The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

“การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี” โดยวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเป็นโครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิตและเห็นว่าควรมีการจัดกิจกรรมเสริมให้นิสิตได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” และตรงตามพันธกิจในด้าน “การศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า และนำประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม โดยพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาบริการความรู้สู่สังคมต่อไป

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by New Green Lantern, 2023-06-26 04:12:01

โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี

“การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี” โดยวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเป็นโครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิตและเห็นว่าควรมีการจัดกิจกรรมเสริมให้นิสิตได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” และตรงตามพันธกิจในด้าน “การศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า และนำประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม โดยพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาบริการความรู้สู่สังคมต่อไป

Keywords: ประวัติศาสตร์ ทวารวดี พุทธศิลปะ

๔๖ ศิลปะทวารวดี พระพุทธรูปปางสมาธิ (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ อู่ทอง) อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิดินเผา พบที่เมืองอู่ทองน่าจะเป็นประติมากรรม ประดับศาสนสถาน เพราะส่วนหลังมีรอยกะเทาะหลุดออกมา พระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เป็นทวาร วดีแท้ มีลักษณะพิเศษ คือ มีชายสังมา ที่เป็นริ้วซ้อนทับกัน และมีขายผ้าห้อยมาด้านหน้า พระเพลา มีริ้วทับซ้อนกันคล้ายผ้าจีบต้านหน้าของผ้านุ่ง ซึ่งไม่ปรากภูมากนักในศิลปะทวารวดีชายผ้านี้มัก ปรากฏในกลุ่มพระพุทธรูปนั่งขัดสมาธิเพชรในสายวิวัฒนาการของศิลปะปาละ ที่มีชายผ้าออกมาเป็น แผ่นครึ่งวงกลมคล้ายพัด แต่จะไม่พบในพระพุทธรูปขัดสมาธิราบ นอกเหนือจากพระพุทธรูปปางสมาธิหินทรายที่พบโดยทั่วไปแล้ว ยังได้พบ ในงาน ประติมากรรมขนาดเล็กหล่อด้วยสำริด และพระพิมพ์ต่างๆ ได้พบประติมากรรมชื้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเป็น พระพุทธรูปทองคำเนื้อหก (ผสม) ที่โบราณสถานหมายเลข ๓ เมืองศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี สูง ๙ เซนติเมตร หนัก ๔ ตำลึง ราษฎรเป็นผู้พบและได้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้า เจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ปัจจุบันประดิษฐานอยู่ที่ห่อพระสุลาลัยพิมานในบริเวณพระบรมมหาราชวัง ในสมัยรัชกาลที่ ๕ นั้นภายในพระราชวังซึ่งประดิษฐาน พระพุทธรูปองค์นี้ไว้ได้เคยมีขโมยเข้ามาหลายครั้ง แต่ไม่ได้แตะต้องพระพุทธรูปองค์นี้ พระองค์จึงได้ พระราชทานนามว่า "พระนิรันตราย" และได้โปรดเกล้าฯ สร้างพระพุทธรูบทองคำใหม่อีกองค์หนึ่ง ครอบพระพุทธรูปองค์นี้ไว้ โดยเรียกเดียวกัน สำหรับรูปแบบของพระพุทธรูปองค์นี้มีพระพักตร์เป็นแบบทวารวดีพื้นเมืองอย่างแท้จริง ครองจีวรห่มเฉียง จีวรเรียบไม่มีริ้ว มีลักษณะพิเศษคือการทำสมาธิพระบาทไขว้กันเกือบเป็นขัดสมาธิ เพชร ต่างจากพระพุทธรูปโดยทั่ว ๆ ไปของทวารวติที่จะทำชัดสมาธิอย่างหลวมๆ ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อะไร เพราะการทำขัดสมาธิเพชรนั้นมีปราเกฏมาแล้วตั้งแต่แรกรู้จักสร้างรูปพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ ในสมัยอันธารราฐและมถุราของอินเดียที่มีมาก่อนสมัยอมราวดี ซึ่งนิยมทำขัดสมาธิราบอย่างหลวม ๆ


๔๗ ศิลปะทวารวดี พระพุทธรูปนาคปรกปางสมาธิ สำหรับรูปแบบและคติการสร้างพระพุทธรูปนาคปรกนั้นมีที่มาจากหลายคัมภีร์ เท่าที่พอจะ ประมวลได้ส่วนใหญ่เชื่อว่า มาจากพุทธประวัติตอนพระพุทธเจ้าทรงบรรลุสมโพธิญาณ และหลังจาก นั้นเป็นช่วงเสวยวิมุตติสุขเป็นเวลาเจ็ดสัปดาห์ ตอนนาคปรกจะเป็นช่วงสัปดาห์ที่ ๖ ที่พระพุทธองค์ เสด็จประทับใต้ต้นมุจลินท์ (ต้นจิก) ได้เกิดพายุฝนตกอย่างหนัก อากาศหนาวเย็นและมีสัตว์เล็กๆ มา รบกวน พญาณาคชื่อว่า มุจลินท์ ซึ่งอาศัยอยู่ในสระใกล้ๆ ได้ขึ้นมาแผ่พังพานปกป้องพระพุทธองค์ จึง เกิดความนิยมในการสร้างพระพุทธรูปนาคปรกขึ้นมา ส่วนอีกแนวความคิดหนึ่งซึ่งรองลงมา ได้แก่ ความเชื่อเรื่องงูซึ่งเป็นสัตว์ร้ายในอินเตีย จึงได้มี การบูชางูมาช้านานแล้ว มักพบงูเข้ามาผสมผสานกับรูปเคารพทางศาสนาทั้งพุทธและพราหมณ์อยู่ เสมอ หลักฐานเรื่องนาคที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนานั้นน่าจะมีมาแล้วตั้งแต่สมัยอินเดียโบราณ ยุคที่ ยังไม่มีการสร้างรูปเตารพพระพุทธเจ้าเป็นรูปมนุษย์ เช่น ที่ถ้ำภารหุต (ราวพุทธศตวรรษที่ ๔) ได้พบ ภาพสสักที่อาสนะและมีนวคอยู่เบื้องหลัง มีจารึกชื่อว่า พญามุจลินท์ ซึ่งตรงกับภาพพุทธประวัติหรือ คัมภีร์ทางศาสนา หลังจากนั้นจึงได้พบการสร้างพระพุทธรูปนาดปรกอย่างแพร่หลาย เช่น ในสมัย อมราวดี (พุทธศตวรรษที่ ๙) ในศิลปะลังกาสมัยอนุราธปุระซึ่งรับอิทธิพลมาจากศิลปะอมราวดี เป็น ต้น เกี่ยวกับการสร้างพระพุทธรูปนาคปรกในประเทศไทยนั้น ศาสตราจารย์บวสเซอลิเยร์ ได้ เสนอว่าในประเทศไทยเรานั้นได้พบหลักฐานการสร้างมายาวนานตั้งแต่ยุคหัวเลี้ยวหัวต่อทาง ประวัติศาสตร์ โดยหลักฐานที่เก่าสุดคงได้เแก่ชิ้นส่วนฐานและขนดนาค พบที่เมืองอู่ทอง จังหวัด สุพรรณบุรี และเมื่อเข้าสู่สมัยทวารวดี ได้พบพระพุทธรูปนาคปรกชิ้นหนึ่งสลักจากหินที่อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งนักวิซาการลง ความเห็นว่าเป็นพระพุทธรูปนาคปรกที่เก่าที่สุดในบรรดาพระพุทธรูปนาคปรกในสมัยทวารวดี เพราะ มีลักษณะใกล้เคียงกับศิลปะอมราวดีอย่างมาก


