แผนการจดั การเรียนรู้
ชือ่ วิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั รหสั วิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 1 วงรอบที่ - เร่อื ง หลกั การเหนี่ยวนามอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวนา
สปั ดาห์ท่ี 1-2 วันท่ี ...................................................... เวลา ...............................
สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดับช้ัน ปวช. 3 กลุม่ 1-4 จานวน 85 คน
กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบตั ิงาน
๑. สาระสาคัญ
ความหมายของมอเตอรไ์ ฟฟา้
ฟมอเตมอเตอร์ไฟฟูา (Electrical Moter) หรอื ท่วั ๆ ไปเรียกกันส้ันๆ วํา “มอเตอร์” (Moter) คือ
เครือ่ งจักรกลไฟฟูา (Electrical Machine) ที่ใชเ๎ ปลี่ยนพลงั งานไฟฟูาให๎ไปเป็นพลงั งานกล ซึ่งอยํูในรูป
ของการหมุนของตัวหมุน
แม่เหลก็ แมเํ หล็กแทํงหนึ่ง ๆประกอบด๎วยขั้วแมเํ หล็กอยํางนอ๎ ย 2 ขวั้ คือ ข้ันเหนือ (North
ตัวยํอใช๎ “N” แทน) และขวั้ ใต๎ (South ตัวยํอใช๎ “S” แทน) บริเวณทีแ่ รงอานาจแมํเหล็กสํงไปถึง เรียกวํา
สนามแมํเหลก็ (Magnetic Field) และเส๎นทางหรือแนวทางทีอ่ านาจแมํเหลก็ สํงไปให๎เขียนแทนเปน็ เส๎น
และเรียกวํา เส๎นแรงแมํเหล็ก (Flux) โดยเส๎นแรงแมํเหล็กนั้นจะสํงออกจากขั้วแมเํ หล็ก
สูตร กระแสไฟฟูา = แรงดนั ตกครํอมตัวมนุษย์
ความต๎านทานตัวมนุษย์
แม่เหลก็ ไฟฟา้ แมเํ หลก็ ไฟฟูาเป็นแมเํ หล็กประดิษฐ์ที่มนษุ ย์สร๎างข้ึน แมํเหล็กไฟฟูาอยํางงําย
ทาได๎โดยพนั ขดลวดรอบๆ แทํงเหลก็ แทํงหน่ึง (ซึ่งเหล็กเปน็ สารแมเํ หล็ก) แล๎วจาํ ยกระแสไฟฟูาให๎กับ
ขดลวดน้ัน แทํงเหล็กกจ็ ะกลายเปน็ แมเํ หล็กไฟฟูาทีเ่ ราต๎องการ
แรงอานาจแม่เหล็ก ถ๎านาแทํงแมํเหล็ก 2 แทํง มาวางไว๎ใกล๎กนั จะพบวํา เกิดแรงกระทา
ซึง่ กนั และกนั โดยถ๎าขว้ั แมํเหลก็ ทีน่ ามาวางไว๎ใกล๎กนั เปน็ ขั้วที่เหมอื นกนั จะเกิดแรงผลักซึ่งกนั และกนั
แตถํ ๎าขวั้ แมํเหลก็ ที่นามาวางไว๎ใกล๎กันเป็นขั้วตาํ งกันจะเกิดแรงดงึ ดดู ซึง่ กันและกัน
การเหนี่ยวนาไฟฟ้า การเหนย่ี วนาไฟฟูา เปน็ การกาเนิดแรงเคลือ่ นไฟฟูาในตวั นาไฟฟูา
ทีอ่ าศยั การเหนี่ยวนาของอานาจแมํเหลก็ ทีม่ ีตํอโมเลกุลของตวั นาไฟฟา การเหนีย่ วนาไฟฟูาอาจเกิดขึ้น
ได๎ 2 ลกั ษณะคือ
1) การเหนี่ยวนาไฟฟ้าแบบเคลือ่ นที่ เปน็ การเหน่ยี วนาทีท่ าให๎ตวั นาไฟฟูาเคลื่อนที่
ในสนามแมํเหล็กทีเ่ กิดจากแทํงแมํเหล็กทีอ่ ยูํกับที่ จะทาให๎เกิดแรงเคลือ่ นไฟฟูาเหนีย่ วนาข้นึ ทีข่ ดลวด
ตวั นาไฟฟูาน้ัน การเหนี่ยวนาไฟฟูาลกั ษณะนี้จะพบในเครอ่ื งกาเนดิ ไฟฟูากระแสตรง และเคร่อื งกาเนดิ
ไฟฟูากระแสสลับขนาดเล็ก
2) การเหนี่ยวนาแบบอยู่กบั ท่ี เป็นการเหนย่ี วนาที่ทาให๎ขดลวดตวั นาไฟฟูาอยํูกับ
ที่ และทาให๎สนามแมเํ หล็กเคลือ่ นทีต่ ัดผํานขดลวดตวั นาไฟฟูานั้น
2.สมรรถนะการเรียนรู้ประจาหนว่ ย
2.1 บอกหน๎าที่ของมอเตอร์ไฟฟูา
2.2 อธิบายหลกั การเหนีย่ วนาไฟฟูา
2.3 บอกกฎตํางๆ ที่เกีย่ วกบั มอเตอร์ไฟฟูา
2.4 อธิบายกฎตํางๆ ที่เกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟูา
2.5 บอกประเภทของมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั
๓. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 อธิบายลกั ษณะหลักการทางานของมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ
3.2 อธิบายการเกิดการเหนีย่ วนาไฟฟูาจากกฎตํางๆ ที่สมั พันธ์กันของมอเตอร์ไฟฟูา
3.3 บอกประเภทของมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ
3.4 มีกิจนิสัยทีด่ ใี นการปฏิบตั ิงาน รับผิดชอบ ตรงตํอเวลา รักษาความสะอาด คานึงถึง
ความปลอดภัยและมีมนษุ ย์สัมพนั ธ์
ทักษะพิสัย (ทกั ษะ) Psychomotor Domain (P)
อธิบายหลักการทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนีย่ วนา
จติ พิสยั (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรบั ผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถกู ต๎องตามระเบียบวิทยาลัยฯ
๔. บรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 หว่ ง
1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีที่ไมํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอู๎ ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคทีอ่ ยูํในระดับพอประมาณ
นกั เรียน ใช๎วสั ดุอปุ กรณ์อยํางคุ๎มคํา
2. ความมีเหตผุ ล: หมายถึง การตัดสินใจเกีย่ วกบั ระดับของความพอเพียงนั้น จะต๎องเปน็ ไป
อยํางมเี หตุผลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจยั ทีเ่ กี่ยวข๎องตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานนั้ ๆ อยํางรอบคอบ
นักเรียน ปฏิบัติงานได๎ถูกต๎องและสาเร็จภายในเวลาทีก่ าหนดอยํางมเี หตผุ ล
3. การมีภมู ิคมุ้ กันทด่ี ีในตวั : หมายถึง การเตรียมตวั ใหพ๎ ร๎อมรับผลกระทบและการ
เปลี่ยนแปลงด๎านตําง ๆ ทีจ่ ะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเปน็ ไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ที่คาดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตท้ังใกล๎และไกล
นกั เรียน ได๎รบั ความรเ๎ู กีย่ วกับโทษภัยของยาเสพติด และการหลีกเลีย่ งหํางไกลยาเสพติด
เพือ่ ให๎มภี ูมคิ ๎ุมกันอยํางย่งั ยืน
2 เง่อื นไข
คือ การตดั สินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยูํในระดับพอเพียงนั้นต๎องอาศยั ทั้งความรู๎
และคณุ ธรรมเป็นพืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เงือ่ นไขความร:ู้ ประกอบด๎วย ความรอบร๎ูเกี่ยวกับวิชาการตาํ ง ๆ ที่เกีย่ วข๎องอยํางรอบด๎าน
ความรอบคอบที่จะนาความร๎ูเหลาํ นั้นมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกนั เพือ่ ประกอบการวางแผน และความ
ระมดั ระวังในข้ันปฏิบัติ
นกั เรียนมคี วามรเู๎ กีย่ วกบั หลกั การทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวนา
2. เง่อื นไขคุณธรรม: ทีจ่ ะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนกั ในคุณธรรม มีความ
ซือ่ สตั ย์สุจรติ และมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต
นักเรียน นกั ศึกษา ร๎ูจักการทางานเป็นกลุํม การรับฟงั ความคิดเหน็ เหตผุ ลของผ๎ูอื่นและปฏิบัติ
หนา๎ ที่ที่ได๎รบั มอบหมาย
๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลูกจติ สานึกใหน๎ กั เรียน นักศึกษา มคี ณุ ธรรม จริยธรรม ร๎ูรับผิดชอบชวั่ ดี มีความภูมใิ จในความ
เปน็ ไทย และสํงเสริมกิจกรรมทีส่ ร๎างความสามคั คี เอ้ือเฟื้อเผอ่ื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กูล และรักใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา
๖. เนื้อหาการเรียนรู้
มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ เปน็ เครื่องกลไฟฟูากระแสสลบั ที่ทาหน๎าทีเ่ ปลี่ยนพลงั งานไฟฟูาเป็น
พลงั งานกลใช๎เปน็ ตัวต๎นกาลงั หมนุ ขบั โหลดชนิดตํางๆได๎มใี ช๎กนั อยํางแพรํหลายท้ังในทีอ่ ยํูอาศัย
สานกั งานและโรงงานอตุ สาหกรรม ใช๎ได๎งาํ ย บารุงรกั ษาน๎อยและใช๎งานสะดวกกบั แหลงํ จํายไฟฟูาของ
ประเทศไทย ซึ่งเป็นไฟฟูากระแสสลับ 220 โวลต์ และ 380 โวลต์ ตามลาดบั และจากการสารวจชนิด
ของมอเตอรใ์ นทวีปอเมรกิ า เม่อื ปี ค.ศ. 2000 จะมีการใชม๎ อเตอร์ไฟฟูากระแสสลับมากขึ้นถึง 53 %
โดยทีม่ อเตอรไ์ ฟฟูากระแสตรงจะลดจานวนการใชน๎ ๎อยลง ดงั แสดงในรปู ที่ 1.1
รปู ที่ 1.1 มอเตอร์ที่ใชง๎ านในทวีปอเมริกา ปี ค.ศ. 2000
1.1. ประเภทของมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับแบํงตามระบบการปูอน
ไฟฟูากระแสสลบั ใหก๎ ับมอเตอร์ ซึ่งมีอยูํ 2 ประเภทคือ มอเตอรแ์ บบหนึง่ เฟส (Single Phase Motor)
และมอเตอร์แบบสามเฟส (Three Phase Motor)
1.1.1. มอเตอร์แบบหน่งึ เฟส
มอเตอร์เหนี่ยวนาหนึง่ เฟส สวํ นใหญํเปน็ มอเตอร์ขนาดเลก็ มีกาลงั พิกัดต่ากวํา 1
แรงม๎า ขนาดใหญํสดุ ไมํเกิน 5 แรงม๎า มกี ารพันขดลวดเปน็ แบบหน่งึ เฟสและตํอเข๎ากับแหลงํ จํายไฟฟูา
หน่งึ เฟส สนามแมเํ หล็กทีเ่ กิดขึน้ ที่สเตเตอร์ จึงไมํใชส๎ นามแมํเหล็กหมนุ ด๎วยความเร็วซิงโครนสั
เหมอื นกบั ในมอเตอร์สองเฟส หรือสามเฟส ซึง่ เปน็ เหตใุ หส๎ นามแมเํ หลก็ ที่เกิดการกลบั ไปกลบั มาอยํูที่
สเตเตอร์ มอเตอร์เหนย่ี วนาหนง่ึ เฟส ไมํสามารถเริ่มเดินด๎วยตัวเองได๎ จะสามารถเดินได๎เมือ่ มตี ัวชวํ ย
เดิน โดยการเพิม่ ขดลวดอีก 1 ชดุ คอื ขดลวดชวํ ยเดิน (Auxiliary Winding) มอเตอร์เหน่ยี วนาหนง่ึ เฟส
แบํงตามลกั ษณะโครงสร๎าง และลกั ษณะการเริ่มเดินได๎ 2 กลํุม ดังน้ี
ก. กลํุมที่ 1 เป็นมอเตอร์เหนย่ี วนาหนึง่ เฟส (Single Phase Induction) ได๎แกํ สปลิต
เฟสมอเตอร์ (Split Phase Motor) คาปาซิเตอรม์ อเตอร์ (Capacitor Motor) และเช็คเดดโพลมอเตอร์
(Shaded Pole Motot) หรอื เรียกอีกอยํางหนึ่งวํามอเตอร์แบบบงั ขว้ั
ข. กลํุมที่ 2 เป็นมอเตอร์หนึง่ เฟสที่มตี วั หมุนลกั ษณะเปน็ ทํุนอาร์เมเจอรใ์ ช๎ขดลวด
ทองแดงพันปลายสายตํอเข๎ากบั คอมมิวเตเตอร์ ได๎แกํ รีพลั ช่ันมอเตอร์ (RepulsionMotor) และ ยนู ิเวอร์
แซลมอเตอร์ (Universal Motor)
รูปที่ 1.2 มอเตอร์เหน่ยี วนา 1 เฟส
1.1.2. มอเตอร์แบบสามเฟส
เปน็ มอเตอร์ที่นยิ มใช๎กันโดยทั่วไปในโรงงานอตุ สาหกรรม มกี าลังพิกัดต่ากวํา 1
แรงม๎าจนถึงขนาดแรงม๎ามากๆ มกี ารพนั ขดลวดทีส่ เตเตอร์ 3 ชดุ ตอํ ใช๎งานกับระบบไฟสามเฟส 380
โวลต์ เพือ่ ทาให๎เกิดสนามแมํเหลก็ หมุนทีส่ เตเตอร์และโรเตอร์จะหมนุ ตาม ทิศทางของสนามแมํเหล็ก
หมุน ซึง่ แบํงออกได๎เป็น 3 ชนิด ดังน้ี
ก. มอเตอร์เหนย่ี วนาสามเฟสโรเตอร์แบบกรงกระรอก (Squirrel Cage Rotor
Induction Motor) เปน็ ชนดิ ทีน่ ยิ มใช๎ในงานอตุ สาหกรรม สร๎างงําย บารงุ รกั ษาน๎อย ทนทานและราคาถูก
รปู ที่ 1.3 มอเตอร์เหนย่ี วนาสามเฟสแบบกรงกระรอก
ข. มอเตอร์เหนย่ี วนาสามเฟสโรเตอร์แบบพันขดลวด (Wound Rotor Induction
Motor) หรอื เรียกอีกอยํางหนึ่งวําสลิปริงมอเตอร์ (Slip Ring Motor) การพันขดลวดสเตเตอร์มีลักษณะ
เดียวกันกบั แบบแรก แตกตํางเฉพาะสํวนที่เป็นโรเตอร์จะพันด๎วยขดลวดทองแดงสามเฟสและตอํ แบบ
สตาร์ ปลายสายของขดลวดทั้งสามเฟสจะตํอเข๎ากบั สลิปริงสามวงผํานแปรงถํานเข๎ากับความต๎านทาน
ภายนอกทีป่ รับคําได๎ (External Variable Resistance) ที่ใชใ๎ นการเริ่มเดิน นยิ มใช๎ในงานอุตสาหกรรม
หนัก เชนํ ใชใ๎ นการขบั ลูกกลิง้ ลูกรีด โรงงานถลงุ เหล็ก แปรรปู เหล็ก
รปู ที่ 1.4 สลิปริงมอเตอร์
ค. ซิงโครนัสมอเตอร์ (Synchronous Motor) เป็นมอเตอร์สามเฟสชนิดหนึง่ มี
สํวนประกอบเชนํ เดียวกบั เครื่องกาเนิดไฟฟูากระแสสลับ และสามารถทาเปน็ เครื่องกาเนดิ ไฟฟูา
กระแสสลับได๎ ขดลวดที่สเตเตอร์ของมอเตอร์จะมีลักษณะเดียวกบั สองแบบแรก แตกตํางเฉพาะสํวนที่
เปน็ โรเตอร์จะเปน็ แบบขั้วแมํเหล็กยืน่ (Salient Pole) มขี ดลวดพนั อยูํทีข่ ้ัวแตลํ ะข้ัวตํอเรยี งกนั เพือ่ ให๎เกิด
ขั้วแมํเหลก็ (N, S) ปลายสายตํอเข๎ากบั สลิปริงจานวนสองวง รับแหลํงจํายไฟฟูากระแสตรงจาก
ภายนอกมากระต๎ุน หรอื อาจจะเป็นการกระต๎ุนด๎วยตนเองแบบไร๎แปรงถํานก็ได๎ และทีผ่ ิวด๎านหน๎าของ
