รายงานวจิ ยั ในชัน้ เรยี น
เร่ือง
การพัฒนาทักษะการอา่ นและเขยี นคาภาษามลายู โดยใชช้ ุดแบบฝกึ ทกั ษะ
ภาษามลายู ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6/4
ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564
โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา จังหวดั สตลู
นางสาวแวโซเฟยี เจ๊ะแนะ
ตาแหน่ง ครู คศ. 1
ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาต่างประเทศ
โรงเรียนกาแพงวทิ ยา จงั หวดั สตูล
สานักเขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษาสงขลา สตลู
ชอ่ื เร่ือง รายงานการพฒั นาทกั ษะการอา่ นและเขียนคาภาษามลายู โดยใชช้ ุดแบบฝึกทักษะภาษามลายู
ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6/4 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564
ผวู้ จิ ัย นางสาวแวโซเฟยี เจ๊ะแนะ
กล่มุ สาระฯ ภาษาต่างประเทศ โรงเรยี นกาแพงวิทยา
ปีการศึกษา 2564
___________________________________________________________________________________
บทคดั ย่อ
การทาวิจยั ในชัน้ เรียน เร่อื ง การพัฒนาทักษะการอ่านและเขยี นคาภาษามลายู โดยใช้ชดุ แบบฝกึ ทกั ษะ
ภาษามลายู ของนกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 6/4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 มวี ตั ถปุ ระสงค์เพอื่
1) เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี นและความสามารถในการอ่านและเขยี นคาภาษามลายู ของนักเรียนชัน้
มธั ยมศกึ ษาปีที่ 6/4 2) เพื่อพฒั นาแบบฝึกทกั ษะภาษามลายู ใหม้ ีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
กลมุ่ ตวั อย่างท่ใี ช้ในการศึกษาครงั้ น้เี ปน็ นักเรียนช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน
18 คน ซง่ึ ไดม้ าโดยการเลือกสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครอ่ื งมอื ทใี่ ช้ในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
คอื แบบฝกึ ทกั ษะเพ่ือพัฒนาทักษะการอ่านและเขยี นคาภาษามลายู จานวน 2 แบบฝึก และแบบทดสอบวดั ผล
สัมฤทธิท์ างการเรยี นแบบปรนัย ชนดิ เลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 20 ข้อ สถิตทิ ่ีใชค้ อื ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ
และคา่ สว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการศึกษาคน้ คว้าพบวา่
1. การพฒั นาทักษะการอ่านและเขยี นคาภาษามลายู โดยใชช้ ดุ แบบฝึกทักษะ ภาษามลายู ของนกั เรยี น
ชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6/4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 มปี ระสิทธิภาพเทา่ กับ 83.33/86.67
ซง่ึ สงู กวา่ เกณฑม์ าตรฐานทีต่ ง้ั ไว้ คือ 80/80
2. ผลที่เกิดกับนกั เรยี นหลังการพัฒนาทกั ษะการอ่านและเขียนคาภาษามลายู โดยใช้แบบฝกึ หัดภาษา
มลายู ของนักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 6/4 พบว่านักเรียนมีทักษะการอา่ นและเขยี นดีขึ้น ซง่ึ ส่งผลให้นักเรียนมี
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนดา้ นทกั ษะการอ่านและเขียนคาภาษาสงู ขน้ึ มคี า่ เฉล่ยี ร้อยละ 86.67
กติ ติกรรมประกาศ
รายงานการพฒั นาทักษะการอ่านและเขียนคาภาษามลายู โดยใช้ชุดแบบฝกึ ทกั ษะ ภาษามลายู ของ
นกั เรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 6/4 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 สาเร็จลุล่วงได้ดว้ ยคณะผู้เชย่ี วชาญ นายสิรวฒุ ิ
ยนุ ุ้ย ผูอ้ านวยการโรงเรยี นกาแพงวทิ ยา นางปาลิตา อาดุลเบบ ครูชานาญการ นางมารีย๊ะ แดงตี ครู
ชานาญการ โรงเรียนกาแพงวทิ ยา สานกั งานเขตพื้นทก่ี ารศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ท่กี รุณาให้คาปรึกษา
ช่วยเหลือ แนะนาตรวจสอบ แก้ไขข้อบกพรอ่ งต่างๆ ผูร้ ายงานขอขอบพระคณุ เปน็ อยา่ งสูง
ขอขอบคุณคณะครู นกั เรยี นโรงเรียนกาแพงวทิ ยา ทีใ่ ห้ความรว่ มมอื ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลในการ
พัฒนาการจดั การเรียนรู้ในครั้งนี้
คุณค่าและประโยชนข์ องรายงานฉบบั นี้ ผรู้ ายงานขอมอบเปน็ เคร่ืองแสดงความกตัญญตู ่อบดิ า มารดา ที่
ใหก้ ารศกึ ษา อบรมสง่ั สอน ใหม้ ีสตปิ ญั ญาและคุณธรรมท้งั หลาย อนั เปน็ เครอื่ งมอื นาไปสู่ความสาเรจ็ ในชวี ิตของ
ผู้รายงาน
แวโซเฟยี เจะ๊ แนะ
ครู คศ.1
สารบัญ หน้า
บทคัดย่อ ก
กติ ติกรรมประกาศ ข
บทท่ี 1 1
1
1.บทนา 2
2.ความเป็นมาและความสาคัญของปญั หา 2
3.วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ยั 2
4.ขอบเขตของการศึกษา 2
5.ตัวแปรท่ีใช้ในการศกึ ษา 3
6.นิยามศพั ทเ์ ฉพาะ 3
7.ประโยชนท์ คี่ าดวา่ น่าจะได้รบั 4
บทท่ี 2 4
1.เอกสารและงานวิจัยท่ีเกยี่ วข้อง 35
บทที่ 3 36
วิธีการดาเนินการ 36
1.ประชากรและกลุม่ เปา้ หมาย 36
2.เครื่องมอื ทใ่ี ช้ในการศกึ ษา 37
3.แบบแผนการทดลองขัน้ ตอนการทดลอง 38
4.การสร้างและการหาคุณภาพเครอ่ื งมอื 40
5.การวเิ คราะหข์ ้อมลู 40
6.สถติ ิที่ใช้ในการวเิ คราะหข์ อ้ มลู 42
บทที่ 4 42
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล 44
บทที่ 5 45
1.อภปิ รายผล
บรรณานุกรม
ภาคผนวก
บทท่ี 1
บทนา
1.1 ความเป็นมาและความสาคัญของปัญหา
ภาษามลายู เป็นภาษาของกลุ่มภาษาออสโตรนีเซีย มีการใช้ในหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย บรูไนดารุสาลาม มินดาเนาในประเทศฟิลิปินส์ ในทางวิชาการแล้วประเทศเหล่านี้ถูก
รู้จัก และเรียกว่า “หมู่เกาะมลายู” หรือ “Nusantara” เนื่องจากมีชาติพันธุ์มลายูอาศัยอยู่เป็นจานวนมากเมื่อ
เทียบกับชาติพันธ์ุอื่นๆ ภาษามลายูมีคนใช้มากเป็นอันดับ 5 ของโลก โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซียมีประชากร
มากถึง 250 ล้านคน มาเลเซีย มีประชากร 28 ล้านคน และบรูไนฯ มีประชากร 5 แสนคน ยังไม่รวมทางตอนใต้
ของประเทศไทย และเกาะมินดาเนาของฟิลิปปินส์ (สถาบนั วจิ ัยประชากรและสังคม, 2556) ในจานวนดงั กลา่ วเป็น
จานวนท่ีเยอะพอสมควร และเมือ่ ประเทศในเอเชยี ตะวันออกเฉียงใต้รวมตัวกันเปน็ ประชาคมอาเซียน ภาษาหน่งึ ท่ี
อิทธิพลอย่างมากในการส่ือสาร คือ ภาษามลายู (Bahasa Melayu) เนื่องจากมีประชากรใช้ประมาณ 300 กว่า
ลา้ น เกนิ กวา่ ครงึ่ ของประชากรอาเซยี น 600 กว่าลา้ นคน
เมื่อภาษามลายูได้เข้ามีบทบาทในประชาคมอาเซยี นปี พ.ศ. 2558 นี้ แน่นอนการแข่งขนั ทางด้านต่างๆก็
ยง่ิ สงู ขนึ้ ทาใหป้ ระชากรในประเทศไทยต้องปรบั ตัวกับการเปล่ียนแปลงอย่างไมเ่ คยมีมาก่อน ซึง่ หนึ่งในนนั้ คือ การ
รู้ภาษาของประเทศเพอ่ื นบา้ น โดยเฉพาะภาษามลายูทีม่ ผี ู้คนใช้เปน็ จานวนมาก
จากการท่ผี ู้วจิ ยั ได้ปฏิบตั ิงานทโ่ี รงเรียนกาแพงวทิ ยา ในภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 ท่โี รงเรียนกาแพง
วทิ ยา ตาบลกาแพง อาเภอละงู จงั หวดั สตูล ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6/4 จานวน 1 หอ้ ง มนี ักเรยี นทงั้ หมด 18 คน
นักเรยี นชาย 6 คน และนกั เรยี นหญิง 12 คน ในการจดั การเรยี นการสอนใชเ้ วลา 1 ชวั่ โมงต่อสปั ดาห์นน้ั ถือได้ว่า
เปน็ ภาษาใหม่สาหรับนกั เรยี นที่น่ี และโรงเรยี นก็ไมม่ ีสือ่ หรอื แบบเรยี นใหน้ ักเรียนได้ศกึ ษา หรอื หนังสอื เรียน ใบ
ความรแู้ ต่อยา่ งใด ทาให้ผูว้ ิจัยมีอุปสรรคบ้างในการสอน ต้องทาสอ่ื การเรียนการสอนเอง และจากการสังเกต และ
การมีสว่ นรว่ มในการจดั การเรียนการสอนวิชาภาษามลายู พบวา่ นกั เรยี นสว่ นใหญ่ไมส่ ามารถอา่ นคาและประโยค
ในภาษามลายูได้ เนอื่ งจากภาษามลายเู ป็นภาษาท่มี ีการยืมคาจากหลายๆ ภาษา เช่น ภาษาอาหรับ ดัตช์ และบาลี
สนั สกฤต เปน็ ตน้
จากขอ้ มลู สภาพปัญหา ความสาคัญและหลกั การดงั กลา่ ว ควรได้รับการแก้ไขอยา่ งเร่งด่วน โดยเฉพาะ
อยา่ งย่งิ ตัวครูผูส้ อน ควรจะมีการศกึ ษาหาวธิ ปี รับปรุงพัฒนาการจดั กิจกรรมการเรียนรู้ให้มปี ระสทิ ธิภาพ ใหท้ งั้
ความรทู้ ักษะการคิด ความสนกุ สนานเพลิดเพลินไปพรอ้ มๆ กัน มเี ทคนิคการสอนท่ีหลากหลาย ทาใหเ้ กดิ การ
เรยี นรู้ เกดิ ความแมน่ ยา จดจาง่าย และเข้าใจอย่างลึกซึง้ จัดระบบเชื่อมโยงความคิดต่างๆ เขา้ ดว้ ยกัน
ผู้รายงานไดร้ บั มอบหมายให้รับผิดชอบในการจัดการเรยี นการสอนรายวชิ าภาษามลายูเพอ่ื การส่ือสาร4
พรอ้ มทง้ั วดั และประเมนิ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ่ี 6/4 โรงเรยี นกาแพงวิทยา
สานักงานเขตพน้ื ทีก่ ารศึกษามธั ยมศึกษาสงขลา สตลู พบวา่ ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 นักเรียนมีปญั หา
ทางด้านการอา่ นเขยี นสะกดคาไม่ถูกตอ้ งและอา่ นไม่คลอ่ ง เมือ่ นักเรียนเขียนสะกดคาไมไ่ ดย้ ่อมสง่ ผลให้อ่านไม่
ออกตามมาดว้ ย ส่ิงเหล่านเี้ ป็นสาเหตุให้ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นของนกั เรยี นต่าและการทนี่ ักเรียนอา่ นไมอ่ อกเขียน
สะกดคาไม่ถกู ตอ้ งยังมีผลกระทบต่อไปในการเรยี นการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรูอ้ ่นื อีกดว้ ย
ผรู้ ายงานได้คิดหาแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าว จงึ ได้ศึกษาหานวัตกรรมทั้งเก่าและใหม่นามาแกป้ ัญหา จึง
พบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนภาษามลายู โดยใช้แบบฝึกหัดจะทาให้สามารถแก้ปัญหาดังกล่าวได้
ผรู้ ายงานจึงได้ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฏีที่เกยี่ วขอ้ งกับการพัฒนาแบบฝกึ ทักษะเพ่ือพฒั นาทกั ษะการอา่ นและการเขียน
สะกดคาของนักเรียนและพฒั นาการเรียนการสอนภาษามลายูใหม้ ปี ระสิทธภิ าพมากย่ิงข้ึน ซ่ึงจะเป็นประโยชนใ์ น
การเรยี นภาษามลายูในระดบั ที่สูงต่อไป
2.1 วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ัย ของ
2.1.1 เพื่อพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นและความสามารถในการอา่ นและเขียนคาภาษามลายู
นกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/4
2.1.2 เพ่ือพัฒนาแบบฝึกทักษะภาษามลายู ให้มปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80
3.1 ขอบเขตของการศกึ ษา
3.1.1 ประชากร ทใี่ ชใ้ นการศึกษา ได้แก่ นกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปที ี่ 6/4 โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอ
ละงู จังหวัดสตลู สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน
1 หอ้ งเรยี น มีนกั เรยี นจานวน 18 คน
3.1.2 กลุม่ ตวั อยา่ งที่ใช้ในการศกึ ษา ไดแ้ ก่ นักเรยี นชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 6/4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา
2564 โรงเรียนกาแพงวิทยา สานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษาสงขลา สตูล จานวน 18 คน ซง่ึ ได้มาโดย
การเลอื กสมุ่ แบบเจาะจง (Purposive Sampling)
3.1.3 ระยะเวลาในการศึกษา ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการศกึ ษา คือ ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
จานวน 4 ช่วั โมง ท้ังนี้ไม่รวมเวลาท่ีใช้ในการทดสอบก่อนเรียนและหลงั เรยี น
3.1.4 เนอื้ หาที่ใช้ในการศึกษา เนอ้ื หาที่ใชใ้ นการศกึ ษา ไดแ้ ก่ กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
รายวิชาภาษามลายูเพอ่ื การสื่อสาร4 และการเขียนคาภาษามลายู โดยใชแ้ บบฝึกหัดการอ่านและเขยี นคาภาษา
มลายู ของนักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6/4 จานวน 2 แบบฝกึ
4.1 ตวั แปรที่ใชใ้ นการศกึ ษา
- ตัวแปรต้น ไดแ้ ก่ แบบฝกึ หดั การอ่านออกเสยี งภาษามลายู กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาต่างประเทศ
(รายวิชาภาษามลายูเพอ่ื การสื่อสาร4) ชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 6/4
- ตวั แปรตาม ได้แก่ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนด้านการอ่านและการเขยี นคาภาษามลายู หลังเรยี น กลุ่ม
สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ (รายวิชาภาษามลายูเพอ่ื การสอื่ สาร4) ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/4
5.1 นยิ ามศัพท์เฉพาะ
5.1.1 แบบฝึกหัดการอ่านและการเขยี นคา หมายถงึ แบบฝกึ ทักษะการอา่ นและการเขยี นคา กล่มุ สาระ
การเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ (รายวชิ าภาษามลายูเพื่อการสอ่ื สาร4) ชั้นมัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/4 ทีผ่ ู้รายงานสรา้ งขน้ึ
เพ่อื ใชใ้ นการฝกึ ปฏิบัตดิ ้านการอา่ นและการเขียน จานวน 2 แบบฝึก
5.1.2 ประสทิ ธภิ าพของแบบฝึก หมายถึง แบบฝึกทกั ษะการอา่ นและการเขยี นสะกดคา
กล่มุ สาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (รายวิชาภาษามลายูเพื่อการสอ่ื สาร4) ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 6/4 ทมี่ ี
ประสทิ ธภิ าพตามเกณฑ์ 80/80
- 80 ตัวแรก หมายถงึ คะแนนเฉลยี่ ร้อยละของนักเรยี นทีไ่ ดจ้ ากการทาแบบทดสอบ
ท้ายบทเรียนของแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านและการเขยี นสะกดคา กลุม่ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ (รายวชิ า
ภาษามลายูเพอ่ื การส่ือสาร4 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/4
- 80 ตวั หลงั หมายถงึ คะแนนเฉลยี่ ร้อยละทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนด้านการอ่านและการเขยี นสะกดคาหลงั เรยี น โดยใช้แบบฝึกหดั กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ภาษาตา่ งประเทศ (รายวชิ าภาษามลายูเพื่อการสื่อสาร4) ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/4 ครบทุกชุด
5.1.3 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี น หมายถงึ ความรู้ ความสามารถในการเรียนภาษามลายูของนักเรียนท่ี
เรยี นโดยใช้แบบฝกึ ทักษะการอ่านและการเขยี นสะกดคา กลุม่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ (รายวชิ าภาษา
มลายเู พื่อการส่อื สาร4) ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 โดยวัดไดจ้ ากคะแนนการทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนการ
อ่านและการเขียนสะกดคา ทผ่ี รู้ ายงานสร้างขนึ้
5.1.4 นกั เรียนหมายถงึ นักเรียนมัธยมศกึ ษาปีที่ 6/4 โรงเรยี นกาแพงวิทยา สานักงานเขตพนื้ ท่ี
การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 จานวน 18 คน
5.1.5 แบบทดสอบหมายถงึ แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง การอา่ นและ
การเขียนสะกดคา ที่ผรู้ ายงานสรา้ งขน้ึ เพ่อื ทดสอบนักเรยี นกอ่ นเรยี นและหลงั เรียน
6.1 ประโยชนท์ ไ่ี ดร้ ับ
- ได้แบบฝึกทกั ษะการอ่านและเขยี นคาภาษามลายู ท่ีผ่านการพัฒนาและหาประสทิ ธิภาพจากผเู้ ชี่ยวชาญ
เรียบร้อยแล้ว
บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ กี่ยวข้อง
การดาเนินการศึกษาคร้งั นี้ เพอ่ื พฒั นาทกั ษะการอา่ นและการเขยี นคาภาษามลายู โดยใชแ้ บบฝึกหดั กล่มุ
สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ (รายวิชาภาษามลายูเพอ่ื การส่อื สาร4) ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 โรงเรยี นกาแพง
วิทยา ผู้รายงานได้ศึกษาเอกสารงานวจิ ัยทเ่ี กย่ี วข้อง ดังต่อไปนี้
1. หลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 กลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ
ชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 6/4
2. การเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ
3. การอ่าน
3.1 ความหมายของการอ่าน
3.2 ความสาคัญของการอ่าน
3.3 การอ่านแจกลกู สะกดคา
4. การเขียน
4.1 ปญั หาของการเขียน
4.2 ความสาคญั ของการเขยี น
4.3 จุดมงุ่ หมายของการเขียน
5. แบบฝกึ ทักษะ
5.1 ความหมายและความสาคญั ของแบบฝกึ ทกั ษะ
5.2 ลกั ษณะของแบบฝกึ ทักษะทด่ี ี
5.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ
5.4 หลกั การสร้างแบบฝึกทกั ษะ
5.5 สว่ นประกอบของแบบฝึกทกั ษะ
5.6 รูปแบบการสร้างแบบฝกึ ทักษะ
5.7 ขนั้ ตอนการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ
5.8 แนวคิดหลกั การที่เก่ียวข้องกบั แบบฝึกทักษะ
6 . งานวจิ ัยที่เกย่ี วข้อง
6.1 งานวิจัยในประเทศ
6.2 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
2.1 หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลมุ่ สาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
ทาไมตอ้ งเรยี นภาษาต่างประเทศ
ในสงั คมโลกปจั จุบัน การเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศมคี วามสาคัญและจาเปน็ อยา่ งย่งิ ในชวี ิตประจา
