The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wichuda1345, 2022-03-27 01:13:46

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง ไขมันและน้้ามัน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

ครูอดินันท์

รายงานวจิ ยั ในชั้นเรยี น

การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น เรอ่ื ง ไขมนั และน้ามนั
โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 4

นายอดนิ นั ท์ หัสมา
ตา้ แหนง่ ครู วิทยฐานะชา้ นาญการพิเศษ

ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564
กล่มุ สาระการเรียนรู้วทิ ยาศาสตร์และเทคโนโลยี
โรงเรียนกา้ แพงวิทยา อา้ เภอละงู จงั หวดั สตลู
ส้านักงานเขตพืน้ ที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตลู

ชอื่ รายงาน การพัฒนาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น วิชา เคมพี ื้นฐาน เร่ือง ไขมันและน้ามัน โดยใช้
ชดุ กิจกรรมการเรียนรสู้ าหรับนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 4
ผู้วิจัย
สถานศกึ ษา นายอดนิ ันท์ หัสมา ตาแหนง่ ครู วทิ ยฐานะชานาญการพิเศษ
ปีการศกึ ษา
โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตลู

2564

บทคดั ยอ่

การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา เคมีพ้ืนฐาน เร่ือง ไขมันและน้ามัน โดยใช้ชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบ
ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชา เคมีพ้ืนฐาน เร่ือง ไขมันและน้ามัน ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ก่อนเรียนและ
หลังเรียน โดยประชากรในการศึกษาเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา
2564 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล สานักงานเขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา
สงขลา-สตูล จานวน 1 ห้องเรียน จานวนนักเรียน 36 คน กลุ่มตัวอย่างในการศึกษา เป็นนักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 4/1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล
สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษา สงขลา – สตูล ได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยใช้
ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม จานวนนักเรียน 36 คน เคร่ืองมือที่ใช้ในการศึกษาประกอบด้วย
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนซึ่งเป็นแบบทดสอบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จานวน
10 ข้อ แผนการจัดการเรียนรู้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา เคมีพื้นฐาน เรื่อง ไขมันและน้ามัน ชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 4 จานวน 1 แผน สถติ ิท่ใี ช้คือ ค่าเฉลย่ี ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน

ผลการศึกษาพบว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา เคมีพื้นฐาน เรื่อง ไขมันและน้ามัน ช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 4 นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ วิชา เคมีพื้นฐาน
เรื่อง ไขมันและน้ามัน ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาปที ่ี 4 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน

สารบญั

หนา้

บทคดั ย่อ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบญั ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข
บทท่ี 1 บทนา้ ……………………………………………………………….…………………………………………….………………… 1

ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา……………………………………………………………..........……………….. 1
วัตถุประสงคข์ องการวจิ ยั …………………………………..……………………………………………………...……………… 1
สมมติฐานของงานวจิ ยั ………………………………………..……………………………………………….……...…………… 2
ขอบเขตของการวจิ ัย……………………………………………..……………………………………………………...…………. 2
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ยี วข้อง……………….………………………………………………………………………… 4
เอกสารทีเ่ กย่ี วกับสื่อการสอน…………………………………………………………………………………………....……… 10
เอกสารที่เกี่ยวกับแผนการจดั การเรียนรู้………………………………………………………………………………...…… 12
เอกสารเก่ียวข้องกบั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น……………………………………………………………………………..… 20
งานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง………………………………………………………………………………………………………………...… 21
บทที่ 3 วธิ ดี ้าเนนิ การวิจยั ………………………….………………………………………………………..………………………… 23
ประชากรและกล่มุ ตัวอย่าง…………………………………………………………………………………………………...….. 23
รูปแบบการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………………………………………..... 23
เครื่องมือที่ใชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………………………....…. 23
ข้ันตอนการสร้างและพฒั นาเครื่องมอื ……………………………………………………………………………………....... 24
การดาเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมลู …………………………………………………………………………....... 24
การวเิ คราะห์ขอ้ มลู ……………………………………………………………………………………………………….........…… 25
บทท่ี 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ………………………………………………………….………………………………………...... 27
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู …………………………………………………………………………………………………………....… 27
บทที่ 5 สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ……………………..…………………………………………….…………........ 32
สรุปผลการวิจยั ………………………………………………………………………………………………………………........… 32
อภปิ รายผล…………………………………………………………………………………………………………………..........… 32
ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………………………….......... 33
บรรณานุกรม……………………………………………………………………………………………………………………….......... 35
ภาคผนวก……………………………………………………………………….…………………………………………….…….......… 36

บทท่ี 1
บทนา้

ความเปน็ มาและความส้าคญั ของปัญหา

การจัดการศึกษาวิทยาศาสตร์ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 เป็น
การศกึ ษาเพ่ือปวงชน ท่ีเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นได้เรม่ิ ต้นการเรยี นรู้วิทยาศาสตร์อย่างต่อเน่ือง ตลอดชีวิต
ตามศักยภาพของตนเอง เพ่ือให้ผู้เรียนเป็นผู้ท่ีมีความรู้ความสามารถทางวิทยาศาสตร์อย่างพอเพียง
ท่ีจะนาไปใช้พัฒนาคุณภาพชีวิต รวมท้ังใช้เป็นพื้นฐานและเป็นเคร่ืองมือในการเรียนรู้ต่อไป (สถาบัน
ส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี. 2546:1) วิทยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งต่อการพัฒนา
ความคิดของมนุษย์ ทาให้มนุษย์มีความคิดอยา่ งสรา้ งสรรค์ คิดอย่างมีเหตุผล เป็นระบบ ระเบียบ
มแี บบแผน ชดั เจนและรัดกุม นอกจากนี้ มนุษย์ยังใช้วิทยาศาสตร์ เป็นหลักในการสร้างองค์ความรู้
ใหม่ในศาสตร์แขนงอ่ืน ๆ รวมถึงเทคโนโลยี เศรษฐกิจและสงั คม ตลอดจนพื้นฐานสาหรับการค้นคว้า
วิจัยทุกประเภท โดยถือว่าวิทยาศาสตร์เป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ และเป็นพื้นฐานในการดารง
ชีวิต ตลอดจนช่วยพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น แต่การจัดการเรียนการสอนในกลุ่มสาระการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์ ประสบกับปัญหามาโดยตลอด จากปัญหาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ต่า
น้ัน โดยเฉพาะเรื่อง ไขมันและน้ามัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ประสบปัญหาผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรยี นต่าเช่นเดียวกัน

เร่ือง ไขมันและน้ามัน ถือว่าเป็นเนื้อหาท่ีทาให้ผลสัมฤทธ์ิของนักเรียนค่อนข้างต่า
เน่ืองมาจากเน้ือหาวิชามีลักษณะเป็นนามธรรม ยากต่อการทาความเข้าใจ นักเรียนมีเจตคติที่ไม่ดีต่อ
การเรียนวิทยาศาสตร์ ที่สาคัญนักเรียนยังขาดความรู้ในเร่ือง องค์ประกอบ สมบัติของธาตุ
และสารประกอบ ซึ่งเป็นความรู้พ้ืนฐานที่นักเรียนต้องมีและยังต้องเข้าใจเพื่อจะนาไปใช้ใน
ชีวิตประจาวนั ทาให้นักเรียนขาดความรู้ ในการใช้ในชีวิตประจาวันเป็นต้น ปัญหาของนักเรียนท่ีขาด
พลังจูงใจจากการท่ีไม่เข้าใจวิทยาศาสตร์ ถูกข่มขู่ลงโทษ บทเรียนน่าเบื่อหน่าย ก็มีผลกระทบต่อ
กาลังใจของนักเรยี นด้วย (วิรยิ ะ บุญยนิวาสน์ 2537 : 26-27)

ชุดกิจกรรมการสอนถือว่าเป็นสื่อที่มีความสาคัญอย่างหนึ่งท่ีมีอิทธิพลต่อการพัฒนาการ
เรยี นรู้วชิ าวิทยาศาสตร์ของนกั เรยี น ทาให้ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ดังน้ันผู้วิจัยจึงมี
ความสนใจท่ีจะสรา้ งและพัฒนาชุดกิจกรรมการสอนเรื่อง ไขมันและน้ามัน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ให้มี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน เพื่อเป็นแนวทางในการประกอบการเรียนการสอนและสามารถจัดการ
เรยี นการสอนใหบ้ รรลุจดุ ประสงค์อยา่ งมีคุณภาพ
วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษา

เพื่อเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียน เรื่องไขมันและน้ามัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปี
ท่ี 4 กอ่ นและหลังการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้

สมมติฐานการวิจยั
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ือง ไขมันและน้ามัน ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 หลังการ

จัดการเรยี นรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้สูงกวา่ ก่อนใชส้ ่อื ชดุ กิจกรรมการเรยี นรู้
ขอบเขตของการวจิ ยั

ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง
1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
1.1 ประชากรที่ใช้ในการทาวิจัยในครั้งน้ี ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี

4 โรงเรียนกาแพงวิทยาจังหวัดสตูล จานวน 1 ห้องเรียน จานวน 36 คน ภาคเรียนท่ี 2 ปี
การศึกษา 2564

1.2 กลุ่มตัวอย่างในจากการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
โรงเรยี นกาแพงวิทยา จังหวัดสตูล กาลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 1
หอ้ งเรยี น จานวน 36 คน ซึง่ ได้จากการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง

2. เนื้อหาที่ใช้ในการทาส่ือชุดกิจกรรมการเรียนรู้เป็นเนื้อหารายวิชาวิทยาศาสตร์
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 เรื่อง ไขมันและน้ามัน ระดับช่วงชั้นท่ี 4 ตามหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน 2551

3. ตวั แปรที่ศกึ ษา
3.1 ตวั แปรตน้ ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
3.2 ตัวแปรตาม ผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี น

กรอบแนวคดิ การวจิ ยั

ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี น

คา้ นยิ ามศัพท์เฉพาะ
1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ไขมันและน้ามัน สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษา

ปที ี่ 4 หมายถงึ ชดุ กิจกรรมการเรยี นร้วู ทิ ยาศาสตร์ท่ีผู้ศึกษาสร้างข้ึนเพื่อประกอบการจัดกิจกรรมการ
เรียนรู้ ช่วยให้นักเรียนสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง มีอิสระในการเรียนรู้ โดยใช้กิจกรรมการเรียนรู้ท่ี
หลากหลายการจัดสื่อไว้อย่างเป็นระบบ ช่วยให้นักเรียนเกิดความสนใจตลอดเวลา เกิดทักษะในการ
แสวงหาความรู้ และทาให้การเรียนการสอนบรรลุผลตามเป้าหมายที่วางไว้ ช่วยในการจัดกิจกรรมการ

เรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้โอกาสได้ใช้สื่อเพื่อศึกษาหาความรู้ด้วย
ตนเอง

2. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่ได้จากการทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ
หลังจากเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ เรื่อง ไขมันและน้ามัน สาหรับนักเรียน
ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 4 ซึ่งเป็นคะแนนก่อนและหลังเรียนจากการทาแบบทดสอบที่ผู้ศึกษาสร้างข้ึนเป็น
แบบทดสอบปรนัยแบบ เก่ียวข้อง 4 ตวั เลอื ก จานวน 10 ขอ้

3. นักเรียน หมายถึง นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาแพง
วทิ ยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล

ประโยชนท์ ่คี าดวา่ จะไดร้ บั
1. เป็นแนวทางสาหรับครูและผู้ที่นาไปประยุกต์ใช้สาหรับการจัดการเรียน

การสอนกลุ่มสาระการเรียนร้วู ทิ ยาศาสตรใ์ นระดับช้ันอ่นื ๆ

2. ได้แนวทางสาหรับครูในการผลิตสื่อและเป็นแนวทางในการพัฒนาการจัดการเรียน
การสอนในรายวิชาอนื่ ๆ

3. พัฒนาทักษะการเรียนการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพ
และมีผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสูงขึ้น

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง

รายงานผลการใชช้ ุดกิจกรรมการเรียนรวู้ ิทยาศาสตร์ เรื่อง โปรตีน สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 ได้ศึกษาเอกสาร และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อนาหลักการ
ทฤษฎี และแนวคิดที่สาคญั มาใช้ในการดาเนินการพฒั นา ตามลาดบั ดังน้ี

1. หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551

2. ทฤษฎกี ารเรียนรู้

3. ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้

4. ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

5. งานวจิ ยั ท่เี กยี่ วข้อง

1. หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขนั้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนซ่ึงเป็นกาลัง
ของชาติ ให้เป็นมนุษย์ท่ีมีความสมดุลท้ังด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสานึกในความเป็นพลเมือง
ไทย และเปน็ พลโลก ยึดม่นั ในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
มีความรู้ และทักษะพ้ืนฐาน รวมท้ังเจตคติที่จาเป็นต่อการศึกษา ต่อการประกอบอาชีพและการศึกษา
ตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้เตม็ ตามศักยภาพ รายละเอยี ดของหลักสูตรด้านที่เก่ียวข้องดังนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 :
6-8)