แตลํ ะขวั้ จะมีขดลวดแดมเปอร์ฝงั อยูํ เพือ่ ใชช๎ ํวยหมุนมอเตอร์ มอเตอร์ชนิดนนี้ ิยมใช๎ในอตุ สาหกรรมหนัก
เชนํ ใช๎ขบั ลกู โมํในการโมํหิน และยังใช๎ในการปรับปรุงตัวประกอบกาลงั (Power Factor)ของระบบไฟฟูาได๎
ด๎วย
รูปที่ 1.5 ซิงโครนัสมอเตอร์
1.2. กฎตํางๆทีเ่ กี่ยวกบั มอเตอร์
กฎตํางๆทีม่ คี วามสัมพนั ธ์กับมอเตอร์ทีค่ วรศกึ ษามีดังน้ี
1.2.1. กฎมือขวาของตัวนา (Right-hand rule of conductor) เมื่อกามือขวารอบ
ตวั นาทีม่ กี ระแสไฟฟูาไหลผําน กาหนดให๎น้วิ หวั แมํมือแทนทิศทางการไหลของกระแสไฟฟูา น้ิวท้ังส่ีจะ
แสดงทิศทางการเคลือ่ นทีข่ องเส๎นแรงแมเํ หล็กหรอื สนามแมํเหล็ก ดังแสดงในรปู ที่ 1.7
รูปที่ 1.7 กฎมือขวาของตวั นาทีม่ กี ระแสไฟฟูาไหล
1.2.2. กฎมือขวาของลวดตวั นา (Right-hand rule of coil) เมื่อกามือขวารอบขดลวด
ตัวนาทีม่ กี ระแสไฟฟูาไหลผําน โดยกาหนดให๎น้ิวทั้งสท่ี ิศทางการไหลของกระแสไฟฟูา น้วิ หัวแมมํ อื จะ
แสดงทิศทางการเคลือ่ งทีข่ องเส๎นแรงแมเํ หล็กหรอื นามแมเํ หลก็ ที่ขวั้ เหนือ ดงั แสดงในรูปที่ 1.8
รปู ที่ 1.8 กฎมือขวาของขดลวดตวั นาทีม่ ีกระแสไฟฟูาไหล
1.2.3. กฎมือขวาของเฟลมมิง่ (Fleming ,s right-hand rule) เมือ่ ยกมือขวาแล๎วกาง
นวิ้ หวั แมมํ ือนิว้ ช้ีและนิว้ กลางให๎ตง้ั ฉากซึง่ กันและกนั โดยกาหนดให๎น้วิ ชแี้ สดงทิศทางของการเคลี่องที่
ของเส๎นแรงแมํเหลก็ นิว้ หัวแมมํ อื แสดงทิศทางการเคลื่อนที่ของตัวนา น้ิวกลางจะแสดงทิศทางการไหล
ของกระแสไฟฟูาเหนีย่ วทีเ่ กิดขึน้ ในตัวนา ดังแสดงในรูปที่ 1.9
รูปที่ 1.9 กฎมือขวาของเฟลมม่งิ
1.2.4. กฎมือซ๎ายของเฟลมมิ่ง (Fleming ,s left-hand rule) เมื่อยกมือซ๎ายแล๎วกาง
นวิ้ หัวแมมํ ือนิว้ ช้ีและนิว้ กลางให๎ตงั้ ฉากซึ่งกนั และกัน โดยกาหนดให๎น้วิ ชีแ้ สดงทิศทางของการเคลี่อนที่
ของเส๎นแรงแมํเหล็ก น้ิวกลางแสดงทิศทางการไหลของกระแสไฟฟูาเหนี่ยวนาที่เกิดขนึ้ ในตัวนา และ
นิว้ หัวแมมํ ือแสดงทิศทางการเคลือ่ นทีข่ องตวั นา ดังแสดงในรปู ที่ 1.10
รูปที่ 1.10 กฎมือซ๎ายของเฟลมมิ่ง
1.1.5. กฎของเลนซ์ (Lenz , s law) เมือ่ กระแสไฟฟูาเหน่ยี วนาเกิดข้ึนในขดลวด จะมี
ทิศทางการไหลของกระแสเพื่อสรา๎ งสนามแมเํ หล็กขนึ้ มาต๎านกบั สนามแมํเหล็ก ทีท่ าให๎กระแสไฟฟูา
เหนีย่ วนาเกิดขึน้ ในขดลวด ดงั แสดงในรูปที่ 1.11
รปู ที่ 1.11ทิศทางการไหลของกระแสไฟฟูาเหนีย่ วนาตามกฎของเลนซ์
1.3 ประเภทของมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั
รูปที่ 1.12 แผนผงั แสดงประเภทของมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ
มอเตอร์ทีท่ างานบนหลักการของการเหนย่ี วนาแมเํ หล็กไฟฟูาเรียกวํามอเตอร์เหนย่ี วนา
การเหน่ยี วนาแมเํ หลก็ ไฟฟูาเปน็ ปรากฏการณท์ ี่แรงเคลื่อนไฟฟูาเหนีย่ วนาให๎เกิดการเหนี่ยวนาผาํ น
ตัวนาไฟฟูาเมื่อมนั ถูกวางในสนามแมํเหล็กหมุน สเตเตอร์และโรเตอร์เป็นสองสํวนที่สาคัญของมอเตอร์
สเตเตอร์เป็นสํวนที่น่งิ อยูํกับทีแ่ ละจะมีการพนั ขดลวดที่คาบเกี่ยวกนั ในขณะที่โรเตอร์มีขดลวดหลัก
ขดลวดของสเตเตอร์จะถกู แทนทีอ่ ยํางเทําเทียมกันจากมุม 120 °
รูปที่ 1.13 สวํ นแระกอบของมอเตอรไ์ ฟฟูาเหนี่ยวนา
มอเตอร์เหนย่ี วนาเป็นมอเตอร์ที่นาํ ตืน่ เต๎นเชํนการจัดหาจะใช๎กับสํวนหนง่ึ เทํานั้นเชํนส
เตเตอร์ คากระต๎ุนหมายถึงกระบวนการกระต๎ุนสนามแมํเหล็กในสํวนตาํ ง ๆ ของมอเตอร์เม่ือมีการจําย
สามเฟสไปยงั สเตเตอร์สนามแมํเหล็กหมนุ จะเกิดข้ึน รูปด๎านลํางแสดงสนามแมเํ หล็กหมนุ ที่ตดิ ต้ังในสเต
เตอร์
รปู ที่ 1.14 การเกิดการเหนีย่ วนาในมอเตอร์ไฟฟูา
พิจารณาวําสนามแมเํ หล็กหมุนได๎กํอให๎เกิดในทิศทางทวนเข็มนาฬกิ า สนามแมํเหลก็
หมุนได๎มขี ั้วเคลื่อนที่ ขั้วของสนามแมํเหล็กแตกตํางกันไปตามวงจรครึ่งหน่งึ ของขวั้ บวกและข้ัวลบ การ
เปลีย่ นแปลงของขวั้ ทาให๎สนามแมํเหล็กหมุน ตัวนาของโรเตอร์อยูํกับที่ ตวั นาที่อยูํกับที่น้ีจะตัด
สนามแมํเหล็กหมุนของสเตเตอร์และเน่ืองจากการเหนี่ยวนาแมํเหล็กไฟฟูาทาให๎ EMF เหนีย่ วนาใหเ๎ กิด
โรเตอร์ EMF นีเ้ รียกวํา EMF ทีเ่ หนย่ี วนาโดยโรเตอร์และเป็นเพราะปรากฏการณก์ ารเหนีย่ วนา
แมเํ หลก็ ไฟฟูา
รูปที่ 1.15 การเกิดการเหนี่ยวนาในมอเตอร์ไฟฟูา
ตัวนาของโรเตอร์มกี ารลดั วงจรอยํางใดอยํางหน่งึ โดยแหวนสนิ้ สดุ หรือโดยความ
ชวํ ยเหลอื ของความต๎านทานภายนอก การเคลือ่ นทีส่ ัมพัทธ์ระหวํางสนามแมํเหลก็ หมุนและตวั นาของ
โรเตอร์ทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาในตวั นาของโรเตอร์ ขณะที่กระแสไหลผาํ นตวั นาตวั นาฟลกั ซ์จะเจือจาง
ทิศทางของฟลกั ซ์โรเตอร์เหมอื นกบั ทิศทางของกระแสโรเตอร์
รูปที่ 1.16 การเกิดเส๎นแรงเหล็กที่ตวั นา
มีการเกิดเส๎นแรงแมํเหลก๎ ขึ้น 2 สวํ น คอื หน่ึงอันเน่อื งจากใบพัดและอกี เพราะสเตเตอร์
ฟลักซ์เหลาํ นีม้ ีปฏิกิรยิ าตํอกัน ทีป่ ลายด๎านหนึง่ ของตัวนาฟลกั ซ์จะยกเลิกซึง่ กนั และกนั และที่ปลายอีก
ด๎านความหนาแนนํ ของฟลักซ์นน้ั สงู มาก ดังนนั้ ฟลกั ซ์ความหนาแนํนสูงจึงพยายามผลักตวั นาของโร
เตอร์ไปยงั บริเวณฟลักซ์ความหนาแนํนตา่ ปรากฏการณ์น้ีทาให๎เกิดการบิดของตวั นาและแรงบิดนี้
เรียกวําแรงบิดไฟฟูา
๗. กิจกรรมการเรียนรู้
นาเข้าสบู่ ทเรียน
1. สงั เกตการเข๎าชั้นเรียน
2. สงั เกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจุดประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลกั ษณะของเน้ือหาทีเ่ รยี น
ขั้นสอน
1. สังเกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครผู ส๎ู อนและนกั เรียน
3. สงั เกตจากการปฏิบตั ิงาน
4. สงั เกตจากการสรุปผลการปฏิบตั ิงาน
ขั้นสรปุ
มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ หมายถึง มอเตอร์ที่ใช๎กับระบบไฟฟูากระแสสลับ เป็นเคร่ืองกล
ไฟฟูาที่ทาหน๎าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟูาให๎เป็นพลังงานกล สํวนที่ทาหน๎าที่เปลี่ยนพลังงานไฟฟูาคือ
ขดลวดในสเตเตอร์และสํวนที่ทาหน๎าที่ให๎พลังงานกล คือ ตัวหมุนหรือโรเตอร์ ซึ่งเม่ือขดลวดใน
สเตเตอร์ได๎รับพลังงานไฟฟูาก็จะสร๎างสนามแมํเหล็กขึ้นมาในตัวทที่อยํูกับที่หรือสเตเตอร์ ซึ่ง
สนามแมํเหล็กที่เกิดขึ้นนี้จะมีการเคลื่อนที่หรือหมุนไปรอบ ๆ สเตเตอร์ เน่ืองจากการตํางเฟสของ
กระแสไฟฟูาในขดลวดและการเปลี่ยนแปลงของกระแสไฟฟูา ในขณะที่สนามแมํเหล็กเคลื่อนที่ไป
สนามแมํเหล็กจากขั้วเหนือก็จะพํุงเข๎าหาข้ัวใต๎ ซึ่งจะไปตัดกับตัวนาที่เป็นวงจรปิดหรือขดลวด
กรงกระรอกของตัวหมุนหรือโรเตอร์ ทาให๎เกิดการเหนี่ยวนาของกระแสไฟฟูาขึ้นในขดลวดของ
โรเตอร์ ซึ่งสนามแมํเหล็กของโรเตอร์นี้จะเคลื่อนที่ตามทิศทางการเคลื่อนที่จองสนามแมํเหล็กที่
สเตเตอร์ กจ็ ะทาให๎โรเตอร์ของมอเตอร์เกิดจะพลงั งานกลสามารถนาไปขับภาระทีต่ อ๎ งการหมุนได๎
8. สือ่ การเรียนรู้ (หลากหลาย)
สื่อออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน
๙. การวัดและประเมินผล
ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หัด
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 1
๑๐. เกณฑก์ ารประเมินผล
ในการทดสอบ นักศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํตา่ กวํา 60 %
แผนการจดั การเรียนรู้
ชื่อวิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ รหัสวิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3
หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 วงรอบที่ - เรอ่ื ง สปิทเฟสมอเตอร์
สปั ดาห์ท่ี 3-5 วันที่ ...................................................... เวลา ...............................
สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดับชั้น ปวช. 3 กลุ่ม 1-4 จานวน 85 คน
กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบัติงาน
๑. สาระสาคญั
สปลิทเฟสมอเตอร์มีสํวนประกอบที่สาคัญ คือ สเตเตอร์ โรเตอร์ สวิตซ์แรงเหวี่ยงหนีศูนย์
อัตโนมัติ ฝาปิดหัวท๎ายหรือฝาครอบ และตลับลูกปืน การทางานของสปลิทมอเตอร์ขณะที่ยังไมํได๎
จํายไฟให๎กับมอเตอร์หรือมอเตอร์ยังไมํทางานหรือโรเตอร์ไมํหมุน เม่ือจํายไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟส
ให๎กบั มอเตอร์จะทาให๎มกี ระแสไฟฟูาไหลผํานขดลวดชุดสตาร์ตกับขดลวดชุดรัน แตํเนื่องจากคุณสมบัติ
ของขดลวดท้ังสองชุดไมํเหมือนกัน ถ๎าจํายแรงดันไฟฟูาให๎กับขดลวดชุนรันและชุดสตาร์ตพร๎อมกัน จะ
เปน็ ทาให๎กระแสไฟฟูาไหลผํานขดลวดชุดรนั ล๎าหลังแรงดันไฟฟูาทีจ่ าํ ยใหม๎ ากกวํา การกลับทิศทางของ
การหมุนของโรเตอร์มอเตอร์ทาได๎โดยการกลับทิศทางการไหลของกระแสไฟฟูาที่ไหลผํานขดลวดชุด
สตาร์ต การตํอขดลวดเข๎าด๎วยกันแบํงลักษณะของการตํอได๎ 2 ลักษณะ คือ ตํอลักษณะขนานกัน
และตํอลกั ษณะอนุกรมกัน
2.สมรรถนะการเรียนรปู้ ระจาหน่วย
2.1 มีความร๎ู ความเข๎าใจ สํวนประกอบของสปลิทเฟสมอเตอร์
2.2 มีความรู๎ ความเข๎าใจ การทางานของสปลิทเฟสมอเตอร์
2.3 มีความร๎ู ความเข๎าใจ การกลับทิศทางการหมุนของโรเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ และ
การตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกันของสปลิทเฟสมอเตอร์
๓. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ผเู๎ รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบของสปลิทเฟสมอเตอร์ได๎
3.2 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายการทางานของสปลิทเฟสมอเตอร์ได๎
3.3 ผ๎ูเรยี นสามารถอธิบายการกลบั ทิศทางการหมนุ ของโรเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ได๎
3.4 มกี ิจนสิ ัยที่ดใี นการปฏิบตั ิงาน รบั ผิดชอบ ตรงตํอเวลา รักษาความสะอาด คานึงถึง
ความปลอดภัยและมีมนุษย์สมั พนั ธ์
ทักษะพิสยั (ทักษะ) Psychomotor Domain (P)
1. ผู๎เรยี นสามารถกลบั ทิศทางการหมนุ ของโรเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ได๎
2. ผเู๎ รียนสามารถตํอขดลวดเข๎าด๎วยกันของสปลิทเฟสมอเตอร์ได๎
จติ พิสัย (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรับผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถกู ต๎องตามระเบียบวิทยาลัยฯ
๔. บูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 ห่วง
1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีที่ไมํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอ๎ู ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคทีอ่ ยูํในระดับพอประมาณ
นกั เรียน ใช๎วัสดอุ ปุ กรณ์อยํางคุ๎มคํา
2. ความมีเหตุผล: หมายถึง การตดั สินใจเกี่ยวกบั ระดับของความพอเพียงน้ัน จะต๎องเปน็ ไป
อยํางมเี หตผุ ลโดยพิจารณาจากเหตุปจั จยั ที่เกี่ยวข๎องตลอดจนคานึงถึงผลทีค่ าดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานนั้ ๆ อยํางรอบคอบ
นกั เรียน ปฏิบตั ิงานได๎ถกู ต๎องและสาเร็จภายในเวลาที่กาหนดอยํางมเี หตุผล
3. การมีภมู ิคุ้มกนั ท่ดี ีในตวั : หมายถึง การเตรียมตัวใหพ๎ ร๎อมรับผลกระทบและการ
เปลีย่ นแปลงด๎านตําง ๆ ที่จะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเปน็ ไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ทีค่ าดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตท้ังใกล๎และไกล