๔๘ ศิลปะทวารวดี พระพุทธรูปนาคปรก (พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร) พระพุทธรูปนาคปรกชิ้นสมบูรณ์องค์หนึ่งมีลักษณะพิเศษเพิ่มมาจากนาคปรกโดยทั่วไป พบที่ วัดประดู่ทรงธรรม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระนคร พระพุทธรูปปางสมาธิที่ประกอบด้วยนาคเจ็ดเสียร ส่วนที่เพิ่มเข้ามาคือส่วนล่าง มีหน้ากาลประดับอยู่ ซึ่งหน้ากาลนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับที่รองรับธรรมจักรขึ้นหนึ่ง พบที่นครราชสีมา นอกจากนี้ด้านข้าง ฐานยังประดับด้วยคนแคระยกสถูปจำลองอยู่ทั้งสองข้าง ซึ่งไม่เคยพบในที่ใดมาก่อน ลักษณะของพระพุทธรูปองค์นี้มีชายสังฆาฏิสั้นเหนือพระถัน จีวรจีบเป็นริ้วซ้อนทับกันตาม ธรรมชาติ และมีขอบจีวรพาดผ่านพระกรข้าย ซึ่งลักษณะดังกล่าวนี้นำจะมีที่มาจากอิทธิพลของศิลปะ ปาละ ส่วนลักษณะพระพักตร์ สัดส่วนของพระพุทธรูป เทคนิคการสลักบนแผ่นหิน และการประดับ สถูปด้านข้างใกล้เคียงกับพระพุทธรูปพบที่ปราจีนบุรี อาจจะเป็นกลุ่มฝีมือช่างแห่งเดียวกัน คือ ปราจีนบุรี และคงกำหนดอายุอยู่ในราวพุทธศตวรรษที่ ๑๔-๑๕ แล้ว การทำพระพุทธรูปนาคปรกนั้น ได้รับความนิยมเช่นกันในประติมากรรมขอม เชื่อว่าน่าจะได้รับอิทธิพลไปจากศิลปะทวารวดีตั้งแต่ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕ อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืม ว่าชาวเขมรนั้นนับถือนาคว่าเป็นบรรพบุรุษของตนเอง คือ นางนาคที่ได้สมสู่กับชาวอินเดียและได้เกิด เป็นปฐมกษัตริย์เขมร ชาวเขมรจึงนับถือนาคมาโดยตลอด เราจะพบพระพุทธรูปนาคปรกจำนวนมาก ในศิลปะขอมสมัยหลัง เช่น บาปวน นกรวัด และบายน ซึ่งเป็นคติการสร้างที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสนา มหายานแล้ว มีข้อสังเกตเพิ่มเติมเกี่ยวกับนาตระหว่างศิลปะทวารวดีและศิลปะขอมซึ่งศาสตราจารย์หม่อม เจ้าสุภัทรดีศ ดิตกุล มักใช้เป็นข้อสังเกตในการบรรยายรายวิชาดังกล่าวอยู่เสมอ คือนาคในสมัยทวาร


๔๙ ศิลปะทวารวดี วดีนั้นจะมีหน้าแบนๆ คล้ายกับหน้าลิง แต่ถ้าเป็นนาคขอมจะมีส่วนปากยาวออกมาคล้าย ๆ กับหน้าหมู พระพุทธไสยาสน์ (ปางปรินิพพาน) พระนอนในความหมายโดยทั่วไปมี ๒ ปาง คือหมายถึงปางปรินิพทานกับปางไสยาสน์ อย่างไรก็ตามที่มาของการสร้างพระพุทธรูปในยุคเริ่มแรกนั้นเองมาจากตอนปรินิพพาน ซึ่งเป็นพุทธ ประวัติตอนสำคัญ ส่วนปางไสยาสน์นั้นคงเกิดขึ้นในชั้นหลังแล้ว การทำพระนอนหรือปางบรินิพพาน นั้นพบหลักฐานน้อยมากในศิลปะทวารวดีหรือศิลปะโดยทั่วไปทั้งในอินเติยและศรึลังกา ตัวอย่างพระนอนในสมัยทวารวดีที่สำคัญ ได้แก่ ประติมากรรมนูนต่ำสลักบนผนังถ้ำฝาโถ และปูนปั้นประดับถ้ำจาม บริเวณเขางู จังหวัดราชบุรี โดยชิ้นสำคัญได้แก่ที่ถ้ำจาม (รูปที่ ๑๕๒) ผนัง ด้านทิศตะวันตก ตรงข้ามกับทิศตะวันออก ที่แสดงปางยมาปาฏิหาริย์ที่เมืองสาวัตถี พระพุทธรูป แสดงบางไสยาสน์ เหนือขึ้นไปเป็นปูนปั้นรูปต้นไม้ใบไม้เต็มพื้นที่ พิจารณาจากลักษณะใบน่าจะเป็น ต้นสาละหรือต้นรัง หมายถึงพุทธประวัติตอนเสด็จสู่ปรินิพพาน สิ่งอาจกล่าวได้ว่าเป็นพระพุทธรูปปาง ปรินิพพาน เก่าที่สุดในประเทศไทย พระพุทธรูปปางปรินิพพาน (ถ้ำฝาโถ จังหวัดราชบุรี) ส่วนที่ถ้ำฝาโถนั้นเป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ มีประภามณฑลเป็นแผ่นกลมเหนือพระเศียร เหนือประภามณาลขึ้นไปเป็นภาพสลักเทพชุมนุมและปูนปั้นเป็นรูปต้นไม้ ซึ่งลักษณะของใบไม้เป็น แบบเดียวกัน คือ ใบสาละ จึงหมายถึงตอนเสด็จสู่ปรินิพพานซึ่งแวดล้อมด้วยเทพชุมนุม ส่วนผนังถ้ำ ด้านตรงข้ามมีภาพพระสาวกสององค์ ภาพสลักค่อนข้างลบเลือน มีบุคคลหนึ่งที่แสดงอาการ เคลื่อนไหวแยบการเดินหรือเหาะ พระหัตถ์ไขว้กันแนบพระอุระ ซึ่งเป็นท่าแสดงความเคารพ (สวัสดิ กะมุทรา) ซึ่งการไขว้พระหัตถ์แบบนี้เหมือนกับพระนารายณ์ที่ถ้ำพระโพธิสัตว์ อำเภอเก่งดอย จังหวัด สระรี (๔๒) และเหมือนกับพระพุทธรูปยืนปางถวายเนตรที่วิหารคัล ศิลปะสมัยโปลนนารุวะของศรี ลังกาซึ่งสังแกตได้ว่ามีพระพุทธรูปปางปรินิพพานอยู่ในบริเวณเดียวกันด้วย การแสดงพระพุทธรูปนอน


