The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

X13-20-สมันตภัทรจริยาปณิธานวรรค 2561-12-19 Print

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Vorawat Suthon, 2021-10-08 01:37:37

X13-20-สมันตภัทรจริยาปณิธานวรรค 2561-12-19 Print

X13-20-สมันตภัทรจริยาปณิธานวรรค 2561-12-19 Print

大方廣佛華嚴經

ส มั น ต ภั ท ร จ ร� ย า ป ณ� ธ า น ว ร ร ค

普賢行願品

ป ร ะ ว� ติ ข อ ง พ ร ะ ส มั น ต ภั ท ร โ พ ธ� สั ต ว
普賢菩薩

ส รŒ าง ถวา ย โดย

คุณพอ แตแต แซอ ว ง 黄俤俤 Huang Di Di + คุณแม ฉิวเอี้ยง แซเอยี ะ 葉秋燕 Ye Qiu Yan
คุณปู อวงเตก็ อ่ี 黄德挹 Huang De Yi + คุณยา ผางอาโหมย 彭亜妹 Peng A Mei

คุณตา เอียะฮิ่งลื่อ 葉興吕 Ye Xing Lv + คุณยาย เต้ืองเจียหลาง 張芝蘭 Zhang Zhi Lan

น า ย ว ร ว ร ร ธ น ช�่ น โ ช ค สั น ต

พรอมท้งั ลกู หลานเหลน

คาํ อุ ทิ ศส‹วน บุ ญกุศ ล

ขอนอ มบญุ กศุ ลครง้ั นี้ถวายพระสยามเทวาธิราช
พระมหากษตั ริยไ ทยทุกๆพระองค
ขอนอ มถวายกุศลผลบญุ น้ี

เปน พทุ ธบชู าแดพระพทุ ธเจาทกุ ๆพระองค
พรอมทง้ั พระปจเจกพุทธเจาทกุ ๆพระองค
ถวายเปนธรรมบูชา แดค ําสอน ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขนั ธ
ถวายเปน สังฆบูชา แดพ ระอริยเจา ท้ังหลาย
พรอ มท้ังบดิ ามารดา ครบู าอาจารย พรหมและเทวดา
เจา กรรมนายเวร สมั ภเวสี ทงั้ หลายท้งั ปวง
ขอทา นท้งั หลายโปรดอนโุ มทนาและอโหสกิ รรม
และขอใหข า พเจาทงั้ หลายไดเขา ถงึ ซง่ึ พระนพิ พานดวยเทอญ



ป ร ะ วั ติ ข อ ง พ ร ะ ส มั น ต ภั ท ร โ พ ธ� สั ต ว

普賢菩薩

大方廣佛華嚴經

ส มั น ต ภั ท ร จ ร� ย า ป ณิ ธ า น ว ร ร ค

普賢行願品

พระปรัชญามหาเถระ ตรีปฎกธราจารย
แปลจากสนั สกฤตพากยส ูจีนพากย
พระวศิ วภทั ร เซี่ยเกี๊ยก
แปลจากจีนพากยสูไทยพากย

Samantabhadra

ส า ร� ต ถ ธ ร ร ม ม ห า ย า น

๑.อรรถวา “มหายาน” ๒.ตรยี าน

๓.เอกยาน ๔.ตรกี าย

๕.วสิ ุทธภิ ูมิ ๖.พุทธปรชั ญามหายาน

๗.โพธสิ ตั ว–พทุ ธภูมิ–อุมดคตแิ ละจดุ หมายสงู สดุ ของมหายาน

๘.ความเขา ในในพทุ ธภาวะ

๙.ขอเปรียบเทยี บบางประการ ระหวาง เถรวาท–มหายาน

๑๐.ความแตกตางระหวา ง เถรวาท กบั มหายาน

เชงิ อรรถ



ป ร ะ ว� ติ ข อ ง พ ร ะ ส มั น ต ภั ท ร โ พ ธ� สั ต ว

普賢菩薩

ช่�อของพระสมันตภทั รโพธส� ัตว
พระสมันตภทั รโพธิสตั ว (สันสกฤต: æ∂ ˚ ≠µ Ť Samantabhadra; ทเิ บต: �ན་�་བཟང་པོ། Kun-tu bzang-
po; มองโกเลีย: Qamugha Sain, อักษรจีน: 普賢菩薩 Pŭxián púsà; ญี่ปุน: ふげん Fugen; เวียดนาม:
Phổ Hiền Bồ Tát) เปนพระโพธสิ ตั วในกลุมตถาคตโคตรของพระไวโรจนพุทธะ ช่อื ของพระองคทา นแปลวา ดี
รุงเรือง หรือเปนมงคล ทานมักปรากฏในพุทธมณฑลในฐานะตวั แทนของพระไวโรจนพุทธะ จึงเปนตัวแทนของ
ความกรุณาและสมาธทิ ่ดี ่งิ ลกึ
รปู ลักษณข องพระสมนั ตภัทรโพธส� ตั ว
ในงานทางพุทธศิลป ทานมักจะปรากฏตัวคูกับพระมัญชุศรีโพธิสัตว ในญี่ปุน ทานนั่งบนชางสวมเคร่ือง
ทรงแบบเจาชาย มือซา ยถือจินดามณี มือขวาอยูใ นทาคิด ในทิเบต ภาพวาดของทา นมกี ายเปนสีนาํ้ เงินเขมหรือ
สีเหลือง นั่งขัดสมาธิเพชร มือประสานกันบนตัก ถาอยูในทายืน มือขวาถือดอกบัวท้ังกานพรอมจินดามณี มือ
ซายถือวชั ระ ในจนี ทา นมชี ื่อจนี วา โผวเฮ้ียง เปนรปู ชายหนุมแตง กายอยางชาวจีนโบราณ นั่งบนชา งเผือก
ปณธิ านของพระสมนั ตภัทร
พระสมันตภทั รโพธิสตั วไ ดต ั้งปณธิ านไว 10 ประการ ปรากฏอยใู นคณั ฑวยูหสูตร ซึ่งเปนเหตใุ หทา นไดรับ
การยกยองในฐานะพระโพธสิ ัตวท ่มี ีจรยิ าวัตรงดงามปณิธาน 10 ประการ ไดแก

1.เคารพพระพทุ ธเจาทกุ พระองค
2.ยกยองพระพทุ ธเจา ทุกพระองค
3.สกั การบูชาพระพทุ ธเจาทกุ พระองค
4.สารภาพความผดิ ที่ทาํ มาในอดีตท้ังหมด
5.ต้ังมทุ ติ าจติ อนโุ มทนาในความดแี ละความเจรญิ ของผูอนื่
6.วิงวอนใหพ ระพทุ ธเจาสง่ั สอนธรรม
7.วิงวอนใหพ ระพทุ ธเจา สถติ อยใู นโลก
8.ปฏบิ ัติตามหลักธรรมสมาํ่ เสมอ
9.ชว ยเหลอื สรรพสตั วเปนนิจ
10.อุทิศความดีท่ีตนทําไวเพือ่ ความรูแ จง และเพ่อื บุคคลอน่ื
คาถาพระสมนั ตรภทั ร นํามอ ผ‹เู ซย่� น ผซ‹ู า
งอไบเปนภูเขาที่ไดรับการเลาขานวา เปนภูเขาท่ีสวยที่สุดในแผนดินต้ังอยูในทิศตะวันตกเฉียงใตของ
ตําบลเออเหมย ในมณฑลเสฉวน ประเทศจีน ดวยลักษณะของภูท่ีเหมือนวงคิ้วมียอดสูงที่สุดถึง 3,099 เมตร
จากระดับนํ้าทะเล ท้ังยังไดรับฉายาวาเปนภูเขาแหงตนไมและสัตวปา ดวยตนไมกวา 3,000 ชนิด และสัตวปา
อีกมากกวา 300 ชนิด ภูเขาน้เี ปน สถานท่ีศักดิ์สิทธิ์ของท้ังพุทธศาสนา และของทางศาสนาเตา ในประเทศจีน

1

เออเหมยแปลวาค้ิวโกง เพราะทิวเขามีลักษณะเหมือนคิ้ว นักพรตในลัทธิเตาเริ่มเขามาสรางศาลเจาใน
เทือกเขาแหงนี้ในศตวรรษที่ 2 หลังจากนั้นศาสนาก็เริ่มเฟองฟูมาจนถึงศตวรรษที่ 6 เออเหมยซานจึงกลายมา
เปน 1 ใน 4 ภูเขาศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา (เออเหมยซาน, อูไถซาน, จิ่วหัวซาน, ผูโถซาน) นําทานเปล่ียนรถ
ทองถ่ินขึ้นภูเขาแลวนั่งกระเชาลอยฟาข้ึนสูจุดชมวิวบนยอดจินต่ิง ที่มีความสูงจากระดับนํ้าทะเล 3,077 เมตร
ทา นจะไดเหน็ ทวิ ทศั นอันสลบั ซับซอ นไปดวยขุนเขาเหนือชัน้ เมฆทส่ี วยงามดุจด่งั สวรรค

นําทานนมัสการส่ิงศักดิ์สิทธิ์บนเขาที่ฝูเสียนเปนพระโพธิสัตวทรงชาง ไหวเพ่ือขอใหมีลาภยศ สรรเสริญ
คนรับราชการนิยมไปสักการะบูชาวัดเปากั๋วซื่อ (วัดสนองคุณชาติ) ซึ่งเปนวัดที่ใหญและสวยงามท่ีสุดของงอไบ
มีเดิมชื่อวา ฮุยจงถัง สรางข้ึนในสมัย หมิงเพ่ือบูชาพระโพธิสัตวผูเสียนโพธิสัตวแหงปญญาผูสถิตย ณ เขางอไบ
ผสมผสาน ความเชอ่ื ของ 3 ศาสนา คอื พทุ ธ เตา และลทั ธขิ งจื๊อ ตงั้ อยูบรเิ วณดานลางของท่รี าบฟง หวง สงู จาก
ระดับน้ําทะเล 533 เมตร ตอมารัชสมัยคังซีฮองเต แหงราชวงศชิงได เปล่ียนช่ือเปนวัดเปากั๋วมาจนปจจุบัน
ภายในมโี บราณสถานสาํ คญั คอื ซานเหมิน (ประตูเขา) ตําหนกั หมีเลอ วิหารหลกั และหอพระคัมภรี  ตอมาในป
1983 ถูกจัดเปนอีกหน่ึงในจํานวนวัดที่สําคัญที่สุดในจีน วัดเปากั๋วไดรับการบูรณะใหมโดยพระชาวไตหวันแหง
เมืองเกาสูง ซึ่งไดบริจาคเงินถึง 100,000 อเมริกันดอลลาร ซึ่งเปนวัดและพิพิธภัณฑเก็บของเกาที่มีคาทั้ง
รูปภาพ องคพระ และในพิพิธภัณฑมีงวงชาง ของสําริดคลายหนาคน เหมือนเทพเจาซึ่งใสหนากากทําจากทอง
สาํ รดิ ใหญท ส่ี ุด มคี วามยาวถึง 1.38 เมตร

บนยอดเขามีพระสมันตภัทรทรงชาง พระพักตร 10 ทิศ สูง 48 เมตร ตําหนักทอง ตําหนักเงิน ตําหนัก
สําริด และตําหนักเหล็ก ซ่ึงประหน่ึงวาไดจําลอง 4 พุทธคีรี อันไดแก ผูโถซาน จิ่วหัวซาน อูไถซาน
และเออเหมยซาน มาไวท่ียอดจินติ่ง จุดสูงสุดของยอดเขางอไบ อันเปนที่ตั้งของวิหารทองหรือจินต่ิง สถานที่
ประดิษฐานประติมากรรมรูปพระโพธิสัตว สมันตรภัทรหน่ึงในส่ีของพระโพธิสัตวที่พุทธศาสนิกชนชาวจีนให
ความเคารพนับถือมากท่ีสุด สวนอีก 3 องคไดแก พระโพธิสัตวอวโลกิเตศวรหรือเจาแมกวนอิม พระโพธิสัตว
กษิติครรภ และ พระโพธิสัตวมัญชูศรี ณ ท่ีนี้ ทานจะไดเห็นวิวทิวทัศนอันสลับซับซอนไปดวยขุนเขาเหนือชั้น
เมฆทส่ี วยงามดุจดงั่ สวรรค

วัดหม่ืนปนี้เปนวัดท่ีเกิดจากความประสงคของฮองเตแหงราชวงศถัง ที่อยากแสดงความกตัญูใหพระ
มารดา จึงสรางวัดนี้ใหเปนของขวัญ โดยต้ังชื่อเปนมงคลใหมารดามีอายุหมื่นปเชนเดียวกัน สําหรับวัดหม่ืนปนี้
มีพระอยูเพียง 20 รูป แตส่ิงท่ีสําคัญก็คือมีการเปดใหผูศรัทธาในพระพุทธศาสนาสามารถมาทําสมาธิไหวพระ-
สวดมนต ท้ังน้ีจุดเดนของวันหมื่นปก็อยูท่ี เจดียที่ภายในบรรจุพระสมันตรภัทโพธิสัตวทรงชางเผือกขนาด
มโหฬารเอาไว โดยตัวการกอสรางก็มีรูปรางไมเหมือนวัดอื่นๆ ในจีน เน่ืองจากฐานเปนทรงเหลี่ยม ขณะท่ีตัว
ยอดเปนทรงกลมเหมือนกับไดรับอิทธิพลมาจากแถบอินเดีย สวนชางเผือกนั้นก็สรางดวยทองสัมฤทธิ์ สูง 12
เมตร หนัก 62 ตัน ท้ังน้ีมีความเช่ือตกทอดกันมาวา เพื่อความเปนสิริมงคล ผูใดหากไปสักการะจะตองเอามือ
แตะท่ีขาชาง จากน้ันก็นํามาแตะหนาผากและหัวใจ โดยมีขอแมวาผูหญิงจะตองใชมือขวาแตะที่ขาขางขวา
ผชู ายจะตองใชม ือซา ยแตะท่ขี าขา งซาย

2

เขางอไบ ภูมิอากาศชว งตรษุ จนี นี้จะมอี ากาศหนาวมาก คือ มีหมิ ะตก มีการเลน สกเี ปนกจิ กรรมทน่ี าสนใจ
แตหากไมชอบหนาว แนะนําวา ทเ่ี ขางอไบต องไปชวงเดือนกนั ยายนถงึ ตุลาคม อากาศจะไมห นาวมากเกินไปนัก

พระโพธิสัตวผูเสียน, ผูเซ่ียนผูซา, โผวเฮี้ยงผอสัก เปนตน พระสมันตภัทรโพธิสัตวทรงประทับอยูบนหลัง
ชาง เปนสัญลักษณแหงความยิ่งใหญ เปรียบดังเชนพระโพธิสัตวตองรับภาระอันหนักอึ้ง ที่จะนําเวไนยสัตวให
พนจากทุกข บรรดาสรรพสัตวทั้งหลายเปรียบดังชาง ท่ีเปนไปดวยแรงของกิเลสตัณหา พระโพธิสัตวดังควาญ
ชา ง ซง่ึ มหี นาทีฝ่ ก ปรอื ใหชา งนนั้ เชือ่ ง มคี วามออ นโยน และควาญชา งนั้นสามารถนาํ ชางไปสจู ุดหมายปลายทาง
ได

พระสมันตภัทรโพธิสัตว บางก็เรียกทานวา พระโพธิสัตวแหงมนตรา เปนพระโพธิสัตวที่ถือกําเนิดจาก
พระไวโรจนพุทธเจา ในนิกายตันตระบางนิกาย ถือเปนพระพุทธเจาพระองคหน่ึง เพราะทรงประทานความ
รุงเรือง และความสงบสุขใหแกชาวโลก วันประสูติของพระสมันตภัทรโพธิสัตว คือ วันที่ 21 เดือน 2 ตาม
จันทรคติแบบจีน

พระสมนั ตภัทรโพธ�สัตว พระโพธ�สตั วแ ห‹งมนตรา

พระสมันตภัทรโพธิสัตว ทรงไดช่ือวาเปนพระโพธิสัตวผูทรงเปนเลิศในทางจริยาและมหาปณิธาน ดวย
ทรงมุงมั่นอยางแนวแนท่ีจะโปรดสัตวใหพนทุกข ซ่ึงถือเปนภาระอันหนักหนวง ภาพพระปฏิมาของพระองคจงึ
ทรงคชสารเปนชางเผือก 6 งา (คัมภีรมหายานเรียกวา ชางฉัททันต) เพราะถือวาชางเปนสัตวท่ีทรหดอดทน
เปนการอุปมาอุปไมยถงึ การโปรดสัตวใหพ นทุกขไดท ั้งหมด วาเปนงานที่ยากแสนเขญ็ ตองใชความอดทนอยา ง
ใหญห ลวง โดยเฉพาะอยา งย่งิ การเอาชนะกเิ ลส และตณั หาของสตั วโลกทั้งหลายท้งั ปวง

ทศมหาปณิธานของพระสมันตภัทรโพธส� ัตว 普賢十大願王

ปาฐกถาโดย พระวศิ วภัทร เซีย่ เกยี๊ ก (釋聖傑) ณ สมาคมพุทธบรษิ ัทไทย-จีนประชา (中華佛學研究社)
วันที่ 27 กันยายน 2552

พระสูตรของฝายมหายานนนั้ มีอวตังสกะสูตรเปนเอก เมื่อพระศากยมุนีพทุ ธเจาทรงตรัสรแู ลว ขณะทรง
ประทับน่ังเสวยวิมุตติสุข บรรดาโพธิสัตวท้ังหลายก็ไดมาสรรเสริญธรรมธาตุกายภาวะของพระองค อวตังสกะ
สูตรนจ้ี ึงถอื เปนสตู รแรกและสตู รใหญของมหายาน

ชื่อพระสูตรน้ีในภาษาจีนคือ 大方廣佛華嚴經 คําวา 大 หมายถึง ธรรมธาตุกาย คือ พระไวโรจนพุทธ
เจา, คําวา 方 หมายถึง สัมโภคกาย คือ พระโลจนพุทธเจา, และ 廣 หมายถึง นิรมาณกาย คือ พระศากยมุนี
พุทธเจา ดังนั้น พระสูตรน้ีจึงรวบรวมไวซ่ึงตรีกาย (大,方,廣) ของพระพุทธเจาทุกพระองค ตรีกายน้ีคือผล
แหงความเปนพุทธะ เม่ือผลไมไกลจากเหตุและเหตุคือการปฏิบัติจริยาท้ังปวงที่นําไปสูผลคือพุทธภูมิไดเชนกัน
จึงเรียกวา 華 หมายถึงดอกไมท่ีรอยกันเปนพวง คือ ความที่เหตุและผลเปนปจจัยเกี่ยวเนื่องกัน และเพราะคุณ
แหงตรีกายและความสืบเน่ืองของเหตุปจจัยไมมีประมาณ มีความยิ่งใหญไพศาลจึงเรียก 嚴 หมายถึงความ
อลังการ สตู รน้ีจงึ มีอีกช่อื หน่งึ วา 華嚴 หรือ อวตังสกะ หรอื ดอกไมท ีเ่ รยี งรอยกันเปน พวงอยา งอลังการ

อวตงั สกะมงุ เนนบําเพ็ญท่ีเหตุ เม่ือเหตสุ มบูรณผ ลยอ มสมบูรณ บรรดาโพธสิ ตั วผูบําเพ็ญเหตุ ท่ีประชมุ อยู
ในอวตังกะสันนิบาต ตางก็สรรเสริญพระพุทธคุณ ตามที่ตนเองไดบรรลุเขาถึงแตละประการ พระตถาคตก็ทรง

3

น่ิงอยู มีเพียงพระสมันตภัทรโพธิสัตวที่มีจริยาวัตรบริบูรณ เมื่อพรรณนาถึงผลของพระพุทธะไดสมบูรณ
ครบถว น พระตถาคตเจาจึงแยมสรวล

พระสมันตภัทรเปนพระโพธิสัตวองคสําคัญ ถือเปนสัญลักษณของมหายานและจริยาวัตรที่ประเสริฐ ซ่ึง
บรรดาโพธสิ ตั วทง้ั หลายจะตอ งปฏบิ ตั ิตาม

ในตอนทายของอวตังสกะสูตร (ฉบบั 40 ผกู ) มีสมันตภัทรจริยาวรรค (入不思議解脫境界《普賢行願
品》) ภายในมีมหาปณิธานที่สําคัญย่ิง 10 ประการ ท่ีแสดงถึงอัธยาศัยของกาย วาจา และใจของพระโพธสิ ตั ว
ท่ีปุถุชนและอริยภูมิตางๆ ยากจะหย่ังถึง เม่ือพระโพธิสัตวมีปณิธานและจริยาวัตรยิ่งใหญ ท่ีลวนแตเปนไปเพ่ือ
ประโยชนของสัตวโลก มิใชเพ่ือตนเอง จึงมีผลใหญ มีอานิสงคใหญ ทําใหสามารถบรรลุพุทธผลที่ย่ิงใหญ และ
อนุเคราะหสัตวโลกไดยิ่งใหญไมมีประมาณ จึงจะถือวาเปนคํานิยามของมหายานไดโดยแท ซึ่งมิใชมหายานใน
แงข องนกิ ายหน่งึ ของพระพุทธศาสนาอยางทคี่ นทวั่ ไปเขาใจกนั ดังนี้

1.เคารพ นอบนอ มพระพุทธเจาทัง้ ปวง 一者禮敬諸佛
2.สรรเสริญพระตถาคต 二者稱讚如來
3.ถวายสักการะยิง่ ใหญ 三者廣修供養
การบูชาพระตถาคตแบงได 7 ประการคือ

3.1.การปฏบิ ตั ิบูชาตามคําสอนของพระพทุ ธองค
3.2.บูชาดว ยการยงั ประโยชนสขุ ใหสรรพสตั ว
3.3.บชู าดวยการสงเคราะหส รรพสัตว
3.4.การรบั ทุกขแ ทนสรรพสัตว
3.5.การเรงเพียรสรา งกุศลมลู ในตนเองใหถ งึ พรอ ม และชวยใหสรรพสัตวปฏิบัติตาม
3.6.การไมล ะท้ิงจรยิ าวตั รของโพธิสัตว
3.7.บูชาดว ยการไมหา งจากโพธิจิต
4.สาํ นกึ ในความผดิ 四者懺悔業障
5.อนุโมทนาในกุศล 五者隨喜功德
6.อาราธนาใหหมนุ ธรรมจกั ร 六者請轉法輪
7.อาราธนาใหอุบัตยิ ังโลก 七者請佛住世
8.ศึกษาตามพระพุทธองค 八者常隨佛學
9.อนโุ ลมตามหมสู ัตว 九者恒順眾生
10.อุทศิ กุศลท้งั มวล十者普皆回向

4

大方廣佛華嚴經

普賢行願品

ส มั น ต ภั ท ร จ ร� ย า ป ณ� ธ า น ว ร ร ค

พระปรัชญามหาเถระ ตรีปฎกธราจารย ชาวเมืองกปศา อินเดียเหนือ แปลจากสันสกฤตพากยส ูจนี พากย
ในวนั ที่ ๕ เดือน ๖ (ตามจนั ทรคติ) เม่ือรชั สมยั 貞元 ปที่ ๑๒ (พ.ศ.๑๓๓๙) ถึงวันที่ ๒๔ เดอื น ๒ ปที่ ๑๔ ของ
รัชสมัยเดยี วกนั ท่วี ดั ฉงฝู (崇福寺) นครฉางอาน 罽賓國三藏般若奉 詔譯

พระวิศวภัทร เซ่ียเกี๊ยก วัดเทพพุทธาราม จ.ชลบุรี แปลจากจีนพากยสูไทยพากย เม่ือวันที่ ๑๔ ถึง ๑๖
พฤษภาคม ๒๕๕๒

入不思議解脫境界 《普賢行願品》

爾時,普賢菩薩摩訶薩稱歎如來勝功德已,告諸菩薩及善財言:

「善男子!如來功德,假使十方一切諸佛經不可說、不可說佛剎極微塵數劫,相續演說,不可窮
盡。若欲成就此功德門,應修十種廣大行願。何等為十?一者,禮敬諸佛;二者,稱讚如來;三
者,廣修供養;四者,懺悔業障;五者,隨喜功德;六者,請轉法輪;七者,請佛住世;八者,
常隨佛學;九者,恒順眾生;十者,普皆迴向。善財白言:「大聖!云何禮敬乃至迴向?」

สมัยน้ัน พระสมันตภัทรโพธิสัตวมหาสัตวเมื่อสรรเสริญพระคุณอันประเสริฐของพระตถาคตเจา* ๑ แลว
จึงกลาวกับบรรดาโพธิสัตวท้ังหลายและสุธนกุมาร*๒ วา “ดูกอนกุลบุตร อันพระคุณแหงพระตถาคตเจานั้น
สมมุติวาเราจะกลาวแสดงตอไปโดยไมหยุดไปตลอดหลายกัลป*๓ เทากับจํานวนปรมาณู*๔ ธุลีท่ีมีอยูในพุทธ
เกษตรของพระพทุ ธเจา ท้ังหลายทั่วทศทศิ *๕ ทจี่ ะกลา วถึงจํานวนดวยวาจามิไดน้ัน ยอมไมอาจอวสานสน้ิ สุดลง
แตหากปรารถนาจะสําเร็จในกุศลประการนี้ พึงบําเพ็ญมหาจริยปณิธานอันไพบูลยสิบประการเถิด สิบประการ
นั้นมีเชนไรเลา หน่ึงเคารพในพระพุทธเจาทั้งปวง สองสรรเสริญพระตถาคต สามสักการะอยางไพบูลย ส่ีสํานึก
กลับใจตอ วิบากกรรม หา พลอยยนิ ดีกับกุศล หกอาราธนาใหห มนุ ธรรมจกั ร เจด็ อัญเชิญใหทรงสถิตในโลก แปด
ประพฤตติ ามพทุ ธอนศุ าสน เกาอนุโลมตามสรรพสตั ว สิบอทุ ิศใหท ั้งสนิ้ ”

สุธนกุมารกลา ววา “พระคณุ เจา เชนไรคือการเคารพจนถงึ การอทุ ิศเลา ”

*๑.พระคุณขององคส มเด็จพระสมั มาสัมพุทธเจานัน้ มีเปนเอนกประการ สุดท่ีจะพรรณนา แตเม่ือรวบรัดกลา ว
โดยยอแลวก็มี ๙ ประการ คือ ๑.อรหํ เปนผูไกลจากขาศึกคือกิเลส อีกนัยหน่ึงวา เปนผูท่ีไมมีที่รโหฐาน
หมายความวา แมแ ตในทล่ี บั ก็ไมก ระทําบาป ๒.สมฺมาสมฺพทุ โฺ ธ เปน ผูทีต่ รสั รูโ ดยชอบดว ยพระองคเอง ๓.วิชฺชา
จรณสมฺปนฺโน เปนผูท่ีถึงพรอมดวยวิชาและจรณะ ๔.สุคโต แปลวา ทรงไปแลว ๕.โลกวิทู พระพุทธองคทรงรู
โลกอยางแจมแจงดวยประการทั้งปวง คือ ทรงรูจักโลก รูจักเหตุเกิดของโลก รูจักธรรมที่ดับของโลก และรูจัก
ทางปฏิบัติใหถึงธรรมท่ีดับของโลก ๖.อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ ทรงสามารถฝกอบรมส่ังสอนแนะนําผูท่ีสมควร
ฝกไดเปน อยางเลิศไมมีใครเสมอเหมือน ท้ังนเ้ี พราะทรงทราบอัธยาศัยของสตั วนนั้ ๆ ๗.สตฺถา เทวมนุสสฺ านํ ทรง
เปนศาสดาของเทวดาและมนุษยทั้งหลาย ซึ่งไมมีศาสดาใดจะเทียมเทา เพราะทรงนําสัตวท้ังหลายใหพนจาก
กองทุกขได ๘.พุทฺโธ ทรงเห็นทุกอยาง (สพฺพทสฺสาวี), ทรงรูทุกสิ่ง (สพฺพฺู) ทรงตื่น, ทรงเบิกบานดวยธรรม

5

๙.ภควา ทรงเปนผูท่ีมีบุญที่ประเสริฐสุด ทรงสามารถจําแนกธรรมส่ังสอนสัตวตามควรแกอัตตภาพของสัตว
นนั้ ๆ