นกั เรียน ได๎รับความรเ๎ู กี่ยวกบั โทษภยั ของยาเสพติด และการหลีกเลีย่ งหํางไกลยาเสพติด
เพือ่ ให๎มภี ูมคิ ุ๎มกันอยํางยัง่ ยืน
2 เง่อื นไข
คือ การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยูํในระดับพอเพียงนั้นต๎องอาศัยท้ังความร๎ู
และคณุ ธรรมเป็นพืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เง่อื นไขความร:ู้ ประกอบด๎วย ความรอบร๎ูเกีย่ วกบั วิชาการตาํ ง ๆ ที่เกี่ยวข๎องอยํางรอบด๎าน
ความรอบคอบที่จะนาความร๎ูเหลาํ นั้นมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกนั เพือ่ ประกอบการวางแผน และความ
ระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
นกั เรียนมคี วามรเ๎ู กีย่ วกบั หลักการทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวนา
2. เงอ่ื นไขคุณธรรม: ที่จะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนักในคุณธรรม มีความ
ซื่อสตั ย์สจุ ริตและมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต
นกั เรียน นักศึกษา รู๎จักการทางานเป็นกลํุม การรบั ฟงั ความคิดเหน็ เหตุผลของผ๎ูอืน่ และปฏิบตั ิ
หนา๎ ทีท่ ี่ได๎รบั มอบหมาย
๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลูกจติ สานึกใหน๎ ักเรียน นักศึกษา มคี ณุ ธรรม จริยธรรม ร๎ูรับผิดชอบชวั่ ดี มีความภูมใิ จในความ
เปน็ ไทย และสํงเสริมกิจกรรมที่สร๎างความสามัคคี เอ้ือเฟือ้ เผ่อื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กลู และรกั ใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา
๖. เนื้อหาการเรียนรู้
1. ส่วนประกอบของสปลิทเฟสมอเตอร์
สปลิทเฟสมอเตอร์มสี ํวนประกอบที่สาคัญ ดงั นี้
1. สเตเตอร์ สเตเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ ประกอบด๎วยแผํนเหล็กซิลกิ อน (Silicon sheet
steel) แผํนบางๆ ปั๊มชอํ งสล๏อต (Slot) ไว๎เสร็จ แล๎วอดั อยํูในเฟรมซึง่ สร๎างจากเหล็กหลํอ (Castiron) หรอื
เหล็กเหนียว (Steel) ทีส่ เตเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์จะมีขดลวด 2 ชดุ ด๎วยกัน ขดลวดชุดหน่ึงมไี ว๎
สาหรบั ใช๎งานปกติ เรียกวํา ขดลวดชดุ รันหรอื ขดลวดหลัก (Running winding หรอื Main winding)
ขดลวดชดุ รันเป็นขดลวกที่มีกระแสไฟฟูาไหลผาํ นตลอดเวลาไมํวําจะเปน็ ขณะเริม่ ทางานหรอื ขณะ
ทางานปกติ ขดลวดอีกชุดมีไว๎สาหรับเริ่มทาให๎โรเตอร์หมุน หรอื เรียกวําขดลวดชดุ สตาร์ต (Starting
winding) ขดลวดชดุ สตาร์ตจะพันด๎วยลวดเส๎นเลก็ และมีจานวนรอบน๎อยแตํขดลวดชดุ รันจะพันด๎วยลวด
เส๎นโตและมีจานวนรอบมาก ดังนั้นขดลวดชุดสตาร์ตจะมีคาํ ความต๎านทานของขดลวดมากกวํา แตจํ ะมี
คําอินดกั ทีฟ-รีแอคแตนซ์ น๎อยกวํา ขดลวดท้ังสองชุดนจี้ ะพนั หรอื บรรจุลงในสล๏อตไว๎หํางกนั เป็นมุม
90 องศาทางไฟฟูา
รปู ที่ 1.1 สเตเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์
2. โรเตอร์ โรเตอร์หรอื ตัวหมนุ ของสปลิทเฟสมอเตอร์จะแบบสไคว์เรลเกจโรเตอร์หรอื โรเตอร์
แบบกรงกระรอก โดยปลายเพลาด๎านหนง่ึ จะมีสวํ นหน่งึ ขอสวิตซ์แรงเหวี่ยงหนีศูนย์อตั โนมตั ิตดิ ตั้งอยํู
รปู ที่ 1.2 สไคว์เรลเกจโรเตอร์หรอื โรเตอร์แบบกรงกระรอก
3. สวิตซแ์ รงเหวี่ยงหนีศูนยอ์ ตั โนมัติ สวิตซ์แรงเหวีย่ งศูนย์อัตโนมัติแปลมาจาก
ภาษาอังกฤษ คอื Centrifugal switch โดยสวิตซ์แรงเหวี่ยงหนีศนู ย์อตั โนมัตขิ องสปลิทเฟสมอเตอร์น้มี ี
อยํูด๎วยกันหลายแบบและจะติดตง้ั อยํูในมอเตอร์นั้น ซึง่ ในแตํละแบบจะมีสวํ นประกอบที่สาคัญ 2 สวํ น
คือ สํวนทีอ่ ยกู ับที่และสวํ นทีเ่ คลือ่ นที่
3.1 สวํ นทีอ่ ยูํกับทีข่ องสวิตซ์แรงเหวย่ี งหนีศูนย์อตั โนมัติน้จี ะติดต้ังอยํูทีฝ่ าครอบด๎านหน่ึง
ของมอเตอร์ ซึ่งสํวนนีจ้ ะเป็นสํวนที่มจี ุดสัมผสั หรือหน๎าทองขาว หรอื ท่วั ๆ ไป เรยี กวํา “คอนแทค”
(Contact) จานวน 2 อัน และคอนแทคนีจ้ ะตํออนกุ รมเข๎ากบั ขดลวดชุดสตาร์ต โดยคอนแทคนีจ้ ะทา
หนา๎ ที่เป็นสะพานไฟ หรอื ทาหน๎าที่เปิด-ปิด (Open หรอื Close) วงจรของขดลวดชุดสตาร์ต
3.2 สวํ นทีเ่ คลือ่ นที่ของสวิตซ์แรงเหวย่ี งหนีศูนย์อัตโนมัตเิ ปน็ สํวนทีย่ ึดติดกับปลายเพลา
ของโรเตอร์ และมีกลไกสปริงเป็นตัวชํวยทาให๎เกิดการเคลื่อนที่
รปู ที่ 1.3 สวิตซ์แรงเหวี่ยงหนศี นู ย์อัตโนมัติของสปลิทเฟสมอเตอร์
4. ฝาปิดหวั ทา้ ยหรอื ฝาครอบ ฝาปิดหวั ท๎ายแปลมาจากภาษาอังกฤษ คอื End plate ทา
หนา๎ ทีป่ ิดหัวท๎ายของมอเตอร์และรองรบั เพลาของโรเตอร์ เพือ่ ให๎โรเตอร์หมุนอยํูในสเตเตอร์ได๎ ที่ฝาปิด
หัวท๎ายท้ังสองด๎านนจี้ ะมีตลับลกู ปืนสาหรับรองรับเพลาของโรเตอร์ และที่ฝาปิดหวั ท๎านด๎านหน่งึ จะมี
คอนแทคของสวิตซ์แรงเหว่ียงหนศี ูนย์อตั โนมัติ ซึง่ ทาหน๎าที่เปน็ สะพานไฟของขดลวดชดุ สตาร์ต ปกติฝา
ปิดหัวท๎ายน้ีจะทาด๎วยเหลก็ หลํอหรอื ลูมิเนยี มหลํอที่มคี ุณสมบัติแข็งแตเํ ปราะ (แตกหักได๎งําย)
รปู ที่ 1.4 ฝาปิดหัวท๎าย
5. ตลับลูกปืน ตลบั ลูกปืน แปลมาจากอาษาอังกฤษ คอื Bearing ตลับลกู ปืนจะอัดติดไว๎กบั
เพลาของโรเตอร์ ทาหน๎าที่รองรับเพลาของโรเตอร์กบั ฝาปิดหัวท๎ายไว๎ไมํใหเ๎ กิดการเสียดสีกนั ขณะที่
โรเตอร์หมนุ และทาใหโ๎ รเตอร์หมนุ ได๎อยํางสะดวก ปกติตลับลูกปืนจะต๎องมีขนาดพอดีกับเพลาของ
โรเตอร์
รปู ที่ 1.5 ตลับลกู ปืน
2. การทางานของสปลิทเฟสมอเตอร์
ขณะที่ยงั ไมํได๎จํายไฟใหก๎ ับมอเตอร์หรอื มอเตอร์ยังไมํทางานหรอื โรเตอร์ยังไมํหมุน ขดลวดชุด
สตาร์ตตํออนุกรมกับคอนแทคของสวิตซ์แรงเหวีย่ งหนีศนู ย์อตั โนมัตกิ ํอนแล๎วจึงตํอครํอมเข๎ากบั ขดลวด
ชุดรัน และเมื่อจาํ ยไฟฟูากระสสลบั 1 เฟสให๎กบั มอเตอร์จะทาให๎มีกระแสไฟฟูาไหลผาํ นขดลวดทั้งสอง
ชุด กระแสไฟฟูาจะไหลผาํ นขดลวดชุดรนั ล๎าหลังแรงดนั ไฟฟูาที่จํายใหม๎ ากกวําเมื่อเทียบกับ
กระแสไฟฟูาที่ไหลผาํ นขดลวดชุดสตาร์ต หรอื อาจกลําวได๎วํา เมอ่ื จํายแรงดันฟูาให๎กับมอเตอร์แล๎วจะ
พบวํากระแสไฟฟูาที่ไหลผํานขดลวดชดุ สตาร์ตนาหน๎ากระแสไฟฟูาที่ไหลผาํ นขดลวดชุดรัน
และเนื่องจากขดลวดทั้งสองชุดมีตาแหนงํ ของการพัน หรอื บรรจุลงในสล๏อตที่สเตเตอร์หาํ งกัน
เป็นมมุ 9 องศาทางไฟฟูา จงึ ทาให๎สนามแมํเหลก็ ทีเ่ กิดขึน้ เนื่องจากขดลวดแตํละขดุ เกิดไมํพรอ๎ มกนั
และมีตาแหนงํ เหล่ือมกนั โดยเกิดขั้วแมเํ หลก็ ทีส่ เตเตอร์เปน็ ขั้วเหนอื และข้ัวใต๎สลับกันไปจนครบรอบ
สเตเตอร์ และจะเปลี่ยนแปลงขวั้ ตลอดเวลา เสมอื นกับวําข้ัวแมํเหล็กที่เกิดข้ึนนนั้ เคลื่อนที่ไปรอบๆ
สเตเตอร์ ลักษณะที่เกิดเชํนนีท้ ัว่ ๆ ไปเรียกวําสนามแมํเหลก็ หมนุ (Rotating magnetic field)
สนามแมํเหลก็ หมุนเกิดข้ึนทีส่ เตเตอร์จะไปตดั กบั ตวั นาที่ฝังอยูํในโรเตอร์ และเนื่องจากตวั นาที่ฝังอยํูใน
โรเตอร์เหลาํ นั้นถูกตํอใหค๎ รบวงจรทางไฟฟูาไว๎จึงทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาไหลผาํ นตัวนาที่ฝังอยํูในโรเตอร์
และมีการเปลีย่ นแปลงเหมือนกับทีส่ เตเตอร์ และเน่ืองจากสเตเตอร์กบั โรเตอร์นั้นอยํูใกล๎กนั จึงทาให๎
เกิดแรงพยายามทีท่ าให๎โรเตอร์หมนุ ไปได๎ ซึ่งแรที่พยายามทาให๎โรเตอร์หมนุ ทั่วๆ ไปเรียกวําแรงบิด และ
เมื่อโรเตอรห์ มนุ ไปได๎ดว๎ ยความเรว็ ประมาณ 75% ของความเร็วรอบสูงสดุ จะทาให๎สวิตซ์แรงเหวี่ยง
หนศี ูนย์อตั โนมัติทางาน โดยชดุ กลไกสปริงของสวํ นทีเ่ คลื่อนทีต่ ดิ ตั้งไว๎ทีป่ ลายเพลาของ โรเตอร์ด๎าน
หนง่ึ นนั้ ยุบตัว ทาให๎หน๎าสัมผสั ของคอนแทคของสํวนทีอ่ ยูํกบั ที่ทีต่ ดิ ตั้งทีฝ่ าปิดหัวท๎ายด๎านหน่งึ แยกออก
จากกัน เป็นผลทาให๎ขดลวดชดุ สตาร์ตถูกตดั ออกจากวงจรไฟฟูา ปลํอยให๎ขดลวดชุดรันทางานตํอไป
เพียงชดุ เดียวจนหมนุ ด๎วยความเรว็ รอบสงู สุด และหมุนตํอไปจนกวาจะหยดุ การจาํ ยไฟใหก๎ ับมอเตอร์
น้ัน
รูปที่ 1.6 วงจรสมมูลสปิทเฟสมอเตอร์
รปู ที่ 1.7 เฟสเซอร์ไดอะแกรมกระแสไฟฟูาสปิทเฟสมอเตอร์
รปู ที่ 1.8 กราฟความสมั พันธ์ของแรงบิดและความเรม็ สปิทเฟสมอเตอรื
3. การกลบั ทศิ ทางการหมนุ ของโรเตอรข์ องสปลิทเฟสมอเตอร์
จากทีก่ ลําวมาแล๎ว จะพบวําขดลวดชุดสตาร์ตเป็นขดลวดชุดทีก่ าหนดทิศทางการหมุนของ
โรเตอร์ ดังนนั้ การที่จะกาหนดทิศทางการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ได๎นนั้ จะต๎องกาหนดทิศทางการ
ไหลของกระแสไฟฟูาทีไ่ หลผาํ นขดลวดชุดสตาร์ต และถ๎าตอ๎ งการกลบั ทิศทางการหมนุ ของ โรเตอร์
มอเตอร์ สามารถทาได๎โดยการกลบั ทิศทางการไหลของกระแสไฟฟูาทีไ่ หลผํานขดลวดชุดสตาร์ต
รปู ที่ 1.9 คลืน่ ไซน์ทีเ่ กิดขึ้นในสปิทเฟสมอเตอร์
รปู ที่ 1.10 การเกิดสนามแมํเหลก็ หมุนในสปิทเฟสมอเตอร์
4. การตอ่ ขดลวดเขา้ ด้วยกนั ของสปลิทเฟสมอเตอร์
รปู ที่ 1.10 การตอํ สปิทเฟสมอเตอร์ใช๎งาน
5. การกลบั ทศิ ทางการหมนุ ของสปิทเฟสมอเตอร์
รูปที่ 1.11 การกลับทิศทางการหมุนสปิทเฟสมอเตอร์
6. สาเหตุขัดขอ้ งและการแกไ้ ขในสปลิทเฟสมอเตอร์
สปลิทเฟสมอเตอร์ตวั หน่งึ ๆทีท่ างานผิดปกติหรอื ไมํทางานนั้น อาจขัดข๎องเน่อื งมาจากสาเหตุ
ดังตอํ ไปนี้
1. ไฟรั่วลงดินหรอื กราวด์ (Ground) สาเหตเุ กิดจากขดลวดชดุ ใดชุดหนง่ึ สัมผัสกับโครงหรอื
สํวนประกอบอื่นๆ ของมอเตอร์ ทาให๎ฉนวนหรอื น้ายาทีเ่ คลือบเส๎นลวดเกิดถลอกได๎
วิธีหาสาเหตุ
ใช๎หลอดไฟตรวจสอบ ทาการตรวจเช็คระหวํางปลายสายไฟทีต่ อํ เข๎าขดลวดกับสเตเตอร์ ถ๎า
หลอดไฟตรวจสอบนั้นสวํางแสดงวาํ ขดลวดเกิดไฟรั่วลงดิน
ให๎ทาการปลดขดลวดที่ตอํ เข๎าด๎วยกันนั้นออกจากกนั แล๎วจงึ ทาการตรวจขดลวดทีละคอยล์จน
พบจดุ ทีเ่ กิดไฟร่วั หรือกราวด์ แล๎วจึงหาวิธีการเพือ่ แก๎ไขอีกคร้ังหนึ่งหรอื อาจทาการพนั ขดลวดใหมํ
2. วรจรเปิด (Open circuit) สาเหตุอาจเกิดจากรอยตํอของขดลวดที่ตอํ เข๎าด๎วยกนั น้ันตอํ ไมํ
สนิท สกปรก หรอื ลวดของขดลวดชดุ ใดชดุ หน่งึ เกิดหกั
วิธีหาสาเหตุ
- ตรวจสอบที่วงจรของขดลวดชุดรัน ทาได๎โดยนาหลอดไฟตรวจสอบเข๎ากบั ปลายสายท้ังสอง
ของขดลวดชุดรนั ถ๎าหลอดไฟตรวจสอบนั้นไมํสวําง แสดงวําวงจรเปิด และถ๎าไมํทราบวําวงจรเปิดที่
คอยล์ไหนกใ็ หใ๎ ช๎หลอดไฟตรวจสอบทาการตรวจเชค็ ขดลวดชดุ รันทีละคอยล์
- ตรวจสอบทีว่ งจรของขดลวดชดุ สตาร์ต
3. ลดั วงจร (Short circuit) สาเหตอุ าจเกิดรอยถลอกของฉนวนไฟฟูาหรอื น้ายาที่เคลือบของ
ขดลวดขดหน่งึ ไปสัมผสั กบั รอยถลอกของขดลวดอีกขดหน่ึง ทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาทีไ่ หลผํานขดลวด
เกิดลดั วงจรและอาจทาให๎ขดลวดไหมไ๎ ด๎ สาเหตดุ ังกลําวอาจเกิดจากการบรรจหุ รือพนั ขดลวดลงใน
สล๏อตนน้ั แนํนเกินไป จะต๎องใชแ๎ รงกดหรอื กระแทกจงึ ทาให๎ขดลวดเกิดเสียดสีกนั หรอื าจเกิดจาก
สาเหตุที่มกี ระไฟฟูาไหลขดลวดมากเกินไป ทาให๎ฉนวนฟูาหรอื นายาที่เคลือบขดลวดเสียหาย
4. สวิตซ์แรงเหวี่ยงหนีศูนย์อตั โนมัติไมท่ างาน สาเหตุน้ีอาจเกิดจากสํวนตํางๆ ของสวิตซ์
แรงเหวี่ยงหนศี ูนย์อัตโนมัติเกิดขัดข๎องเอง หรอื อาจเกิดจากโรเตอร์หมนุ ช๎ากวําความเรว็ รอบทีท่ าให๎
สวิตซ์แรงเหวีย่ งหนศี นู ย์อัตโนมตั ิจะทางานได๎ ลกั ษณะเชํนน้ถี ๎าจํายไฟใหก๎ บั มอเตอร์แล๎ว มอเตอร์จะ
ทางานแตมํ ีเสียงครางและร๎อนเรว็ 5. ต่อวงจรผิด เนือ่ งจากการตอํ ขดลวดข๎างเคียงผิด เปน็ สาเหตทุ า
ให๎ไมํเกิดขว้ั แมเํ หล็กขั้วเหนือและข้ัวใต๎สลับกนั ไป
6. ตลับลกู ปืนเสีย ตลบั ลูกปืนที่ใช๎ในมอเตอร์ตวั หนึ่งๆ อาจเสียหายได๎ ซึ่งการเสียหายนี้
