大方廣佛華嚴經
ส มั น ต ภั ท ร จ ร� ย า ป ณ� ธ า น ว ร ร ค
普賢行願品
ป ร ะ ว� ติ ข อ ง พ ร ะ ส มั น ต ภั ท ร โ พ ธ� สั ต ว
普賢菩薩
ส ร าง ถวา ย โดย
คุณพอ แตแต แซอ ว ง 黄俤俤 Huang Di Di + คุณแม ฉิวเอี้ยง แซเอยี ะ 葉秋燕 Ye Qiu Yan
คุณปู อวงเตก็ อ่ี 黄德挹 Huang De Yi + คุณยา ผางอาโหมย 彭亜妹 Peng A Mei
คุณตา เอียะฮิ่งลื่อ 葉興吕 Ye Xing Lv + คุณยาย เต้ืองเจียหลาง 張芝蘭 Zhang Zhi Lan
น า ย ว ร ว ร ร ธ น ช�่ น โ ช ค สั น ต
พรอมท้งั ลกู หลานเหลน
คาํ อุ ทิ ศสวน บุ ญกุศ ล
ขอนอ มบญุ กศุ ลครง้ั นี้ถวายพระสยามเทวาธิราช
พระมหากษตั ริยไ ทยทุกๆพระองค
ขอนอ มถวายกุศลผลบญุ น้ี
เปน พทุ ธบชู าแดพระพทุ ธเจาทกุ ๆพระองค
พรอมทง้ั พระปจเจกพุทธเจาทกุ ๆพระองค
ถวายเปนธรรมบูชา แดค ําสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ
ถวายเปน สังฆบูชา แดพ ระอริยเจา ท้ังหลาย
พรอ มท้ังบดิ ามารดา ครบู าอาจารย พรหมและเทวดา
เจา กรรมนายเวร สมั ภเวสี ทงั้ หลายท้งั ปวง
ขอทา นท้งั หลายโปรดอนโุ มทนาและอโหสกิ รรม
และขอใหข า พเจาทงั้ หลายไดเขา ถงึ ซง่ึ พระนพิ พานดวยเทอญ
ป ร ะ วั ติ ข อ ง พ ร ะ ส มั น ต ภั ท ร โ พ ธ� สั ต ว
普賢菩薩
大方廣佛華嚴經
ส มั น ต ภั ท ร จ ร� ย า ป ณิ ธ า น ว ร ร ค
普賢行願品
พระปรัชญามหาเถระ ตรีปฎกธราจารย
แปลจากสนั สกฤตพากยส ูจีนพากย
พระวศิ วภทั ร เซี่ยเกี๊ยก
แปลจากจีนพากยสูไทยพากย
Samantabhadra
ส า ร� ต ถ ธ ร ร ม ม ห า ย า น
๑.อรรถวา “มหายาน” ๒.ตรยี าน
๓.เอกยาน ๔.ตรกี าย
๕.วสิ ุทธภิ ูมิ ๖.พุทธปรชั ญามหายาน
๗.โพธสิ ตั ว–พทุ ธภูมิ–อุมดคตแิ ละจดุ หมายสงู สดุ ของมหายาน
๘.ความเขา ในในพทุ ธภาวะ
๙.ขอเปรียบเทยี บบางประการ ระหวาง เถรวาท–มหายาน
๑๐.ความแตกตางระหวา ง เถรวาท กบั มหายาน
เชงิ อรรถ
ป ร ะ ว� ติ ข อ ง พ ร ะ ส มั น ต ภั ท ร โ พ ธ� สั ต ว
普賢菩薩
ช่�อของพระสมันตภทั รโพธส� ัตว
พระสมันตภทั รโพธิสตั ว (สันสกฤต: æ∂ ˚ ≠µ Ť Samantabhadra; ทเิ บต: �ན་�་བཟང་པོ། Kun-tu bzang-
po; มองโกเลีย: Qamugha Sain, อักษรจีน: 普賢菩薩 Pŭxián púsà; ญี่ปุน: ふげん Fugen; เวียดนาม:
Phổ Hiền Bồ Tát) เปนพระโพธสิ ตั วในกลุมตถาคตโคตรของพระไวโรจนพุทธะ ช่อื ของพระองคทา นแปลวา ดี
รุงเรือง หรือเปนมงคล ทานมักปรากฏในพุทธมณฑลในฐานะตวั แทนของพระไวโรจนพุทธะ จึงเปนตัวแทนของ
ความกรุณาและสมาธทิ ่ดี ่งิ ลกึ
รปู ลักษณข องพระสมนั ตภัทรโพธส� ตั ว
ในงานทางพุทธศิลป ทานมักจะปรากฏตัวคูกับพระมัญชุศรีโพธิสัตว ในญี่ปุน ทานนั่งบนชางสวมเคร่ือง
ทรงแบบเจาชาย มือซา ยถือจินดามณี มือขวาอยูใ นทาคิด ในทิเบต ภาพวาดของทา นมกี ายเปนสีนาํ้ เงินเขมหรือ
สีเหลือง นั่งขัดสมาธิเพชร มือประสานกันบนตัก ถาอยูในทายืน มือขวาถือดอกบัวท้ังกานพรอมจินดามณี มือ
ซายถือวชั ระ ในจนี ทา นมชี ื่อจนี วา โผวเฮ้ียง เปนรปู ชายหนุมแตง กายอยางชาวจีนโบราณ นั่งบนชา งเผือก
ปณธิ านของพระสมนั ตภัทร
พระสมันตภทั รโพธิสตั วไ ดต ั้งปณธิ านไว 10 ประการ ปรากฏอยใู นคณั ฑวยูหสูตร ซึ่งเปนเหตใุ หทา นไดรับ
การยกยองในฐานะพระโพธสิ ัตวท ่มี ีจรยิ าวัตรงดงามปณิธาน 10 ประการ ไดแก
1.เคารพพระพทุ ธเจาทกุ พระองค
2.ยกยองพระพทุ ธเจา ทุกพระองค
3.สกั การบูชาพระพทุ ธเจาทกุ พระองค
4.สารภาพความผดิ ที่ทาํ มาในอดีตท้ังหมด
5.ต้ังมทุ ติ าจติ อนโุ มทนาในความดแี ละความเจรญิ ของผูอนื่
6.วิงวอนใหพ ระพทุ ธเจาสง่ั สอนธรรม
7.วิงวอนใหพ ระพทุ ธเจา สถติ อยใู นโลก
8.ปฏบิ ัติตามหลักธรรมสมาํ่ เสมอ
9.ชว ยเหลอื สรรพสตั วเปนนิจ
10.อุทิศความดีท่ีตนทําไวเพือ่ ความรูแ จง และเพ่อื บุคคลอน่ื
คาถาพระสมนั ตรภทั ร นํามอ ผเู ซย่� น ผซู า
งอไบเปนภูเขาที่ไดรับการเลาขานวา เปนภูเขาท่ีสวยที่สุดในแผนดินต้ังอยูในทิศตะวันตกเฉียงใตของ
ตําบลเออเหมย ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ดวยลักษณะของภูท่ีเหมือนวงคิ้วมียอดสูงที่สุดถึง 3,099 เมตร
จากระดับนํ้าทะเล ท้ังยังไดรับฉายาวาเปนภูเขาแหงตนไมและสัตวปา ดวยตนไมกวา 3,000 ชนิด และสัตวปา
อีกมากกวา 300 ชนิด ภูเขาน้เี ปน สถานท่ีศักดิ์สิทธิ์ของท้ังพุทธศาสนา และของทางศาสนาเตา ในประเทศจีน
1
เออเหมยแปลวาค้ิวโกง เพราะทิวเขามีลักษณะเหมือนคิ้ว นักพรตในลัทธิเตาเริ่มเขามาสรางศาลเจาใน
เทือกเขาแหงนี้ในศตวรรษที่ 2 หลังจากนั้นศาสนาก็เริ่มเฟองฟูมาจนถึงศตวรรษที่ 6 เออเหมยซานจึงกลายมา
เปน 1 ใน 4 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา (เออเหมยซาน, อูไถซาน, จิ่วหัวซาน, ผูโถซาน) นําทานเปล่ียนรถ
ทองถ่ินขึ้นภูเขาแลวนั่งกระเชาลอยฟาข้ึนสูจุดชมวิวบนยอดจินต่ิง ที่มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 3,077 เมตร
ทา นจะไดเหน็ ทวิ ทศั นอันสลบั ซับซอ นไปดวยขุนเขาเหนือชัน้ เมฆทส่ี วยงามดุจด่งั สวรรค
นําทานนมัสการส่ิงศักดิ์สิทธิ์บนเขาที่ฝูเสียนเปนพระโพธิสัตวทรงชาง ไหวเพ่ือขอใหมีลาภยศ สรรเสริญ
คนรับราชการนิยมไปสักการะบูชาวัดเปากั๋วซื่อ (วัดสนองคุณชาติ) ซึ่งเปนวัดที่ใหญและสวยงามท่ีสุดของงอไบ
มีเดิมชื่อวา ฮุยจงถัง สรางข้ึนในสมัย หมิงเพ่ือบูชาพระโพธิสัตวผูเสียนโพธิสัตวแหงปญญาผูสถิตย ณ เขางอไบ
ผสมผสาน ความเชอ่ื ของ 3 ศาสนา คอื พทุ ธ เตา และลทั ธขิ งจื๊อ ตงั้ อยูบรเิ วณดานลางของท่รี าบฟง หวง สงู จาก
ระดับน้ําทะเล 533 เมตร ตอมารัชสมัยคังซีฮองเต แหงราชวงศชิงได เปล่ียนช่ือเปนวัดเปากั๋วมาจนปจจุบัน
ภายในมโี บราณสถานสาํ คญั คอื ซานเหมิน (ประตูเขา) ตําหนกั หมีเลอ วิหารหลกั และหอพระคัมภรี ตอมาในป
1983 ถูกจัดเปนอีกหน่ึงในจํานวนวัดที่สําคัญที่สุดในจีน วัดเปากั๋วไดรับการบูรณะใหมโดยพระชาวไตหวันแหง
เมืองเกาสูง ซึ่งไดบริจาคเงินถึง 100,000 อเมริกันดอลลาร ซึ่งเปนวัดและพิพิธภัณฑเก็บของเกาที่มีคาทั้ง
รูปภาพ องคพระ และในพิพิธภัณฑมีงวงชาง ของสําริดคลายหนาคน เหมือนเทพเจาซึ่งใสหนากากทําจากทอง
สาํ รดิ ใหญท ส่ี ุด มคี วามยาวถึง 1.38 เมตร
บนยอดเขามีพระสมันตภัทรทรงชาง พระพักตร 10 ทิศ สูง 48 เมตร ตําหนักทอง ตําหนักเงิน ตําหนัก
สําริด และตําหนักเหล็ก ซ่ึงประหน่ึงวาไดจําลอง 4 พุทธคีรี อันไดแก ผูโถซาน จิ่วหัวซาน อูไถซาน
และเออเหมยซาน มาไวท่ียอดจินติ่ง จุดสูงสุดของยอดเขางอไบ อันเปนที่ตั้งของวิหารทองหรือจินต่ิง สถานที่
ประดิษฐานประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว สมันตรภัทรหน่ึงในส่ีของพระโพธิสัตวที่พุทธศาสนิกชนชาวจีนให
ความเคารพนับถือมากท่ีสุด สวนอีก 3 องคไดแก พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวรหรือเจาแมกวนอิม พระโพธิสัตว
กษิติครรภ และ พระโพธิสัตวมัญชูศรี ณ ท่ีนี้ ทานจะไดเห็นวิวทิวทัศนอันสลับซับซอนไปดวยขุนเขาเหนือชั้น
เมฆทส่ี วยงามดุจดงั่ สวรรค
วัดหม่ืนปนี้เปนวัดท่ีเกิดจากความประสงคของฮองเตแหงราชวงศถัง ที่อยากแสดงความกตัญูใหพระ
มารดา จึงสรางวัดนี้ใหเปนของขวัญ โดยต้ังชื่อเปนมงคลใหมารดามีอายุหมื่นปเชนเดียวกัน สําหรับวัดหม่ืนปนี้
มีพระอยูเพียง 20 รูป แตส่ิงท่ีสําคัญก็คือมีการเปดใหผูศรัทธาในพระพุทธศาสนาสามารถมาทําสมาธิไหวพระ-
สวดมนต ท้ังน้ีจุดเดนของวันหมื่นปก็อยูท่ี เจดียที่ภายในบรรจุพระสมันตรภัทโพธิสัตวทรงชางเผือกขนาด
มโหฬารเอาไว โดยตัวการกอสรางก็มีรูปรางไมเหมือนวัดอื่นๆ ในจีน เน่ืองจากฐานเปนทรงเหลี่ยม ขณะท่ีตัว
ยอดเปนทรงกลมเหมือนกับไดรับอิทธิพลมาจากแถบอินเดีย สวนชางเผือกนั้นก็สรางดวยทองสัมฤทธิ์ สูง 12
เมตร หนัก 62 ตัน ท้ังน้ีมีความเช่ือตกทอดกันมาวา เพื่อความเปนสิริมงคล ผูใดหากไปสักการะจะตองเอามือ
แตะท่ีขาชาง จากน้ันก็นํามาแตะหนาผากและหัวใจ โดยมีขอแมวาผูหญิงจะตองใชมือขวาแตะที่ขาขางขวา
ผชู ายจะตองใชม ือซา ยแตะท่ขี าขา งซาย
2
เขางอไบ ภูมิอากาศชว งตรษุ จนี นี้จะมอี ากาศหนาวมาก คือ มีหมิ ะตก มีการเลน สกเี ปนกจิ กรรมทน่ี าสนใจ
แตหากไมชอบหนาว แนะนําวา ทเ่ี ขางอไบต องไปชวงเดือนกนั ยายนถงึ ตุลาคม อากาศจะไมห นาวมากเกินไปนัก
พระโพธิสัตวผูเสียน, ผูเซ่ียนผูซา, โผวเฮี้ยงผอสัก เปนตน พระสมันตภัทรโพธิสัตวทรงประทับอยูบนหลัง
ชาง เปนสัญลักษณแหงความยิ่งใหญ เปรียบดังเชนพระโพธิสัตวตองรับภาระอันหนักอึ้ง ที่จะนําเวไนยสัตวให
พนจากทุกข บรรดาสรรพสัตวทั้งหลายเปรียบดังชาง ท่ีเปนไปดวยแรงของกิเลสตัณหา พระโพธิสัตวดังควาญ
ชา ง ซง่ึ มหี นาทีฝ่ ก ปรอื ใหชา งนนั้ เชือ่ ง มคี วามออ นโยน และควาญชา งนั้นสามารถนาํ ชางไปสจู ุดหมายปลายทาง
ได
พระสมันตภัทรโพธิสัตว บางก็เรียกทานวา พระโพธิสัตวแหงมนตรา เปนพระโพธิสัตวที่ถือกําเนิดจาก
พระไวโรจนพุทธเจา ในนิกายตันตระบางนิกาย ถือเปนพระพุทธเจาพระองคหน่ึง เพราะทรงประทานความ
รุงเรือง และความสงบสุขใหแกชาวโลก วันประสูติของพระสมันตภัทรโพธิสัตว คือ วันที่ 21 เดือน 2 ตาม
จันทรคติแบบจีน
พระสมนั ตภัทรโพธ�สัตว พระโพธ�สตั วแ หงมนตรา
พระสมันตภัทรโพธิสัตว ทรงไดช่ือวาเปนพระโพธิสัตวผูทรงเปนเลิศในทางจริยาและมหาปณิธาน ดวย
ทรงมุงมั่นอยางแนวแนท่ีจะโปรดสัตวใหพนทุกข ซ่ึงถือเปนภาระอันหนักหนวง ภาพพระปฏิมาของพระองคจงึ
ทรงคชสารเปนชางเผือก 6 งา (คัมภีรมหายานเรียกวา ชางฉัททันต) เพราะถือวาชางเปนสัตวท่ีทรหดอดทน
เปนการอุปมาอุปไมยถงึ การโปรดสัตวใหพ นทุกขไดท ั้งหมด วาเปนงานที่ยากแสนเขญ็ ตองใชความอดทนอยา ง
ใหญห ลวง โดยเฉพาะอยา งย่งิ การเอาชนะกเิ ลส และตณั หาของสตั วโลกทั้งหลายท้งั ปวง
ทศมหาปณิธานของพระสมันตภัทรโพธส� ัตว 普賢十大願王
ปาฐกถาโดย พระวศิ วภัทร เซีย่ เกยี๊ ก (釋聖傑) ณ สมาคมพุทธบรษิ ัทไทย-จีนประชา (中華佛學研究社)
วันที่ 27 กันยายน 2552
พระสูตรของฝายมหายานนนั้ มีอวตังสกะสูตรเปนเอก เมื่อพระศากยมุนีพทุ ธเจาทรงตรัสรแู ลว ขณะทรง
ประทับน่ังเสวยวิมุตติสุข บรรดาโพธิสัตวท้ังหลายก็ไดมาสรรเสริญธรรมธาตุกายภาวะของพระองค อวตังสกะ
สูตรนจ้ี ึงถอื เปนสตู รแรกและสตู รใหญของมหายาน
ชื่อพระสูตรน้ีในภาษาจีนคือ 大方廣佛華嚴經 คําวา 大 หมายถึง ธรรมธาตุกาย คือ พระไวโรจนพุทธ
เจา, คําวา 方 หมายถึง สัมโภคกาย คือ พระโลจนพุทธเจา, และ 廣 หมายถึง นิรมาณกาย คือ พระศากยมุนี
พุทธเจา ดังนั้น พระสูตรน้ีจึงรวบรวมไวซ่ึงตรีกาย (大,方,廣) ของพระพุทธเจาทุกพระองค ตรีกายน้ีคือผล
แหงความเปนพุทธะ เม่ือผลไมไกลจากเหตุและเหตุคือการปฏิบัติจริยาท้ังปวงที่นําไปสูผลคือพุทธภูมิไดเชนกัน
จึงเรียกวา 華 หมายถึงดอกไมท่ีรอยกันเปนพวง คือ ความที่เหตุและผลเปนปจจัยเกี่ยวเนื่องกัน และเพราะคุณ
แหงตรีกายและความสืบเน่ืองของเหตุปจจัยไมมีประมาณ มีความยิ่งใหญไพศาลจึงเรียก 嚴 หมายถึงความ
อลังการ สตู รน้ีจงึ มีอีกช่อื หน่งึ วา 華嚴 หรือ อวตังสกะ หรอื ดอกไมท ีเ่ รยี งรอยกันเปน พวงอยา งอลังการ
อวตงั สกะมงุ เนนบําเพ็ญท่ีเหตุ เม่ือเหตสุ มบูรณผ ลยอ มสมบูรณ บรรดาโพธสิ ตั วผูบําเพ็ญเหตุ ท่ีประชมุ อยู
ในอวตังกะสันนิบาต ตางก็สรรเสริญพระพุทธคุณ ตามที่ตนเองไดบรรลุเขาถึงแตละประการ พระตถาคตก็ทรง
3
น่ิงอยู มีเพียงพระสมันตภัทรโพธิสัตวที่มีจริยาวัตรบริบูรณ เมื่อพรรณนาถึงผลของพระพุทธะไดสมบูรณ
ครบถว น พระตถาคตเจาจึงแยมสรวล
พระสมันตภัทรเปนพระโพธิสัตวองคสําคัญ ถือเปนสัญลักษณของมหายานและจริยาวัตรที่ประเสริฐ ซ่ึง
บรรดาโพธสิ ตั วทง้ั หลายจะตอ งปฏบิ ตั ิตาม
ในตอนทายของอวตังสกะสูตร (ฉบบั 40 ผกู ) มีสมันตภัทรจริยาวรรค (入不思議解脫境界《普賢行願
品》) ภายในมีมหาปณิธานที่สําคัญย่ิง 10 ประการ ท่ีแสดงถึงอัธยาศัยของกาย วาจา และใจของพระโพธสิ ตั ว
ท่ีปุถุชนและอริยภูมิตางๆ ยากจะหย่ังถึง เม่ือพระโพธิสัตวมีปณิธานและจริยาวัตรยิ่งใหญ ท่ีลวนแตเปนไปเพ่ือ
ประโยชนของสัตวโลก มิใชเพ่ือตนเอง จึงมีผลใหญ มีอานิสงคใหญ ทําใหสามารถบรรลุพุทธผลที่ย่ิงใหญ และ
อนุเคราะหสัตวโลกไดยิ่งใหญไมมีประมาณ จึงจะถือวาเปนคํานิยามของมหายานไดโดยแท ซึ่งมิใชมหายานใน
แงข องนกิ ายหน่งึ ของพระพุทธศาสนาอยางทคี่ นทวั่ ไปเขาใจกนั ดังนี้
1.เคารพ นอบนอ มพระพุทธเจาทัง้ ปวง 一者禮敬諸佛
2.สรรเสริญพระตถาคต 二者稱讚如來
3.ถวายสักการะยิง่ ใหญ 三者廣修供養
การบูชาพระตถาคตแบงได 7 ประการคือ
3.1.การปฏบิ ตั ิบูชาตามคําสอนของพระพทุ ธองค
3.2.บูชาดว ยการยงั ประโยชนสขุ ใหสรรพสตั ว
3.3.บชู าดวยการสงเคราะหส รรพสัตว
3.4.การรบั ทุกขแ ทนสรรพสัตว
3.5.การเรงเพียรสรา งกุศลมลู ในตนเองใหถ งึ พรอ ม และชวยใหสรรพสัตวปฏิบัติตาม
3.6.การไมล ะท้ิงจรยิ าวตั รของโพธิสัตว
3.7.บูชาดว ยการไมหา งจากโพธิจิต
4.สาํ นกึ ในความผดิ 四者懺悔業障
5.อนุโมทนาในกุศล 五者隨喜功德
6.อาราธนาใหหมนุ ธรรมจกั ร 六者請轉法輪
7.อาราธนาใหอุบัตยิ ังโลก 七者請佛住世
8.ศึกษาตามพระพุทธองค 八者常隨佛學
9.อนโุ ลมตามหมสู ัตว 九者恒順眾生
10.อุทศิ กุศลท้งั มวล十者普皆回向
4
大方廣佛華嚴經
普賢行願品
ส มั น ต ภั ท ร จ ร� ย า ป ณ� ธ า น ว ร ร ค
พระปรัชญามหาเถระ ตรีปฎกธราจารย ชาวเมืองกปศา อินเดียเหนือ แปลจากสันสกฤตพากยส ูจนี พากย
ในวนั ที่ ๕ เดือน ๖ (ตามจนั ทรคติ) เม่ือรชั สมยั 貞元 ปที่ ๑๒ (พ.ศ.๑๓๓๙) ถึงวันที่ ๒๔ เดอื น ๒ ปที่ ๑๔ ของ
รัชสมัยเดยี วกนั ท่วี ดั ฉงฝู (崇福寺) นครฉางอาน 罽賓國三藏般若奉 詔譯
พระวิศวภัทร เซ่ียเกี๊ยก วัดเทพพุทธาราม จ.ชลบุรี แปลจากจีนพากยสูไทยพากย เม่ือวันที่ ๑๔ ถึง ๑๖
พฤษภาคม ๒๕๕๒
入不思議解脫境界 《普賢行願品》
爾時,普賢菩薩摩訶薩稱歎如來勝功德已,告諸菩薩及善財言:
「善男子!如來功德,假使十方一切諸佛經不可說、不可說佛剎極微塵數劫,相續演說,不可窮
盡。若欲成就此功德門,應修十種廣大行願。何等為十?一者,禮敬諸佛;二者,稱讚如來;三
者,廣修供養;四者,懺悔業障;五者,隨喜功德;六者,請轉法輪;七者,請佛住世;八者,
常隨佛學;九者,恒順眾生;十者,普皆迴向。善財白言:「大聖!云何禮敬乃至迴向?」
สมัยน้ัน พระสมันตภัทรโพธิสัตวมหาสัตวเมื่อสรรเสริญพระคุณอันประเสริฐของพระตถาคตเจา* ๑ แลว
จึงกลาวกับบรรดาโพธิสัตวท้ังหลายและสุธนกุมาร*๒ วา “ดูกอนกุลบุตร อันพระคุณแหงพระตถาคตเจานั้น
สมมุติวาเราจะกลาวแสดงตอไปโดยไมหยุดไปตลอดหลายกัลป*๓ เทากับจํานวนปรมาณู*๔ ธุลีท่ีมีอยูในพุทธ
เกษตรของพระพทุ ธเจา ท้ังหลายทั่วทศทศิ *๕ ทจี่ ะกลา วถึงจํานวนดวยวาจามิไดน้ัน ยอมไมอาจอวสานสน้ิ สุดลง
แตหากปรารถนาจะสําเร็จในกุศลประการนี้ พึงบําเพ็ญมหาจริยปณิธานอันไพบูลยสิบประการเถิด สิบประการ
นั้นมีเชนไรเลา หน่ึงเคารพในพระพุทธเจาทั้งปวง สองสรรเสริญพระตถาคต สามสักการะอยางไพบูลย ส่ีสํานึก
กลับใจตอ วิบากกรรม หา พลอยยนิ ดีกับกุศล หกอาราธนาใหห มนุ ธรรมจกั ร เจด็ อัญเชิญใหทรงสถิตในโลก แปด
ประพฤตติ ามพทุ ธอนศุ าสน เกาอนุโลมตามสรรพสตั ว สิบอทุ ิศใหท ั้งสนิ้ ”
สุธนกุมารกลา ววา “พระคณุ เจา เชนไรคือการเคารพจนถงึ การอทุ ิศเลา ”
*๑.พระคุณขององคส มเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจานัน้ มีเปนเอนกประการ สุดท่ีจะพรรณนา แตเม่ือรวบรัดกลา ว
โดยยอแลวก็มี ๙ ประการ คือ ๑.อรหํ เปนผูไกลจากขาศึกคือกิเลส อีกนัยหน่ึงวา เปนผูท่ีไมมีที่รโหฐาน
หมายความวา แมแ ตในทล่ี บั ก็ไมก ระทําบาป ๒.สมฺมาสมฺพทุ โฺ ธ เปน ผูทีต่ รสั รูโ ดยชอบดว ยพระองคเอง ๓.วิชฺชา
จรณสมฺปนฺโน เปนผูท่ีถึงพรอมดวยวิชาและจรณะ ๔.สุคโต แปลวา ทรงไปแลว ๕.โลกวิทู พระพุทธองคทรงรู
โลกอยางแจมแจงดวยประการทั้งปวง คือ ทรงรูจักโลก รูจักเหตุเกิดของโลก รูจักธรรมที่ดับของโลก และรูจัก
ทางปฏิบัติใหถึงธรรมท่ีดับของโลก ๖.อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ทรงสามารถฝกอบรมส่ังสอนแนะนําผูท่ีสมควร
ฝกไดเปน อยางเลิศไมมีใครเสมอเหมือน ท้ังนเ้ี พราะทรงทราบอัธยาศัยของสตั วนนั้ ๆ ๗.สตฺถา เทวมนุสสฺ านํ ทรง
เปนศาสดาของเทวดาและมนุษยทั้งหลาย ซึ่งไมมีศาสดาใดจะเทียมเทา เพราะทรงนําสัตวท้ังหลายใหพนจาก
กองทุกขได ๘.พุทฺโธ ทรงเห็นทุกอยาง (สพฺพทสฺสาวี), ทรงรูทุกสิ่ง (สพฺพฺู) ทรงตื่น, ทรงเบิกบานดวยธรรม
5