วนั เน่อื งจากเปน็ เครอื่ งมือสาคญั ในการตดิ ต่อสอ่ื สาร การศกึ ษา การแสวงหาความรู้ การประกอบอาชพี การสร้าง
ความเขา้ ใจเกย่ี วกบั วฒั นธรรมและวิสัยทัศนข์ องชุมชนโลก และตระหนกั ถึงความหลากหลายทางวฒั นธรรมและ
มุมมองของสังคมโลก นามาซง่ึ มติ รไมตรแี ละความรว่ มมือกบั ประเทศตา่ งๆ ชว่ ยพฒั นาผูเ้ รียนใหม้ คี วามเข้าใจ
ตนเองและผ้อู น่ื ดีข้นึ เรยี นร้แู ละเข้าใจความแตกต่างของภาษาและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมประเพณี การคิด
สงั คม เศรษฐกิจ การเมอื ง การปกครอง มเี จตคติทีด่ ีต่อการใช้ภาษาต่างประเทศ และใชภ้ าษาต่างประเทศเพื่อการ
สอ่ื สารได้ รวมทั้งเข้าถงึ องคค์ วามรตู้ า่ งๆ ได้งา่ ยและกวา้ งขน้ึ และมวี ิสัยทศั นใ์ นการดาเนนิ ชีวติ ภาษาตา่ งประเทศท่ี
เป็นสาระการเรียนรพู้ ้ืนฐาน ซ่ึงกาหนดให้เรยี นตลอดหลกั สตู รการศกึ ษาขน้ั พ้ืนฐาน คอื ภาษาองั กฤษ ส่วน
ภาษาตา่ งประเทศอ่นื เช่น ภาษาฝรัง่ เศส เยอรมัน จีน ญป่ี นุ่ อาหรบั บาลี และภาษากลุ่มประเทศเพื่อนบา้ น หรอื
ภาษาอ่นื ๆ ให้อยู่ในดุลยพินิจของสถานศึกษาที่จะจัดทารายวิชาและจัดการเรียนรู้ตามความเหมาะสม
ที่มา : ตัวชีว้ ดั และสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ
เรยี นร้อู ะไรในภาษาตา่ งประเทศ
กลุม่ สาระการเรียนรูภ้ าษาต่างประเทศ มุ่งหวงั ให้ผู้เรยี นมีเจตคติทีด่ ตี ่อภาษาตา่ งประเทศ
สามารถใช้ภาษาต่างประเทศ สอ่ื สารในสถานการณต์ า่ งๆ แสวงหาความรู้ ประกอบอาชพี และศึกษาต่อ ในระดบั ที่
สงู ขึ้น รวมทั้งมคี วามรู้ความเข้าใจในเรื่องราวและวัฒนธรรมอันหลากหลายของประชาคมโลก และสามารถ
ถ่ายทอดความคิดและวฒั นธรรมไทยไปยังสังคมโลกไดอ้ ย่างสรา้ งสรรค์ ประกอบดว้ ยสาระสาคญั ดงั น้ี
• ภาษาเพ่อื การส่อื สาร การใช้ภาษาต่างประเทศในการฟัง-พดู -อ่าน-เขียน แลกเปลย่ี นขอ้ มลู ข่าวสาร
แสดงความร้สู ึกและความคิดเหน็ ตีความ นาเสนอขอ้ มูล ความคดิ รวบยอดและความคิดเหน็ ในเร่อื งตา่ งๆ และสรา้ ง
ความสัมพนั ธ์ระหว่างบุคคลอย่างเหมาะสม
• ภาษาและวัฒนธรรม การใช้ภาษาต่างประเทศตามวัฒนธรรมของเจ้าของภาษาความสัมพันธ์ ความ
เหมือนและความแตกต่างระหวา่ งภาษากับวัฒนธรรมของเจ้าของภาษา ภาษาและวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษากบั
วฒั นธรรมไทยและนาไปใชอ้ ยา่ งเหมาะสม
• ภาษากบั ความสมั พนั ธก์ ับกลุม่ สาระการเรียนรู้อน่ื การใชภ้ าษาต่างประเทศในการเชอ่ื มโยงความรกู้ ับ
กล่มุ สาระการเรียนรอู้ น่ื เปน็ พน้ื ฐานในการพฒั นาแสวงหาความรู้และเปดิ โลกทัศนข์ องตน
• ภาษากบั ความสัมพันธ์กับชมุ ชนและโลก การใชภ้ าษาตา่ งประเทศในสถานการณ์ต่างๆ ทัง้ ในหอ้ งเรยี น
และนอกห้องเรียน ชุมชน และสังคมโลก เป็นเคร่ืองมือพ้ืนฐานในการศึกษาต่อประกอบอาชีพ และแลกเปลีย่ น
เรยี นรู้กบั สังคมโลก
สาระ/มาตรฐาน
สาระท่ี 1 ภาษาเพอื่ การสอื่ สาร
มาตรฐาน ต 1.1 เข้าใจและตคี วามเร่ืองท่ีฟังและอ่านจากส่ือประเภทต่างๆและแสดงความคิดเหน็ อย่าง
มเี หตุผล
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสื่อสารภาษาในการแลกเปล่ียนข้อมลู ข่าวสาร แสดงความร้สู ึกและความ
คดิ เหน็ อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
มาตรฐาน ต 1.3 นาเสนอข้อมูลข่าวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรื่องต่างๆโดยการพูด
และการเขียน
สาระท่ี 2 ภาษาและวฒั นธรรม
มาตรฐาน ต 2.1 เข้าใจความสมั พนั ธร์ ะหว่างภาษากับวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษา และนาไปใช้ได้อย่าง
เหมาะสมกับกาลเทศะ
มาตรฐาน ต 2.2 เข้าใจความเหมือนและความแตกตา่ งระหว่างภาษาและวัฒนธรรมของเจา้ ของภาษา
กับภาษาและวฒั นธรรมไทย และนามาใชอ้ ย่างถูกตอ้ งและเหมาะสม
สาระท่ี 3 ภาษากบั ความสัมพันธก์ บั กล่มุ สาระการเรียนร้อู ื่น
มาตรฐาน ต 3.1 ใช้ภาษาต่างประเทศในการเช่ือมโยงความรู้กับกลุ่มสาระการเรียนรู้อ่ืน และเป็น
พ้นื ฐานในการพัฒนา แสวงหาความรู้ และเปดิ โลกทศั นข์ องตน
สาระท่ี 4 ภาษากับความสมั พันธก์ บั ชุมชนและโลก
มาตรฐาน ต 4.1 ใชภ้ าษาต่างประเทศในสถานการณต์ า่ งๆ ท้ังในสถานศึกษา ชมุ ชน และสงั คม
มาตรฐาน ต 4.2 ใช้ภาษาต่างประเทศเป็นเครื่องมือพื้นฐานในการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพ และ
การแลกเปลย่ี นเรียนรกู้ บั สงั คมโลก
2.2 การเรยี นการสอนภาษาต่างประเทศ
2.2.1 แนวการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนภาษาต่างประเทศ
การเรยี นการสอนภาษาองั กฤษ แนวคดิ เก่ยี วกบั การเรยี นการภาษาอังกฤษในปัจจบุ นั มีหลายแนวคิด มีทง้ั
แนวคิดเก่ยี วกับการจดั หลักสตู ร แนวคิดเกย่ี วกบั แนวการสอน และแนวคิดเกี่ยวกบั การเรยี นรู้ แนวคิดท้ัง 3 นี้ มีส่วน
ช่วยครผู สู้ อนในการตัดสนิ ใจวางแผนจัดการเรยี นการสอนการคดั เลือกกจิ กรรมประกอบการเรยี นการสอน ตลอด
จนเลือกส่อื การเรยี นรู้ ซ่งึ เปน็ สิง่ จาเป็นสาหรบั ครูผู้สอนทีจ่ ะต้องศึกษาทาความเข้าใจเพือ่ ชว่ ยให้ การสอนของ
ตนเองมีประสิทธภิ าพย่งิ ขน้ึ แนวคดิ สาคัญทค่ี รคู วรศึกษาทาความเข้าใจมดี งั ตอ่ ไปน้ี คือ (สานกั งานคณะกรรมการ
การศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน, 2548 ก : 101 – 128)
1. หลกั สูตรภาษาท่เี นน้ ผู้เรยี นเป็นสาคัญ (Lerner – Centered Language Curriculum)
2. แนวการสอนภาษาเพอ่ื การส่ือสาร (Communicative Language Teaching)
3. การสอนภาษาเพ่ือวตั ถุประสงค์เฉพาะ (Language for Specific Purposes)
4. การจดั การเรียนร้แู บบบูรณาการ (Integrated Learning)
5. การจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning)
6. การจดั การเรยี นการสอนแบบภาษาทเ่ี น้นเนอ้ื หา (Content-Based Instruction)
7. การสอนภาษาแบบองคร์ วม (Whole Language Approach)
8. การเรยี นรู้จากการทาโครงงาน (Project-Based Learning)
9. การเรยี นร้ทู ่เี น้นภาระงาน (Task-Based Language)
10. การสรา้ งองคค์ วามรู้ (Constructivism)
11. วธิ กี ารสอนดว้ ยการตอบสนองดว้ ยท่าทาง (Total Physical Response)
12. การเรยี นการสอนภาษาองั กฤษแบบไฟร์แม็ทซิสเตม็ (4 MATS Language System)
กระบวนการจัดการ เรียนรู้ภาษาอังกฤษ การ ทีค่ รจู ะจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้เพ่ือให้ผู้เรียนมคี วามรู้ ทักษะ
กระบวนการ มคี วามสามารถ และมีคุณลักษณะอนั พึงประสงค์ตามที่กาหนดเปน็ มาตรฐานการเรยี นรนู้ ัน้ ครูต้องมี
เทคนิค วธิ กี าร ในการจดั การเรยี นรู้ทเ่ี หมาะสม สานกั พัฒนานวตั กรรมการจดั การศกึ ษา สานกั งานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน สรปุ ว่า ปัญหาที่ครูผู้สอนภาษาอังกฤษส่วนใหญป่ ระสบในการจดั หอ้ งเรยี นมี 3 ประการ คอื
(สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาขนั้ พ้ืนฐาน, 2548 ข : 1 – 3) 1. การสรา้ งแรงจูงใจใหผ้ ้เู รยี นอยากเรียน อยาก
ใชภ้ าษาอังกฤษในห้อง 2. การไม่สามารถจดั บรรยากาศในหอ้ งเรียนไดต้ ามทค่ี าดหวงั เพราะวสั ดุอุปกรณไ์ มเ่ หมาะ
ไมเ่ พียงพอ ผเู้ รยี นมีระดับความรู้ตา่ งกัน 3. การแสดงบทบาทของครูในการสอนหอ้ งเรยี นเพ่ือให้สามารถจัด
กิจกรรมใหเ้ หมาะสมกบั วยั ของผู้เรียน เพราะมกี ารเน้นการสอนเนอ้ื หามากเกนิ ไปเทคนคิ วิธีการท่ี สาคัญท่ี
ครผู ้สู อนภาษาองั กฤษควรร้แู ละนาไปใช้มีดงั น้ี การสอนทกั ษะการฟงั (Listening) คนมกั เข้าใจว่าการฟงั เกดิ ข้ึนเอง
เมอ่ื ผ้เู รียนต้องเผชญิ กบั ภาษานัน้ โดยไม่ต้องมกี ารเรียนการสอน แตค่ วามจรงิ แลว้ การฟังเพ่อื ความเขา้ ใจในการ
เรยี นการสอนภาษาทีส่ องเป็นทกั ษะ อันดับแรกที่ต้องไดร้ ับการฝกึ ฝน การสอนฟังอาจใช้การสอนแบบ Bottom
up คือ สอนเป็นลาดบั ข้นั ตอน คอ่ ยเรียนร้ทู ลี ะนอ้ ย จนเกดิ ความเข้าใจในที่สุด หรืออาจสอนแบบ Top down คอื
การให้ผเู้ รียนเขา้ ไปอยใู่ นเหตกุ ารณ์ หรอื กจิ กรรมต่างๆ ทาให้ผ้เู รียนเกิดองคค์ วามรู้ต่อเน่อื งจากพ้ืนฐานหรอื
ประสบการณ์ของตน การ สอนฟังผ้สู อนจะต้องฝึกให้ผูฟ้ งั สามารถแยกเสยี งท่ีได้รับฟงั รบั รู้ และเข้าใจความหมาย
เรื่องที่ฟัง วิธีสอนท่ใี ช้กันท่วั ไปในการสอนฟังมกี จิ กรรม 3 ขัน้ ตอน คอื กิจกรรมก่อนฟงั กจิ กรรมขณะฟงั และ
กจิ กรรมหลังฟงั (สานกั งานคณะกรรรมการการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน, 2548 ข : 12 – 13) การสอนออกเสียง
(Pronunciation) ครูผ้สู อนภาษาองั กฤษสว่ นใหญ่จะสอน คาศพั ท์ (Vocabulary) ไวยากรณ์ (Grammy) และ ฝกึ
ผู้เรยี นเรื่องการสนทนา ใหท้ ากจิ กรรมฝึกตา่ งๆ เพ่ือใหม้ คี วามสามารถในการฟังและอา่ นได้ แตจ่ ะสอนเร่ืองการออก
เสยี งอย่างจริงจังน้อย ทงั้ น้อี าจเปน็ เพราะร้สู ึกอึดอดั ทจี่ ะสอนเรื่องการออกเสียง หรอื อาจรู้สึกวา่ การสอนออกเสยี ง
เปน็ การสร้างปัญหาระหวา่ งการเรียนการสอน จึงมักปลอ่ ยให้นกั เรยี นฝึกออกเสียงกนั เอง ในขณะท่ีเรียนเรอ่ื งอ่ืนๆ
แตแ่ ท้จริงแลว้ การเนน้ สอนออกเสยี งไมเ่ พยี งแตท่ าใหผ้ ู้เรียนตระหนักในเรื่อง ความแตกต่างของเสียง ลกั ษณะของ
เสยี ง และความหมายของเสยี งเท่านั้น แตย่ งั สามารถพฒั นาทักษะการพดู ได้อย่างมาก การใหค้ วามสนใจในเรื่อง
เสียงท่เี ปล่งออกมาจากสว่ นต่างๆ ภายในปาก ทาให้ผเู้ รยี นร้วู า่ ควรลงเสยี งหนกั เบาในตาแหน่งใดของคา ซง่ึ สิ่งต่าง
ๆ เหล่านจี้ ะชว่ ยให้ผู้เรยี นมีความเข้าใจภาษาพูด (Spoken – English) และพัฒนาทกั ษะความสามารถทางภาษาได้
(สานกั งานคณะกรรรมการการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน, 2548 ข : 14) การสอนออกเสียง มกั พบปญั หาทคี่ รูผู้สอนตอ้ ง
แกไ้ ข 3 เร่อื ง (สานักงานคณะกรรรมการการศกึ ษาข้ันพ้นื ฐาน, 2548 ข : 15 – 16) 1. ส่งิ ทผ่ี เู้ รียนได้ยนิ เพราะ
ผ้เู รียนบางคนไมส่ ามารถแยกความแตกตา่ งของเสียง ซ่ึงอาจเปน็ เพราะเสียงนนั้ ไมม่ ใี นภาษาเดิมของเขา ทาให้ฟัง
เสยี งท่แี ตกต่างเป็นเสยี งเดยี วกัน ผู้สอนต้องพยายามใหเ้ ขารับรคู้ วามแตกต่างของเสยี ง ซึ่งอาจทาโดยการแสดง
แผนภาพ แผนภมู ิ การสาธติ และการอธิบาย เพ่อื ฝึกหูของผฟู้ ังทลี ะนอ้ ย จนกระท่งั เขาสามารถแยกเสียงทีแ่ ตกต่าง
กนั ได้ 2. การออกเสียงสงู – ตา่ ผู้สอนตอ้ งให้ผู้เรยี นรจู้ ักการจาแนกอารมณ์ (Moods) และความต้ังใจ
(Intention) โดยใช้แถบเสียง (Tape) หรือพูดใหฟ้ งั เพอื่ ให้ผู้เรยี นสังเกตว่าคนพูดภาษาองั กฤษกันอยา่ งไรในอารมณ์
ความรสู้ กึ และสถานการณ์ทีแ่ ตกต่างกัน 3. ตวั อักษรแทนเสียง (The Phonetics Alphabet) ผู้ เรียนภาษาอังกฤษ
จานวนมากมปี ัญหาในการออกเสียงตวั สะกด จึงจาเปน็ ตอ้ งรู้จักหน่วยเสียงทแี่ ตกตา่ งกนั ซงึ่ วธิ ที ่ดี ีที่สุดในการ
ส่งเสริมการรับร้เู หลา่ น้คี ือ การนาเสนอด้วยสญั ลกั ษณ์ (Phonetics Symbol) ซึ่งเมื่อผูเ้ รียนสามารถอา่ นสัญลักษณ์
ได้กจ็ ะสามารถรบั รวู้ า่ คาถามเหล่านั้น ออกเสยี งอย่างไร การสอนออกเสียงอาจทาไดห้ ลายลักษณะ เชน่ Whole
Lessons คือ การท่ีครสู อนเน้นเรือ่ ง Stress และ Intonation ขณะดาเนินกจิ กรรมตามแผนการจัดการเรยี นรู้ ให้
ผู้เรียนฝกึ จารปู แบบการออกเสยี งสงู –ต่า ออกเสยี งวลที ่ีจาเป็นแล้วพฒั นาตอ่ ไปจนสามารถแสดงละครส้นั ๆ
ได้ Discrete Slots คอื การแทรกกิจกรรมการออกเสียงสั้นๆ ไม่ต่อเนอื่ งกนั ลงในบทเรียน ท้งั ในรูปแบบฝึกเสียง
เด่ียว และฝึกเสียงคู่ท่แี ตกต่างกนั ในชว่ งสนั้ ๆ ขณะสอนภาษาอังกฤษ Integrated Phases คือ การทกี่ าหนดให้การ
ออกเสียงเป็นส่วนหนึง่ ของบทเรียน โดยใหฟ้ งั เทปแลว้ ฝกึ ออกเสียงตามให้ถกู ตอ้ ง Opportunistic Phases เป็นการ
สอนออกเสียงคาบางคาท่นี ่าสนใจขณะสอนไวยากรณ์หรอื คาศัพทโ์ ดยไมต่ ้องใช้เวลามากการสอน
ไวยากรณ์ (Grammar) ไวยากรณ์ (Grammar) เป็นกระบวนการ ทางภาษาทจ่ี ะควบคมุ และรวบรวมคาเพ่อื
ก่อใหเ้ กดิ หนว่ ยของความหมายท่ยี าวขน้ึ ไวยากรณ์จงึ เป็นตวั กาหนดเกณฑ์พ้นื ฐานของกจิ กรรมในห้องเรียนท่มี ี
จดุ ประสงค์ ของการเรยี นรู้ชว่ั คราว เพือ่ ใหม้ องเห็นผลได้ในระยะยาว เพราะการใช้ภาษาได้อยา่ งคล่องแคล่วควร
เกิดข้ึนเมือ่ บคุ คลไดเ้ รียนรู้ด้วย วธิ กี ารหลากหลายในระยะยาว (สานกั งานคณะกรรรมการการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน,
2548 ข : 19 – 20)
2.2.2 การสอนไวยากรณ์ผูส้ อนตอ้ งนาเทคนคิ การสอนท่ีหลากหลายมาใชใ้ นขนั้ ตอนสาคัญ 4 ข้ันตอน
1. การนาเสนอ (Presentation) เพือ่ ให้ผู้เรียนเขา้ ใจรูปแบบและความหมายทงั้ ในภาษาพดู และภาษา
เขยี น
2. การสอนเปน็ ตอนๆ และการอธบิ าย (Isolation and Explanation) เป็น การเนน้ เร่อื งส่วนประกอบ
ของไวยากรณ์ ทง้ั ดา้ นการออกเสยี ง รปู แบบ ความหมาย และหน้าที่ หรอื กฎเกณฑ์ ในบางช้ันเรยี นครูอาจ
จาเป็นตอ้ งอธบิ าย แปล หรือทาให้เห็นภาพรวมโดยใช้ภาษาแม่ของผูเ้ รยี น
3. การฝึกฝน (Practice) เพ่อื ให้ ผเู้ รยี นเข้าใจโครงสรา้ งภาษาไดอ้ ย่างลึกซึ้ง ครูควรจดั ให้มีแบบฝึกหดั ทั้ง
ท่ใี ห้ทาในชั้นเรยี น และทีใ่ หท้ าเป็นการบา้ น ให้มีความหลากหลายครอบคลุมเนอ้ื หาที่เรยี น
4. การทดสอบ (Test) เป็นการตรวจสอบข้อมูลยอ้ นกลบั ในสงิ่ ที่เรยี นไปแล้ว เพื่อทราบวา่ ผู้เรยี นพัฒนา
ไปมากน้อยเพยี งใด ครูควรปรบั ปรงุ การสอนอยา่ งไรต่อไป การสอนเกมทางภาษา (Language games) เกมทาง
ภาษา หมายถึง กิจกรรมทางภาษาท่ีจัดข้ึนเพอ่ื ทดสอบ และเสรมิ สมรรถภาพในการเรยี นภาษา โดยเนน้ หนักในการ
ผ่อนคลาย เพือ่ ใหเ้ กิดความสนกุ สนาน และเกิดการเรียนร้ทู ัง้ ในรายบคุ คลและสมาชิกในกลุม่ ภายใต้เงื่อนไขท่ี
กาหนด เรื่องศกั ดิ์ อาไพพันธ์ (2535 : 1 – 12) กลา่ วถึงประโยชน์ และประเภทของเกมทางภาษาว่า เกมทางภาษา
มปี ระโยชนใ์ นการเรยี นการสอนมาก เพราะ 1. ทาใหเ้ นอื้ หากระจ่าง ง่ายต่อการเข้าใจ 2. ชว่ ยเสริมสมรรถภาพใน
การสอนของครู 3. ใชท้ ดสอบความรคู้ วามเข้าใจเนื้อหา 4. ช่วยเร้าให้ผู้เรยี นสนใจบทเรียน 5. ช่วยใหผ้ ู้เรยี นทกุ คนมี
สว่ นร่วม คนเกง่ ได้ชว่ ยเหลอื คนออ่ น 6. ปรบั ใช้ไดก้ บั ทกุ เพศ ทุกวยั 7. ใชไ้ ด้ทั้งรายบคุ คล เป็นกล่มุ หรือทัง้ ชั้น
เรยี น 8. ทาใหผ้ ้เู รียนเกดิ ความสนุกสนาน กล้าแสดงออก อยากร่วมกิจกรม 9. ช่วยเสรมิ ทักษะท้ังฟงั พดู อ่าน เขยี น
และสามารถใช้ในทุกลาดับขน้ั ของการสอน 10. ใช้ไดห้ ลายสถานการณ์ ทงั้ ในหอ้ งเรยี น กจิ กรรมชมรม งาน
สรา้ งสรรค์ การทัศนาจรเกมทางภาษาแบ่งไดเ้ ปน็ 1. Number Games เกมที่เสริมความรู้ ฝกึ ความจา ตลอดจน
ปฏภิ าณและความเร็วในการคิดเก่ียวกับตวั เลข 2. Vocabulary Games เกมทใ่ี ช้ทดสอบความจาและความรเู้ ดิม
ด้านภาษา ท้ังการออกเสยี ง การสะกดคา ความหมาย และ part of speech 3. Structure Games เกมทีฝ่ ึก
เกีย่ วกับเนื้อหาและโครงสรา้ งของภาษา 4. Spelling Games เกมที่ช่วยเสริมความสามารถในการจาคาศพั ท์และ
เขยี นคาศพั ท์ไดถ้ กู ต้อง 5. Conversation Games เกมท่ีชว่ ยสรุปเนือ้ หาระหวา่ งผูพ้ ูดและผู้ฟังใหส้ ามารถเก็บ
ใจความและส่ือ ความหมาย 6. Writing Games เกมทีช่ ่วยเสริมทักษะในการเขียนMiscellaneous Games เกม ท่ี
แยกออกมาเปน็ กลมุ่ พเิ ศษ ผู้สอนสามารถประยุกต์ใช้เป็นกจิ กรรมพิเศษนอกหอ้ งเรียน เช่น การแสดงบทบาทสมมติ
การเล่นละคร การโต้วาที กิจกรรมในงานสังสรรค์ เปน็ ตน้
สรุป แนวคิดและทฤษฎกี ารเรียนร้เู ปน็ ส่ิงจาเป็นสาหรบั ครูผู้สอนทค่ี วรจะทาการศึกษาเพือ่ นาไปใช้ในการ
จดั สินใจทาแผนการจดั การเรยี นและการจัดกระบวนการเรียนการสอนของตนใหม้ ปี ระสิทธิภาพ
2.2.3 แนวคิดสาคัญทีค่ รูควรศึกษาทาความเข้าใจมดี ังตอ่ ไปน้ี
1. หลกั สตู รภาษาท่ีเนน้ ผเู้ รียนเป็นสาคญั (Lerner – Centered Language Curriculum)
2. แนวการสอนภาษาเพอื่ การส่อื สาร (Communicative Language Teaching)
3. การสอนภาษาเพอื่ วัตถุประสงคเ์ ฉพาะ (Language for Specific Purposes)
4. การจดั การเรียนรู้แบบบรู ณาการ (Integrated Learning)
5. การจดั การเรยี นร้แู บบรว่ มมอื (Cooperative Learning)
6. การจดั การเรียนการสอนแบบภาษาที่เน้นเนื้อหา (Content-Based Instruction)
7. การสอนภาษาแบบองคร์ วม (Whole Language Approach)
8. การเรยี นรจู้ ากการทาโครงงาน (Project-Based Learning)
9. การเรียนรทู้ ีเ่ น้นภาระงาน (Task-Based Language)
10. การสร้างองค์ความรู้ (Constructivism)
11. วิธีการสอนด้วยการตอบสนองดว้ ยทา่ ทาง (Total Physical Response)
12. การเรยี นการสอนภาษาอังกฤษแบบไฟร์แมท็ ซิสเตม็ (4 MATS Language System)
2.2.4 สอื่ การเรยี นการสอนภาษาต่างประเทศ
ส่อื การเรียนการสอนภาษาตา่ งประเทศมีความสาคญั ต่อการเรียนการสอนมาก เพราะสื่อ
