The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

“การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี” โดยวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเป็นโครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิตและเห็นว่าควรมีการจัดกิจกรรมเสริมให้นิสิตได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” และตรงตามพันธกิจในด้าน “การศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า และนำประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม โดยพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาบริการความรู้สู่สังคมต่อไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by New Green Lantern, 2023-06-26 04:12:01

โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี

“การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี” โดยวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเป็นโครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิตและเห็นว่าควรมีการจัดกิจกรรมเสริมให้นิสิตได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” และตรงตามพันธกิจในด้าน “การศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า และนำประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม โดยพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาบริการความรู้สู่สังคมต่อไป

Keywords: ประวัติศาสตร์ ทวารวดี พุทธศิลปะ

โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปีงบประมาณ ๒๕๖๖ องค์ความรู้ จากการถอดบทเรียน โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี


ก คำนำ วัฒนธรรมไทยสยาม เป็นวัฒนธรรมที่อิงอยู่บนพื้นฐานของพุทธศาสนาเถรวาทแบบลังกาวงศ์ ซึ่งเป็น บ่อเกิดของวัฒนธรรมหลายๆ แขนงในภาคกลางของประเทศไทย หลายคนมองว่าวัฒนธรรมไทยสยามได้รับ อิทธิพลจากอารยธรรมต่างๆ จากภายนอก อาทิ อินเดีย ลังกา หรือแม้แต่เขมร ซึ่งได้หล่อหลอมมาเป็น วัฒนธรรมของไทยภาคกลางแต่จริง ๆ แล้ว คนไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาก็ได้สร้างสรรค์วัฒนธรรมของตนขึ้น บนรากฐานของวัฒนธรรมเดิมที่เคยเจริญรุ่งเรืองบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาทั้งตอนบนและตอนล่าง รวมทั้งใน บริเวณรอบ ๆ อ่าวไทยตอนบน ซึ่งก็คือวัฒนธรรม ทวารวดี วัฒนธรรมทวารวดีมีศิลปะในลักษณะเฉพาะ เราพบศิลปวัตถุแบบทวารวดีจำนวนมากในพื้นที่ภาค กลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคตะวันตก รวมทั้งภาคใต้ตอนบนบางส่วน โดยเฉพาะพระพุทธรูป ขนาดใหญ่ ถือเป็นศิลปวัตถุที่แสดงออกถึงเอกลักษณ์ทางศิลปะแบบทวารวดีที่ชัดเจนที่สุด มักสร้างในปาง ประทับนั่งห้อยพระบาท พระวรกายค่อนข้างท้วม มีลักษณะเฉพาะของพระพักตร์ เช่น พระขนงตอบเป็นปีกกา พระโอษฐ์หนา พระเนตรโปน ขมวดเส้นพระเกศาโต พระพักตร์ยังไม่ได้เป็นรูปไข่ เป็นต้น ดังนั้น กิจกรรมการนำพานิสิตศึกษาดูงานภายในโครงการ “การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ ยุคทวารวดี” โดยวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเป็นโครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิตและเห็นว่าควรมีการจัดกิจกรรมเสริมให้นิสิตได้เข้า ร่วมในโครงการนี้ด้วย เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อ สังคม” และตรงตามพันธกิจในด้าน “การศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่” เพื่อสร้าง ทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า และนำประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม โดยพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาบริการความรู้สู่สังคม ต่อไป พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ดร. ประธานหลักสูตรพุทธศาสตบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา


ข คำนำ พุทธศิลป์เป็นศิลปกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ได้มีการสร้างติดต่อกันมาหลายร้อยยปี ประเทศไทยเป็นประเทศที่มีพุทธศิลป์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นตามวัดต่างๆเนื่องจากวัดเป็นจุด ศูนย์กลางของชุมชน ศิลปะเป็นแรงจูงใจ ให้คนสนใจพระพุทธศาสนา ทำให้ได้ความรู้และเข้าใจ พระพุทธศาสนาโดยผ่านทางงานพุทธศิลป์โดยเฉพาะพุทธศิลป์ถิ่นศรีวิชัย ซึ่งเป็นพุทธศิลป์สำคัญที่เกี่ยวเนื่อง กับพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ สถาปัตยกรรมและประติมากรรม ส่วนจิตรกรรมยังไม่ ปรากฏในสังคมไทยได้มีบทบาทในเผยแผ่พระพุทธศาสนามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมาซึ่งเป็นแหล่ง ความรู้ เป็นศูนย์กลางจุดรวมของจิตใจที่มีคุณค่า จึงมีส่วนสำคัญในการช่วยสืบสานพระพุทธศาสนาให้ เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้จนถึงในปัจจุบัน งานพุทธศิลป์เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรม เป็นพื้นฐานสำคัญของสังคมไทยที่มีรากมาจาก พระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นประเพณี วัฒนธรรม ความคิด ความเชื่อ แม้กระทั่งลักษณะนิสัยใจคอของคนไทย ก็มีพื้นฐานมาจากคุณธรรม คำสอนทางพระพุทธศาสนา อย่างไรก็ตามยังมีวัฒนธรรมอื่นเข้ามาปรากฏด้วย เช่น วัฒนธรรมอินเดีย วัฒนธรรมจีน วัฒนธรรมตะวันตก และตะวันออกกลาง ในส่วนของวัฒนธรรมที่ได้รับจาก พระพุทธศาสนานั้นยังประกอบไปด้วยพระพุทธศาสนาแบบมหายานเถรวาท พราหมณ์-ฮินดู นับตั้งแต่สมัย อดีตจนถึงยุคปัจจุบัน โครงการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี มีจุดมุ่งหมายให้นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา มีองค์ความรู้ทั้งทางด้านทฤษฎีและด้านภาคปฏิบัติ และมีวัตถุประสงค์ คือ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยทวารวดีเพื่อพัฒนาศักยภาพของ ผู้เข้าร่วมโครงการให้มีความรู้ความเข้าใจด้านพุทธศิลปะในยุคสมัยทวารวดี และเพื่อให้นิสิตทำงานเป็นทีมและ ผลิตผลงานวิชาการด้านทวารวดีพร้อมทั้งพัฒนาผู้เรียนให้มีกิจกรรมภายนอกห้องเรียนอีกด้วย พระมหากิตติณัฏฐ์ สุกิตฺติเมธี หัวหน้าโครงการ


ค คำนำ ในปัจจุบันวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นดินแดนเก่าแก่ที่มี พื้นที่การแผ่ขยายของอาณาจักรทวารวดี โดยเฉพาะการได้รับการขนามนามตั้งชื่อให้กับวิทยาลัยที่มีคำว่า ทวารวดี อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์ของวิทยาลัย แต่ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทวารวดียัง มีไม่มากพอต่อการเป็นปัจจัยในการสร้างอัตลักษณ์ของวิทยาลัย ดังนั้น ความจำเป็นในการสร้างสรรค์องค์ ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทวารวดี ไม่ว่าจะเป็นในด้าน ความเป็นมาทางด้านประวัติศาสตร์ คุณค่าทาง จริยธรรม คุณค่าทางอารยธรรม หรือ ในด้านศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น สถูป เจดีย์ และประติมากรรมที่เกี่ยวข้อง การทางศาสนา และจุดสิ้นสุดของความเป็นอาณาจักรทวารวดี ทางวิทยาลัยจึงส่งเสริมให้ด้านการค้นคว้าและ สืบทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทวารวดี เพื่อนำมาเป็นอุปการะต่อการสร้างอัตลักษณ์ให้กับวิทยาลัย พร้อมกันนี้ ทางหลักสูตรได้จัดให้มีการเรียนการสอนในรายวิชา พุทธศิลปกรรม ซึ่งเป็นรายวิชาแกน ของหลักสูตร ที่ได้มีการนำเสนอข้อมูลทางด้านประวัติศาสตร์และโบราณวัตถุที่สำคัญทางด้านพระพุทธศาสนา นับตั้งแต่ก่อนมีศิลปะทางพระพุทธศาสนาจนถึงยุคปัจจุบัน โครงการ “การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี” ที่จัดขึ้นโดยวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญา ศรีทวารวดีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งเป็นโครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” และตรงตามพันธกิจ ในด้าน “การศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า และ นำประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม โดยพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาบริการความรู้สู่สังคมต่อไป นิสิตระดับปริญญาตรี หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา


ง สารบัญ เรื่อง หน้า ๑ คำนำประธานหลักสูตร ก ๒ คำประธานโครงการ ข ๓ คำนิสิตรวบรวมข้อมูล ค ๔ สารบัญ ง ๕ จุดเริ่มต้น...ของพระพุทธศาสนา ๑ ๖ อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย ๙ ๗ อาณาจักรทวารวดี ๑๕ ๘ ลักษณะสังคมทวารวดี ๒๗ ๙ ศิลปะทวารวดี ๓๗ ๑๐ การล่มสลายอาณาจักรทวารวดี ๕๑ ๑๑ เรื่องเล่าท้ายบท ๕๕ ๑๒ คณะกรรมการโครงการ ๑๐ ตัวโครงการ ๑๑ ภาพกิจกรรม


๑ จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา จุดเริ่มต้น...ของพระพุทธศาสนา พระพุทธศาสนา หรือ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่มีพระพุทธเจ้าเป็นพระศาสดา มีพระธรรมที่ พระองค์ทรงตรัสรู้ชอบด้วยพระองค์เอง และตรัสสอนไว้เป็นหลักคำสอนสำคัญ มีพระสงฆ์ (ภิกษุ ภิกษุณี) สาวกผู้ตัดสินใจออกบวชเพื่อศึกษาปฏิบัติตนตามคำสั่งสอน ธรรม-วินัย ของพระบรมศาสดา เพื่อบรรลุสู่จุดหมายคือพระนิพพาน และสร้างสังฆะ เป็นชุมชนเพื่อสืบทอดคำสอนของพระบรม ศาสดา รวมเรียกว่า พระรัตนตรัย นอกจากนี้ในพระพุทธศาสนา ยังประกอบคำสอนสำหรับการ ดำรงชีวิตที่ดีงาม สำหรับผู้ที่ยังไม่ออกบวช (คฤหัสถ์ - อุบาสก และอุบาสิกา) ซึ่งหากรวมประเภท บุคคลที่ที่นับถือและศึกษาปฏิบัติตนตามคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา แล้วจะจำแนกได้เป็น ๔ ประเภท คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา หรือที่เรียกว่า พุทธบริษัท ๔ ลัทธิความเชื่อก่อนพระพุทธศาสนา ก่อนที่จะมีพระพุทธศาสนา แต่เดิมนั้นเป็นถิ่นเดิมของพวกดราวิเดียน หรือ ชมพูทวีป ต่อมา เมื่อประมาณ ๘๐๐ ปีก่อนพุทธกาล พวกอารยันซึ่งเป็นชนผิวขาวได้อพยพเข้ามายึดครองดินแดนส่วน ที่อุดมสมบูรณ์ของชมพูทวีป ไล่ชนพื้นเมืองให้ถอยร่นไปทางทิศใต้และทิศตะวันออกแถบลุ่มแม่น้ำ คงคา ส่วนพวกอารยันก็ได้เข้าครอบครองดินแดนตอนเหนือ พวกอารยันเมื่อเข้ามายึดครองดินแดน ชมพูทวีปแล้ว ได้เรียกชนพื้นเมืองหรือ ดราวิเดียนว่า ทัสยุ หรือทาส หรือมิลักขะ ซึ่งแปลว่า ผู้เศร้า หมอง ผู้มีผิวสีดำ หรือเรียกว่า อนาริยกะ แปลว่า ผู้ไม่เจริญ เรียกตัวเองว่า อารยันหรืออริยกะ ซึ่ง แปลว่า ผู้เจริญ สมัยก่อนพุทธกาล ชาวชมพูทวีปมักจะปกครองกันโดยสามัคคีธรรม คือ พระราชวงศ์ ชั้นผู้ใหญ่และประชาชนมีสิทธิในการปกครองด้วย เมื่อกษัตริย์ผู้ปกครองทรงประพฤติผิดราชธรรม ประชาชนก็อาจทูลเชิญให้สละราชสมบัติได้ กษัตริย์ในสมัยนั้นจึงยังไม่มีอำนาจมาก ผู้เป็นหัวหน้าหรือ ผู้ปกครองนั้นเรียกกันว่ามหาราชบ้าง ราชาบ้าง ราชัญญะ บ้าง การปกครองสมัยก่อนพุทธกาล ยังไม่มี การกำหนดเขตปกครองเป็นที่แน่นอนพอมาถึงสมัยพุทธกาล ได้มีการแบ่งเขตการปกครองออกเป็น ๑๖ แคว้น แต่ละแคว้นเรียกว่าชนบท ถ้าเป็นแคว้นที่มีอาณาเขตกว้างขวางเรียกว่า มหาชนบท และยัง มีแคว้นเล็กแคว้นน้อยอีก ๕ แคว้น รวมเป็น ๒๑ แคว้น แคว้นเหล่านี้แบ่งเป็น ๒ ส่วนคือ ส่วนกลาง เรียกว่า มัชฌิมชนบท หรือ มัธยมประเทศ ส่วนที่ เป็นหัวเมืองชั้นนอก เรียกว่า ปัจจันตชนบท


๒ จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา ชาวมิลักขะเชื่อว่ามีเทพเจ้าสิงสถิตอยู่ทุกหนทุกแห่ง สามารถให้คุณให้โทษแก่ผู้อ้อนวอน บวงสรวงได้และนับถือบูชาวิญญาณของบรรพบุรุษทำให้เกิดมีลัทธิบูชายัญ ส่วนชาวอารยันก็มีความ เชื่อถือดวงดาวและปรากฏการณ์ทางธรรมชาติรวมทั้งวิญญาณของบรรพบุรุษเช่นกัน การบูชาเทพเจ้า จะใช้ไฟเป็นสื่อ ดังนั้นพวกอารยันจะก่อกองไฟแล้วเอาสิ่งที่จะบูชาเทลงไปบนกองไฟ แล้วสวดอ้อน วอนให้พระเพลิง หรือพระอัคนี นำสิ่งของนั้นไปถวายเทพเจ้าที่ตนเองต้องการบูชา ความเชื่อของ มิลักขะและอารยันมีความคล้ายคลึงกัน ดังนั้นจึงเกิดการผสมผสานความเชื่อกันกลายเป็นศาสนา พราหมณ์ในที่สุด อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศที่เก่าแก่ที่สุดของโลก เคียงคู่กับจีน และ อียิปด์ เป็น แหล่งกำเนิดของอารยธรรมที่เก่าแก่มากมาย ดินแดนแห่งนี้เปรียบเสมือนหัวใจของโลก เพราะที่นี่มี ศาสนาเกิดขึ้นหลายศาสนา ผลิตกระแสอารยธรรม หล่อเลี้ยงจิตใจประชากรหลายส่วนของโลก ศาสนาที่เกิดในดินแดนส่วนนี้คือ ศาสนาพราหมณ์หรืออินดู พุทธศาสนา ศาสนาเชนศาสนาซิกข์ รวมถึงลัทธิที่เกิดใหม่ เช่น โอโช และไสบาบา เมื่อรวมผู้นับถือศาสนาที่มีกำเนิดในอินเดียมีมากถึง ๑,๕๐๐ ล้านคนทั่วโลก คำว่า “อินเดีย” (India) เป็นคำใหม่ ในยุคก่อนพุทธกาลมีชื่อเรียกว่า ชมพู ทวีป และภารตประเทศในภาษาสันสกฤต ชมพูทวีป (Jambudvipa) ชมพูทวีป เป็นชื่อที่คนทั่วไปในสมัยโบราณเรียกชื่อ อินเดีย อันมีความหมายถึงทวีปต้นหว้า หรือทวีปที่มีสัณฐานดั่งต้นหว้า ในปัจจุบันได้แก่ประเทศทั้ง 4 คือ อินเดีย ปากีสถาน เนปาล และบัง คลาเทศ บางช่วงที่กษัตริย์อินเดียเรื่องอำนาจอัฟกานิสถานได้ถูกผนวกเข้ามาด้วย ดังเช่นสมัยพระเจ้า อโศกมหาราช พระเจ้ามิลินท์ พระเจ้ากนิษกะ และพระเจ้าอักบาร์ เป็นต้น ชมพุทวีป หรืออินเดียอยู่ ทางทิศตะวันตกของประเทศไทยในปัจจุบันคำว่า "ชมพูทวีป" ไม่เป็นที่รู้จักในอินเดียมากนัก ยกเวัน นักการศึกษาเท่านั้น แต่ชาวอินเดียจะรู้จัก คำว่า ภารตประเทศ อันแปลว่าประเทศของท้าวภรัด มากกว่า เพราะเป็นชื่อที่มาจากท้าวภรัต แห่งราชวงศ์ปาณฑพ (Pandava) จากเรื่องมหาภารตะ ความจริงคำที่เรียกชื่ออินเดียมีหลายชื่อ เช่น ภารตะ ฮินดูสถาน สินธุสถาน อินเดีย ส่วนคำว่า "อินเดีย" เพี้ยนมาจากคำว่า สินธุ (Sindhu) ซึ่งเป็นชื่อแม่น้ำสำคัญทางภาคเหนือของอินเดีย ชาว เปอร์เซียพูดเพี้ยนเป็น อินดู ชาวฮอลันดาเรียกว่า อินดัส และ อังกฤษเรียกว่า อินเดียตามลำดับ เนื่องจากชมพูทวีปมีความใหญ่โตจนกล่าวได้ว่าเป็นทวีปขนาดเล็ก (Subcontinent) ทวีปหนึ่ง ทำให้ อากาศในแต่ละภาคมีความแตกต่างกันมาก นับตั้งแต่หนาวที่สุดในเขตภาคเหนือ โดยเฉพาะเทือกเขา หิมาลัยจนถึงแห้งแล้งที่สุดในเขตทะเลทรายในรัฐราชสถาน อินเดียเป็นประเทศที่เคยเจริญรุ่งเรือง มายาวนาน หลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบมีมากมายหลายแห่ง เช่น ซากโบราณสถานเมือง