๕๐ ศิลปะทวารวดี หันพระเศียรออกมาทางปากถ้ำ และมีเทพชุมนุมอยู่เหนือพระพุทธรูปนั้นได้พบเช่นกันที่ถ้ำอชันตา ใน ศิลปะอินเดีย อย่างไรก็ตามในส่วนของเทพชุมนุมที่เป็นปูนปั้นนั้นอาจมาท่าเพิ่มเติมขึ้นกายหลังในสมัย อยุธยาหรือรัตนโกสินทร์ก็ได้ โดยพิจารณาจากรูปแบบของศิลปกรรม สรุป ในการศึกษาเรื่องราวเกี่ยวกับวิวัฒนาการของศิลปะทวารวดีมักให้ความสำคัญต่อกลุ่ม พระพุทธรูปเป็นหลัก เนื่องจากมีการค้นพบเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังบ่งบอกถึงการรับนับถือพุทธ ศาสนาลัทธิเถรวาทในวัฒนธรรมทวารวดีได้เป็นอย่างดี แม้จะมีการค้นพบหลักฐานที่เป็นพุทธศาสนา ลัทธิมหายาน และศาสนาฮินดูปะปนอยู่บ้างแต่มีจำนวนไม่มากนัก โดยทั่วไปมักจะแบ่งกลุ่ม และยุค สมัย พระพุทธรูปศิลปะทวารวดีออกเป็น ๓ รุ่น คือ รุ่นที่ ๑ (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ต้นพุทธ ศตวรรษที่ ๑๓) จัดเป็นพระพุทธรูประยะแรกของทวารวดีและพุทธศิลปะที่ปรากฏบนแผ่นดินไทย ซึ่ง ยังคงลักษณะต้นแบบของพระพุทธรูปของศิลปะอินเดียแบบอมราวดี คุปตะ – หลังคุปตะ รุ่นที่ ๓ (อายุราวพุทธศตวรรษที่ ๑๓ – ๑๕ ) พระพุทธรูปมีลักษณะแบบพื้นเมือง เป็นแบบที่พบมากที่สุด และ รุ่นที่ ๓ อิทธิพลของศิลปะเขมร (พุทธศตวรรษที่ ๑๖ – ๑๗) จัดเป็นรุ่นสุดท้ายของศิลปะทวารวดี มี อิทธิพลของศิลปะเขมรสมัยบาปวนหรือ สมัยลพบุรีตอนต้นเข้ามาปะปน อ้างอิงประจำบท ผศ.ดร.ศักดิ์ชัย สายสิงห์. (๒๕๔๗). ศิลปะทวารวดี วัฒนธรรมพุทธศาสนายุคแรกเริ่มดินแดน ไทย. (ศิรประภา ดารามาตร์, บ.ก.) กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์เมืองโบราณ. ศิลปะอาเชียน. (๑๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖). เข้าถึงได้จาก ศิลปะอาเชียน: http://www.resource.lib.su.ac.th/art_asean/contents/country.php?country=THA&categ ory=7


๕๑ การล่มสลายอาณาจักรทวารวดี การล่มสลายอาณาจักรทวารวดี “ทวารวดี” เป็นวัฒนธรรมแรกๆ ที่ปรากฏในพื้นที่บริเวณรอบอ่าวไทย เป็นวัฒนธรรมที่ บูรณาการอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียเข้ามาผสมผสาน จนเกิดเป็นรูปแบบวัฒนธรรมเฉพาะของคน พื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มต้นราวพุทธศตวรรษที่ ๗ แล้วมีความเจริญรุ่งเรืองจนถึง พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ จากนั้นก็เริ่มเสื่อมลงหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โดยวัฒนธรรมเขมรได้เข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่แทนนักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อว่า ทวารวดี เป็นชื่อของรัฐ หรืออาณาจักรที่มีระบบปกครองแบบอินเดีย โดยสันนิษฐานการมีอยู่ของหน่วยการเมืองนี้จาก หลักฐานลายลักษณ์อักษรเป็นเครื่องยืนยัน โดยเฉพาะหลักฐานจากบันทึกสมัยราชวงศ์ถังของจีน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘-๙ การเสื่อมสลายของอาณาจักรทวารวดี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ได้กล่าวถึงการสิ้นสุดของอาณาจักรทวารวดีไว้ว่า “พระเจ้าอนุรุทรมหาราชแห่งเมืองพุกามประเทศพม่า ทรงยกกองทัพเข้ามาโจมตีอาณาจักรทวารวดี จนทำให้อาณาจักรทวารวดีสลายสูญไป” ต่อมาอาณาจักรขอมหลังจากพระเจ้าชัยวรมันที่ ๗ สวรรคต ใน พ.ศ. ๑๗๓๒ อำนาจก็เริ่ม เสื่อมลงทำหให้บรรดาเมืองประเทศราชที่อยู่ในอิทธิพลของขอมต่างพากันตั้งตัวเป็นอิสระ ดังนั้นใน ปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๘ พ่อขุนบางกลางหาว เจ้าเมืองบางยาง และพ่อขุนผาเมือง เจ้าเมืองราด ซึ่ง ได้พระนางสิขรเทวี พระธิดาขอมเป็นมเหสี และได้รับพระนามว่า “ขุนศรีอินทราทิตย์” พร้อมพระ


๕๒ การล่มสลายอาณาจักรทวารวดี ขรรค์ชัยศรี ได้ร่วมกันทำการยึดอำนาจจากขอม และให้พ่อขุนบางกลางหาว สถาปนาเป็น พ่อขุนศรี อินทราทิตย์ และประกาศตั้งอาณาจักรสุโขทัยเป็นอิสระจากการปกครองของขอมอาณาจักรทวารวดีมี ความเจริญรุ่งเรืองอยู่ประมาณ ๒๐๐ ปี จึงค่อยๆ เสื่อมลง พวกขอมขณะนั้นกำลังรุ่งเรืองก็ถือโอกาส ตีเมืองทวารวดี ที่ละเมืองสองเมือง จนถึง พ.ศ. ๑๕๐๐ อาณาจักรทวารวดีก็เสื่อมลง และตกอยู่ใน อำนาจของพวกขอม พวกขอมได้กวาดต้อนผู้คนไปเป็นเชลย นำไปใช้เป็นทาสทำงานต่างๆ จนถึง พ.ศ. ๑๘๐๐ คนไทยในหัวเมืองต่างๆ ในแคว้นสุวรรณภูมิ เช่น ลพบุรี อู่ทอง กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรีได้ร่วมกันยึดอำนาจการปกครองจากขอมได้สำเร็จ แต่เมืองนครปฐมได้กลายเป็นเมืองร้างไป เสียแล้ว เนื่องจากแม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลองที่ไหลผ่านเมืองทวารวดีได้เปลี่ยนทิศทางใหม่ ไหล ผ่านจากตัวเมืองไปมาก จนทำให้นครปฐม (ทวารวดี) เป็นที่ดอนขึ้น ไม่เหมาะที่จะทำไร่ ทำนา ผู้คน จึงอพยพย้ายถิ่นไปอยู่ในเมืองอื่น ตอนปลายสมัยทวารวดี เมืองต่างๆ ของ อาณาจักรทวาราวดีส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้างสาเหตุ เกิดจากแม่น้ำสำคัญเคยไหลหล่อเลี้ยงเมืองตื้น เขิน หรือเปลี่ยนเส้นทางเดิน ทำให้ขาดแคลนน้ำ เมืองบางเมืองต้องย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ใหม่ใกล้ทาง น้ำ แต่ก็มีบางเมืองมีการอยู่อาศัยติดต่อมาอย่าง ไม่ขาดช่วงจนถึงสมัยอยุธยา ในช่วงปลายพุทธ ศตวรรษที่ ๑๖ อิทธิพลทางวัฒนธรรมและ การเมืองจากเขมรจากด้านตะวันออกได้แผ่เข้า มายังภาคกลางของประเทศไทยวัฒนธรรมทวา ราวดีที่เคยรุ่งเรืองได้ถูกวัฒนธรรมเขมรเข้าครอบงำจนล่มสลายลงการสิ้นสุดของอาณาจักรทวารวดี อาจเป็นเพราะสาเหตุ ๒ ประการ คือ ประการแรก ความแปรเปลี่ยนของสภาพภูมิศาสตร์แม่น้ำ เปลี่ยนทางเดินเช่นในเมืองอู่ทองหรือทะเลตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินงอกลึกออกไปในทะเล ทำให้ตัว เมืองที่เคย ตั้งอยู่ริมทะเลเช่นเมืองนครปฐมเดิมต้องร่นเข้าไปอยู่ในแผ่นดิน เพราะมีหลักฐานว่า ได้พบ ซากสมอเรือและเปลือกหอยทะเลมากมายที่บริเวณเมืองนครปฐมเก่า ทำให้การคมนาคมติดต่อ ยากลำบากประการที่สอง อาจเป็นเพราะอิทธิพลของขอมที่แผ่ขยายเข้ามาในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ทั้ง ทางด้านการปกครองและวัฒนธรรมจนยากที่จะป้องกันได้