๙.ภควา ทรงเปนผูท่ีมีบุญที่ประเสริฐสุด ทรงสามารถจําแนกธรรมส่ังสอนสัตวตามควรแกอัตตภาพของสัตว
นนั้ ๆ
*๒.สุธนกุมาร ราชโอรสของพระเจาปญจาละ ไดไปคารวะศึกษากับอาจารย ๕๕ ทาน และเปนกุมารองค
เดียวกบั ทยี่ นื อยูขา งพระอวโลกเิ ตศวรโพธิสัตว
*๓.คําวา กัป (บาลี) และ คําวา กัลป (สันสกฤต) เปนคําท่ีมีความหมายเดียวกัน, สมมุติมีกลองใบหน่ึง กวาง
๑๐๐ โยชน (16,000 กิโลเมตร) ยาว ๑๐๐ โยชน และ สูง ๑๐๐ โยชน ในเวลา ๑๐๐ ป ใหเอาเมล็ดผักกาด ๑
เมล็ด ใสลงไปในกลองน้ัน ทําอยางน้ีจนเมล็ดผักกาดนั้นเต็มเสมอเรียบปากกลอง นั้นละจึงเทากับ ๑ กัป, บาง
ตําราวาคือจึงไดเวลา ๑ กัป ประมาณ สามลานสองแสนเจ็ดหมื่นหกพันแปดรอยลานลานลานลานปประมาณ
๓.๓ คณู ๑๐ ยกกาํ ลงั ๓๐ ป
*๔.ปรมาณู คือ สวนของสารเคมีท่ีเล็กท่ีสุด จนไมสามารถแยกยอยไดอีกดวยวิธีเคมี ตามนัยยะแหงพระสูตรนี้
จะใหปรมาณเู ปน คําเปรียบ ใหเห็นวามีจํานวนมากมาย และยงั มีสงิ่ แยกยอ ยในจกั รวาลอกี มาก
*๕.ทศทิศ คือ ทิศท้ัง ๑๐ มี เหนือ ใต ตะวันออก ตะวันตก ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต ตะวันตก
เฉียงเหนือ ตะวันตกเฉยี งใต ทิศเบื้องบน และทศิ เบือ้ งลาง
普賢菩薩告善財言:「善男子!言禮敬諸佛者,所有盡法界、虛
空界、十方三世一切佛剎極微塵數諸佛世尊,我以普賢行願力故,起深信解,如對目前,悉以清
淨身語意業,常修禮敬。一一佛所,皆現不可說、不可說佛剎極微塵數身,一一身遍禮不可說、
不可說佛剎極微塵數佛。虛空界盡,我禮乃盡。而虛空界不可盡故,我此禮敬無有窮盡。如是乃
至眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我禮乃盡。而眾生界,乃至煩惱無有盡故,我此禮敬無有
窮盡,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。
พระสมันตภทั รโพธสิ ตั วก ลาวกับสธุ นกุมารวา “ดกู อนกุลบตุ ร อันการเคารพในพระพุทธเจา ท้ังปวงนน้ั คอื
ในบรรดาพระผูมีพระภาคท้ังหลาย ที่มีจํานวนเทากับปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรทั่วทิศท้ังสิบ ในกาลท้ังสาม*๖
ตลอดส้ินท้ังธรรมธาตุ*๗ และอากาศธาตุน้ัน เราจักอาศัยกําลังแหงจริยาปณิธานของพระสมันตภัทร ยังใหเกิด
ศรัทธาอันนอมไปอยางยิ่งยวด*๘ ประดุจ (พระพุทธเจาเหลาน้ัน) ประทับอยูเบื้องหนา แลวใชการกระทําแหง
กายวาจาและใจท่ีบริสุทธิ์หมดจด ทําการเคารพนอบนอมอยูสม่ําเสมอ อันพระพุทธเจาแตละพระองคนั้น ลวน
ปรากฏพระวรกายเทากบั จํานวนปรมาณูธุลีที่มีอยูในพุทธเกษตรทั้งปวง อันจะกลาวถงึ จํานวนดว ยวาจามิได ใน
กายหนึ่งๆ ของเรานั้น ก็จักวันทนานอบนอมอยู ซ่ึงพระพุทธเจาจํานวนเทากับปรมาณูธุลีที่มีอยูในพุทธเกษตร
ทัง้ ปวงนน้ั อนั จะกลา วถงึ จํานวนดว ยวาจามไิ ด จนอากาศธาตุส้ินไปแลว การวนั ทนาของเราจงึ จกั ส้ินสดุ
แตเหตุเพราะอากาศธาตุน้ันมิอาจสิ้น การนอบนอมวันทนาของเรานี้จึงไมสิ้นสุด เชนน้ีเร่ือยไปจนถึงการ
อวสานแหงสัตวธาตุ การอวสานแหงกรรมธาตุ การอวสานแหง กเิ ลสธาตุนน้ั แล การนอบนอมวันทนาของเราจึง
จักอวสาน แตทวาสัตวธาตุจนถึงกิเลสธาตุน้ันมิอาจอวสาน การนอบนอมวันทนาของเรานี้จึงไมสิ้นสุด ระลึก
สบื เนอ่ื งอยไู มข าดสนิ้ จักมกี ารกระทาํ แหง กาย วาจา ใจทไี่ มรูเ บ่อื หนา ยเลย
*๖.คอื อดตี ปจ จุบนั และอนาคต
*๗.ธรรมธาตุ ธาตุคือธรรม จกั รวาลทัง้ หมดอนั อยูในขอบขา ยของธรรม คอื สภาวะความจริงสูงสุด ไมเกิดไมดบั
*๘.คือ อธมิ ุกติ
6
「復次,善男子!言稱讚如來者,所有盡法界、虛空界、十方三世一切剎土所有極微一一塵中,
皆有一切世界極微塵數佛。一一佛所,皆有菩薩海會圍遶。我當悉以甚深勝解,現前知見,各以
出過辯才天女微妙舌根。一一舌根,出無盡音聲海;一一音聲,出一切言辭海,稱揚、讚歎一切
如來諸功德海,窮未來際,相續不斷,盡於法界,無不周遍。如是虛空界盡,眾生界盡,眾生業
盡,眾生煩惱盡,我讚乃盡。而虛空界乃至煩惱,無有盡故,我此讚歎無有窮盡,念念相續,無
有間斷,身語意業無有疲厭。
ดูกอนกุลบุตร อันการสรรเสริญพระตถาคตนนั้ คือในบรรดาปรมาณูธลุ ีหน่งึ ๆ ท่ีมีอยูในโลกธาตทุ ้ังปวงใน
ทศทิศ ในกาลทั้งสาม ตลอดส้ินท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุน้ัน ลวนมีพระพุทธเจาจํานวนเทาปรมาณูธุลีใน
โลกธาตุท้ังปวงประทับอยูภายใน แตละพระพุทธเจาองคหนึ่งๆ ยังมีหมูโพธิสัตวเปรียบดวยหวงมหาสาคร*๙
แวดลอมอยู เราจักอาศัยศรัทธาอันนอมไปอยางคัมภีรภาพ ยังใหไดรูเห็นยังเบ้ืองหนา ตางก็ใชอินทรียคือชวิ หา
ที่ยิ่งกวาชิวหาอันวิเศษแหงนางสุรัสวตีเทวกัญญา โดยแตละชิวหาหน่ึงๆ เปลงสัทสาครคือเสียงสําเนียงท่ีไมมี
ประมาณ แตละเสียงหนึ่งๆ ก็เปนศัพทสาครคือคําศัพทท่ีไมมีประมาณ สรรเสริญสดุดีพระคุณสาครอันไมมี
ประมาณของพระตถาคตท้ังปวงจนถึงท่ีสุดของอนาคตภาคเร่ือยไปไมสิ้นสุด ตลอดสิ้นทั่วธรรมธาตุนั่นแล ด่ัง
เชนอากาศธาตไุ ดอวสานลง สัตวธาตุไดส้ินลง กิเลสธาตุของหมูสตั วไดสนิ้ ลง การสรรเสริญของเราจึงอวสานจบ
สิ้น แตท วา อากาศธาตตุ ลอดถึงกิเลสธาตุไมม ีจบสิน้ การสรรเสริญของเรานี้จึงไมจบส้ิน ระลึกสืบเนือ่ งอยูไมขาด
สนิ้ จกั มีการกระทาํ แหง กาย วาจา ใจทไี่ มรูเบอ่ื หนา ยเลย
*๙.สาคร, มหาสมุทร เปนสํานวนเปรียบวา มีจํานวนมากมาย เหมือนหวงแหงมหาสาครท่ีกวางออกไปไมมี
ขอบเขต และลึกลํ้าหยั่งวัดไมได
「復次,善男子!言廣修供養者,所有盡法界、虛空界、十方三世一切佛剎極微塵中,一一各有
一切世界極微塵數佛。一一佛所,種種菩薩海會圍遶。我以普賢行願力故,起深信解,現前知見
,悉以上妙諸供養具,而為供養。所謂華雲、鬘雲、天音樂雲、天傘蓋雲、天衣服雲,天種種香
,塗香、燒香、末香,如是等雲,一一量如須彌山王。然種種燈,酥燈、油燈、諸香油燈,一一
燈炷,如須彌山,一一燈油,如大海水。以如是等諸供養具,常為供養。
ดูกอนกุลบุตร อันการสักการะอยางไพบูลยน้ัน คือภายในบรรดาปรมาณูธุลีท่ีอยูในพุทธเกษตรของ
พระพุทธเจาทั้งปวงในทศทิศ ในกาลทั้งสาม ตลอดสิ้นท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุแตละอณูหน่ึงๆ ลวนมี
พระพุทธเจาจํานวนเทาปรมาณูธุลีในโลกธาตุทั้งปวงประทับอยูภายใน แตละพระพุทธเจาองคหนึ่งๆ ยังมีหมู
โพธิสัตวเปรียบดวยหวงมหาสาครแวดลอ มอยู เราจักอาศัยกําลังแหงจริยาปณิธานของพระสมันตภัทร ใหเกิดมี
ความศรทั ธาอันนอมไปอยางยง่ิ ใหป รากฏรเู ห็นอยูเบ้ืองหนา แลวใชเ ครื่องสกั การะอันประณีตท้ังปวงถวายบูชา
มีมวลหมูดอกไม พวงมาลา ทิพยดนตรี ทิพยฉัตร ทิพยอาภรณ ของหอมอันเปนทิพยตางๆ เคร่ืองทาหอม เผา
เครอ่ื งหอม ผงหอมตา งๆ เปน ตน แตล ะสิ่งน้นั จกั มีปรมิ าณเทาสุเมรรุ าชสิงขร จุดประทีปตา งๆ เชนประทีป เนย
ประทีปน้ํามัน ประทีปน้ํามันหอมตางๆ แตละประทีปดวงหน่ึงๆ ก็ดุจเขาสุเมรุ น้ํามันแตละประทีปหน่ึงๆ ก็ด่ัง
นา้ํ ในมหาสมุทร โดยจะใชเ คร่ืองสกั การะเหลา นี้ถวายบูชาอยูเปนนิจ
「善男子!諸供養中,法供養最,所謂如說修行供養,利益眾生供養,攝受眾生供養,代眾生苦
供養,勤修善根供養,不捨菩薩業供養,不離菩提心供養。善男子!如前供養無量功德,比法供
養一念功德,百分不及一,千分不及一,百千俱胝那由他分、迦羅分、算分、數分、諭分、優婆
尼沙陀分,亦不及一。何以故?以諸如來尊重法故,以如說修行出生諸佛故。若諸菩薩行法供養
,則得成就供養如來。如是修行,是真供養故。此廣大最勝供養,虛空界盡,眾生界盡,眾生業
盡,眾生煩惱盡,我供乃盡。而虛空界乃至煩惱,不可盡故,我此供養,亦無有盡,念念相續,
無有間斷,身語意業無有疲厭。
7
ดูกอนกุลบุตร ในการบูชาทั้งปวง ธรรมบูชาเปนเลิศ คือการบูชาดวยการบําเพ็ญจริยาดงั่ ท่ีกลา ว การบูชา
ดวยการยังประโยชนแกสรรพสัตว บูชาดวยการสงเคราะหสรรพสัตว บูชาดวยการรับทุกขแทนสรรพสัตว บูชา
ดวยการพากเพียรสรางกุศล บูชาดวยการไมละทิ้งการกระทําของโพธิสัตว บูชาดวยการไมหางไกลจากโพธิจิต
กุลบุตร อันการบูชา (ดวยวัตถุ) ขางตนน้ัน แมนจะมีกุศลประมาณไมได แตเมื่อเทียบกับกุศลของการดําริถึง
ธรรมบูชาเพียงคร้ัง เทียบไมเทาหน่ึงในรอยสวน ไมเทาหนึ่งในพันสวน แมนรอยพันโกฏินยุตะ*๑๐ สวน ดวย
สว นของกลา*๑๑ ดวยสว นของการคํานวณ ดว ยสว นของการนับ ดว ยสวนของการอปุ มา ดวยสว นของอปุ นิษทั *
๑๒ ก็ยังมิอาจเทียบไดแมเพียงหนึ่ง เหตุไฉนนั้นฤๅ เพราะเหตุที่พระตถาคตท้ังหลายทรงเคารพธรรมอยางย่ิง
เพราะอาศัยการบําเพ็ญตามที่กลาว จึงกอเกิดพระพุทธเจาท้ังปวง หากเหลาโพธิสัตวบูชาดวยการประพฤติ
ธรรม ยอมเปนการบูชาพระตถาคต การประพฤติเชนนี้คือการบูชาอยางแทจริง เปนส่ิงประเสริฐและย่ิงใหญ
ที่สุดของการบูชา เม่ืออากาศธาตุจบส้ิน สัตวธาตุจบส้ิน กรรมธาตุของหมูสัตวจบส้ิน กิเลสธาตุของหมูสัตวจบ
ส้ิน การบูชาของเราจึงจบส้ิน แตทวาอากาศธาตุจนถึงกิเลสมิอาจจบสิ้น การบูชาของเรานี้จึงมิจบส้ิน ระลึก
สบื เนื่องอยูไมขาดสน้ิ จกั มีการกระทําแหงกาย วาจา ใจท่ีไมรูเ บ่อื หนายเลย
*๑๐.โกฏิ จํานวนนับ เทากับ สิบลาน, นยุตะ 那由他 คือ สังขยาจํานวน ๑ หม่ืน บางก็วา นยุตะ, นิยุตะ, นหุ
ตะ (บาลี) คือสังขยาจํานวนหน่ึงแสน หรือ หนึ่งลาน เปนหลักนับคือ หน่ึงรอยโกฏิเปนหน่ึง อยุตะ, รอยอยุตะ
เปนหน่ึงนิยุตะ สวนนยุตะเทากับเลข หน่ึงตอทายดวยศูนยย่ีสิบสองตัว พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ของสมาคม
บาลีปกรณกลาววา นหุตะ หมายถึงสังขยาจํานวนมาก, หน่ึงหม่ืน แตพจนานุกรมสันสกฤต-อังกฤษ ของเซอร
มอเนียวลิ เลย่ี มและปราชญคนอ่ืนๆ วา ไดแ ก หนง่ึ ลา น
*๑๑.ตามศพั ทวา สวนหนึ่งเสีย้ วหน่ึงของเวลา สว น ๑ ใน ๑๖ สวนของดวงจันทร, สวนแบง ของเวลา
*๑๒.อุปนิษัท หรือเรียกอีกอยางวา เวทานตะ-ท่ีสุดแหงพระเวท คัมภีรท่ีแตงดวยหลักศาสนา หรือหลักธรรม
หลังยุคพระเวทมีทั้งหมด ๑๐๘ คัมภีร ซ่ึงแตงเปนทํานองแนะนําใหเกิดญาณทัศนะมากกวาการใชหลัก
ตรรกวทิ ยาเขา ไปพสิ ูจน
「復次,善男子!言懺除業障者,菩薩自念:『我於過去無始劫中,由貪瞋癡,發身口意,作諸
惡業,無量無邊。若此惡業,有體相者,盡虛空界不能容受。我今悉以清淨三業,遍於法界極微
塵剎一切諸佛菩薩眾前,誠心懺悔,後不復造,恒住淨戒一切功德。』如是虛空界盡,眾生界盡
,眾生業盡,眾生煩惱盡,我懺乃盡。而虛空界乃至眾生煩惱,不可盡故,我此懺悔,無有窮盡
,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。
ดูกอนกุลบุตร อันการสํานึกกลับใจตอวิบากกรรมน้ัน โพธิสัตวจักระลึกไดเองวา “ตัวเรานั้นเมื่อในอดีต
กัลปอันหาท่ีเร่ิมตนไมได เพราะโลภะ โทสะ โมหะ ท่ีกายวาจาใจกระทําอกุศลกรรมทั้งปวงมาแลวอยาง
ประมาณไมไดและไรขอบเขต หากอกุศลกรรมน้ีจะมีรูปสังขารแลวไซร อากาศธาตุทั้งส้ินก็มิอาจรับได บัดน้ีเรา
จักอาศัยกรรมสามที่บริสุทธิ์ ต้ังสัตยธิษฐานดวยจริงใจขอขมากรรมสํานึกผิด ตอพระตถาคตพุทธเจา พระ
โพธิสัตวทั้งหลายจํานวนเทากับปรมาณูธุลีในธรรมธาตุ วาจะไมกระทําผิดอีกในภายหลัง จะธํารงอยูในศีลาจาร
วัตรทบี่ ริสทุ ธ์ิทั้งปวง” เชน นี้ไปตราบเมื่ออากาศธาตอุ วสาน สตั วธาตุอวสาน กรรมธาตุอวสาน กเิ ลสธาตุอวสาน
การสํานึกผิดของเราจึงอวสาน แตทวาอากาศธาตุจนถงึ กิเลสของหมสู ัตวมิอาจอวสานลง การขมาสํานึกผดิ ของ
เรานี้ จึงไมม ีการอวสาน ระลกึ สบื เนอื่ งอยูไมขาดส้นิ จักมกี ารกระทําแหงกาย วาจา ใจท่ไี มรูเ บอื่ หนายเลย
8
「復次,善男子!言隨喜功德者,所有盡法界、虛空界、十方三世一切佛剎極微塵數諸佛如來,
從初發心,為一切智,勤修福聚,不惜身命,經不可說、不可說佛剎極微塵數劫。一一劫中,捨
不可說、不可說佛剎極微塵數頭目手足。如是一切難行、苦行,圓滿種種波羅蜜門,證入種種菩
薩智地,成就諸佛無上菩提、及般涅槃,分布舍利,所有善根,我皆隨喜。及彼十方一切世界,
六趣四生,一切種類,所有功德,乃至一塵,我皆隨喜。十方三世一切聲聞、及辟支佛,有學、
無學,所有功德,我皆隨喜。一切菩薩所修無量難行、苦行,志求無上正等菩提,廣大功德,我
皆隨喜。如是虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我此隨喜,無有窮盡,念念相續,
無有間斷,身語意業無有疲厭。
ดูกอ นกุลบุตร อันการพลอยยนิ ดกี บั กศุ ลน้นั บรรดาพระพุทธตถาคตเจาท้ังหลายจํานวนเทา ปรมาณูธุลีใน
พุทธเกษตรตา งๆ ในทศทิศ ในกาลท้ังสาม ตลอดสน้ิ ทง้ั ธรรมธาตแุ ละอากาศธาตุนนั้ ตัง้ แตเกดิ อนตุ รโพธจิ ิตเพ่ือ
หมายมุงสัพพัญุตาญาณ จึงพากเพียรสั่งสมบุญกุศล ไมเสียดายในชีพสังขาร ผานเวลาไปหลายกัลปเทากับ
จํานวนปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรที่ไมอาจกลาวไดสิ้น ในกัลปหนึ่งๆ นั้น ไดสละศีรษะ ดวงตา มือ เทาเทากับ
จํานวนปรมาณูธุลีท่ีอยูในพุทธเกษตรอันไมอาจกลาวส้ิน ไดประพฤติจริยาท่ีประพฤติไดยากและทุกรกิริยา
เหลา น้ี ไดย ังบารมตี า งๆ ใหส มบูรณ แลวเขาสูปญ ญาภูมิตางๆ ของโพธิสตั ว แลวสาํ เร็จอนุตรสมั โพธขิ องพระ
พุทธตถาคตทั้งปวง เสดจ็ สูหว งนฤพานจนถงึ การแจกจา ยพระสารรี ิกธาตุ บรรดากุศลมูลเหลา นนั้ เราลวน
อนุโมทนาดวย อีกท้ังกุศลความดีท้ังปวงของหมูสัตวในภูมิท้ังหก*๑๓ สัตวกําเนิดสี่*๑๔ สัตวประเภทตางๆ ทั้ง
มวล ท่ีอยูในโลกธาตุตางๆ ท่ัวทิศท้ังสิบ แมกุศลนั้นจะเล็กนอยเทาอณูหน่ึง เราก็จักอนุโมทนา กุศลทั้งปวงของ
พระสาวก พระปจ เจกพทุ ธะ เสขบุคคล อเสขบคุ คล*๑๕ เราขออนุโมทนา พระโพธิสัตวท งั้ หลายผบู ําเพ็ญจริยา
อนั ทาํ ไดยากและทกุ รกริ ยิ านานัปการ ผูมุงม่ันสูพระอนตุ รสัมมาสมั โพธิ มกี ุศลไพบูลย เราขออนุโมทนา เชนนไ้ี ป
ตราบอากาศธาตุอวสาน สัตวธาตอุ วสาน กรรมของหมสู ัตวอวสาน กเิ ลสของหมสู ตั วอวสาน อันการโมทนาของ
เราน้ี ไมมีการอวสาน ระลึกสบื เนื่องอยไู มขาดสน้ิ จกั มีการกระทําแหง กาย วาจา ใจท่ไี มร ูเ บอ่ื หนา ยเลย
*๑๓.มี ๑.นรก ๒.เปรต ๓.เดรัจฉาน ๔.อสรุ กาย ๕.มนษุ ย ๖.เทวดา
*๑๔.มี ๑.เกดิ จากครรภ ๒.เกิดจากฟองไข ๓.เกิดจากเถาไคล(สงิ่ สกปรก) ๔.เกดิ แบบผุดข้ึน
*๑๕.สาวก แปลวา ผูฟง หมายถึง รับฟงคําสอนของพระพุทธองคแลวนําไปปฏิบัติจนไดผลแลวนําไปเผยแผให
ผูอื่นทราบดวย, พระปจเจกพุทธะ แปลวา ผูตรัสรูเฉพาะตนผูเดียว ไทยเราเรียกพระปจเจกพุทธเจาหรือพระ
ปจเจกโพธิ ทา นอธิบายวา เปนผูตรสั รดู วยพระองคเ องเชนเดยี วกับพระพุทธเจา ซึง่ เปนพระบรมศาสดาของเรา
ท้งั หลายในบดั น้ี แตไมสอนผูอืน่ นาพิจารณาวา คงหมายความวา ไมสอนผูอ ่ืนใหต รสั รตู าม หรอื ไมตัง้ ศาสนาข้ึน
และเม่ือมีพระปจเจกพุทธเจา ก็เรียกพระพุทธเจาซ่ึงสอนผูอ่ืนเชนพระบรมศาสดาของเราทั้งหลายวา พระ
สัมมาสัมพุทธเจา แปลวา ผูตรัสรูเอง หรือ พระสัพพัญูพุทธเจา แปลวา พระพุทธะผูตรัสรูธรรมทั้งปวง พระ
ปจเจกพุทธะ ทานแสดงวามีจํานวนมาก อยูดวยกันในท่ีแหงหนึ่งๆ จํานวนหลายรอยก็มี, พระเสขบุคคล
หมายถึง บคุ คลยงั ตองศกึ ษาในสกิ ขา ๓ เพอ่ื ดบั กิเลส น้นั จึงชอ่ื วา เสกขฺ า แปลวา ผยู งั ศกึ ษาอย,ู อเสขะ แปลวา
ผูไมตองศึกษาอีก คือไมตองศึกษาไตรสิกขา คืออธิศีล อธิสมาธิ อธิปญญาอีกตอไป เพราะไดศึกษาจบโดยได
บรรลุอรหันตผลแลว เรียกเต็มวาพระอเสขะ หรือ อเสขบุคคล อเสขะ ไดแกพระอริยบุคคลระดับสูงสุดคือพระ
อรหนั ต ผูเ สรจ็ กิจการศกึ ษาไตรสิกขาแลว ผูไมมีกจิ ทจี่ ะตอ งบาํ เพญ็ เพ่ือละกิเลสอีก
「復次,善男子!言請轉法輪者,所有盡法界、虛空界,十方三世一切佛剎極微塵中,一一各有
不可說、不可說佛剎極微塵數廣大佛剎。一一剎中,念念有不可說、不可說佛剎極微塵數一切諸
9
佛,成等正覺,一切菩薩海會圍遶。而我悉以身口意業,種種方便,慇懃勸請,轉妙法輪。如是
虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我常勸請一切諸佛,轉正法輪,無有窮盡,念念
相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。
ดูกอนกุลบุตร อันการอาราธนาใหหมุนธรรมจักรน้ัน ภายในปรมาณูธุลีท่ีอยูในพุทธเกษตรของ
พระพุทธเจาทั้งปวงในทศทิศ ในกาลทั้งสาม ตลอดส้ินท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุแตละ (ปรมาณู) หน่ึงๆ น้ัน
ตางก็มีพุทธเกษตรที่กวางใหญไพศาลจํานวนเทาปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรท้ังปวงอันจะกลาวใหส้ินมิได แตละ
พุทธเกษตรหนึ่งๆ นั้นแล ความระลึกของจิตขณะหนึ่งๆ ยังมีพระพุทธเจาไดตรัสรูแกพระสัมมาสัมโพธิญาณ
จํานวนเทากับปรมาณูธุลีของพุทธเกษตรทั้งปวงอันจะกลาวใหสิ้นมิได แวดลอมไปดวยหมูโพธิสัตวทั้งหลายดุจ
หวงมหรรณพ อีกท้ังเราจักอาศัยการกระทําของกาย วาจา ใจ และอุปายะตางๆ เพ่ืออาราธนาใหทรงหมุน
เคลื่อนกงลอพระธรรม เชนนไ้ี ปตราบอากาศธาตอุ วสาน สตั วธาตุอวสาน กรรมของหมสู ัตวอ วสาน กเิ ลสของหมู
สัตวอวสาน เราจักทูลอาราธนาพระพุทธเจาทั้งปวง ใหทรงหมุนเคล่ือนพระธรรมจักรอยูเปนนิจอยูไมส้ินสุด
ระลึกสืบเนื่องไปไมขาดสิน้ จักมีการกระทําแหง กาย วาจา ใจทีไ่ มร เู บ่อื หนา ยเลย
「復次,善男子!言請佛住世者,所有盡法界、虛空界,十方三世一切佛剎極微塵數諸佛如來,
將欲示現般涅槃者,及諸菩薩、聲聞、緣覺、有學、無學、乃至一切諸善知識,我悉勸請,莫入
涅槃,經於一切佛剎極微塵數劫,為欲利樂一切眾生。如是虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾
生煩惱盡,我此勸請無有窮盡,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。
ดูกอนกุลบุตร อันการอัญเชิญใหทรงสถิตในโลกนั้น บรรดาพระพุทธตถาคตเจาจํานวนเทากับปรมาณูธุลี
ในพุทธเกษตรโลกธาตุทั้งปวงในทศทิศ ในกาลทั้งสาม ตลอดส้ินทั้งธรรมธาตุและอากาศธาตุ เม่ือคราที่ทรง
สําแดงวาใกลจะเสด็จสูหวงนฤพาน*๑๖ รวมไปถึงเหลาพระโพธิสัตว พระสาวก พระปจเจกโพธิ เสขบุคคล