๓ จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา โมเหนโช ดาโร (Mohenjo daro) ที่แคว้นสินธุ และหรัปปะ (Harappa) ที่แควันปัญจาปในปากีสถาน ซึ่งมีอายุเก่าแก่ราว ๒,๐๐๐ กว่าปีก่อนพุทธกาลชมพูทวีปยุคก่อน และยุคพุทธกาลแบ่งการปกครอง ออกเป็นแคว้นๆ มีขนาดที่แตกต่างกัน บางแคว้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ และมีอำนาจเข้มแข็งสามารถ รวบรวมแคว้นเล็ก ๆ มาอยู่ในอำนาจได้ ส่วนบางแคว้นมีขนาดเล็ก แคว้นใหญ่มีทั้งหมด ๑๖ แคว้น คือ ๑. อังคะ ๒. มคธะ ๓. กาสี ๔. โกสละ๔. วัชชี ๖. มัลละ ๗. เจตี ๔. วังสะ ๔. กุรุ ๑๐. ปัญจาละ ๑๑. มัจฉะ ๑๒.สุรเสนะ ๑๓. อัสสกะ ๑๔. อวันดี ๑๕. คันธาระ ๑๖. กัมโพซะ และมีแคว้น เล็กๆ อีก ๕ แควันคือ ๑. สักกะ ๒. โกลิยะ ๓. ภัคคะ ๔. วิเทหะ และ ๕.อังคุดตราปะ แคว้นพระบิดาของ พระพุทธองค์อยู่ในแดวันเล็กๆ นี้ อาณาจักรเหล่านี้ปกครองในระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ คือ พระราชามีอำนาจเด็ดขาดบ้าง ระบอบสามัคคีธรรม อมีสภาเป็นที่ปรึกษาบ้าง ระบอบประชาธิปไตย บ้าง แต่ส่วนมากจะเป็นระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ ด้วยเหตุที่พุทธศาลนาถือกำเนิดในแผ่นดิน อินเดีย จึงควรจะได้ศึกษาภูมิหลัง ที่มาของแผนที่ http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31661/044244


๔ จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา ภาพประกอบแผนที่ชมพูทวีปทั้ง ๑๖ แคว้น ที่มาของภาพจากหนังสือประวัติพระพุทธศาสนาในอินเดีย พัฒนาการของสังคมชมพูทวีปก่อนพุทธกาลและสมัยพุทธกาล ด้านสังคมและความเชื่อ ทางด้านศาสนา ยุคสมัย ระยะเวลา ลักษณะสำคัญ (1) สมัยก่อน อารยันเข้าสู่อินเดีย 2,000–1,500 ปี ก่อน พ.ศ. เคารพเทพเจ้าหลายองค์ซึ่งเป็นรูปแบบของธรรมชาติ นับถือและบูชาวิญญาณของบรรพบุรุษทำให้เกิดมีลัทธิ บูชายัญ (2) สมัยอารยันเข้า สู่ชมพูทวีป 2,500–800 ปี ก่อน พ.ศ. มีการผสมผสานทางวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีความเชื่อทางศาสนา และเชื้อสายระหว่าง อารยัน กับ ดราวิเดียน (3) สมัยพระเวท 800–300 ปี ก่อน พ.ศ. พระเวทเป็นคัมภีร์ทางศาสนาที่พวกพราหมณ์ได้ รวบรวมขึ้นจากบทเพลงสวด ประกอบด้วย -ฤคเวท บทสวดสรรเสริญเทพเจ้า,


๕ จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา อิทธิพลของพระพุทธศาสนาในครั้งพุทธกาล หลังจากที่พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ภารกิจอันยิ่งใหญ่ของ พระพุทธองค์คือ การชี้นำแนวทางดำเนินชีวิตที่ถูกต้องแก่มวลประชากร เพื่อความสุขสงบแก่ชีวิตและ สังคม แม้ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม พระองค์ใช้เวลาที่มีอยู่ตลอดพระชนม์ชีพ ๔๕ พรรษา เผยแผ่ หลักธรรมคำสั่งสอนจนพุทธศาสนาแพร่หลายในแคว้นต่าง ๆ มีประชาชนศรัทธาเลื่อมใสและอุทิศตน เป็นพุทธสาวก นับถือพระพุทธศาสนาจำนวนมากมาย พระพุทธองค์มิได้จำกัดบุคคลในการเทศน์สอน ว่าเป็นชนชั้นวรรณะใด เพศใด อาชีพใด หรือ อายุ วัยใด ทรงแสดงธรรมแก่บุคคลทุกระดับ ไม่จำกัด ขอบเขต หากเขามีความสามารถที่จะรับรู้ธรรมได้ ก็ทรงให้โอกาสเสมอ จนมีพุทธศาสนิกชนทุกระดับ ยุคสมัย ระยะเวลา ลักษณะสำคัญ (3) สมัยพระเวท 800–300 ปี ก่อน พ.ศ. -สามเวท บทสวด อ้อนวอนในพิธีบูชายัญต่างๆ, -ยชุรเวท บทเพลงขับสำหรับ สวดหรือร้องเป็นทำนอง บูชายัญ -อาถรรพเวท ว่าด้วยอาคมทางไสยศาสตร์ (4) สมัยพราหมณ์ 300 – 100 ปี ก่อน พ.ศ. นับถือเทพเจ้าสูงสุดเพียง 3 องค์เรียกว่า“ตรีมูรติ” ประกอบ ด้วย พระพรหม พระศิวะ(พระอิศวร) และ พระวิษณุ (พระนารายณ์)แบ่งคนในสังคมเป็น 4 วรรณะ (5) สมัยอุปนิษัท (ฮินดู) 150 – 50 ปี ก่อน พ.ศ. สรรพสิ่งทั้งหลายมาจากพระพรหมและรวมอยู่ในพระ พรหม หรือเรียกว่า “ปรมาตมัน” วิญญาณย่อยเหล่านี้เมื่อแยกออกมาจากปรมาตมัน เรียกว่า “อาตมัน” แยกออกมาแล้ว ก็เข้าจุติในชีวิต รูป แบบต่างๆ เช่น เทวดา มนุษย์ สัตว์ และพืช มี สภาพดีบ้างเลวบ้างตามแต่พรหมจะลิขิต หากไม่ต้องการเวียนว่ายตายเกิดอีก จะต้องปฏิบัติ ตามหลักอาศรม 4 และ มรรค(โยคะ) 4 วิญญาณก็ จะกลับไปรวมอยู่กับปฐมวิญญาณเช่นเดิม


๖ จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา ตั้งแต่พระราชามหากษัตริย์ จนถึงคนอนาถา ทั้งวรรณะพราหมณ์ กษัตริย์ แพศย์ ศูทร และจัณฑาล พุทธธรรมได้แทรกซึมอยู่ในบุคคลทุกกลุ่ม ทุกวัย ทุกสาขาอาชีพ สิทธิเสรีภาพของบุคคลได้ถูกเปิดออก โดยหลักการของพุทธศาสนา เพราะเมื่อก่อนได้ถูกครอบงำ ปิดกั้นสิทธิเสรีภาพโดยความเชื่อทาง ศาสนาพราหมณ์ ประชาชนส่วนมากได้รับอิทธิพลจากพุทธศาสนาในการดำเนินชีวิต เช่นการมีความ เชื่อเรื่องกรรม แทนความเชื่อเรื่องพระพรหมลิขิต การถวายทาน การปฏิบัติตามศีล ๕ ศีล ๘ เป็นต้น แม้พระราชาผู้ปกครองแว่นแคว้นก็ทรงปกครองโดยทศพิธราชธรรม ดังปรากฏว่ามีพระราชาหลาย พระองค์ที่ทรงเป็นพุทธสาวก เช่นพระเจ้าพิมพิสาร แห่งแคว้นมคธ พระเจ้าปเสนทิโกศล พระราชา แห่งแคว้นโกศล เป็นต้น ทรงเป็นพุทธมามกะ และได้ปกครองบ้านเมืองด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนา ทรงอุปถัมภ์พุทธศาสนา ด้วยการทะนุบำรุงพระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน และได้สร้างวัด วาอารามต่าง ๆ ถวายแก่พระภิกษุสงฆ์ด้วย เมื่อภายหลังพุทธปรินิพพาน พระพุทธศาสนาได้มีความเจริญรุ่งเรืองไปในแคว้น ต่าง ๆ ได้มี นิกายต่าง ๆ เกิดขึ้นทั้งนิกายดั้งเดิมและนิกายใหม่ ทำให้พุทธศาสนาแพร่หลายไปพร้อมกับความเสื่อม ที่ตามมากับความแพร่หลายนั่นเอง ด้วยเหตุผลหลายประการที่ทำให้พระพุทธศาสนาเสื่อมจากอินเดีย จะได้กล่าวไว้ตอนหลัง ซึ่งนับว่าพระพุทธศาสนาได้เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ครั้งพุทธกาล จนถึงประมาณ พุทธศตวรรษที่ ๑๑ ตั้งแต่บัดนั้นมาพระพุทธศาสนาก็ได้เสื่อมจากอินเดีย โดยถูกครอบงำจากอิทธิพล ของศาสนาฮินดู ระยะกาลอันยาวนานของพุทธศาสนาที่มีต่อวิถีชีวิตคนอินเดียกว่า ๑ พันปี จะเห็นว่า พุทธศาสนามีบทบาทต่อสังคมอินเดียในสมัยต่าง ๆ ดังนี้เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๒ ในรัชสมัยของพระเจ้า อโศกมหาราช ทรงศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนาเถรวาทมาก ทรงทำนุบำรุงพระพุทธศาสนาและ ปกครองบ้านเมืองให้สงบร่มเย็น ประชาชนอยู่กันอย่างสงบสุข บทบาทสำคัญของพระเจ้าอโศก มหาราชที่มีต่อพระพุทธศาสนาคือทรงอุปถัมภ์การสังคายนาพระธรรมวินัยครั้งที่ ๓ ขจัดภัยร้ายของ พระพุทธศาสนาด้วยการขจัดพวกเดียรถีย์ปลอมบวช ส่งพระสมณทูตไปเผยแผ่พุทธศาสนา ได้มีการส่งสมณฑูตไปในประเทศต่าง ๆ รวมถึง ๙ สายด้วยกัน เมื่อประมาณพุทธศตวรรษที่ ๙ - ๑๑ ราชวงศ์คุปตะทางอินเดียตอนเหนือเจริญรุ่งเรือง ในสมัยราชวงศ์นี้ได้ชื่อว่าเป็นยุคทองทาง ศาสนา วรรณคดี ศิลปกรรม และปรัชญา แม้ว่าพระเจ้าแผ่นดินในราชวงศ์นี้จะเป็นฮินดูส่วนมาก แต่ก็ ทรงอุปถัมภ์คุ้มครองพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดี โดยเฉพาะฝ่ายมหายาน จนเจริญรุ่งเรืองไปสู่ประเทศ ใกล้เคียง กษัตริย์ที่มีบทบาทสำคัญได้แก่ พระเจ้าจันทรคุปต์ พระเจ้าสมุทรคุปต์ พระเจ้าวิษณุคุปต์ และพระเจ้าสกันธคุปต์ ในยุคนี้ พระพุทธศาสนาฝ่ายมหายานได้รจนาคัมภีร์ขึ้นมากมาย ด้าน


๗ จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา ศิลปกรรมทางพุทธศาสนามีความเจริญรุ่งเรืองอย่างมาก เช่น ศาสนสถาน และศาสนวัตถุ ได้สร้างขึ้น อย่างงดงาม พระพุทธรูปศิลปะสมัยคุปตะมีหลายขนาด หลายปาง แม้พระพุทธรูปสมัยทวาราวดีก็ ได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะสมัยคุปตะ ส่วนด้านปรัชญา ได้มีนักปรัชญาทางพุทธศาสนาหลายท่าน เช่น ท่านนาคารชุน ท่านอสังคะ และท่านวสุพันธ์ ท่านเหล่านี้ประกาศพุทธปรัชญาให้เป็นที่สนในแก่ ประชาชน โดยเฉพาะนักคิดนักปรัชญาทั้งหลาย แม้ว่าจะเป็นปรัชญาฝ่ายมหายาน แต่ก็ได้มีอิทธิพล ต่อความคิด ความเชื่อของชาวอินเดียไม่น้อยในด้านการศึกษาพระพุทธศาสนา ราว พ.ศ. ๑๐๐๐ การศึกษาทางพุทธศาสนาได้ก้าวหน้าไปมาก ถึงกับขยายการจัดการศึกษาไปเป็นรูปแบบมหาวิทยาลัย จึงได้เกิดมหาวิทยาลัยแห่งแรกในโลกขึ้น คือมหาวิทยาลัยนาลันทา และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ขยาย ตามมาอีก คือ มหาวิทยาลัยวัลภี มหาวิทยาลัยวิกรมศิลา มหาวิทยาลัยโสมบุรี และมหาวิทยาลัยช คัททละ มหาวิทยาลัยเหล่านี้ได้กระจายอยู่ในอินเดียตอนเหนือ มหาวิทยาลัยนาลันทาได้มีคณาจารย์ สั่งสอนธรรมมีถึง ๑๕๐๐ ท่าน นักศึกษาจำนวนนับหมื่น มีทั้งชาวอินเดีย และชาวต่างชาติ เช่น จีน ทิเบต อินโดนีเซีย ตูรกี ทั้งบรรพชิตและคฤหัสถ์ ทั้งฝ่ายมหายานและเถรวาท และศาสนาอื่น ๆ การศึกษาพระพุทธศาสนาจึงเป็นไปอย่างกว้างขวาง พ.ศ. ๑๑๐๐ พระเจ้าหรรษวรรธนะ (พระเจ้าศีลา ทิตย์) ราชวงศ์วรรธนะ แห่งวรรณะแพศย์ ได้กำจัดอำนาจราชวงศ์คุปตะแห่งวรรณะพราหมณ์ลงได้ และขึ้นครองราชเป็นมหาราชที่ยิ่งใหญ่ สรุป อิทธิพลทางพุทธศาสนาต่อประเทศอินเดีย เป็นลักษณะผสมผสานกับอิทธิพลของศาสนาอื่น โดยเฉพาะศาสนาฮินดู เนื่องจากศาสนาฮินดูเป็นศาสนาดั้งเดิมที่วิวัฒนาการมาจากศาสนาพราหมณ์ ที่อยู่กับชาวอินเดียมาตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน อิทธิพลของฮินดูฝังรากลึกอยู่ในวิถีชีวิตของชาว อินเดียมาช้านาน ส่วนอิทธิพลของพุทธศาสนามีอยู่ใน ๒ ลักษณะ คือ ๑. อิทธิพลของคำสอนที่ปนอยู่ในคัมภีร์ของศาสนาฮินดู เนื่องจากศาสนาฮินดูพยายามกลืน พุทธศาสนา โดยเอาหลักธรรมทางพุทธศาสนาไปประยุกต์กับศาสนาฮินดู โดยเอาพระพุทธเจ้าเป็น หนึ่งในอวตารของพระณารายณ์ คำสอนของพุทธศาสนาจึงปะปนอยู่ในคัมภีร์ของฮินดู พิธีรีตอง ส่วนมากซึ่งเกี่ยวเนื่องกับคัมภีร์พระเวท ตลอดจนรูปแบบของศาสนาที่แพร่หลายเป็นที่นิยมของ ประชาชนโดยทั่วไป โดยเฉพาะก็คือประเพณีการสังเวยเทพเจ้าด้วยชีวิตสัตว์ได้สูญสลายไป ความคิด เรื่องอหิงสาซึ่งมีปรากฏอยู่แล้วในคัมภีร์พระเวทและคัมภีร์อุปนิษัท ได้รับการเน้นหนักจากพุทธศาสนา ๒. อิทธิพลของพุทธศาสนาดั้งเดิม มีอิทธิพลต่อสังคมอินเดียในสมัยที่พุทธศาสนารุ่งเรืองอยู่ ตั้งแต่ครั้งพุทธกาลจนถึงหลังพุทธปรินิพพาน กระทั่งจนพุทธศาสนาสูญสิ้นไปจากอินเดีย ราว ศตวรรษ ที่ ๑๑ – ๑๗ นับว่าประวัติศาสตร์อันยาวนานของพุทธศาสนาที่เคยเจริญรุ่งเรืองอยู่ในอินเดีย แต่


๘ จุดเริ่มต้นของพระพุทธศาสนา ปัจจุบันกลับไปเจริญในดินแดนอื่น ส่วนในอินเดียก็มีเพียงชาวพุทธกลุ่มหนึ่งเป็นกลุ่มน้อยของ ประชากรอินเดียที่นับถือพระพุทธศาสนาอยู่ การอ้างอิงประจำบท http://www.trueplookpanya.com/learning/detail/31661/044244


๙ อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย ดินแดนไทยของเรากว่าจะมาเป็นอย่างทุกวันนี้ ในอดีตพื้นที่เหล่านี้ เคยเป็นอาณาจักรที่มีชื่อ อื่นมาก่อน เราถอยล่นลงมาบ้าง มีการทำศึกสงครามเมื่อไทยชนะดินแดนนั้นก็จะกลายเป็นดินแดน ของไทยแทนที่เจ้าของเดิม หรือมีการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรี แล้วมีการยกดินแดนให้ไทย ก็กลายเป็น ดินแดนไทย บางทีไทยก็ต้องเสียดินแดนของไทยให้กับผู้มารุกรานเราเหมือนกันซึ่งการเปลี่ยนแปลง ความเป็นเจ้าของดินแดนก็จะมีเกิดขึ้นตามสถานการณ์ความได้เปรียบเสียเปรียบของแต่ละฝ่าย ซึ่งมี เหตุปัจจัยหลายอย่างสำหรับดินแดนไทยนั้น มีอาณาจักรโบราณดังนี้ ๑. อาณาจักรฟูนัน สันนิษฐานว่าเป็นอาณาจักรของชาวขอมมีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอู่ทองหรือเมืองออกแก้วไม่ ทราบแน่ชัด แต่มีชื่อเรียกในสมัยโบราณว่า วยาธปุระ มีอาณาเขตครอบคลุมประเทศกัมพูชาทั้งหมด และบริเวณภาคกลางของไทย ฟูนันเจริญรุ่งเรืองในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๗-๑๐ เมื่อฟูนันเสื่อมอำนาจลง อาณาจักรทวารวดีมีอำนาจขึ้นในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาแทนอาณาจักรฟูนัน ฟูนันมีความสัมพันธ์ ทางการทูตกับจีนและอินเดีย วัฒนธรรมประเพณีของฟูนันได้รับอิทธิพลมาจากอินเดีย