*๒.สุธนกุมาร ราชโอรสของพระเจาปญจาละ ไดไปคารวะศึกษากับอาจารย ๕๕ ทาน และเปนกุมารองค
เดียวกบั ทยี่ นื อยูขา งพระอวโลกเิ ตศวรโพธิสัตว

*๓.คําวา กัป (บาลี) และ คําวา กัลป (สันสกฤต) เปนคําท่ีมีความหมายเดียวกัน, สมมุติมีกลองใบหน่ึง กวาง
๑๐๐ โยชน (16,000 กิโลเมตร) ยาว ๑๐๐ โยชน และ สูง ๑๐๐ โยชน ในเวลา ๑๐๐ ป ใหเอาเมล็ดผักกาด ๑
เมล็ด ใสลงไปในกลองน้ัน ทําอยางน้ีจนเมล็ดผักกาดนั้นเต็มเสมอเรียบปากกลอง นั้นละจึงเทากับ ๑ กัป, บาง
ตําราวาคือจึงไดเวลา ๑ กัป ประมาณ สามลานสองแสนเจ็ดหมื่นหกพันแปดรอยลานลานลานลานปประมาณ
๓.๓ คณู ๑๐ ยกกาํ ลงั ๓๐ ป

*๔.ปรมาณู คือ สวนของสารเคมีท่ีเล็กท่ีสุด จนไมสามารถแยกยอยไดอีกดวยวิธีเคมี ตามนัยยะแหงพระสูตรนี้
จะใหปรมาณเู ปน คําเปรียบ ใหเห็นวามีจํานวนมากมาย และยงั มีสงิ่ แยกยอ ยในจกั รวาลอกี มาก

*๕.ทศทิศ คือ ทิศท้ัง ๑๐ มี เหนือ ใต ตะวันออก ตะวันตก ตะวันออกเฉียงเหนือ ตะวันออกเฉียงใต ตะวันตก
เฉียงเหนือ ตะวันตกเฉยี งใต ทิศเบื้องบน และทศิ เบือ้ งลาง

普賢菩薩告善財言:「善男子!言禮敬諸佛者,所有盡法界、虛

空界、十方三世一切佛剎極微塵數諸佛世尊,我以普賢行願力故,起深信解,如對目前,悉以清

淨身語意業,常修禮敬。一一佛所,皆現不可說、不可說佛剎極微塵數身,一一身遍禮不可說、

不可說佛剎極微塵數佛。虛空界盡,我禮乃盡。而虛空界不可盡故,我此禮敬無有窮盡。如是乃

至眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我禮乃盡。而眾生界,乃至煩惱無有盡故,我此禮敬無有

窮盡,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。

พระสมันตภทั รโพธสิ ตั วก ลาวกับสธุ นกุมารวา “ดกู อนกุลบตุ ร อันการเคารพในพระพุทธเจา ท้ังปวงนน้ั คอื
ในบรรดาพระผูมีพระภาคท้ังหลาย ที่มีจํานวนเทากับปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรทั่วทิศท้ังสิบ ในกาลท้ังสาม*๖
ตลอดส้ินท้ังธรรมธาตุ*๗ และอากาศธาตุน้ัน เราจักอาศัยกําลังแหงจริยาปณิธานของพระสมันตภัทร ยังใหเกิด
ศรัทธาอันนอมไปอยางยิ่งยวด*๘ ประดุจ (พระพุทธเจาเหลาน้ัน) ประทับอยูเบื้องหนา แลวใชการกระทําแหง
กายวาจาและใจท่ีบริสุทธิ์หมดจด ทําการเคารพนอบนอมอยูสม่ําเสมอ อันพระพุทธเจาแตละพระองคนั้น ลวน
ปรากฏพระวรกายเทากบั จํานวนปรมาณูธุลีที่มีอยูในพุทธเกษตรทั้งปวง อันจะกลาวถงึ จํานวนดว ยวาจามิได ใน
กายหนึ่งๆ ของเรานั้น ก็จักวันทนานอบนอมอยู ซ่ึงพระพุทธเจาจํานวนเทากับปรมาณูธุลีที่มีอยูในพุทธเกษตร
ทัง้ ปวงนน้ั อนั จะกลา วถงึ จํานวนดว ยวาจามไิ ด จนอากาศธาตุส้ินไปแลว การวนั ทนาของเราจงึ จกั ส้ินสดุ

แตเหตุเพราะอากาศธาตุน้ันมิอาจสิ้น การนอบนอมวันทนาของเรานี้จึงไมสิ้นสุด เชนน้ีเร่ือยไปจนถึงการ
อวสานแหงสัตวธาตุ การอวสานแหงกรรมธาตุ การอวสานแหง กเิ ลสธาตุนน้ั แล การนอบนอมวันทนาของเราจึง
จักอวสาน แตทวาสัตวธาตุจนถึงกิเลสธาตุน้ันมิอาจอวสาน การนอบนอมวันทนาของเรานี้จึงไมสิ้นสุด ระลึก
สบื เนอ่ื งอยไู มข าดสนิ้ จักมกี ารกระทาํ แหง กาย วาจา ใจทไี่ มรูเ บ่อื หนา ยเลย

*๖.คอื อดตี ปจ จุบนั และอนาคต

*๗.ธรรมธาตุ ธาตุคือธรรม จกั รวาลทัง้ หมดอนั อยูในขอบขา ยของธรรม คอื สภาวะความจริงสูงสุด ไมเกิดไมดบั

*๘.คือ อธมิ ุกติ

6

「復次,善男子!言稱讚如來者,所有盡法界、虛空界、十方三世一切剎土所有極微一一塵中,

皆有一切世界極微塵數佛。一一佛所,皆有菩薩海會圍遶。我當悉以甚深勝解,現前知見,各以

出過辯才天女微妙舌根。一一舌根,出無盡音聲海;一一音聲,出一切言辭海,稱揚、讚歎一切

如來諸功德海,窮未來際,相續不斷,盡於法界,無不周遍。如是虛空界盡,眾生界盡,眾生業

盡,眾生煩惱盡,我讚乃盡。而虛空界乃至煩惱,無有盡故,我此讚歎無有窮盡,念念相續,無

有間斷,身語意業無有疲厭。

ดูกอนกุลบุตร อันการสรรเสริญพระตถาคตนนั้ คือในบรรดาปรมาณูธลุ ีหน่งึ ๆ ท่ีมีอยูในโลกธาตทุ ้ังปวงใน
ทศทิศ ในกาลทั้งสาม ตลอดส้ินท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุน้ัน ลวนมีพระพุทธเจาจํานวนเทาปรมาณูธุลีใน
โลกธาตุท้ังปวงประทับอยูภายใน แตละพระพุทธเจาองคหนึ่งๆ ยังมีหมูโพธิสัตวเปรียบดวยหวงมหาสาคร*๙
แวดลอมอยู เราจักอาศัยศรัทธาอันนอมไปอยางคัมภีรภาพ ยังใหไดรูเห็นยังเบ้ืองหนา ตางก็ใชอินทรียคือชวิ หา
ที่ยิ่งกวาชิวหาอันวิเศษแหงนางสุรัสวตีเทวกัญญา โดยแตละชิวหาหน่ึงๆ เปลงสัทสาครคือเสียงสําเนียงท่ีไมมี
ประมาณ แตละเสียงหนึ่งๆ ก็เปนศัพทสาครคือคําศัพทท่ีไมมีประมาณ สรรเสริญสดุดีพระคุณสาครอันไมมี
ประมาณของพระตถาคตท้ังปวงจนถึงท่ีสุดของอนาคตภาคเร่ือยไปไมสิ้นสุด ตลอดสิ้นทั่วธรรมธาตุนั่นแล ด่ัง
เชนอากาศธาตไุ ดอวสานลง สัตวธาตุไดส้ินลง กิเลสธาตุของหมูสตั วไดสนิ้ ลง การสรรเสริญของเราจึงอวสานจบ
สิ้น แตท วา อากาศธาตตุ ลอดถึงกิเลสธาตุไมม ีจบสิน้ การสรรเสริญของเรานี้จึงไมจบส้ิน ระลึกสืบเนือ่ งอยูไมขาด
สนิ้ จกั มีการกระทาํ แหง กาย วาจา ใจทไี่ มรูเบอ่ื หนา ยเลย
*๙.สาคร, มหาสมุทร เปนสํานวนเปรียบวา มีจํานวนมากมาย เหมือนหวงแหงมหาสาครท่ีกวางออกไปไมมี
ขอบเขต และลึกลํ้าหยั่งวัดไมได

「復次,善男子!言廣修供養者,所有盡法界、虛空界、十方三世一切佛剎極微塵中,一一各有

一切世界極微塵數佛。一一佛所,種種菩薩海會圍遶。我以普賢行願力故,起深信解,現前知見

,悉以上妙諸供養具,而為供養。所謂華雲、鬘雲、天音樂雲、天傘蓋雲、天衣服雲,天種種香

,塗香、燒香、末香,如是等雲,一一量如須彌山王。然種種燈,酥燈、油燈、諸香油燈,一一

燈炷,如須彌山,一一燈油,如大海水。以如是等諸供養具,常為供養。

ดูกอนกุลบุตร อันการสักการะอยางไพบูลยน้ัน คือภายในบรรดาปรมาณูธุลีท่ีอยูในพุทธเกษตรของ
พระพุทธเจาทั้งปวงในทศทิศ ในกาลทั้งสาม ตลอดสิ้นท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุแตละอณูหน่ึงๆ ลวนมี
พระพุทธเจาจํานวนเทาปรมาณูธุลีในโลกธาตุทั้งปวงประทับอยูภายใน แตละพระพุทธเจาองคหนึ่งๆ ยังมีหมู
โพธิสัตวเปรียบดวยหวงมหาสาครแวดลอ มอยู เราจักอาศัยกําลังแหงจริยาปณิธานของพระสมันตภัทร ใหเกิดมี
ความศรทั ธาอันนอมไปอยางยง่ิ ใหป รากฏรเู ห็นอยูเบ้ืองหนา แลวใชเ ครื่องสกั การะอันประณีตท้ังปวงถวายบูชา
มีมวลหมูดอกไม พวงมาลา ทิพยดนตรี ทิพยฉัตร ทิพยอาภรณ ของหอมอันเปนทิพยตางๆ เคร่ืองทาหอม เผา
เครอ่ื งหอม ผงหอมตา งๆ เปน ตน แตล ะสิ่งน้นั จกั มีปรมิ าณเทาสุเมรรุ าชสิงขร จุดประทีปตา งๆ เชนประทีป เนย
ประทีปน้ํามัน ประทีปน้ํามันหอมตางๆ แตละประทีปดวงหน่ึงๆ ก็ดุจเขาสุเมรุ น้ํามันแตละประทีปหน่ึงๆ ก็ด่ัง
นา้ํ ในมหาสมุทร โดยจะใชเ คร่ืองสกั การะเหลา นี้ถวายบูชาอยูเปนนิจ

「善男子!諸供養中,法供養最,所謂如說修行供養,利益眾生供養,攝受眾生供養,代眾生苦

供養,勤修善根供養,不捨菩薩業供養,不離菩提心供養。善男子!如前供養無量功德,比法供

養一念功德,百分不及一,千分不及一,百千俱胝那由他分、迦羅分、算分、數分、諭分、優婆

尼沙陀分,亦不及一。何以故?以諸如來尊重法故,以如說修行出生諸佛故。若諸菩薩行法供養

,則得成就供養如來。如是修行,是真供養故。此廣大最勝供養,虛空界盡,眾生界盡,眾生業

盡,眾生煩惱盡,我供乃盡。而虛空界乃至煩惱,不可盡故,我此供養,亦無有盡,念念相續,

無有間斷,身語意業無有疲厭。

7

ดูกอนกุลบุตร ในการบูชาทั้งปวง ธรรมบูชาเปนเลิศ คือการบูชาดวยการบําเพ็ญจริยาดงั่ ท่ีกลา ว การบูชา
ดวยการยังประโยชนแกสรรพสัตว บูชาดวยการสงเคราะหสรรพสัตว บูชาดวยการรับทุกขแทนสรรพสัตว บูชา
ดวยการพากเพียรสรางกุศล บูชาดวยการไมละทิ้งการกระทําของโพธิสัตว บูชาดวยการไมหางไกลจากโพธิจิต
กุลบุตร อันการบูชา (ดวยวัตถุ) ขางตนน้ัน แมนจะมีกุศลประมาณไมได แตเมื่อเทียบกับกุศลของการดําริถึง
ธรรมบูชาเพียงคร้ัง เทียบไมเทาหน่ึงในรอยสวน ไมเทาหนึ่งในพันสวน แมนรอยพันโกฏินยุตะ*๑๐ สวน ดวย
สว นของกลา*๑๑ ดวยสว นของการคํานวณ ดว ยสว นของการนับ ดว ยสวนของการอปุ มา ดวยสว นของอปุ นิษทั *
๑๒ ก็ยังมิอาจเทียบไดแมเพียงหนึ่ง เหตุไฉนนั้นฤๅ เพราะเหตุที่พระตถาคตท้ังหลายทรงเคารพธรรมอยางย่ิง
เพราะอาศัยการบําเพ็ญตามที่กลาว จึงกอเกิดพระพุทธเจาท้ังปวง หากเหลาโพธิสัตวบูชาดวยการประพฤติ
ธรรม ยอมเปนการบูชาพระตถาคต การประพฤติเชนนี้คือการบูชาอยางแทจริง เปนส่ิงประเสริฐและย่ิงใหญ
ที่สุดของการบูชา เม่ืออากาศธาตุจบส้ิน สัตวธาตุจบส้ิน กรรมธาตุของหมูสัตวจบส้ิน กิเลสธาตุของหมูสัตวจบ
ส้ิน การบูชาของเราจึงจบส้ิน แตทวาอากาศธาตุจนถึงกิเลสมิอาจจบสิ้น การบูชาของเรานี้จึงมิจบส้ิน ระลึก
สบื เนื่องอยูไมขาดสน้ิ จกั มีการกระทําแหงกาย วาจา ใจท่ีไมรูเ บ่อื หนายเลย

*๑๐.โกฏิ จํานวนนับ เทากับ สิบลาน, นยุตะ 那由他 คือ สังขยาจํานวน ๑ หม่ืน บางก็วา นยุตะ, นิยุตะ, นหุ
ตะ (บาลี) คือสังขยาจํานวนหน่ึงแสน หรือ หนึ่งลาน เปนหลักนับคือ หน่ึงรอยโกฏิเปนหน่ึง อยุตะ, รอยอยุตะ
เปนหน่ึงนิยุตะ สวนนยุตะเทากับเลข หน่ึงตอทายดวยศูนยย่ีสิบสองตัว พจนานุกรมบาลี-อังกฤษ ของสมาคม
บาลีปกรณกลาววา นหุตะ หมายถึงสังขยาจํานวนมาก, หน่ึงหม่ืน แตพจนานุกรมสันสกฤต-อังกฤษ ของเซอร
มอเนียวลิ เลย่ี มและปราชญคนอ่ืนๆ วา ไดแ ก หนง่ึ ลา น

*๑๑.ตามศพั ทวา สวนหนึ่งเสีย้ วหน่ึงของเวลา สว น ๑ ใน ๑๖ สวนของดวงจันทร, สวนแบง ของเวลา

*๑๒.อุปนิษัท หรือเรียกอีกอยางวา เวทานตะ-ท่ีสุดแหงพระเวท คัมภีรท่ีแตงดวยหลักศาสนา หรือหลักธรรม
หลังยุคพระเวทมีทั้งหมด ๑๐๘ คัมภีร ซ่ึงแตงเปนทํานองแนะนําใหเกิดญาณทัศนะมากกวาการใชหลัก
ตรรกวทิ ยาเขา ไปพสิ ูจน

「復次,善男子!言懺除業障者,菩薩自念:『我於過去無始劫中,由貪瞋癡,發身口意,作諸

惡業,無量無邊。若此惡業,有體相者,盡虛空界不能容受。我今悉以清淨三業,遍於法界極微

塵剎一切諸佛菩薩眾前,誠心懺悔,後不復造,恒住淨戒一切功德。』如是虛空界盡,眾生界盡

,眾生業盡,眾生煩惱盡,我懺乃盡。而虛空界乃至眾生煩惱,不可盡故,我此懺悔,無有窮盡

,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。

ดูกอนกุลบุตร อันการสํานึกกลับใจตอวิบากกรรมน้ัน โพธิสัตวจักระลึกไดเองวา “ตัวเรานั้นเมื่อในอดีต
กัลปอันหาท่ีเร่ิมตนไมได เพราะโลภะ โทสะ โมหะ ท่ีกายวาจาใจกระทําอกุศลกรรมทั้งปวงมาแลวอยาง
ประมาณไมไดและไรขอบเขต หากอกุศลกรรมน้ีจะมีรูปสังขารแลวไซร อากาศธาตุทั้งส้ินก็มิอาจรับได บัดน้ีเรา
จักอาศัยกรรมสามที่บริสุทธิ์ ต้ังสัตยธิษฐานดวยจริงใจขอขมากรรมสํานึกผิด ตอพระตถาคตพุทธเจา พระ
โพธิสัตวทั้งหลายจํานวนเทากับปรมาณูธุลีในธรรมธาตุ วาจะไมกระทําผิดอีกในภายหลัง จะธํารงอยูในศีลาจาร
วัตรทบี่ ริสทุ ธ์ิทั้งปวง” เชน นี้ไปตราบเมื่ออากาศธาตอุ วสาน สตั วธาตุอวสาน กรรมธาตุอวสาน กเิ ลสธาตุอวสาน
การสํานึกผิดของเราจึงอวสาน แตทวาอากาศธาตุจนถงึ กิเลสของหมสู ัตวมิอาจอวสานลง การขมาสํานึกผดิ ของ
เรานี้ จึงไมม ีการอวสาน ระลกึ สบื เนอื่ งอยูไมขาดส้นิ จักมกี ารกระทําแหงกาย วาจา ใจท่ไี มรูเ บอื่ หนายเลย

8

「復次,善男子!言隨喜功德者,所有盡法界、虛空界、十方三世一切佛剎極微塵數諸佛如來,

從初發心,為一切智,勤修福聚,不惜身命,經不可說、不可說佛剎極微塵數劫。一一劫中,捨

不可說、不可說佛剎極微塵數頭目手足。如是一切難行、苦行,圓滿種種波羅蜜門,證入種種菩

薩智地,成就諸佛無上菩提、及般涅槃,分布舍利,所有善根,我皆隨喜。及彼十方一切世界,

六趣四生,一切種類,所有功德,乃至一塵,我皆隨喜。十方三世一切聲聞、及辟支佛,有學、

無學,所有功德,我皆隨喜。一切菩薩所修無量難行、苦行,志求無上正等菩提,廣大功德,我

皆隨喜。如是虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我此隨喜,無有窮盡,念念相續,

無有間斷,身語意業無有疲厭。

ดูกอ นกุลบุตร อันการพลอยยนิ ดกี บั กศุ ลน้นั บรรดาพระพุทธตถาคตเจาท้ังหลายจํานวนเทา ปรมาณูธุลีใน
พุทธเกษตรตา งๆ ในทศทิศ ในกาลท้ังสาม ตลอดสน้ิ ทง้ั ธรรมธาตแุ ละอากาศธาตุนนั้ ตัง้ แตเกดิ อนตุ รโพธจิ ิตเพ่ือ
หมายมุงสัพพัญุตาญาณ จึงพากเพียรสั่งสมบุญกุศล ไมเสียดายในชีพสังขาร ผานเวลาไปหลายกัลปเทากับ
จํานวนปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรที่ไมอาจกลาวไดสิ้น ในกัลปหนึ่งๆ นั้น ไดสละศีรษะ ดวงตา มือ เทาเทากับ
จํานวนปรมาณูธุลีท่ีอยูในพุทธเกษตรอันไมอาจกลาวส้ิน ไดประพฤติจริยาท่ีประพฤติไดยากและทุกรกิริยา
เหลา น้ี ไดย ังบารมตี า งๆ ใหส มบูรณ แลวเขาสูปญ ญาภูมิตางๆ ของโพธิสตั ว แลวสาํ เร็จอนุตรสมั โพธขิ องพระ

พุทธตถาคตทั้งปวง เสดจ็ สูหว งนฤพานจนถงึ การแจกจา ยพระสารรี ิกธาตุ บรรดากุศลมูลเหลา นนั้ เราลวน
อนุโมทนาดวย อีกท้ังกุศลความดีท้ังปวงของหมูสัตวในภูมิท้ังหก*๑๓ สัตวกําเนิดสี่*๑๔ สัตวประเภทตางๆ ทั้ง
มวล ท่ีอยูในโลกธาตุตางๆ ท่ัวทิศท้ังสิบ แมกุศลนั้นจะเล็กนอยเทาอณูหน่ึง เราก็จักอนุโมทนา กุศลทั้งปวงของ
พระสาวก พระปจ เจกพทุ ธะ เสขบุคคล อเสขบคุ คล*๑๕ เราขออนุโมทนา พระโพธิสัตวท งั้ หลายผบู ําเพ็ญจริยา
อนั ทาํ ไดยากและทกุ รกริ ยิ านานัปการ ผูมุงม่ันสูพระอนตุ รสัมมาสมั โพธิ มกี ุศลไพบูลย เราขออนุโมทนา เชนนไ้ี ป
ตราบอากาศธาตุอวสาน สัตวธาตอุ วสาน กรรมของหมสู ัตวอวสาน กเิ ลสของหมสู ตั วอวสาน อันการโมทนาของ
เราน้ี ไมมีการอวสาน ระลึกสบื เนื่องอยไู มขาดสน้ิ จกั มีการกระทําแหง กาย วาจา ใจท่ไี มร ูเ บอ่ื หนา ยเลย
*๑๓.มี ๑.นรก ๒.เปรต ๓.เดรัจฉาน ๔.อสรุ กาย ๕.มนษุ ย ๖.เทวดา
*๑๔.มี ๑.เกดิ จากครรภ ๒.เกิดจากฟองไข ๓.เกิดจากเถาไคล(สงิ่ สกปรก) ๔.เกดิ แบบผุดข้ึน
*๑๕.สาวก แปลวา ผูฟง หมายถึง รับฟงคําสอนของพระพุทธองคแลวนําไปปฏิบัติจนไดผลแลวนําไปเผยแผให
ผูอื่นทราบดวย, พระปจเจกพุทธะ แปลวา ผูตรัสรูเฉพาะตนผูเดียว ไทยเราเรียกพระปจเจกพุทธเจาหรือพระ
ปจเจกโพธิ ทา นอธิบายวา เปนผูตรสั รดู วยพระองคเ องเชนเดยี วกับพระพุทธเจา ซึง่ เปนพระบรมศาสดาของเรา
ท้งั หลายในบดั น้ี แตไมสอนผูอืน่ นาพิจารณาวา คงหมายความวา ไมสอนผูอ ่ืนใหต รสั รตู าม หรอื ไมตัง้ ศาสนาข้ึน
และเม่ือมีพระปจเจกพุทธเจา ก็เรียกพระพุทธเจาซ่ึงสอนผูอ่ืนเชนพระบรมศาสดาของเราทั้งหลายวา พระ
สัมมาสัมพุทธเจา แปลวา ผูตรัสรูเอง หรือ พระสัพพัญูพุทธเจา แปลวา พระพุทธะผูตรัสรูธรรมทั้งปวง พระ
ปจเจกพุทธะ ทานแสดงวามีจํานวนมาก อยูดวยกันในท่ีแหงหนึ่งๆ จํานวนหลายรอยก็มี, พระเสขบุคคล
หมายถึง บคุ คลยงั ตองศกึ ษาในสกิ ขา ๓ เพอ่ื ดบั กิเลส น้นั จึงชอ่ื วา เสกขฺ า แปลวา ผยู งั ศกึ ษาอย,ู อเสขะ แปลวา
ผูไมตองศึกษาอีก คือไมตองศึกษาไตรสิกขา คืออธิศีล อธิสมาธิ อธิปญญาอีกตอไป เพราะไดศึกษาจบโดยได
บรรลุอรหันตผลแลว เรียกเต็มวาพระอเสขะ หรือ อเสขบุคคล อเสขะ ไดแกพระอริยบุคคลระดับสูงสุดคือพระ
อรหนั ต ผูเ สรจ็ กิจการศกึ ษาไตรสิกขาแลว ผูไมมีกจิ ทจี่ ะตอ งบาํ เพญ็ เพ่ือละกิเลสอีก

「復次,善男子!言請轉法輪者,所有盡法界、虛空界,十方三世一切佛剎極微塵中,一一各有

不可說、不可說佛剎極微塵數廣大佛剎。一一剎中,念念有不可說、不可說佛剎極微塵數一切諸

9

佛,成等正覺,一切菩薩海會圍遶。而我悉以身口意業,種種方便,慇懃勸請,轉妙法輪。如是
虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我常勸請一切諸佛,轉正法輪,無有窮盡,念念
相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。

ดูกอนกุลบุตร อันการอาราธนาใหหมุนธรรมจักรน้ัน ภายในปรมาณูธุลีท่ีอยูในพุทธเกษตรของ
พระพุทธเจาทั้งปวงในทศทิศ ในกาลทั้งสาม ตลอดส้ินท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุแตละ (ปรมาณู) หน่ึงๆ น้ัน
ตางก็มีพุทธเกษตรที่กวางใหญไพศาลจํานวนเทาปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรท้ังปวงอันจะกลาวใหส้ินมิได แตละ
พุทธเกษตรหนึ่งๆ นั้นแล ความระลึกของจิตขณะหนึ่งๆ ยังมีพระพุทธเจาไดตรัสรูแกพระสัมมาสัมโพธิญาณ
จํานวนเทากับปรมาณูธุลีของพุทธเกษตรทั้งปวงอันจะกลาวใหสิ้นมิได แวดลอมไปดวยหมูโพธิสัตวทั้งหลายดุจ
หวงมหรรณพ อีกท้ังเราจักอาศัยการกระทําของกาย วาจา ใจ และอุปายะตางๆ เพ่ืออาราธนาใหทรงหมุน
เคลื่อนกงลอพระธรรม เชนนไ้ี ปตราบอากาศธาตอุ วสาน สตั วธาตุอวสาน กรรมของหมสู ัตวอ วสาน กเิ ลสของหมู
สัตวอวสาน เราจักทูลอาราธนาพระพุทธเจาทั้งปวง ใหทรงหมุนเคล่ือนพระธรรมจักรอยูเปนนิจอยูไมส้ินสุด
ระลึกสืบเนื่องไปไมขาดสิน้ จักมีการกระทําแหง กาย วาจา ใจทีไ่ มร เู บ่อื หนา ยเลย

「復次,善男子!言請佛住世者,所有盡法界、虛空界,十方三世一切佛剎極微塵數諸佛如來,
將欲示現般涅槃者,及諸菩薩、聲聞、緣覺、有學、無學、乃至一切諸善知識,我悉勸請,莫入
涅槃,經於一切佛剎極微塵數劫,為欲利樂一切眾生。如是虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾
生煩惱盡,我此勸請無有窮盡,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。

ดูกอนกุลบุตร อันการอัญเชิญใหทรงสถิตในโลกนั้น บรรดาพระพุทธตถาคตเจาจํานวนเทากับปรมาณูธุลี
ในพุทธเกษตรโลกธาตุทั้งปวงในทศทิศ ในกาลทั้งสาม ตลอดส้ินทั้งธรรมธาตุและอากาศธาตุ เม่ือคราที่ทรง
สําแดงวาใกลจะเสด็จสูหวงนฤพาน*๑๖ รวมไปถึงเหลาพระโพธิสัตว พระสาวก พระปจเจกโพธิ เสขบุคคล
อเสขบุคคล จนถึงกัลยาณมิตรทั้งปวง (ท่ีจะนิพพาน) เราจะอาราธนาใหอยาไดเขาสูนิพพาน ใหมีชีพดํารงอยู
หลายกัลปเทาปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรของพระพุทธเจาทั้งปวง เพ่ือยังประโยชนสุขแกหมูสัตว เชนน้ีไปตราบ
อากาศธาตุจบสิ้น สัตวธาตุจบสิ้น กรรมของหมูสัตวจบสิ้น กิเลสของหมูสัตวจบส้ิน การอาราธนาของเรานี้ไมมี
สิ้นสุด ระลกึ สบื เนือ่ งอยไู มขาดสิน้ จกั มกี ารกระทาํ แหง กาย วาจา ใจที่ไมรเู บื่อหนา ยเลย