เป็นตวั กลางที่จะช่วยให้การสอื่ สารระหว่างครูกับนกั เรยี นใหเ้ ข้าใจตรงกนั และนกั เรียนก็สามารถ
ทาความเขา้ ใจกับบทเรียนไดง้ า่ ยขน้ึ ทาใหน้ ักเรียนมีความสนใจบทเรียนมากกว่าการสอนทีม่ แี ต่ครอู ธิบายเพยี ง
อยา่ งเดยี ว สือ่ การเรยี นการสอนจะช่วยนาความมปี ระสิทธภิ าพมาสูก่ ารเรยี นการสอน
และนาความสาเรจ็ มาสู่วัตถุประสงคท์ ่ตี งั้ ไว้
สอื่ การสอน หมายถึง วสั ดุ อปุ กรณ์ เครื่องมือ วธิ กี าร และกจิ กรรมต่างๆ
ทีค่ รูผู้สอนใชถ้ ่ายทอดความรู้และประมวลประสบการณ์ไปสผู่ ูเ้ รียนอยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ เพอ่ื ใหบ้ รรลุตาม
จุดประสงค์ทีต่ ง้ั ไว้ พอจาแนกสอื่ การสอนออกเป็น 3 ประเภทดังนี้
1. สอื่ ประเภทวสั ดุ (Materials) หรือบางทีเรยี กว่าสอ่ื ประเภทเบา (Software) หมายถึง สื่อทีเ่ กบ็
ความรู้อยู่ในตัวเอง ซึง่ จาแนกย่อยออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คือ
ก. ส่ือประเภทท่ีสามารถถ่ายทอดความรู้ได้ด้วยตนเองไมจ่ าเป็นตอ้ งอาศัย อปุ กรณ์อ่ืนชว่ ย เช่น
แผนที่ ลกู โลก รูปภาพ หนุ่ จาลอง ฯลฯ
ข. วัสดทุ ่ไี ม่สามารถถา่ ยทอดความรูไ้ ด้โดยตัวเองจาเป็นต้องอาศัยอุปกรณอ์ ่ืนช่วย เชน่ แผ่นเสียง
ฟิลม์ ภาพยนตร์ สไลด์ ฯลฯ
2. สอื่ ประเภทอปุ กรณ์หรอื เครอ่ื งมอื (Equipment) หมายถึง สว่ นที่เป็นตัวกลางหรอื ตัวผ่านทาให้
ข้อมลู หรอื ความรทู้ ีบ่ ันทกึ ไว้ในวสั ดุ สามารถถ่ายทอดออกมาใหเ้ ห็นหรือ
ได้ยิน เชน่ เครอ่ื งฉายแผ่นภาพโปรง่ ใส เคร่ืองฉายสไลด์ เคร่ืองฉายภาพยนตร์ เครอื่ งรับโทรทัศน์ เครื่องเล่น
แผน่ เสยี ง เป็นตน้
3. ส่อื ประเภทเทคนคิ หรือวธิ ีการ (Techniques or methods) หมายถึง
สอื่ ทมี่ ีลกั ษณะเป็นแนวคดิ หรือรปู แบบข้นั ตอนในการเรียนการสอน โดยสามารถนาสื่อวัสดุและอุปกรณ์มาชว่ ยใน
การสอนได้ เชน่ เกมและสถานการณ์จาลอง การสอนแบบจุลภาค การสาธติ เป็นต้น
สื่อการเรยี นการสอนภาษาตา่ งประเทศมหี ลายชนิด ซง่ึ จะขอกล่าวดงั น้ี
1. เกมตา่ งๆ การเลน่ เปน็ สิง่ ทเ่ี ดก็ ๆ ชอบเปน็ ชวี ติ จติ ใจอย่แู ลว้ ผู้สอนสามารถพลิกแพลงการเล่น
แบบต่างๆ ของเด็กมาใช้เสรมิ ทักษะทางภาษาของเด็กได้มากมาย เช่น
การเลน่ เกมกระซบิ ฝึกทักษะการฟงั การเล่นทักทายฝึกทกั ษะการพูด นอกจากน้ียังมีเกมอกี มากมาย
ท่ผี ู้สอนจะประยกุ ตใ์ หเ้ หมาะสมกบั เนื้อหาท่ีจะสอน เกมตา่ งๆ สามารถใช้ได้ทุกขั้นตอนของการสอน ไม่ว่าจะเป็นขัน้
นาเข้าสู่บทเรียน ขัน้ สอน ขนั้ สรปุ บทเรยี น การเล่นเกมในแต่ละคร้ังผู้สอนควรบอกจดุ มุ่งหมายให้ผเู้ รียนทราบแนช่ ดั
วา่ ฝึกทกั ษะใด กาหนดกตกิ า และเวลาในการเลน่ ให้แน่นอน การเล่นเกมท้ังทีไ่ มต่ ้องใชว้ สั ดุอปุ กรณ์และต้องใช้ เกม
ที่ต้องใชว้ สั ดุอุปกรณ์ ผู้สอนต้องเตรยี มไวล้ ่วงหนา้ หรือให้ผู้เรียนเตรยี ม และเกบ็ ให้อยู่ในสภาพเรยี บรอ้ ยเม่อื เลน่
เสร็จ ตวั อยา่ งเกมต่างๆ เชน่ เกมบิงโก แขง่ เครอ่ื งบิน ตกปลา ต่อบัตรคา จา่ ยตลาด เกมกระซบิ เรียงคา ย่สี ิบคาถาม
ฯลฯ
2. บัตรคา เปน็ สอ่ื การเรียนการสอนทใี่ ช้ฝกึ ทักษะดา้ นการอ่านและการเขียนไดด้ เี ป็นสือ่ ท่ีผู้สอน
นิยมใชก้ ันมาก เพราะใช้ประกอบการเรยี นการสอนไดห้ ลายลกั ษณะ เชน่
สอนคัดลายมือ สอนคาใหม่ สอนคายาก สอนอ่านออกเสียง สอนอา่ นในใจ เลน่ เกมเสรมิ ทักษะตา่ งๆ
3. ปริศนาคาทาย เป็นการเลน่ ของคนไทยมาแต่โบราณนิยมเลน่ กันใน
หม่เู ด็กและผู้ใหญ่ การทายปัญหานั้นฝึกทกั ษะหลายดา้ น ท้ังการฟัง การพูด การคิด ไหวพริบในการแก้ปัญหา
จนิ ตนาการ การแสดงออกทางภาษา ปริศนาคาทาย มกี ารจัดหมวดหมู่ไว้หลายหมวดหมู่ เชน่ ประเภทสัตว์ ของใช้
พชื เป็นตน้
4. เทปบนั ทึกเสยี ง เป็นส่อื การเรียนการสอนท่ีโรงเรยี นจดั หามาไว้ให้ครผู ู้สอน เพราะใช้งา่ ย
เคล่อื นย้ายไดส้ ะดวก ราคาไม่แพง ครใู ชเ้ ทปบนั ทึกเสียงประกอบการสอนภาษาไทย โดยใช้สอนอา่ นทานองเสนาะ
สมั ภาษณ์ บันทึกข่าว นิทาน เป็นต้น
5. แผ่นปา้ ยสาลี เหมาะสาหรบั ใชเ้ ป็นสื่อการสอนในระดบั ชน้ั เดก็ เล็กช้ันประถมศึกษา แตก่ ็อาจ
นาไปใช้ในระดบั ชนั้ มธั ยมหรืออุดมศกึ ษากไ็ ด้ แผ่นปา้ ยสาลีสามารถใช้ติดบตั รคา บตั รภาพหรือรูปภาพได้ แต่เรา
ต้องยอมรบั วา่ บัตรคา หรอื บัตรภาพทต่ี ิดบนป้ายสาลนี ้นั อาจจะไม่มน่ั คง อาจรว่ งหล่นได้
6. สไลด์ประกอบเสียง นามาใชง้ ่ายและสามารถนามาเรยี นแบบเอกัตบคุ คลหรือประกอบการ
เรยี นการสอนเปน็ กลมุ่ สไลด์ประกอบเสียงชุดใดท่ีจัดทาอย่างดีก็จะใหค้ ุณคา่
ต่อกระบวนการเรียนรู้อยา่ งมาก
7. กระเปา๋ ผนัง เปน็ แผน่ ไมบ้ างๆ ท่เี ป็นรูปสเ่ี หลีย่ มผืนผ้า ขนาดเทา่ กับ
แผน่ ปา้ ยผ้าสาลีใช้กระดาษแข็งทาเป็นร่องหรอื กระเป๋าขนาดใหญพ่ อทีจ่ ะเสยี บบตั รคาได้ วิธีใช้กระเปา๋ ผนังก็จะใช้
คลา้ ยกบั แผ่นปา้ ยผนังสาลี คอื ใชก้ ับบัตรคา บัตรข้อความ บัตรภาพ
8. สถานการณจ์ าลอง เปรียบเหมือนนามธรรมของชีวติ จรงิ หรือการทาให้สภาพแวดลอ้ มหรอื กระ
บวนการของชวี ิตจริงใหง้ า่ ยขึน้ โดยท่ัวไปสถานการณจ์ าลองจะเปน็ การแสดงบทบาททีเ่ กยี่ วข้องกับบุคคลหรอื
สง่ิ แวดลอ้ มท่ีสมมุตขิ ึน้ เช่น อาชพี ตา่ งๆ ความเป็นอยู่ ฯลฯ
2.3 การอา่ น
การอา่ นเปน็ ทกั ษะทางภาษาที่สาคัญและจาเป็นมากในการดารงชวี ิตของมนุษย์
ในชีวิตประจาวนั ต้องอาศัยการอ่านจงึ จะสามารถเข้าใจและสอ่ื ความหมายไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ
2.3.1 ความหมายของการอา่ น
นริ ันดร์ สขุ ปรีดี (2540 : 1) ให้ความหมายของการอา่ นวา่ การอา่ นคือ การเข้าใจความหมาย
ของตวั ละคร หรอื สัญลกั ษณ์ ซง่ึ จะต้องอาศัยความสามารถในการแปลความ การตีความ การขยายความ การจบั
ใจความสาคญั และการสรปุ ความ
เรวดี อาษานาม (2537 : 77-78) ไดใ้ ห้ความหมายของการอ่าน ดังนี้
การอา่ น หมายถงึ กระบวนการในการแบง่ ความหมายของตวั อกั ษร หรือสัญลักษณ์ทีม่ ีการจดบนั ทึกอย่างมีเหตุผล
และเขา้ ใจความหมายของสิ่งที่อา่ น ตลอดจนการพิจารณาเลือกความหมายท่ดี ที ่ีสุดขึ้นไปใชเ้ ป็นประโยชนด์ ้วย จะ
เห็นได้ว่าการอ่านไม่ใช่การรับเอาความคิดจากหนังสือทอี่ า่ นเฉยๆ ผอู้ า่ นไม่ใช่ผู้รับแตเ่ ป็นผกู้ ระทา สรุปได้วา่ เป็นผใู้ ช้
ความคดิ ไตร่ตรองเรื่องราวทีต่ นเองอา่ นเสียก่อน แลว้
จึงรบั เอาใจความของเรอ่ื งทีต่ นอา่ นไปเกบ็ ไวห้ รอื นาไปใชใ้ ห้เป็นประโยชนต์ อ่ ไป ดงั น้ันหัวใจ
ของการอา่ นจึงอยทู่ ี่การเข้าใจความหมายของคา
การอ่านในโรงเรยี นประถมท่ีปรากฏก็คือการท่คี รใู ห้นกั เรยี นคนหนึง่ อา่ นประโยคหรือขอ้ ความนา
แลว้ ใหค้ นอืน่ ๆ อ่านตาม ผู้อา่ นนาตั้งใจอ่านให้เสียงดงั ได้ยินท่วั ทงั้ ชัน้
เพอ่ื เพอื่ นจะอา่ นตามไดถ้ ูก ผู้อ่านตามมหี น้าท่อี ่านอยา่ งเดียว ตาอาจจะมองส่ิงตา่ ง รอบตัวหูฟัง
เพอ่ื นคุย ฯลฯ อา่ นแลว้ จาไม่ได้และไม่รคู้ วามหมายของขอ้ ความท่ีอา่ น ถา้ วิเคราะหต์ ามความหมายข้างต้นแลว้
ลกั ษณะแบบน้ียังไมเ่ รยี กว่าอ่านได้อยา่ งสมบูรณ์
การที่คนเราจะอ่านหนงั สอื ได้เร็วหรือชา้ น้ัน องคป์ ระกอบอย่างหนง่ึ ของการอ่านคือ การ
เคลื่อนไหวสายตาในการอ่านและความเข้าใจความหมายอยา่ งถอ่ งแท้ ในการอา่ นจะต้องมกี ารฝกึ อยู่เสมอและ
ถกู ต้องตามวิธกี ารดว้ ย
ความเขา้ ใจความหมายของการอ่านมคี วามหมายตา่ งๆ กัน เมื่อเอ่ยถึงการอา่ น
ต้องมีความเขา้ ใจมาเกย่ี วขอ้ งคอื เขา้ ใจในถอ้ ยคาทีอ่ ่าน เชน่ ถา้ มีเด็กเห็นคาว่า กา แลว้ เปล่งเสยี งวา่ กา ก็เข้าใจวา่
เปน็ การอา่ น เช่นนเ้ี ป็นการเข้าใจทไี่ ม่ถกู ตอ้ ง เพราะเด็กอาจไมเ่ ข้าใจ กา ทีเ่ ปลง่ เสียงออกมาน้ัน หมายถึง นกชนิด
หนง่ึ ที่มสี ีดา รอ้ ง กา กา กา หรืออาจหมายถงึ กาท่ใี ช้ในการตม้ นา้ หรอื อาจ
ไมเ่ ข้าใจท้งั สองความหมายกไ็ ด้ เมื่อเปน็ เช่นน้ี จึงยงั ไมเ่ รียกวา่ การอ่าน แต่เปน็ เพียงการเปลง่ เสยี งเท่านัน้ ดงั นนั้ ส่งิ
ทน่ี กั เรียนควรเข้าใจกบั ความหมายของการอ่าน ถ้าเป็นการอา่ นท่ีตอ้ งเข้าใจความหมายของคา ซง่ึ จะทาใหน้ ักเรยี น
สามารถอ่านเรอ่ื งและสรปุ เร่ืองให้ถกู ตอ้ ง
ประทีป วาทิกทนิ กร (2542 : 2) ไดใ้ หค้ วามหมายของการอา่ น คือ การรบั รูข้ ้อความในข้อเขียน
ของตนเอง และของผ้อู ่นื รวมทั้งการรับรู้เครอื่ งหมายสอื่ สารต่างๆ เชน่ เครื่องหมายจราจร และเครื่องหมายทีแ่ สดง
ในแผนภมู ิตา่ งๆ
สุนันทา มน่ั เศรษฐวทิ ย์ (2543 : 2) ไดใ้ ห้ความหมายของการอา่ นว่า การอ่านเปน็ ลาดับขน้ั ท่ี
เก่ยี วข้องกับการทาความเข้าใจความหมายของคา กลุม่ คา ประโยค ข้อความและเรื่องราวของสารที่ผู้อ่นื สามารถ
บอกความหมายได้
วรรณี โสมประยรู (2544 : 121) ไดใ้ หค้ วามหมายของการอ่านวา่ การอา่ นเปน็ กระบวนการทาง
สมองท่ีใช้สายตาสัมผัสตัวอกั ษรหรอื ส่ิงพมิ พอ์ ่นื ๆ รบั รู้และเขา้ ใจความหมายของคาหรอื สัญลักษณ์โดยแปลออกเป็น
ความหมายท่ีใช้สื่อความคิดและความรรู้ ะหว่างผู้เขยี นกับผอู้ ่าน
ใหเ้ ขา้ ใจตรงกันและผู้อา่ นสามารถนาความหมายนั้นๆ ไปใชป้ ระโยชน์ได้
ฉวีวรรณ คูหาภนิ ันท์ (2545 : 1) ได้ใหค้ วามหมายของการอา่ นคือความเขา้ ใจ
ในสญั ลักษณ์ เคร่ืองหมาย รูปภาพ ตัวอกั ษร คาและขอ้ ความทพี่ มิ พห์ รอื เขยี นขน้ึ มา
ราชบณั ฑติ ยสถาน (2546 : 1) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้วา่ หมายถึง การอ่านตาม
ตวั หนังสือ การออกเสียงตามตัวหนังสอื การดูหรอื เข้าใจความจากหนงั สือ สงั เกตหรอื พจิ ารณาดเู พ่ือใหเ้ ขา้ ใจ การ
คดิ การนบั
ฉวลี กั ษณ์ บญุ กาญจน (2547 : 3) ได้ใหค้ วามหมายของการอ่าน คอื การบรโิ ภคคา
ทถ่ี ูกเขียนออกมาเป็นตวั หนงั สือหรือสญั ลกั ษณ์ โดยมีกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ที่เร่มิ จาก “แสง”
ทถ่ี ูกสะท้อนมาจากตวั หนงั สือ ผา่ นเลนสน์ ยั นต์ าและประสาทตา เข้าสู่เซลสมองไปเปน็ ความคิด (Idea) ความรบั รู้
(Perception) และความจา ทง้ั ระยะส้นั และระยะยาว
วมิ ลรัตน์ สุนทรโรจน์ (2549 : 95-96) ได้ให้ความหมายของการอ่านไว้หลายสว่ น ดังนี้
- ส่วนทเี่ กีย่ วข้องกบั ลกั ษณะของกระบวนการ หมายถึง ลาดบั ขั้นที่เกยี่ วข้องกับการทา
ความเข้าใจความหมายของคา กลมุ่ คา ประโยค ข้อความและเรอื่ งราวขา่ วสารท่ีผูอ้ า่ นสามารถบอกความหมายได้
- สว่ นท่เี กีย่ วข้องกบั จิตวิทยาพัฒนาการ หมายถงึ การสอนอ่านจะตอ้ งเข้าใจหลกั
จติ วิทยาพฒั นาการทางภาษาของเดก็ แต่ละวยั จดั ส่ือการสอนใหส้ อดคลอ้ งกบั ความตอ้ งการและความสนใจของ
เดก็
- สว่ นทีเ่ กี่ยวขอ้ งกบั ภาษาศาสตร์ หมายถึง การสอนอ่านจะต้องเข้าใจ
เสยี งฐานทเ่ี กดิ เสยี งของพยัญชนะ สระ วรรณยุกต์ เขา้ ใจหลกั ภาษาและการใช้ภาษา เพ่ือนาหลักการเหล่านนั้ มา
สอนอา่ นและเขา้ ใจความหมายได้ถูกต้อง
- ส่วนที่เกย่ี วขอ้ งกับจติ วทิ ยาทางการศกึ ษา หมายถงึ การนาหลักจติ วิทยา
มาใช้ทางการศึกษา เชน่ ความพรอ้ มของการอ่าน ความสนใจ แรงจูงใจ การเสรมิ แรง และทฤษฎี
ท่เี กีย่ วขอ้ ง เพือ่ ใช้เป็นพ้ืนฐานในการพิจารณาการจัดกิจกรรมการอา่ น
- ส่วนท่ีเกี่ยวขอ้ งกบั วิชาการศึกษา หมายถงึ การรจู้ ักเลือกวธิ สี อนอา่ น
ทเ่ี หมาะสมกบั วยั และระดบั ความสามารถในการอา่ นของนกั เรียน ท้งั นี้ใหเ้ ปน็ ไปตามขนั้ พัฒนาการ เพอ่ื ใหน้ ักเรยี น
ประสบความสาเร็จในการอา่ น
- ส่วนที่เก่ยี วขอ้ งกับจิตวิทยาด้านการจาและการลมื หมายถงึ การท่ีผอู้ า่ นสามารถจา
เร่อื งและเกบ็ ไว้ในสมอง ถ้ามีโอกาสเล่าใหผ้ ู้อน่ื ฟังก็สามารถเลา่ ไดถ้ กู ต้อง แตก่ ารท่ีผอู้ ่านจะจาข้อความทอ่ี ่านไดก้ ็
จะตอ้ งเข้าใจความหมายของคา ร้หู นา้ ทขี่ องคา อีกทัง้ สามารถแยกพยญั ชนะ สระ ตัวสะกด และวรรณยกุ ต์ ออก
จากกนั ได้ อีกประการหน่งึ การท่ีผ้อู า่ นจะจาเรอื่ งไดม้ ากหรอื น้อยนนั้ ยังขน้ึ อยู่กับความสนใจของผู้อา่ นที่มตี ่อเรื่อง
นัน้ อีกดว้ ย
สรปุ ความหมายของการอ่าน หมายถึง การเขา้ ใจความหมายของคา ประโยค ข้อความ
และเรือ่ งทอ่ี ่าน และเรอ่ื งท่อี ่านมีความสาคญั ต่อประเทศชาติและพัฒนาตนเองให้ก้าวหน้า
ผทู้ ่ีอา่ นมากนอกจากได้รบั ความรอู้ ยา่ งกวางขว้างแล้ว ยงั ทาใหผ้ ่อนคลายความเครยี ด ซึ่งเปน็ ประโยชนท์ ่ีไดร้ บั จาก
การอา่ นนั่นเอง
สรุปไดว้ า่ การอ่านเปน็ กระบวนการทางสมองทตี่ ้องใชส้ ายตาสมั ผสั ตวั หนงั สือหรือ
ส่งิ พิมพ์อื่นๆ รับรแู้ ละเขา้ ใจความหมายของคา ท่ีใช้สอ่ื ความคิด ความรู้ ความเขา้ ใจ ระหว่างผเู้ ขยี นกับผอู้ า่ น ให้
เข้าใจตรงกันและผู้อา่ นสามารถนาเอาความหมายน้นั ๆ ไปใชป้ ระโยชน์ได้
2.3.2 ความสาคัญของการอ่าน
วรรณี โสมประยูร (2544 : 121-123) ไดอ้ ธิบายถงึ ความสาคญั ของการอ่านหนังสือ
มีผลต่อผู้อ่าน 2 ประการ คือ ประการแรก อ่านแลว้ ได้ “อรรถ” ประการทสี่ อง อ่านแล้วได้ “รส”
ถ้าผู้อ่านสานกึ อยู่ตลอดเวลาถงึ ผลสาคัญของสองประการนี้ ยอ่ มจะไดร้ บั ประโยชน์อย่างเต็มที่
จากหนงั สือตรงตามเจตนารมณ์ของผู้เขียนเสมอ การอา่ นมคี วามสาคัญตอ่ ทกุ คนทกุ เพศทุกวัยและ
ทุกสาขาอาชีพ ซ่งึ พอสรปุ ไดด้ งั นี้
2.3.2.1 การอา่ นเปน็ เคร่ืองมอื ทีส่ าคัญย่ิงในการศึกษาเล่าเรยี นทุกระดับ ผ้เู รียน
จาเป็นตอ้ งอาศยั ทักษะการอา่ นทาความเข้าใจเน้ือหาสาระของวชิ าการตา่ งๆ เพือ่ ให้ตนเองได้รับ
ความรู้และประสบการณ์ตามทต่ี อ้ งการ
2.3.2.2 ในชีวิตประจาวนั โดยท่วั ไป คนเราตอ้ งอาศัยการอา่ นติดตอ่ สื่อสาร เพือ่ ทาความ
เข้าใจกับบุคคลอนื่ ร่วมไปกบั ทกั ษะการฟงั การพดู การเขียน ทง้ั ในดา้ นภารกิจส่วนตัวและการประกอบอาชีพการ
งานต่างๆ ในสงั คม
2.3.2.3 การอา่ นสามารถช่วยใหบ้ คุ คลสามารถนาความรแู้ ละประสบการณ์
จากสิง่ ทอ่ี า่ นไปปรบั ปรงุ และพัฒนาอาชีพหรือธุรกจิ การงานทต่ี ัวเองกระทาอยู่ให้เจริญก้าวหนา้ และประสบ
ความสาเร็จไดใ้ นท่สี ุด
2.3.2.4 การอา่ นสามารถสนองความต้องการพื้นฐานของบคุ คลในดา้ นตา่ งๆ ได้เป็นอย่าง
ดี เช่น ชว่ ยให้ความมั่นคงปลอดภยั ช่วยให้ไดร้ ับประสบการณใ์ หม่ ชว่ ยใหเ้ ปน็ ทย่ี อมรับของสงั คม ช่วยให้มี
เกยี รตยิ ศและชอื่ เสียง ฯลฯ
2.3.2.5 การอา่ นท้ังหลายจะสง่ เสริมใหบ้ ุคคลได้ขยายความรู้และประสบการณ์เพิ่มข้นึ
อย่างลกึ ซง้ึ และกว้างขวาง ทาใหเ้ ป็นผู้รอบรู้ เกิดความม่นั ใจในการพดู ปราศรัย การบรรยายหรืออภิปรายปัญหา
ตา่ งๆ นับว่าเปน็ การเพ่ิมบุคลิกภาพและความน่าเชอื่ ถอื ให้แก่ตวั เอง
2.3.2.6 การอา่ นหนงั สอื หรือสงิ่ พิมพห์ ลายชนิดนบั วา่ เปน็ กจิ กรรมนันทนาการท่นี า่ สนใจ
มาก เช่น อ่านหนงั สอื พมิ พ์ นติ ยสาร วารสาร นวนิยาย การต์ ูน ฯลฯ เป็นการช่วยใหบ้ ุคคลรู้จกั ใช้เวลาวา่ งให้เกดิ
ประโยชน์ และเกิดความเพลิดเพลนิ สนุกสนานได้เปน็ อยา่ งดี
2.3.2.7 การอา่ นเรอ่ื งราวต่างๆ ในอดีต เชน่ อ่านศลิ าจารึก ประวตั ิศาสตรเ์ อกสารสาคญั
วรรณคดี ฯลฯ จะช่วยให้อนชุ นรนุ่ หลังรจู้ ักอนรุ ักษม์ รดกทางวฒั นธรรมของคนไทยเอาไว้และสามารถพฒั นาให้
เจริญรุ่งเรืองต่อไปได้
สรปุ ความสาคัญของการอ่านวา่ เปน็ เคร่ืองมือทสี่ าคญั ยงิ่ ในการแสวงหาความรู้ การ
เรียนรู้ และพฒั นาสตปิ ญั ญาของคนในสังคม พฒั นาไปส่สู ิง่ ท่ีดีที่สดุ ในชวี ติ
องคป์ ระกอบในการอ่าน อาจจะสรุปไดด้ ังน้ี
1. องค์ประกอบทางดา้ นร่างกาย
1.1 สายตา
1.2 ปาก
1.3 หู
2. องคป์ ระกอบทางดา้ นจติ ใจ
2.1 ความตอ้ งการ
2.2 ความสนใจ
2.3 ความศรัทธา
3. องคป์ ระกอบทางดา้ นสติปญั ญา
3.1 ความสามารถในการรบั รู้
3.2 ความสามารถในการนาประสบการณเ์ ดมิ ไปใช้
3.3 ความสามารถในการใช้ภาษาให้ถูกต้อง
3.4 ความสามารถในการเรียน
4. องค์ประกอบทางประสบการณ์พืน้ ฐาน
5. องคป์ ระกอบทางวฒุ ภิ าวะ อารมณ์ แรงจงู ใจและบุคลิกภาพ
6. องค์ประกอบทางส่ิงแวดลอ้ ม
มผี ใู้ ห้ความสาคัญของการอ่านไว้หลายท่าน ดงั น้ี
สนุ ันทา ม่นั เศรษฐวิทย์ (2543 : 2) ไดอ้ ธิบายความสาคัญของการอ่านวา่
การอ่านเปน็ เครอ่ื งมือสาคญั ในการแสวงหาความรู้ การรแู้ ละใช้วธิ อี า่ นทีถ่ ูกตอ้ ง จึงเป็นส่ิงจาเปน็ สาหรบั ผู้อา่ นทุก
คน การร้จู กั ฝึกฝนอา่ นอย่างสม่าเสมอ จะชว่ ยให้ผู้อ่านมีพืน้ ฐานในการอา่ นที่ดี ทงั้
จะช่วยใหเ้ กดิ ความชานาญและความรู้กวา้ งขวางด้วย ดังนน้ั การที่นกั เรียนจะเปน็ ผู้อา่ นท่ีดจี ึงข้ึนอยกู่ บั
สภาพแวดล้อมทคี่ รเู ป็นผู้จดั เตรยี มให้ อีกท้ังยงั ต้องผสมผสานกบั ความสนใจของผอู้ ่าน เพ่อื เป็นแรงจูงใจท่ชี ว่ ยให้
นักเรียนได้อ่านอยา่ งสมา่ เสมอ
ฉววี รรณ คหู าภินนั ท์ (2545 : 2) ไดอ้ ธบิ ายความสาคัญของการอา่ นว่า การอา่ น
มีความสาคญั ต่อชวี ิตมนุษย์ ชว่ ยใหเ้ กิดการเรยี นรตู้ ลอดชวี ิตและชว่ ยสนองความอยากรูอ้ ยากเห็น
อันเปน็ ธรรมชาติของมนุษยไ์ ด้ทุกเร่ือง ซงึ่ มอี ยู่ในทรพั ยากรสารนิเทศทกุ ประการโดยเฉพาะความอยากรูข้ อ้ มลู
ขา่ วสารตา่ งๆ
2.3.3 การอ่านแจกลูกสะกดคา
