รายงานวจิ ยั ในช้ันเรียน
การพัฒนาผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน
เรือ่ ง การสรา้ งคาในภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการสร้างคา รว่ มกับรูปแบบการ
เรยี นร้แู บบรว่ มมือ-เทคนคิ เพือ่ นค่คู ิด (Think pair share)รายวิชาภาษาไทย ท21102
ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1
นางนิศาชล ชยั แกว้
ตาแหนง่ ครู
ภาคเรยี นที่ 2 ปกี ารศึกษา 2564
กล่มุ สาระการเรยี นรู้ภาษาไทย
โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวดั สตลู
สานักงานเขตพนื้ ทีก่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษาสงขลา สตลู
ก
ช่ือเรื่อง การพฒั นาผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นเรอ่ื ง การสร้างคาในภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝึกทักษะ
การสรา้ งคา ร่วมกบั รูปแบบการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื - เทคนิคเพอ่ื นคคู่ ดิ (Think pair share)
รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ระดบั ช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1
ผู้วจิ ัย นางนศิ าชล ชัยแกว้
กลุ่มสาระฯ ภาษาไทย
ปี การศึกษา 2564
บทคัดย่อ
งานวจิ ัยคร้งั นมี้ ีวตั ถปุ ระสงค์เพื่อเปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ิก่อนและหลงั การใชแ้ บบฝกึ ทักษะการ สรา้ ง
คา ร่วมกบั รูปแบบการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื - เทคนิคเพ่ือนคคู่ ิด (Think pair share) รายวิชาภาษาไทย ท
21102 ระดับช้ันมธั ยมศึกษาปที ี่ 1 กลมุ่ ตัวอยา่ งที่ใชใ้ นการวจิ ัยคร้งั นี้ เปน็ นกั เรยี นชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 1
โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอ ละงู จงั หวดั สตลู ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2564 จานวน 1 หอ้ งเรียน ไดแ้ ก่
นกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปที ี่ 1/4 จานวน 35 คน โดยสมุ่ แบบเจาะจง ใชเ้ วลาทดลองทงั้ สิ้น 7 คาบ คาบละ 50
นาที โดยใชแ้ ผนการวิจยั แบบ One-group Pretest-Posttest Design เครือ่ งมอื ที่ใช้ในการวิจยั ประกอบด้วย
1) โดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการสรา้ งคา รว่ มกับรปู แบบการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ - เทคนคิ เพ่ือนคคู่ ิด (Think pair
share) 2) แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรียน เรื่อง คามลู คาประสม 3)วิเคราะห์ขอ้ มูลโดยสถติ ิทดสอบ
โดยใช้คา่ เฉล่ียและส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจยั พบว่า การประเมินผลการเรยี นรกู้ ่อนและหลัง โดยใช้แบบฝึกทกั ษะการ สรา้ งคา รว่ มกับ
รูปแบบการเรยี นร้แู บบร่วมมือ - เทคนิคเพ่ือนคู่คิด (Think pair share) มคี ะแนนเฉลี่ยหลังใช้โดยใช้แบบฝึก
ทักษะการ สรา้ งคา รว่ มกบั รูปแบบการเรียนรแู้ บบร่วมมือ - เทคนิคเพ่ือนคู่คิด (Think pair share)สงู กวา่
กอ่ นใช้แบบฝึกทักษะ และเมื่อทดสอบคะแนนเฉลีย่ ดว้ ยสถิติ พบวา่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นหลังใชแ้ บบฝึก
ทักษะการสรา้ งคา ร่วมกบั รปู แบบการเรียนรแู้ บบร่วมมือ - เทคนคิ เพ่ือนคคู่ ิด (Think pair share)
มคี ่าเฉล่ยี ( ) 13.94 และสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน(S,D) 1.83
ข
สารบัญ
หน้า
บทคดั ย่อ………………………………………………………………………………………………………………………………………. ก
สารบัญ………………………………………………………………………………………………………………………………………… ข
สารบญั ตาราง…………………………………………………………………………………………………….………………………… ค
บทท่ี 1 บทนา……………………………………………………………….…………………………………………….………………… 1
1
ความเป็นมาและความสาคญั ของปญั หา…………….…………………………………………………………………….. 2
วตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั
2
สมมติฐานของงานวจิ ยั
3
ขอบเขตของการวจิ ยั ……………………………………………………………………………………………………….……… 4
บทที่ 2 เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วข้อง………………………………………………………………………………………… 4
15
เอกสารเกี่ยวกับแบบฝึกทักษะ…… …………………………………………………………………………………….… 18
รูปแบบการเรียนรูแ้ บบรว่ มมอื - เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) ………………………………… 21
ความพงึ พอใจ…………………………………………………………………………………………………………………. 22
งานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้อง……………………………………………………………………………………………..……………… 22
บทที่ 3 วธิ ีดาเนนิ การวจิ ัย……………………………………………………………………...……………………………………… 22
รปู แบบการวจิ ยั ……………………………………………………………………………….………………………………….. 22
ประชากรและกลุม่ ตัวอยา่ ง…………………………………………………………………………………………………….. 22
เครอื่ งมอื ท่ใี ชใ้ นการเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………………………….. 23
ขน้ั ตอนการสร้างและพัฒนาเครอื่ งมอื ………………………………………………………………………………………. 24
การเก็บรวบรวมข้อมูล…………………………………………………………………………………………………………….
การวิเคราะห์ขอ้ มูล…………………………………………………………………………………………………………………
สถิติทใ่ี ช้วิเคราะหข์ อ้ มูล …………………………………………………………………………………………………………. 24
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล………………………………………………………….…………………………………………….