๑๐ อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย ๒. อาณาจักรทวารวดี อยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๒ มีเมืองสำคัญ คือ เมืองละโว้ และเมืองนครชัยศรี นอกจากนี้ยังมีเมืองอื่นๆอีก เช่น เมืองคูบัว เมืองอู่ทอง เมืองศรีเทพ อาณาจักรทวาราวดีตั้งอยู่ใน บริเวณสองฝั่งลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง อาณาจักรทวารวดีเกิดขึ้นหลังจากฟูนันเสื่อมอำนาจลง วัฒนธรรมประเพณีคล้ายกับอาณาจักรฟูนัน เป็นลักษณะเมืองโบราณที่มีคูน้ำและคันดินล้อมรอบเมือง เป็นรูปวงกลมหรือวงรี ประมาณ ๑-๓ ชั้น แต่ละเมืองจะมีกษัตริย์ปกครองตนเอง ชุมชนทวารวดี เจริญรุ่งเรืองมาก ๓. อาณาจักรละโว้ แต่เดิมสันนิษฐานว่าเป็นอาณาจักรของขอม แต่จากหลักฐานในปัจจุบัน น่าเชื่อว่าเป็น อาณาจักรโบราณของไทย อาณาจักรละโว้อาจเป็นถิ่นกำเนิดของพระเจ้าอู่ทอง ผู้ทรงสถาปนากรุงศรี อยุธยา ละโว้ตกเป็นเมืองขึ้นของขอมในช่วงที่ขอมเจริญรุ่งเรือง วัฒนธรรมคล้ายขอม มีอายุอยู่ในช่วง ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๘ พร้อมๆกับอาณาจักรทวารวดีและศรีวิชัย มีพัฒนาการต่อเนื่องมาจาก อาณาจักรทวารวดี บางเมืองเกิดขึ้นซ้อนทับเมืองทวารวดี บางเมืองย้ายไปสร้างใหม่ในที่ไม่ไกลนัก หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญที่ค้นพบ ได้แก่ พระปรางค์สามยอด เทวรูปพระโพธิสัตว์ พระพุทธรูป ปางนาคปรก


๑๑ อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย ๔. อาณาจักรตามพรลิงค์ มีศูนย์กลางอยู่ที่นครศรีธรรมราช (อาจเป็นบริเวณบ้านท่าเรือหรือบ้านพระเวียง) ซึ่งตั้งอยู่ ด้านเหนือ ของอาณาจักรลังกาสุกะ (บริเวณปัตตานี) มีอาณาเขตทางด้านทิศตะวันออกและทิศ ตะวันตก นั้นจดทะเลอันดามันถึงบริเวณที่เรียกว่า ทะเลนอกซึ่งเป็นบริเวณจังหวัดกระบี่ปัจจุบัน คำว่า ตามพร เป็นภาษีบาลี แปลว่า ทองแดง ส่วนลิงค์ เป็นเครื่องหมายบอกเพศเขียนเป็นอักษร ภาษาอังกฤษว่า Tambalinga หรือ Tammaling หรือ Tamballinggam จีนเรียกดันเหมยหลิว หรือ โพ-ลิง หรือ โฮลิง (แปลว่า หัวแดง) อาณาจักรตามพรลิงค์มีกษัตริย์สำคัญคือ พระเจ้าศรีธรรม โศกราล และพระเจ้าจันทรภาณุศรีธรรมราช ซึ่งทรงสามารถรวยรวบพวกมลายู และแขกทมิฬไว้ใน อำนาจ อาณาจักรตามพรลิงค์เป็นศูนย์กลางการเผยแพร่พระพุทธศาสนาแบบลังกาวงศ์ ไปยัง อาณาจักรสุโขทัย และดินแดนทั่วแหลมมลายูเป็นชุมชนสำคัญแถบชายทะเลในดินแดนภาคใต้ของ ประเทศไทย มีหัวเมืองสำคัญได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองไชยา เมืองปัตตานี เมืองสงขลา เมือง ตะกั่วป่า เริ่มราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๓ ต้นพุทธศตวรรษที่ ๑๔ นับเป็นเมืองโบราณเก่าแก่ในแหลม มลายู มีชื่อเรียกในศิลาจารึกว่า ตามพรลิงค์ และยังมีชื่อในตำนานต่างๆว่า นครดอนพระ ศรีธรรมราช ศิริธรรมราช เป็นต้น อาณาจักรตามพรลิงค์ เป็นชุมชนสำคัญแถบชายทะเลในดินแดนภาคใต้ของประเทศไทย มีหัว เมืองสำคัญได้แก่ เมืองนครศรีธรรมราช เมืองไชยา เมืองปัตตานี เมืองสงขลา เมืองตะกั่วป่า เคยเป็น เมืองขึ้นของอาณาจักรศรีวิชัย แต่ได้กลับมาตั้งตัวเป็นอิสระและมีความเจริญถึงขีดสุดทั้งด้าน อาณาจักรและศาสนจักร ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ได้มีเมืองขึ้นถึง ๑๒ หัวเมือง โดยใช้ตรารูปสัตว์ ประจำปีนักษัตรเป็นตราประจำเมืองขึ้นนั้นๆ


๑๒ อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย สายบุรี – หนู / ปัตตานี – วัว / กลันตัน – เสือ / ปาหัง – กระต่าย / ไทรบุรี –งูใหญ่ / พัทลุง – งูเล็ก ตรัง –ม้า / ชุมพร – แพะ / บันไทยสมอ – ลิง /สงขลา – ไก่ / ตะกั่วป่า (ถลาง) – หมา / กระบุรี – หมู อาณาจักรตามพรลิงค์ ได้มีการเรียกชื่อใหม่ ว่า อาณาจักรศิรธรรม ภายหลังเมื่อเป็นเมืองนี้ อยู่ในอำนาจของอาณาจักรสุโขทัยจึงได้เปลี่ยนเป็น เมืองศรีธรรมราช เมืองนครศรีธรรมราชเป็นเมืองขึ้นของกรุงสุโขทัยในสมัยพ่อขุนรามคำแหงและถูกผนวกเข้า เป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาในพุทธศตวรรษที่ 20หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ คือ พระบรม ธาตุเจดีย์ ๕. อาณาจักรศรีวิชัย อาณาจักรศรีวิชัย หรืออาณาจักรศรีโพธิ์ ก่อตั้งโดยราชวงศ์ไศเลนทร์ ในช่วงที่อาณาจักรฟูนัน ล่มสลาย เป็นอาณาจักรใหญ่ในภาคใต้ของไทย ตั้งอยู่บนเกาะชวา เกาะสุมาตรา คาบสมุทรมลายู และ ดินแดนบางส่วนของไทย มีความเจริญรุ่งเรืองราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖ เสื่อมอำนาจราวพุทธ ศตวรรษที่ ๑๘ เสียอำนาจให้กับอาณาจักรสุโขทัยและอยุธยา มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองไชยา และ นครศรีธรรมราช หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ คือ พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร เจดีย์พระบรมธาตุ ไชยา จ. สุราษฎร์ธานี พระบรมธาตุเจดีย์ จ. นครศรีธรรมราช ๖. อาณาจักรโคตรบูร ตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย มีศูนย์กลางอยู่ที่ นครพนม ครอบคลุมดินแดนสองฝั่งแม่น้ำโขง ตั้งแต่เมืองอุดรธานี หนองคาย เวียงจันทน์ นครพนม จนถึงอุบลราชธานี มีความสัมพันธ์กับอาณาจักรล้านช้าง หลักฐานทางโบราณคดีที่สำคัญ คือ พระธาตุ พนม จ.นครพนม ปราสาทหินพิมาย จ.นครราชสีมา ปราสาทหินพนมรุ้ง จ.บุรีรัมย์ ๗. อาณาจักรล้านนา เป็นอาณาจักรโบราณอยู่ทางภาคเหนือของไทย ตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ บริเวณ ดินแดนแม่น้ำปิง แม่น้ำกก และแม่น้ำโขง แบ่งเป็น ๒ แคว้น คือ แคว้นโยนกเชียงแสน พระเจ้าสิงหน วัติ ผู้สร้างเมือง “โยนกนาคพันธุ์” ณ บริเวณลุ่มแม่น้ำโขง ที่ราบเชียงราย มีกษัตริย์ปกครองสืบต่อกัน มาจนถึงพระเจ้าพรหมมหาราช แต่ต่อมาในตำนานสิงหนวัติกล่าวไว้ว่า อาณาจักรแห่งนี้ถูกรุกรานจาก ภายนอกและเกิดภัยพิบัติน้ำท่วมจนเมืองล่มกลายเป็นหนองน้ำ และแคว้นเงินยางเชียงแสน ต่อมาได้


๑๓ อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย รวมกับอาณาจักรหริภุญชัย หลังจากนั้นอาณาจักรล้านนาได้กลับมาเจริญรุ่งเรืองอีกครั้ง ในราวพุทธ ศตวรรษที่ ๑๙ และได้ตั้งราชธานีใหม่ขึ้นที่เมืองเชียงใหม่ บริเวณลุ่มแม่น้ำปิง ๘. อาณาจักรหริภุญชัย ตั้งขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ตรงกับปี พ.ศ.๑๒๐๖ บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำปิงตอนบน หรือบริเวณลุ่มแม่น้ำวัง มีเมืองสำคัญคือ เมืองลำปาง (เมืองเขลางค์นคร) เมืองลำพูน (เมืองหริภุญชัย) มีปฐมกษัตริย์คือ นางจามเทวี ธิดากษัตริย์แห่งกรุงละโว้ จนถึงพญายีบา รวมทั้งสิ้น ๔๙ พระองค์ ต่อมาถูกรวมเข้ากับอาณาจักรล้านนาของพระยามังรายมหาราช ประมาณปี พ.ศ. ๑๘๒๔ หลักฐาน ทางโบราณคดีที่สำคัญ คือ วัดจามเทวี วัดพระธาตุหริภุญชัย ๙. อาณาจักรสุโขทัย ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มแม่น้ำยม สถาปนาขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ ๑๘ ในฐานะสถานีการค้าของรัฐ ละโว้ หลังจากนั้นราวปี พ.ศ ๑๗๘๒ พ่อขุนบางกลางหาวและพ่อขุนผาเมืองแห่งราชวงศ์พระร่วง ได้ ร่วมกันกระทำการยึดอำนาจจากขอมสบาดโขลญลำพงเป็นผลสำเร็จ และได้สถาปนาเอกราชให้รัฐ สุโขทัยเป็นอาณาจักรสุโขทัยและปฐมกษัตริย์ มีความเจริญรุ่งเรืองตามลำดับและเพิ่มถึงขีดสุดในสมัย พ่อขุนรามคำแหงมหาราชก่อนจะค่อย ๆ ตกต่ำ และประสบปัญหาทั้งจากปัญหาภายนอกและภายใน และเสื่อมอำนาจลงในสมัยพระธรรมราชาที่ 4 จนต่อมาถูกรวมเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรอยุธยาไป ในที่สุด กษัตริย์ที่ปกครองสุโขทัย มี พระยาพาลีราช พระยาอภัย พระอรุณกุมาร พระยาพสุจราช พระยาธรรมไตรโลก พระยาศรีจันทราธิบดี พ่อขุนศรีนาวกำถุม ขอมสบาดโขลญลำพง พ่อขุนศรี อินทราทิตย์ พ่อขุนบานเมือง พ่อขุนรามคำแหงมหาราช พญาไสสงคราม พญาเลอไท พญางั่วนำถุม พระมหาธรรมราชาที่ ๑ (พระเจ้าลิไท) พระมหาธรรมราชาที่ ๒ (ลือไท) ๑๐. อาณาจักรกรุงศรีอยุธยา เป็นอาณาจักรของชนชาติไทย กรุงศรีอยุธยาถือกำเนิดเมื่อประมาณ พ.ศ ๑๘๙๓ เป็นช่วงที่ อาณาจักรสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจ กรุงศรีอยุธยาตั้งอยู่ในบริเวณลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่าง มีแม่น้ำ สามสายล้อมรอบ ได้แก่ แม่น้ำป่าสัก ทางทิศตะวันออก แม่น้ำเจ้าพระยาทางทิศตะวันตกและทิศใต้ แม่น้ำลพบุรี ทางทิศเหนือ ซึ่งในขณะนั้น ได้มีอาณาจักรคนไทยอื่น ๆ ตั้งบ้านเมืองเป็นชุมชนที่เจริญ อยู่ก่อนแล้ว ได้แก่ ละโว้ อู่ทอง สมเด็จพระรามาธิบดี ที่ ๑ (พระเจ้าอู่ทอง) เป็นผู้ทรงสถาปนากรุงศรี อยุธยาเป็นราชธานีกรุงศรีอยุธยามีความเจริญรุ่งเรืองมาก เป็นศูนย์กลางอำนาจหรือราชธานี ทั้งยังมี


๑๔ อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย ความสัมพันธ์ทางการค้ากับหลายชาติ จนถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางการค้าในระดับนานาชาติ เช่น จีน เวียดนาม อินเดีย ญี่ปุ่น เปอร์เซีย รวมทั้งชาติตะวันตก เช่น โปรตุเกส สเปน ฮอลันดา อังกฤษ และ ฝรั่งเศส ซึ่งในช่วงเวลาหนึ่งเคยสามารถขยายอาณาเขตประเทศราชถึง รัฐชานของพม่า อาณาจักร ล้านนา มณฑลยูนาน อาณาจักรล้านช้าง อาณาจักขอม และคาบสมุทรมลายู และล่มสลายในปี พ.ศ ๒๓๑๐ โดยพระเจ้ามังระ พระราชโอรสแห่งพระเจ้าอลองพญา เมืองพม่า อาณาจักรกรุงศรีอยุธยามี กษัตริย์ปกครอง ทั้งหมด ๕ ราชวงศ์ ๓๓ พระมหากษัตริย์ ๑๑. อาณาจักรอโยธยา มีศูนย์กลางอยู่ที่เมืองอโยธยา ทางตะวันออกของเมืองพระนครศรีอยุธยาในปัจจุบัน ในระยะ หลังผู้ปกครองแคว้นอโยธยาและแคว้นสุพรรณภูมิมีความเกี่ยวข้องกันทางเชื้อพระวงศ์ และต่อมาในปี พ.ศ 1893 พระเจ้าอู่ทองได้ตั้งอาณาจักรอยุธยาขึ้น สรุป ดินแดนไทยในปัจจุบันก็เป็นอาณาจักรของเมืองอื่น ๆ มาก่อน ไทยมีการเคลื่อนย้ายไม่ว่าจะ เป็นไปเพื่อความอุดมสมบูรณ์ที่ดีกว่า หรือความอ่อนแอของผู้ปกครองทำให้ผู้อยู่ก่อนต้องเสียดินแดน จนต้องหาดินแดนใหม่เพื่อความเป็นอิสระของเรา ผู้ใดได้ครอบครองดินแดนนั้น ก็มีการเปลี่ยนแปลง ชื่อไปตามที่ผู้ปกครองมีความประสงค์ หรือจากการเชื่อมสัมพันธ์ไมตรีแล้วได้รับดินแดนมาเป็นของ กำนัน ดินแดนนั้นก็จะกลายมาเป็นของผู้รับกำนัน จนกลายมาเป็นมีอาณาเขตที่ใหญ่ขึ้น และก็อาจจะ ลดน้อยลงหรือเสียดินแดนลงก็จากผู้ล่าดินแดน อาณาจักรโบราณในดินแดนไทย ก็เป็นการบ่งบอกการ เคลื่อนย้ายของไทยเราที่ได้มาทั้งจากการเป็นผู้รับของกำนัน เป็นผู้เสียดินแดนจากเหตุผลต่าง ๆ และ จากการรุกรานเจ้าของเดิม เช่นเดียวกับอาณาจักรอื่น ๆ การอ้างอิงประจำบท https://www.gotoknow.org/posts/643818 https://www.proextron.com/article/174/ http://www.satit.up.ac.th/BBC07/AroundTheWorld/hist/135.htm


๑๕ อาณาจักรทวารวดี อาณาจักรทวารวดี ทวารวดี เป็นคำภาษาสันสกฤต เกิดขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. ๒๔๒๗ โดยนายแซมมวล บีล ( Samuel Beel) ได้แปลงมาจากคำว่า โตโลโปตี้ (Tolopoti) ที่มีอ้างอยู่ในบันทึกของภิกษุจีนจิ้นฮง (Hiuantsang) ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ กล่าวว่า โตโลโปตี เป็นชื่อของอาณาจักรหนึ่งตั้งอยู่ระหว่าง อาณาจักรศรีเกษตร และอาณาจักรอิศานปุระ และเขาได้สรุปด้วยว่าอาณาจักรนี้เดิมตั้งอยู่ในดินแดน ประเทศไทย (สยาม) ปัจจุบัน และยังสันนิษฐานคำอื่น ๆ ที่มีสำเนียงคล้ายกันเช่น จวนโลโปติ (Tchouanlopoti) หรือ เชอโฮโปติ (Chohopoti) ว่าคืออาณาจักรทวารวดีด้วย ต่อมาความคิดเห็นนี้ได้มีผู้รู้หลายท่านศึกษาต่อและให้การยอมรับเช่น นายเอดัวร์ ชาวาน (Edourd Chavannes) และ นายตากากุสุ (Takakusu) ผู้แปลจดหมายเหตุการเดินทางของภิกษุอี้จิง ในปี พ.ศ. ๒๔๓๗ และ นายโปล เปลลิโอต์ (Paul Pelliot) ผู้ขยายความอาณาจักรทวารวดีเพิ่มอีกว่า มีประชาชนเป็นชาวมอญในปี พ.ศ. ๒๔๔๗ เป็นต้น ดังนั้นบรรดาเมืองโบราณรวมทั้งโบราณวัตถุสถาน ต่าง ๆ ที่พบมากมายโดยเฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำแม่น้ำเจ้าพระยา ซึ่งแต่เดิมไม่สามารถจัดกลุ่มได้ว่าเป็น ของขอม–เขมรหรือของไทย แต่มีลักษณะคล้ายกับศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์คุปตะ - หลังคุปตะ ราว พุทธศตวรรษที่ ๙-๑๓ ที่พันตรีลูเนต์ เดอ ลาจองกีเยร์ (Lunet de Lajonguiere) เรียกว่า กลุ่ม อิทธิพลอินเดียแต่ไม่ใช่ขอม–เขมร จึงถูกนำมาสัมพันธ์กลายเป็นเรื่องเดียวกัน โดยศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (พ.ศ. ๒๔๖๘) และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ (พ.ศ. ๒๔๖๙) เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่ กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ รวมทั้งงานศิลปกรรมที่พบนั้นว่าทวารวดี โดยใช้ เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรและอายุตามบันทึกของจีน กับอายุของงานศิลปกรรมที่ตรงกัน อาณาจักรทวารวดีจึงกลายเป็นอาณาจักรแรกในดินแดนไทย กำหนดอายุตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลงมาถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๖ อาณาจักรทวารวดี เป็นที่น่าเชื่อถือขึ้นอีกเมื่อพบเหรียญเงิน ๒ เหรียญ มีจารึกภาษาสันสกฤต อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ จากเมืองนครปฐมโบราณ มีข้อความว่า ศรีทวารวดีศวรปุณยะ ซึ่งแปลได้ ว่า บุญกุศลของพระราชาแห่งศรีทวารวดี หรือ บุญของผู้เป็นเจ้าแห่งศรีทวารวดี หรือ พระเจ้าศรีทวาร วดีผู้มีบุญอันประเสริฐ อาณาจักรทวารวดีจึงเป็นที่ยอมรับกันทั่วไปว่ามีอยู่จริง และยังเชื่อกันอีกด้วย ว่าเมืองนครปฐมโบราณน่าจะเป็นศูนย์กลางหรือเมืองหลวงของอาณาจักร แต่ขณะเดียวกันนักวิชาการ บางท่านก็เชื่อว่าเป็นอำเภออู่ทอง หรืออาจเป็นจังหวัดลพบุรี ที่น่าจะเป็นเมืองหลวงมากกว่ากัน