*๑๖.คือ การเสดจ็ สูปรินิพพาน ถือเปนเหตุการณหน่ึงท่ีพระพุทธองคแสดงใหเห็นไตรลกั ษณ ซึง่ การนิพพานนี้ก็
เปนความเปนไปหน่ึงของตถตา คือเปนไปอยางน้ันเอง ดังน้ัน การประสูติ ตรัสรู ปรินิพพาน จึงเปนเหตุการณ
เชน นัน้ เอง เพราะพุทธภาวะ หรอื ธรรมภาวะนน้ั มอี ยแู ตเ ดิม จงึ เรียกวา ทรงสําแดงวา ใกลจะเสดจ็ สหู ว งนฤพาน

「復次,善男子!言常隨佛學者,如此娑婆世界毘盧遮那如來,從初發心,精進不退,以不可說
、不可說身命,而為布施,剝皮為紙,折骨為筆,刺血為墨,書寫經典,積如須彌。為重法故,
不惜身命,何況王位、城邑、聚落、宮殿、園林,一切所有,及餘種種難行、苦行,乃至樹下成
大菩提,示種種神通,起種種變化,現種種佛身,處種種眾會。

ดูกอนกุลบุตร อันการประพฤติตามพุทธอนุศาสนนั้น ดุจพระไวโรจนพุทธเจาของสหาโลกธาตุแหงน*ี้ ๑๗
นับตั้งแตเริ่มทรงบังเกิดอนุตรโพธิจิต ไดวิริยะพากเพียรไมเส่ือมถอย ทรงนําชีพสังขารจํานวนมากมายกลาวไม
สิ้นบริจาคเปนทาน ไดถลกหนังใชเปนกระดาษ เลาะกระดูกเปนพูกัน กีดเลือดเปนน้ําหมึก เพื่อขีดเขียนพระ
ธรรมรวมแลวเทาสุเมรบุ รรพต เพราะทรงเห็นแกธ รรมมากจงึ ไมเสียดายชีพสังขาร แลวจกั ประสาใดกบั อคั รราช
ศกั ด์ิ เมอื ง หมบู าน ปราสาท อุทยาน สรรพสิง่ ทั้งปวงอกี เลา ทรงประพฤตจิ ริยาอนั กระทาํ ไดยากและทุกรกิริยา

10

จนถึงไดตรัสรูมหาโพธิญาณใตอัสสัตถพฤกษ ทรงสําแดงอภิญญาอิทธิตางๆ บังเกิดการเปลี่ยนแปลงตางๆ
ปรากฏพุทธกายตา งๆ ประทับอยูใ นสันนบิ าตตา งๆ
*๑๗.พระไวโรจนพุทธเจา แปลวา พระพุทธเจาท่ีมีความรุงเรือง ประโยคน้ีจึงมีความหมายวาธรรมกายของ
พระพุทธเจาทัง้ ปวงมคี วามรงุ เรืองอยโู ดยปกติธรรมเสมือนกัน ดงั น้ัน กายภายในของพระศากยมุนีพุทธเจาและ
พระพทุ ธเจา ท้งั ปวงจึงคือพระไวโรจนะ, สหาโลกธาตุ แปลวา โลกธาตอุ ันเตม็ ไปดวยความทกุ ขจ ําตอ งอดทน

或處一切諸大菩薩眾會道場,或處聲聞及辟支佛眾會道場,或處轉輪聖王、小王、眷屬眾會道場

,或處剎利、及婆羅門、長者、居士眾會道場,乃至或處天龍八部、人、非人等眾會道場。處於

如是種種眾會,以圓滿音,如大雷震,隨其樂欲,成熟眾生,乃至示現入於涅槃。如是一切我皆

隨學,如今世尊毘盧遮那。如是盡法界、虛空界,十方三世一切佛剎所有塵中,一切如來皆亦如

是,於念念中,我皆隨學。如是虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我此隨學,無有

窮盡,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。

บางประทบั ในทช่ี ุมนมุ ของมหาโพธิสตั วทัง้ ปวง บางในที่ชมุ นมุ ของพระสาวกและพระปจ เจกโพธิ บา งในที่
ชุมนุมของพระเจาจักรพรรดิ พระราชาและบริวาร บางประทับในที่ชุมนุมของกษัตริย พราหมณ นายบาน
บณั ฑิต ไปจนถึงประทบั ในทช่ี ุมนมุ แหงเทพ นาค ภตู ใิ นคตแิ ปด*๑๘ มนุษยและอมนษุ ยทั้งปวง ในสถานทช่ี ุมนุม
ตางๆ เชนนี้ ทรงใหพระสุรเสียงอันสมบูรณประดุจมหาอสุนีบาต ตามแตชนเหลาน้ันจะปรารถนายินดี เพื่อ
อบรมสรรพสัตว จนถึงการสําแดงวาเสดจ็ สูหวงนิพพาน ส่งิ ทัง้ ปวงเหลาน้ีเราจักศึกษาตามทงั้ ส้นิ เหมือนพระผูมี
พระภาคไวโรจนะในบัดน้ี ประดุจธุลีของพทุ ธเกษตรทงั้ หลายในทศทิศและในกาลท้ังสาม ตลอดสนิ้ ทัง้ ธรรมธาตุ
และอากาศธาตทุ ี่มีพระตถาคตประทับอยูก็เปนเชนนี้ ในทุกๆ ความระลึกแหงจิต เราจักศึกษาตามทั้งส้ิน เชนนี้
ไปจนถึงการส้ินไปของอากาศธาตุ การสิ้นไปของสัตวธาตุ การส้ินไปของกรรม การส้ินไปของกิเลส การศึกษา
ตามของเราน้ีจักไมมีสิน้ สดุ ระลึกสบื เนอ่ื งอยไู มขาดสนิ้ จกั มกี ารกระทําแหง กาย วาจา ใจท่ไี มร ูเบ่อื หนา ยเลย
*๑๘.มี ๑.เทพ ๒.นาค ๓.ยักษ ๔.คนธรรพ ๕.อสุร ๖.ครฑุ ๗.กินนร ๘.มโหราค

「復次,善男子!言恒順眾生者,謂盡法界、虛空界,十方剎海,所有眾生種種差別,所謂卵生

,胎生,濕生,化生,或有依於地、水、火、風而生住者,或有依空、及諸卉木而生住者;種種

生類,種種色身,種種形狀,種種相貌,種種壽量,種種族類,種種名號,種種心性,種種知見

,種種欲樂,種種意行,種種威儀,種種衣服,種種飲食,處於種種村營、聚落、城邑、宮殿,

乃至一切天龍八部、人、非人等;無足、二足、四足、多足、有色、無色、有想、無想、非有想

、非無想。

ดูกอนกุลบุตร อันการอนุโลมตามสรรพสัตวน้ัน บรรดาสรรพสัตวที่มีความแตกตางนานาประการ ใน
เกษตรสาคร (โลกธาตุตางๆ) ทั่วทศทิศ ตลอดส้ินท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุ มีประเภทที่กําเนิดโดยไข กําเนิด
โดยครรภ กําเนินโดยเถาไคล เกิดแบบผุดข้ึน บางอาศัยตามดิน นํ้า ไฟ ลมในการมีชีวิตอยู บางก็อาศัยอากาศ
และตนหญาตนไมท้ังหลายในการมีชีวิต มีชีวิตแบบตางๆ มีรูปกายตางๆ มีรูปรางตางๆ มีลักษณะตางๆ มี
อายุขัยตางๆ มีตระกูลตางๆ มีชื่อตางๆ มีสภาวะจิตตางๆ มีความรูตางๆ มีอัธยาศัยตางๆ มีความคิดตางๆ มี
อิริยาบถตางๆ มีอาภรณตางๆ มีอาหารตางๆ แลในสถานท่ีตางๆ เชนชนบท หมูบาน เมืองหลวง ราชมณเฑียร
จนถึงหมเู ทพ นาค ภูติในคติแปด มนษุ ยและอมนุษยทงั้ ปวง พวกท่ีปราศจากเทา สองเทา สเ่ี ทา หลายเทา พวก
ท่มี ีรูป ไรรูป มีสญั ญา ไรสัญญา มีสัญญากไ็ มใช ไรส ัญญากไ็ มใช

如是等類,我皆於彼,隨順而轉,種種承事,種種供養,如敬父母,如奉師長、及阿羅漢,乃至

如來,等無有異;於諸病苦,為作良醫;於失道者,示其正路;於闇夜中,為作光明;於貧窮者

,令得伏藏;菩薩如是平等饒益一切眾生。

11

บรรดาประเภทเหลาน้ี เราจะอนุโลมเปล่ียนแปลงตามพวกเขาท้ังส้ิน จะรับเปนภาระตางๆ จะดูแลตางๆ
เสมือนการเคารพตอบิดามารดา ดุจการอุปฏฐากอาจารยและพระอรหันตจนถึงพระตถาคต เสมอเหมือนไม
ตางกัน สําหรับผูเปนทุกขเพราะโรคทั้งปวงจะเปนแพทย สําหรับผูหลงทางจะช้ีหนทางที่ถูกตอง สําหรับยาม
มืดมนจะเปนแสงสวาง สําหรับผูยากไรจะเปนคลังสมบัติ พระโพธิสัตวจักยังหิตประโยชนแกสรรพสัตวท้ังปวง
ดว ยความเสมอภาคเชน นแ้ี ล

「何以故?菩薩若能隨順眾生,則為隨順供養諸佛;若於眾生尊重承事,則為尊重承事如來;若

令眾生生歡喜者,則令一切如來歡喜。何以故?諸佛如來以大悲心而為體故,因於眾生,而起大

悲;因於大悲,生菩提心;因菩提心,成等正覺。

เหตไุ ฉนเลา พระโพธิสตั วน ัน้ หากสามารถอนโุ ลมตามสรรพสัตวได ยอ มเปน การตามสักการะพระพุทธเจา
ท้ังปวง หากคารวะและเปนธุระใหแกสรรพสัตว ยอ มเปนการเคารพและเอาภาระของพระตถาคต หากยังสรรพ
สัตวใหเกดิ ความยนิ ดี ยอ มยังใหพระตถาคตท้ังปวงยนิ ดี เพราะเหตใุ ดเลา เพราะ พระพุทธตถาคตใชม หากรุณา
จิตเปนสังขาร เหตุเพราะสรรพสัตวแ ลว จึงเกิดมหากรุณา เหตุเพราะมหากรุณาจงึ เกดิ โพธิจิต เหตุเพราะโพธจิ ิต
จึงสําเรจ็ พระสมั มาสมั โพธิ

譬如曠野、沙磧之中,有大樹王,若根得水,枝葉華果悉皆繁茂。生死曠野菩提樹王,亦復如是

。一切眾生而為樹根,諸佛菩薩而為華果,以大悲水,饒益眾生,則能成就諸佛菩薩智慧華果。

何以故?若諸菩薩以大悲水,饒益眾生,則能成就阿耨多羅三藐三菩提故。是故菩提屬於眾生;

若無眾生,一切菩薩終不能成無上正覺。善男子!汝於此義,應如是解。

อุปมาในพนาสณฑแ ละกรวดทราย ยังมีตนไมใหญเปนราชาแหงรุกขชาตทิ ้ังปวง หากรากไดหย่ังถึงนํา้ กิ่ง
ใบดอกผลลวนผลิบานฉันใด พนาสนฑแหงสังสารวัฏและรุกขราชาแหงความรูแจงก็ฉันนั้น ท่ีมีสรรพสัตวเปน
รากของตน ไม พระพทุ ธเจาพระโพธสิ ัตวเปนดอกผล เมอื่ อาศยั นาํ้ แหง มหากรุณายังประโยชนใหสรรพสตั ว ยอม
สําเร็จดอกผลแหงปญญาญานของพระสัมมาสัมพุทธเจาและพระโพธิสัตว ดวยเหตุไฉนเลา เพราะหากโพธิสตั ว
ทัง้ หลายใชน้ําแหงมหากรุณายังประโยชนแกสรรพสัตว จึงสามารถสาํ เรจ็ พระอนตุ รสัมมาสัมโพธิญาณ ดว ยเหตุ
นี้ โพธิญาณจึงเกี่ยวเน่ืองกับสรรพสัตว หากปราศจากสรรพสัตวแลวไซร โพธิสัตวท้ังหลายที่สุดแลวยอมมิอาจ
สาํ เร็จพระอนตุ รสัมโพธิ ดูกอนกุลบตุ ร ในอรรถะน้เี ธอพึงจําแนกเชนน้ีแล

以於眾生心平等故,則能成就圓滿大悲;以大悲心,隨眾生故,則能成就供養如來。菩薩如是隨

順眾生,虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,眾生煩惱盡,我此隨順,無有窮盡,念念相續,無有

間斷,身語意業無有疲厭。

เพราะอาศยั จิตที่เสมอภาคตอ สรรพสัตว จงึ สามารถสาํ เร็จมหากรณุ าท่ีบริบูรณ เพราะอาศยั มหากรณุ าจิต
อนุโลมตามสรรพสัตว จึงสามารถสักการะพระตถาคต โพธิสัตวพึงอนุโลมตามสรรพสัตวอยูเชนนี้ ตราบจน
อากาศธาตุอวสาน สัตวธาตุอวสาน กรรมของหมสู ัตวอวสาน กิเลสของหมูสตั วอ วสาน การอนโุ ลมตามของเราน้ี
จักไมอ วสาน ระลกึ สบื เน่อื งอยูไมข าดสิน้ จกั มกี ารกระทาํ แหงกาย วาจา ใจท่ีไมรูเบือ่ หนา ยเลย

「復次,善男子!言普皆迴向者,從初禮拜、乃至隨順,所有功德皆悉迴向;盡法界、虛空界一

切眾生,願令眾生常得安樂,無諸病苦;欲行惡法,皆悉不成;所修善業,皆速成就;關閉一切

諸惡趣門,開示人天涅槃正路;若諸眾生,因其積集諸惡業故,所感一切極重苦果,我皆代受,

令彼眾生悉得解脫,究竟成就無上菩提。菩薩如是所修迴向,虛空界盡,眾生界盡,眾生業盡,

眾生煩惱盡,我此迴向無有窮盡,念念相續,無有間斷,身語意業無有疲厭。

ดูกอนกุลบุตร อันการอุทิศใหทั้งส้ินนั้น ตั้งแตการนอบนอมวันทนาจนถึงการอนุโลมตามบรรดากุศลท่ี
ไดรับ ลวนอุทิศใหสรรพสัตวหมดสิ้น ท้ังธรรมธาตุและอากาศธาตุ มีความปรารถนาใหหมูสัตวผาสุกอยูเปนนิจ

12

ปราศจากโรคาพาธทั้งปวง ผูปรารถนาจะประพฤติธรรมช่ัวจงไมสําเร็จผล ผูบําเพ็ญกุศลกรรมจงสําเร็จผล
โดยเร็ว ปดกั้นทวารแหงอบายภมู ิทั้งปวง กลาวแสดงหนทางที่ถูกตอ งคือนพิ พานแกมวลมนุษยและเทวดา หาก
สรรพสัตวทั้งหลาย เหตุเพราะส่ังสมอกุศลกรรมทั้งหลายเอาไว จึงไดรับผลแหงความทุกขอยางสาหัสย่ิง เราจะ
ขอรับทุกขน้ันแทนสรรพสัตว ยังใหสัตวเหลาน้ันไดหลุดพน และสําเร็จพระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณในท่ีสุด
โพธสิ ัตวพงึ อุทิศอยูเ ชน นี้ จนส้นิ อากาศธาตุ สิน้ สตั วธาตุ สิ้นกรรมของหมูสตั ว ส้นิ กเิ ลสของหมสู ตั ว การอุทศิ ของ
เรานจ้ี ะไมม สี น้ิ สุด ระลึกสบื เนอ่ื งอยูไ มขาดสน้ิ จักมกี ารกระทาํ แหงกาย วาจา ใจที่ไมร ูเบือ่ หนา ยเลย

「善男子!是為菩薩摩訶薩十種大願具足圓滿。若諸菩薩,於此大願,隨順趣入,則能成熟一切

眾生,則能隨順阿耨多羅三藐三菩提,則能成滿普賢菩薩諸行願海。是故,善男子!汝於此義,

應如是知。

ดูกอนกุลบุตร เพ่ือยังใหปณิธานท่ียิ่งใหญสิบประการของโพธิสัตวมหาสัตวบริบูรณถวน เหลาโพธิสัตว
ท้ังหลาย พึงอาศัยมหาปณิธานน้ีตามแตประสงคยอมอบรมสรรพสัตวทั้งหลายได ยอมสามารถอนุโลมไปตาม
พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณได ยอมสามารถสําเร็จบริบูรณในจริยา ปณิธานท่ีไพศาลดุจมหาสาครของพระ
สมันตภทั รโพธิสัตวได ดวยเหตุนี้ กุลบุตร ในอรรถะน้เี ธอพงึ จําแนกเชนนแ้ี ล

若有善男子、善女人,以滿十方無量無邊不可說、不可說佛剎極微塵數一切世界上妙七寶、及諸

人天最勝安樂,布施爾所一切世界所有眾生,供養爾所一切世界諸佛菩薩,經爾所佛剎極微塵數

劫,相續不斷,所得功德;若復有人,聞此願王,一經於耳,所有功德,比前功德,百分不及一

,千分不及一,乃至優波尼沙陀分,亦不及一。

หากมีกุลบุตร กุลธิดา นําเอารัตนะเจ็ดประการที่มีความวิจิตร และนําความผาสุกอันยอดเย่ียมของหมู
เทวดาและมนุษย บรรจุเต็มเปยมในโลกธาตุท้ังหลาย เทากับจํานวนปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรที่ประมาณไมได
หาขอบเขตไมได กลาวไมไดท่ัวทศทิศ บริจาคเปนทานแกหมูสัตวในโลกทั้งปวง กับบูชาบรรดาพระพุทธเจา
โพธิสัตวในโลกท้ังปวง ผานกาลเวลาหลายกัลปเทากับจํานวนปรมาณูธุลีที่อยูในพุทธเกษตรตางๆ เหลาน้ัน
ตอเนื่องไปไมส้ินสุดนั้น หากมีผูไดสดับราชาแหงปณิธานนี้หนึ่งครั้ง กุศลท่ีมีน้ัน เม่ือเปรียบกับกุศลขางตนแลว
เทียบกนั ไมไดแมห นง่ึ ในรอยสวน หนึ่งในพันสว น จนถึงสว นของอปุ นษิ ัทก็เทียบไมไดแ มห นง่ึ สว น

或復有人,以深信心,於此大願,受持讀誦,乃至書寫一四句偈,速能除滅五無間業;所有世間

身心等病,種種苦惱,乃至佛剎極微塵數一切惡業,皆得銷除;一切魔軍、夜叉、羅剎,若鳩槃

荼、若毘舍闍、若部多等,飲血、噉肉、諸惡鬼神,皆悉遠離,或時發心,親近守護。

หากยังมีผูอาศัยศรัทธาจิตที่ลึกซ้ึง จดจําสาธยายมหาปณิธานน้ี จนถึงการคัดลอกหน่ึงบท ส่ีบาท ยอม
สามารถดับกรรมของอเวจีใหสิ้นไดอยางรวดเร็ว บรรดาโรคของกายและจิตของโลกความทุกขทรมานทั้งปวง
จนถึงอกุศลกรรมท้ังปวงท่ีมีจํานวนเทาปรมาณูในพุทธเกษตรลวนจักมลายส้ิน บรรดามารเสนา ยักษ รากษส
แมกุมภัณฑ แมปศาจ แมภูติทั้งหลาย ผูดื่มโลหิต กินมังสะจะไกลหางออกไปทั้งสิ้น บางเวลายังเกิดจิตเล่ือมใส
คมุ ครองรักษาอยใู กลช ิด

「是故,若人誦此願者,行於世間,無有障礙,如空中月出於雲翳,諸佛菩薩之所稱讚,一切人

天皆應禮敬,一切眾生悉應供養。此善男子善得人身,圓滿普賢所有功德,不久當如普賢菩薩,

速得成就微妙色身,具三十二大丈夫相;若生人天,所在之處,常居勝族,悉能破壞一切惡趣,

悉能遠離一切惡友,悉能制伏一切外道,悉能解脫一切煩惱;如師子王摧伏群獸,堪受一切眾生

供養。

เหตุน้ีแล หากผูอานทองปณิธานน้ี แลวดําเนินอยูในโลกยอมปราศจากอุปสรรคกั้นขวาง ประดุจจันทราท่ี
โผลพนจากเมฆบดบัง พระอรหันตสมั มาสัมพุทธเจาและโพธิสัตวท้ังหลายลวนสดดุ ี มนุษยและเทวดาทั้งปวงจัก

13

ใหความเคารพ อันกุลบุตรนี้คือผูไดรับกายมนุษยโดยประเสริฐแลว เปนผูสมบูรณในกุศลของพระสมันตภัทร มิ
ชานานจักเสมือนกับพระสมันตภัทรโพธิสัตว ไดสําเร็จซ่ึงสุรูปกายอันวิเศษโดยเร็ว สมบูรณในมหาปุริลักษณะ
สามสิบสองประการ หากบังเกิดเปนมนุษยและเทวดา จะไดอยูในฐานะของตระกูลที่สูงสงเปนนิจ สามารถ
ทําลายอบายภูมิท้ังหลาย สามารถหางไกลจากมิตรชั่วทั้งปวง สามารถกําราบพาหิรมารท้ังหลาย สามารถหลุด
พนจากกเิ ลสท้งั หลาย ประดจุ สิงหราชสยบสตั วน อ ยใหญ แลว รับการสักการะจากหมูสัตวท้ังปวง

又復是人,臨命終時,最後剎那,一切諸根悉皆散壞,一切親屬悉皆捨離,一切威勢悉皆退失,

輔相、大臣,宮城內外象、馬車乘,珍寶伏藏,如是一切無復相隨。唯此願王不相捨離,於一切

時,引導其前,一剎那中,即得往生極樂世界。

อีกบุคคลผูนี้ เมื่อสมัยที่จะส้ินชีพนั้น ในขณะสุดทาย อินทรียท้ังปวงจักแตกสลาย บรรดาญาติมิตรลวน
หลีกลี้ บรรดาอํานาจตางเลื่อมถอย ความเปนอํามาตย ขุนนาง ปราสาท ธานีทั้งในนอก รถท่ีเทียมดวยชาง มา
คลงั สมบัตริ ตั นมณี สิง่ ท้งั ปวงเหลานี้มิอาจติดตามไปดวย มีเพยี งราชาแหงปณิธาน*๑๙ นที้ ีม่ ิทอดทง้ิ หา งไกลแม
ในกาลทงั้ ปวง จักดาํ เนินนําอยูเบือ้ งหนาผนู ้นั ในขณะเดยี วจึงไดไปอุบตั ิยังสขุ าวตพี ุทธเกษตร

*๑๙.คอื พระสมันตภทั รโพธสิ ัตว

「到已,即見阿彌陀佛、文殊師利菩薩、普賢菩薩、觀自在菩薩、彌勒菩薩等。此諸菩薩色相端

嚴,功德具足,所共圍遶。其人自見,生蓮華中,蒙佛授記。得授記已,經於無數百千萬億那由

他劫,普於十方不可說、不可說世界,以智慧力,隨眾生心,而為利益。不久當坐菩提道場,降

伏魔軍,成等正覺,轉妙法輪,能令佛剎極微塵數世界眾生,發菩提心,隨其根性,教化成熟,

乃至盡於未來劫海,廣能利益一切眾生。

เมื่อลุถงึ สุขาวตแี ลว จกั ไดพ บพระอมิตายุสอรหันตสัมมาสัมพุทธเจา มัญชศุ รีโพธิสัตว สมันตภทั รโพธิสัตว
อวโลกิเตศวรโพธิสัตว เมตไตรยโพธิสัตว บรรดาโพธิสัตวเหลานี้มีวรลักษณสงางาม สมบูรณในกุศลความดีงาม
ซ่ึงแวดลอมอยู บุคคลนั้นจักไดเห็นตนเองกําเนิดในดอกบัว แลวไดรับพุทธพยากรณ แลเม่ือรับพยากรณแลว
ผานเวลาไปรอยพันหมื่นโกฏิอสงไขย*๒๐ นยุตกัลป ในโลกธาตุท้ังปวงท่ัวทศทิศอันจะกลาวไมไดส้ินน้ัน จะ
อาศัยกําลังแหงปญญาญาณอนุโลมตามจิตของสรรพสัตวเพ่ือยังประโยชน ผานไปอีกมิชานานจักไดประทับบน
โพธิบลั ลังกสถาน บําราบหมมู ารเสนา แลว ไดต รสั รูแกพระอภสิ ัมโพธญิ าณ หมุนเคลอ่ื นกงลอ พระธรรม สามารถ
ยังใหสรรพสัตวในโลกธาตุจํานวนเทาปรมาณูธุลีในพุทธเกษตรบังเกิดโพธิจิต แลวส่ังสอนอบรมตามแตอินทรีย
ภาวะน้นั ๆ จนหมดส้ินกลั ปสาครเบอื้ งอนาคต สามารถยังประโยชนแ กหมสู ตั วอยา งไพบูลย

*๒๐.๑ อสงไขย คอื ๑ ตามดวยเลข ๐ จํานวน ๑๔๐ ตวั หรอื ๑ คณู ๑๐ ยกกําลงั ๑๔๐ กัลป

「善男子!彼諸眾生若聞、若信此大願王,受持讀誦,廣為人說,所有功德,除佛世尊,餘無知

者。是故,汝等聞此願王,莫生疑念,應當諦受。受已能讀,讀已能誦,誦已能持,乃至書寫,

廣為人說。是諸人等,於一念中,所有行願,皆得成就;所獲福聚無量無邊,能於煩惱大苦海中

,拔濟眾生,令其出離,皆得往生阿彌陀佛極樂世界。」

ดูกอนกุลบุตร สรรพสัตวเหลาน้ัน หากไดสดับฟง หากเล่ือมใสในมหาปณิธานราชน้ี ไดจดจําไว สาธยาย
และปาวประกาศแกผูอื่นแลวไซร กุศลอันพึงมีน้ัน เวนแตองคพระอรหันตสัมมาสัมพุทธเจาแลว ไมมีผูอ่ืนใดจะ
ทราบได ดวยเหตุนี้ เธอทั้งหลายเมื่อไดสดับปณิธานราชน้ีแลว อยาไดเกิดความสงสัย พึงนอมรับ เมื่อนอมรับ
แลวจึงสามารถอาน เมื่ออานแลวจึงสามารถทอง เม่ือทองแลวจึงสามารถจดจํา จนถึงการจารึก แลวปาว
ประกาศแกผูอื่น บุคคลเหลาน้ีในขณะความระลึกเดียว บรรดาจริยาและปณิธานท้ังหลาย ลวนจะสําเร็จทุก

14

ประการ ไดรับบุญกุศลหาประมาณไมได หาขอบเขตไมได สามารถชวยเหลือสรรพสัตวใหออกจากทะเลทุกข
เศราหมองท่ีกวางใหญได พากนั ไปอบุ ตั ยิ งั สขุ าวตโี ลกธาตขุ องพระอมติ ายสุ อรหนั ตสมั มาสัมพุทธเจาพระองคน่ัน
แล

爾時,普賢菩薩摩訶薩欲重宣此義,普觀十方,而說偈言:

「所有十方世界中, 三世一切人師子,

我以清淨身語意, 一切遍禮盡無餘。

สมัยนั้น พระสมันตภัทรโพธิสัตวมหาสัตว ไดปรารถนาจะกลาวยํ้าในอรรถะน้ี เม่ือพิจารณาไปท่ัวทิศทั้ง

สบิ แลว จงึ กลาวโศลกวา ...