1.1 หลกั การของหลักสูตร

เพ่ือให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นไปตามนโยบายการจัดการศึกษาของประเทศจึงกาหนด
หลักการของหลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขั้นพืน้ ฐานไว้ดงั น้ี

1. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมาย และมาตรฐานการเรียนรู้
เป็นเป้าหมายสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ให้มีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมบนพ้ืนฐาน
ของความเปน็ ไทยควบคู่กบั ความเป็นสากล

2. เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชนท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่างเสมอ
ภาคจะไดร้ ับการศึกษาอย่างเสมอภาค และมีคณุ ภาพ

3. เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาให้
สอดคลอ้ งกับสภาพ และความตอ้ งการของทอ้ งถน่ิ

4. เปน็ หลักสตู รที่มโี ครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้ เวลา และการจดั การเรยี นรู้

5. เปน็ หลกั สูตรการศึกษาทเ่ี นน้ นกั เรยี นเป็นสาคัญ

6. เป็นหลกั สูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยครอบคลุมทุก
กลุ่มเป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรียนรู้ และประสบการณ์

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
หลกั การของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ เพ่ือปวงชน สนอง
การกระจายอานาจ มีโครงสรา้ งยดื หย่นุ เน้นนักเรยี นเป็นสาคัญ สาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ
และตามอัธยาศยั

1.2 จดุ หมายของหลกั สตู ร

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มุ่งพัฒนานักเรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีความสุข
มศี ักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบอาชีพ จึงกาหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับนักเรียนเมื่อ
จบการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน ดังน้ี

1. มีคุณธรรม จริยธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัย และปฏิบัติตน
ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยดึ หลกั ปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพียง

2. มคี วามรูค้ วามสามารถในการสื่อสาร การคิดการแก้ปัญหา การใชเ้ ทคโนโลยี และมที ักษะชีวติ

3. มีสุขภาพกาย และสขุ ภาพจิตที่ดี มสี ขุ นสิ ัย และรักการออกกาลงั กาย

4. มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทย และพลโลก ยึดม่ันในวิถีชวี ิต และ
การปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษตั ริยท์ รงเปน็ ประมุข

5. มีจิตสานึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรม และภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์ และพัฒนา
สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะท่ีมุ่งทาประโยชน์ และสร้างส่ิงท่ีดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันในสังคม
อยา่ งมคี วามสุข

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
กาหนดจุดหมาย คือ มุ่งเน้นให้นักเรียน เป็นคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีวินัย ปฏิบัติตามหลักธรรมของ
ศาสนาท่ีตนนับถือ มีปัญญา สามารถพิจารณาได้จาก มุ่งพัฒนานักเรียนให้มีความรู้ท้ังด้านการเรียน

และการใช้ชีวิต มุ่งพัฒนานักเรียนให้มีความสุข โดยให้นักเรียน มีสุขภาพกาย และสุขภาพจิตที่ดี
มีจติ สาธารณะ รกั ษ์ความเป็นไทย และพลโลก

1.3 สมรรถนะสา้ คญั ของผู้เรยี น

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนานักเรียนให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน
การเรียนรู้ ซึ่งการพัฒนานักเรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีกาหนดนั้นจะช่วยให้นักเรียน
เกิดสมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ดังนี้

1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการ
ใชภ้ าษาถา่ ยทอด ความคดิ ความรูค้ วามเข้าใจ ความร้สู ึก และทศั นะของตนเอง เพือ่ แลกเปลย่ี นข้อมลู ข่าวสาร
และประสบการณ์อนั จะเปน็ ประโยชนต์ อ่ การพัฒนาตนเอง และสังคม รวมทัง้ การเจรจาต่อรองเพื่อขจัด และ
ลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง
ตลอดจนเลอื กใชว้ ธิ กี ารส่อื สารทีม่ ปี ระสทิ ธภิ าพ โดยคานงึ ถงึ ผลกระทบทม่ี ีต่อตนเองและสงั คม

2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิดอย่าง
สร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ความรู้หรือ
สารสนเทศเพ่ือการตัดสินใจเกีย่ วกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม

3. ความสามารถในการแกป้ ญั หา เปน็ ความสามารถในการแก้ปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ ที่เผชิญ
ได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจความสัมพันธ์
และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ในการป้องกัน
และแก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคม
และส่ิงแวดลอ้ ม

4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็นความสามารถในการนาเสนอกระบวนการต่าง ๆ
ไปใช้ในการดาเนินชีวิตประจาวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทางาน
และการอยู่ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหา
และความขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม
และสภาพแวดล้อม และรู้จักหลกี เลย่ี งพฤติกรรมไม่พงึ ประสงคท์ ี่สง่ ผลกระทบต่อตนเองและผู้อืน่

5. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก และใช้เทคโนโลยีด้าน
ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเอง และสังคมในด้านการเรียนรู้
การสื่อสาร การทางาน การแก้ปัญหาอยา่ งสรา้ งสรรค์ ถกู ต้อง เหมาะสม และมคี ุณธรรม

จากท่ีกล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
มุ่งหวังให้ผู้เรียนมีสมรรถนะสาคัญ 5 ประการ ได้แก่ 1) ความสามารถในการสื่อสาร 2) ความสามารถใน
การคิด 3) ความสามารถในการแก้ปัญหา 4) ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และ5) ความสามารถใน
การใช้เทคโนโลยี

1.4 คุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานมุ่งพัฒนานักเรียนให้มีคุณลักษณะ อันพึงประสงค์
เพื่อให้สามารถอย่รู ่วมกับผ้อู ื่นในสงั คมไทยได้อย่างมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้

1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์

2. ซอ่ื สตั ย์สจุ ริต

3. มวี นิ ยั

4. ใฝเ่ รียนรู้

5. อยอู่ ย่างพอเพยี ง

6. มงุ่ มน่ั ในการทางาน

7. รักความเป็นไทย

8. มีจติ สาธารณะ

จ า ก ที่ก ล่า ว ม า ข้า ง ต ้น ส รุป ไ ด้ว ่า ห ลัก สูต ร แ ก น ก ล า ง ก า ร ศึก ษ า ขั้น พื้น ฐ า น
พุทธศักราช 2551 มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ คือ 1. รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ 2. ซื่อสัตย์สุจริต
3. มีวินัย 4. ใฝ่เรียนรู้ 5. อยู่อย่างพอเพียง 6. มุ่งม่ันในการทางาน 7. รักความเป็นไทย 8. มีจิต
สาธารณะ

1.5 มาตรฐานการเรยี นรู้

มาตรฐานการเรียนรู้ หมายถึง ข้อกาหนดสิ่งที่คาดหวังว่านักเรียนต้องรู้และสามารถทาได้
ภายในเวลา 12 ปี มีองค์ประกอบ 3 ส่วน คือ ความรู้ ทักษะ/กระบวนการ และคุณธรรมจริยธรรม
ค่านิยมจึงกาหนดตามคุณลักษณะอันพึงประสงค์ในจุดหมายของหลักสูตร ดังน้ันมาตรฐานการเรียนรู้
จึงเป็นมาตรฐานกลางสาหรับสถานศึกษา ท้องถิ่น และชุมชนนาไปกาหนดหลักสูตรจัดหลักสูตร
การสอนและประเมินผลให้เป็นแนวเดียวกัน เพื่อให้การเรียนรู้ของนักเรียนเป็นประสบการณ์ที่มี

ความเช่ือมโยงต่อเนื่อง และสม่าเสมอ มาตรฐานการเรียนรู้เป็นส่ิงท่ีบ่งบอกถึงความรู้
และประสิทธิภาพต่าง ๆ ที่นักเรียนสามารถทาได้ในแต่ละสาระ มาตรฐานการเรียนรู้ในแต่ละ
สาระมีไม่เท่ากัน แต่ละมาตรฐานการเรียนรู้ มีความหมายที่ครูผู้สอนควรทาความเข้าใจให้กระจ่าง
ดงั ต่อไปนี้ (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 13-15)

สาระท่ี 1 วทิ ยาศาสตร์ชวี ภาพ

มาตรฐาน ว 1.1 เข้าใจความหลากหลายของระบบนเิ วศ ความสมั พนั ธ์ระหว่างสิ่งไม่มีชีวิตกับ
สิ่งมีชีวิต และความสัมพันธ์ระหว่างส่ิงมีชีวิตกับสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ ในระบบนิเวศ การถ่ายทอดพลังงาน
การเปล่ียนแปลงแทนที่ในระบบนิเวศ ความหมายของประชากร ปัญหาและผลกระทบที่มีต่อ
ทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม แนวทางในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและการแก้ไขปัญหา
ส่งิ แวดล้อม รวมทง้ั นาความรไู้ ปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 1.2 เข้าใจสมบัติของส่ิงมีชีวิต หน่วยพ้ืนฐานของสิ่งมีชีวิต การลาเลียงสารเข้า
และออกจากเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าท่ีของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ท่ี
ทางานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้างและหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทางานสัมพันธ์
กนั รวมท้ังนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 1.3 เข้าใจกระบวนการและความสาคัญของการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม
สารพันธุกรรม การเปล่ียนแปลงทางพันธุกรรมท่ีมีผลต่อส่ิงมีชีวิต ความหลากหลายทางชีวภาพและ
วิวัฒนาการของสง่ิ มชี วี ิต รวมท้ังนาความรไู้ ปใช้ประโยชน์

สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตรก์ ายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ
ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาคหลักและธรรมชาติของการเปลี่ยนแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกิดปฏกิ ิริยาเคมี

มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ
ลกั ษณะการเคลอ่ื นทแ่ี บบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทัง้ นาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ี
เกย่ี วขอ้ งกบั เสียง แสง และคล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า รวมท้ังนาความรู้ไปใชป้ ระโยชน์

สาระท่ี 3 วิทยาศาสตรโ์ ลก และอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.1 เข้าใจองค์ประกอบ ลักษณะ กระบวนการเกิด และวิวัฒนาการของเอกภพ
กาแล็กซี ดาวฤกษ์ และระบบสรุ ิยะ รวมท้งั ปฏิสมั พนั ธ์ภายในระบบสุริยะท่ีส่งผลต่อส่ิงมีชีวิต และการ
ประยกุ ตใ์ ชเ้ ทคโนโลยีอวกาศ

มาตรฐาน ว 3.2 เข้าใจองค์ประกอบและความสัมพันธ์ของระบบโลก กระบวนการ
เปล่ียนแปลงภายในโลกและบนผิวโลก ธรณีพิบัติภัย กระบวนการเปล่ียนแปลงลมฟ้าอากาศและ
ภมู อิ ากาศโลก รวมท้ังผลตอ่ สิง่ มีชีวิตและสงิ่ แวดลอ้ ม

สาระที่ 4 เทคโนโลยี

มาตรฐาน ว 4.1 เข้าใจแนวคิดหลักของเทคโนโลยีเพื่อการดารงชีวิตในสังคมท่ีมีการ
เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ใช้ความรู้และทักษะทางด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และศาสตร์อื่น ๆ
เพ่ือแก้ปัญหาหรือพัฒนางานอย่างมีความคิดสร้างสรรค์ด้วยกระบวนการออกแบบเชิงวิศวกรรม
เลอื กใช้เทคโนโลยอี ย่างเหมาะสม โดยคานึงถงึ ผลกระทบตอ่ ชวี ติ สงั คม และสิ่งแวดล้อม

มาตรฐาน ว 4.2 เข้าใจและใช้แนวคิดเชิงคานวณในการแก้ปัญหาท่ีพบในชีวิตจริงอย่างเป็น
ข้ันตอนและเป็นระบบ ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการเรียนรู้ การทางาน และการ
แกป้ ัญหาไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ รู้เทา่ ทนั และมจี ริยธรรม

สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ กล่มุ สาระการเรียนรวู้ ทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