๕๑ การล่มสลายอาณาจักรทวารวดี รัฐทวารวดี ล่มสลาย เพราะเหตุใด การสลายตัวของ “รัฐทวารวดี” เป็นเรื่องที่สร้างความฉงนสงสัยและถือเป็นคำถามใหญ่ สำหรับนักวิชาการด้านประวัติศาสตร์และโบราณคดีเสมอมา ต่อประเด็นนี้นั้น มีข้อสันนิษฐานอยู่ ๒ แนวคิดหลักๆ คือ แนวคิดแรก รัฐทวารวดีต้องล่มสลายไปเพราะการรุกรานของอาณาจักรพุกาม ซึ่ง ถือเป็นแนวคิดเก่า และไม่ได้รับการยอมรับแล้วในปัจจุบัน ส่วนแนวคิดที่ ๒ เชื่อว่าเป็นผลมาจากการ รุกรานของกัมพูชา (เขมร) ซึ่งแนวคิดหลังนี้ได้รับความเชื่อถือมากในปัจจุบัน ตอนปลายสมัยทวารวดี เมืองต่าง ๆ ของอาณาจักรทวารวดีส่วนใหญ่ถูกทิ้งร้าง สาเหตุเกิด จากแม่น้ำสำคัญเคยไหลหล่อเลี้ยงเมืองตื้นเชิน หรือเปลี่ยนเส้นทางเดินของน้ำ ทำให้ขาดแคลนน้ำ เมืองบางเมืองต้องย้ายที่ตั้งไปอยู่ที่ใหม่ใกล้ทางน้ำ แต่ก็มีบางเมืองมีการอยู่อาศัยติดต่อมาอย่าง ไม่ขาด ช่วงจนถึงสมัยอยุธยา ในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ ๑๖ อิทธิพลทางวัฒนธรรมและการเมือง จากเขมร จากด้านตะวันออกได้แผ่เข้ามายังภาคกลางของประเทศไทย วัฒนธรรมทวาราวดีที่เคย รุ่งเรือง ได้ถูก วัฒนธรรมเขมรเข้าครอบงำจนล่มสลายลง การสิ้นสุดของอาณาจักรทวารวดีอาจเป็น เพราะสาเหตุ 2 ประการ คือ ประการแรก ความแปรเปลี่ยนของสภาพภูมิศาสตร์แม่น้ำเปลี่ยนทางเดิน เช่น ในเมืองอู่ทอง หรือทะเลตื้นเขินกลายเป็นแผ่นดินงอกลึกออกไปในทะเล ทำให้ตัวเมืองที่เคยตั้งอยู่ริมทะเล เช่น เมือง นครปฐมเดิมต้องร่นเข้าไปอยู่ในแผ่นดิน เพราะมีหลักฐานว่า ได้พบซากสมอเรือและ เปลือกหอยทะเล มากมายที่บริเวณเมืองนครปฐมเก่าทำให้การคมนาคมติดต่อยากลำบาก ประการที่สอง อาจเป็นเพราะ อิทธิพลของขอมที่แผ่ขยายเข้ามาสู่ดินแดน นี้ในพุทธศตวรรษที่ ๑๖ ทั้งทางด้านการ ปกครองและวัฒนธรรมจนยากที่จะป้องกัน ได้ อาณาจักรทวารวดีตั้งขึ้นเมื่อ ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๑๑ ศูนย์กลาง ฮาณาจักรทวารวดียังไม่สามารถสรุปได้ ชัดเจน แต่สันนิษฐานว่าอาจอยู่ที่นครปฐม ราชบุรี หรือสุพรรณบุรี เนื่องจากทั้ง ๓ แห่งนี้มีซากเมือ โบราณ โบราณสถาน โบราณวัตถุแบบทวารวดีเหมือน ๆ กัน อาณาจักรทวารดีเริ่มเสื่อมอำนาจลง ตั้งแต่พุทศตวรรษที่ ๑๖ เมื่ออาณาจักรขอมเริ่มขยายอำนาจเข้ามา ศิลปกรรมที่จัดเป็นศิลปะสมัย


๕๔ การล่มสลายอาณาจักรทวารวดี ทวารวดีส่วนใหญ่จเกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนา เช่น รูปวงล้อพระธรรมจักรกับกวางหมอบที่พบที่ นครชัยศรี จังหวัดนครปฐมและพระพุทธรูปประทับนั่งห้อยพระบาทปางแสดงธรรมที่จังหวัดราชบุรี อ้างอิงประจำบท คณาจารย์วิทยาทลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี. ฟื้นคืนชีวิตคืนจิตวิญญาณทวารวดี. กรุงเทพมหานคร: สาละพิมพการ, ๒๕๖๒. http://thawarawadeekingdom.blogspot.com/2013/07/blog-post_6743.html https://sites.google.com/site/social0018/bth-thi-4 http://www.thaistudies.chula.ac.th/


๕๕ สรุปสุดท้ายมีเรื่องเล่า เรื่องเล่า ท้ายยยยยยบท “จากใจผู้จัดทำ” สมัยพุทธกาล พระพุทธองค์ทรงใช้รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนา เชิงรุกและมีวิธีการเผยแผ่ที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายแต่ละกลุ่ม จึงทำให้การเผยแผ่ของพระองค์ ประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็ว ส่วนรูปแบบการเผยแผ่ในสมัยปัจจุบัน ผู้เผยแผ่จะต้องเข้าใจ หลักธรรมและเข้าใจกลุ่มเป้าหมาย พร้อมกับเลือกใช้รูปแบบการเผยแผ่ให้เหมาะสม อีกทั้งต้องรู้จัก ประยุกต์ใช้พุทธศิลป์และพิธีกรรมที่เกี่ยวข้องมาเป็นเครื่องมือในการเผยแผ่ เพื่อโน้มน้าวจิตใจของผู้ฟัง ให้เกิดสัมมาทิฏฐิและดำเนินชีวิตในวิถีที่ถูกต้องต่อไป พุทธศิลป์ตั้งแต่ในอดีตจนถึงปัจจุบันเนื้อหาโดย ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องราวทางด้านศิลปะที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาในถาวรวัตถุที่มนุษย์สร้าง ขึ้นมาเพื่อสนองตอบและสืบทอดทางด้านพระพุทธศาสนาโดยตรง ทั้งในด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรมและจิตรกรรม เป็นความงดงามที่แฝงไว้ด้วยปริศนาธรรมทางวัตถุ โดยสิ่งที่ผู้สร้างงาน ศิลปะ ทวารวดี เป็นวัฒนธรรมแรกๆ ที่ปรากฏในพื้นที่บริเวณรอบอ่าวไทย เป็นวัฒนธรรมที่บูรณา การอิทธิพลของอารยธรรมอินเดียเข้ามาผสมผสาน จนเกิดเป็นรูปแบบวัฒนธรรมเฉพาะของคน พื้นเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มต้นราวพุทธศตวรรษที่ ๗ แล้วมีความเจริญรุ่งเรืองจนถึง พุทธศตวรรษที่ ๑๓-๑๔ จากนั้นก็เริ่มเสื่อมลงหลังจากพุทธศตวรรษที่ ๑๕ ไปจนถึงพุทธศตวรรษที่ ๑๘ โดยวัฒนธรรมเขมรได้เข้ามามีอิทธิพลในพื้นที่แทนนักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อว่า ทวารวดี เป็นชื่อของรัฐ หรืออาณาจักรที่มีระบบปกครองแบบอินเดีย โดยสันนิษฐานการมีอยู่ของหน่วยการเมืองนี้จาก หลักฐานลายลักษณ์อักษรเป็นเครื่องยืนยัน โดยเฉพาะหลักฐานจากบันทึกสมัยราชวงศ์ถังของจีน ประมาณพุทธศตวรรษที่ ๘-๙ เมื่อพระพุทธศาสนาได้แพร่ออกจากประเทศอินเดียไปยังนานาประเทศ รวมทั้งประเทศไทย ตั้งแต่การทำสังคายนาครั้งที่ ๓ โดยมีพระเจ้าอโศกมหาราชเป็นองค์อัครศาสนูปถัมภก ครั้นภายหลัง เสร็จสิ้นการทำสังคายนาพระองค์ได้ส่งสมณทูตกระจายไปเผยแผ่พระพุทธศาสนาถึง ๙ สาย คือ ทาง ทิศเหนือ จากแคว้นคันธาระไปยังประเทศเปอร์เซียและจีน ทางทิศตะวันออกไปยังประเทศลังกา พม่า มอญ และไทย ทางทิศใต้ ไปยังชวา สำหรับประเทศไทยมีหลักฐานที่อ้างอิงได้ คือ ธรรมจักรและ กวางหมอบ ที่ขุดพบที่บริเวณปฐมเจดีย์ที่จังหวัดนครปฐม เป็นศิลปกรรมสมัยทวาราวดี มีอายุราว พุทธศตวรรษ ที่ ๑๐-๑๑ ศิลปกรรมดังกล่าวมีลักษณะเช่นเดียวกับศิลปะสมัยเดียวกับของอินเดีย หลังจากนั้นพุทธศิลปวัตถุได้วิวัฒนาการไปตามอิทธิพลของพุทธศาสนาที่แผ่ไปในยุคหลังๆ เช่น ลังกา พุกาม และเขมร เป็นต้น