ทา มกลางโลกธาตบุ รรดามีในทศทิศ

พระผูน รสงิ หท ั้งปวงในตรกี าลเหลา นัน้

เราจักใชกาย วาจา และใจท่บี รสิ ุทธิ์

นมสั การทุกพระองคเหลานนั้ อยางมขิ าดตกบกพรอ ง

普賢行願威神力, 普現一切如來前,

一身復現剎塵身, 一一遍禮剎塵佛。

ดวยพลานุภาพแหง จรยิ าและปณธิ านของพระสมันตภทั ร

เราจักปรากฏอยูเ บื้องหนาพระตถาคตเจา ท้ังปวง

กายเดียวยังปรากฏมีหลายกายเทา จาํ นวนปรมาณใู นโลกธาตุ

กายหนงึ่ ๆ จกั นมสั การพระพุทธเจาจาํ นวนเทา ปรมาณูน้ัน

於一塵中塵數佛, 各處菩薩眾會中,

無盡法界塵亦然, 深信諸佛皆充滿。

ภายในปรมาณธู ลุ หี นึ่งยังมพี ระพุทธเจาจาํ นวนเทาปรมาณูธุลี

ทุกสถานทตี่ า งมีหมูโ พธสิ ัตวประชุมอยู

ปรมาณแู หง ธรรมธาตทุ ไี่ มส ้นิ สดุ กเ็ ปน เชน กนั นี้

เราจะศรทั ธามัน่ ตอพระสมั มาพุทธเจา เหลานนั้ อยางเตม็ เปยม

各以一切音聲海, 普出無盡妙言辭,

盡於未來一切劫, 讚佛甚深功德海。

(ทุกกายของเรา) จักใชส ทั สาครสําเนียงตางๆ

บงั เกิดเปนวจนะท่ไี พเราะไมส ้นิ สดุ

จนสิ้นกัลปทง้ั ปวงในอนาคต

กจ็ ักยังสรรเสรญิ อยูซ่ึงพระพทุ ธคุณทดี่ ุจหว งมหรรณพ

以諸最勝妙華鬘, 妓樂塗香及傘蓋,

如是最勝莊嚴具, 我以供養諸如來。

จกั ใชมาลัยดอกไมท ีว่ ิจิตร

เครือ่ งดนตรี เครอ่ื งทาหอมและรมฉัตรทีเ่ ปน เลิศทัง้ มวลนี้

อนั เปนเครอ่ื งบูชาท่อี ลังการอยางยง่ิ

เราขอใชถ วายสักการะตอ พระตถาคตท้งั ปวง

15

最勝衣服最勝香, 末香燒香與燈燭,

一一皆如妙高聚, 我悉供養諸如來。

แพรพรรณทเี่ ปนเลศิ เครือ่ งหอมทเี่ ปนเลิศ

ผงหอม เครอ่ื งหอมเผารอ น อีกท้ังประทีปดวงเทยี น

แตล ะสง่ิ หน่ึงกองสูงดุจเขาสุเมรุ

เราขอถวายสักการะตอ พระตถาคตท้ังปวง

我以廣大勝解心, 深信一切三世佛,

悉以普賢行願力, 普遍供養諸如來。

เราจกั ใชจ ติ ศรทั ธาไพบูลยทน่ี อ มไปอยา งย่งิ น้ี

ศรทั ธามนั่ ตอพระพุทธเจา ทง้ั หลายในตรกี าล

จกั ใชกาํ ลงั จรยิ าวัตรและปณธิ านของพระสมนั ตภทั ร

บูชาพระตถาคตทงั้ ปวงอยา งท่ัวถึง

我昔所造諸惡業, 皆由無始貪恚癡,

從身語意之所生, 一切我今皆懺悔。

อกุศลกรรมท้งั ปวงทเ่ี ราไดท ําแลว

ลวนมีสาเหตุจากโลภะ โทสะ โมหะ ทีห่ าจุดเริ่มไมได

ทเี่ กดิ ขน้ึ ทางการกระทาํ คําพูด และความนกึ คิด

บัดน้ีเราสาํ นกึ ในผดิ น้นั ทั้งปวง

十方一切諸眾生, 二乘有學及無學,

一切如來與菩薩, 所有功德皆隨喜。

หมูสตั วท ้งั หลายในทศทศิ

ทวิยานิก*๒๑ เสขบุคคลและพระอเสขะ

พระตถาคตและพระโพธิสตั วทั้งหลาย

เราจกั อนุโมทนากับกศุ ลของทา นเหลานน้ั

*๒๑.คือ บคุ คลในยาน ๒ ประเภท คือ สาวกยาน และ ปจ เจกยาน

十方所有世間燈, 最初成就菩提者,

我今一切皆勸請, 轉於無上妙法輪。

พระโลกประทปี เจา ในทศิ ทง้ั สิบ

เมื่อปฐมสมัยท่สี ําเร็จพระโพธิญาณ

เราจักอาราธนาดวยประการท้ังปวง

ใหทรงหมนุ กงลอพระธรรมจกั ร

諸佛若欲示涅槃, 我悉至誠而勸請,

唯願久住剎塵劫, 利樂一切諸眾生。

พระพุทธเจา ทงั้ หลายหากปรารภเขา สหู วงนพิ พาน

เราจกั ทลู อาราธนาอยางทส่ี ดุ

ขอใหท รงพระชนมชีพอยูในโลกหลายกลั ปเทา ปรมาณูในโลก

16

เพอื่ ยงั ประโยชนแ กหมูสตั วท ง้ั ปวง

所有禮讚供養福, 請佛住世轉法輪,

隨喜懺悔諸善根, 迴向眾生及佛道。

บรรดากศุ ลจากการวันทนาและบชู า

การเชิญพระพทุ ธองคใหส ถิตในโลกและหมุนธรรมจกั ร

กศุ ลมลู ทัง้ ปวงของการโมทนาและขมากรรม

ขออุทศิ แกสรรพสัตวและพุทธภูมิ

我隨一切如來學, 修習普賢圓滿行,

供養過去諸如來, 及與現在十方佛。

เราจักศกึ ษาตามพระตถาคตทง้ั ปวง

ประพฤตจิ ริยาวตั รอนั สมบรู ณข องพระสมันตภทั ร

จกั บูชาพระตถาคตทั้งหลายในอดตี

และพระพุทธเจา ในทศทิศ ณ กาลปจจุบนั

未來一切天人師, 一切意樂皆圓滿,

我願普隨三世學, 速得成就大菩提。

พระศาสดาของเทวดาและมนุษยท ัง้ หลายในอนาคต

ลวนมพี ระอธั ยาศยั สมบูรณ

เราจกั ประพฤติตามพระพุทธเจาในกาลทัง้ สาม

เพ่ือสาํ เร็จถงึ มหาโพธิญาณโดยเรว็

所有十方一切剎, 廣大清淨妙莊嚴,

眾會圍遶諸如來, 悉在菩提樹王下。

ในบรรดาโลกธาตุทัง้ ปวงในทศทศิ

ลวนกวางใหญไพศาล บรสิ ุทธ์ิ อลังการยิ่ง

หมชู นท่แี วดลอมพระตถาคตทงั้ หลายอยู

ลว นแตป ระทับใตโพธิรุกขราชา

十方所有諸眾生, 願離憂患常安樂,

獲得甚深正法利, 滅除煩惱盡無餘。

ขอใหหมสู ตั วทง้ั หลายในทิศท้ังสิบ

จงไกลจากทุกขโ ศก มปี กตอิ ยเู ปน ผาสกุ

ไดเสวยประโยชนแ หงพระสทั ธรรมที่คมั ภรี ภาพ

แลวดบั กิเลสจนส้นิ ไมเ หลือเช้อื

我為菩提修行時, 一切趣中成宿命,

常得出家修淨戒, 無垢無破無穿漏。

สมัยที่เราประพฤตโิ พธจิ รยิ านนั้

ในทกุ สถานจงไดส าํ เรจ็ ปพุ เพนิวาสานสุ ตญิ าณ*๒๒

ไดอ อกบวชและประพฤตศิ ลี บรสิ ทุ ธอ์ิ ยูเ ปน นิจ

17

ดว ยความไมแปดเปอ น ไมทาํ ลาย ไมเ คลอื บยอ มเถิด
*๒๒.ความรคู ือ สามารถระลกึ ชาติ หนหลงั ได , หนง่ึ ในอภญิ ญา ๖ ประการ

天龍夜叉鳩槃荼, 乃至人與非人等,

所有一切眾生語, 悉以諸音而說法。

เทพ นาค ยักษแ ละกุมภัณฑ

จนถึงมนุษยแ ละอมนุษยท ้งั ปวง

บรรดาภาษาของหมูสัตวเ หลานน้ั

เราจกั ใชเสยี งทง้ั ปวงน้นั แสดงธรรม

勤修清淨波羅蜜, 恒不忘失菩提心,

滅除障垢無有餘, 一切妙行皆成就。

ใหเ พยี รบําเพญ็ ปารมติ าบรสิ ุทธ์ิ

และไมว บิ ัติหลงลมื โพธจิ ิต

วิบากและมลทนิ เมื่อกาํ จัดสิ้นไมม เี หลอื

จริยาท่ปี ระเสริฐทั้งปวงจงึ สําเร็จได

於諸惑業及魔境, 世間道中得解脫,

猶如蓮華不著水, 亦如日月不住空。

ในเหลากิเลสกรรมและมารวสิ ยั

หนทางแหงโลกยี ะ กไ็ ดห ลุดพนแลว

อปุ มาปุณฑริกชาตมิ ิสัมผัสวารี

อกี ด่ังอาทิตยแ ละจนั ทรามไิ ดติดของในอากาศ

悉除一切惡道苦, 等與一切群生樂,

如是經於剎塵劫, 十方利益恒無盡。

ทกุ ขจ ากอบายมรรคทงั้ ปวงถูกขจดั จนสน้ิ

มสี ุขเสมอดว ยเวไนยสตั วท ัง้ ปวง

เมือ่ ผา นกัลปไ ปเทากบั ปรมาณูในโลก

จงึ สามารถยงั ประโยชนท ่ัวทศทศิ ไปตลอดไมม ีประมาณ

我常隨順諸眾生, 盡於未來一切劫,

恒修普賢廣大行, 圓滿無上大菩提。

เราจักอนุโลมตามสรรพสตั วอ ยูเปนนิจ

แมส น้ิ กลั ปท ้งั ปวงในอนาคต

เพราะบําเพญ็ สมนั ตภทั รไพบลู ยจริยาอยนู ี้

จึงไดส มบรู ณซ ง่ึ พระอนุตรสมั โพธิ

所有與我同行者, 於一切處同集會,

身口意業皆同等, 一切行願同修學。

ขอใหท า นท้ังหลายและเรามจี ริยาเหมอื นกนั

ไดรว มชมุ นมุ รวมกันแมใ นสถานท่ีทั้งปวง

18

ไดม กี าย วาจา ใจที่เสมือนกนั
จรยิ าวัตร ปณิธานทง้ั ปวงนน้ั ก็จะรวมกนั ศกึ ษาบาํ เพญ็

所有益我善知識, 為我顯示普賢行,
於我常生歡喜心。
常願與我同集會,

บรรดากัลยาณมติ รของเรานี้
เมอ่ื เราแสดงสมันตภัทรจรยิ าแลว
จงึ มปี ณธิ านจกั อยพู รอ มกบั เรา
ยงั ใหเ ราเกดิ จติ ยนิ ดีอยเู ปน นจิ

願常面見諸如來, 及諸佛子眾圍遶,

於彼皆興廣大供, 盡未來劫無疲厭。

มีปณิธานจักประสบพระตถาคตท้งั หลาย

พรอมกับเหลา พุทธบตุ รท่แี วดลอ ม

ดว ยจกั ถวายมหาสกั การะตอ ทา นเหลาน้นั

จนสิ้นกัลปในอนาคตอยา งมเิ บื่อหนาย

願持諸佛微妙法, 光顯一切菩提行,

究竟清淨普賢道, 盡未來劫常修習。

มีปณธิ านจะธํารงคมั ภีรธรรมของพระพทุ ธเจาท้งั ปวง

สาํ แดงโพธจิ รยิ าทัง้ ปวงใหร งุ เรอื ง

ประพฤตสิ มนั ตภทั รจรยิ าอยา งหมดจดถงึ ท่สี ดุ

จนถึงกัลปอ นั เปน ท่สี ุดของอนาคตกาล

我於一切諸有中, 所修福智恒無盡,
獲諸無盡功德藏。
定慧方便及解脫,

เราจกั อาศัยภพทง้ั ปวง
บาํ เพญ็ กุศลและปญญาไปไมจ บสน้ิ
ทั้งสมาธิ ญาณ อปุ ายะและวิมุตติ
ไดเ สวยกุศลทง้ั ปวงไมจบสน้ิ

一塵中有塵數剎, 一一剎有難思佛,

一一佛處眾會中, 我見恒演菩提行。

ภายในปรมาณูหนึ่งยังมีปรมาณเู ทาทมี่ ีอยูในโลกธาตุ

แตล ะโลกธาตุยงั มีพระพทุ ธเจา (มากมาย)ยากแกก ารนึกคดิ ได

รวมทงั้ มหาชนทแ่ี วดลอมพระพุทธเจาหนึง่ ๆ นั้นดวย

ซงึ่ เราเห็นวา กําลงั กระทําโพธิจริยาอยเู ปน นิจ

普盡十方諸剎海, 一一毛端三世海,

佛海及與國土海, 我遍修行經劫海。

อยทู ่วั ไปในเกษตรสาครในทศทิศ

ปลายโลมชาตหิ นึ่งๆ กม็ ีตรีภมู *ิ ๒๓ สาคร

19

มีพทุ ธสาครและโลกธาตสุ าคร

เราก็บําเพญ็ จริยาผานลว งกัลปสาครมาแลว *๒๔

*๒๓.ตรภี มู ิ คือ ภมู ิ ๓ มี กามภูมิ รปู ภมู ิ อรูปภมู ิ

*๒๔.สาคร, มหาสมุทร เปนสํานวนเปรียบวา มีจํานวนมากมาย เหมือนหวงแหงมหาสาครที่กวางออกไปไมมี

ขอบเขต และลึกล้ําหยั่งวดั ไมได

一切如來語清淨, 一言具眾音聲海,

隨諸眾生意樂音, 一一流佛辯才海。

พระวจนะท่ีบรสิ ุทธ์ิของพระตถาคตทั้งปวง

วจีหนึง่ น้ันประกอบดว ยเสยี งแลสําเนยี งดุจหวงสาคร

คลอ ยตามเสียงท่หี มูส ตั วพ งึ พอใจ

ซ่ึงแตละเสียงหน่งึ ๆ คอื กระแสแหงพุทธปฏิภาณสาคร

三世一切諸如來, 於彼無盡語言海,

恒轉理趣妙法輪, 我深智力普能入。

พระตถาคตทั้งปวงในกาลสาม

ทรงใชว จนะภาษาทีไ่ มส้นิ สุดประหนึ่งสาครนั้น

ในการหมนุ พระธรรมจักรใหเคลอื่ นไป

เราจักใชกาํ ลงั ของปญญาทแ่ี ยบคายในการเขาถึง

我能深入於未來, 盡一切劫為一念,

三世所有一切劫, 為一念際我皆入。

เราสามารถเขาถงึ ภาวะแหง อนาคต

ตลอดกัลปท้งั หลายในระลึกเดยี ว

และกัลปทัง้ ปวงแหงตรกี าล

เราก็สามารถเขา ถึงไดภายในขณะเดียว

我於一念見三世, 所有一切人師子,

亦常入佛境界中, 如幻解脫及威力。

เราอาศยั ความระลกึ เดยี วแลเห็นตรกี าล

บรรดาพระนรสิงหท ัง้ ปวง

ยังเสดจ็ สูพุทธวิสยั อยูเปนนิจ

ประดจุ มายา วมิ ตุ ติและพลานุภาพ

於一毛端極微中, 出現三世莊嚴剎,

十方塵剎諸毛端, 我皆深入而嚴淨。

ในเบ้ืองปลายสุดของโลมชาติ

ยังปรากฏวยูหโลกธาตุของกาลทั้งสาม

โลกธาตจุ ํานวนเทา ปรมาณใู นทศทิศ ก็อยทู ่ีปลายแหงโลมชาตทิ ัง้ ปวง

เราจักดําเนนิ ลกึ เขาไปเพื่อชาํ ระใหบรสิ ุทธิ์

所有未來照世燈, 成道轉法悟群有,

20

究竟佛事示涅槃, 我皆往詣而親近。

บรรดาพระโลกประทปี เจาในอนาคต

ทไี่ ดสาํ เร็จมรรค เคลอื่ นธรรมจกั ร ใหห มสู ตั วต ่ืนขน้ึ

กระทาํ พุทธกิจถึงทส่ี ดุ แลว สูนพิ พาน

เราจะไปเฝา ยงั ทีน่ นั้ อยา งใกลชิด

速疾周遍神通力, 普門遍入大乘力,

智行普修功德力, 威神普覆大慈力,

ดวยกําลังแหงฤทธ์ิทีร่ วดเรว็ ครบถวน

ดว ยกําลังแหงมหายาน อันเปน วถิ ีทีส่ ามารถเขาถงึ ไดท ่ัวไป

ดวยกาํ ลังแหง ปญญาและกศุ ลทีบ่ ําเพ็ญ

ดวยกาํ ลังแหง เดชานุภาพของมหาเมตตาที่ปกแผ

遍淨莊嚴勝福力, 無著無依智慧力,

定慧方便諸威力, 普能積集菩提力。

ดวยกําลังแหง บุญท่ีประเสริฐ วิสทุ ธิ์ อลงั การ

ดว ยกาํ ลงั แหง ปญ ญาญาณ ทไี่ รเ คร่อื งพันผูก เครื่องอิงอาศัย (กับสิ่งอ่นื )

ดว ยกาํ ลังทัง้ ปวงแหงสมาธิ ญาณ อุปายะ

ดว ยกําลังแหงการสามารถสงั่ สมโพธญิ าณ

清淨一切善業力, 摧滅一切煩惱力,

降伏一切諸魔力, 圓滿普賢諸行力。

ดวยกาํ ลงั แหงกุศลธรรมทงั้ ปวงทีบ่ ริสทุ ธ์ิ

ดว ยกําลังแหง การกาํ จดั กิเลสท้งั ปวง

ดวยกําลังแหงการบาํ ราบมารทั้งปวง

ดวยกาํ ลงั แหง สมนั ตภัทรจริยาทง้ั ปวงทบ่ี รบิ ูรณ

普能嚴淨諸剎海, 解脫一切眾生海,

善能分別諸法海, 能甚深入智慧海。

สามารถชําระโลกธาตุสาครทงั้ หลายใหบ ริสุทธิ์

ไดหลดุ พนจากหวงมหรรณพของหมสู ตั วท ั้งหลาย

สามารถจาํ แนกธรรมสาครทง้ั ปวงไดเ ปน อยางดี

สามารถเขา สูป ญญาญาณไดโ ดยแยบคาย

普能清淨諸行海, 圓滿一切諸願海,

親近供養諸佛海, 修行無倦經劫海。

สามารถชาํ ระจริยาสาครท้งั หลายใหบริสุทธ์ิ

สมบรู ณในปณิธานสาครทง้ั ปวง

สกั การะใกลช ดิ พระพทุ ธตถาคตสาครทัง้ หลาย

แลประพฤตจิ ริยาโดยไมหนา ยแหนงตลอดกลั ปสาคร

三世一切諸如來, 最勝菩提諸行願,

我皆供養圓滿修, 以普賢行悟菩提。

21

พระตถาคตท้ังปวงในกาลสาม

มพี ระโพธิ จริยาวัตรและปณิธานท้งั ปวงประเสริฐสุด

เราจกั ขอบูชาโดยสมบรู ณ

ดวยสมันตภัทรจริยา เพอื่ รแู จงโพธญิ าณ

一切如來有長子, 彼名號曰普賢尊,

我今迴向諸善根, 願諸智行悉同彼。

พระตถาคตเจา ท้งั ปวงมโี อรสองคโ ต

นามกรวา “สมันตภทั ร”

บดั นเ้ี ราขออุทศิ กุศลมูลทงั้ ปวง

ขอใหปญญาและจรยิ าทัง้ ปวงเสมือนพระองค

願身口意恒清淨, 諸行剎土亦復然,

如是智慧號普賢, 願我與彼皆同等。

ขอใหก าย วาจา ใจบริสุทธอ์ิ ยูเปน นจิ

อกี ท้งั จรยิ า โลกธาตทุ ั้งปวงกเ็ ชนกนั

ดงั่ ปญ ญาญาณของ “พระสมนั ตภทั ร”

ขอใหเราและพระองคเ สมือนกนั

我為遍淨普賢行, 文殊師利諸大願,

滿彼事業盡無餘, 未來際劫恒無倦。

ดว ยเรามจี ริยาวัตรของพระสมนั ตภัทร

และมหาปณิธานทัง้ ปวงของพระมัญชุศรที ี่สะอาดรอบ

จงึ พรอมอยูในกจิ เหลา นัน้ ท้ังส้นิ

ในกลั ปแ หง อนาคตจกั ไมต อ งยอ ทอ เลย

我所修行無有量, 獲得無量諸功德,

安住無量諸行中, 了達一切神通力。

อนั การบาํ เพญ็ จรยิ าวัตรของเรานั้นไมมปี ระมาณ

จงึ ไดรับกุศลตา งๆ ไมมีประมาณ

แลวตงั้ อยใู นจรยิ าวตั รทั้งปวงไมมปี ระมาณ

ไดแ ทงตลอดซึ่งอภญิ ญาพละท้งั ปวง

文殊師利勇猛智, 普賢慧行亦復然,

我今迴向諸善根, 隨彼一切常修學。

พระมัญชศุ รมี ีปญญาอนั แกลวกลา

พระสมันตภัทรกม็ ญี าณจริยาดจุ เดียวกนั

บัดน้เี ราขออทุ ศิ กุศลมลู ท้ังปวง

เพอ่ื ศึกษาบําเพญ็ ส่ิงทัง้ ปวงตามพระองคอยเู ปน นิจ

三世諸佛所稱歎, 如是最勝諸大願,

我今迴向諸善根, 為得普賢殊勝行。

22

พระพุทธเจา ในตรีกาลลว นสดุดี

ในมหาปณิธานทปี่ ระเสริฐยิง่ เหลานี้

บัดนเี้ ราขออทุ ศิ กุศลมูลท้งั ปวง

เพอ่ื บรรลวุ ิชยจรยิ าของพระสมนั ตภัทร

願我臨欲命終時, 盡除一切諸障礙,

面見彼佛阿彌陀, 即得往生安樂剎。

ขอใหเม่ือสมยั เราจะส้นิ ชีพ

วิบากคอื สิง่ กีดกั้นท้ังหลายจงหมดสิ้น

ไดป ระสบพระอมิตายุสะพุทธเจาองคน้นั

แลวไปอุบัตทิ ่ีแดนสุขาวตี

我既往生彼國已, 現前成就此大願,

一切圓滿盡無餘, 利樂一切眾生界。

เมือ่ เราไปอุบัตทิ ี่โลกธาตนุ ั้นแลว

จักไดสําเรจ็ ซ่ึงมหาปณธิ านนี้

ทุกสรรพส่งิ จกั บรบิ ูรณไมมเี หลือ

แลว ยงั ประโยชนสุขใหหมูสัตวท ัง้ ปวง

彼佛眾會咸清淨, 我時於勝蓮華生,

親睹如來無量光, 現前授我菩提記。

อันประชุมชนของพระพทุ ธเจา องคน นั้ กล็ วนบริสทุ ธ์ิ

เมอ่ื สมยั ทีเ่ รากาํ เนิดจากปท มชาตทิ ่ียอดเยีย่ มน้นั

จกั ไดเ ห็นพระตถาคตอมติ าภะอยางใกลช ดิ

จะทรงประทานพุทธพยากรณยงั เบ้อื งหนาของเรา

蒙彼如來授記已, 化身無數百俱胝,

智力廣大遍十方, 普利一切眾生界。

ก็เมือ่ ไดรับพุทธพยากรณจากพระตถาคตเจา นั้นแลว

จักนิรมาณกายไดนับรอ ยโกฏอิ สงไขย

ปญ ญามีอํานาจไพบูลยท ่วั ทศทิศ

เพื่อยงั ประโยชนแ กส รรพสตั วทงั้ ปวง

乃至虛空世界盡, 眾生及業煩惱盡,

如是一切無盡時, 我願究竟恒無盡。

จนถงึ อากาศ โลกธาตสุ น้ิ สญู

สรรพสตั ว และกรรม กเิ ลสสูญส้นิ

ดัง่ ทที่ ุกสงิ่ ไมอาจสญู สิ้นไปเชน น้ี

ปณธิ านของเราทสี่ ดุ แลว ยอมไมส ญู สน้ิ

十方所有無邊剎, 莊嚴眾寶供如來,

最勝安樂施天人, 經一切剎微塵劫。

23

หากในบรรดาโลกธาตทุ ไี่ รข อบเขตทว่ั ทศทิศ

จักใชม วลรตั นชาติท่ีอลงั การบูชาพระตถาคต

นําความผาสุกอยา งยอดเย่ียมมอบใหเทวดาและมนษุ ย

โดยผา นไปหลายกลั ปเทา ปรมาณูในโลกท้งั ปวง ประการหนึ่ง

若人於此勝願王, 一經於耳能生信,

求勝菩提心渴仰, 獲勝功德過於彼。

และหากมีผไู ดส ดบั ปณิธานราชาอนั ประเสรฐิ นี้

แมหนึ่งครั้ง แลวสามารถเกดิ ความเลือ่ มใส

ปรารถนาโพธจิ ติ อนั ประเสริฐอยางแรงกลา แลว

ยอ มไดร ับกศุ ลยอดเยย่ี มกวา ประการแรกนั้น

即常遠離惡知識, 永離一切諸惡道,

速見如來無量光, 具此普賢最勝願。

ยอมหา งไกลจากมติ รชว่ั อยูเปนนิจ

ไกลจากอบายภูมิทง้ั ปวง

จักไดพ บพระตถาคตอมิตาภะโดยเรว็

แลวสมบรู ณซ ่งึ สมันตภทั รปณธิ านทีป่ ระเสริฐสดุ

此人善得勝壽命, 此人善來人中生,

此人不久當成就, 如彼普賢菩薩行。

บุคคลนย้ี อ มไดร ับชวี ิตทป่ี ระเสรฐิ

บุคคลนีย้ อ มเปนผูมากําเนิดในภมู ิมนุษยโ ดยดี

บุคคลนม้ี ชิ า นานจักไดสาํ เรจ็

ประดุจจรยิ าวตั รของพระสมนั ตภัทรโพธสิ ตั วน ัน้ แล

往昔由無智慧力, 所造極惡五無間,

誦此普賢大願王, 一念速疾皆銷滅。

ดวยอาํ นาจทใ่ี นอดตี ไรซ ง่ึ ปญญาญาณ

จงึ สรางความชว่ั รา ยสาหัส และอนนั ตริยกรรมทงั้ หา

เม่ือสาธยายสมันตภทั รมหาปณิธานราชนี้แลว

กจ็ ักดับสลายไปในขณะเดียวอยางรวดเรว็

族姓種類及容色, 相好智慧咸圓滿,

諸魔外道不能摧, 堪為三界所應供。

ตระกลู เช้ือสาย และใบหนา

ลักษณะ ปญ ญาญานตา งสมบูรณพ รอ ม

บรรดามาร เดยี รถีรม อิ าจหกั ลา ง

พึงไดร บั สักการะจากสามภมู ิ

速詣菩提大樹王, 坐已降伏諸魔眾,

成等正覺轉法輪, 普利一切諸含識。

24

จะไดถ งึ มหาโพธริ าชพฤกษโดยเรว็ (ตรสั ร)ู

ประทับน่งั แลวกําราบมารทง้ั ปวง

ไดสาํ เร็จพระสมั โพธิ หมนุ กงพระธรรมจักร

ยงั ประโยชนแ กสัตวผ มู ีปราณ*๒๕ ทั้งปวง

*๒๕.หมายถงึ สตั วโ ลกท้ังหลาย

若人於此普賢願, 讀誦受持及演說,

果報唯佛能證知, 決定獲勝菩提道。

หากผูไดอา นทอ ง จดจําและกลา วแสดง

สมนั ตภทั รปณธิ านนี้

ผลทพี่ ึงไดร ับมแี ตพ ระพทุ ธตถาคตเทา น้ันท่ีทรงทราบ

จักไดบ รรลุพระโพธมิ รรคเปน แนแ ท

若人誦此普賢願, 我說少分之善根,

一念一切悉皆圓, 成就眾生清淨願。

หากผูทอ งสมันตภัทรปณธิ านน้ี

เราจกั พรรณนากุศลมลู น้ันไดเ พียงสว นนอย

ระลกึ เดยี วกับสรรพสิ่งนั้นลว นแตสมบรู ณ

ยังใหป ณิธานทบี่ ริสทุ ธิ์ของสรรพสตั วไดส ําเรจ็

我此普賢殊勝行, 無邊勝福皆迴向,

普願沈溺諸眾生, 速往無量光佛剎。」

เราจักอาศยั จรยิ าวัตรอันวิเศษของพระสมันตภทั ร

อทุ ิศกุศลอันยอดเย่ยี มไมม ขี อบเขต

ขอใหห มูส ัตวใ นวัฏสงสาร

ไดไ ปอบุ ัติยงั พทุ ธเกษตรแหง พระอมิตาภะโดยเรว็ เทอญ.