วิทยาศาสตร์มีบทบาทสาคัญยิ่งในสังคมโลกปัจจุบันและอนาคต เพราะวิทยาศาสตร์
เก่ียวข้องกับทุกคนท้ังในชีวิตประจาวันและการงานอาชีพต่าง ๆ ตลอดจนเทคโนโลยี เครื่องมือ
เครอื่ งใช้ และผลผลิตต่าง ๆ ที่มนษุ ย์ได้ใชเ้ พ่ืออานวยความสะดวกในชีวิต และการทางาน เหล่านี้ล้วน
เปน็ ผลของความรูว้ ทิ ยาศาสตร์ ผสมผสานกับความคิดสร้างสรรค์ และศาสตร์อ่ืน ๆ วิทยาศาสตร์ช่วย
ให้มนุษย์ ได้พัฒนาวิธีคิด ทั้งความคิดเป็นเหตุเป็นผล คิดสร้างสรรค์ คิดวิเคราะห์ วิจารณ์ มีทักษะสาคัญ
ในการค้นคว้าหาความรู้ มีความสามารถในการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ สามารถตัดสินใจโดยใช้
ข้อมูลที่หลากหลาย และมีประจักษ์พยานที่ตรวจสอบได้ วิทยาศาสตร์เป็นวัฒนธรรมของโลก
สมัยใหม่ซึ่งเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ (knowledge-based society) ดังนั้นทุกคนจึงจาเป็นต้องได้รับ
การพัฒนาให้รู้วิทยาศาสตร์ เพื่อที่จะมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติและเทคโนโลยีท่ีมนุษย์
สร้างสรรค์ขึ้น สามารถนาความรู้ไปใช้อย่างมีเหตุผล สร้างสรรค์ และมีคุณธรรมซ่ึงในส่วนของสาระ
มาตรฐาน และตัวช้ีวัดในระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประกอบด้วย สาระจานวน 4 สาระ 10 มาตรฐาน
และ 22 ตัวช้ีวัด ซึ่งการศึกษาในครั้งน้ีมุ่งหวังพัฒนาทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และจิต

วิทยาศาสตร์สื่อสารสิ่งที่เรียนรู้ และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ สาระท่ี 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ สาหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ผู้ศึกษาได้ทาการวิเคราะห์ สาระ มาตรฐาน และตัวช้ีวัด ท่ีเกี่ยวข้องได้ดังนี้
(กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 78)

สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ

มาตรฐาน ว 2.1 เข้าใจสมบัติของสสาร องค์ประกอบของสสาร ความสัมพันธ์ระหว่างสมบัติ
ของสสารกับโครงสร้างและแรงยึดเหน่ียวระหว่างอนุภาคหลักและธรรมชาติของการเปล่ียนแปลง
สถานะของสสาร การเกิดสารละลาย และการเกดิ ปฏิกริ ยิ าเคมี

มาตรฐาน ว 2.2 เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจาวัน ผลของแรงท่ีกระทาต่อวัตถุ
ลกั ษณะการเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวตั ถุ รวมทั้งนาความรู้ไปใช้ประโยชน์

มาตรฐาน ว 2.3 เข้าใจความหมายของพลังงาน การเปลี่ยนแปลงและการถ่ายโอนพลังงาน
ปฏิสัมพันธ์ระหว่างสสารและพลังงาน พลังงานในชีวิตประจาวัน ธรรมชาติของคลื่น ปรากฏการณ์ท่ี
เกีย่ วขอ้ งกบั เสยี ง แสง และคลนื่ แมเ่ หล็กไฟฟา้ รวมทั้งนาความร้ไู ปใช้ประโยชน์

จากที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช
2551 วิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ มีทั้งหมด 4 สาระ 10 มาตรฐาน โดยมาตรฐานการเรียนรู้ หมายถึง
ขอ้ กาหนดส่ิงทคี่ าดหวงั ว่านกั เรียนต้องรู้และสามารถทาได้ภายใน 12 ปี การศึกษาในครั้งน้ีผู้ศึกษาได้ทา
การวเิ คราะห์ สาระ มาตรฐาน และตัวชี้วัด สาระที่ 2 วทิ ยาศาสตร์กายภาพ จานวน 3 ตัวชี้วัด สาหรับ
นักเรียนชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 4

2. เอกสารทเี่ กี่ยวขอ้ งกับส่ือการสอน
2.1 ความหมายของสือ่ การเรยี นการสอน
สื่อ (Media) หมายถึง ตัวกลางท่ีใช้ถ่ายทอดหรือนาความรู้ในลักษณะต่าง ๆ จากผู้ส่งไปยัง

ผู้รับให้เข้าใจ ความหมายได้ตรงกัน ในการเรียนการสอน สื่อที่ใช้เป็นตัวกลางนาความรู้ใน
กระบวนการสอ่ื ความหมายระหวา่ งผูส้ อนกับผู้เรียนเรยี กว่าสื่อการสอน (Instruction Media)

ในทางการศึกษามีคาท่ีมีความหมายแนวเดียวกันกับสื่อการเรียนการสอน เช่น ส่ือการสอน
(Instruction MediaorTeaclning Media) ส่ือการศึกษา (Educational Media) อุปกรณ์ช่วยสอน
(Teaching Aids) เป็นต้น ในปัจจุบันนักการศึกษามักจะเรียกการนาส่ือการเรียนการสอนชนิดต่าง ๆ
มารวมกันว่า เทคโนโลยีทางการศึกษา (Educational) ซึ่งหมายถึง การนาเอาวัสดุ อุปกรณ์และ
วิธีการมาใชร้ วมกนั อยา่ งมรี ะบบในการเรยี นการสอน เพอื่ เพม่ิ ประสทิ ธิภาพการเรียนการสอน

2.2 การจ้าแนกประเภทของส่ือการเรียนการสอน มีการจาแนกประเภทสื่อการเรียนการ
สอนตามแนวคิดทแี่ ตกต่างกัน ดงั ตวั อยา่ ง

2.2.1 จาแนกประเภทสื่อการเรียนการสอน โดยพิจารณาจากลักษณะประสาทการ
รับร้ขู องผ้เู รียนจากการเห็นและการฟัง ซงึ่ สามารถจาแนกประเภทของสอื่ ได้ดงั ต่อไปน้ี

2.2.1.1 ส่ือทเ่ี ป็นภาพ (Visual Media)
ก. ภาพที่ไม่ต้องฉาย (Non-Projected) ได้แก่ ภาพบนกระดานดา

ภาพจากแผ่นภาพ ภาพจาก หนงั สอื และสิง่ พิมพ์ต่างๆ
ข. ภาพที่ต้องฉาย (Projected) ได้แก่ ภาพจากเคร่ืองฉายข้าม

ศรี ษะ เคร่อื งฉายสไลด์ เครอื่ งฉายภาพยนตรห์ รือวดี ีทัศน์
2.2.1.2 ส่ือท่ีเป็นเสียง (Audio Media) ได้แก่ ส่ือประเภทเสียงที่ใช้ใน

กระบวนการเรยี นรู้ เชน่ เทปบนั ทกึ เสยี ง วิทยุ เปน็ ตน้
2.2.1.3 ส่ือท่ีเป็นทั้งภาพและเสียง (Audio-Visual Media) ได้แก่ ส่ือท่ี

แสดงภาพและเสียงพร้อมๆกัน เช่น สไลด์ประกอบเสียง ภาพยนตร์ท่ีมีเสียง (Sound-film) เทป
โทรทศั น์ บทเรียนคอมพวิ เตอร์ ชว่ ยสอน (CAI) และมลั ติมิเดยี เปน็ ต้น

2.2.2 จาแนกประเภทของส่ือการเรียนการสอนในทางเทคโนโลยีการศึกษา อาจจาแนกได้
เป็น

2.2.2.1 เครื่องมืออุปกรณ์ (Hardware) ส่ือการเรียนการสอนประเภทอุปกรณ์เรียก
กันโดยท่ัวไปว่า ฮาร์ดแวร์ (Hardware) หรือสื่อใหญ่ (Big Media) หมายถึง ส่ิงที่เป็นอุปกรณ์ทาง
เทคนิคท้ังหลายที่ประกอบด้วยกลไกไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงไม่ใช่ส่ิงสิ้นเปลือง ได้แก่เคร่ืองฉาย
ท้ังหลาย เช่น เครื่องฉายภาพยนตร์ เคร่ืองฉายสไลด์ เคร่ืองฉายภาพทึบแสง เคร่ืองฉายภาพข้าม
ศรี ษะ เคร่อื งรบั โทรทศั น์ รวมทัง้ เครอื่ งมือหรอื อุปกรณท์ างเทคนคิ อนื่ ๆ ท่ีเป็นทางผ่านของความรู้ เช่น
เครื่องฉายจุลชวี นั เครอื่ งคอมพิวเตอร์เป็นตน้

2.2.2.2 วัสดุ (Software) ส่ือการเรียนการสอนประเภทวัสดุ บางคร้ังเรียกว่า
ซอฟต์แวร์ (Software) หรือสื่อเล็ก (Small Media) ซึ่งเป็นวัสดุที่เก็บความรู้ในลักษณะของภาพ
เสยี ง และตวั อกั ษร ในรปู แบบตา่ ง ๆ จาแนกได้ 2 ประเภท คอื

ก. วัสดุท่ีต้องอาศัยเครื่องมือและอุปกรณ์ (Hardware) เพื่อเสนอเรื่องราว
ขอ้ มลู หรือความรู้ออกมาสือ่ ความหมายแกผ่ ูเ้ รียน ไดแ้ ก่ฟิลม์ แผน่ ใส เทปบนั ทึกเสียง เปน็ ต้น

ข. วสั ดุท่เี สนอความรูไ้ ด้ด้วยตนเอง โดยไม่ต้องอาศัยเคร่ืองมือหรืออุปกรณ์
ใดๆ เชน่ ตารา หนังสอื เอกสาร ค่มู ือ รปู ภาพ แผ่นภาพ ของจรงิ ของตัวอย่าง หุน่ จาลอง เป็นตน้

2.2.2.3 เทคนิคและวิธีการ (Technique and Merhod) การสื่อความหมายในการ
เรียนการสอนบางครั้งไม่อาจทาได้ด้วยเครื่องมือและอุปกรณ์หรือวัสดุ แต่จะต้องอาศัยเทคนิคหรือ

วิธีการเพ่ือการให้เกอดการเรียนรู้ หรือใช้ทั้งวัสดุอุปกรณ์และวิธีไปพร้อม ๆ กัน แต่เน้นวิธีการเป็น
สาคัญ เช่น การสาธิตประกอบการใช้เครื่องมือเครื่องจักร การทดลอง การแสดงบทบาท การศึกษา
นอกสถานที่ การจัดนิทรรศการ เป็นต้น ดังนั้นเทคนิคหรือวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวจึงจัดว่าเป็นสื่อการ
เรียนการสอนประเภทหน่ึง แต่สือ่ ประเภทน้มี กั จะใช้รวมกับสื่อประเภทแรก จึงจะไดผ้ ลดี

เมือ่ กล่าวถงึ สื่อการเรียนการสอนในกระบวนการเรยี นการสอนโดยท่ัวไป ส่วนใหญ่จะคานึงถึง
วัสดุอุปกรณ์ ท่ีใช่ประกอบการเรียนรู้ ซึ่งได้แก่ ฮาร์ดแวร์และซอฟแวร์ มากกว่าเทคนิคหรือวิธีการ
ดังนั้นจึงนิยมเรียกสื่อการเรียนการสอนว่าอุปกรณ์ช่วยสอนหรืออุปกรณ์การสอน (Teaching Aids)
ซึ่งหมายถึง วัสดุและอุปกรณ์ท่ีใช้ประกอบการเรียนรู้หรือเพ่ิมประสิทธิภาพในการสื่อความหมาย
อนั จะสง่ ผลใหผ้ ูเ้ รยี นเกิดความเชา้ ใจในบทเรยี นไดง้ า่ ยขน้ึ

2.3 เทคนิคการใช้ส่อื การเรยี นการสอน

การใช้ส่ือการเรียนการสอน ย่อมจะมีเทคนิคที่แตกต่างกันไปตามเง่ือนไขต่าง ๆ
ทีเ่ กยี่ วข้อง เชน่ ลักษณะและคณุ สมบตั ขิ องสื่อแต่ละประเภท กลุ่มผู้เรียน ผู้สอน สถานที่ ความพร้อม
ของอปุ กรณแ์ ละเครื่องมอื ประกอบตลอดจนสภาพแวดลอ้ มตา่ ง ๆ เป็นต้น แต่หลักการสาคัญที่จะต้อง
คานงึ ถงึ อยเู่ สมอคือ “เง่ือนไขการเรยี นรู้” คนิ เตอร์ ได้ใหข้ ้อเสนอแนะในการใชส้ ่ือการเรียนการสอนไว้
ดงั ตอ่ ไปนี้

1. ไม่มีวิธีการสอนหรือวัสดุประกอบการสอนชนิดใด ท่ีจะสามารถใช้กับผู้เรียนและบทเรียน
ท่ัวไปได้ วิธีสอนและวัสดุประกอบการสอนแต่ละประเภทย่อมมีจุดมงุ่ หมายเฉพาะของมันเอง

2. ในบทเรียนหนึ่ง ๆ ไม่ควรใช้ส่ือการเรียนการสอนมากเกินไป ควรใช้เพียงแต่เท่าที่จาเป็น
เทา่ นน้ั ในบางครง้ั ก็ไม่ควรใช้ส่อื อยา่ งเดียวตลอด

