การเปรียบเทียบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ ปฏิมากร พังแดง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
การเปรียบเทียบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ ปฏิมากร พังแดง วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี 2566
ชื่อเรื่อง การเปรียบเทียบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ ผู้วิจัย นางสาวปฏิมากร พังแดง อาจารย์ที่ปรึกษา นางสาวกัลยกร ภักดี ที่ปรึกษาร่วม นางสาวอารีวรรณ วันทองทักษ์ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ เด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุ 4–5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 2 ห้อง 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ ส านักการศึกษาเทศบาลนครอุดรธานี จ านวน 14 คน ซึ่งได้มา โดยการเลือกแบบเจาะจง จ านวน 1 ห้องเรียน รูปแบบการวิจัย คือ แบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและ หลัง ผู้วิจัยเป็นผู้ด าเนินการทดลองด้วยตนเองโดยท าการทดลองเป็นเวลา 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน คือ อังคาร พุธ และพฤหัสบดีทุกช่วงกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ในเวลา 09.00 – 09.30 น. วันละ 30 นาที รวมทั้งสิ้น 24 ครั้ง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการทดลอง วิทยาศาสตร์และแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐาน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการสอบทีที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์หลังจัดกิจกรรม สูงกว่าก่อนจัดกิจกรรม
กิตติกรรมประกาศ วิจัย เรื่อง การเปรียบเทียบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรรมการ ทดลองวิทยาศาสตร์ เสร็จสมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาจาก อาจารย์กัลยกร ภักดีที่ปรึกษาวิจัยที่กรุณา ให้ค าปรึกษาชี้แนะแนวทางต่าง ๆ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ผู้วิจัยขอกราบขอบ พระคุณอย่างสูง ณ ที่นี้ ขอขอบพระคุณ นางสาวอารีวรรณ วันทองทักษ์ในฐานะครูพี่เลี้ยงของผู้วิจัยที่ได้ให้ค าแนะน า ชี้แนะที่เป็นประโยชน์และแนวทางในการท าวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่ง ในความร่วมมือและช่วยเหลือในการเก็บรวบรวมข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญ นางสาวสุภาวดี แสนสิทธิ์ครูช านาญการ นางสาวนาฎอนงค์ พิลาวัน ครูช านาญการพิเศษ และนางจันทิมา บุญมาตุ่น ครูช านาญการพิเศษ โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ ที่ได้ช่วยตรวจสอบ แก้ไขเครื่องมือในการวิจัยให้มีคุณภาพ ขอขอบพระคุณคณะผู้บริหาร คณะครู นักเรียน และผู้ปกครอง โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟ สงเคราะห์ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความกรุณาเป็นอย่างยิ่งในความร่วมมือและช่วยเหลือให้ความ อนุเคราะห์ในการทดลองเพื่อหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ และการทดลองเพื่อเก็บรวบรวมข้อมูลใน การวิจัยครั้งนี้ ขอขอบพระคุณครอบครัวที่คอยห่วงใย และให้ก าลังใจ ขอบคุณเพื่อน ๆ นักศึกษาสาขาวิชา การศึกษาปฐมวัยที่คอยถามไถ่ เป็นก าลังใจ และให้ความช่วยเหลือตลอดการด าเนินวิจัยในครั้งนี้ คุณค่า และประโยชน์อันพึงมีจากวิจัยฉบับนี้ขอน้อมบูชาในพระคุณของบิดา มารดาผู้เป็นบุพการี ตลอดจนบูรพาจารย์ผู้ประสิทธิ์ประสาทวิชาให้ผู้วิจัยและผู้มีพระคุณทุกท่านสืบไป ปฏิมากร พังแดง
สารบัญ หน้า บทคัดย่อ...............................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ................................................................................................................................ข สารบัญ.................................................................................................................................................ค สารบัญตาราง........................................................................................................................................ง สารบัญภาพ..........................................................................................................................................จ บทที่ 1 บทน า................................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา……………………………………………………………….……1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย.....................................................................................................2 สมมติฐานการวิจัย…………………………………………………………………………………………………..3 ขอบเขตของการวิจัย………………………………………………………………………………………………..3 นิยามศัพท์เฉพาะ.................................................................................................................3 ประโยชน์ที่ได้รับ..................................................................................................................5 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………………………………………..5 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง…………………………………………………………………………………………….6 การจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์..............................................................................6 ความหมายของวิทยาศาสตร์...........................................................................................6 ความหมายของกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์...........................................................7 ความส าคัญของการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์...............................................9 หลักการจัดการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย...........................................9 บทบาทครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์......................................14 ทักษะการคิดพื้นฐาน……………………………………………………………………………………………..16 การคิดของเด็กปฐมวัย………………………………………………………………………………………16
สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 2 (ต่อ) ความหมายของทักษะการคิดพื้นฐาน...........................................................................17 ความส าคัญของการคิด..............................................................……………………………..18 ลักษณะการคิด………………………………………………………………………………………………..19 ประเภทของการคิด…………….......................................................................................22 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง............................................................................................................24 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์................................................................29 3 วิธีการด าเนินการวิจัย.....................................................................................................................30 ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง................................................................................................30 แบบแผนการทดลอง..........................................................................................................30 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................................31 การเก็บรวบรวมข้อมูล.......................................................................................................38 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................................38 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล………………………………………………………………………………..38 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.....................................................................................................................40 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.................................................................................40 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล........................................................................................................40 ค่าสถิติพื้นฐานการพัฒนาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัยเปรียบเทียบคะแนนทักษะการ คิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อนและหลัง......................................................................40 การได้รับกิจกรรมประกอบอาหารอีสาน.................................................................... 41
สารบัญ (ต่อ) บทที่ หน้า 5 สรุปผล อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ...............................................................................................42 วัตถุประสงค์ของการวิจัย...................................................................................................42 สมมติฐานของการวิจัย.......................................................................................................42 ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย.........................................................................42 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย....................................................................................................43 การด าเนินการจัดกิจกรรม.................................................................................................43 การวิเคราะห์ข้อมูล............................................................................................................43 สรุปผลการวิจัย..................................................................................................................43 อภิปรายผลการวิจัย...........................................................................................................44 ข้อเสนอแนะ......................................................................................................................45 เอกสารอ้างอิง.....................................................................................................................................46 ภาคผนวก...........................................................................................................................................51 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเครื่องมือ………………………………………………....52 ภาคผนวก ข ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐาน……….....54 ภาคผนวก ค ค่าความยากง่าย ค่าอ านาจจ าแนก และค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบ....56 ภาคผนวก ง ดัชนีความสอดคล้องของแบบแผนการจัดกิจกรรม การทดลองวิทยาศาสตร์…………………………………………………………………..….58 ภาคผนวก จ ตัวอย่างแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์...................................61 ภาคผนวก ฉ ตัวอย่างแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย……………..……....75 ภาคผนวก ช ตัวอย่างภาพการทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย………….....83 ภาคผนวก ซ ตัวอย่างภาพการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์..................................86 ประวัติผู้วิจัย…………………………………………………………………………………………………………………….....93
สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1 แบบแผนการทดลอง………………………………………………………………...............................................30 2 เนื้อหาสาระที่ใช้ในการทดลองการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์........................................32 3 ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์......................................................................41 4 การเปรียบเทียบคะแนนทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัดกิจกรรม การทดลองวิทยาศาสตร์................................................................................................................41 5 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย.......................54 6 ค่าความยากง่าย อ านาจจ าแนก และความเชื่อมั่นของแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐาน ของเด็กปฐมวัย………………………………………………………………………………………………………………..56 7 ดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์..............................58