爾時,普賢菩薩摩訶薩於如來前,說此普賢廣大願王清淨偈已,善財童子踊躍無量,一切菩薩皆
大歡喜。如來讚言:「善哉!善哉!」

คร้ังน้ัน เมื่อพระสมันตภัทรโพธิสัตวมหาสัตวไดแสดง สมันตภัทรไพบูลยมหาปณิธานราชโศลก ยัง

เบ้ืองพระพักตรแหงพระพทุ ธตถาคตเจาจบลงแลว สุธนกุมารจึงเกิดอุเพงคปติ*๒๖ ไมมีประมาณ พระโพธิสัตว

ทั้งหลายลวนโสมนสั ยินดีเปนอนั มาก พระตถาคตตรสั วา “ดีแลว ดีแลว”

*๒๖.ความอ่ิมใจ, ความด่ืมดํ่าในใจ มี ๕ คือ ๑.ขุททกาปติ ปติเล็กนอยพอขนชันนํ้าตาไหล ๒.ขณิกาปติ ปติ

ชว่ั ขณะรสู กึ แปลบๆ ดุจฟาแลบ ๓.โอกกนั ตกิ าปต ิ ปต ิเปน ระลอกรูสึกซลู งมาๆ ดจุ คลืน่ ซดั ฝง ๔.อุพเพคาปต ิ ปติ

โลดลอย ใหใจฟูตัวเบาหรืออุทานออกมา ๕.ผรณาปติ ปติซาบซาน เอิบอาบไปท่ัวสรรพางค เปนของประกอบ

กบั สมาธิ

爾時,世尊與諸聖者菩薩摩訶薩,演說如是不可思議解脫境界勝法門時,文殊師利菩薩而為上首
,諸大菩薩、及所成熟六千比丘;彌勒菩薩而為上首,賢劫一切諸大菩薩;無垢普賢菩薩而為上
首,一生補處、住灌頂位諸大菩薩,及餘十方種種世界.普來集會.一切剎海極微塵數.諸菩薩
摩訶薩眾;大智舍利弗、摩訶目犍連等而為上首,諸大聲聞,并諸人天,一切世主,天、龍、夜

25

叉、乾闥婆、阿脩羅、迦樓羅、緊那羅、摩[目*侯]羅伽、人、非人等一切大眾,聞佛所說,皆大
歡喜,信受奉行。

สมัยน้ัน องคพระผูมีพระภาคสัมมาสัมพุทธเจา พรอมดวยบรรดาอริยบริษัทคือพระโพธิสัตวมหา
สัตวทั้งหลาย เมื่อเพลาที่กลาวแสดง อจินไตยวิมุตติวิสัยวิชยธรรมทวารนี้ พระมัญชุศรีโพธิสัตวผูเปนประธาน
เหลามหาโพธิสัตวทั้งปวง และภิกษุหกพันรูปที่ไดรับการบมรมแลว พระเมตไตรยโพธิสัตวเปนประธานบรรดา
มหาโพธิสตั วท้ังหลายในภัทรกลั ป พระสมันตภัทรโพธสิ ตั วเ ปน ประธานหมูโพธิสตั วผูเปน เอกชาตปิ ฏพิ นั ธ*๒๗ ผู
ไดรบั พทุ ธอภเิ ษกฐานะเปนมหาโพธสิ ัตวท ัง้ ปวง และผทู มี่ าชุมนมุ จากโลกธาตตุ า งๆ ทัว่ ทศทิศ คณะพระโพธสิ ตั ว
มหาสัตวที่มีจํานวนเทากับปรมาณูธุลีในโลกธาตุสาครทั้งหลาย พระธรรมเสนาบดีสารีบุตร พระมหาโมคคัลลา
นะเถรเจาเปนประธานหมูพระมหาสาวกกับท้ังเทวดาทั้งหลาย โลกบดีทั้งปวง เทพ นาค ยักษ คนธรรพ อสุร
ครุฑ กินนร มโหราค มนุษยและอมนุษยทั้งปวงอันเปนมหาชนท้ังปวง เมื่อไดสดับพระพุทธศาสนียแลว ตาง
บังเกดิ มหาโสมนสั มศี รทั ธานอมรบั ปฏิบัติสืบไป.
*๒๗.พระผูเปนเอกชาติปฏิพันธ หรอื พระผูเก่ียวขอ งกบั การเกิดอกี เพียงชาติเดียว กจ็ ักไดบ รรลุพระอนุตรสัมมา
สัมโพธิญาณ สําเร็จเปนพระพุทธเจาไดหลุดพนจากความทุกขทั้งปวง มิตองหวนกลับมาเวียนวายในสังสารวัฏ
อีก

จบ สมันตภัทรจรยิ าปณธิ านวรรค.

Samantabhadra

Samantabhadra (Wylie: Kun-tu bzang-po, Mongolian: Qamugha Sain, Japanese:
Fugen bosatsu, Vietnamese: Phổ Hiền Bồ Tát), meaning Universal Worthy, is a Bodhisattva
in Mahayana Buddhism associated with Buddhist practice and meditation. Together with
Shakyamuni Buddha and fellow bodhisattva Manjusri he forms the Shakyamuni trinity in
Buddhism. He is the patron of the Lotus Sutra and, according to the Avatamsaka Sutra, made
the ten great vows which are the basis of a bodhisattva. In China he is associated with action,
whereas the bodhisattva Manjusri is associated with wisdom. In Japan this bodhisattva is
often worshipped by the Tendai and Shingon sects, and as the protector of the Lotus Sutra
by the Nichiren sect. In the Nyingma school of Tibetan Buddhist Vajrayana, Samantabhadra
is considered a primordial Buddha in indivisible yab-yum union with his consort
Samantabhadri. Samantabhadra/Kuntuzangpo is usually presented with colour black. The
Dorje Zahorma hat, that is a special form of the Dorje Zahorma hat which is particular to
Chatral Rinpoches tradition, is emblazoned with an image of Kuntuzangpo.

Origins
Samantabhadra is a key figure in the Flower Garland Sutra, particularly the last chapter,
the Gandhavyuha Sutra. In the climax of the Gandhavyuha Sutra, the student Sudhana meets
the Bodhisattva Samantabhadra, who teaches him that wisdom only exists for the sake of
putting it into practice; that it is only good insofar as it benefits all living beings. In the Lotus
Sutra, he is described at length in the epilogue, The Sutra of Meditation on the Bodhisattva
Universal Worthy (Jp: Fugen Kyō), with special detail given to visualization of the
bodhisattva, and the virtues of devotion to him.

26

The Ten Vows of Samantabhadra

In the Flower Garland Sutra, the Buddha states that Bodhisattva Samantabhadra made
ten great vows in his path to full Buddha-hood:

1.To pay homage and respect to all Buddhas.

2.To praise all the Buddhas.

3.To make abundant offerings. (i.e. give generously)

4.To repent misdeeds and evil karmas.

5.To rejoice in others' merits and virtues.

6.To request the Buddhas to continue teaching.

7.To request the Buddhas to remain in the world.

8.To follow the teachings of the Buddhas at all times.

9.To accommodate and benefit all living beings.

10.To transfer all merits and virtues to benefit all beings.

The ten vows have become a common practice in East Asian Buddhism, particularly
the tenth vow, with many Buddhists traditionally dedicating their merit and good works to
all beings during Buddhist liturgies.

Iconography

Unlike his more popular counterpart Manjusri, Samantabhadra is only rarely depicted
alone and is usually found in a trinity on the right side of Shakyamuni, mounted on a white
elephant. In those traditions that accept the Avatamsaka Sutra as its root instruction,
Samantabhadra and Manjusri flank Vairocana Buddha, the central Buddha of this particular
sutra. Known as Pǔxián in Chinese, he is sometimes shown in Chinese art with feminine
characteristics, riding an elephant with six pairs of tusks while carrying a lotus leaf 'parasol'
(Sanskrit: chhatra), bearing similar dress and features to some feminine depictions of Kuan
Yin. It is in this guise that Samantabhadra is revered as the patron bodhisattva of the
monasteries associated with Mount Emei in western China. Among those esoteric traditions
that treat Samantabhadra as the 'Primordial' (Sanskrit: Dharmakaya) Buddha, he is often
represented 'naked' ("sky clad"; Sanskrit: digambara), with a dark blue body, in union with
his consort Samantabhadri.

Samantabhadra in esoteric traditions

Samntabhadra is also known as Vajradhara and Viśvabhadra, the different names
foreground different attributes and essence-qualities. Samantabhadra appears in the
Vajrayana tantric text the Kunjed Gyalpo Tantra, as the Primordial Buddha, the
'embodiment' (Sanskrit: kaya) or 'field' (Sanskrit: kṣetra) of 'timeless awareness, gnosis'
(Sanskrit: jñāna) awakened since before the very beginning. Therefore in Tibetan Buddhism
the Nyingma, or 'Old Translation' school, the Sakya and the Bön schools view
Samantabhadra as the Primordial Buddha. However, the Kagyu and Gelug schools use
Vajradhara to represent the Primordial Buddha. Dzongsar Khyentse Rinpoche following the
Nyingmapa Dzogchen tradition qualifies the nature and essence of Samantabhadra, the
Primordial Buddha, as the origin-less wellspring of the timeless and unbounded Atiyoga
teachings, and honours the converse view entertained by some interested parties which hold
that the Dzogchen teachings originated with either the Bonpo tradition or the Chinese monk
Moheyan (1990: p.xxi): Samantabhadra is not subject to limits of time, place, or physical
conditions. Samantabhadra is not a colored being with two eyes, etc. Samantabhadra is the
unity of awareness and emptiness, the unity of appearances and emptiness, the nature of
mind, natural clarity with unceasing compassion - that is Samantabhadra from the very
beginning.

27

ส า ร� ต ถ ธ ร ร ม ม ห า ย า น

๑ . อ ร ร ถ ว‹ า “ ม ห า ย า น ”

มหายาน มาจากราธาตุศัพท มหา+ยาน แปลวา “พาหนะท่ีใหญ” เปนคําเรียกที่อาศัยการเปรียบเทียบ
จากคําวา หินยาน ซ่ึงมาจากศัพทวา หิน+ยาน ซึ่งมหายานแปลวา “พาหนะท่ีเลวๆ เล็กๆ”*๑ มหายานยังมี
ความวา ยานที่สูงสุด*๒ และตามความรูสึกของมหายาน คําวามหายาน ไมเพียงแตเปนยานใหญ ยานท่ีสูงสุด
เทา น้นั ยงั เปน ยานทร่ี ับคนไดทุกประเภท ทกุ อาชพี ทกุ วยั และรวมทง้ั สัตวโ ลกทุกรูปทกุ นามดวย และยานนี้ยัง
หมายถึงยานท่จี ะไปถึงพทุ ธภมู ิ และความสาํ เรจ็ เปน พระพทุ ธเจาได

อรรถของมหายาน หมายถึง การขนสัตวใหขามวัฏฏสงสารไดมากกวาสาวกยาน ในมหาปรัชญาปาริตา
อรรถกถา คุรุนาคารชุน ไดอธิบายวา “พระพทุ ธธรรมมีเอกรสเดียว คือ รสแหงวมิ ุติ ความรอดพน จากปวงทุกข
แตชนิดของรสมี ๒ คือ ชนิดแรกเพ่ือตัวเอง ชนิดท่ีสองเพื่อตัวเองและสรรพสัตวดวย” ฝายสาวกยานมุงความ
หลดพนเฉพาะตน ไมมีปณิธานในการโปรดสัตว แตฝายมหายานตรงกันขามยอมมุงพุทธภูมิกันเพื่อขนสัตวให
หลดุ พน ทกุ ขจนหมดส้นิ อธบิ ายวา พุทธศาสนิกชนฝายสาวกยานโดยท่ัวไปแลวมุงแตอรหตั ภมู ิเปน สําคัญ ฉะน้ัน
จึงเรียกอีกชื่อหนึ่งวา “สาวกยาน” สวนพุทธศาสนิกชนฝายมหายานลวนมุงพุทธภูมิท้ังนั้น จึงมีช่ือเรียกวา
“โพธสิ ตั วยาน” บาง “พุทธยาน” บาง

ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร กลาววา “ถาสรรพสัตวไดสดับธรรมจากพระภควาบังเกิดศรัทธาความเชื่อปสา
ทะความเลื่อมใส ไดวิริยะ บําเพ็ญบารมีเพื่อสรรเพชรดาญาณอันเปนธรรมชาติ ญาณอันปราศจากครูอาจารย
ญาณแหงพระตถาคต กําลังความกลาหาญ มีความกรุณาปรารถนาตอความสุขของสรรพสัตว บําเพ็ญ
หิตานหุ ิตประโยชนตอ ทวยเทพและมนษุ ย โปรดสารรพนกิ รใหพน ทุกข นน้ั ชอื่ วา “มหายาน”

อาจารยน าคารชนุ กลาวไวใน “ทวาทศกายศาสตร” อกี วา “มหายานคือยานอันประเสริฐกวายานทั้ง๒”*
๓ เหตุน้ันชื่อวา “มหายาน” พระพุทธเจาทั้งหลายอันใหญยิ่ง ทรงอาศัยซึ่งยานนี้ๆ จะสามารถนําเราเขาถึง
พระองคได เหตุน้ันจึงชื่อวา “มหา” อน่ึงปวงพุทธเจาผูมหาบุรุษไดอาศัยยานนี้เหตุน้ัน จึงช่ือวา “มหา” แลอีก
ท้ังสามารถดับทุกขอันไพศาลของสรรพสัตว และประกอบประโยชนอันยิ่งใหญใหถึงพรอม เหตุน้ัน จึงช่ือวา
“มหา”

อน่ึง พระโพธิสัตวท้ังปวง มีพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว พระสถามปราปตโพธิสัตว พระเมตเตยยโพธิสัตว
พระมัญชุศรีโพธิสัตว พระสมันตภัทรโพธิสัตว และพระกษิติครรภโพธิสัตว เปนตน ปวงมหาบุรุษไดทรงอาศัย
เหตนุ ั้นจงึ ช่อื วา “มหา” อนึง่ เม่อื อาศัยยานนี้แลว กย็ อมเขา ถงึ ท่สี ุดแหง ธรรมท้งั ปวง เหตนุ ้นั จึงชื่อวา “มหา”

๒ . ต ร� ย า น

นอกจากท่ีกลาวมาแลว ยงั มีขอความที่ยกยอง “มหายาน” อีกเปนจาํ นวนมากในคมั ภรี ของมหายาน เชน
เรยี กวา อนตุ รยาน ยานอันสงู สดุ , โพธสิ ัตวย าน ยานของพระโพธิสตั ว, พุทธยาน ยานของพระพทุ ธเจา, เอกยาน
ยานอนั เอก เปนตน สรปุ แลว ยานในพระพุทธศาสนาไดแบงออกเปน ๓ คือ

28

๑.สาวกยาน (เซียบงุ เสง็ ) คือ ยานของพระสาวก ทีม่ งุ เพียง อรหตั ภูมิ ซง่ึ รแู จง ในอริยสจั ๔ ดวยการ
สดบั จากพระพุทธเจา

๒.ปจเจกยาน (ตกกักเส็ง) คือ ยานของปจเจกพุทธเจา ไดแกผูรูแจงในปฏิจจสมุปบาทดวยตนเอง
แตไ มสามารถแสดงธรรมสงั่ สอนสตั วใหบรรลุมรรคผลได

๓.โพธิสตั วยาน (พสู ักเสง็ ) คอื ยานของพระโพธสิ ตั ว ซ่งึ ไดแ กผ มู ใี จคอกวา งขวาง ประกอบดว ยมหา
กรุณาในสรรพสัตว ไมตองการ อรหัตภูมิ ปจเจกภูมิ แตปรารถนาพุทธภูมิ เพ่ือโปรดสัตวไดกวางขวางกวา ๒
ยานแรก

ในโพธิจติ สตู ร (พูท ซี้ ิมเกง็ ) พราหมณก ัสสปโคตร ไดท ลู ถามพระพทุ ธเจาวา “การหลุดพนมีความแตกตาง
กันดวยหรือ” พระพุทธองคทรงตรัสตอบวา “วิมุตติมรรค หาไดมีความแตกตางกันไม ก็แตยานพาหนะท่ีจะไป
น้ันมีความแตกตางกันอยู อุปมาเหมือนถนนหลวง ยอมมีผูไปดวยพาหนะ คือ ชางบาง มาบาง ฬาบาง เขา
ทั้งหลายยอมบรรลุถึงนครอันตนปรารถนา เพราะเหตุนั้น สาวกยาน ปจเจกยาน อนุตรสัมโพธิยาน ทั้ง ๓ นี้มี
ตางกัน ก็แตมรรควิมุตติหามีความแตกตางกันไม” แลวพระผูมีพระภาคไดตรัสตอไปวา “หนทางความหลุดพน
ไมมีตํ่าสูง แตยานพาหนะท้ังหลายมีความแตกตาง ผูมีปญญาพึงเปรียบเทียบเชนนี้แลว พึงเลือกเอายานที่
ประเสริฐสดุ ”

ในอุปาสกศีลสูตร (อิวผอสักายเก็ง) มีคําอุปมาที่นาฟงอีก คือ พระพุทธดํารัสวา “ดูกอนกุลบุตร เปรียบ
เหมือนแมน้ําคงคา สัตว ๓ ตัวไดวายขามไปดวยกัน คือ กระตาย มา และชาง กระตายไมอาจหย่ังถึงพ้ืนดินได
ลอยขา มนํา้ ไป มาบางขณะก็หยงั่ ถึง บางขณะกห็ ยงั่ ไมถ ึง สวนชางน้ันยอมหยั่งถงึ พ้นื ดิน แมนํ้าคงคาน่นั เปรียบ
ดุจดั่งปฏิจจสมุปบาท ๑๒ ประการ สาวกขามเปรียบเหมือนกระตาย ปจเจกพุทธขามเปรียบเหมือนมา แต
ตถาคตขา มเปรียบเหมอื นชา ง”

๓.เอกยาน

ในสัทธรรมปุณฑริกสูตร ก็กลาววา พระพุทธองคทรงตรัสเทศนา อุปมายานท้ัง ๓ ไวดั่งนี้ คือ สกลโลก
เปรียบดวยบานที่ถูกไฟกิเลสเผาผลาญ ประชาสัตวเปรียบดวยผูอาศยั ในบานน้ัน ดวยอํานาจของอวิชชาก็ทําให
หลง ไมคิดจะหลบหลีกหนีเพลิง พระพุทธองคทรงมีกรุณาย่ิงนัก จึงทรงประทานอุบายชักนาํ วา ถาแมยอมออก
จากบานแลว ก็จักประทานรถบรรทุกสมบัติของอันมีคาอันนาเพลิดเพลิน อันเทียมดวยแพะ กวาง และวัว ให
ประชาสตั วเ หลาน้นั ดวยความตองการอยากไดข องประทาน จึงยอมออกมา คร้นั แลวพระองคผเู ปรียบดว ยบิดา
ของปวงสัตวแทนที่จะประทานรถเล็กๆ อันเทียมดวยสัตวท้ัง ๓ น้ันให พระองคกลับประทานรถมหึมา บรรจุ
มหาสมบัตอิ ันใชม ริ ูส้ิน เทยี มดว ยโคขาวท่ีทรงพลังมหาศาลให สาวกยานเปรยี บดว ยยานท่เี ทียมดว ยแพะ ปจเจก
ยานเปรยี บดวยยานทีเ่ ทียมดวยกวาง โพธิสัตวยานเปรียบดวยบานท่เี ทียมโค ทง้ั ๓ ยานนี้ เปน เพยี งอุบายโกศล
ธรรม ยงั หาใชย านทแ่ี ทจ ริงไม ยานท่แี ทจ ริงมียานเดียว คือ เอกยานหรือพุทธยานเทาน้นั หลกั การ เอกยาน จงึ
เปนความคิดสมานเช่ือมตรียานใหหลอมเขามาสูจุดเดียวกันไดอยางแนบเนียน และก็คงเปนมหายานคือสูพุทธ
ภูมิ โพธิสัตวยานเหมือนการทําเหตุ พุทธยานเหมือนผลอันเกิดจากเหตุที่บําเพ็ญบารมีแลว แตก็เปนการยกจิต
ใหส ูง มุงตอพระอนุตรสัมมาสัมโพธญิ าณ ซง่ึ เกดิ ดว ยนาํ้ ใจทกี่ รณุ าตอ โลกเปนมลู ฐาน

29

๔ . ต ร� ก า ย

หลักการใหญๆ ของมหายานอยูท หี่ ลกั เรื่อง “ตรีกาย” กายทง้ั ๓ ของพระพทุ ธเจา หลงั จากท่ีพระพทุ ธเจา
ไดเสร็จดับขันธปรินิพพานไปแลว เหลาสาวกเริ่มคิดถึงความอัจฉริยะของพระองคมากย่ิงข้ึน ตามทรรศนะของ
สาวกยานกิ ชนพระพทุ ธเจาเปน อภบิ ุคคล ผไู ดบรรลุความสมบรู ณแหงปญ ญาในชีวติ น้ี เพราะอาํ นาจความเจริญ
ทางจิตใจ และบญุ กรรมทไ่ี ดส่งั สมมาแตอดีตชาติ ความเคารพอันลึกซ้งึ ท่ีเหลาศานศุ ษิ ยข องพระองคมีอยู ทาํ ให
ไมพอใจดวยความเปนมนุษยธรรมสามัญพระบรมครูของตน จึงพยายามสรางสรรคใหพระองคเปนสิ่งที่
เหนือกวาวญิ ญาณอมตะ ถึงคัมภรี บาลกี ไ็ ดก ลาวถึงชีวติ อนั สูงลาํ้ สําหรบั พระพทุ ธเจา นอกเหนือไปจากชีวิตโลกยี 
อีกดวย เพราะความคิดวา พระพุทธเจามีสภาพสูงล้ําเหนอื ชีวิตโลกีย จึงทําใหลัทธิมหายานอธิบายพระพทุ ธเจา
ใน ๓ วิธี

๑.นิรมานกาย หมายถึง กายท่ีเปลี่ยนแปลงได ตามสภาพของสังขารในฐานะท่ีเปนมนุษย พระ
ศากยมุนีผูทองเท่ียวอยูบนโลก สั่งสอธรรมแกสานุศิษยของพระองค ดับขันธปรินิพพานเมื่อพระชนมายุได ๘๐
พรรษา

๒.สัมโภคกาย หมายถึง กายอันมีมีสวนแหงความรื่นเริง ในฐานะเปนพุทธอุดมคติผูส่ังสอนแกพระ
โพธิสัตวทั้งหลาย

๓.ธรรมกาย หมายถึง กายอันเกิดจากธรรม ในฐานะเปนสภาพสูงสุด หลักแหงความรู ความกรุณา
และความสมบรู ณ

มหายานช้ันแรกดูเหมือนจะมีทัศนะตรงกบั เถรวาทที่วา พระพุทธเจาทรงมีกายเพยี ง ๒ เทาน้ัน คือ
ธรรมกาย และ นิรมานกาย ธรรมกายนั้นมีพระพุทธวจนะท่ีตรัสโดยตรงในบาลีอัคคัญญสตู รแหงทฆี นกิ าย สว น
นิรมานกายนั้นไดแกพระกายของพระศาสดาท่ีประกอบดวยขันธ ๕ ในคัมภีรฝายมาธยมิกชั้นแรก ก็ยังไมพบ
กายที่ ๓ ธรรมกายตามนัยแหงเถรวาทหมายถึงพระคุณทั้ง ๓ ของพระพุทธเจา อันไดแก พระมหาปญญาคุณ
พระมหาวิสทุ ธคิ ุณ และพระมหากรุณาธิคณุ

มหายานไดสรางลัทธิตรีกายขึ้นดวยวิธีเพ่ิมกายอีกกายหนึ่งเขาไป คือ สัมโภคกาย ซึ่งเปนกายของพระ
พุทธองคอันสําแดงใหเห็นเฉพาะหมูพระโพธิสัตวมหาสัตว เปนทิพยะภาวะอันมีรัศมีรุงเรื่องแผซานทั่วไป
เพราะฉะน้ันแมจนกระทั่งบัดน้ี พระโพธิสัตวก็ยังอาจเห็นพระศากยมุนีพุทธเจาไดในรูปสัมโภคกาย พระพุทธ
องคทรงอาจสดับคําสวดมนตของเรา แมพระองคจะดับขันธปรินิพพานไปแลวก็ดี ท้ังนี้ก็ดวยการดับขันธปริ
นพิ พานนน้ั เปนเพียงการสําแดงใหเห็นปรากฏในรูปนิรมานกายเทานัน้ สว นธรรมกายนนั้ ก็เปนภาวะอมตะ ไมมี
เบอื้ งตน ทา มกลาง ท่สี ดุ แผคลมุ อยูท่ัวไป ความคดิ เรอ่ื งสมั โภคกายนี้ มหายานไดร ับจากนิกายมหาสังฆิกะ และ
ในหมูคณาจารยข องมหายานก็ไมมคี วามเห็นพองกนั ในเร่ืองน้ี

อันท่ีจริง พระพุทธองคมิใชมีถึง ๓ กาย คงมีแตเพียงกายเดียว ตรีกายตามน้ันเปนเพียงลักษณะของ
พระพุทธเจาเทาน้ัน ถากลาวตามทรรศนะในแงความสมบูรณ ความเปนสากล พระองคก็คือธรรมกายอันสูงล้ํา
หรือถามองจากทรรศนะความเปนอุดมคติ พระองคก็คือสัมโภคกายผูสั่งสอนพระโพธิสัตว เพื่อชวยเหลือพระ
โพธสิ ตั ว ในการทํางานปลดเปล้ืองสรรพสัตวจ ากกองทกุ ข อนึง่ เมอ่ื พจิ ารณาตามทรรศนะนิรมานกาย พระองค

30

คือศากยมุนีผูประสูติ ณ สวนลุมพินี ไดตรัสรูสัจธรรมภายใตตนโพธ์ิ และดับขันธปรินิพพาน เม่ือไดเผยแผพระ
พุทธธรรมตามพระปณิธานท่ไี ดต ัง้ ไว

ในกายตรยะสูตร อันเปนสูตรหนึ่งของมหายาน ไดกลาวไววา “พระอานนทไดทูลถามพระพุทธเจาวา
สมเดจ็ พระผมู ีพระภาคทรงมีพระกายเพียงหนงึ่ เทาน้นั หรอื พระพทุ ธองคต รสั ตอบวา ตถาคตมสี ามกาย” ดงั น้นั
จึงเห็นไดวาตรีกายน้ี หมายถงึ ลักษณะ ๓ ประการของพระพทุ ธเจา ดังนี้

