The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายวิชามอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by saowanee voranoy, 2020-02-28 03:06:18

แผนการเรียนการสอน

รายวิชามอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับ

จาํ ยไฟใหก๎ บั มอเตอร์จะทาใหโ๎ รเตอร์หมนุ ช๎าลง ซึ่งถ๎าความเร็วรอบลดลงถึงประมาณ 75% ของ
ความเรว็ รอบสงู สุด สปริงลัดวงจรก็จะกลับสูํสภาพเดิมอีก และถ๎าจาํ ยไฟใหก๎ บั มอเตอร์ใหมอํ ีกมอเตอร์
จะทางานตามลาดับทีไ่ ด๎กลําวมาแล๎วข๎างต๎นทกุ ประการ

1. รีพลั ช่นั – อินดักชัน่ มอเตอร์

รีพัลชัน่ – อินดักชัน่ มอเตอร์ เป็นมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟส ที่มสี ํวนประกอบเหมอื นกบั
รีพลั ชั่นมอเตอร์ธรรมดา เพียงแตมํ ีสไควเรลเกจวายดิ้งเพิ่มเข๎าไปในแกนของโรเตอร์ โดยฝังอยํูใต๎สล๏อต

การทางาน เวลาเริม่ ทางานหรือขณะสตาร์ตของรพี ลชั่น-อินดกั ชั่นมอเตอร์นนั้ จะทางาน
เหมอื นกับรีพัลชั่นมอเตอร์ธรรมดา แตขํ ณะที่ทางานตามปกตินน้ั จะทางานเหมอื นกับรีพัลช่ัน-สตาร์ต
อินดกั ชน่ั มอเตอร์ เพียงแตไํ มํมชี ุดเซนตรฟิ ูกัลดิไวซ์

ถ๎ามองโครงสร๎างภายนอกของรพี ัลชัน่ -อินดกั ชั่นมอเตอร์แล๎ว จะพบวํามีโครงสรา๎ งเหมอื นกนั
กับรีพัลชน่ั มอเตอร์ธรรมดา แตํกส็ ามารถตรวจสอบหาความแตกตํางระหวํางมอเตอร์ทั้งสองชนิดน้ไี ด๎
โดยการจาํ ยไฟใหก๎ บั มอเตอร์ตามปกติ แล๎วปลํอยใหม๎ อเตอร์ทางานตํอไปจนกระทัง่ โรเตอร์หมนุ ด๎วย
ความเรว็ รอบสงู สุดหรอื ความเร็วรอบปกติแล๎วจึงยกแปรงถํานทีส่ มั ผัสกับซี่คอมมวิ เตเตอร์ออก และจะ
หยดุ หมนุ ในเวลาตํอมา แตํถ๎าเปน็ รีพัลช่ัน-อินดักชน่ั มอเตอร์โรเตอร์จะหมุนตํอไปตามปกติ

คุณลกั ษณะของรพี ลั ชนั่ -อินดักชั่นมอเตอร์นีจ้ ะเป็นมอเตอร์ทีม่ แี รงบิดเริม่ หมุนสูงมากและขณะที่
ทางานจะมีความเร็วรอบคํอนข๎างคงที่

2. การพันขดลวดตัวนาโรเตอรห์ รืออาร์เมเจอร์ของรพี ลั ช่ันมอเตอร์

รีพลั ช่นั -อินดกั ชน่ั มอเตอร์ท้ังสามชนิดทีก่ ลําวมาแล๎วข๎างตน๎ ขดลวดตัวนาโรเตอร์หรอื อาร์
เมเจอร์พันได๎ 2 แบบ คอื แบบแลป (Lap winding) และแบบเวฟ (Wave winding)

การพันขดลวดตัวนาโรเตอร์แบบแลป ซึ่งต๎น-ปลายของขดลวดเดียวกนั จะตํอเข๎ากับซีค่ อมมวิ เต
เตอร์ทีอ่ ยํูติดกนั โดยต๎นของคอยล์จะตํอเข๎ากับซี่คอมมิวเตเตอร์ที่อยูํประมาณกึ่งกลางของคอยล์ และ
ปลายของคอยล์จะตํอเข๎ากับซี่คอมมวิ เตเตอร์ที่อยํูในซี่ถัดไป

การพันขดลวดตัวนาโรเตอร์แบบเวฟ ซึง่ ตน๎ -ปลายของขดลวดเดียวกัน จะตํอเข๎ากบั ซี่คอมมวิ
เตเตอร์ที่อยํูตรงข๎ามกัน คือ

- ถ๎าเป็นมอเตอร์ 4 โพล ต๎นของคอยล์จะตํอเข๎ากับซี่คอมมวิ เตเตอร์ที่อยูํประมาณกึ่งกลางของ
คอยล์ชุดถดั ไปทางซ๎ายมือ และปลายของคอยล์จะตํอเข๎ากบั ซีค่ อมมวิ เตเตอร์ที่อยํูประมาณกึ่งกลาง
ของคอยล์ชุดทีอ่ ยํูถัดไปทางขวามือ

- ถ๎าเป็นมอเตอร์ 6 โพล ต๎นและปลายของคอยล์จะตํอเข๎ากับซีค่ อมมวิ เตเตอร์ที่อยํูหาํ งกัน
ประมาณหน่งึ ในสามของซีค่ อมมิวเตเตอร์ทั้งหมด

- ถ๎าเป็นมอเตอร์ 8 โพล ต๎นและปลายของคอยล์จะตํอเข๎ากับซี่คอมมวิ เตเตอร์ทีอ่ ยูํหาํ งกัน
ประมาณหนง่ึ ในสี่ของซี่คอมมวิ เตเตอร์ท้ังหมด

โรเตอร์หรอื อาร์เมเจอร์ทีม่ ีจานวนคอยล์เทํากบั จานวนสล๏อต กรณีนี้จานวนซี่คอมมิวเตเตอร์จะ
เทํากับจานวนซี่คอมมวิ เตเตอร์จะเทํากบั จานวนสล๏อตหรอื จานวนคอยล์ดว๎ ย การพันขดลวดแบบนี้
เรียกวํา 1 คอยล์/สล๏อต

โรเตอร์หรอื อาร์เมเจอร์ที่มีจานวนคอยล์เทํากบั 2 เทําของจานวนสล๏อต กรณีน้จี านวนซี่คอมมวิ
เตเตอร์จะมีคําเป็น 2 เทําของจานวนสล๏อต การพนั ขดลวดแบบนีเ้ รียกวํา 2 คอยล์/สล๏อต

โรเตอร์หรอื อาร์เมเจอร์ทีม่ ีจานวนคอยล์เทํากับ 3 เทําของจานวนสล๏อต กรณีน้ีจานวนซีค่ อมมวิ
เตเตอร์จะมีคําเปน็ 3 เทําของจานวนสล๏อต การพนั ขดลวดแบบนีเ้ รียกวํา 3 คอยล์/สล๏อต

3. แปรงถ่านท่ใี ชใ้ นรีพลั ชั่นมอเตอร์

แปรงถํานทีใ่ ช๎ในรีพัลช่นั มอเตรอ์ท้ัง 3 ขนดิ ขึ้นอยํูกบั แบบของการพันขดลวดตัวนาในโรเตอร์หรือ
อาร์เมเจอร์ ซึ่งถ๎าขดลวดตัวนาพนั เนแบบแลป จะได๎วํา จานวนแปรงถํานมคี ําเทํากับจานวน โพ
ลของมอเตอร์ เชํน รพี ัลชั่นมอเตอร์ตัวหนึ่งมี 4 โพล ถ๎าขดลวดตัวนาในโรเตอร์หรือาร์เมจอร์พันเปน็
แบบแลป จะต๎องใชแ๎ ปรงถําน 4 อัน แตํถ๎าขดลวดตวั นาพันเป็นแบบเวฟ จะได๎วําจานวนแปรงถํานมคี ํา
เทํากับครึง่ หน่งึ ของจานวนโพลของมอเตอร์ เชนํ รพี ลั ชั่นมอเตอร์ตัวหนง่ึ มี 4 โพล ถ๎าขดลวดตัวนาในโร
เตอร์หรืออาร์เมเจอร์พันเปน็ แบบเวฟ จะต๎องใชแ๎ ปรงถําน 2 อนั เป็นต๎น

การกลับทศิ ทางการหมุนของโรเตอรใ์ นรพี ลั ช่ันมอเตอร์

การกลับทิศทางการหมุนของโรเตอร์ในรีพัลชั่นมอเตอร์ ท้ังสามชนิดจะปฏิบตั ิได๎คล๎ายๆ กนั คอื
โดยการเปลี่ยนตาแหนํงของแปรงถํานที่วางสมั ผสั กบั กับซีค่ อมมวิ เตเตอร์ใหท๎ ามุมกับแนวแกนไป
ทางซ๎ายมือหรอื ขวามอื กไ็ ด๎ แล๎วแตํจะต๎องการให๎โรเตอร์หมุนไปในทิศทางใด

เหตุขัดข้องและการแก้ไข

รีพัลชนั่ มอเตอร์ตวั หนึง่ ๆ ที่ทางานผดิ ปกติหรอื ไมํทางาน อาจขดั ข๎องเน่ืองมาจากสาเหตุ
ดงั ตอํ ไปนี้

1. ไฟรว่ั ลงดินหรอื กราวด์ (Ground) สาเหตุเกิดจากขดลวดทีพ่ นั ที่สเตเตอร์คอยล์ใดคอยล์
หนง่ึ สมั ผสั กับโครงหรอื สํวนประกอบอืน่ ๆ ของมอเตอร์นั้น

วิธีหาสาเหตุ

ใช๎หลอดไฟตรวจสอบ ทาการตรวจเช็คระหวํางปลายสายไฟที่ตอํ เข๎าขดลวดกับสเตเตอร์ของ
มอเตอร์ ถ๎าหลอดไฟตรวจสอบนั้นสวาํ งแสดงวําขดลวดเกิดไฟรั่วลงดนิ ใหท๎ าการปลดขดลวดทีต่ อํ เข๎า
ด๎วยกนั น้ันออกจากกัน แล๎วทาการตรวจขดลวดทีละคอยล์จนพบจุดทีเ่ กิดไฟร่ัวลงดินหรอื กราวด์ แล๎ว
หาวิธีการเพือ่ แก๎ไขตํอไปหรืออาจทาการพนั ขดลวดใหมํ

2. วรจรเปิด สาเหตนุ ้ีอาจเกิดจากรอยตํอของขดลวดที่พันที่สเตเตอร์ที่ตอํ เข๎าด๎วยกันนั้นตํอไมํ
สนิท สกปรก หรอื ขดลวดของขดลวดคอยล์ใดคอยล์หนึ่งเกิดหัก

วิธีหาสาเหตุ

ใช๎หลอดไฟตรวจสอบทาการตรวจเช็คระหวํางปลายท้ังสองของขดลวด ถ๎าหลอดไฟตรวจสอบ
นั้นไมสํ วําง แสดงวําวงจรเปิด และถ๎าไมํทราบวําวงจรเปิดทีค่ อยล์ใดกใ็ ห๎ใชห๎ ลอดไฟตรวจสอบทาการ
ตรวจเชค็ ขดลวดทีละคอยล์

3. ลดั วงจร สาเหตุนีอ้ าจเกิดรอยถลอกของฉนวนหม๎ุ ขดลวดสมั ผสั กัน เปน็ ผลทาให๎เกิด
กระแสไฟฟูาไหลผาํ นขดลวดเกิด ซึ่งทาให๎กระแสไฟฟูาไหลที่จํายใหก๎ บั มอเตอร์มีคํามากกวําปกติ โร
เตอร์หมนุ ช๎า มีเสียงครางฮัม ขดลวดร๎อนเร็วและอาจทาให๎ขดลวดไหม๎ได๎

วิธีหาสาเหตุ

ถ๎าเปน็ ด๎วยสาเหตุขดั ข๎องเน่ืองจากการลดั วงจรของขดลวดนี้ สามารถตรวจเช็คหาสาเหตไุ ด๎ดงั นี้

(1) ขณะที่ยงั ไมํประกอบชิ้นสํวนของมอเตอร์เขา๎ ด๎วยกัน ใหท๎ ดลองจํายไฟด๎วยแรงดวนั ไฟฟูาคาํ
น๎อย ๆ ให๎กับมอเตอร์ แล๎วใช๎โวลต์มเิ ตอร์วัดแรงดนั ไฟฟูาที่ตกครํอมขดลวดแตลํ ะคอยล์ ซึ่งปกติแรงดัน
ฟูาที่ตกครํอมขดลวดแตลํ ะคอยล์จะมีคําเทํากันหรือใกล๎เคียงกัน แตถํ ๎าเกิดการลดั วงจรที่ขดลวด จะ

พบวําคําของแรงดันไฟฟูาที่ตกครํอมขดลวดแตํละคอยล์จะมีคําไมํเทํากันหรือแตกตํางกัน คอยล์ที่มี
แรงดนั ไฟฟูาตกครํอมน๎อยที่สดุ ถอื วําเปน็ ขดลวดที่ลดั วงจร

(2) ขณะที่ยงั ไมํประกอบชิ้นสํวนของมอเตอร์เขา๎ ด๎วยกนั ให๎ใช๎อนิ เทอร์นลั กราวเลํอร์ทาการ
ตรวจเชค็ การเกิดการลัดวงจรของขดลวดแตลํ ะคอยส์

(3) ขณะที่ประกอบชิน้ สํวนของมอเตอรเ์ ข๎าด๎วยกันเรียบร๎อยแลว๎ ให๎ทาการทดลองจํายไฟใหก๎ บั
มอเตอร์ดว๎ ยขนาดแรงดนั ไฟฟูาทีม่ อเตอรใ์ ช๎ตามปกติ แล๎วใชแ๎ อมมิเตอรว์ ดั คําของกระแสไฟฟูาทีจ่ ําย
ให๎กับมอเตอร์ ซึ่งถ๎าคําของกระแสฟูาที่แอมมิเตอร์อาํ นได๎มีคํามากกวําทีป่ ูายช่อื บอกไว๎มากแสดงวําเกิด
การลดวงจรที่ขดลวดแนนํ อน

(4) ขณะที่ประกอบชิน้ สํวนของมอเตอรเ์ ข๎าด๎วยกนั เรียบร๎อยแลว๎ ให๎ทาการทดลองจํายไฟใหก๎ ับ
มอเตอร์ดว๎ ยขนาดแรงดนั ไฟฟูาที่มอเตอรใ์ ช๎ตามปกติและปลํอยใหม๎ อเตอร์ทางานสักครูํหนึง่ แล๎วหยดุ
การจาํ ยไฟใหก๎ ับมอเตอร์และถอดชิน้ สํวนประกอบของมอเตอร์ออก ตอํ ไปให๎สงั เกตดูวําขดลวดคอยล์
ไหนร๎อนทีส่ ดุ หรอื ร๎อนผิดปกติ ขดลวดที่รอ๎ นผดิ ปกติจะเปน็ ขดลวดคอยล์ที่เกิดลัดวงจร

4. ตอ่ วงจรผิด เนือ่ งจากการตอํ ขดลวดข๎างเคียงผดิ เปน็ สาเหตทุ าให๎ไมํเกิดขวั้ แมํเหลก็ ขั้ว
เหนือและข้ัวใต๎สลบั กนั ไป

วิธีหาสาเหตุ

ทาได๎โดยใช๎เขม็ ทิศตรวจเชค็ ข้ัวแมํเหล็กที่เกิดขึน้ ทีส่ เตเตอร์ ในขณะที่จาํ ยไฟฟูากระแสตรงทีม่ คี ํา
ไมํมากนกั ให๎กับขดลวดของมอเตอร์

5. ใชง้ านเกินกาลัง ในกรณีทีเ่ ป็นรพี ลั ชั่น-สตาร์ตอินดกั ช่นั มอเตรอ์ ถ๎าใช๎งานเกินกาลงั
จนกระทั่งโรเตอร์หมนุ ด๎วยความเร็วรอบไมํถึงจุดทีเซนตรฟิ กู ลั ป์ดไี วซ์ทางาน กระแสไฟฟูาที่จํายใหก๎ บั
มอเตอร์จะมีคํามากกวําปกติ และมีเสียงดัง หรอื หากเป็นรพี ลั ช่ันมอเตอร์ชนิดอืน่ และถ๎าใช๎งานเกิน
กาลัง จะพบวํา กระแสฟูาที่จาํ ยใหก๎ บั มอเตอร์มีคํามากกวําปกติ ทาให๎มอเตอร์ร๎อน และถ๎าปลํอยให๎
มอเตอรท์ างานไปนานๆ อาจทาให๎มอเตอร์เสียหายได๎

6. ตาแหน่งของแปรงถ่านผิด ถ๎าตาแหนงํ ของแปรงถํานเคลื่อนทีผ่ ิดไปจากตาแหนงํ เดิม ด๎วย
สาเหตุใดกต็ าม มอเตอร์จะหมุนช๎าหรืออาจจะไมํหมุนเลยกไ็ ด๎ ถ๎าเปน็ สาเหตนุ ้ใี ห๎ทดลองเลื่อนแปรงถําน
ไปมาจนกระทัง่ มอเตอร์ทางานตามแปกติ

7. ตลับลูกปืนหลวม ถ๎าตลับลกู ปืนของมอเตอร์เกิดหลวม มอเตอร์อาจจะสตาร์ตไมํได๎
หรอื หากสตาร์ตได๎กจ็ ะหมนุ ช๎าและมีเสียงดงั ซึง่ อาจจะเปน็ เสียครางและฮัม หรอื อาจจะเป็นเสียงเสียดสี
กนั ระหวํางสเตเตอร์กบั โรเตอร์ หรอื ไมํกเ็ ปน็ เสียงของตลับลูกปืนเอง

วิธีหาสาเหตุ

ขณะทีย่ ังไมํได๎จํายไฟใหก๎ บั มอเตอร์ ให๎ทดลองยกเพลาของโรเตอร์ข้ึนๆ ลงๆ หากขยบั ได๎แสดงวํา
ตลบั ลกู ปืนหลวมตอ๎ งเปลี่ยนใหมํ