๕๖ สรุปสุดท้ายมีเรื่องเล่า คำว่า พุทธศิลปะ เป็นคำที่ใช้ขนานนามของศิลปะทางด้านพระพุทธศาสนาอันเป็นสื่อ สัญลักษณ์ในการนำเสนอพระพุทธศาสนา ด้านความเป็นสุนทรียศาสตร์ ด้านคำสอน พุทธศิลป์เป็น ศิลปกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อสืบทอดพระพุทธศาสนา ได้มีการสร้างติดต่อกันมาหลายร้อยยปีประเทศไทย เป็นประเทศที่มีพุทธศิลป์เป็นจำนวนมาก ส่วนใหญ่จะสร้างขึ้นตามวัดต่างๆเนื่องจากวัดเป็นจุด ศูนย์กลางของชุมชน ศิลปะเป็นแรงจูงใจ ให้คนสนใจพระพุทธศาสนา ทำให้ได้ความรู้และเข้าใจ พระพุทธศาสนาโดยผ่านทางงานพุทธศิลป์โดยเฉพาะพุทธศิลป์ถิ่นศรีวิชัย ซึ่งเป็นพุทธศิลป์สำคัญที่ เกี่ยวเนื่องกับพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน แบ่งได้เป็น ๒ ประเภท คือ สถาปัตยกรรมและประติมากรรม ส่วนจิตรกรรมยังไม่ปรากฏในสังคมไทย ได้มีบทบาทในเผยแผ่พระพุทธศาสนามาตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ ๑๒ เป็นต้นมา ซึ่งเป็นแหล่งความรู้ เป็นศูนย์กลางจุดรวมของจิตใจที่มีคุณค่า จึงมีส่วนสำคัญในการ ช่วยสืบสานพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองขึ้นมาได้จนถึงในปัจจุบัน สรุปได้ว่า คำว่า “พุทธศิลป์” หมายถึง งานศิลปะด้านสถาปัตยกรรม ประติมากรรม และ จิตรกรรมซึ่งสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมการเผยแผ่พุทธศาสนาโดยตรงและเป็นสิ่งช่วยโน้มน้าวจิตใจของ พุทธศาสนิกชน ให้เกิดความศรัทธา ประพฤติตนในแนวทางที่ดีงาม ซึ่งงานพุทธศิลป์ก่อให้เกิดผลอัน เป็นคุณค่าทางจิตใจ ให้เกิดความเกษมเบิกบาน กลั่นออกมาเป็นความสุข ความสงบ และร่มเย็นใจ จึงกล่าวได้ว่างานพุทธศิลป์เป็นเสมือนสะพานบุญ หรือเป็นสื่อที่น้อมนำความศรัทธา ความเลื่อมใส ในบวรพระพุทธศาสนา ปัจจุบันวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นดินแดน เก่าแก่ที่มีพื้นที่การแผ่ขยายของอาณาจักรทวารวดี โดยเฉพาะการได้รับการขนามนามตั้งชื่อให้กับ วิทยาลัยที่มีคำว่า ทวารวดี อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์ของวิทยาลัย แต่ข้อมูล สำคัญที่เกี่ยวข้องกับทวารวดียังมีไม่มากพอต่อการเป็นปัจจัยในการสร้างอัตลักษณ์ของวิทยาลัย ดังนั้น ความจำเป็นในการสร้างสรรค์องค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทวารวดี ไม่ว่าจะเป็นในด้าน ความ เป็นมาทางด้านประวัติศาสตร์ คุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าทางอารยธรรม หรือ ในด้านศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น สถูป เจดีย์ และประติมากรรมที่เกี่ยวข้องการทางศาสนา และจุดสิ้นสุดของความเป็น อาณาจักรทวารวดี ทางวิทยาลัยจึงส่งเสริมให้ด้านการค้นคว้าและสืบทอดองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับ ทวารวดี เพื่อนำมาเป็นอุปการะต่อการสร้างอัตลักษณ์ให้กับวิทยาลัย จากความเป็นมาของปัญหาและความสำคัญ ดังกล่าว จึงเห็นว่าควรจัดให้มี “การสืบค้นพุทธ ศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี” โดยวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีหลักสูตรพุทธศาสตร บัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเป็นโครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิตและ เห็นว่าควรมีการจัดกิจกรรมเสริมให้นิสิตได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของ วิทยาลัยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษาพระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” และตรงตามพันธกิจในด้าน


๕๗ สรุปสุดท้ายมีเรื่องเล่า “การศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า และ นำประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม โดยพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสาบริการความรู้สู่สังคมต่อไป พี่น้องปลื้มใจ....ในกิจกรรม กิจกรรมที่สร้างสรรค์ให้เกิดความเป็นนิสิตพุทธปัญญาศรี ทวารวดีอย่างเต็มตัว... พระมหาลิขิต นิสิตชั้นปีที่ ๓ กล่าวว่า กิจกรรม ในโครงการนี้ควรมีมานานแล้ว แต่เนื่องจากโควิดเป็น อุปสรรคให้การเรียนรู้นอกห้องเรียนลดน้อยลง แต่ พอได้เข้าร่วมโครงการ มีความรู้สึกที่ดีมาก ๆ เพราะ โดยส่วนตัวชอบเรื่องพระเครื่องและศิลปะเป็นอย่าง ยิ่ง ขอให้หลักสูตรจัดกิจกรรมเช่นนี้บ่อย ๆ จะดีมาก พระมหาลิขิต รสฺมิปุตฺโต นิสิตปริญญาตรีชั้นปีที่ ๓