อเสขบุคคล จนถึงกัลยาณมิตรทั้งปวง (ท่ีจะนิพพาน) เราจะอาราธนาใหอยาไดเขาสูนิพพาน ใหมีชีพดํารงอยู
หลายกัลปเทาปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรของพระพุทธเจาทั้งปวง เพ่ือยังประโยชนสุขแกหมูสัตว เชนน้ีไปตราบ
อากาศธาตุจบสิ้น สัตวธาตุจบสิ้น กรรมของหมูสัตวจบสิ้น กิเลสของหมูสัตวจบส้ิน การอาราธนาของเรานี้ไมมี
สิ้นสุด ระลกึ สบื เนือ่ งอยไู มขาดสิน้ จกั มกี ารกระทาํ แหง กาย วาจา ใจที่ไมรเู บื่อหนา ยเลย
*๑๖.คือ การเสดจ็ สูปรินิพพาน ถือเปนเหตุการณหน่ึงท่ีพระพุทธองคแสดงใหเห็นไตรลกั ษณ ซึง่ การนิพพานนี้ก็
เปนความเปนไปหน่ึงของตถตา คือเปนไปอยางน้ันเอง ดังน้ัน การประสูติ ตรัสรู ปรินิพพาน จึงเปนเหตุการณ
เชน นัน้ เอง เพราะพุทธภาวะ หรอื ธรรมภาวะนน้ั มอี ยแู ตเ ดิม จงึ เรียกวา ทรงสําแดงวา ใกลจะเสดจ็ สหู ว งนฤพาน
「復次,善男子!言常隨佛學者,如此娑婆世界毘盧遮那如來,從初發心,精進不退,以不可說
、不可說身命,而為布施,剝皮為紙,折骨為筆,刺血為墨,書寫經典,積如須彌。為重法故,
不惜身命,何況王位、城邑、聚落、宮殿、園林,一切所有,及餘種種難行、苦行,乃至樹下成
大菩提,示種種神通,起種種變化,現種種佛身,處種種眾會。
ดูกอนกุลบุตร อันการประพฤติตามพุทธอนุศาสนนั้น ดุจพระไวโรจนพุทธเจาของสหาโลกธาตุแหงน*ี้ ๑๗
นับตั้งแตเริ่มทรงบังเกิดอนุตรโพธิจิต ไดวิริยะพากเพียรไมเส่ือมถอย ทรงนําชีพสังขารจํานวนมากมายกลาวไม
สิ้นบริจาคเปนทาน ไดถลกหนังใชเปนกระดาษ เลาะกระดูกเปนพูกัน กีดเลือดเปนน้ําหมึก เพื่อขีดเขียนพระ
ธรรมรวมแลวเทาสุเมรบุ รรพต เพราะทรงเห็นแกธ รรมมากจงึ ไมเสียดายชีพสังขาร แลวจกั ประสาใดกบั อคั รราช
ศกั ด์ิ เมอื ง หมบู าน ปราสาท อุทยาน สรรพสิง่ ทั้งปวงอกี เลา ทรงประพฤตจิ ริยาอนั กระทาํ ไดยากและทุกรกิริยา
10
จนถึงไดตรัสรูมหาโพธิญาณใตอัสสัตถพฤกษ ทรงสําแดงอภิญญาอิทธิตางๆ บังเกิดการเปลี่ยนแปลงตางๆ
ปรากฏพุทธกายตา งๆ ประทับอยูใ นสันนบิ าตตา งๆ
*๑๗.พระไวโรจนพุทธเจา แปลวา พระพุทธเจาท่ีมีความรุงเรือง ประโยคน้ีจึงมีความหมายวาธรรมกายของ
พระพุทธเจาทัง้ ปวงมคี วามรงุ เรืองอยโู ดยปกติธรรมเสมือนกัน ดงั น้ัน กายภายในของพระศากยมุนีพุทธเจาและ
พระพทุ ธเจา ท้งั ปวงจึงคือพระไวโรจนะ, สหาโลกธาตุ แปลวา โลกธาตอุ ันเตม็ ไปดวยความทกุ ขจ ําตอ งอดทน
或處一切諸大菩薩眾會道場,或處聲聞及辟支佛眾會道場,或處轉輪聖王、小王、眷屬眾會道場
,或處剎利、及婆羅門、長者、居士眾會道場,乃至或處天龍八部、人、非人等眾會道場。處於
如是種種眾會,以圓滿音,如大雷震,隨其樂欲,成熟眾生,乃至示現入於涅槃。如是一切我皆
隨學,如今世尊毘盧遮那。如是盡法界、虛空界,十方三世一切佛剎所有塵中,一切如來皆亦如
是,於念念中,我皆隨學。如是虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我此隨學,無有
窮盡,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。
บางประทบั ในทช่ี ุมนมุ ของมหาโพธิสตั วทัง้ ปวง บางในที่ชมุ นมุ ของพระสาวกและพระปจ เจกโพธิ บา งในที่
ชุมนุมของพระเจาจักรพรรดิ พระราชาและบริวาร บางประทับในที่ชุมนุมของกษัตริย พราหมณ นายบาน
บณั ฑิต ไปจนถึงประทบั ในทช่ี ุมนมุ แหงเทพ นาค ภตู ใิ นคตแิ ปด*๑๘ มนุษยและอมนษุ ยทั้งปวง ในสถานทช่ี ุมนุม
ตางๆ เชนนี้ ทรงใหพระสุรเสียงอันสมบูรณประดุจมหาอสุนีบาต ตามแตชนเหลาน้ันจะปรารถนายินดี เพื่อ
อบรมสรรพสัตว จนถึงการสําแดงวาเสดจ็ สูหวงนิพพาน ส่งิ ทัง้ ปวงเหลาน้ีเราจักศึกษาตามทงั้ ส้นิ เหมือนพระผูมี
พระภาคไวโรจนะในบัดน้ี ประดุจธุลีของพทุ ธเกษตรทงั้ หลายในทศทิศและในกาลท้ังสาม ตลอดสนิ้ ทัง้ ธรรมธาตุ
และอากาศธาตทุ ี่มีพระตถาคตประทับอยูก็เปนเชนนี้ ในทุกๆ ความระลึกแหงจิต เราจักศึกษาตามทั้งส้ิน เชนนี้
ไปจนถึงการส้ินไปของอากาศธาตุ การสิ้นไปของสัตวธาตุ การส้ินไปของกรรม การส้ินไปของกิเลส การศึกษา
ตามของเราน้ีจักไมมีสิน้ สดุ ระลึกสบื เนอ่ื งอยไู มขาดสนิ้ จกั มกี ารกระทําแหง กาย วาจา ใจท่ไี มร ูเบ่อื หนา ยเลย
*๑๘.มี ๑.เทพ ๒.นาค ๓.ยักษ ๔.คนธรรพ ๕.อสุร ๖.ครฑุ ๗.กินนร ๘.มโหราค
「復次,善男子!言恒順眾生者,謂盡法界、虛空界,十方剎海,所有眾生種種差別,所謂卵生
,胎生,濕生,化生,或有依於地、水、火、風而生住者,或有依空、及諸卉木而生住者;種種
生類,種種色身,種種形狀,種種相貌,種種壽量,種種族類,種種名號,種種心性,種種知見
,種種欲樂,種種意行,種種威儀,種種衣服,種種飲食,處於種種村營、聚落、城邑、宮殿,
乃至一切天龍八部、人、非人等;無足、二足、四足、多足、有色、無色、有想、無想、非有想
、非無想。
ดูกอนกุลบุตร อันการอนุโลมตามสรรพสัตวน้ัน บรรดาสรรพสัตวที่มีความแตกตางนานาประการ ใน
เกษตรสาคร (โลกธาตุตางๆ) ทั่วทศทิศ ตลอดส้ินท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุ มีประเภทที่กําเนิดโดยไข กําเนิด
โดยครรภ กําเนินโดยเถาไคล เกิดแบบผุดข้ึน บางอาศัยตามดิน นํ้า ไฟ ลมในการมีชีวิตอยู บางก็อาศัยอากาศ
และตนหญาตนไมท้ังหลายในการมีชีวิต มีชีวิตแบบตางๆ มีรูปกายตางๆ มีรูปรางตางๆ มีลักษณะตางๆ มี
อายุขัยตางๆ มีตระกูลตางๆ มีชื่อตางๆ มีสภาวะจิตตางๆ มีความรูตางๆ มีอัธยาศัยตางๆ มีความคิดตางๆ มี
อิริยาบถตางๆ มีอาภรณตางๆ มีอาหารตางๆ แลในสถานท่ีตางๆ เชนชนบท หมูบาน เมืองหลวง ราชมณเฑียร
จนถึงหมเู ทพ นาค ภูติในคติแปด มนษุ ยและอมนุษยทงั้ ปวง พวกท่ีปราศจากเทา สองเทา สเ่ี ทา หลายเทา พวก
ท่มี ีรูป ไรรูป มีสญั ญา ไรสัญญา มีสัญญากไ็ มใช ไรส ัญญากไ็ มใช
如是等類,我皆於彼,隨順而轉,種種承事,種種供養,如敬父母,如奉師長、及阿羅漢,乃至
如來,等無有異;於諸病苦,為作良醫;於失道者,示其正路;於闇夜中,為作光明;於貧窮者
,令得伏藏;菩薩如是平等饒益一切眾生。
11
บรรดาประเภทเหลาน้ี เราจะอนุโลมเปล่ียนแปลงตามพวกเขาท้ังส้ิน จะรับเปนภาระตางๆ จะดูแลตางๆ
เสมือนการเคารพตอบิดามารดา ดุจการอุปฏฐากอาจารยและพระอรหันตจนถึงพระตถาคต เสมอเหมือนไม
ตางกัน สําหรับผูเปนทุกขเพราะโรคทั้งปวงจะเปนแพทย สําหรับผูหลงทางจะช้ีหนทางที่ถูกตอง สําหรับยาม
มืดมนจะเปนแสงสวาง สําหรับผูยากไรจะเปนคลังสมบัติ พระโพธิสัตวจักยังหิตประโยชนแกสรรพสัตวท้ังปวง
ดว ยความเสมอภาคเชน นแ้ี ล
「何以故?菩薩若能隨順眾生,則為隨順供養諸佛;若於眾生尊重承事,則為尊重承事如來;若
令眾生生歡喜者,則令一切如來歡喜。何以故?諸佛如來以大悲心而為體故,因於眾生,而起大
悲;因於大悲,生菩提心;因菩提心,成等正覺。
เหตไุ ฉนเลา พระโพธิสตั วน ัน้ หากสามารถอนโุ ลมตามสรรพสัตวได ยอ มเปน การตามสักการะพระพุทธเจา
ท้ังปวง หากคารวะและเปนธุระใหแกสรรพสัตว ยอ มเปนการเคารพและเอาภาระของพระตถาคต หากยังสรรพ
สัตวใหเกดิ ความยนิ ดี ยอ มยังใหพระตถาคตท้ังปวงยนิ ดี เพราะเหตใุ ดเลา เพราะ พระพุทธตถาคตใชม หากรุณา
จิตเปนสังขาร เหตุเพราะสรรพสัตวแ ลว จึงเกิดมหากรุณา เหตุเพราะมหากรุณาจงึ เกดิ โพธิจิต เหตุเพราะโพธจิ ิต
จึงสําเรจ็ พระสมั มาสมั โพธิ
譬如曠野、沙磧之中,有大樹王,若根得水,枝葉華果悉皆繁茂。生死曠野菩提樹王,亦復如是
。一切眾生而為樹根,諸佛菩薩而為華果,以大悲水,饒益眾生,則能成就諸佛菩薩智慧華果。
何以故?若諸菩薩以大悲水,饒益眾生,則能成就阿耨多羅三藐三菩提故。是故菩提屬於眾生;
若無眾生,一切菩薩終不能成無上正覺。善男子!汝於此義,應如是解。
อุปมาในพนาสณฑแ ละกรวดทราย ยังมีตนไมใหญเปนราชาแหงรุกขชาตทิ ้ังปวง หากรากไดหย่ังถึงนํา้ กิ่ง
ใบดอกผลลวนผลิบานฉันใด พนาสนฑแหงสังสารวัฏและรุกขราชาแหงความรูแจงก็ฉันนั้น ท่ีมีสรรพสัตวเปน
รากของตน ไม พระพทุ ธเจาพระโพธสิ ัตวเปนดอกผล เมอื่ อาศยั นาํ้ แหง มหากรุณายังประโยชนใหสรรพสตั ว ยอม
สําเร็จดอกผลแหงปญญาญานของพระสัมมาสัมพุทธเจาและพระโพธิสัตว ดวยเหตุไฉนเลา เพราะหากโพธิสตั ว
ทัง้ หลายใชน้ําแหงมหากรุณายังประโยชนแกสรรพสัตว จึงสามารถสาํ เรจ็ พระอนตุ รสัมมาสัมโพธิญาณ ดว ยเหตุ
นี้ โพธิญาณจึงเกี่ยวเน่ืองกับสรรพสัตว หากปราศจากสรรพสัตวแลวไซร โพธิสัตวท้ังหลายที่สุดแลวยอมมิอาจ
สาํ เร็จพระอนตุ รสัมโพธิ ดูกอนกุลบตุ ร ในอรรถะน้เี ธอพึงจําแนกเชนน้ีแล
以於眾生心平等故,則能成就圓滿大悲;以大悲心,隨眾生故,則能成就供養如來。菩薩如是隨
順眾生,虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我此隨順,無有窮盡,念念相續,無有
間斷,身語意業無有疲厭。
เพราะอาศยั จิตที่เสมอภาคตอ สรรพสัตว จงึ สามารถสาํ เร็จมหากรณุ าท่ีบริบูรณ เพราะอาศยั มหากรณุ าจิต
อนุโลมตามสรรพสัตว จึงสามารถสักการะพระตถาคต โพธิสัตวพึงอนุโลมตามสรรพสัตวอยูเชนนี้ ตราบจน
อากาศธาตุอวสาน สัตวธาตุอวสาน กรรมของหมสู ัตวอวสาน กิเลสของหมูสตั วอ วสาน การอนโุ ลมตามของเราน้ี
จักไมอ วสาน ระลกึ สบื เน่อื งอยูไมข าดสิน้ จกั มกี ารกระทาํ แหงกาย วาจา ใจท่ีไมรูเบือ่ หนา ยเลย
「復次,善男子!言普皆迴向者,從初禮拜、乃至隨順,所有功德皆悉迴向;盡法界、虛空界一
切眾生,願令眾生常得安樂,無諸病苦;欲行惡法,皆悉不成;所修善業,皆速成就;關閉一切
諸惡趣門,開示人天涅槃正路;若諸眾生,因其積集諸惡業故,所感一切極重苦果,我皆代受,
令彼眾生悉得解脫,究竟成就無上菩提。菩薩如是所修迴向,虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,
眾生煩惱盡,我此迴向無有窮盡,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。
ดูกอนกุลบุตร อันการอุทิศใหทั้งส้ินนั้น ตั้งแตการนอบนอมวันทนาจนถึงการอนุโลมตามบรรดากุศลท่ี
ไดรับ ลวนอุทิศใหสรรพสัตวหมดสิ้น ท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุ มีความปรารถนาใหหมูสัตวผาสุกอยูเปนนิจ
12
ปราศจากโรคาพาธทั้งปวง ผูปรารถนาจะประพฤติธรรมช่ัวจงไมสําเร็จผล ผูบําเพ็ญกุศลกรรมจงสําเร็จผล
โดยเร็ว ปดกั้นทวารแหงอบายภมู ิทั้งปวง กลาวแสดงหนทางที่ถูกตอ งคือนพิ พานแกมวลมนุษยและเทวดา หาก
สรรพสัตวทั้งหลาย เหตุเพราะส่ังสมอกุศลกรรมทั้งหลายเอาไว จึงไดรับผลแหงความทุกขอยางสาหัสย่ิง เราจะ
ขอรับทุกขน้ันแทนสรรพสัตว ยังใหสัตวเหลาน้ันไดหลุดพน และสําเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในท่ีสุด
โพธสิ ัตวพงึ อุทิศอยูเ ชน นี้ จนส้นิ อากาศธาตุ สิน้ สตั วธาตุ สิ้นกรรมของหมูสตั ว ส้นิ กเิ ลสของหมสู ตั ว การอุทศิ ของ
เรานจ้ี ะไมม สี น้ิ สุด ระลึกสบื เนอ่ื งอยูไ มขาดสน้ิ จักมกี ารกระทาํ แหงกาย วาจา ใจที่ไมร ูเบือ่ หนา ยเลย
「善男子!是為菩薩摩訶薩十種大願具足圓滿。若諸菩薩,於此大願,隨順趣入,則能成熟一切
眾生,則能隨順阿耨多羅三藐三菩提,則能成滿普賢菩薩諸行願海。是故,善男子!汝於此義,
應如是知。
ดูกอนกุลบุตร เพ่ือยังใหปณิธานท่ียิ่งใหญสิบประการของโพธิสัตวมหาสัตวบริบูรณถวน เหลาโพธิสัตว
ท้ังหลาย พึงอาศัยมหาปณิธานน้ีตามแตประสงคยอมอบรมสรรพสัตวทั้งหลายได ยอมสามารถอนุโลมไปตาม
พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได ยอมสามารถสําเร็จบริบูรณในจริยา ปณิธานท่ีไพศาลดุจมหาสาครของพระ
สมันตภทั รโพธิสัตวได ดวยเหตุนี้ กุลบุตร ในอรรถะน้เี ธอพงึ จําแนกเชนนแ้ี ล
若有善男子、善女人,以滿十方無量無邊不可說、不可說佛剎極微塵數一切世界上妙七寶、及諸
人天最勝安樂,布施爾所一切世界所有眾生,供養爾所一切世界諸佛菩薩,經爾所佛剎極微塵數
劫,相續不斷,所得功德;若復有人,聞此願王,一經於耳,所有功德,比前功德,百分不及一
,千分不及一,乃至優波尼沙陀分,亦不及一。
หากมีกุลบุตร กุลธิดา นําเอารัตนะเจ็ดประการที่มีความวิจิตร และนําความผาสุกอันยอดเย่ียมของหมู
เทวดาและมนุษย บรรจุเต็มเปยมในโลกธาตุท้ังหลาย เทากับจํานวนปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรที่ประมาณไมได
หาขอบเขตไมได กลาวไมไดท่ัวทศทิศ บริจาคเปนทานแกหมูสัตวในโลกทั้งปวง กับบูชาบรรดาพระพุทธเจา
โพธิสัตวในโลกท้ังปวง ผานกาลเวลาหลายกัลปเทากับจํานวนปรมาณูธุลีที่อยูในพุทธเกษตรตางๆ เหลาน้ัน
ตอเนื่องไปไมส้ินสุดนั้น หากมีผูไดสดับราชาแหงปณิธานนี้หนึ่งครั้ง กุศลท่ีมีน้ัน เม่ือเปรียบกับกุศลขางตนแลว
เทียบกนั ไมไดแมห นง่ึ ในรอยสวน หนึ่งในพันสว น จนถึงสว นของอปุ นษิ ัทก็เทียบไมไดแ มห นง่ึ สว น
或復有人,以深信心,於此大願,受持讀誦,乃至書寫一四句偈,速能除滅五無間業;所有世間
身心等病,種種苦惱,乃至佛剎極微塵數一切惡業,皆得銷除;一切魔軍、夜叉、羅剎,若鳩槃
荼、若毘舍闍、若部多等,飲血、噉肉、諸惡鬼神,皆悉遠離,或時發心,親近守護。
หากยังมีผูอาศัยศรัทธาจิตที่ลึกซ้ึง จดจําสาธยายมหาปณิธานน้ี จนถึงการคัดลอกหน่ึงบท ส่ีบาท ยอม
สามารถดับกรรมของอเวจีใหสิ้นไดอยางรวดเร็ว บรรดาโรคของกายและจิตของโลกความทุกขทรมานทั้งปวง
จนถึงอกุศลกรรมท้ังปวงท่ีมีจํานวนเทาปรมาณูในพุทธเกษตรลวนจักมลายส้ิน บรรดามารเสนา ยักษ รากษส
แมกุมภัณฑ แมปศาจ แมภูติทั้งหลาย ผูดื่มโลหิต กินมังสะจะไกลหางออกไปทั้งสิ้น บางเวลายังเกิดจิตเล่ือมใส
คมุ ครองรักษาอยใู กลช ิด
「是故,若人誦此願者,行於世間,無有障礙,如空中月出於雲翳,諸佛菩薩之所稱讚,一切人
天皆應禮敬,一切眾生悉應供養。此善男子善得人身,圓滿普賢所有功德,不久當如普賢菩薩,
速得成就微妙色身,具三十二大丈夫相;若生人天,所在之處,常居勝族,悉能破壞一切惡趣,
悉能遠離一切惡友,悉能制伏一切外道,悉能解脫一切煩惱;如師子王摧伏群獸,堪受一切眾生
供養。
เหตุน้ีแล หากผูอานทองปณิธานน้ี แลวดําเนินอยูในโลกยอมปราศจากอุปสรรคกั้นขวาง ประดุจจันทราท่ี
โผลพนจากเมฆบดบัง พระอรหันตสมั มาสัมพุทธเจาและโพธิสัตวท้ังหลายลวนสดดุ ี มนุษยและเทวดาทั้งปวงจัก
13
ใหความเคารพ อันกุลบุตรนี้คือผูไดรับกายมนุษยโดยประเสริฐแลว เปนผูสมบูรณในกุศลของพระสมันตภัทร มิ
ชานานจักเสมือนกับพระสมันตภัทรโพธิสัตว ไดสําเร็จซ่ึงสุรูปกายอันวิเศษโดยเร็ว สมบูรณในมหาปุริลักษณะ
สามสิบสองประการ หากบังเกิดเปนมนุษยและเทวดา จะไดอยูในฐานะของตระกูลที่สูงสงเปนนิจ สามารถ
ทําลายอบายภูมิท้ังหลาย สามารถหางไกลจากมิตรชั่วทั้งปวง สามารถกําราบพาหิรมารท้ังหลาย สามารถหลุด
พนจากกเิ ลสท้งั หลาย ประดจุ สิงหราชสยบสตั วน อ ยใหญ แลว รับการสักการะจากหมูสัตวท้ังปวง
又復是人,臨命終時,最後剎那,一切諸根悉皆散壞,一切親屬悉皆捨離,一切威勢悉皆退失,
輔相、大臣,宮城內外象、馬車乘,珍寶伏藏,如是一切無復相隨。唯此願王不相捨離,於一切
時,引導其前,一剎那中,即得往生極樂世界。
อีกบุคคลผูนี้ เมื่อสมัยที่จะส้ินชีพนั้น ในขณะสุดทาย อินทรียท้ังปวงจักแตกสลาย บรรดาญาติมิตรลวน
หลีกลี้ บรรดาอํานาจตางเลื่อมถอย ความเปนอํามาตย ขุนนาง ปราสาท ธานีทั้งในนอก รถท่ีเทียมดวยชาง มา
คลงั สมบัตริ ตั นมณี สิง่ ท้งั ปวงเหลานี้มิอาจติดตามไปดวย มีเพยี งราชาแหงปณิธาน*๑๙ นที้ ีม่ ิทอดทง้ิ หา งไกลแม
ในกาลทงั้ ปวง จักดาํ เนินนําอยูเบือ้ งหนาผนู ้นั ในขณะเดยี วจึงไดไปอุบตั ิยังสขุ าวตพี ุทธเกษตร
*๑๙.คอื พระสมันตภทั รโพธสิ ัตว
「到已,即見阿彌陀佛、文殊師利菩薩、普賢菩薩、觀自在菩薩、彌勒菩薩等。此諸菩薩色相端
嚴,功德具足,所共圍遶。其人自見,生蓮華中,蒙佛授記。得授記已,經於無數百千萬億那由
他劫,普於十方不可說、不可說世界,以智慧力,隨眾生心,而為利益。不久當坐菩提道場,降
伏魔軍,成等正覺,轉妙法輪,能令佛剎極微塵數世界眾生,發菩提心,隨其根性,教化成熟,
乃至盡於未來劫海,廣能利益一切眾生。
เมื่อลุถงึ สุขาวตแี ลว จกั ไดพ บพระอมิตายุสอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา มัญชศุ รีโพธิสัตว สมันตภทั รโพธิสัตว
อวโลกิเตศวรโพธิสัตว เมตไตรยโพธิสัตว บรรดาโพธิสัตวเหลานี้มีวรลักษณสงางาม สมบูรณในกุศลความดีงาม
ซ่ึงแวดลอมอยู บุคคลนั้นจักไดเห็นตนเองกําเนิดในดอกบัว แลวไดรับพุทธพยากรณ แลเม่ือรับพยากรณแลว
ผานเวลาไปรอยพันหมื่นโกฏิอสงไขย*๒๐ นยุตกัลป ในโลกธาตุท้ังปวงท่ัวทศทิศอันจะกลาวไมไดส้ินน้ัน จะ
อาศัยกําลังแหงปญญาญาณอนุโลมตามจิตของสรรพสัตวเพ่ือยังประโยชน ผานไปอีกมิชานานจักไดประทับบน
โพธิบลั ลังกสถาน บําราบหมมู ารเสนา แลว ไดต รสั รูแกพระอภสิ ัมโพธญิ าณ หมุนเคลอ่ื นกงลอ พระธรรม สามารถ
ยังใหสรรพสัตวในโลกธาตุจํานวนเทาปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรบังเกิดโพธิจิต แลวส่ังสอนอบรมตามแตอินทรีย
ภาวะน้นั ๆ จนหมดส้ินกลั ปสาครเบอื้ งอนาคต สามารถยังประโยชนแ กหมสู ตั วอยา งไพบูลย
*๒๐.๑ อสงไขย คอื ๑ ตามดวยเลข ๐ จํานวน ๑๔๐ ตวั หรอื ๑ คณู ๑๐ ยกกําลงั ๑๔๐ กัลป
「善男子!彼諸眾生若聞、若信此大願王,受持讀誦,廣為人說,所有功德,除佛世尊,餘無知
者。是故,汝等聞此願王,莫生疑念,應當諦受。受已能讀,讀已能誦,誦已能持,乃至書寫,
廣為人說。是諸人等,於一念中,所有行願,皆得成就;所獲福聚無量無邊,能於煩惱大苦海中
,拔濟眾生,令其出離,皆得往生阿彌陀佛極樂世界。」
ดูกอนกุลบุตร สรรพสัตวเหลาน้ัน หากไดสดับฟง หากเล่ือมใสในมหาปณิธานราชน้ี ไดจดจําไว สาธยาย
และปาวประกาศแกผูอื่นแลวไซร กุศลอันพึงมีน้ัน เวนแตองคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาแลว ไมมีผูอ่ืนใดจะ
ทราบได ดวยเหตุนี้ เธอทั้งหลายเมื่อไดสดับปณิธานราชน้ีแลว อยาไดเกิดความสงสัย พึงนอมรับ เมื่อนอมรับ
แลวจึงสามารถอาน เมื่ออานแลวจึงสามารถทอง เม่ือทองแลวจึงสามารถจดจํา จนถึงการจารึก แลวปาว
ประกาศแกผูอื่น บุคคลเหลาน้ีในขณะความระลึกเดียว บรรดาจริยาและปณิธานท้ังหลาย ลวนจะสําเร็จทุก
14
ประการ ไดรับบุญกุศลหาประมาณไมได หาขอบเขตไมได สามารถชวยเหลือสรรพสัตวใหออกจากทะเลทุกข
เศราหมองท่ีกวางใหญได พากนั ไปอบุ ตั ยิ งั สขุ าวตโี ลกธาตขุ องพระอมติ ายสุ อรหนั ตสมั มาสัมพุทธเจาพระองคน่ัน
แล
爾時,普賢菩薩摩訶薩欲重宣此義,普觀十方,而說偈言:
「所有十方世界中, 三世一切人師子,
我以清淨身語意, 一切遍禮盡無餘。
สมัยนั้น พระสมันตภัทรโพธิสัตวมหาสัตว ไดปรารถนาจะกลาวยํ้าในอรรถะน้ี เม่ือพิจารณาไปท่ัวทิศทั้ง
สบิ แลว จงึ กลาวโศลกวา ...