สารบัญภาพ รูปภาพที่ หน้า รูปภาพที่ 1 กรอบแนวคิดในการวิจัย…………………………………………………………................................5 รูปภาพที่ 2 ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์..........................………….34 รูปภาพที่ 3 ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย……………………...37
1 บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ การจัดการศึกษาปฐมวัยตามปรัชญาการศึกษาปฐมวัยและวิสัยทัศน์ของหลักสูตรการศึกษา ปฐมวัย พุทธศักราช 2560 บนพื้นฐานของความรู้ความเข้าใจในแนวคิดและหลักการจัดการศึกษาปฐมวัย มีส่วนส าคัญในการพัฒนาเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างเป็นองค์รวมและ สมดุลครบทุกด้านผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย นอกจากนี้ยังสอดคล้องกับการท างานของสมอง เสริมสร้างทักษะการคิดที่เป็นประโชน์ต่อการด าเนินชีวิตในอนาคต การอบรมเลี้ยงดูเด็กด้วยการสร้างวินัย เชิงบวก รวมทั้งการให้การศึกษาที่มีคุณภาพด้วยการจัดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อช่วยให้เด็กมีพัฒนาการและเกิดการเรียนรู้ตามจุดหมายของหลักสูตรด้วยวิธีการประเมินตามสภาพจริง ที่สะท้อนถึงพัฒนาการและการเรียนรู้ที่แท้จริงของเด็ก (กระทรวงศึกษาธิการ. 2561: 3) การพัฒนา สติปัญญารวมถึงพัฒนาการต่าง ๆ ของเด็ก คือ การมีความสามารถในการคิด เนื่องจาก มนุษย์มี ความสามารถในการคิดสิ่งต่าง ๆ การคิดเกิดขึ้นและด าเนินไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา การคิดเป็นเรื่อง ยากเมื่อเกิดขึ้นในบริบทซึ่งไม่มีความหมายต่อตัว ผู้คิด กระบวนการคิดจะท างานได้ดีที่สุดถ้าสิ่งที่มนุษย์คิด นั้นมีความหมายต่อตนเอง และเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมที่เกิดขึ้นในชีวิตประจ าวัน (ส านักเลขาธิการสภา การศึกษา. 2550 : 89) การคิดของเด็กปฐมวัยเป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นในสมองที่มีผลจากการรับรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ในชีวิตประจ าวันทั้งที่เด็กรู้ตัวและไม่รู้ตัว การคิดของเด็กปฐมวัยจะเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของสมองและ กระบวนการท างานของสมอง ซึ่งการท างานของของสมองจะพัฒนาการคิดของเด็ก จากการสังเกตเด็ก ปฐมวัยจะพบว่า การคิดของเด็กเกิดขึ้นตลอดเวลา เมื่อเด็กคิดสิ่งหนึ่งสิ่งใดจะเกิดเป็นพฤติกรรมหรือ สะท้อนออกมาในรูปแบบการกระท าเพราะสมองเป็นส่วนส าคัญที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กับการคิด เด็กจะเริ่มต้นพัฒนาด้านการคิดผ่านการรับรู้ของประสาทสัมผัส ซึ่งเป็นประสบการณ์แรกหรือเป็นขั้นของ ต้นของพัฒนาการทางการคิด เด็กไม่ได้มองว่าสิ่งนั้นคืออะไรแต่จะมองว่าสิ่งนั้นเป็นตัวแทนหรือใช้แทน
2 อะไรได้บ้าง โดยใช้ค าพูดเป็นการสื่อสารความหมายประสบการณ์ซ้ า ๆจะช่วยพัฒนาได้เร็วขึ้น (อารมณ์ สุวรรณปาล. 2551) การคิดพื้นฐานส าหรับเด็กปฐมวัยนี้จ าแนกออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านการคิดสังเกต เป็นการใช้ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 อย่างใดอย่างหนึ่งสัมผัสโดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ เพื่อค้นหาและรวบรวม รายละเอียดและคุณสมบัติต่าง ๆ ของสิ่ง ๆ นั้น ด้านการคิดเปรียบเทียบ เป็นการหาความสัมพันธ์ของ วัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์ ตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไป บนพื้นฐานของคุณสมบัติที่มีลักษณะเฉพาะ ด้านการคิด จ าแนก เป็นการแบ่งประเภทของสิ่งของ โดยหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ในการแบ่งขึ้น ส่วนใหญ่เด็กจะใช้ เกณฑ์ในการจ าแนกอยู่ 3 อย่าง คือ ความเหมือน ความแตกต่าง และความสัมพันธ์ร่วม ซึ่งการจัด กิจกรรมต่าง ๆ ที่จะพัฒนาการคิดของเด็ก ควรเป็นกิจกรรมที่ปลุกกระตุ้นสมองของเด็กให้มีการ เคลื่อนไหวมีการใช้ความคิดในด้านต่าง ๆให้มาก (ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ. 2553 :17-19) กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เป็นกิจกรรมที่มีความส าคัญที่จะท าให้เด็กได้ใช้ทักษะการคิด ในการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง โดยมีครูเป็นผู้ช่วยชี้แนะและอ านวยความสะดวก ใช้ค าถามกระตุ้น แรงจูงใจให้เกิดการคิด สนับสนุนให้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า ฝึกคิดในสิ่งที่ได้เห็น ได้ฟัง ได้สัมผัส ดมกลิ่นและชิมรส โดยค านึงถึงความพร้อม และความสามารถในการเรียนรู้ กระบวนการ ที่ผู้สอนใช้ในการช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนตามวัตถุประสงค์ที่ก าหนด โดยการให้ผู้เรียนเป็นผู้ก าหนด ปัญหาและสมมติฐานในการทดลองและลงมือทดลองปฏิบัติตามขั้นตอนที่ก าหนดโดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ จ าเป็น เก็บรวบรวมข้อมูลที่ได้รับจากการทดลอง ขั้นตอนส าคัญของการวิเคราะห์ข้อมูล สรุปอภิปรายผล การทดลอง และสรุปการเรียนรู้ที่จ าเป็นต่อการสอน ผู้สอนและผู้เรียนร่วมกันก าหนดปัญหาและ สมมติฐานในการทดลอง และผู้สอนให้ความรู้ที่จ าเป็นต่อการทดลอง ให้ขั้นตอนและรายละเอียดในการ ทดลองแก่ผู้เรียน โดยใช้วิธีการต่าง ๆ ตามความเหมาะสม ผู้เรียนลงมือ ทดลองโดยใช้วัสดุอุปกรณ์ที่ จ าเป็นตามขั้นตอนที่ก าหนดและบันทึกข้อมูลการทดลอง ผู้เรียนวิเคราะห์และสรุปผลการทดลองผู้สอน และผู้เรียนอภิปรายผลการทดลองและสรุปการเรียน จากเหตุผลและความส าคัญ ดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีสนใจที่จะศึกษาการจัดกิจกรรมการทดลอง วิทยาศาสตร์จะท าให้เด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดพื้นฐานหลังจัดกิจกรรมสูงกว่าก่อนจัดกิจกรรมหรือไม่ วัตถุประสงค์ของการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ก าหนดวัตถุประสงค์ของการวิจัย ดังนี้ เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิด พื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์
3 สมมติฐำนกำรวิจัย เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์มีทักษะการคิดพื้นฐานสูงกว่าก่อน การจัดกิจกรรม ขอบเขตของกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยมีขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1. ประชำกร ประชากรครั้งนี้เป็น เด็กชาย-เด็กหญิง อายุ 4-5 ปี ที่ก าลังศึกษาในชั้นอนุบาลโรงเรียน เทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ จังหวัดอุดรธานี จ านวน 66 คน 2. กลุ่มตัวอย่ำง เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4–5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 2 ห้อง 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ ส านักการศึกษาเทศบาลนคร อุดรธานี จ านวน 14 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จ านวน 1 ห้องเรียน 3. ตัวแปรที่ใช้ในกำรวิจัย มีดังนี้ 2.1 ตัวแปรต้น คือ กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ 2.2 ตัวแปรตาม คือ ทักษะการคิดพื้นฐาน 3. ระยะเวลำในกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้ระยะเวลาการทดลองในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 24 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 ครั้ง เป็นเวลา 8 สัปดาห์ นิยำมศัพท์เฉพำะ เพื่อให้ในการด าเนินวิจัยครั้งนี้มีความชัดเจน ผู้วิจัยก าหนดความหมายของค าศัพท์ใช้ในการวิจัย ดังนี้ 1. เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัย (early childhood) หมายถึง เด็กที่มีอายุตั้งแต่เริ่มปฏิสนธิ จนถึง 6 ปี มีธรรมชาติที่อยากรู้อยากเห็น ช่างสงสัย ช่างซักถาม ชอบค้นคว้า ส ารวจ อยู่ไม่นิ่ง ชอบอิสระ เป็นตัวของตัวเอง เป็นวัยที่ก าลังพัฒนาคุณภาพชีวิตทางร่างกาย อารมณ์ สังคม และ สติปัญญาอย่างเต็มที่ ซึ่งมีพัฒนาการที่เป็นไปอย่างรวดเร็วในทุก ๆ ด้าน การส่งเสริมพัฒนาการของเด็กในช่วงนี้ ต้องอาศัยความ ร่วมมือกันของพ่อแม่ ผู้อบรมเลี้ยงดู ครู และบุคคลที่เกี่ยวข้องเพราะเด็กต้องการสุขภาพที่ดีมีพัฒนาการ
4 ทางสังคม อารมณ์ จิตใจ และสติปัญญาที่เต็มตามศักยภาพ การสนับสนุนและมีส่วนร่วมของทุกฝ่ายใน การศึกษาเรื่องจิตวิทยาพัฒนาการของเด็ก อย่างถ่องแท้จะช่วยให้สามารถนาไปสู่คุณภาพของเด็กปฐมวัย 2. กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์หมายถึง กระบวนการจัดประสบการณ์การศึกษาหาความรู้ ด้วยหลักการทางวิทยาศาสตร์น ามาพัฒนาเด็กปฐมวัยได้เรียนรู้ฝึกทักษะประสบการณ์จากการเรียนรู้ สิ่งแวดล้อมรอบตัวด้วยการลงมือกระท า สืบค้น ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรม 24 กิจกรรม โดยล าดับขั้นตอนของการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์มีขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นน า (5 นาที) 1.1 ครูน าเด็กเข้าสู่เรื่องราวของกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ ผ่านการสนทนา เพื่อให้เด็ก เกิดความสนใจในการจัดประสบการณ์การทดลองวิทยาศาสตร์ 1.2 ครูเปิดภาพวัสดุอุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อให้เด็กได้สังเกต 2. ขั้นด าเนินกิจกรรม (20 นาที) 2.1 ครูแนะน าวัสดุอุปกรณ์ของจริงในการทดลองมาให้เด็กดูและให้เด็กสัมผัสวัสดุอุปกรณ์ 2.2 ครูสาธิตการทดลองกิจกรรมให้เด็กดูเพื่อให้เด็กได้สังเกตวิธีด าเนินการทดลอง ก่อนการทดลองร่วมกัน 2.3 เด็กและครูร่วมกันทดลองกิจกรรม 2.4 ครูใช้ค าถามกระตุ้นให้เด็กสังเกตและคิดสงสัยจนเกิดข้อค าถามขณะท ากิจกรรม 2.5 เด็กและครูร่วมกันสรุปกิจกรรมการทดลอง 3. ขั้นตอนสรุป (5 นาที) 3.1 เด็กและครูร่วมกับสรุปความส าเร็จ และอุปสรรคในการท ากิจกรรม 3. ทักษะการคิดพื้นฐาน หมายถึง เป็นกระบวนการท างานของสมองที่มีประสิทธิภาพ การสังเกต การเปรียบเทียบ การจ าแนก การจัดหมวดหมู่การแก้ปัญหา ส่วนหนึ่งมาจาก การฝึกฝน เช่นเดียวกับการป้อนข้อมูลต่าง ๆ เข้าไปในสมองเพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น ในการศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยแบ่งทักษะการคิดพื้นฐานส าหรับเด็กปฐมวัย ออกเป็น 3 ด้าน ดังนี้ด้านการสังเกต ด้านการ เปรียบเทียบ ด้านการจ าแนก 3.1 ทักษะการคิดสังเกต หมายถึง การใช้ประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง รวมกัน ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น และผิวกายสัมผัส โดยตรงกับวัตถุหรือเหตุการณ์ เพื่อค้นหาและรวบรวมซึ่ง เป็นรายละเอียดและคุณสมบัติต่าง ๆ ของสิ่ง ๆ นั้น
5 3.2 ทักษะการคิดเปรียบเทียบ หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัย ในการหาความสัมพันธ์ ของวัตถุสิ่งของหรือเหตุการณ์ ตั้งแต่สองสิ่งขึ้นไปบนพื้นฐานของคุณสมบัติที่มีลักษณะเฉพาะอย่าง เช่น เด็กสามารถบอกได้ว่าลูกบอลลูกหนึ่งมีขนาดเล็กกว่าอีกลูกหนึ่ง เป็นต้น 3.3 ทักษะการคิดจ าแนก หมายถึง ความสามารถของเด็กปฐมวัยในการแบ่งประเภทของสิ่งของ โดยหาเกณฑ์หรือสร้างเกณฑ์ในการแบ่งขึ้น ส่วนใหญ่เด็กจะใช้เกณฑ์ในการจ าแนกอยู่ 3 อย่าง คือ ความ เหมือน ความแตกต่าง และความสัมพันธ์ร่วม ซึ่งแล้วแต่เด็กจะเลือกใช้ เด็กปฐมวัยส่วนใหญ่จะเลือกใช้ เกณฑ์ 2 อย่าง คือความเหมือน และความต่าง เมื่อเด็กสามารถสร้างความเข้าใจได้อย่างถ่องแท้เกี่ยวกับ ความสัมพันธ์แล้วเด็กจึงจะจ าแนกโดยใช้ความสัมพันธ์ร่วมได้ ประโยชน์ที่ได้รับ ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้รับประโยชน์จากการวิจัย ดังนี้ 1. ได้ทราบผลการเปรียบเทียบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ ทดลองวิทยาศาสตร์ 2. ได้แนวทางการจัดประสบการณ์ส าคัญส าหรับครูผู้สอนระดับปฐมวัยในการจัดกิจกรรมการ ทดลองวิทยาศาสตร์ไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาเด็กปฐมวัยด้านอื่น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป กรอบแนวคิดกำรวิจัย การวิจัยครั้งนี้มีกรอบแนวคิดในการวิจัยดังนี้ ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ ทักษะการคิดพื้นฐาน - ทักษะการคิดสังเกต - ทักษะการคิดเปรียบเทียบ - ทักษะการคิดจ าแนก
