The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

X13-20-สมันตภัทรจริยาปณิธานวรรค 2561-12-19 Print

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Vorawat Suthon, 2021-10-08 01:37:37

X13-20-สมันตภัทรจริยาปณิธานวรรค 2561-12-19 Print

X13-20-สมันตภัทรจริยาปณิธานวรรค 2561-12-19 Print

หลอกลวงมายา การใหตัว ตถตา*๒๗ ทําหนาที่ของมัน การใชปญญาพิจารณาหาความจริงในสิ่งท้ังปวง และ
การมีทาทีอันสงบ ซ่ึงไมเปนการผลักดันหรือดึงดูดตอสรรพสิ่งท้ังมวล เหลานี้คือการรูแจงแทงตลอดซึ่งตัวจิต
เดมิ แท เพ่ือการบรรลถุ ึงพุทธภูม*ิ ๒๘

ปรัชญาซ่ึงมีประจําอยูในจิตเดิมแทของทุกๆ คนแลวนั้น อาจจะเปรียบเทียบกันไดกับฝน ซึ่งความชุมช้ืน
ของมัน ยอมทําความสดชื่นใหแกส ิ่งท่ีมชี ีวิตทุกๆ ส่ิง รวมทั้งตนไมและพืชพนั ธุธญั ญาหาร ตลอดถึงสัตวท กุ ชนดิ
เม่ือแมนํ้าและลาํ ธารไหลไปถงึ ทะเล นํา้ ฝนท่ีมนั พาไป ยอ มผสมเปนอันเดยี วกันในมหาสมุทร ทนี ้ีหากวา ฝน*๒๙
ไดตกกระหนํ่าลงมาขนานใหญ ตนไมซ่ึงรากไมลึกพอ ก็ถูกนํ้าพัดชะถอนรากขึ้นลอยตามนํ้าและสูญหายไป ใน
ท่ีสุดไมมีเหลือ ขอน้ีเปรียบกันไดกบั คนมปี ญญาทึบเขาใจอะไรไดย าก ท่ีไดฟงคําสอนของช้ัน “นิกายฉับพลัน”*
๓๐ แทที่จริงปรัชญาซ่ึงมีอยูในบุคคลจําพวกน้ี ก็เปนอยางเดียวกับท่ีมีอยูในบุคคลจําพวกปญญาไว หากแตวา
เขาไมสามารถทําตนเองใหตรัสรูได ในขณะที่มีผูสอนเขาดวยธรรมะนั้น เพราะเหตุใด เพราะวาเขาถูกปกคลุม
เสียหนาแนน ดวยความเห็นผิดและกิเลสซึ่งไดลงรากลึกแลว ทํานองเดียวกับดวงอาทิตยถูกบดบังดวยเมฆ ไม
สามารถสง แสงของตนลงมา*๓๑ จนกวา จะมีลมมากวาดเมฆน้นั ไป ฉนั ใด กฉ็ นั นั้น

ปรัชญานั้น ไมมีแตกตางกัน แมวาตัวบุคคลจะแตกตางกัน ขอที่แตกตางกันนั้น อยูตรงท่ีวาใจของเขา
สวา งไสวหรอื มดื มนเทาน้ันเอง คนท่ีไมร จู กั จิตเดมิ แทของตนเองและยังแถมยงั มีความเขลาไปวา การบรรลุพุทธ
ธรรมน้ันมีไดดวยศาสนพิธีตางๆ ที่ทํากันทางกายภายนอก ไมเก่ียวกับจิตนี้แหละ คือคนจําพวกที่เขาใจอะไรได
ยาก คนจําพวกท่ีเขาใจคําสอนของ “นิกายฉับพลัน” ไมรูสึกวาพิธีรีตองตางๆ เปนของสําคัญ และใจของเขาก็
ทําหนาที่พิจารณาอยูดวยสัมมาทิฏฐิอยางเดียว จนกระท่ังเขาหลุดพนจากกิเลสหรือมลทินตางๆ คนชนิดนี้
แหละทา นกลาววา เปน ผูไดร จู กั จติ เดมิ แทข องตนเองแลว