8. ขดลวดตวั นาของโรเตอรห์ รืออารเ์ มเจอร์เกิดลัดวงจร หากขดลวดตัวนาของโรเตอร์หรือ
อาร์เมเจอร์เกิดการลัดวงจร 1 หรือ 2 คอยล์ ถ๎าจาํ ยไฟให๎กับมอเตอร์ จะพบวํามอเตอร์จะทางานแตํมี
เสียงครางหรอื ฮมั และจุดที่เกิดการลดั วงจรจะร๎อนเร็ว แตถํ ๎าเกิดการลัดวงจรหลายคอยล์ อาจทาให๎
มอเตอร์สตาร์ตไมํได๎จะกินกระไฟฟูามาก และร๎อนเรว็ หรอื อาจไหม๎ได๎

วิธีหาสาเหตุ

ให๎ปลดแปรงถํานทีสมั ผสั กับซี่คอมมวิ เตเตอร์ออกและจาํ ยไฟใหก๎ บั มอเตอร์ตามปกติ แล๎วใชม๎ อื
หมนุ ทีเ่ พลาของโรเตอร์ไปมา หากโรเตอร์หมนุ ไปมาได๎คลํองแสดงวําไมเกิดการลดวงจรที่ขดลวดตัวนา
ของโรเตอร์ แตถํ ๎าหากหมุนแล๎วรูสกึ ฝืดหรอื ไมํหมุนแสดงวําเกิดการลัดวงจรทีข่ ดลวดตวั นาของโรเตอร์
แนนํ อน

9. ขดลวดตัวนาของโรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์ขาด ถ๎าขดลวดตัวนาของโรเตอร์หรอื อาร์
เมเจอร์ขาด ขณะทีท่ าการจํายไฟใหก๎ บั มอเตอร์ตามปกติ จะพบวําเกิดประกายระหวํางซี่คอมมิวเต
เตอร์ ถ๎าเป็นลกั ษณะนี้แสดงวําขดลวดคอยล์ชํวงนั้นเกิดขาดหรอื วงจรเปิด และถ๎าพบจุดขดั ข๎องนี้แล๎ว
ทาให๎การตอํ ใหมํหรอื อาจจะต๎องพันใหมํแล๎วแตกํ รณี

10. แปรงถ่านสมั ผสั กับซีค่ อมมิวเตเตอรไ์ ม่สนิท สาเหตุนอี้ าจเกิดจากสปริงบังคบั แปรง
ถํานชารุด หรอื แรงถํานสึกหรอจนสั้นเกินไป หรแื ปรงถํานสกปรก หรอื ซี่คอมมิวเตเตอร์สกปรก เป็นผล
ทาให๎เกิดประกายไฟที่หน๎าสมั ผัสระหวํางแปรงถํานกบั ซีค่ อมมวิ เตเตอร์ ถ๎าเป็นสาเหตขุ ดั ขอ๎ งนี้อาจจะ
ต๎องเปลี่ยนแปรงถํานหรอื เปลีย่ นสปริงใหมํแล๎วแตํกรณี

11. ซีค่ อมมิวเตเตอรห์ รือสว่ นทท่ี าหน้าท่ลี ดั วงจรท่ีคอมมิวเตเตอร์สกปรก สาเหตนุ ี้จะ
เกิดได๎เฉพาะรีพลั ช่นั -สตาร์ตอินดักชน่ั มอเตอร์เทํานั้น ทีม่ สี ํวนหนง่ึ ที่ทาหนา๎ ที่ลัดวงจรที่ซี่คอมมวิ เต
เตอร์ให๎ถึงกนั ทั้งหมดหลังจากที่มอเตอรส์ ตาร์ตไปแล๎ว หากสํวนน้เี กิดสกปรกจะทาให๎การลัดวงจรที่ซี่
คอมมิวเตเตอร์ไมํท่ัวถึงกันทั้งหมด มอเตอร์จะไมํมกี าลัง

12. คอมมิวเตเตอรส์ ึกมากเกินไป เมือ่ คอมมิวเตเตอร์สกึ มากทาให๎ไมก๎าซึ่งเป็น
ฉนวนไฟฟูาที่ก้ันระหวํางซีค่ อมมวิ เตเตอร์แตํละซีไ่ มํใหถ๎ ึงกันน้ัน เกิดโผลํหรอื สูงข้ึนมามาก เป็นผลทาให๎
แปรงถํานสมั ผสั กับคอมมิวเตเตอร์ไมํสนทิ หรอื อาจสะดุดทาให๎มอเตอร์มีเสียง และเกิดประกายไฟ

๗. กิจกรรมการเรียนรู้

นาเข้าสบู่ ทเรียน
1. สังเกตการเข๎าชั้นเรียน
2. สงั เกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจุดประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลกั ษณะของเน้ือหาที่เรยี น

ข้นั สอน
1. สงั เกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครผู สู๎ อนและนกั เรียน
3. สงั เกตจากการปฏิบตั ิงาน
4. สังเกตจากการสรุปผลการปฏิบัติงาน

ขนั้ สรปุ
รีพัลชั่นมอเตอร์ ท่ัวๆ ไปเรียกวํา “รีพลั ชัน่ มอเตอร์ธรรมดา” เป็นมอเตอร์ 1 เฟสทีม่ ี

ขดลวดทีพ่ นั ที่สเตเตอร์ชุดเดียว แลว๎ ตํอเข๎ากบั แหลงํ จาํ ยไฟภายนอกมอเตอร์ สวํ นขดลวดตวั นาทีพ่ ันโร
เตอร์นน้ั ต๎น-ปลายของขดลวดจะตํอเข๎ากบั ซี่คอมมวิ เตเตอร์และจะมีแปรงถํานแตะอยูํที่ซีค่ อมมวิ เต
เตอร์เพือ่ ทาหน๎าทีล่ ัดวงจรของขดลวดตวั นาที่พนั บนโรเตอร์นน้ั รีพัลชน่ั นี้มีคุณลักษณะทีป่ รับความเรว็
รอบได๎

รีพัลช่นั -สตาร์ตอินดกั ช่ันมอเตอร์ เปน็ มอเตอร์ 1 เฟสที่มขี นาดตั้งแตํ ¼ แรงม๎า ถึง 10 แรงม๎า และ
ให๎แรงบิดสตาร์ตสงู มคี วามเรว็ รอบคงที่ นยิ มใช๎กันมาในงานด๎านการค๎า เชํน ต๎ูเยน็ ขนาดใหญํ
คอมเพรสเซอร์ปมั๊ และเครื่องไฟฟูาชนิดที่ตอ๎ งการแรงบิดสตาร์ตสงู

8. สื่อการเรียนรู้ (หลากหลาย)

สื่อออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน

๙. การวดั และประเมินผล
ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หัด
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 5

๑๐. เกณฑก์ ารประเมินผล
ในการทดสอบ นักศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํตา่ กวํา 60 %

แผนการจัดการเรียนรู้

ชือ่ วิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั รหัสวิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3
หน่วยการเรียนรู้ท่ี 6 วงรอบที่ - เร่อื ง ยูนิเวอร์แซวมอเตอร์
สัปดาหท์ ่ี 9 วันที่ ...................................................... เวลา ...............................
สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดบั ช้ัน ปวช. 3 กลมุ่ 1-4 จานวน 85 คน
กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบตั ิงาน

๑. สาระสาคัญ
ยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ หรือบางทีเรียกวํา ซีรีส์มอเตอร์ (Series Motor) เป็นมอเตรอ์ที่ใช๎ได๎ทั้งฟูา

กระแสตรงและฟูากระแสสลับ 1 เฟสที่แรงดันฟูาเทํากัน มอเตอร์ชนิดนี้ที่มีใช๎สํวนมากจะเป็นมอเตอร์
ในเครือ่ งใช๎ฟาู ขนาดเลก็ เชํน มอเตอร์ของเครื่องดูดฝุน ยูนิเวอร์แซลมอเตอร์มีสํวนประกอบที่สาคัญคือ
โครง แกนนาขวั้ สนามแมเํ หลก็ โรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์ ฝาปิดหวั ท๎ายหรือฝาครอบ แปรงถํานและชํอง
สาหรับใสํแปรงถําน การทางานของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ เกิดจากขดลวดสนามแมํเหล็กกับโรเตรอ์
หรอื อาร์เมเจอรต์ ํออนกุ รมกัน ถ๎าต๎องการกลับทิศทางการหมุนของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ทาได๎โดยกลับ
ทิศทางของกระแสไฟฟูาทีไ่ หลผาํ นโรเตอร์หรอื อาร์เมเจอรน์ ั้น

2.สมรรถนะการเรียนรปู้ ระจาหนว่ ย
นักศึกษา มคี วามรู๎ ความเข๎าใจ สํวนประกอบของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ การทางานของ

ยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ การกลบั ทิศทางการหมุนของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์

๓. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 ผเู๎ รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบของยนู ิเวอร์แซลมอเตอร์ได๎
3.2 ผเู๎ รียนสามารถอธิบายการทางานของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์
3.3 มีกิจนิสัยทีด่ ใี นการปฏิบตั ิงาน รบั ผิดชอบ ตรงตํอเวลา รกั ษาความสะอาด คานึงถึง
ความปลอดภัยและมีมนุษย์สมั พนั ธ์

ทักษะพิสัย (ทักษะ) Psychomotor Domain (P)
ผเ๎ู รียนสามารถทาการกลับทิศทางการหมุนของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ได๎

จติ พิสัย (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรบั ผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถูกต๎องตามระเบียบวิทยาลยั ฯ

๔. บรู ณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

3 ห่วง

1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีที่ไมํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอู๎ ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคทีอ่ ยํูในระดับพอประมาณ

นักเรียน ใช๎วัสดุอุปกรณ์อยํางคุ๎มคํา
2. ความมีเหตผุ ล: หมายถึง การตดั สินใจเกี่ยวกับระดบั ของความพอเพียงนั้น จะต๎องเป็นไป
อยํางมเี หตุผลโดยพิจารณาจากเหตปุ ัจจัยทีเ่ กี่ยวข๎องตลอดจนคานึงถึงผลทีค่ าดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานน้ั ๆ อยํางรอบคอบ

นกั เรียน ปฏิบตั ิงานได๎ถูกต๎องและสาเรจ็ ภายในเวลาที่กาหนดอยํางมเี หตผุ ล
3. การมีภมู ิคุ้มกนั ทด่ี ีในตัว: หมายถึง การเตรียมตวั ใหพ๎ ร๎อมรบั ผลกระทบและการ
เปลี่ยนแปลงด๎านตําง ๆ ทีจ่ ะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเป็นไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ที่คาดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตทั้งใกล๎และไกล

นักเรียน ได๎รบั ความรเู๎ กี่ยวกบั โทษภยั ของยาเสพติด และการหลีกเลีย่ งหํางไกลยาเสพติด
เพื่อให๎มภี ูมคิ ๎ุมกันอยํางย่ังยืน

2 เงอ่ื นไข
คือ การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยํูในระดับพอเพียงน้ันต๎องอาศัยทั้งความรู๎

และคุณธรรมเปน็ พืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เงอ่ื นไขความร:ู้ ประกอบด๎วย ความรอบรู๎เกี่ยวกบั วิชาการตาํ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วข๎องอยํางรอบด๎าน

ความรอบคอบทีจ่ ะนาความรู๎เหลาํ น้ันมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกัน เพือ่ ประกอบการวางแผน และความ
ระมัดระวังในขั้นปฏิบตั ิ

นกั เรียนมคี วามรเ๎ู กีย่ วกบั หลกั การทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวนา
2. เง่อื นไขคุณธรรม: ที่จะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนกั ในคณุ ธรรม มีความ
ซื่อสตั ย์สจุ ริตและมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต

นักเรียน นักศึกษา รู๎จักการทางานเป็นกลุํม การรับฟังความคิดเหน็ เหตผุ ลของผ๎ูอืน่ และปฏิบตั ิ
หนา๎ ทีท่ ี่ได๎รับมอบหมาย

๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลูกจติ สานึกใหน๎ ักเรียน นักศึกษา มคี ุณธรรม จริยธรรม ร๎ูรับผิดชอบช่ัวดี มีความภูมใิ จในความ

เปน็ ไทย และสํงเสริมกิจกรรมที่สร๎างความสามคั คี เอ้ือเฟือ้ เผ่อื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กลู และรักใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา

๖. เนื้อหาการเรียนรู้
ส่วนประกอบทีส่ าคญั ของยนู ิเวอรแ์ ซลมอเตอร์

1. โครง โครงของมอเตอร์ทาหน๎าที่เป็นทีส่ าหรบั ยึดขั้วแมํเหลก็ และเปน็ ทางเดินของวงจร
แมเํ หล็ก โดยโครงน้ีจะทาจากเหล็กหลํอหรอื อลูมิเนยี มหลํอหรอื เหลก็ เหนยี วก็ได๎

2. แกนขว้ั สนามแมเ่ หลก็ (Field core) แกนขั้วสนามแมํเหล็กบางทีอาจเรียกวํา สเตเตอร์
เป็นสํวนที่ยึดติดกบั โครงโดยทาหนา๎ ทีเปน็ สํวนทีส่ ร๎างสนามแมํเหลก็ ใหเ๎ กิดข้ึนในมอเตอร์นนั้ แกนข้ัว
สนามแมํเหล็กหรอื สเตเตอร์นีท้ าจากแผนํ เหลก็ บางๆ หลายๆ แผํนอัดเข๎าด๎วยกันด๎วยสกรูหรอื น๏อตหรอื
หมดุ ย้า โดยจะเป็นขั้วแมํเหลก็ ยืน่ ออกมาและจะมีขดลวดพันรอบๆ ข้ัวแมํเหลก็ ซึ่งขดลวดที่พนั รอบๆ
ขั้วแมํเหลก็ นีท้ ั่วๆ ไปเรียกวํา ขดลวดสนามแมเํ หล็ก ปกติแกนขั้วสนามแมํเหลก็ มกั จะสร๎างใหม๎ ี 2 ขั้ว
หรอื 2 โพล เพือ่ ใหม๎ ีความเรว็ รอบสงู ตามต๎องการ

3. โรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์ โรเตอร์หรอื อาร์เมเจอร์ของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์น้ตี ามท๎องตลาด
เรียกกนั วํา “ทํุน” และมีลักษณะเหมอื นกับอาร์เมเจอร์ของเคร่อื งกลไฟฟูากระแสตรง โดยทาจากแผํน
เหล็กซิลกิ อนบางๆ มาอดั เข๎าด๎วยกนั แนนํ และจะมีสล๏อตบนผิวดา๎ นนอกของแกนโรเตอร์หรืออาร์
เมเจอร์ ซึ่งสล๏อตอาจสรา๎ งให๎มีรอํ งลกั ษณะตรงหรอื เฉียงก็ได๎ทั้งน้ขี ้ึนอยูํกับการออกแบบ และทีป่ ลาย
เพลาด๎านหนง่ึ จะมีคอมมิวเตเตอร์สาหรับตํอตน๎ -ปลายของขดลวดตัวนาที่บรรจหุ รือพันอยูํในสล๏อต
ของโรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์ ซึง่ ท้ังแกนของโรเตอร์หรอื อาร์เมเจอร์และคอมมิวเตเตอร์จะอัดติดกบั เพลา
เดียวกนั

4. ฝาปิดหวั ทา้ ยหรอื ฝาครอบ ฝาปิดหวั ท๎ายหรือฝาครอบ 2 ขา๎ งของมอเตอร์นจี้ ะเป็นตวั ยึด
สํวนที่หมนุ ใหอ๎ ยูํศูนย์กลาง และเป็นทีต่ ิดตง้ั ตลับลกู กปืนหรือบ๏ูชสาหรับรองรับเพลาของโรเตอร์ ทีฝ่ าปิด
หัวท๎ายหรอื ฝาครอบด๎านหนึง่ จะติดต้ังชํองสาหรบั ใสํแปรงถําน 2 อัน

5. แปรงถา่ นและช่องสาหรบั ใสแ่ ปรงถ่าน แปรงถํานทาหน๎าทีเ่ ปน็ สะพานไฟเพือ่ นา
กระแสไฟฟูาไปยังคอมมิวเตเตอร์ แปรงถํานจะติดตั้งอยูํในชํองสาหรบั ใสํแปรงถํานอยํางพอดีและจะมี
สปริงที่ทาหน๎าทีค่ อยกดแปรงถํานให๎สมั ผสั กบั หน๎าสัมผสั ของคอมมวิ เตเตอร์ได๎เป็นอยํางดี ซึ่งแกติ
แปรงถํานจะนิยมใช๎กราไฟท์

2. การทางานของยนู ิเวอร์แซลมอเตอร์

เมือ่ จํายไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟสใหก๎ ับมอเตอร์ ถ๎าพิจารณาไฟทีจ่ ํายใหช๎ ว่ั ขณะหน่ึงเป็นครึ่ง
ไซเกิลบวก จะได๎โรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์หมุนไปในทิศทางทวนเขม็ นาฬิกา และจะหมนุ ไปในทิศทางทา
วนเมนาฬกิ าตลอดเวลาที่จํายไฟใหก๎ บั มอเตอร์นนั้ หรอื อาจสรุปการทางานของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ได๎
วํา เมอ่ื จํายไฟใหก๎ ับมอเตอร์จะทาให๎มีกระแสไฟฟูาไหลผาํ นขดลวดสนามแมํเหลก็ และขดลวดตวั นาที่โร
เตอร์หรืออาร์เมเจอร์ และทาให๎เกิดสนามแมเํ หล็กขึน้ 2 สวํ น คอื ที่แกนข้ัวสนามแมเํ หล็กหรอื ที่
สเตเตอร์ และทีโ่ รเตอร์หรืออาร์เมเจอร์ เปน็ ผลทาให๎เกิดแรงบิดและทาให๎โรเตอร์หรอื อาร์เมเจอรห์ มนุ
ไปได๎ ซึ่งการทางานของยนู ิเวอร์แซลมอเตอร์น้ีจะคล๎ายๆ กบั การทางานของซีรีสม์ อเตอร์ในเคร่อื งกล
ไฟฟูากระแสตรง