อาจเกิดสารหลอํ ลื่นเสอ่ื มสภาพหรือระเหยแหง๎ ไปหมด หรอื ตลับลูกปืนอยํูในลกั ษณะไมํสมดุลหรอื
หลวม จะเป็นผลทาให๎โรเตอร์ไมํหมนุ หรอื โรเตอร์ถกู ล๏อคไว๎ และถ๎าจํายไฟใหก๎ บั มอเตอร์นานๆ
มอเตอร์นน้ั จะเสียหายหรือไหมไ๎ ด๎
การตรวจสอบทาได๎โดยใช๎มือของเราไปจับทีป่ ลายเพลาของมอเตอร์ แล๎วหมนุ ใหโ๎ รเตอร์หมุน
และสังเกตการหมุนของเพลาน้ันดว๎ ย
7. แทง่ ตัวนาท่ฝี ังในโรเตอรเ์ กิดขาดหรอื ร้าว ถ๎าแทํงตัวนาทีฝ่ ังอยํูในโรเตอร์บางอันหรอื
หลายๆ อนั เกิดไมํครบวงจรทางไฟฟูา เปน็ ผลทาใหม๎ อเตอร์ไมมํ ีแรงบิดในการเริ่มหมนุ และโรเตอร์จะ
หมนุ ช๎า ถ๎าเปน็ ลกั ษณะเชนํ นีส้ งั เกตการทางานของมอเตอร์ จะพบวําโรเตอร์จะหมุนช๎าและกระแสฟูาที่
จาํ ยใหก๎ บั มอเตอร์จะมีคําน๎อยกวําปกติ
8. มอเตอรใ์ ช้งานเกินกาลัง มอเตอร์ทุกตวั จะมีขดี ความสามารถในการทางานระดับหนง่ึ
ซึง่ ถ๎าใชง๎ านเกินกาลงั หรอื ทีเรยี กวํา “Over load” จะเป็นผลทาให๎กระแสไฟฟูาทีจ่ ํายใหก๎ บั มอเตอร์มี
ขนาดสงู กวําคําของกระไฟฟูาทีข่ ดลวดของมอเตอร์ทนได๎ ถ๎าเป็นลกั ษณะเชนํ นี้มอเตอร์จะร๎อนและ
ขดลวดอาจไหม๎ได๎ ดังนนั้ การใชง๎ านมอเตอร์จะต๎องคานึงถึงแรงมา๎ หรอื Hp ของมอเตอร์กับงานที่จะ
นามอเตอร์ไปใช๎ดว๎ ยเสมอ
2. การซ่อมหรอื พันขดลวดใหม่ของสปลิทเฟสมอเตอร์ ปฏิบัติตามข้ันตอนตํอไปนี้
1. บนั ทึกข๎อมูลตํางๆ ทีบ่ อกไว๎ทีป่ ูายชอ่ื ของมอเตอร์นั้น (เทําที่จาเปน็ ) เชํน
แรงม๎าของมอเตอร์ (Hp)
แรงดันไฟฟูา (Volts)
กระแสไฟฟูา (Amps)
ความถีไ่ ฟฟูา (Hz)
ความเรว็ รอบ (rpm) เป็นต๎น
2. ทาเครื่องหมาย หรือ ที่เรียกกนั วํา “Mark” ทีฝ่ าปิดท๎ายทีต่ รงกับโครงของมอเตอร์ไว๎เพือ่
ประโยชน์ในการประกอบหลงั จากพันเสร็จเรียบร๎อยแล๎ว
3. ถอดฝาปิดหวั ท๎ายออก ถอดโรเตอร์ออก พรอ๎ มกบั บันทึกระยะการบรรจหุ รือพันขดลวดลง
ในสล๏อตของสเตเตอร์และการตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกนั ทั้งชดุ รันและชุดสตาร์ต
4. ทาการร้ือขดลวดแตลํ ะชุดออกจากสล๏อต พรอ๎ มกับนบั จานวนรอบของขดลวดและวดั ขนาด
ของเส๎นลวดที่ใชพ๎ ันขดลวด แล๎วบนั ทึกรายละเอียดตํางๆ ลงในไดอะแกรม
5. ทาความสะอาดสล๏อต ท้ังนีเ้ นืองจากมอเตอร์ที่ใช๎งานแลว๎ และถ๎ามีการเสียหารหรอื ไหม๎จะ
พบวํามเี ศษวสั ดหุ รือความสกปรกติดอยํูที่สล๏อต ซึ่งถ๎าไมํทาความสะอาดจะเป็นผลทาให๎สล๏อตนน้ั แคบ
ลง และจะเปน็ ปญั หาในการพันหรอื บรรจลุ งในสล๏อตใหมํ
6. ทาฉนวนรองสล๏อต
7. พนั หรอื บรรจุขดลวดลงในสล๏อต ซึง่ อาจพันขดลวดด๎วยมือโดยพันลงในสล๏อตทีละรอบ
หรอื พันขดลวดด๎วยรูปแบบของขดลวด แล๎วนามาบรรจุลงในสล๏อตของสเตเตอร์
8. ตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกันตามรายละเอียดที่บันทึกไว๎ แล๎วทาการมัดเชอื กทีข่ ดลวดเพื่อให๎
ขดลวดสวยงามและเข็งแรงยิง่ ข้ึน
9. ตรวจสอบหาเหตขุ ัดขอ๎ งของการพันลวด เชํน ตรวจสอบหากราวด์ ตรวจสอบหาการ
ลัดวงจร ตรวจสอบหาจดุ ที่วงจรเปิด เปน็ ต๎น
10. อาบหรอื เคลือบน้ายาที่ขดลวด เพื่อปูองกันไฟรว่ั หรอื ลดั วงจรทีข่ ดลวด และยงั ทาให๎
ขดลวดจับกลุํมเป็นผลกึ ซึง่ จะทาให๎ขดลวดแข็งแรงยิง่ ขึน้
11. ประกอบชิน้ สํวนตํางๆ แล๎วทาการทดสอบการทางานของมอเตอร์วําใช๎งานจริง ฟ ได๎
หรอื ไมํ โดยจํายแรงดนั ไฟฟูาให๎กบั มอเตอร์ตามพิกัด
12. ทาความสะอาดและตรวจสภาพภายนอกของมอเตอร์ ถ๎ามอเตอร์นน้ั ใช๎งานได๎ ซึ่งถือวํางาน
เสรจ็ สิน้ แลว๎
3. ความเรว็ รอบในการหมุนของมอเตอร์
จากทีก่ ลําวมาแล๎ววําเมื่อจํายแรงดันไฟฟูากระแสสลับใหก๎ ับขดลวดที่สเตเตอร์ของมอเตอร์จะทา
ให๎เกิดสนามแมํเหลก็ ขึน้ ที่สเตเตอร์ และสนามแมํเหล็กที่เกิดขึน้ มลี กั ษณะเคลื่อนที่ไปรอบๆ
สเตเตอร์ หรือทีเ่ รยี กวํา “สนามแมํเหล็กหมุน” ความเร็วรอบของสนามแมํเหลก็ หมนุ หาได๎จากสูตร
120f
Ns =
P
เมื่อ Ns = ความเร็วรอบของสนามแมํเหลก็ หมุน มีหนวํ ยเป็น รอบ/นาที (rpm)
F = ความถี่ไฟฟูาของแรงดันไฟฟูาทีจ่ ํายใหก๎ บั มอเตอร์ มีหนํวยเป็น เฮิรตซ์ (Hz)
P = จานวนข้ัวแมํเหลก็ หรอื โพลของมอเตอร์นน้ั
๗. กิจกรรมการเรียนรู้
นาเข้าสูบ่ ทเรียน
1. สังเกตการเข๎าชั้นเรียน
2. สังเกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจดุ ประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลักษณะของเน้ือหาที่เรยี น
ข้ันสอน
1. สังเกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครูผสู๎ อนและนักเรียน
3. สงั เกตจากการปฏิบตั ิงาน
4. สงั เกตจากการสรปุ ผลการปฏิบัติงาน
ข้ันสรปุ
สปลิทเฟสมอเตอร์มสี ํวนประกอบที่สาคัญ ดังน้ี
1. สเตเตอร์ สเตเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ ประกอบด๎วยแผํนเหลก็ ซิลกิ อน (Silicon sheet
steel) แผํนบางๆ ปมั๊ ชอํ งสล๏อต (Slot) ไว๎เสรจ็ แล๎วอดั อยํูในเฟรมซึง่ สร๎างจากเหล็กหลํอ (Castiron) หรอื
เหลก็ เหนียว (Steel)
2. โรเตอร์ โรเตอร์หรอื ตัวหมุนของสปลิทเฟสมอเตอร์จะแบบสไคว์เรลเกจโรเตอร์หรอื โร
เตอร์แบบกรงกระรอก โดยปลายเพลาด๎านหนึ่งจะมีสํวนหนง่ึ ขอสวิตซ์แรงเหว่ยี งหนีศนู ย์อัตโนมตั ิติด
ต้ังอยูํ
3. สวิตซ์แรงเหวย่ี งหนีศูนย์อัตโนมตั ิ อยูํด๎วยกันหลายแบบและจะติดตั้งอยูํในมอเตอร์น้ัน ซึง่
ในแตํละแบบจะมีสวํ นประกอบที่สาคญั 2 สวํ น
3.1 สวํ นทีอ่ ยํูกับที่ของสวิตซ์แรงเหวย่ี งหนีศูนย์อัตโนมัติน้จี ะติดต้ังอยูํที่ฝาครอบด๎าน
หน่งึ ของมอเตอร์
3.2 สวํ นทีเ่ คลื่อนทีข่ องสวิตซ์แรงเหว่ยี งหนีศูนย์อตั โนมตั เิ ปน็ สํวนที่ยึดติดกับปลาย
เพลาของโรเตอร์ และมีกลไกสปริงเปน็ ตวั ชํวยทาให๎เกิดการเคลื่อนที่
4. ฝาปิดหัวท๎ายหรือฝาครอบ ทาหน๎าที่ปิดหัวท๎ายของมอเตอร์และรองรับเพลาของโรเตอร์
เพือ่ ให๎โรเตอร์หมุนอยูํในสเตเตอร์ได๎
5. ตลบั ลกู ปืน จะอดั ติดไว๎กบั เพลาของโรเตอร์ ทาหน๎าที่รองรบั เพลาของโรเตอร์กับฝาปิดหวั
ท๎ายไว๎ไมํให๎เกิดการเสียดสีกันขณะที่โรเตอร์หมนุ และทาให๎โรเตอร์หมุนได๎อยํางสะดวก
การทางานของสปลิทเฟสมอเตอร์
ฟขณะทีย่ งั ไมํได๎จํายไฟใหก๎ ับมอเตอร์หรอื มอเตอร์ยังไมํทางานหรอื โรเตอร์ยังไมํหมุน ขดลวดชุด
สตาร์ตตํออนกุ รมกับคอนแทคของสวิตซ์แรงเหวีย่ งหนีศนู ย์อตั โนมตั กิ ํอนแล๎วจึงตํอครํอมเข๎ากับขดลวด
ชุดรนั และเมื่อจาํ ยไฟฟูากระสสลบั 1 เฟสให๎กับมอเตอร์จะทาให๎มีกระแสไฟฟูาไหลผาํ นขดลวดท้ังสอง
ชุดกระแสไฟฟูาจะไหลผํานขดลวดชดุ รันล๎าหลังแรงดันไฟฟูาทีจ่ ํายใหม๎ ากกวําเมื่อเทียบกับกระแสไฟฟูา
ทีไ่ หลผํานขดลวดชุดสตาร์ต หรอื อาจกลําวได๎วํา เม่อื จาํ ยแรงดันฟูาให๎กบั มอเตอร์แล๎วจะพบวํา
กระแสไฟฟูาทีไ่ หลผาํ นขดลวดชดุ สตาร์ตนาหน๎ากระแสไฟฟูาทีไ่ หลผํานขดลวดชุดรัน
การกลับทิศทางการหมนุ ของโรเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์สามารถทาได๎โดยการกลับทิศทาง
การไหลของกระแสไฟฟูาทีไ่ หลผํานขดลวดชุดสตาร์ต
8. สือ่ การเรียนรู้ (หลากหลาย)
สื่อออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน
๙. การวัดและประเมินผล
ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หัด
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 2
๑๐. เกณฑ์การประเมินผล
ในการทดสอบ นักศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํตา่ กวํา 60 %
แผนการจัดการเรียนรู้
ชือ่ วิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ รหัสวิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 3 วงรอบที่ - เรอ่ื ง คาปาซิเตอร์มอเตอร์
สปั ดาห์ท่ี 6 วนั ที่ ...................................................... เวลา ...............................
สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดับชน้ั ปวช. 3 กลุ่ม 1-4 จานวน 85 คน
กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบตั ิงาน
๑. สาระสาคญั
คาปาซิเตอร์มอเตอร์เป็นมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟส มีสวํ นประกอบ ได๎แกํ สเตเตอร์
โรเตอร์ ฝาปิดหวั ท๎าย สวิตซ์แรงเหว่ยี งหนีศูนย์อัตโนมัติ ตลับลูกปืน คาปาซิเตอร์หรอื ตวั เก็บประจุ
ไฟฟูา โดยชนดิ ของคาปาซิเตอรท์ ี่ใชก๎ บั มอเตอร์ แบํงออกเป็นคาปาซิเตอร์กระดาษ คาปาซิเตอร์น้ามัน
และคาปาซิเตอรน์ ้ายาไฟฟูา ซึง่ สามารถตรวจสอบวําคาปาซิเตอรด์ ีหรอื เสียน้ันทาได๎หลายวิธี ได๎แกํ
ตรวจสอบโดยใช๎วธิ ีการจํายไฟให๎กับคาปาซิเตอร์มอเตอร์ ตรวจสอบโดยใช๎มัลติมเิ ตอร์ และการ
ตรวจสอบโดยใช๎แหลํงจํายไฟฟูากระแสตรงจาํ ยไฟให๎
2.สมรรถนะการเรียนรู้ประจาหนว่ ย
2.1 มีความรู๎ ความเข๎าใจสํวนประกอบทีส่ าคัญของคาปาซิเตอรม์ อเตอร์
2.2 มีความร๎ู ความเข๎าใจชนิดของคาปาซิเตอรท์ ี่ใชก๎ ับมอเตอร์
2.3 มีความร๎ู ความเข๎าใจการตรวจสอบคาปาซิเตอร์มอเตอร์
๓. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ผเู๎ รียนผเ๎ู รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบทีส่ าคัญของคาปาซิเตอร์มอเตอร์
3.2 ผเู๎ รียนสามารถจาแนกชนิดของคาปาซิเตอรท์ ี่ใชก๎ ับมอเตอร์ได๎
3.3 มีกิจนิสยั ทีด่ ใี นการปฏิบัติงาน รบั ผิดชอบ ตรงตํอเวลา รกั ษาความสะอาด คานึงถึง
ความปลอดภัยและมีมนษุ ย์สัมพันธ์
ทักษะพิสัย (ทักษะ) Psychomotor Domain (P)
ผเู๎ รียนสามารถทาการตรวจสอบคาปาซิเตอร์มอเตอร์ได๎
จติ พิสัย (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรับผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถกู ต๎องตามระเบียบวิทยาลยั ฯ
๔. บูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 ห่วง
1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีที่ไมํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอ๎ู ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคทีอ่ ยํูในระดบั พอประมาณ
นกั เรียน ใช๎วัสดุอุปกรณ์อยํางคุ๎มคํา
2. ความมีเหตุผล: หมายถึง การตดั สินใจเกีย่ วกบั ระดบั ของความพอเพียงน้ัน จะต๎องเปน็ ไป
อยํางมเี หตผุ ลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจยั ที่เกีย่ วข๎องตลอดจนคานึงถึงผลทีค่ าดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานน้ั ๆ อยํางรอบคอบ
นกั เรียน ปฏิบัติงานได๎ถกู ต๎องและสาเรจ็ ภายในเวลาที่กาหนดอยํางมเี หตุผล
3. การมีภมู ิค้มุ กนั ทด่ี ีในตัว: หมายถึง การเตรียมตวั ใหพ๎ ร๎อมรับผลกระทบและการ
เปลีย่ นแปลงด๎านตําง ๆ ที่จะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเปน็ ไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ที่คาดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตทั้งใกล๎และไกล
นกั เรียน ได๎รบั ความรเ๎ู กีย่ วกับโทษภัยของยาเสพติด และการหลีกเลีย่ งหํางไกลยาเสพติด
เพือ่ ให๎มภี ูมคิ ุ๎มกนั อยํางยง่ั ยืน
2 เง่อื นไข
คือ การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยูํในระดับพอเพียงน้ันต๎องอาศัยท้ังความรู๎
และคณุ ธรรมเป็นพืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เงื่อนไขความร:ู้ ประกอบด๎วย ความรอบรู๎เกีย่ วกับวิชาการตาํ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วข๎องอยํางรอบด๎าน
ความรอบคอบทีจ่ ะนาความรู๎เหลาํ นั้นมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความ
ระมัดระวงั ในข้ันปฏิบตั ิ