ทา มกลางโลกธาตบุ รรดามีในทศทิศ
พระผูน รสงิ หท ั้งปวงในตรกี าลเหลา นัน้
เราจักใชกาย วาจา และใจท่บี รสิ ุทธิ์
นมสั การทุกพระองคเหลานนั้ อยางมขิ าดตกบกพรอ ง
普賢行願威神力, 普現一切如來前,
一身復現剎塵身, 一一遍禮剎塵佛。
ดวยพลานุภาพแหง จรยิ าและปณธิ านของพระสมันตภทั ร
เราจักปรากฏอยูเ บื้องหนาพระตถาคตเจา ท้ังปวง
กายเดียวยังปรากฏมีหลายกายเทา จาํ นวนปรมาณใู นโลกธาตุ
กายหนงึ่ ๆ จกั นมสั การพระพุทธเจาจาํ นวนเทา ปรมาณูน้ัน
於一塵中塵數佛, 各處菩薩眾會中,
無盡法界塵亦然, 深信諸佛皆充滿。
ภายในปรมาณธู ลุ หี นึ่งยังมพี ระพุทธเจาจาํ นวนเทาปรมาณูธุลี
ทุกสถานทตี่ า งมีหมูโ พธสิ ัตวประชุมอยู
ปรมาณแู หง ธรรมธาตทุ ไี่ มส ้นิ สดุ กเ็ ปน เชน กนั นี้
เราจะศรทั ธามัน่ ตอพระสมั มาพุทธเจา เหลานนั้ อยางเตม็ เปยม
各以一切音聲海, 普出無盡妙言辭,
盡於未來一切劫, 讚佛甚深功德海。
(ทุกกายของเรา) จักใชส ทั สาครสําเนียงตางๆ
บงั เกิดเปนวจนะท่ไี พเราะไมส ้นิ สดุ
จนสิ้นกัลปทง้ั ปวงในอนาคต
กจ็ ักยังสรรเสรญิ อยูซ่ึงพระพทุ ธคุณทดี่ ุจหว งมหรรณพ
以諸最勝妙華鬘, 妓樂塗香及傘蓋,
如是最勝莊嚴具, 我以供養諸如來。
จกั ใชมาลัยดอกไมท ีว่ ิจิตร
เครือ่ งดนตรี เครอ่ื งทาหอมและรมฉัตรทีเ่ ปน เลิศทัง้ มวลนี้
อนั เปนเครอ่ื งบูชาท่อี ลังการอยางยง่ิ
เราขอใชถ วายสักการะตอ พระตถาคตท้งั ปวง
15
最勝衣服最勝香, 末香燒香與燈燭,
一一皆如妙高聚, 我悉供養諸如來。
แพรพรรณทเี่ ปนเลศิ เครือ่ งหอมทเี่ ปนเลิศ
ผงหอม เครอ่ื งหอมเผารอ น อีกท้ังประทีปดวงเทยี น
แตล ะสง่ิ หน่ึงกองสูงดุจเขาสุเมรุ
เราขอถวายสักการะตอ พระตถาคตท้ังปวง
我以廣大勝解心, 深信一切三世佛,
悉以普賢行願力, 普遍供養諸如來。
เราจกั ใชจ ติ ศรทั ธาไพบูลยทน่ี อ มไปอยา งย่งิ น้ี
ศรทั ธามนั่ ตอพระพุทธเจา ทง้ั หลายในตรกี าล
จกั ใชกาํ ลงั จรยิ าวัตรและปณธิ านของพระสมนั ตภทั ร
บูชาพระตถาคตทงั้ ปวงอยา งท่ัวถึง
我昔所造諸惡業, 皆由無始貪恚癡,
從身語意之所生, 一切我今皆懺悔。
อกุศลกรรมท้งั ปวงทเ่ี ราไดท ําแลว
ลวนมีสาเหตุจากโลภะ โทสะ โมหะ ทีห่ าจุดเริ่มไมได
ทเี่ กดิ ขน้ึ ทางการกระทาํ คําพูด และความนกึ คิด
บัดน้ีเราสาํ นกึ ในผดิ น้นั ทั้งปวง
十方一切諸眾生, 二乘有學及無學,
一切如來與菩薩, 所有功德皆隨喜。
หมูสตั วท ้งั หลายในทศทศิ
ทวิยานิก*๒๑ เสขบุคคลและพระอเสขะ
พระตถาคตและพระโพธิสตั วทั้งหลาย
เราจกั อนุโมทนากับกศุ ลของทา นเหลานน้ั
*๒๑.คือ บคุ คลในยาน ๒ ประเภท คือ สาวกยาน และ ปจ เจกยาน
十方所有世間燈, 最初成就菩提者,
我今一切皆勸請, 轉於無上妙法輪。
พระโลกประทปี เจา ในทศิ ทง้ั สิบ
เมื่อปฐมสมัยท่สี ําเร็จพระโพธิญาณ
เราจักอาราธนาดวยประการท้ังปวง
ใหทรงหมนุ กงลอพระธรรมจกั ร
諸佛若欲示涅槃, 我悉至誠而勸請,
唯願久住剎塵劫, 利樂一切諸眾生。
พระพุทธเจา ทงั้ หลายหากปรารภเขา สหู วงนพิ พาน
เราจกั ทลู อาราธนาอยางทส่ี ดุ
ขอใหท รงพระชนมชีพอยูในโลกหลายกลั ปเทา ปรมาณูในโลก
16
เพอื่ ยงั ประโยชนแ กหมูสตั วท ง้ั ปวง
所有禮讚供養福, 請佛住世轉法輪,
隨喜懺悔諸善根, 迴向眾生及佛道。
บรรดากศุ ลจากการวันทนาและบชู า
การเชิญพระพทุ ธองคใหส ถิตในโลกและหมุนธรรมจกั ร
กศุ ลมลู ทัง้ ปวงของการโมทนาและขมากรรม
ขออุทศิ แกสรรพสัตวและพุทธภูมิ
我隨一切如來學, 修習普賢圓滿行,
供養過去諸如來, 及與現在十方佛。
เราจักศกึ ษาตามพระตถาคตทง้ั ปวง
ประพฤตจิ ริยาวตั รอนั สมบรู ณข องพระสมันตภทั ร
จกั บูชาพระตถาคตทั้งหลายในอดตี
และพระพุทธเจา ในทศทิศ ณ กาลปจจุบนั
未來一切天人師, 一切意樂皆圓滿,
我願普隨三世學, 速得成就大菩提。
พระศาสดาของเทวดาและมนุษยท ัง้ หลายในอนาคต
ลวนมพี ระอธั ยาศยั สมบูรณ
เราจกั ประพฤติตามพระพุทธเจาในกาลทัง้ สาม
เพ่ือสาํ เร็จถงึ มหาโพธิญาณโดยเรว็
所有十方一切剎, 廣大清淨妙莊嚴,
眾會圍遶諸如來, 悉在菩提樹王下。
ในบรรดาโลกธาตุทัง้ ปวงในทศทศิ
ลวนกวางใหญไพศาล บรสิ ุทธ์ิ อลังการยิ่ง
หมชู นท่แี วดลอมพระตถาคตทงั้ หลายอยู
ลว นแตป ระทับใตโพธิรุกขราชา
十方所有諸眾生, 願離憂患常安樂,
獲得甚深正法利, 滅除煩惱盡無餘。
ขอใหหมสู ตั วทง้ั หลายในทิศท้ังสิบ
จงไกลจากทุกขโ ศก มปี กตอิ ยเู ปน ผาสกุ
ไดเสวยประโยชนแ หงพระสทั ธรรมที่คมั ภรี ภาพ
แลวดบั กิเลสจนส้นิ ไมเ หลือเช้อื
我為菩提修行時, 一切趣中成宿命,
常得出家修淨戒, 無垢無破無穿漏。
สมัยที่เราประพฤตโิ พธจิ รยิ านนั้
ในทกุ สถานจงไดส าํ เรจ็ ปพุ เพนิวาสานสุ ตญิ าณ*๒๒
ไดอ อกบวชและประพฤตศิ ลี บรสิ ทุ ธอ์ิ ยูเ ปน นิจ
17
ดว ยความไมแปดเปอ น ไมทาํ ลาย ไมเ คลอื บยอ มเถิด
*๒๒.ความรคู ือ สามารถระลกึ ชาติ หนหลงั ได , หนง่ึ ในอภญิ ญา ๖ ประการ
天龍夜叉鳩槃荼, 乃至人與非人等,
所有一切眾生語, 悉以諸音而說法。
เทพ นาค ยักษแ ละกุมภัณฑ
จนถึงมนุษยแ ละอมนุษยท ้งั ปวง
บรรดาภาษาของหมูสัตวเ หลานน้ั
เราจกั ใชเสยี งทง้ั ปวงน้นั แสดงธรรม
勤修清淨波羅蜜, 恒不忘失菩提心,
滅除障垢無有餘, 一切妙行皆成就。
ใหเ พยี รบําเพญ็ ปารมติ าบรสิ ุทธ์ิ
และไมว บิ ัติหลงลมื โพธจิ ิต
วิบากและมลทนิ เมื่อกาํ จัดสิ้นไมม เี หลอื
จริยาท่ปี ระเสริฐทั้งปวงจงึ สําเร็จได
於諸惑業及魔境, 世間道中得解脫,
猶如蓮華不著水, 亦如日月不住空。
ในเหลากิเลสกรรมและมารวสิ ยั
หนทางแหงโลกยี ะ กไ็ ดห ลุดพนแลว
อปุ มาปุณฑริกชาตมิ ิสัมผัสวารี
อกี ด่ังอาทิตยแ ละจนั ทรามไิ ดติดของในอากาศ
悉除一切惡道苦, 等與一切群生樂,
如是經於剎塵劫, 十方利益恒無盡。
ทกุ ขจ ากอบายมรรคทงั้ ปวงถูกขจดั จนสน้ิ
มสี ุขเสมอดว ยเวไนยสตั วท ัง้ ปวง
เมือ่ ผา นกัลปไ ปเทากบั ปรมาณูในโลก
จงึ สามารถยงั ประโยชนท ่ัวทศทศิ ไปตลอดไมม ีประมาณ
我常隨順諸眾生, 盡於未來一切劫,
恒修普賢廣大行, 圓滿無上大菩提。
เราจักอนุโลมตามสรรพสตั วอ ยูเปนนิจ
แมส น้ิ กลั ปท ้งั ปวงในอนาคต
เพราะบําเพญ็ สมนั ตภทั รไพบลู ยจริยาอยนู ี้
จึงไดส มบรู ณซ ง่ึ พระอนุตรสมั โพธิ
所有與我同行者, 於一切處同集會,
身口意業皆同等, 一切行願同修學。
ขอใหท า นท้ังหลายและเรามจี ริยาเหมอื นกนั
ไดรว มชมุ นมุ รวมกันแมใ นสถานท่ีทั้งปวง
18
ไดม กี าย วาจา ใจที่เสมือนกนั
จรยิ าวัตร ปณิธานทง้ั ปวงนน้ั ก็จะรวมกนั ศกึ ษาบาํ เพญ็
所有益我善知識, 為我顯示普賢行,
於我常生歡喜心。
常願與我同集會,
บรรดากัลยาณมติ รของเรานี้
เมอ่ื เราแสดงสมันตภัทรจรยิ าแลว
จงึ มปี ณธิ านจกั อยพู รอ มกบั เรา
ยงั ใหเ ราเกดิ จติ ยนิ ดีอยเู ปน นจิ
願常面見諸如來, 及諸佛子眾圍遶,
於彼皆興廣大供, 盡未來劫無疲厭。
มีปณิธานจักประสบพระตถาคตท้งั หลาย
พรอมกับเหลา พุทธบตุ รท่แี วดลอ ม
ดว ยจกั ถวายมหาสกั การะตอ ทา นเหลาน้นั
จนสิ้นกัลปในอนาคตอยา งมเิ บื่อหนาย
願持諸佛微妙法, 光顯一切菩提行,
究竟清淨普賢道, 盡未來劫常修習。
มีปณธิ านจะธํารงคมั ภีรธรรมของพระพทุ ธเจาท้งั ปวง
สาํ แดงโพธจิ รยิ าทัง้ ปวงใหร งุ เรอื ง
ประพฤตสิ มนั ตภทั รจรยิ าอยา งหมดจดถงึ ท่สี ดุ
จนถึงกัลปอ นั เปน ท่สี ุดของอนาคตกาล
我於一切諸有中, 所修福智恒無盡,
獲諸無盡功德藏。
定慧方便及解脫,
เราจกั อาศัยภพทง้ั ปวง
บาํ เพญ็ กุศลและปญญาไปไมจ บสน้ิ
ทั้งสมาธิ ญาณ อปุ ายะและวิมุตติ
ไดเ สวยกุศลทง้ั ปวงไมจบสน้ิ
一塵中有塵數剎, 一一剎有難思佛,
一一佛處眾會中, 我見恒演菩提行。
ภายในปรมาณูหนึ่งยังมีปรมาณเู ทาทมี่ ีอยูในโลกธาตุ
แตล ะโลกธาตุยงั มีพระพทุ ธเจา (มากมาย)ยากแกก ารนึกคดิ ได
รวมทงั้ มหาชนทแ่ี วดลอมพระพุทธเจาหนึง่ ๆ นั้นดวย
ซงึ่ เราเห็นวา กําลงั กระทําโพธิจริยาอยเู ปน นิจ
普盡十方諸剎海, 一一毛端三世海,
佛海及與國土海, 我遍修行經劫海。
อยทู ่วั ไปในเกษตรสาครในทศทิศ
ปลายโลมชาตหิ นึ่งๆ กม็ ีตรีภมู *ิ ๒๓ สาคร
19
มีพทุ ธสาครและโลกธาตสุ าคร
เราก็บําเพญ็ จริยาผานลว งกัลปสาครมาแลว *๒๔
*๒๓.ตรภี มู ิ คือ ภมู ิ ๓ มี กามภูมิ รปู ภมู ิ อรูปภมู ิ
*๒๔.สาคร, มหาสมุทร เปนสํานวนเปรียบวา มีจํานวนมากมาย เหมือนหวงแหงมหาสาครที่กวางออกไปไมมี
ขอบเขต และลึกล้ําหยั่งวดั ไมได
一切如來語清淨, 一言具眾音聲海,
隨諸眾生意樂音, 一一流佛辯才海。
พระวจนะท่ีบรสิ ุทธ์ิของพระตถาคตทั้งปวง
วจีหนึง่ น้ันประกอบดว ยเสยี งแลสําเนยี งดุจหวงสาคร
คลอ ยตามเสียงท่หี มูส ตั วพ งึ พอใจ
ซ่ึงแตละเสียงหน่งึ ๆ คอื กระแสแหงพุทธปฏิภาณสาคร
三世一切諸如來, 於彼無盡語言海,
恒轉理趣妙法輪, 我深智力普能入。
พระตถาคตทั้งปวงในกาลสาม
ทรงใชว จนะภาษาทีไ่ มส้นิ สุดประหนึ่งสาครนั้น
ในการหมนุ พระธรรมจักรใหเคลอื่ นไป
เราจักใชกาํ ลงั ของปญญาทแ่ี ยบคายในการเขาถึง
我能深入於未來, 盡一切劫為一念,
三世所有一切劫, 為一念際我皆入。
เราสามารถเขาถงึ ภาวะแหง อนาคต
ตลอดกัลปท้งั หลายในระลึกเดยี ว
และกัลปทัง้ ปวงแหงตรกี าล
เราก็สามารถเขา ถึงไดภายในขณะเดียว
我於一念見三世, 所有一切人師子,
亦常入佛境界中, 如幻解脫及威力。
เราอาศยั ความระลกึ เดยี วแลเห็นตรกี าล
บรรดาพระนรสิงหท ัง้ ปวง
ยังเสดจ็ สูพุทธวิสยั อยูเปนนิจ
ประดจุ มายา วมิ ตุ ติและพลานุภาพ
於一毛端極微中, 出現三世莊嚴剎,
十方塵剎諸毛端, 我皆深入而嚴淨。
ในเบ้ืองปลายสุดของโลมชาติ
ยังปรากฏวยูหโลกธาตุของกาลทั้งสาม
โลกธาตจุ ํานวนเทา ปรมาณใู นทศทิศ ก็อยทู ่ีปลายแหงโลมชาตทิ ัง้ ปวง
เราจักดําเนนิ ลกึ เขาไปเพื่อชาํ ระใหบรสิ ุทธิ์
所有未來照世燈, 成道轉法悟群有,
20
究竟佛事示涅槃, 我皆往詣而親近。
บรรดาพระโลกประทปี เจาในอนาคต
ทไี่ ดสาํ เร็จมรรค เคลอื่ นธรรมจกั ร ใหห มสู ตั วต ่ืนขน้ึ
กระทาํ พุทธกิจถึงทส่ี ดุ แลว สูนพิ พาน
เราจะไปเฝา ยงั ทีน่ นั้ อยา งใกลชิด
速疾周遍神通力, 普門遍入大乘力,
智行普修功德力, 威神普覆大慈力,
ดวยกําลังแหงฤทธ์ิทีร่ วดเรว็ ครบถวน
ดว ยกําลังแหงมหายาน อันเปน วถิ ีทีส่ ามารถเขาถงึ ไดท ่ัวไป
ดวยกาํ ลังแหง ปญญาและกศุ ลทีบ่ ําเพ็ญ
ดวยกาํ ลังแหง เดชานุภาพของมหาเมตตาที่ปกแผ
遍淨莊嚴勝福力, 無著無依智慧力,
定慧方便諸威力, 普能積集菩提力。
ดวยกําลังแหง บุญท่ีประเสริฐ วิสทุ ธิ์ อลงั การ
ดว ยกาํ ลงั แหง ปญ ญาญาณ ทไี่ รเ คร่อื งพันผูก เครื่องอิงอาศัย (กับสิ่งอ่นื )
ดว ยกาํ ลังทัง้ ปวงแหงสมาธิ ญาณ อุปายะ
ดว ยกําลังแหงการสามารถสงั่ สมโพธญิ าณ
清淨一切善業力, 摧滅一切煩惱力,
降伏一切諸魔力, 圓滿普賢諸行力。
ดวยกาํ ลงั แหงกุศลธรรมทงั้ ปวงทีบ่ ริสทุ ธ์ิ
ดว ยกําลังแหง การกาํ จดั กิเลสท้งั ปวง
ดวยกําลังแหงการบาํ ราบมารทั้งปวง
ดวยกาํ ลงั แหง สมนั ตภัทรจริยาทง้ั ปวงทบ่ี รบิ ูรณ
普能嚴淨諸剎海, 解脫一切眾生海,
善能分別諸法海, 能甚深入智慧海。
สามารถชําระโลกธาตุสาครทงั้ หลายใหบ ริสุทธิ์
ไดหลดุ พนจากหวงมหรรณพของหมสู ตั วท ั้งหลาย
สามารถจาํ แนกธรรมสาครทง้ั ปวงไดเ ปน อยางดี
สามารถเขา สูป ญญาญาณไดโ ดยแยบคาย
普能清淨諸行海, 圓滿一切諸願海,
親近供養諸佛海, 修行無倦經劫海。
สามารถชาํ ระจริยาสาครท้งั หลายใหบริสุทธ์ิ
สมบรู ณในปณิธานสาครทง้ั ปวง
สกั การะใกลช ดิ พระพทุ ธตถาคตสาครทัง้ หลาย
แลประพฤตจิ ริยาโดยไมหนา ยแหนงตลอดกลั ปสาคร
三世一切諸如來, 最勝菩提諸行願,
我皆供養圓滿修, 以普賢行悟菩提。
21
พระตถาคตท้ังปวงในกาลสาม
มพี ระโพธิ จริยาวัตรและปณิธานท้งั ปวงประเสริฐสุด
เราจกั ขอบูชาโดยสมบรู ณ
ดวยสมันตภัทรจริยา เพอื่ รแู จงโพธญิ าณ
一切如來有長子, 彼名號曰普賢尊,
我今迴向諸善根, 願諸智行悉同彼。
พระตถาคตเจา ท้งั ปวงมโี อรสองคโ ต
นามกรวา “สมันตภทั ร”
บดั นเ้ี ราขออุทศิ กุศลมูลทงั้ ปวง
ขอใหปญญาและจรยิ าทัง้ ปวงเสมือนพระองค
願身口意恒清淨, 諸行剎土亦復然,
如是智慧號普賢, 願我與彼皆同等。
ขอใหก าย วาจา ใจบริสุทธอ์ิ ยูเปน นจิ
อกี ท้งั จรยิ า โลกธาตทุ ั้งปวงกเ็ ชนกนั
ดงั่ ปญ ญาญาณของ “พระสมนั ตภทั ร”
ขอใหเราและพระองคเ สมือนกนั
我為遍淨普賢行, 文殊師利諸大願,
滿彼事業盡無餘, 未來際劫恒無倦。
ดว ยเรามจี ริยาวัตรของพระสมนั ตภัทร
และมหาปณิธานทัง้ ปวงของพระมัญชุศรที ี่สะอาดรอบ
จงึ พรอมอยูในกจิ เหลา นัน้ ท้ังส้นิ
ในกลั ปแ หง อนาคตจกั ไมต อ งยอ ทอ เลย
我所修行無有量, 獲得無量諸功德,
安住無量諸行中, 了達一切神通力。
อนั การบาํ เพญ็ จรยิ าวัตรของเรานั้นไมมปี ระมาณ
จงึ ไดรับกุศลตา งๆ ไมมีประมาณ
แลวตงั้ อยใู นจรยิ าวตั รทั้งปวงไมมปี ระมาณ
ไดแ ทงตลอดซึ่งอภญิ ญาพละท้งั ปวง
文殊師利勇猛智, 普賢慧行亦復然,
我今迴向諸善根, 隨彼一切常修學。
พระมัญชศุ รมี ีปญญาอนั แกลวกลา
พระสมันตภัทรกม็ ญี าณจริยาดจุ เดียวกนั
บัดน้เี ราขออทุ ศิ กุศลมลู ท้ังปวง
เพอ่ื ศึกษาบําเพญ็ ส่ิงทัง้ ปวงตามพระองคอยเู ปน นิจ
三世諸佛所稱歎, 如是最勝諸大願,
我今迴向諸善根, 為得普賢殊勝行。
22
พระพุทธเจา ในตรีกาลลว นสดุดี
ในมหาปณิธานทปี่ ระเสริฐยิง่ เหลานี้
บัดนเี้ ราขออทุ ศิ กุศลมูลท้งั ปวง
เพอ่ื บรรลวุ ิชยจรยิ าของพระสมนั ตภัทร
願我臨欲命終時, 盡除一切諸障礙,
面見彼佛阿彌陀, 即得往生安樂剎。
ขอใหเม่ือสมยั เราจะส้นิ ชีพ
วิบากคอื สิง่ กีดกั้นท้ังหลายจงหมดสิ้น
ไดป ระสบพระอมิตายุสะพุทธเจาองคน้นั
แลวไปอุบัตทิ ่ีแดนสุขาวตี
我既往生彼國已, 現前成就此大願,
一切圓滿盡無餘, 利樂一切眾生界。
เมือ่ เราไปอุบัตทิ ี่โลกธาตนุ ั้นแลว
จักไดสําเรจ็ ซ่ึงมหาปณธิ านนี้
ทุกสรรพส่งิ จกั บรบิ ูรณไมมเี หลือ
แลว ยงั ประโยชนสุขใหหมูสัตวท ัง้ ปวง
彼佛眾會咸清淨, 我時於勝蓮華生,
親睹如來無量光, 現前授我菩提記。
อันประชุมชนของพระพทุ ธเจา องคน นั้ กล็ วนบริสทุ ธ์ิ
เมอ่ื สมยั ทีเ่ รากาํ เนิดจากปท มชาตทิ ่ียอดเยีย่ มน้นั
จกั ไดเ ห็นพระตถาคตอมติ าภะอยางใกลช ดิ
จะทรงประทานพุทธพยากรณยงั เบ้อื งหนาของเรา
蒙彼如來授記已, 化身無數百俱胝,
智力廣大遍十方, 普利一切眾生界。
ก็เมือ่ ไดรับพุทธพยากรณจากพระตถาคตเจา นั้นแลว
จักนิรมาณกายไดนับรอ ยโกฏอิ สงไขย
ปญ ญามีอํานาจไพบูลยท ่วั ทศทิศ
เพื่อยงั ประโยชนแ กส รรพสตั วทงั้ ปวง
乃至虛空世界盡, 眾生及業煩惱盡,
如是一切無盡時, 我願究竟恒無盡。
จนถงึ อากาศ โลกธาตสุ น้ิ สญู
สรรพสตั ว และกรรม กเิ ลสสูญส้นิ
ดัง่ ทที่ ุกสงิ่ ไมอาจสญู สิ้นไปเชน น้ี
ปณธิ านของเราทสี่ ดุ แลว ยอมไมส ญู สน้ิ
十方所有無邊剎, 莊嚴眾寶供如來,
最勝安樂施天人, 經一切剎微塵劫。
23
หากในบรรดาโลกธาตทุ ไี่ รข อบเขตทว่ั ทศทิศ
จักใชม วลรตั นชาติท่ีอลงั การบูชาพระตถาคต
นําความผาสุกอยา งยอดเย่ียมมอบใหเทวดาและมนษุ ย
โดยผา นไปหลายกลั ปเทา ปรมาณูในโลกท้งั ปวง ประการหนึ่ง
若人於此勝願王, 一經於耳能生信,
求勝菩提心渴仰, 獲勝功德過於彼。
และหากมีผไู ดส ดบั ปณิธานราชาอนั ประเสรฐิ นี้
แมหนึ่งครั้ง แลวสามารถเกดิ ความเลือ่ มใส
ปรารถนาโพธจิ ติ อนั ประเสริฐอยางแรงกลา แลว
ยอ มไดร ับกศุ ลยอดเยย่ี มกวา ประการแรกนั้น
即常遠離惡知識, 永離一切諸惡道,
速見如來無量光, 具此普賢最勝願。
ยอมหา งไกลจากมติ รชว่ั อยูเปนนิจ
ไกลจากอบายภูมิทง้ั ปวง
จักไดพ บพระตถาคตอมิตาภะโดยเรว็
แลวสมบรู ณซ ่งึ สมันตภทั รปณธิ านทีป่ ระเสริฐสดุ
此人善得勝壽命, 此人善來人中生,
此人不久當成就, 如彼普賢菩薩行。
บุคคลนย้ี อ มไดร ับชวี ิตทป่ี ระเสรฐิ
บุคคลนีย้ อ มเปนผูมากําเนิดในภมู ิมนุษยโ ดยดี
บุคคลนม้ี ชิ า นานจักไดสาํ เรจ็
ประดุจจรยิ าวตั รของพระสมนั ตภัทรโพธสิ ตั วน ัน้ แล
往昔由無智慧力, 所造極惡五無間,
誦此普賢大願王, 一念速疾皆銷滅。
ดวยอาํ นาจทใ่ี นอดตี ไรซ ง่ึ ปญญาญาณ
จงึ สรางความชว่ั รา ยสาหัส และอนนั ตริยกรรมทงั้ หา
เม่ือสาธยายสมันตภทั รมหาปณิธานราชนี้แลว
กจ็ ักดับสลายไปในขณะเดียวอยางรวดเรว็
族姓種類及容色, 相好智慧咸圓滿,
諸魔外道不能摧, 堪為三界所應供。
ตระกลู เช้ือสาย และใบหนา
ลักษณะ ปญ ญาญานตา งสมบูรณพ รอ ม
บรรดามาร เดยี รถีรม อิ าจหกั ลา ง
พึงไดร บั สักการะจากสามภมู ิ
速詣菩提大樹王, 坐已降伏諸魔眾,
成等正覺轉法輪, 普利一切諸含識。
24
จะไดถ งึ มหาโพธริ าชพฤกษโดยเรว็ (ตรสั ร)ู
ประทับน่งั แลวกําราบมารทง้ั ปวง
ไดสาํ เร็จพระสมั โพธิ หมนุ กงพระธรรมจักร
ยงั ประโยชนแ กสัตวผ มู ีปราณ*๒๕ ทั้งปวง
*๒๕.หมายถงึ สตั วโ ลกท้ังหลาย
若人於此普賢願, 讀誦受持及演說,
果報唯佛能證知, 決定獲勝菩提道。
หากผูไดอา นทอ ง จดจําและกลา วแสดง
สมนั ตภทั รปณธิ านนี้
ผลทพี่ ึงไดร ับมแี ตพ ระพทุ ธตถาคตเทา น้ันท่ีทรงทราบ
จักไดบ รรลุพระโพธมิ รรคเปน แนแ ท
若人誦此普賢願, 我說少分之善根,
一念一切悉皆圓, 成就眾生清淨願。
หากผูทอ งสมันตภัทรปณธิ านน้ี
เราจกั พรรณนากุศลมลู น้ันไดเ พียงสว นนอย
ระลกึ เดยี วกับสรรพสิ่งนั้นลว นแตสมบรู ณ
ยังใหป ณิธานทบี่ ริสทุ ธิ์ของสรรพสตั วไดส ําเรจ็
我此普賢殊勝行, 無邊勝福皆迴向,
普願沈溺諸眾生, 速往無量光佛剎。」
เราจักอาศยั จรยิ าวัตรอันวิเศษของพระสมันตภทั ร
อทุ ิศกุศลอันยอดเย่ยี มไมม ขี อบเขต
ขอใหห มูส ัตวใ นวัฏสงสาร
ไดไ ปอบุ ัติยงั พทุ ธเกษตรแหง พระอมิตาภะโดยเรว็ เทอญ.