6 บทที่ 2 เอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องเพื่อเป็นแนวทางในการวิจัย ดังนี้ 1. กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ 2. ทักษะการคิดพื้นฐาน 3. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 4. ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ กำรจัดกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ 1. ควำมหมำยของวิทยำศำสตร์ จากการศึกษาค้นคว้าความหมายของกิจกรรมวิทยาศาสตร์ มีผู้ให้ค าจ ากัดความไว้อย่าง น่าสนใจ น าเสนอไว้ ดังนี้ พรพรรณ ไวทยางกูร (อ้างใน เดชา สุทธินันท์, 2532, หน้า 7) ให้ค าจ ากัดความว่า วิทยาศาสตร์ คือความพยายามของมนุษย์ที่จะเรียนรู้และปฏิบัติความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัว เกี่ยวกับธรรมชาติ และเกี่ยวกับความต้องการที่จะกันหาให้เข้าใจใน่สิ่งที่อยู่รอบตัวเช่นปรากฎการณ์ ผู้คน และสิ่งต่าง ๆ (ภายนอก) และตัวตนของตนเอง (ภายใน) ซึ่งความพยายามเช่นนี้ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิด กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551, หน้า 166) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นเจตคติแห่งความ กระตือรือร้น ความสนใจ และการแก้ปัญหา ที่ใช้กระบวนการสังเกต การคิดการสะท้อนการปฏิบัติและ เหตุการณ์ที่เด็กใช้การคิดแบบวิทยาศาสตร์เพื่อสร้างกรอบความสัมพันธ์ของสารสนเทศให้เปีนระเบียบ มีความหมาย และให้มโนทัศน์ที่มีประโยชน์ พิมพ์พรรณ ทองประสิทธิ์ (2548, หน้า 45-46) กล่าวว่า กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้ใน การท ากิจกรรมนั้นควรมี 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นก าหนดปัญหาขั้นตั้งสมมติฐาน ขั้นออกแบบการทดลอง พิสูจน์ปัญหา ขั้นทดลองเพื่อค้นคว้าหาค าตอบและขั้นน าผลที่ได้ไปใช้ประโยชน์ในการเรียนรู้ผ่านกิจกรรม วิทยาศาสตร์ที่ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง
7 จิตเกษม ทองนาค (2548, หน้า 10) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเสาะแสงหา ความรู้ ประกอบด้วยทัศนคติ ทักษะและข้อความรู้ที่ตอบสนองความอยากรู้อยากเห็นตามธรรมชาติของ เด็ก ด้วยการกระตุ้นให้เด็กส ารวจ ทดลอง เฝ้าสังเกตปรากฏการณ์ต่าง ๆ รอบตัว พิมพันธ์ เดชะคุปต์ (2545, หน้า 9) กล่าวว่า วิทยาศาสตร์เป็นความช านาญในการใช้ ความคิดเพื่อกันหาความรู้รวมทั้งการแก้ปัญหา และเป็นทักษะทางปัญญาไม่ใช่การปฏิบัติด้วยมือเพราะ เป็นการปฏิบัติงานของสมอง การคิดมีทั้งการคิดพื้นฐาน เช่น ทักษะการสื่อความหมายได้แก่การอ่าน การจ า การพูด การเขียน การสังเกต การระบุ การจ าแนก การเรียงล าดับ การเปรียบเทียบ การลงข้อสรุป และการใช้ตัวเลข สรุปได้ว่ากระบวนการทางวิทยาศาสตร์ คือ ความสามารถในการค้นคว้าหาความรู้และ แก้ปัญหาซึ่งเกิดจากการฝึกฝนการใช้กระบวนการอย่างเป็นระบบจนเกิดความช านาญจะเห็นได้ว่าทักษะ กระบวนการทางวิทยาศาสตร์มีความส าคัญต่อการแสวงหาความรู้และเป็นทักษะพื้นฐานที่ช่วยพัฒนา ทักษะการคิดอยางเป็นระบบและใช้เหตุผลในการตัดสินใจ 2. ควำมหมำยของกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เป็นกิจกรรมที่ใช้ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ในการ สืบเสาะแสวงหาความรู้อย่างเป็นระบบ มีหลักการมีเหตุผลที่เชื่อถือได้ อารมณ์ สุวรรณปาล (2552 : 8-19) กล่าวว่า กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็ก ปฐมวัย ไม่ใช่การทดลองทางวิทยาศาสตร์แบบเด็กโต แต่เป็นกิจกรรมง่ายๆ เช่น การผสมสี การปลูกผัก จาก เมล็ด การดูแลสัตว์เลี้ยง การสังเกตหน้าตาของตนเอง การชั่ง ตวง วัดทราย-น้ า ที่เด็กเล่น ล้วนเป็น ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ทั้งสิ้น จันทรวิมล ใจอารีรอบ (2558 : 58) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ ส าหรับเด็กปฐมวัย คือ การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้นให้เด็กเกิดความรู้ความเข้าใจ ผ่านการใช้ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การลงมือปฏิบัติจริงและการค้นหาค าตอบด้วยตนเองเพื่อตอบสนอง ความต้องการ ความสนใจและความอยากรู้อยากเห็นตลอดจนสร้างความรู้ใหม่จากกิจกรรมที่มีความ หลากหลายและ เชื่อมโยงสู่ชีวิตประจ าวันได้ด้วยตนเอง สงกรานต์ เลิศวรายุทธ์ (2559 : 57) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ส าหรับ เด็กปฐมวัย เป็นการจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจากประสบการณ์จริง โดยเป็นการฝึกให้เด็กรู้จักสังเกตค้นหาคาตอบในเรื่องที่ตน สงสัย หรือทดลองปฏิบัติด้วยตนเองเพื่อ ส่งเสริมให้เด็กเกิดความรู้ ความคิดอย่างสมเหตุสมผล รู้จัก แสวงหาความรู้จากการค้นพบด้วยตนเอง
8 มีความสามารถใน การแก้ปัญหา ฝึกการทางานอย่างมีระบบ จะท าให้เกิดความเข้าใจและมีทัศนคติที่ดี สามารถนาความรู้ไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่าง เหมาะสม กุลยา ตันติผลาชีวะ (2547, หน้า 179) กล่าวถึง การจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ว่า เมื่อเด็กได้ฝึกทักษะการคิดจากการสังเกต ในการเก็บข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การสืบค้น การตีความ และการสรุปผล ที่เกิดจากทักษะการคิดที่เคยฝึกฝนมาก่อนความรอบคอบในการแก้ปัญหาจึงมีขั้นตอน มากขึ้น การได้ฝึกการปฏิบัติงานกลุ่ม การแลกเปลี่ยนเรียนรู้และประสบการณ์ซึ่งกันและกัน และได้คิด เพื่อลงความเห็นในองค์ประกอบที่ส าคัญมีการจัดการกับปัญหา ที่เด็กได้ใช้ความรู้ความสามารถแก้ปัญหา อย่างมีขั้นตอน การจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์เด็กปฐมวัยเป็นการส่งเสริมให้ครูปฐมวัยจัดกิจกรรม แบบสืบเสาะหาความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ประกอบด้วยลักษณะส าคัญได้แก่ 1. การมีส่วนร่วมในการตั้งค าถามเชิงวิทยาศาสตร์ 2. การปฏิบัติการส ารวจตรวจสอบเก็บรวบรวมข้อมูล โดยการสังเกต ส ารวจ สืบค้น หรือทดลองและบันทึกผลการส ารวจตรวจสอบด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับวัย 3. การตอบค าถามที่ตั้งขึ้น โดยใช้ผลการส ารวจตรวจสอบมาสร้างค าอธิบายที่มีเหตุผล 4. การน าเสนอผลการส ารวจตรวจสอบให้กับผู้อื่นด้วยวิธีการที่เหมาะสมกับวัยและตาม ความสามารถนอกจากนี้ ผู้ศึกษาได้น าแนวคิดทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองด้วยกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ มาประกอบการศึกษาวิจัยเพื่อฝึกทักษะการคิดและการแก้ปัญหาอย่างเป็นขั้นตอนเป็นระบบ เป็นการวางฟื้นฐานการคิดการแก้ปัญหาแก่เด็กปฐมวัย จอห์ ดิวอี้ (John Dewey อ้างใน อัครพงษ์ สัจจวาทิต, 2546, หน้า 71) กล่าวว่า การจัด กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์เป็นการฝึกให้เด็กคิดอย่างเป็นขั้นตอนด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ วิธีการจัดประสบการณ์ที่เกิดจากความตระหนัก ความงุนงงสงสัยใคร่รู้ในสิ่งที่เกิดหรือในปัญหานั้น 1 อ้าง มีการคาดคะเนเหตุการณ์หรือว่าคาดการณ์ถึงสาเหตุที่ปฏิบัติให้เกิดสิ่งหรือเหตุการณ์เหล านั้น ความสงสัย ความไม่เข้าใจและความอยากรู้อยากเห็นเกิดจากการสังเกต การส ารวจตรวจสอบ การค้นหา และ วิเคราะห์การปฏิบัติการในขั้นนี้ สรุปกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่มุ่งเน้น ให้เด็กเกิดความรู้ ความเข้าใจ ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การลงมือปฏิบัติจริงและการค้นหา ค าตอบด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความรู้ คิดอย่างมีเหตุผล รู้จักแสวงหาความรู้จากการค้นพบ
9 ด้วยตนเอง มีความสามารถใน การแก้ปัญหา ฝึกการท างานอย่างมีระบบ จากกิจกรรมที่มีความ หลากหลายและเชื่อมโยงสู่ชีวิตประจ าวันได้ด้วยตนเอง 3. ควำมส ำคัญของกำรจัดกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี(2551 : 1) ได้กล่าวถึง ความส าคัญของ การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยว่า มีความส าคัญที่จะท าให้คนได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิด เป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะที่ส าคัญในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถใน การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้ข้อมูลที่หลากหลายและมี ประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ Hendrick (1998 : 42 ; อ้างถึงใน บุญไทย แสนอุบล 2555 : 1) ได้กล่าวถึง ความส าคัญของ การจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยว่า มีความส าคัญที่ท าให้เกิดการ เรียนรู้การคิด และมีเหตุผล เกิดการเข้าใจมโนทัศน์ เชื่อสานข้อมูลประยุกต์และสรุปเป็นข้อความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งเด็ก สามารถพัฒนาทักษะการคิดเพื่อน าไปสู่ข้อสรุปให้ได้ ปุณณ์ญาณ์ ขานิ่ม (2554 : 45) ได้กล่าวถึง ความส าคัญของการจัดกิจกรรมการทดลอง วิทยาศาสตร์ของเด็กปฐมวัยว่า มีความส าคัญต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาเป็นอย่างมาก เป็นการฝึกให้เด็ก มีพื้นฐานของการมีเหตุผล ซึ่งสอดคล้องกับวัยความสนใจและธรรมชาติของเด็ก เป็นกิจกรรมที่เน้นเด็ก เป็นส าคัญและเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติด้วยตนเอง เช่น สังเกตด้วยตนเอง ตั้งข้อสงสัย เด็กมี โอกาสคาดเดาค าตอบและค้นหาค าตอบ สรุปกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย หมายถึง การจัดการเรียนการสอนที่ มุ่งเน้นให้เด็กเกิดความรู้ ความเข้าใจ ผ่านการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 การลงมือปฏิบัติจริงและการค้นหา ค าตอบด้วยตนเอง เพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดความรู้ คิดอย่างมีเหตุผล รู้จักแสวงหาความรู้จากการค้นพบ ด้วยตนเอง มีความสามารถใน การแก้ปัญหา ฝึกการท างานอย่างมีระบบ จากกิจกรรมที่มีความ หลากหลายและเชื่อมโยงสู่ชีวิตประจ าวันได้ด้วยตนเอง 4. หลักกำรจัดกิจกรรมวิทยำศำสตร์ส ำหรับเด็กปฐมวัย การจัดกิจกรรมวิทศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย เป็นการสร้างประสบการณ์ให้เด็กเกิดการเรียนรู้ ด้วยตนเอง มีหลักการจัดประสบการณ์วิทยาศาสตร์ที่ส าคัญดังนี้ ชุลีพร สงวนศรี(2550 : 80-94) ได้กล่าวถึงหลักการในจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็ก ปฐมวัยดังนี้
10 1. จัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ทุกครั้ง ต้องมีการวางแผนที่ดีมีการก าหนดจุดมุ่งหมาย ที่ชัดเจน 2. การจัดประสบการณ์ควรมุ่งเน้นพัฒนาความรู้ ทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และให้มีจิตวิทยาศาสตร์หรือเจตคติทางวิทยาศาสตร์ 3. จัดประสบการณ์ควรเลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับความสามารถตามวัย และความสนใจ ของเด็ก 4. การจัดประสบการณ์ควรมีการแนะน าวัสดุอุปกรณ์ชักชวนให้เด็กสนใจและลงมือปฏิบัติ 5. การจัดประสบการณ์ควรจัดประสบการณ์หลายๆ ประเภท ได้แก่ การสาธิตการเล่า นิทาน การอภิปราย และการปฏิบัติการทดลอง 6. การจัดประสบการณ์ครูควรใช้ค าถามกระตุ้นให้เด็กเกิดความคิด และมีความ กระตือรือร้น ที่จะค้นหาค าตอบด้วยตนเอง 7. ควรเปิดโอกาสให้เด็กถามค าถาม โดยครูไม่ควรตอบเด็กทันทีแต่ให้โอกาสเด็กได้ท า กิจกรรมจากการทดลอง การสัมผัส และการลงความเห็นจากเหตุการณ์ที่เด็กค้นพบด้วยตนเอง 8. ควรมีการยืดหยุ่นเวลาในขณะท ากิจกรรม และให้โอกาสเด็กได้ท ากิจกรรมต่อไปเมื่อเด็ก ยังให้ความสนใจ 9. ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้มีโอกาสเลือกท ากิจกรรมต่าง ๆ จากความสนใจและความ ต้องการของเด็กด้วยความสุข ส่งเสริมการส ารวจค้นคว้าเพื่อน าไปสู่การค้นพบใหม่ 10. ควรจัดกิจกรรมให้มีความต่อเนื่องสม่ าเสมอ และหมุนเวียนสับเปลี่ยนกิจกรรมไปตาม เหตุการณ์โดยค านึงถึงความสามารถตามวัย และธรรมชาติของเด็กเป็นส าคัญ 11. การจัดสภาพแวดล้อมให้น่าสนใจปลอดภัยต่อการให้เด็กส ารวจค้นคว้า ช่วยเสนอแนะ ให้ก าลังใจขณะที่เด็กส ารวจ และท ากิจกรรมต่าง ๆ 12. การจัดประสบการณ์ควรเป็นเรื่องราว และสภาพแวดล้อมที่ใกล้ตัวเด็ก มีความหมาย กับเด็ก ช่วยให้เด็กมีความสนใจมากยิ่งขึ้น 13. การจัดประสบการณ์แต่ละครั้งควรเปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วมในการจัดเพื่อสร้าง ความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูกับเด็ก 14. การจัดประสบการณ์ด้านต่าง ๆ เพื่อให้เด็กส ารวจ สังเกต รู้จักเก็บข้อมูลที่เกิดขึ้น และแสดงความคิดเห็น เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์สิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานของความรู้ที่ยากขึ้นต่อไป ในภายหน้า