นักเรียนมคี วามรเู๎ กีย่ วกับ หลักการทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนีย่ วนา
2. เงอ่ื นไขคุณธรรม: ทีจ่ ะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนักในคุณธรรม มีความ
ซือ่ สัตย์สจุ รติ และมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต
นักเรียน นักศึกษา ร๎ูจักการทางานเป็นกลุํม การรับฟังความคิดเหน็ เหตผุ ลของผ๎ูอืน่ และปฏิบัติ
หนา๎ ทีท่ ีไ่ ด๎รบั มอบหมาย
๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลูกจติ สานึกใหน๎ กั เรียน นักศึกษา มคี ณุ ธรรม จริยธรรม ร๎ูรับผิดชอบชั่วดี มีความภูมใิ จในความ
เป็นไทย และสํงเสริมกิจกรรมที่สร๎างความสามัคคี เอ้ือเฟื้อเผ่อื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กลู และรกั ใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา
๖. เนื้อหาการเรียนรู้
ส่วนประกอบที่สาคญั ของคาปาซิเตอรม์ อเตอร์
คาปาซิเตอร์มอเตอร์ เป็นมอเตอร์ทีม่ สี ํวนประกอบสํวนใหญํเหมือนกับสปลิทเฟสมอเตอร์เกือบ
ทุกอยําง ซึง่ สํวนประกอบทีส่ าคัญมีดังน้ี
รูปที่ 1.1 สวํ นประกอบคาปาซิเตอรม์ อเตอร์
1. สเตเตอร์ สเตอร์ของคาปาซิเตอรม์ อเตอร์ประกอบด๎วยแผํนเหล็กซิลกิ อนแผนํ บางๆ ปมั๊
ชํองสล๏อตไว๎แล๎ว หลายๆ แผนํ อัดเข๎าด๎วยกันอยํูในเฟรมที่สรา๎ งมาจากเหลก็ หลํอหรือเหลก็ เหนียว และ
จะมีคําปาซิเตอรย์ ึดติดกบั สํวนบนภายนอกของมอเตอร์ ที่สเตเตอร์ของคาปาซิเตอร์มอเตอร์จะมี
ขดลวด 2 ชุด คอื ขดลวดชุดรนั และขดลวดชุดสตาร์ต โดยขดลวดชุดรนั จะพันด๎วยลวดเส๎นโตและมี
จานวนรอบมาก แตขํ ดลวดชุดสตาร์ตจะพนั ด๎วยเส๎นเล็กและมจี านวนรอบน๎อย ขดลวดท้ังสองขุดนี้จะลง
ในสล๏อตที่หาํ กนั เป็นมุม 90 องศาทางไฟฟูาเหมอื นกบั การพนั ขดลวดในสปลิทเฟสมอเตอร์
2. โรเตอร์ โรเตอร์ของคาปาซิเตรอม์ อเตอร์จะเปน็ แบบสไคว์เรลเกจโรเตอร์หรอื โรเตอร์แบบ
กรงกระรอก เหมอื นกนั โรเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์
3. ฝาปิดหัวท้าย ทาหนา๎ ทีป่ ิดหวั ท๎ายของมอเตอร์และเปน็ ตัวรองรับเพลาของโรเตอร์เพือ่ ให๎
โรเตอร์หมนุ อยํูในสเตเตอร์ได๎ คาปาซิเตอร์มอเตอร์บางชนิดจะมีคอนแทคของสวิตซ์แรงเหวย่ี งหนีศูนย์
อัตโนมัติตดิ ต้ังอยํูที่ฝาปิดหัวท๎ายด๎านหนึ่งซึ่งทาหน๎าที่เปน็ สะพานไฟของขดลวดชดุ สตาร์ต โดย คอน
แทคนี้จะอยูํระหวํางฝาปิดหัวท๎ายกับเพลาของโรเตอร์ และที่ฝาปิดหัวท๎ายท้ังสองด๎านนจี้ ะมีตลับลูกปืน
ไว๎สาหรบั รองรบั เพลา ปกติผาปิดหวั ท๎ายจะทาด๎วยเหล็กหลํอทีม่ ีคณุ สมบัติแข็งแตํเปราะ
4. สวิตซแ์ รงเหว่ยี งหนีศูนยอ์ ตั โนมัติ คาปาซิเตอร์มอเตอร์บางชนิดจะมีสวิตซ์แรงเหวย่ี งหนี
ศูนย์อตั โนมัตเิ หมอื นกับสปลิทเฟสมอเตอร์ โดยสวิตซ์แรงเหว่ยี งหนีศนู ย์อัตโนมัติของคาปาซิเตอร์
มอเตอร์กจ็ ะมีสวํ นประกอบ 2 สํวน เชํนเดียวกับสปลิทเฟสมอเตอร์ คอื สํวนที่อยูํกับทีจ่ ะเป็น
คอนแทคติดตง้ั ที่ฝาปิดหวั ท๎ายด๎านหน่งึ และสํวนทีเ่ คลื่อนที่จะยึดติดอยํูกับที่ปลายเพลาของโรเตอร์ด๎าน
หน่งึ
5. ตลบั ลกู ปืน ตลบั ลกู ปนื จะอัดติดไว๎กบั เพลาของโรเตอร์ ทาหน๎าที่รองรับเพลากับผาปิดหัว
ท๎ายไว๎ไมํให๎เกิดการเสียดสีกันขณะทีโ่ รเตอร์หมุนและทาให๎โรเตอร์หมนุ ได๎อยํางสะดวก
6. คาปาซิเตอรห์ รือตวั เก็บประจไุ ฟฟ้า คาปาซิเตอร์หรอื ตวั เกบ็ ประจไุ ฟฟูามีชื่ออีกอยําง
หนง่ึ คือ คอนเดนเซอร์ โดยปกติคาปาซิเตอร์น้จี ะติดต้ังอยูํทางด๎านบนภายนอกของมอเตอรแ์ ละมักจะ
สร๎างเป็นกระป๋องกลมยาวใสํเอาไว๎ คณุ สมบตั ิของคาปาซิเตอร์ คอื เป็นตัวเก็บประจไุ ฟฟูาและคาย
ประจุไฟฟูาตามจังหวะสลับของกระแสไฟฟูา
2. ชนดิ ของคาปาซเิ ตอร์ทใ่ี ช้กบั มอเตอร์
รปู ที่ 1.2 คาปาซิเตอร์
คาปาซิเตอร์ทีใ่ ชก๎ บั มอเตอร์ แบํงออกเป็น 3 ชนิด คือ
1. คาปาซิเตอร์กระดาษ (Paper capacitor) จะประกอบด๎วยแผํนตวั นา 2 แผนํ ปกติจะใช๎ดมี กุ
มารีดให๎เป็นแผนํ บางๆ และมีฉนวนซึง่ เป็นกระดาษอาบพาราฟฟีน (Paraffin) ก้ันระหวํางแผํนตวั นาท้ัง
สอง โดยแผํนตวั นาท้ังสองทีม่ กี ระดาษอาบพาราฟฟีนก้ันอยํูนั้นจะม๎วน แล๎วบรรจุอยํูในกระป๋อง
2. คาปาซิเตอรน์ ้ามนั (Oil capacitor) คาปาซิเตอร์นจี้ ะใช๎น้ามันเป็นฉนวนกั้นระหวํางแผนํ ตัวนา
การสรา๎ งคาปาซิเตอรช์ นิดนี้จะเหมอื นกับคาปาซิเตอร์กระดาษ แตกํ ระป๋องทีใ่ ช๎บรรจนุ า้ มันเพือ่ เป็นการ
เพิ่มประสิทธิภาพของฉนวนให๎ดียิ่งขึน้
3. คาปาซิเตอรน์ ้ายาไฟฟูา (Electrolytic capacitor) คาปาซิเตอร์มอเตอรท์ ว่ั ๆ ไปจะใช๎คาปาซิ
เตรอ์ชนิดน้ี โดยคาปาซิเตอร์ชนิดน้ีจะประกอบด๎วยแผํนอลูมิเนยี มบางๆ จานวน 2 แผํน ทีม่ ฉี นวนเปน็
ผา๎ บางๆ ที่ฉาบด๎วยน้ายาไฟฟูากั้นระหวํางแผนนาท้ังสอง แล๎วมว๎ นบนบรรจลุ งในกระป๋องเหตเุ กิดจาก
ขดลวดชดุ ใดชดุ หนง่ึ สัมผัสกับโครงหรอื สํวนประกอบอืน่ ๆ ของมอเตอร์ ทาให๎ฉนวนหรอื น้ายาทีเ่ คลือบ
เส๎นลวดเกิดถลอกได๎
3. การตรวจสอบคาปาซิเตอร์
การตรวจสอบวํา คาปาซิเตอร์ดหี รอื เสียน้ันอาจทาได๎หลายวิธี ตวั อยํางเชํน
1. ตรวจสอบโดยใช๎วธิ ีการจาํ ยไฟใหก๎ ับคาปาซเตอร์
2. ตรวจสอบโดยใช๎มัลตมิ ิเตอร์
3. ตรวจสอบโดยใช๎แหลํงจํายไฟฟูากระแสตรงจาํ ยไฟให๎
รูปที่ 1.3 การตรวจสอบคาปาซิเตอรด์ ๎วยมลั ลติมเิ ตอร์
คําความจขุ องคาปาซิเตอร์น้ายาไฟฟูาที่ใชก๎ ับมอเตอร์ชนิดตําง ๆ มีดังนี้
มอเตอร์ขนาด 1/8 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด 72-81 µF
86-103 µF
มอเตอร์ขนาด 1/6 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด 124-149 µF
216-259 µF
มอเตอร์ขนาด 1/4 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด 378-440 µF
มอเตอร์ขนาด 1/2 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด
มอเตอร์ขนาด 3/4-1 แรงม๎า ใชค๎ าปาซิเตอรข์ นาด
คําความจขุ องคาปาซิเตอร์น้ามันที่ใช๎กบั มอเตอร์ชนิดตําง ๆ มีดงั นี้
มอเตอร์ขนาด 1/100-1/20 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด 2-3 µF
5-6 µF
มอเตอร์ขนาด 1/12-1/8 แรงม๎า ใชค๎ าปาซิเตอรข์ นาด
8 µF
มอเตอร์ขนาด 1/6 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด 8-10 µF
14-15 µF
มอเตอร์ขนาด 1/4 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด
16 µF
มอเตอร์ขนาด 1/3 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด 20 µF
มอเตอร์ขนาด 1/2 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด
มอเตอร์ขนาด 3/4 แรงม๎า ใช๎คาปาซิเตอรข์ นาด
ชนิดของคาปาซิเตอรม์ อเตอร์
คาปาซิเตอร์มอเตอร์ที่ใชก๎ นั ท่ัวๆ ไป อาจแบํงเป็นชนิดใหญํๆ ได๎ 3 ชนิด คอื
1. คาปาซเิ ตอร์สตาร์ตมอเตอร์ (Capacitor start motor) สํวนประกอบของมอเตอร์ชนิดน้ีจะ
คล๎ายๆ กบั สปลิทเฟสมอเตอร์ทุกอยําง เพียงแตมํ ีคาปาซิเตอรเ์ พิ่มเข๎าไปเทํานั้น
การทางานของคาปาซิเตอร์สตาร์ตมอเตอร์
เมื่อจํายไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟส ให๎กับมอเตอร์แล๎ว การทางานของคาปาซิเตอร์มอเตอร์จะ
เหมอื นกบั สปลิทเฟสมอเตอร์ แตเํ นือ่ งด๎วยขดลวดชุดสตาร์ตตํออนุกรมกับคาปาซิเตอร์ จงึ ทาให๎
กระแสไฟฟูาที่ไหลผาํ นขดลวดชุดสตาร์ตถึงจุดสูงสุดกํอนกระแสฟูาทีไ่ หลผํานขดลวดชุดรนั และทาให๎
กระแสไฟฟูาที่ไหลผาํ นขดลวดชุดสตาร์ตนาหน๎ากระแสไฟฟูาทีไ่ หลผํานขดลวดชดุ รัน โดยจะนาหน๎า
มากกวากระแสฟูาที่ไหลผาํ นขดลวดชุดสตาร์ตในสปลิทเฟสมอเตอร์ คาปาซิเตอร์มอเตอร์ชนิดนจี้ ึงมี
แรงบิดเริม่ หมุนสงู กวําสปลิทเฟสมอเตอร์ทีม่ ีแรงม๎าเทํากัน และเมื่อโรเตอร์หมนุ ได๎ด๎วยความเร็วรอบ
ประมาณ 75% ของความเร็วรอบสงู สุด สวิตซ์แรงเหวี่ยงหนศี นู ย์อตั โนมัตจิ ะทางานและทาให๎คอน
แทคแยกออกจากกนั เปน็ ผลทาให๎ขดลวดชดุ สตาร์ตถูกตดั ออกจากวงจรไฟฟูา
2. คาปาซิเตรอ์มอเตอรช์ นิดที่ใชค้ าปาซิเตอร์ 2 คา่ (Two-value capacitor motor)
มอเตอร์ชนิดนีอ้ าจเรียกอีกอยํางหนึ่งวํา “คาปาซิเตอร์สตาร์ต คาปาซิเตอร์รนั มอเตอร์” (Capatitor
start, capacitor-run motor) คาปาซิเตอร์มอเตอร์ชนิดนจี้ ะมีลักษณะคล๎ายๆ คาปาซิเตอรส์ ตาร์ตมอ
เตอร์ จะตํางกนั ทีม่ คี าปาซิเตอร์ 2 ตวั คาปาซิเตอรต์ ัวหนง่ึ จะใช๎ชํวยในการสตาร์ตหรอื เริม่ หมุนของโร
เตอร์ คาปาซิเตอรต์ วั นีท้ วั่ ๆ เรยี กวํา คาปาซิเตอรส์ ตาร์ต (Capacitor start) ปกติจะมีคาํ ความจดุ มาก
และสํวนมากจะใช๎คาปาซิเตอร์น้ายาไฟฟูา และคาปาซิเตอรอ์ ีกตัวหนึ่งจะใช๎ชํวยในการหมุนของโรเตอร์
ขณะทีม่ อเตอรท์ างานปกติ คาปาซิเตอร์ตวั น้ีทว่ั ๆ ไปเรียกวํา คาปาซิเตอร์รนั (Capacitor run) ปกติจะมี
คําความจุนอ๎ ยและสํวนมากจะใช๎คาปาซิเตอรน์ ้ามนั
การทางานของคาปาซิเตอร์มอเตอรช์ นิดที่ใชค้ าปาซิเตอร์ 2 คา่
ถ๎าจํายไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟสให๎กับมอเตอร์ จะพบวํากระแสไฟฟูาทีจ่ ะไหลไปยังขดลวดชดุ
สตาร์ตน้ัน มี 2 ทางคอื ทางหนึ่งจะไหลผาํ นคอนแทคและคาปาซิเตอร์ แล๎วไหลเข๎าขดลวดชดุ สตาร์ต
สํวนอีทางหนึ่งจะไหลผํานคาปาซิเตอรร์ ันแล๎วไหลเข๎าขดลวดชดุ สตาร์แตํเน่ืองจากคาปาซิเตอร์สตาร์ตนี้
ใช๎คาปาซิเตอรน์ ้ายาไฟฟูาและมีคําความจุมากกวําคาปาซิเตอรร์ ันทีใ่ ช๎คาปาซิเตอร์น้ามนั จึงทาให๎
กระแสไฟฟูาที่ไหลผาํ นคาปาซิเตอรส์ ตาร์ตไหลนาหน๎ากระแสไฟฟูาทีไ่ หลผาํ นคาปาซิเตอร์รนั น่นั คือ
ขณะสตาร์ตน้ันจะมีกระแสไฟฟูาไหลผํานคาปาซิเตอรส์ ตาร์ตไปยงั ขดลวดชดุ สตาร์ต ซึ่งเป็นผลทาให๎
เริ่มมอเตอรท์ างานและเมอ่ื โรเตอร์หมนุ ไปได๎ความเร็วรอบประมาณ 75% ของความเร็วรอบสูงสุด
สวิตซ์แรงเหวีย่ งหนศี นู ย์อัตโนมตั ิจะทางานทาให๎คอนแทคแยกออกจากกนั ซึง่ ขณะนีก้ ระแสไฟฟูาจะไมํ
ไหลผาํ นคาปาซิเตอรส์ ตาร์ตแตจํ ะเปลีย่ นไปไหลผาํ นคาปาซิเตอรร์ ันแทนแล๎วไหลเข๎าขดลวดชดุ สตาร์ต
จนหมนุ ด๎วยความเรว็ รอบสูงสดุ และจะเป็นเชนํ นตี้ ํอไปจนกวําจะหมุนการจํายไฟใหก๎ ับมอเตอร์
3. เพอรม์ าเนนต์-สปลิทคาปาซิเตอร์มอเตอร์ (Permenent split capitor) เป็นคาปาซิเตอร์
มอเตอร์ทีม่ คี าปาซิเตอรค์ ําเดียวต้ังแตํมอเตอร์เรม่ิ ทางานจนถึงทางานปกติ หรอื อาจกลําวได๎วํา “ตั้งแตํ
สตาร์ตจนถึงรันปกติ” คาปาซิเตอร์มอเตอร์ชนิดน้ีจะแตกตํางจากคาปาซิเตอรส์ ตาร์ตมอเตอร์ คือ
(1) ใช๎คาปาซิเตอรค์ ําเดียวตํอนุกรมกับขดลวดชุดสตาร์ตตอลดเวลา ไมํวําจะเป็นขณะสตาร์ต
หรอื ขณะหมุนปกติ
(2) ชนิดของคาปาซิเตอรท์ ีใ่ ช๎ ปกติจะเปน็ คาปาซิเตอร์น้ามนั
(3) ไมํมสี วิตซ์แรงเหวีย่ งหนีศูนย์อตั โนมตั ิหรอื อปุ กรณ์ทางกลใดๆ ทีท่ าหน๎าที่ตดั ขดลวดชุด
สตาร์ตออกจากวงจรไฟฟูา
คาปาซิเตอร์มอเตอร์ชนิดนี้สํวนมากจจะเปน็ มอเตอร์ขนาดเลก็ ๆ ทีม่ แี รงบิดเริม่ หมุนต่าและ
เหมาะสาหรบั งานทีต่ ๎องการกาลงั ไมํมากนกั บางคร้ังมอเตอร์ชนิดน้ีอายเรียกวํา “คาปาซิเตอร์รัน
มอเตอร์ชนิดที่ใชค๎ าปาซิเตอร์คาํ เดียว” (Single-value capacitor-run motor) และมอเตอร์ชนิดนยี้ ัง
แบํงยํอยเปน็ ชนิดยํอยๆ ได๎อีก 5 ชนิด คือ
3.1 ซิงเกิ้ลโวล์เตจเพอร์มาเนนต์สปลิทคาปาซิเตอร์มอเตอร์ (Single-vottage, permanent split
capacitor motor) เป็นคาปาซิเตอร์มอเตอร์ทีม่ คี าปาซิเตอร์คาํ เดียวซึง่ ตํออนกุ รมกับขดลวดชดุ สตาร์ต
ตลอดเวลาและมอเตอร์น้จี ะใช๎กบั แรงดนั ไฟฟูาคําเดียว
3.2 ทโู วลต์เตจเพอร์มาเนนต์สปลิทคาปาซิเตอรม์ อเตอร์ (Two-voltage, permanent-split