ถาเอาการตรัสรูออกเสียแลว ก็ไมมีอะไรแตกตางระหวางพระพุทธเจากับคนสามัญอื่นๆ ความสวางไสว
วาบเดียวเทานั้นก็เพียงพอแลว ที่จะทําใหใครก็ไดกลายเปนคนเสมอกันกับพระพุทธเจา เพราะเหตุที่ธรรมะ
ทัง้ หลาย เปน ของมีอยูเ ปนประจาํ ในใจของเราแลว จึงไมมเี หตผุ ลในขอ ท่ีวา เราจะไมส ามารถเห็นซึมซาบแจงชดั
ในภาวะแทของตถตา มีขอความกลาวไวในสูตรชื่อ “โพธิสัตวศีลสูตร” วา “จิตเดิมแทของเราเปนของบริสุทธ์ิ
โดยเด็ดขาด และถาเราไดรูจักใจของเราเองและรแู จงชดั วา ตัวธรรมชาตแิ ทของเราคืออะไรแลว เราจะบรรลุถึง
พุทธภาวะไดทุกๆ คน*๓๒” ขอความในสูตรช่ือ “วิมลกีรตินิเทศสูตร” ก็ไดกลาววา “ทันใดน้ัน เขาตรัสรูแจม
แจง สวางไสวและไดรับใจของเขาเองกลับคนื มา”

บรรดาปญญาของพระพทุ ธเจาทั้งหลาย ท้งั ในปจ จบุ ัน อดตี และอนาคต รวมท้ังความรูทีเ่ ปน หลักคําสอน
ในคัมภีรท้ังสิบสองหมวดน้ัน ลวนแตเปนส่ิงที่มีอยูในใจของเรามาแตเดิมแลว แตในกรณีที่เราเองไมสามารถ
ปลุกใหสวางไสวขึ้นมาไดดวยตนเองน้ัน เราจําตองแสวงหาคําแนะนําจากบุคคลผูคงแกเรียน และมีใจอารี
เหลานั้น แตในทางท่ีตรงกันขาม พวกที่ทําความสวางไสวใหแตตนเองไดโดยลําพังน้ัน ยอมไมตองการความ
ชวยเหลอื จากภายนอกมนั เปน ของผิด ในการท่ีจะไปถือคตวิ า ถาไมมคี าํ แนะนําของผทู ่คี งแกเ รยี นและมใี จอารี

แลว เราไมสามารถจะบรรลุถึงวิมุตติ เพราะเหตุวามันเปนเพราะปญญาภายในของเราเองตางหาก ที่ใหเราเกิด
ความสวา งไสวได ถึงแมว าความชว ยเหลอื จากบคุ คลภายนอก และคําพร่าํ สอนของเพ่ือนผคู งแกเ รยี นและใจอารี

45

ก็ยังเปนหมันไรประโยชนไดเ หมือนกัน ถาหากวาเราถูกทําใหหลงงมโดยคําสอนที่ผิด และความเห็นผิดเสยี แลว
เราควรเพงจติ ของเราดวยปญญาตัวจริง ความเห็นผดิ ทั้งมวลก็จะถกู เพิกถอนไปในขณะนัน้ และในทันทที ันใดที่
เรารูจกั ตวั จติ เดมิ แท เรายอ มบรรลุถึงสถานะความเปน พุทธะในทันใดน้ัน

๙ . ขŒ อ เ ป ร� ย บ เ ที ย บ บ า ง ป ร ะ ก า ร ร ะ ห ว‹ า ง เ ถ ร ว า ท – ม ห า ย า น * ๓ ๓

ก.การแตกแยกโดยหลกั ธรรม

๑.การแตกแยกเคยมถี งึ ๒๐ ถงึ ๒๔ นกิ าย ซ่งึ ตอมาเหลอื เพยี งนิกายเถรวาทและมหายานเทานนั้