ผลการวิเคราะหข์ ้อมูล…………………………………………………………………………………………………………….. 25
บทท่ี 5 สรุป อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ……………………..…………………………………………….……………….. 28
สรุปผลการวจิ ัย……………………………………………………………………………………………………………………… 28
อภปิ รายผล…………………………………………………………………………………………………………………………… 28
ข้อเสนอแนะ…………………………………………………………………………………………………………………………. 29
บรรณานกุ รม……………………………………………………………………………………………………………………………….. 16
ภาคผนวก……………………………………………………………………………….…………………………………………….……… 17
ภาคผนวก ก รายช่อื ผ้เู ชยี่ วชาญเป็นผตู้ รวจสอบเคร่ืองมือ…………………………………………………………………. 30
ภาคผนวก ข ตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ………………………………………………………………………………. 32
ภาคผนวก ค เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการวิจัย………………………………………………………………………………………… 35
ภาคผนวก ง แบบสอบถามความพงึ พอใจ…………………………………………………………………………………..... 46
ภาคผนวก จ ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล………………………………………………………………………………………………. 49
ค
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี หน้า
1.ผลการเปรยี บเทียบผลสมั ฤทธ์ทิ างการเรยี นก่อนและหลังใช้เปรียบเทียบผลสัมฤทธิก์ ่อนและหลงั การใช้
แบบฝึกทกั ษะการ สรา้ งคา ร่วมกบั รูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมอื - เทคนิคเพ่ือนคู่คิด (Think pair
share) ………………………………………………………………………………………………….………………….
1
บทท่ี 1
บทนำ
ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปญั หำ
ภาษาไทยเปน็ ภาษาทีใ่ ชใ้ นการสอ่ื สารสาหรับคนไทย ซ่งึ เป็นเครือ่ งมือในการสร้างความเข้าใจอันดีต่อ
กนั ท้ังนยี้ ังแสดงความเปน็ ปกึ แผ่นของสังคมไทย ดงั นั้นแลว้ คนไทยจึงจาเปน็ ต้องตระหนักและใหค้ วามสาคัญ
ต่อภาษาไทย ซงึ่ จะตอ้ งทาความเข้าใจ ศกึ ษาหลักเกณฑข์ องภาษา และฝกึ ฝนให้เกิดทักษะให้ครบ ทงั้ ด้านการ
ฟัง การพูด การอ่าน รวมถึงการเขียนภาษาไทยให้ถูกต้องตามอักขรวิธีทางภาษา เพื่อให้การส่ือสารเป็นไป
อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการแสวงหาความรู้ในแขนงวิชาอ่ืน ๆ รวมท้ังการสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน
การสร้างความเป็นเอกภาพของชาติและความจรรโลงใจด้วยเช่นกัน เพื่อให้เกิดประโยชน์อันสูงสุดแก่ตนเอง
ชุมชน สังคมและประเทศชาตติ อ่ ไป (วิมลรัตน์ สุนทรโรจน์, 2545, น. 5) โดยที่สอดคลอ้ งกบั พระราชบัญญัติ
การศึกษาแห่งชาติ มาตราท่ี 6 ความว่า “การจัดการศึกษาต้องเป็นไปเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่
สมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ สติปัญญาความรู้และคุณธรรม มีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการดารงชีวิต
สามารถอยู่ร่วมกันได้กับผู้อ่ืนอย่างมีความสุข” การท่ีจะพัฒนาคนได้คือให้การศึกษา และการศึกษาจะมี
ประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้น้ัน ผู้เรียนจะต้องอ่านออก เขียนได้ โดยท่ีทักษะทางภาษาเป็นรากฐานและ
หัวใจทีส่ าคัญในการศกึ ษาหาความรู้ (สานกั งานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้นื ฐาน, 2551) ถึ ง แ ม้ ว่ า
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานจะให้ความสาคัญกับรายวิชาภาษาไทย ท้ังสถานศึกษาและครูผู้สอน
รายวชิ าภาษาไทยเองตา่ งก็ตระหนักถึงความสาคัญและพยายามจัดการเรียนการสอนให้เกิดประสิทธิภาพมาก
ที่สุด แต่ผลปรากฏในทางตรงกันข้ามเม่ือนักเรียนส่วนใหญ่ไม่เห็นถึงความสาคัญและความจาเป็นท่ีจะต้อง
เรียนในรายวิชาภาษาไทย ทาให้ผลสัมฤทธ์ิในรายวิชาน้ีน้ันค่อนข้างต่า ผู้วิจัยจึงค้นพบปัญหาท่ีเกิดขึ้นในชั้น