11 15. ครูควรท าความเข้าใจว่าเด็กปฐมวัยนั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์อยู่แล้วควรน าประโยชน์นี้ มาใช้ในการจัดประสบการณ์โดยจัดสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการให้เด็กได้ส ารวจ ค้นพบซึ่งสิ่งเหล่านี้มีส่วน ส าคัญยิ่งต่อการเรียนรู้ของเด็ก จิตรา ชนะกุล (2548 ; อ้างถึงใน จารุรินทร์โชคเหมาะ 2556 : 13) ได้กล่าวถึง หลักการในจัด กิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย ดังนี้เป็นการสร้างให้เด็กเรียนรู้กระบวนการวิทยาศาสตร์และ เนื้อหาวิทยาศาสตร์การจัดประสบการณ์ที่ดีครูควรยึดหลัก ดังนี้ 1. เป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก โดยใกล้ทั้งเวลา เหมาะสมพัฒนาการความสนใจและ ประสบการณ์ที่ผ่านมาของเด็ก 2. เอื้ออ านวยให้เด็กได้กระท าตามธรรมชาติของเด็ก เด็กมีธรรมชาติที่ชอบส ารวจ ตรวจค้น กระฉับกระเฉง หยิบโน่นจับนี่จึงควรจัดประสบการณ์ที่ใช้ธรรมชาติในการแสวงหาความรู้ 3. เด็กต้องการและสนใจ จัดประสบการณ์ให้สอดคล้องความต้องการ และความสนใจ หากบังเอิญมีเหตุการณ์ที่เด็กสนใจเกิดขึ้นในขณะเรียนครูควรถือโอกาสนั้นเป็นประโยชน์ในการจัด ประสบการณ์ 4. ไม่ควรเป็นประสบการณ์ที่มีเนื้อหาซ้ าซ้อน ควรมีเนื้อหาในส่วนเล็ก ๆ จัดทีละส่วน ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ของเด็กส่วนใหญ่จะเป็นพื้นฐานความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์จากระดับง่าย ไม่ซับซ้อนไปสู่การส ารวจตรวจค้นและระดับการทดลอง 5. จัดประสบการณ์ทุกสาขาของวิทยาศาสตร์อย่างสมดุล เช่น สังเกต จ าแนก แจกแจง การดูเปรียบเทียบ ความสัมพันธ์ความสามารถในการคิด การแก้ปัญหา สรุปข้อความรู้หรือมโน ทัศน์จากการสังเกต กุลยา ตันติผลาชีวะ (2551 : 171) ได้กล่าวถึงหลักการในจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับ เด็กปฐมวัยดังนี้ 1. เป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก ประสบการณ์ที่เลือกมาจัดให้แก่เด็ก ควรเป็นเรื่องใกล้ตัวเด็ก โดยใกล้ทั้งเวลาเหมาะกับการพัฒนาการความสนใจและประสบการณ์ที่ผ่านมาของเด็ก 2. เอื้ออ านวยให้เด็กได้กระท าตามธรรมชาติของเด็ก ที่มีนิสัยชอบส ารวจ ตรวจค้น กระฉับกระเฉง หยิบโน่นจับนี่ จึงควรจัดประสบการณ์ที่ใช้ธรรมชาติในการแสวงหาความรู้ 3. เด็กต้องการและสนใจ ประสบการณ์ที่จัดให้เด็กต้องสอดคล้องกับความต้องการของเด็ก และอยู่ในความสนใจของเด็ก ดังนั้นหากบังเอิญมีเหตุการณ์ที่เด็กสนใจเกิดขึ้นในชั้นเรียน ครูควรถือโอกาส น าเหตุการณ์นั้นมาเป็นประโยชน์ในการจัดประสบการณ์ที่สัมพันธ์กันในทันที
12 4. ไม่ซับซ้อน ประสบการณ์ที่จัดให้นั้นไม่ควรเป็นประสบการณ์ที่มีความซับซ้อนแต่ควรเป็น ประสบการณ์ที่มีเนื้อหาเป็นส่วนเล็ก ๆ และจัดให้เด็กทีละส่วน ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก ส่วนใหญ่จะเป็นพื้นฐานความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ในเวลาต่อมา ทั้งนี้พื้นฐานต้องเริ่มจากระดับง่ายไม่ ซับซ้อนไปสู่ระดับของการส ารวจตรวจค้น และระดับของการทดลอง ซึ่งเป็นระดับที่สร้าง ความเข้าใจ มโนทัศน์วิทยาศาสตร์ 5. สมดุล ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ที่จัดให้กับเด็กควรมีความสมดุลย์ ทั้งนี้เพราะเด็ก ต้องการประสบการณ์ในทุกสาขาของวิทยาศาสตร์ เพื่อจะได้พัฒนาในทุก ๆ ด้าน ซึ่งแม้ว่าเด็กจะสนใจ เกี่ยวกับสิ่งมีชีวิต ได้แก่ พืชและสัตว์ ครูก็ควรจัดประสบการณ์หรือแนะน าให้เด็กสนใจ วิทยาศาสตร์ด้าน อื่น ๆ ด้วย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (2551 : 1) ได้กล่าวถึง หลักการในจัด กิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยว่า ควรเน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เปิดโอกาสให้เด็กมีส่วนร่วม ในการท ากิจกรรมมีประสบการณ์ตรง ได้ลงมือปฏิบัติจริงโดยมีครูเป็นผู้ตอบสนองความสนใจของเด็กและ ส่งเสริมการจัดโครงสร้างความคิดจากประสบการณ์ เพื่อพัฒนามุมมองและความเข้าใจทางวิทยาศาสตร์ รวมถึงการส่งเสริมทัศนคติเกี่ยวกับการดูแลและมีความรับผิดชอบที่จะรักษาสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัวอย่าง เหมาะสม สรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยนั้น เป็นการสร้างประสบการณ์ทาง วิทยาศาสตร์ โดยเน้นให้เด็กได้ลงมือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเองจากสื่อวัสดุ ที่มีอยู่ตามธรรมชาติเปิดโอกาส ให้เด็กได้เรียนรู้ตามความสามารถ และค้นคว้าหาคาตอบด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ จากการสังเกต จ าแนกแจกแจง การดูเปรียบเทียบ ความสัมพันธ์ความสามารถในการคิด ซึ่งเด็กจะได้พัฒนาทักษะในด้าน การคิดเชิงวิเคราะห์ รวมทั้งสรุปข้อความรู้หรือผังกราฟิกจากการสังเกต และมีความสามารถในการ แก้ปัญหาต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม 5. ขั้นตอนกำรจัดกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ส ำหรับเด็กปฐมวัย ดิวอี้ (Dewey. 1975 ; อ้างถึง สุมาลี หมวดไธสง 2554 : 7) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการจัดกิจกรรม วิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัยว่า ควรเป็นไปตามล าดับขั้นตอนของกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งดิวอี้ ได้ก าหนดว่ามี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. การก าหนดขอบเขตของปัญหา 2. การตั้งสมมติฐาน 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดลอง
13 4. กาวิเคราะห์ข้อมูล 5. การสรุปผล สุมาลี หมวดไธสง (2554 : 9) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็ก ปฐมวัยว่า มี 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ก าหนดขอบเขตปัญหาอย่างชัดเจน 2. เก็บรวบรวมข้อมูลหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับปัญหานั้น 3. ตั้งสมมุติฐานการแก้ปัญหา หรือคาดคะเนความน่าจะเป็น 4. ตรวจสอบสมมุติฐาน 5. ให้ข้อสรุป ปุณณ์ญาณ์ ข านิ่ม (2554 : 48) ได้กล่าวถึง ขั้นตอนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็ก ปฐมวัยว่า มีอยู่ 5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นก าหนด ปัญหาเป็นการระบุปัญหากระตุ้นให้เกิดความสงสัย และพยายามหาค าตอบ 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน เป็นการคาดเดาหรือพยากรณ์ค าตอบ โดยอาศัยความรู้จาก ประสบการณ์ เดิมเป็นพื้นฐาน ในการคาดคะเนค าตอบ การตั้งสมมติฐานมักนิยมเขียนในรูป ถ้า….แล้ว…. 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล เป็นการรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากแหล่งข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องที่สงสัย หรือที่เป็นปัญหาเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน 4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล เป็นขั้นที่น าข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลและน าข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาเรียงให้ร้อยสอดคล้องสัมพันธ์กับข้อมูลที่มีอยู่ 5. ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป เป็นการน าข้อมูลที่ได้มาร่วมกันอภิปราย และลง ข้อสรุปให้ เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย มี 5 ขั้น ได้แก่ 1. ขั้นก าหนดขอบเขตของปัญหา 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน 3. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล และการทดลอง 4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล 5. ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป และระหว่างจัดกิจกรรมจะต้องเปิด โอกาสให้เด็กใช้ค าถาม ตอบค าถาม กระตุ้นความสนใจให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติโดยใช้ประสาท
14 สัมผัสทั้งห้า เป็นการส่งเสริมการคิดเชิงวิเคราะห์จากการใช้เชื่อมโยงสาเหตุและผลของกิจกรรมรวมทั้งการ เปรียบเทียบสมมติฐานกับผลการทดลอง สรุปได้ว่า ขั้นตอนการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย มี 5 ขั้น ได้แก่1. ขั้นก าหนด ขอบเขตของปัญหา 2. ขั้นตั้งสมมติฐาน 3. ขั้นเก็บรวบรวมข้อมูล และการ ทดลอง 4. ขั้นวิเคราะห์ข้อมูล 5. ขั้นอภิปรายและลงข้อสรุป และระหว่างจัดกิจกรรมจะต้องเปิด โอกาสให้เด็กใช้ค าถาม ตอบค าถาม กระตุ้นความสนใจให้เข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้และ ลงมือปฏิบัติ โดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า เป็นการส่งเสริมการคิดเชิงวิเคราะห์จากการใช้เชื่อมโยง สาเหตุและผลของกิจกรรม รวมทั้งการ เปรียบเทียบสมมติฐานกับผลการทดลอง 6. บทบำทครูปฐมวัยในกำรจัดกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ ในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัยนั้นครูต้องมีบทบาทในการส่งเสริมการเรียนรู้ ของเด็ก ดังนี้ เทพกัญจนา พรหมขัติแก้ว (2553 : 1) บทบาทครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ มี 5 ข้อ ดังนี้ 1. ตั้งค าถามที่เด็กสามารถตรวจสอบได้ด้วยตัวเอง เช่น ค าถามเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม รอบ ๆ ตัว หรือโลกของเรา 2. ออกไปหาค าตอบด้วยกัน เนื่องจากค าถามในระดับเด็กอนุบาลมักจะเปิดกว้าง ดังนั้น การค้นหาค าตอบอาจมีครูคอยช่วยจัดประสบการณ์ให้เด็กตามที่เขาตั้งขึ้น 3. เมื่อขั้นสองส าเร็จ เด็กจะเอาสิ่งที่เขาค้นพบมาไปตอบค าถามของเขาเองในขั้นนี้คุณครูอาจ ช่วยเสริมในแง่ของความครบถ้วนสมบูรณ์หรือในด้านของเหตุและผล 4. น าเสนอสิ่งที่เขาส ารวจตรวจสอบมาแล้วให้กับเพื่อนๆ 5. การน าสิ่งที่เด็กค้นพบค าตอบนั้นไปเชื่อมโยงกับค าอธิบายทางวิทยาศาสตร์เด็ก กุลยา ตันติผลาชีวะ (2552 : 192) กล่าวว่า บทบาทครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ มีดังนี้ 1. ครูวิทยาศาสตร์รู้และเข้าใจ ในการออกแบบกิจกรรมที่กระตุ้นการคิดแบบวิทยาศาสตร์ 2. ครูวิทยาศาสตร์สร้างบรรยากาศและด าเนินกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เปิดโอกาสและอ านวย ความสะดวกแก่เด็กทุกคน 3. ครูวิทยาศาสตร์ต้องกระตุ้นและสนับสนุนให้เด็กแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 4. ครูวิทยาศาสตร์ต้องเป็นผู้เตรียมความพร้อมเพื่อการเรียนรู้
15 5. ครูวิทยาศาสตร์ต้องเป็นคลังความรู้ทันต่อเหตุการณ์ปัจจุบัน อารมณ์ สุวรรณปาล (2552 : 8-39) กล่าวว่า บทบาทครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ ภายในห้องเรียน ครูควรจัดมุมประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ไว้ให้เด็ก เช่น มุม ธรรมชาติ มุมทดลองง่ายๆ เพื่อให้เด็กได้มีโอกาสคิดผ่านกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ การจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ควรเน้นที่การจัด สภาพแวดล้อมที่ให้เด็กได้สัมผัสกับของจริงพบเห็นของจริงที่อยู่รอบตัวเพราะในชีวิตจริงเด็กจะอยู่กับ ธรรมชาติแวดล้อมที่เป็นจริง อาจกล่าวได้ว่า วิทยาศาสตร์อยู่ในวิถีชีวิตประจ าวันของเด็ก มุมวิทยาศาสตร์หรือมุมธรรมชาติ จะกระตุ้นและส่งเสริมการคิดผ่าน กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ได้แก่ 1. สังเกตวัสดุอุปกรณ์ที่มีอยู่ในมุมวิทยาศาสตร์ หรือ มุมธรรมชาติ 2. คิดสงสัยว่าท าไมจึงเกิดสภาพที่เห็น 3. คิดหาเหตุผลที่ท าให้เกิดสภาพการณ์ที่เด็กเห็น 4. ทดลองหาค าตอบสิ่งที่สงสัย 5. สังเกตผลที่ได้ และหาข้อสรุป สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี (2551 : 6) ได้กล่าวว่า บทบาทครูปฐมวัย ในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์มี ดังนี้ 1. สนับสนุนและส่งเสริมความอยากรู้อยากเห็นของเด็ก 2. สนับสนุนและส่งเสริมความต้องการในการตั้งค าถาม 3. ส่งเสริมการใช้ประสาทสัมผัสในการเรียนรู้ ส ารวจตรวจสอบจ าแนกสิ่งต่าง ๆ 4. ส่งเสริมกระบวนการคิดรวบยอด การคิดแก้ปัญหา และการคิดสร้างสรรค์ 5. ส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ 6. ส่งเสริมความสนใจในการดูแลรับผิดชอบต่อสิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว 7. เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความรู้สึกชื่นชมยินดีในธรรมชาติ สรุปได้ว่า บทบาทของครูปฐมวัยในการจัดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ให้กับเด็กปฐมวัยนั้น ครูควรรู้ พื้นฐานของเด็กแต่ละคน เลือกกิจกรรมที่เหมาะสมกับวัยเด็ก มีวัตถุประสงค์ที่สอดคล้องกับกิจกรรมและ เปิดโอกาสให้เด็กได้มีอิสระในการท ากิจกรรมอย่างเต็มที่ กิจกรรมควรเน้นให้เด็กได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 ในการฝึกฝนทดลองปฏิบัติ ส่งเสริมให้เด็กเกิดการค้นพบด้วยตัวของเขาเอง ส่งเสริมในแง่ของความ ครบถ้วนสมบูรณ์หรือในด้านของเหตุและผล การคิดหาเหตุผลที่ท าให้เกิดสภาพการณ์ที่เด็กเห็น การน าสิ่ง ที่เด็กค้นพบค าตอบนั้นไปเชื่อมโยงกับค าอธิบายทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก สังเกตผลที่ได้และหาข้อสรุป เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดของเด็ก