3. สอ่ื การเรียนการสอนทใี่ ชค้ วรจะต้องสอดคล้องกบั บทเรียน และกระบวนการเรียนการสอน
4. สอ่ื การเรียนการสอนควรสร้างให้เกิดโอกาสท่ีผู้เรียนได้มีส่วนรวมในการเตรียมและการใช้
อนั กอ่ ใหเ้ กิดประสบการณก์ ารเรียนรู้ท่ไี ม่ลืมง่าย
5. ก่อนใช้ส่ือการเรียนการสอน ผู้สอนควรทดลองใช้ก่อนเพ่ือความแน่ใจว่าจะใช้ได้ถูกต้อง
และมีประสิทธภิ าพ นอกจากนั้นยงั ตอ้ งจดั เตรียมอปุ กรณแ์ ละเคร่ืองมือประกอบให้พร้อมทกุ อย่าง

3. เอกสารท่เี ก่ียวขอ้ งกับแผนการจดั การเรียนรู้
จากการศกึ ษาพบว่า ความหมายของคาว่า แผนการจัดการเรียนรู้และแผนการสอนมีความหมาย
เดียวกนั และสามารถใชแ้ ทนกนั ได้ มีผใู้ ห้ความหมายของแผนการจัดการเรียนร้ไู ว้ดงั น้ี

3.1 ความหมายของแผนการจดั การเรียนรู้
สาลี รักสุทธิ (2544, หน้า 16) ได้ให้ความหมายว่า แผนการจัดการเรียนรู้หรือแผนการ

สอนคอื การนาวชิ าหรอื กลุ่มประสบการณท์ จ่ี ะต้องทาการสอนตลอดภาคเรียนมาสร้างเป็นแผนการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอน มีการใช้สื่ออุปกรณ์การสอน การวัดและประเมินผลสาหรับเน้ือหาสาระ

และจุดประสงค์การเรียนย่อย ๆ ให้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์หรือจุดเน้นของหลักสูตร สภาพผู้เรียน
ความพร้อมของโรงเรียนในด้านวัสดุอุปกรณ์ และตรงกับชีวิตจริงในท้องถ่ิน ซ่ึงกล่าวในอีกนัยหนึ่ง
แผนการสอนก็คอื การเตรยี มการสอนเป็นลายลักษณ์อกั ษรลว่ งหนา้ หรือบนั ทกึ การสอนตามปกติหรือ
เปน็ การเตรียมการสอนของครู

วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542, หน้า 21) กล่าวว่า แผนการสอนเป็นส่วนหน่ึงของหลักสูตร

เปน็ สงิ่ ที่ครูนาไปใช้ในการจดั กิจกรรมการเรยี น เพอ่ื นาผเู้ รียนไปส่จู ุดมงุ่ หมายของการศึกษา ท้ังในด้าน

เนื้อหากิจกรรมการเรียนการสอนและการประเมินผล ท้ังนี้ต้องยึดผังมโนทัศน์ หลักการ จุดประสงค์

การเรียนรู้และจุดมุ่งหมายของหลักสูตรไว้ แผนการสอนจึงเป็นเอกสารที่ให้รายละเอียดในการสอน

ตามหลักสูตรแก่ครู ซ่ึงครูสามารถใช้เป็นแนวทางในการสอนได้ เพราะบอกรายละเอียดในการสอน

เกีย่ วกับจุดประสงค์ เนื้อหา กิจกรรมการเรียนการสอน สื่อการสอน การวัดและการประเมินผล และ

เวลาที่ใช้สอน

รุจิร์ ภู่สาระ (2545, หน้า 159) ได้ให้ความหมายของแผนการเรียนรู้ไว้ว่า เป็นเคร่ืองมือ

แนวทางในการจัดประสบการณ์เรยี นรใู้ หผ้ เู้ รยี นตามท่ีกาหนดไว้ในสาระการเรียนรูข้ องแต่ละกลุม่

กาญจนา วัฒายุ (2547, หน้า 3-8) ได้กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นสื่อที่ครูสร้างข้ึน

เพื่อให้เหมาะสมและความหลากหลายตามความแตกต่างระหว่างบุคคลของนักเรียน ครูต้องมีความรู้

ความสามารถในการประเมนิ ผลการเรียนรู้ และนาผลการประเมินมาใช้ในการพัฒนาผู้เรียน แผนการ

สอนหรือแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ถือว่าเป็นหัวใจสาคัญประการหน่ึงของความสาเร็จในการ

จดั การเรียนรู้ตามเจตนารมณข์ องพระราชบญั ญัติการศึกษาแห่งชาติ

จากความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ หรือแผนการสอน สรุปได้ว่า แผนการสอนคือ

แนวทางในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูท่ีต้องมีการเตรียมการไว้ล่วงหน้าสาหรับการจัด

กจิ กรรมการเรียนการสอนมกี ารวางแผนว่าจะจัดกิจกรรมในลักษณะใด เพ่ือให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้

ตามวตั ถุประสงคท์ ีต่ ้ังไว้ และบรรลไุ ด้ตามมาตรฐานของหลกั สตู รสถานศึกษา

3.2 องค์ประกอบของแผนการจดั การเรียนรู้
การเขียนแผนการจัดการเรยี นรู้ ผู้สอนจาเป็นจะตอ้ งรถู้ งึ องคป์ ระกอบของแผนการจัดการ

เ รี ย น รู้ รู ป แ บ บ ข อ ง แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้ แ ล ะ ข้ั น ต อ น ใ น ก า ร เ ขี ย น แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้
ซ่ึงนิคม ชมพูหลง (2544, หน้า 18) กล่าวถึงองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ ส่วนประกอบ
ของแผนการจัดการเรียนที่จะช่วยให้การดาเนินการสอนบรรลุเป้าหมาย และเป็นส่วนที่ขาดไม่ได้
ประกอบดว้ ย

1. เน้ือหาสาระ

2. จดุ ประสงค์การเรียนรู้

3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน

4. สอ่ื การเรยี นการสอน

5. การวัดและประเมนิ ผล
ทิศนา แขมมณี (2548, หน้า 16) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ควร
ประกอบด้วยหวั ข้อต่อไปน้ี
1. สาระสาคญั
2. จดุ ประสงคก์ ารเรียนรู้
3. กจิ กรรมการเรยี นการสอน
4. สื่อและอุปกรณ์
5. การวดั และประเมินผล
6. บนั ทึกหลงั สอน ซ่งึ ไดร้ ะบไุ ว้ 3 ประการ ไดแ้ ก่

- ผลการเรยี น
- ปัญหา
- อุปสรรค ข้อเสนอแนะ และแนวทางแกไ้ ข
กาญจนา วัตฒายุ (2547, หนา้ 86-88) กล่าวถึงองค์ประกอบของการจัดทาแผนการเรียนรู้ที่
สมบูรณค์ วรประกอบด้วยหัวขอ้ สาคญั คอื
1. มาตรฐานการเรียนรู้
2. ผลการเรียนรูท้ ค่ี าดหวงั
3. สาระการเรียนรู้
4. จุดประสงค์การเรยี นรู้ เนือ้ หาสาระ
5. กระบวนการจดั กิจกรรมการเรยี นรู้
6. ส่อื และแหลง่ เรียนรู้
7. กระบวนการวดั และประเมินผล
8. กิจกรรมเสนอแนะ
9. บนั ทึกหลงั สอน
จากการศึกษาในเรื่ององค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ อาจสรุปได้ว่า องค์ประกอบ
สาคัญของแผนการจัดการเรียนรู้มีรูปแบบคล้ายกัน อาจแตกต่างกันบ้างเล็กน้อยในบางจุด แต่ยังคง
ความสาคญั ในหวั ขอ้ หรือประเด็นสาคัญไว้ ดังนั้นในการจัดทาแผนการจัดการเรียนรู้อาจจัดหรือทาได้
หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความต้องการและความเข้าใจของครูผู้สอนแต่ละคน และสามารถเพิ่มเติม
หัวข้ออ่ืนลงไปได้ตามความเหมาะสม ซ่ึงในการศึกษาในครั้งน้ี ผู้ศึกษาได้เลือกรูปแบบ
ของ กาญจนา วัตฒายุ มากาหนดเปน็ องค์ประกอบของแผนการจดั การเรียนร้คู อื มาตรฐานการเรียนรู้
ผลการเรยี นรูท้ ีค่ าดหวัง สาระการเรยี นรู้ จุดประสงค์การเรียนรู้ เนอ้ื หาสาระ กระบวนการจัดกิจกรรม

การเรียนรู้ ส่ือและแหล่งเรียนรู้ กระบวนการวัดผลและประเมินผล กิจกรรมเสนอแนะ บันทึกหลัง
สอน โดยไดป้ รบั องคป์ ระกอบผลการเรยี นร้ทู ่ีคาดหวังเปน็ ตัวชว้ี ัด

3.3 รูปแบบของแผนการจัดการเรยี นรู้

สาลี รักสุทธิ (2544, หน้า 21) กล่าวว่า รูปแบบของแผนการจัดการเรียนรู้มีหลากหลาย
รปู แบบดงั น้ี

1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบตาราง เป็นรูปแบบการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้
ที่จัดทารูปแบบไว้เปน็ ชอ่ งตารางต่าง ๆ โดยกาหนดหวั ข้อไวใ้ นแต่ละช่องเพ่ืออานวยความสะดวกให้นา
รายละเอียดไปกรอกลงในช่องน้ันได้ทันที ซ่ึงแผนการจัดการเรียนรู้แนวน้ีหลายท่านบอกว่าดูง่าย
ตรวจสอบงา่ ย แตล่ ะส่วนอยใู่ กล้กนั ทาให้มองเห็นความสอดคล้องของแผนการจดั การเรยี นรู้ไดส้ ะดวก

2. แผนการจัดการเรียนรู้แบบลาดับหัวข้อหรือแบบรายงานเป็นแผนการจัดการ
เรยี นรู้ตามรปู แบบท่ีเป็นท่นี ิยมมาก เพราะถือว่าสามารถเขยี นบรรยายได้ดีกลมกลืน และเป็นอิสระต่อ
กนั

3. แผนการสอนท่ีคณะกรรมการข้าราชการครู (ก.ค.) ออกแบบ เป็นแผนการสอนท่ี
ทางคณะกรรมการข้าราชการครูได้ออกแบบให้ครูนาไปใช้เป็นรูปแบบเขียนแผนการสอนทั่ วไป
สามารถปรับแผนให้เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ได้ ครูประถมศึกษานิยมใช้กันมาก เพราะจะเพ่ิม
ข้อเสนอแนะและบันทึกหลังสอนเข้ามาด้วย ทาให้มองเห็นได้ว่า เม่ือนาแผนการสอนไปใช้แล้วมีผล
อย่างไร มีการติดตามผลจริงหรือไม่ หากวิเคราะห์ถึงการนาไปใช้แล้วแผนการจัดการเรียนรู้แน วน้ี
น่าจะเชือ่ ถือมากกวา่

4. แผนการจัดการเรียนรู้แบบกึ่งตาราง หรือแผนการจัดการเรียนรู้แบบพิสดาร
เป็นแผนการจัดการเรยี นรู้ทม่ี รี ายละเอียดมากขึ้น มีการแยกบทบาทของครูและนักเรียนออกเป็นส่วน
ต่างหากแต่มีความสอดคลอ้ งกนั

ในการเขียนแผนการจดั การเรยี นรู้นั้น ควรเขียนให้ครอบคลุมเนื้อหากิจกรรมท่ียึดผู้เรียนเป็น
สาคัญ ให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมเป็นผู้กระทามากท่ีสุด ทุกแผนจะต้องระบุช่ืออุปกรณ์ไว้อย่างชัดเจน และ
อธิบายวิธีใช้สื่อการวัดผล การประเมินผลต้องชัดเจน และเป็นการวัดตามสภาพจริง ทุกแผนควรมี
แบบทดสอบประจาแผนเพือ่ ผใู้ ช้จะวดั ได้ทันทีเม่ือสอนจบ

แผนการสอนท่ีศึกษาได้เลือกในการศึกษาคร้ังนี้คือ แผนการจัดการเรียนรู้แบบลาดับหัวข้อ
เพราะสามารถเขียนบรรยายได้ดีทาให้ดูกลมกลืน สวยงามและเป็นอิสระต่อกันโดยผู้ศึกษาได้นา
รูปแบบของ กาญจนา วัตฒายุ มากาหนดเปน็ องคป์ ระกอบแผนการจดั การเรียนรู้

3.4 ความส้าคัญของแผนการจดั การเรียนรู้

สุพล วังสินธ์ุ (2536, หน้า 6) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้เป็นกุญแจดอกสาคัญท่ีจะ
ทาใหก้ ารเรียนการสอนมปี ระสทิ ธิภาพยิง่ ข้นึ พอสรปุ ใจความสาคญั ดงั น้ี