เรียน ว่านักเรียนส่วนใหญ่นั้นไม่ค่อยสนใจเรียนในรายวิชาภาษาไทย อีกทั้งเกิดความเบ่ือหน่ายและ
โดยเฉพาะสาระท่ี 4 หลักการใชภ้ าษา ที่ทาใหน้ ักเรยี นร้สู ึกว่ารสู้ กึ วา่ หลกั ไวยากรณ์หรือหลักภาษาไทยน้ันเป็น
เร่ืองยาก และด้วยวิธีการสอนของครูท่ีเน้นแต่แบบบรรยายโดยที่ให้นักเรียนเป็นผู้รับแต่เพียงอย่างเดียวและ
ไม่มีส่ือการสอนที่ดึงดูดความสนใจของนักเรียนด้วยแล้วน้ัน ย่อมทาให้วิชาภาษาไทยท่ีเป็นวิชาท่ีต้องใช้
ความจาไม่น่าสนใจย่ิงข้ึนไป ซึ่งในเนื้อหารายวิชาพบว่าการสร้างคาในภาษาไทยเกิดปัญหาคือ นักเรียนส่วน
ใหญ่ไม่ทราบความหมายของคาศัพท์ วิธีการสร้างคา แยกไม่ออกระหว่างคากับพยางค์ และมีความสับสน
ระหว่างคามูลและคาประสม ซ่ึงเร่ืองนี้นับเป็นเรื่องท่ีสาคัญมาก เนื่องจากนักเรียนต้องนาคาเหล่าน้ีไปใช้ใน
ระดับสงู ขึ้นไป แต่เมอ่ื นกั เรียนไม่มีพ้ืนฐานเรื่องการสร้างคาในภาษาไทยจะทาใหเ้ กิดการใช้คาที่ไม่ถูกต้องตาม
ห ลั ก เ ก ณ ฑ์ ข อ ง ภ า ษ า ซ่ึ ง อ า จ ก่ อ ใ ห้ เ กิ ด ปั ญ ห า ใ น ก า ร เ รี ย น ใ น ร ะ ดั บ สู ง ข้ึ น ไ ป
ปัญหาความสบั สนและความไม่เข้าใจอย่างถ่องแท้ใน เรือ่ งการสร้างคาในภาษาไทย สง่ ผลโดยตรงต่อ
การเรียนในรายวชิ าภาษาไทยและความไม่เข้าใจหลักภาษาที่คลาดเคลื่อนไป ทั้งในเรื่องของคามูล คาประสม
ซึ่งมีรายละเอียดและกฎเกณฑ์ทางภาษาที่ซับซ้อนและละเอียดลึกลงไป ดังนั้นเพ่ือให้ผู้เรียนเกิดความรู้และ
ความเข้าใจ รวมถึงดึงดูดความสนใจของนักเรียนให้สนใจเรียนในรายวิชาภาษาไทยเพ่ิมข้ึน ผู้วิจัยจึงเลือกใช้
วิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคา โดยใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคาร่วมกับรูปแบบการ
เรียนรแู้ บบรว่ มมือ – เทคนิคเพอื่ นคูค่ ดิ (Think pair share)
2
วตั ถุประสงค์ของกำรวจิ ัย
1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การสร้างคาในภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะ
การสรา้ งคารว่ มกับรปู แบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ - เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) เร่ือง คา
มลู และคาประสม รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1
2. เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผูเ้ รียนต่อการจดั การเรียนรู้โดยใชแ้ บบฝกึ ทกั ษะการสรา้ งคาร่วมกับ
รูปแบบการเรียนรูแ้ บบร่วมมือ – เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share)
สมมตฐิ ำนกำรวจิ ยั
1. นักเรียนมีผลสัมฤทธ์ิเรื่อง การสร้างคาในภาษาไทยเพิ่มขึ้น หลังการจัดการเรียนรู้จัดการเรียนรู้
โดยใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคาร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ – เทคนิคเพื่อนคู่คิด
(Think pair share)
2. นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้จัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคา
รว่ มกบั รูปแบบการเรยี นร้แู บบร่วมมือ – เทคนิคเพื่อนคู่คดิ (Think pair share)
1. เน้ือหำทใ่ี ชใ้ นกำรวิจยั
เนื้อหาทนี่ ามาสร้างเปน็ แบบฝึกทักษะ ผู้วิจัยเลอื กเน้ือหาตามหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาขั้น
พนื้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 กลุ่มสาระการเรยี นรูภ้ าษาไทย สาระที่ 4 หลกั การใช้ภาษาไทย มาตรฐาน
ท 4.1 เข้าใจธรรมชาติของภาษา และหลักภาษาไทย การเปลี่ยนแปลงของภาษาและพลังของภาษา
ภูมิปัญญาทางภาษาและรักษาภาษาไทยไว้เป็นสมบัติของชาติ ท4.1 ม 1/2 การสร้างคา
ประกอบดว้ ย 1) คามูล 2) คาประสม
2. ระยะเวลำ
ทาการทดลองในภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศึกษา 2564 โดยใชเ้ วลาในชัว่ โมงเรียนวิชาภาษาไทยในแต่
ละสปั ดาห์ ระยะเวลา 7 ช่วั โมง (ไมร่ วมเวลาทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น)