16 ทักษะกำรคิดพื้นฐำน 1. กำรคิดของเด็กปฐมวัย เป็นเรื่องราวของการท างานของสมองที่เป็นขั้นตอน มีความซับซ้อน และหลายสิ่งที่เกี่ยวข้อง ความสามารถของการคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการคิด การคิดของเด็กปฐมวัย พัฒนาการทางการคิดของ เด็กปฐมวัย ปัจจัยที่ส่งเสริม การคิดของเด็กปฐมวัย และแนวการจัดประสบการณ์เพื่อส่งเสริมการคิดของ เด็กปฐมวัย มีนักการศึกษาได้ให้ความหมายของการคิดไว้หลายท่าน ดังนี้ ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2551, หน้า 2) ได้สรุปความหมายของการคิด จากเพียเจต์ ฮัดกิน และกองวิจัยทางการศึกษา ว่าการคิดเป็นเป็นกระบวนการท างานของสมองที่เป็นไปตามธรรมชาติของ มนุษย์ที่เกิดขึ้น อันเป็นผลมาจากประสบการณ์เดิม สิ่งเร้า และสภาพแวดล้อมที่เข้ามากระทบส่งผลให้เกิด ความคิดในการที่จะแก้ไข ปรับตัว เพื่อให้สามารถแก้ไขปัญหาหรือปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นรวมทั้งสามารถสร้างสิ่งใหม่ ๆ ให้เกิดขึ้นได้ การคิดเป็นสิ่งที่เป็นนามธรรมเป็นกระบวนการที่มี ความต่อเนื่อง และเป็นขั้นตอน การคิดมีหลายลักษณะ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายและกระบวนการ ในการคิดที่ แตกต่างกัน ซึ่งทุกคนสามารถฝึกฝน เรียนรู้และพัฒนาได้ ดังนั้นมนุษย์สามารถ เรียนรู้ในการพัฒนาการ คิดได้อย่างหลากหลายรูปแบบ Biber (อ้างถึงใน สุวิทย์ มูลค า, 2551, หน้า 13) กล่าวว่า การคิด คือ การค้นหาความหมาย ผู้ที่คิดคือผู้ที่ก าลังค้นหาความหมายของอะไรบางอย่าง นั่นคือ ก าลังใช้สติปัญญาของตนท าความเข้าใจกับ การน าความรู้ใหม่ที่ได้เข้ารวมกับความรู้เดิม หรือประสบการณ์ที่มีอยู่ เพื่อหาค าตอบว่าคืออะไรหรือกล่าว อีกแบบหนึ่งว่าเป็นการเอาข้อมูลที่เพิ่งรับเข้ามาใหม่ไปรวมกับข้อมูลเก่าที่ระลึกได้ เพื่อสร้างเป็นความคิด อ่านเหตุผลหรือข้อตัดสิน สุคนธ์ สินธพานนท์ (2552, หน้า 18) ได้สรุปว่าการคิดเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นในสมองที่มีการ ค้นหาหลักการหรือข้อความจริงแล้ววิเคราะห์เพื่อหาข้อสรุป ซึ่งการคิดนั้นอาจจะเกิดจากสิ่งเร้าหรือ ข้อความจริงที่ได้รับรวมกับประสบการณ์เดิมที่มีอยู่ผลของการปรับเปลี่ยนการคิดจะช่วยพัฒนาระดับ ความคิดให้สูงขึ้น จากความหมายของการคิดที่มีผู้กล่าวไว้ข้างต้น สรุปได้ว่า กระบวนการ ของสมองนั้น เกิดในได้เองตามธรรมชาติ และสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาหรือสามารถเกิดขึ้นได้เร็วเมื่อเจอสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เกิดการกระตุ้นเพื่อสร้างสรรค์สิ่งใหม่ ๆ ท าให้เกิด การคิดค้นสิ่งใหม่ ๆ เพื่อสร้างสรรค์หรือแก้ไขปัญหา ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย์
17 ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ (2551, หน้า 289) กล่าวว่า ่เป็นการแสดงศักยภาพในการปัญหาของ มนุษย์ โดยน าข้อมูลของตนเอง สังคม สิ่งแวดล้อมและวิชาการมาประกอบการตัดสินใจในสถานการณ์ เพื่อให้ตนเองเกิดความสุข 2. ควำมหมำยของทักษะกำรคิดพื้นฐำน มีนักวิจัยและนักการศึกษาได้กล่าวไว้ดังนี้ ทิศนา แขมมณี (2544, หน้า 163) ได้ให้ความหมายทักษะการคิดแต่ละค าเพื่อน าไปสู่การระบุ พฤติกรรมที่บ่งชี้ถึงทักษะการคิดนั้น เพื่อที่ผู้สอนจะได้น าไปตั้งค าถาม หรือสั่งให้ผู้เรียนปฏิบัติส่งเสริม ทักษะการคิดนั้น ๆ ศิริชัย กาญจนวาสี (2544, หน้า 171) กล่าวว่า การคิดเป็นกิจกรรมทางสมองที่เกิดขึ้น ตลอดเวลา การคิดที่เราสนใจเป็นการคิดอย่างมีจุดหมาย ซึ่งเป็นการคิดที่น าไปสู่เป้าหมายโดยตรง หรือ คิดค้นข้อสรุปเป็นค าตอบส าหรับตัดสินใจหรือแก้ปัญหาสิ่งใดสิ่งหนึ่ง การคิดซึ่งเป็นความสามารถอย่าง หนึ่งทางสมอง การคิดเป็นนามธรรมที่มีลักษณะซับซ้อน ไม่สามารถมองเห็นไม่สามารถสังเกต สัมผัส วัด ได้โดยตรงจึงต้องอาศัยหลักการวัดทางจิตมิติ มาช่วยในการวัด สามารถแบ่งเป็นทักษะการสื่อความหมาย และทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป ดังนี้ 1. ทักษะการสื่อความหมาย (Communication Skills) หมายถึง ทักษะการรับสารที่แสดงถึง ความคิดของผู้อื่นเข้ามาเพื่อรับรู้ ตีความแล้วจดจ าและเมื่อต้องการที่เจาะลึก เพื่อน ามาเรียบเรียงและ ถ่ายทอดความคิดเห็นของตนให้แก่ผู้อื่น โดยแปลงความคิดให้อยู่ในรูปภาษาต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้อความ ค าพูด ศิลปะ ดนตรี คณิตศาสตร์ ฯลฯ ทักษะการสื่อความหมายประกอบด้วยทักษะย่อย ๆ ที่ส าคัญ คือ การฟัง การอ่าน การรับรู้ การจดจ า การจ า การคงสิ่งที่เรียนไปแล้วไว้ภายหลังการเรียนนั้น การบอก ความรู้ได้จากตัวเลือก ที่ก าหนดให้) การบอกความรู้ออกมาด้วยตนเอง การใช้ข้อมูล การบรรยาย การอธิบาย การท าให้กระจ่าง การพูด การเขียน และการแสดงออกถึงความหมายของตน 2. ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป หมายถึง ทักษะการคิดที่จ าเป็นต้องใช้ อยู่เสมอในการด ารงชีวิตประจ าวันและเป็นพื้นฐานการคิดขั้นสูง ที่มีความสลับซับซ้อนซึ่งคนเรา จ าเป็นต้องใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทักษะการคิดที่เป็น แกน ประกอบด้วย การสังเกต ส ารวจ การตั้งค าถาม การเก็บรวบรวมข้อมูล การระบุ การจ าแนก แยกแยะ การจัดล าดับ การเปรียบเทียบ การจัดหมวดหมู่ การสรุปอ้างอิง การแปล การตีความ การ เชื่อมโยง การขยายความ การให้เหตุผล และการสรุปย่อ
18 3. ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน หมายถึง ทักษะการคิด ที่มีขั้นตอน หลายขั้น และต้องอาศัยทักษะการสื่อความหมายและทักษะการคิดที่เป็นแกน หลาย ๆ ทักษะในแต่ละขั้น ทักษะการคิดขั้นสูงจึงจะพัฒนาได้เมื่อผู้เรียนได้ผ่านการพัฒนา ทักษะการคิดพื้นฐานจนเกิดความช านาญ แล้ว ประกอบด้วยการสรุปความ การให้ค าจ ากัดความ การวิเคราะห์ การผสมผสาน ข้อมูล การจัดระบบ ความคิด การสร้างองค์ความรู้ใหม่การก าหนดโครงสร้างความรู้การแก้ไขปรับปรุงโครงสร้าง ความรู้ใหม่ การค้นหาแบบแผน การหาความเชื่อพื้นฐาน การคาดคะเนหรือการพยากรณ์ การตั้งสมมติฐาน การทดสอบสมมติฐาน การตั้งเกณฑ์ การพิสูจน์ความจริง และการประยุกต์ใช้ความรู้ สรุปได้ว่าทักษะการคิดพื้นฐานเป็นกระบวนการท างานของสมองที่มีประสิทธิภาพ การสังเกต การเปรียบเทียบ การจ าแนก การแก้ปัญหา ส่วนหนึ่งมาจากการฝึกฝน เช่นเดียวกับการป้อนข้อมูลต่าง ๆ เข้าไปในสมองเพื่อให้สามารถเก็บข้อมูลได้มากขึ้น การคิดในบางครั้งเริ่มจากการคิดง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อน ด้วยพัฒนาขยายออกไปอย่าง กว้างขวางตามจุดเป้าหมาย จุดประสงค์ของการคิด แต่ข้อมูลหรือเนื้อหาใน การคิดก็ยังคง มีความส าคัญเสมอ และอีกสิ่งหนึ่งคือตัวผู้ใช้ข้อมูล ต้องมีใจเป็นกลาง ไม่มีอคติต่อข้อมูล ล าเอียงเพราะความคุ้นเคย ความเคยชิน ความน่าเชื่อถือ ท าให้ปิดกั้นความคิด ดังนั้น การครุ่นคิด ใคร่ครวญด้วยเหตุและผลอย่างรอบคอบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้คิดควรน ามาใช้เป็นประจ า นั้นคือมีสติอยู่ทุกขณะ คิดนั้น จากเหตุผลที่กล่าวมาผู้วิจัยจึงก าหนดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ต้องการศึกษาเป็น 3 ทักษะ ได้แก่ ทักษะการสังเกต ทักษะการเปรียบเทียบ และทักษะการจ าแนก เพื่อพัฒนาทักษะการคิด พื้นฐานของเด็กปฐมวัย 3. ควำมส ำคัญของกำรคิด ดิวอี้(Dewey, 1933 : p. 306) ได้ให้แนวคิดเกี่ยวกับการคิดว่า เป็นสิ่งที่มีคุณค่าเพราะการคิด ช่วยให้คนได้มองเห็นภาพปัญหาต่าง ๆ ในอนาคตซึ่งจะช่วยให้บุคคลได้คิดหาแนวทางในการหลีกเลี่ยงหรือ ป้องกันได้และการคิดช่วยขยายความหมายของสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้ และผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการ คิดคือ คนจะมีการปฏิบัติหรือการกระท าตามที่เขาคิดถึงแม้ว่ามันจะถูกหรือผิดก็ตามเนื่องจากการคิดมี พลังอ านาจจึงต้องการการควบคุมโดยได้แนะน าวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการช่วยรักษาความคิดให้ เป็นไปอย่างถูกต้องโดยมีการควบคุมเงื่อนไขภายใต้การสังเกต และการสรุปความคิดตามสิ่งที่เกิดขึ้นและ ได้มีการทบทวนแนวคิดโดยกล่าวว่า สิ่งที่บุคคลรู้จะเป็นสิ่งที่กระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดครั้งแรกแล้วจึง น าไปสู่การคิดในสิ่งอื่น ๆ ซึ่งก่อให้เกิดความสมบูรณ์ของกระบวนการคิดนั้น เนื่องจากการคิดมีอิทธิพล อย่างมากจากกิเลสที่อยู่ภายในตัวบุคคลและสังคม
19 ลักขณา แก้วกอง (2559) ได้กล่าวถึงความส าคัญของการคิด ไว้ดังนี้ 1. การคิดช่วยให้เด็กปฐมวัยได้รู้จักการแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผลขณะท ากิจกรรมที่ฝึกทักษะ การคิดต่าง ๆ 2. การคิดเกิดขึ้นได้ขณะที่เด็กฝึกทักษะกระบวนการวิทยาศาสตร์ได้แก่การสังเกตการวัด การจ าแนกประเภทการลงความเห็นการสื่อความหมายการหาความสัมพันธ์ระหว่างสเปซกับเวลาและการ ใช้ตัวเลขเป็นต้น 3. การคิดช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้วิธีการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 4. การคิดช่วยให้เด็กมีโอกาสหาค าตอบในการแก้ปัญหา 5. การคิดช่วยให้เด็กเรียนรู้ความสามารถของศักยภาพทางการคิดของตนเอง 6. การคิดช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องอยู่ตลอดเวลาท าให้เด็กพัฒนความ สามารถทางสมอง 7. การคิดช่วยให้เด็กเล็ก ๆ สามารถแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ถ้าปัญหานั้นมีความเกี่ยวข้อง กับเด็ก 4. ลักษณะกำรคิด ทิศนา แขมมณี (2544, หน้า 141) อธิบายถึงลักษณะการคิดว่า เป็นการคิดที่มีจุดมุ่งหมาย เฉพาะอยางที่เป็นคุณสมบัติเด่นของการคิดนั้น ๆ การที่จะเป็นคนคิดเก่งต้องเริ่มตั้งแต่วัยเด็กและควร ได้รับการส่งเสริมสนับสนุนให้คิดบ่อย ๆ ให้โอกาสได้ใช้ความคิดในทางสร้างสรรค์และแสดงออกใน กิจกรรมการคิดให้สม่ าเสมอต่อเนื่อง กิจกรรมที่ส่งเสริมลักษณะการคิด มีดังต่อไปนี้ 1. ลักษณะกำรคิดที่เกิดจำกกำรระดมสมอง การระดมสมองจัดเป็นกิจกรรมการคิดอยางหนึ่งที่ใช้กระตุ้นการคิด เป็นการจัดสิ่งแวดล้อมแบบ กลุ่มที่ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจกรรมฝึกคิดร่วมกัน ยุดา รักไทยและคณะ (2547, หน้า 165) กล่าวถึงลักษณะส าคัญในการระดมสมองว่า 1) เป็นการกระตุ้นซึ่งกันและกัน 2) เป็นการชะลอการตัดสินใจ 3) เป็นสภาพแวดล้อมที่มีลักษณะเป็นทางการ ยุดา รักไทย และคณะ (2547, หน้า 167) ได้อธิบายถึงการระดมสมองตามขั้นตอน ต่าง ๆ ดังนี้ 1. การกระตุ้นซึ่งกนและกันเป็นเทคนิคการแยกส่วนและพลิกกลับที่ปฏิบัติให้เกิดความคิด จากการถูกกระตุ้นด้วยความคิดของคนอื่น ๆ ในกลุ่ม การถูกกระตุ้นให้คิด ปฏิบัติให้แต่ละคนต่างแสดง
20 ความคิดของตนเองออกมา อาจจะสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับปัญหาหรือค าถามที่ตั้งไว้ ถ้าได้รับการกระตุ้น เสริมโดยค าถามจากครู จะช่วยดึงเอาความคิดตามเป้าหมายที่ต้องการของแต่ละคนออกมาได้ 2. การชะลอการตัดสินใจ ในระหวางการระดมความคิด จะไม่มีค าถามที่แสดงความหมาย ของประเมินความคิดใด ๆ เพราะถ้าใช้ค าถามเหล่านั้นการระดมความคิด จะหยุดชะงักทันทีในการจัด ประสบการณ์การระดมความคิดนั้น เพื่อต้องการดึงศักยภาพของการคิดในตนออกมา เด็กอาจจะมี ความคิดใหม่ ๆ และเมื่อแสดงความคิดออกมา ครูควรกระตุ้นและให้กาลังใจด้วยการชมเชยและใช้ค าพูด เชิงบวกให้เด็กเกิดพลังที่จะน าเสนอความคิดแปลกใหม่ออกมา 3. สภาพแวดล้อมที่มีลักษณะเป็นทางการการจัดสภาพแวดล้อมแบบนี้เป็นการแสดงการ ยอมรับความคิดซึ่งกันและกันแม้จะผิดหรือถูกก็ตามปฏิบัติให้เด็กอุ่นใจและไม่กลัวที่จะเสนอความคิดของ ตนออกมาอย่างน้อยก็มีครูเป็นผู้ฟังที่ดีลิขสิทธิ์ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพียเจท์(Piagetอ้างใน โกวิท ประวาลพฤกษ์, 2552, หน้า17) กล่าวว่า การจัดสภาพแวดล้อม ให้ท้าทาย ยั่วยุ ให้เด็กแสดงความคิดและเปิดโอกาสให้คิดอยางอิสระจะเห็นพฤติกรรมการคิดอยาง คล่องแคล่ว หลากหลายแสดงออกมา ไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ลักษณะใดเด็กจะใช้ทักษะการคิด ตอบสนองโดยอัตโนมัติและเมื่อถูกกระตุ้นเพียงเล็กน้อย เด็กก็จะแสดงพฤติกรรมการคิดโต้ตอบกันด้วย ภาษาปฏิสัมพันธ์ 2. ลักษณะกำรคิดที่เกิดจำกกำรแก้ปัญหำ ปัญหาท าให้บุคคลเกิดการคิดเพื่อที่จะเอาชนะปัญหาความต้องการเอาชนะปฏิบัติให้เกิดวิธีคิดที่ จะแก้ปัญหา ซึ่งจอห์น ดิวอี้(John Dewey) ได้น าเสนอวิธีคิดโดยการแกปัญหา (อ้างใน สุคนธ์ สิทธิพา นนท์ และคณะ, 2554, หน้า 150) ไว้ว่า เป็นวิธีฝึกให้เด็กคิดแกปัญหาอย่างมีขั้นตอน โดยประยุกต์ใช้ ความรู้ใหม่และกระบวนการต่าง ๆ แก้ปัญหา หลักการส าคัญในวิธีการแก้ปัญหาคือ ให้เด็กเรียนรู้และลง มือแก้ปัญหาโดยน ากระบวนการวิทยาศาสตร์มาใช้ตั้งเป้าหมายให้เกิดการคิดอย่างเป็นระบบและ สร้างสรรค์ขั้นตอนการคิดแกปัญหา ประกอบด้วย 2.1 การตั้งปัญหาจากข้อสงสัย เมื่อเด็กเจอะเจอกับสถานการณ์บางอย่างในชีวิตประจ าวัน อาจจะเป็นสิ่งที่เด็กกาลังสงสัยหรือสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วและต้องการความกระจ่าง ครูสามารถน าปัญหานั้นมา เป็นหัวข้อในการจัดประสบการณ์ได้เพื่อให้ได้ค าตอบและดึงความสนใจของเด็กให้เข้ามามีส่วนร่วมในการ หาค าตอบได้