1. ทาให้เกิดการวางแผนวิธีสอน วิธีสอนที่ดีที่เกิดจากการผสมผสานความรู้และ
จิตวิทยาการศกึ ษา

2. ชว่ ยใหค้ รูมีคู่มือการเรียนการสอนที่ทาด้วยตนเองล่วงหน้า ทาให้ครูมีความม่ันใจ
ในการสอนไดต้ ามเปา้ หมาย

3. ส่งเสริมให้ครูใฝ่ศึกษาหาความรู้ท้ังหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน
ตลอดจนการวัดผลประเมนิ ผล

4. ใช้เปน็ ค่มู ือสาหรับครทู มี่ าสอนแทนได้
5. เปน็ หลักฐานแสดงข้อมูลทถ่ี ูกตอ้ ง เทีย่ งตรง เป็นประโยชน์ตอ่ การศึกษา
6. เป็นผลงานทางวิชาการแสดงความชานาญการเชี่ยวชาญของผูจ้ ัดทา
ทวีศักด์ิ ไชยมาโย (2537, หนา้ 4-5) ใหค้ วามสาคัญของแผนการจดั การเรยี นรไู้ วด้ ังนี้
1. ช่วยให้ครูมีโอกาสศึกษาหาความรู้ในเร่ืองหลักสูตร แนวการสอน การจัดทา
จัดหาสือ่ ประกอบการสอน ตลอดจนการวัดและประเมินผลอยา่ งละเอียดทกุ แง่มุม
2. ช่วยให้เกิดการวางแผน วิธีสอน วิธีการเรียนที่มีความหมายยิ่งข้ึน เพราะการ
จัดทาแผนการจัดการเรียนรู้เป็นแผนการผสมผสานเน้ือหาสาระ และจุดประสงค์การเรียนรู้จาก
หลกั สูตรกบั หลกั จิตวทิ ยาการศึกษาหรือนวตั กรรมการเรียนใหม่ๆ ตลอดจนปัจจัยอานวยความสะดวก
ของโรงเรียน สภาพปัญหา ความสนใจ ความต้องการของนักเรียน ผู้ปกครอง และทรัพยากรใน
ทอ้ งถ่ิน โดยใช้วธิ กี ารเชิงระบบเพ่อื ให้เกดิ การเรยี นการสอนเป็นไปยงั มปี ระสทิ ธิภาพ
3. ช่วยให้ครูมีคู่มือท่ีทาด้วยตนเองไว้ล่วงหน้า เพื่อให้เกิดความสะดวกในการจัด
กิจกรรมการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพตามเจตนารมณ์ของหลักสูตร ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิด
การเรียนรู้ครบถ้วน สอดคล้องกับระยะเวลาและจานวนคาบท่ีมีอยู่จริงในแต่ภาคเรียน น่ันคือสอนให้
ครบถว้ นและทันเวลา ช่วยให้ครมู ีความมัน่ ใจ
4. ทาให้การประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นไปตามวัตถุประสงค์ท่ีกาหนดไว้
ช่วยให้ครูสามารถวินิจฉัยจุดอ่อนของนักเรียนที่จะได้รับการแก้ไข และทราบจุดเด่นที่ควรได้รับการ
เสรมิ สร้างต่อไป นอกจากน้ี ยังช่วยให้ครูเห็นภาพการทางานของตนเองได้เด่นชดั ขึ้น
5. ครูผู้สอนสามารถใช้เป็นข้อมูลท่ีถูกต้อง เที่ยงตรง เพ่ือเสนอแนะแก่บุคลากรและ
หน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง ได้แก่ กรมวิชาการ ศึกษานิเทศก์ และผู้บริหาร เพ่ือปรับปรุงหลั กสูตรให้
เหมาะสมย่งิ ขนึ้

6. ช่วยให้ผู้บริหารหรือผู้เก่ียวข้องสามารถทราบข้ันตอนกระบวนการต่าง ๆ ในการ
สอนของครู เพือ่ การนเิ ทศตดิ ตาม และประเมนิ ผลได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ

7. ถ้าผสู้ อนตดิ ธรุ ะจาเปน็ ไม่สามารถสอนดว้ ยตนเองได้ แผนการสอนต้องใช้เป็นคู่มือ
แก่ผูม้ าสอนแทนได้เป็นอย่างดี

8. เป็นการพัฒนาวิชาชีพครูที่แสดงว่า งานสอนต้องได้รับการพัฒนาฝึกฝนมีความ
เชีย่ วชาญ โดยเฉพาะมีครูมือ และเอกสารทีจ่ าเปน็ สาหรบั การประกอบอาชพี

9. เป็นผลงานทางวิชาการอย่างหนึ่งท่ีแสดงให้เห็นถึงความชานาญการพิเศษหรือ
ความเชี่ยวชาญของผู้จัดทาแผนการสอน ซ่ึงสามารถนาไปพัฒนางานในหน้าที่ และเสนอเล่ือนระดับ
ใหส้ ูงขึ้น

จากความหมายของความสาคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้
จะช่วยให้ผูส้ อนไดม้ ีโอกาสศึกษาหลักสูตร เตือนความจาให้แก่ผู้สอน ช่วยไม่ให้สับสน สามารถสอนได้
ตรงตามจดุ ประสงค์ จัดกิจกรรมไดต้ ามขน้ั ตอน ใช้สื่อได้เหมาะสมและมีการวัดและประเมินตามสภาพ
ทเี่ ปน็ จริง

3.5 ข้ันตอนการเขียนแผนการจดั การเรียนรู้
รุจิร์ ภู่สาระ (2545, หน้า 159-160) ได้เสนอขั้นตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ตาม
หลกั สูตรดงั นี้
1. ทาความเข้าใจมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้รวมทั้งแนวความคิดขอบเขต
ของกลมุ่ สาระการเรียนรนู้ ้ีมาเป็นกรอบในการทาแผนการจัดการเรียนรู้
2. เขียนจุดประสงค์การเรียนรู้ในแต่ละหน่วยการเรียนรู้เป็นจุดประสงค์ปลายทางที่
ครอบคลุมรายละเอยี ด ประกอบด้วย

2.1 จุดประสงคข์ องกลุ่มสาระการเรียนรู้
2.2 จดุ ประสงคจ์ ากคาอธบิ ายรายวชิ า
3. เขียนโครงสร้างของกลุ่มสาระการเรียนรู้ทั้งหมด ได้แก่ หัวข้อย่อย จานวนคาบ
สาระสาคัญที่เน้นความคิดรวบยอด หลักการ ทักษะ หรือลักษณะนิสัย จุดประสงค์นาทางตามหัวข้อ
ย่อย
4. สร้างแผนการเรียนรู้
กรมวิชาการ (2545, หนา้ 22-23) ไดเ้ สนอข้นั ตอนในการทาแผนการสอน ดังน้ี
4.1 เลือกรูปแบบแผนการสอน โดยนาหน่วยการเรียนรู้ที่กาหนดไว้มาพิจารณาจัดทาเป็น
แผนการสอน
4.2 ตั้งช่อื แผนการสอนตามสาระการเรียนรู้
4.3 กาหนดเวลา ระบรุ ะดับช้ัน

4.4 วิเคราะหจ์ ุดประสงค์การเรียนรู้ รายป/ี รายภาค ทเ่ี ลือกไว้ นามาเขียนเป็นจดุ ประสงค์
การเรียนรู้รายวิชา โดยยดึ หลกั การเขียนจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรขู้ อง Lynn Morris ท่วี า่ จุดประสงค์การ
เรยี นรู้ตอ้ ง

4.4.1 บรรยายจุดหมายปลายทาง ไมใ่ ชว่ ิธีการ
4.4.2 สะทอ้ นถงึ ระดบั ตา่ งๆ ของทักษะท่เี กิดข้ึน
4.4.3 ใช้คากริยาท่ีเป็นรูปธรรมและใช้องค์ประกอบ 3 ส่วน ตามแนวของ
BobertMager คอื พฤตกิ รรม สถานการณห์ รอื เง่อื นไข และเกณฑ์
5. เลือกจุดประสงค์การเรียนรู้ที่วิเคราะห์ไว้แล้วเฉพาะหัวข้อท่ีสัมพันธ์กับสาระการเรียนรู้
กาหนดเป็นจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้หรือจดุ ประสงค์ปลายทางตามธรรมชาตขิ องวิชา
6. วิเคราะห์สาระการเรียนรู้เป็นรายละเอียดสาหรับนาไปจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้จะ
เปน็ เน้อื หาใหมข่ องมวลเนอ้ื หาท่กี าหนดไว้ทจี่ าเป็นต้องสอน
7. กาหนดจดุ ประสงค์นาทางตามลาดบั ความยากงา่ ยของเน้อื หานั้น
8. เลอื กกจิ กรรมและเทคนคิ การสอนท่เี หมาะสม
9. เลือกส่ืออุปกรณ์ใช้ประกอบการจัดการเรียนรู้ให้เหมาะสมกับสาระการเรียนรู้ที่เลือกมา
เชน่ รปู ภาพ บัตรคา วีดีทัศน์ เปน็ ตน้
10. จดั ทาลาดับขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยคานึงถึงธรรมชาติตามจุดประสงค์นา
ทาง
11. กาหนดการวัดและประเมินผล โดยระบุวิธีการประเมินผลการเรียนรู้ท้ังที่เกิดระหว่าง
เรียนตามจุดประสงค์นาทาง และท่ีเกิดหลังการเรียนการสอน เมื่อจบการเรียนการสอนโดยใช้การวัด
หลายรปู แบบตามความเหมาะสม เช่น ปฏิบัตจิ ริง ทดสอบความรู้ ทางานกลมุ่ เป็นตน้
สาลี รักสุทธิ (2544, หน้า 64-65) ได้กล่าวถึงขั้นตอนการเขียนแผนว่ามีขั้นตอนสาคัญ 9
ขัน้ ตอน คอื
1. กาหนดหมวดหมเู่ นอ้ื หาและประสบการณ์ อาจจะกาหนดเปน็ หมวดวชิ า
หรือบูรณาการเป็นสหวิทยากรตามทเี่ หมาะสม
2. กาหนดหน่วยการสอน โดยแบง่ เนือ้ หาวชิ าออกเปน็ หน่วยการสอน
3. กาหนดหัวเร่ือง ผู้สอนจะต้องถามตัวเองว่า ในการสอนแต่ละหน่วยควรให้
ประสบการณ์อะไรแก่ผเู้ รยี น แลว้ กาหนดหัวเร่อื งออกมาเป็นหน่วยการสอนยอ่ ย
4. กาหนดหลักการและความคิดรวบยอด โดยจะต้องสอดคล้องกับหน่วยและหัว
เรอ่ื ง โดยสรปุ รวมแนวความคิด สาระและหลักการสาคัญไว้ เพ่ือเป็นแนวทางในการจัดเน้ือหามาสอน
ใหส้ อดคล้องกัน

5. กาหนดจุดประสงค์ให้สอดคล้องกับหัวเร่ือง เนื้อเร่ือง โดยเขียนจุดประสงค์เชิง
พฤตกิ รรมท่ีต้องมเี กณฑก์ ารเปลี่ยนแปลงพฤตกิ รรมไวท้ ุกครั้งและยึดผเู้ รียนเป็นสาคัญ

6. กาหนดกิจกรรมการเรียน ให้สอดคล้องกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ซ่ึงจะเป็น
แนวทางการเลือก และการเขยี นแผนการสอน กิจกรรมการเรียน

7. กาหนดการประเมินผล ต้องประเมินผลให้ตรงกับจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม โดย
ใช้แบบทดสอบอิงเกณฑ์ (Criterion Test) เพื่อให้ผู้สอนทราบว่าหลังจากการเรียนจากแผนการสอน
จบ 1 แผนแล้ว ผเู้ รียนไดเ้ ปลย่ี นพฤติกรรมการเรียนรู้ตามจดุ ประสงค์ท่ีตงั้ ไว้หรอื ไม่

8. เลือกและเขียนแผนการสอน วิธีการและอุปกรณ์ที่ครูใช้ถือเป็นสื่อการสอนท้ังสิ้น
เม่ือเขียนแผนการสอนแต่ละหัวเร่ืองแล้วจัดไว้เป็นรูปเล่ม เพื่อหาประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน
ทตี่ ง้ั ไว้

9. หาประสทิ ธภิ าพของแผนการสอน เพ่อื เป็นการประกันวา่ แผนการสอนท่ีสร้างข้ึน
นั้นมีประสทิ ธิภาพ ในการสอนผสู้ ร้างจาเป็นต้องกาหนดกฎเกณฑ์ขึ้นโดยคานึงหลักการท่ีว่าการเรียนรู้
เป็นกระบวนการเพอ่ื ชว่ ยการใหก้ ารเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้เรียนบรรลผุ ล