๑๖ อาณาจักรทวารวดี ปัจจุบันพบเหรียญลักษณะคล้ายกันอีก ๒ เหรียญ ที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี และที่อำเภอ อินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี ความสำคัญของเมืองนครปฐมจึงเปลี่ยนไป การคาดคะเนเมืองที่เป็นศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดี เมืองโบราณในสมัยทวารวดีเท่าที่พบแล้ว มีจำนวนประมาณ ๑๐๗ เมืองในทุกภูมิภาคของ ประเทศไทย โดยมีประมาณ ๗๐ เมืองอยู่ในเขตที่ราบลุ่มภาคกลางตามแม่น้ำเจ้าพระยาและภาค ตะวันออก ส่วนที่เหลือจะอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๓๐ เมือง นอกนั้น อยู่ในเขต ภาคเหนือและภาคใต้ ภาคละ ๑-๒ เมือง แต่เมืองที่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดีจาก หลักฐานทางโบราณคดี ทั้งจากด้านที่ตั้ง ขนาดของเมือง ศาสนสถาน โบราณวัตถุ และการติดต่อกับ โลกภายนอก มี ๓ แห่ง คือ ๑. เมืองโบราณอู่ทอง เมืองอู่ทองเป็นเมืองโบราณที่สำคัญที่มีความเก่าแก่ยิ่งกว่าเมืองโบราณสมัยทวารวดีอื่น ๆ เป็นเมืองท่าโบราณที่สำคัญ และเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของอาณาจักรทวาร วดี และยังได้พบอิทธิพลของพระพุทธศาสนามหายานจากศูนย์กลางพระพุทธศาสนาในอาณาจักรศรี วิชัยได้แผ่เข้ามาในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๖ เนื่องจากได้พบประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว์ในคติ มหายานหลายองค์ เมืองโบราณอู่ทองตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำจระเข้สามพัน ตำบลท่าพระยาจักร อำเภอ อู่ทอง ห่างจากที่ตั้งจังหวัดสุพรรณบุรีไปประมาณ ๓๐ กิโลเมตร ภายในตัวเมืองโบราณอู่ทองและนอก เมือง พบโคกเนินดินตั้งอยู่เป็นหย่อม ๆ จำนวนไม่น้อยกว่า ๒๐ แห่ง โคกเนินดินเหล่านี้เป็นที่ตั้งของ สถูปเจดีย์โบราณ เมืองโบราณอู่ทองมีร่องรอยการติดต่อค้าขายกับอินเดียตั้งแต่ช่วงยุคเหล็กตอน ปลายหรือสมัยราชวงศ์โมริยะ-ศุงคะ ในพุทธศตวรรษที่ ๓-๕ และเจริญสืบต่อมาจนกลายเป็น ศูนย์กลางทางการค้าที่สำคัญในสมัยอินโด-โรมัน ในพุทธศตวรรษที่ ๕-๙ จนถึงสมัยคุปตะ ในพุทธ ศตวรรษที่ ๙-๑๑ และสมัยหลังคุปตะ ในพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ โดยมีหลักฐานทางโบราณวัตถุ สำคัญที่สนับสนุนคือ ลูกปัดชนิดต่าง ๆ มีทั้งที่ทำด้วยหิน แก้ว และที่เป็นทองก็พบด้วย และเหรียญ กษาปณ์ของโรมัน ซึ่งเป็นเหรียญทองแดงของจักรพรรดิวิคโตรินุสแห่งราชอาณาจักรโรมันตะวันตก (พ.ศ. ๘๑๑-๘๑๓) ๒. เมืองโบราณนครปฐม เมืองนครปฐมเป็นเมืองโบราณสำคัญในสมัยสมัยทวารวดี เป็นศูนย์กลางและเมืองท่าสำคัญ ของอาณาจักรทวารวดีในยุคหลัง คือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖ ด้วยเหตุที่สภาพที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่


๑๕ อาณาจักรทวารวดี อยู่ไม่ไกลจากชายฝั่งทะเลอ่าวไทยโบราณ และมีการขุดคูเมืองและคูคลองต่าง ๆ ที่มีขนาดกว้างมาก เป็นพิเศษ ทำให้เรือสินค้าสามารถเข้ามาติดต่อค้าขายภายในเมืองได้อย่างสะดวก เมืองโบราณนครปฐมเป็นศูนย์กลางทางพระพุทธศาสนาในยุคหลัง ดังที่ได้พบหลักฐานด้าน ศิลปกรรมเนื่องในพระพุทธศาสนาจำนวนมาก เช่น เจดีย์องค์เดิมของพระปฐมเจดีย์ เจดีย์พระประ โทณ เจดีย์จุลประโทน เจดีย์วัดพระเมรุ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังพบประติมากรรมสำคัญขนาดใหญ่เป็น จำนวนมาก เช่น พระพุทธรูป ศิลาธรรมจักรจำนวนมาก ประมาณ ๓๐ กว่าวง บางวงมีศิลารูปกวาง หมอบประกบอยู่ เป็นต้น ซึ่งได้รับอิทธิพลพระพุทธศาสนาสมัยคุปตะและหลังคุปตะของอินเดีย โดยที่ ช่วงเวลาที่รุ่งเรืองที่สุดของชุมชนภายในเมืองจะอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ ในขณะที่เมือง โบราณอู่ทองน่าจะมีบทบาทเป็นศูนย์กลางและเมืองท่าสำคัญในยุคแรก ราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๓ 3. เมืองโบราณศรีเทพ เมืองโบราณศรีเทพน่าจะมีความเป็นไปได้ในการเป็นราชธานีของทวารวดี “ทวารวดี” ได้ชื่อ จาก “ทวารกา” เมืองที่สถาปนาโดยพระกฤษณะในอินเดีย ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคว้น คุ ชราต เมืองโบราณศรีเทพ จังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นแห่งเดียวที่พบว่า ได้มีการสร้างประติมากรรมเนื่อง ในศาสนาพราหมณ์คือเทวรูปพระกฤษณะ ผู้เป็นอวตารปางที่ ๘ ของพระวิษณุ ในศาสนาพราหมณ์ นิกายไวษณพ ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๔ ในศาสนาพราหมณ์อีกเป็นจำนวนมาก ที่พบ มาก ได้แก่ พระนารายณ์สี่กรสามหมวกทรงกระบอก พระกฤษณะ ยกภูเขาโควรรธนะ ซึ่งเป็นอวตาร ปางหนึ่งของพระนารายณ์ และพระสุริยเทพ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า มีชุมชนชาวอินเดียที่นับถือศาสนา พราหมณ์ ไวษณพนิกาย ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณเมืองโบราณศรีเทพ ร่องรอยกลุ่มวัฒนธรรมทวารวดี อาณาเขตของอาณาจักร


๑๘ อาณาจักรทวารวดี ปัจจุบันร่องรอยเมืองโบราณ รวมทั้งศิลปะโบราณวัตถุสถานและจารึกต่าง ๆ ในสมัยทวารวดีนี้พบ เพิ่มขึ้นอีกมากมาย และที่สำคัญได้พบกระจายอยู่ในทุกภาคของประเทศไทย โดยไม่มีหลักฐานของ การแผ่อำนาจทางการเมืองจากจุดศูนย์กลางเฉกเช่นรูปแบบการปกครองแบบอาณาจักรทั่วไป เช่น ภาคเหนือ : ที่อำเภอสวรรคโลก อำเภอทุ่งเสลี่ยม จังหวัดสุโขทัย, อำเภอพิชัย จังหวัด อุตรดิตถ์, จังหวัดลำพูนและ จังหวัดเชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ : พบทุกจังหวัด ในแต่ละจังหวัดพบมากกว่า 1 แห่งขึ้นไป บาง จังหวัดพบว่ามีมากกว่า ๗ แห่ง และมีการค้นพบมากขึ้นเรื่อย ๆ ภาคตะวันออก : ที่ดงละคร จังหวัดนครนายก, จังหวัดปราจีนบุรี, จังหวัดสระแก้วและจังหวัด ชลบุรี ภาคใต้ : ที่จังหวัดปัตตานี ภาคกลาง : กระจายอยู่ตามลุ่มแม่น้ำสำคัญต่าง ๆ เช่น แม่น้ำเพชรบุรี, แม่น้ำแม่กลอง, แม่ น้ำท่าจีน, แม่น้ำลพบุรี, แม่น้ำป่าสัก และแม่น้ำเจ้าพระยา จากการศึกษาจากภาพถ่ายทางอากาศพบเมืองโบราณสมัยนี้ถึง ๖๓ เมืองด้วยกัน นอกจากนี้ จากการสำรวจและขุดค้นทางโบราณคดียังพบว่าเมืองโบราณแทบทุกแห่งจะมีลักษณะของการ ต่อเนื่องทางวัฒนธรรมจากชุมชนสมัยก่อนประวัติศาสตร์ พัฒนาการขึ้นมาสู่ช่วงสมัยทวารวดีเมื่อมี การติดต่อกับอารยธรรมอินเดีย ดังนั้นทฤษฎีของนักวิชาการรุ่นก่อนโดยเฉพาะความเชื่อเรื่องรูปแบบการปกครองแบบ อาณาจักรและเมืองศูนย์กลางจึงเปลี่ยนไป ว่าน่าจะอยู่ในขั้นตอนของเมืองก่อนรัฐ (Proto-State) ใน รูปของเมืองเบ็ดเสร็จหรือเมืองที่มีองค์ประกอบสมบูรณ์ในตัวเองทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และความเชื่อศาสนา หากจะมีอำนาจทางการเมืองก็หมายถึงมีอำนาจเหนือเมืองบริวารหรือชุมชน หมู่บ้านรอบ ๆ ในพื้นที่ใกล้เคียงเท่านั้น เมืองใหญ่เหล่านี้แต่ละเมืองจะมีอิสระต่อกัน และเกิดขึ้นมา พร้อมๆ กันเพราะผลจากการติดต่อค้าขายและรับวัฒนธรรมจากอินเดีย โดยเฉพาะทางด้านศาส นา พุทธแบบหินยาน รวมทั้งภาษาและรูปแบบศิลปกรรมแบบเดียวกัน สภาพสังคมสมัยทวารวดี สภาพสังคมทวารวดีนั้นลักษณะไม่น่าจะเป็นอาณาจักร คงเป็นเมืองขนาดต่าง ๆ ซึ่งพัฒนา ขยายตัวจากสังคมครอบครัว และสังคมหมู่บ้านมาเป็นสังคมเมืองที่มีชุมชนเล็ก ๆ ล้อมรอบ มีหัวหน้า


๑๕ อาณาจักรทวารวดี ปกครอง มีการแบ่งชนชั้นทางสังคม นอกจากนี้ยังมีการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองต่อเมืองหรือรัฐต่อรัฐ ไม่ใช่ความสัมพันธ์โดยการเมือง แต่โดยการค้า ศาสนา และความเหมือนกันทางวัฒนธรรม สภาพเศรษฐกิจสมัยทวารวดี เศรษฐกิจของชุมชนทวารวดีคงจะมีพื้นฐานทางการเกษตรกรรม มีการค้าขายแลกเปลี่ยน ระหว่างเมือง หรือการค้าขายแลกเปลี่ยนกับชุนชนภายนอก ชุมชนทวารวดีเริ่มต้นแนวความเชื่อแบบ พุทธศาสนาในลัทธิเถรวาท ควบคู่ไปกับการนับถือศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู ทั้งลัทธิไศวนิกาย และ ลัทธิไวษณพนิกาย โดยศาสนาพราหมณ์ หรือศาสนาฮินดู จะแพร่หลายในหมู่ชมชนชั้นปกครอง ใน ระยะหลังเมื่อเขมรเข้าสู่สมัยเมืองพระนคร เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมทวารวดีก็ถูกครอบงำโดย เขมร และในตอนท้ายคติความเชื่อเดิมก็ได้เปลี่ยนแปลงไป เทคโนโลยีสมัยทวารวดี ชาวทวารวดีได้มีการพัฒนาการทางเทคโนโลยีอันก้าวหน้าจากการจัดระบบชลประทานทั้ง ภายในและภายนอกเมือง มีการขุดคลอง สระน้ำ การทำคันบังคับน้ำหรือทำนบ ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ได้ ถ่ายทอดสู่ชนรุ่นหลังในสมัยลพบุรี และสมัยอาณาจักรสุโขทัย ด้านการคมนาคม คนในสมัยทวารวดีมี การสัญจรทั้งทางน้ำและทางบก นอกเหนือจากการติดต่อกับชาวเรือที่เดินทางค้าขายแล้ว ยังปรากฏ ร่องรอยของคันดินซึ่งสันนิษฐานว่าอาจเป็นถนนเชื่อมระหว่างเมือง นอกจากนี้หลักฐานทางโบราณคดี ที่พบไม่ว่าจะเป็นสถาปัตยหรือประติมากรรมล้วนแล้วแต่แสดงความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และศิลปกรรม เช่น เทคนิคตัดศิลาแลง การสกัดหิน การทำประติมากรรม การหล่อสำริด การหลอม แก้ว วัฒนธรรมทวารวดีเริ่มเสื่อมลงราวปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมแบบเขมร โบราณจากประเทศกัมพูชา ที่มีคติความเชื่อทางศาสนาและรูปแบบศิลปกรรมที่แตกต่างออกไปเข้ามา แทนที่ แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาเรื่องทวารวดียังต้องการคำตอบอีกมากไม่ว่าปัญหาเรื่องของ อาณาจักรหรือเมืองอิสระ ปัญหาเมืองศูนย์กลาง ปัญหาอาณาเขต หรือแม้แต่ชื่อ ทวารวดี จะเป็นชื่อ อาณาจักร หรือชื่อกษัตริย์ หรือชื่อราชวงศ์หนึ่ง หรืออาจเป็นชื่อที่ใช้เรียกกลุ่มเมืองเจ้าของวัฒนธรรม แบบเดียวกันเฉกเช่นกลุ่มศรีวิชัยทางภาคใต้ ก็ยังเป็นปัญหาที่ต้องขบคิดและหาหลักฐานมาพิสูจน์กัน ต่อไป


๒๐ อาณาจักรทวารวดี ศิลปทวารวดี จิตรกรรม ไม่เหลืออะไรปรากฏเป็นหลักฐานทางด้านจิตรกรรม ชำรุดเสียหายไปหมดแล้ว เพราะงานจิตรกรรมเขียนด้วยวัสดุที่ไม่คงทน และถูกแดดถูกฝนจึงสูญหายไป ประติมากรรม พระพุทธรูป ลักษณะสำคัญของพระพุทธรูปสมัยทวาราวดี แบ่งออกเป็น ๓ ยุค คือ ๑.มีลักษณะของอินเดียแบบคุปตะและหลังคุปตะ บางครั้งก็มีอิทธิพลของอมราวดี อยู่ด้วย ลักษณะวงพักตร์แบบอินเดีย ไม่มีรัศมี จีวรเรียบเหมือนจีวรเปียก พระพุทธรูปนั่งจะขัดสมาธิ หลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ๒.พัฒนาขึ้นจากแบบแรก โดยมีอิทธิพลพื้นเมืองผสมมากขึ้น พระขนงต่อกันเป็นรูป ปีกกา พระเกตุมาลาเป็นต่อมนูนใหญ่ บางทีมีรัศมีบัวตูมเหนือเกตุมาลา และสั้น พระพักตร์แบนกว้าง พระเนตรโปน พระหนุ (คาง) ป้าน พระนลาฏ (หน้าผาก) แคบ พระนาสิกป้านใหญ่แบน พระโอษฐ์ หนา พระหัตถ์และพระบาทใหญ่ ยังคงขัดสมาธิหลวม ๆ แบบอมราวดี มีอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษ ที่ ๑๓-๑๕ พระพุทธรูปปางแสดงธรรมที่พระปฐมเจดีย์ ๓.พระพุทธรูปในช่วงนี้ได้รับอิทธิพลศิลปะเขมร เนื่องจากเขมรเริ่มมีอิทธิพลมากขึ้น ในสมัยเมืองพระนคร ประมาณพุทธศตวรรษที่ 15 ในระยะนี้จึงมีอิทธิพลเขมรแบบบาปวนในประเทศ ไทยเรียกว่าศิลปะลพบุรีปะปน เช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีลักยิ้ม นั่งขัดสมาธิราบ เป็นต้น


๑๕ อาณาจักรทวารวดี นอกจากพระพุทธรูปแล้วยังพบสัญลักษณ์ของพระพุทธเจ้า ซึ่งแสดงการสืบทอดแนวคิดทางศิลปะ อินเดียโบราณก่อนหน้าที่จะทำรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์ภายใต้อิทธิพลศิลปะกรีก ประติมากรรมกลุ่มเทวรูปรุ่นเก่า เป็นประติมากรรมศาสนาพราหมณ์หรือฮินดู อยู่ร่วมสมัยกับทวารวดีตอนต้น และตอนปลาย ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๓ ที่เมืองศรีมโหสถและเมืองศรีเทพ และพบอยู่ร่วมกับศรีวิชัยและทวาร วดีที่ภาคใต้ของประเทศไทย มักจะทำเป็นรูปพระนารายณ์ ลักษณะพระพักตร์จะไม่เหมือนพระพุทธรูปแบบทวารวดี จะมีลักษณะคล้ายกับอินเดีย ตัวอย่างเช่น พระนารายณ์ที่ไชยาแสดงลักษณะอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบมทุราและอมราวดี(พุทธ ศตวรรษที่ ๖-๙) รวมทั้งที่พบที่นครศรีธรรมราช ซึ่งถือสังข์ด้วยพระหัตถ์ซ้ายด้านล่าง ผ้านุ่งและผ้า คาดที่พบที่ภาคใต้และที่เมืองศรีมโหสถ จะมีผ้าคาดเฉียงเหมือนศิลปะอินเดียหลังคุปตะ (ปัลลวะ) ใน ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ส่วนเทวรูปรุ่นเก่าที่อำเภอศรีเทพจะมีอายุใกล้เคียงกัน และที่ศรีเทพนอกจาก ที่จะพบรูปพระนารายณ์แล้วยังพบรูปพระกฤษณะและพระนารายณ์ด้วย (ซ้าย) กฤษณะโควรรธนะ พบที่ศรีเทพ เพชรบูรณ์ กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๑- กลาง ๑๒ (คริสต์ศตวรรษที่ ๖) ศิลา สูง ๑๐๔ เซนติเมตร (ขวา) กฤษณะโควรรธนะ พบที่ศรีเทพ เพชรบูรณ์ กลางพุทธศตวรรษที่ ๑๒ -กลาง ๑๓ (คริสต์ศตวรรษที่ ๗) ศิลา สูง ๙๒ เซนติเมตร ลักษณะของเทวรูปกลุ่มนี้ไม่เหมือนกับที่พบในเขมรเนื่องจากทำรูปลอยตัวอย่างแท้จริง ไม่ทำ แผ่นหินมารับกับพระหัตถ์คู่บน แต่ยังไม่มีการนำเอากลุ่มเทวรูปนี้เข้าไปไว้ในศิลปะทวารวดี จึงเพียงมี แต่สมมุติฐานว่าเทวรูปกลุ่มนี้น่าจะเป็นทวารวดีที่เป็นพราหมณ์ การเข้ามาของเทวรูปนี่มีข้อคิดเห็น