21 2.2 การตั้งสมมติฐาน ส่งเสริมให้เด็กคิดริเริ่มและคิดเป็นระบบมากขึ้นใช้เหตุผลในการคิด การคาดคะเน การวิเคราะห์ส่วนใหญ่ส่วนย่อย โดยน าความรู้เดิมมาใช้ในการคิดแกปัญหาใหม่ที่ก าลัง เกิดขึ้น 2.3 การวางแผนแก้ปัญหา เป็นการออกแบบที่จะหาค าตอบและใช้เหตุผลในการคิดหา ค าตอบจากสาเหตุที่ปฏิบัติให้เกิดการน าเสนอทางเลือกอยางหลากหลายช่วยฝึกการคิดพิจารณาค าตอบ อยางถูกวิธีเป็นไปได้และเลือกใช้สื่ออุปกรณ์ประกอบอย่างสมเหตุสมผล 2.4 การเก็บรวบรวมข้อมูลเมื่อผ่านขั้นตอนทั้งสามขั้นตอนดังกล่าว เด็กจะแยกกันออกเก็บ ข้อมูล โดยบันทึกเป็นภาพวาดหรือค าพูดที่เด็กสามารถน าเสนอต่อกลุ่มได้และมีการคัดเลือก จัดหมวดหมู่ ข้อมูล และเก็บรวบรวมไว้สามารถน ากลับใช้ได้ 2.5 การสรุปผล เป็นการน าข้อมูลทั้งหมดมาคิด ตีความและสรุปผล เพื่อตอบค าถามที่ตั้งไว้ และทุกคนให้การยอมรับ การตรวจสอบและประเมินผลเป็นการน าข้อมูลที่เก็บรวบรวมไว้มาคิด พิจารณา ให้ถูกต้องและน าเสนอค าตอบต่อกลุ่มให้รับรู้จะเห็นได้ว่าในแต่ละขั้นตอนของกิจกรรมการแก้ปัญหา เด็กได้ใช้ทักษะการคิดเป็นล าดับขั้นตอนเป็นระบบ ใช้เหตุผล เชื่อมโยง น าเสนอทางเลือกในการคิด และตัดสินใจ เมื่อเด็กได้รับการฝึกบ่อย ๆ สม่ าเสมอ สมองได้รับการส่งเสริมให้สัมผัสกับปัญหา ได้ขบคิด และมีปฏิสัมพันธ์กบกลุ่มและสิ่งแวดล้อม ปฏิบัติให้เกิดการตอบสนอง การพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็น ระบบจึงเกิดขึ้น 3. ลักษณะกำรคิดที่เกิดจำกกำรจ ำแนก แจกแจง สุวิทย์ มูลค า (2547, หน้า 102) กล่าวว่า ความสามารถในการจ าแนก แจกแจง จะเกิดขึ้นเมื่อ บุคคลได้ใช้ทักษะการสังเกตสิ่งต่าง ๆ รอบตัวโดยมีเกณฑ์ก ากับซึ่งสมองคิดและตั้งไว้แล้วน ามาใช้แยก ประเภทตามความเหมือนความต่าง ความคล้ายคลึงปฏิบัติให้รู้ว่าควรจัดไว้ในกลุ่มหรือหมวดหมู่ใด การน าความสามารถในการจ าแนกแยกแยะและรู้ถึงข้อแตกต่างของสิ่งของหรือสถานการณ์ที่เผชิญรู้ถึง ความสัมพันธ์และแยกส่วนประกอบจากส่วนใหญ่ไปส่วนยอยและจากส่วนย่อยไปส่วนใหญ่อยางเข้าใจได้ และเมื่อเด็กได้ใช้ลักษณะการคิดนี้อยางสม่ าเสมอต่อเนื่องสามารถพัฒนาเป็นการคิดเปรียบเทียบในระดับ ที่สูงขึ้นได้ 4. ลักษณะกำรคิดที่เกิดจำกกำรเปรียบเทียบ การเปรียบเทียบเชิงมิติพื้นที่จ านวนทิศทางเป็นการตรวจสอบความสัมพันธ์ของสิ่งของตั้งแต่ สองสิ่งขึ้นไปวามีความแตกต่างกันในด้านปริมาณจ านวนมากน้อย และลักษณะจ าเพาะ ซึ่งการส่งเสริมให้ ได้ความคิดในลักษณะเช่นนี้ เด็กต้องลงมือปฏิบัติและมีปฏิสัมพันธ์กบสื่ออุปกรณ์ ได้คิด ได้สัมผัส
22 เปรียบเทียบโดยใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้าขณะปฏิบัติกิจกรรมเมื่อถูกกระตุ้นด้วยค าถามจะได้ค าตอบตามที่ คิดที่สัมผัส เกิดการเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของประสบการณ์เดิมกบความรู้ใหม่ๆ ซึ่งการคิดในลักษณะนี้ จะเกิดจากเปรียบเทียบดังกล่าว 5. ประเภทของกำรคิด ทักษะการคิด เป็นค าที่แสดงถึงพฤติกรรมการคิดที่มีลักษณะเป็นรูปธรรมเพียงพอที่จะช่วยให้ มองเห็นพฤติกรรมหรือการกระท าที่ชัดเจนของการคิดนั้น ๆ เช่น การสังเกต เมื่อพูดถึงการสังเกตคน ทั่วไปพอจะรู้ได้ว่า หมายถึง การมองดูการสัมผัสด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นต้น ซึ่งทักษะอาจมีความ เป็นรูปแบบมากน้อยต่างกัน ทักษะการคิดมีจ านวนมาก ซึ่งมีนักการศึกษาหลายท่านจ าแนกประเภท ทักษะการคิดไว้แตกต่างกัน อาทิ เช่น บลูม (Blcom : 1956 อ้างถึงใน ทิศนา แซมณี 2544 : 11-12) จัดแบ่งทักษะการคิดเป็น 2 ระดับ ใด้แก่ 1) ทักษะการคิดขั้นต่ า ประกอบด้วย การเรียนรู้ขั้นความรู้ความจ า ความเข้าใจ และการ น าไปใช้ 2) ทักษะการคิดขั้นสูง ประกอบด้วย การเรียนรู้ชั้นวิเคราะห์ สังเคราะห์ และประเมินค า ทิศนา แขมมณี (2544 : 117) ได้จัดประเภททักษะการคิดออกเป็น 3 ประเกท ใด้แก่ 1. ทักษะการคิดพื้นฐาน 2. ทักษะการคิดที่เป็นแกน 3. ทักษะการคิดขั้นสูง ฟิชเชอร์ (1990 อ้างถึงใน วัชรา เก่าเขียนดี2553: 5) กล่าวว่า ทักษะการคิดประกอบด้วยการ คิดที่ส าคัญคือ การคิดอย่างมิวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ การคิดแก้ปัญหา วัชรา เล่าเรียนดี (2551:7) ใด้กล่าวว่าทักษะการคิดที่ส าคัญประกอบด้วย 1) ทักษะการคิดวิเคราะห์ 2) ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3) ทักษะการติดสร้างสรรค์ 4) ทักษะการประเมินผล 5) ทักษะการคิดแบบบูรณาการ 6) ทักษะการคิดแก้ปัญหา
23 7) ทักษะการคิดไตร่ตรองและสะท้อนความคิด และที่ส าคัญนักการศึกษาและนักคิดต่างก็มี ความคิดเห็นสอดคล้องกันว่าทักษะการคิดประเภทต่าง ๆ แต่ละระดับไม่ได้แยกจากกัน แต่จะมีความ เกี่ยวเนื่องสัมพันธ์กับทักษะการคิดขั้นต้น ๆ และทักษะการคิดบางประเภทเป็นพื้นฐานของทักษะขั้นสูงขึ้น ต่อไป และทักษะการคิดขั้นสูงไม่อาจเกิดขึ้นใด้ถ้าขาดทักษะการคิดขั้นต่ าอื่น ๆ (กรมวิชาการ, 2542 : หน้า 5 - 7) ทักษะการคิดประกอบด้วย ทักษะการคิดพื้นฐานและทักษะ การคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 1. ทักษะการคิดพื้นฐาน (Basic Skills) แบ่งเป็นทักษะการสื่อความหมาย และทักษะการคิดที่ เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป 1.1 ทักษะการสื่อความหมาย (Communication Skills) หมายถึง ทักษะการรับสารที่ แสดงถึงความคิดของผู้อื่นเข้ามาเพื่อรับรู้ ตีความแล้วจดจ าและเมื่อต้องการที่เจาะลึก เพื่อน ามาเรียบเรียง และถ่ายทอดความคิดเห็นของตนให้แก่ผู้อื่น โดยแปลงความคิดให้อยู่ในรูปภาษาต่าง ๆ ทั้งที่เป็นข้อความ ค าพูด ศิลปะ ดนตรี คณิตศาสตร์ฯลฯ 1.2 ทักษะการคิดที่เป็นแกนหรือทักษะการคิดทั่วไป หมายถึง ทักษะการคิดที่จ าเป็นต้องใช้ อยู่เสมอในการด ารงชีวิตประจ าวันและเป็นพื้นฐานการคิดขั้นสูงที่มีความสลับซับซ้อนซึ่งคนเราจ าเป็นต้อง ใช้ในการเรียนรู้เนื้อหาวิชาการต่าง ๆ ตลอดจนการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพ 2. ทักษะการคิดขั้นสูงหรือทักษะการคิดที่ซับซ้อน หมายถึง ทักษะการคิดที่มีขั้นตอนหลายขั้น และต้องอาศัยทักษะการสื่อความหมายและทักษะการคิดที่เป็นแกนหลาย ๆ ทักษะในแต่ละขั้น ทักษะการคิดขั้นสูงจึงจะพัฒนาได้เมื่อผู้เรียนได้ผ่านการพัฒนาทักษะการคิดพื้นฐานจนเกิดความช านาญ แล้ว
24 งำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง 1. งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมทดลองวิทยำศำสตร์ 1.1 งานวิจัยในประเทศ จารุรินทร์ โชคเหมาะ (2556 : 59) ได้ศึกษาผลการพัฒนาทักษะกระบวนการทาง วิทยาศาสตร์ส าหรับเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมโดยเน้นทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปีก าลังศึกษาในชั้นอนุบาลปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปี การศึกษา 2555 โรงเรียนบ้านปราสาทเยอ อ าเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ จ านวน 22 คน ผลการวิจัย พบว่า ผลการเปรียบเทียบทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกต การจ าแนก การสื่อ ความหมาย และการลงความเห็นของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมโดยใช้ทักษะ กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์ทุกด้านมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทาง สถิติที่ระดับ .01 และผลการศึกษาความพึงพอใจของเด็กปฐมวัย ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้ทักษะ กระบวนการทาง วิทยาศาสตร์โดยภาพรวมเด็กมีระดับความพึงพอใจมาก สุมาลี หมวดไธสง (2554 : 45) ได้ศึกษา ความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมกระบวนการทางวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียน ชาย – หญิงที่มีอายุ5 - 6 ปี ซึ่งก าลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 โรงเรียน สารสาสน์วิเทศ สุวรรณภูมิ สมุทรปราการ จ านวน 30 คน ผลการวิจัย พบว่าเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัด กิจกรรมกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ มีระดับความสามารถในการคิดวิเคราะห์สูงขึ้น อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 และ มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัดกิจกรรม กระบวนการทางวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน มีค่าเฉลี่ยสูงขึ้นกว่าก่อนได้รับการจัดกิจกรรมกระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์นอกห้องเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สุนดา เภาศรี (2556 : 104) ได้ศึกษา การส่งเสริมทักษะการคิดของเด็กปฐมวัยโดยใช้กิจกรรม วิทยาศาสตร์กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอายุ 5 - 6 ปี ชั้นอนุบาลศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบ้านวังทอง ส านักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาก าแพงเพชร เขต 1 จ านวน 23 คน การวิจัยครั้งนี้มี วัตถุประสงค์ เพื่อ ศึกษาทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์ และเพื่อเปรียบเทียบ ทักษะการคิดคล่อง คิดหลากหลาย คิดเปรียบเทียบและคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยระหว่างเรียน และ หลังเรียน โดยใช้กิจกรรมวิทยาศาสตร์โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 60.00 ผลการพบว่า ทุกคนมี
25 คะแนน ทักษะการคิดสูงขึ้นทุกด้าน มีค่าเฉลี่ยร้อยละของคะแนนทักษะการคิดระหว่างเรียนและหลังเรียน ทุกด้าน ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 60.00 ศรีนวล รัตนานันท์ (2540) ได้ศึกษาผลการจัดประสบการณ์หน่วยเน้นวิทยาศาสตร์นอกชั้น เรียนที่มีต่อทักษะการสังเกตของเด็กปฐมวัย เป็นนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 อายุระหว่าง 5 - 6 ปี จ านวน 15 คน ผลการศึกษาพบว่า 1. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์หน่วยเน้นวิทยาศาสตร์นอกชั้นเรียนมีทักษะการ สังเกตสูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์หน่วยเน้นวิทยาศาสตร์แบบปกติ มีทักษะการสังเกต สูงขึ้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์หน่วยเน้นวิทยาศาสตร์นอกชั้นเรียนกับเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดประสบการณ์หน่วยเน้นวิทยาศาสตร์แบบปกติมีทักษะการสังเกตแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 ลายทิพย์ ตรีแก้วทุม (2541) ได้ศึกษาการคิดอย่างมีเหตุผลของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมศิลปสร้างสรรค์ โดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของเด็กนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 อายุ 5-6 ปี จ านวน 15 คน ผลการศึกษาพบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์โดยใช้กระบวนการ ทางวิทยาศาสตร์กับแบบปกติหลังการทดลองมีความสามารถด้านการคิดอย่างมีเหตุผลแตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ศติมา พรหมรักษ์ (2546) ได้ศึกษาพฤติกรรมความร่วมมือของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด ประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 อายุระหว่าง 6 - 6 ปี จ านวน 10 คน ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังได้รับการจัดประสบการณ์ทางวิทยาศาสตร์ เด็กปฐมวัยมีพฤติกรรมความ ร่วมมือเฉลี่ยโดยรวมและจ าแนกตามรายด้าน ได้แก่ ด้านการช่วยเหลือ ด้านการเป็นผู้น า ด้านความ รับผิดชอบและด้านการแก้ปัญหา ความขัดแย้ง สูงกว่าก่อนได้รับการจัดประสบการณ์ 1.2 งานวิจัยต่างประเทศ เรนเนอร์และมาเรค (จันทร์พร พรหมมาศ. 2541 : 30; อ้างอิงจาก Renner and Marek. 1988) ได้ศึกษาโดย การน าทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของพิอาเจท์มาออกแบบทดลองสอน วิทยาศาสตร์ โดยใช้วัฏจักรการเรียนรู้(The Learning Cycle) พบว่า โมเดลนี้มีอิทธิพลต่อผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน ช่วยให้นักเรียนพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ทักษะทางสังคมและความเข้าใจ ความหมายของค า การแก้ไขปัญหาและช่วยให้นักเรียนเรียนรู้วิธีคิด