๒.ท้ัง ๒ นิกายนี้ แตต า งจะถอื วา อริยสัจ ๔ เปน หลักธรรมสาํ คัญท่ีสดุ ก็ตาม แตเ ถรวาทถอื คทู ่ี ๑ คอื
ทกุ ขและสมุทัยเปนหลกั มหายานถือคทู ี่ ๒ คือนโิ รธและมรรคเปน หลกั หรอื อีกนัยหนงึ่ เถรวาทถือการเวียนวาย
ตายเกิดเปนหลัก มหายานถอื การหลุดพน เปนหลกั ซึง่ ตามความเปนจรงิ ผใู ดเหน็ แจง ในทุกขกับสมุทัย หรือเหน็
แจง ในขอ เทจ็ จริงของโลกกบั การเวียนวายตายเกิดแลว ยอมเหน็ นิโรธและมรรค หรอื โลกในอดุ มการณก ับความ
หลุดพนไดงายข้ึน ตรงกันขาม ผูที่แจงในนิโรธและมรรค หรือโลกในอุดมการณ กับความหลุดพน ก็จะเห็นแจง
ในทุกขและสมทุ ยั หรือขอเทจ็ จริงของโลก กบั การเวยี นวายตายเกดิ ไดงายขึ้นเชนกนั

ข.ความแตกตา งในทศั นะตอพระพทุ ธองค

๑.ทัง้ ๒ นิกาย รับรองวา พระพทุ ธเจาใหกาํ เนดิ และทรงเปนประมุขของพุทธศาสนากต็ าม แตกผ็ ิด
กับการใหกําเนิดและการเปนประมุขของศาสนาอื่น พระองคทรงบรรลุเปนพระพุทธเจาจากสามัญชน โดยการ
สะสมบารมมี าแตป างกอ น โดยการเสวยชาตเิ ปนสัตวต างๆ นานามาเปนเวลาชา นาน

๒ ท้ัง ๒ นิกาย รับรองวา ในขณะที่พระองคทรงดํารงพระชนมชีพอยู แมพระองคมีความเปนอยู
อยางสามัญชนก็ตาม แตในความรูสึกของชาวพุทธ พระองคมีฐานะเหนือกวาบรรดาเทพเจาของอินเดีย ทรง
เปนศาสดาทัง้ ๓ โลกธาตุ

๓.ท้ัง ๒ นิกาย รับรองวา พระพุทธเจากับพระอรหันต แมตางจะเปนผูหลุดพนแลวก็ตาม แตมี
ฐานะแตกตางกันมาก พระพุทธเจาทรงบําเพ็ญบุญบารมีมากและเปนเวลาชานาน ซ่ึงพระอรหันตไมอาจเทียบ
ได และพระพุทธเจา มีเพียงองคเดยี วในหลายๆ กัลปสําหรับโลกเราน้ี อนึ่งพระพุทธเจาประสูติมาเพื่อโปรดสตั ว
แตพระอรหันตรูส กึ วา จะไมม ีหนา ท่โี ดยตรงสาํ หรับโปรดสตั ว

๔.ทั้ง ๒ นิกาย รับรองวา การปฏิบัติธรรมมีอยู ๒ ประการ คือ ทัศนมรรคกับภาวนามรรค คือการ
เห็นแจงในธรรมกับการปฏิบัติในในธรรม การเห็นแจง อาจจะเห็นแจงโดยฉลับพลัน ดวยความขยันหมั่นเพียร
หรือดวยกุศลกรรมในปางกอ น แตการปฏบิ ัตนิ ั้น จะตอ งคอยไปเปนเวลานาน

๕.ท้ัง ๒ นิกาย รับรองวา การเห็นแจงในโดยไมมีการปฏิบัติ จะไมไดรับประโยชนอะไร และการ
ปฏิบัติที่ไมเห็นแจง*๓๔ ก็อาจจะปฏิบัติผิดไปจากเปาหมาย แตท้ังที่ตางก็รับรองในแนวคิดดังกลาว ตางก็ยังมี
ขอปลีกยอยที่ไมต รงกนั นกั