วมิ ลรัตน์ สนุ ทรโรจน์ (2549 : 97-99) ได้อธิบายความหมายของการแจกลกู
มคี วามหมาย 2 นัย คอื
นัยแรก หมายถงึ การแจกลกู ในมาตราตัวสะกดแม่ ก กา กง กน กม เกย เกอว กก กด
และกบ การแจกลูกจะเร่มิ ตน้ การสอนให้จา และออกเสยี งพยญั ชนะและสระใหไ้ ด้กอ่ น จากน้นั จะเรม่ิ แจกลูกใน
มาตราแม่ ก กา จะใช้การสะกดคาไปทีละคาไลไ่ ปตามลาดับของสระ แลว้
จึงอา่ นโดยไมส่ ะกดคา จึงเรียกวา่ แจกลกู สะกดคา แลว้ อา่ นคาในมาตราตวั สะกดทกุ มาตราจนคลอ่ ง จากนน้ั จะอ่าน
เป็นเรอื่ งเพ่ือประยุกตห์ ลักการอ่านนาไปสู่การอ่านคาที่เป็นเรอื่ งอย่างหลากหลาย
นยั สอง หมายถงึ การเทียบเสยี ง เป็นการแจกลกู วธิ ีหนงึ่ เมือ่ นักเรยี นอ่านคาได้แลว้ ให้นา
รปู คามาแจกลูกโดยการเปล่ยี นพยญั ชนะตน้ หรอื พยัญชนะท้าย เช่น บ้าน สตู รของคา คือ ใหเ้ ปลยี่ นพยญั ชนะตน้
เช่น กา้ น ปา้ น ร้าน ล้าน ค้าน เป็นต้น หลักการเทียบเสียง มดี ังน้ี
1. อ่านสระเสยี งยาวก่อนสระเสียงสั้น
2. นาคาทีม่ ีความหมายมาสอนก่อน
3. เปลยี่ นพยญั ชนะทเี่ ปน็ พยญั ชนะต้นและพยญั ชนะเสียงทา้ ย
4. นาคาทอ่ี ่านมาจัดทาแผนภูมกิ ารอา่ น เชน่
กา มา พา ลา ยา ค้า ม้า ช้า
ลา้ นา้ บ้าน ก้าน ป้าน ร้าน คา้ น
วิธอี า่ นจะไมส่ ะกดคาใหอ้ า่ นเป็นคาตามสตู รของคา เชน่ อ่าน กา
สูตรของคา คือ -า นาพยัญชนะมาเตมิ และอ่านเป็นคา เช่น ยา ทา หา นา ตา อา
การสอนแบบการแจกลูกสาหรับนักเรียนแรกอา่ น (ช้ัน ป.1 และ ป. 2)
มหี ลกั การสอนดังน้ี
1. เริ่มจากสระทงี่ า่ ยท่ีสุดคือ สระ -า
2. ใช้แผนผังความคดิ แจกลูก โดยเลอื กคาที่มีความหมายก่อน
3. ผ้เู รียนอา่ นออกเสียงคาและทาความเข้าใจความหมาย
4. นาคาจากแผนผังความคิดมาแต่งประโยค
5. อ่านประโยคทีแ่ ตง่
6. เขยี นประโยคทแ่ี ต่ง
สรปุ การแจกลกู ในรปู แบบเชน่ น้ี สามารถทจี่ ะแจกตอ่ ไปไดอ้ ีก เช่น
แจกสระ เ- แ- โ- ไ- ใ- เ-า ฯลฯ และนามาแตง่ ประโยคโดยการบูรณาการกับคาทป่ี ระสมกับ
สระอน่ื ซึ่งจะช่วยใหน้ ักเรียนเกิดการเรียนรู้ และสามารถนาไปแต่งประโยคท่ียากและซบั ซอ้ นขึ้นได้ เพราะเปน็ การ
เรยี นจากเรือ่ งที่ง่ายไปสูเ่ รอื่ งท่ียาก
และยังไดใ้ ห้ความหมายของการสะกดคา ดังนี้ การสะกดคา หมายถึง
การอ่านโดยนาเสียงพยญั ชนะตน้ สระ วรรณยุกต์ และตวั สะกดมาประสมเป็นคาอ่าน การอ่านสะกดมาประสมเป็น
คาอา่ น การอา่ นสะกดคาจะต้องให้นักเรียนสังเกตรูปคาพร้อมกบั การอา่ น การสอนอ่านสะกดคาพรอ้ มกบั การเขยี น
ครูต้องให้อา่ นสะกดคาแล้วเขยี นคาไปพร้อมกัน การสอนสะกดคาโดยการนาคาทมี่ ีความหมายมาสอนก่อน เม่ือ
สะกดคาจนจาได้แล้วจึงแจกคา เพราะการสะกดคาจะเปน็ เครือ่ งมอื การอา่ นคาใหมโ่ ดยเริ่มจากคางา่ ยๆ แลว้ บอก
ทิศทางการออกเสียงแลว้ แจกคาโดยเปลีย่ นพยัญชนะตน้
เรวดี อาษานาม (2537 : 83 - 84 ) ไดอ้ ธิบายถงึ การอ่านสาหรบั เด็กทย่ี งั ไม่เรยี นหนงั สอื ให้
สามารถอ่านและถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดหรือคาพดู ออกมาเปน็ ตัวหนังสือ นบั ต้ังแต่เริ่มมกี ารสอนหนังสอื ไทย
จนถึงปัจจุบนั ได้กล่าวถึง การอา่ นแบบแจกลูกสะกดคา ดังนี้ คือการสอนที่ถือวา่ คาประกอบด้วยรูปและเสยี งของ
พยญั ชนะ สระ วรรณยุกต์ ตวั สะกด ฯลฯ เวลาสอนอ่านแทนทีจ่ ะ
อา่ นเปน็ คาๆ มีความหมายเลยทีเ่ ดียว กต็ อ้ งไลพ่ ยญั ชนะสระ ฯลฯ ให้ออกเสยี งไดถ้ ูกต้องเป็นคา ๆ
อกี ทหี น่ึง เปน็ การช่วยใหอ้ ่านคาได้ เพราะผู้อา่ นรู้จกั พยญั ชนะ สระ ตัวสะกด แล้วช่วยพาไป เชน่
จาน นกั เรียนสะกดคาวา่ จอ -า - จา - จา - นอ - จาน
หรอื จ -า - น - จาน
บ้าน นกั เรียนสะกดคาว่า บ -า - บา
บา - น - บาน
หรือ บาน - ้ - บา้ น
วธิ ีนช้ี ว่ ยใหเ้ ดก็ รู้จักหลกั เกณฑ์ของการเรียงลาดับตวั อักษรภายในคาหน่งึ ๆ เพอื่ จะไดอ้ อกเสยี งไดช้ ัดเจน และเขียน
คานน้ั ได้ถกู ต้อง
กรมวชิ าการ (2546 : 133 - 134) ได้อธิบายการอ่านแจกลูกและการสะกดคา
เปน็ กระบวนการขน้ั พ้นื ฐานของการนาเสียงพยญั ชนะตน้ สระ วรรณยุกตแ์ ละตัวสะกด มาประสมเสยี งกนั ทาให้
ออกเสียงคาตา่ งๆ ทีม่ ีความหมายในภาษาไทย การแจกลูกและสะกดคาบางคร้ังรวมเรียกว่าการแจกลกู สะกดคาจะ
ดาเนนิ ไปดว้ ยกันอยา่ งประสมกลมกลนื เพื่อให้นักเรียนไดห้ ลักเกณฑ์ทางภาษาท้งั การอา่ นและการเขียนไปพรอ้ ม
กนั และยังได้กล่าวถึงความสาคญั ของการแจกลูกสะกดคา เป็นเรือ่ งท่ีจาเปน็ มากสาหรบั ผู้เริ่มเรียน หากครูไม่ได้
สอนการแจกลกู สะกดคาแก่นกั เรียนในระยะ
เริ่มเรยี นการอ่าน นกั เรียนจะขาดหลักเกณฑก์ ารประสมคา ทาใหเ้ มอื่ อ่านหนงั สอื มากข้นึ จะสบั สน
อ่านหนงั สอื ไมอ่ อก เขยี นหนงั สอื ผดิ ซ่งึ เปน็ ปัญหามากของเด็กนักเรียนไทยในปัจจุบนั ผลจาก
การอ่านไม่ออกเขียนไมไ่ ด้ ย่อมส่งผลกระทบต่อการเรยี นวิชาอน่ื ๆ ด้วย
การอา่ นเป็นสง่ิ ท่ีมีความสาคัญต่อทุกคนท่ีจาเปน็ อย่างย่งิ ที่ตอ้ งนาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั สมควร
น้อยเสนา (2549 : 21 - 22) ไดส้ รปุ ความสาคญั ของการอ่าน ดงั น้ี ความสาคัญของการอา่ นจะเปน็ สง่ิ ท่ชี ว่ ยมนษุ ย์
ดารงชีวิตอยใู่ นสงั คมได้อยา่ งมีความสขุ น้นั มี 4 ประการ คือ
1. ชว่ ยในการเรยี นรู้
2. เสริมสรา้ งประสบการณ์ใหมๆ่
3. ชว่ ยใหเ้ กิดความเพลิดเพลิน
4. องคป์ ระกอบพนื้ ฐาน
ผอู้ า่ นจะประสบความสาเรจ็ ทางการอา่ นมากหรือนอ้ ยขึ้นอยกู่ บั สิ่งต่อไปน้ี วฒุ ภิ าวะ อายุ เพศ ประสบการณ์
สมรรถวสิ ัย ความบกพรอ่ งทางร่างกาย และการจงู ใจ
2.4 การเขยี น
การสอนเขยี นในระดับช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ 1-6 มจี ดุ ม่งุ หมายเพอื่ ใหม้ ที ักษะในการเขยี น เขยี นไดถ้ ูกต้อง
สวยงาม สอ่ื ความหมายได้ สามารถคดิ ลาดบั เหตกุ ารณเ์ กยี่ วกับเร่อื งทีเ่ ขยี น มีนิสัยท่ีดีในการเขยี น รักการเขยี นและ
นาการเขียนไปใชป้ ระโยชนใ์ นชวี ติ ประจาวัน
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศึกษา (2550 : ภาคผนวก 2/8) ได้ใหค้ วามหมายการเขียนว่า
หมายถงึ การสื่อสารด้วยตัวอกั ษรเพอ่ื ถ่ายทอดความรู้ ความคิด อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ ขา่ วสารและจิต
นาการ โดยการใชภ้ าษาทีถ่ ูกตอ้ งเหมาะสมตามหลักการใช้ภาษาและ
ตรงตามเจตนาของผ้เู ขียน
วรรณี โสมประยูร (2544 : 139) ใหค้ วามหมายของการเขียนวา่ เปน็ เครอ่ื งมอื
การถา่ ยทอดความรสู้ ึกนึกคิดและความตอ้ งการของบคุ คลออกมาเปน็ สัญลกั ษณห์ รอื ตัวอกั ษร
เพือ่ สือ่ ความหมายให้ผอู้ ่นื ไดเ้ ขา้ ใจได้ เพราะการเขียนเปน็ ทกั ษะการส่งออกตามหลักของภาษาศิลป์
จากความหมายของการเขยี นดงั กล่าว ทาให้มองเหน็ ความสาคญั ของการเขียนวา่ มีความจาเป็นอย่างยิ่ง
ตอ่ การส่ือสารในชีวิตประจาวัน เช่นนักเรยี นใชก้ ารเขยี นบนั ทกึ ความรู้ ทาแบบฝึกหดั และตอบขอ้ สอบ บุคคลทั่วไป
ใชก้ ารเขียนเพ่ือเขียนจดหมาย ทาสญั ญา พินัยกรรม การคา้ ประกนั เปน็ ตน้
การสะกดคาเป็นสาขาหน่ึงของการเขยี นและเปน็ ทกั ษะท่ีสาคัญทางภาษาท่มี อี ิทธิพลตอ่ การใช้
ภาษาของมนุษยซ์ ง่ึ ไพทูลย์ มูลดี (2546 : 25) ไดอ้ ธบิ ายความหมายของการเขียนสะกดคาคอื การจัดเรยี งพยญั ชนะ
สระ วรรณยกุ ต์ ให้เป็นคาท่ีมีความหมาย และถูกตอ้ งตามพจนานกุ รม
ฉบับราชบัณฑติ สถาน และสามารถนาคาดงั กลา่ วไปใช้ในการส่ือสารในชวี ิตประจาวนั ได้
นงเยาว์ เลีย่ มขุนทด (2547 : 22) ได้ให้ความหมายของการเขยี น คอื กระบวนการคิดท่ถี ่ายทอด
ออกมาเป็นลายลักษณอ์ ักษรและถูกตอ้ งตามหลกั เกณฑท์ างภาษาสามารถสอ่ื สารกนั ได้
การเขยี นสะกดคามีความสาคัญต่อการดารงชวี ติ ประจาวนั และความเปน็ อยูข่ องบุคคลในปจั จุบนั
เพราะการเขยี นสะกดคาทถ่ี ูกจะช่วยให้ผเู้ ขียน อา่ นและเขียนหนังสอื ได้ถกู ต้อง
ส่ือความหมายได้แจ่มชดั และมคี วามมัน่ ใจในการเขยี นทาให้ผลงานท่เี ขียนมีคุณค่าเพม่ิ ข้ึน นอกจากน้ยี งั อาจจะเป็น
ตวั บง่ ช้ถี งึ คณุ ภาพการศกึ ษาของบุคคลนนั้ อกี ดว้ ย
2.4.1 ปญั หาของการเขียน
การเขียนสะกดคา เปน็ ปญั หาทสี่ าคัญของนักเรียนและครูสอนภาษาไทย
เปน็ อยา่ งมากและจากการศึกษาพบวา่ สาเหตุของการเขยี นสะกดคาผิดมี ดงั นี้
กรรณกิ าร์ พวงเกษม (2533 : 31-33) ไดอ้ ธิบายถงึ ปญั หาในการสอนเขียน
มีหลายลักษณะดงั นี้
1. การเขยี นพยัญชนะ สระและคาไม่ได้ มักเป็นนกั เรียนทเ่ี ริม่ ตน้ เรยี นไดแ้ ก่ ชนั้
ประถมศึกษาปที ่ี 1
2. การสะกดคาผิด เชน่ วางวรรณยกุ ตไ์ ม่ถูกที่ คาพ้องเสียง เขียนคาที่ใชต้ วั สะกดไม่ตรง
มาตราตวั สะกดผิด เขียนคาท่มี ตี วั การันต์ผิด คาท่ีสระเสยี งสน้ั และเสียงยาวเขียนสลบั กัน เขยี นคาควบกล้าผิด เขียน
พยญั ชนะบางตวั ในคาเบยี ดกัน บางตัวหา่ งออกไป และเขยี นคา
ทีม่ าจากภาษาตา่ งประเทศผิด
3. เวน้ วรรคตอนยอ่ หน้าไม่ถูกตอ้ ง
4. ใช้คาไม่เหมาะสม นาภาษาพูดมาใชเ้ ปน็ ภาษาเขยี น
5. เขยี นคาท่ีใช้อักษรยอ่ ไม่ถูกต้อง
6. ลาดบั ความคิดในการเขียนไม่ได้
7. ลายมอื อ่านยาก
8. ไม่มคี วามคิดในการเขยี น
จากปัญหาทก่ี ล่าวมาขา้ งต้น จะเหน็ ไดว้ า่ ปัญหาที่สาคญั ของการเขียนสะกดคาผดิ ข้ึนอย่กู ับครูผสู้ อนตวั นักเรยี นเอง
และวธิ ีการสอนของครู ดังน้ันผทู้ ่ีเกี่ยวขอ้ งจงึ ควรตระหนักถึงปัญหาเหลา่ น้ัน
เปน็ สาคญั
เชน (Shane. 1961 : 71) ใหค้ วามเห็นวา่ สาเหตุการเขียนสะกดคาผดิ มีปญั หาหลายทางและ
แบง่ ได้เปน็ 2 สาเหตุ คอื ปัญหาโดยทว่ั ไป ซง่ึ เกยี่ วกับนักเรยี นไมพ่ ัฒนาความสามารถของตนเอง มีความสนใจนอ้ ย
และปญั หาเฉพาะบคุ คลน้นั เก่ียวกบั ความบกพร่องทางสายตา ความสามารถในการอา่ นออกเสยี ง ความสามารถ
ทางสมอง และใชภ้ าษา 2 ภาษาในขณะเดยี วกนั
พทิ ซเ์ จรัลด์ (Fitzgerald. 1964 : 245) กลา่ วถงึ สาเหตุท่ีทาให้นักเรียนมีปญั หา
ในการเขียนสะกดคาผิดวา่ มีสาเหตุมาจากนักเรยี นไมส่ นใจตอ่ การสะกดคาและวธิ สี อนของครู
ไม่มีประสทิ ธิภาพ เช่น ครูไมเ่ ตรยี มการสอน นกั เรยี นไมไ่ ดร้ ับการสอนสะกดคาทถ่ี ูกต้อง ไมร่ ู้
วธิ กี ารสะกดคา
จากการศึกษาเอกสารและงานวจิ ยั เกีย่ วกบั การเขียนสะกดคาผดิ เกดิ จากหลายสาเหตุ สรปุ ได้
ดังนี้
1. ความบกพร่องจากสภาพร่างกายของนักเรยี น เชน่ สขุ ภาพไม่สมบรู ณ์ มคี วามบกพร่องด้านการ
ได้ยิน การพดู และสายตา
2. นักเรยี นขาดการสังเกต ไมพ่ ิจารณาถึงหลกั เกณฑก์ ารเขียนใหร้ อบคอบ
3. นักเรียนพบเห็นคาทีเ่ ขียนผิดบ่อยจากส่ือมวลชนต่าง ๆ
4. วุฒภิ าวะและสมองของนกั เรยี น
5. นักเรยี นเขยี นสะกดคาโดยเทียบเสียงกบั ภาษาถิ่น ทาให้เขยี นสะกดผดิ
6. นักเรียนไมร่ ูห้ ลักภาษาไทย ไม่ทราบความหมายของคา
7. ครูขาดความเอาใจใสใ่ นการตรวจงานเขียนของนักเรยี น เมือ่ พบคาผดิ ไม่แกไ้ ขให้
8. ครไู ม่ตระหนักถึงความสาคญั ในการสอนให้นกั เรยี นเขียนสะกดคา จงึ ทาใหน้ ักเรียนไม่ไดร้ บั
แรงจูงใจในการฝกึ เขียนสะกดคา
2.4.2 ความสาคัญของการสอนเขยี น
การเขยี นนบั ว่าเป็นส่งิ จาเป็นอย่างยิ่งในการสือ่ ความหมาย อย่างหน่ึงของมนษุ ย์สามารถ
ตรวจสอบได้และคงทนถาวร ซ่ึงมีนกั การศกึ ษาได้ให้ความสาคญั ของการเขียนไวด้ งั น้ี
เรวดี อาษานาม (2537 : 151) ได้สรปุ ความสาคัญของการเขยี นไว้ ดงั นี้ คือเด็กทม่ี ีความสามารถ
ในการอ่านและประสบความสาเรจ็ ในการเขยี นมาก จะมีจินตนาการในการใชภ้ าษาได้ดเี พราะไดม้ โี อกาสเรยี นรู้
แนวทางการใช้คาต่างๆ จากสานวนภาษาในหนงั สอื ตา่ งๆทีอ่ า่ นพบ โดยปกติครูมักสอนใหเ้ ด็กอ่านได้ก่อนจงึ ให้
เขียนคาท่ตี นอา่ นไดแ้ ต่ทกั ษะในการเขียนเป็นทักษะท่สี ลับซับซอ้ นกว่าทักษะอื่น เด็กจงึ จาเป็นต้องมคี วามพรอ้ ม
โดยฝกึ ทักษะการฟัง การพูด และการอา่ นไดก้ อ่ นแลว้ จงึ เรมิ่ ทักษะการเขียน ในระดับชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 1-2
มุ่งเน้นทักษะพนื้ ฐานในการเขียนและยั่วยุใหเ้ ขียนด้วยความสนุกสนาน ไม่เบอ่ื โดยจัดกิจกรรมตา่ งๆ ใหฝ้ กึ จากงา่ ย
ไปหายากและให้สัมพันธ์กับการพดู และอา่ น
2.4.3 จุดมุ่งหมายของการเขียน
วรรณี โสมประยูร (วมิ ลรัตน์ สุนทรโรจน์. 2549 : 103 ) ได้อธิบาย จุดมุ่งหมาย
การสอนภาษาไทย ดังน้ี
1. เพ่อื คัดลายมือหรอื เขียนให้ถกู ต้องตามลกั ษณะตัวอักษรใหเ้ ปน็ ระเบยี บชดั เจนหรอื
เขา้ ใจงา่ ย
2. เพื่อเป็นการฝกึ ทักษะการเขียนใหพ้ ฒั นางอกงามข้ึนตามควรแก่วยั
3. เพอ่ื ใหก้ ารเขียนสะกดคาถกู ต้องตามอักขรวิธี เขียนวรรคตอนถูกต้อง
4. เพ่ือใหร้ จู้ ักภาษาเขียนท่ดี ี มีคุณภาพเหมาะสมกบั บุคคลและโอกาส
5. เพ่ือให้สามารถรวบรวมและลาดับความคิด แล้วจดบนั ทกึ สรุปและย่อใจความเรอ่ื งท่ี
อา่ นหรือฟงั ได้
6. เพ่ือใหส้ ามารถสังเกตจดจาและเลือกเฟ้นถอ้ ยคาหรอื สานวนโวหาร
ใหถ้ กู ต้อง
7. เพื่อใหม้ ีทกั ษะการเขยี นประเภทต่างๆ
8. เพ่ือเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์
9. เพื่อใหเ้ ห็นความสาคญั และคุณค่าของการเขียนว่ามีประโยชน์
ต่อการประกอบอาชพี การศกึ ษาหาความรู้และอนื่ ๆ
2.5 แบบฝึกทกั ษะ
2.5.1 ความหมายและความสาคญั ของแบบฝกึ ทักษะ
สวุ ิทย์ มูลคา และสุนนั ทา สุนทรประเสรฐิ (2550 : 53) ได้สรปุ ความสาคญั
ของแบบฝกึ ทกั ษะว่าแบบฝกึ ทกั ษะมีความสาคญั ต่อผเู้ รยี นไม่นอ้ ย ในการท่ีจะชว่ ยส่งเสริมสร้างทกั ษะใหก้ ับผเู้ รียน
ได้เกิดการเรยี นรู้และเข้าใจไดเ้ รว็ ขนึ้ ชัดเจนขนึ้ กวา้ งขวางขน้ึ ทาใหก้ ารสอน
ของครแู ละการเรียนของนกั เรียนประสบผลสาเร็จอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
ไพทูลย์ มลู ดี (2546 : 48) ได้สรุปความหมายของแบบฝึกทกั ษะ คือชุดฝึกการเรยี นรทู้ ค่ี รูสร้างขึ้น
ให้นักเรียนไดท้ บทวนเน้อื หาทเี่ รยี นร้มู าแลว้ เพือ่ สรา้ งความรคู้ วามเข้าใจ และช่วยเพ่มิ ทกั ษะความชานาญและฝกึ
กระบวนการคดิ ใหม้ ากขึ้น ทัง้ ยังมีประโยชนใ์ นการลดภาระการสอน
ให้กับครู อีกทงั้ พัฒนาความสามารถของผู้เรยี น และทาให้ผเู้ รียนสามารถมองเห็นความก้าวหนา้
จากผลการเรยี นร้ขู องตนเองได้
คมขา แสนกลา้ (2547 : 32) ได้สรุปความสาคัญของแบบฝึกว่า แบบฝึกทกั ษะ
เปน็ ส่วนสาคัญในการเรียนการสอน เพราะถ้าขาดแบบฝกึ ทกั ษะเพือ่ ใช้ในการฝึกฝนทกั ษะความรตู้ ่างๆ หลงั จาก
เรียนไปแล้ว เดก็ กอ็ าจจะลืมเลอื นความรู้ที่เรียนไปได้ ซ่งึ อาจส่งผลใหน้ ักเรยี นไมม่ ีประสิทธิภาพเท่าท่ีควร
ฐานยิ า อมรพลงั (2548 : 75) ได้สรปุ ถึงความหมายของแบบฝกึ ทกั ษะ คอื งานกจิ กรรมหรอื
ประสบการณ์ที่ครูจดั ให้นักเรยี นได้ฝึกหัดกระทา เพอื่ ทบทวนฝกึ ฝนเนอื้ หาความรู้ต่างๆ ท่ไี ดเ้ รยี นไปแล้วใหเ้ กิด
ความจา จนสามารถปฏบิ ตั ิไดด้ ้วยความชานาญ และใหผ้ ้เู รียนสามารถนาไปใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้
วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 40) ไดส้ รุปความหมายและความสาคัญของแบบฝกึ ได้ว่า แบบฝึก
คือ แบบฝึกหัด หรือชุดฝึกทีค่ รจู ดั ให้นักเรียน เพื่อให้มีทักษะเพ่ิมขน้ึ หลงั จากทไ่ี ดเ้ รยี นร้เู รอ่ื งน้นั ๆ มาบา้ งแลว้ โดย
แบบฝึกตอ้ งมที ิศทางตรงตามจุดประสงค์ ประกอบกจิ กรรมท่ีน่าสนใจและสนกุ สนาน
อกนษิ ฐ์ กรไกร (2549 : 18) ไดส้ รปุ ความหมายของแบบฝกึ ทักษะไว้ว่า แบบฝกึ -ทักษะหมายถึง
สื่อทีส่ ร้างข้ึนเพ่อื เสรมิ สรา้ งทกั ษะใหแ้ กน่ กั เรียน มีลกั ษณะเป็นแบบฝึกหัดที่มกี ิจกรรมใหน้ กั เรียนทาโดยมีการ
ทบทวนสิง่ ทเี่ รยี นผ่านมาแลว้ จากบทเรียน ใหเ้ กดิ ความเขา้ ใจและเปน็ การฝกึ ทักษะ และแก้ไขในจดุ บกพรอ่ งเพื่อให้
นักเรียนได้มคี วามสามารถและศักยภาพยิง่ ขึ้นเข้าใจบทเรียนดขี น้ึ
พนิ จิ จันทร์ซา้ ย (2546 : 90) กล่าวถงึ แบบฝึกทกั ษะว่า หมายถึง งาน กจิ กรรม หรอื
ประสบการณ์ทค่ี รูผู้สอนจดั ใหน้ กั เรียนไดฝ้ กึ ปฏบิ ัติเพอื่ ทบทวนความรู้ท่ีเรียนมาแลว้ นามาปรบั ประยกุ ตใ์ ช้ใน
ชวี ิตประจาวนั
ผรู้ ายงานไดศ้ ึกษาความหมายและความสาคญั ของแบบฝกึ ทักษะแลว้ พอสรปุ ได้ว่า แบบฝึกทกั ษะ
หมายถึง ชุดฝึกทกั ษะที่ครสู รา้ งขึ้นใหน้ กั เรียนไดท้ บทวนเนื้อหาทีเ่ รียนรู้มาแลว้ เพ่อื สรา้ งความเข้าใจ และชว่ ยเพิ่ม
ทกั ษะความชานาญและฝึกกระบวนการคดิ ใหม้ ากข้ึน ทาให้ครูทราบความเขา้ ใจของนักเรยี นทีม่ ีต่อบทเรยี น ฝกึ ให้
เดก็ มคี วามเชอื่ มั่นและสามารถประเมนิ ผลของตนเองได้ ท้ังยังมีประโยชนช์ ว่ ยลดภาระการสอนของครู และยังช่วย
พัฒนาตามความแตกต่าง
2.5.2 ลักษณะของแบบฝึกที่ดี
แบบฝกึ เปน็ เครอื่ งมอื ทส่ี าคญั ทจ่ี ะช่วยเสรมิ สร้างทักษะให้แกผ่ ู้เรยี น
การสร้างแบบฝกึ ให้มีประสทิ ธภิ าพจงึ จาเป็นจะตอ้ งศึกษาองค์ประกอบและลกั ษณะของแบบฝกึ
เพอื่ ใช้ให้เหมาะสมกบั ระดับความสามารถของนกั เรียน
สุวทิ ย์ มูลคา และสนุ นั ทา สนุ ทรประเสริฐ (2550 : 60 -61) ได้สรุปลกั ษณะ
ของแบบฝกึ ท่ดี ีควรคานึงถงึ หลกั จติ วทิ ยาการเรียนรู้ผูเ้ รียนได้ศกึ ษาด้วยตนเอง ความครอบคลุม
