนให้ความรอ้ นสูง 2700 C ใช้
ตดิ เชื่อมโลหะได้
- C2H2 เร่งการออกดอกของสบั ปะรด
- C2H2 ใชเ้ ปน็ สารตัง้ ตน้ ในการเตรยี มพลาสตกิ
6. ครเู ปิดโอกาสให้นักเรยี นสอบถามเนื้อหา เรื่อง แอลไคน์ ว่ามสี ว่ นไหนทีย่ ังไม่เข้าใจและให้
ความรูเ้ พิ่มเติมในส่วนนนั้
3. ขั้นลงข้อสรปุ
1. นกั เรยี นทาแบบทดสอบหลังเรยี น เรื่อง แอลไคน์ ใช้เวลาประมาณ 10 นาที
2. นกั เรียนและครูร่วมกันเฉลยแบบทดสอบ แจง้ คะแนนพรอ้ มท้งั ชมเชยนักเรียนทผี่ า่ นเกณฑ์ สาหรับ
นกั เรียนทีไ่ ม่ผ่านเกณฑ์ใหเ้ รียนซ่อมเสรมิ ต่อไป
45
3. ครูมอบหมายใหน้ ักเรยี นไปศึกษาความรู้เพม่ิ เตมิ และศึกษาเน้ือหา เรอื่ ง สารประกอบ
ไฮโดรคารบ์ อน แบบวง ซึง่ จะเรียนในคาบต่อไปมาล่วงหน้า
ส่อื การเรียนการสอน
1. หนังสือเรียนวชิ าเคมี 5
2. ใบความรทู้ ่ี 5 เร่ือง แอลไคน์
3. แบบทดสอบก่อน-หลังเรียน เรอ่ื ง แอลไคน์
4. แบบสังเกตพฤติกรรม
การวัดและประเมินผล
การวัดผล วิธกี ารวดั เครอื่ งมือวดั เกณฑ์การผา่ น
ประเมนิ ผลดา้ น
1. ด้านความรู้ความ 1.วดั จาก 1.แบบทดสอบหลังเรียน ชนิด 1. ทาแบบทดสอบถูก
ปรนยั 4 ตัวเลือก จานวน 5 มากกวา่ หรือ เท่ากับ 3 ขอ้
เขา้ ใจ แบบทดสอบ ข้อ ขนึ้ ไป
2. แบบทดสอบหลงั เรียน 2. ทาถูกต้อง 60% ขน้ึ ไป
2. วัดจาก อตั นัย จานวน 2 ข้อ
แบบทดสอบ
2. ดา้ นทกั ษะ สังเกตจากการ แบบสงั เกตพฤติกรรมการ ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ขนึ้ ไป
กระบวนการ ปฏิบตั ติ ามใบงานท่ี - ทางาน
3. ดา้ นคุณลักษณะ การสงั เกตพฤติกรรม แบบสงั เกตพฤติกรรมความมี ไดค้ ะแนนในระดับ 2 ขึน้ ไป
ท่ีพึงประสงค์ ความมีวนิ ยั วินยั
กิจกรรมเสนอแนะ
............................................................................................................................. ........................................
...................................................................................................................................................... ...............
46
แบบทดสอบกอ่ น-หลงั เรยี น เร่อื ง แอลไคน์
จุดประสงค์การเรยี นรู้
1. บอกสมบัตบิ างประการของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน(แอลไคน์)ได้
2. เขียนสตู รโมเลกุล สตู รโครงสร้าง พร้อมท้งั เรียกช่ือสารประกอบไฮโดรคาร์บอน(แอลไคน์) ได้
3. บอกประโยชน์และโทษของสารประกอบไฮโดรคารบ์ อน(แอลไคน)์ รวมทัง้ บอกวธิ แี ก้ไข
คาชแี้ จง
1. แบบทดสอบนี้แบง่ ออกเปน็ 2 ตอน คือ
ตอนท่ี 1 เป็นแบบอัตนยั ชนิดเติมคาตอบ จานวน 2 ข้อ 5 คะแนน
ตอนที่ 2 เปน็ แบบปรนัยชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 5 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน
*********************************************************************************
ตอนท่ี 1 จงเตมิ คาตอบลงในชอ่ งวา่ ง
1. จงเรียกชือ่ IUPAC ของสารที่มีสตู รโครงสร้างดงั ต่อไปน้ี ( 3 คะแนน)
1. CH3 - C ≡ C - CH3
2. CH3 - CH - C ≡ CH
CH3
3. CH ≡ CH - CH - CH - CH3
CH3 CH3
2. จากชื่อสารต่อไปนี้ จงเขียนสูตรโครงสร้างให้ถกู ต้อง ( 2 คะแนน)
4. 3 - hexyne
5. 4 - methyl - 2 - heptyne
ตอนท่ี 2 ใหน้ กั เรยี นทาเคร่ืองหมายกากบาท (X ) ลงใน ของตวั เลือกท่ีเหน็ ว่าถกู ต้องท่สี ดุ เพียง
ข้อเดยี ว ทาในกระดาษคาตอบ
1. ไฮโดรคาร์บอนทีม่ จี านวนคาร์บอนเทา่ กัน และโครงสร้างลักษณะเดยี วกันจะมลี าดับจุดเดอื ดเป็นอยา่ งไร
ก. แอลเคน > แอลไคน์ > แอลคีน ค. แอลไคน์ > แอลเคน > แอลคนี
ข. แอลคนี > แอลไคน์ > แอลเคน ง. แอลเคน > แอลคนี > แอลไคน์
2. จากการเปลี่ยนแปลงต่อไปน้ี
Pt Cl2 KOH
A + 2 H2 C2H6 B C
47
แสง C2H6Cl + HCl
ขอ้ ความใดถูกต้อง ?