3. ตวั แปรท่ีศกึ ษา
3.1 ตัวแปรต้น (Independent Variable) ได้แก่ การจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการ
สร้างคารว่ มกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ - เทคนคิ เพ่ือนคู่คดิ (Think pair share)
3.2 ตัวแปรตาม (Dependent Variables)
3.2.1 ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนเรอ่ื ง การสรา้ งคาในภาษาไทย วิชาภาษาไทย ท21102
3.2.2 ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 1 ท่ีมีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยใช้
แบบฝึกทักษะการสร้างคาร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ - เทคนิคเพื่อน
คู่คิด (Think pair share)
3
ขอบเขตกำรวิจัย
1.ประชากร
ประชากรท่ีใช้ในการวจิ ยั ครงั้ น้ี ได้แก่ นักเรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี่ 1 โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอ
ละงูจังหวัดสตลู ที่เรียนอยู่ในภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 6 ห้องเรียน นักเรียนทั้งหมด 222 คน
โดยทกุ ห้องเรียนจัดห้องนักเรียนแบบคละความสามารถ
2. กลุม่ ตัวอยา่ ง
กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู
จังหวัดสตูล ท่ีเรียนอยู่ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 1 ห้องเรียน จานวน 35 คน ซึ่งได้มาโดย
การสุม่ อย่างงา่ ย (Simple Random Sampling)
4
บทท่ี 2
เอกสารและงานวจิ ัยท่เี กยี่ วข้อง
การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรียนเรือ่ ง การสร้างคาในภาษาไทย โดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการสรา้ งคา
ร่วมกบั รปู แบบการเรียนรแู้ บบร่วมมอื – เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) เรื่อง คามลู และคาประสม
รายวิชาภาษาไทย ท21102 ระดบั ช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 1 ผ้วู จิ ัยได้ศกึ ษาคน้ คว้าเอกสารและงานวจิ ยั ต่าง ๆ ดังนี้
1. เอกสารเกย่ี วกับแบบฝกึ ทักษะ
2. รูปแบบการเรยี นร้แู บบร่วมมือ - เทคนคิ คคู่ ิด (Think pair share)
3. ความพึงพอใจ
2. งานวิจยั ที่เกย่ี วขอ้ ง
1. เอกสารเกย่ี วกบั แบบฝึกทักษะ
1.1 ความหมาย
การฝกึ เป็นกจิ กรรมที่มปี ระโยชน์ในการเรียนการสอนดงั น้นั การฝกึ โดยการใช้แบบฝึกเปน็
การจดั สภาพการณ์เพ่ือใหผ้ ู้ฝึกเปล่ยี นพฤตกิ รรมจนสามารถปฏิบตั งิ านที่ได้รับมอบหมายไดอ้ ย่างมี
ประสิทธิภาพ ในการสรา้ งแบบฝึกตอ้ งคานงึ ถึงหลกั การสรา้ งจิตวิทยาที่เกี่ยวข้องกบั แบบฝกึ ลกั ษณะของแบบ
ฝกึ ที่ดี ประโยชน์ของแบบฝกึ หลกั การนาไปใช้ เปน็ ตน้ จากการศึกษาความหมายของแบบฝึกทักษะ ได้มผี ู้ให้
ความหมายไวต้ า่ งๆ กนั ดังน้ี
ราชบัณฑติ ยสถาน (2546) แบบฝกึ หมายถึง แบบฝึกหัดหรอื ชดุ การสอนท่เี ปน็ แบบฝกึ หัดที่
ใช้เป็นตัวอย่างปญั หาหรือคาส่งั ท่ตี ง้ั ขนึ้ ให้นักเรยี นตอบ
สมศกั ด์ิ สินธุระเวชญ์ (2540) ไดใ้ ห้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า แบบฝกึ ทักษะ
หมายถงึ การจัดประสบการณ์ฝึกหดั เพื่อให้นักเรยี นนักศึกษาเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองและสามารถแก้ปัญหาได้ถกู ต้อง
อยา่ งหลากหลายและแปลกใหม่
สุพรรณี ไชยเทพ (2544) ไดใ้ หค้ วามหมายของแบบฝกึ ทักษะไว้วา่ แบบฝึกเสริมทักษะ
หมายถงึ เอกสารหรอื แบบฝึกหัดท่ีใชเ้ ปน็ สอ่ื ประกอบการเรียนการสอนเพือ่ ใหผ้ ู้เรียนไดฝ้ ึกปฏบิ ตั ิ เป็นการช่วย
เสริมให้นกั เรียนมีทักษะสงู ยง่ิ ข้นึ
พนิ ิจ จันทร์ซ้าย (2546) ไดใ้ ห้ความหมายของแบบฝกึ ทักษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะหมายถงึ งาน
กจิ กรรมหรือประสบการณ์ทผี่ ู้สอนจดั ใหผ้ ้เู รยี นไดฝ้ กึ ปฏบิ ตั เิ พ่ือทบทวนความร้ทู ่ีเรยี นมาแล้วใหส้ ามารถนา