爾時,普賢菩薩摩訶薩於如來前,說此普賢廣大願王清淨偈已,善財童子踊躍無量,一切菩薩皆
大歡喜。如來讚言:「善哉!善哉!」
คร้ังน้ัน เมื่อพระสมันตภัทรโพธิสัตวมหาสัตวไดแสดง สมันตภัทรไพบูลยมหาปณิธานราชโศลก ยัง
เบ้ืองพระพักตรแหงพระพทุ ธตถาคตเจาจบลงแลว สุธนกุมารจึงเกิดอุเพงคปติ*๒๖ ไมมีประมาณ พระโพธิสัตว
ทั้งหลายลวนโสมนสั ยินดีเปนอนั มาก พระตถาคตตรสั วา “ดีแลว ดีแลว”
*๒๖.ความอ่ิมใจ, ความด่ืมดํ่าในใจ มี ๕ คือ ๑.ขุททกาปติ ปติเล็กนอยพอขนชันนํ้าตาไหล ๒.ขณิกาปติ ปติ
ชว่ั ขณะรสู กึ แปลบๆ ดุจฟาแลบ ๓.โอกกนั ตกิ าปต ิ ปต ิเปน ระลอกรูสึกซลู งมาๆ ดจุ คลืน่ ซดั ฝง ๔.อุพเพคาปต ิ ปติ
โลดลอย ใหใจฟูตัวเบาหรืออุทานออกมา ๕.ผรณาปติ ปติซาบซาน เอิบอาบไปท่ัวสรรพางค เปนของประกอบ
กบั สมาธิ
爾時,世尊與諸聖者菩薩摩訶薩,演說如是不可思議解脫境界勝法門時,文殊師利菩薩而為上首
,諸大菩薩、及所成熟六千比丘;彌勒菩薩而為上首,賢劫一切諸大菩薩;無垢普賢菩薩而為上
首,一生補處、住灌頂位諸大菩薩,及餘十方種種世界.普來集會.一切剎海極微塵數.諸菩薩
摩訶薩眾;大智舍利弗、摩訶目犍連等而為上首,諸大聲聞,并諸人天,一切世主,天、龍、夜
25
叉、乾闥婆、阿脩羅、迦樓羅、緊那羅、摩[目*侯]羅伽、人、非人等一切大眾,聞佛所說,皆大
歡喜,信受奉行。
สมัยน้ัน องคพระผูมีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจา พรอมดวยบรรดาอริยบริษัทคือพระโพธิสัตวมหา
สัตวทั้งหลาย เมื่อเพลาที่กลาวแสดง อจินไตยวิมุตติวิสัยวิชยธรรมทวารนี้ พระมัญชุศรีโพธิสัตวผูเปนประธาน
เหลามหาโพธิสัตวทั้งปวง และภิกษุหกพันรูปที่ไดรับการบมรมแลว พระเมตไตรยโพธิสัตวเปนประธานบรรดา
มหาโพธิสตั วท้ังหลายในภัทรกลั ป พระสมันตภัทรโพธสิ ตั วเ ปน ประธานหมูโพธิสตั วผูเปน เอกชาตปิ ฏพิ นั ธ*๒๗ ผู
ไดรบั พทุ ธอภเิ ษกฐานะเปนมหาโพธสิ ัตวท ัง้ ปวง และผทู มี่ าชุมนมุ จากโลกธาตตุ า งๆ ทัว่ ทศทิศ คณะพระโพธสิ ตั ว
มหาสัตวที่มีจํานวนเทากับปรมาณูธุลีในโลกธาตุสาครทั้งหลาย พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร พระมหาโมคคัลลา
นะเถรเจาเปนประธานหมูพระมหาสาวกกับท้ังเทวดาทั้งหลาย โลกบดีทั้งปวง เทพ นาค ยักษ คนธรรพ อสุร
ครุฑ กินนร มโหราค มนุษยและอมนุษยทั้งปวงอันเปนมหาชนท้ังปวง เมื่อไดสดับพระพุทธศาสนียแลว ตาง
บังเกดิ มหาโสมนสั มศี รทั ธานอมรบั ปฏิบัติสืบไป.
*๒๗.พระผูเปนเอกชาติปฏิพันธ หรอื พระผูเก่ียวขอ งกบั การเกิดอกี เพียงชาติเดียว กจ็ ักไดบ รรลุพระอนุตรสัมมา
สัมโพธิญาณ สําเร็จเปนพระพุทธเจาไดหลุดพนจากความทุกขทั้งปวง มิตองหวนกลับมาเวียนวายในสังสารวัฏ
อีก
จบ สมันตภัทรจรยิ าปณธิ านวรรค.
Samantabhadra
Samantabhadra (Wylie: Kun-tu bzang-po, Mongolian: Qamugha Sain, Japanese:
Fugen bosatsu, Vietnamese: Phổ Hiền Bồ Tát), meaning Universal Worthy, is a Bodhisattva
in Mahayana Buddhism associated with Buddhist practice and meditation. Together with
Shakyamuni Buddha and fellow bodhisattva Manjusri he forms the Shakyamuni trinity in
Buddhism. He is the patron of the Lotus Sutra and, according to the Avatamsaka Sutra, made
the ten great vows which are the basis of a bodhisattva. In China he is associated with action,
whereas the bodhisattva Manjusri is associated with wisdom. In Japan this bodhisattva is
often worshipped by the Tendai and Shingon sects, and as the protector of the Lotus Sutra
by the Nichiren sect. In the Nyingma school of Tibetan Buddhist Vajrayana, Samantabhadra
is considered a primordial Buddha in indivisible yab-yum union with his consort
Samantabhadri. Samantabhadra/Kuntuzangpo is usually presented with colour black. The
Dorje Zahorma hat, that is a special form of the Dorje Zahorma hat which is particular to
Chatral Rinpoches tradition, is emblazoned with an image of Kuntuzangpo.
Origins
Samantabhadra is a key figure in the Flower Garland Sutra, particularly the last chapter,
the Gandhavyuha Sutra. In the climax of the Gandhavyuha Sutra, the student Sudhana meets
the Bodhisattva Samantabhadra, who teaches him that wisdom only exists for the sake of
putting it into practice; that it is only good insofar as it benefits all living beings. In the Lotus
Sutra, he is described at length in the epilogue, The Sutra of Meditation on the Bodhisattva
Universal Worthy (Jp: Fugen Kyō), with special detail given to visualization of the
bodhisattva, and the virtues of devotion to him.
26
The Ten Vows of Samantabhadra
In the Flower Garland Sutra, the Buddha states that Bodhisattva Samantabhadra made
ten great vows in his path to full Buddha-hood:
1.To pay homage and respect to all Buddhas.
2.To praise all the Buddhas.
3.To make abundant offerings. (i.e. give generously)
4.To repent misdeeds and evil karmas.
5.To rejoice in others' merits and virtues.
6.To request the Buddhas to continue teaching.
7.To request the Buddhas to remain in the world.
8.To follow the teachings of the Buddhas at all times.
9.To accommodate and benefit all living beings.
10.To transfer all merits and virtues to benefit all beings.
The ten vows have become a common practice in East Asian Buddhism, particularly
the tenth vow, with many Buddhists traditionally dedicating their merit and good works to
all beings during Buddhist liturgies.
Iconography
Unlike his more popular counterpart Manjusri, Samantabhadra is only rarely depicted
alone and is usually found in a trinity on the right side of Shakyamuni, mounted on a white
elephant. In those traditions that accept the Avatamsaka Sutra as its root instruction,
Samantabhadra and Manjusri flank Vairocana Buddha, the central Buddha of this particular
sutra. Known as Pǔxián in Chinese, he is sometimes shown in Chinese art with feminine
characteristics, riding an elephant with six pairs of tusks while carrying a lotus leaf 'parasol'
(Sanskrit: chhatra), bearing similar dress and features to some feminine depictions of Kuan
Yin. It is in this guise that Samantabhadra is revered as the patron bodhisattva of the
monasteries associated with Mount Emei in western China. Among those esoteric traditions
that treat Samantabhadra as the 'Primordial' (Sanskrit: Dharmakaya) Buddha, he is often
represented 'naked' ("sky clad"; Sanskrit: digambara), with a dark blue body, in union with
his consort Samantabhadri.
Samantabhadra in esoteric traditions
Samntabhadra is also known as Vajradhara and Viśvabhadra, the different names
foreground different attributes and essence-qualities. Samantabhadra appears in the
Vajrayana tantric text the Kunjed Gyalpo Tantra, as the Primordial Buddha, the
'embodiment' (Sanskrit: kaya) or 'field' (Sanskrit: kṣetra) of 'timeless awareness, gnosis'
(Sanskrit: jñāna) awakened since before the very beginning. Therefore in Tibetan Buddhism
the Nyingma, or 'Old Translation' school, the Sakya and the Bön schools view
Samantabhadra as the Primordial Buddha. However, the Kagyu and Gelug schools use
Vajradhara to represent the Primordial Buddha. Dzongsar Khyentse Rinpoche following the
Nyingmapa Dzogchen tradition qualifies the nature and essence of Samantabhadra, the
Primordial Buddha, as the origin-less wellspring of the timeless and unbounded Atiyoga
teachings, and honours the converse view entertained by some interested parties which hold
that the Dzogchen teachings originated with either the Bonpo tradition or the Chinese monk
Moheyan (1990: p.xxi): Samantabhadra is not subject to limits of time, place, or physical
conditions. Samantabhadra is not a colored being with two eyes, etc. Samantabhadra is the
unity of awareness and emptiness, the unity of appearances and emptiness, the nature of
mind, natural clarity with unceasing compassion - that is Samantabhadra from the very
beginning.
27
ส า ร� ต ถ ธ ร ร ม ม ห า ย า น
๑ . อ ร ร ถ ว า “ ม ห า ย า น ”
มหายาน มาจากราธาตุศัพท มหา+ยาน แปลวา “พาหนะท่ีใหญ” เปนคําเรียกที่อาศัยการเปรียบเทียบ
จากคําวา หินยาน ซ่ึงมาจากศัพทวา หิน+ยาน ซึ่งมหายานแปลวา “พาหนะท่ีเลวๆ เล็กๆ”*๑ มหายานยังมี
ความวา ยานที่สูงสุด*๒ และตามความรูสึกของมหายาน คําวามหายาน ไมเพียงแตเปนยานใหญ ยานท่ีสูงสุด
เทา น้นั ยงั เปน ยานทร่ี ับคนไดทุกประเภท ทกุ อาชพี ทกุ วยั และรวมทง้ั สัตวโ ลกทุกรูปทกุ นามดวย และยานนี้ยัง
หมายถึงยานท่จี ะไปถึงพทุ ธภมู ิ และความสาํ เรจ็ เปน พระพทุ ธเจาได
อรรถของมหายาน หมายถึง การขนสัตวใหขามวัฏฏสงสารไดมากกวาสาวกยาน ในมหาปรัชญาปาริตา
อรรถกถา คุรุนาคารชุน ไดอธิบายวา “พระพทุ ธธรรมมีเอกรสเดียว คือ รสแหงวมิ ุติ ความรอดพน จากปวงทุกข
แตชนิดของรสมี ๒ คือ ชนิดแรกเพ่ือตัวเอง ชนิดท่ีสองเพื่อตัวเองและสรรพสัตวดวย” ฝายสาวกยานมุงความ
หลดพนเฉพาะตน ไมมีปณิธานในการโปรดสัตว แตฝายมหายานตรงกันขามยอมมุงพุทธภูมิกันเพื่อขนสัตวให
หลดุ พน ทกุ ขจนหมดส้นิ อธบิ ายวา พุทธศาสนิกชนฝายสาวกยานโดยท่ัวไปแลวมุงแตอรหตั ภมู ิเปน สําคัญ ฉะน้ัน
จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งวา “สาวกยาน” สวนพุทธศาสนิกชนฝายมหายานลวนมุงพุทธภูมิท้ังนั้น จึงมีช่ือเรียกวา
“โพธสิ ตั วยาน” บาง “พุทธยาน” บาง
ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร กลาววา “ถาสรรพสัตวไดสดับธรรมจากพระภควาบังเกิดศรัทธาความเชื่อปสา
ทะความเลื่อมใส ไดวิริยะ บําเพ็ญบารมีเพื่อสรรเพชรดาญาณอันเปนธรรมชาติ ญาณอันปราศจากครูอาจารย
ญาณแหงพระตถาคต กําลังความกลาหาญ มีความกรุณาปรารถนาตอความสุขของสรรพสัตว บําเพ็ญ
หิตานหุ ิตประโยชนตอ ทวยเทพและมนษุ ย โปรดสารรพนกิ รใหพน ทุกข นน้ั ชอื่ วา “มหายาน”
อาจารยน าคารชนุ กลาวไวใน “ทวาทศกายศาสตร” อกี วา “มหายานคือยานอันประเสริฐกวายานทั้ง๒”*
๓ เหตุน้ันชื่อวา “มหายาน” พระพุทธเจาทั้งหลายอันใหญยิ่ง ทรงอาศัยซึ่งยานนี้ๆ จะสามารถนําเราเขาถึง
พระองคได เหตุน้ันจึงชื่อวา “มหา” อน่ึงปวงพุทธเจาผูมหาบุรุษไดอาศัยยานนี้เหตุน้ัน จึงช่ือวา “มหา” แลอีก
ท้ังสามารถดับทุกขอันไพศาลของสรรพสัตว และประกอบประโยชนอันยิ่งใหญใหถึงพรอม เหตุน้ัน จึงช่ือวา
“มหา”
อน่ึง พระโพธิสัตวท้ังปวง มีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว พระสถามปราปตโพธิสัตว พระเมตเตยยโพธิสัตว
พระมัญชุศรีโพธิสัตว พระสมันตภัทรโพธิสัตว และพระกษิติครรภโพธิสัตว เปนตน ปวงมหาบุรุษไดทรงอาศัย
เหตนุ ั้นจงึ ช่อื วา “มหา” อนึง่ เม่อื อาศัยยานนี้แลว กย็ อมเขา ถงึ ท่สี ุดแหง ธรรมท้งั ปวง เหตนุ ้นั จึงชื่อวา “มหา”
๒ . ต ร� ย า น
นอกจากท่ีกลาวมาแลว ยงั มีขอความที่ยกยอง “มหายาน” อีกเปนจาํ นวนมากในคมั ภรี ของมหายาน เชน
เรยี กวา อนตุ รยาน ยานอันสงู สดุ , โพธสิ ัตวย าน ยานของพระโพธิสตั ว, พุทธยาน ยานของพระพทุ ธเจา, เอกยาน
ยานอนั เอก เปนตน สรปุ แลว ยานในพระพุทธศาสนาไดแบงออกเปน ๓ คือ
28
๑.สาวกยาน (เซียบงุ เสง็ ) คือ ยานของพระสาวก ทีม่ งุ เพียง อรหตั ภูมิ ซง่ึ รแู จง ในอริยสจั ๔ ดวยการ
สดบั จากพระพุทธเจา
๒.ปจเจกยาน (ตกกักเส็ง) คือ ยานของปจเจกพุทธเจา ไดแกผูรูแจงในปฏิจจสมุปบาทดวยตนเอง
แตไ มสามารถแสดงธรรมสงั่ สอนสตั วใหบรรลุมรรคผลได
๓.โพธิสตั วยาน (พสู ักเสง็ ) คอื ยานของพระโพธสิ ตั ว ซ่งึ ไดแ กผ มู ใี จคอกวา งขวาง ประกอบดว ยมหา
กรุณาในสรรพสัตว ไมตองการ อรหัตภูมิ ปจเจกภูมิ แตปรารถนาพุทธภูมิ เพ่ือโปรดสัตวไดกวางขวางกวา ๒
ยานแรก
ในโพธิจติ สตู ร (พูท ซี้ ิมเกง็ ) พราหมณก ัสสปโคตร ไดท ลู ถามพระพทุ ธเจาวา “การหลุดพนมีความแตกตาง
กันดวยหรือ” พระพุทธองคทรงตรัสตอบวา “วิมุตติมรรค หาไดมีความแตกตางกันไม ก็แตยานพาหนะท่ีจะไป
น้ันมีความแตกตางกันอยู อุปมาเหมือนถนนหลวง ยอมมีผูไปดวยพาหนะ คือ ชางบาง มาบาง ฬาบาง เขา
ทั้งหลายยอมบรรลุถึงนครอันตนปรารถนา เพราะเหตุนั้น สาวกยาน ปจเจกยาน อนุตรสัมโพธิยาน ทั้ง ๓ นี้มี
ตางกัน ก็แตมรรควิมุตติหามีความแตกตางกันไม” แลวพระผูมีพระภาคไดตรัสตอไปวา “หนทางความหลุดพน
ไมมีตํ่าสูง แตยานพาหนะท้ังหลายมีความแตกตาง ผูมีปญญาพึงเปรียบเทียบเชนนี้แลว พึงเลือกเอายานที่
ประเสริฐสดุ ”
ในอุปาสกศีลสูตร (อิวผอสักายเก็ง) มีคําอุปมาที่นาฟงอีก คือ พระพุทธดํารัสวา “ดูกอนกุลบุตร เปรียบ
เหมือนแมน้ําคงคา สัตว ๓ ตัวไดวายขามไปดวยกัน คือ กระตาย มา และชาง กระตายไมอาจหย่ังถึงพ้ืนดินได
ลอยขา มนํา้ ไป มาบางขณะก็หยงั่ ถึง บางขณะกห็ ยงั่ ไมถ ึง สวนชางน้ันยอมหยั่งถงึ พ้นื ดิน แมนํ้าคงคาน่นั เปรียบ
ดุจดั่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ สาวกขามเปรียบเหมือนกระตาย ปจเจกพุทธขามเปรียบเหมือนมา แต
ตถาคตขา มเปรียบเหมอื นชา ง”
๓.เอกยาน
ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร ก็กลาววา พระพุทธองคทรงตรัสเทศนา อุปมายานท้ัง ๓ ไวดั่งนี้ คือ สกลโลก
เปรียบดวยบานที่ถูกไฟกิเลสเผาผลาญ ประชาสัตวเปรียบดวยผูอาศยั ในบานน้ัน ดวยอํานาจของอวิชชาก็ทําให
หลง ไมคิดจะหลบหลีกหนีเพลิง พระพุทธองคทรงมีกรุณาย่ิงนัก จึงทรงประทานอุบายชักนาํ วา ถาแมยอมออก
จากบานแลว ก็จักประทานรถบรรทุกสมบัติของอันมีคาอันนาเพลิดเพลิน อันเทียมดวยแพะ กวาง และวัว ให
ประชาสตั วเ หลาน้นั ดวยความตองการอยากไดข องประทาน จึงยอมออกมา คร้นั แลวพระองคผเู ปรียบดว ยบิดา
ของปวงสัตวแทนที่จะประทานรถเล็กๆ อันเทียมดวยสัตวท้ัง ๓ น้ันให พระองคกลับประทานรถมหึมา บรรจุ
มหาสมบัตอิ ันใชม ริ ูส้ิน เทยี มดว ยโคขาวท่ีทรงพลังมหาศาลให สาวกยานเปรยี บดว ยยานท่เี ทียมดว ยแพะ ปจเจก
ยานเปรยี บดวยยานทีเ่ ทียมดวยกวาง โพธิสัตวยานเปรียบดวยบานท่เี ทียมโค ทง้ั ๓ ยานนี้ เปน เพยี งอุบายโกศล
ธรรม ยงั หาใชย านทแ่ี ทจ ริงไม ยานท่แี ทจ ริงมียานเดียว คือ เอกยานหรือพุทธยานเทาน้นั หลกั การ เอกยาน จงึ
เปนความคิดสมานเช่ือมตรียานใหหลอมเขามาสูจุดเดียวกันไดอยางแนบเนียน และก็คงเปนมหายานคือสูพุทธ
ภูมิ โพธิสัตวยานเหมือนการทําเหตุ พุทธยานเหมือนผลอันเกิดจากเหตุที่บําเพ็ญบารมีแลว แตก็เปนการยกจิต
ใหส ูง มุงตอพระอนุตรสัมมาสัมโพธญิ าณ ซง่ึ เกดิ ดว ยนาํ้ ใจทกี่ รณุ าตอ โลกเปนมลู ฐาน
29
๔ . ต ร� ก า ย
หลักการใหญๆ ของมหายานอยูท หี่ ลกั เรื่อง “ตรีกาย” กายทง้ั ๓ ของพระพทุ ธเจา หลงั จากท่ีพระพทุ ธเจา
ไดเสร็จดับขันธปรินิพพานไปแลว เหลาสาวกเริ่มคิดถึงความอัจฉริยะของพระองคมากย่ิงข้ึน ตามทรรศนะของ
สาวกยานกิ ชนพระพทุ ธเจาเปน อภบิ ุคคล ผไู ดบรรลุความสมบรู ณแหงปญ ญาในชีวติ น้ี เพราะอาํ นาจความเจริญ
ทางจิตใจ และบญุ กรรมทไ่ี ดส่งั สมมาแตอดีตชาติ ความเคารพอันลึกซ้งึ ท่ีเหลาศานศุ ษิ ยข องพระองคมีอยู ทาํ ให
ไมพอใจดวยความเปนมนุษยธรรมสามัญพระบรมครูของตน จึงพยายามสรางสรรคใหพระองคเปนสิ่งที่
เหนือกวาวญิ ญาณอมตะ ถึงคัมภรี บาลกี ไ็ ดก ลาวถึงชีวติ อนั สูงลาํ้ สําหรบั พระพทุ ธเจา นอกเหนือไปจากชีวิตโลกยี