๒๒ อาณาจักรทวารวดี แตกไปเป็น ๒ ทางคือ เป็นศิลปะอินเดียที่นำเข้าที่พร้อมกับการติดต่อค้าขาย หรือเป็นศิลปะแบบ อินเดียที่ทำขึ้นในท้องถิ่น และมีการพัฒนาการภายใต้อิทธิพลศิลปะพื้นเมืองแบบทวารวดีและศรีวิชัย โบราณสถานสมัยทวารวดี สิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้แม้ว่าชื่อทวารวดีจะเป็นชื่อของสิ่งใดก็ตาม หลักฐานโบราณสถานโบราณวัตถุ ที่พบมากมาย ซึ่งล้วนมีลักษณะฝีมือทางศิลปกรรมที่คล้ายคลึงกันทุกแห่งทุกภาค ไม่ว่าจะเป็นงาน ประติมากรรมที่ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป, พระพิมพ์, ธรรมจักร, ใบเสมา, ภาพปูนปั้นและภาพดินเผา ประดับที่มีลักษณะเฉพาะ หรือ งานสถาปัตยกรรมอันได้แก่ สถูปเจดีย์และวิหารที่มีแผนผัง รูปแบบ วัสดุ เทคนิคการสร้าง ตลอดจนคติทางศาสนาแบบเดียวกัน สถาปัตยกรรม สถาปัตยกรรมทวารวดีส่วนใหญ่แสดงให้เห็นว่าสร้างขึ้นในพุทธศาสนานิกายเถรวาท สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีมักก่ออิฐและใช้สอดิน เช่น วัดพระเมรุและเจดีย์จุลปะโทน จังหวัด นครปฐม บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง เช่น ก่อสร้างบริเวณฐานสถูป การก่อสร้างเจดีย์ในสมัยทวาร วดีพบทั้งเจดีย์ฐานสี่เหลี่ยม เจดีย์ทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน เมืองโบราณสมัยทวารวดี โดยทั่วไปมีความคล้ายคลึงกันตั้งแต่พื้นที่ตั้งและผังเมือง คือมักตั้งอยู่บนดอนในที่ลุ่มใกล้ทางน้ำ มี แผนผังรูปสี่เหลี่ยมมุมมนหรือค่อนข้างกลม มีคูน้ำคันดินล้อมรอบหนึ่งหรือสองชั้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ หรือป้องกันน้ำท่วม โบราณสถานขนาดใหญ่มักตั้งอยู่เกือบกึ่งกลางเมืองเช่น เมืองนครปฐมโบราณ มี วัดพระประโทน และเจดีย์จุลประโทนตั้งอยู่กึ่งกลางเมือง เมืองโบราณคูบัว จังหวัดราชบุรี มี โบราณสถานหมายเลข 18 ในวัดโขลงสุวรรณคีรีตั้งอยู่กึ่งกลางเมือง เมืองในของเมืองโบราณศรีเทพ มี โบราณสถานเขาคลังใน ตั้งอยู่บริเวณใจกลางเมือง เป็นต้น โบราณสถานแทบทั้งหมดใช้อิฐเป็นวัสดุหลักในการก่อสร้าง อาจมีการใช้ศิลาแลงบ้างแต่ไม่ใช้ หินก่อสร้างเลย อิฐเผาอย่างดีไส้สุกตลอด เนื้ออิฐแข็งพอสมควร ส่วนยาวจะเท่ากับสองเท่าของความ กว้าง ส่วนกว้างเป็นสองเท่าของความหนา อิฐมีขนาดใหญ่ ขนาด ๓๒x๑๖x๘ เซนติเมตรขึ้นไป ผสม แกลบมาก เป็นแกลบข้าวเหนียวปลูก การก่อใช้อิฐทั้งก้อนไม่ขัดผิวแต่ก็ประณีต รอยต่ออิฐแนบสนิท สอด้วยดินบาง ๆ เป็นส่วนผสมของดินเหนียวละเอียดผสมกับวัสดุยางไม้หรือน้ำอ้อยจนเหนียวคล้าย กาว ทำให้อิฐจับกันแน่นสนิทเหมือนเป็นเนื้อเดียวกัน แล้วจึงถากเป็นลวดลายแล้วปั้นปูนประดับ เนื่องจากสังคมทวารวดียอมรับพุทธศาสนาลัทธิเถรวาทจากอินเดียเป็นหลัก (พบหลักฐานเนื่องใน ศาสนาฮินดูด้วยแต่ไม่มากนัก) ทำให้สังคมทวารวดีโดยทั่วไปเป็นสังคมพุทธ ดังนั้นอาคารโบราสถาน


๑๕ อาณาจักรทวารวดี ทั้งหลายจึงเป็นพุทธสถานแทบทั้งสิ้น โบราณสถานเหล่านี้แสดงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะและ หลังคุปตะ และปาละเสนะตามลำดับ แต่ได้ดัดแปลงผสมผสานให้เข้ากับลักษณะท้องถิ่นจนกลายเป็น เอกลักษณ์เฉพาะตน ประเภทและลักษณะของโบราณสถานสมัยทวารวดี เชื่อกันว่าศิลปกรรมอินเดียได้มีอิทธิพลต่องานศิลปกรรมในดินแดนประเทศไทยมานานตั้งแต่ ครั้งพระเจ้าอโศกมหาราช แห่งราชวงศ์โมริยะ (พ.ศ. ๒๖๙-๓๐๗) ที่ทรงส่งสมณทูต ๙ สายออก เผยแพร่พระพุทธศาสนาทั่วประเทศและนอกประเทศอินเดีย และสมณทูตสายที่ ๘ คือพระอุตตรเถระ และพระโสณเถระผู้เดินทางมายังดินแดนที่ชื่อสุวรรณภูมินั้น สันนิษฐานกันว่าน่าจะหมายถึง ดินแดน ในประเทศพม่า ไทย ลาว และกัมพูชาในปัจจุบัน และยังเชื่อกันว่าเจดีย์องค์เดิมที่ พระปฐมเจดีย์ สร้างครอบทับไว้น่าจะเป็นเจดีย์ที่สร้างขี้นในสมัยนั้น โดยอาศัยการศึกษาเปรียบเทียบรูปแบบกับเจดีย์ สาญจีของอินเดีย ส่วนอาคารพุทธสถานอื่น ๆ ที่ไม่เหลือปรากฏในปัจจุบัน อาจจะสร้างด้วยไม้จึง ปรักหักพังไปหมด ร่องรอยของโบราณสถานปรากฏหลักฐานแน่ชัดอายุเก่าที่สุดคือ สมัยทวารวดีอายุ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ เป็นต้นมา ทุกแห่งแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียสมัยราชวงศ์คุป ตะ-หลังคุปตะ และราชวงศ์ปาละราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๓ และ ๑๔-๑๖ ตามลำดับ โบราณสถาน ส่วนใหญ่สร้างขึ้นเกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนา กำหนดอายุอยู่ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ เกือบทุก แห่งปรักหักพังเหลือแต่เฉพาะส่วนฐาน แบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทคือ สถูปเจดีย์ วิหาร และ สีมา สถูปเจดีย์ สถูปเจดีย์สมัยทวารวดี คงจะสร้างขึ้นเพื่อจุดประสงค์ให้เป็นอุเทสิกเจดีย์ (เพื่อเป็นการระลึก ถึงเหตุการณ์หรือบุคคลที่ล่วงลับไปแล้ว) มากที่สุด จากหลักฐานที่เหลืออยู่เพียงเฉพาะส่วนฐานนั้น สามารถแบ่งตามลักษณะแผนผังได้เป็น ๔ รูปแบบใหญ่ ๆ คือ ฐานรูปกลม ฐานรูปสี่เหลี่ยม ฐานรูป สี่เหลี่ยมย่อมุม และฐานแปดเหลี่ยม หรือสามารถแบ่งตามรายละเอียดที่ต่างกันได้เป็น ๑๓ รูปแบบ ย่อย ซึ่งแต่ละแบบล้วนแสดงวิวัฒนาการที่ สืบทอดจากต้นแบบในอินเดียเป็นระยะ ๆ และยังเป็น ต้นแบบให้สถูปเจดีย์ในยุคต่อ ๆ มาด้วย วิหาร เป็นอาคารที่คู่มากับการสร้างวัดตั้งแต่สมัยพุทธกาลในอินเดีย เดิมหมายถึงอาคารที่เป็นที่อยู่ ของพระภิกษุ สงฆ์ ต่อมาเมื่อมีพระภิกษุเพิ่มขึ้นวิหารจึงเป็นที่ประชุมสังฆกรรม และใช้เป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปตัวแทนของพระพุทธองค์อันเป็นประธานของการประชุมนั้น


๒๔ อาณาจักรทวารวดี ในประเทศไทยวิหารพบตั้งแต่สมัยทวารวดีประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๓ เป็นต้นมา แต่พบไม่มาก นัก มักตั้งหน้าสถูปเจดีย์เพื่อใช้เป็นที่กราบสักการบูชาพระธาตุ ดังนั้นวิหารจึงสร้างไว้หน้าเจดีย์เสมอ จากการขุดค้นของกรมศิลปากรเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๗ ที่วัดโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ และที่ โบราณสถานหมายเลข 16 อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี ได้พบพื้นอาคารปูอิฐและศิลาแลง มี แผนผังรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าอยู่ด้านหน้าเจดีย์ ผนังและหลังคาไม่ปรากฏคงเป็นเครื่องไม้ สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นวิหารที่สร้างสมัยแรก ๆ แต่เนื่องจากพบน้อยเข้าใจว่าวิหารส่วนมากอาจจะสร้างด้วยไม้จึงผุ พังไปหมด อาคารที่คาดว่าน่าจะเป็นวิหารอีก พบที่เมืองศรีมโหสถ อำเภอศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี มีทั้งวิหารในศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์ วิหารในศาสนาพุทธมักอยู่นอกเมืองเช่น โบราณสถาน หมายเลข ๑, ๕, ๗ และ ๑๔ เป็นต้น ส่วนวิหารในศาสนาพราหมณ์หรือฮินดูมักสร้างอยู่ในเมืองเช่น โบราณสถานหมายเลข ๑๐ และ ๒๒ เป็นต้น แผนผังของอาคารส่วนใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานเตี้ย ภายในมีแท่นประดิษฐานรูปเคารพ มีพื้นที่ว่างพอสำหรับประกอบพิธีกรรมทางศาสนา มีทั้ง วิหารผนังทึบและวิหารโถง หลังคาเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ยังพบวิหารกำหนดอายุประมาณพุทธ ศตวรรษที่ ๑๓ เป็นวิหารที่แสดงถึงอิทธิพลศิลปะแบบราชวงศ์ปาละ ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของอินเดีย (มหาวิทยาลัยนาลันทา) ตามคติพุทธแบบมหายานลัทธิวัชรยานหรือตันตระที่กำลัง แพร่หลายในขณะนั้น รูปแบบวิหารมีอยู่ด้วยกัน ๒ ลักษณะ คือ ๑.วิหารรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ฐานสูง เช่นวิหารวัดโขลง ที่คูบัว จังหวัดราชบุรี มีบันไดขึ้นด้านทิศ ตะวันออกสู่ลานประทักษิณ ฐานประดับเสาอิงและซุ้ม แต่เดิมคงจะมีภาพปูนปั้นประดับอยู่ ๒.วิหารรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีมุขยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน คือวิหารที่วัดพระเมรุ จังหวัดนครปฐม มี ฐานรองรับ มีมุขทางเข้าทั้งสี่ทิศตรงกับพระพุทธรูปสี่องค์ที่ประดิษฐานอยู่ด้านหน้า ด้านภายในวิหาร ผนังทึบตัน บทสรุป เมืองโบราณในสมัยทวารวดีเท่าที่พบแล้ว มีจำนวนประมาณ ๑๐๗ เมืองในทุกภูมิภาคของ ประเทศไทย แต่เมืองที่เชื่อว่าเป็นศูนย์กลางของอาณาจักรทวารวดี มี ๓ แห่ง คือ เมืองโบราณอู่ทอง น่าจะมีบทบาทเป็นศูนย์กลางและเมืองท่าสำคัญในยุคแรก ในราวพุทธศตวรรษที่ ๙-๑๓ เมืองโบราณ นครปฐมเป็นศูนย์กลางและเมืองท่าสำคัญของอาณาจักรทวารวดีในยุคหลัง คือราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๖ ส่วนเมืองโบราณศรีเทพน่าจะมีความเป็นไปได้ในการเป็นราชธานีของทวารวดี เพราะคำว่า “ทวารวดี” ได้ชื่อจาก “ทวารกา” เมืองที่สถาปนาโดยพระกฤษณะในอินเดีย และไม่มีการค้นพบ


๑๕ อาณาจักรทวารวดี เหรียญเงินที่มีจารึกว่า “ศฺรีทฺวารวตี ศฺวรปุณฺยะ” อีกด้วย ในประเด็นระบบกษัตริย์ พบว่า ที่เมือง โบราณอู่ทอง มีกษัตริย์ คือ พระเจ้าหรรษะวรมัน เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นพระนามของกษัตริย์ทวารวดี พระองค์แรกที่รู้จัก ซึ่งได้จากหลักฐานที่สำคัญคือ จารึกบนแผ่นทองแดงอักษรหลังปัลลวะ ภาษา สันสกฤต ส่วนที่เมืองโบราณศรีเทพ มีกษัตริย์ที่ปกครองคือพระเจ้าปฤถิวีนทรวรมัน ส่วนเมืองโบราณ นครปฐม ไม่พบพระนามกษัตริย์ที่ได้ปกครองแต่อย่างใด คนในอาณาจักรทวารวดีมีความเชื่อในเรื่อง ภูตผีวิญญาณ โดยมีการค้นพบตุ๊กตาดินเผาประเภทตุ๊กตาเสียกบาลจำนวนมาก มีทั้งที่เป็นเพศชาย และเพศหญิง ซึ่งส่วนศีรษะจะขาดหายไป ในกลุ่มตุ๊กตาเสียกบาลนี้ รูปแบบที่พบมากคือประติมากรรม ดินเผารูปคนจูงลิง เป็นเคล็ดว่าตุ๊กตารับเคราะห์แทนไปแล้ว คนจะได้ไม่เป็นอะไรนั่นเอง ในเขตเมืองโบราณอู่ทอง ได้พบประติมากรรมส่วนใหญ่เป็นศิวลึงค์ทั้ง ๓ แบบ จึงทำให้ สันนิษฐานได้ว่า เป็นศาสนาพราหมณ์ ลัทธิไศวนิกาย ในเขตเมืองโบราณนครปฐม มีการพบหลักฐาน ศิลปกรรมของศาสนาพราหมณ์ เช่น รูปเคารพพระนารายณ์สวมหมวกทรงกระบอก ศิวลึงค์ เป็นต้น ทำให้แสดงให้เห็นว่า มีกลุ่มคนที่นับถือศาสนาพราหมณ์ทั้งที่เป็นไศวนิกายและไวษณพนิกายอาศัยอยู่ ในเขตเมืองโบราณศรีเทพ ได้มีการค้นพบประติมากรรมในศาสนาพราหมณ์อีกเป็นจำนวนมาก ได้แก่ พระนารายณ์สี่กรสามหมวกทรงกระบอก พระกฤษณะ ยกภูเขาโควรรธนะ ซึ่งเป็นอวตารปางหนึ่งของ พระนารายณ์ และพระสุริยเทพ ทำให้สันนิษฐานได้ว่า มีชุมชนชาวอินเดียที่นับถือศาสนาพราหมณ์ ไวษณพนิกาย ได้เข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณเมืองโบราณศรีเทพ อิทธิพลของพระพุทธศาสนาปรากฏในอาณาจักรทวารวดี ทั้ง ๓ แห่ง คือ ในเมืองโบราณ อู่ทอง ในพุทธศตวรรษที่ ๘-๑๐ ได้พบหลักฐานทางด้านโบราณคดี คือประติมากรรมดินเผารูปพุทธ สาวก ๓ องค์ถือบาตร ห่มจีวรห่มคลุมตามแบบนิยมของศิลปะแบบอมราวดี ในเมืองโบราณนครปฐม ได้พบธรรมจักรเป็นจำนวนมาก และได้พบพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทแบบยุโรป พบที่วัด พระเมรุ เมืองนครปฐม เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่สลักจากหิน ซึ่งแสดงลักษณะเฉพาะของศิลปะ ทวารวดีอย่างแท้จริง เนื่องจากพบอยู่ในวัฒนธรรมทวารวดีเท่านั้นในระยะเวลาระหว่างพุทธศตวรรษ ที่ ๑๓-๑๕ ส่วนเมืองโบราณศรีเทพ ได้มีการค้นพบธรรมจักรขนาดใหญ่ ซึ่งจารึกภาษาบาลีและภาษา สันสกฤต ได้มีการค้นพบรูปปั้นพระอมิตาภพุทธเจ้า ที่เขาคลังนอก รูปเคารพทั้งพระพุทธรูป เสา ธรรมจักร และสถูปจำลอง ซึ่งเป็นคติแบบพระพุทธศาสนาเถรวาท และพระโพธิสัตว์ ซึ่งเป็นรูปเคารพ ในคติแบบมหายาน พบที่ถ้ำบนยอดเขาถมอรัตน์


๒๖ อาณาจักรทวารวดี อ้างอิงประจำบท มานพ นักการเรียน. บานชื่น นักการเรียน. ทวารวดี : มิติทางความเชื่อและศาสนา. วารสารสิรินธรปริทรรศน์. ปีที่ 22 ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน 2564 : มหาวิทยาลัยมหามกุฏราช วิทยาลัย วิทยาเขตสิรินธรราชวิทยาลัย. ศักดิ์ชัย สายสิงห์, ศาสตราจารย์ ดร. (2562). ศิลปะทวารวดี วัฒนธรรมทางศาสนายุค แรกเริ่มในดินแดนไทย. พิมพ์ครั้งที่ 2 (ฉบับปรับปรุงใหม่). นนทบุรี : สำนักพิมพ์เมืองโบราณ. <https://www.matichon.co.th/prachachuen/prachachuen-scoop/news> (สืบค้น ข้อมูลเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566) https://th.wikipedia.org/wiki/ทวารวดี (สืบค้นข้อมูลเมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2566)