3. การกลบั ทิศทางการหมนุ ของยนู เิ วอร์แซลมอเตอร์

ยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ถ๎าตํอเสร็จเรียบร๎อย แล๎วนาไปตํอเข๎ากับแหลงํ จาํ ยไฟ พบวําทิศทางการ
หมุนของโรเตอร์หรอื อาร์เมเจอรม์ ีทิศทางตามเข็มนาฬิกา

ถ๎าตอ๎ งการกลบั ทิศทางการหมนุ ของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ทาได๎โดยกลบั ทิศทางของกระแสไฟฟูา
ที่ไหลผํานโรเตอร์หรอื อาร์เมเจอรน์ ั้น

การควบคุมความเร็วรอบในการหมนุ ของยนู ิเวอรแ์ ซลมอเตอร์

ยนู ิเวอร์แซลมอเตอร์เป็นมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั 1 เฟส ทีม่ ีขนาดเลก็ ดงั นนั้ การควบคุม
ความเร็วรอบในการหมุนของโรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์ ให๎หมนุ เรว็ หรือช๎าตามทีต่ ๎องการนน้ั จงึ ทาได๎งาํ ย
กวํามอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับชนิดอน่ื วธิ ีการควบคุมทีน่ ยิ มใช๎ ก็คือ การควบคมุ ขนาดของแรงดันไฟฟูา
ทีจ่ ํายใหก๎ บั มอเตอร์ ถ๎าขนาดแรงดันไฟฟูาทีจ่ ํายใหก๎ ับมอเตรอ์มีคําลดลงจะทาใหโ๎ รเตอร์หรอื อาร์
เมเจอร์หมุนช๎าลง ซึง่ การควบคุมความเร็วรอบของยนู ิเวอร์แซลมอเตอร์ลักษณะนี้ที่ใชท๎ ่ัวๆ ไป มวี ิธีการ
ตํางๆ กนั ดังน้ี

(1) ใช้ความตา้ นทานควบคมุ

การใชค๎ วามตน๎ ทานควบคมุ ความเรว็ รอบของยนู ิเวอร์แซลมอเตอร์ เปน็ การนาความตา๎ นทานที่
ปรบั คําได๎มาตํออนกุ รมเข๎ากับมอเตอร์ ซึ่งจะเหน็ วําแรงดันฟูาที่จํายฟูากระแสสลับ 1 เฟส จํายใหก๎ บั
มอเตอร์ถูกแบํงออกเป็นแรงดนั ไฟฟูาที่มอเตอรไ์ ด๎รบั ถ๎าปรบั คําความตา๎ นทานให๎มีคําเพิม่ ขนึ้ จะได๎
แรงดันไฟฟูาทีม่ อเตอร์ได๎รับมีคาํ ลดลง จะเปน็ ผลทาใหโ๎ รเตอร์หรอื อาร์เมเจอรข์ องมอเตอรห์ มุนช๎าลง
แตถํ ๎าปรบั ให๎คําความต๎านทานมคี ําลดลง จะให๎แรงดันไฟฟูาที่มอเตอรไ์ ด๎รบั มีคําเพิ่มขนึ้ จะเป็นผลทาให๎
โรเตอร์หรอื อาร์เมเจอร์ของมอเตอร์หมุนเรว็ ขึ้น

(2) ใช้วิธีกรลดหรอื เพิม่ ขดลวดสนามแม่เหล็ก

การลดหรอื เพิ่มความเข๎มของสนามแมํเหลก็ ทีส่ เตเตอร์ของยนู ิเวอร์แซลมอเตอร์ ก็จะทาให๎
ความเรว็ รอบในการหมนุ ของโรเตอร์หรือาร์เมเจอร์เปลีย่ นแปลงได๎ วิธีการนีท้ าได๎โดยการลดหรอื เพิม่
จานวนรอบของขดลวดสนามแมํเหล็กที่พันไว๎รอบๆ แกนขั้วแมํเหลก็ จะเป็นผลทาใหค๎ วามเข๎มของ
สนามแมํเหล็กมีคําเพิ่มขึน้ หรอื ลดลงได๎ ซึ่งการลดหรอื การเพิ่มจานวนรอบของขดลวดสนามแมํเหลก็ นี้
ทาได๎โดยทาการแทปที่ขดลวดสนามแมํเหลก็ ทีค่ อยล์หนึ่ง

(3) ใช้เซนตรฟิ กู ลั ป์ดีไวซ์เข้าชว่ ย

ยูนิเวอร์แซลมอเตรอ์ที่ใช๎เซนตรฟิ กู ลั ป์ดไี วซ์เข๎าชํวยสาหรบั ควบคุความเรว็ รอบในการหมุนของโร
เตอร์นน้ั สวํ นมากจะพบในเครือ่ งผสมอาหาร เครื่องบดอาหาร เปน็ ต๎น การควบคมุ ด๎วยวิธีน้สี ามารถ
ปรับใหม๎ ีความเรว็ รอบเทําไรก็ได๎ โดยการควบคุมด๎วยวิธีน้ีจะอาศัยแรงเหวี่ยงหนีศูนย์กลางของการหมุน
ของโรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์ทาให๎คอนแทคของเซนตริฟูกัลดีไวซ์แยกออกจากกัน

2. สาเหตุขดั ข้อง

ยนู ิเวอร์แซลมอเตอร์ขณะทางานหรือใช๎งานไปนานๆ อาจจะพบวําเกิดอาการขัดข๎องของการ
ทางานได๎ ซึ่งสาเหตุขดั ข๎องตํางๆ อาจสรุปเปน็ ข๎อ ๆ ได๎ดังน้ี

1) เกิดประกายไฟทีแ่ ปรงถํานมาก ทั้งนเี้ กิดจาก
- ขดลวดตวั นาที่พันในโรเตอร์หรืออาร์เมเจอร์เกิดลดั วงจร ทาให๎กระแสฟูาที่ไหลผําน
ขดลวดตวั นาเหลํานี้มากเกินไป
- ขดลวดสนามแมํเหล็กเกิดลดั วงจร
- ตํอขดลวดตวั นาที่พันในโรเตอร์หรอื อาร์เมเจรอ์เข๎ากับซีค่ อมมวิ เตเตอร์ผิด
- ขดลวดตัวนาที่พนั ในโรเตรอ์หรอื อาร์เมเจอรเ์ กิดวงจรปิดหรือขาด

- ฉนวนที่คนั่ ระหวํางซี่คอมมวิ เตเตอร์สูงกวําซีค่ อมมิวเตเตอร์
- ตลับลูกปืนหรอื บ๏ูชหลวมหรอื ชารดุ
- แปรงถํานสึกหรอทาใหส๎ ั้นเกินไป
2) มอเตอรท์ างานแตํร๎อนจดั ทั้งนีเ้ กิดจาก
- ใช๎งานเกินกาลัง
- แปรงถํานอยูํผดิ ตาแหนํง
- ตลบั ลูกปืนหรอื บู๏ชหลวมหรอื ชารุด หรอื ไมํมีสารหลํอล่นื
- ขดลวดตัวนาทีพ่ ันในโรเตรอ์หรอื อาร์เมเจอรเ์ กิดลัดวงจร
- ขดลวดสนามแมํเหล็กเกิดลดั วงจร
- แปรงถํานสัมผสั กับซี่คอมมวิ เตเตอร์ได๎ไมํดี ทาให๎เกิดประกายไฟมากเกินไป
3) ขณะมอเตอร์ทางานแล๎วพบวํามีควนั เกิดขึ้น ทั้งน้เี กิดจาก
- ขดลวดตวั นาที่พันในโรเตอร์หรืออาร์เมเจจอรเ์ กิดลดั วงจร
- ขดลวดสนามแมํเหล็กเกิดลัดวงจร
- ตลับลูกปืนหรอื บ๏ูชหลวมหรอื ชารดุ
- ใช๎งานเกินกาลัง
- ตํอมอเตอร์เขา๎ กับแหลํงจาํ ยไฟทีม่ ีแรงดันฟูาผดิ ขนาดที่กาหนดไว๎สาหรบั มอเตอร์
4) ขณะมอเตอร์ทางานแล๎วพบวําโรเตอร์หรอื อาร์เมเจอร์หมนุ ช๎าเกินไปหรอื หมนุ แตํไมํมีกาลงั
ทั้งนเี้ กิดจาก
- ขดลวดตัวนาทีพ่ ันในโรเตอร์หรืออาร์เมเจจอรเ์ กิดลดั วงจร
- ขดลวดสนามแมํเหลก็ เกิดลัดวงจร
- แปรงถํานอยูํผดิ ตาแหนํง
- ตลบั ลกู ปืนหรือบู๏ชหลวมหรอื ชารุด
- แปรงถํานสึกหรอทาให๎ส้ันเกินไป

๗. กิจกรรมการเรียนรู้

นาเข้าสบู่ ทเรียน
1. สังเกตการเข๎าช้ันเรียน
2. สงั เกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจดุ ประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลกั ษณะของเน้ือหาที่เรยี น

ขัน้ สอน
1. สงั เกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครผู สู๎ อนและนกั เรียน
3. สงั เกตจากการปฏิบตั ิงาน
4. สงั เกตจากการสรปุ ผลการปฏิบตั ิงาน

ขั้นสรุป
ยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ หรือบางที่เรียกวํา ซีรีส์มอเตอร์ เป็นมอเตอร์ที่ใช๎ได๎ท้ังไฟฟูา

กระแสตรงและกระแสสลับ 1 เฟสที่แรงดนั ไฟฟูาเทํากนั มอเตอร์ชนิดน้ีทีม่ ใี ช๎สวํ นมากจะเป็นมอเตอร์ใน
เครือ่ งใช๎ไฟฟูาขนาดเลก็ เชนํ มอเตอร์ของเครือ่ งดดู ฝุน มอเตอร์ของ

ยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ เป็นมอเตอร์ที่มีแรงบิดเริ่มหมุนสูง มีคําประมาณ 3-4 เทําของแรงบิด
ขณะทางานตามพิกัด มอเตอร์ชนิดน้ีสามารถที่จะใช๎กบั แรงดนั ไฟฟูาตั้งแตํ 32 โวลต์ จนถึง 250 โวลต์
และความถี่ของแรงดันไฟฟูาต้ังแตํ 0 เฮิรตซ์ถึง 60 เฮิรตซ์ มีความเร็วรบในการหมุจะเปลี่ยนแปลงไป
ตามลักษณะของงานที่ใช๎ ถ๎าโรเตอร์หรอื อาร์เมเจอรห์ มนุ ที่สภาวะไมํมีโหลด หรือโหลดเบาๆ ความเร็ว
รอบจะสูงมากล๎าปลํอยใหห๎ มุนนานๆ อาจทาให๎มอเตอร์เสีย

การควบคุมความเร็วรอบในการหมุนของยูนิเวอร์แซลมอเตอร์ ยูนิเวอร์แซลมอเตอร์เป็น
มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ 1 เฟส ทีม่ ขี นาดเล็ก ดังน้ันการควบคุมความเร็วรอบในการหมุนของโรเตอร์
หรอื อาร์เมเจอร์ ให๎หมนุ เร็วหรอื ช๎าตามที่ต๎องการนน้ั จึงทาได๎งํายกวํามอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับชนิดอื่น
วิธีการควบคุมที่นิยมใช๎ ก็คือ การควบคุมขนาดของแรงดันไฟฟูาที่จํายให๎กับมอเตอร์ ถ๎าขนาด
แรงดันไฟฟูาทีจ่ ํายใหก๎ ับมอเตอร์มีคําลดลงจะทาให๎โรเตอร์หรอื อาร์เมเจอร์หมุนช๎าลง

8. สื่อการเรียนรู้ (หลากหลาย)

สื่อออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน
๙. การวัดและประเมินผล

ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หดั
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 6
๑๐. เกณฑก์ ารประเมินผล
ในการทดสอบ นกั ศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํตา่ กวํา 60 %

แผนการจดั การเรียนรู้

ชือ่ วิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ รหัสวิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3

หนว่ ยการเรียนรูท้ ่ี 7 วงรอบที่ - เร่อื ง มอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวนา 3 เฟส

สัปดาหท์ ่ี 10-13 วนั ที่ ...................................................... เวลา ...............................

สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดับชน้ั ปวช. 3 กลมุ่ 1-4 จานวน 85 คน

กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบัติงาน

๑. สาระสาคัญ

มอเตอร์ 3 เฟส มีสวํ นประกอบที่สาคัญ คือ สเตเตอร์ โรเตอร์ ฝาปิดหัวท๎ายหรือฝาครอบ การ
ทางานของมอเตอร์ 3 เฟสอาศัยการเหนี่ยวนา เม่ือจํายไฟฟูากระแสสลับ 3 เฟส สามารถคานวณ
ความเร็วซิงโครนัส การจํายไฟฟูากระแสสลับให๎มอเตอร์ 3 เฟส ทาให๎เกิดสนามแมํเหล็กหมุนด๎วย
เม่ือจํายไฟฟูากระแสสลับระบบ 3 เฟส ให๎กับขดลวดตัวนาที่สเตเตอร์จะทาให๎เกิดสนามแมํเหล็กหมุน
ขึน้ ซึง่ หมนุ ดว๎ ยความเร็วซิงโครนัส เป็นผลทาให๎เกิดการเหนี่ยวนากับตัวนาของ โรเตอร์ อันเป็นผลทา
ให๎เกิดแรงบิดและทาให๎โรเตอร์หมุนไปได๎ การตํอมอเตอร์ 3 เฟส ตํอได๎ 2 แบบคือ การตํอแบบสตาร์
และการตํอแบบเดลต๎า และในการตํอขดลวดในแตํละเฟสเข๎าด๎วยกัน ให๎พันหรือบรรจุเหมือนกันและ
เทําๆ กันทุกเฟส วางหํางกนั เปน็ มมุ 120 องศาทางไฟฟูาซึ่งกันและกัน

การกลับทิศทางการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ 3 เฟส ทาได๎โดยให๎สลับสายที่สวิตซ์ตัดตอน
หรือที่หลักตํอสายที่อยูํในกลํองตํอสายของมอเตอร์นั้น มอเตอร์ 3 เฟส จะปรับหรือเปลี่ยนความเร็ว
รอบในการหมนุ ของโรเตอร์ของมอเตอรไ์ ด๎น้ัน จะต๎องทาการปรับหรือเปลี่ยนหรือควบคุมความเร็วรอบ
ของสนามแมํเหล็กหมุนที่เกิดขึ้นที่สเตเตอร์นั้น เหตุขัดข๎องของมอเตอร์ 3 เฟส เกิดจากไฟที่จํายให๎กับ
มอเตอร์ไมํครบ 3 เฟส ตํอสายไมํแนํน อุปกรณ์ควบคุมการเปิด-ปิดวงจรของมอเตอร์หลวม ใช๎งาน
เกินกาลงั ตลับลูกปืนหลวม ไฟร่วั ลงดิน การตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกนั ผิด แทํงตัวนาที่ฝังในโรเตอร์ขาดหรือ
ร๎าว ขดลวดลดั วงจร ขดลวดพนั รอบน๎อยไป ลวดทีใ่ ชพ๎ นั ขดลวดมีขนาดเล็กเกินไป และจานวนรอบของ
ขดลวดมากเกินไป

2.สมรรถนะการเรียนรู้ประจาหน่วย
มีความรู๎ ความเข๎าใจ สํวนประกอบทีส่ าคัญของมอเตอร์ 3 เฟส หลักการทางานของมอเตอร์

3 เฟส ความเรว็ รอบของสนามแมํเหลก็ หมุน การเกิดสนามแมํเหล็กหมุน

๓. จุดประสงคก์ ารเรียนรู้

3.1 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบที่สาคญั ของมอเตอร์ 3 เฟสได๎
3.2 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายหลักการทางานของมอเตอร์ 3 เฟสได๎
3.3 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายการเกิดสนามแมเํ หลก็ หมุนได๎
3.4 ผเ๎ู รียนสามารถเขียนสูตรคานวณความเรว็ รอบของสนามแมเํ หลก็ หมนุ ได๎
3.5 มีกิจนิสัยทีด่ ใี นการปฏิบตั ิงาน รบั ผิดชอบ ตรงตํอเวลา รกั ษาความสะอาด คานึงถึงความ
ปลอดภยั และมีมนุษย์สัมพนั ธ์

ทักษะพิสยั (ทักษะ) Psychomotor Domain (P)
1. ผเ๎ู รียนสามารถคานวณความเรว็ รอบของโรเตอร์และคาํ สลิปได๎
2. ผเู๎ รียนสามารถตํอมอเตอร์ 3 เฟสได๎
3. ผเ๎ู รียนสามารถสามารถตํอขดลวดในแตํละเฟสเข๎าด๎วยกัน

จติ พิสัย (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรับผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถกู ต๎องตามระเบียบวิทยาลยั ฯ

๔. บูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 ห่วง

1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีทีไ่ มํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอ๎ู ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคทีอ่ ยํูในระดับพอประมาณ

นักเรียน ใช๎วัสดุอุปกรณ์อยํางคุ๎มคํา
2. ความมีเหตผุ ล: หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกบั ระดบั ของความพอเพียงนั้น จะต๎องเปน็ ไป
อยํางมเี หตผุ ลโดยพิจารณาจากเหตุปจั จัยทีเ่ กี่ยวข๎องตลอดจนคานึงถึงผลทีค่ าดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานนั้ ๆ อยํางรอบคอบ

นักเรียน ปฏิบตั ิงานได๎ถกู ต๎องและสาเร็จภายในเวลาทีก่ าหนดอยํางมเี หตุผล

3. การมีภมู ิค้มุ กนั ท่ดี ีในตวั : หมายถึง การเตรียมตัวใหพ๎ ร๎อมรับผลกระทบและการ
เปลี่ยนแปลงด๎านตําง ๆ ทีจ่ ะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเปน็ ไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ที่คาดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตทั้งใกล๎และไกล