๕๘ สรุปสุดท้ายมีเรื่องเล่า พระธีรพงษ์ และพระ หนึ่ง นิสิตปริญญาตรีชั้นปีที่ ๓ กล่าวว่าการที่หลักสูตรมี กิจกรรมเช่นนี้ ยิ่งทำให้นิสิตมี ความสุขในการเรียนมาก ยิ่งขึ้น การอยู่กับพี่น้องเพื่อน พ้องนิสิตในหลักสูตรสาขาวิชา พระพุทธศาสนา มันยิ่งทำให้ เรามีความสุขกับการเรียนและ พร้อมที่จะเรียนรู้ในสาขาได้มากยิ่งขึ้น พระธีรพงษ์ สิริธโร / พระหนึ่ง ยติโก นิสิตปริญญาตรี หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต การเรียนรู้นอกห้องเรียนมันสร้างความสุขให้กับ นิสิต เพราะได้เปิดการเรียนรู้ในสิ่งใหม่ ๆ และได้ สร้างสรรค์ความรู้ให้มีมติด้านพระพุทธศาสนามาก ยิ่งขึ้น พระธนพล ขันติโสภโณ นิสิตปริญญาตรี หลักสูตรพุทธศาสนาชั้นปีที่ ๓


๕๙ สรุปสุดท้ายมีเรื่องเล่า ผมมีความสุขกับการเรียนรู้ นอกห้องเรียน การได้มีกิจกรรม ที่ทำพร้อมกับเพื่อน ๆ นิสิต มัน ทำให้ชีวิตมีความสุขมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการสร้างกิจกรรมให้ นิสิตมาร่วมกัน ลงความเห็นกัน ยิ่งทำให้วิทยาลัยสงฆ์ ฯ ของเรา น่าเรียนมากยิ่งขึ้น พระวิธี เทวสาโร นิสิตปริญญา ตรีหลักสูตรพุทธศาสตบัณฑิต ชั้นปีที่ ๓ วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี จ.นครปฐม สรุปตอนท้าย “การเรียนรู้เชิงประจักษ์ด้านพุทธศิลปะ” สามารถนำมาประยุกต์ในการเรียนการสอน วิชา พุทธศิลปกรรม เป็นวิชาหนึ่งในหมวดวิชาพระพุทธศาสนา ซึ่งมีเนื้อหามุ่งหมายให้ศึกษาความสำคัญ ทางพระพุทธศาสนาด้านศิลปะในยุคต่าง ๆ และวิชาภาวะผู้นำ ซึ่งมีเนื้อหาให้นิสิตสร้างความเป็นผู้นำ ในการจัดกิจกรรมต่าง ๆ และฝึกให้นิสิตเรียนรู้การทำงานเป็นทีมและสร้างสรรค์ผลงานทางด้าน วิชาการที่เหมาะสม


คำสั่ง วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ที่ /๒๕๖๖ เรื่อง แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินการโครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี ------------------------------------------ เพื่อให้การดำเนินงานของวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นไป ด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ บรรลุวัตถุประสงค์ตามนโยบายของมหาวิทยาลัย อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๓๘ แห่งพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ.๒๕๔๐ จึง แต่งตั้งให้ผู้มีรายนามดังต่อไปนี้ เป็นคณะกรรมการดำเนินการโครงการกิจกรรมเสริมหลักสูตร ประกอบด้วย :- ๑. พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโ , ศ.ดร. ที่ปรึกษา ๒. พระครูปลัดประวิทย์ วรธมฺโม, ผศ.ดร. ที่ปรึกษา ๓. พระครูปฐมธีรวัฒน์, ดร. ที่ปรึกษา ๔. ดร.วันไชย์ กิ่งแก้ว ที่ปรึกษา ๕. พระปลัดประพจน์ สุปภาโต, ดร. ที่ปรึกษา ๖. พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ดร. ประธานดำเนินงาน ๗. พระมหาวีรธิษณ์ วรินฺโท, ดร. รองประธานดำเนินงาน ๘. พระครูใบฎีกาอภิชาติ ธมฺมสุทฺโธ, ดร. กรรมการ ๙. พระมหาศุภวัฒน์ ฐานวุฑฺโฒ, ดร. กรรมการ ๑๐. พระครูใบฎีกาธีรยุทธ จนฺทูปโม, ดร. กรรมการ ๑๑. พระมหาถนอม ฐานวโร, ดร. กรรมการ ๑๒. พระครูปลัดพงษ์พันธ์ วํสวโร กรรมการ ๑๓.พระวีรวัฒน์ จนฺทวณฺโณ กรรมการ ๑๔. ผศ.ดร.โยตะ ชัยวรมันกุล กรรมการ ๑๕.ดร.สัญญา สดประเสริฐ กรรมการ ๑๖.นายวีรพงศ์ พิชัยเสนาณรงค์ กรรมการ ๑๗.ดร.กฤติยา ถ้ำทอง กรรมการ ๑๘. ดร.สายน้ำผึ้ง รัตนงาม กรรมการ ๑๙.นางสาวปิยวรรณ หอมจันทร์ กรรมการ


๒๐. นางสาวกมลพร คิ้มแหน กรรมการ ๒๑. นางสาวขวัญใจ มีถาวร กรรมการ ๒๒. นางสาวชุติกาญจน์ ทวีญาติ กรรมการ ๒๓. นางสาวณัชชา ณัฐโชติภคิน กรรมการ ๒๔.พระมหากิตติณัฏฐ์ สุกิตฺติเมธี กรรมการและเลขานุการ ๒๕.นายสมชาย สังคดี กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ๒๖. นางสาวธนาวัลย์ ทบมาตร กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ๒๗. นายพีรพัฒน์ระรื่นรมย์ กรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ ให้มีหน้าที่ : ๑. วางแผน ประสานงาน เตรียมการ ดำเนินการ กำกับติดตามและอำนวยการในการจัดการโครงการให้ดำเนินไป ด้วยความเรียบร้อย ๒. รวบรวมและสรุปผลการดำเนินงานเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการประจำวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยทั้ง ประชาสัมพันธ์เผยแผ่แก่สาธารณชน สั่ง ณ วันที่ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๖ (พระธรรมวชิรานุวัตร, ดร.) ผู้อำนวยการวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี


โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ปีงบประมาณ ๒๕๖๖ ********************************** ๑. ชื่อโครงการ : โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี ๒. ส่วนงานหลัก/ส่วนงานที่รับผิดชอบ : หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ๓. ผู้รับผิดชอบโครงการ : พระมหากิตติณัฏฐ์ สุกิตฺติเมธีอาจารย์หลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต ๔. ลักษณะโครงการ : ประเภท โครงการใหม่ โครงการต่อเนื่อง โครงการพัฒนางานเดิม วิธีดำเนินงาน ดำเนินการเอง ร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๕. ความสนับสนุน สอดคล้องหรือเชื่อมโยงกับ : ๕.๑ สนับสนุนพันธกิจ การผลิตบัณฑิต ๕.๒ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์วิทยาลัยสงฆ์ : ยุทธศาสตร์ข้อที่ ๔ อนุรักษ์ สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม พัฒนา ศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม : กลยุทธ์ข้อที่ ๑ ศึกษา ค้นคว้า วิจัย หรือส่งเสริมการทำโครงงานเพื่อเป็นฐานข้อมูลและ ดำเนินกิจกรรมต่างๆ ที่เกิดองค์ความรู้ : ตัวชี้วัดความสำเร็จของเป้าประสงค์จำนวนองค์ความรู้ที่เกิดจากการอนุรักษ์ สืบสาน สร้างสรรค์ ส่งเสริม พัฒนา ศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ที่เป็น ความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา ชุมชนและปราชญ์ชาวบ้าน และมีคุณค่าต่อชุมชนสังคม : ตัวชี้วัดความสำเร็จของโครงการ ผู้เข้าร่วมโครงการมีองค์ความรู้ที่เกิดจากการอนุรักษ์ สืบสาน สร้างสรรค์ส่งเสริม พัฒนา ศิลปะและวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่นสมัยทวารวดีให้บรรลุ เป้าหมาย ส่วนงาน สำนักงานวิชาการ รหัสโครงการ .