๒๗ ลักษณะสังคมทวารวดี ลักษณะสังคมทวารวดี การปกครองในยุคสมัยทวารวดี ในสมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ดินแดนอาณาจักรสุวรรณภูมิได้ครอบครองโดยแคว้นอิศาน ปุระของอาณาจักรฟูนัน (หรือฟูนาน) และอาณาจักรเจนละ (หรือเจินละ) ซึ่งปรากฏหลักฐานว่า ขณะที่อาณาจักรฟูนันสลายตัวลงในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ นั้น ได้มีชนชาติหนึ่งที่แตกต่างกับชาวเจนละ ในด้านศาสนาและศิลปกรรม ได้มีอิทธิพลเข้าครอบครองดินแดนทางตะวันตกของอาณาจักรเจนละ ตั้งแต่เมืองเพชรบุรี เมืองราชบุรีขึ้นไปทางเหนือจนถึงเมืองลำพูนจดหมายเหตุของภิกษุจีนชื่อ เหี้ยนจั๋ง หรือ พระถังซัมจั๋ง (Hieun Tsing) ซึ่งเดินทางจากเมืองจีนไปประเทศอินเดียทางบก ราว พ.ศ. ๑๑๗๒ – ๑๑๘๘ และพระภิกษุจีนชื่อ อี้จิง (I-Sing) ได้เดินทางไปอินเดียทางทะเลในช่วงเวลาต่อมานั้น ได้ เรียกอาณาจักรใหญ่แห่งนี้ตามสำเนียงชนพื้นเมืองในอินเดียว่า “โลโปตี้” หรือ จุยล่อพัดดี้ (ทวารวดี) เป็นอาณาจักรที่ตั้งอยู่ระหว่างเมืองศรีเกษตร (อยู่ในพม่า) ไปทางตะวันออกกับเมืองอิศานปุระ (อยู่ใน เขมร) ปัจจุบันคือ ส่วนที่เป็นดินแดนภาคกลางของประเทศไทยพงศาวดารจีนสมัยราชวงศ์ฮั่น ได้ กล่าวถึงดินแดนแห่งนี้ไว้ว่า “สามารถเดินเรือจากเมืองกวางตุ้งถึงอาณาจักรทวารวดีได้ในเวลา ๕ เดือน” สมัยแรกๆ ได้มีการสร้างพระปฐมเจดีย์ คือราว ๆ พ.ศ. ๓๐๐ เคยมีอำนาจสูงสุดครั้งหนึ่ง และ เคยเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรทวารวดี (พุทธศตวรรษที่ ๑๑ – ๑๖) ปูชนียสถานที่ใหญ่โตสร้างไว้ เป็นจำนวนมาก และยังเหลือปรากฎเป็นโบราณสถานอยู่ในปัจจุบัน วัดพระประโทนเจดีย์ วัดพระ เมรุ วัดพระงาม และวัดดอยยาหอม เป็นต้น โบราณสถานที่ค้นพบล้วนเป็นฝีมือประณีต งดงาม เครื่องประดับร่างกายสตรีทำด้วยดีบุก เงิน และทอง รูปปูนปั้น มีหลักฐานทางโบราณวัตถุหลายชิ้นที่ แสดงถึงการติดต่อค้าขายกับชาวต่างประเทศ เช่น จีน และที่จังหวัดสุพรรณบุรี สิงห์บุรี และชัยนาท ได้พบเหรียญเงินที่มีจารึก“ทวารวดี” ประทับอยู่ด้วย นครปฐมมีกษัตริย์ปกครองหลายพระองค์ เพราะปรากฏว่าได้พบปราสาทราชวังเหลือซากอยู่ เช่น ตรงเนินปราสาทในพระราชวังสนามจันทร์ นครปฐมเป็นเมืองที่มีการทำเงินขึ้นใช้เอง มีการค้นพบหลักฐาน เงินตราสมัยนั้นหลายรูปแบบ เช่น รูปสังข์ ประสาท ตราแพะ ตราปรูณกลศ (หม้อน้ำที่มีน้ำเต็ม) จึงเป็นสิ่งยืนยันว่า อาณาจักรทวารวดี เป็นอาณาจักรที่มีความรุ่งเรืองมากอาณาจักรหนึ่ง ทวารวดีได้รับอิทธิพลจากอินเดียหลายอย่าง เช่น ด้านการปกครอง รับความเชื่อเรื่องการ ปกครองโดยกษัตริย์ สันนิษฐานว่าการปกครองสมัยทวารวดีแบ่งออกเป็นแคว้น มีเจ้านายปกครอง ตนเอง แต่มีความสัมพันธ์ในลักษณะเครือญาติ การแบ่งชนชั้นในสังคมออกเป็นชนชั้นปกครองกับชน


๒๘ ลักษณะสังคมทวารวดี ชั้นที่ถูกปกครอง ชุมชนเมืองสมัยทวารวดีในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนั้นจึงเป็นดินแดนของชนชาติ มอญโบราณ มีศูนย์กลางที่เมืองนครปฐมโบราณ (ลุ่มแม่น้ำท่าจีนหรือนครชัยศรี) กับเมืองอู่ทองและ เมืองละโว้ (ลพบุรี) ต่อมาได้ขยายอำนาจขึ้นไปถึงเมืองหริภุญชัยหรือลำพูน มีหลักฐานเล่าไว้ว่า ราว พ.ศ. ๑๑๐๐ พระนางจามเทวีราชธิดาของเจ้าเมืองลวปุระหรือละโว้ (ลพบุรี) ได้อพยพผู้คนขึ้นไปตั้ง เมืองหริภุญชัยที่ลำพูน ส่วนที่เมืองนครปฐมนั้นมีการพบ พระปฐมเจดีย์ ซึ่งเชื่อว่าบรรจุพระพบรม ธาตุของพระพุทธเจ้า เมื่อแรกสร้างมีลักษณะคล้ายสถูปแบบสาญจี ที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้ใน อินเดีย เมื่อพุทธศตวรรษที่ ๓–๔ และมีการพบจารึกภาษาปัลลวะ บาลี สันสกฤต และภาษามอญ ที่บริเวณพระปฐมเจดีย์และบริเวณใกล้เคียงพบจารึกภาษามอญอักษรปัลลวะ บันทึกเรื่องการสร้าง พระพุทธรูป อายุราว พ.ศ. ๑๒๐๐ (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์พระปฐมเจดีย์) และพบจารึกมอญที่ลำพูน อายุราว พ.ศ. ๑๖๒๘ (ปัจจุบันอยู่ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ หริภุญไชย จังหวัดลำพูน) การยึดอำนาจจากขอม และให้พ่อขุนบางกลางหาว สถาปนาเป็น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ และ ประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นอิสระจากการปกครองของขอมอาณาจักรทวารวดีมีความ เจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ ๒๐๐ ปี จีงค่อยๆ เสื่อมลง พวกขอมขณะนั้นกำลังรุ่งเรืองก็ถือโอกาสตี เมืองทวารวดี ที่ละเมืองสองเมือง จนถึง พ.ศ. ๑๕๐๐ อาณาจักรทวารวดีก็เสื่อมลง และตกอยู่ใน อำนาจของพวกขอม พวกขอมได้กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย นำไปใช้เป็นทาสทำงานต่างๆ จนถึง พ.ศ. ๑๘๐๐ คนไทยในหัวเมืองต่างๆ ในแคว้นสุวรรณภูมิ เช่น ลพบุรี อู่ทอง กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ได้ร่วมกันยึดอำนาจการปกครองจากขอมได้สำเร็จ แต่เมืองนครปฐมได้กลายเป็นเมืองร้างไป เสียแล้ว เนื่องจากแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองที่ไหลผ่านเมืองทวารวดีได้เปลี่ยนทิศทางใหม่ ไหล ผ่านจากตัวเมืองไปมาก จนทำให้นครปฐม (ทวารวดี) เป็นที่ดอนขึ้น ไม่เหมาะที่จะทำไร่ทำนา ผู้คนจึง อพยพย้ายถิ่นไปอยู่ในเมืองอื่น


๒๙ ลักษณะสังคมทวารวดี ภาพประกอบการปกครองในสมัยทวารวดี กษัตริย์เป็นผู้ปกครองรัฐทวารวดี โดยนำแนวคิดเกี่ยวกับระบบกษัตริย์และรัฐของอินเดียมา เป็นแบบอย่าง ที่ต้องการให้คนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างสงบสุข ซึ่งระบุอยู่ในมนูธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็น กฎหมายของอินเดียที่เขียนขึ้นในช่วงต้นคริสตกาล โดยกษัตริย์นั้นมีหน้าที่หลักคือปกป้องรัฐจากศัตรู พัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนเช่นการพัฒนาระบบชลประทาน โดยการขุดคูน้ำล้อมรอบเมือง และขุดคลองส่งน้ำเข้ามาหล่อเลี้ยงภายในตัวเมือง มีระบบการสถาปนากษัตริย์ว่ามีฐานะอยู่เหนือ มนุษย์ทั่วไป โดยผ่านพิธีราชสูยะ ในภายหลังถูกยกเลิกไปและหันมาประกอบพิธีราชาภิเษกแทน เศรษฐกิจของอาณาจักรทวารวดี เมื่ออาณาจักฟูนันได้ล่มสลายลง ได้มีแคว้นและอาณาจักรหลายแห่งตั้งตัวเป็นอิสระและ ผลัดเปลี่ยนกันครองอำนาจ รวมทั้งดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาบริเวณภาคกลาง ได้แก่ เมืองนครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ได้รวมตัวกันขึ้นเป็นอาณาจักรทวารวดี และมีความรุ่งเรืองอย่างมาก ในพุทธ ศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ โดยยังคงสืบทอดการปกครองในระบอบกษัตริย์ และในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ ขอมเรืองอำนาจอาณาจักรทวารวดีจึงรับเอาความเชื่อจากขอมไว้ด้วย เงินตราที่ใช้เป็นสื่อกลางในการ ค้าขายจึงมีลวดลายและสัญลักษณ์เกี่ยวกับ กษัตริย์ อำนาจรัฐ และความอุดมสมบูรณ์ ตามความเชื่อ ของศาสนาพราหมณ์และศาสนาพุทธ


๓๐ ลักษณะสังคมทวารวดี ภาพประกอบเศรษฐกิจสมัยทวารวดี อาณาจักรทวารวดีเป็นรัฐที่มีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของรัฐได้เป็นผลสำเร็จ โดยสามารถ ควบคุมและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของรัฐและสามารถกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มปริมาณการค้าขาย กับรัฐอื่น ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงทำการค้าขายกับ ต่างชาติในบริเวณลุ่มแม่น้ำสำคัญเช่น บริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกลอง ลุ่มแม่น้ำพรรณบุรี ลุ่มแม่น้ำสัก ทำ การค้าขายกับเมืองใกล้เคียง โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติโดยทางทะเล เช่น อินเดีย อาหรับ จีน และ คาบสมุทรภาคใต้ยังมีชาวต่างชาติ เช่น จีนและอินเดีย นำเรือเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานชั่วคราว ผลิตผลที่สำคัญคือ ข้าว ของป่าและแร่ธาตุ เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำออกทางทะเลได้สะดวกจะเป็น เมืองท่าศูนย์กลางทางการค้าขาย ส่วนเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปจะเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเพื่อส่งมายัง เมืองท่อีกทีหนี้ง มีการใช้เหรียญกษาปณ์เป็นตัวกลางในการค้าขาย แต่เป็นเหรียญของอินเดีย โดย กษัตริย์มีนโยบายที่จะหารายได้จากการค้าขายกับชุมชนภายนอก จึงต้องกำหนดมาตรฐานเพื่อใช้ ควบคุมการผลิตเหรียญ โดยขอยืมสัญลักษณ์ของระบบกษัตริย์อินเดียมาใช้ นอกจากนั้นยังพบเหรียญ ที่เป็นสัญลักษณ์ชาติอื่น ๆ ด้วย เช่นเหรียญรูปสังข์เป็นแบบของมอญ เหรียญรูปพระอาทิตย์หรือศรี วัตสะเป็นของปยู ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่าการติดต่อค้าขายในสมัยนั้นไม่มีแต่เพียงอินเดียเท่านั้น หากแต่ มีการค้าขายกับม"การค้าสมัยอาณาจักรอญ ฟูนัน และปยู ด้วย ลักษณะสังคมและความเป็นอยู่ของชาวทวารวดี จากโบราณสถานตามที่ต่าง ทำให้ทราบว่าเมืองสมัยทวารวดีนั้นมีกำแพงดินและคูเมือง ล้อมรอบ ภายในเมืองมีสระน้ำ ๒ แห่ง บางเมืองมีสระอยู่หน้าประตูเมือง ภายในเมืองมีระบบระบาย น้ำรางอย่างดีแสดงถึงความเป็นรัฐชลประทานภายในแผ่นดิน โบราณสถานภายในตัวเมืองมีน้อยแต่มี มากอยู่รอบตัวเมือง จากเครื่องปั้นดินเผาและเครื่องประดับ พบว่าคนสมัยทวารวดีมีใบหน้ากลมและ เหลี่ยมริมฝีปากหนา บางคนผมหยิก ทั้งชายหญิงมีทรงผมที่แปลก สวมตุ้มหูเป็นห่วงโต บางคนสวม


๓๑ ลักษณะสังคมทวารวดี สร้อยคอหรือห่วงเงิน บ้างใช้ลูกปัดสีต่าง ๑ มาประดับกายนุ่งผ้าโจงกระเบน มีสายคาดที่เอว สวม แหวนทำด้วยสำริดหัวแหวนมีทั้งธรรมดาและมีตรา พบว่าพาหนะเป็นปูนปั้นมีทั้งสำเภา ช้างม้า เรือ สำเภาใช้ค้าขายกับต่างประเทศพบลูกปัดมีตรา เป็นของที่ทำมาจากเมืองจีนหรือประเทศแถบทะเล เมดิเตอร์เรเนียน พบไห มีปากผาย รอบปากไหมีแถบแดงและขาว เป็นไหคล้ายกับที่พบในแคว้นอีสาน ปุระ แสดงว่าในสมัยเจนละตอนบนและทวารวดีตอนต้นได้มีการติดต่อกัน ในสารานุกรมจีนกล่าวว่า ทวารวดีได้ถวายบรรณาการแก่จีนในรัชกาลพระเจ้าถังไทจงฮ่องเต้ พ.ศ. ๑๑๗ - ๑๑๙๒ และ อาณาจักรนี้มีตลาด ๖ แห่ง การค้าขายใช้เงินเหรียญทั้งสิ้น เงินตราสมัยทวาราวดีเป็นเหรียญดีบุก การแต่งกายของชาวอาณาจักรทวารวดี ภาพประกอบการแต่งกายของชาวอาณาจักรทวารวดี จากศึกษาประติมากรรมที่ขุดค้นได้จากแหล่งโบราณคดีทวาราวดีที่สำคัญ เช่น ประติมากรรม ปูนปั้นรอบฐานเจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม ประติมากรรมดินเผาที่ประดับรอบฐาน โบราณสถานคูบัว จังหวัดราชบุรี และประติมากรรมจำหลักบนใบเสมาที่พบจากภาค ตะวันออกเฉียงเหนือ ทราบว่าบุรุษไว้ผมยาวมุ่นเป็นมวย และมีเครื่องประดับศีรษะ นุ่งผ้ามี ๒ แบบ คือ นุ่งผ้ายาวครึ่งน่อง และนุ่งโจงกระเบนแบบโธตี คาดเข็มขัดแบบต่าง ๆ มีผ้าคล้องไหล่ ลักษณะของ ผ้าที่ใช้ยังสามารถบอกถึงฐานะคนสมัยนั้นอีกด้วยเช่น พระเจ้าแผ่นดินทรงนุ่งผ้ายกดอก ขุนนางผู้ใหญ่ และเจ้านายผ้ายกดอกห่าง ๆ ถ้าขุนนางธรรมดาใช้ผ้ายกดอกสองชาย ส่วนราษฎรสามัญจะใช้ผ้ายกได้ เฉพาะผู้หญิงเท่านั้น ส่วนผู้ชายคงใช้ผ้าฝ้ายกับผ้าทอจากปอกระเจา และประดับตกแต่งร่างกายด้วย เครื่องประดับต่าง ๆ ซึ่งสามารถจำแนกเครื่องประดับของบุรุษแต่ละประเภทดังนี้บุรุษนิยมไว้ผมยาว แล้วเกล้ามวยไว้ตรงด้านหลังศีรษะบนศีรษะมีการประดับผมทั้งเพื่อความสวยงาม และเพื่อแสดง