ความรู้ทไี่ ด้ไปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวัน
อานวย เล่ือมใส (2546) ได้ให้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่า หมายถงึ แบบตวั อย่าง
ปญั หาหรอื คาส่ังใหผ้ เู้ รียนร้มู าแล้ว เพ่ือความรู้ความเข้าใจ และเป็นการเพิม่ ทกั ษะ ความชานาญให้แก่ผเู้ รียน
ทาให้การเรยี นมีประสิทธภิ าพยง่ิ ข้ึน
ไพบูลย์ มลู ดี (2546) ให้ความหมายของแบบฝึกทกั ษะไว้ว่า แบบฝึกทักษะเปน็ ชดุ การเรียนรู้
ทคี่ รจู ัดทาขนึ้ ใหผ้ เู้ รยี นได้ทบทวนเนือ้ หาที่เรยี นรู้มาแลว้ เพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจ จะชว่ ยเพ่มิ ทักษะความ
5
ชานาญและชว่ ยฝกึ ทกั ษะการคิดให้มากข้นึ ท้ังยังมปี ระโยชน์ในการลดภาระให้กับครูอีกทั้งพฒั นา
ความสามารถของผเู้ รยี นทาใหผ้ เู้ รยี นมองเห็นความกา้ วหน้าจากผลการเรียนรูข้ องตนเองได้
ถวัลย์ มาศจรสั (2548) ได้ให้ความหมายของแบบฝกึ ทักษะไวว้ ่า เป็นกจิ กรรมพฒั นาทักษะ
การเรยี นรู้ทีใ่ หผ้ ู้เรยี นเกิดการเรยี นรู้ไดอ้ ย่างเหมาะสมมีความหลากหลายและปริมาณเพยี งพอท่ีสามารถ
ตรวจสอบและพฒั นาทกั ษะ กระบวนความคิด กระบวนการเรียนรู้ สามารถนาผูเ้ รยี นสกู่ ารสรปุ ความคดิ รวบ
ยอดและหลักการสาคัญของสาระการเรยี นรู้ รวมทัง้ ทาใหผ้ เู้ รยี นสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนด้วย
ตนเองได้
ปริศนา พลหาร (2549) ได้ให้ความหมายของแบบฝกึ ทักษะไว้ว่า แบบฝึกหรือแบบฝกึ หดั
หรือแบบเสริมทักษะหมายถึงการจดั ประสบการณ์ฝกึ โดยใช้ตัวอย่างปัญหาหรือคาส่งั ท่ีตง้ั ขึน้ เพ่ือใหน้ กั เรยี น
เปน็ ผลู้ งมือปฏิบัตกิ ิจกรรมเองและเกดิ ความรคู้ วามเข้าใจและมีทักษะเพิ่มมากขึน้ ช่วยใหน้ ักเรยี นมีพัฒนาการ
ในการเรยี นรแู้ ละสามารถนาความร้คู วามสารมารถไปใช้แกป้ ญั หา นกั เรียนเรยี นรู้อย่างสนุกสนาน
ปราณี จณิ ฤทธิ์ (2552) ได้ใหค้ วามหมายของแบบฝึกทักษะไวว้ า่ แบบฝกึ หมายถึงงานท่คี รู
มอบหมายใหน้ กั เรียนทาด้วยตนเองภายหลงั จากได้เรียนบทเรียน เพ่อื เปน็ การทบทวนและฝกึ ทักษะในเร่ืองที่
เรยี นผา่ นมาแลว้
ประภาพร ถ่นิ อ่อง (2553) ได้ใหค้ วามหมายของแบบฝกึ ทักษะไว้ว่า แบบฝกึ ทักษะหมายถงึ
สื่อการเรียนการสอนที่สรา้ งข้ึนเพ่อื ใหน้ ักเรียนได้ฝึกปฏบิ ัติด้วยตนเองจนเกิดความรู้
ความเข้าใจเพิ่มขน้ึ โดยกจิ กรรมที่ได้ปฏบิ ตั ใิ นแบบฝกึ น้นั จะครอบคลมุ เน้ือหาท่ีเรียนไปแลว้ ทาใหน้ ักเรียนมี
ความรู้และทักษะมากขน้ึ เพราะมรี ปู แบบหรือลักษณะทหี่ ลากหลาย
คณิศร ศรีประไพ(2555 ไดใ้ ห้ความหมายของแบบฝึกทักษะไว้ว่าแบบฝึก แบบฝึกหดั หรือชดุ
การฝึก เป็นคาทมี่ ีความหมายคลา้ ยคลึงกนั คอื งานหรอื กิจกรรมทีผ้สู อนมอบหมายให้ผู้เรียนกระทาเพ่ือฝึก
ทกั ษะและทบทวนความรู้ ที่ได้เรยี นไปแลว้ ใหว้ ามชานาญ ถกู ต้อง คล่องแคลว่ จนสามารถนาความรู้ไป
แกป้ ัญหาไดโ้ ดยอัตโนมตั ิ
บุญนา เกษี (2556) ได้ใหค้ วามหมายของแบบฝกึ ทักษะไวว้ ่า แบบฝึกเป็นสือ่ การเรยี นการ
สอนท่สี รา้ งขนึ้ เพ่ือให้นกั เรียนไดฝ้ กึ ปฏิบัติดว้ ยตนเองจนเกดิ ความรคู้ วามเข้าใจเพม่ิ ขึ้น โดยกจิ กรรมที่ไดป้ ฏบิ ตั ิ
ในแบบฝึกน้นั จะครอบคลมุ เน้ือหาท่ีเรียนไปแล้ว ทาใหน้ ักเรยี นมคี วามรแู้ ละทกั ษะมากขึ้น และทาให้ผเู้ รียน
มองเหน็ ความกา้ วหน้าจากผลการเรยี นร้ขู องตนเองได้
สกุ จิ ศรีพรหม (2541) ได้ใหค้ วามหมายไวว้ ่า ชดุ การฝกึ หมายถึง การนาสื่อประสม
ท่สี อดคล้องกับเนื้อหาและจดุ ประสงคข์ องวชิ ามาใช้ในการเปล่ียนแปลงพฤติกรรมของผ้เู รยี นเพื่อใหเ้ กิดการ
เรียนรอู้ ย่างมีประสิทธิภาพ
ดงั นั้น จากแนวคดิ ของนักการศึกษาขา้ งตน้ สรปุ ไดว้ ่าแบบฝกึ ทกั ษะจงึ เป็นเคร่ืองมือท่ีชว่ ย
พัฒนาทกั ษะในเรอื่ งการเรยี นรูใ้ ห้มากขึน้ โดยอาศัยการฝกึ ฝนหรือปฏบิ ตั ิด้วยตนเองของผู้เรียน การสรา้ งแบบ