capacitor motor) เป็นคาปาซิเตอร์ที่มคี าปาซิเตอร์คาํ เดียวตํออนุกรมกบั ขดลวดชุดสตร์ตตลอดเวลา
ขดลวดชดุ รันมี 2 สวํ น และมอเตอร์น้ใี ชก๎ บั แรงดันไฟฟูาได๎ 2 ระดบั
3.3 ซิงเกิล้ โวลต์เตจ รีเวิร์สซีเบิ้ลเพรอ์มาเน๎นตส์ ปลิทคาปาซิเตอร์มอเตอร์ (Single-vottage,
reversible permanent-split capacitor motor) เปน็ คาปาซิเตอร์ที่สามารถกลับทิศทางการหมนุ ของดร
เตอร์ได๎ โดยการเลือกสับสวิตซ์ไปทีต่ าแหนํงที่ตอ๎ งการ
3.4 ทู-สปีดซิงเกิ้ลโวลต์เตจเพอร์มาเนนต์และสปลิทคาปาซิเตอร์ (Two-speed,single voltage,
permanent-split capacitor motor) เป็นคาปาซิเตอร์มอเตอร์ทีม่ คี วามเรว็ รอบ 2 ระดบั คอื หมนุ เรว็
(High speed) กับหมนุ ช๎า (Low speed) โดยมอเตอร์นี้จะมขี ดลวด 3 ชุด คอื ขดลวดชุดรัน ขดลวดชุด
สตาร์ต และขดลวดชํวย ซึง่ ขดลวดชุดรนั และขดลวดชํวยจะลงในสล๏อตเดียวกนั และขดลวดชดุ
สตาร์ตจะลงในสล๏อตทีหํางจากขดลวดชดุ รับเปน็ มมุ 90 องศาทางไฟฟูา
3.5 ทรี-สปสีดซิงเกิล้ โวลเตจเพอร์มาเน๎นตส์ ปลิทคาปาซิเตอรม์ อเตอร์ (Three-speed,single-
voltage permanent-split capacitor motor) เป็นคาปาซิเตอร์ทีม่ คี วามเร็วรอบ 3 ระดับ คอื ความเร็ว
สงู สุด(High speed) ความเร็วปานกลาง (Medium speed) กับความเร็วช๎าสุด (Low speed) โดย
มอเตอร์น้จี ะมีขดลวด 3 ชุดคือ ขดลวดชุดรนั ขดลวดชุดสตาร์ต และขดลวดชํวย แตํขดลวดชวํ ยจะ
แบํงเปน็ 2 สวํ น ซึง่ ขดลวดชดุ รันและขดลวดชํวยจะลงในสล๏อตเดียวกนั และขดลวดชุดสตาร์ตจะลงใน
สล๏อตทีหาํ งจากขดลวดชดุ รับเปน็ มุม 90 องศาทางไฟฟูา
2. การกลบั ทศิ ทางการหมนุ ของคาปาซิเตอรม์ อเตอร์
คาปาซิเตอร์มอเตอร์ทกุ ชนิดถ๎าตํอเสร็จถกู ต๎องเรียบร๎อยแล๎ว เมือ่ นามอเตอร์ไปเข๎ากับ
แหลงํ จํายไฟฟูากระแสสลับแล๎วพบวําโรเตอร์ของมอเตอร์หมุนไปในทิศทางหนง่ึ แตํถ๎าต๎องการให๎โรเต
อร์หมนุ กบั ทิศทางหรอื ให๎หมุนในทิศทางตรงกันข๎ามกับครั้งแรกนั้น ทาได๎โดยสลับข้ัวสายของขดลวดชุด
สตาร์ตที่ตอํ เข๎ากับวงจรน้ันเสียใหมํ โรเตอร์ของมอเตอร์ก็จะหมุนในทิศทางทีเ่ ราต๎องการทนั ที
3. การควบคมุ การทางานโดยใช้รเี ลย์ (Relay)
การควบคมุ การทางานของคาปาซิเตรอ์มอเตอร์บางตัวอาจจะไมํใช๎สวติ ซ์แรงเหวย่ี งหนีศูนย์
อตั โนมตั ิก็ได๎ อาจใชเ๎ คอร์เรนท์รีเลย์ (Current relay) หรือโพเทนเชยี ลรีเลย์(Potential relay) เป็นตัว
ควบคมุ การทางานของมอเตอร์
การตอํ เคอร์เรนท์รเี ลย์เข๎าไปเพือ่ ชํวยควบคุมในการตดั -ตํอวงจรไฟฟูาของขดลวดชดุ สตาร์ตที่
ตํออนกุ รมกับคาปาซิเตอร์ของคาปาซิเตอรส์ ตาร์ตมอเตอร์ ซึง่ เมือ่ ตอํ วงจรเข๎ากบั แหลํงจํายไฟแล๎วจะ
ทาให๎มกี ระแสไฟฟูาไหลผาํ นวงจรของขดลวดชดุ รนั และขณะมอเตอร์เร่ิมทางานหรือกระแสไฟฟูาขณะ
สตาร์ต มคี ําเปน็ 2-3 เทํา ของกระแสไฟฟูาที่ไหลผํานขณะทางานปกติ กระแสไฟฟูาขณะสตาร์ตนจี้ ะ
มีคาํ สูงพอที่จะทาให๎คอยล์ของเคอร์เรนท์รีเลย์ทางาน ทาให๎เกิดอานาจแมํเหล็กจะไปดูดคอนแทคของ
รีเลย์ เปน็ ผลทาให๎วงจรของขดลวดชดุ สตาร์ตถกู ตํอเข๎ากบั วงจรไฟฟูาทาให๎มอเตอร์เริม่ ทางาน และเมื่อ
โรเตอร์หมนุ ไปด๎วยความเร็วรอบประมาณ 75% ของความเรว็ รอบสูงสุด ขณะนี้กระแสไฟฟูาที่ไหล
ผาํ นขดลวดชุดรันจะลดลงจนมคี ําเทํากับกระแสไฟฟูาที่ไหลผาํ นขดลวดชดุ รันขณะทางานปกติ จะเป็น
ผลทาใหค๎ อยล์ของรเี ลย์มอี านาจแมํเหลก็ ไมํเพียงพอที่จะดดู คอนแทคให๎ตํอถึงกนั เปน็ ผลทาให๎วงจร
ของขดลวดชุดสตาร์ตถกู ตดั ออกจากวงจรทางไฟฟูา ปลํอยใหข๎ ดลวดชดุ รนั ทางานตํอไปเพียงชดุ เดียว
การตอํ โพเทนเชยี ลรีเลย์เข๎าไปเพื่อชํวยควบคมุ ในการตัด-ตํอวงจรไฟฟูาของขดลวดชุดสตาร์ตที่
ตํออนุกรมกับคาปาซิเตอร์ของคาปาซิเตอรส์ ตาร์ตมอเตอร์ ซึ่งจากวงจรเมื่อตํอวงจรเข๎ากบั
แหลงํ จํายไฟจะทาให๎มกี ระแสไฟฟูาไหลผํานวงจรของขดลวดชดุ รนั และชุดสตาร์ตมอเตอร์จะเรํม
ทางานโรเตอร์หมุนและหมุนด๎วยความเร็วรอบเพิม่ ขึ้น ขณะที่โรเตอร์หมุนด๎วยความเรว็ รอบเพิ่มขนึ้ นี้ จะ
ทาให๎แรงดนั ไฟฟูาทีค่ รอํ มที่ขดลวดชุดสตาร์ตมีคําเพิ่มขึ้นด๎วย และเมอ่ื ความเรว็ รอบโรเตอร์ถึงประมาณ
75% ของความเร็วรอบสงู สุด จะทาให๎แรงดนั ไฟฟูาที่ครํอมทีข่ ดลวดชุดสตาร์ต มีคําสงู พอทีจ่ ะทาให๎โพ
เทนเชยี ลรีเลย์ที่ตอํ ขนานกับขดลวดชดุ สตาร์ตน้ันทางานเปน็ ผลทาให๎แรงอานาจแมเํ หลก็ ทีเ่ กิดจาก
คอยล์ของโพเทนเชยี ลรีเลย์ทางานและดูดคอนแทคใหแ๎ ยกออกจากกนั เปน็ ผลทาใหว๎ งจรของขดลวดชดุ
สตาร์ตถูกตดั ออกจากวงจรไฟฟูา จะเหลอื เพียงขดลวดชดุ รันทางานตํอไปเพียงชดุ เดียว
๗. กิจกรรมการเรียนรู้
นาเข้าสู่บทเรียน
1. สงั เกตการเข๎าช้ันเรียน
2. สงั เกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจดุ ประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลักษณะของเน้ือหาทีเ่ รยี น
ขัน้ สอน
1. สังเกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครผู สู๎ อนและนกั เรียน
3. สังเกตจากการปฏิบัติงาน
4. สังเกตจากการสรุปผลการปฏิบัติงาน
ขัน้ สรุป
การตรวจสอบวํา คาปาซิเตอร์ดหี รอื เสียน้ันอาจทาได๎หลายวิธี
1. ตรวจสอบโดยใช๎วธิ ีการจาํ ยไฟใหก๎ บั คาปาซเตอร์ นาคาปาซิเตอรท์ ีต่ อ๎ งการตรวจสอบนั้น ไป
ตํอเข๎ากับแหลํงจํายไฟฟูากระแสสลับโดยผํานฟิวส์เส๎นเลก็ ๆ ถ๎าฟิวส์ขาดแสดงวําคาปาซิเตอรเ์ สีย
2. ตรวจสอบโดยใช๎มัลตมิ ิเตอร์ ใช๎มัลติมเิ ตอร์ตั้งยํานวัดคําความต๎านทาน ทีข่ ว้ั ท้ังสองของคา
ปาซิเตอร์ ถ๎าคาปาซิเตอรเ์ สียหายหรือใช๎ไมํได๎เนือ่ งจากลดั วงจร จะพบวํา เข็มของมเิ ตอร์จะบํายเบนมา
ค๎างทีต่ าแหนํงใดตาแหนงํ หนึ่งและไมํเคลื่อนไปที่ตาแหนํงอื่น และถ๎าเปน็ กรณีทีเ่ สียหายหรอื ใช๎งานไมํได๎
เนือ่ งจากขาดหรอื วงจรเปิด เขม็ ของมเิ ตอร์จะไมํบํายเบนเลย
3. ตรวจสอบโดยใช๎แหลํงจํายไฟฟูากระแสตรงจาํ ยไฟให๎ ทาได๎โดยนาคาปาซิเตอร์ไปตํอ
อนกุ รมกบั หลอดไฟแล๎วจึงตํอเข๎ากบั แหลํงจํายฟูากระแสตรงที่มแี รงดันฟูาไมํเกินทีห่ ลอดไฟทนได๎ ถ๎า
เป็นคาปาซิเตอร์ทีใ่ ชง๎ านได๎ จะพบวําหลอดไฟจะสวํางสักครูํหนึ่งและจะไมํสวํางในเวลาตํอมา แตํถ๎าเปน็
กรณีที่เสียหรอื ใช๎งานไมํได๎เนือ่ งจากทะลุถึงกันหรือลัดวงจร จะพบวําหลอดไฟจะสวํางตลอดเวลา และ
ถ๎าเปน็ กรณีที่เสียหรอื ใช๎งานไมํได๎เนือ่ งจากขาดหรอื วงจรเปิด จะพบวําหลอดไฟจะไมํสวํางเลย
8. สือ่ การเรยี นรู้ (หลากหลาย)
สือ่ ออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน
๙. การวดั และประเมินผล
ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หดั
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 3
๑๐. เกณฑก์ ารประเมินผล
ในการทดสอบ นักศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํต่ากวํา 60 %
แผนการจัดการเรียนรู้
ชื่อวิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั รหัสวิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3
หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 4 วงรอบที่ - เรอ่ื ง เชด็ เดดโพล
สปั ดาหท์ ่ี 7 วนั ท่ี ...................................................... เวลา ...............................
สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดับช้ัน ปวช. 3 กลมุ่ 1-4 จานวน 85 คน
กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบัติงาน
๑. สาระสาคัญ
เชด็ เด็ดโพลมอเตอร์เป็นมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟส ทีม่ ีขนาดต้ังแตํ 1/15 แรงมา๎
จนถึง 1/6 แรงม๎า มีสวํ นประกอบที่สาคัญคือ สเตเตอร์ โรเตอร์ ฝาปิดหวั ท๎ายหรือฝาครอบ และตลับ
ลกู ปืนหรือบุช เมื่อตํอวงจรของขดลวดในเชด็ เด็ดโพลมอเตอร์ แล๎วตํอเขา๎ กับแหลํงจํายไฟฟูา
กระแสสลับ 1 เฟส กระแสไฟฟูาที่ไหลผํานขดลวดหลักนีท้ าให๎เกิดสนามแมเํ หล็กขึ้นทีส่ เตเตอร์ โดย
สนามแมํเหล็กที่เกิดขึน้ จะเปลีย่ นแปลงตลอดเวลาและเคลือ่ นทีไ่ ปรอบ ๆ สเตเตอร์หรอื ทีเ่ รยี กวํา
สนามแมํเหลก็ หมุน สนามแมเํ หลก็ ที่เปลีย่ นแปลงนจี้ ะไปเหนีย่ วนากบั เช็ดเดด็ คอยล์ของแตลํ ะโพลซึ่ง
อยูํในสภาพครบวงจรทางไฟฟูา ทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาเหนย่ี วนาไหลผาํ นเช็ดเดด็ คอยล์ของแตํละโพล
2.สมรรถนะการเรียนรู้ประจาหน่วย
2.1 บอกสํวนประกอบที่สาคัญของเช็ดเดดโพลมอเตอร์
2.2 มีความร๎ู ความเข๎าใจหลักการทางานของเช็ดเดดโพลมอเตอร์
๓. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้
3.1 ผเู๎ รียนสามารถบอกลกั ษณะเช็ดเด็ดโพลมอเตอร์ได๎
3.2 ผเู๎ รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบทีส่ าคญั ของเช็ดเดด็ โพลมอเตอร์ได๎
3.3 ผเู๎ รียนสามารถอธิบายการทางานของเชด็ เด็ดโพลมอเตอร์ได๎
3.4 มีกิจนิสัยทีด่ ใี นการปฏิบตั ิงาน รบั ผิดชอบ ตรงตํอเวลา รักษาความสะอาด คานึงถึงความ
ปลอดภัยและมีมนุษย์สัมพันธ์
ทักษะพิสัย (ทกั ษะ) Psychomotor Domain (P)
ผเู๎ รียนสามารถกาหนดทิศทางของการหมุนโรเตอร์ของเช็ดเด็ดโพลมอเตอร์ได๎
จติ พิสัย (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรบั ผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถูกต๎องตามระเบียบวิทยาลัยฯ
๔. บรู ณาการหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 ห่วง
1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีทีไ่ มํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอู๎ ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคที่อยูํในระดับพอประมาณ
นกั เรียน ใช๎วสั ดอุ ุปกรณ์อยํางคุ๎มคํา
2. ความมีเหตุผล: หมายถึง การตดั สินใจเกีย่ วกับระดับของความพอเพียงน้ัน จะต๎องเปน็ ไป
อยํางมเี หตผุ ลโดยพิจารณาจากเหตปุ จั จยั ที่เกี่ยวข๎องตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานนั้ ๆ อยํางรอบคอบ
นกั เรียน ปฏิบัติงานได๎ถกู ต๎องและสาเร็จภายในเวลาทีก่ าหนดอยํางมเี หตุผล
3. การมีภูมิคุ้มกันทด่ี ีในตัว: หมายถึง การเตรียมตวั ใหพ๎ ร๎อมรับผลกระทบและการ
เปลี่ยนแปลงด๎านตําง ๆ ทีจ่ ะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเปน็ ไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ทีค่ าดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตทั้งใกล๎และไกล
นกั เรียน ได๎รบั ความรเ๎ู กีย่ วกบั โทษภัยของยาเสพติด และการหลีกเลี่ยงหํางไกลยาเสพติด
เพือ่ ให๎มภี มู คิ ๎ุมกันอยํางย่ังยืน
2 เงอ่ื นไข
คือ การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยูํในระดบั พอเพียงนั้นต๎องอาศัยท้ังความร๎ู
และคุณธรรมเปน็ พืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เงือ่ นไขความร้:ู ประกอบด๎วย ความรอบรู๎เกี่ยวกบั วิชาการตาํ ง ๆ ที่เกีย่ วข๎องอยํางรอบด๎าน
ความรอบคอบทีจ่ ะนาความร๎ูเหลาํ น้ันมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความ
ระมดั ระวังในขั้นปฏิบัติ
นกั เรียนมคี วามรเู๎ กีย่ วกับ หลกั การทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวนา
2. เง่อื นไขคุณธรรม: ทีจ่ ะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนักในคุณธรรม มีความ
ซือ่ สัตย์สจุ รติ และมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต
นกั เรียน นักศึกษา รู๎จักการทางานเป็นกลํุม การรบั ฟงั ความคิดเหน็ เหตผุ ลของผ๎ูอื่นและปฏิบตั ิ
หนา๎ ที่ทีไ่ ด๎รบั มอบหมาย
๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลูกจติ สานึกใหน๎ ักเรียน นักศึกษา มคี ุณธรรม จริยธรรม ร๎ูรับผิดชอบช่วั ดี มีความภมู ใิ จในความ
เป็นไทย และสํงเสริมกิจกรรมทีส่ ร๎างความสามคั คี เอ้ือเฟื้อเผอ่ื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กูล และรกั ใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา
๖. เนือ้ หาการเรียนรู้
ส่วนประกอบทีส่ าคัญของเช็ดเด็ดโพลมอเตอร์ มีดงั น้ี
1. สเตเตอร์ ประกอบด๎วยแผํนเหลก็ ซิลกิ อนแผนํ บางๆ หลายๆ แผนํ อดั เข๎าด๎วยกันและจะทา
เป็นสล๏อตสาหรับบรรจขุ ดลวด ซึง่ สเตเตอร์ของมอเตอร์ชนิดน้สี ล๏อตจะมีจานวนเทํากับจานวนโพล
ของมอเตอร์น้ัน เชํน มอเตอร์ 4 โพลจะมี 4 สล๏อต มอเตอร์ 6 โพล จะมี 6 สล๏อต เปน็ ต๎น
ทีส่ เตเตอร์ของเชด็ เด็ดโพลมอเตอร์บางชนิดจะมีสล๏อตมากกวําจานวนโพล โดยจะมีสลอ๏ ต
เหมอื นกบั สเตเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ เชด็ เดด็ โพลมอเตอร์ชนิดนีเ้ ช็ดเดด็ คอยล์หรอื เช็ดเดด็ ริงจะ
ใช๎ขดลวดพนั หลายๆ รอบแล๎วนามาตํอเข๎าด๎วยกันคล๎ายกบั การตอํ ของขดลวดหลัก โดยจะตอํ เข๎า
ด๎วยกันในลกั ษณะลดั วงจรถึงกัน เช็ดเดด็ โพลมอเตอร์ชนิดน้จี ะพบมากในเครือ่ งอบผมชนิดต้ังพืน้ เทําน้ัน
2. โรเตอร์ โรเตอร์ของเช็ดเด็ดโพลมอเตอร์เป็นแบบสไคว์เรลเกจโรเตอร์หรอื โรเตอร์แบบกรง
กระรอก เหมือนกบั โรเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์และคาปาซิเตอร์มอเตอร์ แตํจะไมํมสี วิตซ์แรงเหวี่ยง
หนศี นู ย์อตั โนมัติ
3. ฝาปิดหัวท้ายหรอื ฝาครอบ ทาหนา๎ ที่ปิดหวั ท๎ายของมอเตอร์และเป็นตัวรองรับเพลาของ
โรเตอร์เพื่อให๎โรเตอร์หมุนอยํูในสเตเตอร์ได๎ และที่ฝาปิดหวั ท๎ายทั้งสองข๎างน้ีจะมีตลับลกู ปืน (ถ๎าเปน็
มอเตอร์ขนาดใหญํ) หรือบชุ (ถ๎าเปน็ มอเตอร์ขนาดเล๎ก) สาหรับรองรบั เพลา และปกติผาปิดหัวท๎ายจะ
ทาด๎วยเหลก็ หลํอที่มีคุณสมบตั ิแขง็ แตํเปราะ
4. ตลับลูกปืนหรอื บุช ตลบั ลูกปืนมาจากภาษาอังกฤษ คอื Bearing และบชุ มาจาก
ภาษาอังกฤษคือ Bush เช็ดเด็ดโพลมอเตอร์ที่ใช๎กันทั่วๆ ไปจะเป็นมอเตอร์ขนาดเลก็ ดังนนั้ ตวั ทีท่ าหน๎าที่
รองรบั เพลาของโรเตอร์กบั ฝาปิดหวั ท๎ายเพือ่ ไมํให๎เกิดการเสียดสีกันขณะที่โรเตอร์หมุนและชํวยทาให๎
หมุนได๎อยํางสะดวกน้ันจะนิยมใช๎บชุ แทนตลับลูกปืน ทั้งนีเ้ นื่องจากเชด็ เดด็ โพลมอเตอร์เป็นมอเตอร์
ขนาดเลก็ ถ๎าจะต๎องใชต๎ ลับลกู ปืนจะพบวําตลบั ลูกปืนขนาดเล็กๆ น้ันสร๎างได๎ยากมาก แตถํ ๎าเป็นบุชนั้น
จะสร๎างให๎มีขนาดเลก็ แคํไหนกจ็ ะสร๎างได๎งํายกวําการสร๎างตลบั ลูกปืน แตอํ ายกุ ารใช๎งานของบชุ จะสั้น
กวําตลับลูกปืน
การทางานของเช็ดเดด็ โพลมอเตอร์
เมื่อตอํ วงจรของขดลวดในเชด็ เด็ดโพลมอเตอร์เสร็จเรียบร๎อยแลว๎ ถ๎านามอเตอร์ดังกลําวไปตํอ
เข๎ากับแหลงํ จาํ ยไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟส กระแสไฟฟูาที่ไหลผํานขดลวดหลกั นี้ทาใหเ๎ กิดสนามแมํเหลก็
ขึน้ ทีส่ เตเตอร์ โดยสนามแมํเหล็กทีเ่ กิดขึน้ จะเปลี่ยนแปลงเหมอื นกับไฟฟูากระแสสลับทีจ่ ํายใหก๎ ับ
ขดลวดหลัก สนามแมํเหล็กทีเ่ กิดขึน้ จะเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาและเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ สเตเตอร์หรอื ที่
เรียกวําสนามแมเํ หล็กหมนุ สนามแมเํ หลก็ ที่เปลี่ยนแปลงน้ีจะไปเหนี่ยวนากับเชด็ เด็ดคอยล์ของแตลํ ะ
โพลซึ่งอยูํในสภาพครบวงจรทางไฟฟูา (ปกติเชด็ เดด็ คอยล์น้ันจะตํอถึงกันในลักษณะลดั วงจรทางไฟฟูา)
ทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาเหนย่ี วนาไหลผํานเชด็ เด็ดคอยล์ของแตํละโพล และทาให๎สนามแมํเหล็กเกิด
ขึน้ มาอีกสํวนหนง่ึ บริเวณแกนเหล็กทีเ่ ชด็ เด็ดคอยล์พนั ไว๎รอบๆ อยํูนนั้ สนามแมํเหล็กที่เกิดขึน้ เนื่องจาก
ขดลวดหลัก และสนามแมํเหล็กที่เกิดขึน้ เนื่องจากเช็ดเด็ดคอยล์น้ีจะเกิดข้ึนไมํพร๎อมกัน (Out of phase
กัน) และเคลื่อนทีไ่ ปรอบๆ สเตเตอร์จึงทาใหเ๎ กิดการเหนี่ยวนากับตัวนาของโรเตอร์เป็นผลทาให๎เกิด
กระแสไฟฟูาเหนีย่ วนาขึ้นทีต่ วั นาของโรเตอร์และเกิดสนามแมํเหล็กขึน้ มาอีกสํวนหนึ่ง อนั เป็นผลทาให๎
เกิดแรงบิดที่โรเตอร์และทาให๎โรเตอร์หมุนไปได๎ เม่อื โรเตอร์หมุนไปได๎แล๎ว ผลเน่อื งจากเชด็ เดด็ คอยล์
จะมีผลตอํ การทางานของมอเตอร์นน้ั น๎อยมาก กลําวคือขณะที่ โรเตอร์หมุนหรือขณะที่มอเตอร์
เริม่ ทางานในตอนแรกจะพบวํามีกระแสไฟฟูาไหลผํานขดลวดหลกั จานวนมาก จึงทาให๎เกิดการ
เหนีย่ วนากับเชด็ เด็ดคอยล์มีคาํ มาก แตเํ มื่อโรเตอร์หมุนไปแล๎วจะทาให๎กระแสไฟฟูาทีไ่ หลผํานขดลวด
หลกั มีคําลดลง (น๎อยกวําขณะที่เรม่ิ ทางานหรือขณะสตาร์ตหลายเทํา) จึงทาให๎เกิดผลตอํ การเหนีย่ วนา
กับเช็ดเดด็ คอยล์มคี ําน๎อยมาก
3.3 ขณะที่ยงั ไมํประกอบชิน้ สํวนของมอเตอรเ์ ข๎าด๎วยกันเรียบร๎อยแล๎ว ให๎ทาการทดลองโดย
จาํ ยแรงดนั ฟูาที่มอเตอร์ใช๎ตามปกติและวัดกระแสไฟฟูาทีจ่ ํายใหก๎ ับมอเตอร์ด๎วยแอมมเิ ตอร์ ซึ่งถ๎าเป็น
มอเตอร์ทีใ่ ชง๎ านได๎ตามปกติ คําของกระแสไฟฟูาทีว่ ดั ได๎จะต๎องมคี ําใกล๎เคียงหรอื มีคาํ เทํากับคําทีบ่ อก
ไว๎จากปูายชอ่ื หรอื Name plate
4. ต่อวงจรผิด เนือ่ งจากการตอํ ขดลวดข๎างเคียงผดิ ซึง่ ปกติแล๎วเชด็ เด็ดโพลมอเตอร์จะมี
ขดลวดไมํมากและไมํสลับซบั ซ๎อนเหมือนกับขดลวดของมอเตอร์ชนิดอน่ื ดงั น้ันการตรวจเช็คการตอํ
ขดลวดจึงสามารถทาไมํยากนัก
5. ตลับลกู ปืนหรอื บชุ เสยี หาย ถ๎าเชด็ เด็ดโพลมอํเตอรต์ วั น้ันใช๎ตลบั ลกู ปืนและเกิด
เสียหาย สวํ นมากจะเกิดจากสารหลํอล่นื เสื่อมสภาพหรอื ระเหยแหง๎ ไปหมด หรอื ตลบั ลกู ปืนอยูํใน
ลกั ษณะไมํสมดลุ หรือหลวม ถ๎าเชด็ เดด็ โพลมอเตอร์ตัวน้ันใช๎บุชและเกิดเสีย สํวนมากจะเปูนการเสีย
เนือ่ งจากบชุ หลวม ถ๎าเป็นการเสียตามทีก่ ลําวมานีจ้ ะพบวําถ๎าจํายไฟใหก๎ บั มอเตอรืแล๎วโรเตอร์ไมํหมุน
หรอื โรเตอร์ถูกล๏อคไว๎ และถ๎าจํายไฟใหก๎ ับมอเตอร์นานๆ มอเตอร์น้ันจะเสียหายหรอื ไหม๎ได๎
การตรวจสอบทาได๎โดยใช๎มือของเราไปจบั ที่ปลายเพลาของโรเตอร์ แล๎วหมุนให๎โรเตอร์หมุน
และสงั เกตการหมุนของเพลาของโรเตอร์น้ันดว๎ ยเช็
6. เชด็ เด็ดคอยล์ขาด ถ๎าเปน็ สาเหตนุ จี้ ะพบวําถ๎าเราจาํ ยไฟใหก๎ ับมอเตอร์ดว๎ ยแรงดนั ไฟฟูา
ขนาดทีม่ อเตอร์ใช๎ตามปกติแล๎วโรเตอร์จะหมนุ แตหํ มนุ ข๎ากวําปกติและไมํมกี าลัง
7. แท่งตวั นาทฝ่ี ังในโรเตอร์เกิดขาดหรอื ร้าว สาเหตุนอี้ าจเกิดจากแทํงตวั นาที่ฝงั อยํูในโร
เตอร์บางอนั หรอื หลายๆ อันเกิดไมํครบวงจรทางไฟฟูา จะเป็นผลทาใหม๎ อเตอร์ไมํคํอยมีแรงบิดในการ
เริม่ หมนุ และโรเตอร์จะหมุนช๎า ซึง่ ถ๎าดว๎ ยสาเหตนุ ี้ จะพบวําโรเตอร์จะหมนุ ช๎าและกระแสฟูาที่จาํ ย
ให๎กับมอเตอร์จะมีคาํ น๎อยกวําปกติ
8. มอเตอรใ์ ชง้ านเกินกาลัง มอเตอร์ทุกตัวทุกชนิดจะมีขดี ความสามารถในการทางานได๎ที่
ระดับหนง่ึ ซึ่งถ๎าใช๎งานเกินกาลงั หรอื Over load จะเป็นผลทาให๎กระแสไฟฟูาทีจ่ ํายใหก๎ บั มอเตอร์มี
ขนาดสูงกวําคําของกระไฟฟูาที่ขดลวดของมอเตอร์ทนได๎ ถ๎าถ๎าด๎วยสาเหตุน้ี มอเตอร์จะร๎อนและ
ขดลวดอาจไหม๎ได๎ ดังนน้ั การใชง๎ านมอเตอร์จะต๎องคานึงถึงแรงมา๎ หรอื Hp ของมอเตอร์กับงานทีจ่ ะ
นามอเตอร์ไปใช๎ดว๎ ยเสมอ
9. ขดลวดที่พันมีจานวนรอบน้อยไป ถ๎าดว๎ ยสาเหตุนี้ จะพบวําถ๎าจาํ ยไฟใหก๎ ับมอเตอร์ดว๎ ย
แรงดันฟูาขนาดทีม่ อเตอรใ์ ช๎ตามปกติแล๎ว จะมีกระแสไฟฟูาไหลผํานขดลวดของมอเตอร์นนั้ มากเกิน
กวําขดลวดจะทนได๎ ขดลวดจะร๎อนเรว็ และอาจไหมไ๎ ด๎
10. ลวดท่ใี ช้พันขดลวดมีขนาดเล็กเกินไป ถ๎าดว๎ ยสาเหตนุ ี้ จะพบวําถ๎าจํายไฟใหก๎ ับ
มอเตอร์ดว๎ ยแรงดนั ฟูาขนาดที่มอเตอรใ์ ช๎ตามปกติแล๎ว ขดลวดจะร๎อนเร็วและอาจไหม๎ได๎
11. ขดลวดทีพ่ ันมีจานวนรอบมากไป ถ๎าดว๎ ยสาเหตุนี้ จะพบวําถ๎าจาํ ยไฟให๎กบั มอเตอร์
ด๎วยแรงดนั ฟูาขนาดที่มอเตอร์ใชต๎ ามปกติกระแสไฟฟูาไหลผาํ นขดลวดของมอเตอร์นั้นน๎อยปกติและ
มอเตอร์จะไมํคํอยมีกาลัง
2. การดดั แปลงเช็ดเดด็ โพลอเตอร์
ถ๎ามีการดดั แปลงเชด็ เดด็ โพลมอเตอร์เพื่อนาไปใช๎กบั ระบบไฟฟูาทีม่ อี ยูํนั้น จะพบวําจะต๎อง
เปลี่ยนแปลงรายละเอียดตํางๆ ของมอเตอร์ ซึ่งสามารถคานวณหาคําได๎ดังตอํ ไปนี้
(1) ถ้ามีการดัดแปลงระบบแรงดันไฟฟ้าทใ่ี ช้
- จานวนรอบของขดลวดในแตลํ ะคอยล์ คานวณได๎จากสตู ร
แรงดนั ไฟฟูาใหมํ
แรงดนั ไฟฟูาเดิม
เมื่อ จานวนรอบใหมํ = จานวนรอบของขดลวดทีต่ อ๎ งพนั ใหมํเพื่อใช๎กับแรงดนั ฟูาใน
ระบบที่มอี ยํู
จานวนรอบเดิม = จานวนรอบของขดลวดที่ตอ๎ งพนั ใหมํอยํูในมอเตอร์กํอ
ดัดแปลง
แรงดนั ไฟฟูาใหมํ = แรงดันฟูาทีจ่ ะนามอเตอร์ทีด่ ัดแปลงแล๎วมาเพื่อใชง๎ าน
แรงดันไฟฟูาเดิม = แรงดนั ฟูาที่มอเตอร์ที่ใชก๎ ํอนดัดแปลง
(2) ถา้ มีการดัดแปลงระบบความถีไ่ ฟฟ้าท่ใี ช้
จานวนรอบของขดลวดในแตํละคอยล์ คานวณได๎จากสตู ร
จานวนรอบใหมํ = จานวนรอบเดิม ความถีไ่ ฟฟูาเดิม
X แรงดนั ไฟฟูาใหมํ
เมือ่ จานวนรอบใหมํ = จานวนรอบของขดลวดที่ตอ๎ งพนั ใหมํเพือ่ ใช๎กบั แรงดนั ฟูาใน
ระบบที่มอี ยูํ
จานวนรอบเดิม
= จานวนรอบของขดลวดที่ตอ๎ งพนั ใหมํอยํูในมอเตอร์กํอ
ความถีไ่ ฟฟูาใหมํ ดดั แปลง
ความถี่ไฟฟูาเดิม
= ความถี่ไฟฟูาที่จะนามอเตอร์ที่ดัดแปลงแล๎วมาเพื่อใช๎งาน
= ความถีไ่ ฟฟูาที่มอเตอร์ทีใ่ ช๎กํอนดัดแปลง
๗. กิจกรรมการเรียนรู้
นาเข้าสู่บทเรียน
1. สังเกตการเข๎าช้ันเรียน
2. สังเกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจดุ ประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลกั ษณะของเน้ือหาทีเ่ รยี น
ขน้ั สอน
1. สงั เกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครูผส๎ู อนและนักเรียน
3. สงั เกตจากการปฏิบตั ิงาน
4. สงั เกตจากการสรปุ ผลการปฏิบตั ิงาน
ขั้นสรปุ
เช็ดเด็ดโพลมอเตอร์เป็นมอเตอร์ฟูากระแสสลับ 1 เฟส ที่มีขนาดตั้งแตํ 1/15 แรงม๎า จนถึง
1/6 แรงม๎า มีใช๎อยํางแพรํหลายสํวนมากจะเปน็ เครือ่ งใช๎ไฟฟูาขนาดเล็ก ๆ เชํน เคร่ืองเปุาผม พัดลมต้ัง
โต๏ะ พัดลมต้ังพืน้ เครือ่ งอบผม พดั ลมดูดอากาศ พัดลมเพดาน ฯลฯ
ลักษณะของการพันของขดลวดหลักและเช็ดเด็ดคอยล์ในสล๏อตที่สเตเตอร์ในแตํละโพล ซึ่งเช็ด
เด็ดคอยล์อาจจะมี 1 คอยล์ตํอโพลหรือ 2 คอยล์ตํอโพลก็ได๎ ซึ่งถ๎ามี 1 คอยล์ตํอโพล จะได๎วํา
มอเตอร์น้ัน โรเตอร์จะหมุนได๎ทิศทางเดียว แตํถ๎ามี 2 คอยล์ตํอโพล มอเตอร์น้ันสามารถกลับทิศ
ทางการหมนุ ได๎
8. สือ่ การเรียนรู้ (หลากหลาย)
สือ่ ออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน
๙. การวัดและประเมินผล
ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หดั
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 4
๑๐. เกณฑก์ ารประเมินผล
ในการทดสอบ นักศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํต่ากวํา 60 %
แผนการจัดการเรียนรู้
ชื่อวิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ รหสั วิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 5 วงรอบที่ - เร่อื ง รีพัลชั่นมอเตอร์
สัปดาหท์ ่ี 8 วันที่ ...................................................... เวลา ...............................
สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดบั ช้ัน ปวช. 3 กล่มุ 1-4 จานวน 85 คน
กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบัติงาน
๑. สาระสาคญั
รีพัลชน่ั มอเตอร์เปน็ มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟส ที่ให๎แรงบิดสูง เหมาะสาหรับใช๎กับงาน
ที่ต๎องการแรงบิดเริ่มหมุนมากๆ เชํน มอเตอร์ของเคร่ืองป๊ัมลมขนาดใหญํ มอเตอร์ของเคร่ืองป๊ัมน้า
ขนาดใหญํ มอเตอร์ของเคร่ืองทาความเย็นขนาดใหญํหรือตู๎แชํ มอเตอร์ของเคร่ืองผสมอาหารสัตว์ใน
ฟาร์มตํางๆ เป็นต๎น มอเตอร์ชนิดนี้มีชื่ออีกอยํางหนึ่งวํา “Single-phase wound-rotor motor” ซึ่ง
หมายความวําเป็นมอเตอร์ 1 เฟส ที่มีดรเตอร์เป็นแบบวาวด์ และแบํงเป็นชนิดใหญํๆ ได๎ 3 ชนิด คือ
รีพัลชั่นมอเตอร์ รีพันช้ันสตาร์อนิ ดกั ชน่ั มอเตอร์ และรีพัลชัน่ -อนิ ดักช่นั มอเตอร์
2.สมรรถนะการเรียนรปู้ ระจาหนว่ ย
2.1 บอกสํวนประกอบของรีพลั ชนั่ มอเตอร์ได๎
2.2 สามารถอธิบายการทางานของรพี ลั ชั่นมอเตอร์ได๎
จดุ ประสงค์ท่ัวไป
3. จุดประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
3.1 ผเู๎ รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบของรพี ัลชนั่ มอเตอร์ได๎
3.2 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายการทางานของรพี ลั ช่ันมอเตอร์ได๎
3.3 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบของรพี ัลชนั่ สตาร์ต อินดกั ช่นั มอเตอร์แบบแปรงถําน
ยกได๎
3.4 ผเู๎ รียนสามารถอธิบายการทางานของรพี ลั ช่ันสตาร์ต อนิ ดักช่ันมอเตอร์แบบแปรงถํานยก
ได๎
3.5 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบของรพี ัลช่นั สตาร์ต อินดกั ชัน่ มอเตอร์แบบแปรงถําน
สัมผสั ได๎
3.6 ผเู๎ รียนสามารถอธิบายการทางานของรพี ัลช่ันสตาร์ต อนิ ดกั ช่ันมอเตอร์แบบแปรงถําน
สัมผสั ได๎
ทกั ษะพิสยั
1. ผเู๎ รียนสามารถฝึกเขียนไดอะแกรมอยํางงาํ ยของการตํอวงจรการของรีพลั ชนั่ มอเตอร์ได๎
2. ผเ๎ู รียนสามารถฝึกเขียนไดอะแกรมอยํางงาํ ยของการตํอวงจรการของรีพลั ชน่ั -สตาร์ต อิน
ดักช่นั มอเตอร์ได๎
จติ พิสัย (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรบั ผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถกู ต๎องตามระเบียบวิทยาลัยฯ
๔. บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 ห่วง
1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีทีไ่ มํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอ๎ู ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคที่อยูํในระดับพอประมาณ
นักเรียน ใช๎วัสดอุ ุปกรณ์อยํางค๎ุมคํา
2. ความมีเหตผุ ล: หมายถึง การตัดสินใจเกีย่ วกบั ระดับของความพอเพียงน้ัน จะต๎องเปน็ ไป
อยํางมเี หตผุ ลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจยั ที่เกีย่ วข๎องตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานน้ั ๆ อยํางรอบคอบ
นกั เรียน ปฏิบัติงานได๎ถูกต๎องและสาเรจ็ ภายในเวลาที่กาหนดอยํางมเี หตผุ ล
3. การมีภูมิคุม้ กนั ทด่ี ีในตวั : หมายถึง การเตรียมตวั ใหพ๎ ร๎อมรับผลกระทบและการ
เปลีย่ นแปลงด๎านตําง ๆ ที่จะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเป็นไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ที่คาดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตทั้งใกล๎และไกล
นักเรียน ได๎รับความรเู๎ กี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด และการหลีกเลี่ยงหํางไกลยาเสพติด
เพื่อให๎มภี ูมคิ ๎ุมกันอยํางยัง่ ยืน
2 เงอ่ื นไข
คือ การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยูํในระดับพอเพียงนั้นต๎องอาศัยทั้งความร๎ู
และคณุ ธรรมเป็นพืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เง่อื นไขความรู้: ประกอบด๎วย ความรอบรู๎เกีย่ วกับวิชาการตาํ ง ๆ ที่เกีย่ วข๎องอยํางรอบด๎าน
ความรอบคอบที่จะนาความรู๎เหลาํ น้ันมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกัน เพือ่ ประกอบการวางแผน และความ
ระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ
นกั เรียนมคี วามรเ๎ู กี่ยวกับ หลกั การทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวนา
2. เง่อื นไขคุณธรรม: ทีจ่ ะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนักในคุณธรรม มีความ
ซือ่ สตั ย์สจุ ริตและมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต
นักเรียน นักศึกษา รู๎จกั การทางานเป็นกลํุม การรบั ฟงั ความคิดเหน็ เหตุผลของผู๎อื่นและปฏิบัติ
หนา๎ ที่ที่ได๎รบั มอบหมาย
๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลูกจติ สานึกใหน๎ กั เรียน นักศึกษา มคี ุณธรรม จริยธรรม รู๎รับผิดชอบชว่ั ดี มีความภมู ใิ จในความ
เปน็ ไทย และสํงเสริมกิจกรรมทีส่ ร๎างความสามัคคี เอ้ือเฟือ้ เผ่อื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กูล และรักใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา
๖. เนือ้ หาการเรียนรู้
รพี ลั ชัน่ มอเตอร์ (Repulsion Motor)
รีพัลชนั่ มอเตอร์ ทวั่ ไปเรียกวํา “รีพัลช่นั มอเตอร์ธรรมดา” เปน็ มอเตอร์ 1 เฟส ทีม่ ขี ดลวดที่
พันที่สเตเตอร์ชุดเดียว แล๎วตํอเข๎ากับแหลํงจํายไฟภายนอกมอเตอร์ สวํ นขดลวดตัวนาที่พนั โรเตอร์น้ัน
ต๎น-ปลายของขดลวดจะตํอเข๎ากับซี่คอมมวิ เตเตอร์และจะมีแปรงถํานแตะอยํูทีซ่ ี่คอมมิวเตเตอร์เพื่อทา
หนา๎ ที่ลดั วงจรของขดลวดตัวนาที่พันบนโรเตอร์น้ัน รพี ัลชน่ั มอเตอร์นมี้ ีคณุ ลักษณะที่ปรับความเรว็ รอบ
ได๎
สํวนประกอบทีส่ าคัญของรีพัลชนั่ มอเตอร์ มดี ังนี้
1. สเตเตอร์ สเตเตอร์ของรีพัลชัน่ มอเตอร์ ประกอบแกนขดลวดทาจากแผนํ เหล็กบางๆ อัด
เข๎าด๎วยกันเหมอื นกับสเตเตอร์ของสปลิทเฟสมอเตอร์ แตขํ ดลวดที่พนั ที่สเตเตอร์ของรพี ลัลชั่นมอเตอร์
จะมีเพียงขุดเดียวเหมอื นกบั ขดลวดชุดรันของสปลิทเฟสมอเตอร์ หรอื คาปาซิเตอรม์ อเตอร์ และปกติจะ
เป็นมอเตอร์ 4 โพล หรอื 6 โพล หรอื 8 โพล
2. โรเตอร์ โรเตอร์ของรีพลั ช่ันมอเตอร์มอเตอร์ แกนเหล็กโรเตอร์จะทาจาแผนํ เหลก็ แผํน
บางๆ มาอดั เข๎าด๎วยกนั เปน็ รูปทรงกระบอกกลม และที่แกนเหล็กนจี้ ะทาเป็นสล๏อตไว๎สาหรบั บรรจุ
ขดลวดหลายๆ ขด โดยต๎น-ปลายของขดลวดแตลํ ะขดจะถูกนาไปตํอเข๎ากับซี่คอมมิวเตเตอร์ ซึง่
ลักษณะโครงสรา๎ งของโรเตอร์ของมอเตอร์ชนิดนีจ้ ะคล๎ายกับอาร์เมเจอร์ในเครือ่ งกลไฟฟูากระแสตรง
และสํวนมากจะเรียกกันวําอาร์เมเจอร์
3. ฝาปิดหัวท้ายหรอื ฝาครอบ ทาหน๎าทีร่ องรับของโรเตอร์ ได๎ โดยที่ฝาปิดหัวท๎ายนี้จะมีตลบั
ลกู ปืนเปน็ ตัวรองรบั เพลาของ เพื่อให๎หมุนได๎อยํางสะดวก ปกติฝาปิดหวั ท๎ายจะทาจากเหล็กหลํอ
4. แปรงถ่าน มาจากภาษาองั กฤษคือ Brush ทาหนา๎ ที่เปน็ ทางเดินของกระแสไฟฟูาทีอ่ อก
จากซี่คอมมวิ เตเตอร์ โดยกระแสไฟฟูานี้เกิดขึน้ ที่ขดลวดตวั นาของโรเตอร์ ซึ่งปกติแปรงถํานจะทามา
จากคาร์บอน และแปรงถํานจะต๎องมขี นาดพอดีกับชํองสาหรับใสํแปรงถําน
5. ช่องสาหรับใสแ่ ปรงถ่าน มาจากภาษาอังกฤษคือ Brush Holder ทาหน๎าที่เป็นตัวบงั คบั หือ
ยึดแปรงถํานให๎อยํูกับที่ โดยมีสปริงสาหรับกดแปรงถํานเพือ่ ให๎แปรงถํานสัมผสั กับซีค่ อมมวิ เตเตอร์ได๎
เป็นอยํางดี
การทางานของรีพัลชน่ั มอเตอร์
เมือ่ จํายไฟฟูากระแสสลบั 1 เฟสใหก๎ บั มอเตอร์ กระแสไฟฟูาที่ไหลผาํ นขดลวดที่สเตเตอร์จะ
สร๎างสนามแมเํ หลก็ ให๎เกิดข้ึนทีส่ เตเตอร์ซึง่ มีลกั ษณะเปลี่ยนแปลงเหมอื นกับกระแสไฟฟูาที่จํายใหน๎ ั้น
จะทาให๎เกิดการเหนีย่ วนากับขดลวดตวั นาทีพ่ นั โรเตอร์ แสละถ๎าแปรงถํานทีว่ างอยํูบนคอมมวิ เตเตอร์
อยูํในตาแหนํงที่ถกู ต๎องจะทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาเหนี่ยวนาไหลในขดลวดตัวนาของโรเตอร์นนั้ จะเป็นผล
ทาให๎สนามแมเํ หล็กเกิดข้ึนมาอีกสํวนหนึ่ง ทาให๎เกิดแรงบิดและทาให๎โรเตอร์หมุนไปได๎ การที่ โร
เตอร์ของมอเตอร์ชนิดนีห้ มุนไปได๎เกิดจากแรงผลกั ดนั ระหวํางขวั้ แมํเหลก็ ของโรเตอร์กบั ข้ัวแมํเหลก็ ที่
สเตเตอร์ มอเตอร์ชนิดนีจ้ งึ เรียกวํา “รีพัลลชั่นมอเตอร์” และการที่โรเตอร์จะหมุนหรอื ไมํขึน้ อยํูกับ
ตาแหนํงของแปรงถําน
รีพลั ชน่ั มอเตอร์บางชนิดจะมีขดลวดอีกชดุ หนง่ึ เพิม่ ข้ึนมา ขดลวดชุดนเี้ รียกวํา คอมเพนเซตตงิ้
วายดงิ้ (Compensating winding) จุดประสงค์ของการเพิ่มขดลวดชดุ น้ีเข๎าไปเพือ่ ทาให๎เกิดเพาเวอร์แฟค
เตอร์สงู ข้นึ หรอื มีคําเกือบเทํากบั 1 (เพาเวอร์แฟคเตอร์หรอื P.f. = 1 เรียกวํา Unity power factor)
เปน็ ผลทาให๎มอเตอร์แบบนี้มีความเรว็ รอบดีกวํารีพัลชั่นมอเตอร์ทีไ่ มํมคี อมเพนเซตตงิ้ วายดิ้ง คอมเพน
เซตตงิ้ วายดิ้งนี้จะมีจานวนรอบน๎อยกวําจานวนรอรบของขดลวดหลกั และพันด๎วยลวดเส๎นโต โดยจะพนั
อยูํในชํองเล็กๆ บนสเตเตอร์แล๎วตํออนั ดับเข๎ากับอาร์เมเจอร์
2. รพี ัลช่ัน-สตาร์ต อินดกั ชั่นมอเตอร์ (Repulsion-start Induction Motor)
รีพลั ชน่ั -สตาร์ต อนิ ดักชั่นมอเตอร์ เปน็ มอเตอร์ 1 เฟส มขี นาดตั้งแตํ 1/4 แรงม๎า ถึง 10
แรงม๎า และให๎แรงบิดสตาร์ตสงู มีขดลวดทีพ่ ันที่สเตเตอร์เหมือนกับรีพลั ช่นั มอเตอร์ธรรมดา แตํ
ขดลวดตวั นาทีพ่ ันโรเตอร์จะถูกตํอลัดวงจรเข๎าด๎วยกนั หรอื มีลักษณะเหมอื นกบั เปน็ สไคว์เรลเกจโรเตอร์
หรอื โรเตอร์แบบกรงกระรอก ในขณะทีม่ อเตอร์ทางานตามปกติแล๎ว กลําวคือมอเตอร์ชนิดนีข้ ณะ
เริ่มทางานมอเตอร์น้ันจะทางานเปน็ รพี ลั ช่นั มอเตอร์ธรรมดา แตขํ ณะทางานตามปกติแล๎วจะทางาน
เหมอื นกบั อินดกั ช่นั มอเตอร์ รีพัลช่ัน-สตาร์ต อนิ ดกั ชน่ั มอเตอร์เปน็ มอเตอร์ทีม่ ีคณุ ลักษณะที่
ความเรว็ รอบคงที่
มอเตอร์ชนิดนีแ้ บํงได๎เป็น 2 แบบคือ
1. แบบแปรงถ่านยก (Brushes lifting) เปน็ รพี ัลชัน่ -สตาร์ต อินดักชน่ั แบบทีแ่ ปรงถํานจะ
เคลือ่ นทีโ่ ดยอัตโนมตั ิ กลําวคือ แปรงถํานจะยกตวั ออกจากคอมมวิ เตเตอร์อยํางอตั โนมัติเม่อื ความเรว็
รอบของโรเตอร์มคี ําประมาณ 75% ของความเรว็ สูงสุด
2. แบบแปรงถ่านสัมผัส (Brushes riding) เปน็ รพี ัลชั่น-สตาร์ต อนิ ดกั ชั่นแบบที่แปรงถําน
สัมผสั อยํูกับซีค่ อมมวิ เตเตอร์ตลอดเวลา ถึงแม๎วําโรเตอร์จะหมนุ ถึงความเรว็ รอบประมาณ 75% ของ
ความเร็วสูงสดุ แล๎วก็ตาม แปรงถํานกย็ ังคงสัมผัสอยํูตลอดเวลา
2.1 รพี ัลช่นั -สตาร์ตอินดักชั่นมอเตอรแ์ บบแปรงถ่านยก
สํวนประกอบของ รีพลั ชัน่ -สตาร์ตอินดกั ช่ันมอเตอร์แบบแปรงถํานยก
1. สเตเตอร์ สเตเตอร์ของรีพัลชนั่ -สตาร์ตอินดกั ชั่นมอเตอร์แบบแปรงถํานยกนจี้ ะ
เหมอื นกับสเตเตอร์ของรพี ัลชน่ั มอเตอร์ธรรมดาทกุ ประการ
2. โรเตอร์ หรอื อาร์เมเจอร์ของรีพัลชัน่ -สตาร์ตอินดกั ช่ันมอเตอร์แบบแปรงถํานยก จะมี
สํวนประกอบคล๎ายๆ กับโรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์ของรีพัลช่นั มอเตอร์ธรรมดาเพียงแตํมีเซนตรฟิ กู ลั ป์ดี
ไวซ์ (Centrifugal device) และลักษณะของคอมมวิ เตเตอร์ทีแ่ ตกตํางออกไปเทําน้ัน โดยเซนตรฟิ ูกลั ป์ดี
ไวซ์น้ีประกอบด๎วยตัวควบคุมน้าหนกั (Governor weigths) สปริงลัดวงจร (Short-circuiting
necklace) ตดั กากับสปริง (Spring barrel) ก๎านผลกั (Push rods) แปรงถําน (Brush) และชํอง
สาหรบั ใสํแปรงถําน (Brush holder) สํวนคอมมิวเตเตอร์ทีใ่ ชใ๎ นรีพัลชน่ั -สตาร์ตอินดักช่นั มอเตอร์แบบ
แปรงถํานยกจะเปน็ แบบเรเดียล (Radial type)
การทางาน
เมือ่ จํายไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟสใหก๎ ับรีพลั ชั่น-สตาร์ตอินดักชั่นมอเตอร์แบบแปรงถํานยกแล๎ว
กระแสไฟฟูาที่ไหลผาํ นขดลวดทีส่ เตเตอร์สรา๎ งสนามแมํเหล็กทีม่ อี านาจเปลี่ยนแปลงเหมอื นกบั
กระแสไฟฟูาทีจ่ ํายให๎ และทาให๎เกิดการเหนย่ี วนากบั ขดลวดตวั นาทีโ่ รเตอร์เปน็ ผลทาใหก๎ ระแสไฟฟูา
เหนีย่ วนาข้นึ ที่ขดลวดตวั นาของโรเตอร์ทาให๎เกิดสนามแมเํ หล็กขึน้ ทีส่ เตเตอร์ เป็นผลทาให๎เกิดแรงบิดที่
โรเตอร์และทาให๎โรเตอร์หมุนไปได๎ และเมื่อโรเตอร์หมุนไปได๎ดว๎ ยความเรว็ รอบประมาณ 75% ของ
ความเร็วสงู สดุ ตวั ควบคุมน้าหนกั จะถกู เหวีย่ งด๎วยแรงเหวีย่ งหนีศูนย์ทาให๎ก๎านผลกั เคลือ่ นทีไ่ ปข๎างหน๎า
ไปดนั ตัวกากบั สปริงให๎เคลือ่ นที่ไปข๎างหน๎าด๎วย ทาให๎สปริงลดั วงจรทาการลัดวงจรที่ซีค่ อมมวิ เตเตอร์
ขณะเดียวกนั แรงถํานและชํองสาหรับใสํแปรงถํานจะเคลื่อนที่ออกหํางจากคอมมวิ เตเตอร์ ซึง่ การที่
คอมมิวเตเตอร์ถกู ลดั วงจรเข๎าด๎วยกนั นั้น สภาพของโรเตอร์ขณะนีจ้ ะมีลักษณะเหมือนกับเป็นสไคว์เรล
เกจโรเตอร์ จนกระทั่งโรเตอร์หมนุ ด๎วยความเร็วรอบสูงสดุ และหมุนด๎วยความเร็วรอบสูงสุดตลอดไป
2.2 รพี ัลช่นั -สตาร์ตอินดักช่นั มอเตอร์แบบแปรงถ่านสัมผสั
สํวนประกอบ รีพัลชนั่ -สตาร์ตอินดักชนั่ มอเตอร์แบบแปรงถํานสัมผสั น้จี ะมีสวํ นประกอบ
เหมอื นกบั รีพัลชนั่ -สตาร์ตอินดักช่นั มอเตอร์แบบแรงถํานยก จะแตกตํางกันตรงที่เซนตรฟิ กู ัลดีไวซ์
ประกอบด๎วยสปริงลดั วงจรกบั ตัวกากับสปริง และคอมมิวเตเตอร์จะเปน็ แบบแอค๏ เชียล สํวนชํอง
สาหรับใสํแปรงถํานนั้นจะเหมอื นกบั ชํองสาหรบั ใสํแปรงถํานของรีพลั ชั่นมอเตอร์ธรรมดา
สํวนประกอบของเซนตรฟิ กู ัลดีไวซ์ และคอมมิวเตเตอร์ของรพี ัลชั่น-สตาร์ตอินดักชั่น
มอเตอร์แบบแปรงถํานสมั ผัส ประกอบด๎วยแผํนประกบ สปริงและซี่ตัวนา และแผํนปิด
การทางาน
รีพัลชั่น-สตาร์ตอินดกั ชั่นมอเตอร์แบบแปรงถํานสัมผัสนี้ จะมีหลักการทางานขั้นต๎นเหมอื นกับ
รีพัลชั่น-สตาร์ตอินดักข่นั มอเตอร์แบบแปรงถํานยก กลําวคือ ขณะเริ่มทางานหรือขณะสตาร์ตจะ
ทางานเปน็ ลักษณะของรพี ัลชั่นมอเตอร์ธรรมดา และเมื่อโรเตอร์หมนุ ถึงความเร็วรอบประมาณ 75%
ของความเรว็ สงู สุด ขณะนี้แรงเหวย่ี งหนีศูนย์กลางจะทาให๎สปริงลัดวงจรทาการลดั วงจรทีค่ อมมวิ เต
เตอร์ทั้งหมดเข๎าด๎วยกัน มอเตอร์จะทางานตํอไปในลกั ษณะของอินดกั ชัน่ มอเตอร์และขณะทีม่ อเตviN
ทางานตามปกติแล๎ว แปรงถํานจะไมํมีกระแสไฟฟูาไหลผาํ นถึงแมว๎ ําแปรงถํานจะสมั ผัสอยูํกบั ซี่คอมมวิ
เตเตอร์ตลอดเวลาก็ตาม ทั้งน้เี นอ่ื งจากคอมมวิ เตเตอร์ถูกลดั วงจรเข๎าด๎วยกนั แล๎ว และถ๎าหยุดการ