๓๒ ลักษณะสังคมทวารวดี ฐานันดรศักดิ์ แต่มีบางกลุ่มที่ไว้ ผมสั้นแค่คอ และหวีผมแสกกลาง ลักษณะของศิราภรณ์บุรุษ มีตั้งแต่ แบบเรียบง่ายไปจนถึงประดิษฐ์เป็นมงกุฎประดับเพชรพลอยด้วยฝีมือช่างชั้น สูงผมทรงสั้นแค่คอ หวี แสกกลาง จับเป็นลอนตลอด น่าจะเป็นทรงผมของพวกนักรบดังดูได้จากภาพชาดกที่ประดิษฐานเจดีย์ จุลประโทน ผมไว้ยาว มุ่นเป็นมวยไว้ด้านหลังท้ายทอย มักเป็นทรงผมของพราหมณ์ ผมไว้ยาว มุ่นเป็น มวยไว้บนกระหม่อมกลางศีรษะ มักเป็นทรงผมของชนชั้นสูง เครื่องประดับของสตรีคล้ายกับของบุรุษ คือ ประดับตั้งแต่ศีรษะจนถึงเท้า ภาพประติมากรรมสตรีดูจะมีน้อยกว่าภาพของบุรุษ แต่ปรากฎ หลักฐานคือสตรีเช่นเดียวกับบุรุษไว้ผมยาวและเกล้าผมไว้กลางกระหม่อม ประดับตกแต่งศีรษะสุดแต่ คิดว่างาม ตามความนิยมและตามฐานะ จากประติมากรรมพบว่า สตรีส่วนใหญ่ไว้ผมยาว และมุ่นมวย ผมไว้เหนือท้ายทอย แต่ก็มีบางคนที่ไว้ผมสั้นแค่คอ และรวบผมเป็นจุกไว้ตรงกลาง ซึ่งผมที่รวบไว้ตรง กลาง บางทีก็มีพวงดอกไม้หรือเกี้ยวประดับ หรือมีศิราภรณ์ทรงกรวยประดับลวดลายสวมรอบอีกที หนึ่ง สังคมการค้ายุคสมัยทวารวดี วัฒนธรรมทวารวดี ซึ่งเจริญอยู่ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒-๑๖ การขุดค้นทางโบราณคดีที่ เมืองนครปฐมในช่วง พ.ศ. ๒๕๕๒-๒๕๕๓ ทำให้ได้พบหลักฐานใหม่ที่สามารถนำมาตีความถึงการ ติดต่อสัมพันธ์กับต่างถิ่นและกิจกรรมการค้าในสมัยทวารวดี ผลการศึกษาพบว่า การติดต่อค้าขาย ใน สมัยนี้มีทั้งกับชุมชนโบราณที่อยู่ภายในพื้นที่ของทวารวดีเองและกับชุมชนต่างถิ่นที่อยู่ไกลออกไป โดยเฉพาะกับอาณาจักรศรีวิชัยที่เจริญรุ่งเรืองบริเวณเกาะสุมาตรา (ประเทศอินโดนีเซีย) และ คาบสมุทรมาเลย์ (ประเทศไทยและมาเลเซีย)การติดต่อค้าขายกับบ้านเมืองศรีวิชัยทำให้ทวารวดีเข้า ไปเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการค้าโลกสมัยโบราณตามเส้นทางสายแพรไหมทางทะเล ซึ่งเฟื่องฟูขึ้น อย่างมากในช่วงพุทธศตวรรษที่ ๑๔ ภายใต้การสนับสนุนจากจีนสมัยราชวงศ์ถัง ความสัมพันธ์นี้ส่งผล กระทบบางประการต่อชุมชนทวารวดีที่เมืองนครปฐม เห็นได้จาก การขยายตัวทางเศรษฐกิจที่มีการ ปรากฏขึ้นของสินค้าจากต่างถิ่น ได้แก่ ลูกปัดแก้วสีเดียวแบบอินโด - แปซิฟิค และเครื่องถ้วยจีนสมัย ราชวงศ์ถัง รวมไปถึงการแพร่หลายเข้ามาของพุทธศาสนานิกายมหายาน เมื่ออาณาจักรฟูนันได้ล่ม สลายลง ได้มีแคว้นและอาณาจักรหลายแห่งตั้งตัวเป็นอิสระและผลัดเปลี่ยนกันครองอำนาจ รวมทั้ง ดินแดนในลุ่มน้ำเจ้าพระยาบริเวณภาคกลาง ได้แก่ เมืองนครปฐม ราชบุรี สุพรรณบุรี ได้รวมตัวกันขึ้น เป็นอาณาจักรทวารวดี และมีความรุ่งเรืองอย่างมาก ในพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ โดยยังคงสืบทอดการ ปกครองในระบอบกษัตริย์ และในขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่ขอมเรืองอำนาจ อาณาจักรทวารวดีจึงรับ เอาความเชื่อจากขอมไว้ด้วย เงินตราที่ใช้เป็นสื่อกลางในการค้าขายจึงมีลวดลายและสัญลักษณ์


๓๓ ลักษณะสังคมทวารวดี เกี่ยวกับ กษัตริย์ อำนาจรัฐ และความอุดมสมบูรณ์ ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์และศาสนา พุทธ ภาพประกอบสังคมการค้ายุคสมัยทวารวดี เงินตรา อาณาจักรทวารวดีเป็นรัฐที่มีการพัฒนาระบบเศรษฐกิจของรัฐได้เป็นผลสำเร็จ โดยสามารถ ควบคุมและเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรของรัฐและสามารถกระตุ้นให้ประชาชนเพิ่มปริมาณการค้าขาย กับรัฐอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากเป็นแหล่งที่มีความอุดมสมบูรณ์ จึงทำการค้าขายกับ ต่างชาติในบริเวณลุ่มแม่น้ำสำคัญเช่นบริเวณที่ราบลุ่มแม่น้ำกลอง ลุ่มแม่น้ำพรรณบุรี ลุ่มแม่น้ำสัก ทำ การค้าขายกับเมืองใกล้เคียง โดยเฉพาะกับชาวต่างชาติโดยทางทะเล เช่น อินเดีย อาหรับ จีน และ คาบสมุทรภาคใต้ ยังมีชาวต่างชาติ เช่น จีนและอินเดีย นำเรือเข้ามาค้าขายและตั้งถิ่นฐานชั่วคราว ผลิตผลที่สำคัญ คือ ข้าว ของป่า และแร่ธาตุ เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำออกทางทะเลได้สะดวกจะเป็น เมืองท่าศูนย์กลางทางการค้าขาย ส่วนเมืองที่อยู่ลึกเข้าไปจะเป็นแหล่งรวบรวมสินค้าเพื่อส่งมายังเมือง ท่าอีกทีหนึ่ง มีการใช้เหรียญกษาปณ์เป็นตัวกลางในการค้าขาย แต่เป็นเหรียญของอินเดีย โดย กษัตริย์มีนโยบายที่จะหารายได้จากการค้าขายกับชุมชนภายนอก จึงต้องกำหนดมาตรฐานเพื่อใช้ ควบคุมการผลิตเหรียญโดยขอยืมสัญลักษณ์ของระบบกษัตริย์อินเดียมาใช้ นอกจากนั้นยังพบเหรียญที่ เป็นสัญลักษณ์ชาติอื่นๆด้วย เช่น เหรียญรูปสังข์เป็นแบบของมอญ เหรียญรูปพระอาทิตย์หรือศรีวัตสะ เป็นของ ปยู ดังนั้นจึงทำให้เห็นว่าการติดต่อค้าขายในสมัยนั้นไม่มีแต่เพียงอินเดียเท่านั้นหากแต่มีการ ค้าขายกับมอญ ฟูนัน และปยูด้วย


๓๔ ลักษณะสังคมทวารวดี สรุป ลักษณะสังคมยุคสมัยทวารวดีเป็นอาณาจักรที่ได้รับอิทธิพลวัฒนธรรมจากศาสนาพราหมณ์ อินเดีย ในยุคสมัยการปกครองนั้น สมัยก่อนพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ดินแดนอาณาจักรสุวรรณภูมิได้ ครอบครองโดยแคว้นอิศานปุระของอาณาจักรฟูนัน (หรือฟูนาน) และอาณาจักรเจนละ (หรือเจิน ละ) ซึ่งปรากฏหลักฐานว่า ขณะที่อาณาจักรฟูนันสลายตัวลงในพุทธศตวรรษที่ ๑๑ นั้น ได้มีชนชาติ หนึ่งที่แตกต่างกับชาวเจนละ ในด้านศาสนาและศิลปกรรม กษัตริย์เป็นผู้ปกครองรัฐทวารวดี โดยนำ แนวคิดเกี่ยวกับระบบกษัตริย์และรัฐของอินเดียมาเป็นแบบอย่าง ที่ต้องการให้คนในสังคมอยู่ร่วมกัน อย่างสงบสุข ซึ่งชาวทวารวดีมีสังคมความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย และมีการแต่งกาย ซึ่งศึกษา ประติมากรรมที่ขุดค้นได้จากแหล่งโบราณคดีทวาราวดีที่สำคัญ เช่น ประติมากรรมปูนปั้นรอบฐาน เจดีย์จุลประโทน จังหวัดนครปฐม ประติมากรรมดินเผาที่ประดับรอบฐานโบราณสถานคูบัว จังหวัด ราชบุรี และประติมากรรมจำหลักบนใบเสมาที่พบจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ นอกจากนี้ยังมีการ ค้าขายทำให้ได้พบหลักฐานใหม่ที่สามารถนำมาตีความถึงการติดต่อสัมพันธ์กับต่างถิ่นและกิจกรรม การค้าในสมัยทวารวดี ผลการศึกษาพบว่า การติดต่อค้าขาย ในสมัยนี้มีทั้งกับชุมชนโบราณที่อยู่ ภายในพื้นที่ของทวารวดีเองและกับชุมชนต่างถิ่นที่อยู่ไกลออกไป ซึ่งจีนและอินเดีย นำเรือเข้ามา ค้าขายและตั้งถิ่นฐานชั่วคราว ผลิตผลที่สำคัญ คือ ข้าว ของป่า และแร่ธาตุ เมืองที่ตั้งอยู่ใกล้ทางน้ำ ออกทางทะเลได้สะดวกจะเป็นเมืองท่าศูนย์กลางทางการค้าขาย นอกจากนั้นยังพบเหรียญที่เป็น สัญลักษณ์ชาติอื่นๆด้วย เช่น เหรียญรูปสังข์เป็นแบบของมอญ เหรียญรูปพระอาทิตย์หรือศรีวัตสะ เป็นของ ปยูเป็นต้น อ้างอิงประจำบท คณาจารย์วิทยาทลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี. ฟื้นคืนชีวิตคืนจิตวิญญาณทวารวดี. กรุงเทพมหานคร: สาละพิมพการ, ๒๕๖๒. https://sites.google.com/site/stitchja555/bth-thi-3-yukh-smay-silpa-thiy/3-1-smay-thwaraw-di-phuthth-stwrrs-thi-12- 16?tmpl=%2Fsystem%2Fapp%2Ftemplates%2Fprint%2F&showPrintDialog=1 https://sites.google.com/site/social0018/bth-thi-3/hawkhx-yxy-3-2 https://sites.google.com>samakkhi.ac.th>kar-kha-xanacakr-thwar-wdi


๓๕ ลักษณะสังคมทวารวดี https://sites.google.com/a/samakkhi.ac.th/thailand-trading-history/prathesthiysmay-kxn-prawatisastr/kar-kha-xanacakr-thwar-wdi


๓๗ ศิลปะทวารวดี ศิลปะทวารวดี “ศิลปะทวารวดี” จัดเป็นศิลปกรรมต้นอารยธรรมสมัยประวัติศาสตร์ที่มีพัฒนาการอย่าง ต่อเนื่อง ณ บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา ระหว่างพุทธศตวรรษที่ ๑๑-๑๖ บรรดาโบราณวัตถุ และ โบราณสถาน ส่วนใหญ่ล้วนสร้างขึ้นเนื่องในพระพุทธศาสนาลัทธิหินยาน หากแต่ยังปรากฏหลักฐาน การนับถือศาสนาพุทธลัทธิมหายานและฮินดูรวมอยู่ด้วย อิทธิพลของศิลปวัฒนธรรมทวารวดีได้แพร่ ขยายไปยังภูมิภาคอื่นๆ ทั้งภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ จึงอาจกล่าวได้ว่าศิลปะ ทวารวดี คือ “ต้นกำเนิดพุทธศิลป์ในสยามประเทศ” แต่เดิมนั้นการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของศิลปะทวารวดีมักให้ความสำคัญต่อกลุ่ม พระพุทธรูปเป็นหลัก เนื่องจากมีการค้นพบเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังบ่งบอกถึงการรับนับถือพุทธ ศาสนาลัทธิเถรวาทในวัฒนธรรมทวารวดีได้เป็นอย่างดี ศิลปะทวารวดี อาณาจักรทวารวดีเป็นอาณาจักรโบราณแรกสมัยก่อนชาวสยามจะเข้าปกครองดินแดนใน สุวรรณภูมิ ทั้งนี้ศาสตราจารย์ ยอร์ช เซเดส์ (George Coedès) และสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุ ภาพ เป็นกลุ่มบุคคลแรกที่กำหนดเรียกชื่อดินแดนที่เมืองโบราณเหล่านี้ตั้งอยู่ว่า“ทวารวดี” โดยใช้ เหตุผลของตำแหน่งที่ตั้งอาณาจักรโบราณตามบันทึกเอกสารฝ่ายจีน ศูนย์กลางอยู่ที่แถบจังหวัด นครปฐมในปัจจุบัน และพื้นที่ภาคกลางของไทยในปัจจุบันครอบคลุมจังหวัดจังหวัดสุพรรณบุรี ราชบุรี ลพบุรี ไปจนถึงภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือบางส่วน และภาคใต้ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จาก หลักฐานทางโบราณคดีพบว่า ชาวมอญและละว้าในอาณาจักรทวาราวดีมีการติดต่อค้าขายทางทะเล อย่างกว้างขวาง เพราะมีเส้นทางออกสู่ทะเลมากมาย เมื่อความรุ่งเรืองของอาณาจักรทวารวดีค่อยๆ เสื่อมลง ฝ่ายขอมจึงฉวยโอกาสเข้าตีเมือง อาณาจักรทวารวดีถึงกาลล่มสลายและตกอยู่ในอำนาจของ ขอมอย่างสมบูรณ์เมื่อราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ในสมัยอาณาจักรทวารวดีได้รับอิทธิพลทางศาสนา พุทธและฮินดู สถาปัตยกรรมแบบทวาราวดีที่หลงเหลือถึงปัจจุบันจึงมักเหลือเพียงซากฐาน


๓๘ ศิลปะทวารวดี โบราณสถาน ดังเช่นที่พบในแหล่งโบราณคดีที่นครปฐม สุพรรณบุรี ราชบุรี กาญจนบุรี และลพบุรี มัก ก่ออิฐและใช้สอดิน บางแห่งมีการใช้ศิลาแลงบ้าง การก่อสร้างบริเวณฐานเจดีย์มักเป็นรูปฐาน สี่เหลี่ยมผืนผ้า ย่อมุม และมีบันไดลงไปด้านล่าง ส่วนเจดีย์เป็นทรงระฆังคว่ำมียอดแหลมอยู่ด้านบน สันนิษฐานว่าเป็นแบบอย่างที่รับจากศิลปะอินเดียสมัยปาละ กล่าวโดยสรุปคือ สถาปัตยกรรมสมัยทวารวดีที่ยังคงหลงเหลืออยู่ในปัจจุบัน เป็น สถาปัตยกรรมที่สร้างขึ้นเนื่องในพุทธศาสนาเช่นเดียวกับประติมากรรม ได้แก่ โบสถ์ วิหาร เจดีย์ต่างๆ ซึ่งมักอยู่ในสภาพปรักหักพัง ส่วนใหญ่เป็นอาคารก่ออิฐสอดิน มีแผนผังแตกต่างกันออกไป เช่น ผังรูป สี่เหลี่ยมจัตุรัส สี่เหลี่ยมผืนผ้า หรือผังกลม อิฐที่ใช้มักมีขนาดใหญ่ มีแกลบผสม หรืออาจใช้ศิลาแลง บ้างในบางครั้ง ในจังหวัดนครปฐม ได้พบสถาปัตยกรรมสมัยทวารวดี อยู่หลายแห่งด้วยกัน ที่สำคัญ เช่น เจดีย์พระประโทน เจดีย์จุลประโทน เจดีย์วัดพระเมรุ เป็นต้น ตัวอย่างสถาปัตยกรรมทวารวดีเท่าที่มีการสำรวจทางโบราณคดี อาทิ วัดพระเมรุและเจดีย์จุล ประโทน จังหวัดนครปฐม ปรากฏประติมากรรมดินเผาและปูนปั้นประดับอยู่รอบฐาน (ส่วนใหญ่เก็บ รักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดนครปฐม) และที่อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี เมืองคูบัว จังหวัดราชบุรี บ้านโคกไม้เดน จังหวัดนครสวรรค์ เมืองฟ้าแดดสูงยาง จังหวัดกาฬสินธุ์ และเมืองพระ รถ ดงศรีมหาโพธิ จังหวัดปราจีนบุรี(ศิลปะทวารดี, ๒๕๖๖) ประติมากรรมทวารวดี ประติมากรรมในสมัยทวารวดีนั้น โดยมากแล้วเป็นงานด้านประติมากรรมพุทธศิลป์ การสร้าง พระพุทธรูป ลักษณะพระพุทธรูปได้รับแรงบันดาลใจมาจากศิลปะอินเดียคือ ศิลปะอมราวดี ศิลปะคุป ตะ ศิลปะหลังคุปตะ และศิลปะปาละ ที่มีอิทธิพลมากที่สุดได้แก่ ศิลปะคุปตะ เช่น การครองจีวรห่ม คลุม จีวรเรียบไม่มีริ้ว การ ยืนเอียงตนแบบตริภังค์ คือ การยืนเอียงตน ทั้ง ๓ ส่วน ได้แก่ พระอังสา (ไหล่) พระโสณี (สะโพก) และพระชงฆ์ (ขา) ต่อมาได้พัฒนารูปแบบให้เป็นแบบพื้นเมืองมากยิ่งขึ้น เช่น พระพักตร์กลมแป้น พระขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกแบน พระโอษฐ์หนาแบะ พระพุทธรูป ประทับยืนตรง ไม่ทำตริภังค์ และนิยมแสดงปางวิตรรกะ (ทรงแสดงธรรม) ทั้ง ๒ พระหัตถ์ อันเป็น รูปแบบที่เกิดขึ้นในศิลปะทวารวดีโดยเฉพาะ นอกจากนั้น ยังได้พบพระพุทธรูปนั่งปางสมาธิ ที่ นิยมขัดสมาธิราบอย่างหลวมๆ (พระบาทขวาทับพระบาทซ้าย เห็นฝ่าพระบาทเพียงด้านเดียว) อันมี ที่มาจากอิทธิพลของศิลปะอมราวดี ต่อมามีอิทธิพลของศิลปะปาละเข้ามา เช่น การทำพระพุทธรูป ขัดสมาธิเพชร (การนั่งขัดสมาธิที่เห็นฝ่าพระบาททั้ง ๒ ข้าง) ในช่วงสุดท้ายของศิลปะทวารวดีมี อิทธิพลของศิลปะเขมรเข้ามาปะปนอยู่ด้วย ก่อนที่ศิลปะทวารวดีจะค่อยๆ เสื่อมไป และมีอิทธิพลของ


๓๙ ศิลปะทวารวดี ศิลปะเขมรเข้ามาแทนที่พระพุทธรูปสมัยทวารวดีโดยทั่วไปอาจแบ่งออกได้เป็น ๓ แบบ คือ ๑. แบบแรก ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ลักษณะของอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบคุปตะและหลัง คุปตะยังคงมีอยู่มาก รวมทั้งอิทธิพลของศิลปะอินเดียแบบอมราวดีซึ่งเข้ามาก่อนแบบคุปตะและหลัง คุปตะด้วย เช่น ไม่มีรัศมีบนพระเกตุมาลา พระพักตร์ยังคงคล้ายกับศิลปะอินเดีย ถ้าครองจีวรห่มเฉียง ก็ไม่มีชายจีวรอยู่เหนือพระอังสาซ้าย ประทับนั่งขัดสมาธิราบอย่างหลวมๆแบบอมราวดี หรือประทับ ยืนด้วยอาการตริภังค์ และแสดงปางด้วยพระหัตถ์ขวาเพียงพระหัตถ์เดียว พระหัตถ์ซ้ายยึดชายจีวรไว้ ในพระหัตถ์ พระพุทธรูปทวารวดี แบบที่ ๑ ๒. แบบที่ ๒ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๕ ลักษณะของอิทธิพลพื้นเมืองมีมากยิ่งขึ้น เช่น ลักษณะพระพักตร์มีขมวดพระเกศาใหญ่ บางครั้งก็มีรัศมีเป็นรูปดอกบัวตูมหรือลูกแก้วอยู่เหนือพระ เกตุมาลา พระพักตร์แบน พระขนงสลักเป็นเส้นนูนโค้งติดต่อกันดังรูปปีกกา พระเนตรโปน พระนาสิก แบน พระโอษฐ์หนา ยังคงประทับนั่งขัดสมาธิหลวมๆตามแบบอมราวดี ถ้าครองจีวรห่มเฉียงมักมีชาย จีวรสั้นอยู่เหนือพระอังสะซ้ายเป็นประจำ ชายจีวรดังกล่าวเริ่มขึ้นในศิลปะอินเดียสมัยคุปตะตอน ปลายและสมัยหลังคุปตะ แต่บางครั้งก็มีขอบจีวรต่อลงมาจากชายจีวรเหนือพระอังสาซ้ายพาดผ่านข้อ พระหัตถ์และพระโสณีซ้าย อันแสดงให้เห็นถึงอิทธิพลศิลปะอินเดียแบบปาละ พระพุทธรูปยืนตั้งตรง และทรงแสดงปางวิตรรกะ (ประทานธรรม) ทั้งสองพระหัตถ์ ขอบจีวรเหมือนกันทั้งสองด้าน แสดง ความได้สัดส่วนอย่างแท้จริง