1. สารท่เี ผาไฟแลว้ เกดิ เขมา่ คือ A และ C
2. สารท่ีเกดิ ปฏิกริ ยิ าการเตมิ คอื A และ C
3. A, B และ C เปน็ สารท่ีมีจานวนคารบ์ อนเท่ากัน แต่ไฮโดรเจนไมเ่ ทา่ กัน
4. ถกู ทุกข้อ
3. จากปฏิกิรยิ าตอ่ ไปน้ี ขอ้ ใดถูกต้อง ?
Pt Br2
A + H2 B C3H6Br2
1. สาร A คอื C3H4
2. สาร A ฟอกจางสี KMnO4
3. ถา้ สาร A รวมตัวกับ Br2 จานวนมากเกนิ พอจะได้ C3H4Br4
4. ถกู ทัง้ ข้อ ก, ข, ค
4. สารใดใชเ้ ปน็ สารตงั้ ต้นในการเตรียมพลาสติก
ก. CH4 ,C2H6 ค. C2H6 , C3H8
ข. CH4 ,C3H8 ง. C2H2 , C2H4
5. สารประกอบไฮโดรคารบ์ อนในข้อใดท่ใี ชเ้ ร่งการออกดอกของพืช เช่น สบั ปะรด ?
ก. C2H2 ค. C2H4
ข. C2H6 ง. C3H6
**********************************************************************************
เฉลยแบบทดสอบ ก่อน-หลงั เรียน เรอ่ื ง แอลไคน์
ตอนที่ 1
1. จงเรียกชือ่ IUPAC ของสารทีม่ ีสตู รโครงสร้างดงั ต่อไปน้ี ( 3 คะแนน)
6. CH3 - C ≡ C - CH3 มชี ่ือ IUPAC คือ 2 - butyne
7. CH3 - CH - C CH มชี ื่อ IUPAC คือ 3 – metlyl– 1 - butyne
CH3
8. CH ≡ CH - CH - CH - CH3 มีชือ่ IUPAC คือ 3, 4 – dimetlyl– 1 - pentyne
CH3 CH3
2. จากชอ่ื สารต่อไปน้ี จงเขียนสตู รโครงสรา้ งให้ถูกตอ้ ง ( 2 คะแนน)
48
1. 3 - hexyne มีสูตรโครงสรา้ งเป็น
HH H H
H- C- C - C≡C - C - C - H
HH HH
2.2 4 - methyl - 2 – heptyne
H H H HH
H- C- C≡C - C - C - C–C-H
H H- C-H H H H
H
ตอนที่ 2
1) ค. 2) ค. 3) ง. 4) ง. 5) ก.