26 แอนเดอร์สัน (Anderson. 1998) ได้ศึกษาผลจากการกระตุ้นการอ่านทักษะวิทยาศาสตร์ด้าน การสังเกตและการอ่านเนื้อหาที่เด็กสนใจที่มีอิทธิพลต่อความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์ของเด็ก โดยท าการศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่อยู่ในหองเรียนต่างกัน การทดลองแบ่งออกเป็นสองกลุ่มกลุ่มแรกเด็ก จะได้รับการกระตุ้นการอ่าน โดยวิธีการการกระตุ้นให้เด็กเกิดความอยากรู้อยากเห็น และเกิดความสนใจ ในเนื้อหา กลุ่มที่สองได้รับการฝกทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกตและอ่านเนื้อหาจากเรื่องที่ตนสนใจ เกิดความอยากรู้ความคิดรวบยอดได้ดีกว่าเนื่องจาก ทักษะวิทยาศาสตร์ด้านการสังเกตตองใช้ประสาท สัมผัสหลาย ๆ ด้าน เพื่อให้ได้ความรู้และความรูที่ได้มาแสดงใหเห็นถึงความสนใจในหัวเรื่องซึ่งช่วย ส่งเสริมการสรุปความท าใหเด็กเกิดการเรียนรู้ความคิดรวบยอดทางวิทยาศาสตร์และเป็นการเรียนรู้จาก การค้นพบด้วยตนเอง 2. งำนวิจัยที่เกี่ยวข้องกับทักษะกำรคิดพื้นฐำน 2.1 งานวิจัยในประเทศ รพร ไชยเผือก (2540 : 56-64) ศึกษาผลของการใช้กิจกรรมการเล่นทรายเปียกที่มี ต่อทักษะการคิดของเด็กปฐมวัย ชั้นนุบาล อายุ 5-6 ปี โรงเรียนวิริยาลัย สังกัดส านักงานคณะกรรมการ การศึกษาเอกชน กรุงเทพมหานคร ภาคเรียนที่ 2 ปีการตึกษา 2539 ช านวน 30 คนแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มทดลองได้รับการจัดกิจกรรมการเนทรายเปียก และกลุ่มควบคุมได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นน้ า เล่นทรายแบบปกติ ผลการศึกษาพมว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นทรายเปียกและที่ได้รับ การจัดกิจกรรมการเล่นน้ า เล่นทรายแบบปกติมีทักษะการคิดสูงขึ้นเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การเล่นทรายเปียก กับเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเล่นน้ าเล่นทราย แบบปกติมีทักษะการคิด แตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .50 รุ่งทิพย์ ศรสิงห์( 2560 ) การพัฒนาความสามารถในการคิดแก้ปัญหาโดยใช้เกมการศึกษา จุดมุ่งหมายเพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการจัด ประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา 2) ศึกษาระดับความสามารถในการคิดแก้ปัญหาของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา กลุ่มประชากร เป้าหมาย ได้แก่ เด็ก ปฐมวัยอายุ3-4ปี ที่ศึกษาอยู่ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กโรงเรียนวัดวังส าโรง อ าเภอตะพานหิน จังหวัด พิจิตร เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้จ านวน16 แผน และแบบทดสอบ วัดความสามารถในการคิดแก้ปัญหาโดยใช้เกมการศึกษาจ านวน 16 ข้อ ผลการวิจัย พบว่า 1.หลังจากการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เด็กปฐมวัยมีความสามารถใน การคิดแก้ปัญหาสูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์เรียนรู้อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติระดับ .05
27 2.หลังจากการจัดประสบการณ์เรียนรู้โดยใช้เกมการศึกษา เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการ คิดแก้ปัญหาในภาพรวมอยู่ในระดับดี นางฉัตรมงคล สวนกัน ( 2553 ) พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยโดยการจัด ประสบการณ์ด้วยเกมการศึกษา จุดมุ่งหมายเพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของเกมการศึกษาทักษะการคิด วิเคราะห์ของเด็กปฐมวัย 2) เปรียบเทียบทักษะการคิดวิเคราะห์ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ด้วย เกมการศึกษาของเด็กปฐมวัย 3) ประเมินความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยต่อเกมการศึกษา กลุ่ม ประชากร เป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านเซียงเซา ภาคเรียนที่2 ปีการศึกษา 2553 จ านวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) เกมการศึกษา 2) แผนการจัดประสบการณ์เพื่อ พัฒนาทักษะการคิด วิเคราะห์ 3) แบบทดสอบวัดทักษะการคิดวิเคราะห์ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ ที่มีต่อเกมการศึกษา ของเด็กปฐมวัย ผลการวิจัย พบว่า 1.เกมการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยมี ประสิทธิภาพตามเกณฑ์เท่ากับ 84.12/83.70 2.ทักษะการคิดวิเคราะห์ของเด็กปฐมวัยหลังได้รับการจัด ประสบการณ์ด้วยเกมการศึกษา สูงกว่าก่อนการจัดประสบการณ์ด้วยเกมการศึกษา อย่างมีนัยส าคัญที่ ระดับ .01 3.ความพึงพอใจของเด็กปฐมวัยต่อเกมการศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก 2.2 งานวิจัยต่างประเทศ กริฟฟิทส์(Griffitts) (1987) ได้ศึกษาผลการสอนด้วยกระบวนการวิทยาศาสตร์ที่มีต่อการ พัฒนาทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยการทดลองสอนด้วยวิธี วิทยาศาสตร์แบบปฏิบัติเป็นหลักและแบบเน้นต ารา แล้วน าคะแนนความสามารถในการคิดอย่างมี วิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบกัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลการวิจัยปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างอย่างนัยส าคัญทางสถิติระหว่าง การสอนทั้งสองแบบในการ พัฒนาการคิดอย่างมีวิจารณญาณ แต่พบความแตกต่างอย่างมีนัยยะส าคัญทางสถิติระหว่างผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียน โดยนักเรียนที่ได้รับการสอนแบบปฏิบัติเป็นหลัก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์สูง กว่าที่เรียนโดยเน้นต ารา พอร์คินส์(Perkins, อ้างใน ทิศนา แขมมณี, 2544, หน้า 187) กล่าววา การพัฒนาการคิด มีผู้ที่ปฏิบัติการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการคิดอย่างมีเหตุผลซึ่งพบว่านักเรียนขาดทักษะการคิดอย่างมีเหตุผล และขาดความคิดที่จะแสดงออกสอดคล้องกับ กริฟฟิทส์(Griffitts) ที่กล่าวว่า การพัฒนาทักษะการคิด อย่างมีวิจารณญาณ ด้วยผลการสอนโดยใช้กระบวนการวิทยาศาสตร์ที่มีต่อการพัฒนาทักษะการคิดอย่าง มีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน โดยการทดลองสอนด้วยวิธีวิทยาศาสตร์แบบปฏิบัติการเป็น
28 หลักและแบบเน้นต าาราแล้วน าคะแนนความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณและผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนวิชาวิทยาศาสตร์มาเปรียบเทียบกนัผลปรากฏว่าไม่มีความแตกต่างแต่พบว่านักเรียนที่ได้รับการสอน แบบปฏิบัติเป็นหลัก มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์สูงกว่ากลุ่มที่เรียนโดยเน้น (อ้างใน ทิศนา แขมมณีและคณะ, 2544, หน้า 198) สอดคล้องกับ รัชดา ชื่นจิตอภิรมย์ (2550) และสุมาลี หมวดไทสง (2554) ที่ได้ศึกษาเกี่ยวกบการพัฒนาทักษะการคิดอย่างเป็นขั้นตอนด้วยกิจกรรมฝึกคิด ตามแนวคิดของ เดอโบโน และจัดกิจกรรมกระบวนการการเรียนรู้วิทยาศาสตร์นอกห้องเรียน มีผลการศึกษาท าให้เด็ก ปฐมวัยพัฒนาทักษะการคิดสูงขึ้นทุกด้าน และมีความสามารถ ในการคิดวิเคราะห์มีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจะเห็นได้ว่า เด็กปฐมวัยสามารถพัฒนาทักษะการ คิดให้สูงขึ้นได้โดยใช้เทคนิคและนวัตกรรมใหม่ ๆ กิจกรรมวิทยาศาสตร์ที่ผู้ศึกษาสร้างขึ้นได้ผสมผสาน แนวคิดทฤษฎี ผลการวิจัย และประสบการณ์ด้านการสอน และน ามาใช้จัดประสบการณ์ส่งเสริมทักษะ การคิดของเด็กปฐมวัยแล้วผลปรากฏว่า เด็กปฐมวัยมีทักษะการคิดเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นทั้งยังช่วย ส่งเสริมทักษะการคิดจนช านาญ นับเป็นสิ่งท้าทายความสามารถของครูให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ จึงนับ ได้ว่าครูได้ประสบผลส าเร็จในการจัดการเรียนการสอนแบบครูมืออาชีพอยางแท้จริง
29 ขั้นตอนกำรจัดกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้จัดประสบการณ์กิจกรรมการทดลอง วิทยาศาสตร์ ต่อทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยสร้างขั้นตอนในการจัดประสบการณ์กิจกรรม การทดลองวิทยาศาสตร์มีทั้งหมด 3 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นน า (5 นาที) 1.1 ครูน าเด็กเข้าสู่เรื่องราวของกิจกรรมทดลองวิทยาศาสตร์ ผ่านการสนทนา เพื่อให้เด็ก เกิดความสนใจในการจัดประสบการณ์การทดลองวิทยาศาสตร์ 1.2 ครูเปิดภาพวัสดุอุปกรณ์ในการทดลองวิทยาศาสตร์เพื่อให้เด็กได้สังเกต 2. ขั้นด าเนินกิจกรรม (20 นาที) 2.1 ครูแนะน าวัสดุอุปกรณ์ของจริงในการทดลองมาให้เด็กดูและให้เด็กสัมผัสวัสดุอุปกรณ์ 2.2 ครูสาธิตการทดลองกิจกรรมให้เด็กดูเพื่อให้เด็กได้สังเกตวิธีด าเนินการทดลอง ก่อนการทดลองร่วมกัน 2.3 เด็กและครูร่วมกันทดลองกิจกรรม 2.4 ครูใช้ค าถามกระตุ้นให้เด็กสังเกตและคิดสงสัยจนเกิดข้อค าถามขณะท ากิจกรรม 2.5 เด็กและครูร่วมกันสรุปกิจกรรมการทดลอง 3. ขั้นตอนสรุป (5 นาที) 3.1 เด็กและครูร่วมกับสรุปความส าเร็จ และอุปสรรคในการท ากิจกรรม
30 บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์โดยมีหัวข้อในการด าเนินการวิจัย ดังนี้ ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง 1. ประชำกร ประชากรครั้งนี้เป็น เด็กชาย-เด็กหญิง อายุ 4-5 ปี ที่ก าลังศึกษาในชั้นอนุบาล โรงเรียน เทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ จังหวัดอุดรธานีจ านวน 66 คน 2. กลุ่มตัวอย่ำง เด็กปฐมวัยชาย-หญิง อายุ 4–5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นปฐมวัยปีที่ 2 ห้อง 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ ส านักการศึกษาเทศบาลนคร อุดรธานี จ านวน 14 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง จ านวน 1 ห้องเรียน ดังแสดงในตารางที่ 1 แบบแผนกำรทดลอง การศึกษาครั้งนี้ใช้แผนการทดลองกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการทดลอง วิทยาศาสตร์ (One Group Pretest – Posttest Design) ดังตารางที่ 1 ตำรำงที่ 1 แบบแผนกำรทดลอง สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนกำรทดลอง T1 แทน การทดสอบก่อนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ X แทน การจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ T2 แทน การทดสอบหลังการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ สอบก่อน ทดลอง สอบหลัง T1 X T2
31 เครื่องมือที่ใช้ในกำรท ำวิจัย 1. ประเภทเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ผู้วิจัยได้ท าการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากการส ารวจข้อมูล เบื้องต้นและสร้างเครื่องมือที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ได้เครื่องมือในการวิจัย ดังนี้ 1.1 แผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์จ านวน 24 แผนๆ ละ 30 นาที สัปดาห์ละ 3 แผน รวม 8 สัปดาห์ 1.2 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย แบ่งเป็น 3 ตอน จ านวน 15 ข้อ ประกอบด้วยแบบทดสอบ ดังนี้ 1.2.1 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดสังเกต จ านวน 5 ข้อ 1.2.2 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดเปรียบเทียบ จ านวน 5 ข้อ 1.2.3 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดจ าแนก จ านวน 5 ข้อ แบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐาน ลักษณะของแบบทดสอบเป็นรูปภาพแล้วให้เด็กเลือก ค าตอบที่เป็นรูปภาพ โดยเวลาทดสอบครูจะเป็นผู้อ่านค าถามให้เด็กฟัง เด็กจะพิจารณาภาพใน แบบทดสอบที่เป็นค าตอบของค าถามนั้น แบบเลือกตอบ 3 ตัวเลือก ก าหนดเกณฑ์การให้คะแนน คือ ตอบถูกและให้เหตุผลถูกต้องให้ 2 คะแนน ตอบถูกแต่ให้เหตุผลไม่ได้หรือไม่ถูกต้องให้ 1 คะแนน ตอบผิดหรือให้เหตุผลไม่ได้ให้ 0 คะแนน 2. กำรสร้ำงและพัฒนำเครื่องมือที่ใช้ในกำรวิจัย 2.1 แผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้างและพัฒนา ดังนี้ 2.1.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2.1.2 ศึกษาแนวคิดทฤษฎีเอกสารและต าราที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการทดลอง วิทยาศาสตร์ 2.1.3 น าการทดลองวิทยาศาสตร์ที่คัดเลือกไว้ตามเกณฑ์ด าเนินการสร้างแผนการจัด กิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์จ านวน 24 แผน โดยมีกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์1 อย่างใช้ใน แผนการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ทุกวันอังคาร วันพุธ และวันพฤหัสบดีในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ ดังตารางที่ 2
32 ตำรำงที่ 2 เนื้อหำสำระที่ใช้ในกำรทดลองกำรจัดกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ สัปดำห์ วัน ชื่อนิทำน 1 อังคาร พุธ พฤหัสบดี กิจกรรมการละลายของน้ าตาล กิจกรรมผักกาดเปลี่ยนสี กิจกรรมกักน้ าไว้ได้ 2 อังคาร พุธ พฤหัสบดี กิจกรรมงูเต้นระบ า กิจกรรมปั๊มขวด กิจกรรมขวดน้ าเป่าลูกโป่ง 3 อังคาร พุธ พฤหัสบดี กิจกรรมลมอ่อน ๆ พัดผ่านห้อง กิจกรรมกระดุมลอยน้ า กิจกรรมชิมรสอร่อย 4 อังคาร พุธ พฤหัสบดี กิจกรรมภูเขาไฟระเบิด กิจกรรมงูฟองสบู่ กิจกรรมเมล็ดพืชเต้นระบ า 5 อังคาร พุธ พฤหัสบดี กิจกรรมไข่ลอยน้ า กิจกรรมลาวาในโหลแก้ว กิจกรรมสีเต้นระบ า 6 อังคาร พุธ พฤหัสบดี กิจกรรมความลับของสีด า กิจกรรมเสียงหรรษา กิจกรรมเนินน้ า 7 อังคาร พุธ พฤหัสบดี กิจกรรมลอยน้ าได้หรือไม่ กิจกรรมน้ าเดินได้ กิจกรรมเรือแบบใดบันทึกน้ าหนักได้มากที่สุด 8 อังคาร พุธ พฤหัสบดี กิจกรรมสนุกกับฟองสบู่ กิจกรรมหมุดลอยน้ า กิจกรรมติดหนึบโดยไม่ต้องใช้กาว
33 2.1.4 น าแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อ ปรับปรุงแก้ไข 2.1.5 น าแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ เสนอผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัย จ านวน 3 ท่าน ได้แก่ 2.1.5.1 นางสาวอารีวรรณ วันทองทักษ์ ครูประจ าชั้นอนุบาลปีที่ 2/1 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ 2.1.5.2 นางนิยม เม้าราศี ครูประจ าชั้นอนุบาลปีที่ 2/2 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ 2.1.5.3 นางสาวอัญธิกา พลศรี ครูประจ าชั้นอนุบาลปีที่ 3/3 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมและสอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมตาม จุดประสงค์แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง โดยให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาลงความเห็น โดยมีเกณฑ์การ พิจารณาให้คะแนน ดังนี้ ให้คะแนน + 1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมมีความ เหมาะสมและสอดคล้องกัน ให้คะแนน - 1 เมื่อแน่ใจว่าองค์ประกอบของแผนการจัดกิจกรรมนั้นไม่มี ความเหมาะสมและไม่สอดคล้องกัน จากนั้นน าคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญค านวณหาดัชนี (Index of Item Obiective Congruence : IOC) 2.1.6 น าแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วน าเสนอต่อ อาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง 2.1.7 น าแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ที่แก้ไขปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้ กับนักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขจากนั้นน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างตามเนื้อหาที่ ก าหนดต่อไป ขั้นตอนการสร้างแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ผู้วิจัยได้ด าเนินการสร้าง ตามล าดับ ดังแสดงในภาพที่ 1