นักเรียน ได๎รับความรเู๎ กีย่ วกบั โทษภัยของยาเสพติด และการหลีกเลี่ยงหํางไกลยาเสพติด
เพือ่ ให๎มภี มู คิ ุ๎มกนั อยํางยัง่ ยืน

2 เงอ่ื นไข
คือ การตดั สินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยูํในระดับพอเพียงน้ันต๎องอาศยั ท้ังความรู๎

และคุณธรรมเปน็ พืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เงือ่ นไขความร:ู้ ประกอบด๎วย ความรอบร๎ูเกี่ยวกับวิชาการตาํ ง ๆ ทีเ่ กี่ยวข๎องอยํางรอบด๎าน

ความรอบคอบทีจ่ ะนาความร๎ูเหลาํ น้ันมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความ
ระมัดระวงั ในข้ันปฏิบตั ิ

นกั เรียนมคี วามรเู๎ กีย่ วกับ หลักการทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนีย่ วนา
2. เง่อื นไขคุณธรรม: ที่จะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนักในคณุ ธรรม มีความ
ซือ่ สตั ย์สจุ รติ และมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต

นักเรียน นักศึกษา รู๎จักการทางานเปน็ กลํุม การรับฟงั ความคิดเหน็ เหตผุ ลของผ๎ูอื่นและปฏิบตั ิ
หนา๎ ที่ที่ได๎รบั มอบหมาย

๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลูกจติ สานึกใหน๎ ักเรียน นักศึกษา มคี ณุ ธรรม จริยธรรม ร๎ูรบั ผิดชอบช่วั ดี มีความภมู ใิ จในความ

เปน็ ไทย และสํงเสริมกิจกรรมทีส่ ร๎างความสามัคคี เอ้ือเฟือ้ เผอ่ื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กลู และรักใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา

๖. เนื้อหาการเรียนรู้
. ส่วนประกอบทีส่ าคญั ของมอเตอร์ 3 เฟส

1. สเตเตอร์ สเตเตอร์ของมอเตอร์ 3 เฟส มสี ํวนประกอบที่สาคญั คือ โครง แกนขดลวด
และขดลวดสนามแมเํ หล็ก

2. โรเตอร์ โรเตอร์ของมอเตอร์ 3 เฟสมีอยํูหลายชนิด แตํเม่อื แยกเปน็ ประเภทใหญํๆ แลว๎
แยกได๎ 2 ประเภทคือ แบบสไควเรลเกจโรเตอร์หรอื โรเตอร์แบบกรงกระรอก และแบบวาวด์โรเตอร์

3. ฝาปิดหัวท้ายหรอื ฝาครอบ ฝาปิดหัวท๎ายหรือฝาครอบ 2 ขา๎ งของมอเตอร์ 3 เฟส มี
หนา๎ ที่สาหรบั ปิดหัวท๎ายของมอเตอรแ์ ละมีตลบั ลกู ปืนหรือบ๏ูชสาหรับรองรับเพลาของโรเตอร์ไมํให๎เสียด
สีกบั ฝาปิดหวั ท๎ายหรอื ฝาครอบและชํวยใหโ๎ รเตอร์หมุนได๎อยํางสะดวก

2. หลักการทางานของมอเตอร์ 3 เฟส

มอเตอร์ 3 เฟสทางานโดยอาศัยหลักการเหนี่ยวนาไฟฟูา กลําวคือเมอ่ื จํายไฟฟูากระแสสลับ 3
เฟสให๎กบั มอเตอร์ กระแสไฟฟูา 3 เฟสจะไหลผํานขดลวดทีพ่ นั ที่สเตเตอร์ทั้งสามเฟสและทาให๎เกิด
สนามแมํเหลก็ หมุนขึน้ ที่สเตเตอร์โดยหมุนดว๎ ยความเร็วซิงโครนสั (Synchronous speed)สนามแมเํ หล็ก
หมุนนีจ้ ะไปตัดกับตัวนาทีโ่ รเตอร์ และเกิดแรงเคลือ่ นฟูาเหนี่ยวนาข้นึ ทีต่ วั นาของโรเตอร์ แตเํ นื่องจาก
ตวั นาของดรเตอรอ์ ยํูนาภาพครบวงจรทางฟูา เป็นผลทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาเหนย่ี วนาไหลผํานตวั นา
ของโรเตอร์ ทิศทางของกระแสไฟฟูาเหนีย่ วนาทีไ่ หลผํานตัวนาของโรเตอร์เป็นไปตามกฎของเลนซ์ และ
กระแสไฟฟูาเหนีย่ วนานี้จะพยายามสร๎างสนามแมเํ หล็กด๎านกับสนามแมเํ หลก็ ทีเ่ กิดขึน้ ที่สเตเตอร์ อัน
เปน็ ผลทาให๎เกิดแรงบิดขึ้นและทาใหโ๎ รเตอร์หมนุ ไปได๎ ทิศทางการหมนุ ของโรเตอร์จะเป็นไปในทิศทาง
เดียวกบั สนามแมเํ หล็กหมนุ และพยายามหมุนให๎ทนั กับสนามแมํเหล็กหมุน

3. ความเร็วรอบของสนามแม่เหลก็ หมุน

เมือ่ จํายไฟฟูากระแสสลับ 3 เฟสให๎กับขดลวดตวั นาทีพ่ ันทีส่ เตเตอร์ ทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาไหล
ผาํ นขดลวดตวั นานั้น เปน็ ผลทาให๎เกิดสนามแมเํ หลก็ หมุนไปรอบๆ สเตเตอร์ ความเร็วรอบของ
สนามแมํเหล็กหมุนนขี้ ึน้ อยํูกับจานวนข้ัวแมํเหล็กหรอื จานวนโพลของมอเตอร์และความถี่ของ
แรงดันไฟฟูาที่จาํ ยใหก๎ ับมอเตอร์นน้ั ความเร็วรอบของสนามแมํเหลก็ หมุนนเี้ รียกวํา “ความเร็ว
ซิงโครนัส” คานวณด๎วยสูตร

Ns = 120f
P

เมือ่ Ns = ความเร็วซิงโครนัส มหี นํวยเป็น รอบ/นาที หรอื rpm

f = ความถี่ของแรงดันไฟฟูาที่ใช๎ มหี นํวยเปน็ เฮิรตซ์ หรอื Hz

P = จานวนข้ัวแมํเหล็กหรอื โพลของมอเตอร์ มีหนํวยเปน็ ขวั้ หรือ โพล (Ploe)

4. การเกิดสนามแม่เหล็กหมุน

สนามแมํเหลก็ จะเคลื่อนที่หรอื หมนุ ไปอยํางตอํ เนือ่ งในทิศทางตามเข็มนาฬิกา และถ๎าพจิ ารณา
ในครึ่งไซเกิลถัดไปก็จะพบวาํ สนามแมํเหล็กจะเคลื่อนที่หรอื หมนุ ตํอไปจนกลับมาทีเ่ ดิมหรอื ครบ 1 รอบ
วงกลม

หลกั การของการเกิดสนามแมเํ หลก็ หมนุ ซึง่ สนามแมเํ หล็กจะหมุนในทิศทางตามเข็มนาฬิกา
หรอื ทวนเข็มนาฬิกานนั้ ขึน้ อยํูกบั การตอํ ขดลวดตัวนาแตํละเฟสเข๎ากบั แหลํงจํายไฟ หรอื เป็นการ
จดั ลาดับเฟสของกระไฟฟูาที่ไหลผํานขดลวดตัวนาในแตํละเฟส และถ๎าต๎องการให๎สนามแมํเหลก็ หมุน
กลับทิศทางการหมุน สามารถทาได๎โดยการสลับเฟสของไฟทีจ่ ํายใหก๎ บั ขดลวดตวั นาทีส่ เตเตอร์คูํใดคํู
หน่งึ

ความเรว็ รอบของโรเตอรแ์ ละค่าสลิป

เมื่อจํายไฟฟูากระแสสลบั ระบบ 3 เฟส ใหก๎ บั ขดลวดตัวนาที่สเตเตอร์จะทาให๎เกิดสนามแมํเหล็ก
หมุนข้นึ ซึง่ หมนุ ด๎วยความเร็วซิงโครนสั เปน็ ผลทาให๎เกิดการเหนีย่ วนากับตวั นาของ โรเตอร์ อันเปน็
ผลทาใหเ๎ กิดแรงบิดและทาให๎โรเตอร์หมนุ ไปได๎ ถ๎าพจิ ารณาขณะที่มอเตอรท์ างานที่ไมํมีโหลดหรอื
โหลดเบาๆ ผลเนอ่ื งจากการสูญเสียทางกลซึ่งอาจเกิดจากความฝดื หรอื แรงเสียดทานจากลมหรอื ทาง
แมเํ หลก็ จะมีผลไมํมากนกั ดงั นน้ั ความเรว็ รอบของโรเตอร์ขณะทีม่ อเตอร์ทางานที่สภาวะนจี้ ะหมุนช๎า
กวําความเร็วซิงโครนสั เพียงเลก็ น๎อย แตถํ ๎าพิจารณาขณะมอเตอร์ทางานหนักขึ้นหรอื โหลดมากขึ้น ผล
เนื่องจากการสญู เสียทางกลจะมีคํามากขึ้น เป็นผลทาให๎ความเรว็ รอบในการหมุนของโรเตอร์ จะหมุน
ช๎ากวําความเรว็ ซิงโครนัสมากขึ้น ซึ่งจะเหน็ วําขณะทีม่ อเตอร์ทางานทีส่ ภาวะของโหลดตํางๆ กนั ความ
แตกตํางระหวํางความเรว็ รอบในการหมนุ ของโรเตอร์กับความเร็วซิงโครนัสจะแตกตํางกันด๎วย และ
จากทีก่ ลําวมาข๎างต๎นจะพบวําความเรว็ รอบในการหมนุ ของโรเตอร์ที่สภาวะตํางๆ น้ัน จะหมนุ ช๎ากวํา
ความเรว็ ซิงโครนสั และมีคําประมาณ 5 ถึง 10 %

ถ๎าให๎ Ns = ความเร็วซิงโครนัสหรอื ความเร็วรอบของสนามแมํเหลก็ หมุนที่สเตเตอร์

มีหนํวยเป็น รอบ/นาที

Nr = ความเรว็ รอบในการหมุนของโรเตอร์ขณะทางานที่เหลดเตม็ ที่

มีหนํวยเป็น รอบ/นาที

จะได๎ S = Ns – Nr
Ns

Ns – Nr
หรอื %S = Ns X 100

2. การตอ่ มอเตอร์ 3 เฟส

การตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกนั ของมอเตอร์ 3 เฟส เพื่อนาไปใช๎งานกับระบบไฟ 3 เฟสน้ันอาจ ตอํ ได๎
2 แบบคือ

(1) การตอํ แบบสตาร์ (Star connection) การตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกันของมอเตอร์แบบสตาร์
นี้ อาจเรียกอีกอยํางหนึ่ง วําการตอํ แบบวาย (Wye connection หรอื Y-connection)

(2) การตอํ แบบเดลต๎า (Delta connection)
3. การตอ่ ขดลวดในแต่ละเฟสเข้าด้วยกนั

มอเตอร์ 3 เฟสน้ันขดลวดทีพ่ ันหรือบรรจุที่สเตเตอร์ จะประกอบด๎วยขดลวด 3 ชุด หรือ 3 เฟส
และตํละชุดจะพันหรือบรรจุเหมือนกันและเทําๆ กัน โดยวางห๎างกันเป็นมุม 120 องศาทางฟูาซึ่งกัน
และกนั ดังนนั้ ในแตํละโพลของสเตเตอร์จะประกอบด๎วยขดลวด 3 ชุด หรือ 3 เฟส คือ เฟส 1, เฟส2,
เฟส 3 หรอื เฟส A, เฟส B, และเฟส C

เพื่อให๎ขั้วแมํเหล็กช่ัวขณะหนึ่งที่เกิดขึ้นที่บริเวณขดลวดพันอยํูมีขั้วแมํเหล็กสลับกัน การตํอ
ขดลวดแตํละเฟสเข๎าด๎วยกันจะเปน็ ดงั น้ี

- การตํอของขดลวดเฟส A ในแตํละโพลตํอเข๎าด๎วยกันทาได๎ดังนี้ คือ เริ่มต๎นจากนาสายไฟตํอ
เข๎ากับต๎นของเฟส A โพลที่ 1 แล๎วนาปลายของเฟส A โพลที่ 1 ตํอเข๎ากับปลายของเฟส A โพลที่ 2
แล๎วนาต๎นของเฟส A โพลที่ 2 ตํอเข๎ากับต๎นของเฟส A โพลที่ 3 แล๎วนาปลายของเฟส A โพลที่ 3 ตํอ
เข๎ากบั ปลายของเฟส A โพลที่ 4 และนาต๎นของเฟส A โพลที่ 4 ตํอเข๎ากับสายไฟ

- การตํอของขดลวดเฟส B ในแตํละโพลตํอเข๎าด๎วยกันทาได๎ดังนี้ คือ เริ่มต๎นจากนาสายไฟตํอ
เข๎ากับปลายของเฟส B โพลที่ 1 แล๎วนาต๎นของเฟส B โพลที่ 1 ตํอเข๎ากับต๎นของเฟส B โพลที่ 2 แล๎ว
นาปลายของเฟส B โพลที่ 2 ตํอเข๎ากบั ปลายของเฟส B โพลที่ 3 แล๎วนาต๎นของเฟส B โพลที่ 3 ตํอเข๎า
กับต๎นของเฟส B โพลที่ 4 และนาปลายของเฟส B โพลที่ 4 ตํอเข๎ากับสายไฟ

- การตํอของขดลวดเฟส C ในแตํละโพลตํอเข๎าด๎วยกันทาได๎ดังนี้ คือ เริ่มต๎นจากนาสายไฟตํอ
เข๎ากับต๎นของเฟส C โพลที่ 1 แล๎วนาปลายของเฟส C โพลที่ 1 ตํอเข๎ากับปลายของเฟส C โพลที่ 2
แล๎วนาต๎นของเฟส C โพลที่ 2 ตํอเข๎ากับต๎นของเฟส C โพลที่ 3 แล๎วนาปลายของเฟส C โพลที่ 3 ตํอ
เข๎ากับปลายของเฟส C โพลที่ 4 และนาต๎นของเฟส Cโพลที่ 4 ตํอเข๎ากบั สายไฟ

และเมื่อทาการตํอเสร็จเรียบร๎อยแล๎ว ถ๎าต๎องการตํอขดลวดท้ัง 3 เฟสเข๎าด๎วยกันเพื่อตํอเข๎ากับ
แหลงํ จาํ ยไฟฟูากระแสสลบั 3 เฟส โดยตํอเป็นแบบสตาร์หรือแบบวาย ให๎นาสายไฟ ที่เป็นจุด neutral
ตํอเข๎าด๎วยกนั แล๎วนาสายไฟที่เหลอื 3 ปลาย นาไปตํอเข๎ากบั แหลงํ จํายไฟฟูากระแสสลบั 3 เฟส

การกลบั ทศิ ทางการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ 3 เฟส

การกลับทิศทางการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ 3 เฟส ทาได๎โดยให๎สลับสายที่สวิตซ์ตัดตอน
หรือที่หลักตํอสายที่อยํูในกลํองตํอสายของมอเตอร์นั้น มอเตอร์ 3 เฟส จะปรับหรือเปลี่ยนความเร็ว
รอบในการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ได๎น้ัน แล๎วแตํจะสะดวก ตัวอยํางเชํน มอเตอร์ 3 เฟสตัวหนึ่ง
ขดลวดตํอเข๎าด๎วยกันตํอเป็นแบบสตาร์ (Y) สมมุติถ๎าสายไฟจากแหลํงจํายไฟฟูากระแสสลับ 3 เฟสที่
ตํอเข๎ากับหลักตํอสายของมอเตอร์ ทาให๎โรเตอร์ของมอเตอร์หมุนไปในทิศทางตามเข็มนาฬิกา

เหตขุ ัดข้องและการแก้ไขของมอเตอร์ 3 เฟส

เมื่อมอเตอร์ 3 เฟสขัดข๎อง อาจตรวจหาสาเหตขุ ดั ข๎องตํางๆ ดังตอํ ไปนี้

1. ไฟที่จํายใหก๎ ับมอเตอร์ไมํครบ 3 เฟส
2. ตอํ สายไมํแนํน
3. อปุ กรณ์ควบคุมการเปิด-ปิดวงจรของมอเตอร์หลวม
4. ใช๎งานเกินกาลัง
5. ตลับลกู ปืนหลวม
6. ไฟร่วั ลงดิน
7. การตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกันผิด
8. แทํงตัวนาที่ฝังในโรเตอร์ขาดหรือร๎าว
9. ขดลวดลดั วงจร
10.ขดลวดพนั รอบน๎อยไป
11.ลวดที่ใชพ๎ ันขดลวดมีขนาดเลก็ เกินไป
12.จานวนรอบของขดลวดมากเกินไป

๗. กิจกรรมการเรียนรู้

นาเข้าสู่บทเรียน
1. สงั เกตการเข๎าชั้นเรียน
2. สงั เกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจดุ ประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลักษณะของเน้ือหาทีเ่ รยี น

ข้นั สอน
1. สงั เกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครูผสู๎ อนและนกั เรียน
3. สังเกตจากการปฏิบตั ิงาน
4. สังเกตจากการสรุปผลการปฏิบัติงาน

ข้ันสรปุ
มอเตอร์ 3 เฟสทางานโดยอาศยั หลกั การเหนี่ยวนาไฟฟูา กลําวคือเมอ่ื จํายไฟฟูากระแสสลับ 3