๖.มหายาน ตงั้ ขอ สงสยั วา พระศากยมนุ ีพทุ ธเจา ท่ีปรากฏอยูในประวตั ศิ าสตรนั้น เปน พระพทุ ธเจา
แทจริงหรือ หรือเปนพระพุทธเจา “พระพุทธเจาองคแทจริง” บันดาลใหมีข้ึน เพื่อใหสัตวโลกไดรูเห็นเรื่อง
พระพุทธเจา ในชวงระยะเวลาหนึ่ง อันเปนการโปรดสัตวตามเหตุปจจัยของยุคนั้น มีบุญวาสนาพอท่ีจะรูเห็น

46

พระธรรม แลวตอมามหายานก็เช่ือม่ันในความคิดนี้เปนอยางยิ่ง แตเถรวาทถ่ือวา พระศากยมุนีพุทธเจาเปน
บคุ คลในประวัตศิ าสตร

๗.มหายาน ถือวา ธรรมกาย คือ พระวรกายอันแทจริงของพระองค ซ่ึงขณะนี้ยังคงมีอยูซึ่งผูบรรลุ
ถงึ ในธรรมจะเหน็ ได แตเถรวาทถือวา ธรรมกายคือพระธรรมของพระองค

๘.นิรมานกายของพระองค ตางถือวา เปน พระวรกายท่เี ปนมังสะ*๓๕

๙.มหายาน ไดเพิ่มสัมโภคกายข้ึนอีกกายหนึ่ง ถือวาเปนกายท่ีสนองความตองการของสัตวโลกใน
หลายๆ ดา นดว ยกนั แลว แตบญุ วาสนาปญญาหรอื กุศลปจ จยั ของผนู น้ั แตเถรวาทไมย อมรบั เร่อื งสัมโภคกาย

๑๐.ทั้ง ๓ กายนี้*๓๖ มหายานตางอธิบายแตกตางกันไปอีก และไดขยายออกเปน ๔ กาย ๕ กาย
และ ๑๐ กาย

๑๑.มหายาน ตั้งขอสงสัยวา พระอรหันตมีทางจะเสื่อมจากมรรคผลการบรรลุหรือไม และพระ
อรหันตจะมีความหลุดพนในดานจิตใจในประการใดก็ตาม แตในรางกาย มีความขัดของเหมือนกับคนธรรมดา
ทกุ ประการ เถรวาทถือวา พระอรหนั ตไ มมีทางเส่ือมจากมรรคผล

๑๒.เถรวาท ถือวา พระศากยมุนีพุทธเจาจะเหนือกวาสามัญชนเพียงใดก็ตาม แตพระวรกายและ
พระชนมายุยังคงถูกจํากัดอยูในขอบเขต และพระองคทรงมีพระเมตตากรุณาเทาใด ก็ไมสามารถทําใหส่ิงที่เปน
อนจิ จังกลับเปนนิจจังได ซ่งึ พอสรปุ ไดว า ความใหญย่งิ ของพระองค ยังคงไดแ กความหลดุ พนทางจติ ใจเทา น้ัน

๑๓.เถรวาท ถือวา พระอรหันต เปนช้ันสูงสุดท่ีเราจะบรรลุได และพระอรหันตทุกรูปยอมทราบ
ตนเองไดบรรลุอรหัตรผล แตก็ยอมรับวาพุทธภูมิสูงสุดกวาอรหัตตภูมิ และชาวพุทธทุกคนใดจะปรารถนาพุทธ
ภูมิก็ได อรหัสตตภูมิก็ได แลวแตใครชอบใจภูมิใด สวนมหายานถือวา ความสําเร็จของพระอรหันตเปนเร่ือง
ธรรมดาของการปฏิบัติ พระพุทธภูมิจ่ึงเปนช้ันสูงสุด พระอรหันตยังมีอะไรอีกหลายอยางท่ีเหมือนคนธรรมดา
แมทางจิตใจก็เหมือนกับคนธรรมดา เชน บางทานไมทราบวาตนไดบรรลุพระอรหัตตผล บางทานตองปลงวา
“ทุกขหนอๆ” จงึ ระงับอารมณท่ขี มขื่นได