ฝกึ ทักษะจะต้องเป็นการเสริมทักษะพ้ืนฐานโดยกาหนดใหผ้ ู้เรียนฝึกฝนเรยี งลาดับจากงา่ ยไปยาก ปรมิ าณของ
เนื้อหาต้องเพียงพอทสี่ ามารถตรวจสอบและพฒั นาทักษะ กระบวนการคดิ กระบวนการเรียนรขู้ องผเู้ รยี นที่
เรียนไปแล้ว เพอ่ื นาไปใช้ในการแก้ปัญหาและผเู้ รยี นสามารถตรวจสอบความเข้าใจบทเรียนดว้ ยตนเองได้ ทา
6
ให้เกิดทักษะ ความรู้ ความเข้าใจ ความชานาญในเนื้อหาทผี่ ู้เรียนได้เรยี นไปแล้ว แบบฝกึ ในภาษาไทยมชี ่ือ
เรยี กแตกต่างกนั ออกไป เช่น ชดุ การฝึก แบบฝกึ ทักษะ แบบฝึกหดั แบบฝกึ หัดทกั ษะ เปน็ ต้น มผี ู้ให้
ความหมายของแบบฝึก แบบฝกึ หดั หรือชดุ การฝึกไว้ แบบฝึก แบบฝกึ หดั หรอื ชุดการฝกึ เป็นคาท่ีมี
ความหมายคล้ายคลงึ กัน คือ งานหรอื กิจกรรมทีค่ รูผ้สู อนมอบหมายใหผ้ เู้ รียนกระทาเพ่อื ฝึกทักษะและ
ทบทวนความรูท้ ่ีได้เรยี นไปแล้วให้เกดิ ความชานาญถูกต้องคลอ่ งแคลว่ จนสามารถนาความรู้ไปแก้ปัญหาได้
โดยอัตโนมัติ ในการศกึ ษาครั้งน้ีผ้วู จิ ัยเลือกใชค้ าว่า แบบฝึกทกั ษะแบบฝึกหรอื แบบฝึกหัดเปน็ สือ่ การเรียนการ
สอนประเภทหน่งึ ท่ีใหน้ กั เรยี นไดฝ้ กึ ปฏิบัตเิ พ่อื ให้เกิดความรู้ความเขา้ ใจและทักษะเพิ่มเติมขึน้ สว่ นใหญ่
หนงั สอื เรยี นจะมีแบบฝึกหัด ทา้ ยบทเรยี น ในบางวิชาแบบฝึกหดั จะมลี ักษณะเปน็ แบบฝึกปฏบิ ตั ิ (สานกั งาน
คณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ, 2537)
สนอง คาศรี (2537) กลา่ ววา่ แบบฝกึ หดั เป็นส่งิ ทช่ี ว่ ยให้นกั เรยี นประสบผลสาเรจ็
ในการเรยี นการสอน ดงั นั้น แบบฝกึ หดั จะมีลักษณะท่ีก่อให้เกิดความสนกุ สนาน ความพอใจในการเรยี นให้กับ
นกั เรียน
ขจรี ัตน์ หงส์ประสงค์ (2534) กล่าวว่า แบบฝกึ เป็นอุปกรณ์การเรยี นการสอนอยา่ งหนึ่งท่ีครู
ใช้ฝกึ ทกั ษะ หลังจากท่ีนกั เรียนไดเ้ รียนเนอ้ื หาจากบทเรยี นแลว้ โดยสร้างข้นึ เพอื่ เสริมทักษะให้แกน่ ักเรยี น มี
ลกั ษณะเป็นแบบฝึกหัดทมี่ ีกจิ กรรมให้นกั เรียนกระทา โดยมีจุดมงุ่ หมายเพอ่ื พัฒนาความสามารถของนักเรยี น
วรสุดา บญุ ยไวโรจน์ (2536) กล่าวา่ แบบฝกึ หัดเปน็ ส่ือการสอนทีจ่ ดั ทาข้นึ เพื่อให้ผ้เู รยี นได้
ศกึ ษา ทาความเข้าใจ ฝกึ ฝนจนเกิดแนวคดิ ที่ถูกตอ้ ง และเกิดทักษะในเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง นอกจากนั้นแบบฝึกหดั
ยงั เปน็ เครื่องบง่ ชีใ้ ห้ครทู ราบวา่ ผู้เรียนหรอื ผใู้ ชแ้ บบฝกึ หัดมีความรู้ ความเขา้ ใจในบทเรียนและสามารถนา
ความรู้นัน้ ไปใช้ได้มากนอ้ ยเพียงใด ผเู้ รยี นมจี ดุ เดน่ ทคี่ วรสง่ เสริมหรอื จดุ ดอ้ ยทีค่ วรปรับปรงุ แกไ้ ขตรงไหน
อยา่ งไร แบบฝกึ หัดจึงเป็นเครื่องมือสาคัญที่ครูทุกคนใชใ้ นการตรวจสอบความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนาทักษะ
ของนักเรยี นในวิชาตา่ งๆ
จากความเห็นของนักวชิ าการดังกลา่ ว เกี่ยวกับความหมายและความสาคัญของ แบบฝึกหรือ
แบบฝกึ หดั จึงพอสรปุ ได้ว่า แบบฝกึ หรอื แบบฝึกหัด คอื ส่อื การเรียนการสอนชนดิ หนึ่งท่ใี ช้ฝกึ ทักษะให้กับ
ผู้เรยี นหลังจากเรยี นจบเน้อื หาในชว่ งหน่งึ ๆ เพือ่ ฝึกฝนให้เกิดความรู้ ความเขา้ ใจ รวมทง้ั เกิดความชานาญใน
เร่อื งนน้ั ๆ อย่างกวา้ งขวางมากขนึ้ ดังน้นั แบบฝึกจงึ มีความสาคัญต่อผ้เู รยี นไมน่ ้อยในการทจี่ ะชว่ ยเสรมิ สรา้ ง
ทักษะให้กับผูเ้ รยี นได้เกิดการเรยี นรู้และเข้าใจไดเ้ ร็วขนึ้ ชดั เจนขึน้ กว้างขวางขน้ึ ทาให้การสอนของครูและ
การเรียนของนักเรียนประสบผลสาเร็จ อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
1.2 ลกั ษณะของแบบฝกึ ทักษะทดี่ ี
ในการสรา้ งแบบฝึกทกั ษะมีองคป์ ระกอบหลายประการ ซ่ึงไดม้ นี ักการศึกษาหลายท่านให้
ขอ้ เสนอแนะเก่ียวกบั ลกั ษณะของแบบฝกึ ที่ดี ไว้ดังน้ี
กสุ ยา แสงเดช (2545) ได้กล่าวแนะนาผู้สรา้ งแบบฝกึ ให้ยึดลักษณะแบบฝกึ ทีด่ ี ดงั นี้
7
1. แบบฝกึ ที่ดคี วรความชดั เจนท้ังคาสัง่ และวธิ ที า คาส่งั หรอื ตวั อยา่ งแสดงวิธที าทใี ช้ไม่ควร