34 ภำพที่1 ขั้นตอนกำรสร้ำงแผนกำรจัดกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 ศึกษาแนวคิดทฤษฎี เอกสารและต าราที่เกี่ยวข้องกับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ น าการทดลองวิทยาศาสตร์ที่คัดเลือกไว้ตามเกณฑ์ด าเนินการสร้างแผนการจัดกิจกรรม การทดลองวิทยาศาสตร์ จ านวน 24 แผน โดยมีกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์1 อย่างใช้ใน แผนการจัดกิจกรรม 1 วัน โดยมีระยะเวลาในการจัดกิจกรรม 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน ทุกวัน อังคาร วันพุธ และพฤหัสบดีในกิจกรรมเสริมประสบการณ์ น าแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข น าแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์เสนอต่อผู้เชี่ยวชาญด้านปฐมวัยจ านวน 3 ท่าน เพื่อพิจารณาตรวจสอบความเหมาะสมและสอดคล้องขององค์ประกอบของแผนการจัด กิจกรรมตามจุดประสงค์แล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่อง น าแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์เสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษา เพื่อปรับปรุง แก้ไขแล้วน าเสนอต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อตรวจสอบความถูกต้องอีกครั้ง น าแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ที่แก้ไขปรับปรุงแล้วไปทดลองใช้กับ นักเรียนที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างแล้วน ามาปรับปรุงแก้ไขจากนั้นน าไปใช้กับกลุ่มตัวอย่างตามเนื้อหาที่ ก าหนดต่อไป
35 2.2 แบบทดสอบการวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย เป็นชนิดข้อสอบแบบเป็น รูปภาพแล้วให้เด็กเลือกค าตอบที่เป็นรูปภาพ มีล าดับขั้นตอน ดังนี้ 2.2.1 ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 เนื้อหา วัตถุประสงค์ และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย 2.2.2 ก าหนดประเด็นพร้อมเกณฑ์การให้คะแนนในการทดสอบวัดทักษะการคิด พื้นฐานของเด็กปฐมวัยเป็นชนิดข้อสอบแบบเป็นรูปภาพแล้วให้เด็กเลือกค าตอบที่เป็นรูปภาพ แบ่งเป็น 3 ตอน โดยมีขอบเขตดังนี้ 2.2.2.1 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดสังเกต จ านวน 5 ข้อ 2.2.2.2 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดเปรียบเทียบ จ านวน 5 ข้อ 2.2.2.3 แบบทดสอบวัดทักษะการคิดจ าแนก จ านวน 5 ข้อ 2.2.3 ก าหนดเกณฑ์การวัดทักษะการพูดของเด็กปฐมวัย ดังนี้ 2.2.3.1 เกณฑ์การให้คะแนนการท าแบบทดสอบ 2 คะแนน หมายถึง เมื่อเด็กตอบถูกและให้เหตุผลถูกต้องชัดเจน 1 คะแนน หมายถึง เมื่อเด็กตอบถูกแต่ให้เหตุผลไม่ได้หรือไม่ถูกต้อง 0 คะแนน หมายถึง เมื่อเด็กตอบผิดหรือให้เหตุผลไม่ได้ 2.2.4 น าแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษาเพื่อปรับปรุงแก้ไข 2.2.5 น าแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยให้ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ได้แก่ 2.2.5.1 นางจันทิมา บุญมาตุ่น ครูประจ าชั้นอนุบาลปีที่ 1 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ 2.2.5.2 นางสุภาวดี แสนสิทธิ์ ครูประจ าชั้นอนุบาลปีที่ 3/1 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ 2.2.5.3 นางนาฏอนงค์ พิลาวัน ครูประจ าชั้นอนุบาลปีที่ 3/2 โรงเรียนเทศบาล 7 รถไฟสงเคราะห์ พิจารณาตรวจสอบเพื่อตรวจสอบความตรงของเนื้อหา และสอดคล้องกับทักษะการพูดแล้วลงความเห็น ดังนี้
36 ให้คะแนน + 1 เมื่อเห็นว่าข้อสอบมีความเหมาะสมและสอคคล้องกับ ทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ให้คะแนน 0 เมื่อไม่แน่ใจว่าข้อสอบนั้นมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ ทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ให้คะแนน - 1 เมื่อแน่ใจว่าข้อสอบนั้นไม่มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับ ทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย แล้วน าคะแนนที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมาค านวณหาดัชนีความสอดคล้อง (Index of Item Objective Congruence : IOC ) ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 ทุกข้อ 2.2.6 น าแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับปฐมวัย จ านวน 14 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เพื่อหาค่าความยากง่าย อ านาจจ าแนก 2.2.7 น าแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ปรับปรุงแก้ใขแล้วไปใช้ เก็บข้อมูลกับเด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างต่อไป ดังภาพที่ 2 จากขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบการวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยสร้างขึ้น สรุปได้เป็นขั้นตอน ดังแสดงในภาพที่ 2
37 ภำพที่ 2 ขั้นตอนกำรสร้ำงแบบทดสอบวัดทักษะกำรคิดพื้นฐำนของเด็กปฐมวัย ศึกษาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พ.ศ. 2560 เอกสารการวัดผลประเมินผล ศึกษา เอกสารเกี่ยวกับการสร้างแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย สร้างแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ตามเกณฑ์ที่ก าหนดโดยมี ขอบข่ายและแบบทดสอบแบบเป็นรูปภาพแล้วให้เด็กเลือกค าตอบที่เป็นรูปภาพ แบ่งเป็น 3 ตอน น าแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นน าเสนอต่ออาจารย์ที่ ปรึกษา แล้วน าเสนอต่อผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน ตรวจสอบความเหมาะสมและสอดคล้อง พิจารณาลงความเห็น เพื่อหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างของแบบทดสอบกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ได้ค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 น าแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานไปทดลองใช้กับนักเรียนระดับปฐมวัย จ านวน 14 คน ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 เพื่อหาค่าความยากง่าย อ านาจจ าแนก ปรับปรุงแก้ไขแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย แล้วน าแบบทดสอบไปใช้ กับเด็กนักเรียนอนุบาลบีที่ 2 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง
38 กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ด าเนินการในการเก็บรวบรวมข้อมูล ดังนี้ 1. น าแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย ที่ได้ผ่านการวิเคราะห์และปรับปรุง แก้ไขแล้ว น าไปให้เด็กปฐมวัยที่เป็นกลุ่มทดลองด าเนินการทดสอบก่อนการจัดกิจกรรม 2. ด าเนินการจัดกิจกรรมตามแผนการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ จ านวน 24 กิจกรรม กิจกรรมละ 1 แผน รวม 24 แผน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ 3. หลังจากด าเนินการทดลองการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์ครบตามก าหนดใน แผนการจัดกิจกรรมแล้วผู้วิจัยน าแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยฉบับเดิมให้เด็กกลุ่ม ทดลองทดสอบหลังการจัดกิจกรรม 4. น าคะแนนไปวิเคราะห์ข้อมูล กำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบวัดทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยน า ข้อมูลไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation ) 2. น าคะแนนที่ได้จากการทดสอบมาเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยการใช้การทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ (t- test for Dependent Sample) สถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยเลือกใช้สถิติ ดังนี้ 1. สถิติที่ใช้ในการหาคุณภาพของเครื่องมือ ดังนี้ 1.1 หาค่าเที่ยงตรง (Validity) โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาข้อค าถาม กับจุดประสงค์(Index of Item-Objective Congruence: IOC) ค านวณจากสูตร สูตร R IOC N = เมื่อ IOC = ดัชนีความสอดคล้อง R = ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ N = จ านวนผู้เชี่ยวชาญ
39 1.2 หาค่าความยากง่าย (p) อ านาจจ าแนก (r) และความเชื่อมั่น (rtt) ของคูเดอร์ริชาร์ทสัน 20 (K-R 20) ของแบบทดสอบค านวณผลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติ 1.3 หาค่าความเชื่อมั่นของผู้ให้คะแนนความสามารถในการคิดแก้ปัญหา ซึ่งค านวณหาค่า สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับการวิเคราะห์ข้อมูลทาง สังคมศาสตร์ (SPSS for Windows) 2. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการบรรยายข้อมูล สถิติพื้นฐานในการบรรยายข้อมูลใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติส าหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ทางสังคมศาสตร์(SPSS for Windows) ประกอบด้วย 2.1 ค่าเฉลี่ย (Mean) 2.2 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 3. สถิติที่ใช้ในการทดสอบสมมติฐาน วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูปทางสถิติในการเปรียบเทียบ ทักษะการคิด พื้นฐานของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดทองวิทยาศาสตร์ศึกษาก่อนและหลังการจัดกิจกรรม โดยใช้ก ารทดสอบทีแบบไม่อิสระ (t-test for Dependent Sample)
40 บทที่ 4 ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล สัญลักษณ์ที่ใช้ในกำรเสนอผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล ส าหรับการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยก าหนดสัญลักษณ์และอักษรย่อที่ใช้ในการวิเคราะห์และแปรข้อมูล ดังนี้ N แทน จ านวนเด็กปฐมวัยในกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ย S.D. แทน ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน T แทน ค่าสถิติพื้นฐานใน t-distribution ผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ 1. วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้จากแบบทดสอบทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยน าข้อมูล ไปหาค่าเฉลี่ย (Mean) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) 2. น าคะแนนที่ได้จากการทดสอบมาเปรียบเทียบกันระหว่างก่อนและหลังการทดลอง โดยการใช้การทดสอบทีแบบไม่เป็นอิสระ (t-test Dependent Sample) 1. ค่ำสถิติพื้นฐำนทักษะกำรคิดพื้นฐำนของเด็กปฐมวัย ผู้วิจัยได้น าคะแนนทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังการจัดกิจกรรม การทดลองวิทยาศาสตร์มาหาค่าสถิติพื้นฐาน คือ ค่ าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของคะแนน ปรากฏดังแสดงใน ตารางที่ 3
41 ตำรำงที่3 ค่ำเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำนของทักษะกำรคิดพื้นฐำนของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังกำรจัดกิจกรรมกำรทดลองวิทยำศำสตร์ ระยะการจัดกิจกรรม N X̅ S.D. ก่อนการจัดกิจกรรม 14 11.43 2.56 หลังจัดกิจกรรม 14 21.00 3.09 จากตารางที่ 3 พบว่า คะแนนทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อนได้รับการจัดกิจกรรม การทดลองวิทยาศาสตร์มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 11.43 และหลังได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์มี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 21.00 ตามล าดับ 2. เปรียบเทียบคะแนนทักษะกำรคิดพื้นฐำนของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังกำรจัดกิจกรรม กำรทดลองวิทยำศำสตร์ ผู้วิจัยได้น าคะแนนทักษะการคิดพื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อน และหลังได้รับการจัดกิจกรรม การทดลองวิทยาศาสตร์มาหาค่าสถิติพื้นฐาน และส่วนเบี่ยงเบน มาตรฐาน มาเปรียบเทียบกันโดยใช้สถิติ t-test for Dependent Sample ดังแสดงใน ตารางที่ 4 ระยะการจัดกิจกรรม N X̅ S.D. t ก่อนการจัดกิจกรรม 14 11.43 2.56 14.31* หลังจัดกิจกรรม 14 21.00 3.09 จากตารางที่ 4 พบว่า เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการทดลองวิทยาศาสตร์มีทักษะการคิด พื้นฐานสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ ระดับ .05