ความสอดคลอ้ งกบั เนือ้ หา รปู แบบนา่ สนใจ และคาสั่งชดั เจน และไดส้ รุปลกั ษณะของแบบฝึกไว้ดังน้ี
1. ใชห้ ลักจติ วทิ ยา
2. สานวนภาษาไทย
3. ให้ความหมายตอ่ ชวี ติ
4. คดิ ได้เร็วและสนกุ
5. ปลุกความน่าสนใจ
6. เหมาะสมกับวยั และความสามารถ
7. อาจศกึ ษาได้ด้วยตนเอง
และไดแ้ นะนาให้ผสู้ ร้างแบบฝึกใหย้ ึดลกั ษณะของแบบฝกึ ไวด้ ังน้ี
1. แบบฝึกหัดทด่ี ีควรมคี วามชัดเจนทัง้ คาส่ังและวิธีทาคาสงั่ หรือตัวอยา่ ง
วธิ ีทาท่ใี ช้ไมค่ วรยาวเกนิ ไป เพราะจะทาให้เข้าใจยาก ควรปรบั ใหง้ ่ายเหมาะสมกบั ผใู้ ช้ทั้งนเี้ พ่ือใหน้ กั เรียนสามารถ
ศึกษาด้วยตนเองได้ถา้ ตอ้ งการ
2. แบบฝึกหัดท่ดี ีควรมคี วามหมายตอ่ ผ้เู รียนและตรงตามจดุ มงุ่ หมาย
ของการฝึกลงทุนนอ้ ยใชไ้ ด้นานๆ และทันสมยั อย่เู สมอ
3. ภาษาและภาพท่ีใช้ในแบบฝึกหัดควรเหมาะสมกบั วยั และพน้ื ฐานความรขู้ องผู้เรยี น
4. แบบฝึกหัดทดี่ ีควรแยกฝกึ เป็นเร่อื งๆ แต่ละเร่ืองไมค่ วรยาวเกินไป
แต่ควรมกี จิ กรรมหลายรูปแบบ เพอื่ เร้าใหน้ ักเรียนเกดิ ความสนใจและไม่นา่ เบอื่ หน่ายในการทา และเพื่อฝกึ ทกั ษะ
ใดทกั ษะหน่งึ จนเกิดความชานาญ
5. แบบฝึกหัดท่ีดีควรมที ้ังแบบกาหนดใหโ้ ดยเสรี การเลือกใช้คา ขอ้ ความหรอื รปู ภาพใน
แบบฝกึ หัด ควรเป็นสิง่ ที่นักเรยี นคุ้นเคยและตรงกบั ความในใจของนกั เรียนเพ่อื ว่าแบบฝึกหดั ทสี่ ร้างขนึ้ จะได้
กอ่ ให้เกิดความเพลดิ เพลนิ และพอใจแก่ผู้ใช้ ซึง่ ตรงกับหลกั การเรียนรู้
ไดเ้ ร็วในการกระทาที่ก่อใหเ้ กิดความพงึ พอใจ
6. แบบฝกึ หดั ที่ดีควรเปดิ โอกาสใหผ้ ู้เรยี น ไดศ้ กึ ษาดว้ ยตนเองใหร้ ู้จกั ค้นควา้ รวบรวมส่ิงท่ี
พบเหน็ บอ่ ยๆ หรอื ทีต่ นเองเคยใช้จะทาใหน้ กั เรียนสนใจเรอ่ื งนนั้ ๆ มากยง่ิ ขน้ึ และจะรู้จักความรู้ในชวี ติ ประจาวนั
อยา่ งถกู ตอ้ ง มีหลกั เกณฑแ์ ละมองเหน็ ว่าส่ิงท่เี ขาไดฝ้ ึกฝนน้นั
มคี วามหมายต่อเขาตลอดไป
7. แบบฝึกหดั ทีด่ ีควรจะสนองความแตกตา่ งระหวา่ งบคุ คล ผู้เรียนแตล่ ะคนจะมคี วาม
แตกต่างกันหลายๆดา้ น เช่น ความต้องการ ความสนใจ ความพรอ้ ม ระดับสติปัญญาและประสบการณ์ ฯลฯ ฉะน้ัน
การทาแบบฝึกหัดแต่ละเร่ือง ควรจดั ทาใหม้ ากพอและมที กุ ระดับ ตัง้ แตง่ า่ ย ปานกลาง จนถงึ ระดับคอ่ นขา้ งยาก
เพอ่ื ว่าท้ังเดก็ เกง่ กลาง และอ่อนจะได้เลือกทาได้ตามความสามารถ ท้ังน้เี พอ่ื ให้เด็กทกุ คนประสบความสาเรจ็ ใน
การทาแบบฝกึ หัด
8. แบบฝกึ หดั ทด่ี ีควรสามารถเรา้ ความสนใจของนักเรียนได้ตั้งแต่หน้าปกไปจนถงึ หนา้
สดุ ทา้ ย
9. แบบฝกึ หัดที่ดคี วรได้รับการปรับปรงุ ไปคู่กบั หนังสอื แบบเรียนอยเู่ สมอและควรใชไ้ ด้ดี
ทัง้ ในและนอกบทเรียน
10. แบบฝกึ หัดที่ดีควรเป็นแบบท่สี ามารถประเมิน และจาแนกความเจริญงอกงามของ
เด็กไดด้ ้วย
ฐานิยา อมรพลงั (2548 : 78) ไดเ้ สนอลกั ษณะทด่ี ีของแบบฝึก คอื แบบฝกึ ทเ่ี รียงลาดับจากง่าย
ไปหายาก มีรูปภาพประกอบ มรี ูปแบบน่าสนใจ หลากหลายรปู แบบ โดยอาศัย
หลกั จติ วทิ ยาในการจัดกิจกรรมหรือจัดแบบฝึกให้สนกุ ใช้ภาษาเหมาะสมกบั วยั และ ระดบั ชัน้
ของนกั เรียน มคี าสัง่ คาชแ้ี จงส้ัน ชดั เจน เข้าใจง่าย มีตัวอย่างประกอบ มกี ารจัดกิจกรรม การฝกึ ที่
เร้าความสนใจ และแบบฝกึ นน้ั ควรทันสมยั อยู่เสมอ
วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 43) ไดอ้ ธบิ ายถงึ ลักษณะของแบบฝกึ ที่ดี คอื ควรมีความ
หลากหลายรปู แบบ เพ่ือไมใ่ หเ้ กิดความเบื่อหนา่ ย และตอ้ งมีลกั ษณะท่เี ร้า ย่วั ยุ จูงใจ ได้ให้
คิดพจิ ารณา ได้ศึกษาคน้ คว้าจนเกดิ ความรู้ ความเข้าใจทักษะ แบบฝึกควรมีภาพดงึ ดดู ความสนใจเหมาะสมกบั วัย
ของผเู้ รียนตรงกับจุดประสงค์การเรยี นรู้ มเี นอื้ หาพอเหมาะ
ถวลั ย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 20) ไดอ้ ธบิ ายถงึ ลกั ษณะของแบบฝึกหัดและแบบฝึกทกั ษะ
ที่ดีไว้ว่า ดังนี้
1. จดุ ประสงค์
1.1 จดุ ประสงคช์ ัดเจน
1.2 สอดคลอ้ งกบั การพัฒนาทกั ษะตามสาระการเรียนรู้ และกระบวนการเรียนรู้
ของกลุ่มสาระการเรยี นรู้
2. เนอื้ หา
2.1 ถกู ต้องตามหลกั วิชา
2.2 ใชภ้ าษาเหมาะสม
2.3 มีคาอธบิ ายและคาสง่ั ที่ชดั เจน งา่ ยตอ่ การปฏิบตั ติ าม
2.4 สามารถพัฒนาทกั ษะการเรยี นรู้ นาผ้เู รยี นสู่การสรุปความคิดรวบยอดและ
หลักการสาคญั ของกลุ่มสาระการเรียนรู้
2.5 เปน็ ไปตามลาดับขัน้ ตอนการเรยี นรูส้ อดคลอ้ งกับวิธีการเรียนรู้ และความ
แตกตา่ งระหว่างบุคคล
2.6 มคี าถามและกิจกรรมทท่ี า้ ทายสง่ เสริมทกั ษะกระบวนการเรยี นรูข้ อง
ธรรมชาติวชิ า
2.7 มีกลยุทธก์ ารนาเสนอและการต้ังคาถามท่ีชัดเจน น่าสนใจปฏิบัติได้สามารถ
ให้ข้อมลู ย้อนกลบั เพอ่ื ปรบั ปรุงการเรียนไดอ้ ยา่ งตอ่ เนือ่ ง
ผ้รู ายงานพอสรุปลกั ษณะของแบบฝึกท่ดี ีไดว้ ่า แบบฝกึ ท่ีดแี ละมีประสทิ ธภิ าพ ชว่ ยทาให้นักเรยี นประสบ
ความสาเรจ็ ในการฝกึ ทักษะไดเ้ ป็นอยา่ งดี และแบบฝึกทด่ี ีเปรยี บเสมอื นผ้ชู ่วยท่ีสาคญั ของครู ทาให้ครูลดภาระการ
สอนลงได้ ทาให้ผ้เู รียนพัฒนาความสามารถของตนเพื่อความมั่นใจ
ในการเรยี นได้เปน็ อยา่ งดี ดังนนั้ ครยู งั จาเปน็ ตอ้ งศึกษาเทคนคิ วิธกี าร ขน้ั ตอนในการฝกึ ทักษะตา่ งๆ
มีประสิทธิภาพที่สดุ อันส่งผลให้ผู้เรยี นมีการพฒั นาทักษะต่างๆ ได้อยา่ งเต็มท่ีและแบบฝกึ ทด่ี นี ั้นจะต้องคานงึ ถงึ
องคป์ ระกอบหลายๆด้าน ตรงตามเนือ้ หา เหมาะสมกับวัย เวลา ความสามารถ
ความสนใจ และสภาพปญั หาของผู้เรยี น
2.5.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ
ไพทูลย์ มลู ดี (2546 : 52) ได้อธิบายประโยชนข์ องแบบฝึกไวด้ งั น้ี คอื แบบฝกึ
มคี วามสาคัญ และจาเป็นตอ่ การเรยี นทกั ษะทางภาษามาก เพราะจะช่วยให้ผู้เรียนเขา้ ใจในบทเรยี น
ได้ดีขน้ึ สามารถจดจาเน้ือหาในบทเรยี นและคาศัพทต์ ่างๆ ไดค้ งทน ทาให้เกิดความสนกุ สนาน
ในขณะเรยี นทราบความก้าวหน้าของตนเอง สามารถนาแบบฝึกมาทบทวนเนือ้ หาเดมิ ดว้ ยตนเองได้ นามาวัดผลการ
เรียนหลงั จากท่เี รยี นแลว้ ตลอดจนสามารถทราบข้อบกพร่องของนกั เรยี นและนาไปปรบั ปรงุ แกไ้ ขได้ทนั ทว่ งที ซงึ่
จะมีผลทาให้ครูประหยดั เวลา คา่ ใช้จา่ ยและลดภาระไดม้ าก และยงั
ใหน้ ักเรียนนาภาษาไปใช้ส่อื สารได้อย่างมปี ระสทิ ธิภาพดว้ ย
วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 41) ได้อธิบายถึงประโยชนข์ องแบบฝกึ ทักษะไว้ว่า แบบฝึก
ช่วยในการฝกึ หรอื เสรมิ ทักษะทางภาษา การใชภ้ าษาของนักเรียนสามารถนามาฝึกซา้ ทบทวนบทเรียน และผู้เรียน
สามารถนาไปทบทวนด้วยตนเอง จดจาเนือ้ หาได้คงทน มเี จตคตทิ ด่ี ตี อ่ การเรยี นภาษาไทย แบบฝึกถือเป็นอปุ กรณ์
การสอนอยา่ งหนงึ่ ซง่ึ สามารถทดสอบความรู้ วดั ผลการเรยี นหรือประเมินผลการเรียนก่อนและหลังเรยี นไดเ้ ปน็
อย่างดี ทาให้ครูทราบปัญหาขอ้ บกพรอ่ งของผ้เู รยี นเฉพาะจุดได้ นักเรียนทราบความกา้ วหน้าของตนเอง ครู
ประหยัดเวลา คา่ ใชจ้ ่ายและลดภาระได้มาก
ถวัลย์ มาศจรัส และคณะ (2550 : 21) ไดอ้ ธบิ ายถึงประโยชนข์ องแบบฝกึ หัดและแบบฝึก
ทกั ษะเปน็ สอื่ การเรยี นรู้ ที่ม่งุ เนน้ ในเรอื่ งของการแกป้ ัญหา และการพัฒนาในการจดั การเรียนรูใ้ นหน่วยการเรียนรู้
และสามารถเรียนรู้ได้ โดยสรปุ ได้ดังนี้
1. เปน็ สอื่ การเรียนรู้ เพ่ือพฒั นาการเรียนรู้ใหแ้ กผ่ ูเ้ รียน
2. ผเู้ รยี นมสี ่ือสาหรบั ฝึกทักษะด้านการอ่าน การคิด การคิดวิเคราะห์
และการเขียน
3. เปน็ สื่อการเรยี นรสู้ าหรับการแก้ปัญหาในการเรียนรู้ของผู้เรยี น
4. พัฒนาความรู้ ทกั ษะ และเจตคตดิ า้ นต่างๆ ของผู้เรยี น
จากประโยชนข์ องแบบฝึกท่ีกลา่ วมา สรุปได้ว่า แบบฝึกท่ีดแี ละมีประสทิ ธิภาพช่วยทาใหน้ ักเรียนประสบ
ผลสาเรจ็ ในการฝึกทกั ษะไดเ้ ป็นอยา่ งดี
สุวิทย์ มูลคา และสนุ นั ทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 53 - 54) ไดส้ รุปประโยชน์
ของแบบฝกึ ทกั ษะไดด้ งั น้ี
1. ทาให้เข้าใจบทเรยี นดขี ึน้ เพราะเป็นเคร่อื งอานวยประโยชน์ในการเรียนรู้
2. ทาให้ครทู ราบความเข้าใจของนักเรียนที่มีตอ่ บทเรียน
3. ฝึกใหเ้ ด็กมีความเชอ่ื มนั่ และสามารถประเมนิ ผลของตนเองได้
4. ฝึกให้เด็กทางานตามลาพัง โดยมคี วามรับผิดชอบในงานทไ่ี ดร้ บั มอบหมาย
5. ชว่ ยลดภาระครู
6. ชว่ ยใหเ้ ด็กฝึกฝนไดอ้ ยา่ งเต็มที่
7. ชว่ ยพฒั นาตามความแตกต่างระหวา่ งบุคคล
8. ชว่ ยเสริมให้ทักษะคงทน ซง่ึ ลักษณะการฝึกเพื่อช่วยให้เกิดผลดงั กล่าวนนั้ ได้แก่
8.1 ฝึกทันทหี ลังจากทเี่ ด็กได้เรียนรู้ในเร่ืองนน้ั ๆ
8.2 ฝกึ ซา้ หลายๆครั้ง
8.3 เนน้ เฉพาะในเร่อื งที่ผิด
9. เป็นเครอ่ื งมอื วัดผลการเรยี นหลังจากจบบทเรยี นในแต่ละคร้ัง
10. ใชเ้ ปน็ แนวทางเพื่อทบทวนด้วยตนเอง
11. ชว่ ยให้ครูมองเหน็ จุดเดน่ หรือปญั หาต่างๆของเด็กได้ชัดเจน
12. ประหยดั ค่าใช้จา่ ยแรงงานและเวลาของครู
ผู้รายงาน ได้ศึกษาค้นคว้าเกยี่ วกบั ประโยชน์ของแบบฝกึ ทักษะแลว้ พอสรปุ ได้ว่าแบบฝกึ
มคี วามสาคญั และจาเป็นตอ่ การเรยี นทกั ษะทางภาษามาก เพราะจะชว่ ยให้ผเู้ รยี นเขา้ ใจบทเรยี นได้ดีข้นึ สามารถ
จดจาเนอื้ หาในบทเรยี นและคาศัพท์ต่างๆ ได้คงทน ทาใหเ้ กดิ ความสนุกสนาน ในขณะเรยี นทราบความกา้ วหนา้ ของ
ตนเอง และครูมองเห็นจดุ เดน่ หรือปญั หาตา่ งๆ ของเด็กไดช้ ัดเจน สามารถนาแบบฝึกทกั ษะมาทบทวนเน้ือหาเดิม
ดว้ ยตนเอง ตลอดจนสามารถทราบขอ้ บกพรอ่ ง
ของนักเรียนและนาไปปรบั ปรงุ ได้ทนั ทว่ งที ซึ่งจะมีผลทาให้ครูประหยัดเวลา ประหยดั คา่ ใช้จ่าย
2.5.4 หลักการสร้างแบบฝกึ
วรรณภา ไชยวรรณ (2549 : 45) ไดส้ รุปหลกั การสรา้ งแบบฝึกทักษะดังน้ี
1. ความใกลช้ ิด คือ ถา้ ใช้สง่ิ เรา้ และการตอบสนองเกิดข้นึ ในเวลาใกลเ้ คยี งกนั จะสรา้ ง
ความพอใจใหก้ ับผเู้ รยี น
2. การฝึก คอื การใหน้ กั เรียนได้ทาซา้ ๆ เพอื่ ช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจ
ทีแ่ มน่ ยา
3. กฎแหง่ ผล คอื การทผี่ ู้เรียนไดท้ ราบผลการทางานของตนด้วยการเฉลยคาตอบจะช่วย
ใหผ้ เู้ รยี นทราบข้อบกพรอ่ งเพอื่ ปรบั ปรุงแก้ไขและเป็นการสรา้ งความพอใจแก่ผูเ้ รียน
4. การจูงใจ คือ การสร้างแบบฝึกเรียงลาดบั จากแบบฝึกงา่ ยและสั้นไปสู่แบบฝึกเร่อื งที่
ยากและยาวขน้ึ ควรมภี าพประกอบและมีหลายรส หลายรปู แบบ
สุวิทย์ มูลคา และสนุ ันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 54 - 55) ไดส้ รุปหลักในการสรา้ งแบบฝกึ
วา่ ต้องมกี ารกาหนดเง่อื นไขทีจ่ ะช่วยใหผ้ เู้ รยี นทกุ คนสามารถผ่านลาดับข้นั ตอนของ
ทกุ หนว่ ยการเรยี นได้ ถา้ นกั เรียนได้เรียนตามอตั ราการเรยี นของตนก็จะทาใหน้ กั เรียนประสบความสาเร็จมากขน้ึ
2.5.5 ส่วนประกอบของแบบฝึก
สุวทิ ย์ มลู คา และสุนนั ทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 61 - 62) ไดก้ าหนดส่วนประกอบของแบบ
ฝกึ ทักษะได้ดงั น้ี
1. คู่มอื การใชแ้ บบฝึก เปน็ เอกสารสาคัญประกอบการใช้แบบฝกึ ว่าใช้
เพือ่ อะไรและมีวธิ ีใชอ้ ยา่ งไร เช่น ใช้เป็นงานฝกึ ท้ายบทเรียน ใช้เปน็ การบ้าน หรือใช้สอนซ่อมเสรมิ ประกอบด้วย
- สว่ นประกอบของแบบฝกึ จะระบวุ า่ ในแบบฝึกชุดนี้ มีแบบฝกึ ทั้งหมดก่ีชดุ
อะไรบา้ ง และมีสว่ นประกอบอน่ื ๆ หรือไม่ เช่น แบบทดสอบ หรอื แบบบนั ทึกผล
การประเมิน
- สงิ่ ท่ีครหู รอื นักเรยี นตอ้ งเตรยี ม (ถา้ ม)ี จะเปน็ การบอกให้ครหู รือนักเรียน
เตรียมตวั ให้พร้อมลว่ งหน้ากอ่ นเรียน
- จุดประสงค์ในการใชแ้ บบฝึก
- ขนั้ ตอนในการใช้ บอกข้อตามลาดบั การใช้ และอาจเขยี น
ในรูปแบบของแนวการสอนหรือแผนการสอนจะชัดเจนยิ่งขึ้น
- เฉลยแบบฝึกในแต่ละชุด
2. แบบฝกึ เป็นส่อื ที่สร้างข้นึ เพอื่ ใหผ้ ู้เรยี นฝกึ ทักษะ เพือ่ ให้เกดิ การเรยี นรู้
ทีถ่ าวรควรมีองคป์ ระกอบ ดงั นี้
- ชื่อชุดฝกึ ในแต่ละชดุ ยอ่ ย
- จุดประสงค์
- คาสงั่
- ตวั อย่าง
- ชดุ ฝกึ
- ภาพประกอบ
- ขอ้ ทดสอบกอ่ นและหลงั เรียน
- แบบประเมินบันทกึ ผลการใช้
2.5.6 รปู แบบการสรา้ งแบบฝกึ
สุวิทย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสริฐ (2550 : 62 - 64) ไดเ้ สนอแนะรปู แบบการสร้าง
แบบฝกึ โดยอธิบายวา่ การสร้างแบบฝกึ รปู แบบก็เป็นสิง่ สาคัญในการทจี่ ะจูงใจให้ผู้เรยี น
ไดท้ ดลองปฏิบตั แิ บบฝึกจึงควรมีรปู แบบทห่ี ลากหลาย มิใช่ใช้แบบเดยี วจะเกิดความจาเจนา่ เบ่ือหน่าย ไม่ท้าทายให้
อยากร้อู ยากลองจึงขอเสนอรูปแบบที่เป็นหลกั ใหญไ่ ว้ก่อน สว่ นผูส้ รา้ งจะนาไปประยกุ ต์ใช้ ปรบั เปลย่ี นรูปแบบอื่นๆ
ก็แล้วแตเ่ ทคนคิ ของแต่ละคน ซง่ึ จะเรียงลาดับจากง่ายไปหายาก ดงั น้ี
1. แบบถกู ผิด เปน็ แบบฝึกที่เปน็ ประโยคบอกเล่า ให้ผู้เรียนอ่านแลว้ ใสเ่ ครอ่ื งหมายถูก
หรือผิดตามดุลยพินจิ ของผู้เรยี น
2. แบบจับคู่ เปน็ แบบฝกึ ที่ประกอบด้วยตวั คาถามหรอื ตัวปญั หา ซงึ่ เป็น
ตัวยนื ไวใ้ นสดมภซ์ ้ายมอื โดยมที ่วี ่างไว้หน้าข้อเพือ่ ให้ผูเ้ รยี นเลือกหาคาตอบที่กาหนดไว้ในสดมภ์ขวามือมาจบั คกู่ บั
คาถามใหส้ อดคล้องกัน โดยใช้หมายเลขหรอื รหัสคาตอบไปวางไวท้ ีว่ ่างหน้าข้อความหรือจะใช้การโยงเสน้ ก็ได้
3. แบบเติมคาหรือเติมขอ้ ความ เป็นแบบฝกึ ท่ีมีข้อความไวใ้ ห้ แต่จะเวน้ ชอ่ งว่างไว้ให้
ผเู้ รยี นเติมคาหรอื ข้อความท่ีขาดหายไป ซง่ึ คาหรือขอ้ ความทน่ี ามาเตมิ อาจใหเ้ ตมิ
อยา่ งอสิ ระหรอื กาหนดตวั เลือกใหเ้ ตมิ ก็ได้
4. แบบหมายตัวเลือก เป็นแบบฝึกเชงิ แบบทดสอบ โดยจะมี 2 ส่วน คือ
ส่วนที่เปน็ คาถาม ซง่ึ จะต้องเปน็ ประโยคคาถามท่ีสมบรู ณ์ ชดั เจนไม่คลุมเครอื ส่วนที่ 2 เป็นตัวเลอื ก คอื คาตอบซ่ึง
อาจจะมี 3-5 ตวั เลอื กก็ได้ ตัวเลอื กทัง้ หมดจะมีตัวเลือกทถ่ี ูกท่ีสุดเพยี งตวั เลอื กเดียว
ส่วนที่เหลือเปน็ ตวั ลวง
5. แบบอตั นัย คอื ความเรยี งเป็นแบบฝกึ ท่ตี ัวคาถาม ผูเ้ รียนต้องเขยี นบรรยายตอบอย่าง
เสรีตามความรคู้ วามสามารถ โดยไม่จากดั คาตอบ แตก่ าจัดคาตอบ แต่จากัดในเร่ืองเวลา
อาจใช้คาถามในรูปทั่วๆ ไป หรือเป็นคาสง่ั ใหเ้ ขยี นเรื่องราวต่างๆ กไ็ ด้
2.5.7 ขนั้ ตอนการสรา้ งแบบฝึก
สุวิทย์ มูลคา และสนุ ันทา สนุ ทรประเสรฐิ (2550 : 65) ไดเ้ สนอแนะ
การสร้างแบบฝึกวา่ ข้ันตอนการสร้างแบบฝกึ จะคล้ายคลึงกับการสรา้ งนวตั กรรมทางการศึกษาประเภทอืน่ ๆ ซง่ึ มี
รายละเอียดดังนี้
1. วเิ คราะหป์ ญั หาและสาเหตุจากการจดั กิจกรรมการเรียนการสอน เชน่
- ปัญหาที่เกิดข้นึ ในขณะทาการสอน
- ปัญหาการผ่านจุดประสงคข์ องนกั เรยี น
- ผลจากการสงั เกตพฤติกรรมท่ไี มพ่ ึงประสงค์
- ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น
2. ศกึ ษารายละเอียดในหลกั สูตร เพื่อวเิ คราะห์เน้ือหา จดุ ประสงค์และกจิ กรรม
3. พิจารณาแนวทางแก้ปญั หาที่เกดิ ขน้ึ จากข้อ 1 โดยการสร้างแบบฝึก
และเลือกเนอื้ หาในสว่ นที่จะสรา้ งแบบฝกึ นัน้ วา่ จะทาเรื่องใดบา้ ง กาหนดเป็นโครงเรือ่ งไว้
4. ศึกษารูปแบบของการสรา้ งแบบฝึกจากเอกสารตวั อยา่ ง
5. ออกแบบชุดฝึกแต่ละชุดใหม้ ีรปู แบบท่ีหลากหลายนา่ สนใจ
6. ลงมอื สรา้ งแบบฝกึ ในแต่ละชุด พรอ้ มทั้งขอ้ ทดสอบก่อนและหลังเรยี นใหส้ อดคลอ้ งกับ
เนือ้ หาและจุดประสงคก์ ารเรยี นรู้
7. ส่งให้ผเู้ ชี่ยวชาญตรวจสอบ
8. นาไปทดลองใช้ แล้วบนั ทึกผลเพื่อนามาปรับปรุงแก้ไขส่วนทีบ่ กพรอ่ ง
9. ปรบั ปรงุ จนมีประสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ทต่ี ้งั ไว้
10. นาไปใชจ้ รงิ และเผยแพร่ตอ่ ไป
ถวัลย์ มาศจรสั และคณะ (2550 : 21) ไดอ้ ธิบายขน้ั ตอนการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะ ดงั นี้
1. ศึกษาเนอื้ หาสาระสาหรับการจัดทาแบบฝึกหัด แบบฝกึ ทกั ษะ
2. วิเคราะหเ์ น้ือหาสาระโดยละเอียดเพ่อื กาหนดจุดประสงคใ์ นการจดั ทา
3. ออกแบบการจัดทาแบบฝกึ หัด แบบฝึกทักษะตามจุดประสงค์
4. สร้างแบบฝกึ หัด และแบบฝกึ ทกั ษะและสว่ นประกอบอนื่ ๆ เชน่
4.1 แบบทดสอบก่อนฝกึ
4.2 บัตรคาสงั่
4.3 ขนั้ ตอนกิจกรรมที่ผูเ้ รยี นต้องปฏบิ ัติ
4.4 แบบทดสอบหลงั ฝึก
5. นาแบบฝกึ หัด แบบฝึกทักษะไปใช้ในการจดั กิจกรรมการเรียนรู้
6. ปรับปรุงพฒั นาให้สมบูรณ์
2.5.8 แนวคิดหลักการท่ีเกยี่ วขอ้ งกับแบบฝกึ ทักษะ
อกนิษฐ์ กรไกร (2549 : 17) ไดด้ าเนนิ การสร้างแบบฝึกทกั ษะ ยดึ หลกั ให้นักเรียนไดเ้ รียนรูด้ ว้ ย
ตนเองตามศกั ยภาพของแต่ละบุคคล ในความคาดหวงั ตอ้ งการใหเ้ ด็กทใ่ี ชแ้ บบฝกึ ทกั ษะมีพฤติกรรม ดังนี้
1. Active Responding ใหน้ กั เรยี นมสี ่วนร่วมในการเรียนอยา่ งกระฉับ-
กระเฉง ไมว่ ่าจะเปน็ คดิ ในใจหรือแสดงออกมาด้วยการพูดหรือเขียน นกั เรยี นอาจเขียนรปู ภาพเตมิ คาแต่งประโยค
หรือหาคาตอบในใจ
2. Minimal Error ในการเรยี นแต่ละคร้งั เราหวงั ว่า นักเรียนจะตอบคาถามได้ถกู ตอ้ ง
เสมอ แต่ในกรณีทีน่ ักเรยี นตอบคาถามผิด นักเรยี นควรมโี อกาสฝึกฝนและเรียนรู้ในสิง่ ทเ่ี ขาทาผิดเพื่อไปส่คู าตอบท่ี