๑๔.อนุปาทิเสสนิพพาน ซ่ึงเถรวาทตีความวาเปนการนิพพานที่ไมมีรางเหลืออยู*๓๗ แตมหายาน
ตีความวา อนุปาทิเสสนพิ พานเปนการบรรลุ “ความเปน สญู ท่ีสมบูรณท ่สี ุด*๓๘”

๑ ๐ . ค ว า ม แ ต ก ต‹ า ง ร ะ ห ว‹ า ง เ ถ ร ว า ท * ๓ ๙ กั บ ม ห า ย า น

ตามวาทะของฝายมหายาน มีความเห็นเกย่ี วกบั ความแตกตา งของนิกายทั้งสองน้ีวา

๑.สาวกยานเปนยานคับแคบ มุงเอาตัวรอดเฉพาะตัว มหายานเปนยานใหญแหงอุดมคติ และการ
ปฏบิ ัติเพอ่ื ชวยมหาชน

๒.สาวกยานเขาถงึ การตรัสรูไดเพยี งเห็นแจงในบุคคลศูนยตา คือสามารถทําลายความยดึ ถอื ในเร่ือง
อัตตาได แตไมเห็นแจงในธรรมศูนยตา คือยังยึดติดในเร่ือง ขันธ ธาตุ อายตนะ และสภาวธรรมอยู พูดงายๆ ก็
คือวา สาวกยานมีธรรมุปาทาน แตอัตตวาทุปาทานไมมี สวนมหายานนั้นเห็นแจงท้งั บคุ คลศนู ยตาแลธรรมศูนย
ตา

47

๓.การหลุดพนของสาวกยาน เปนการหลุดพนแบบลบ สวนการหลุดพนของมหายานเปนการหลุด
พนแบบบวก เพราะรีบดวนไปสคู วามดบั เสยี กอน จนกวาจะไดชวยสรรพสัตวใหห ลดุ พนไดหมดสน้ิ กอน

๔.สาวกยานปฏิเสธตอภาวะความมีความเปนไป และการรับรูเร่ืองราวตางๆ ของพระพุทธเจาหลัง
ปรินิพพาน ดวยถือวาชีวิตจิตใจของพระองคไดดับสนิทส้ินเชิง เปนการเขาใจผิด แตมหายานถือวาการที่พระ
พุทธองคดับขันธปรินิพพานนั้น เปนเพียงมายาซ่ึงพระองคแสดงโปรดเวไนยสัตว แทจริงพระองคหาไดดับไม
พระพทุ ธองคย ังทรงรับรเู ร่ืองราวตางๆ ได อาจมาสูโ ลกน้ีอีกเพี่อโปรดสตั ว

๕.สาวกยานปฏิเสธจิตสากล หรือพุทธภาวะท่ีมีอยูแลวในสรรพสัตว ซึ่งเปนอันหน่ึงอันเดียวกัน แต
มหายาน*๔๐ ถอื วาสัตวทงั้ หลายมีพทุ ธภาวะอนั แจมแจง ปราศจากกิเลสเปนอันเดยี วกันสิน้

๖.พระธรรมเทศนาของพระพทุ ธองคทแี่ สดงแกพวกสาวก เปน เพียงกสุ โลบายเทานน้ั ยงั หาใชส งู สุด
ตามพทุ ธประสงคไ ม พระธรรมของมหายานจึงประเสริฐกวาสาวกยานมาก