อีกดวย เพราะความคิดวา พระพุทธเจามีสภาพสูงล้ําเหนอื ชีวิตโลกีย จึงทําใหลัทธิมหายานอธิบายพระพทุ ธเจา
ใน ๓ วิธี
๑.นิรมานกาย หมายถึง กายท่ีเปลี่ยนแปลงได ตามสภาพของสังขารในฐานะท่ีเปนมนุษย พระ
ศากยมุนีผูทองเท่ียวอยูบนโลก สั่งสอธรรมแกสานุศิษยของพระองค ดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได ๘๐
พรรษา
๒.สัมโภคกาย หมายถึง กายอันมีมีสวนแหงความรื่นเริง ในฐานะเปนพุทธอุดมคติผูส่ังสอนแกพระ
โพธิสัตวทั้งหลาย
๓.ธรรมกาย หมายถึง กายอันเกิดจากธรรม ในฐานะเปนสภาพสูงสุด หลักแหงความรู ความกรุณา
และความสมบรู ณ
มหายานช้ันแรกดูเหมือนจะมีทัศนะตรงกบั เถรวาทที่วา พระพุทธเจาทรงมีกายเพยี ง ๒ เทาน้ัน คือ
ธรรมกาย และ นิรมานกาย ธรรมกายนั้นมีพระพุทธวจนะท่ีตรัสโดยตรงในบาลีอัคคัญญสตู รแหงทฆี นกิ าย สว น
นิรมานกายนั้นไดแกพระกายของพระศาสดาท่ีประกอบดวยขันธ ๕ ในคัมภีรฝายมาธยมิกชั้นแรก ก็ยังไมพบ
กายที่ ๓ ธรรมกายตามนัยแหงเถรวาทหมายถึงพระคุณทั้ง ๓ ของพระพุทธเจา อันไดแก พระมหาปญญาคุณ
พระมหาวิสทุ ธคิ ุณ และพระมหากรุณาธิคณุ
มหายานไดสรางลัทธิตรีกายขึ้นดวยวิธีเพ่ิมกายอีกกายหนึ่งเขาไป คือ สัมโภคกาย ซึ่งเปนกายของพระ
พุทธองคอันสําแดงใหเห็นเฉพาะหมูพระโพธิสัตวมหาสัตว เปนทิพยะภาวะอันมีรัศมีรุงเรื่องแผซานทั่วไป
เพราะฉะน้ันแมจนกระทั่งบัดน้ี พระโพธิสัตวก็ยังอาจเห็นพระศากยมุนีพุทธเจาไดในรูปสัมโภคกาย พระพุทธ
องคทรงอาจสดับคําสวดมนตของเรา แมพระองคจะดับขันธปรินิพพานไปแลวก็ดี ท้ังนี้ก็ดวยการดับขันธปริ
นพิ พานนน้ั เปนเพียงการสําแดงใหเห็นปรากฏในรูปนิรมานกายเทานัน้ สว นธรรมกายนนั้ ก็เปนภาวะอมตะ ไมมี
เบอื้ งตน ทา มกลาง ท่สี ดุ แผคลมุ อยูท่ัวไป ความคดิ เรอ่ื งสมั โภคกายนี้ มหายานไดร ับจากนิกายมหาสังฆิกะ และ
ในหมูคณาจารยข องมหายานก็ไมมคี วามเห็นพองกนั ในเร่ืองน้ี
อันท่ีจริง พระพุทธองคมิใชมีถึง ๓ กาย คงมีแตเพียงกายเดียว ตรีกายตามน้ันเปนเพียงลักษณะของ
พระพุทธเจาเทาน้ัน ถากลาวตามทรรศนะในแงความสมบูรณ ความเปนสากล พระองคก็คือธรรมกายอันสูงล้ํา
หรือถามองจากทรรศนะความเปนอุดมคติ พระองคก็คือสัมโภคกายผูสั่งสอนพระโพธิสัตว เพื่อชวยเหลือพระ
โพธสิ ตั ว ในการทํางานปลดเปล้ืองสรรพสัตวจ ากกองทกุ ข อนึง่ เมอ่ื พจิ ารณาตามทรรศนะนิรมานกาย พระองค
30
คือศากยมุนีผูประสูติ ณ สวนลุมพินี ไดตรัสรูสัจธรรมภายใตตนโพธ์ิ และดับขันธปรินิพพาน เม่ือไดเผยแผพระ
พุทธธรรมตามพระปณิธานท่ไี ดต ัง้ ไว
ในกายตรยะสูตร อันเปนสูตรหนึ่งของมหายาน ไดกลาวไววา “พระอานนทไดทูลถามพระพุทธเจาวา
สมเดจ็ พระผมู ีพระภาคทรงมีพระกายเพียงหนงึ่ เทาน้นั หรอื พระพทุ ธองคต รสั ตอบวา ตถาคตมสี ามกาย” ดงั น้นั
จึงเห็นไดวาตรีกายน้ี หมายถงึ ลักษณะ ๓ ประการของพระพทุ ธเจา ดังนี้
๕ . ว� สุ ท ธ� ภู มิ
มหายานมีมติวา พระพุทธเจาและพระโพธิสัตวมีจํานวนมากมายดุจเมล็ดทรายในคงคานที และใน
จักรวาลอันเวิ้งวางน้ี ก็มีโลกธาตุที่พระพุทธเจามาอุบัติ แสดงพระสัทธรรมเทศนาอยูทั่วไปนับประมาณมิได ท้ัง
ในอดีต ปจจุบัน และอนาคต เชน ปจจุบันโลกธาตุของเราวางจากพระพุทธเจามา ๒ พันกวาป แตในขณะนี้ ณ
โลกธาตุอ่ืนก็มพี ระพุทธเจาองคอ่นื ๆ ทรงดํารงพระชนมอ ยูและกาํ ลังส่ังสอนสรรพสตั ว โลกธาตุท่ีมีพระพุทธเจา
มาอุบัตินั้นบางทีเรียกวา “พุทธเกษตร” บางพุทธเกษตรบริสุทธ์ิสมบูรณดวยทิพยภาวะนารื่นรมย สําเร็จดวย
อํานาจปณิธานของพระพุทธเจาพระองคนั้นก็มี สําเร็จแลวดวยกรรมนิยมของสัตวก็มี เปนสถานที่สรรพสัตวใน
โลกธาตุอ่ืนๆ ควรมุงไปเกิด ท่ีสําคัญและมีช่ือเสียงโดงดัง คือ สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะ อยูทางทิศ
ตะวนั ตกแหงหน่งึ พุทธเกษตรของพระพทุ ธไภสัชชคุรุไวฑูรยป ระภาราชา อยทู างทิศตะวนั ออก เปนพุทธเกษตร
ซึ่งมีรัศมีไพโรจนแลวดวยมณีไพฑูรย พุทธเกษตรของพระอักโษภยะแหงหนึ่ง และมณฑลเกษตรของพระ
เมตไตรยโพธิสัตวในดุสิตสวรรคอีกแหงหนึ่ง เกษตรท้ัง ๔ นี้ปรากฏวา สุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิตตาภะ
เปนที่นิยมของพุทธศาสนิกชนฝายมหายานมากท่ีสุด ถึงกับสามารถตั้งเปนนิกายเอกเทศตางหาก ปรากฏตาม
ประวัติศาสตรมหายานวา สาวกแหงนิกายสุขาวดีนั้นมีประมาณเหนือสาวกนิการอ่ืนอยางเปรียบเทียบกันไมได
เลย การท่ีมหายานสรางพุทธเกษตรอันมีลักษณะอุดมดวยความสมบูรณพูลสุขเปนทิพยภาวะเชนนี้ ก็เพื่อการ
ตอบสนองความตองการของมหาชนที่ยังอยากมีชีวิอยูเสวยสุขารมณ ยังไมอยากบรรลุพระนิพพาน ดวย
สวนมากเห็นกันไปวา เปนการยากลําบากมาก ท่ีจะใหบรรลุพระนิพพาน มหายานเลยปลอบใจวา อยากลัวเลย
มีพุทธเกษตรอันสุขบายอยูมาก เม่ือไมอยากจะไปนิพพาน ก็จงไปเกิดในพุทธเกษตรเหลาน้ันเถิดแลว ก็จะได
บรรลนุ พิ พานไดโดยสะดวก ซึ่งเปนที่ถกู อกถกู ใจของมหาชนเปนอยา งย่งิ
๖ . พุ ท ธ ป รั ช ญ า ม ห า ย า น
ปรัชญามหายาน สรุปลงไดเปน ๒ สาย คือ สายศูนยตวาทิน (คงจง) สายหน่ึง และสายอัสติวาทิน (อูจง)
อีกสายหนึ่ง สายศูนยตวาทิน ไดแกปรัชญาซ่ึงคุรุนาคารชุนเปนผูประกาศความคดตามแนวปรัชญาน้ีอยาง
พิสดาร ศูนยตวาทินถือวา สังขตธรรมก็ดี โดยสภาพปรมัตถแลว ยอมมีภาวะอันเดียว คือ “ศูนยตะ” แตสวน
โลกียสมมติแลว ก็ยอมรับรองตามบัญญติวา มีน่ันมีนี่ บุญบาปสัตวบุคคลแมกระท้ังพระนิรวาณวา โดยโลกียะ
แตกตางกันจริง แตเมื่อวาโดยปรมัตถแลวมีสภาพเทากับหมดคือ สูญ ศนยตวาทินไมไดกลาวถึงมูลการณะของ
โลก ในฐานะอันเปนภาวะอันมีอยูเปนอยูโดยตัวของมันเอง ซ่ึงเปนพระพุทธมติดั้งเดิมในขอวา สพฺเพ ธมฺมา
อนตฺ ตา นนั้ เอง
31
สวนอัสตวิ าทินน้นั ยังแบง ออกเปน ๒ ก็คือ กึง่ ปรัชญาจติ ตภตู ตถตาวาทิน และ ก่งิ จติ ตอนจิ จตาวาทนิ กง่ึ
ปรัชญาจติ ตภตู ตถตาวาทิน กลาวถอื มูลการณะของโลกวา เปน ภาวะท่ีมีอยูโดยตัวมนั เอง ซงึ่ เรียกวาจติ สากลอัน
เปนสภาพทที่ รงอยูทั่วไปในสรรพสตั ว ภาวะอนั นี้มีชื่อเรียกตางๆ เชน พุทะภาวะ ตถาคตครรภ สัตยาตมนั สตั ย
จิต และธรรมการ เปนตน ปรากฏการณตา งๆ เปน เพียงพฤตภิ าพของสภาพสากลอันน้ีเทา นัน้ พระสูตรมหายาน
สวนใหญเปนของฝา ยน้ีมาก และปรชั ญาแบบน้เี จรญิ มากในประเทศจีนและญ่ีปุน
ก่ิงท้ังสองน้ัน ถือวาอาลยวิญญาณหรือจิตเกิดดับเปนสันตติธรรม ปรากฏการณทั้งหลายเปนเงาสะทอน
ของจิต แตสภาพการเกิดดับ ซ่ึงเรียกวา พลังงานบาน พีชะบาง อันเก็บอยูในจิตธาตุน้ันมีอยูโดยปรมัตถ จะ
ปฏิเสธวาไมมีอยางศูนยตวาทินไมได ปรัชญาก่ิงน้ีไมรับเร่ืองมูลการณะของโลกเปนอมตะภาวะสากลแผซาน
ทัว่ ไปอยางกิ่งตน เพราะฉะนั้น จงึ ควรเรียกวา จติ ตอนจิ จตาวาทติ หรอื มอี ีกชื่อเรยี กวา “วิชญาณวาท” หรอื โย
คาจาร ตามนามของปกรณพิเศษเลมสําคัญของฝายน้ี สวนก่งิ จิตตภูตตถตาวาวนิ มีอีกชื่อหนึ่งวา สังฆวาท และ
ยงั แตกก่งิ ยอ ยออกไปอกี ๒ กงิ่ คอื กิง่ พาหยารถานุเมยวาท และ กงิ่ พาหยารถปรัตยกั ษวาท
กอนที่จะบรรยายถึงพุทธปรัชญา ขอแนะนําความหมายเบื้องตน สักเล็กนอยวา การบรรยายพุทธปรัชญา
นี้ มิไดหมายถึงการบรรยายเร่ืองพุทธศาสนาโดยตรง ทั้งนี้ก็เพราะเหตุท่ีกระแสทางดําเนินแหงศาสนากับ
ปรัชญาไดแตกสาขาแทรกแยกออกเปนคนละสาย ถาจะกลาวตามอุบัติการณศาสนาและปรัชญามีบอเกิดแหง
เดียวก็จริง แตเพราะเหตุที่ลวงเวลา ตอมาพฤติการณท้ัง ๒ อยางมิไดเปนไปในกระแสเดียวกัน การบรรยาย
ศาสนาและปรัชญาจึงไดแยกทางกันคนละวธิ คี นละทางตลอดมา
เหตุการณเทาที่ปรากฏอยูในศาสนาโดยทั่วๆ ไป ความสําคัญของศาสนาเพงเล็งไปถึงการปฎิบัติ และ
ความเช่ือถือในคําประศาสน เทาท่ีมีอยูในคัมภีรนั้นๆ อยางแจมแจงชัดเจน ถาหากเขาประพฤติตามคํา
ประศาสนและขนบธรรมเนียมน้ันๆ แลว ก็ถือวาเขาเปนศาสนิกชนโดยชอบธรรมคนหนึ่งได ถึงเขาจะไมหยั่งรู
ความหมายของคัมภีรน ้ันๆ ก็ตาม แตเน่ืองจากเขามีความเชอ่ื มั่นในคมั ภีรแ ละประพฤตติ ัวตามคัมภรี อยดู วย จึง
จดั วา เขาเปน ศาสนิกชนโดยแท
แตสวนวิธีฝายปรัชญา ไมมีคติการดังกลาวน้ี คือ ในการดําเนินไปสูจุดประสงค ปรัชญาถือเอาปญญา
ญาณเปนเครื่องนํา เรื่องที่หางไกลจากบริเวณปญญาญาณ ปรัชญายอมไมรู อาศัยเหตุผลน้ี วิธีดําเนินของ
ปรชั ญาจึงบงถึงเหตุผลเปน หลักสําคญั ถาจะกลา วถงึ จิตใจของปรัชญาเมธี ความเช่ือในความจริงแหงเหตุผล จดั
วาเปนคุณวุฒิอันจําเปนย่ิง ดังนั้นหนาที่ของปรัชญาเมธีก็คือ การอธิบายถึงวัตถุประสงค ตามแนวเหตุผลใหคน
อื่นเขาใจตาม คนอ่ืนจะประพฤตหิ รือไม ไมเก่ียวกับปรัชญาเมธี แตถากลาวถึงการช้ีแจง ทําใหคนอื่นเขาใจตาม
แนวความเห็นของผูบรรยายแลว นับเปนหนาท่ีโดยตรงของปรัชญาเมธีโดยแท หรือจะกลาวไดวา ปรัชญาเมธี
ยอมพยายามทจี่ ะอธิบายใหเขาเขาใจตามแนวเหตผุ ล แตฝา ยศาสนาจารยแนะนําใหประพฤติตามแนวคัมภีรที่มี
อยู หลักอันน้ีแหละเปน หลักสําคัญ ซงึ่ จําเปน ตอ งอาศยั เปน ปทัสถานในการกา วหนา ไปสูจดุ ประสงคแหงปรัชญา
ตอไป
ดังที่ไดกลาวมาแลว ปรัชญายอมถือหลักเหตุและผลเปนเกณฑ เหตุนั้นพุทธปรัชญาจึงดําเนินไปตาม
กระแสเหตุผล หนาที่ของนักปรัชญาจึงตองไปดวยเหตุผล ในที่น้ีถาจะมีคําถามวา คําประศาสนของพระองคย งั
32
ขาดเหตุผล ถือกับวาเปนหนาที่ที่นักปรัชญาจะตองชวยช้ีแจงเพิ่มเติมดวย หรือขอตอบวา คําประศาสนขอ
พระองคไมขาดเหตุผลใดๆ เลย แตทวาเหตุผลน้ันๆ ยังไมแจมแจงเพียงพอกับสามัญท่ีจะไดเห็นอยางชัดเจน
เชน อริยสัจจองกท่ี ๑ ซึ่งมีความวา “ส่ิงท้ังปวงเปนทุกข” อริยสัจจองกน้ี ทําใหเกิดคําถามขึ้นหลายสาย เชน
ลกั ษณะของส่ิงทงั้ ปวงนั้นคอื อะไร เปนสงิ่ เทยี่ งแทหรอื เปนของสญู ดงั น้เี ปน ตน เนือ่ งจากอรยิ สจั จองกน ี้ ยงั ไมมี
เหตุผลประกอบอยา งชดั เจนเพียงพอ ถึงกบั คนสามญั จะเขาใจไดท นั ทีน่นั เอง ตอ มาช้นั อรรถกถาจารยจงึ อธิบาย
ไวโ ดยนบั ยืดยาวพิสดาร นี่แหละถือเปน อบุ ัติการณแ หง พุทธปรัชญา
ความจริงการท่ีมติความเห็นฝายปรัชญาตางๆ ไดแตกแยกออกไปด่ังน้ี ก็เพราะเหตุคือ การอาศัยหลัก
ทั่วไปเปนพื้นฐานน่ันเอง ในเร่ืองหลักเฉพาะปรัชญาไมสูจะแตกตางกันเทาไรนัก อยางไรก็ตาม ในสวนพุทธ
ปรัชญา เน่ืองจากสาวกยานคอยขางหนักไปทางปฏิบัติมากกวาทางใชวิจารณ เหตุน้ันเถรวาทจึงยึดถือเร่ือง
เบญจขันธเปนอยางไร การดับเบญจขันธจะเปนอยางไร เปนมูลปญหาตนเคาแหงเถรวาท โลกโดยท่ัวไปมี
ลักษณะอยางไร เปนปญหาเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท เปนปญหาซึ่งฝายเถรวาทไมคอยเอาใจใสเทาไรนัก อันที่
จริงผูอาศัยหลักการปฏิบัตไิ มค อยเอาธุระในเร่ืองโลก โลกน้ีเปนสูญหรือขณิกะ โลกน้ีมีอยูในสวนรูปหรือในสว น
นาม อยางไรก็ชาง ผูปฏิบัติตองการดับเบญจขันธ โดยเฉพาะเทานั้น โลกจะมีอยูจริงหรือไมสุดแลวแตโลก ไม
เปนธุระจะพึงใสใจผูที่ตกอยูในน้ํา เขายอมตองการจะขึ้นจากน้ัน นํ้าลึกต้ืนอยางไร จืดหรือเค็ม มีปลาหรือไม
เขาไมสูจะใสใจนัก เหตุนนั้ การอธิบายถือความหมายของขณิกทางนิกายเถรวาท จึงมิไดแยกออกจากหลาย
สาขา หรืออยางอาจาริยวาท
แตส่ิงท่ีนับวาเปนธรรมชาติของบางคน ซึ่งไมพอใจในการแสวงหาผลอยางเดียว โดยอยากผูอยากเห็น
เหตุการณตางๆ ซ่ึงจะนําไปยังผลที่ตนประสงค บางคนอยาหนีใหพนทุกข บางคนอยากล้ิมรสความทุกข ลองดู
วาเปนอยางไร บางคนประสงคใหพนไปจากโลก แตบางคนแสวงหาสภาพและพฤติการณของโลกใหละเอียด
ย่ิงขึ้นในเรื่องน้ี นิสัยของนักศาสนาฝายมหายานก็เชนเดียวกัน ตองการจะพิจารณาดูลักษณะของขณิก วาเปน
อยา งไร โดยอาศยั นิสัยเชนนเ้ี ปน มลู เหตุ ในสมยั ตอ มา จึงทําใหม หายานแยกออกเปน ๔ สาขา
ในท่ีนี้ควรสังเกตุดูถึงมลู เหตุแหงการแยกพุทธศาสนิกชนออกเปนนิกายตางๆ ที่มิไดหมายถึงการแยกทาง
ปรัชญา เชน ในเมืองไทย เถรวาทแยกออกเปน ๒ นิกายใหญๆ และในเมืองญ่ีปุน มหายานแยกออกประมาณ
กวา ๑๓ นิกาย การแยกเชนน้ีเปนไปในทางเพงเล็งถึงวินัย ไมใชทางปรัชญา เชน ประเพณีการหมผาเปนตน
เหตุนนั้ การแยกโดยเพง เล็งทางวินยั จึงไมม คี วามหมายเหมอื นเรื่องปรชั ญา*๔
อยางไรก็ตาม มติ ๔ อยางน้ี ถึงแมจะมีความเห็นแตกตางกันในเรื่องอ่ืนๆ อยูบางก็ตาม แตเน่ืองจาก
หลักเกณฑท ี่มุง ถงึ ขณิกวาท อันแนนอนรว มกนั จงึ จําเปน ท่ีเราตอ งรใู นมติเหลานเี้ ปนพื้นฐานไวกอ น แลวจึงกาว
ไปสเู นื้อแทของปรัชญาโดยตรง
ปรชั ญาของศูนยวาท หรอื ศูนยตวาทนิ
ถากลาวถงึ ลทั ธศิ ูนยวาท ทานครุ นุ าคารชุนเปนเจา ของลัทธินี้โดยตรง ดงั ไดกลาวมาแตต อนตนน้ันแลว คาํ
วา “ศูนยวาท” ถาจะแปลตามตวั หนังสอื ก็คือวาทะที่วาดว ยความสูญ ถาแปลตามพุทธปรชั ญา ก็คือวาทะทวี่ า
ขณิกเปน สูญ และเหตุนัน้ นพิ พานจงึ พลอยเปนสญู ไปดว ย หรืออีกนยั หน่ึง วาทะทีถ่ ือวา นามรปู ทีม่ ีสภาพเปนสูญ
33
และพรอ มทัง้ นิพพานดวยน้นั คือสูญน่ันเอง ตามนยั ความเห็นท่ีแลว มา พอจะเห็นไดว า สิง่ ใดทป่ี รากฏอยสู ่ิงน้ันมี
ความประจักษอยูชั่วขณะเทานั้น คือ มีลักษณะเปนขณิก ถาพิจารณาดูถึงลักษณะแหงความเปนขณิกนั้นแลว
จะเห็นไดวาบรรดาสิ่งท้ังหลาย ซ่ึงปรากฏอยูช่ัวขณะน้ันมีลักษณะตายตัว คือ ทุกๆ ส่ิงมีลักษณะจํากัดอยูในตัว
มันเอง ที่เขาใจและเรียกกันวา ลักษณะสามัญ นั้น หามีอยูในส่ิงน้ันไม เชน ตามธรรมดาเมื่อเราเห็นโคหลายๆ
ตัว ยืนอยูตอหนาเรา เราก็เขาใจไดทันทีวา สัตวท้ังหมดนั่นเปนสัตวชนิดเดียวกันคือเปนโค การท่ีเขาใจเชนนี้ก็
เพราะเราถือกันกวา สัตวเหลาน้ันมีลักษณะอยางเดียวกัน ซึ่งเราใชภาษาธรรมดาเรียกวา ลักษณะสามัญน้ีเปน
ความเขาใจตามธรรมดา หรือเขาใจอยางโลกๆ แตถาจะดูกันในแงความจริงแลว สัตวเหลานั้นมิไดมีลักษณะ
สามญั แมแ ตนอย ทัง้ น้ีก็เพราะการเพงเลือกเอาลกั ษณะสามญั เปน มาตรฐานแหงความเปรียบเทียบ จาํ ตองมีขอ
สําคัญอยูอันหน่ึงวา ส่ิงท่ีเราเปรียบเทียบดูกันจะตองอยูตอหนาเรา จนสามารถเพงเลือกเอาลักษณะสามัญเปน
มาตรฐานได และทั้งตัวเราผูเปรียบเทียบก็จําตองคงอยูดวย แตตามกระแสเหตุผลที่แลวมา เรารูกันอยูแลววา
ไมมีส่ิงใดซึ่งคงอยู เมื่อเปนด่ังนี้แลวก็หมายวา ผูเปรียบเทียบและส่ิงถูกเปรียบเทียบ เปนส่ิงที่ไมคงอยูท้ังสอง
อยา ง คือ เปน ไปชวั่ ขณะ
ฉะนั้น ฝายผูจะเปรียบเทียบก็ดี หรือส่ิงท่ีถูกเปรียบเทียบก็ดี ไมมีเวลาพอที่จะคงอยูใหเปรียบเทียบกันได
เหตุนั้น เราจึงไมสามารถท่ีจะเพงเล็งเลือกหาลักษณะสามัญจากสิ่งท้ังหลายนน้ั ได โดยยึดหลักดงั กลาวน้ี เราจึง
เห็นวาส่ิงที่ไมคงอยู เราไมอาจกลาวไดวาส่ิงนั้นมีลักษณะสามัญ จึงเปนอันวา ส่ิงเหลาน้ันมีลักษณะจํากัดอยู
เฉพาะในตัวของมันเอง บัดน้ีจะไดพิจารณาดูวา สิ่งที่มีลักษณะจํากัดอยูเฉพาะในตัวมีสภาพของตนเองหรือไม
ถา สิ่งน้นั มสี ภาพของตนเองจรงิ แลว กห็ มายวา ถา แมสิง่ นั้นคงอยูช วั่ คราวกต็ าม กย็ ังนบั วาสงิ่ ทมี่ ีสาระจริง สง่ิ นั้น
ไมม สี ภาพของตน ตอ งพลอยสญู ตามไปดวย เชน ขณะทีเ่ รากําลังนั่งอยูในหอง แมว า เราจะไมอ ยูต ลอดนริ ันดรก็
ตาม เราก็ยงั ถือวา ทุกคนเปนสิ่งทมี่ ีอยูจริง เพราะความมีสภาพแหง ความเปน มนษุ ย แตเราเห็นคนคนหน่ึงในโรง
ภาพยนตรน ั้นไมใชค น คือ ตามแงแ หงความจริง คนทีป่ รากฏในจอภาพยนตรน้ันไมมีสาระเลย นับวาเปนสูญ น่ี
แหละเปน หลักซึง่ เรียกกันวา เปนมาตรฐานในการพิจารณาวา สงิ่ ไหนมีสาระและส่ิงไหนไมมีสาระ
สภาพก็คอื ภาวะของตนเอง นา้ํ ปรากฏแกเราในภาวะของตนวาเปนของเหลว ดวงอาทิตยปรากฏในภาวะ
ของตนวา เปนสิ่งที่มีแสงสวาง แตปญหามีอยูวา ส่ิงเหลานี้มีภาวะของตนเองจริงหรือไม ขอใหพิจารณาดูวา
ตวั อยางตอไปนี้ นาย ก. เปนคนคนหน่ึง เพราะเหตทุ น่ี าย ก. ปรากฏแกเราในภาวะตน หรือสภาพของตน วา
เปน คน เราจึงเขา ใจวา นาย ก.เปนคน สมมติวา นาย ก. เขา ปา พบเสือเขา เสอื คงปลูกความเขาใจวา นาย ก.ข้ึน
วา นาย ก. คอื อาหารชนดิ หน่งึ อกี ประการหนึ่งมารดานาย ก. คอื นาย ก. เปน บตุ ร ภรรยานาย ก. ถอื นาย ก.