*******************************************************************************
49
ใบความรู้ที่ 5 แอลไคน์
แอลไคน์ คือสารประกอบไฮโดรคารบ์ อนท่ีไม่อิม่ ตวั มสี ตู รทวั่ ไป คือ C Hn 2n-2 เม่อื n คือ อะตอม
ของคารบ์ อน เรม่ิ ตน้ ต้ังแต่ 2 แอลไคน์มีพันธะสามระหวา่ งคาร์บอนอะตอมกับคาร์บอนอะตอม
หน่ึง นอกน้นั เป็นพนั ธะเดย่ี วท้ังหมด
แอลไคนท์ ีค่ วรรจู้ กั ในเบื้องตน้ คอื
C2H2 = Ethyne (Acethylene)
C3H4 = Propyne
C4H6 = Butyne
C5H8 = Pentyne
C H6 10 = Hexyne
C H7 12 = Heptyne
C H8 14 = Octyne
C H9 16 = Nonyne
C H10 18 = Decyne
สมบัติทางกายภาพของแอลไคน์
1. เปน็ โมเลกุลโคเวเลนต์ไม่มีขัว้
2. โมเลกุลเล็ก ๆ เปน็ ก๊าซมีกลิน่ เฉพาะตวั ไมม่ สี ี
3. ไมล่ ะลายนา้ แต่ละลายในตัวทาละลายไม่มีข้วั เช่น เบนซีน โทลอู นี
4. มคี วามหนาแน่นน้อยกว่าน้า
5. จุดหลอมเหลว จดุ เดือดต่า เพราะแรงยึดเหน่ยี วระหวา่ งโมเลกลุ น้อย แอลไคน์ท่ี
คาร์บอนต่อกนั เป็นสายยาวจดุ เดือดจะเพิ่มขน้ึ เมอ่ื มวลโมเลกลุ เพิ่มขึ้น
6. จุดเดือดของแอลไคน์สงู กว่าของแอลคนี และแอลเคน ที่มคี าร์บอนเท่ากัน และมี
โครงสรา้ งลักษณะเดยี วกัน โดยมลี าดบั จดุ เดือดเปน็ ดังน้ี จุดเดือด : แอลไคน์ >แอ
ลเคน > แอลคีน
สมบัติทางเคมีของแอลไคน์ (ปฏิกิริยาของแอลไคน์)
1. ปฏกิ ริ ยิ าการสนั ดาป (combustion) ถา้ เผาในบรรยากาศปกติ หรือบรเิ วณที่มี O2 นอ้ ย จะให้
เขมา่ (มากกว่าแอลคีน) แตถ่ ้าเผาในบริเวณท่ีมี มากเกินพอ จะไม่มีเขม่า เมือ่ เกิดปฏิกิรยิ าสมบรู ณ์จะให้
CO2 และ H2O สมการทวั่ ไปเหมือนแอลเคนและแอลคนี คอื
CxHy + (x+y/4)O2 xCO2 + y/2H2O
เช่น C5H8 + 7O2 5CO2 + 4H2O
50
2. ปฏิกิรยิ าการเติม (Addition Reaction) จะเกิดที่บริเวณพนั ธะสาม โดยมี Pt, Ni หรอื Pd
เปน็ ตวั เรง่ ปฏิกริ ยิ า จะได้ผลิตภัณฑเ์ ปน็ แอลคีน หรือแอลเคนตามปริมาณของสารทีเ่ ข้าทาปฏกิ ริ ยิ า
3. ปฏิกิริยาออกซิเดชัน (Oxidation) โดยแอลไคน์ฟอกสีของ
สารละลาย KMnO4 โดยใชค้ วามร้อน เชน่ KMnO4 O
CH3 - C ≡ CH CH3 - C - OH + CO2
แอลไคน์ heat กรดอินทรยี ์
ไอโซเมอร์ของแอลไคน์
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนพวก Alkyne เร่มิ มีไอโซเมอร์ต้งั แตอ่ ะตอมของคารบ์ อน
เทา่ กับ 4 เช่น C4H6 มี 2 ไอโซเมอร์ C5H8 มี 3 ไอโซเมอร์
การเรยี กชอื่ ของแอลไคน์
1. การเรยี กช่ือสามญั (Common Name) เริ่มจากแอลไคน์โมเลกุลเล็กเรียกเหมือนแอลเคน แต่
เปล่ียนคาลงท้ายจาก -ane เป็น -yne เช่น
C2H6 = Ethane C2H2 = Ethyne(Acethylene)
C3H8 = propane C3H4 = propyne
C H4 10 = butane C4H6 = butyne
2. การเรียกชอื่ ตามระบบ IUPAC ใช้เรียกโมเลกลุ ใหญท่ ่ซี ับซ้อน โดยมหี ลกั การอ่านเช่น
เดียวกับแอลคนี แตเ่ ปล่ยี นคาลงท้ายเป็น -yne
เลอื กโครงสร้างหลักยาวทส่ี ดุ ท่ีมพี นั ธะสามก่อน บอกตาแหนง่ ของพนั ธะสามด้วยตวั เลขนอ้ ยที
สุด หลังจากนั้นจงึ จะพจิ ารณาสว่ นอ่ืน ๆ ท่มี าต่อกับโครงสรา้ งหลัก เช่น
54 32 1
CH3 - CH - CH - C ≡ CH
CH3 CH3
3, 4 - dimethyl - 1 - pentyne
CH3 - C ≡ C - CH - CH - CH3
CH3 CH3
4, 5 - dimethyl - 2 - hexyne
ประโยชน์ของแอลไคน์
1. ใช้ C2H2 เป็นเชื้อเพลิงผสมกบั O2 เรียกวา่ Oxyacethylene flame ให้ความร้อนสูงมาก
(3000 c) ใชต้ ัดเช่อื มโลหะ หลอมเหล็ก และไม่ทาใหเ้ หล็กหักงา่ ยขณะตี
2. ใช้ C2H2 เป็นสารตั้งตน้ ในการเตรียมพลาสติก