เ ช� ง อ ร ร ถ
*๑.จาก ปรัชญามหายาน โดย อาจารยเสถยี ร โพธินนั ทะ
*๒.อนตุ รยาน จากประวัติแนวคิดมหายาน ของ ล. เสถียรสุต
*๓.ทวิยาน ไดแ ก สาวกยาน, ปจ เจกยาน
*๔.การแตกแยกนิกายของเถรวาท เกิดจากการไมลงรอยกันในเรื่อง “วินัย” สวนการแตกแยกนิกายของ
มหายานนั้น เกิดจากการไมลงรอยกันในดาน “ธรรม”
*๕.รปู นาม หรอื สตั ว
*๖.บางทกี เ็ รยี วกวา “จิตตภตู ตถตาวาทิน” ซ่ึงเปนกิ่งของ “อสั ติวาทนิ ”
*๗.เขาใจวา เปน บดิ าและสามี
*๘.เหตุ
*๙.ผล
*๑๐.แหง ทะเลสังสารวัฏฏ
*๑๑.คือขอบเขตของพุทธหนงึ่ ๆ
*๑๒.แหง ความเปนพุทธ
*๑๓.กลา วคือความวางของส่งิ ซงึ่ มีอยแู ทๆ
*๑๔.เพราะวา ความเหน็ วา ขาดสูญเชน นนั้ รวมอยูในมจิ ฉาทิฏฐิ พวกอุจเฉททฏิ ฐิ
*๑๕.หิมาลยั
*๑๖.ไมมขี อบเขตเหมอื นอวกาศ
*๑๗.ตดิ เนื่องเปน อันเดยี วกนั อยทู ั่วไป
*๑๘.ความเปนแตอ ยา งนั้น อยา งเดยี วเทา น้นั เปน อยา งอ่นื ไมได กลา วคือ จิตเดิมแท
*๑๙.พร่ําแตปากวา วางๆ แตจติ ไมไดสัมผสั ความวา งจริง
*๒๐.ไมใชพดู ดว ยใจ

48

*๒๑.อจุ เฉทะ
*๒๒.ศนู ยตา
*๒๓.ปญญาสาํ หรบั การตรัสรู
*๒๔.กลาวคือปญญาอันใหญห ลวง ท่ที ําสัตวใ หขา มถงึ ฝง
*๒๕.ความยดึ ถอื ในขันธ ๕
*๒๖.โลภะ โทสะ โมหะ
*๒๗.ความคงท่แี ตอยางน้ัน เทานน้ั เปล่ียนเปน อยางอ่ืนไมไ ด
*๒๘.ความเปนพุทธะ
๒๙.ทที่ าํ ความสดชนื่ ใหแกส ่ิงมชี วี ติ น้ันเอง
*๓๐.นิกายเซ็น ซึ่งเปนนิกายที่มีบทบาทมากนิกายหน่ึงในปจจุบัน นิกายน้ีเรียกอีกอยางหน่ึงวา “นิกาย
ฉบั พลนั ”
*๓๑.ทงั้ ทแ่ี สงนน้ั มอี ยู
*๓๒.ทมี่ ีความรเู ชน นั้น
*๓๓.เปนความแตกตา งของมหายานนิกายเซ็น แตต ามหลกั พุทธศาสนาฝายเถรวาทแลว หาไดมคี วามเห็น
เชน นไี้ ม
*๓๔.อยา งนอยการเรยี นรู
*๓๕.กายเนอ้ื
*๓๖.เรียกวาตรกี าย ไดก ลาวมาแลว
*๓๗.ตามความเขา ใจของมหายาน
*๓๘.และตอ มาไดห มายถงึ ความเปน นจิ จงั สุขขงั อัตตา
*๓๙.สาวกยาน และความแตกตางระหวางเถรวาทกับมหายานนี้ เปนวาทะของมหายานเพียงฝายเดียว
แตเถรวาทไมย อมรบั ยกเวนขอ ๔ เทา นั้น
*๔๐.จาํ กัดฝา ยภูตตถตาวาทนิ

49

ป ร� ช ญ า ป า ร มิ ต า ห ฤ ทั ย สู ต ร

พระอารยาวโลกิเตศวรโพธิสัตว เมื่อทรงไดบําเพ็ญปญญาบารมี จนบรรลุถึงโลกุตรธรรมอันลึกซึ้งแลว
พจิ ารณาเลง็ เหน็ วา ท่ีแทจริงแลวขันธ ๕ นัน้ เปนสญู จงึ ไดก า วลวงจากสรรพทกุ ขท ั้งปวง