จากข้ันตอนการเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ท่ีกล่าวมา สรุปได้ว่า ขั้นตอนในการ
เขียนแผนการจัดการเรียนรู้จะต้องดาเนินการตามลาดับ คือ มีการวิเคราะห์และทาความเข้าใจกับ
เนอ้ื หา จดุ ประสงค์การเรียนรู้ คาอธบิ ายราบวิชา กระบวนการจัดการเรียนรู้ กระบวนการวัดและการ
ประเมินผล และแหล่งเรียนรู้

3.6 ลักษณะของแผนการจดั การเรียนรู้ทด่ี ี
แผนการจัดการเรียนรู้ที่ดีต้องมีรายละเอียดที่ชัดเจน เพ่ือให้ผู้อ่านสามารถมองเห็นภาพ

พฤติกรรมในหอ้ งเรียนไดอ้ ยา่ งสมบรู ณ์ มีนักการศึกษาไดใ้ ห้ความหมายดังนี้
สงบ ลกั ษณะ (2533, หน้า 20) ไดก้ ล่าวถึงลกั ษณะของแผนการสอนท่ีดีไว้ดงั นี้
1. เปน็ แผนการสอนท่ีมีกิจกรรมให้ผู้เรียนเป็นผู้ลงมือปฏิบัติให้มากที่สุด โดยครูเป็น

เพยี งผคู้ อยชี้นา สง่ เสรมิ หรือกระตุ้นใหก้ ิจกรรมดาเนนิ ไปตามความมุ่งหมาย
2. เป็นการสอนที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนเป็นผู้ค้นพบคาตอบหรือทาเสร็จด้วยตนเอง

โดยครูพยายามลดบทบาทจากผู้บอกคาตอบมาเป็นผู้คอยกระตุ้นด้วยคาถามหรือปัญหาให้ผู้เรียนคิด
แก้ปัญหาแนวทางไปสู่ความสาเรจ็ ในการทากจิ กรรมเอง

3. เป็นแผนการสอนที่เน้นทักษะกระบวนการ มุ่งให้ผู้เรียนรับรู้และนากระบวนการ
ไปใช้จรงิ

4. เป็นแผนการสอนที่ส่งเสริมการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่สามารถจัดหาได้ในท้องถ่ิน
หลีกเลี่ยงการใช้วสั ดอุ ปุ กรณ์สาเรจ็ ราคาสูง

ส่วนเอกสารประกอบการสอนวชิ าหลักสูตรและการสอน อาภรณ์ ใจเท่ียง (2540, หน้า 154)
ได้กล่าวถงึ ลักษณะของแผนการจัดการเรยี นรู้ท่ีดี ไวด้ ังน้ี

1. สอดคลอ้ งกบั หลกั สูตรและแนวทางการสอนของกรมวชิ าการ
กระทรวงศึกษาธิการ

2. นาไปใชส้ อนได้จรงิ อยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ
3. เขยี นอย่างถกู ต้องตามหลกั วิชา เหมาะสมกบั ผเู้ รียนและเวลาท่กี าหนด
4. มีความกระจา่ งชดั เจน ทาใหผ้ อู้ ่านเข้าใจง่ายและเขา้ ใจไดต้ รงกัน
5. มรี ายละเอียดมากพอทท่ี าใหผ้ ู้อ่านสามารถนาไปใช้สอนได้
6. ทุกหัวข้อในแผนการสอนมีความสอดคล้องสมั พันธ์กัน
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ีผู้ศึกษาได้สร้างข้ึนมีความชัดเจนครอบคลุมทั้งด้านมาตรฐานการ
เรยี นรู้ ตัวชี้วัด จุดประสงคด์ า้ นความรู้ ด้านทกั ษะกระบวนการ ดา้ นคุณลักษณะ สาระการเรียนรู้ การ
จัดกิจกรรมการมเรียนรู้ ส่ือการเรียนรู้ และการวัดและการประเมินผล โดยเฉพาะแนวทางการจัด
กิจกรรมควรเป็นกิจกรรมท่ีเน้นการเรียนรู้แบบร่วมมือ ผู้เรียนได้ปฏิบัติ ได้คิด ได้ทา ได้แก้ปัญหา
ส่งเสริมทักษะการตัดสินใจ ตามวิถีประชาธิปไตยกับนักเรียน ทาให้นักเรียนเกิดทักษะกระบวนการ
สามารถนาไปใช้ในชีวติ ได้

4. เอกสารเกยี่ วขอ้ งกับผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

4.1 ความหมายผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น
กู๊ด (Good. 1973:7, อ้างถึงใน อรัญญา นามแก้ว 2538:49) ได้ให้ความหมายของ

ผลสัมฤทธิ์ (Achievement) ว่าหมายถึง ความสาเร็จ (Accomplishment) ความคล่องแคล่ว ความ
ชานาญในการใช้ทักษะหรือประยุกต์ใช้ความรู้ต่าง ๆ ส่วนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Academic
Achievement) หมายถึง ความรู้หรือทักษะอันเกิดจากการเรียนรู้ในวิชาต่าง ๆ ท่ีได้เรียนมาแล้ว
ซึ่งได้จากผลการทดสอบของครผู ูส้ อน หรือผู้รับผิดชอบในการสอนหรือท้ังสองอย่างรวมกัน โดยทั่วไป
ผลสัมฤทธิ์ (Achievement) หมายถึง ขนาดของความสาเร็จท่ีได้มาจากการทางานที่ต้องอาศัยความ
พยายามจานวนหน่ึง ซ่ึงอาจเป็นผลมาจากการกระทาท่ีอาศัยความสามารถทางร่างกายหรือสมอง
ดังนั้นผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนจึงเป็นขนาดของความสาเร็จท่ีได้จากการเรียน โดยอาศัยความสามารถ
เฉพาะตัวของแต่ละบุคคล ตัวที่บ่งช้ีถึงผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนอาจได้มาจากกระบวนการที่ต้องอาศัย
การทดสอบ (Non-testing Procedures) เช่น การสังเกต หรือ การตรวจการบ้าน หรืออาจอยู่ในรูป
ของเกรดท่ีได้ที่โรงเรียนซึ่งต้องอาศัยกรรมวิธีท่ีซับซ้อนและช่วงเวลาในการประเมินอันยาวนาน
หรืออีกวิธีหนึ่งอาจวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยแบบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนที่นิยมใช้กันท่ัวไป
(Published Achievement Test) จะพบว่าการวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนท่ีนิยมใช้กันทั่วไป มักอยู่
ในรูปของเกรดทีไ่ ด้จากโรงเรียน เน่อื งจากให้ผลที่เชอื่ ถอื ได้มากกว่า อยา่ งน้อยก่อนการประเมินผลการ
เรียนของนักเรียน ครูต้องพิจารณาองค์ประกอบอื่น ๆ อีกหลาย ๆ ด้าน จึงย่อมดีกว่าการแสดงขนาด

ความล้มเหลวหรือความสาเร็จทางการเรียนจากการทดสอบนักเรียนด้วยแบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการ
เรยี นท่ัว ๆ ไปเพยี งครง้ั เดียว (อจั ฉรา สุขารมณ์ และ อรพนิ ธ์ ชชู ม 2530:10)

จากท่ีกล่าวข้างต้นสรุปได้ว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากการกระทาของ
บุคคล เป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมโดยเป็นผลจากการได้รับประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วย
ตนเอง หรือจากการเรียนการสอนในช้ันเรียน สามารถประเมินหรือวัดประมาณได้จากการทดสอบ
หรือการสังเกตพฤตกิ รรมท่เี ปล่ียนแปลงไป ปญั หาสว่ นตวั เดก็ ในวยั ทกี่ าลงั เจริญเติบโตมักจะเผชิญกับ
ปัญหาและความย่งุ ยากต่าง ๆ รอบดา้ น ทั้งทสี่ ามารถแก้ไขไดแ้ ละไมไ่ ด้ ดว้ ยเหตนุ จี้ งึ มีผู้พยายามศึกษา
ปัญหาของเด็กท่ีย่างเข้าสู่วัยของผู้ใหญ่ ทาให้มีการสร้างแบบสารวจปัญหาต่าง ๆ เช่น แบบสารวจ
ปัญหาของ มูนีย์ (The Mooney Problem Check List) ซ่ึงสร้างข้ึนโดย อาร์แอลมูนีย์
(R.L.Mooney) และแอล วี กอร์ดอน (L.V.Gordon) ผูส้ รา้ งไดพ้ ัฒนาแบบสารวจน้ขี ึ้นมาช่วยนักเรียน
ในการแสดงออกถึงปัญหาส่วนตัวของตน ซึ่งแบบสารวจนี้จะมีประโยชน์ช่วยให้นักเรียนสรุปปัญหา
ส่วนตัวของตนเองได้ก่อนท่ีจะเข้าไปขอคาปรึกษาจากผู้แนะแนว ทาให้ผู้แนะแนวสามารถเสนอ
แนวทางในการแก้ไขปัญหาได้ เป็นประโยชน์ต่อครูผู้สอน ในการทราบภูมิหลังของนักเรียนแต่ละคน
ทาให้สามารถเข้าใจนักเรียนแต่ละคนได้ นอกจากนี้แบบสารวจปัญหาส่วนตัวยังสามารถใช้เป็น
เครอื่ งมอื การวิจยั เปน็ อยา่ งดี (Mooney and Gordon. 1950:1)

4.2 ความหมายของการวัดผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี น
ไพศาล หวังพานิช (251:137) กล่าวว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง คุณลักษณะ

และความสามารถของบุคคลอันเกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม
และประสบการณ์ของการเรียนรู้ที่เกิดจากการเรียนการสอนเป็นการเปล่ียนแปลงพฤติกรรม
และประสบการณข์ องการเรียนรู้ที่เกิดจากการฝึกอบรมหรอื เกิดจากการสอน

สุรชัย ขวัญเมือง (252 : 232) กล่าวว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง การ
ตรวจสอบดูว่าผู้เรียนได้บรรลุถึงจุดมุ่งหมายทางการศึกษาตามที่หลักสูตรกาหนดไว้แล้วเพียงใด ทั้งน้ี
ยกเว้นอารมณ์ สังคมและการปรับตัว นอกจากน้ีแล้วยังหมายรวมไปถึงการประเมินผล ความสาเร็จ
ตา่ ง ๆ ทั้งที่เปน็ การวัดโดยใช้แบบทดสอบ แบบให้ปฏบิ ตั ิการและแบบท่ีไม่ใชแ้ บบทดสอบ

เสริมศักด์ิ วิศาลาภรณ์ และอเนกกุล กรีแสง (2522 : 22) ให้ความหมายการวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนวา่ เป็นกระบวนการวัดปริมาณของการศึกษาเล่าเรียนว่าเกดิ ข้ึนมากน้อยเพียงใด คานึงถึง
เฉพาะการทดสอบเทา่ นั้น

5. งานวิจัยทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
มีฉัตร ศรีเท่ียง (2552 : บทคัดย่อ) ได้ทาการวิจัย เร่ือง การพัฒนาการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
วิทยาศาสตร์แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะกระบวนการ
ทางวิทยาศาสตร์เป็นส่ือ เร่ือง อาหารและสารเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 2 ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัด

กิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น เรื่อง อาหารและสารเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2
มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.10/82.25 2) ดัชนีประสิทธิผลของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะ
หาความรู้ 5 ขั้น เรื่อง อาหารและสารเสพติด ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เป็นส่ือ มีค่าเท่ากับ 0.5909 3) นักเรียนท่ีเรียนด้วยแผนการ
จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ข้ัน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ฝึกทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ ป็น เรอ่ื ง อาหารและสารเสพติด มีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน และทักษะ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนเพ่ิมข้ึนจากก่อนเรียน อย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .05 4)
นักเรียนรู้จักใช้กระบวนการคิดรู้จักแก้ปัญหา มีส่วนร่วมในการทากิจกรรมมีความกระฉับกระเฉง
กระตือรือร้นในการที่จะเรียนมีความอยากรู้อยากเห็น และแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเอง และพบว่า
นักเรียนมีคะแนนและทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน รัชณงค์ หนูเวียง
(2553 : บทคัดย่อ) ได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตากระบวนการสบื เสาะหาความรู้
วิชาวิทยาศาสตรพ์ ้นื ฐานเรื่องแรงและการเคล่ือนท่ี สาหรับนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนติ้ว
วิทยาคม สานกั งานเขตพนื้ ท่กี ารศึกษามัธยมศกึ ษา เขต 40 ผลการศึกษา พบว่า 1) ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์พ้ืนฐาน เรื่อง แรงและการ
เคลื่อนที่สาหรับช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีผู้รายงานสร้างขึ้น มีประสิทธิภาพโดยรวม E1/E2 เท่ากับ
85.93/81.73 โดยมีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E1) เท่ากับ 83.13 และค่าประสิทธิภาพของ
ผลลพั ธ์ (E2) เท่ากบั 81.73 ซึง่ ชดุ กิจกรรมการเรียนรู้ มีประสทิ ธภิ าพ สูงกว่าเกณฑ์ท่ีกาหนด 80/80
และ 2) นักเรียนที่เรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ ตามกระบวนการสืบเสาะหา
ความรู้วิชาวิทยาศาสตร์พ้ืนฐานช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียน อยา่ งมีนัยสาคัญทางสถิติทร่ี ะดับ .01