เฟสให๎กบั มอเตอร์ กระแสไฟฟูา 3 เฟสจะไหลผํานขดลวดที่พันทีส่ เตเตอร์ทั้งสามเฟสและทาให๎เกิด
สนามแมํเหลก็ หมุนขึน้ ทีส่ เตเตอร์โดยหมุนดว๎ ยความเรว็ ซิงโครนัส(Synchronous speed)สนามแมเํ หลก็
หมุนนีจ้ ะไปตัดกบั ตัวนาทีโ่ รเตอร์ และเกิดแรงเคลือ่ นฟูาเหนี่ยวนาข้นึ ที่ตวั นาของโรเตอร์ แตเํ นื่องจาก
ตวั นาของดรเตอร์อยํูนาภาพครบวงจรทางฟูา เป็นผลทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาเหน่ยี วนาไหลผํานตวั นา
ของโรเตอร์ ทิศทางของกระแสไฟฟูาเหนีย่ วนาทีไ่ หลผํานตัวนาของโรเตอร์เป็นไปตามกฎของเลนซ์ และ
กระแสไฟฟูาเหนีย่ วนานี้จะพยายามสร๎างสนามแมเํ หล็กด๎านกับสนามแมเํ หล็กที่เกิดขึน้ ทีส่ เตเตอร์ อัน
เปน็ ผลทาให๎เกิดแรงบิดขึ้นและทาใหโ๎ รเตอร์หมุนไปได๎ ทิศทางการหมุนของโรเตอร์จะเป็นไปในทิศทาง
เดียวกบั สนามแมเํ หลก็ หมุนและพยายามหมนุ ให๎ทนั กับสนามแมํเหล็กหมุน

มอเตอร์ 3 เฟสเป็นมอเตอร์ที่มขี นาดประมาณตั้งแตํ ½ แรงม๎า จนถึง 300 แรงม๎า
คุณลักษณะของมอเตอร์ชนิดนี้ คือ มีความเรว็ รอบคงที่และสามารถทีจ่ ะสร๎างให๎มีแรงบิดตาํ งๆ กนั ได๎
มอเตอร์ 3 เฟสบางตัวมแี รงบิดขณะเริ่มหมนุ สูง บางตัวมีแรงบิดขณะเริ่มหมนุ ต่า บางตวั ถกู ออกแบบ
ให๎ใชก๎ ระแสไฟฟูาขณะสตาร์ต มคี ําเปน็ ปกติ

มอเตอร์ 3.เฟส มใี ช๎กันอยํางแพรํหลาย โดยเฉพาะอยํางยิง่ ในงานอุตสาหกรรม เชํน งานกลึง งาน
เจาโลหะ เคร่อื งตัดหนิ อํอนหรอื เกรนติ ปั๊มขนาดใหญํๆ เครือ่ งของหนกั ๆ เครือ่ งขดั หนิ อํอน ลิฟท์ตาม
อาคารใหญํ ๆ ป่ันจัน่

การตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกนั ของมอเตอร์ 3 เฟส เพื่อนาไปใช๎งานกับระบบไฟ 3 เฟสน้ันอาจ ตอํ ได๎
2 แบบคือ

การตอํ แบบสตาร์ (Star connection) การตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกนั ของมอเตอร์แบบสตาร์น้ี
อาจเรียกอีกอยํางหนง่ึ วาํ การตอํ แบบวาย (Wye connection หรอื Y-connection)
การตอํ แบบเดลต๎า (Delta connection)

1. คอยล์ / เฟส (Coil /phase) หมายถึงจานวนคอยล์ของขดลวดในแตลํ ะเฟส
2. คอยล์ / โพล (Coil /pole) หมายถึงจานวนคอยล์ของขดลวดในแตลํ ะโพล

3. กรู๏ป (Group) หมายถึง ขดลวดหรือคอยล์ที่ตํอนุกรมกัน ซึง่ ในแตํละโพลของมอเตอร์ 3
เฟส จะมีขดลวดอยูํ 3 กร๏ูป และในแตลํ ะกรู๏ปจะค่นั ไว๎ด๎วยฉนวนไฟฟูา กลําวคือ ในแตลํ ะ
โพลจะประกอบด๎วย กร๏ูปที่ 1 เปน็ ของเฟส A กร๏ูปที่ 2 เปน็ ของเฟส B กรู๏ปที่ 3 เปน็ ของ
เฟส C

4. คอลย์/กร๏ูป (Coil/Group) หมายถึง จานวนขดลวดหรอื คอยล์ที่ตํออนกุ รมกนั ของ
แตลํ ะกร๏ุป

การกลับทิศทางการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ 3 เฟส ทาได๎โดยใหส๎ ลับสายทีส่ วิตซ์ตดั ตอน
หรอื ทีห่ ลักตํอสายทีอ่ ยูํในกลํองตํอสายของมอเตอร์นนั้ มอเตอร์ 3 เฟส จะปรบั หรือเปลี่ยนความเรว็
รอบในการหมนุ ของโรเตอร์ของมอเตอรไ์ ด๎น้ัน แล๎วแตจํ ะสะดวก

8. สือ่ การเรียนรู้ (หลากหลาย)
สื่อออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน

๙. การวดั และประเมินผล
ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หดั
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 7

๑๐. เกณฑก์ ารประเมินผล
ในการทดสอบ นกั ศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํตา่ กวํา 60 %

แผนการจัดการเรียนรู้

ชือ่ วิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ รหสั วิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 8 วงรอบที่ - เร่อื ง มอเตอร์ไฟฟูาเหน่ยี วนา 3 เฟส แบบหลายความเรว็
สัปดาหท์ ่ี 14-15 วันที่ ...................................................... เวลา ...............................
สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดบั ชนั้ ปวช. 3 กลุ่ม 1-4 จานวน 85 คน
กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบัติงาน

๑. สาระสาคญั
มอเตอร์ไฟฟูาเป็นอุปกรณ์ที่ใช๎ในการเปลี่ยนแปลงพลังงานไฟฟูาให๎เป็นพลังงานกล โดยน า

พลังงานกลที่ได๎ไปใช๎ในการขับเคลื่อนเคร่ืองจักรหรืออุปกรณ์ที่ท าให๎เกิดแรงหมุนทางกล ซึ่งความเร็ว
รอบ ของมอเตอรไ์ ฟฟูาสามารถเปลีย่ นแปลงได๎ ดังนี้ คือ 1) แรงดันไฟฟูาที่จํายให๎กับมอเตอร์ไฟฟูา 2)
จ านวน ขั้วแมํเหล็กของมอเตอร์ไฟฟูา 3) การเปลี่ยนแปลงคําความต๎านทาน 4) ความถี่ของ
แหลํงจํายไฟที่ใช๎กับ มอเตอร์ไฟฟูา แตํถ๎าต๎องการควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ
3 เฟส แบบวาวด์โรเตอร์ จะต๎องใช๎วิธีการเปลี่ยนแปลงคําความต๎านทานในวงจรโรเ ตอร์
ส าหรับการเปลี่ยนแปลงความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ 3 เฟส แบบโรเตอร์
กรงกระรอก กรณีทีม่ อเตอร์ไฟฟูาที่ไมํได๎ตอํ ใช๎งานกบั โหลด การเปลี่ยนแปลงความเร็วรอบของมอเตอร์
ไฟฟูาสามารถท าได๎งําย และเม่ือมอเตอร์ไฟฟูาเริ่มหมุนโดยตํอใช๎งานกับโหลด การเปลี่ยนแปลง
ความเร็ว รอบด๎วยวิธีการเปลี่ยนแปลงความถี่จะชํวยใหม๎ อเตอร์ไฟฟูาท างานเริ่มหมุนได๎อยํางราบเรียบ
และมีประสิทธิภาพสูง พิจารณาเลือกใช๎อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่มีชื่อเรียกวํา “อินเวอร์เตอร์” ท า
หน๎าที่แปลง สัญญาณไฟฟูากระแสสลับให๎มีความถี่ที่สูงขึ้น ซึ่งอินเวอร์เตอร์ที่นิยมน ามาใช๎งานใน
ปจั จบุ ันเปน็ แบบ PWM

2.สมรรถนะการเรียนรปู้ ระจาหน่วย
มีความรู๎ ความเข๎าใจ สํวนประกอบทีส่ าคัญของมอเตอร์ 3 เฟส หลกั การทางานของมอเตอร์

3 เฟส ความเรว็ รอบของสนามแมํเหลก็ หมุน การเกิดสนามแมํเหล็กหมุน

๓. จุดประสงค์การเรียนรู้

3.1 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายสํวนประกอบทีส่ าคัญของมอเตอร์ 3 เฟสได๎
3.2 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายหลักการทางานของมอเตอร์ 3 เฟสได๎
3.3 ผเ๎ู รียนสามารถอธิบายการเกิดสนามแมเํ หล็กหมนุ ได๎
3.4 ผเู๎ รียนสามารถเขียนสูตรคานวณความเร็วรอบของสนามแมเํ หล็กหมนุ ได๎

ทกั ษะพิสยั (ทักษะ) Psychomotor Domain (P)
ผเ๎ู รียนสามารถคานวณความเร็วรอบของสนามแมํเหล็กหมุนได๎

จติ พิสยั (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรบั ผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถกู ต๎องตามระเบียบวิทยาลัยฯ

๔. บูรณาการหลักปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 หว่ ง

1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีทีไ่ มํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอ๎ู ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคทีอ่ ยูํในระดับพอประมาณ

นกั เรียน ใช๎วัสดุอุปกรณ์อยํางคุ๎มคํา
2. ความมีเหตผุ ล: หมายถึง การตดั สินใจเกีย่ วกับระดบั ของความพอเพียงนั้น จะต๎องเป็นไป
อยํางมเี หตผุ ลโดยพิจารณาจากเหตุปัจจยั ทีเ่ กี่ยวข๎องตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานนั้ ๆ อยํางรอบคอบ

นกั เรียน ปฏิบัติงานได๎ถกู ต๎องและสาเร็จภายในเวลาทีก่ าหนดอยํางมเี หตุผล
3. การมีภูมิคมุ้ กันท่ดี ีในตัว: หมายถึง การเตรียมตัวใหพ๎ ร๎อมรับผลกระทบและการ
เปลี่ยนแปลงด๎านตําง ๆ ทีจ่ ะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเปน็ ไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ที่คาดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตทั้งใกล๎และไกล

นกั เรียน ได๎รบั ความรเ๎ู กี่ยวกับโทษภัยของยาเสพติด และการหลีกเลี่ยงหํางไกลยาเสพติด
เพือ่ ให๎มภี ูมคิ ุ๎มกันอยํางย่ังยืน

2 เง่อื นไข
คือ การตดั สินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยูํในระดบั พอเพียงน้ันต๎องอาศยั ท้ังความรู๎

และคุณธรรมเปน็ พืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เงื่อนไขความรู้: ประกอบด๎วย ความรอบรู๎เกีย่ วกับวิชาการตาํ ง ๆ ที่เกี่ยวข๎องอยํางรอบด๎าน

ความรอบคอบทีจ่ ะนาความร๎ูเหลาํ น้ันมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความ
ระมัดระวังในขั้นปฏิบตั ิ

นกั เรียนมคี วามรเู๎ กี่ยวกบั หลักการทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนีย่ วนา
2. เงอ่ื นไขคุณธรรม: ทีจ่ ะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนักในคณุ ธรรม มีความ
ซือ่ สตั ย์สุจรติ และมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต

นักเรียน นกั ศึกษา รู๎จกั การทางานเปน็ กลุํม การรบั ฟงั ความคิดเหน็ เหตผุ ลของผ๎ูอื่นและปฏิบัติ
หนา๎ ทีท่ ีไ่ ด๎รับมอบหมาย

๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลกู จติ สานึกใหน๎ กั เรียน นักศึกษา มคี ณุ ธรรม จริยธรรม รู๎รบั ผิดชอบช่ัวดี มีความภูมใิ จในความ

เป็นไทย และสํงเสริมกิจกรรมทีส่ ร๎างความสามัคคี เอ้ือเฟื้อเผ่อื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กูล และรกั ใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา

๖. เนื้อหาการเรียนรู้

มอเตอร์ไฟฟูาจัดเปน็ เครือ่ งกลไฟฟูาทีใ่ ชใ๎ นการเปลี่ยนพลังงานไฟฟูาให๎เป็นพลังงานกล โดยน า
พลังงานที่ได๎นี้ไปใช๎ในการขับโหลดหรือขับเคลื่อนเคร่ืองจักรอื่น ๆ ตํอไป และความเร็วรอบมอเตอร์
ไฟฟูา สามารถควบคุมได๎โดยวิธีการเปลี่ยนแปลงคําของแรงดันไฟฟูาที่ปูอนให๎กับมอเตอร์ไฟฟูา เม่ือท
าการปูอน แรงดันไฟฟูาใหก๎ บั มอเตอร์ไฟฟูาเตม็ พกิ ัด ถ๎าต๎องการเปลี่ยนความเรว็ รอบของมอเตอร์ไฟฟูา
ให๎สูงขึ้น สามารถท าได๎โดยการเพิ่มความถี่ของกระแสไฟฟูาที่ปูอนให๎กับมอเตอร์ไฟฟูา ซึ่งวิธีการ
เปลี่ยนแปลงความถี่ ของกระแสไฟฟูา สามารถที่จะควบคุมความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟูาได๎ใน
ขณะที่พิกัดของแรงดันไฟฟูา ที่ปูอนให๎ขดลวดสเตเตอร์อยูํในสภาวะคงที่ อีกวิธีหนึ่งที่สามารถปรับ
ความเร็วให๎กบั มอเตอร์ไฟฟูาได๎ก็คือ การเปลี่ยนแปลงจ านวน ขั้วแมํเหล็กที่ขดลวดสเตเตอร์ ซึ่งท าให๎
ความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟูามีการเปลี่ยนแปลงด๎วยการตํอปลาย สายของขดลวดสเตเตอร์ และถ๎า
ต๎องการให๎มีความสะดวกในการปรับความเร็วของมอเตอร์ไฟฟูาก็สามารถ เลือกใช๎อุปกรณ์ที่ชํวยใน
การปรับความเร็วของมอเตอร์ไฟฟูาได๎เรียกวํา “อินเวอร์เตอร์” (Inverter) ซึ่งท างาน โดยอาศัย
หลักการเปลี่ยนแปลงคําความถี่ที่จํายให๎กับมอเตอร์ไฟฟูา ในการควบคุมความเร็วรอบด๎วยการ
เปลี่ยนแปลงคําความตา๎ นทานจะใช๎กับมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ 3 เฟส โรเตอร์แบบพนั ขดลวด

มอเตอร์ 3 เฟสหลายความเรว็

ในมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับชนิดเหนี่ยวนาหรืออินดักช่ันมอเตอร์นี้ สนามแมํเหล็กหมุนที่
เกิดข้ึนที่สเตเตอร์เป็นสิ่งที่ทาให๎โรเตอร์ของมอเตอร์หมุนและพยายามที่จะหมุนให๎ทันความเร็วรอบของ
สนามแมเํ หล็กหมุนหรอื วามเรว็ ซิงโครนสั ดังนั้น การที่จะปรับหรือเปลี่ยนความเร็วรอบในการหมุนของ
โรเตอร์ของมอเตอร์ได๎น้ัน จะต๎องทาการปรับหรือเปลี่ยนหรือควบคุมความเร็วรอบของสนามแมํเหล็ก
หมุนทีเ่ กิดขึ้นที่สเตเตอร์นนั้

การควบคุมความเร็วรอบในการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ ชนิดเหนี่ยวนาหรือินดักชั่น
มอเตอร์สามารถทาได๎โดยควบคุมความถี่ไฟฟูาของแรงดันไฟฟูาที่จํายให๎กับมอเตอร์ หรือควบคุม
จานวนขั้วแมํเหลก็ หรอื จานวนโพลของมอเตอรน์ ั้น การควบคุมความเร็วรอบในการหมุนของโรเตอร์โดย
การปรับความถี่ไฟฟูานี้ จะใช๎เคร่ืองปรับความถี่ เป็นตัวควบคุม และเคร่ืองปรับความถี่ไฟฟูานี้จะเป็น
เครือ่ งมือที่ใชอ๎ ปุ กรณ์ทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์เข๎าชํวย การควบคมุ ด๎วยวิธีนีส้ ามารถปรับความเร็วรอบในการ
หมนุ ของโรเตอร์ของมอเตอร์ให๎หมุนที่ความเร็วรอบตํางๆ กันได๎ละเอียดคล๎ายกับการควบคุมความเร็ว
รอบในมอเตอร์ไฟฟูากระแสตรง สํวนการควบคุมความเร็วรอบในการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์
ด๎วยการเปลี่ยนจาวนข้ัวแมํเหลก็ หรือจานวนโพลของมอเตอร์นี้ปกติจะสร๎างให๎มีความเร็วรอบ 2 ระดับ
และอาจแยกออกเป็นประเภทใหญํ ๆ ได๎ 2 ประเภท คือ ชนิดขดลวด 2 ชุด และชนิดขดลวดชุดเดียว
ชนิดขดลวด 2 ชุด การควบคุมความเร็วรอบในการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ด๎วยวิธีการเปลี่ยน
จานวนขั้วแมํเหล็กหรือจานวนโพลของมอเตอร์โดยใช๎ขดลวดที่พันที่สเตเตอร์ 2 ชุดนี้ ขดลวดแตํละชุด
จะให๎ความเร็วรอบที่ตํางกัน ทั้งนี้ขึ้นอยูํกับขดลวดแตํละชุดน้ันถูกพันไว๎มีจานวนข้ัวแมํเหล็กเป็นเทําไร
กลําวคือขณะทีต่ อํ ให๎มอเตอร์หมนุ ด๎วยความเรว็ รอบหนึ่งเราจะจาํ ยไฟ 3 เฟสใหก๎ ับขดลวดชุดใดชุดหนึ่ง
ทางานเพียงชุดเดียว สํวนขดลวดชุดที่เหลือที่ไมํได๎ใช๎งานจะถูกปลํอยไว๎ให๎เป็นอิสระ แตํถ๎าต๎องการ
เปลี่ยนความเร็วรอบในการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ก็จะเปลี่ยนไปจํายไฟ 3 เฟสให๎กับขดลวดอีก
ชุดหนง่ึ และขดลวดชุดเดิมปลํอยให๎เปน็ อิสระแทน