ถูกต้องต่อไป
3. Knowledge of Results เมื่อนักเรียนสามารถตอบถกู ตอ้ งเขาควรได้รบั เสรมิ แรง ถา้
นกั เรียนตอบผิดเขาควรได้รบั การชแี้ จง และใหโ้ อกาสที่จะแก้ไขใหถ้ กู ต้องเช่นเดียวกบั ประสบการณท์ ่ีเป็น
ความสาเร็จสาหรบั มนุษยแ์ ลว้ เพยี งได้รวู้ ่าทาอะไรสาเรจ็ ก็ถือเป็นการเสริมแรง
ในตัวเอง
4. Small Step การเรยี นจะต้องเปดิ โอกาสให้นักเรยี นไดเ้ รียนรไู้ ปทีละนอ้ ยด้วยตนเอง
โดยให้ความรตู้ ามลาดบั ข้ันและเปิดโอกาสใหผ้ ้เู รียนใครค่ รวญตามซึ่งจะเปน็ ผลดตี ่อการเรียนรขู้ องเด็กอยา่ งมาก แม้
ทีเ่ รียนออ่ นกจ็ ะสามารถเรยี นได้
สุวทิ ย์ มูลคา และสุนันทา สุนทรประเสรฐิ (2550 : 54 - 55) ได้อธบิ ายแนวคดิ
และหลักการสรา้ งแบบฝกึ วา่ การศึกษาในเรอ่ื งจิตวทิ ยาการเรยี นรู้ เปน็ ส่ิงทผี่ ู้สร้างแบบฝกึ มิควรละเลยเพราะการ
เรียนรู้จะเกดิ ขน้ึ ได้ตอ้ งข้ึนอยูก่ บั ปรากฏการณ์ของจติ และพฤตกิ รรมทตี่ อบสนองนานาประการ โดยอาศยั
กระบวนการท่ีเหมาะสมและเป็นวิธที ี่ดที สี่ ุด การศึกษาทฤษฎกี ารเรยี นรู้
จากข้อมลู ทีน่ กั จิตวทิ ยาไดท้ าการคน้ พบ และทดลองไว้แล้ว สาหรับการสรา้ งแบบฝึกในสว่ นท่มี คี วามสัมพนั ธก์ นั
ดังน้ี
1. ทฤษฎีการลองถกู ลองผิดของธอรน์ ไดค์ ซง่ึ ได้สรุปเป็นกฎเกณฑ์
การเรยี นรู้ 3 ประการ คือ
1.1 กฎความพรอ้ ม หมายถงึ การเรียนรู้จะเกดิ ขนึ้ เมอ่ื บคุ คลพร้อม
ท่จี ะกระทา
1.2 กฎผลทไี่ ด้รบั หมายถงึ การเรียนรู้ทเ่ี กิดขน้ึ เพราะบุคคลกระทาซา้ งา่ ย
1.3 กฎการฝกึ หัด หมายถงึ การฝึกหดั ใหบ้ ุคคลทากิจกรรมตา่ งๆ นัน้ ผฝู้ ึก
จะต้องควบคมุ และจัดสภาพการให้สอดคล้องกับวตั ถปุ ระสงคข์ องตนเอง บุคคลจะถกู กาหนดลกั ษณะพฤตกิ รรมท่ี
แสดงออก
ดังนั้น ผสู้ รา้ งแบบฝกึ จึงจะต้องกาหนดกิจกรรมตลอดจนคาส่ังต่างๆ ใบแบบฝึก
ให้ผู้ฝึกไดแ้ สดงพฤติกรรมสอดคล้องกบั จดุ ประสงค์ท่ีผู้สรา้ งต้องการ
2. ทฤษฎีพฤติกรรมนยิ มของสกนิ เนอร์ ซง่ึ มีความเชือ่ วา่ สามารถควบคุมบคุ คลใหท้ าตาม
ความประสงค์หรือแนวทางทก่ี าหนดโดยไม่ต้องคานึงถึงความรู้สกึ ทางด้านจติ ใจ
ของบุคคลผู้นัน้ ว่าจะรสู้ กึ นกึ คดิ อย่างไร เขาจงึ ไดท้ ดลองและสรุปว่าบคุ คลสามารถเรียนรดู้ ว้ ยการกระทาโดยมกี าร
เสรมิ แรงเปน็ ตวั การ เปน็ บคุ คลตอบสนองการเร้าของสิ่งเรา้ ควบคกู่ ันในช่วงเวลา
ทเี่ หมาะสม ส่ิงเรา้ นน้ั จะรกั ษาระดบั หรอื เพมิ่ การตอบสนองใหเ้ ขม้ ข้นึ
3. วธิ กี ารสอนของกาเย่ ซงึ่ มีความเหน็ วา่ การเรียนร้มู ลี าดบั ขั้น และผเู้ รยี นจะต้องเรียนรู้
เนือ้ หาทงี่ ่ายไปหายาก การสร้างแบบฝึก จงึ ควรคานงึ ถึงการฝึกตามลาดบั จากงา่ ยไปหายาก
4. แนวคิดของบลมู ซึง่ กล่าวถึงธรรมชาตขิ องผู้เรยี นแตล่ ะคนวา่ มคี วามแตกต่างกัน
ผู้เรียนสามารถเรียนร้เู น้ือหาในหน่วยย่อยตา่ งๆ ได้โดยใช้เวลาเรยี นทแ่ี ตกตา่ งกัน
2.6 งานวิจัยท่เี กย่ี วข้อง
2.6.1 งานวิจยั ในประเทศ
มะลิ อาจวิชยั (2540 : บทคดั ยอ่ ) ได้ทาการพัฒนาแบบฝึกภาษาไทย เรื่อง การเขยี น
สะกดคาไม่ตรงมาตราตวั สะกด แมก่ น แม่กด แม่กบ ช้ันประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ผลการทดลองพบวา่ แบบฝึกทกั ษะ
ภาษาไทยมีประสิทธิภาพ 84.02/80.26 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนภาษาไทยหลังเรยี น
สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนยั สาคญั ทางสถิตทิ ่ีระดบั .01
พนมวัน วรดลย์ (2542 : บทคัดย่อ) ไดศ้ ึกษาการสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคา
ของนักเรียนชน้ั ประถมศึกษาปีที่ 2 พบวา่ แบบฝกึ ทักษะการเขยี นสะกดคามีประสิทธภิ าพตามเกณฑม์ าตรฐาน
87.74/82.11 และมผี ลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสงู ข้นึ อยา่ งมนี ยั สาคัญทางสถิติที่ระดับ .01
บรรจง จันทร์พนั ธ์ (2548 : 94-100) ไดพ้ ฒั นาแผนการเรียนรู้และแบบฝึกทกั ษะภาษาไทย เรอื่ ง
การสะกดคาไมต่ รงตามมาตราตัวสะกดสาหรบั นักเรียนชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 3
กล่มุ ตวั อยา่ งที่ใช้ในการศึกษาคน้ ควา้ คือ นกั เรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรยี นบา้ นโพธิ์งาม สานักงานเขตพน้ื ท่ี
การศึกษาร้อยเอ็ด เขต 3 ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2546 จานวน 26 คน
ผลการศึกษาคน้ คว้าพบว่า แผนการเรยี นรู้และแบบฝึกทักษะภาษาไทย เรื่องการสะกดคาไมต่ รงตามมาตรา
ตัวสะกด สาหรับนกั เรียนชนั้ ประถมศกึ ษาปีท่ี 3 ท่ีสรา้ งข้ึนมีประสิทธภิ าพเท่ากบั 85.98/82.75 ซึง่ เป็นไปตามเกณฑ์
ท่ตี ง้ั ไว้และมีค่าดัชนปี ระสิทธผิ ลเท่ากบั 0.692 ซงึ่ หมายความวา่ นกั เรียนมคี วามรู้เพ่ิมขึน้ รอ้ ยละ 60.92 และนกั เรยี น
มีความพอใจต่อแผนการเรียนรูแ้ ละแบบฝึกทกั ษะภาษาไทย เร่อื งการสะกดคาไมต่ รงตามมาตราตัวสะกด โดยรวม
อยู่ในระดับ ปานกลาง
มนทิรา ภักดณี รงค์ (2540 : บทคดั ย่อ) ไดศ้ ึกษาเกีย่ วกับการสร้างแบบฝึกกิจกรรมขัน้ ตอนที่ 5 ทม่ี ี
ประสทิ ธภิ าพและความคงทนในการเรยี นรู้ เรอื่ ง ยงั ไม่สายเกนิ ไป วชิ าภาษาไทย
ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยการสอนแบบม่งุ ประสบการณ์ภาษา ผลการศึกษาพบว่า แบบฝกึ ทักษะ
มปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 และคะแนนทดสอบหลงั เรยี นสงู กวา่ ก่อนเรยี น อยา่ งมีนัยสาคญั ทาง
สถติ ทิ รี่ ะดบั .01
วิเศษ แปวไธสง (2547 : บทคดั ยอ่ ) ไดศ้ กึ ษาการพัฒนาแผนการจดั การเรียนร้แู ละ
แบบฝกึ ทกั ษะประกอบการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทยแบบม่งุ ประสบการณท์ างภาษา
เรอื่ ง ลกู อ๊อดหาแม่ ชน้ั ประถมศกึ ษาปีท่ี 2 โรงเรียนสามคั คีคุรุราษฎรบ์ ารุง สานกั งานเขตพื้นท่กี ารศึกษาบุรรี ัมยเ์ ขต
4 ผลการศกึ ษาค้นควา้ พบวา่ แผนการเรียนร้มู ปี ระสทิ ธิภาพตามเกณฑ์ 80.85/85.05 ซ่งึ สูงกวา่ เกณฑท์ ี่ต้ังไว้ แบบ
ฝกึ ทักษะมีคณุ ภาพอยู่ในระดบั เหมาะสมมากท่ีสดุ
มีคะแนนเฉล่ยี หลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรียนอยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถติ ิระดบั .05
ประวณี า เอน็ ดู (2547 : บทคดั ย่อ) ไดศ้ ึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูภ้ าษาไทย เรอ่ื ง การ
อ่านและการเขยี นสะกดคา โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรียนบ้านนอ้ ย จังหวัดนครราชสมี า ผล
การศกึ ษาค้นคว้าพบวา่ แผนการจดั การเรยี นร้แู ผนการจัดการเรียนรู้ เรอื่ ง
การอา่ นและการเขยี นสะกดคา โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะ มปี ระสทิ ธิภาพ 86.11/83.33
วงศ์เดอื น มีทรัพย์ (2547 : บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการพัฒนาแผนการจัดการเรียนรแู้ ละ
แบบฝกึ ทกั ษะ กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เร่อื ง ครัง้ หนึง่ ยงั จาได้ เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ใน
การศึกษาคน้ ควา้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝึกทกั ษะ แบบทดสอบ แบบสอบถาม
ความพงึ พอใจ ผลการศึกษาคน้ ควา้ พบว่า แผนการจดั การเรยี นรู้ มปี ระสิทธภิ าพ 87.09/85.29 ซงึ่
สูงกวา่ เกณฑ์ทีต่ ง้ั ไว้ แบบฝกึ ทักษะมีค่าดชั นปี ระสิทธผิ ลเทา่ กบั 0.74 และมคี ะแนนหลังเรยี นสงู กวา่ ก่อนเรียนอย่าง
มนี ัยทางสถิตทิ ี่ระดับ .05
นลิ วรรณ อัคติ (2548 : บทคัดยอ่ ) ได้ศกึ ษาการพฒั นาแผนการจัดการเรยี นรู้ กลุม่ สาระการเรียนรู้
ภาษาไทย เร่อื ง การผนั วรรณยกุ ต์ โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ ช้ันประถมศึกษาปที ี่ 2 โรงเรยี นชมุ ชนภูแล่นช้างคเชนทร์
พทิ ยาคาร สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษากาฬสินธุ์ เขต 3 เคร่ืองมอื ทใ่ี ช้คอื แผนการจัดการเรียนรู้ แบบฝกึ ทักษะ
แบบทดสอบและแบบสอบถามความพงึ พอใจ ผลการศึกษาคน้ ควา้ พบว่า แผนและแบบฝกึ ทักษะมปี ระสิทธิภาพ
87.85/80.91 สูงกวา่ เกณฑ์ 80/80 ทีต่ ้งั ไว้ นกั เรยี นมีความพงึ พอใจตอ่ การจดั การเรียนรูด้ ว้ ยแบบฝกึ ทกั ษะอยู่ใน
ระดับมาก
สมใจ นาคศรีสงั ข์ (2549 : บทคดั ย่อ) ได้ศกึ ษาคน้ คว้า เรือ่ ง การสรา้ งแบบฝกึ การอา่ นและเขียนสะกด
คาจากแหล่งเรียนรใู้ นทอ้ งถน่ิ ช้นั ประถมศึกษาท่ีปี 4 โรงเรียนตลาดเกาะแรต สานกั งานเขตพนื้ ทก่ี ารศึกษา
นครปฐมเขต 2 ในปกี ารศึกษา 2549 จานวน 21 คน พบว่า ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสูงข้นึ กวา่ เปา้ หมายท่ีกาหนด
ไว้ แบบฝึกทกั ษะมีประสทิ ธิภาพ 83.98/84.46 และผล
การประเมนิ ความพงึ พอใจของนกั เรียนทีม่ ีตอ่ แบบฝกึ ทกั ษะโดยภาพรวมอยใู่ นระดบั มากที่สุด
ผลการศกึ ษางานวจิ ัยในประเทศแสดงใหเ้ หน็ ความสาคญั ของการจดั กิจกรรมการพฒั นาการอ่านและ
การเขยี นสะกดคา เพราะแบบฝึกทักษะเป็นส่งิ สาคัญในการพัฒนาการเรียนรู้
ทาใหก้ ารจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนประสบความสาเร็จตามจุดมุง่ หมายของหลกั สูตรอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ
2.6.2 งานวจิ ัยตา่ งประเทศ
การ์เซีย (Garcia. 1998 : 3459-A) ได้ศกึ ษาเปรียบเทียบผลสมั ฤทธใิ์ นการอ่านเขียนสะกด
คาจากรปู แบบการสอนสะกดคา 2 รูปแบบ คือ การสอนสะกดคาแบบใหน้ ักเรียนฝกึ เองกับการสะกดคาตามหนงั สอื
โดยครแู ตล่ ะกลุม่ จะสอนโดยใช้โปรแกรมการสอนอ่านเหมือนกัน และการสอนเขียนทกุ วนั ตามเวลาทกี่ าหนดไว้
การสอบใชก้ ารสอบกอ่ นเรยี นและหลงั เรยี น ผลการศึกษาพบว่า การสอนสะกดคาแบบใหน้ กั เรียนฝึกเองมผี ลดีกว่า
การสอนสะกดคาตามตาราในด้านการอ่านคาศัพทแ์ ละ
การวเิ คราะห์คาศพั ท์ นกั เรยี นทั้งสองกลมุ่ มคี วามแตกตา่ งกันในเรอื่ งจานวนคาศัพท์ที่ใชใ้ นระดบั ท่ีสูงกว่าประถม
หนึ่ง ความยาวของประโยคและจานวนหนว่ ยคานอกจากนี้นักเรียนสะกดคาโดยนกั เรยี นคดิ เอง มกี ารอา่ นทบทวน
การเขยี นคา วเิ คราะหค์ าที่ใช้ ตลอดจนมกี ารช่วยเหลอื หรอื ซกั ถามเพ่อื น
เพ่ือชว่ ยในการสะกดคาบอ่ ยคร้งั มากกว่านกั เรียนอกี กล่มุ หน่งึ และนักเรียนที่เรยี นสะกดคาจากตารา
ใชพ้ จนานุกรมบอ่ ยครัง้ มากกวา่ นักเรยี นอกี กลมุ่
เบาชาร์ด (Bouchard. 2002 : Web Site) ได้ศึกษาความรเู้ รื่องคาของนกั เรียน
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 3 จากความผิดพลาดในการอ่านกับการสะกดคาแมว้ า่ เขามคี วามพยายามอยา่ งมากระหว่าง
ระหว่างการอา่ นและการสะกดคาแต่การปฏิบัตงิ านการอา่ นและการสะกดคาของนักเรยี นก็มักจะยงั แสดงใหเ้ หน็
ความแตกต่างอย่างมนี ยั สาคัญในความถูกตอ้ งและความผิดพลาดของคา
การวิจยั ครัง้ น้ีไดศ้ ึกษาการสะกดคาตามความรู้เรือ่ งคาเชิงพฒั นาใน 4 ดา้ น ผลการวเิ คราะหพ์ บวา่
การปฏิบตั งิ านการอ่านของนกั เรียนดกี วา่ การปฏิบตั งิ านการสะกดคาอย่างมนี ยั สาคัญและพบว่ามีผลของรายงาน
อย่างมนี ยั สาคญั ต่อระดับความรู้เร่อื งของคาของนกั เรยี น ความผิดพลาดดา้ นการอ่านและการเขียนสะกดคาของ
นกั เรยี นตอ่ ไปพบวา่ ความผิดพลาดเกี่ยวขอ้ งกบั ลักษณะทางอักขรวธิ ที เ่ี หมอื นกันในทุกงานในท่ีสดุ จากการศกึ ษา
การใหค้ ะแนนผลสัมฤทธท์ิ างการสะกดคาและ
ความรูเ้ รือ่ งคาของทักษะ ช้ันประถมศกึ ษาปีที่ 3 ของครพู บวา่ การใหค้ ะแนนมคี วามสมั พนั ธอ์ ย่างมนี ยั สาคญั กบั การ
ปฏบิ ตั จิ รงิ ของนกั เรียนในผลสมั ฤทธ์ทิ างการสะกดคาและความรเู้ รอ่ื งคา แต่ก็ยัง
ไมเ่ พียงพอสาหรบั การตดั สินใจในการสอน
จากการศกึ ษาค้นควา้ งานวจิ ัยท่ีเกี่ยวขอ้ งท่ีกล่าวมาขา้ งต้น ทาใหท้ ราบว่าความสามารถ
ในการอา่ นและการเขียนของนกั เรยี น เกดิ จากวิธสี อนของครแู ละสือ่ การเรียนการสอนทชี่ ว่ ยให้นกั เรียนเกิดการ
เรียนร้ไู ดด้ ยี ิ่งขน้ึ ผรู้ ายงานได้ศึกษาค้นคว้าเพอื่ พัฒนาแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นและ
การเขียนสะกดคา ให้นกั เรียนไดฝ้ กึ ทกั ษะการอา่ นและการเขียนใหม้ ีประสทิ ธิภาพยิง่ ขน้ึ
บทท่ี 3
วิธีดาเนินการ
การศกึ ษาในคร้งั นี้ ผู้รายงานได้ดาเนินการรายงานการพฒั นาทักษะการอ่านและ
เขียนคาภาษามลายู โดยใชช้ ุดแบบฝึกหดั การอ่านออกเสียงภาษามลายู ของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6/4 ภาค
เรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 ซ่งึ สรุปไดด้ ังนี้
1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
2. เครอ่ื งมอื ทีใ่ ช้ในการศึกษา
3. แบบแผนการทดลอง และขนั้ ตอนการทดลอง
4. การสร้างและการหาคุณภาพเคร่ืองมอื ท่ีใช้ในการศกึ ษา
5. การวิเคราะหข์ อ้ มูล
6. สถิตทิ ่ีใช้ในการวเิ คราะห์ข้อมลู
3.1 ประชากรและกลุ่มเปา้ หมาย
3.1.1 ประชากรท่ใี ช้ในการวจิ ยั ในครั้งนี้ ไดแ้ ก่ นกั เรียนชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6/4 ภาคเรยี นที่ 2
ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู สานักงานเขตพืน้ ทกี่ ารศึกษามัธยมศกึ ษาสงขลา สตูลจานวน
1 หอ้ งเรยี น มนี กั เรยี นทัง้ หมด 18 คน
3.1.2 กลุ่มตัวอย่างท่ใี ช้ในการวิจัยในครง้ั น้ี ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปีที่ 6/4 ภาคเรียนที่ 2
ปีการศึกษา 2564 โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู สานกั งานเขตพน้ื ทก่ี ารศึกษามัธยมศกึ ษาสงขลา สตูล
จานวน 18 คน ซึ่งไดม้ าโดยการเลอื กส่มุ แบบเจาะจง (Purposive Sampling)
3.2 เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการศกึ ษา
3.2.1 แบบฝกึ ทักษะการอ่านและการเขียนคาภาษามลายู ชัน้ มัธยมศึกษาปีที่ 6/4 ที่ผู้รายงานสร้างขึ้น
เพ่ือใช้ฝกึ ปฏิบตั ิด้านการอา่ นและการเขยี น จานวน 2 ชุด
3.2.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างดา้ นการอ่านและการเขียนคาภาษามลายู กลุ่มสาระการเรียนรู้
ภาษาตา่ งประเทศ ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 6/4 เปน็ แบบทดสอบแบบปรนยั ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลอื ก
จานวน 20 ข้อ
3.3. แบบแผนการทดลองและขนั้ ตอนการทดลอง
3.3.1 แบบแผนการวิจัย
การวจิ ัยครง้ั น้ี ไดใ้ ช้แบบแผนการวิจัยแบบ One Group Pre-test Post-test Design
เสริมพงศ์ วงศก์ มลาไสย (2548 : 57) โดยมลี ักษณะการวิจัย ดงั ตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แบบแผนการวิจยั แบบ One Group Pre-test Post-test Design
กลุ่ม Pre-test Treatment Post-test
ทดลอง T1 X T2
T1 หมายถึง การทดสอบก่อนเรียน (Pre-test )
X หมายถงึ การจัดกิจกรรมการเรยี นรดู้ ว้ ยแผนการจัดการเรียนรู้
การอ่านและการเขียนสะกดคา โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ
T2 หมายถงึ การทดสอบหลงั เรียน (Post-test)
3.3.2 ข้นั ตอนการดาเนินการ
การดาเนินการวจิ ยั ในครั้งนี้ ผูร้ ายงานได้ดาเนนิ การจดั กิจกรรมการเรียนรู้ เรอ่ื งรายงานการพฒั นา
ทักษะการอ่านและเขียนคาภาษามลายู โดยใช้แบบฝึกหัดภาษามลายู ของนักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 6/4 ปี
การศึกษา 2564 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2564 โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู สานักงานเขตพนื้ ทกี่ ารศึกษา
มัธยมศึกษาสงขลา สตูล จานวน 18 คน ใชเ้ วลาในการดาเนนิ การ 4 ชว่ั โมง ไม่รวมเวลาทดสอบก่อนเรียนและ
หลงั เรียน โดยมลี าดับขนั้ ตอนการดาเนินการ ดังน้ี
3.3.2.1 ทดสอบก่อนเรยี น (Pre-test ) ดว้ ยแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น เรือ่ ง การ
อา่ นและเขยี นคาภาษามลายู ที่ผรู้ ายงานสร้างขึ้น จานวน 20 ขอ้ กับนกั เรยี นกลุ่มตวั อยา่ ง
3.3.2.2 ดาเนินการจัดกจิ กรรมการเรยี นรู้ ตามแผนการจัดการเรียนรู้ ระหวา่ งการจัดกจิ กรรมการ
เรยี นการสอนได้บนั ทกึ คะแนนการทากจิ กรรมกลมุ่ และการทาแบบฝึกทักษะไวท้ ุกครง้ั
3.3.2.3 เมื่อดาเนนิ การสอนครบทุกแผนแลว้ ทาการทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนหลังเรยี น
(Post-test) กบั นักเรยี นกลมุ่ ตัวอยา่ ง โดยใช้แบบทดสอบชุดเดมิ กับกอ่ นเรยี น
3.4 การสร้างและการหาคณุ ภาพเครอ่ื งมอื
ผูร้ ายงาน ได้ดาเนินการสร้างเครือ่ งมือในการศกึ ษาตามลาดับ ดงั น้ี
1. การสร้างแบบฝึกเสรมิ ทักษะการอ่านและเขียนคาภาษามลายู ชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6/4 ผู้รายงานได้
ดาเนนิ การสรา้ งเคร่ืองมือในการวิจัย ดังนี้
1.1 ศกึ ษาสภาพปญั หาการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ กลุม่ สาระการเรยี นร้ภู าษาต่างประเทศ
โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู สานกั งานเขตพ้ืนท่กี ารศกึ ษามธั ยมศึกษาสงขลา สตลู