๕ . ว� สุ ท ธ� ภู มิ

มหายานมีมติวา พระพุทธเจาและพระโพธิสัตวมีจํานวนมากมายดุจเมล็ดทรายในคงคานที และใน
จักรวาลอันเวิ้งวางน้ี ก็มีโลกธาตุที่พระพุทธเจามาอุบัติ แสดงพระสัทธรรมเทศนาอยูทั่วไปนับประมาณมิได ท้ัง
ในอดีต ปจจุบัน และอนาคต เชน ปจจุบันโลกธาตุของเราวางจากพระพุทธเจามา ๒ พันกวาป แตในขณะนี้ ณ
โลกธาตุอ่ืนก็มพี ระพุทธเจาองคอ่นื ๆ ทรงดํารงพระชนมอ ยูและกาํ ลังส่ังสอนสรรพสตั ว โลกธาตุท่ีมีพระพุทธเจา
มาอุบัตินั้นบางทีเรียกวา “พุทธเกษตร” บางพุทธเกษตรบริสุทธ์ิสมบูรณดวยทิพยภาวะนารื่นรมย สําเร็จดวย
อํานาจปณิธานของพระพุทธเจาพระองคนั้นก็มี สําเร็จแลวดวยกรรมนิยมของสัตวก็มี เปนสถานที่สรรพสัตวใน
โลกธาตุอ่ืนๆ ควรมุงไปเกิด ท่ีสําคัญและมีช่ือเสียงโดงดัง คือ สุขาวดีพุทธเกษตร ของพระอมิตาภะ อยูทางทิศ
ตะวนั ตกแหงหน่งึ พุทธเกษตรของพระพทุ ธไภสัชชคุรุไวฑูรยป ระภาราชา อยทู างทิศตะวนั ออก เปนพุทธเกษตร
ซึ่งมีรัศมีไพโรจนแลวดวยมณีไพฑูรย พุทธเกษตรของพระอักโษภยะแหงหนึ่ง และมณฑลเกษตรของพระ
เมตไตรยโพธิสัตวในดุสิตสวรรคอีกแหงหนึ่ง เกษตรท้ัง ๔ นี้ปรากฏวา สุขาวดีพุทธเกษตรของพระอมิตตาภะ
เปนที่นิยมของพุทธศาสนิกชนฝายมหายานมากท่ีสุด ถึงกับสามารถตั้งเปนนิกายเอกเทศตางหาก ปรากฏตาม
ประวัติศาสตรมหายานวา สาวกแหงนิกายสุขาวดีนั้นมีประมาณเหนือสาวกนิการอ่ืนอยางเปรียบเทียบกันไมได
เลย การท่ีมหายานสรางพุทธเกษตรอันมีลักษณะอุดมดวยความสมบูรณพูลสุขเปนทิพยภาวะเชนนี้ ก็เพื่อการ
ตอบสนองความตองการของมหาชนที่ยังอยากมีชีวิอยูเสวยสุขารมณ ยังไมอยากบรรลุพระนิพพาน ดวย
สวนมากเห็นกันไปวา เปนการยากลําบากมาก ท่ีจะใหบรรลุพระนิพพาน มหายานเลยปลอบใจวา อยากลัวเลย
มีพุทธเกษตรอันสุขบายอยูมาก เม่ือไมอยากจะไปนิพพาน ก็จงไปเกิดในพุทธเกษตรเหลาน้ันเถิดแลว ก็จะได
บรรลนุ พิ พานไดโดยสะดวก ซึ่งเปนที่ถกู อกถกู ใจของมหาชนเปนอยา งย่งิ

๖ . พุ ท ธ ป รั ช ญ า ม ห า ย า น

ปรัชญามหายาน สรุปลงไดเปน ๒ สาย คือ สายศูนยตวาทิน (คงจง) สายหน่ึง และสายอัสติวาทิน (อูจง)
อีกสายหนึ่ง สายศูนยตวาทิน ไดแกปรัชญาซ่ึงคุรุนาคารชุนเปนผูประกาศความคดตามแนวปรัชญาน้ีอยาง
พิสดาร ศูนยตวาทินถือวา สังขตธรรมก็ดี โดยสภาพปรมัตถแลว ยอมมีภาวะอันเดียว คือ “ศูนยตะ” แตสวน
โลกียสมมติแลว ก็ยอมรับรองตามบัญญติวา มีน่ันมีนี่ บุญบาปสัตวบุคคลแมกระท้ังพระนิรวาณวา โดยโลกียะ
แตกตางกันจริง แตเมื่อวาโดยปรมัตถแลวมีสภาพเทากับหมดคือ สูญ ศนยตวาทินไมไดกลาวถึงมูลการณะของ
โลก ในฐานะอันเปนภาวะอันมีอยูเปนอยูโดยตัวของมันเอง ซ่ึงเปนพระพุทธมติดั้งเดิมในขอวา สพฺเพ ธมฺมา
อนตฺ ตา นนั้ เอง

31

สวนอัสตวิ าทินน้นั ยังแบง ออกเปน ๒ ก็คือ กึง่ ปรัชญาจติ ตภตู ตถตาวาทิน และ ก่งิ จติ ตอนจิ จตาวาทนิ กง่ึ
ปรัชญาจติ ตภตู ตถตาวาทิน กลาวถอื มูลการณะของโลกวา เปน ภาวะท่ีมีอยูโดยตัวมนั เอง ซงึ่ เรียกวาจติ สากลอัน
เปนสภาพทที่ รงอยูทั่วไปในสรรพสตั ว ภาวะอนั นี้มีชื่อเรียกตางๆ เชน พุทะภาวะ ตถาคตครรภ สัตยาตมนั สตั ย
จิต และธรรมการ เปนตน ปรากฏการณตา งๆ เปน เพียงพฤตภิ าพของสภาพสากลอันน้ีเทา นัน้ พระสูตรมหายาน
สวนใหญเปนของฝา ยน้ีมาก และปรชั ญาแบบน้เี จรญิ มากในประเทศจีนและญ่ีปุน

ก่ิงท้ังสองน้ัน ถือวาอาลยวิญญาณหรือจิตเกิดดับเปนสันตติธรรม ปรากฏการณทั้งหลายเปนเงาสะทอน
ของจิต แตสภาพการเกิดดับ ซ่ึงเรียกวา พลังงานบาน พีชะบาง อันเก็บอยูในจิตธาตุน้ันมีอยูโดยปรมัตถ จะ
ปฏิเสธวาไมมีอยางศูนยตวาทินไมได ปรัชญาก่ิงน้ีไมรับเร่ืองมูลการณะของโลกเปนอมตะภาวะสากลแผซาน
ทัว่ ไปอยางกิ่งตน เพราะฉะนั้น จงึ ควรเรียกวา จติ ตอนจิ จตาวาทติ หรอื มอี ีกชื่อเรยี กวา “วิชญาณวาท” หรอื โย
คาจาร ตามนามของปกรณพิเศษเลมสําคัญของฝายน้ี สวนก่งิ จิตตภูตตถตาวาวนิ มีอีกชื่อหนึ่งวา สังฆวาท และ
ยงั แตกก่งิ ยอ ยออกไปอกี ๒ กงิ่ คอื กิง่ พาหยารถานุเมยวาท และ กงิ่ พาหยารถปรัตยกั ษวาท

กอนที่จะบรรยายถึงพุทธปรัชญา ขอแนะนําความหมายเบื้องตน สักเล็กนอยวา การบรรยายพุทธปรัชญา
นี้ มิไดหมายถึงการบรรยายเร่ืองพุทธศาสนาโดยตรง ทั้งนี้ก็เพราะเหตุท่ีกระแสทางดําเนินแหงศาสนากับ
ปรัชญาไดแตกสาขาแทรกแยกออกเปนคนละสาย ถาจะกลาวตามอุบัติการณศาสนาและปรัชญามีบอเกิดแหง
เดียวก็จริง แตเพราะเหตุที่ลวงเวลา ตอมาพฤติการณท้ัง ๒ อยางมิไดเปนไปในกระแสเดียวกัน การบรรยาย
ศาสนาและปรัชญาจึงไดแยกทางกันคนละวธิ คี นละทางตลอดมา

เหตุการณเทาที่ปรากฏอยูในศาสนาโดยทั่วๆ ไป ความสําคัญของศาสนาเพงเล็งไปถึงการปฎิบัติ และ
ความเช่ือถือในคําประศาสน เทาท่ีมีอยูในคัมภีรนั้นๆ อยางแจมแจงชัดเจน ถาหากเขาประพฤติตามคํา
ประศาสนและขนบธรรมเนียมน้ันๆ แลว ก็ถือวาเขาเปนศาสนิกชนโดยชอบธรรมคนหนึ่งได ถึงเขาจะไมหยั่งรู
ความหมายของคัมภีรน ้ันๆ ก็ตาม แตเน่ืองจากเขามีความเชอ่ื มั่นในคมั ภีรแ ละประพฤตติ ัวตามคัมภรี อยดู วย จึง
จดั วา เขาเปน ศาสนิกชนโดยแท

แตสวนวิธีฝายปรัชญา ไมมีคติการดังกลาวน้ี คือ ในการดําเนินไปสูจุดประสงค ปรัชญาถือเอาปญญา
ญาณเปนเครื่องนํา เรื่องที่หางไกลจากบริเวณปญญาญาณ ปรัชญายอมไมรู อาศัยเหตุผลน้ี วิธีดําเนินของ
ปรชั ญาจึงบงถึงเหตุผลเปน หลักสําคญั ถาจะกลา วถงึ จิตใจของปรัชญาเมธี ความเช่ือในความจริงแหงเหตุผล จดั
วาเปนคุณวุฒิอันจําเปนย่ิง ดังนั้นหนาที่ของปรัชญาเมธีก็คือ การอธิบายถึงวัตถุประสงค ตามแนวเหตุผลใหคน
อื่นเขาใจตาม คนอ่ืนจะประพฤตหิ รือไม ไมเก่ียวกับปรัชญาเมธี แตถากลาวถึงการช้ีแจง ทําใหคนอื่นเขาใจตาม
แนวความเห็นของผูบรรยายแลว นับเปนหนาท่ีโดยตรงของปรัชญาเมธีโดยแท หรือจะกลาวไดวา ปรัชญาเมธี
ยอมพยายามทจี่ ะอธิบายใหเขาเขาใจตามแนวเหตผุ ล แตฝา ยศาสนาจารยแนะนําใหประพฤติตามแนวคัมภีรที่มี
อยู หลักอันน้ีแหละเปน หลักสําคัญ ซงึ่ จําเปน ตอ งอาศยั เปน ปทัสถานในการกา วหนา ไปสูจดุ ประสงคแหงปรัชญา
ตอไป

ดังที่ไดกลาวมาแลว ปรัชญายอมถือหลักเหตุและผลเปนเกณฑ เหตุนั้นพุทธปรัชญาจึงดําเนินไปตาม
กระแสเหตุผล หนาที่ของนักปรัชญาจึงตองไปดวยเหตุผล ในที่น้ีถาจะมีคําถามวา คําประศาสนของพระองคย งั

32

ขาดเหตุผล ถือกับวาเปนหนาที่ที่นักปรัชญาจะตองชวยช้ีแจงเพิ่มเติมดวย หรือขอตอบวา คําประศาสนขอ
พระองคไมขาดเหตุผลใดๆ เลย แตทวาเหตุผลน้ันๆ ยังไมแจมแจงเพียงพอกับสามัญท่ีจะไดเห็นอยางชัดเจน
เชน อริยสัจจองกท่ี ๑ ซึ่งมีความวา “ส่ิงท้ังปวงเปนทุกข” อริยสัจจองกน้ี ทําใหเกิดคําถามขึ้นหลายสาย เชน
ลกั ษณะของส่ิงทงั้ ปวงนั้นคอื อะไร เปนสงิ่ เทยี่ งแทหรอื เปนของสญู ดงั น้เี ปน ตน เนือ่ งจากอรยิ สจั จองกน ี้ ยงั ไมมี

เหตุผลประกอบอยา งชดั เจนเพียงพอ ถึงกบั คนสามญั จะเขาใจไดท นั ทีน่นั เอง ตอ มาช้นั อรรถกถาจารยจงึ อธิบาย
ไวโ ดยนบั ยืดยาวพิสดาร นี่แหละถือเปน อบุ ัติการณแ หง พุทธปรัชญา

ความจริงการท่ีมติความเห็นฝายปรัชญาตางๆ ไดแตกแยกออกไปด่ังน้ี ก็เพราะเหตุคือ การอาศัยหลัก
ทั่วไปเปนพื้นฐานน่ันเอง ในเร่ืองหลักเฉพาะปรัชญาไมสูจะแตกตางกันเทาไรนัก อยางไรก็ตาม ในสวนพุทธ
ปรัชญา เน่ืองจากสาวกยานคอยขางหนักไปทางปฏิบัติมากกวาทางใชวิจารณ เหตุน้ันเถรวาทจึงยึดถือเร่ือง
เบญจขันธเปนอยางไร การดับเบญจขันธจะเปนอยางไร เปนมูลปญหาตนเคาแหงเถรวาท โลกโดยท่ัวไปมี
ลักษณะอยางไร เปนปญหาเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท เปนปญหาซึ่งฝายเถรวาทไมคอยเอาใจใสเทาไรนัก อันที่
จริงผูอาศัยหลักการปฏิบัตไิ มค อยเอาธุระในเร่ืองโลก โลกน้ีเปนสูญหรือขณิกะ โลกน้ีมีอยูในสวนรูปหรือในสว น
นาม อยางไรก็ชาง ผูปฏิบัติตองการดับเบญจขันธ โดยเฉพาะเทานั้น โลกจะมีอยูจริงหรือไมสุดแลวแตโลก ไม
เปนธุระจะพึงใสใจผูที่ตกอยูในน้ํา เขายอมตองการจะขึ้นจากน้ัน นํ้าลึกต้ืนอยางไร จืดหรือเค็ม มีปลาหรือไม
เขาไมสูจะใสใจนัก เหตุนนั้ การอธิบายถือความหมายของขณิกทางนิกายเถรวาท จึงมิไดแยกออกจากหลาย
สาขา หรืออยางอาจาริยวาท

แตส่ิงท่ีนับวาเปนธรรมชาติของบางคน ซึ่งไมพอใจในการแสวงหาผลอยางเดียว โดยอยากผูอยากเห็น
เหตุการณตางๆ ซ่ึงจะนําไปยังผลที่ตนประสงค บางคนอยาหนีใหพนทุกข บางคนอยากล้ิมรสความทุกข ลองดู
วาเปนอยางไร บางคนประสงคใหพนไปจากโลก แตบางคนแสวงหาสภาพและพฤติการณของโลกใหละเอียด
ย่ิงขึ้นในเรื่องน้ี นิสัยของนักศาสนาฝายมหายานก็เชนเดียวกัน ตองการจะพิจารณาดูลักษณะของขณิก วาเปน
อยา งไร โดยอาศยั นิสัยเชนนเ้ี ปน มลู เหตุ ในสมยั ตอ มา จึงทําใหม หายานแยกออกเปน ๔ สาขา

ในท่ีนี้ควรสังเกตุดูถึงมลู เหตุแหงการแยกพุทธศาสนิกชนออกเปนนิกายตางๆ ที่มิไดหมายถึงการแยกทาง
ปรัชญา เชน ในเมืองไทย เถรวาทแยกออกเปน ๒ นิกายใหญๆ และในเมืองญ่ีปุน มหายานแยกออกประมาณ
กวา ๑๓ นิกาย การแยกเชนน้ีเปนไปในทางเพงเล็งถึงวินัย ไมใชทางปรัชญา เชน ประเพณีการหมผาเปนตน
เหตุนนั้ การแยกโดยเพง เล็งทางวินยั จึงไมม คี วามหมายเหมอื นเรื่องปรชั ญา*๔

อยางไรก็ตาม มติ ๔ อยางน้ี ถึงแมจะมีความเห็นแตกตางกันในเรื่องอ่ืนๆ อยูบางก็ตาม แตเน่ืองจาก
หลักเกณฑท ี่มุง ถงึ ขณิกวาท อันแนนอนรว มกนั จงึ จําเปน ท่ีเราตอ งรใู นมติเหลานเี้ ปนพื้นฐานไวกอ น แลวจึงกาว
ไปสเู นื้อแทของปรัชญาโดยตรง

ปรชั ญาของศูนยวาท หรอื ศูนยตวาทนิ

ถากลาวถงึ ลทั ธศิ ูนยวาท ทานครุ นุ าคารชุนเปนเจา ของลัทธินี้โดยตรง ดงั ไดกลาวมาแตต อนตนน้ันแลว คาํ
วา “ศูนยวาท” ถาจะแปลตามตวั หนังสอื ก็คือวาทะที่วาดว ยความสูญ ถาแปลตามพุทธปรชั ญา ก็คือวาทะทวี่ า
ขณิกเปน สูญ และเหตุนัน้ นพิ พานจงึ พลอยเปนสญู ไปดว ย หรืออีกนยั หน่ึง วาทะทีถ่ ือวา นามรปู ทีม่ ีสภาพเปนสูญ

33

และพรอ มทัง้ นิพพานดวยน้นั คือสูญน่ันเอง ตามนยั ความเห็นท่ีแลว มา พอจะเห็นไดว า สิง่ ใดทป่ี รากฏอยสู ่ิงน้ันมี
ความประจักษอยูชั่วขณะเทานั้น คือ มีลักษณะเปนขณิก ถาพิจารณาดูถึงลักษณะแหงความเปนขณิกนั้นแลว
จะเห็นไดวาบรรดาสิ่งท้ังหลาย ซ่ึงปรากฏอยูช่ัวขณะน้ันมีลักษณะตายตัว คือ ทุกๆ ส่ิงมีลักษณะจํากัดอยูในตัว
มันเอง ที่เขาใจและเรียกกันวา ลักษณะสามัญ นั้น หามีอยูในส่ิงน้ันไม เชน ตามธรรมดาเมื่อเราเห็นโคหลายๆ
ตัว ยืนอยูตอหนาเรา เราก็เขาใจไดทันทีวา สัตวท้ังหมดนั่นเปนสัตวชนิดเดียวกันคือเปนโค การท่ีเขาใจเชนนี้ก็
เพราะเราถือกันกวา สัตวเหลาน้ันมีลักษณะอยางเดียวกัน ซึ่งเราใชภาษาธรรมดาเรียกวา ลักษณะสามัญน้ีเปน
ความเขาใจตามธรรมดา หรือเขาใจอยางโลกๆ แตถาจะดูกันในแงความจริงแลว สัตวเหลานั้นมิไดมีลักษณะ
สามญั แมแ ตนอย ทัง้ น้ีก็เพราะการเพงเลือกเอาลกั ษณะสามญั เปน มาตรฐานแหงความเปรียบเทียบ จาํ ตองมีขอ
สําคัญอยูอันหน่ึงวา ส่ิงท่ีเราเปรียบเทียบดูกันจะตองอยูตอหนาเรา จนสามารถเพงเลือกเอาลักษณะสามัญเปน
มาตรฐานได และทั้งตัวเราผูเปรียบเทียบก็จําตองคงอยูดวย แตตามกระแสเหตุผลที่แลวมา เรารูกันอยูแลววา
ไมมีส่ิงใดซึ่งคงอยู เมื่อเปนด่ังนี้แลวก็หมายวา ผูเปรียบเทียบและส่ิงถูกเปรียบเทียบ เปนส่ิงที่ไมคงอยูท้ังสอง
อยา ง คือ เปน ไปชวั่ ขณะ

ฉะนั้น ฝายผูจะเปรียบเทียบก็ดี หรือส่ิงท่ีถูกเปรียบเทียบก็ดี ไมมีเวลาพอที่จะคงอยูใหเปรียบเทียบกันได
เหตุนั้น เราจึงไมสามารถท่ีจะเพงเล็งเลือกหาลักษณะสามัญจากสิ่งท้ังหลายนน้ั ได โดยยึดหลักดงั กลาวน้ี เราจึง
เห็นวาส่ิงที่ไมคงอยู เราไมอาจกลาวไดวาส่ิงนั้นมีลักษณะสามัญ จึงเปนอันวา ส่ิงเหลาน้ันมีลักษณะจํากัดอยู
เฉพาะในตัวของมันเอง บัดน้ีจะไดพิจารณาดูวา สิ่งที่มีลักษณะจํากัดอยูเฉพาะในตัวมีสภาพของตนเองหรือไม
ถา สิ่งน้นั มสี ภาพของตนเองจรงิ แลว กห็ มายวา ถา แมสิง่ นั้นคงอยูช วั่ คราวกต็ าม กย็ ังนบั วาสงิ่ ทมี่ ีสาระจริง สง่ิ นั้น
ไมม สี ภาพของตน ตอ งพลอยสญู ตามไปดวย เชน ขณะทีเ่ รากําลังนั่งอยูในหอง แมว า เราจะไมอ ยูต ลอดนริ ันดรก็
ตาม เราก็ยงั ถือวา ทุกคนเปนสิ่งทมี่ ีอยูจริง เพราะความมีสภาพแหง ความเปน มนษุ ย แตเราเห็นคนคนหน่ึงในโรง
ภาพยนตรน ั้นไมใชค น คือ ตามแงแ หงความจริง คนทีป่ รากฏในจอภาพยนตรน้ันไมมีสาระเลย นับวาเปนสูญ น่ี
แหละเปน หลักซึง่ เรียกกันวา เปนมาตรฐานในการพิจารณาวา สงิ่ ไหนมีสาระและส่ิงไหนไมมีสาระ

สภาพก็คอื ภาวะของตนเอง นา้ํ ปรากฏแกเราในภาวะของตนวาเปนของเหลว ดวงอาทิตยปรากฏในภาวะ
ของตนวา เปนสิ่งที่มีแสงสวาง แตปญหามีอยูวา ส่ิงเหลานี้มีภาวะของตนเองจริงหรือไม ขอใหพิจารณาดูวา
ตวั อยางตอไปนี้ นาย ก. เปนคนคนหน่ึง เพราะเหตทุ น่ี าย ก. ปรากฏแกเราในภาวะตน หรือสภาพของตน วา

เปน คน เราจึงเขา ใจวา นาย ก.เปนคน สมมติวา นาย ก. เขา ปา พบเสือเขา เสอื คงปลูกความเขาใจวา นาย ก.ข้ึน
วา นาย ก. คอื อาหารชนดิ หน่งึ อกี ประการหนึ่งมารดานาย ก. คอื นาย ก. เปน บตุ ร ภรรยานาย ก. ถอื นาย ก.
เปน สามี บตุ รนาย ก. ถอื นาย ก. เปน พอ ดังนีเ้ ปนตน

อาศัยตัวอยางเหลานี้ จะเหน็ ไดว า สภาพของนาย ก. ยอมเปลย่ี นแปลงไปตามแงข องความเหน็ หรือความ
เขา ใจตางๆ กนั มนุษยมีความเขา ใจในนาย ก. แงไ หน สภาพของนาย ก. ก็ปรากฏข้นึ ในแงน นั้ เสือมีความเขา ใจ
นาย ก. อีกแงหน่ึง สภาพของนาย ก. ก็ปรากฏข้ึนอีกแงหน่ึง หรืออาจกลาวไดวา สภาพของนาย ก. ไมประจํา
อยูท่ีตัวของนาย ก. แตอยูในแงความเขาใจหรือความเห็นของผูที่เขาใจผูเห็น เหตุนี้นาย ก. จึงไมมีสภาพที่ควร
จะเปนมาตรฐานได นน่ั คอื นาย ก. ไมมสี ภาพอันแทจ รงิ แมแ ตนอ ยหนึ่ง นาย ก. จะตอ งถอื เอาสภาพตามแงข อง

34

ผูเห็น ฉะน้ัน สง่ิ ใดที่ไมม ีสภาพ สงิ่ นัน้ จึงนับวา ไมมสี าระ สิง่ ใดที่ไมม ีสาระ ก็คือสูญน่ันเอง เราจงึ ยุตไิ ดว า นามรปู
หรือสตั วซงึ่ เรยี กวาโลก คือสูญนัน่ เอง

เมื่อของเปน สญู แลว นิพพานจึงตองพลอยเปนสญู ตามไปดวย เพราะวา นิพพานหมายถึงการนับวาเปนอัน
ไมมีสาระดวย เชน ในการเลนละคร ทหารคนหนึ่งฆาทหารอีกคนหน่ึง แตการฆาชนิดนี้ไมมีสาระ โดยเหตุวา
ทหารสองคนในบทละครน้ัน ไมใชทหารจริงๆ เปนเพียงทหารสมมติขึ้นในการเลนละคร จึงนับไดวาทหารท้ัง
สองคนน้ัน แมแตเปนทหารในบทละคร จึงไมมีสาระ ฉะน้ันการกระทําทุกๆ อยาง ซึ่งเกิดข้ึนในฐานะเปน ทหาร
จึงพลอยเปนการกระทําไมมีสาระไปดวย ในทํานองเดียวกัน เม่ือรูป นาม หรือโลก เปนส่ิงไมมีสาระหรือสูญ
การดับรูปนามหรือโลก จึงพลอยเปนส่ิงไมมีสาระหรือสูญตามไปดวย ดังน้ัน จึงรวมความไดวา โลก*๕ และ
นิพพานทง้ั สองอยา ง คือ “สูญ” นัน่ เอง

ปรชั ญาของวิชญานวาท

ตามความเห็นฝายศูนยวาท โลกียธรรมและโลกุตรธรรมท้ังสองอยางนับวาเปน “สูญ” แตในท่ีน้ีวิชญาน
วาทคัดคานอยูวา ถึงแมนามรูปเปนสิ่งไมมีสาระหรือสูญก็จริง แตถาจะกลาวถึงวิญญาณ ซึ่งเปนปจจัยแหงนาม
รูปแลวเห็นวาไมสูญ กลาวคือ ถาจะถือวาวิญญาณเปนสิ่งที่ไมมีสาระหรือสูญแลว ก็หมายวา ความรูสึกในเร่ือง
นามรูปจะเกิดข้ึนไมได คือวาการท่ีเราถือนามรูปเปนส่ิงไมมีสาระ ก็โดยเน่ืองจากนามรูปไมมีสภาพของตนเอง
ศูนยวาทและวิชญานวาทท้ังสองฝายตางรับรองความเห็นดังกลาวนี้วา เปนมติอันถูกตอง แตวามติฝายวิชญาน
วาทถือวา การที่รูปหรือนามรูปมีอยูได ก็เพราะขอสําคัญ คือ ความเขาใจในสวนตัวที่วาโลกน้ีมีอยูหนึ่ง และ
ความเขาในใจสภาพรวมของโลกหนง่ึ เราเขาใจวา โลกน้ีมีสภาพเปนดังโลกจงึ มีอยู แตในที่น้ีถาจะต้งั กระทถู าม
วาโลกนี้มีอยู เพราะสภาพสวนตัวของโลกใหมีอยู หรือวาเพราะอาศัยความนึกคิดของเราใหมีอยู ขอน้ีจะได
พจิ ารณาดังตอไปนี้

เทาที่แสดงมาแลว จะเห็นไดวา โลกน้ีมีสภาพของตนเอง ถึงกระนั้นโลกนี้ก็ยังปรากฏแกเราในฐานะเปน
ส่ิงที่มีสภาพอยูในตัว หรือจะกลาวตามนัยตรรกก็คอื แมโลกจะไมมสี ภาพของตนเองก็ตาม แตเราก็ยังนึกเอาวา
โลกนี้เปนสิ่งที่มีสภาพอยูนั่นเอง ทั้งนี้แสดงใหเห็นวา ตามความจริงไมมีสภาพหรือเปนสูญ แตความนึกเห็นของ
เราวา โลกน้ีมีสภาพคือปรากฏอยู ฉะน้ัน ความปรากฏอยูของโลกมิใชเพราะสภาพของโลก แตเพราะความนึก
เห็นหรือความเขาใจของเราเองตางหาก นั่นก็คือสิ่งที่ปรากฏอยูไมมีตัวจริง แตความนึกเห็นของเราเสกสรรให
ปรากฏข้ึน หรืออาจกลาวไดวา ส่ิงท่ีปรากฏอยูก็คือความนึกเห็นหรือความเขาใจของเราเอง น่ันเอง ไมมีสวน
แตกตางไปจากความนึกเห็นของเรา อาศัยแนวความเห็นดังกลาวน้ี พอจะยุติไดวานามรูปหรือโลกไมมีสวนตา ง
ไปจากวิญญาณเลย คือวิญญาณน่ันเองปรากฏเปนนามรูปข้ึน เหตุน้ัน ถึงแมนามรูปเปนสิ่งที่เปนสูญไปก็ตาม
แตสวนวิญญาณไมเปนสิ่งท่ีสูญไปตาม มิฉะนั่นแลว ก็จะไมมีอะไรท่ีจะสะกิดเตือนใหเรานึกเห็นไปวาโลกนม้ี อี ยู
ตกลงวา วิญญาณเปน ส่ิงทีม่ ีอยู สวนนามรปู เปน สูญ

ปรัชญาของสังฆตวาท

บัดน้ีมีปญหาอีกทางหน่ึงวา ไมเฉพาะแตวิญญาณอยางเดียวเปนสิ่งท่ีมีอยู แตสวนนามรูปก็เปนสิ่งที่มีอยู
เหมอื นกนั ถานามรปู เปน สง่ิ สญู ไปจริงแลว วิญญาณกเ็ อาอะไรมารู จะขาดอารมณหรอื วสิ ัยทจ่ี ะนกึ คดิ ไปเชน นนั้