ชนิดขดลวดชุดเดียว การควบคุมความเร็วรอบในการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอร์ด๎วยวิธีการ
เปลีย่ นจานวนขั้วแมํเหลก็ หรอื จานวนโพลของมอเตอรโ์ ดยใช๎ขดลวดที่พนั ที่สเตเตอร์ชุดเดียวนี้ ทาได๎โดย
การเปลี่ยนการตอํ ขดลวดระหวาํ งกร๏ูปเข๎าดว๎ ยกนั ซึ่งอัตราการเปลีย่ นความเรว็ รอบจะเปน็ 1 : 2

การควบคุมความเร็วด๎วยวิธีการเปลี่ยนแปลงคําแรงดันไฟฟูา การเปลี่ยนแปลงคํา
แรงดันไฟฟูาที่ปูอนให๎กับมอเตอร์ไฟฟูา ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงคําสลิปนั้น แม๎วําแรงดันไฟฟูาที่จําย
ให๎กับมอเตอร์ไฟฟูาจะเปลี่ยนแปลงไป 10 เปอร์เซ็นต์ คําของความเร็วจะ เปลี่ยนแปลงน๎อยมาก ถ๎า
เปลี่ยนแปลงคําของแรงดันไฟฟูาตํอไปอีกก็จะท าให๎คําแรงบิดสูงสุดและก าลัง สูงสุดของมอเตอร์

ไฟฟูาเปลี่ยนแปลงอยํางมาก จึงไมํสามารถน าไปใช๎งานได๎อยํางถูกต๎อง ซึ่งในการควบคุม แบบนี้ต๎อง
อาศัยแรงเฉือ่ ยของโหลดเพื่อท าให๎ความเร็วรอบน้ันมกี ารเปลีย่ นแปลง การควบคุมความเร็วมอเตอร์
ไฟฟูาด๎วยวิธีการเปลี่ยนแปลงคําแรงดันไฟฟูา สามารถน าไปใช๎ใน การควบคุมการเริ่มหมุนและ ปรับ
ความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟูาได๎ โดยเริ่มจากการปรับแรงดันไฟฟูาให๎ เพิ่มขึ้นซึ่งจะชํวยลดการ
กระชากของกระแสไฟฟูาในขณะที่เริ่มหมุนได๎ การลดกระแสไฟฟูาในขณะเริ่ม หมุนน้ันมีความจ าเป็น
มากส าหรับการใช๎งานมอเตอร์ไฟฟูาขนาดใหญํและจะชํวยลดความเสียหายที่จะเกิด ขึ้นกับโหลดได๎
สํวนการปรบั ความเรว็ รอบจะใชห๎ ลักการปรับแรงดนั ไฟฟูาโดยใหค๎ วามถี่มีคําคงที่เป็นการปรับความเร็ว
รอบทีง่ ํายแตํก็มีข๎อจ ากัด คือ การปรับความเร็วรอบให๎ลดลงโดยลดแรงดันไฟฟูา จะสํงผลท าให๎
แรงบิดลดลง จงึ เปน็ สาเหตทุ าใหม๎ อเตอร์ไฟฟูาไมํสามารถฉุดโหลดตํอไปได๎ ทั้งนี้การควบคุม ความเร็ว
ด๎วยวิธีการเปลีย่ นแปลงคําแรงดันไฟฟูาเปน็ วิธีที่เหมาะกบั มอเตอร์ไฟฟูาที่มโี รเตอร์แบบคอมมิวเทเตอร์

การควบคมุ ความเรว็ ด๎วยวิธีการเปลี่ยนแปลงจ านวนขั้วแมํเหล็ก มอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวน า 3
เฟส โรเตอร์แบบกรงกระรอก เม่ือมีการเปลี่ยนแปลงการตํอปลายสาย ขดลวดที่สเตเตอร์ก็จะท าให๎
ข้ัวแมํเหลก็ ที่เกิดขึน้ ที่สเตเตอร์เปลี่ยนแปลง เป็นผลท าให๎ความเร็วรอบของ มอเตอร์ไฟฟูาเปลี่ยนแปลง
ไปด๎วย ลักษณะการเปลี่ยนแปลงความเร็วจะเป็นขั้น ๆ ซึ่งในการเปลี่ยนแปลง ความเร็วด๎วยวิธีการนี้
ใช๎ได๎เฉพาะมอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวน า 3 เฟส โรเตอร์แบบกรงกระรอก การปรับความเร็ว ของมอเตอร์
ไฟฟูาเหนี่ยวน าโดยการเปลี่ยนแปลงจ านวนข้ัวแมํเหล็ก สามารถแบํงได๎ 2 ลักษณะ คือการใช๎
ขดลวดสเตเตอร์เพียงชุดเดียวและการใช๎ขดลวดสเตเตอร์หลายชุดเพื่อควบคุมความเร็วรอบ

การใช๎ขดลวดสเตเตอร์เพียงชุดเดียว การเปลี่ยนแปลงวิธีการตํอสายของขดลวด
สเตเตอร์ โดยอาศัยหลักการของคอนซีเควนโพล (Consequence Pole) หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งวํา
“มอเตอร์แบบดาลานเดอร์” (Dahlander Motor) ซึ่งวิธีนี้ใช๎ได๎ กับมอเตอร์ไฟฟูา 2 ความเร็ว โดยมี
อัตราสํวนของความเร็วรอบ 2 : 1 เม่ือพิจารณามอเตอร์แบบดาลานเดอร์ที่เปลี่ยนขั้วแมํเหล็กจาก
2 ข้ัวเป็น 4 ขั้ว ซึ่งความเร็วรอบ จะเปลี่ยนแปลงจาก 3,000 รอบตํอนาที ไปเป็น 1,500 รอบตํอ
นาที หรอื จากขั้วแมเํ หล็ก 4 ข้ัวเป็น 8 ข้ัว จะท า ให๎ความเร็วรอบจะเปลี่ยนแปลงจาก 1,500 รอบตํอ
นาที ไปเป็น 750 รอบตํอนาที

สายปูอนแรงดันไฟฟูาอินพตุ 3 เฟส ลักษณะขั้วตํอสาย L1 L2 L3 ตํ า 1U 1V 1W 2U, 2V,
2W เปิดวงจร สงู 2U 2V 2W 1U, 1V, 1W ตํอเข๎าด๎วยกัน

การใช๎ขดลวดสเตเตอร์หลายชุด เม่ือต๎องการอัตราสํวนของความเร็วอื่น ๆ ต๎องใช๎
มอเตอร์ไฟฟูาที่มีขดลวดสเตเตอร์ 2 ชุด โดย ชุดที่ 1 มีความเร็วรอบเดียว และชุดที่ 2 มีอีก 2
ความเร็วรอบ ท้ังนี้ความเร็วรอบขึ้นอยํูกับจ านวนขั้วแมํเหล็ก ก าหนดให๎มอเตอร์ไฟฟูามีข้ัวแมํเหล็ก
เป็นแบบ 8/6/4 ขั้วแมํเหล็ก ความเร็วที่ 6 ข้ัวแมํเหล็ก ใช๎กับขดลวด ชุดที่ 1 และความเร็วที่ 8 และ
4 ข้ัวแมํเหล็ก ใช๎ขดลวดชุดเดียวกัน การตํอขดลวดมอเตอร์แบบดาลานเดอร์ สังเกตจากอัตราสํวน
ของขว้ั แมเํ หลก็ จะเป็น 2 : 1 ขดลวดท้ัง 2 ชดุ อยูํในมอเตอร์ไฟฟูาเดียวกัน เม่ือพิจารณา ตัวเลข 1, 2,
3 และตัวอักษร U,V,W แสดงถึงจุดตํอของขดลวดที่สเตเตอร์ หมายเลข 1 คือ ความเร็วรอบตํ าสุด
(8 ข้ัวแมํเหล็ก) หมายเลข 2 คือ ความเร็วรอบปานกลาง (6 ขั้วแมํเหล็ก) หมายเลข 3 คือ ความเร็ว
รอบสูงสุด (4 ขั้วแมํเหล็ก) ตัวเลข 8/4+6P คือ ขดลวดสเตเตอร์มี 2 ชุด (8/4 ขดลวดมี 2 ความเร็ว
และ 6P ขดลวดมีความเรว็ เดียว)

ในการควบคุมความเร็วรอบด๎วยวิธีการตํอปลายสายขดลวดสเตเตอร์ ผ๎ูใช๎งานจะต๎องมีความรู๎
เรื่องการควบคุมมอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวน า 3 เฟส และเข๎าใจถึงวิธีการตํอขดลวดที่สามารถเริ่มหมุนใน
ทิศทาง ที่ก าหนดได๎อยํางถกู ต๎อง

การควบคมุ ความเรว็ ด๎วยวิธีการเปลี่ยนแปลงคําความต๎านทาน
1. การควบคุมความเร็วรอบโดยการเปลี่ยนแปลงความต๎านทานในวงจรโรเตอร์ใช๎ได๎เฉพาะ
มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั 3 เฟส แบบโรเตอร์พันขดลวด หรือ แบบวาวด์โรเตอร์เพียงอยํางเดียว การ
ปรับ ความเร็วรอบ สามารถท าได๎โดยการตอํ ความต๎านทานภายนอก ซึ่งจะท าให๎แรงบิดความเร็วของ
โรเตอร์ เปลี่ยนแปลงไป การเพิ่มความต๎านทานเข๎าไปในวงจรโรเตอร์มาก ๆ จะท าให๎มอเตอร์ไฟฟูามี
การสูญเสียมาก ขึ้นและมีคําสลิปสูงขึ้น (ความเร็วรอบลดลง) เป็นสาเหตุที่ท าให๎มอเตอร์ไฟฟูามี
ประสิทธิภาพลดลง
2.ใช๎มอเตอร์ไฟฟูา 2 ตัว ท างานรํวมกันวิธีนี้เรียกวํา “คาสเคด” (Cascade) วิธีนี้ใช๎มอเตอร์
ไฟฟูา แบบวาวด์โรเตอร์ จ านวน 2 ตัว มาตํอรํวมเพลาหรือแกนหมุนเดียวกัน โดยตํอเข๎ากับคัปปลิ้ง
(Coupling) หรอื ชุดเกียร์บ็อก (Gear Box) วิธีการนี้สามารถน าไปใช๎งานที่มีความเร็วตําง ๆ กันได๎อยําง
น๎อย 3 ความเร็ว โดยการตํอขดลวดสเตเตอร์มอเตอร์ไฟฟูาตัวที่ 1 เข๎ากับแหลํงจํายไฟ ตํอวงจรโร
เตอร์ของมอเตอร์ไฟฟูา ตัวที่ 1 เข๎ากับสเตเตอร์ของมอเตอร์ไฟฟูาตัวที่ 2 และจากสลิปริงของ
มอเตอร์ตัวที่ 2 ตํอเข๎ากบั ชดุ ความ ต๎านทานแบบปรับคําได๎ หรือเรียกวํา “รีโอสแตด” เม่ือพิจารณาถึง

หลักการเปลี่ยนแปลงความเร็วรอบของ มอเตอร์ไฟฟูา จะมีองค์ประส าคัญหลายประการ คือ คําสลิป
แรงบิดของโหลด แรงดันไฟฟูาที่ปูอน จ านวน ข้ัวแมํเหล็ก และความถีไ่ ฟฟูา U V W

การควบคุมความเรว็ ด๎วยวิธีการเปลี่ยนแปลงคําความถี่ การเริ่มหมุนของมอเตอร์ไฟฟูาจะ
มีคําตัวประกอบก าลังในโรเตอร์ตํ า ซึ่งในระบบที่สามารถ เปลี่ยนแปลงคําความถี่ได๎ในขณะเริ่มหมุน
มอเตอร์ไฟฟูาต๎องลดความถี่ลง เพื่อให๎ตัวประกอบก าลังของ โรเตอร์มีคําสูงขึ้นและเป็นการเพิ่ม
แรงบิดเริ่มหมุนตํอแอมแปร์ให๎สูงขึ้น โดยการปรับเส๎นแรงแมํเหล็กให๎ เพิ่มขึ้นด๎วยวิธีการควบคุมโดย
อัตราสํวนของแรงดันไฟฟูาตํอความถี่ ดังสมการ V/F เม่ือต๎องการให๎แรงบิด มีคําคงที่ก็จะต๎องรักษา
แรงดันไฟฟูาตํอความถี่ให๎มีคําคงที่ด๎วย การลดความถี่ลงจะลดคํากระแสไฟฟูาขณะ เริ่มหมุนและชํวย
เพิม่ แรงบิดเริม่ หมนุ ของมอเตอรไ์ ฟฟูา จึงเป็นข๎อดใี นการเปลีย่ นแปลงความเร็วด๎วยการ ควบคุมความถี่
โดยความเร็วของมอเตอร์ไฟฟูาจะเปลี่ยนแปลงสมํ าเสมอและสามารถควบคุมแรงบิดได๎ อินเวอร์เตอร์
ที่นิยมใช๎งานในปัจจุบันเป็นแบบ PWM (Pulse Width Modulation) อาศัยหลักการปรับ ความกว๎าง
ของพัลส์โดยการน าเอา 2 สัญญาณมาเปรียบเทียบกัน คือ สัญญาณสามเหลี่ยม (Triangle Wave) กับ
สัญญาณทีต่ อ๎ งการปรับความกว๎างของพลั ส์ เชํน ถ๎าน าสัญญาณไฟฟูากระแสตรง (A) มาเปรียบเทียบ
กับ สญั ญาณสามเหลี่ยม (B) จะได๎สญั ญาณพลั ส์ทีม่ ีความกว๎างคงที่ (C)

ปจั จบุ ันอินเวอร์เตอร์ (Inverter) เรียกอีกชื่อหนึ่งวํา “เอซีไดร์ฟ” (AC Drive) ได๎พัฒนาไป
อยําง รวดเร็วและมีการใช๎งานอยํางแพรํหลายในภาคอุตสาหกรรม โดยอุปกรณ์อินเวอร์เตอร์สามารถ
ควบคุม ความเรว็ รอบมอเตอร์ไฟฟูาเหน่ยี วน า 3 เฟส ได๎อยํางมปี ระสิทธิภาพ

การหยุดหมุนอยํางนิ่มนวล การควบคุมและต้ังคําความเร็วได๎หลายระดับ หน๎าจอแสดงผล
โวลต์ (V) , แอมแปร์ (A) , รอบตํอนาที (RPM) , เฮิรตซ์ (Hz) ทั้งนี้ยังมีอินเวอร์เตอร์ใน รุํน H 2200 ซึ่ง
จาํ ยแรงดันไฟฟูา เข๎า 1 เฟส ระดับแรงดันไฟฟูา 220 โวลต์ จํายแรงดันไฟฟูาออก 3 เฟส ระดับ
แรงดนั ไฟฟูา 220 โวลต์ โดย ออกแบบให๎มกี ารใชง๎ านทีส่ ะดวกมาก พิจารณาจากสมการ จึงสรุปได๎วํา
มีตัวแปรอยูํ 2 ตัว ท าให๎ความเร็วรอบของสนามแมํเหล็กหมุน หรือความเร็วซิงโครนัสเปลี่ยนแปลงได๎
คือ จ านวนข้ัวแมํเหล็ก (P) และความถี่ (f) ของแหลํงจํายไฟฟูาที่ ปูอนให๎มอเตอร์ไฟฟูา ส าหรับจ
านวนข้ัวแมํเหล็กจะเป็นปฏิภาคผกผันกับความเร็วซิงโครนัส เม่ือจ านวน ข้ัวแมํเหล็กมากความเร็ว
ซิงโครนัสจะน๎อยลง และเม่ือจ านวนขั้วแมํเหล็กน๎อยความเร็วซิงโครนัสมากขึ้น การปรับความเร็วรอบ
ด๎วยวิธีการนี้มี 2 แบบ คือ แบบคอนซีเควนโพลกับและแบบใช๎ขดลวดหลายชุดส าหรับการ
เปลี่ยนแปลงจ านวนข้ัวแมํเหล็กจะท าให๎ความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟูาที่ได๎มี การเปลี่ยนแปลง
เป็นขั้นๆไมํเรียบสมํ าเสมอ ซึ่งความถี่จะเป็นปฏิภาคโดยตรงกับความเร็วซิงโครนัส เม่ือ ความถี่มาก
ความเร็วซิงโครนัสจะมากตามไปด๎วย ในทางตรงกันข๎ามถ๎าความถี่ลดลงความเร็วซิงโครนัส

ก็จะลดลงด๎วย การปรับความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟูาด๎วยการใช๎อินเวอร์เตอร์ควบคุมการเริ่มหมุน
ของ มอเตอร์ไฟฟูา ซึ่งสามารถปรับความถี่หรืออัตราสํวน V/F ได๎ตามต๎องการ ถ๎าความถี่ของ
กระแสไฟฟูา มีคาํ คงทีค่ ือ 50 เฮิรตซ์ หรอื ที่ 60 เฮิรตซ์ ความเร็วรอบของมอเตอร์ไฟฟูาในแตํละ
ตัวจะมีความเร็วรอบ ที่แตกตํางกนั โดยขึ้นอยูํกับจ านวนขั้วแมํเหล็กของมอเตอร์ไฟฟูาแตํละตวั