1.2 ศกึ ษาหลักสูตร ค้นคว้าข้อมูล คมู่ ือการจัดการเรียนรู้ หลักสูตรโรงเรยี นกาแพงวทิ ยา
พุทธศักราช 2552 ตามหลักสตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 เกี่ยวกับการจัดทาหน่วย
การเรยี นรู้
1.3 ศึกษาการสร้างแบบฝกึ ทักษะการอ่านและเขยี นคาภาษามลายู กลมุ่ สาระการเรียนรู้
ภาษาตา่ งประเทศ ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 6/4 จากเอกสารต่าง ๆ
1.4 ดาเนนิ การสร้างแบบฝึกทกั ษะการอ่านและเขียนคาภาษามลายู สาระการเรยี นรู้
ภาษาตา่ งประเทศ ช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 6/4 จานวน 2 ชุด
1.5 สร้างแบบประเมินแบบฝึกทกั ษะการอ่านและการเขยี นสะกดคา
กลมุ่ สาระการเรียนรภู้ าษาตา่ งประเทศ ช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/4 โดยถามครอบคลมุ องค์ประกอบของแบบฝึกทกั ษะ
5 ด้านคอื
1) จุดประสงค์
2) เนอื้ หา
3) รูปแบบ
4) การใชภ้ าษา
5) การวัดและประเมนิ ผล
1.6 นาแบบฝึกทกั ษะพรอ้ มแบบประเมินที่สร้างขึ้น เสนอตอ่ ผูเ้ ชย่ี วชาญ 3 ท่าน
เพอื่ ตรวจสอบความเหมาะสมของแบบฝึกทักษะ ความถูกต้องของภาษา ซึ่งผ้เู ชยี่ วชาญประกอบด้วย
1. นายสิรวุฒิ ยนุ ้ยุ ผอู้ านวยการเชี่ยวชาญ
โรงเรียนกาแพงวทิ ยา สานักงานเขตพ้ืนที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 16 ผู้เชี่ยวชาญด้านสถิตแิ ละ
การวจิ ยั
2. นางปาลติ า อาดุลเบบ ครู ชานาญการ
โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา สานกั งานเขตพืน้ ท่กี ารศกึ ษามัธยมศกึ ษา เขต 16 ผเู้ ชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนการสอน
ภาษาอังกฤษ
3. นางมารีย๊ะ แดงตี ครู ชานาญการ
โรงเรียนกาแพงวทิ ยา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ผู้เช่ยี วชาญดา้ นการจัดการเรียนการ
สอนภาษามลายู
1.8 นาแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านและการเขยี นคาภาษามลายูที่ปรับปรุงแก้ไขแลว้ นาไปทดลองกบั
กล่มุ ตวั อยา่ ง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 6/4 ภาคเรยี นท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู สานักงานเขตพื้นที่การศกึ ษามัธยมศกึ ษาสงขลา สตูล ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 6/4
จานวน 18 คน
2. การสร้างแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น เร่ือง การอ่านและการเขยี นคาภาษามลายู ชนั้
มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6/4 โดยใชแ้ บบฝึกหัดภาษามลายู ผู้รายงานไดด้ าเนินการสรา้ งตามลาดับ ดังนี้
2.1 ศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎี หลักเกณฑ์และวิธีการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนแบบ
อิงเกณฑข์ องบญุ ชม ศรสี ะอาด (2545 : 89-90)
2.2 ศกึ ษาหลักสตู ร คู่มือการวัดผลและประเมนิ ผลตามหลกั สูตรโรงเรียนกาแพงวิทยา พทุ ธศักราช
2552 ตามหลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
2.3 กาหนดเน้ือหาและกาหนดจุดประสงคก์ ารเรียนรู้ใหส้ อดคลอ้ งกับเนอ้ื หาสาระ
2.4 สร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น แบบปรนัย ชนดิ เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน
20 ขอ้
2.5 นาแบบทดสอบที่สรา้ งขึน้ เสนอผเู้ ชี่ยวชาญชุดเดมิ กบั ขอ้ (1.6) เพือ่ พจิ ารณา
ความเทีย่ งตรงของเนอื้ หา ความเหมาะสมของภาษาทีใ่ ช้ และประเมินความสอดคล้องระหวา่ งแบบทดสอบกบั
จดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้ โดยมีเกณฑก์ ารให้คะแนน ดังน้ี
ให้คะแนน +1 เม่ือแน่ใจว่า ขอ้ สอบนนั้ วัดตรงตามจดุ ประสงค์
ให้คะแนน 0 เมอ่ื ไม่แนใ่ จวา่ ข้อสอบน้ันวดั ตรงตามจดุ ประสงค์
ให้คะแนน -1 เม่ือแนใ่ จว่า ขอ้ สอบน้ันวัดไมต่ รงตามจุดประสงค์
2.6 นาคะแนนผลการพจิ ารณาของผู้เช่ยี วชาญ มาหาคา่ ดชั นคี วามสอดคล้องระหว่างคาถามกับ
จุดประสงคโ์ ดยใช้สตู รของโรวิเนลลีและแฮมแบลตนั (Rowinelli and Hambleton 1977, อา้ งใน บุญชม ศรี
สะอาด 2545 : 64-65)
IOC = R
N
IOC = คา่ ดัชนีความสอดคล้องระหว่างขอ้ คาถามกับจุดประสงค์
R = ผลรวมของคะแนนความคดิ เห็นของผเู้ ชย่ี วชาญ
N = จานวนผู้เชย่ี วชาญ
หลกั เกณฑ์การคัดเลือกข้อคาถามมีดังน้ี
1. ขอ้ คาถามทม่ี คี ่า IOC ตั้งแต่ 0.5-1.00 คดั เลือกไว้ใช้ได้
2. ข้อคาถามทีม่ ีค่า IOC ตา่ กว่า 0.5 ควรพจิ ารณาปรบั ปรงุ หรอื ตดั ทิ้ง
2.7 นาแบบทดสอบไปทดลองใช้ (Try-Out) กบั นกั เรยี นทีไ่ ม่ใช่กลุม่ ตัวอยา่ ง คอื นักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปที ่ี 6/4 ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอละงู สานักงานเขตพื้นที่
การศกึ ษามธั ยมศกึ ษาสงขลา สตูล จานวน 18 คน
3.5 การวเิ คราะห์ข้อมลู
การศกึ ษาครั้งน้ี ผู้ศึกษาทาการวเิ คราะหข์ อ้ มูล โดยวเิ คราะหข์ ้อมูลดังนี้
1. วเิ คราะหห์ าคา่ เฉลย่ี และร้อยละของคะแนนเฉล่ียทไี่ ด้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น
2. วิเคราะหห์ าประสิทธภิ าพของแบบฝกึ ทักษะ
3. วิเคราะหห์ าคะแนนเฉล่ยี และร้อยละของคะแนนเฉลยี่ ท่ไี ด้จากการประเมินการทาแบบฝึกทักษะ
ระหวา่ งเรียน
3.6 สถิติทใี่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ข้อมลู
3.6.1 การวเิ คราะหแ์ บบทดสอบวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น สถิตทิ ใี่ ช้ ได้แก่
3.6.1.1 ร้อยละ (Percentage ) ใช้สูตร P ของบญุ ชม ศรีสะอาด ( 2545 : 104 )
สตู ร P f 100
N
เมื่อ P แทน ร้อยละ
f แทน ความถี่ทตี่ อ้ งการแปลงให้เปน็ ร้อยละ
N แทน จานวนความถท่ี ้งั หมด
3.6.1.2 ค่าเฉล่ีย (Arithmetic Mean) ของคะแนน โดยใชส้ ูตรของ บุญชม ศรีสะอาด
( 2545 : 105 )
สูตร X X
N
เมื่อ X แทน ค่าเฉลีย่
X แทน ผลรวมของคะแนนทัง้ หมดในกล่มุ
N แทน จานวนนักเรียน
3.6.1.3 สว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐาน ( Standard Deviation) โดยใช้สตู ร S.D. ของ
บุญชม ศรีสะอาด ( 2545 : 106 )
สตู ร
S.D. N X 2 X 2
NN 1
เมอ่ื S.D. แทน ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
x2 แทน คะแนนแต่ละตวั
N แทน จานวนคะแนนในกลมุ่
แทน ผลรวม
บทที่ 4
ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
รายงานการพัฒนาทักษะการอา่ นและเขียนคาภาษามลายู โดยใช้แบบฝึกหดั ภาษามลายู ของนกั เรียนช้นั
มธั ยมศึกษาปที ี่ 6/4 ในครั้งนี้ ผ้รู ายงานได้เสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลตามลาดับขัน้ ดงั นี้
1. สัญลักษณ์ท่ีใช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล
2. ลาดับข้ันในการเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูล
4.1 สญั ลักษณ์ท่ีใช้ในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
ผู้รายงานได้กาหนดสัญลักษณ์ท่ีใชใ้ นการแปลความหมายผลการวิเคราะหข์ อ้ มูล ดงั น้ี
N แทน จานวนกลุ่มเป้าหมาย
X แทน คะแนนเฉลย่ี
X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
4.2 ลาดบั ขั้นในการเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู
ในการวเิ คราะหข์ ้อมลู ผู้รายงานไดด้ าเนนิ การตามลาดับขั้นตอน ดงั นี้
ตอนที่ 1 วเิ คราะห์หาประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ ทักษะการอ่านและเขียนคาภาษามลายู โดยใช้
แบบฝึกหัดภาษามลายู ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6/4 ตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80
ตอนท่ี 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นดา้ นการอา่ นและการเขยี นสะกดคา กอ่ นเรียน
และหลังเรียน โดยใช้แบบฝกึ ทักษะ
4.3 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล
ตอนท่ี 1 การหาประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ ทกั ษะการอ่านและเขยี นคาภาษามลายู โดยใชแ้ บบฝึกหดั ภาษา
มลายู ของนักเรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/4 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ ช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 6/4 ตาม
เกณฑ์ 80/80 ปรากฏผลดงั ตารางท่ี 2
ตารางที่ 2 คะแนนเฉลี่ย และร้อยละ เพื่อหาประสทิ ธิภาพของแบบฝกึ ทักษะการอา่ นและเขยี นคาภาษามลายู
ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 6/4
แบบฝกึ ทักษะ คะแนนเตม็ X รอ้ ยละ
แบบฝกึ ทกั ษะที่ 1 10 83.33
8.33
แบบฝึกทักษะที่ 2 10 8.67 86.67
รวม 20 0.33 3.33
จากตารางที่ 2 แบบฝกึ ทักษะการอา่ นและเขยี นคาภาษามลายู ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/4 จานวน 2
แบบฝึก มีคะแนนเฉลย่ี 8.33 คิดเปน็ รอ้ ยละ 83.33 ดงั นน้ั แบบฝกึ ทักษะที่สร้างขนึ้ มปี ระสิทธิภาพเป็นไปตาม
เกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ท่ีตง้ั ไว้
ตอนท่ี 2 วเิ คราะห์หาความแตกต่างระหวา่ งคะแนนแบบทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรยี น
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลปรากฎดังในตารางที่ 3 ดงั น้ี
ตารางที่ 3 ตารางแสดงคะแนนเฉลย่ี และคา่ รอ้ ยละของคะแนนทดสอบกอ่ นเรียนและหลงั เรียน
คะแนน จานวน คะแนนเต็ม คะแนนรวม คะแนนเฉลีย่ ร้อยละ
นกั เรยี น
กอ่ นเรยี น 18 20 152 9 45
หลังเรยี น 18 20 315 17.50 87.50
จากตารางที่ 3 พบว่า คะแนนเฉล่ียความสามารถในการอา่ นและเขียนคาพ้ืนฐานภาษาไทยจากการ
ทดสอบก่อนเรียน เทา่ กบั 9 คิดเป็นร้อยละ 45 ทดสอบหลงั เรยี น เท่ากับ 17.50
คดิ เปน็ ร้อยละ 87.50 แสดงให้เหน็ วา่ นักเรยี นมคี วามกา้ วหนา้ ในการอ่านการเขยี นคาในภาษาไทยสูงขนึ้
บทที่ 5 โดยใช้แบบฝึกหัดภาษา
สรปุ ผล อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
การศกึ ษาในคร้ังน้ี ผ้รู ายงานได้พฒั นาทักษะการอา่ นและเขยี นคาภาษามลายู
มลายู ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ่ี 6/4 ซ่งึ สรปุ ไดด้ ังน้ี
1. วัตถุประสงคข์ องการศึกษา
2. ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
3. เครื่องมือทใ่ี ชใ้ นการศึกษา
4. การดาเนินการศึกษา
5. สรุปผลการศึกษา
6. อภิปรายผล
7. ขอ้ เสนอแนะ
5.1 วัตถปุ ระสงคข์ องการศึกษา
5.1.1 เพ่อื พฒั นาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนและความสามารถในการอ่านและเขียนคาภาษามลายู ของ
นักเรียนชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 6/4
5.1.2 เพ่อื พัฒนาแบบฝึกทักษะภาษามลายู ใหม้ ปี ระสิทธภิ าพตามเกณฑม์ าตรฐาน 80/80
5.2 ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
5.2.1 ประชากร ทีใ่ ช้ในการศึกษา ได้แก่ นกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 6/4 โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอ
ละงู สานักงานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษาสงขลา สตูล ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศกึ ษา 2564 จานวน 1 ห้องเรียน
จานวน 18 คน
5.2.2 กล่มุ ตวั อย่างทใี่ ช้ในการศกึ ษา ได้แก่ นกั เรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา
2564 โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา สานักงานเขตพ้ืนท่กี ารศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ชั้นมธั ยมศกึ ษาปีท่ี 6/4
จานวน 18 คน ซึง่ ไดม้ าโดยการเลอื กสมุ่ แบบเจาะจง (Purposive Sampling)
5.3 เคร่อื งมอื ท่ใี ช้ในการศึกษา ชน้ั มัธยมศกึ ษาปี
เครอ่ื งมอื ท่ใี ช้ในการศึกษาครง้ั นี้ ประกอบด้วย
5.3.1 แบบฝึกหดั ภาษามลายู จานวน 2 แบบฝกึ
5.3.2 แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนดา้ นการอ่านและเขียนคาภาษามลายู
ท่ี 6/4 เป็นแบบปรนยั ชนิดเลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก จานวน 20 ขอ้
5.3.3 แผนการจดั การเรียนรู้ จานวน 1 แผน ๆ ละ 1 ช่ัวโมง ใช้เวลา 4 ชัว่ โมง
5.4 การดาเนนิ การศึกษา การดาเนนิ การในครัง้ นี้ กลมุ่ ตัวอยา่ งทใี่ ชใ้ นการศกึ ษาไดม้ าจากการเลือกสุ่มแบบ
เจาะจง (Purposive Sampling) ผรู้ ายงานไดเ้ ปน็ ผูด้ าเนนิ การเองโดยมีขนั้ ตอนในการดาเนนิ การดงั น้ี
5.4.1 นาแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนดา้ นการอา่ นและเขียนคาภาษามลายู ไปทดสอบก่อน
เรียน (Pretest) กนั นักเรยี น จานวน 18 คน
5.4.2 จัดกิจกรรมการเรยี นการสอนโดยใช้แบบฝกึ ทักษะภาษาไทย ชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/4 จานวน 2
แบบฝกึ
5.4.3 ทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นดา้ นการอา่ นและเขยี นคาภาษามลายู (Posttest) ด้วย
แบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิช์ ุดเดยี วกับแบบทดสอบกอ่ นเรยี น
5.5 สรปุ ผลการศกึ ษา
การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนและความสามารถในการอ่านและเขียนคาภาษามลายู ของนกั เรียนช้นั
มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/4 มปี ระสิทธภิ าพ 83.33/86.67 ซ่ึงกวา่ เกณฑ์ 80/80 ที่ตัง้ ไว้
5.6 อภิปรายผล
จากการรายงาน ผลการพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นและความสามารถในการอ่านและเขียนคา ภาษา
มลายู ของนกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/4 พบประเด็นสาคญั ท่คี วรนามาอภิปรายผล ดงั น้ี
5.6.1 แบบฝึกทักษะการอา่ นและการเขียนสะกดคา กลุ่มสาระการเรียนรูภ้ าษาต่างประเทศ
ชน้ั มัธยมศึกษาปีที่ 6/4 ท่ีผู้รายงานสร้างข้นึ จานวน 2 แบบฝึก มปี ระสิทธิภาพ 83.33/86.67
หมายถงึ นกั เรียนได้คะแนนเฉลยี่ จากการทาแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนคาภาษามลายู ของนักเรยี นชน้ั
มัธยมศกึ ษาปีที่ 6/4 ทัง้ 2 แบบฝกึ คดิ เปน็ รอ้ ยละ 45 และได้คะแนนเฉลีย่ จากการทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์
ทางการเรียนด้านการอา่ นและการเขยี นคาภาษามลายู ของนกั เรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 6/4 คดิ เป็นรอ้ ยละ 87.5
แสดงว่าการจดั กิจกรรมพัฒนาทักษะการอ่านและการเขียนคาภาษามลายู ของนักเรยี นช้นั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/4
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาตา่ งประเทศ ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 6/4 โดยใช้แบบฝึกทกั ษะ ท่ีผ้รู ายงานสรา้ งขึ้นมี
ประสทิ ธิภาพสูงกว่าเกณฑม์ าตรฐาน 80/80 ทต่ี ั้งไว้ อาจเนื่องมาจากการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใชแ้ บบ
ฝกึ ทกั ษะที่ผู้รายงานไดศ้ กึ ษาวธิ กี ารและข้ันตอนการสร้างแบบฝึกทกั ษะ ได้ผ่านการตรวจ แนะนา แกไ้ ขข้อบกพรอ่ ง
และประเมินความถูกต้องเหมาะสมจากผู้เชีย่ วชาญ ผ่านการทดลองใช้เพื่อปรับปรงุ แก้ไขใหส้ มบูรณก์ ่อนนาไปใช้
จรงิ กบั
กลุม่ ตวั อย่าง ซ่งึ การทาแบบฝกึ ทักษะช่วยใหน้ กั เรียนเข้าใจเน้อื หาได้ดีขึ้น จดจาความรู้ไดน้ านและคงทน รวมท้งั
พฒั นาความร้ทู กั ษะและเจตคติด้านต่าง ๆ ของนกั เรียนให้ดียิง่ ขน้ึ ผรู้ ายงานไดส้ ร้างแบบฝกึ ทกั ษะการอา่ นและการ
เขียนสะกดคา กลุ่มสาระการเรยี นรู้ภาษาตา่ งประเทศ (รายวิชาภาษามลายูอา่ น-เขยี น3) ชั้นมัธยมศกึ ษาปีท่ี 6/4
ตามแนวทางการสร้างแบบฝกึ ทักษะท่ีจดั ไวอ้ ย่างเปน็ ระบบ โดยเริ่มศกึ ษาตง้ั แต่ปัญหาและความตอ้ งการ วเิ คราะห์
เนื้อหาและทักษะท่ีเปน็ ปัญหาออกเปน็ เนือ้ หายอ่ ยแลว้ ดาเนนิ การสรา้ งตามหลักการสร้างแบบฝกึ ทักษะทดี่ ี ของสุ
วิทย์ มูลคา และสนุ ันทา สนุ ทรประเสริฐ (2550 : 60-61) กล่าววา่ แบบฝกึ ทกั ษะที่ดคี วรคานงึ ถึงหลกั จติ วทิ ยา
การเรียนรู้ ผู้เรยี นไดศ้ กึ ษาด้วยตนเอง ความครอบคลุม ความสอดคลอ้ งกบั เนือ้ หา รปู แบบน่าสนใจ และคาส่งั
ชัดเจน และ ฐานยิ า อมรพลงั (2548: 78)
ได้เสนอลักษณะทดี่ ีของแบบฝกึ คอื แบบฝึกท่เี รียงลาดบั จากง่ายไปหายาก มีรูปภาพประกอบ มรี ปู แบบน่าสนใจ
หลากหลายรปู แบบ โดยอาศยั หลกั จิตวทิ ยาในการจดั กจิ กรรมหรอื จดั แบบฝึกให้สนุก ใชภ้ าษาเหมาะสมกับวัย มี
การจัดกจิ กรรมการฝกึ ท่เี รา้ ความสนใจ และแบบฝึกนัน้ ควรทันสมัยอยู่เสมอ แบบฝกึ ทักษะการอ่านและการเขียน
สะกดคา กลมุ่ สาระการเรียนร้ภู าษาต่างประเทศ (รายวิชาภาษามลายูเพ่อื การสื่อสาร4) ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 6/4 ที่
ผ้รู ายงานสร้างขนึ้ เป็นแบบฝึกทกั ษะท่ีใช้ร่วมกับแผนการจดั การเรียนรู้ทีไ่ ด้นาเอากิจกรรมต่างๆ มาจัดให้สอดคล้อง
กนั ในแต่ละแผน ซง่ึ ประกอบด้วยเกม ภาพ เพอื่ ถ่ายทอดเน้อื หาสาระในลกั ษณะที่จะส่งเสรมิ สนับสนุนซงึ่ กนั และ