๔๐ ศิลปะทวารวดี พระพุทธรูปทวารวดี แบบที่ ๒ ๓. แบบที่ ๓ ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๖ เป็นพระพุทธรูปรุ่นสุดท้ายของอาณาจักรทวารวดี มีอิทธิพลของศิลปะขอมสมัยบาปวนหรือลพบุรีตอนต้นเข้ามาปะปน เช่น พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม มีร่อง (ลักยิ้ม) แบ่งกลางระหว่างพระหนุ(คาง) ชายจีวรยาวลงมาถึงพระนาภี ปลายตัดเป็นเส้นตรง ประทับนั่งขัดสมาธิราบอย่างเต็มที่ และฐานบัวคว่ำบัวหงายก็สลักขึ้นอย่างคร่าว ๆ พระพุทธรูปทวารวดี แบบที่ ๓


๔๑ ศิลปะทวารวดี พระพุทธรูปปางต่าง ๆ ที่สำคัญในสมัยทวารวดี การแสดงปางประทานพรส่วนใหญ่พบในพระพุทธรูปยืน พระหัตก็ขวาทอดลงไปตรง ๆ ขนานกับพระวรกาย และหงายฝ่าพระหัตถ์ออกมาทางด้านหน้า พระหัตถ์ซ้ายยกขึ้นหรือทอดลงไป ตรงๆ เช่นเดียวกับพระหัตก็ขวา แต่จะยึดชายจีวรไว้ เช่น พระพุทธรูปสำคัญองค์หนึ่งพบที่วัดรอ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อย่างไรก็ตามพระพุทธรูปยืนปางประทานพรในสมัยทวารวดีนั้นพบหลักฐานน้อยมาก ความสำคัญอยู่ที่มีลักษณะที่ใกล้เคียงกับต้นแบบ คือ ศิลปะคุปตะของอินเดียมากที่สุด ได้แก่ การ ครองจีวรห่มคลุมเละยืนเอียงตนในท่า ตริภังค์ ดังนั้นการกำหนดอายุพระพุทธรูปในกลุ่มนี้จึงจัดอยู่ใน ยุคต้นของทวารวดี เปรียบเทียบได้กับพระพุทธรูปในสกุลช่างสารนาถ เช่น องค์หนึ่งที่รัฐบาลอินเดีย ถวายสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานภาพ ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร และ อีกองค์หนึ่งพบที่วัดศาลาตึง อำเภอไชยา จังหวัด สุราษฎร์ธานี ถือได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมที่นำเข้า มาจากอินเดียในยุคแรกเริ่มของการรับอารยธรรม พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์ (วิตรรกมุทรา) พระพุทธรูปยืนปางแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์ (วิตรรกมุทรา) จัดเป็นปางที่เกิดขึ้นเฉพาะและแพร่หลายอย่างมากในศิลปะสมัยทวารวดีทั้งที่เป็น ประติมากรรมองค์เดียวและมีภาพบุคคลอื่นๆ ประกอบ ลักษณะการแสดงปางคือ พระพุทธรูปประทับ ยืนยกพระกรทั้งสองข้างระดับพระอุระ หงายฝ่าพระหัตถ์ออกมาด้านหน้า จีบนิ้วพระหัตถ์เป็นวงกลม (วิตรรถะ) ด้วยพระอังครู


๔๒ ศิลปะทวารวดี (นิ้วโป้ง) กับพระดัชนี (นิ้วชี้) ซึ่งใกล้เตียงกับอินเตีย กับอีกกลุ่มหนึ่งทำวิตรรกะ โดยนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ งอเข้าห พระอังคูฐ ซึ่งลักษณะนี้น่าจะเป็นแบบพื้นเมืองที่พบเฉพาะในทวารวดีเท่านั้น การแสดงมุทรา แบบนี้หมายถึงการแสดงธรรม ซึ่งมักพบในพุทธประวัติตอนสำคัญๆ เช่น แสดงธรรมโปรดพุทธมารดา รวมทั้งพบมากในพระพุทธรูปยืนเหนือสัตว์ที่เรียกว่า พนัสบดี ประกอบด้วยบุคคลถือแส้ทั้งสองช้าง จึง มักเข้าใจกันว่าเป็นตอนเสด็จลงจากดาวดึงส์ ด้วยเหตุนี้เองจึงนิยมรียกพระพุทธรูปแสดงธรรมทั้งสอง พระหัตถ์นี้ว่า บางเสด็จจากดาวดึงส์ สำหรับพระพุทธรูปปางแสดงธรรมทั้งสองพระหัตถ์นี้ได้พบ หลักฐานการแพร่หลายอย่างมากในอารยธรรมทวารวดีโดยเฉพาะ พระพุทธรูปปางแสดงธรรมประทับนั่งห้อยพระบาท (แบบยุโรป) พระพุทธรูปปางแสดงธรรมประทับนั่งห้อยพระบาทแบบยุโรป ถือเป็นลักษณะเฉพาะอีกปาง หนึ่งที่เกิดขึ้นในสมัยทวารวดี รูปแบบที่สำคัญ คือ พระพุทธรูปประทับนั่งเหนือบัลลังก์และห้อยพระ บาททั้งสองข้างในลักษณะพระชงฆ์แยกห่างจากกันและสั้นพระบาทชิดกัน นักวิชาการจึงเรียกท่านั่ง แบบนี้ว่า แบบยุโรป (European Seat) ซึ่งจะต่างจากท่านั่งขัดสมาธิซึ่งพบอยู่โดยทั่วไปในอินเดีย เรียกว่า ท่านั่งแบบอินเดีย (ndian Seat) พระพุทธรูปยกพระหัตถ์ขวา ขึ้นแสดงวิตรรกะมุหรา คือการ จีบพระอังคูฐกับพระดัชนีเป็นวงกลม อันหมายถึงธรรมจักร โดยทั่งไปแล้วจะวงพระทัยช้ายไว้บน พระเพลา (ตัก) ในลักษณะเดียวกับปางสมาธิ ซึ่งถือได้ว่าเป็นรูปแบบเฉพาะของศิลปะทวารวดี ต่าง จากปางเดียวกันนี้ที่พบในศิลปะคุปตะของอินเดีย ที่มักแสดงบางวิตรรกะด้วยการจีบนิ้วพระหัตถ์ขวา เป็นวงกลม ส่วนพระหัตถ์ซ้ายอยู่ในลักษณะประคอง การทำพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทนี้คงมีที่มาจากอิทธิพลของศิลปะอินเดียสมัยคุป ตะ ซึ่งได้รับอิทธิพลอีกต่อหนึ่งมาจากศิลปะกรีกและอิหร่านเนื่องจากได้พบงานประติมากรรมใน ระยะแรกของอินเดียซึ่งเป็นภาพกษัตริย์ในราชวงศ์กุษาณะประทับนั่งบนบัลลังก์ในท่านี้ จากท่านั่ง และเครื่องแต่งกายเปรียบเทียบได้กับกษัตริย์หรือนักรบของชนชาติอิหร่าน หลังจากนั้นคงได้ให้ อิทธิพลต่องานศิลปกรรมอินเดียในยุคหลังๆ โดยเฉพาะในสมัยคุปตะและหลังคุปตะ เช่น ภาพสลักที่ ถ้ำอชันตาหมายเลข ๑๙ เป็นต้น นอกจากนี้ยังปรากฎในงานศิลปกรรมของจีนทางภาคตะวันออกและ จามอีกด้วย พระพุทธรูปปางนี้พบทั้งที่เป็นประติมากรรมขนาดใหญ่เดี่ยวๆ และที่เป็นภาพเล่าเรื่อง รวมทั้งในพระพิมพ์ดินผา ประติมากรรมชิ้นสำคัญที่สุดคงได้แก่ พระพุทธรูปศิลาขนาดใหญ่ที่พบที่วัด พระเมรุ จังหวัดนครปฐม ซึ่งพบทั้งหมด ๕ องค์ มีขนาดสูงโดยประมาณ ๓.๒-๔ เมตร ปัจจุบัน พระพุทธรูปทั้งห้าองค์นี้ได้ แยกย้ายไปประดิษฐานตามที่ต่างๆ คือ บริเวณลานพระปฐมเจดีย์ ๒


๔๓ ศิลปะทวารวดี องค์ (รูปที่ ๘๘) ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร ๑ องค์ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เจ้าสามพระ ยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ๑ องค์ (รูปที่ ๘๙) และในวิหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา ๑ องค์ (รูปที่ ๑๔๙) ข้อสันนิษฐานในชั้นต้นคือพระพุทธรูป ๔ องค์ ซึ่งเป็นศิลาขาว คงประดิษฐานในจระนำซุ้มหรือมุขชองเจดีย์วัดพระเมรุที่มีฐานยื่นออกมาทั้งสี่ด้าน ส่วนองค์ที่ ๕ เป็น ศิลาเทา อาจจะประดิษฐานส่วนใดส่วนหนึ่งของเจดีย์หรือในวิหารก็ได้ พระพุทธรูปปางแสดงธรรมประทับนั่งห้อยพระบาท (แบบยุโรป) พระพุทธรูปทั้ง ๔ องค์แสดงปางเหมือนกัน คือยกพระหัตถ์ขวาขึ้นกระทำวิตรรกะมุทรา ส่วน พระหัตถ์ซ้ายวางหงายอยู่เหนือพระชงฆ์ ยกเว้นองค์ที่ปัจจุบันประดิษฐานในวิหารน้อยวัดหน้าพระเมรุ แสดงปางที่ต่างออกไปคือวางพระหัตถ์คว่ำทั้งสองข้างเหนือพระชงฆ์ นอกเหนือจากการแสดงปางเหมือนกันแล้ว พระพุทธรูปสื่องก็แรกยังมีลักษณะร่วมคือการ ครองจีวรห่มเฉียงเรียบไม่มีริ้ว ชายจีวรตกลงด้านหน้าบริเวณกลางพระชงฆ์ลักษณะเป็นงโค้ง ใกล้เคียง กับศิลปะคุปตะของอินเดียอย่างมาก ต่างจากของชวาภาคตะวันออกที่ชายจีวรตกลงมาจีบเป็นริ้ว เลียนแบบธรรมชาติซึ่งเป็นอิทธิพลของศิลปะปาละ สำหรับพระพุทธรูปองค์ที่ ๕ ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ในริหารน้อย วัดหน้าพระเมรุ จังหวัด พระนครศรีอยุธยา แสดงการครองจีวรและปางที่แตกต่างจากองค์อื่นๆ ถือ จีวรเป็นริ้วหนากล้ายกับ การครองจีวรของพระพุทธรูปในศิลปะจีนและจาม แสดงบ่างโดยการวางพระหัตถ์ทั้งสองข้างไว้บน พระชงฆ์ เปรียบเทียบ ได้กับพระพุทธรูปในศิลปะจาม องค์หนึ่งพบที่ตาสนสถานดงเดืองมีขนาคใหญ่เช่นเดียวกัน ปัจจุบันจัด แสดงที่พิพิธภัณฑ์เมืองตานัง ประเทศเวียดนาม ทำให้นักวิชาการบางท่านตีความว่าเป็นพระศรีอารีย เมตไตรย"


๔๔ ศิลปะทวารวดี อย่างไรก็ตามจากการตรวจสอบหลักฐานจากเอกสารแล้วได้พบว่าพระพุทธรูปองค์นี้แต่เดิม ชำรุด เหลือเนพาะส่วนพระพักตร์ พระอุระ พระวรกายพระกรท่อนบน พระสงฆ์ลงมาถึงพระบาท ส่วนอื่นๆ นอกนั้นได้รับการช่อมขึ้นใหม่ในสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยโปรดให้ เจ้าพระยาชัยวิชิต (เผือก) เป็นผู้ดำเนินการ" ดังนั้นส่วนของพระหัตก็ทั้งสองข้างนั้นจึงเป็นส่วนที่ทำขึ้น ใหม่ รวมทั้งการทำริ้วจีวรหรีออุณาโลมนั้นก็อาจจะมีการซอมแซมเพิ่มเติมในคราวเดียวกัน โดยเฉพาะ การทำพระหัตถ์ที่วางบนพระชงฆ์ทั้งสองข้างนั้นไม่เคยปรากฏมาก่อนเลยในศิลปะทวารวดี กับการแส ตงนิ้วพระหัตถ์ทั้งสี่ยาวเสมอกันนั้นก็ไม่เคยปรากฏในศิลปะทวารวดี แต่น่าจะเป็นแบบที่นิยมสร้างใน สมัยรัชกาลที่ ๓ เมื่อคราวซ่อมแซมนั่นเอง จากการสังเกตเพิ่มเติมยังได้พบร่องรอยของการวางพระ หัตถ์ที่แสดงว่าพระพุทธรูปองค์นี้น่าจะแสดงปางเช่นเดียวกับพระพุทธรูป ๔ องค์ที่กล่าวแล้วข้างต้น และเป็นงานที่มีอิทธิพลของสิลปะดุปตะของอินเดีย จึงไม่น่าจะมีลักษณะพิเศษที่แสดงว่าเป็นพระศรี อาริยเมตไตรยที่เกี่ยวข้องกับจีนและเวียดนามแต่อย่างใด พระพุทธรูปปางแสดงธรรม ประทับนั่งห้อยพระบาทแบบยุโรป ที่ถ้ำฤาษีบริเวณเขานูงู จังหวัดราชบุรี พระพุทธรูปองค์นี้เป็นภาพสลักนูนต่ำ ขนาดใหญ่บนผนังถ้ำ แสดงปางลักษณะเดียวกับ พระพุทธรูปขนาดใหญ่พบที่วัดพระเมรุ จ. นครปฐม ที่ใต้พระบาทของพระพุทธรูปองค์นี้มีจารึกกล่าว ว่า "ปุญกรมชระ ศริสมาธิคุปตะ" อันหมายถึง พระศรีสมาธิคุปตะ ผู้มีบุญอันประเสริฐซึ่งชื่อที่ปรากฎ อาจหมายถึงชื่อผู้สร้างที่เป็นพระภิกษุที่พำนักอยู่ ณ ศาสนสถานแห่งนี้เป็นผู้สร้างพระพุทธรูปองค์นี้ขึ้น จารึกนี้ใช้ตัวอักษรปัลลวะตอนปลาย ภาษา สันสกฤต กำหนดอายุจากรูปอักษรอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ อย่างไรก็ตามถ้าดูจากรูปแบบศิลปะ แล้วจะพบว่าพระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์ที่เป็นแบบพื้นมืองอย่างแท้จริง ซึ่งอาจกำหนลอายุอยู่ใน ราวพุทธศตวรรงที่ ๑๓-๑๔ แล้ว สำหรับพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทปางแสดงธรรมนั้นได้พบอีกเป็นจำนวนมาก แต่ มักเป็นงานประติมากรรมนูนต่ำ แสดงภาพเล่าเรื่อง (พุทธประวัติ) ตอนสำคัญๆ เช่น พระพุทธรูปปาง แสดงธรรมโปรดปัญจวัคคีย์ ปางแสดงธรรมโปรดพุทธมารดและยมกปาฏิหาริย์และพระพุทธรูปแสดง ธรรมโปรดเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ที่น้ำพระโพธิสัตว์ เป็นต้น ในส่วนของรายละเอียดเหล่านี้จะได้ กล่าวถึงในประติมากรรมภาพเล่าเรื่องทางพุทธศาสนาต่อไป พระพุทธรูปปางสมาธิ ปางสมาธิเป็นปางที่ปรากฏอยู่โดยทั่วไปในพระพุทธรูปนั่งสมัยทวารวดีการแสดงปางนี้มีที่มา จากพุทธประวัติตอนบำเพ็ญเพียร์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์และได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อ


๔๕ ศิลปะทวารวดี ตรัสรู้แล้วพระพุทธองค์ได้เสวยวิมุตติสุขในช่วงสับดาห์แรก ดังนั้นการแสดงปางสมาธิจึงหมายถึงปาง ตรัสรู้ของพระองค์ ซึ่งพุทธประวัติตอนนี้ในศิลปะอินเดียสมัยโบราณมักแสดงด้วยแท่นว่างเปล่าใต้ต้น พระศริมหาโพธิ ต่อมาเมื่อมีการสร้างรูปเคารพเป็นรูปมนุษย์แล้วจึงทำเป็นปางสมาธิแทน อย่างไรก็ ตามการแสดงปางสมาธิก็มักพบในพุทธประวัติตอนอื่นๆ ด้วยเช่นกัน เช่น พระพุทธรูปนาคปรก ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระพุทธองค์เสวยวิมุตติสุขเป็นสัปดาห์ที่ ๖ เป็นต้น พระพุทธรูปปางสมาธิ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ปราจีนบุรี) พระพุทธรูปปางสมาธิที่แสดงถึงตอนตรัสรู้ชัดเจนที่สุดในสมัยทวารวดีได้แก่ ภาพสสักนูนสูง บนหินทราย พบที่ปราจีนบุรี แสดงพระพุทธรูปปางสมาธิเหนือฐานบัวคว่ำ -บัวหงาย มีลายกลืบบัวอยู่ ใต้ตันพระศรีมหาโพธิด้านข้างมีสถูปประกอบอยู่ทั้งสองด้าน พระพุทธรูปแสดงการขัดสมาธิอย่าง หลวม ๆ (ปรยังกสนะ) ซึ่งเป็นรูปแบบเนพาะของศิลปะทวารวตีที่มีอิทธิพลศิลปะอมราวดี พระหัตถ์ ขวาวางซ้อนพระหัตเซ้ายเหนือพระเพลา ครองจีวรห่มเฉียง จีวรเรียบไม่มีริ้ว พระพักตร์แบบทวารวดี พื้นเมืองโดยทั่วไป


Click to View FlipBook Version