จากตารางสรุปความสัมพนั ธ์ของความเรว็ รอบของมอเตอร์ไฟฟูาที่มีจ านวนข้ัวแมํเหล็ก
ที่ แตกตํางกันจะเห็นวํา วิธีการควบคุมความเร็วรอบด๎วยการเปลี่ยนจ านวนข้ัวแมํเหล็กนั้น ความเร็ว
รอบจะ เปลี่ยนแปลงไปครั้งละมาก ๆ เชํน เปลี่ยนจาก 3,000 รอบตํอนาที ไปเป็น 1,500 รอบตํอ
นาที หรอื จาก ความเร็วรอบ 1,500 รอบตํอนาที ไปเป็น 3,000 รอบตํอนาที (กรณีที่เปลี่ยนจากการ
ตํอแบบ 2 ข้ัวแมํเหล็กไป เป็นการตํอแบบ 4 ข้ัวแมํเหล็ก หรือเปลี่ยนจาก 4 ข้ัวแมํเหล็กลดลงมาเหลือ
เพียง 2 ข้ัวแมํเหล็ก) ซึ่งการเปลี่ยนแปลงความเร็วรอบในลักษณะนี้ความเร็วรอบที่เปลี่ยนแปลงจะไมํ
ละเอียดท าได๎ เฉพาะในขณะที่ไมํมีโหลดและที่ส าคัญ คือ ต๎องใช๎มอเตอร์ไฟฟูาที่ออกแบบเป็นพิเศษที่
สามารถ เปลี่ยนแปลงจ านวนข้ัวแมํเหล็กได๎เทํานั้น ท าให๎ไมํเหมาะสมกับความต๎องการของงานใน
หลายประเภทที่ ต๎องการควบคุมความเร็วรอบในขณะมีโหลด เพื่อให๎ความเร็วเหมาะสมกับความเร็ว
ของกระบวนการ ผลิต ดังน้ันในกระบวนการผลิตทั่วไปจึงนิยมใช๎อินเวอร์เตอร์ในการควบคุมความเร็ว
รอบของมอเตอร์ไฟฟูา เนื่องจากสามารถที่จะควบคุมให๎มอเตอร์ไฟฟูาหมุนด๎วยความเร็วรอบคงที่และ
สามารถปรบั ความเรว็ รอบไป ที่ความเร็วตําง ๆ ได๎อยํางรวดเรว็ และมีความเทีย่ งตรงสงู

การควบคุมมอเตอร์ไฟฟูาดว๎ ยอปุ กรณ์อินเวอร์เตอร์
1) การเริ่มหมุนมอเตอร์ไฟฟูา ท าได๎โดยตั้งความถี่ให๎กับอินเวอร์เตอร์ด๎วยความถี่ขณะเริ่ม
หมนุ มอเตอร์ไฟฟูาท าให๎เกิดแรงบิด หลังจากน้ันอินเวอร์เตอร์จะเพิ่มความถี่ไฟฟูาขึ้นจนกระทั่งแรงบิด
ของ มอเตอร์ไฟฟูาสูงกวําแรงบิดเต็มพิกัด
2) การเรํงความเร็วรอบและการเดินเคร่ืองด๎วยความเร็วรอบคงที่ หลังจากเริ่มเดินเคร่ือง
อินเวอร์เตอร์และมอเตอร์ไฟฟูา ความถี่ขาออกจะเพิ่มขึ้นจนถึงความถี่ที่ต๎องการ ชํวงเวลาในการเพิ่ม
ความถี่ นี้คือเวลาการเพิ่มความเร็วรอบและเม่ือความถี่ขาออกเทํากับความถี่ที่ต๎องการ ก ารเพิ่ม
ความเร็วรอบก็สิน้ สดุ และอินเวอร์เตอรจ์ ะเข๎าสํูการท างานในชวํ งเวลาการเดินเคร่ืองด๎วยความเร็วรอบ
คงที่
3) การลดความเร็วรอบมอเตอร์ไฟฟูา ท าได๎โดยต้ังความถี่ให๎ตํ ากวําความถี่ขาออก
อินเวอร์เตอร์ จะลดความถี่ลงมาตามชํวงเวลาการลดความเร็วรอบที่ได๎ต้ังไว๎ ในขณะลดความถี่
ความเร็วรอบของมอเตอร์ ไฟฟูาจะมีคาํ มากกวําความถีข่ าออกของอินเวอร์เตอร์ มอเตอร์ไฟฟูาท างาน
เหมือนเคร่ืองก าเนิดไฟฟูาผลิต พลังงานไฟฟูาจํายกลับไปให๎อินเวอร์เตอร์ (Regeneration) และ
แรงดันไฟฟูากระแสตรงมีคําเพิ่มขึ้น (แรงดันไฟฟูาตกครํอมในตัวเก็บประจุ) ดังนั้นภายในอินเวอร์เตอร์

จะมีวงจรที่ท าหน๎าที่รับพลังงานที่เกิดจากการผลิตพลังงานไฟฟูา ย๎อนกลับ ซึ่งจะมีผลท าให๎เกิดการ
เบรกของมอเตอร์ไฟฟูา และเรียกวงจรนีว้ ํา “วงจรเบรกคืนพลงั งาน”

ในชํวงของการลดความเร็วจะท างานในลักษณะนี้หลาย ๆ คร้ัง ถ๎าพลังงานมีคําน๎อย (แรงบิด
ที่จ าเป็นส าหรับ การลดความเร็วมีขนาดเล็ก) อัตราการใช๎งานวงจรเบรกก็จะตํ าซึ่งบางคร้ังเป็น
สาเหตใุ หไ๎ มํสามารถท างานได๎ และอัตราการใช๎งานวงจรเบรกนี้ ได๎รับการออกแบบโดยพิจารณาเร่ือง
การระบายความร๎อนไว๎ที่ ประมาณ 2 - 3 เปอร์เซน็ ต์ ถ๎ามีการใช๎เบรกบํอยคร้ังหรือใช๎เบรกนาน
เกินไปจะท าให๎เกิดปัญหาเร่ือง การระบายความร๎อนของตัวต๎านทานและอาจท าให๎อุปกรณ์ที่ท
าหนา๎ ที่สวิตช์เสื่อมได๎

การเลือกขนาดอินเวอร์เตอรใ์ ห๎เหมาะสมกบั มอเตอร์ไฟฟูา
1) ความสามารถในการขับมอเตอร์ไฟฟูาขณะเพิ่มความเร็วรอบและความเร็วรอบคงที่ ต๎อง
พิจารณาวําอินเวอร์เตอร์สามารถจํายกระแสไฟฟูาให๎มอเตอร์ไฟฟูาได๎ตามที่ต๎องการหรือไมํ
2) ความสามารถในการขับมอเตอร์ไฟฟูาขณะลดความเร็วรอบ เม่ือมอเตอร์ไฟฟูาลดความเร็ว
จะ ท างานเป็นเครื่องกาเนิดไฟฟูาและคืนพลังงานไฟฟูากลับไปให๎อินเวอร์เตอร์ ดังน้ันอินเวอร์เตอร์ต๎อง
มี ความสามารถในการรบั คืนและใช๎พลงั งานไฟฟูานใี้ ห๎หมดไป
3) การเลือกขนาดของอินเวอร์เตอร์ พิจารณาจากขนาดและจานวนมอเตอร์ไฟฟูา ให๎เลือก
อินเวอร์เตอร์ที่มีพิกัดกระแสไฟฟูามากกวํ าผลรวมกระแสไฟฟูาของมอเตอร์ไฟฟูาทุกตัว
จดุ เดํนของอนิ เวอร์เตอร์อกี อยํางหนึ่ง คอื สามารถขับมอเตอร์ไฟฟูาหลาย ๆ ตัวด๎วยอินเวอร์เตอร์ เพียง
ตัวเดียว แตํวิธีการเดินเคร่ืองบางแบบอาจต๎องเลือกขนาดอินเวอร์เตอร์ที่มีขนาดใหญํมาก ซึ่งไมํเป็น
การ ประหยัดและเกิดการผิดพลาดในการเลือกขนาดได๎งําย อินเวอร์เตอร์ที่ท างานในโหมดการ
ควบคุมเวกเตอร์ เส๎นแรงแมํเหล็กจะไมํสามารถขับมอเตอร์ไฟฟูาได๎หลายตัวพร๎อมกันจะต๎องเปลี่ยน
โหมดการควบคุมไปเป็น แบบแรงดันไฟฟูาตํอความถี่ไฟฟูาเทํานั้น จึงจะสามารถขับมอเตอร์ไฟฟูาได๎
หลายตัว

๗. กิจกรรมการเรียนรู้

นาเข้าสู่บทเรียน
1. สงั เกตการเข๎าช้ันเรียน
2. สังเกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจดุ ประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลักษณะของเน้ือหาที่เรยี น

ขัน้ สอน
1. สงั เกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครผู ส๎ู อนและนกั เรียน
3. สงั เกตจากการปฏิบัติงาน
4. สังเกตจากการสรุปผลการปฏิบัติงาน

ข้นั สรุป
มอเตอร์ 3 เฟสทางานโดยอาศัยหลกั การเหนีย่ วนาไฟฟูา กลําวคือเมอ่ื จํายไฟฟูากระแสสลบั 3

เฟสให๎กบั มอเตอร์ กระแสไฟฟูา 3 เฟสจะไหลผํานขดลวดที่พนั ทีส่ เตเตอร์ทั้งสามเฟสและทาให๎เกิด
สนามแมํเหล็กหมุนขึน้ ทีส่ เตเตอร์โดยหมุนด๎วยความเรว็ ซิงโครนัส(Synchronous speed)สนามแมเํ หลก็
หมนุ นจี้ ะไปตดั กบั ตวั นาที่โรเตอร์ และเกิดแรงเคลือ่ นฟูาเหนีย่ วนาข้นึ ทีต่ ัวนาของโรเตอร์ แตเํ นื่องจาก
ตวั นาของดรเตอรอ์ ยูํนาภาพครบวงจรทางฟูา เปน็ ผลทาให๎เกิดกระแสไฟฟูาเหน่ยี วนาไหลผํานตวั นา
ของโรเตอร์ ทิศทางของกระแสไฟฟูาเหนี่ยวนาที่ไหลผํานตัวนาของโรเตอร์เป็นไปตามกฎของเลนซ์ และ
กระแสไฟฟูาเหนี่ยวนานี้จะพยายามสร๎างสนามแมเํ หล็กด๎านกับสนามแมเํ หลก็ ทีเ่ กิดขึน้ ทีส่ เตเตอร์ อัน
เป็นผลทาให๎เกิดแรงบิดขึ้นและทาใหโ๎ รเตอร์หมนุ ไปได๎ ทิศทางการหมุนของโรเตอร์จะเป็นไปในทิศทาง
เดียวกับสนามแมเํ หลก็ หมนุ และพยายามหมุนให๎ทันกับสนามแมํเหล็กหมุน

มอเตอร์ 3 เฟสเปน็ มอเตอร์ที่มขี นาดประมาณต้ังแตํ ½ แรงม๎า จนถึง 300 แรงม๎า
คณุ ลกั ษณะของมอเตอร์ชนิดนี้ คอื มคี วามเร็วรอบคงทีแ่ ละสามารถทีจ่ ะสร๎างให๎มีแรงบิดตาํ งๆ กันได๎
มอเตอร์ 3 เฟสบางตัวมีแรงบิดขณะเริ่มหมนุ สูง บางตัวมีแรงบิดขณะเริ่มหมนุ ต่า บางตวั ถกู ออกแบบ
ให๎ใชก๎ ระแสไฟฟูาขณะสตาร์ต มคี ําเปน็ ปกติ

มอเตอร์ 3.เฟส มใี ช๎กนั อยํางแพรํหลาย โดยเฉพาะอยํางยิ่งในงานอุตสาหกรรม เชํน งานกลึง งาน
เจาโลหะ เครอ่ื งตดั หนิ อํอนหรอื เกรนติ ปมั๊ ขนาดใหญํๆ เครื่องของหนกั ๆ เครือ่ งขัดหนิ อํอน ลิฟท์ตาม
อาคารใหญํ ๆ ป่ันจัน่

การตอํ ขดลวดเข๎าด๎วยกันของมอเตอร์ 3 เฟส เพื่อนาไปใช๎งานกบั ระบบไฟ 3 เฟสนั้นอาจ ตอํ ได๎
2 แบบคือ

การกลับทิศทางการหมนุ ของโรเตอร์ของมอเตอร์ 3 เฟส ทาได๎โดยให๎สลบั สายที่สวิตซ์ตดั ตอน
หรอื ที่หลกั ตํอสายที่อยูํในกลํองตํอสายของมอเตอร์นนั้ มอเตอร์ 3 เฟส จะปรับหรือเปลีย่ นความเร็ว
รอบในการหมุนของโรเตอร์ของมอเตอรไ์ ด๎น้ัน แล๎วแตจํ ะสะดวก

8. สือ่ การเรียนรู้ (หลากหลาย)
สื่อออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน

๙. การวัดและประเมินผล
ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หัด
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 8

๑๐. เกณฑก์ ารประเมินผล
ในการทดสอบ นักศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํตา่ กวํา 60 %

แผนการจัดการเรียนรู้

ชือ่ วิชา มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั รหสั วิชา 2104-2008 ท.ป.น. 2-3-3
หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 9 วงรอบที่ - เร่อื ง การซํอมบารุมมอเตอร์ไฟฟูา
สัปดาหท์ ่ี 16-17 วันที่ ...................................................... เวลา ...............................
สาขาวิชา ช่างไฟฟ้ากาลัง ระดับช้ัน ปวช. 3 กลุ่ม 1-4 จานวน 85 คน
กิจกรรมการสอน บรรยาย , สาธิต และปฏิบตั ิงาน

๑. สาระสาคญั
การบารงุ รักษามอเตอร์ไฟฟูาแนวทางการดูแลรักษามอเตอร์การดูแลมอเตอร์ในขณะที่มอเตอร์

ยังอยูํ ในสภาพที่ใช๎งานได๎จะมีสองแนวทางดังนี้
1.1) การบ ารุงรักษาเชงิ ปูองกัน(Preventive maintenance) ซึง่ การบารุงรักษาในลักษณะนี้จะมี

การต้ัง เวลาช่ัวโมงการท างานและแตํละคําของช่ัวโมงการท างานจะมีลักษณะการบ ารุงรักษาเชิง
ปูองกันแตํการ บ ารุงรักษาลักษณะนี้จะปูองกันมอเตอร์จากการเกิดปัญหาได๎ระดับหนึ่งเทํานั้นและยัง
อาจเกิดผลเสียขึน้ โดยรวมเชนํ -แปรงถํานอาจจะแตกหักกํอน 2,000 ชม.ท าให๎เกิดการหยุดมอเตอร์
กํอน 2,000 ชม. ตลับลูกปืน อาจเสียจะหายกํอน10,000 ชม. ท าให๎มอเตอร์ไหม๎หรือเสียหายได๎

1.2) การบ ารงุ เชิงพยากรณ์ (Predictive maintenance) ซึ่งจะท าโดยการตั้งช่ัวโมงการท างาน
เพื่อเข๎า ตรวจเช็คและจากการตรวจเช็คนี้จะน าไปวิเคราะห์ดูแนวโน๎มของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อ
หาทางปูองกนั ความเสียหาย

2.สมรรถนะการเรียนรูป้ ระจาหน่วย
มีความรค๎ู วามเข๎าใจในการซํอมบารงุ มอเตอร์ไฟฟูากระแสสลบั สามารถวิเคราะห์สาเหตุและ

แก๎ปญั หาได๎

๓. จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1 ผเ๎ู รียนสามารถการซํอมบารุงมอเตอร์ไฟฟูากระแสสลับ
3.2 ผเู๎ รียนวิเคราะห์สาเหตุและแก๎ปญั หาได๎

ทักษะพิสัย (ทกั ษะ) Psychomotor Domain (P)
ผเู๎ รียนสามารถกวิเคราะหป์ ัญหา แก๎ปัญหาและซํอมบารุงรกั ษามอเตอร์ไฟฟูาได๎

จติ พิสยั (เจตคติ) Affective Domain (A)
มีความรับผดิ ชอบ ตรงตํอเวลา แตํงกายถูกต๎องตามระเบียบวิทยาลัยฯ

๔. บูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
3 หว่ ง

1. ความพอประมาณ: หมายถึง ความพอดีที่ไมํน๎อยเกินไปและไมํมากเกินไปโดยไมํเบียดเบียน
ตนเองและผอู๎ ื่น เชํนการผลิตและการบริโภคทีอ่ ยูํในระดบั พอประมาณ

นกั เรียน ใช๎วสั ดอุ ปุ กรณ์อยํางค๎ุมคํา
2. ความมีเหตผุ ล: หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกบั ระดับของความพอเพียงนั้น จะต๎องเป็นไป
อยํางมเี หตุผลโดยพิจารณาจากเหตปุ ัจจยั ที่เกี่ยวข๎องตลอดจนคานึงถึงผลที่คาดวําจะเกิดข้ึนจากการ
กระทานน้ั ๆ อยํางรอบคอบ

นักเรียน ปฏิบัติงานได๎ถูกต๎องและสาเรจ็ ภายในเวลาที่กาหนดอยํางมเี หตุผล
3. การมีภมู ิค้มุ กันทด่ี ีในตัว: หมายถึง การเตรียมตัวใหพ๎ ร๎อมรบั ผลกระทบและการ
เปลีย่ นแปลงด๎านตําง ๆ ทีจ่ ะเกิดข้ึนโดยคานึงถึงความเปน็ ไปได๎ของสถานการณ์ ตําง ๆ ที่คาดวําจะ
เกิดข้ึนในอนาคตทั้งใกล๎และไกล

นกั เรียน ได๎รบั ความรเู๎ กีย่ วกับโทษภัยของยาเสพติด และการหลีกเลีย่ งหํางไกลยาเสพติด
เพือ่ ให๎มภี มู คิ ุ๎มกันอยํางยั่งยืน

2 เงอ่ื นไข
คือ การตัดสินใจและการดาเนินกิจกรรมตําง ๆ ใหอ๎ ยํูในระดบั พอเพียงนั้นต๎องอาศยั ทั้งความร๎ู

และคุณธรรมเปน็ พืน้ ฐาน กลําวคือ
1. เงอ่ื นไขความร:ู้ ประกอบด๎วย ความรอบร๎ูเกีย่ วกบั วิชาการตาํ ง ๆ ทีเ่ กีย่ วข๎องอยํางรอบด๎าน

ความรอบคอบทีจ่ ะนาความร๎ูเหลาํ น้ันมาพิจารณาให๎เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผน และความ
ระมัดระวังในขั้นปฏิบัติ

นกั เรียนมคี วามรเู๎ กีย่ วกบั หลักการทางานของมอเตอร์ไฟฟูาเหนี่ยวนา

2. เง่อื นไขคุณธรรม: ทีจ่ ะต๎องเสริมสร๎างประกอบด๎วย มคี วามตระหนกั ในคุณธรรม มีความ
ซื่อสัตย์สุจริตและมีความอดทน มีความเพียร ใชส๎ ติปัญญาในการดาเนินชีวิต