กนั โดยถือว่าส่ือแต่ละอย่างให้คณุ คา่ แตกต่างกนั จากเหตุผลดังกลา่ วแบบฝึกทักษะการอ่านและการเขียนสะกดคา
กลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทยชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 6/4 จงึ เป็นแบบฝึกทักษะการอา่ นและการเขยี นสะกดคาทีม่ ี
ประสิทธิภาพซ่งึ สอดคลอ้ งกับงานวจิ ัยของ พนมวนั วรดลย์ (2542 : บทคัดย่อ) ไดศ้ ึกษาการสรา้ งแบบฝึกทักษะ
การเขียนสะกดคาของนักเรียนชนั้ ประถมศึกษาปที ี่ 2 พบว่า แบบฝกึ ทกั ษะการเขียนสะกดคามีประสิทธภิ าพตาม
เกณฑ์มาตรฐาน 87.74/82.11 และผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสูงขน้ึ มนี ยั สาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01 และตรงกับ
งานวจิ ัยของนิลวรรณ อคั ติ (2548 : บทคัดย่อ) ได้ศกึ ษาการพฒั นาแผนการจัดการเรยี นรู้ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
ภาษาไทย เร่อื งการผันวรรณยุกต์ โดยใช้แบบฝึกทักษะชั้นประถมศกึ ษาปีที่ 2 โรงเรยี นชมุ ชนภแู ล่นช้างคเชนทร์
พิทยาคาร สานกั งานเขตพ้ืนทีก่ ารศึกษากาฬสินธ์ุเขต 3 เคร่อื งมือที่ใช้คอื แบบทดสอบ แผนการจดั การเรยี นรู้ แบบ
ฝกึ ทักษะและแบบสอบถามความพงึ พอใจ พบวา่ แบบฝกึ ทักษะมปี ระสิทธิภาพ 87.85/80.91 ซงึ่ สูงกว่าเกณฑ์
80/80 ท่ตี ง้ั ไว้ นกั เรียนมคี วามพึงพอใจตอ่ การจดั การเรยี นรู้ดว้ ยแบบฝึกทักษะอยใู่ นระดับมาก เช่นเดยี วกบั
สมใจ นาคศรีสงั ข์ (2549 : บทคัดยอ่ ) ได้ศกึ ษาค้นควา้ เรือ่ ง การสรา้ งแบบฝกึ ทักษะการอ่านและเขียนสะกดคาจาก
แหล่งเรียนรู้ในทอ้ งถน่ิ ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 4 โรงเรยี นตลาดเกาะแรต สานักงานเขตพ้ืนทก่ี ารศึกษานครปฐม เขต
2 ในปกี ารศึกษา 2549 จานวน 21 คน พบวา่ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรียนสงู ขึ้นกวา่ เป้าหมายทกี่ าหนดไว้ แบบฝึก
ทกั ษะมปี ระสิทธิภาพ 83.98/84.46 ผลการประเมินความ
พงึ พอใจของนักเรยี นทม่ี ีต่อแบบฝกึ ทักษะโดยภาพรวมอยูใ่ นระดับมากท่สี ดุ
5.6.2 คะแนนแบบทดสอบหลังเรียนสงู กว่าคะแนนทดสอบกอ่ นเรียนอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทรี่ ะดบั .05
ซึ่งเปน็ ตามสมมติฐานท่ีตัง้ ไว้ แสดงใหเ้ ห็นวา่ การจัดการเรียนรโู้ ดยใชแ้ บบฝึกทักษะ
การอ่านและการเขียนสะกดคา กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาต่างประเทศ ช้ันมัธยมศึกษาปที ี่ 6/4 ทาให้ผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียน ดา้ นการอา่ นและการเขยี นสะกดคาสงู ขน้ึ อาจเนือ่ งมาจาก
5.6.2.1 แบบฝึกทกั ษะการอา่ นและการเขียนคาภาษามลายู กล่มุ สาระการเรียนรู้
ภาษาต่างประเทศ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/4 ทสี่ ร้างข้นึ มีประสิทธิภาพสงู กวา่ เกณฑ์ 80/80 เปน็ สาเหตุหน่ึงท่ีทาให้
นักเรียนมีผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนหลงั เรียนสงู ข้นึ ไดเ้ รียนรทู้ ลี ะน้อยตามขั้นตอนทคี่ รเู ตรยี มการสอนมาแลว้ ทาให้
นกั เรยี นมีกาลังใจท่จี ะเรยี นรเู้ นือ้ หาใหมต่ ่อไป
5.6.2.2 การใชแ้ บบฝึกทกั ษะการอา่ นและการเขียนคาภาษามลายูในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
ได้ยึดหลกั การสอนตามความตอ้ งการของผู้เรียน ใหผ้ ้เู รียนมีส่วนรว่ มในกิจกรรมการเรียนตง้ั แต่เร่มิ ฟงั อา่ น พูด และ
เขยี น ตลอดถึงขัน้ ตรวจผลงานด้วยตนเอง นักเรยี นเรียนร้ดู ว้ ยความเขา้ ใจ ใช้ส่อื ท่เี ป็นรูปธรรมมากกวา่ สิ่งท่เี ปน็
นามธรรมและประกอบกิจกรรมดว้ ยตนเอง ทางานร่วมกบั เพ่อื นเปน็ กลุม่ เพื่อใชใ้ ห้นกั เรียนเข้าใจการเรียนรู้แบบ
ประสบการณ์ เนอื้ หาเหมาะสมกับความสามารถในการรบั รขู้ องนกั เรียนระดบั มธั ยมศึกษา ทาให้นักเรียนเกดิ ความ
เพลิดเพลนิ สนกุ สนาน มีความกระตือรอื รน้ ท่จี ะเรียน เพราะการเรียนการสอนทน่ี ่าสนใจ ช่วยใหผ้ ลสัมฤทธ์ิทางการ
เรียนการสอนสงู ข้นึ
5.7 ข้อเสนอแนะ
5.7.1 ขอ้ เสนอแนะในการนาไปใช้
5.7.1.1 การเลือกเนือ้ หาท่นี ามาจัดกิจกรรมการเรยี นรูเ้ ปน็ ส่งิ สาคัญควรคานึงถึง
ความเหมาะสมของ เพศ วัย และระดับความสามารถในการเรยี นของนักเรียนด้วย หากเนอื้ หาใด
ทน่ี ักเรียนสนใจ นกั เรยี นจะเกิดความกระตอื รือรน้ การเรียนรเู้ พ่ิมมากขึ้น
5.7.1.2 ครผู ู้สอนภาษาไทยควรนาแบบฝกึ ทักษะการอา่ นและการเขียนสะกดคา
กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (รายวิชาภาษามลายอู ่านเขียน3) ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ่ี 6/4 ท่ผี ้รู ายงานสร้าง
ขึน้ ไปใชป้ ระกอบการสอน เน่ืองจากแบบฝกึ ทักษะนี้ มปี ระสิทธภิ าพสูงกว่าเกณฑ์ 80/80 ทก่ี าหนดไว้
5.7.1.3 ในระหวา่ งการดาเนินการจัดกจิ กรรม ครูควรสังเกตพฤติกรรมนกั เรยี นท่ีมคี วามสามารถ
ในการเรยี นต่า อาจจะไมเ่ ขา้ ใจหรือเกิดการเรยี นร้ชู ้า หรอื ต้องการความช่วยเหลือ ครูควรใช้เทคนคิ เสรมิ แรงกระต้นุ
ให้นกั เรียนสนใจ หรืออธิบายให้เข้าใจชัดเจนอีกครั้ง
5.7.2 ข้อเสนอแนะในการวิจัยคร้ังต่อไป
5.7.2.1 ควรมกี ารนาแบบฝึกทักษะท่ผี ู้รายงานสร้างขน้ึ ชุดนี้ ไปทดลองใชก้ ับนกั เรยี นโรงเรยี นอน่ื
เพื่อจะได้ขอ้ สรปุ ผลการวิจัยทีก่ ว้างขวางมากข้ึน
5.7.2.2 ควรมกี ารสรา้ งแบบฝึกทกั ษะในกลมุ่ สาระการเรยี นรภู้ าษาตา่ งประเทศ เนือ้ หาท่เี ขา้ ใจ
ยาก หรือเน้อื หาท่เี ปน็ ปัญหาตอ่ การเรียนการสอนในกลุ่มทักษะภาษามลายูเพือ่ การสอ่ื สาร4 ในแต่ละระดับชัน้ เพอื่
นาไปทดลองหาประสทิ ธภิ าพ
5.7.2.3 ควรมีการสร้างแบบฝึกภาษาไทย ในหน่วยการเรยี นรอู้ ่นื หรอื ในระดับชัน้ อ่ืน ๆ
บรรณานกุ รม
กรมวิชาการ. ค่มู อื การจัดการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรยี นร้ภู าษาไทย. กรุงเทพฯ : องคก์ ารรบั สง่ สนิ คา้
และพสั ดภุ ัณฑ.์ 2544.
----------. ค่มู อื แนวการจดั กิจกรรมการเรียนการสอนสาระการเรยี นรู้ภาษาไทย ตามหลักสูตร
การศึกษาขั้นพน้ื ฐาน พุทธศักราช 2544. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค์ ุรสุ ภาลาดพรา้ ว, 2546.
กรรณกิ าร์ พวงเกษม. ปัญหาและกลวธิ กี ารสอนภาษาไทยในโรงเรียนประถม. พมิ พค์ ร้ังท่ี 1.
กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพานิช, 2533.
กระทรวงศึกษาธกิ าร. กรมวชิ าการ. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้ันพ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551.
กรงุ เทพฯ : โรงพิมพช์ ุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย, 2551.
คมขา แสนกล้า. การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยใชแ้ บบฝึกทักษะการอา่ นและการเขยี น
คาควบกล้า วิชาภาษาไทย ชน้ั ประถมศึกษาปที ่ี 3. การศึกษาค้นคว้าอิสระ กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2547.
ฉวลี ักษณ์ บุญกาญจน. จติ วทิ ยาการอา่ น. กรุงเทพฯ : บรษิ ทั 21 เซน็ จูร่ีจากัด, 2547.
ฉวีวรรณ คูหาภนิ นั ท.์ การอ่านและการส่งเสรมิ การอ่าน. พมิ พค์ รง้ั ที่ 2. กรงุ เทพฯ : โสภณการพมิ พ์,
2545.
ฐานยิ า อมรพลงั . การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้หลกั ภาษาไทย เรื่อง ไตรยางศ์ ดว้ ยแบบฝึกเกม
และเพลงสาหรับนักเรียนช้นั ประถมศึกษาปที ี่ 4. การศึกษาคน้ คว้าอิสระ กศ.ม. มหาสารคาม
: มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2548.
ถวัลย์ มาศจรสั และคณะ. แบบฝกึ หดั แบบฝกึ ทักษะเพ่ือพฒั นาการเรียนรผู้ ู้เรียนและการจดั ทา
ผลงานวชิ าการของข้าราชการครูและบคุ ลากรทางการศึกษา. พมิ พ์คร้งั ที่ 2. กรุงเทพฯ :
ธารอกั ษร, 2550.
ทองคณู หนองพร้าว. การพัฒนาแผนการจดั กจิ กรรมการเรียนรู้และบทเรียนสาเรจ็ รูป เรื่อง จังหวัด
ของเรา (บรุ รี มั ย์) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศกึ ษาศาสนาและวฒั นธรรม ช้ันประถมศึกษา
ปที ่ี 4. การศกึ ษาคน้ ควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2547.
นงเยาว์ เล่ียมขนุ ทด. การพฒั นาแผนการเรียนรภู้ าษาไทย เรอื่ งการอ่านและการเขยี นสะกดคาโดยใช้
แผนผงั ความคดิ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. การศกึ ษาคน้ ควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม :
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2547.
นริ นั ดร์ สขุ ปรีด.ี การศกึ ษาอัตราความเรว็ และความเข้าใจในการอ่านของนักเรยี น ช้นั ประถมศึกษา
ปที ่ี 4 ในจงั หวัดพระนครศรอี ยุธยา. ปรญิ ญานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั
มหาสารคาม, 2540.
นิลวรรณ อัคติ. การพฒั นาแผนการจดั การเรยี นรู้ กล่มุ สาระการเรยี นร้ภู าษาไทย เรอื่ ง
การผนั วรรณยุกต์ โดยใช้แบบฝึกทกั ษะ ชนั้ ประถมศึกษาปีที่ 2. วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2548.
บรรจง จนั ทรพ์ นั ธ.์ การพฒั นาแผนการเรยี นรแู้ ละแบบฝึกทักษะภาษาไทย เร่อื ง การเขยี นสะกดคา
ไมต่ รงตามมาตราตวั สะกด ชนั้ ประถมศึกษาปที ่ี 3. การศกึ ษาค้นควา้ อสิ ระ กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัยมหาสารคาม, 2548.
บญุ ชม ศรสี ะอาด. การวจิ ยั เบ้ืองต้น. พิมพค์ รั้งที่ 7. กรุงเทพฯ : สุวรี ิยาสาส์น, 2545.
ประทีป วาทกิ ทินกร. รอ้ ยกรอง. กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลัยรามคาแหง, 2542.
ประวณี า เอน็ ดู. การพัฒนาแผนการจัดการเรียนรูภ้ าษาไทย เร่อื ง การอ่านและการเขยี นสะกดคา
โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะ ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ่ี 1 การศึกษาคน้ คว้าอิสระ กศ.ม. มหาสารคาม :
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2547.
เผชิญ กจิ ระการ และ สมนึก ภัทยธน.ี “ดชั นีประสทิ ธิผล” วารสารการวดั ผลการศกึ ษา มหาวทิ ยาลยั
มหาสารคาม. 12 (8) : 30-36 กรกฎาคม, 2545.
พนมวัน วรดลย.์ การสร้างแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคาของนกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 2.
ปริญญานิพนธ์ กศ.ม. สงขลา : มหาวทิ ยาลยั ทกั ษณิ , 2542.
พนิ ิจ จนั ทรซ์ ้าย. การสร้างหนังสือและแบบฝกึ ทกั ษะประกอบการเรียนกลุม่ สาระการเรียนรภู้ าษาไทย
แบบมงุ่ ประสบการณภ์ าษา ช้ันประถมศึกษาปที ่ี 2 เรือ่ ง บญุ ผะเหวดรอ้ ยเอด็ . วทิ ยานพิ นธ์
กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั มหาสารคาม, 2546.
พวงผกา โสคาแก้ว. การสอนซ่อมเสริมความเข้าใจการอ่านกลุ่มทกั ษะภาษาไทยด้วยหนังสอื ส่งเสริม
การอา่ น ชั้นประถมศกึ ษาปที ี่ 4. ขอนแก่น, 2540.
พวงรตั น์ ทวรี ัตน.์ วิธกี ารวิจัยทางพฤตกิ รรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. พิมพค์ รง้ั ที่ 7 ฉบับปรบั ปรุง
ใหม.่ กรุงเทพฯ : สานกั ทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวทิ ยาลยั ศรนี ครินทรวโิ รฒ
ประสานมิตร, 2540.
ไพทูลย์ มลู ดี. การพัฒนาแผนและแบบฝึกทักษะการเขียนสะกดคาทไ่ี มต่ รงตามมาตราตัวสะกด
กลุ่มสาระการเรยี นรภู้ าษาไทย ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 2. การศึกษาค้นควา้ อิสระ กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2546.
มนทิรา ภกั ดณี รงค.์ การศึกษาแบบฝกึ เสริมทกั ษะกิจกรรมขั้นตอนที่ 5 ทีม่ ปี ระสทิ ธิภาพและ
ความคงทนในการเรยี นรู้ เร่ือง ยังไม่สายเกินไปวชิ าภาษาไทย ชัน้ ประถมศึกษาปที ่ี 2
โดยการสอนแบบมงุ่ ประสบการณภ์ าษา. วทิ ยานพิ นธ์ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม, 2540.
มหาวทิ ยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช. ประมวลสาระชดุ วชิ าทฤษฏีและแนวปฏิบัตใิ นการบรหิ าร
การศึกษา. พมิ พค์ ร้ังท่ี 2. นนทบุรี : มหาวิทยาลยั สุโขทัยธรรมาธิราช, 2540.
มะลิ อาจวชิ ัย. การพัฒนาแบบฝกึ ทักษะภาษาไทย เร่ือง การพฒั นาสะกดคาทีไ่ ม่ตรงตามมาตรา
ตัวสะกดแม่กน แมก่ ด และแมก่ บ สาหรับนกั เรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 3. วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2540.
ราชบัณฑติ ยสถาน. พจนานุกรมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2531. พมิ พ์ครง้ั ท่ี 2. กรงุ เทพฯ :
อกั ษรเจรญิ ทัศน์, 2546.
เรวดี อาษานาม. พฤตกิ รรมการสอนภาษาไทยระดบั ประถมศกึ ษา. ภาควิชาหลกั สูตรและการสอน.
มหาสารคาม : สถาบนั ราชภฏั มหาสารคาม, 2537.
วงเดอื น มีทรพั ย.์ การพฒั นาแผนการจัดการเรียนรแู้ ละแบบฝกึ ทกั ษะ กลมุ่ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
ชนั้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 5 เรอ่ื ง ครง้ั หนงึ่ ยังจาได.้ การศกึ ษาคน้ ควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม :
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2547.
วรรณภา ไชยวรรณ. การพัฒนาแผนการอ่านภาษาไทย เรื่อง อกั ษรควบและอกั ษรนา
ชัน้ ประถมศกึ ษาปที ี่ 3. การศึกษาค้นควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลัย
มหาสารคาม, 2549.
วรรณี โสมประยูร. การสอนภาษาไทยระดบั ประถมศกึ ษา. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 4 กรงุ เทพฯ : ไทยวัฒนา
พานชิ , 2544.
วิมลรัตน์ สนุ ทรโรจน.์ นวัตกรรมตามแนวคดิ Backward Design. ภาควิชาหลักสูตรและการสอน
คณะศกึ ษาศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2549.
วิเศษ แปวไธสง. การพฒั นาแผนการจดั การเรียนรแู้ ละแบบฝึกทกั ษะประกอบการเรยี น กลมุ่ สาระ
การเรียนรู้ภาษาไทยแบบมงุ่ ประสบการณภ์ าษา เรอ่ื ง ลกู ออ๊ ดหาแม่ ชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ 2.
การศกึ ษาค้นควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2547.
สมควร น้อยเสนา. การพัฒนาการอา่ นและการเขยี นภาษาไทยสาหรับนกั เรียนท่ีมีปญั หาการเรยี นรู้
โดยใช้แผนผงั ความคิดและแบบฝกึ ทกั ษะ. การศกึ ษาคน้ คว้าอสิ ระ กศ.ม. มหาสารคาม :
มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 2549.
สมใจ นาคศรีสังข.์ การสร้างแบบฝึกการอา่ นและเขียนสะกดคาจากแหลง่ เรียนรใู้ นทอ้ งถนิ่
ช้นั ประถมศึกษาปีที่ 4. การศึกษาค้นควา้ อิสระ กศ.ม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลยั
มหาสารคาม, 2549.
สมนกึ ภัททิยธน.ี การวัดผลการศกึ ษา. คณะศึกษาศาสตร์ มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม,
2549.
สานักวชิ าการและมาตรฐานการศกึ ษา. สรปุ ผลการประชุมสัมมนาประสานแผนและแลกเปลี่ยน
องค์ความรูก้ ารดาเนนิ งานพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : สานักงาน
คณะกรรมการการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน, 2550.
สุนนั ทา มั่นเศรษฐวิทย.์ หลักและวธิ ีสอนอา่ นภาษาไทย. พิมพค์ ร้งั ท่ี 5. กรุงเทพฯ : บรษิ ัทโรงพมิ พ์
ไทยวฒั นาพานชิ จากัด, 2543.
สวุ ทิ ย์ มูลคา และ สนุ นั ทา สุนทรประเสริฐ. ผลงานทางวิชาการสู่...การเล่ือนวิทยฐานะ. กรงุ เทพฯ :
อี เค บุคส์, 2550.
เสรมิ พงศ์ วงศก์ มลาไสย. การพัฒนาแผนการจัดการเรยี นรู้ภาษาไทย เรือ่ ง หลวงตาพลวง โดยใช้
กิจกรรมกลุ่มแบบจิกซอว์และแผนผงั ความคิด ช้นั ประถมศกึ ษาปที ่ี 5. การศึกษาค้นคว้า
อสิ ระ กศม. มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2548.
อกนษิ ฐ์ กรไกร. การพัฒนาแผนการจดั การเรยี นรู้ กาพย์ยานี 11 ด้วยแบบฝกึ ทกั ษะ ชน้ั ประถมศึกษา
ปที ่ี 5 ท่เี รยี นดว้ ยกลุม่ รว่ มมือแบบ Co-op Co – op และแบบเดยี่ ว. วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม.
มหาสารคาม : มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2549.
Bouchard, Margarct Pray. “An Imvestigation of Students’ Word Knowledge as Demonstrated
by Their Reading and Spelling Error, ” Dissertation Abstracts International. 63 (2)
:
541-4; August, 2002. http // wwwlib. Umi.com/dissertations/fullcit/3010800 March 3,
2004.
Fitzgerald, James A. “Children’s Experiences in Spelling” in Children and the Language.
New Jersey : Prentices – Hall, 1964.
Garcia, Carol Ann. “The Effect of Two Types of Spilling Instruction on First – grade
Reading, Writing, and Spelling Achievemint,” Dissertation Abstracts
nternational.
58 (9) : 3459 – A; March, 1998.
Luneburg, James. Essentials of Good English. Newyork : Holt, Rinehart and Winston,
1959.
Shane, Harold G. And Others. Beginning Arts Instruction with Children. Ohio : Charies
E. Merrill, 1961.
ภาคผนวก