เปน สามี บตุ รนาย ก. ถอื นาย ก. เปน พอ ดังนีเ้ ปนตน
อาศัยตัวอยางเหลานี้ จะเหน็ ไดว า สภาพของนาย ก. ยอมเปลย่ี นแปลงไปตามแงข องความเหน็ หรือความ
เขา ใจตางๆ กนั มนุษยมีความเขา ใจในนาย ก. แงไ หน สภาพของนาย ก. ก็ปรากฏข้นึ ในแงน นั้ เสือมีความเขา ใจ
นาย ก. อีกแงหน่ึง สภาพของนาย ก. ก็ปรากฏข้ึนอีกแงหน่ึง หรืออาจกลาวไดวา สภาพของนาย ก. ไมประจํา
อยูท่ีตัวของนาย ก. แตอยูในแงความเขาใจหรือความเห็นของผูที่เขาใจผูเห็น เหตุนี้นาย ก. จึงไมมีสภาพที่ควร
จะเปนมาตรฐานได นน่ั คอื นาย ก. ไมมสี ภาพอันแทจ รงิ แมแ ตนอ ยหนึ่ง นาย ก. จะตอ งถอื เอาสภาพตามแงข อง
34
ผูเห็น ฉะน้ัน สง่ิ ใดที่ไมม ีสภาพ สงิ่ นัน้ จึงนับวา ไมมสี าระ สิง่ ใดที่ไมม ีสาระ ก็คือสูญน่ันเอง เราจงึ ยุตไิ ดว า นามรปู
หรือสตั วซงึ่ เรยี กวาโลก คือสูญนัน่ เอง
เมื่อของเปน สญู แลว นิพพานจึงตองพลอยเปนสญู ตามไปดวย เพราะวา นิพพานหมายถึงการนับวาเปนอัน
ไมมีสาระดวย เชน ในการเลนละคร ทหารคนหนึ่งฆาทหารอีกคนหน่ึง แตการฆาชนิดนี้ไมมีสาระ โดยเหตุวา
ทหารสองคนในบทละครน้ัน ไมใชทหารจริงๆ เปนเพียงทหารสมมติขึ้นในการเลนละคร จึงนับไดวาทหารท้ัง
สองคนน้ัน แมแตเปนทหารในบทละคร จึงไมมีสาระ ฉะน้ันการกระทําทุกๆ อยาง ซึ่งเกิดข้ึนในฐานะเปน ทหาร
จึงพลอยเปนการกระทําไมมีสาระไปดวย ในทํานองเดียวกัน เม่ือรูป นาม หรือโลก เปนส่ิงไมมีสาระหรือสูญ
การดับรูปนามหรือโลก จึงพลอยเปนส่ิงไมมีสาระหรือสูญตามไปดวย ดังน้ัน จึงรวมความไดวา โลก*๕ และ
นิพพานทง้ั สองอยา ง คือ “สูญ” นัน่ เอง
ปรชั ญาของวิชญานวาท
ตามความเห็นฝายศูนยวาท โลกียธรรมและโลกุตรธรรมท้ังสองอยางนับวาเปน “สูญ” แตในท่ีน้ีวิชญาน
วาทคัดคานอยูวา ถึงแมนามรูปเปนสิ่งไมมีสาระหรือสูญก็จริง แตถาจะกลาวถึงวิญญาณ ซึ่งเปนปจจัยแหงนาม
รูปแลวเห็นวาไมสูญ กลาวคือ ถาจะถือวาวิญญาณเปนสิ่งที่ไมมีสาระหรือสูญแลว ก็หมายวา ความรูสึกในเร่ือง
นามรูปจะเกิดข้ึนไมได คือวาการท่ีเราถือนามรูปเปนส่ิงไมมีสาระ ก็โดยเน่ืองจากนามรูปไมมีสภาพของตนเอง
ศูนยวาทและวิชญานวาทท้ังสองฝายตางรับรองความเห็นดังกลาวนี้วา เปนมติอันถูกตอง แตวามติฝายวิชญาน
วาทถือวา การที่รูปหรือนามรูปมีอยูได ก็เพราะขอสําคัญ คือ ความเขาใจในสวนตัวที่วาโลกน้ีมีอยูหนึ่ง และ
ความเขาในใจสภาพรวมของโลกหนง่ึ เราเขาใจวา โลกน้ีมีสภาพเปนดังโลกจงึ มีอยู แตในที่น้ีถาจะต้งั กระทถู าม
วาโลกนี้มีอยู เพราะสภาพสวนตัวของโลกใหมีอยู หรือวาเพราะอาศัยความนึกคิดของเราใหมีอยู ขอน้ีจะได
พจิ ารณาดังตอไปนี้
เทาที่แสดงมาแลว จะเห็นไดวา โลกน้ีมีสภาพของตนเอง ถึงกระนั้นโลกนี้ก็ยังปรากฏแกเราในฐานะเปน
ส่ิงที่มีสภาพอยูในตัว หรือจะกลาวตามนัยตรรกก็คอื แมโลกจะไมมสี ภาพของตนเองก็ตาม แตเราก็ยังนึกเอาวา
โลกนี้เปนสิ่งที่มีสภาพอยูนั่นเอง ทั้งนี้แสดงใหเห็นวา ตามความจริงไมมีสภาพหรือเปนสูญ แตความนึกเห็นของ
เราวา โลกน้ีมีสภาพคือปรากฏอยู ฉะน้ัน ความปรากฏอยูของโลกมิใชเพราะสภาพของโลก แตเพราะความนึก
เห็นหรือความเขาใจของเราเองตางหาก นั่นก็คือสิ่งที่ปรากฏอยูไมมีตัวจริง แตความนึกเห็นของเราเสกสรรให
ปรากฏข้ึน หรืออาจกลาวไดวา ส่ิงท่ีปรากฏอยูก็คือความนึกเห็นหรือความเขาใจของเราเอง น่ันเอง ไมมีสวน
แตกตางไปจากความนึกเห็นของเรา อาศัยแนวความเห็นดังกลาวน้ี พอจะยุติไดวานามรูปหรือโลกไมมีสวนตา ง
ไปจากวิญญาณเลย คือวิญญาณน่ันเองปรากฏเปนนามรูปข้ึน เหตุน้ัน ถึงแมนามรูปเปนสิ่งที่เปนสูญไปก็ตาม
แตสวนวิญญาณไมเปนสิ่งท่ีสูญไปตาม มิฉะนั่นแลว ก็จะไมมีอะไรท่ีจะสะกิดเตือนใหเรานึกเห็นไปวาโลกนม้ี อี ยู
ตกลงวา วิญญาณเปน ส่ิงทีม่ ีอยู สวนนามรปู เปน สูญ
ปรัชญาของสังฆตวาท
บัดน้ีมีปญหาอีกทางหน่ึงวา ไมเฉพาะแตวิญญาณอยางเดียวเปนสิ่งท่ีมีอยู แตสวนนามรูปก็เปนสิ่งที่มีอยู
เหมอื นกนั ถานามรปู เปน สง่ิ สญู ไปจริงแลว วิญญาณกเ็ อาอะไรมารู จะขาดอารมณหรอื วสิ ัยทจ่ี ะนกึ คดิ ไปเชน นนั้
35
ได ปญ หานี้ยอมเปนเหตุใหเกิดปญ ญาข้ึนสองสาย คอื สมมติวา วิสัยไมเ ปน ของสญู ปญ หาจงึ แทรกขึ้นมาวา วสิ ยั
ที่วิญญาณจะนึกเอาน้ัน เปนสิ่งท่ีเกิดข้ึนอยูกอนแลวหรือวายังไมเกิด ปญหาสองสายนี้ เราพิจารณาเปนขอๆ
ดงั ตอไปนี้ สมมตวิ าวสิ ยั ซึ่งวิญญาณจะยดึ นั่นเปนสิ่งท่ีเกดิ อยูกอนแลว ถาเชนน้ันตามหลักแหงขณิกวาท วาทุกๆ
ส่ิงที่เกิดมีข้ึนไมม ีความคงอยู กลาวคือขณะแรกสิ่งน้นั กาํ ลังเกดิ ขน้ึ ขณะที่สองท่ีสิ่งนน้ั ตงั้ อยู และขณะที่สาม ส่ิง
นน้ั เปลีย่ นแปลงไปทั้งสิ้น นีแ้ หละเปน คติการของบรรดาส่ิงท่ีปรากฏตัวข้นึ โดยทางความคิด จะขอกลา วถงึ ความ
เขาใจในสิง่ น้ันไวพ อเปนตนเคา กอน กลา วคือ ขณะแรกทส่ี งิ่ ใดเกดิ ขนึ้ ความรูในส่ิงนั้นเกดิ ขึน้ ไมได เพราะขณะท่ี
สิ่งใดสิ่งหน่ึงกําลังเกิด ขณะน้ันส่ิงนั้นยังไมมีสภาพอันมั่นคง เราคงไมสามารถที่จะหาความรูในสิ่งนั้นได ถาหาก
วาสิ่งน้ันต้ังอยูโดยมั่นคงจริงๆ แตความจริงสิ่งน้ันหาไดตั้งอยูคงที่ไม คือ ทุกๆ ขณะส่ิงนั้นยอมเปลี่ยนแปลง
สภาพไปเสมอ เหตนุ ้ันเราจึงไมมโี อกาสที่จะหาความรใู นสงิ่ นน้ั ได น่ันกค็ ือ วิญญาณยอ มเปน ไปในสิง่ ท่เี กดิ ขึน้ น้ัน
ไมได หรือถาจะอา งวา วสิ ยั ไมเปน สิ่งท่เี กิดขนึ้ ได ก็ยอมเปน ไปไมไ ดอ กี เพราะเรารจู กั กนั อยูอยางแนน อนแลววา
ส่ิงใดมิไดเกิดข้ึน สิ่งน้ันยังไมมีอยู ฉะน้ันถาเราจําเปนจะตองถือเอาวิสัยหรือนามรูป เปนสิ่งท่ีมีอยูแลว ก็
หมายความวา เราจาํ เปนตองถือวานามรูปเปนสิ่งทีเ่ กิดข้ึน เทาทแ่ี สดงมาแลว นัน้ นับวา เปนสิง่ ทีว่ ิญญาณรับเอา
ไมไดเลย
อกี ประการหนง่ึ ถา จะกลา ววา นามรูปซ่ึงผา นไปแลวในสมยั อดีต สะกดิ ใหเ กิดวญิ ญาณในนามรปู อนั มีอยู
ในสมัยปจจุบัน ก็เปน ไปไมไ ดอ กี เหมอื นกนั เพราะส่ิงท่ผี านไปแลวในสมยั อดีต ไมป รากฏอยใู นสมัยปจจบุ ัน เหตุ
นั้น วิญญาณในสิ่งที่เราปรากฏอยูในสมัยปจจุบันนี้ จึงนับวาเปนวิญญาณท่ีไมมีตัวจริง น้ันก็คือ นามรูปดังที่
ปรากฏอยูในปจจุบันน้ันไมมีอยู ถึงกระน้ัน ถาจะยังถือเอานามรูปในฐานะเปนวิสัยแหงอินทรียแลว จึงแสดงวา
เปนส่ิงท่ีมีอยูอยางไมเปนไปตามแนวเหตุผล กลาวคือในขอแยงน้ีควรจะกลาวเสียกอน อารมณนั้นตั้งอยูเปน
ปรมาณูหรือแพรหลายอยูท่ัวไป ถาจะตั้งอยูเปนปรมาณูแลว อินทรียไมสามารถจะรับเอาได เพราะเหตุท่ี
ปรมาณูเปนสิ่งที่อยูนอกไปเหนือจากบริเวณของอินทรีย หรือถาจะกลาววาอารมณเปนที่แพรหลายอยูทั่วไป
อินทรียก็ไมสามารถที่จะรับเอาส่ิงที่แพรหลายอยูทั่วไปได ทั้งน้ีอินทรียรับเอาเฉพาะแตสวนบางสวน น่ันก็คือ
อินทรียไมสามารถรับเอาอารมณได เหตุน้ัน การท่ีอินทรียรับเอาอารมณดังที่เราเขาใจกันอยูน้ัน จึงนับวาเปน
เพียงแตความเขาใจในสวนตัวเราตางหาก ตามความจริงแลวอินทรียไมสามารถท่ีจะรับเอาอารมณไมมีสวน
แตกตางไปจากความเขาใจเรา หรือจะกลาวอีกนัยหน่ึงวา ความเขาใจของเรา หรือกลาวอีกนัยหนึ่งวา ความ
เขา ใจของเรานนั้ ปรากฏเปนอารมณต างๆ ขึ้นตางหากกไ็ ด
ตกลงวา อารมณ หรือโลก หรือนามรูป เปนสิ่งท่ีไมมีอยู วิญญาณสะกิดใหเกิดนามรูปข้ึน ฉะนั้น
ความสมั พนั ธระหวา งวญิ ญาณกับนามรูป ก็คอื ความสมั พนั ธระหวางความรกู ับส่ิงท่ีจะถูกรู แตอ นั ท่ีจรงิ ดงั ที่เรา
เห็นกันอยูเสมอ ความรูและสิ่งท่ีจะถูกรับรู ความรูและสิงที่ถูกรูต้ังอยูคนละฐานะ ความรูในขอที่วา “หนังสือ”
หาไดเปนวัตถุอยางเดียวกันไม เม่ือเกิดข้ึนมีขอแยงดังน้ีขึ้น ก็มีคําตอบวา ตามแนวท่ีไดบรรยายมาแลว เรารับ
เอานามรูปได ก็เพราะวิญญาณนั้นเอง วิญญาณจึงนับวาเปนเคร่ืองรับนามรูปได ก็เพราะวิญญาณนั้นเอง
วญิ ญาณจงึ นบั วาเปนเคร่ืองรับนามรูป สวนนามรูปก็คอื สงิ่ ที่ถูกรับเอา ฉะนน้ั ความสัมพันธระหวางวิญญาณกับ
นามรูปก็คือ ความสัมพนั ธระหวางเครือ่ งรบั รูกับสิ่งที่ถูกรับรู ตัวอยา งเชน ดินกบั หมอ หมอ ทําดว ยดิน นอกจาก
36
ดินแลวยังมีเคร่ืองชวยเหลือตางๆ อีก เชน นายชาง เครื่องจักร เปนตน ซ่ึงเปนเหตุใหหมอเกิดข้ึน แตในการที่
เราจะเขา ใจวานค่ี ือหมอ กต็ องดับตามไปดว ย เหตกุ ารณเ หลา นย้ี อ มแสดงใหเหน็ วา ดนิ เปน สงิ่ จําเปน ยง่ิ ในการท่ี
เราจะมคี วามเขาใจในหมอไดน้นั ดินจึงนับวาเปนเร่อื งรองรับหมอไว อกี นัยหน่งึ หมอ ก็ไมมอี ะไรนอกจากดนิ คอื
ทุกๆ สวนของหมอไดแกดินน่ันเอง น่ันก็คือดินกับหมอนับวาเปนสิ่งเดียวกัน อนึ่ง หมอก็คือส่ิงที่เราเขาใจหรือ
รับเอา ฉะน้ัน เม่ือดินกับหมอกลายเปนวัตถุเดียวกันไป ก็หมายวา เคร่ืองรองรับกับส่ิงท่ีถูกรองรับไดกลายเปน
ส่ิงเดียวกนั
อาศัยมติด่ังวาน้ี เรามีทางท่ีจะสันนิษฐานไดวา เพราะความสัมพันธระหวางวิญญาณกับนามรูปหรือโลก
เปนความสัมพันธระหวางเคร่ืองรองรับกับสิ่งท่ีถูกรองรับ วิญญาณกับนามรูปจึงพลอยเปนอยางเดียวกันไป คือ
หมอซึ่งเปนสิ่งที่ถูกรองรับไมมีอะไรในสวนตัว นอกจากดินซึ่งเปนเคร่ืองรองรับฉนั ใด นามรูปก็ฉันน้ัน ไมมีอะไร
นอกจากวิญญาณ ซึ่งเปนเคร่ืองรองรับนามรูปท่ีเราเห็นเปนเพียงแตวิญญาณเทานั้น นามรูปไมมีตัวจริง
นอกจากวิญญาณ เม่ือเปนดังนี้ อาจถามวาเหตุไฉนเราจึงเห็นนามรูปเปนส่ิงแตกตางกันไปเชนน้ัน ตอบวาเปน
เพราะอวิชชา เชน ดวงจันทรดวงเดียว เม่ือฉายเงาลงไปในบอนํ้า จะเห็นเปนหลายดวง ถาเรานึกเอาวาดวง
จันทรมีหลายดวง ก็เปนการแสดงวาเราไมรูเทานั้น ทํานองเดียวกันน้ี การท่ีเราเห็นนามรูปแพรหลายอยู
มากมาย ก็เพราะอวิชชาของเราเองตางหากใหเห็นเปนเชนนั้น ตราบใดท่ีเราเองยังตั้งอยูในอวิชชา ตราบน้ัน
วิญญาณก็ปรากฏเปนนามรูปซ่ึงแพรหลายอยูหลายๆ ประการ แตถาเราต้ังอยูในองคภาวนาเทาน้ัน ก็จะเกิด
วิญญาณอนั บริสทุ ธ์ิแทจริง ซ่งึ ทาํ ใหเ ราบรรลถุ งึ นพิ พานไดฉะน้ี
ตามแนวมติความเห็นของฝายวิชญาณวาท นามรูปนับวาเปนสูญ แตสวนวิญญาณซึ่งเปนปจจัยแหงนาม
รูปนั้น เปนส่ิงที่มีอยูเปนสัตตะ เหตุน้ันนามซ่ึงปรากฏเหมือนสิ่งท่ีมีอยู จึ่งไมแตกตางไปจากวิญญาณ กลาวคือ
รูปนามและวญิ ญาณนับเปน ส่งิ เดียวกนั ในท่ีน้ี ลัทธสิ ังฆาวาท*๖ เห็นวา นามรปู และวิญญาณหาใชสงิ่ ๆ เดยี วกัน
ไม ทั้งน้ีก็เพราะเหตุท่ีนามรูปและวิญญาณตั้งอยูคนละฐาน คนละเวลา ส่ิงใดท่ีเราถือกันวาเปนสิ่งเดียวกัน จะ
เปนตองตั้งอยูในท่ีที่เดียวกัน และในเวลาเดียวกัน เชน นาย ก. เปนบิดานาย ข. และทั้งเปนสามีของนาง ค.
ดวย ในทนี่ ้บี ิดาของนาย ข. และสามีของนาง ค. เปนคนคนเดยี วกัน อกี นยั หนึ่ง ขณะท่นี าย ข.และนาง ค. เห็น
นาย ก. พรอมๆ กัน นาย ข.ก็เขาใจวานาย ก. เปนบิดาเขา นาง ค. ก็เขาใจวานาย ก. เปนสามีของเขา ความ
เขาใจเชนนี้ ยอมเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน พรอมกัน การเห็นคนท้ังสองน้ัน ไมจําเปนตองมีเวลาแตกตางกัน จึ่ง
เห็นไดวา ความเขาใจท้ังสองประการนี้*๗ ยอมเกิดข้ึนในบุคคลเดียวกับ นาย ก. บิดาของนาย ข. และสามีของ
นาง ค. เปนคนคนเดียวกัน
อาศยั เหตดุ ังกลา วน้ี พอรวมใจความวางกฎไดวา “ลักษณะของความเปน อยางเดียวกันน้ัน คอื ความตง้ั อยู
ในวัตถุเดียวกันและในเวลาเดียวกัน มิฉะน้ัน ส่ิงน้ันๆ หาใชสิ่งเดียวกันไม” เชน สุนัขกับลิง ตางต้ังกันอยูคนละ
ฐาน อนึ่ง ขณะท่ีเราเขาใจสุนัข ขณะนั้นเราไมเขาใจในลิง และขณะที่เขาใจลิง ขณะนั้นก็ไมเขาใจสุนัข นั้นคือ
สุนัขกับลิงต้ังอยูคนละเวลา เราจึงเขาใจวาสุนัขกับลิง ไมใชสัตวอยางเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่งส่ิงใดต้ังอยูคนละ
กาละ คนละเทศะ ส่ิงนั้นเปน สง่ิ ทีแ่ ตกตางกัน
37
บัดนี้จะพิจารณาวา นามรูปและวิญญาณตั้งอยูคนละเวลา คนละฐานหรือไม ยอมเปนท่ีประจักษอยูแลว
วา นามรูปเปนของภายนอก แตวิญญาณเปนของภายใน เราเห็นหนังสือวางอยูบนโตะ จึงมีความเขาใจเกิดขึ้น
สิง่ ท่ีสะกดิ ใหเ กดิ ความเขา ใจ เปนสิ่งท่ีอยภู ายนอก คอื หนังสอื ซ่งึ ปรากฏเปนรปู และนาม สว นความเขา ใจรปู และ
นาม มไิ ดอยูภ ายนอก หากแตอยูภายในใจของเรา เมอื่ เปนดังน้ี จะเห็นไดวา นามรปู และวิญญาณไมไ ดต ั้งอยูใน
ฐานเดียวกัน
อน่ึง การท่ีเราจะเขาใจวา ส่ิงนั้นคือหนังสือ จําเปนตองมีส่ิงน้ันอยูกอน ดังนี้จึงเห็นไดวา ความเขาใจจะ
เกิดขึ้นได ก็ตอเม่ือมีรูปมีรูปนามปรากฏอยูตอหนาเรา น้ันก็คือ ขณะท่ีเรากําลังเห็นสิ่งใดส่ิงหนึ่งอยู เรายังมี
ความเขาใจ ครั้นเห็นแลว ความเขาใจจึงเกิดข้ึน หรืออีกนัยหนึ่ง ความเขาใจในนาม ไมรวมอยูในในเวลา
เดียวกัน แตวาต้ังอยูตางเวลาหรือตางขณะกัน โดยยึดหลักฐานดังแสดงมาแลวในสองขอน้ัน พอเห็นไดวา
เนื่องจากวิญญาณและนามรูปต้งั อยคู นละเทศะและกาละ วญิ ญาณและนามรูป จึงตางกันอยใู นตัว เม่ือวิญญาณ
และนามรูปแยกกันอยูคนละฐาน เราไมสามารถจะลางนามรูปไดท ีเดียว เพราะวิญญาณกําลังรับเอานามรูป ซึ่ง
ตางไปจากวิญญาณอยูเสมอ ถารูปกลายเปนสิ่งที่สูญไปส้ิน วิญญาณก็ไมมีทางที่จะรับเอาได เหตุน้ีแหละเรา
จําตอ งถอื วา วญิ ญาณเปน ส่ิงท่ีมอี ยู และทงั้ นามรปู กเ็ ปน สิง่ ทไี่ ดม ีอยู ไมมอี ะไรสูญหายไป
บดั น้ี ยังมปี ญหาอกี ขอ หนึ่ง ซึ่งควรวนิ จิ ฉยั ตอ ไป คอื ดังไดก ลา วมาแลววา นามรูปหรอื โลกหาใชเ ปนสูญไม
แตเปนสัตตะ อน่ึงรูปเรารูกันอยูแลววา บรรดานามรูปหรือโลก ปรากฏในฐานะเปนการณะ*๘ หรือมิฉะนั้น ก็
ในฐานะเปน การิยะ*๙ แตอ นั ทจ่ี รงิ ถา จะสบื สวนกนั แลวจะเห็นไดว า ความจรงิ ที่เราเรยี กกันวา ผล ไมม อี ะไรตาง
ไปจากการณะหรือเหตุ นอกจากในสวนอาการหรือรูปรางน้ันเลย ผาผืนหนึ่ง เกาอีกตัวหนึ่ง ตึกหลังหน่ึง ฯลฯ
สิ่งน้ีเปน ผลเกดิ จากเหตุ คอื เสน ดาย ไม อฐิ เปนตน
อันที่จริงสิ่งเหลานี้ ไมมีสวนใดนอกเหนือจากตัวเหตุ ผาผืนก็เพียงแตการรวมแหงเสนดาย เรายังไม
สามารถจะแยกผาออกจากเสนดาย เกาอ้ีก็คือไมซ่ึงมีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิม ตึกหลังหนึ่งก็เปน
เพียงการรวมของอิฐ ถาแยกตัวจากเหตุเหลาน้ีออกจากผลแลว ตัวผลก็จะดับไปทันที เชน ถาเราเอาเสนดาย
ออกจากผืนผา ผืนผาก็ตองหายตามไปดว ย เม่ือเราแยกอฐิ ออกจากตกึ ตกึ กอ็ ยูไ มไ ดด ุจกัน ตวั อยา งเหลาน้ีทําให
เราเห็นวา สิ่งท่ีเราเรียกกันวาผล ก็คือการรวมตัวของเหตุ หรือการณะข้ึนใหมอีกวาระหน่ึง ไมมีอะไร
นอกเหนือไปจากนี้ หรือจะกลาวอีกนัยหนึ่งก็วา ไมมีตัวผลอยางจริงจังเลย เปนแตนามรูปซ่ึงต้ังอยูเฉพาะใน
ฐานะเปนการณะเทานั้น ผลนั้นก็คือการรวมตัวใหมแหงการณะ เน่ืองจากลัทธินี้ถือเอาผลในฐานะเปนการรวม
ขนึ้ ใหมของการณะ ลัทธิน้ีจึงเรยี กวา “สงั ฆาวาท”
อาศัยสังฆาวาทเปนปทัสสถาน จึงมีวาทะอีก ๒ ประการแทรกเขามา คือ สัทธิพาหฺยารฺถานฺเมยวาท และ
สัทธพิ าหฺยารถฺ ปฺรตยกฺษวาท ซึง่ มคี วามหมายดงั ตอไปนี้
สัทธิพาหฺยารฺถานุเมยวาท แปลวา ลัทธิที่ถือส่ิงท่ีอยูภายนอก ไมมีอยูอยางประจักษแจง แตเรานึก
คาดคะเนเอาเทานั้น คือวาตามแหงสังฆาวาท นามรูปนับวาเปนสิ่งท่ีมีอยู แตปญหามีวา สิ่งท่ีมีอยูนั้นมีอยูอยาง
ประจักษแจงหรือไม ส่ิงใดท่ีเราถือกันวาเปนสิ่งประจักษแจง ก็เพราะเหตุท่ีเราเขาใจด่ังน้ี แตความเขาในนั้น
เกิดข้ึนอยางไร ขณะที่เราเห็น คร้ันเห็นแลวขณะที่สอง ความเขาใจยอมเกิดข้ึน ถาหากวาสิ่งนั้นมีการ
38
เปลี่ยนแปลงอยูเปนนิตย จนถึงเราไมสามารถจะหาความเขาในสิง่ นั้นได เราก็ไมสามารถนกึ ไดว าสง่ิ น้ันคืออะไร
ฉะนั้น การที่เราจะมีความเขาใจในส่ิงใดสิ่งหน่ึงวา สิ่งนั้นประจักษอยู จําเปนที่ส่ิงนั้นจะตองอยูอยางนอยสอง
ขณะ มิฉะนั้นแลว เราไมมีเวลาพอที่จะหาความเขาใจส่ิงน้ันได แตดังไดกลาวมาแลว ตามหลักแหงขณิกวาทก
ลาววา บรรดารูปนามท้ังหลาย ยอมต้ังอยูช่ัวขณะ เม่ือเปนด่ังน้ันจริง เราก็ไมสามารถท่ีจะเขาใจไดวาสิ่งนั้น
ประจักษอยู ถึงกระนั้นเราจะไดย อมปฏเิ สธวา ส่ิงนั้นไมประจักษอ ยูกห็ าไม คือวาตามความจริงนามรูปเปนสง่ิ ที่
ประจักษอยูไมได เพราะต้ังอยูชั่วขณะเทาน้ัน เราจึงไมสามารถท่ีจะเห็นได ตามธรรมดาเราเคยนึกอยูเสมอวา
สิ่งน้ันเปนส่ิงที่ประจักษอยู เชน หนังสือเลมหน่ึง ตามความจริงหนังสือเลมน้ัน กําลังเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ ขณะ
จึงนับวาไมมีเวลาหยุดอยูกับท่ี พอที่จะทําใหเราเขาใจวา หนังสือน้ันเปนสิ่งที่ประจักษอยู ท้ังน้ีเพราะเหตุท่ี
เขาใจวา หนังสอื เลมน้นั ประจักษอ ยู เปนความเขาใจทีเ่ กิดขึ้น ในขณะทเี่ ราเหน็ หนงั สือนนั้ แลว คือในขณะที่สอง
(ขณะท่ีหนึ่งเห็น) แตความจริงในขณะท่ีสอง สภาพของหนังสือเลมนั้นไดเปลี่ยนแปลงไปเสียแลว แตเปล่ียน
สภาพไปอีกหนึ่งจากสภาพเดิม เราจึงไมทันที่จะเขาใจไดวา หนังสือเลมนั้นประจักษอยู การท่ีเราเขาใจเปน
เชนนั้น ก็โดยการคาดคะเนของเรา คือขณะที่หนึ่งเราเห็นหนังสือ ถึงในขณะที่สองหนังสือที่เราเห็นได
เปล่ียนแปลงแลวก็ตาม แตสันดานแหงความจําในหนังสือ ทําใหเราเขาใจวา หนังสือเลมน้ันเปนสิ่งที่เรา
ประจักษ นั่นคือ อาศัยสันดานแหงความจําในนามรูปหรือโลกเปนปทัสถาน เราจึงคาดคะเนวา ส่ิงที่ปรากฏอยู
นั้นเปนสิ่งท่ีประจักษอยูท้ังสิ้น ฉะน้ัน การท่ีโลกหรือนามรูปปรากฏอยูนั้น มิไดปรากฏอยูในฐานะเปนส่ิง
ประจักษอยูท้ังส้ิน ฉะน้ัน การท่ีโลกหรือนามรูปปรากฏอยูน้ัน มิไดปรากฏอยูในฐานะเปนส่ิงประจักษ แต
ปรากฏอยูในฐานะสงิ่ ทถี่ ูกคาดคะเน หรอื ในทางอนมุ าน ฉะน้ี
สัทธิพาหฺยารฺถปฺรตยกฺษวาท คานวา โลกหาไดเปนสิ่งที่เราคาดคะเน หรือส่ิงท่ีปรากฏในทางอนุมานไม
ท้ังนเ้ี พราะเหตทุ ี่ การท่เี ราอาศัยอนุมานเพอื่ คาดคะเนถึงส่ิงอื่นได ก็โดยเนอ่ื งจากตองมีบางสิง่ ปรากฏอยูต อหนา
เรา ซ่ึงเราจะยึดถือเอาเปนเหตไุ ด เชน อาศัยควันเปน เหตุ ซง่ึ เปน ส่ิงท่ปี ระจักษอ ยู แลวเราคาดคะเนไปถึงไฟ ซ่ึง
เปนสิ่งที่ไมประจักษอยู ในทํานองเดียวกัน ถาเราจักคาดคะเนโลก เราจําเปนตองอิงอาศัยรูปอีกบางอยาง ซึ่ง
เปนสิ่งประจักษอยู มิฉะน้ันแลวอนุมานจะเปนไปไมไดโดยแนนอน เพราะขาดตัวเหตุ ซึ่งเปนส่ิงประจักษ แต
ลัทธิฝายพาหฺยารฺถานุเมยวาท ถือวาไมมีส่ิงใดซึ่งจะนับวาเปนของประจักษ จึงไมมีเหตุอันใดที่จะนําเราให
คาดคะเนถึงโลกโดยอนุมานได น้ันก็คือ โลกหรือนามรูป หาใชเปนส่ิงที่เราคาดคะเนเอาไม แตส่ิงที่ปรากฏอยู