35

ได ปญ หานี้ยอมเปนเหตุใหเกิดปญ ญาข้ึนสองสาย คอื สมมติวา วิสัยไมเ ปน ของสญู ปญ หาจงึ แทรกขึ้นมาวา วสิ ยั
ที่วิญญาณจะนึกเอาน้ัน เปนสิ่งท่ีเกิดข้ึนอยูกอนแลวหรือวายังไมเกิด ปญหาสองสายนี้ เราพิจารณาเปนขอๆ
ดงั ตอไปนี้ สมมตวิ าวสิ ยั ซึ่งวิญญาณจะยดึ นั่นเปนสิ่งท่ีเกดิ อยูกอนแลว ถาเชนน้ันตามหลักแหงขณิกวาท วาทุกๆ
ส่ิงที่เกิดมีข้ึนไมม ีความคงอยู กลาวคือขณะแรกสิ่งน้นั กาํ ลังเกดิ ขน้ึ ขณะที่สองท่ีสิ่งนน้ั ตงั้ อยู และขณะที่สาม ส่ิง
นน้ั เปลีย่ นแปลงไปทั้งสิ้น นีแ้ หละเปน คติการของบรรดาส่ิงท่ีปรากฏตัวข้นึ โดยทางความคิด จะขอกลา วถงึ ความ
เขาใจในสิง่ น้ันไวพ อเปนตนเคา กอน กลา วคือ ขณะแรกทส่ี งิ่ ใดเกดิ ขนึ้ ความรูในส่ิงนั้นเกดิ ขึน้ ไมได เพราะขณะท่ี
สิ่งใดสิ่งหน่ึงกําลังเกิด ขณะน้ันส่ิงนั้นยังไมมีสภาพอันมั่นคง เราคงไมสามารถที่จะหาความรูในสิ่งนั้นได ถาหาก
วาสิ่งน้ันต้ังอยูโดยมั่นคงจริงๆ แตความจริงสิ่งน้ันหาไดตั้งอยูคงที่ไม คือ ทุกๆ ขณะส่ิงนั้นยอมเปลี่ยนแปลง
สภาพไปเสมอ เหตนุ ้ันเราจึงไมมโี อกาสที่จะหาความรใู นสงิ่ นน้ั ได น่ันกค็ ือ วิญญาณยอ มเปน ไปในสิง่ ท่เี กดิ ขึน้ น้ัน
ไมได หรือถาจะอา งวา วสิ ยั ไมเปน สิ่งท่เี กิดขนึ้ ได ก็ยอมเปน ไปไมไ ดอ กี เพราะเรารจู กั กนั อยูอยางแนน อนแลววา
ส่ิงใดมิไดเกิดข้ึน สิ่งน้ันยังไมมีอยู ฉะน้ันถาเราจําเปนจะตองถือเอาวิสัยหรือนามรูป เปนสิ่งท่ีมีอยูแลว ก็
หมายความวา เราจาํ เปนตองถือวานามรูปเปนสิ่งทีเ่ กิดข้ึน เทาทแ่ี สดงมาแลว นัน้ นับวา เปนสิง่ ทีว่ ิญญาณรับเอา
ไมไดเลย

อกี ประการหนง่ึ ถา จะกลา ววา นามรูปซ่ึงผา นไปแลวในสมยั อดีต สะกดิ ใหเ กิดวญิ ญาณในนามรปู อนั มีอยู
ในสมัยปจจุบัน ก็เปน ไปไมไ ดอ กี เหมอื นกนั เพราะส่ิงท่ผี านไปแลวในสมยั อดีต ไมป รากฏอยใู นสมัยปจจบุ ัน เหตุ
นั้น วิญญาณในสิ่งที่เราปรากฏอยูในสมัยปจจุบันนี้ จึงนับวาเปนวิญญาณท่ีไมมีตัวจริง น้ันก็คือ นามรูปดังที่
ปรากฏอยูในปจจุบันน้ันไมมีอยู ถึงกระน้ัน ถาจะยังถือเอานามรูปในฐานะเปนวิสัยแหงอินทรียแลว จึงแสดงวา
เปนส่ิงท่ีมีอยูอยางไมเปนไปตามแนวเหตุผล กลาวคือในขอแยงน้ีควรจะกลาวเสียกอน อารมณนั้นตั้งอยูเปน
ปรมาณูหรือแพรหลายอยูท่ัวไป ถาจะตั้งอยูเปนปรมาณูแลว อินทรียไมสามารถจะรับเอาได เพราะเหตุท่ี
ปรมาณูเปนสิ่งที่อยูนอกไปเหนือจากบริเวณของอินทรีย หรือถาจะกลาววาอารมณเปนที่แพรหลายอยูทั่วไป
อินทรียก็ไมสามารถที่จะรับเอาส่ิงที่แพรหลายอยูทั่วไปได ทั้งน้ีอินทรียรับเอาเฉพาะแตสวนบางสวน น่ันก็คือ
อินทรียไมสามารถรับเอาอารมณได เหตุน้ัน การท่ีอินทรียรับเอาอารมณดังที่เราเขาใจกันอยูน้ัน จึงนับวาเปน
เพียงแตความเขาใจในสวนตัวเราตางหาก ตามความจริงแลวอินทรียไมสามารถท่ีจะรับเอาอารมณไมมีสวน
แตกตางไปจากความเขาใจเรา หรือจะกลาวอีกนัยหน่ึงวา ความเขาใจของเรา หรือกลาวอีกนัยหนึ่งวา ความ
เขา ใจของเรานนั้ ปรากฏเปนอารมณต างๆ ขึ้นตางหากกไ็ ด

ตกลงวา อารมณ หรือโลก หรือนามรูป เปนสิ่งท่ีไมมีอยู วิญญาณสะกิดใหเกิดนามรูปข้ึน ฉะนั้น
ความสมั พนั ธระหวา งวญิ ญาณกับนามรูป ก็คอื ความสมั พนั ธระหวางความรกู ับส่ิงท่ีจะถูกรู แตอ นั ท่ีจรงิ ดงั ที่เรา
เห็นกันอยูเสมอ ความรูและสิ่งท่ีจะถูกรับรู ความรูและสิงที่ถูกรูต้ังอยูคนละฐานะ ความรูในขอที่วา “หนังสือ”
หาไดเปนวัตถุอยางเดียวกันไม เม่ือเกิดข้ึนมีขอแยงดังน้ีขึ้น ก็มีคําตอบวา ตามแนวท่ีไดบรรยายมาแลว เรารับ
เอานามรูปได ก็เพราะวิญญาณนั้นเอง วิญญาณจึงนับวาเปนเคร่ืองรับนามรูปได ก็เพราะวิญญาณนั้นเอง
วญิ ญาณจงึ นบั วาเปนเคร่ืองรับนามรูป สวนนามรูปก็คอื สงิ่ ที่ถูกรับเอา ฉะนน้ั ความสัมพันธระหวางวิญญาณกับ
นามรูปก็คือ ความสัมพนั ธระหวางเครือ่ งรบั รูกับสิ่งที่ถูกรับรู ตัวอยา งเชน ดินกบั หมอ หมอ ทําดว ยดิน นอกจาก

36

ดินแลวยังมีเคร่ืองชวยเหลือตางๆ อีก เชน นายชาง เครื่องจักร เปนตน ซ่ึงเปนเหตุใหหมอเกิดข้ึน แตในการที่
เราจะเขา ใจวานค่ี ือหมอ กต็ องดับตามไปดว ย เหตกุ ารณเ หลา นย้ี อ มแสดงใหเหน็ วา ดนิ เปน สงิ่ จําเปน ยง่ิ ในการท่ี
เราจะมคี วามเขาใจในหมอไดน้นั ดินจึงนับวาเปนเร่อื งรองรับหมอไว อกี นัยหน่งึ หมอ ก็ไมมอี ะไรนอกจากดนิ คอื
ทุกๆ สวนของหมอไดแกดินน่ันเอง น่ันก็คือดินกับหมอนับวาเปนสิ่งเดียวกัน อนึ่ง หมอก็คือส่ิงที่เราเขาใจหรือ
รับเอา ฉะน้ัน เม่ือดินกับหมอกลายเปนวัตถุเดียวกันไป ก็หมายวา เคร่ืองรองรับกับส่ิงท่ีถูกรองรับไดกลายเปน
ส่ิงเดียวกนั

อาศัยมติด่ังวาน้ี เรามีทางท่ีจะสันนิษฐานไดวา เพราะความสัมพันธระหวางวิญญาณกับนามรูปหรือโลก
เปนความสัมพันธระหวางเคร่ืองรองรับกับสิ่งท่ีถูกรองรับ วิญญาณกับนามรูปจึงพลอยเปนอยางเดียวกันไป คือ
หมอซึ่งเปนสิ่งที่ถูกรองรับไมมีอะไรในสวนตัว นอกจากดินซึ่งเปนเคร่ืองรองรับฉนั ใด นามรูปก็ฉันน้ัน ไมมีอะไร
นอกจากวิญญาณ ซึ่งเปนเคร่ืองรองรับนามรูปท่ีเราเห็นเปนเพียงแตวิญญาณเทานั้น นามรูปไมมีตัวจริง
นอกจากวิญญาณ เม่ือเปนดังนี้ อาจถามวาเหตุไฉนเราจึงเห็นนามรูปเปนส่ิงแตกตางกันไปเชนน้ัน ตอบวาเปน
เพราะอวิชชา เชน ดวงจันทรดวงเดียว เม่ือฉายเงาลงไปในบอนํ้า จะเห็นเปนหลายดวง ถาเรานึกเอาวาดวง
จันทรมีหลายดวง ก็เปนการแสดงวาเราไมรูเทานั้น ทํานองเดียวกันน้ี การท่ีเราเห็นนามรูปแพรหลายอยู
มากมาย ก็เพราะอวิชชาของเราเองตางหากใหเห็นเปนเชนนั้น ตราบใดท่ีเราเองยังตั้งอยูในอวิชชา ตราบน้ัน
วิญญาณก็ปรากฏเปนนามรูปซ่ึงแพรหลายอยูหลายๆ ประการ แตถาเราต้ังอยูในองคภาวนาเทาน้ัน ก็จะเกิด
วิญญาณอนั บริสทุ ธ์ิแทจริง ซ่งึ ทาํ ใหเ ราบรรลถุ งึ นพิ พานไดฉะน้ี

ตามแนวมติความเห็นของฝายวิชญาณวาท นามรูปนับวาเปนสูญ แตสวนวิญญาณซึ่งเปนปจจัยแหงนาม
รูปนั้น เปนส่ิงที่มีอยูเปนสัตตะ เหตุน้ันนามซ่ึงปรากฏเหมือนสิ่งท่ีมีอยู จึ่งไมแตกตางไปจากวิญญาณ กลาวคือ
รูปนามและวญิ ญาณนับเปน ส่งิ เดียวกนั ในท่ีน้ี ลัทธสิ ังฆาวาท*๖ เห็นวา นามรปู และวิญญาณหาใชสงิ่ ๆ เดยี วกัน
ไม ทั้งน้ีก็เพราะเหตุท่ีนามรูปและวิญญาณตั้งอยูคนละฐาน คนละเวลา ส่ิงใดท่ีเราถือกันวาเปนสิ่งเดียวกัน จะ
เปนตองตั้งอยูในท่ีที่เดียวกัน และในเวลาเดียวกัน เชน นาย ก. เปนบิดานาย ข. และทั้งเปนสามีของนาง ค.
ดวย ในทนี่ ้บี ิดาของนาย ข. และสามีของนาง ค. เปนคนคนเดยี วกัน อกี นยั หนึ่ง ขณะท่นี าย ข.และนาง ค. เห็น
นาย ก. พรอมๆ กัน นาย ข.ก็เขาใจวานาย ก. เปนบิดาเขา นาง ค. ก็เขาใจวานาย ก. เปนสามีของเขา ความ
เขาใจเชนนี้ ยอมเกิดขึ้นในขณะเดียวกัน พรอมกัน การเห็นคนท้ังสองน้ัน ไมจําเปนตองมีเวลาแตกตางกัน จึ่ง
เห็นไดวา ความเขาใจท้ังสองประการนี้*๗ ยอมเกิดข้ึนในบุคคลเดียวกับ นาย ก. บิดาของนาย ข. และสามีของ
นาง ค. เปนคนคนเดียวกัน

อาศยั เหตดุ ังกลา วน้ี พอรวมใจความวางกฎไดวา “ลักษณะของความเปน อยางเดียวกันน้ัน คอื ความตง้ั อยู
ในวัตถุเดียวกันและในเวลาเดียวกัน มิฉะน้ัน ส่ิงน้ันๆ หาใชสิ่งเดียวกันไม” เชน สุนัขกับลิง ตางต้ังกันอยูคนละ
ฐาน อนึ่ง ขณะท่ีเราเขาใจสุนัข ขณะนั้นเราไมเขาใจในลิง และขณะที่เขาใจลิง ขณะนั้นก็ไมเขาใจสุนัข นั้นคือ
สุนัขกับลิงต้ังอยูคนละเวลา เราจึงเขาใจวาสุนัขกับลิง ไมใชสัตวอยางเดียวกัน หรืออีกนัยหนึ่งส่ิงใดต้ังอยูคนละ
กาละ คนละเทศะ ส่ิงนั้นเปน สง่ิ ทีแ่ ตกตางกัน

37

บัดนี้จะพิจารณาวา นามรูปและวิญญาณตั้งอยูคนละเวลา คนละฐานหรือไม ยอมเปนท่ีประจักษอยูแลว
วา นามรูปเปนของภายนอก แตวิญญาณเปนของภายใน เราเห็นหนังสือวางอยูบนโตะ จึงมีความเขาใจเกิดขึ้น
สิง่ ท่ีสะกดิ ใหเ กดิ ความเขา ใจ เปนสิ่งท่ีอยภู ายนอก คอื หนังสอื ซ่งึ ปรากฏเปนรปู และนาม สว นความเขา ใจรปู และ
นาม มไิ ดอยูภ ายนอก หากแตอยูภายในใจของเรา เมอื่ เปนดังน้ี จะเห็นไดวา นามรปู และวิญญาณไมไ ดต ั้งอยูใน
ฐานเดียวกัน

อน่ึง การท่ีเราจะเขาใจวา ส่ิงนั้นคือหนังสือ จําเปนตองมีส่ิงน้ันอยูกอน ดังนี้จึงเห็นไดวา ความเขาใจจะ
เกิดขึ้นได ก็ตอเม่ือมีรูปมีรูปนามปรากฏอยูตอหนาเรา น้ันก็คือ ขณะท่ีเรากําลังเห็นสิ่งใดส่ิงหนึ่งอยู เรายังมี
ความเขาใจ ครั้นเห็นแลว ความเขาใจจึงเกิดข้ึน หรืออีกนัยหนึ่ง ความเขาใจในนาม ไมรวมอยูในในเวลา
เดียวกัน แตวาต้ังอยูตางเวลาหรือตางขณะกัน โดยยึดหลักฐานดังแสดงมาแลวในสองขอน้ัน พอเห็นไดวา
เนื่องจากวิญญาณและนามรูปต้งั อยคู นละเทศะและกาละ วญิ ญาณและนามรูป จึงตางกันอยใู นตัว เม่ือวิญญาณ
และนามรูปแยกกันอยูคนละฐาน เราไมสามารถจะลางนามรูปไดท ีเดียว เพราะวิญญาณกําลังรับเอานามรูป ซึ่ง
ตางไปจากวิญญาณอยูเสมอ ถารูปกลายเปนสิ่งที่สูญไปส้ิน วิญญาณก็ไมมีทางที่จะรับเอาได เหตุน้ีแหละเรา
จําตอ งถอื วา วญิ ญาณเปน ส่ิงท่ีมอี ยู และทงั้ นามรปู กเ็ ปน สิง่ ทไี่ ดม ีอยู ไมมอี ะไรสูญหายไป

บดั น้ี ยังมปี ญหาอกี ขอ หนึ่ง ซึ่งควรวนิ จิ ฉยั ตอ ไป คอื ดังไดก ลา วมาแลววา นามรูปหรอื โลกหาใชเ ปนสูญไม
แตเปนสัตตะ อน่ึงรูปเรารูกันอยูแลววา บรรดานามรูปหรือโลก ปรากฏในฐานะเปนการณะ*๘ หรือมิฉะนั้น ก็
ในฐานะเปน การิยะ*๙ แตอ นั ทจ่ี รงิ ถา จะสบื สวนกนั แลวจะเห็นไดว า ความจรงิ ที่เราเรยี กกันวา ผล ไมม อี ะไรตาง
ไปจากการณะหรือเหตุ นอกจากในสวนอาการหรือรูปรางน้ันเลย ผาผืนหนึ่ง เกาอีกตัวหนึ่ง ตึกหลังหน่ึง ฯลฯ
สิ่งน้ีเปน ผลเกดิ จากเหตุ คอื เสน ดาย ไม อฐิ เปนตน

อันที่จริงสิ่งเหลานี้ ไมมีสวนใดนอกเหนือจากตัวเหตุ ผาผืนก็เพียงแตการรวมแหงเสนดาย เรายังไม
สามารถจะแยกผาออกจากเสนดาย เกาอ้ีก็คือไมซ่ึงมีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากสภาพเดิม ตึกหลังหนึ่งก็เปน
เพียงการรวมของอิฐ ถาแยกตัวจากเหตุเหลาน้ีออกจากผลแลว ตัวผลก็จะดับไปทันที เชน ถาเราเอาเสนดาย
ออกจากผืนผา ผืนผาก็ตองหายตามไปดว ย เม่ือเราแยกอฐิ ออกจากตกึ ตกึ กอ็ ยูไ มไ ดด ุจกัน ตวั อยา งเหลาน้ีทําให
เราเห็นวา สิ่งท่ีเราเรียกกันวาผล ก็คือการรวมตัวของเหตุ หรือการณะข้ึนใหมอีกวาระหน่ึง ไมมีอะไร
นอกเหนือไปจากนี้ หรือจะกลาวอีกนัยหนึ่งก็วา ไมมีตัวผลอยางจริงจังเลย เปนแตนามรูปซ่ึงต้ังอยูเฉพาะใน
ฐานะเปนการณะเทานั้น ผลนั้นก็คือการรวมตัวใหมแหงการณะ เน่ืองจากลัทธินี้ถือเอาผลในฐานะเปนการรวม
ขนึ้ ใหมของการณะ ลัทธิน้ีจึงเรยี กวา “สงั ฆาวาท”

อาศัยสังฆาวาทเปนปทัสสถาน จึงมีวาทะอีก ๒ ประการแทรกเขามา คือ สัทธิพาหฺยารฺถานฺเมยวาท และ
สัทธพิ าหฺยารถฺ ปฺรตยกฺษวาท ซึง่ มคี วามหมายดงั ตอไปนี้

สัทธิพาหฺยารฺถานุเมยวาท แปลวา ลัทธิที่ถือส่ิงท่ีอยูภายนอก ไมมีอยูอยางประจักษแจง แตเรานึก
คาดคะเนเอาเทานั้น คือวาตามแหงสังฆาวาท นามรูปนับวาเปนสิ่งท่ีมีอยู แตปญหามีวา สิ่งท่ีมีอยูนั้นมีอยูอยาง
ประจักษแจงหรือไม ส่ิงใดท่ีเราถือกันวาเปนสิ่งประจักษแจง ก็เพราะเหตุท่ีเราเขาใจด่ังน้ี แตความเขาในนั้น
เกิดข้ึนอยางไร ขณะที่เราเห็น คร้ันเห็นแลวขณะที่สอง ความเขาใจยอมเกิดข้ึน ถาหากวาสิ่งนั้นมีการ

38

เปลี่ยนแปลงอยูเปนนิตย จนถึงเราไมสามารถจะหาความเขาในสิง่ นั้นได เราก็ไมสามารถนกึ ไดว าสง่ิ น้ันคืออะไร
ฉะนั้น การที่เราจะมีความเขาใจในส่ิงใดสิ่งหน่ึงวา สิ่งนั้นประจักษอยู จําเปนที่ส่ิงนั้นจะตองอยูอยางนอยสอง
ขณะ มิฉะนั้นแลว เราไมมีเวลาพอที่จะหาความเขาใจส่ิงน้ันได แตดังไดกลาวมาแลว ตามหลักแหงขณิกวาทก
ลาววา บรรดารูปนามท้ังหลาย ยอมต้ังอยูช่ัวขณะ เม่ือเปนด่ังน้ันจริง เราก็ไมสามารถท่ีจะเขาใจไดวาสิ่งนั้น
ประจักษอยู ถึงกระนั้นเราจะไดย อมปฏเิ สธวา ส่ิงนั้นไมประจักษอ ยูกห็ าไม คือวาตามความจริงนามรูปเปนสง่ิ ที่
ประจักษอยูไมได เพราะต้ังอยูชั่วขณะเทาน้ัน เราจึงไมสามารถท่ีจะเห็นได ตามธรรมดาเราเคยนึกอยูเสมอวา
สิ่งน้ันเปนส่ิงที่ประจักษอยู เชน หนังสือเลมหน่ึง ตามความจริงหนังสือเลมน้ัน กําลังเปลี่ยนแปลงไปทุกๆ ขณะ
จึงนับวาไมมีเวลาหยุดอยูกับท่ี พอที่จะทําใหเราเขาใจวา หนังสือน้ันเปนสิ่งที่ประจักษอยู ท้ังน้ีเพราะเหตุท่ี
เขาใจวา หนังสอื เลมน้นั ประจักษอ ยู เปนความเขาใจทีเ่ กิดขึ้น ในขณะทเี่ ราเหน็ หนงั สือนนั้ แลว คือในขณะที่สอง
(ขณะท่ีหนึ่งเห็น) แตความจริงในขณะท่ีสอง สภาพของหนังสือเลมนั้นไดเปลี่ยนแปลงไปเสียแลว แตเปล่ียน
สภาพไปอีกหนึ่งจากสภาพเดิม เราจึงไมทันที่จะเขาใจไดวา หนังสือเลมนั้นประจักษอยู การท่ีเราเขาใจเปน
เชนนั้น ก็โดยการคาดคะเนของเรา คือขณะที่หนึ่งเราเห็นหนังสือ ถึงในขณะที่สองหนังสือที่เราเห็นได
เปล่ียนแปลงแลวก็ตาม แตสันดานแหงความจําในหนังสือ ทําใหเราเขาใจวา หนังสือเลมน้ันเปนสิ่งที่เรา
ประจักษ นั่นคือ อาศัยสันดานแหงความจําในนามรูปหรือโลกเปนปทัสถาน เราจึงคาดคะเนวา ส่ิงที่ปรากฏอยู
นั้นเปนสิ่งท่ีประจักษอยูท้ังสิ้น ฉะน้ัน การท่ีโลกหรือนามรูปปรากฏอยูนั้น มิไดปรากฏอยูในฐานะเปนส่ิง
ประจักษอยูท้ังส้ิน ฉะน้ัน การท่ีโลกหรือนามรูปปรากฏอยูน้ัน มิไดปรากฏอยูในฐานะเปนส่ิงประจักษ แต
ปรากฏอยูในฐานะสงิ่ ทถี่ ูกคาดคะเน หรอื ในทางอนมุ าน ฉะน้ี

สัทธิพาหฺยารฺถปฺรตยกฺษวาท คานวา โลกหาไดเปนสิ่งที่เราคาดคะเน หรือส่ิงท่ีปรากฏในทางอนุมานไม
ท้ังนเ้ี พราะเหตทุ ี่ การท่เี ราอาศัยอนุมานเพอื่ คาดคะเนถึงส่ิงอื่นได ก็โดยเนอ่ื งจากตองมีบางสิง่ ปรากฏอยูต อหนา
เรา ซ่ึงเราจะยึดถือเอาเปนเหตไุ ด เชน อาศัยควันเปน เหตุ ซง่ึ เปน ส่ิงท่ปี ระจักษอ ยู แลวเราคาดคะเนไปถึงไฟ ซ่ึง
เปนสิ่งที่ไมประจักษอยู ในทํานองเดียวกัน ถาเราจักคาดคะเนโลก เราจําเปนตองอิงอาศัยรูปอีกบางอยาง ซึ่ง
เปนสิ่งประจักษอยู มิฉะน้ันแลวอนุมานจะเปนไปไมไดโดยแนนอน เพราะขาดตัวเหตุ ซึ่งเปนส่ิงประจักษ แต
ลัทธิฝายพาหฺยารฺถานุเมยวาท ถือวาไมมีส่ิงใดซึ่งจะนับวาเปนของประจักษ จึงไมมีเหตุอันใดที่จะนําเราให
คาดคะเนถึงโลกโดยอนุมานได น้ันก็คือ โลกหรือนามรูป หาใชเปนส่ิงที่เราคาดคะเนเอาไม แตส่ิงที่ปรากฏอยู
ประจักษทีเดียว เน่ืองจากลัทธิน้ีถือเอาวัตถุภายนอกเปนส่ิงประจักษอยู ลัทธินี้จึงมีชื่อวา สัทธิพาหฺ
ยารฺถปฺรตยกษฺ วาท ฉะน้ี

ดังนนั้ เมอื่ รวมใจความบรรดาวาทะสําคญั ๆ ฝา ยพุทธปรชั ญาแลว พอจะวางมติสงั เขปได ดังน้ี

ขณิกวาท คือ บรรดา นาม รูป ปรากฏอยเู ฉพาะชัว่ คราว

ศูนยวาท คอื นาม รูป วิญญาณ และนิพพาน–สูญ

วขิ ญานวาท คือ วิญญาณ–ไมส ูญ นามรูป–สญู หรอื อยา งเดยี วกับวิญญาณ

สงั ฆาตวาท คือ วญิ ญาณ–ไมสูญ นามรปู –ไมส ญู แตปรากฏในฐานะเปน การณะ

พาหฺยารฺถานเุ มยวาท คือ นามรปู เปนสงิ่ ทไ่ี มป ระจกั ษ แตเ ราคาดคะเนเอาโดยอนมุ าน

39

พาหยฺ ารถฺ ปรฺ ตยกษฺ วาท คือ นามรูปเปน ส่งิ ท่ีประจักษอ ยู

๗ . โ พ ธ� สั ต ว – พุ ท ธ ภู มิ – อุ ม ด ค ติ แ ล ะ จุ ด ห ม า ย สู ง สุ ด ข อ ง ม ห า ย า น

หลักสําคัญของพระพุทธศาสนาฝายมหายาน คือ หลักแหงพระโพธิสัตวภูมิซึ่งเปนหลักที่พระพุทธศาสนา
ฝายมหายานแตละนิกายยอมรับนับถือ พระพุทธศาสนาท่ีแผเขาไปในประเทศจีนในสมัยอดีตน้ัน ถึงแมจะมี
นิกายมากมายก็ตาม แตเราพอสรุปรวมยอดได ๔ นกิ าย ๑.นกิ ายสขุ าวดี (เจง โทวจง) ๒.นกิ ายสทั ธรรมปุณฑริก
(ฮวบฮ่ัวจง) ๓.นิกายธฺยานหรือเซน็ (เสยี่ มจง) และ ๔.นิกายอวตํสกะ (ฮวั่ เงยี่ มจง) ทุกๆ นกิ ายยอ มมุงหมายโพธิ
สัตวภูมิ ซึ่งเปนเหตุที่บังเกิดพุทธภูมิบุคคลใดบุคคลหนึ่งท่ีจะบรรลุพุทธภูมิได ก็ตองผานการบําเพ็ญจริยธรรม
แหงพระโพธิสตั วม ากวา เพราะฉะนนั้ จงึ ถือวา โพธสิ ตั วภูมเิ ปน เหตุพุทธภมู เิ ปน ผล หลกั พระโพธิสตั วยานน้นั ถือ
วา จะตอ งโปรดสตั วใ หหลุดพนทกุ ขเ สยี กอน แลวเราคอยหลุดพนทกุ ขทหี ลัง คอื จะตอ งชักพาใหส ตั วโลกอนื่ ๆ ให
พน เสยี กอน สว นตัวเราเปน บุคคลสดุ ทา ยท่จี ะหลดุ พนไป นเี่ ปนหลกั แหงโพธสิ ตั วยาน