๒ ๖.องค์ประกอบการประกันคุณภาพการศึกษา ๖.๑ เชื่อมโยงตัวบ่งชี้การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับ วิทยาลัย : องค์ประกอบที่ ๑ การผลิตบัณฑิต : ตัวบ่งชี้ที่ ๑.๖ กิจกรรมนิสิตระดับปริญญาตรี ๖.๒ เชื่อมโยงตัวบ่งชี้การประกันคุณภาพการศึกษาภายใน ระดับ หลักสูตร : องค์ประกอบที่ ๓ นิสิต : ตัวบ่งชี้ที่ ๓.๒ การส่งเสริมและพัฒนานิสิต ๗. ผลผลิต : ผู้สำเร็จการศึกษาด้านสังคมศึกษา ผลงานการให้บริการวิชาการ ผลงานวิจัยเพื่อสร้างองค์ความรู้ ผลงานด้านการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม ๘. หลักการและเหตุผล : “ทวารวดี” เป็นวัฒนธรรมสมัยประวัติศาสตร์ตอนต้นที่เจริญขึ้นบนดินแดนประเทศไทยในปัจจุบัน ในช่วงราวพุทธศตวรรษที่ ๑๒ – ๑๖ (ราว พ.ศ.๑๑๐๐ – ๑๖๐๐) โดยมีพื้นฐานมาจากวัฒนธรรมในช่วงสมัยก่อน ประวัติศาสตร์ตอนปลายและหัวเลี้ยวประวัติศาสตร์ซึ่งได้รับอิทธิพลจากอารยธรรมอินเดียเข้ามา สมณเฮี้ยงจัง ได้กล่าวไว้ในจดหมายเหตุของท่านในพุทธศตวรรษที่ ๑๒ ว่า ถัดไปทางทิศตะวันออกของอินเดียทางมณฑลอัสสัม มีภูเขาใหญ่สีดำเทียมเมฆ ถัดภูเขาไปมีอาณาจักรซื่อสิกหลีต่อล้อ คือ ศรีเกษตร หรือ พม่า ถัดจากอาณาจักรนี้ ออกไป มีอาณาจักรชื่อ “ตุยล้อกัวตี่”ซึ่งยอร์ช เซเดส์ สันนิษฐานว่าตรงกับคำว่า “ทวารวดี” ต่อมาภายหลังได้ หลักฐานอันเป็นจารึกของกัมพูชาหลักหนึ่งออกชื่อเมืองทวาระเดย จึงทำให้มั่นใจว่า อาณาจักรทวารวดี เป็นมหา อาณาจักรตั้งอยู่ท่ามกลางพม่ากับมอญ สังคมทวารวดีเป็นสังคมเมืองมีหัวหน้าปกครองมีการแบ่งชนชั้นทาง สังคม นอกจากนี้ยังมีการใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือในการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างเมืองต่อเมืองหรือรัฐต่อรัฐ อาจไม่ใช่ความสัมพันธ์ทางการเมืองแต่อาจเป็นความสัมพันธ์ทางการค้า ศาสนาและวัฒนธรรม หลักฐานสมัย ทวารวดีที่เป็นโบราณสถานโบราณวัตถุในดินแดนประเทศไทยพบเป็นจำนวนมากล้วนมีลักษณะฝีมือทาง ศิลปกรรมที่คล้ายคลึงกันทุกแห่ง ไม่ว่าจะเป็นงานประติมากรรมที่ส่วนใหญ่เป็นพระพุทธรูป พระพิมพ์ ธรรมจักร สีมา ภาพปูนปั้นและดินเผาหรือเครื่องประดับที่มีลักษณะเฉพาะ หรือ งานสถาปัตยกรรม อันได้แก่ สถูปเจดีย์ และวิหารที่มีแผนผัง รูปแบบ วัสดุ เทคนิคการสร้าง ตลอดจนคติทางศาสนาแบบเดียวกัน ในปัจจุบันวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีตั้งอยู่ในเขตจังหวัดนครปฐม ซึ่งเป็นดินแดนเก่าแก่ที่มี พื้นที่การแผ่ขยายของอาณาจักรทวารวดี โดยเฉพาะการได้รับการขนามนามตั้งชื่อให้กับวิทยาลัยที่มีคำว่า ทวารวดี อันเป็นการแสดงให้เห็นถึงความเป็นอัตลักษณ์ของวิทยาลัย แต่ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับทวารวดียังมี ไม่มากพอต่อการเป็นปัจจัยในการสร้างอัตลักษณ์ของวิทยาลัย ดังนั้น ความจำเป็นในการสร้างสรรค์องค์ความรู้


๓ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับทวารวดี ไม่ว่าจะเป็นในด้าน ความเป็นมาทางด้านประวัติศาสตร์ คุณค่าทางจริยธรรม คุณค่าทางอารยธรรม หรือ ในด้านศิลปกรรมต่าง ๆ เช่น สถูป เจดีย์ และประติมากรรมที่เกี่ยวข้องการทาง ศาสนา และจุดสิ้นสุดของความเป็นอาณาจักรทวารวดี ทางวิทยาลัยจึงส่งเสริมให้ด้านการค้นคว้าและสืบทอด องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับทวารวดี เพื่อนำมาเป็นอุปการะต่อการสร้างอัตลักษณ์ให้กับวิทยาลัย จากความเป็นมาของปัญหาและความสำคัญ ดังกล่าว จึงเห็นว่าควรจัดให้มี“การสืบค้นพุทธศิลปะและ ประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี” โดยวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชา พระพุทธศาสนา เป็นผู้รับผิดชอบ โดยเป็นโครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิตและเห็นว่าควรมีการจัดกิจกรรม เสริมให้นิสิตได้เข้าร่วมในโครงการนี้ด้วย เพื่อสนองต่อวิสัยทัศน์ของวิทยาลัยเป็น “ศูนย์กลางการศึกษา พระพุทธศาสนาเพื่อสังคม” และตรงตามพันธกิจในด้าน “การศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์ สมัยใหม่” เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณค่า และนำประโยชน์สุขสู่ส่วนรวม โดยพัฒนานิสิตให้มีจิตอาสา บริการความรู้สู่สังคมต่อไป ๙. วัตถุประสงค์ ๙.๑ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ในยุคสมัยทวารวดี ๙.๒ เพื่อพัฒนาศักยภาพของผู้เข้าร่วมโครงการให้มีความรู้ความเข้าใจด้านพุทธศิลปะในยุคสมัยทวารวดี ๙.๓ เพื่อให้นิสิตทำงานเป็นทีมและผลิตผลงานวิชาการด้านทวารวดี ๑๐. เป้าหมายตัวชี้วัด (KPI) ตัวชี้วัด (KPI) เป้าหมาย ๑. มีผู้เข้าร่วมโครงการจากเป้าหมายที่ตั้งไว้ทั้ง ๒ กิจกรรม ๘๕ % ๒. ค่าเฉลี่ยของนิสิตมีความเข้าใจในวัตถุประสงค์ของโครงการ ๓.๕๑ ๓. ผลงานทางวิชาการด้านทวารวดี ๑ ๑๑. เป้าหมาย ๑๑.๑ เชิงปริมาณ : -กิจกรรม การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ผู้เข้าร่วมโครงการ จำนวน ๑๒๐ รูป/คน - ผู้บริหาร คณาจารย์ และบุคลากร จำนวน ๑๐ รูป/คน - นิสิตปริญญาตรี จำนวน ๑๑๐ รูป/คน - กิจกรรม ตามรอยทวารวดีโบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ผู้เข้าร่วมกิจกรรม จำนวน ๖๐ รูป/คน - ผู้บริหาร คณาจารย์และบุคลากร จำนวน ๔ รูป/คน - นิสิตปริญญาตรี จำนวน ๕๖ รูป/คน