นักเรียน นกั ศึกษา รู๎จกั การทางานเปน็ กลุํม การรบั ฟงั ความคิดเหน็ เหตุผลของผู๎อืน่ และปฏิบตั ิ
หนา๎ ที่ที่ได๎รบั มอบหมาย

๕. คุณธรรมจรยิ ธรรม
ปลูกจติ สานึกใหน๎ กั เรียน นักศึกษา มคี ุณธรรม จริยธรรม ร๎ูรับผิดชอบช่ัวดี มีความภูมใิ จในความ

เป็นไทย และสํงเสริมกิจกรรมที่สร๎างความสามัคคี เอ้ือเฟื้อเผ่อื แผํ ชํวยเหลือเกือ้ กูล และรกั ใครํ
ปรองดองในสถานศกึ ษา

๖. เนือ้ หาการเรียนรู้
การบ ารุงรักษามอเตอร์ไฟฟูาแนวทางการดูแลรักษามอเตอร์การดูแลมอเตอร์ในขณะที่

มอเตอร์ยังอยํู ในสภาพทีใ่ ช๎งานได๎จะมีสองแนวทางดังนี้
1.1) การบ ารุงรักษาเชิงปูองกัน(Preventive maintenance) ซึ่งการบ ารุงรักษาในลักษณะนี้จะ

มีการตั้ง เวลาชั่วโมงการท างานและแตํละคําของชั่วโมงการท างานจะมีลักษณะการบ ารุงรักษาเชิง
ปูองกันแตํการ บ ารุงรักษาลักษณะนี้จะปูองกันมอเตอร์จากการเกิดปัญหาได๎ระดับหนึ่งเทําน้ันและยัง
อาจเกิดผลเสียขึน้ โดยรวมเชนํ -แปรงถํานอาจจะแตกหักกํอน 2,000 ชม.ท าให๎เกิดการหยุดมอเตอร์
กํอน 2,000 ชม. ตลับลูกปืน อาจเสียจะหายกํอน10,000 ชม. ท าให๎มอเตอร์ไหม๎หรือเสียหายได๎

1.2) การบ ารุงเชิงพยากรณ์ (Predictive maintenance) ซึง่ จะท าโดยการต้ังชั่วโมงการท างาน
เพื่อเข๎า ตรวจเช็คและจากการตรวจเช็คนี้จะน าไปวิเคราะห์ดูแนวโน๎มของปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นเพื่อ
หาทางปูองกนั ความเสียหาย จะมี 2 ขั้นตอนดงั น้ี

ขั้นที่ 1 ก าหนดช่วั โมงท างานเข๎าตรวจเช็ค
ข้ันที่ 2 น าข๎อมลู จากข้ันที่ 1 มาเกบ็ ข๎อมูลและวิเคราะห์โดยการเปรียบเทียบ แนวโน๎ม
และเทียบกับคํามาตรฐานตรวจสอบหาสาเหตุ และท าการแก๎ไขข๎อควรร๎ูกํอนการบ ารุงรักษาเชิง
พยากรณ์เพื่อให๎อ๎างอิงถึงคําที่มีการก าหนดเหมือนๆกัน จึงมีการก าหนดมาตรฐานตํางๆขึ้น
ตวั อยํางเชนํ ใน อเมรกิ าจะอ๎างถึง NEMAหรือ IEEE ในขณะที่ยุโรปอาจจะอ๎างถึง IEC DINV VDE โดยแตํ
ละมาตรฐานจะมี ข๎อทดสอบที่น ามาเป็นคํามาตรฐานวําคําเทําไหรํที่ยอมรับได๎มาตรฐานตํางๆเหลํานี้
สามารถหาอํานได๎ที่ ห๎องสมุดของส านักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมกระทรวงอุตสาหกรรม
หรอื หอ๎ งสมดุ ของคณะ วิศวกรรมศาสตร์ท่วั ๆไปหรอื ศูนย์อนรุ กั ษ์พลังงานแหํงประเทศไทย

การบ ารุงรักษามอเตอร์การบ ารุงรักษา มอเตอร์มีขนั้ ตอนและข๎อควรปฏิบตั ิ ดังตํอไปนี้
1) ท ารายการตรวจสอบของชุดที่ควรท าการตรวจเช็คและก าหนดชั่วโมงการเข๎า

ตรวจเชค็
2) เข๎าตรวจเช็คตามชว่ั โมงทีก่ าหนด
3) วิเคราะหด์ ูแนวโน๎มของข๎อมลู
4) ท าการแก๎ไขมอเตอร์ที่มีแนวโน๎มบางอยํางไมํดี แล๎วท าการตรวจเชค็ อกี ครั้งหนึ่ง

ข๎อควรปฏิบัติ ขณะมอเตอร์ยังใช๎งานอยํู-ควรเติมจาระบีกรณีครบรอบหรือแบริ่งมีเสียงดัง-
ตรวจดกู าร ระบายความร๎อนมีอะไรขวางทางลมหรือการระบายอากาศหรือไมํ ขณะมอเตอร์หยุดนิ่ง-
กรณีไมํมีความเสียหายให๎ขันจุดตํอของไฟฟูาและสภาพท่ัวไปของ การตํอเคร่ืองจักรหรือโหลด-กรณี
เสียหายต๎องถอดมอเตอร์มาเปิดตรวจเช็คจุดตํางๆ การพิจารณาดูคําจากการตรวจเช็คตํางๆ บางคร้ัง
สามารถเปรียบเทียบกับมาตรฐานได๎ในกรณีที่ มอเตอร์เกิดความสกปรกมาก และต๎องการล๎างสิ่ง
สกปรกออกควรถอดแยกชิ้นสํวนมอเตอร์กํอน แล๎วแยก ล๎างเป็นชิ้นสํวนโดยการล๎างอาจจะใช๎น๎
าสะอาด , สารละลายตํางๆ ที่มีคุณสมบัติที่ไมํกัดกรํอนแล๎วน า ชิ้นสํวนที่ล๎างแล๎วเหลําน้ันอบให๎แห๎ง
สนิทกํอนจะประกอบใหมํ หมายเหตุหลังจากอบแห๎งแล๎วอาจะน า สเตเตอร์หรือโรเตอร์ ที่มีขดลวดมา
จมุํ วาร์นิช (dip) เพือ่ เป็นการปิดรอยแตกตํางๆ( crack)ของพวกฉนวน เป็นการยืดอายขุ องฉนวน

การแก๎ปัญหามอเตอร์ไฟฟูา ปัญหาเกี่ยวกับมอเตอร์ไฟฟูามักเกิดขึ้นเม่ือใช๎งานไปถึงระยะการ
ซํอมบ ารุง , เม่ือผํานการใช๎งาน หนัก หรือเม่ือเกิดปัญหาในระบบไฟฟูาจนสํงผลให๎มอเตอร์ท างานไมํ
เตม็ ประสิทธิภาพ และไมํวําจะด๎วย สาเหตุใดก็ตาม เราสามารถยืดอายุการใชง๎ านมอเตอร์ให๎ยาวนานได๎
ด๎วยการดูแลรักษา และแก๎ปญั หาอยําง ถูกต๎อง ด๎วยกระบวนการดังตอํ ไปนี้

2.1 ก าจัดฝุนผง และการการกัดกรํอนฝุนผง รวมทั้งคราบสิ่งสกปรกที่จับตัวบนตัว
มอเตอร์ และ โครงสร๎างภายในจะสํงผลเสียกับตัวมอเตอร์ได๎ การท าความสะอาดเพื่อขจัดออกไป เป็น
การดูแลข้ันพื้นฐาน ที่ท าได๎ในทันที ทั้งนี้ฝุนผงบางชนิดยังสามารถกัดกรํอนเน้ือโลหะ กัดกรํอน
ฉนวนไฟฟูาบนขดลวดของ มอเตอร์จนสร๎างความเสียหายแบบที่ต๎องร้ือทิ้งกันได๎อยํางแนํนอน และ
วิธีการท าความสะอาดทว่ั ไปมีดงั นี้

2.2 การปัด แปรง ดูดฝุนออก หรือใช๎ลมแรงเปุาฝุนออก วิธีการตําง ๆ ดังกลําวนี้ท
าความสะอาดตัว มอเตอร์ได๎ท้ังสํวนภายนอก และภายใน ฝุนสกปรกที่เข๎าไปเกาะติดภายในตัวถัง
มอเตอร์ โดยเฉพาะบริเวณ ชํองระบายอากาศจะท าให๎อุณหภูมิสะสมในตัวมอเตอร์สูง เพราะการ
ระบายความร๎อนท าได๎ไมํดีพอ และเม่ือ อุณหภูมิสูงก็จะสํงผลตํออายุการใช๎งานของฉนวนตําง ๆ และ
ลดอายุการท างานของมอเตอร์ลงไปในทีส่ ุด

2.3 ตรวจสอบชํองระบายอากาศวําในขณะที่มอเตอร์ท างานนั้นมีอากาศไหลออกมา
อยํางตอํ เนื่อง และแรงเทําเดิมหรอื ไมํ ในบางครงั้ พดั ลมระบายอากาศอาจช ารุด บิดงอ หรือมีสิ่งอุดตัน
ก็จะสงํ ผลใหก๎ าร ระบายอากาศไมํดี

2.4 ตรวจสอบสัญญาณของการกัดกรํอน ให๎สังเกตที่ตัวถังโลหะ ขดลวดมอเตอร์
รวมทั้งชิ้นสํวน ภายในมอเตอร์วําถูกกัดกรํอนได๎รับความเสียหายบ๎างหรือไมํ เพราะในการใช๎งานใน
สภาพแวดล๎อมที่มี สารเคมี หรือกรดเกลือแพรํกระจายในอากาศอาจท าให๎การกัดกรํอนตัวมอเตอร์
เกิดขึ้นได๎เร็วขึ้น การแก๎ไขที่ เราอาจท าได๎คือการท าความสะอาดแล๎วพํนสี หรือเคลือบสารปูองกัน
การกดั กรํอนใหก๎ บั มอเตอร์

2.5 ในสภาพแวดล๎อมที่เปียกชื้น หรือมีไอระเหยของสารเคมี อาจต๎องเปิดฝาข้ัวตํอ
ไฟฟูาของ มอเตอร์ เพื่อตรวจหารํองรอยของขี้เกลือ สนิม หรือความเสียหายกับฉนวนสายไฟซึ่งมักจะ
เกิดการ เสือ่ มสภาพ จะต๎องท าการแก๎ไข หรอื ซํอมในสํวนน้ีดว๎ ย

3.) การหลอ่ ลืน่ มอเตอร์ไฟฟา้
การหลํอลื่นชิ้นสํวนเคลื่อนที่ของมอเตอร์ คือเพลา และตลับลูกปืน โดยปกติเราจะต๎องจัดท
าอยูํเป็น ประจ า หรือท าตามตารางเวลาการซํอมบ ารุง เพื่อปูองกันไมํให๎เกิดแรงเสียดทานในการ
หมุน และเกิดเสียงดัง ในขณะมอเตอร์ท างาน อยํางไรก็ตามการหลํอลื่นตลับลูกปืนด๎วยจาระบี หาก
มากเกินไป (Over-Lubricate) จะสํงผลเสียมากกวําผลดี เพราะจาระบีที่อัดแนํนมากเกินไปจะท าให๎
ตลับลูกปืนแตกเสียหาย นอกจากนี้การ เลือกใช๎จาระบีให๎เหมาะสมกับงานก็เป็นเร่ืองส าคัญ
ยกตัวอยํางเชํน จาระบีแตํละชนิดทนทานตํออุณหภูมิที่ ตํางกัน หากเลือกใช๎จาระบีอุณหภูมิตํ าเกินไป
จะท าให๎จาระบีละลาย และลดประสิทธิภาพการท างานลงไป ข๎อควรระวังอีกอยํางก็คือ การไมํใช๎น๎
ามันหลอํ ลืน่ และจาระบีปะปนกนั
การหลํอลื่นตลับลูกปืนมอเตอร์ ชิ้นสํวนของตลับลูกปืนควรที่จะได๎รับการหลํอลื่นเพื่อปูองกัน
แรง เสียดทาน และยืดอายุการใช๎งานของตลับลูกปืน ส าหรับตลับลูกปืนแบบ Oiling Sleeve ควรจะ
ตรวจสอบ ระดับน๎ ามันหลํอลื่นทุก ๆ 2,000 ช่ัวโมง หรืออยํางน๎อยปีละครั้ง แตํหากมีการใช๎งานใน
สภาพแวดล๎อมทีม่ ี ฝนุ สกปรกมาก ความชื้น สารเคมีกัดกรํอนหรือขับโหลดหนัก ก็อาจต๎องเพิ่มความถี่
ในการดูแลรักษาเป็น ทุกๆ 3 เดือน ในขณะที่มอเตอร์ขนาดใหญํ ๆ ที่ติดตั้งอยํูกับอุปกรณ์เก็บน๎ ามัน
หลํอลน่ื จะมีชํองตรวจสอบ น๎ ามนั (Sight gage) เอาไว๎ให๎ตราบใดทีน่ ๎ ามันหลํอลื่นไมํสกปรก สีไมํเข๎มด
า เรากเ็ พียงแคํเตมิ น๎ ามันหลํอลื่น ให๎อยํูในระดับปกติอยูํเสมอส าหรับตลับลูกปืนแบบ Ball หรือ Roller
ซึง่ ใช๎จาระบีหลํอล่นื โดยปกติตลับ ลูกปืนชนิดนี้ได๎รับการออกแบบให๎มีการหลํอลื่นที่ดีมาต้ังแตํข้ันตอน
การผลิตแล๎ว นอกเสียจากเป็นตลับ ลูกปืนแบบเปิด ที่เราสามารถอัดจาระบีเข๎าไปเพิ่มได๎ในกรณีที่เกิด

การสูญเสียจาระบีไปเนือ่ งมาจากการใช๎ งานหนัก ท าให๎จาระบีเกําเสื่อมสภาพ หรือระเหยออกไปมาก
ทั้งนี้การอัดจาระบีใหมํ (Greasing) เป็น กระบวนการที่ต๎องท าด๎วยความระมัดระวัง เริ่มจากการขจัด
จารบีเกําออกใหห๎ มดเสียกํอนเพราะจาระบีเกํา อาจเตม็ ไปด๎วยฝนุ ผง รวมท้ังเศษโลหะจาระบีเกําจะไหล
ออกทางชํองระบาย Grease Relief ของตลับลูกปืน แตํต๎องไมํลืมที่จะเปิดฝาอุดทั้งทางด๎านเข๎า (Inlet)
และด๎านระบายทิง้ (Drain) ออกด๎วย จากนั้นจึงใช๎ปืนอัดจาระบีมาตรฐาน ซึ่งมีแรงอัดไมํสูงมากนัก โดย
เติมให๎จาระบีใหมเํ ริ่มไหลออกทางชํองระบายพอดี ท้ังนีเ้ มือ่ อดั จาระบีใหมํเข๎าไปจะมีสํวน หนึ่ง ที่ถูกกัก
เก็บเอาไว๎ในชํองเก็บจาระบี (Grease Reservoirs) ระยะเวลาที่ เหมาะสม สาหรับการเติมจาระบีน้ัน
ขึน้ อยํูกับการใชง๎ าน และขนาดของมอเตอรไ์ ฟฟูา

๗. กิจกรรมการเรียนรู้

นาเข้าสูบ่ ทเรียน
1. สังเกตการเข๎าช้ันเรียน
2. สงั เกตจากความพร๎อมกํอนเรียน
3. แจ๎งจดุ ประสงค์ สมรรถนะ
4. อธิบายลักษณะของเน้ือหาทีเ่ รยี น

ขัน้ สอน
1. สังเกตความสนใจ
2. ถาม-ตอบคาถามระหวําครผู สู๎ อนและนกั เรียน
3. สังเกตจากการปฏิบตั ิงาน
4. สังเกตจากการสรุปผลการปฏิบัติงาน

ขั้นสรปุ
มอเตอร์เม่ือใช๎งานไปนานๆ แล๎วอาจจะเกิดการชารุดและเสียหายได๎ทั้งนี้อาจจะเป็นการชารุด

ตามอายกุ ารใชง๎ านหรอื อาจจะเกิดข้ึนกํอนหรอื หลงั ระยะเวลาทีค่ วรจะเกิดก็ได๎เพื่อปูองกันการเกิดชารุด
เสียหายจึงต๎องมีการบารุงรักษาตามเอกสารคูํมือที่มีมาพร๎อมกับมอเตอร์ในตอนที่มีการซื้อขายใหมํๆ
และถ๎าเกิดการชารุดเสียหายแล๎วก็จาเป็นจะต๎องซํอมแซมให๎ใช๎งานได๎และเม่ือเกิดขัดข๎องขึ้นก็จะต๎อง
แก๎ไขใหใ๎ ช๎งานได๎เชํนเดียวกัน

8. สื่อการเรียนรู้ (หลากหลาย)
สือ่ ออนไลน์ บทเรียนคอมพิวเตอร์ชํวยสอน

๙. การวดั และประเมินผล
ถาม- ตอบ
ทาแบบฝกึ หัด
แบบทดสอบยํอยหนํวยที่ 9

๑๐. เกณฑก์ ารประเมินผล
ในการทดสอบ นักศกึ ษาต๎องมคี ะแนนผํานเกณฑไ์ มํตา่ กวํา 60 %



แผนการจดั การเรียนรู้

มํุงเน๎นสมรรถนะ บูรณาการ ศาสตร์พระราชา หลกั ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
และกระบวนการชมุ ชนุ การเรยี นรทู๎ างวชิ าชพี (PLC)

2104-2008 มอเตอรไ์ ฟฟ้ากระแสสลบั

จดั ทาโดย
นางสาวเสาวณีย์ วรนอ้ ย

สาขาวชิ าไฟฟ้ากาลัง สาขางานช่างไฟฟา้ กาลัง
วิทยาลัยเทคนคิ ตาก

สานักงานคะกรรมการการอาชวี ศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ


Click to View FlipBook Version