อนั ท่จี รงิ หลกั น้อี าจสงเคราะหลงในหลักอริยสัจ ๔ ซ่ึงเปนมูลเหตอุ นุศาสนขี องพระพุทธศาสนา ตามแนว
แหงพระพุทธศาสนาฝายทักษิณนิกาย เราถือวา ทุกข ตอ งกําหนดรู สมุทยั ตอ งละ นโิ รธตอ งทาํ ใหแ จง มรรคตอ ง
เจริญ ฝายโพธิสัตวยานก็เหมือนกัน แตมีขออธิบายเพิ่ม คือ ทุกข นอกจากจะตองกําหนดรูดวยตนเองแลว เรา
จําตองใหสรรพสัตวกําหนดรูทุกขดวย ไมใชเรากําหนดรูทุกขเพียงคนเดียว แลวสมุทัย นิโรธ มรรค ก็มีอรรถธิ
บายเชนเดยี วกัน นีเ้ ปน อรยิ สจั ๔ ของพระโพธสิ ตั วยาน อนั แตกตางจากฝา ยทักษิณนิกาย

โพธิสตั วจรยิ า ขอ ท่ตี อ งบาํ เพ็ญ คอื บารมี ๖ อปั มญั ญา ๔ และมหาปณธิ าน ๔ จะกลา วเร่ืองของบารมี ๖
กอน บารมีนั้น ความจริงมีอยู ๑๐ แตยอลงเปน ๖ มี ทาน ศีล วิริยะ ขันติ สมาธิ และปญญา ความหมายของ
บารมี ๖ ในทรรศนะของพระโพธสิ ัตวน้ัน มีดังน้ี

ศลี กับทาน ซงึ่ มคี ุณ กลา วคือกาํ จดั โลภะดวยในตวั เราเองแลว พระโพธสิ ตั วย งั จะตอ งสอนใหส ตั วท ั้งหลาย
กําจดั โลภะดวย ศลี เปน เร่ืองวิรตั ไิ มใหเ ราทําชวั่ และเราตอ งสอนใหสตั วท้ังหลายวิรัติ ไมใหท ําความช่วั ดว ย พระ
โพธิสัตวจะตองเปนผูนําใหสัตวทั้งหลายเดินตาม ศีลกับทานเปนคุณธรรมสําคัญมาก เมื่อเราปลูกฝงคุณธรรมนี้
ไดแลว จึงสมควรที่จะรองรบั อนศุ าสนีเบื้องสงู ตอ ๆ ไปเปนลําดบั ได

ทานบารมี น้ัน ทานแบงเปน ๓ ชนิด คือ วัตถุทาน อภัยทาน และ ธรรมทาน ทานท้ัง ๓ ชนิดน้ี ใน สมัต
ภัทรปณิธานจริยาวรรค (โผวเฮ้ียงเหงงวงปง) กลาววา ธรรมทานเปนเลิศ เหตุไฉนจึงวาธรรมทานน้ันเปนเลิศ
กวาทานทกุ ชนดิ ทงั้ น้เี พราะวา การใหธรรมนี้ เปนการใหป ญญาแกต นเอง และทําใหผูอนื่ ไดปญ ญาดวย

ศีลบารมี น้ัน มีศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และ ศีล ๒๒๗ แตวาทางฝายมหายานพิเศษออกไปอีก ศีลสิกขาบท
๒๕๐ และมีศีลพระโพธสิ ตั วอ กี ๕๘ ขอ แบง เปนครุ ๑๐ และ ลหุ ๔๘ ผใู ดลว งศีลพระโพธิสตั วค รุ ๑๐ ขอ ถอื วา
ปาราชิก สวนลหุ ๔๘ ขอนั้น มีอยูขอหน่ึงถือวา พระโพธิสัตวผูถือศีลน้ัน เมื่อออกจากสถานที่อยู หรือวาเดินไป
ตามถนนหนทาง ถาพบปะสิ่งมีชีวิตจะเปนมนุษยหรือสัตวเดรัจฉานก็ตาม พระโพธิสัตวตองแผเมตตาต้ัง
ปรารถนาใหสัตวนั้นๆ ถึงซึ่งความสุข และบรรลุถึงอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ถาพระโพธิสัตวองคใดไมต้งั ความ
ปรารถนาอยา งน้ี ถือวา ผดิ ศีล

40

วิริยะบารมี และ ขันติบารมี โดยเฉพาะขอขันติบารมี หรือความอดทน พระโพธิสัตวตองบําเพ็ญใหเกิดมี
เปนธรรมดาที่ผูปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา มักจะตองผจญกับอุปสรรค ที่อาจจะเกิดจากสิ่งแวดลอมหรือ
เกิดจากิเลสในตัวเราเอง เพราะฉะนั้น ถาผูปฏิบัติขาดขันตธิ รรมแลว ก็ไมอาจกาวหนาบรรลุถึงธรรมเบื้องสงู ได
ขันติมีอธิบายหลายนัย เชน ความอดทนตอความหนาวรอน ความอดทนตอโรคภัย และความอดทนตอกิเลส
พระโพธิสัตวจะตองมีความอดทนบริบูรณท้ัง ๓ ชนิด จึงสามารถผจญตอสูกับอุปสรรคเคร่ืองกีดขวางตอการ
บรรลุธรรมได อนึ่ง ถาพระโพธิสัตวใดขาดวิริยะ กลาวคือ ความเพียร พระโพธิสัตวน้ันก็ไมสามารถจะกาวสู
คุณธรรมเบ้ืองสูงได อันคุณธรรมความดีนั้น เราไมควรจะหยุดยั้งพอใจในชัน้ ใดช้ันหน่ึง เราควรประกอบกิจการ
ใหกาวข้ึนไปสูภมู ธิ รรมขน้ั สงู ยงิ่ ๆ ขึ้น จนในทสี่ ดุ ใหเขาถึงความไมเ กดิ ไมแก ไมเ จบ็ ไมต าย อันเปนขน้ั สูงสุด

ทน่ี มี้ าถงึ เรอ่ื ง สมาธิบารมี และ ปญญาบารมี สมาธบิ ารมเี ปน ขอสาํ คัญอีกขอ หนง่ึ ท่พี ระโพธสิ ัตวจะตองมี
สําหรบั สงบระงับความหว่ันไหวของจิตตอ โลกธรรม ผปู ฏบิ ตั ธิ รรมในพระพุทธศาสนาถา ขาดสมาธแิ ลว กง็ ายตอ
การถูกโลกธรรมชกั จูงใหผันแปรไป เชน พระธรรมกถึกท่ีสามารถในเทศนาจนเปนท่ีไพเราะจับใจของผูฟง ทาน
ยอมไดรับความยกยองนับถือและสรรเสริญ ตลอดจนลาภสักการะจากประชุมชน ถาพระธรรมกถึกรูปนั้นไร
ความเขมแข็งแหงจิตแลว ก็เกิดความยินดีในลาภสักการะน้ัน ลาภสักการะก็กลายเปนอาวุธประทุษรายทาน
ทันที ตรงกันขามกับผูที่ผานอบรมจิตมาพอ ยอมไมหวั่นไหวไปกับลาภสักการะเลย สามารถเอาชนะความใคร
ความอยากท่ีจะมีชื่อเสียงเกรียติยศได และผูน้ันก็มีช่ือวาเปนผูชนะโลกธรรมดวย สวนปญญาบารมีก็คือ การ
สรางความเห็นถกู ใหเกิดมีขึน้ ความเห็นที่ถูกคือสัมมาทิฏฐิอันตรงขามกับมิจฉาทิฏฐิ อันนี้สําคัญมาก ความตรสั
รูรอดพนจากปวงทุกข ตองอาศัยสัมมาทิฏฐิเกิดมีข้ึนได และสัมมาทิฏฐิน้ีเปนแมบทแหงคุณธรรมท้ังหลายดวย
พระโพธสิ ตั วอ งคใดบําเพญ็ บารมีท้ัง ๖ อยา งนสี้ มบรู ณเต็มท่ีแลวเมอ่ื ใด เม่ือนั้นกย็ อ มบรรลแุ กพ ระปรมาภิสัมมา
สมั โพธญิ าณได

นอกจากบารมี ๖ ประการนี้ พระโพธสิ ตั วยังตอ งมีอปั ปมญั ญาภาวนาอกี ๔ คือ เมตตา กรุณา มทุ ติ า และ
อุเบกขา เรียกอีกนัยหน่ึงวา “อัปปมาณหฤทัย” ซ่ึงในพุทธศาสนาฝายเถรวาทก็มีเหมือนกัน มีคําอธิบายวา
เมตตา พระโพธิสัตวตองใหความสขุ แกสรรพสัตว กรุณา พระโพธิสัตวตองปลดเปลื้องความทุกขของสรรพสัตว
มุทิตา พระโพธิสัตวตองยินดีอนุโมทนาเม่ือสัตวท้ังหลายพนทุกขและไดสุข อุเบกขา ตามรูปศัพทภาษาจีน
แปลวา “ละ” คือพระโพธิสัตวตองไมยึดถือในความดี วาตนบําเพ็ญไปใหผูใดผูหนึ่ง และไมยึดถือในการ
ปรารถนาตอบแทนดว ย พระโพธสิ ัตวต องราํ ลกึ เสมอวา คณุ ความดีท่ที า นไดบ ําเพ็ญนนั้ ตอง มีความรสู กึ วา ทาน
มิไดบําเพญ็ ตอ งไมรสู กึ ยดึ ถอื วา ทานบาํ เพญ็ ความดี ตราบใดทมี่ คี วามรูสกึ วา ตวั เราเขาไปแทรกในการทําอยาง
น้ีอยู ตราบน้ันก็ยังไมน ับวาทําถูกตามจุดประสงค ยกตัวอยาง ดวยการใหทาน พระโพธิสัตวตองรูสึกวาไมม ผี ูใ ห
และไมมีวัตถุท่ีจะให ตลอดจนไมมีผูท่ีจะรับทานดวย พระโพธิสัตวองคใดถายังมีความรูสึกเชนนั้นไมได ก็ยังจัด
เขาเปนการทําทานอยางโลกิยะไป ตองทําลายความยึดถือวาเรากําลังทําความดี ทําลายคามยึดถือวา ผูน้ันผูน้ี
กําลงั รับทานจากเราเสียกอน จึงเปน ลกั ษณะของการใหทานอยางพระโพธิสตั วอ ยางแทจ รงิ

นอกจากดังกลาวมาแลว พระโพธิสัตวยังตองมีมหาปณิธานอัก ๔ ประการ จะเห็นไดวามีสวนคลายคลึง
กัน ปณธิ าน ๔ ประการ คือ

41

๑.เราจกั โปรดสรรพสตั วทัง้ หลายใหหมดสน้ิ เราตอ งปลอดเปล้ืองใหพ ันทุกข ขอ น้ีเทียบดว ยอริยสัจ
๔ ในขอทุกขสัจจ ซึ่งมีหนาท่ีตองกําหนดรู คือ เมื่อเรารูวาทุกข เราก็ยอมแจงใหคนอ่ืนๆ วา เราก็มีทุกข
เชนเดียวกนั แตพ ระโพธสิ ตั วตองปรารถนาความพนทกุ ขแ หง สรรพสตั วอ ีกดวย

๒.เราจะทําลายกิเลสทั้งหลายใหหมดสิ้น เราตองละท้ิงทําลายใหหมด และปรารถนาท่ีจะใหสรรพ
สัตวทําลายกิเลสเหลานั้นดวย ขอน้ีเทียบดวยขอสมุทัย คือตัณหาเราจะตอ งละ จะเจริญไมได ขางฝายมหายาน
ถือวานอกตวั เราจะทําลายกเิ ลสของเราเองแลว จกั ตองชวยแนะนาํ ใหสรรพสัตวทําลายกิเลสของเขาดว ย

๓.เราตองศึกษาธรรมทั้งหลายใหเจนจบ เราจักตองเรียนรูและทําความศึกษาปฏิบัติ เทียบดวย
มรรคสัจจซ่ึงตองเจริญใหมีข้ึน เราจะตองกําหนดรูทุกขและสมุทัยได และจะตองยังสรรพสัตวใหศึกษาในพระ
ธรรมดวย

๔.เราจะตองบรรลุพุทธภูมิใหจงได เทียบดวยขอนิโรธสัจจใ หแจงและจะตอ งยังสรรพสัตวใหบ รรลุ
ถึงดวย

เพราะฉะน้ัน ตามปณิธานทั้ง ๔ นี้ เมื่อเทียบกับหลักอริยสัจจแลว จะเห็นวา ฝายมหายานตองการ
ปลดเปลอ้ื งสรรพสตั วใ หพ น ทุกข

๘ . ค ว า ม เ ขŒ า ใ น ใ น พุ ท ธ ภ า ว ะ

ในขอนี้ จะอธิบายถึงความหมายและความเปนพุทธภาวะตอไป โดยยดึ หลกั ตามแนวของทานเวย หลา ง (ฮุ
ยเลง ) ซึง่ ทานไดอรรถาธิบายไวใ นเรอื่ ง “มหาปรัชญาปารมิตราสตู ร” ทัง้ นเ้ี พราะเห็นชดั เจนแจมแจง และให

ความเขา ใจไดดที ีส่ ดุ

ก็ปญญาท่ีทําสัตวใหบรรลุถึงการตรัสรู มีอยูในตัวเราทุกๆ คน แตเปนเพราะมีอวิชชาความมืดบอดท่ี
ครอบงําใจของเราไว เราจึงมองไมเห็นมันดวยตนเอง จนเราตองเสาะแสวงคําแนะนําตักเตือนจากผูอ่ืน ท่ีเขา
เหน็ แจง แลวกอนหนาท่ีเราจะรูจ ักจติ เดิมแทข องเราเอง เราควรจะทราบไววา ถาธรรมชาตแิ หง การเปนพุทธ ยัง
ถูกหอหุมเกี่ยวพันอยูเพียงใดแลว ก็ไมมีความแตกตางระหวางผูเห็นแจงกับผูท่ีมืดบอด ขอแตกตางกันน้ันอยูที่
คนหนึ่งตรัสรูแจม แจง เพราะพุทธภาวะอันเกย่ี วกับผูนัน้ ถูกเพิกถอนจากเคร่ืองหอหุมไดหมดจดแลว สวนอีกคน
หนึ่งยังมืดมิดอยู แมแตบรรดาพวกท่ีรอ งคําวา “ปรชั ญา” อยตู ลอดทงั้ วนั กด็ ูเหมอื นวา เขาเหลาน้นั ไมทราบเลย
วา ปรัชญานั้นมีอยูในธรรมชาตเิ ดมิ ของเขาเองแลว ก็การที่เพียงแตพดู ถงึ อาหาร อยางไมอาจบําบัดความหวิ ได
ฉันใด ในกรณีของบุคคลผูเอยถึงปรัชญาแตป าก ก็ไมอาจขจัดความมดื บอดไดฉนั นั้น เราอาจพูดถึงเร่ืองศนู ยตา
เปนเวลาแสนกัลปก็ได แตวาลําพังการพูดอยางเดียว ไมสามารถทําใหเราเห็นแจงในจติ เดิมแทได และในทีส่ ดุ ก็
ไมไ ดอ ะไรตามทีต่ นประสงค

ความหมายของมหาปรชั ญาปารมิตา

คําวา “มหาปรัชญาการมิตา” มีความหมายวา “ปญญาอันใหญหลวง เพ่ือใหบรรลุถึงฝงโนน*๑๐” ส่ิงที่
เราตองทํานั้น คือตองปฏิบัติดวยใจของเรา จะทองบนหรือน้ันไมใชขอสําคัญ การทองบนเฉยๆ โดยปราศจาก
การปฏิบัติดวยใจนั้น จะไดผลเหมือนกับเราไปเลนกับอสุรกาย หรือเหมือนกับการพรางตาของพวกเลนกลดวย
เวทมนต เหมือนกับสายฟาแลบ เหมือนกับหยาดนํ้าคางตามใบหญา แตอีกทางหน่ึง ถาเราทําท้ังสองอยาง คือ

42

ทองบนและปฏิบัติดว ยใจ แลวใจของเราก็จะประเสริฐสมคลอยกับสิ่งท่ีปากของเรากําลังทอง ธรรมชาติแทข อง
เราน้ัน คอื ธรรมชาติแหงความเปนพุทธะ และนอกไปจากธรรมชาติอนั นีแ้ ลว หามพี ทุ ธะไหนอกี ไมเ ลย

คําวา “มหา” หมายวามวา “ใหญหลวง” ขนาดของใจนั้นใหญหลวงเหมือนกันกับของอวกาศ เปนสิ่งที่
บัญญัติไมได คือไมใชของกลม ไมใชเปนเหลี่ยม ไมใชของกลมหรอื เล็ก ไมใชเขียวหรือเหลือง ไมใชแดงหรือขาว
ไมใชของมีบนมีลาง ไมใชของส้ันหรือยาว ไมใชความชังหรือรัก ไมใชความถูกหรือความผิด ไมใชของดีของช่ัว
ไมใชอันแรกหรืออันสุดทาย พุทธเกษตร*๑๑ ทุกๆ เกษตรน้ันวางเหมือนกันกับอวกาศ อยางท่ีจะเปนอยางอ่ืน
ไปไมไดเลย แมธรรมชาติ*๑๒ อันประเสริฐของเรา ก็วางเชนเดียวกัน และไมใชเปนภูมธิ รรมอันเดียว เรอ่ื งเดียว
น้ีเทาน้ันที่เราบรรลุถึงดวยการตรัสรู เพราะวาธรรมชาติอันนั้น เปนของส่ิงเดียวกับจิตเดิมแท ซึ่งเปนภาวะแหง
“ความวา งเด็ดขาด*๑๓”

เมื่อกลาวถึงความวาง อยาเขาใจดิ่งไปจับลัทธิที่วา ขาดสูญ ไมมีอะไร ข้ึนมาวาเปนอันเดียวกัน*๑๔ เปน
ส่ิงสําคัญอยางที่สุด ท่ีตองไมตกดิ่งลงไปในมจิ ฉาทิฏฐิอนั นี้ เพราะวามีคนเราน้ันอยูอยางเงยี บๆ ทําใหของเราให
วางๆ เรากจ็ ะยง้ั อยใู นภาวะแหง “ความวา งเพราะวางเฉย” ไมเหมอื นกัน ความวางอนั ไรขอบเขตจํากัดของสกล
จักรวาล เปนสิ่งท่ีมีความจุมากพอที่จะรวมเอาสิ่งตางๆ ต้ังแสนๆ สิ่ง ซ่ึงมีรูปและสัณฐานแปลกๆ กันเขาไวใน
ตัวเองได ส่ิงเหลานั้น เชน ดวงอาทิตย ดวงจันทร ภูเขา แมน้ํา แผนดิน น้ําพุ ลําธาร พุมไม ปาไม คนดี คนช่ัว
ธรรมะฝา ยดี ธรรมะฝายชั่ว เมอื งสวรรค เมืองนรก มหาสมุทร ภเู ขาทงั้ หลายในเทือกเขามหาสุเมร*ุ ๑๕ อวกาศ
น้นั ซมึ เขาไปอยทู ั่วไปในสงิ่ ตางๆ ท่ีกลา วนามมาแลวทัง้ หมดน้ี และ “ความวาง” แหง ธรรมชาตแิ ทข องเรา กเ็ ขา
ไปมีอยูในสิ่งตา งๆ อยางเดยี วกัน เรากลาววา จติ เดมิ แท วาเปน ของใหญหลวง กเ็ พราะวามันรวมสิ่งตางๆ เขาไว
หมด โดยทสี่ ง่ิ ทุกส่ิงนั้นมอี ยใู นตัวธรรมชาติของเรา เม่อื เราพบเหน็ ความดี หรอื ความชั่วก็ตาม ของบคุ คลอ่ืน เรา
ก็ไมถ กู มันดึงดดู ใหชอบใจ หรอื ไมถ กู มนั ผลักดนั ใหชัง หรือเราไมเ กาะเก่ียวกับมัน เมอ่ื นั้นลกั ษณะแหงจิตใจของ
เราเปนของวางเทากันกับอากาศ ดวยเหตุนี้ จึงกลาววา ใจของเราใหญหลวง*๑๖ เพราะฉะน้ันเรา จึงเรียกวา
“มหา”

ใจนั้นมขี นาดแหง ความจุอนั ใหญห ลวง โดยเหตทุ ่ใี จนนั้ สิงซึม*๑๗ ตลอดสกลธรรมธาตุ เมอ่ื เรานํามันมาใช
เราก็สามารถทราบอะไรก็ได หลายส่ิงจากบรรดาส่งิ ที่มอี ยูท้ังหมด แตเ ม่ือใดเราใชม ันโดยเต็มขนาดของมนั เม่ือ
น้ันเราก็ทราบไดสารพัดส่ิงไมม ีอะไรเหลอื รูทกุ ๆ สงิ่ ภายในหน่ึงสงิ่ และหน่ึงส่ิงภายในทุกๆ ส่งิ เม่ือใดใจของเรา
ทําหนาทีข่ องมันโดยไมติดขดั และเปน อิสระ ทจี่ ะ “ไป” หรือ “มา” เมื่อน้ันช่อื วา มันอยใู นภาวะแหง “ปรัชญา”

ปรัชญาทั้งส้นิ ยอ มมาจากจิตเดิมแท และมิไดมาจากวิธภี ายนอกเลย ขอนเี้ รียกวา “การใชป ระโยชนใ นตัว
มันเองของส่ิงที่เปนตัวธรรมชาติเดิมแท” ตถตา*๑๘ ปรากฏขึ้นครั้งเดียวเทานั้น แกผูนั้น แลวเขาก็เปนอิสระ
จากโมหะ ไปชว่ั นริ ันดร

อน่ึง เพราะเหตุที่ใจนั้นมีรัศมีกวางขวางใหญหลวง เราจึงไมควรใชมันทํางานกะจิริด ไรเดียงสา เชน การ
นั่งเงียบๆ ทําใจวางๆ เฉยๆ อยาพูดกันถึง “ความวาง” เปนวันๆ โดยไมทําใหจิตพบกันกับความวางนั้น คนท่ี
เปนเชนนี้*๑๙ ควรถูกเปรียบกับที่ประกาศต้ังตัวเปนกษัตริยดวยปากของเขา แตจริงเขาก็เปนราษฎรธรรมดา
โดยวิธที างปฏบิ ัติเชนนี้ จะไมไดบ รรลถุ ึงปรัชญาเลย

43

ความวา “ปรัชญา” หมายความวา “ปญญาความรอบรูแจงชัด” คือเม่ือใดเราสามารถรักษาจิตของเรา
ไมใ หถ ูกพัวพนั ดว ยความทะเยอทะยานอันโงเ ขลาไดทกุ กาลเทศะ ทําอะไรดว ยความฉลาดไปทุกโอกาส

เมื่อน้ันเชื่อวาเรากําลังประพฤติอบรมปรัชญาอยูทีเดียว ความรูสึกที่เขลาขอเดียวเทานั้น ก็สามารถผลัก
ปรัชญาใหหายวับไป แตความคิดท่ีปรีชาฉลาดเปนส่ิงท่ีอาจดึงเอาปรัชญากลับมาไดอีก บุคคลพวกท่ีตกอยูใต
อํานาจอวิชชาหรือโมหะ ยอมมองไมเห็นปรัชญา เขาพูดถึงปรัชญาดวยลิ้น*๒๐ สวนในใจของเขานั้นยังคงงม
งายอยกู บั สิง่ เดมิ เขาพูดเสมอไปวา เขาประพฤตปิ รัชญา เขาพูดถงึ “ความขาดสูญ”*๒๑ ไมห ยุดปาก แตเขาไม
ทราบถึง “ความวางเด็ดขาด”*๒๒ เลย “หฤทัยแหงความรอบรูชัดแจง” นั้นแหละ คือตัวปรัชญา อันเปนสิ่งท่ี
ไมมีรูปราง ไมมที าทาง เคร่อื งใชส ังเกตเสียเลย ถา เราตีความหมายถึงคําวาปรัชญากันในทํานองน้ี เมื่อน้นั ชื่อวา
พูดกนั ถึงความรอบรชู ัดของปรชั ญาตัวจรงิ อยา งถกู แท

คําวา “ปารมิตา” หมายความวา “สูฝงขางโนน” โดยกิริยาจริงหมายถึง “พนจากการเกิดและการดับ”
โดยอุปาทานการยึดถือในขันธทั้งหลาย อันเปนวัตถุที่ต้ังของความรูสึกทางวิญญาณ เม่ือน้ัน ยอมมีความเกิด
ความดับผลุบโผลเหมือนทะเลที่มีคลื่น ภาวะเชนนี้เรียกโดยอุปมาวา “ฝงขางนี้” แตเม่ือใด ตัดอุปาทานเสียได
เด็ดขาด และบรรลถุ ึงภาวะทพี่ น จากการเกิดและการตาย สงบเหมอื นนํ้าไหลน่งิ น้ันแหละเรยี กวา “ฝง โนน ”

การพนจากการเกิดและการดับ น้ีแหละ ทําใหปรัชญาน้ีไดนามวา “ปารมิตา” คนเปนอันมาก ซ่ึงอยู
ภายใตโมหะ พากันทองบน “มหาปรัชญาปารมิตา” ดวยล้ินเทานั้น และเมื่อเขากําลังทองบนอยูน ้ัน ความคิดที่
งมงายและเปนอกุศลกลับเกิดขึ้นแกเขา แตถาเขาจะไดปฏิบัติดวยใจ โดยไมหยุดหยอนดังกลาวจริงๆ เขายอม
ประจักษเห็นชัดซ่ึง “ตัวจริง” ของมหาปรัชญาปารมิตา การรูธรรมอันน้ี ก็คือการรูธรรมชาติของปรัชญา การ
ปฏิบัติธรรมะอันนี้ ก็คือการปฏิบัติปรัชญา ผูท่ีไมประพฤติธรรมะอันน้ีคือปุถุชน บุคคลที่ต้ังจิตจอเพื่อปฏิบัติ
ธรรมอันนี้ แมเ พียงชวั่ ขณะหนง่ึ เขาเปน ผูเ ทยี บเทา กับพทุ ธะ

คนสามัญน้ีเอง คือ พระพุทธเจา และกิเลส คือ โพธิ*๒๓ ความคิดที่โงเขลาท่ีผานเขาออกทางจิตนั้น ทํา
คนใหเปนคนธรรมดาสามัญ แตความคิดท่ีหายโงประกอบดวยความแจมแจงท่ีตามมาทีหลัง ทําใหเปน
พระพทุ ธเจา ความคดิ ที่ผา นเขาออก ทาํ ใหติดในอารมณน้นั คอื กิเลส แตค วามคิดที่มาเปล้ืองจติ เสียจากความติด
แนน อันเปนความคิดซึง่ เกิดทีหลงั น้นั คือ โพธิ

มหาปรัชญาปารมิตา*๒๔ นั้นเปนของสูงสุด ใหญยิ่งและเดนดวง มันไมหยุด ไมไป และไมมา โดยอํานาจ
ของปญ ญาอนั ช่ือวา มหาปรชั ญาปารมิตา นีเ้ อง ทพ่ี ระพุทธเจา ท้ังในปจจุบัน ในอดีต และในอนาคต ไดบรรลุถงึ
ความเปนพระพุทธเจา เราควรใชปญญาอันสูงสุดดวงน้ี เพื่อทําลาย*๒๕ ขันธท้ัง ๕ เสีย เพราะเหตุวาการทํา
เชนน้ี ยอมชว ยใหก ารไดบ รรลถุ งึ พทุ ธภูมเิ ปนสงิ่ แนนอน แลวอกุศลมูลท้ัง ๓*๒๖ กลายเปนศลี สมาธิ ปญ ญา ไป
เอง

ปญ ญาดวงเดียวนน้ั จะสรางความรอบรูขนึ้ ถงึ แปดหมน่ื ส่ีพนั วถิ ี คือเทากับจํานวนของกเิ ลสที่เราตองผจญ
แตวาเม่ือผูใดพนจากอํานาจของกิเลส ปญญายอมแสดงปรากฏตัวใหเห็นเอง ที่ตัวจิตเดิมแท ไมแยกจากกันได
ผูใดเขาใจหลักธรรมปฏิบัติอันนี้ ผูนั้นจะมีจิตปราศจากความคิดอันทอแท เฉื่อยชา การเปนอิสระจากการหลง
รักเพราะความคิดหมกมุน สยบจากการยึดติดในอารมณอันเราจิตใหทะเยอทะยาน และจากส่ิงอันเปนของ

44


Click to View FlipBook Version