๔ ๑๑.๒ เชิงคุณภาพ : -กิจกรรม การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ๑) ผู้ผ่านโครงการมีความรู้และความเข้าใจในพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดีได้อย่าง ถูกต้อง ๒) ผู้ผ่านโครงการสามารถบูรณาการและถ่ายทอดองค์ความรู้ที่ได้รับจากโครงการต่อ สาธารณชนได้ ๓) ผู้ผ่านโครงการสามารถยกระดับพัฒนาการศึกษาของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ - กิจกรรม กิจกรรมตามรอยทวารวดีโบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ๑) ผู้ผ่านโครงการมีความรู้และความเข้าใจในพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดีได้อย่าง ถูกต้อง ๒) นิสิตให้มีความรู้ ความเข้าใจแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมเสมือนจริงของ โบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ๑๑.๓ เชิงเวลา : กิจกรรมแล้วเสร็จตามระยะเวลาที่กำหนด ร้อยละ ๙๐ ๑๒. ลักษณะกิจกรรม หรือ หลักสูตรประกอบการอบรม/สัมมนา/แนวคิดในการอบรม -กิจกรรม การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร กิจกรรมการจัดสัมมนาและทัศนศึกษาพุทธศิลปะในสมัยทวารวดีณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร โดยได้มีเชิญวิทยากรฝ่ายคฤหัสถ์ได้มาร่วมเป็นผู้ให้ความรู้และแนวทางในสร้างสรรค์สื่อเพื่อสืบสานความเป็น ทวารวดีแก่ผู้เข้าร่วมโครงการทั้งในส่วนที่เป็นบุคลากร นิสิตปริญญาตรีหลักสูตรพุทธศาสตรบัณฑิตและ บุคคลภายนอกที่สนใจในโครงการดังกล่าว เพื่อส่งเสริมคุณภาพของความรู้ให้แก่บุคลากร และนิสิต อีกทั้งยังเป็น ปัจจัยในการสร้างอัตลักษณ์ของวิทยาลัยสงฆ์พุทธปัญญาศรีทวารวดี - กิจกรรม กิจกรรมตามรอยทวารวดีโบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์ กิจกรรมการทัศนศึกษาพุทธศิลปะในสมัยทวารวดีณ โบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์โดยได้มี การเชิญวิทยากรฝ่ายคฤหัสถ์ได้มาร่วมเป็นผู้ให้ความรู้และแนวทางในสร้างสรรค์สื่อเพื่อสืบสานความเป็นทวารวดี แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ ๑๓. แหล่งที่มาของงบประมาณ งบประมาณดำเนินการ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ งปม.เงินแผ่นดิน งปม.เงินรายได้ งปม.อื่น ๆ ........ (ระบุ) ๑๓.๑ งบประมาณรายรับ ๕๐,๐๐๐ บาท ๑๓.๒ งบประมาณรายจ่าย ๕๐,๐๐๐ บาท ๑๓.๓ การใช้จ่ายงบประมาณ : ใช้จ่ายแบบถัวเฉลี่ย


๕ ๑๓.๔ ประมาณรายการใช้จ่าย ดังนี้ ที่ รายการ จำนวน(บาท) การสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ๑ ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ๑๔,๐๐๐- ๒ ค่าป้ายไวนิล ๖๐๐- ๓ ค่าของที่ระลึก ๘๐๐- ๔ ค่ายานพาหนะ ๗,๕๐๐- รวม ๒๒,๙๐๐- กิจกรรม กิจกรรมตามรอยทวารวดีโบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์ ๑ ค่าพาหนะ ๑๕,๐๐๐- ๒ ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ๑๐,๐๐๐- ๓ ค่าของที่ระลึก ๘๐๐- ๔ ค่าวัสดุสำนักงาน ๑,๓๐๐- รวม ๒๗,๑๐๐ รวมทั้งสิ้น ๕๐,๐๐๐ ค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมที่ต้องดำเนินการภายใต้พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุ ภาครัฐ พ.ศ.๒๕๖๐ และกรณีจะดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ตามนัยหนังสือ คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) ๐๔๐๕.๒/ว ๑๑๙ ลงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๑ ขอมอบหมายให้ พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป, ดร. ตำแหน่ง ประธานหลักสูตร พุทธศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา ผู้รับผิดชอบโครงการฝึกอบรม เป็นผู้ดำเนินการจัดซื้อจัดจ้างไป ก่อน แล้วรีบรายงานขอความเห็นชอบ พร้อมด้วยหลัดฐานการจัดซื้อจัดจ้างนั้นเสนอต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ภายใน ๕ วันทำการถัดไป ๑๔. ขั้นตอนและกิจกรรมดำเนินการ หลัก กิจกรรม ระยะเวลาดำเนินการ ผู้รับผิดชอบ เดือน ม.ค. เดือน ก.พ. เดือน มี.ค. P = Plan ประชุมวางแผนจัดทำโครงการ พธ.บ, ค.บ. แต่งตั้งคณะกรรมการดำเนินโครงการ พธ.บ, ค.บ. D = DO ติดต่อประสานงานส่วนที่เกี่ยวข้อง พธ.บ, ค.บ. ประชาสัมพันธ์โครงการ พธ.บ, ค.บ. ดำเนินกิจกรรม พธ.บ, ค.บ.


๖ C = Check ประเมินผู้เข้าร่วมก่อนกิจกรรม พธ.บ, ค.บ. ประเมินผลโครงการหลังกิจกรรม พธ.บ, ค.บ. A = Action สรุปผลโครงการ/นำเสนอผลการจัด โครงการ/เผยแพร่ พธ.บ, ค.บ. ๑๕. วัน เวลา และสถานที่จัดโครงการ ๑๕.๑ วัน เวลา : กิจกรรม กิจกรรมตามรอยทวารวดีโบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์ วันที่ ๒๗ มกราคม พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๐๗.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. กิจกรรมการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๖ เวลา ๐๘.๓๐ – ๑๖.๓๐ น. ๑๕.๒ สถานที่ : กิจกรรมที่ ๑ ณ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนคร จังหวัดกรุงเทพมหานคร กิจกรรมที่ ๒ ณ โบราณสถานพระนารายณ์ราชนิเวศน์จังหวัดลพบุรี ๑๖. การประเมินผล ๑๖.๑ ออกแบบประเมินผลแจกผู้เข้าร่วมกิจกรรมแสดงความคิดเห็น ๑๖.๒ ประมวลปัญหา อุปสรรค ความคิดเห็นจากการสังเกตและสอบถาม ๑๖.๓ แบบรายงานผลการดำเนินกิจกรรม ๑๗. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ ๑๗.๑ ผู้เข้าร่วมโครงการมีองค์ความรู้และความเข้าใจในพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์อารยธรรมในยุค สมัยทวารวดีได้ถูกต้อง ๑๗.๒ ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถนำองค์ความรู้ไปเผยแผ่และแนะนำแก่บุคคลในครอบครัวและในสังคม รอบข้างได้ ๑๗.๓ ผู้เข้าร่วมโครงการสามารถทำงานเป็นทีมและผลิตผลงานวิชาการทางด้านทวารวดีได้ ****************************


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


ภาพกิจกรรม โครงการสนับสนุนการผลิตบัณฑิต เรื่อง โครงการการสืบค้นพุทธศิลปะและประวัติศาสตร์ยุคทวารวดี วันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๖๖ และ วันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖


Click to View FlipBook Version