บทท่ี 3
วิธีด้าเนินการวิจยั

การวิจัยเร่ือง การพัฒนาผลสมั ฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าคณติ ศาสตร์ เรือ่ ง ไขมนั และนา้ มัน
โดยใช้ชดุ การสอน ของนักเรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 โดยมขี น้ั ตอนการดาเนนิ งานวิจยั ดงั ตอ่ ไปน้ี

1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอยา่ ง
2. รปู แบบการวิจยั
3. เคร่อื งมือท่ีใชใ้ นการวจิ ยั
4. ข้นั ตอนการสร้างเครอื่ งมือ
5. การดาเนนิ การทดลองและการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
6. การวิเคราะหข์ ้อมูลและสถิตทิ ใี่ ชใ้ นการวิจยั

1. ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง
ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนกาแพงวิทยา จังหวัดสตูล จานวน 1

หอ้ งเรียน จานวน 36 คน ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2564
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4 โรงเรียนกาแพงวิทยา จังหวัดสตูล ภาค

เรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 1 ห้องเรียน จานวน 36 คน ซึ่งได้จากการเลือกตัวอย่างแบบ
เจาะจง

2. รูปแบบการวิจัย

การวิจัยคร้ังน้ีเป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยมีแบบแผนการวิจัยพ้ืนฐาน แบบ One-Group
Pretest-Posttest Design

O1 X O2
สญั ลกั ษณท์ ใี่ ช้ในแบบแผนการวจิ ยั
O1 คอื ทดสอบก่อนการจัดการเรียนรูโ้ ดยใชต้ ารางหรรษา
X คอื จดั การเรยี นรโู้ ดยใชต้ ารางหรรษา
O2 คอื ทดสอบหลังการจัดการเรยี นรู้โดยใชต้ ารางหรรษา

3. เครือ่ งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย

การวจิ ยั ครั้งน้ผี ู้วิจยั ไดก้ าหนดเครือ่ งมือท่ีใชใ้ นการวิจัยประกอบดว้ ย
1. แผนการจัดการเรียนรู้ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้เรื่อง ไขมนั และน้ามนั จานวน 1 แผน 4 ช่ัวโมง
แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน เร่ือง ไขมันและน้ามัน จานวน 1 ฉบับ เป็นแบบปรนัย ชนิด
เลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 10 ขอ้ 10 คะแนน (ใชว้ ดั กอ่ นเรยี นและหลังเรยี น)

4. ขั้นตอนการสรา้ งเครื่องมอื
4.1 การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง ไขมันและน้ามัน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4

ทจี่ ัดการเรยี นรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ จานวน 4 ชั่วโมง มีขนั้ ตอนการสรา้ งแผนดงั น้ี

4.1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนกาแพงวิทยา ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง
จุดประสงค์การเรียนรู้ คาอธิบายรายวิชา วิเคราะห์เน้ือหา การสร้างแผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระ
การเรยี นรู้วิทยาศาสตร์ ชว่ งชน้ั ท่ี 4 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 4 หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 3 เรอ่ื ง ไขมันและน้ามนั

4.1.2 ศึกษาขนั้ ตอนการจดั การเรียนรู้ การสร้างแผน และเขียนแผนการจัดการเรียนรู้ โดย
ใช้ชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้

4.1.3 นาแผนการจัดการเรียนรู้เร่ือง ไขมันและน้ามัน ที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วไปใช้เป็น
เครือ่ งมอื ในการวจิ ัย

4.2 สรา้ งแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิท์ างการเรียน
4.2.1 ศกึ ษาสาระการเรยี นรู้ มาตรฐานการเรียนรู้ และผลการเรียนรู้ที่คาดหวังในระดับชั้น

มธั ยมศึกษาปที ่ี 4
4.2.2 วิเคราะหเ์ นอ้ื หาและพฤติกรรมเพอ่ื กาหนดจานวนแบบทดสอบตามจดุ ประสงค์
4.2.3 สรา้ งแบบทดสอบแบบเลือกตอบชนดิ 4 ตวั เลอื ก จานวน 10 ขอ้

5. การด้าเนนิ การทดลองและการเกบ็ รวบรวมข้อมูล

การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้เรื่อง ไขมันและน้ามัน ช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้ชุด
กิจกรรมการเรยี นรู้ ผวู้ ิจัยได้ดาเนนิ การ 3 ขน้ั ตอน คอื

1. ก่อนดาเนินการทดลอง เป็นขั้นตอนท่ีผู้วิจัยศึกษารูปแบบเคร่ืองมือท่ีใช้ในการวิจัย เช่น
แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวดั ผลการเรียนรู้ ผู้วจิ ยั ไดท้ าความคนุ้ เคยกับกลุ่มผู้ทดลอง จากน้ัน
จึงทดสอบก่อนเรียนเร่ือง ไขมันและน้ามัน ให้เวลา 20 นาที ข้อสอบแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จานวน
10 ขอ้

2. ข้ันทดลอง เป็นขั้นทผ่ี วู้ ิจัยไดด้ าเนนิ การสอนกลุ่มทดลองดว้ ยตนเอง โดยใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ในการจัดการเรียนการสอน ตามแผนการจัดการเรียนรู้ที่ผู้วิจัยสร้างข้ึน ในการดาเนินการ
ทดลองใชเ้ วลา 1 คาบการเรยี นรู้ โดยมขี น้ั ตอนดังน้ี

ขน้ั ท่ี 1 ข้นั นาทบทวนเน้ือหาความรเู้ ดมิ
ขัน้ ท่ี 2 ใหน้ ักเรยี นทาความรู้จักเก่ียวกับโปรตนี ดว้ ยชุดกจิ กรรมการเรยี นรู้
ข้ันท่ี 3 สรุปเนอ้ื หาทส่ี อนไป
3. ขั้นหลังการทดลอง หลังจากเสร็จส้ินการทดลองผู้วิจัยได้นาแบบทดสอบหลังเรียนให้
นักเรียนทาโดยใหเ้ วลาในการทา 20 นาที ขอ้ สอบแบบปรนัย 4 ตัวเลอื ก จานวน 10 ข้อ

6. การวิเคราะห์ขอ้ มลู และสถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวิจัย
ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลตามระเบียบวิธีวิจัยโดยใช้สถิติวิเคราะห์ที่เหมาะสม กับวัตถุประสงค์ของ

การวิจยั ดังนี้
6.1 การวเิ คราะห์ข้อมูลจากแบบทดสอบวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ใช้ค่าสถติ ิดงั นี้
- คา่ เฉลยี่ ( ̅)
- ค่าเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.)
การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้

คณติ ศาสตร์ เร่อื ง ความสมั พันธ์ระหว่างรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษา
ปีที่ 1 ท่ีจัดการเรียนรู้โดยใช้สื่อแบบฝึกเสริมทักษะ ทาได้โดยการวิเคราะห์หาค่าเฉล่ีย ( ̅) และค่า
เบ่ียงเบนมาตรฐาน และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉล่ียของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้โดยการ
ทดสอบคา่ ที (t-test) แบบ Dependent

- คา่ เฉลยี่ ( ̅)

ใช้สูตร ̅ ∑

เม่อื ̅ แทน ค่าเฉลย่ี
แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
∑ แทน จานวนผู้สอบ

- คา่ เบยี่ งเบนมาตรฐาน (S.D.)

ใช้สูตร √ ∑ (∑ )
( )

เมือ่ แทน ค่าส่วนเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
∑ แทน ผลรวมของคะแนนตวั ยกกาลังสอง
(∑ ) แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด
แทน จานวนนกั เรยี น

- การทดสอบค่าที (t-test) แบบ Dependent (ไมอ่ ิสระ)

ใช้สูตร ∑
√ ∑ (∑ )

เมอ่ื ∑ แทน ผลรวมความแตกต่างของคะแนนแต่ละคู่
∑ แทน ผลรวมความแตกตา่ งของคะแนนกาลังสอง

(∑ ) แทน ผลรวมของข้อมูลความแตกตา่ งของคะแนนท้งั หมดกาลงั สอง

บทท่ี 4
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล

การวจิ ยั ครงั้ นี้ มวี ตั ถปุ ระสงค์เพือ่ เปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง ไขมันและน้ามัน
หลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ือง
ไขมันและน้ามัน ก่อนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1
โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล โดยผู้วิจัยได้เสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อตอบ
วัตถุประสงค์ของการวิจัย รายละเอียดดังน้ี

ตอนที่ 1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง ไขมันและน้ามัน หลังใช้ชุดกิจกรรม
การเรียนรู้กบั เกณฑ์ร้อยละ 70

ตอนท่ี 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง ไขมันและน้ามัน ก่อนและหลังเรียน
ดว้ ยชุดกิจกรรมการเรยี นรู้
ตอนที่ 1 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ือง ไขมันและน้ามัน หลังใช้ชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้กบั เกณฑร์ ้อยละ 70

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง ไขมันและน้ามัน หลังใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้
ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4/1 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล กับเกณฑ์ร้อยละ
70 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูลปรากฏดงั แสดงในตารางท่ี 1

ตารางที่ 1แสดงคะแนนหลังเรียนโดยใชแ้ บบฝึกทักษะเม่อื เปรียบเทียบกบั เกณฑร์ ้อยละ 70

นกั เรยี นคนท่ี คะแนนหลังเรียน เทียบกับเกณฑร์ ้อยละ 70
(คะแนนเต็ม 10 คะแนน) (ผา่ นเกณฑ์ 7 คะแนน)

18 80

28 80

37 70

47 70

58 80

68 80

78 80

88 80

98 80

ตารางท่ี 1(ต่อ) คะแนนหลงั เรยี น เทยี บกับเกณฑ์ร้อยละ 70
(คะแนนเต็ม 10 คะแนน) (ผา่ นเกณฑ์ 7 คะแนน)
นักเรยี นคนที่
7 70
10 7 70
11 7 70
12 8 80
13 8 80
14 7 70
15 7 70
16 7 70
17 7 70
18 8 80
19 8 80
20 7 70
21 7 70
22 7 70
23 8 80
24 8 80
25 7 70
26 8 80
27 7 70
28 8 80
29 7 70
30 8 80
31 7 70
32 7 70
33 8 80
34

ตารางท่ี 1(ตอ่ ) คะแนนหลงั เรยี น เทยี บกบั เกณฑ์ร้อยละ 70
(คะแนนเต็ม 10 คะแนน) (ผ่านเกณฑ์ 7 คะแนน)
นกั เรียนคนที่
8 80
35 9
36 90

̅ 7.55 76

จากตารางที่ 1 จะเห็นว่า หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนมีคะแนนเฉล่ียรวม
สงู กว่าเกณฑร์ ้อยละ 70 เมือ่ พจิ ารณาคะแนนเป็นรายบุคคลพบว่านักเรียนมีคะแนนผ่านเกณฑ์ร้อยละ
70 จานวน 36 คน และนักเรยี นทต่ี ่ากว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 จานวน 0 คน

ตอนท่ี 2 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นเร่อื ง ไขมันและน้ามนั กอ่ นและหลังเรยี นด้วย

ชดุ กจิ กรรมการเรยี นรู้

การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเร่ือง ไขมันและน้ามัน ก่อนและหลังเรียนด้วยแบบ
ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ของนกั เรยี นช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูลปรากฏดงั แสดงในตารางที่ 2
ตารางท่ี 2 แสดงคะแนนคา่ เฉล่ยี และสว่ นเบยี่ งเบนมาตรฐานของคะแนนกอ่ นและหลงั เรียนดว้ ยชดุ
กจิ กรรมการเรยี นรู้

นกั เรยี นคนที่ คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลังเรียน คะแนนที่เพ่ิมข้นึ
(คะแนนเต็ม 10 คะแนน) (คะแนนเต็ม 10 คะแนน)

16 8 +2

24 8 +4

35 7 +2

46 7 +1

56 8 +2

64 8 +4

76 8 +2

87 8 +1

92 8 +6

10 3 7 +4

นกั เรียนคนท่ี คะแนนก่อนเรยี น คะแนนหลงั เรียน คะแนนท่เี พ่ิมขน้ึ
(คะแนนเต็ม 10 คะแนน) (คะแนนเตม็ 10 คะแนน)
11 +3
12 4 7 +3
13 4 7 +4
14 4 8 +2
15 6 8 +1
16 6 7 +4
17 3 7 +3
18 4 7 +1
19 6 7 +4
20 4 8 +4
21 4 8 +4
22 3 7 +4
23 3 7 +3
24 4 7 +4
25 4 8 +5
26 3 8 +4
27 3 7 +2
28 6 8 +2
29 5 7 +3
30 5 8 +2
31 5 7 +6
32 2 8 +1
33 6 7 +2
34 5 7 +3
35 5 8 +4
36 4 8 +3
6 9