ดูกอนทานสารีบุตร รูปคือความสูญ ความสูญน่ันแหละคือรูป ความสูญไมอื่นไปจากรูป รูปไมอ่ืนไปจาก
ความสูญ รูปอันใดความสูญก็อนั นั้น ความสูญอันใดรูปกอ็ ันน้นั อนึ่ง เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เปนสูญ
อยางเดยี วกัน

ทานสารบี ุตร ก็สรรพธรรมทงั้ ปวง มคี วามสญู เปนลักษณะ ไมเกิด ไมด ับ ไมม วั หมอง ไมผอ งแผว ไมห ยอ น
ไมเต็ม อยางน้ี เพราะฉะนั้นแหละ ทานสารีบุตร ในความสูญจึงไมมรี ูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ไมมีตา
หู จมกู ล้นิ กาย ใจ ไมมรี ปู เสียง กลนิ่ รส โผฏฐัพพะ ไมมีจกั ษุธาตุจนถึงมโนธาตุ ในธรรมชาตนิ ั้น วญิ ญาณธาตุ
ไมมีวิชชา-ไมมีอวิชชา ไมมีความส้ินไปแหงวิชชาและอวิชชา จนถึงไมมีความแกและความตาย ไมมีความสิ้นไป
แหงความแกและความตาย ไมม ีทกุ ข สมหุ ท ยั นโิ รธ มรรค ไมม ีญาณ ไมม ีการบรรลุ ไมม ีการไมบ รรลุ

พระโพธสิ ัตวผ ูว างใจในปญ ญาบารมี จะมจี ติ ที่เปนอสิ ระจากอุปสรรคสงิ่ กดี กัน้ เพราะจิตของพระองคเปน
อิสระจากอุปสรรคสิ่งกีดกั้น พระองคจึงไมม ีความกลัวใดๆ กาวลวงพนไปจากมายาหรือสิ่งลวงตา บรรลุถึงพระ
นพิ พานไดในทสี่ ดุ

อันพระสัมมาสัมพุทธเจาในตรีกาล (อดีต ปจจุบัน และอนาคต) ดวยเหตุท่ีทรงอาศัยปญญาบารมี จึงได
ตรัสรูอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ดวยเหตุฉะน้ี จึงสมควรทราบวา ปญญาบารมีน้ี คือมหาศักดามนตร (เปนมหา
มนตอันศักด์ิสิทธิ์) คือมหาวิทยามนตร (เปนมนตแหงความรูอันยิ่งใหญ) คืออนุตรมนตร (เปนมนตอันไมมีมนต
อ่ืนยิ่งกวา) คืออสมสมมนตร (เปนมนตอันไมมีมนตอื่นใดมาเทียบได) สามารถขจัดสรรพทุกขทั้งปวง น่ีเปน
สัจจะ เปน อิสระจากความเท็จท้ังมวล จงึ เปน เหตุใหก ลาวมนตรแ หง ปญ ญาบารมวี า

“คะเต คะเต ปารคะเต ปารสังคะเต โพธิ สวาหา”*
*...ปกตินั้น บทธารณี น้ันมักจะไมแปล แตหากแปลจะแปลวา “จงไป จงไป ไปถึงฝงโนน ไปใหพนโดย
ส้ินเชงิ บรรลุถึงความรูแจง ”...*

จงมสี ติ ตามรู ตามดู ผูรกู บั สงิ่ ทถี่ กู รู ทางอายตนะทั้งหก
วามันเกิดข้ึน ตงั้ อยู แลว กด็ บั ไป มเี หตกุ เ็ ตอ งกดิ ขึ้น หมดเหตกุ ต็ อ งดบั ไป

เปน อนตั ตา อนิจจงั ทกุ ขัง ไมใ ชเรา ไมใชข อง ของเรา
สักแตว า เปนธรรมชาตทิ วี่ างเปลา

50




Click to View FlipBook Version