ประจักษทีเดียว เน่ืองจากลัทธิน้ีถือเอาวัตถุภายนอกเปนส่ิงประจักษอยู ลัทธินี้จึงมีชื่อวา สัทธิพาหฺ
ยารฺถปฺรตยกษฺ วาท ฉะน้ี
ดังนนั้ เมอื่ รวมใจความบรรดาวาทะสําคญั ๆ ฝา ยพุทธปรชั ญาแลว พอจะวางมติสงั เขปได ดังน้ี
ขณิกวาท คือ บรรดา นาม รูป ปรากฏอยเู ฉพาะชัว่ คราว
ศูนยวาท คอื นาม รูป วิญญาณ และนิพพาน–สูญ
วขิ ญานวาท คือ วิญญาณ–ไมส ูญ นามรูป–สญู หรอื อยา งเดยี วกับวิญญาณ
สงั ฆาตวาท คือ วญิ ญาณ–ไมสูญ นามรปู –ไมส ญู แตปรากฏในฐานะเปน การณะ
พาหฺยารฺถานเุ มยวาท คือ นามรปู เปนสงิ่ ทไ่ี มป ระจกั ษ แตเ ราคาดคะเนเอาโดยอนมุ าน
39
พาหยฺ ารถฺ ปรฺ ตยกษฺ วาท คือ นามรูปเปน ส่งิ ท่ีประจักษอ ยู
๗ . โ พ ธ� สั ต ว – พุ ท ธ ภู มิ – อุ ม ด ค ติ แ ล ะ จุ ด ห ม า ย สู ง สุ ด ข อ ง ม ห า ย า น
หลักสําคัญของพระพุทธศาสนาฝายมหายาน คือ หลักแหงพระโพธิสัตวภูมิซึ่งเปนหลักที่พระพุทธศาสนา
ฝายมหายานแตละนิกายยอมรับนับถือ พระพุทธศาสนาท่ีแผเขาไปในประเทศจีนในสมัยอดีตน้ัน ถึงแมจะมี
นิกายมากมายก็ตาม แตเราพอสรุปรวมยอดได ๔ นกิ าย ๑.นกิ ายสขุ าวดี (เจง โทวจง) ๒.นกิ ายสทั ธรรมปุณฑริก
(ฮวบฮ่ัวจง) ๓.นิกายธฺยานหรือเซน็ (เสยี่ มจง) และ ๔.นิกายอวตํสกะ (ฮวั่ เงยี่ มจง) ทุกๆ นกิ ายยอ มมุงหมายโพธิ
สัตวภูมิ ซึ่งเปนเหตุที่บังเกิดพุทธภูมิบุคคลใดบุคคลหนึ่งท่ีจะบรรลุพุทธภูมิได ก็ตองผานการบําเพ็ญจริยธรรม
แหงพระโพธิสตั วม ากวา เพราะฉะนนั้ จงึ ถือวา โพธสิ ตั วภูมเิ ปน เหตุพุทธภมู เิ ปน ผล หลกั พระโพธิสตั วยานน้นั ถือ
วา จะตอ งโปรดสตั วใ หหลุดพนทกุ ขเ สยี กอน แลวเราคอยหลุดพนทกุ ขทหี ลัง คอื จะตอ งชักพาใหส ตั วโลกอนื่ ๆ ให
พน เสยี กอน สว นตัวเราเปน บุคคลสดุ ทา ยท่จี ะหลดุ พนไป นเี่ ปนหลกั แหงโพธสิ ตั วยาน
อนั ท่จี รงิ หลกั น้อี าจสงเคราะหลงในหลักอริยสัจ ๔ ซ่ึงเปนมูลเหตอุ นุศาสนขี องพระพุทธศาสนา ตามแนว
แหงพระพุทธศาสนาฝายทักษิณนิกาย เราถือวา ทุกข ตอ งกําหนดรู สมุทยั ตอ งละ นโิ รธตอ งทาํ ใหแ จง มรรคตอ ง
เจริญ ฝายโพธิสัตวยานก็เหมือนกัน แตมีขออธิบายเพิ่ม คือ ทุกข นอกจากจะตองกําหนดรูดวยตนเองแลว เรา
จําตองใหสรรพสัตวกําหนดรูทุกขดวย ไมใชเรากําหนดรูทุกขเพียงคนเดียว แลวสมุทัย นิโรธ มรรค ก็มีอรรถธิ
บายเชนเดยี วกัน นีเ้ ปน อรยิ สจั ๔ ของพระโพธสิ ตั วยาน อนั แตกตางจากฝา ยทักษิณนิกาย
โพธิสตั วจรยิ า ขอ ท่ตี อ งบาํ เพ็ญ คอื บารมี ๖ อปั มญั ญา ๔ และมหาปณธิ าน ๔ จะกลา วเร่ืองของบารมี ๖
กอน บารมีนั้น ความจริงมีอยู ๑๐ แตยอลงเปน ๖ มี ทาน ศีล วิริยะ ขันติ สมาธิ และปญญา ความหมายของ
บารมี ๖ ในทรรศนะของพระโพธสิ ัตวน้ัน มีดังน้ี
ศลี กับทาน ซงึ่ มคี ุณ กลา วคือกาํ จดั โลภะดวยในตวั เราเองแลว พระโพธสิ ตั วย งั จะตอ งสอนใหส ตั วท ั้งหลาย
กําจดั โลภะดวย ศลี เปน เร่ืองวิรตั ไิ มใหเ ราทําชวั่ และเราตอ งสอนใหสตั วท้ังหลายวิรัติ ไมใหท ําความช่วั ดว ย พระ
โพธิสัตวจะตองเปนผูนําใหสัตวทั้งหลายเดินตาม ศีลกับทานเปนคุณธรรมสําคัญมาก เมื่อเราปลูกฝงคุณธรรมนี้
ไดแลว จึงสมควรที่จะรองรบั อนศุ าสนีเบื้องสงู ตอ ๆ ไปเปนลําดบั ได
ทานบารมี น้ัน ทานแบงเปน ๓ ชนิด คือ วัตถุทาน อภัยทาน และ ธรรมทาน ทานท้ัง ๓ ชนิดน้ี ใน สมัต
ภัทรปณิธานจริยาวรรค (โผวเฮ้ียงเหงงวงปง) กลาววา ธรรมทานเปนเลิศ เหตุไฉนจึงวาธรรมทานน้ันเปนเลิศ
กวาทานทกุ ชนดิ ทงั้ น้เี พราะวา การใหธรรมนี้ เปนการใหป ญญาแกต นเอง และทําใหผูอนื่ ไดปญ ญาดวย
ศีลบารมี น้ัน มีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และ ศีล ๒๒๗ แตวาทางฝายมหายานพิเศษออกไปอีก ศีลสิกขาบท
๒๕๐ และมีศีลพระโพธสิ ตั วอ กี ๕๘ ขอ แบง เปนครุ ๑๐ และ ลหุ ๔๘ ผใู ดลว งศีลพระโพธิสตั วค รุ ๑๐ ขอ ถอื วา
ปาราชิก สวนลหุ ๔๘ ขอนั้น มีอยูขอหน่ึงถือวา พระโพธิสัตวผูถือศีลน้ัน เมื่อออกจากสถานที่อยู หรือวาเดินไป
ตามถนนหนทาง ถาพบปะสิ่งมีชีวิตจะเปนมนุษยหรือสัตวเดรัจฉานก็ตาม พระโพธิสัตวตองแผเมตตาต้ัง
ปรารถนาใหสัตวนั้นๆ ถึงซึ่งความสุข และบรรลุถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถาพระโพธิสัตวองคใดไมต้งั ความ
ปรารถนาอยา งน้ี ถือวา ผดิ ศีล
40
วิริยะบารมี และ ขันติบารมี โดยเฉพาะขอขันติบารมี หรือความอดทน พระโพธิสัตวตองบําเพ็ญใหเกิดมี
เปนธรรมดาที่ผูปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา มักจะตองผจญกับอุปสรรค ที่อาจจะเกิดจากสิ่งแวดลอมหรือ
เกิดจากิเลสในตัวเราเอง เพราะฉะนั้น ถาผูปฏิบัติขาดขันตธิ รรมแลว ก็ไมอาจกาวหนาบรรลุถึงธรรมเบื้องสงู ได
ขันติมีอธิบายหลายนัย เชน ความอดทนตอความหนาวรอน ความอดทนตอโรคภัย และความอดทนตอกิเลส
พระโพธิสัตวจะตองมีความอดทนบริบูรณท้ัง ๓ ชนิด จึงสามารถผจญตอสูกับอุปสรรคเคร่ืองกีดขวางตอการ
บรรลุธรรมได อนึ่ง ถาพระโพธิสัตวใดขาดวิริยะ กลาวคือ ความเพียร พระโพธิสัตวน้ันก็ไมสามารถจะกาวสู
คุณธรรมเบ้ืองสูงได อันคุณธรรมความดีนั้น เราไมควรจะหยุดยั้งพอใจในชัน้ ใดช้ันหน่ึง เราควรประกอบกิจการ
ใหกาวข้ึนไปสูภมู ธิ รรมขน้ั สงู ยงิ่ ๆ ขึ้น จนในทสี่ ดุ ใหเขาถึงความไมเ กดิ ไมแก ไมเ จบ็ ไมต าย อันเปนขน้ั สูงสุด
ทน่ี มี้ าถงึ เรอ่ื ง สมาธิบารมี และ ปญญาบารมี สมาธบิ ารมเี ปน ขอสาํ คัญอีกขอ หนง่ึ ท่พี ระโพธสิ ัตวจะตองมี
สําหรบั สงบระงับความหว่ันไหวของจิตตอ โลกธรรม ผปู ฏบิ ตั ธิ รรมในพระพุทธศาสนาถา ขาดสมาธแิ ลว กง็ ายตอ
การถูกโลกธรรมชกั จูงใหผันแปรไป เชน พระธรรมกถึกท่ีสามารถในเทศนาจนเปนท่ีไพเราะจับใจของผูฟง ทาน
ยอมไดรับความยกยองนับถือและสรรเสริญ ตลอดจนลาภสักการะจากประชุมชน ถาพระธรรมกถึกรูปนั้นไร
ความเขมแข็งแหงจิตแลว ก็เกิดความยินดีในลาภสักการะน้ัน ลาภสักการะก็กลายเปนอาวุธประทุษรายทาน
ทันที ตรงกันขามกับผูที่ผานอบรมจิตมาพอ ยอมไมหวั่นไหวไปกับลาภสักการะเลย สามารถเอาชนะความใคร
ความอยากท่ีจะมีชื่อเสียงเกรียติยศได และผูน้ันก็มีช่ือวาเปนผูชนะโลกธรรมดวย สวนปญญาบารมีก็คือ การ
สรางความเห็นถกู ใหเกิดมีขึน้ ความเห็นที่ถูกคือสัมมาทิฏฐิอันตรงขามกับมิจฉาทิฏฐิ อันนี้สําคัญมาก ความตรสั
รูรอดพนจากปวงทุกข ตองอาศัยสัมมาทิฏฐิเกิดมีข้ึนได และสัมมาทิฏฐิน้ีเปนแมบทแหงคุณธรรมท้ังหลายดวย
พระโพธสิ ตั วอ งคใดบําเพญ็ บารมีท้ัง ๖ อยา งนสี้ มบรู ณเต็มท่ีแลวเมอ่ื ใด เม่ือนั้นกย็ อ มบรรลแุ กพ ระปรมาภิสัมมา
สมั โพธญิ าณได
นอกจากบารมี ๖ ประการนี้ พระโพธสิ ตั วยังตอ งมีอปั ปมญั ญาภาวนาอกี ๔ คือ เมตตา กรุณา มทุ ติ า และ
อุเบกขา เรียกอีกนัยหน่ึงวา “อัปปมาณหฤทัย” ซ่ึงในพุทธศาสนาฝายเถรวาทก็มีเหมือนกัน มีคําอธิบายวา
เมตตา พระโพธิสัตวตองใหความสขุ แกสรรพสัตว กรุณา พระโพธิสัตวตองปลดเปลื้องความทุกขของสรรพสัตว
มุทิตา พระโพธิสัตวตองยินดีอนุโมทนาเม่ือสัตวท้ังหลายพนทุกขและไดสุข อุเบกขา ตามรูปศัพทภาษาจีน
แปลวา “ละ” คือพระโพธิสัตวตองไมยึดถือในความดี วาตนบําเพ็ญไปใหผูใดผูหนึ่ง และไมยึดถือในการ
ปรารถนาตอบแทนดว ย พระโพธสิ ัตวต องราํ ลกึ เสมอวา คณุ ความดีท่ที า นไดบ ําเพ็ญนนั้ ตอง มีความรสู กึ วา ทาน
มิไดบําเพญ็ ตอ งไมรสู กึ ยดึ ถอื วา ทานบาํ เพญ็ ความดี ตราบใดทมี่ คี วามรูสกึ วา ตวั เราเขาไปแทรกในการทําอยาง
น้ีอยู ตราบน้ันก็ยังไมน ับวาทําถูกตามจุดประสงค ยกตัวอยาง ดวยการใหทาน พระโพธิสัตวตองรูสึกวาไมม ผี ูใ ห
และไมมีวัตถุท่ีจะให ตลอดจนไมมีผูท่ีจะรับทานดวย พระโพธิสัตวองคใดถายังมีความรูสึกเชนนั้นไมได ก็ยังจัด
เขาเปนการทําทานอยางโลกิยะไป ตองทําลายความยึดถือวาเรากําลังทําความดี ทําลายคามยึดถือวา ผูน้ันผูน้ี
กําลงั รับทานจากเราเสียกอน จึงเปน ลกั ษณะของการใหทานอยางพระโพธิสตั วอ ยางแทจ รงิ
นอกจากดังกลาวมาแลว พระโพธิสัตวยังตองมีมหาปณิธานอัก ๔ ประการ จะเห็นไดวามีสวนคลายคลึง
กัน ปณธิ าน ๔ ประการ คือ
41
๑.เราจกั โปรดสรรพสตั วทัง้ หลายใหหมดสน้ิ เราตอ งปลอดเปล้ืองใหพ ันทุกข ขอ น้ีเทียบดว ยอริยสัจ
๔ ในขอทุกขสัจจ ซึ่งมีหนาท่ีตองกําหนดรู คือ เมื่อเรารูวาทุกข เราก็ยอมแจงใหคนอ่ืนๆ วา เราก็มีทุกข
เชนเดียวกนั แตพ ระโพธสิ ตั วตองปรารถนาความพนทกุ ขแ หง สรรพสตั วอ ีกดวย
๒.เราจะทําลายกิเลสทั้งหลายใหหมดสิ้น เราตองละท้ิงทําลายใหหมด และปรารถนาท่ีจะใหสรรพ
สัตวทําลายกิเลสเหลานั้นดวย ขอน้ีเทียบดวยขอสมุทัย คือตัณหาเราจะตอ งละ จะเจริญไมได ขางฝายมหายาน
ถือวานอกตวั เราจะทําลายกเิ ลสของเราเองแลว จกั ตองชวยแนะนาํ ใหสรรพสัตวทําลายกิเลสของเขาดว ย
๓.เราตองศึกษาธรรมทั้งหลายใหเจนจบ เราจักตองเรียนรูและทําความศึกษาปฏิบัติ เทียบดวย
มรรคสัจจซ่ึงตองเจริญใหมีข้ึน เราจะตองกําหนดรูทุกขและสมุทัยได และจะตองยังสรรพสัตวใหศึกษาในพระ
ธรรมดวย
๔.เราจะตองบรรลุพุทธภูมิใหจงได เทียบดวยขอนิโรธสัจจใ หแจงและจะตอ งยังสรรพสัตวใหบ รรลุ
ถึงดวย
เพราะฉะน้ัน ตามปณิธานทั้ง ๔ นี้ เมื่อเทียบกับหลักอริยสัจจแลว จะเห็นวา ฝายมหายานตองการ
ปลดเปลอ้ื งสรรพสตั วใ หพ น ทุกข
๘ . ค ว า ม เ ข า ใ น ใ น พุ ท ธ ภ า ว ะ
ในขอนี้ จะอธิบายถึงความหมายและความเปนพุทธภาวะตอไป โดยยดึ หลกั ตามแนวของทานเวย หลา ง (ฮุ
ยเลง ) ซึง่ ทานไดอรรถาธิบายไวใ นเรอื่ ง “มหาปรัชญาปารมิตราสตู ร” ทัง้ นเ้ี พราะเห็นชดั เจนแจมแจง และให
ความเขา ใจไดดที ีส่ ดุ
ก็ปญญาท่ีทําสัตวใหบรรลุถึงการตรัสรู มีอยูในตัวเราทุกๆ คน แตเปนเพราะมีอวิชชาความมืดบอดท่ี
ครอบงําใจของเราไว เราจึงมองไมเห็นมันดวยตนเอง จนเราตองเสาะแสวงคําแนะนําตักเตือนจากผูอ่ืน ท่ีเขา
เหน็ แจง แลวกอนหนาท่ีเราจะรูจ ักจติ เดิมแทข องเราเอง เราควรจะทราบไววา ถาธรรมชาตแิ หง การเปนพุทธ ยัง
ถูกหอหุมเกี่ยวพันอยูเพียงใดแลว ก็ไมมีความแตกตางระหวางผูเห็นแจงกับผูท่ีมืดบอด ขอแตกตางกันน้ันอยูที่
คนหนึ่งตรัสรูแจม แจง เพราะพุทธภาวะอันเกย่ี วกับผูนัน้ ถูกเพิกถอนจากเคร่ืองหอหุมไดหมดจดแลว สวนอีกคน
หนึ่งยังมืดมิดอยู แมแตบรรดาพวกท่ีรอ งคําวา “ปรชั ญา” อยตู ลอดทงั้ วนั กด็ ูเหมอื นวา เขาเหลาน้นั ไมทราบเลย
วา ปรัชญานั้นมีอยูในธรรมชาตเิ ดมิ ของเขาเองแลว ก็การที่เพียงแตพดู ถงึ อาหาร อยางไมอาจบําบัดความหวิ ได
ฉันใด ในกรณีของบุคคลผูเอยถึงปรัชญาแตป าก ก็ไมอาจขจัดความมดื บอดไดฉนั นั้น เราอาจพูดถึงเร่ืองศนู ยตา
เปนเวลาแสนกัลปก็ได แตวาลําพังการพูดอยางเดียว ไมสามารถทําใหเราเห็นแจงในจติ เดิมแทได และในทีส่ ดุ ก็
ไมไ ดอ ะไรตามทีต่ นประสงค
ความหมายของมหาปรชั ญาปารมิตา
คําวา “มหาปรัชญาการมิตา” มีความหมายวา “ปญญาอันใหญหลวง เพ่ือใหบรรลุถึงฝงโนน*๑๐” ส่ิงที่
เราตองทํานั้น คือตองปฏิบัติดวยใจของเรา จะทองบนหรือน้ันไมใชขอสําคัญ การทองบนเฉยๆ โดยปราศจาก
การปฏิบัติดวยใจนั้น จะไดผลเหมือนกับเราไปเลนกับอสุรกาย หรือเหมือนกับการพรางตาของพวกเลนกลดวย
เวทมนต เหมือนกับสายฟาแลบ เหมือนกับหยาดนํ้าคางตามใบหญา แตอีกทางหน่ึง ถาเราทําท้ังสองอยาง คือ
42
ทองบนและปฏิบัติดว ยใจ แลวใจของเราก็จะประเสริฐสมคลอยกับสิ่งท่ีปากของเรากําลังทอง ธรรมชาติแทข อง
เราน้ัน คอื ธรรมชาติแหงความเปนพุทธะ และนอกไปจากธรรมชาติอนั นีแ้ ลว หามพี ทุ ธะไหนอกี ไมเ ลย
คําวา “มหา” หมายวามวา “ใหญหลวง” ขนาดของใจนั้นใหญหลวงเหมือนกันกับของอวกาศ เปนสิ่งที่
บัญญัติไมได คือไมใชของกลม ไมใชเปนเหลี่ยม ไมใชของกลมหรอื เล็ก ไมใชเขียวหรือเหลือง ไมใชแดงหรือขาว
ไมใชของมีบนมีลาง ไมใชของส้ันหรือยาว ไมใชความชังหรือรัก ไมใชความถูกหรือความผิด ไมใชของดีของช่ัว
ไมใชอันแรกหรืออันสุดทาย พุทธเกษตร*๑๑ ทุกๆ เกษตรน้ันวางเหมือนกันกับอวกาศ อยางท่ีจะเปนอยางอ่ืน
ไปไมไดเลย แมธรรมชาติ*๑๒ อันประเสริฐของเรา ก็วางเชนเดียวกัน และไมใชเปนภูมธิ รรมอันเดียว เรอ่ื งเดียว
น้ีเทาน้ันที่เราบรรลุถึงดวยการตรัสรู เพราะวาธรรมชาติอันนั้น เปนของส่ิงเดียวกับจิตเดิมแท ซึ่งเปนภาวะแหง
“ความวา งเด็ดขาด*๑๓”
เมื่อกลาวถึงความวาง อยาเขาใจดิ่งไปจับลัทธิที่วา ขาดสูญ ไมมีอะไร ข้ึนมาวาเปนอันเดียวกัน*๑๔ เปน
ส่ิงสําคัญอยางที่สุด ท่ีตองไมตกดิ่งลงไปในมจิ ฉาทิฏฐิอนั นี้ เพราะวามีคนเราน้ันอยูอยางเงยี บๆ ทําใหของเราให
วางๆ เรากจ็ ะยง้ั อยใู นภาวะแหง “ความวา งเพราะวางเฉย” ไมเหมอื นกัน ความวางอนั ไรขอบเขตจํากัดของสกล
จักรวาล เปนสิ่งท่ีมีความจุมากพอที่จะรวมเอาสิ่งตางๆ ต้ังแสนๆ สิ่ง ซ่ึงมีรูปและสัณฐานแปลกๆ กันเขาไวใน
ตัวเองได ส่ิงเหลานั้น เชน ดวงอาทิตย ดวงจันทร ภูเขา แมน้ํา แผนดิน น้ําพุ ลําธาร พุมไม ปาไม คนดี คนช่ัว
ธรรมะฝา ยดี ธรรมะฝายชั่ว เมอื งสวรรค เมืองนรก มหาสมุทร ภเู ขาทงั้ หลายในเทือกเขามหาสุเมร*ุ ๑๕ อวกาศ
น้นั ซมึ เขาไปอยทู ั่วไปในสงิ่ ตางๆ ท่ีกลา วนามมาแลวทัง้ หมดน้ี และ “ความวาง” แหง ธรรมชาตแิ ทข องเรา กเ็ ขา
ไปมีอยูในสิ่งตา งๆ อยางเดยี วกัน เรากลาววา จติ เดมิ แท วาเปน ของใหญหลวง กเ็ พราะวามันรวมสิ่งตางๆ เขาไว
หมด โดยทสี่ ง่ิ ทุกส่ิงนั้นมอี ยใู นตัวธรรมชาติของเรา เม่อื เราพบเหน็ ความดี หรอื ความชั่วก็ตาม ของบคุ คลอ่ืน เรา
ก็ไมถ กู มันดึงดดู ใหชอบใจ หรอื ไมถ กู มนั ผลักดนั ใหชัง หรือเราไมเ กาะเก่ียวกับมัน เมอ่ื นั้นลกั ษณะแหงจิตใจของ
เราเปนของวางเทากันกับอากาศ ดวยเหตุนี้ จึงกลาววา ใจของเราใหญหลวง*๑๖ เพราะฉะน้ันเรา จึงเรียกวา
“มหา”
ใจนั้นมขี นาดแหง ความจุอนั ใหญห ลวง โดยเหตทุ ่ใี จนนั้ สิงซึม*๑๗ ตลอดสกลธรรมธาตุ เมอ่ื เรานํามันมาใช
เราก็สามารถทราบอะไรก็ได หลายส่ิงจากบรรดาส่งิ ที่มอี ยูท้ังหมด แตเ ม่ือใดเราใชม ันโดยเต็มขนาดของมนั เม่ือ
น้ันเราก็ทราบไดสารพัดส่ิงไมม ีอะไรเหลอื รูทกุ ๆ สงิ่ ภายในหน่ึงสงิ่ และหน่ึงส่ิงภายในทุกๆ ส่งิ เม่ือใดใจของเรา
ทําหนาทีข่ องมันโดยไมติดขดั และเปน อิสระ ทจี่ ะ “ไป” หรือ “มา” เมื่อน้ันช่อื วา มันอยใู นภาวะแหง “ปรัชญา”
ปรัชญาทั้งส้นิ ยอ มมาจากจิตเดิมแท และมิไดมาจากวิธภี ายนอกเลย ขอนเี้ รียกวา “การใชป ระโยชนใ นตัว
มันเองของส่ิงที่เปนตัวธรรมชาติเดิมแท” ตถตา*๑๘ ปรากฏขึ้นครั้งเดียวเทานั้น แกผูนั้น แลวเขาก็เปนอิสระ
จากโมหะ ไปชว่ั นริ ันดร
อน่ึง เพราะเหตุที่ใจนั้นมีรัศมีกวางขวางใหญหลวง เราจึงไมควรใชมันทํางานกะจิริด ไรเดียงสา เชน การ
นั่งเงียบๆ ทําใจวางๆ เฉยๆ อยาพูดกันถึง “ความวาง” เปนวันๆ โดยไมทําใหจิตพบกันกับความวางนั้น คนท่ี
เปนเชนนี้*๑๙ ควรถูกเปรียบกับที่ประกาศต้ังตัวเปนกษัตริยดวยปากของเขา แตจริงเขาก็เปนราษฎรธรรมดา
โดยวิธที างปฏบิ ัติเชนนี้ จะไมไดบ รรลถุ ึงปรัชญาเลย
43
ความวา “ปรัชญา” หมายความวา “ปญญาความรอบรูแจงชัด” คือเม่ือใดเราสามารถรักษาจิตของเรา
ไมใ หถ ูกพัวพนั ดว ยความทะเยอทะยานอันโงเ ขลาไดทกุ กาลเทศะ ทําอะไรดว ยความฉลาดไปทุกโอกาส
เมื่อน้ันเชื่อวาเรากําลังประพฤติอบรมปรัชญาอยูทีเดียว ความรูสึกที่เขลาขอเดียวเทานั้น ก็สามารถผลัก
ปรัชญาใหหายวับไป แตความคิดท่ีปรีชาฉลาดเปนส่ิงท่ีอาจดึงเอาปรัชญากลับมาไดอีก บุคคลพวกท่ีตกอยูใต
อํานาจอวิชชาหรือโมหะ ยอมมองไมเห็นปรัชญา เขาพูดถึงปรัชญาดวยลิ้น*๒๐ สวนในใจของเขานั้นยังคงงม
งายอยกู บั สิง่ เดมิ เขาพูดเสมอไปวา เขาประพฤตปิ รัชญา เขาพูดถงึ “ความขาดสูญ”*๒๑ ไมห ยุดปาก แตเขาไม
ทราบถึง “ความวางเด็ดขาด”*๒๒ เลย “หฤทัยแหงความรอบรูชัดแจง” นั้นแหละ คือตัวปรัชญา อันเปนสิ่งท่ี
ไมมีรูปราง ไมมที าทาง เคร่อื งใชส ังเกตเสียเลย ถา เราตีความหมายถึงคําวาปรัชญากันในทํานองน้ี เมื่อน้นั ชื่อวา
พูดกนั ถึงความรอบรชู ัดของปรชั ญาตัวจรงิ อยา งถกู แท
คําวา “ปารมิตา” หมายความวา “สูฝงขางโนน” โดยกิริยาจริงหมายถึง “พนจากการเกิดและการดับ”
โดยอุปาทานการยึดถือในขันธทั้งหลาย อันเปนวัตถุที่ต้ังของความรูสึกทางวิญญาณ เม่ือน้ัน ยอมมีความเกิด
ความดับผลุบโผลเหมือนทะเลที่มีคลื่น ภาวะเชนนี้เรียกโดยอุปมาวา “ฝงขางนี้” แตเม่ือใด ตัดอุปาทานเสียได
เด็ดขาด และบรรลถุ ึงภาวะทพี่ น จากการเกิดและการตาย สงบเหมอื นนํ้าไหลน่งิ น้ันแหละเรยี กวา “ฝง โนน ”
การพนจากการเกิดและการดับ น้ีแหละ ทําใหปรัชญาน้ีไดนามวา “ปารมิตา” คนเปนอันมาก ซ่ึงอยู
ภายใตโมหะ พากันทองบน “มหาปรัชญาปารมิตา” ดวยล้ินเทานั้น และเมื่อเขากําลังทองบนอยูน ้ัน ความคิดที่
งมงายและเปนอกุศลกลับเกิดขึ้นแกเขา แตถาเขาจะไดปฏิบัติดวยใจ โดยไมหยุดหยอนดังกลาวจริงๆ เขายอม
ประจักษเห็นชัดซ่ึง “ตัวจริง” ของมหาปรัชญาปารมิตา การรูธรรมอันน้ี ก็คือการรูธรรมชาติของปรัชญา การ
ปฏิบัติธรรมะอันนี้ ก็คือการปฏิบัติปรัชญา ผูท่ีไมประพฤติธรรมะอันน้ีคือปุถุชน บุคคลที่ต้ังจิตจอเพื่อปฏิบัติ
ธรรมอันนี้ แมเ พียงชวั่ ขณะหนง่ึ เขาเปน ผูเ ทยี บเทา กับพทุ ธะ
คนสามัญน้ีเอง คือ พระพุทธเจา และกิเลส คือ โพธิ*๒๓ ความคิดที่โงเขลาท่ีผานเขาออกทางจิตนั้น ทํา
คนใหเปนคนธรรมดาสามัญ แตความคิดท่ีหายโงประกอบดวยความแจมแจงท่ีตามมาทีหลัง ทําใหเปน
พระพทุ ธเจา ความคดิ ที่ผา นเขาออก ทาํ ใหติดในอารมณน้นั คอื กิเลส แตค วามคิดที่มาเปล้ืองจติ เสียจากความติด
แนน อันเปนความคิดซึง่ เกิดทีหลงั น้นั คือ โพธิ
มหาปรัชญาปารมิตา*๒๔ นั้นเปนของสูงสุด ใหญยิ่งและเดนดวง มันไมหยุด ไมไป และไมมา โดยอํานาจ
ของปญ ญาอนั ช่ือวา มหาปรชั ญาปารมิตา นีเ้ อง ทพ่ี ระพุทธเจา ท้ังในปจจุบัน ในอดีต และในอนาคต ไดบรรลุถงึ
ความเปนพระพุทธเจา เราควรใชปญญาอันสูงสุดดวงน้ี เพื่อทําลาย*๒๕ ขันธท้ัง ๕ เสีย เพราะเหตุวาการทํา
เชนน้ี ยอมชว ยใหก ารไดบ รรลถุ งึ พทุ ธภูมเิ ปนสงิ่ แนนอน แลวอกุศลมูลท้ัง ๓*๒๖ กลายเปนศลี สมาธิ ปญ ญา ไป
เอง
ปญ ญาดวงเดียวนน้ั จะสรางความรอบรูขนึ้ ถงึ แปดหมน่ื ส่ีพนั วถิ ี คือเทากับจํานวนของกเิ ลสที่เราตองผจญ
แตวาเม่ือผูใดพนจากอํานาจของกิเลส ปญญายอมแสดงปรากฏตัวใหเห็นเอง ที่ตัวจิตเดิมแท ไมแยกจากกันได
ผูใดเขาใจหลักธรรมปฏิบัติอันนี้ ผูนั้นจะมีจิตปราศจากความคิดอันทอแท เฉื่อยชา การเปนอิสระจากการหลง
รักเพราะความคิดหมกมุน สยบจากการยึดติดในอารมณอันเราจิตใหทะเยอทะยาน และจากส่ิงอันเปนของ
44