นักเรียนคนท่ี คะแนนกอ่ นเรียน คะแนนหลงั เรยี น คะแนนที่เพ่ิมข้นึ
(คะแนนเต็ม 10 คะแนน) (คะแนนเตม็ 10 คะแนน)

̅ 4.52 7.75
S.D. 2.15 1.61

จากตารางท่ี 2 จะเห็นได้ว่าก่อนเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนทาคะแนนสูงสุดได้
คะแนน 7 คะแนนต่าสุด 2 คะแนน คะแนนเฉล่ีย ( ̅) 4.52 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
(S.D.) 2.15 และหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนทาคะแนนสูงสุดได้ 9 คะแนน คะแนน
ต่าสุด 7 คะแนน คะแนนเฉลี่ย ( ̅) 7.75 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.61 แสดงให้
เหน็ ว่า หลงั เรียนด้วยชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้นกั เรยี นมผี ลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นสงู กวา่ กอ่ นเรียน

บทที่ 5
สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ

การวจิ ัยครั้งนีม้ ีวัตถุประสงค์เพื่อเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนเรือ่ ง หลังใช้ชุดการสอน
กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และเพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ไขมันและน้ามัน ก่อนและ
หลังเรียนด้วยแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/1 โรงเรียนกาแพงวิทยา
อาเภอละงู จังหวัดสตูล

ประชากร (หรือกลุ่มตัวอย่าง) ท่ีใช้ในการวิจัยคร้ังนี้ ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 4/1
ประจาปกี ารศกึ ษา 2564 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล จานวน 36 คน ซึ่งได้มาจาก
วธิ ีการเลอื กแบบเจาะจง

เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยในคร้ังน้ี ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้กลุ่มสาระการ
เรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เร่ือง ไขมันและน้ามัน ชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 จานวน 1 แผน 2)
นวัตกรรมท่ีเลือกใช้ จานวน 1 ชุด/กิจกรรม ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ บทที่ 3 เร่ือง ไขมันและ
น้ามัน 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
เรื่อง ไขมันและน้ามัน เป็นแบบทดสอบท่ีใช้วัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง ไขมันและน้ามัน ของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4 ซึ่งใช้สาหรับทดสอบนักเรียนก่อนและหลังใช้ชุดการสอนเป็น
แบบทดสอบชนิดเลือกตอบมี 4 ตวั เลอื ก จานวน 10 ข้อ จานวน 1 ฉบบั

การวิเคราะห์ข้อมูล ทาได้โดยการวิเคราะห์หาค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉล่ีย (Mean)
และสว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) ของคะแนนทไ่ี ดจ้ ากการทดสอบ

สรปุ ผลการวิจัย

ผลการวจิ ัยสรปุ และนาเสนอตามลาดบั ดงั น้ี

1. หลงั เรยี นโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนมีคะแนนเฉลี่ยรวมสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70
เม่ือพิจารณาคะแนนเป็นรายบุคคลพบว่า นักเรียนมีคะแนนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 จานวน 36 คน
และนักเรียนมคี ะแนนต่ากวา่ เกณฑ์ร้อยละ 70 จานวน 0 คน

2. ก่อนเรียนด้วยแบบชุดกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนทาคะแนนสูงสุดได้ 7 คะแนน และ
คะแนนต่าสุดได้ 2 คะแนน คะแนนเฉล่ีย ( ̅) 4.52 คะแนน และส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) 2.15
และหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะนักเรียนทาคะแนนสูงสุดได้ 9 คะแนน คะแนนต่าสุด 7 คะแนน
คะแนนเฉลี่ย ( ̅) 7.75 คะแนน และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) 1.61 แสดงให้เห็นว่า หลังเรียน
ด้วยแบบฝกึ เสริมทักษะนกั เรยี นมผี ลสัมฤทธท์ิ างการเรียนสงู กวา่ ก่อนเรียน

อภปิ รายผล

จากผลการวิจยั สามารถอภิปรายผลตามวตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั ดังน้ี
1. ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเร่ือง ไขมันและน้ามัน หลังเรียนโดยใช้ชุด

กจิ กรรมการเรียนรู้ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 4/1 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล

กับเกณฑ์ร้อยละ 70 พบว่า หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
สูงกว่าเกณฑ์ ทง้ั นี้อาจเป็นเพราะว่า นกั เรยี นไดฝ้ กึ การทาชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ทาให้มีความเข้าใจได้
อยา่ งชดั เจนจากการ จากชุดกิจกรรมการเรยี นรู้ สอดคล้องกบั งานวจิ ยั ของ ลาวรรณ โฮมแพน (2550
: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาการศึกษาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิด
วิเคราะห์ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ที่ได้รับการสอนโดยใช้ชุดกิจกรรมวิทยาศาสตร์ เพื่อส่งเสริม
การคิดวิเคราะห์ โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ ปีการศึกษา 2549 ผลการศึกษาพบว่าผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
ที่ได้รับ การสอนโดยใ ช้ชุดกิจ กรรมวิทยาศา สตร์เ พื่อส่งเ สริม การคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อน
เรียนอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ .01

2. ผลการเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนเร่อื ง ก่อนและหลังเรยี นดว้ ยชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 4/1 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล พบว่า
หลังจากท่ีนักเรียนเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนกลุ่มสาระ
วิทยาศาสตร์เพิ่มข้ึน เร่ือง ไขมันและน้ามัน สูงกว่าก่อนเรียน ทั้งน้ีอาจเป็นเพราะว่าชุดกิจกรรมการ
เรียนรู้มีเนื้อหากระชับ สีสันรวมถึงวิธีการทาท่ีหลากหลาย สร้างแรงจูงใจในการเรียนด้วยสีสันและ
กิจกรรมในแบบฝึกทักษะท่ีสนุกสนาน เช่น การจับภาพ การระสีรูปภาพ รวมถึงการเติมคาจากชุด
กิจกรรมการเรียนรู้ ซึ่งสอดคล้อง สอดคล้องกับงานวิจัยของ รัชณงค์ หนูเวียง (2553 : บทคัดย่อ)
ได้พัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ตามกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ วิชาวิทยาศาสตร์
พ้นื ฐานเรื่องแรงและการเคล่ือนท่ี สาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนต้ิววิทยาคม สานักงาน
เขตพ้ืนที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 40 ผลการศึกษา พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนท่ีเรียน
ดว้ ยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ตามวัฎจักรการสืบเสาะ หาความรู้ (5E) เรื่องสารในชีวิตประจาวัน กลุ่ม
สาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ สาหรับนักเรียนช้ันประถมศึกษาปีท่ี 6 หลงั เรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมี
นยั สาคญั ทางสถติ ิท่ีระดับ .01

ขอ้ เสนอแนะ

1. ขอ้ เสนอแนะจากการวิจัยในครั้งนี้

1.1 ครูผู้สอนนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ มาใช้ในกิจกรรมการเรียนการสอนอย่างกว้างขวาง
เพราะสามารถทาให้นักเรียนสนใจในการเรียนและสนใจการเรียนเรื่อง ไขมันและน้ามันและส่งผลให้
ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นสูงขนึ้

1.2 ขอ้ เสนอแนะสาหรับการวจิ ยั ครัง้ ตอ่ ไป

1.2.1 ควรมีการนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ไปปรับปรุง แก้ไข และเพ่ิมเติมเนื้อหาให้มาก
ขนึ้ เพ่ือใหเ้ กิดประโยชน์ต่อนักเรยี นเพิ่มขน้ึ

1.2.2 ควรมีการจดั การเรยี นรูโ้ ดยใช้ชุดกจิ กรรมการเรียนรู้ ในหน่วยการเรียนรู้อ่นื ๆ ดว้ ย
1.2.3 ควรมีการจดั การเรียนรู้โดยใช้ชดุ กจิ กรรมการเรียนรู้ ในระดับช้ันอนื่ ๆ ด้วย
1.2.4 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนโดยใช้แบบึกทักษะ ควรใช้สื่อการเรียน
การสอนอ่ืน ๆ เพิ่มเตมิ

บรรณานกุ รม

กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. แนวทางการวดั ผลประเมนิ ผลการเรยี นรู้ตามหลกั สตู รการศกึ ษาขนั้ พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช
2544. กรุงเทพ ฯ : โรงพิมพ์องค์การรับสง่ สนิ ค้าและพสั ดภุ ณั ฑ์ (ร.ส.พ.).,2545.

กาญจนา วัตฒายุ. การเปรยี บเทยี บพฤตกิ รรมการสอนทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ ของครวู ทิ ยาศาสตร์
มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ ทส่ี อนในระดบั ตา่ งกนั ในโรงเรยี นมลู นธิ ิเซนคาเบรยี ล. วิทยานิพนธ์ ค.ม. กรงุ เทพฯ :
จฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย, 2541.

ซ่ึงนิคม ชมพูหลง. การตรวจสอบความเทย่ี งตรงเชงิ โครงสรา้ งของชดุ ฝกึ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ นั้
พนื้ ฐาน. ปรญิ ญานพิ นธ์ ปริญญามหาบัณฑติ . กรุงเทพฯ : มหาวทิ ยาลยั ศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร ,
2543.

ทวีศักด์ิ ชยั มาโย. กระบวนการแสวงหาความรทู้ างวทิ ยาศาสตร์. นครสวรรค์ : สถาบนั ราชภฏั , 2542.
มฉี ัตร ศรเี ทย่ี ง. ผลการจดั กจิ กรรมการประเทืองปญั ญาทางวิทยาศาสตรท์ มี่ ตี อ่ ทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์

และเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์ของนักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปที ี่ 6. วทิ ยานิพนธค์ รุศาสตร์ อตุ สาหกรรม
มหาบัณฑิต สาขาการศึกษาวทิ ยาศาสตร์ บัณฑติ วิทยาลัย. สถาบนั เทคโนโลยพี ระจอมเกล้าเจา้ คณุ ทหาร
ลาดกระบัง , 2544.
รุจิร์ ภูสาระ. การพฒั นาแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ น้ั พ้นื ฐาน. วทิ ยานิพนธ์ กศ.ม. มหาสารคาม :
มหาวทิ ยาลยั มหาสารคาม, 2543.
ลาวลั โฮมแพน. การศกึ ษาผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียนวชิ าวทิ ยาศาสตรแ์ ละทกั ษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วชิ า
วทิ ยาศาสตร์ เรอ่ื งการขนส่งและการสอื่ สารของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ระหวา่ งการสอนโดยใชม้ โนมติ
รปู ตวั วกี บั การสอนปกติ. วิทยานิพนธ์ ศษม. ขอนแก่น : มหาวทิ ยาลยั ขอนแก่น. 2540.
วฒั นาพร ระงบั ทุกข์. การพฒั นาการคดิ ของนักเรียนดว้ ยกจิ กรรมทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร.์ กรุงเทพฯ :
สถาบันพัฒนาคณุ ภาพวิชาการ.(พว.) , 2542.
วิชาการ, กรม. กระทรวง. การวจิ ยั พฒั นาระดบั โรงเรยี น. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพค์ รุ สุ ภาลาดพร้าว, 2536.
ไพศาล หวังพานชิ “หลกั การเขยี นขอ้ สอบ” วารสารการวดั ผลการศกึ ษา. (กันยายน - ธนั วาคม 2543) หน้า 41 –
52.
สาลี รกั สทุ ธ์ิ. การพฒั นาแบบฝึกทกั ษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรข์ ั้นพืน้ ฐาน สาหรบั นักเรยี นชน้ั ประถมศึกษาปี
ที่ 6 วิทยานิพนธ์ศกึ ษาศาสตร์มหาบัณฑติ สาขาหลักสูตรและการสอน บัณฑติ วทิ ยาลัย : มหาวิทยาลยั
นครสวรรค์, 2546.
สุพล วงั สนิ ธุ. “การสอนใหน้ ักเรยี นเปน็ วทิ ยาศาสตร์”. ในความหลากหลายวธิ สี อนของครตู น้ แบบ 2541 วชิ า
วทิ ยาศาสตร์. กรงุ เทพฯ : คุรุสภาลาดพร้าว, 2542.
สุรชยั ขวญั เมอื ง. เอกสารการสอนชดุ วชิ าสถติ วิ จิ ยั และการประเมนิ ผลทางการศกึ ษาหนว่ ยท่ี 9. นนทบรุ ี : โรงพิมพ์
วิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช, 2537.

ภาคผนวก






Click to View FlipBook Version