ยากเกินไป เพราะจะทาความเข้าใจยาก ควรปรบั ใหง้ า่ ยและเหมาะสมกบั ผ้ใู ช้ เพ่ือนักเรียนสามารถเรยี นด้วย
ตนเองได้
2. แบบฝกึ ที่ดคี วรมีความหมายตอ่ ผูเ้ รียนและตรงตามจุดหมายของการฝกึ ลงทนุ น้อย ใชไ้ ด้
นาน ทันสมัย
3. ภาษาและภาพที่ใชใ้ นแบบฝกึ เหมาะกบั วยั และพืน้ ฐานความรู้ของผู้เรียน
4. แบบฝึกทดี่ คี วรแยกฝึกเปน็ เร่อื งๆ แตล่ ะเรอื่ งไม่ควรยาวเกินไป แต่ควรมกี จิ กรรมหลาย
แบบเพื่อเรา้ ความสนใจ และไมเ่ บอ่ื ในการทาและฝึกทักษะใดทักษะหนึง่ จนชานาญ
5. แบบฝึกท่ีดคี วรมีท้ังแบบกาหนดคาตอบในแบบและใหต้ อบโดยเสรี การเลือกใช้คา
ข้อความ รูปภาพในแบบฝึก ควรเปน็ สิ่งท่ีนกั เรียนคุ้นเคยและตรงกับความสนใจของนักเรียน กอ่ ใหเ้ กดิ ความ
เพลิดเพลินและพอใจแกผ่ ใู้ ช้ ซง่ึ ตรงกับหลักการเรยี นรวู้ ่านักเรียนจะเรยี นได้เร็ว ในการกระทาท่ีทาให้เกิด
ความพงึ พอใจ
6. แบบฝึกที่ดีควรเปิดโอกาสใหผ้ ู้เรียนได้ศึกษาด้วยตนเองให้ร้จู ักคน้ คว้ารวบรวมส่งิ ท่ีพบ
เห็นบอ่ ยๆ หรอื ท่ีตัวเองเคยใช้ จะทาให้ผ้เู รียนเขา้ ใจเร่อื งนนั้ ๆ มากย่ิงขน้ึ และรู้จกั นาความร้ไู ปใชใ้ น
ชีวิตประจาวันได้อย่างถูกต้อง มีหลักเกณฑแ์ ละมองเหน็ วา่ สิ่งทไ่ี ด้ฝกึ นั้นมคี วามหมายตอ่ เขาตลอดไป
7. แบบฝกึ ท่ดี คี วรตอบสนองความแตกต่างระหว่างบุคคล ผ้เู รียนแตล่ ะคนมีความแตกต่าง
กนั ในหลายๆ ดา้ น เช่น ความตอ้ งการ ความสนใจ ความพร้อม ระดบั สติปัญญา และประสบการณ์ เปน็ ตน้
ฉะน้ัน การทาแบบฝกึ แตล่ ะเร่ืองควรจัดทาใหม้ ากพอและมีทุกระดับต้ังแต่ งา่ ย ปานกลาง จนถึงระดับ
คอ่ นข้างยาก เพือ่ ว่าท้งั นักเรยี นเกง่ ปานกลาง และอ่อน จะได้เลอื กทาไดต้ ามความสามารถ ทง้ั นเี้ พ่ือให้
นกั เรียนทุกคนได้ประสบความสาเร็จในการทาแบบฝึก
8. แบบฝกึ ที่จดั ทาเปน็ รปู เล่ม นักเรียนสามารถเก็บรักษาไว้เป็นแนวทางเพื่อทบทวนด้วย
ตนเองต่อไป
9. การทน่ี กั เรยี นได้ทาแบบฝึก ช่วยให้ครมู องเหน็ จดุ เด่นหรือปญั หาต่างๆ ของนกั เรียนได้
ชัดเจน ซงึ่ จะช่วยให้ครูดาเนนิ การปรบั ปรุงแกไ้ ขปญั หาน้นั ๆ ไดท้ นั ทว่ งที
10. แบบฝกึ ทจี่ ดั ขึ้น นอกจากมใี นหนงั สอื เรียนแลว้ จะชว่ ยให้นักเรียนไดฝ้ กึ ฝนอย่างเต็มท่ี
11. แบบฝึกที่จัดพิมพ์ไว้เรยี บร้อยแลว้ จะชว่ ยให้ครปู ระหยัดแรงงานและเวลาในการท่ี
จะตอ้ งเตรยี มแบบฝึกอย่เู สมอ ในดา้ นผเู้ รยี นไมต่ ้องเสยี เวลาในการลอกแบบฝกึ จากตาราเรียนหรอื กระดานดา
ทาให้มเี วลาและโอกาสไดฝ้ กึ ฝนทักษะต่างๆ ไดม้ ากข้ึน
12. แบบฝึกชว่ ยประหยัดค่าใชจ้ ่ายเพราะการพิมพ์เป็นรูปเล่มทีแ่ น่นอน ลงทุนตา่ แทนท่ีจะ
ใชพ้ มิ พ์ลงกระดาษไขทุกครัง้ ไป นอกจากนยี้ ังมีประโยชนใ์ นการทผ่ี ้เู รียนสามารถบันทึกและมองเห็น
ความก้าวหน้าของตนได้อยา่ งมีระบบและมรี ะเบยี บ
สพุ รรณี ไชยเทพ (2544) ได้กล่าวถงึ ลักษณะของแบบฝกึ ที่ดไี ว้ ดงั นี้
1. ตอ้ งมีความชัดเจน ทั้งคาช้ีแจง คาส่งั ง่ายต่อการเข้าใจ
2. ตรงกับจดุ ประสงค์ทต่ี ้องการวดั
3. มีภาษาและรปู ภาพทด่ี งึ ดูดความสนใจของนักเรยี นและเหมาะสมกบั วัยของผู้เรียน
8
4. แบบฝึกแตล่ ะเร่ืองไม่ควรยาวมากจนเกินไป
5. ควรมกี จิ กรรมหลากหลายรูปแบบทาใหน้ ักเรยี นไม่เบ่อื
6. ควรตอบสนองความตอ้ งการและความสนใจของผูเ้ รียน สร้างความสนุกสนานเพลิดเพลิน
ขณะทาแบบฝึก
7. มคี าตอบทช่ี ัดเจน
8. แบบฝกึ ทีด่ ีสามารถประเมินความก้าวหนา้ และความรขู้ องนักเรียนได้
พนิ จิ จันทรซ์ ้าย (2546) กลา่ วถึงลกั ษณะของแบบฝกึ ท่ีดี ประกอบด้วยเน้อื หาต้องชัดเจน
มีรปู แบบเรา้ ความสนใจ ตอบสนองการเรยี นรู้ของผูเ้ รยี น และทาใหผ้ เู้ รยี นมีความสุขในการเรียน
อานวย เลอ่ื มใส (2546) กล่าวถงึ ลักษณะที่ดีของแบบฝึกทักษะ ดังนี้
1. ควรเกย่ี วข้องกับเรื่องทเี่ รยี นมาแล้ว เป็นเรือ่ งท่ีมีความหมายตอ่ ผู้เรยี น และสามารถ
นาไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้
2. ตรงตามจดุ มุ่งหมายของการฝกึ ลงทนุ นอ้ ยและทนั สมยั อย่เู สมอ
3. ภาพประกอบ ภาษา สานวนภาษา ความยากงา่ ย และเวลาในการฝกึ มีความเหมาะสม
กับวยั และพ้ืนฐานความรูข้ องผู้เรยี น เพราะจะทาใหฝ้ กึ คิดไดเ้ รว็ และสนุกสนาน
4. ใช้หลกั จติ วทิ ยาปลกุ เร้าความสนใจ มีส่งิ แปลกใหม่ น่าสนใจและท้าทา้ ยใหผ้ ูเ้ รยี น
สามารถแสดงความสามารถไดเ้ ตม็ ศักยภาพ และตอบสนองความต้องการของท้องถน่ิ
5. มขี อ้ เสนอแนะคาชีแ้ จงและตัวอย่างส้ันทช่ี ่วยให้ผ้เู รยี นเขา้ ใจวธิ ีทาได้ง่ายๆ
6. มหี ลากหลายรูปแบบให้เลือกตอบอย่างจากัดและอย่างเสรี เปดิ โอกาสใหผ้ เู้ รยี นเลอื กฝึก
และศึกษาด้วยตนเอง
7. ควรเลือกฝกึ เปน็ เรื่องๆ แต่ละเร่อื งไมค่ วรยาวเกินไป เน้นกจิ กรรมการเรยี นร้ทู เ่ี ลอื กฝึก
และศึกษาดว้ ยตนเอง
8. ควรไดร้ บั การปรับปรุงควบคกู่ ับหนังสอื เรยี นเสมอ และควรใชไ้ ดด้ ที ง้ั ในห้องเรียนและ
นอกห้องเรยี น
9. ควรเปน็ แบบฝึกท่ีสามารถประเมนิ และจาแนกความเจริญงอกงามของผู้เรียนได้อีกด้วย
จติ รา สมพล (2547) แบบฝึกท่ีดตี อ้ งมหี ลากหลายรูปแบบ มีคาชีแ้ จงทีช่ ดั เจนจดุ มุง่ หมายวา่
ดว้ ยการฝกึ ดา้ นใดสานวนง่ายเร้าความสนใจและฝึกใช้ความคดิ ตรงตามเน้ือหาในหลักสูตร ไม่มากหรือน้อย
เกนิ ไป เหมาะสมกับเวลา วยั ความสามารถของนักเรียนและทาให้ผเู้ รียนเกดิ ความสนุกสนาน
จริยภรณ์ รุจโิ มระ (2548) ได้เสนอหลกั เกณฑ์การฝึกทักษะสรปุ ได้คือแบบฝึกทกั ษะควร
กาหนดนิยามของแต่ละข้ันตอนให้ชดั เจน ใหส้ ามารถนาไปปฏิบตั ิได้ แจกแจงทกั ษะใหญ่ออกเป็นทักษะย่อย
โดยละเอยี ด นักเรียนจะต้องฝึกทักษะในข้นั ย่อยๆ เหลา่ นัน้ ทลี ะขัน้ จนเกิดทักษะแลว้ จงึ ฝึกทกั ษะท่ียากขนึ้ ให้
นักเรยี นฝกึ ทักษะท่ีแจกแจงเป็นทักษะยอ่ ยแล้วหลายคร้ัง จนมีความชานาญ เนน้ การฝึกซา้ ๆ มกี ารวดั และ
ประเมินผล หรือสังเกตพฤตกิ รรมเดก็ อย่างสม่าเสมอเพอ่ื ประเมนิ ว่าเดก็ มีทักษะเกิดขนึ้ แล้ว
ปราณี จิณฤทธิ์ (2552) ได้กล่าวว่า ลกั ษณะของแบบฝกี ทักษะท่ดี ีตอ้ งสร้างให้เก่ียวข้องกับ
บทเรยี นท่ีเปน็ แบบฝึกสาหรบั เด็กเก่งและใชซ้ ่อมเสริมเดก็ อ่อนได้ มีความหลากหลายในแบบฝกึ ชุดน้นั ๆ มี
คาส่ังทีช่ ดั เจนเปิดโอกาสให้ผู้ฝกึ ได้คิดทา้ ทายความสามารถมีความเหมาะสมกบั วยั ใชเ้ วลาฝึกไม่นาน ผู้ฝึก
สามารถนาประโยชน์จากการทาแบบฝกึ ไปประยุกตป์ รบั เปล่ยี นนามาใชใ้ นชวี ิตประจาวันได้
9
ประภาพร ถ่ินอ่อง (2553) ได้กลา่ วว่า ลักษณะของแบบฝกึ ทกั ษะทด่ี ตี ้องมีจุดหมายที่
แน่นอนจะทาการฝึกทักษะด้านใด ควรใช้ภาษางา่ ยๆ และมีความนา่ สนใจเรียงลาดบั จากง่ายไปหายากให้
เหมาะสมกบั วยั และความสามารถของผู้เรยี น มีเน้ือหาตรง จดั กิจกรรมใหห้ ลากหลายเพื่อดึงดูดความสนใจ
และเกดิ ประสิทธิภาพในการเรียน
คณิศร ศรปี ระไพ (2555) ได้กลา่ ววา่ ลักษณะของแบบฝกึ ท่ีดีควรเปน็ แบบฝกึ ส้นั ๆ
ฝกึ หลาย ๆ ครั้ง มีรูปแบบการฝกึ ควรฝกึ เฉพาะเรื่องเดยี ว และควรเป็นส่ิงทผ่ี ู้เรยี นพบเห็นอยแู่ ล้ว คาชี้แจง
สั้นๆ ใช้เวลาเหมาะสม เป็นเร่ืองทที่ ้าทายให้แสดงความสามารถ เม่ือผเู้ รยี นได้ฝกึ แล้วกส็ ามารถพัฒนาตนเอง
ได้ดจี งึ จะนับว่าเปน็ แบบฝกึ ท่ีดีและมีประโยชน์
บุญนา เกษี (2556) ได้กลา่ ววา่ ลกั ษณะของแบบฝึกทีด่ คี วรสร้างเพอื่ ฝึกทักษะเฉพาะอย่าง
คานงึ ถึงความเหมาะสมกับวยั ความสามารถและพฒั นาการของผเู้ รียน โดยใช้ภาษาท่งี ่ายชัดเจน มกี ิจกรรม
หลายรูปแบบเพื่อเรา้ ความสนใจของผเู้ รยี น มีภาพประกอบ ฝกึ ตามข้ันเรียงจากงา่ ยไปหายาก ใช้เวลาฝกึ
พอสมควรและมีการประเมินผลใช้แบบฝึก เพ่ือใหผ้ ้เู รียนได้ประเมนิ ความสามารถของตนเอง
ไพรตั น์ สุวรรณแสน (อา้ งถึงใน จริ พร จนั ทะเวียง, 2542) กลา่ วถงึ ลกั ษณะของ แบบฝึกทดี่ ี
ไว้ ดังนี้
1. เกี่ยวกบั บทเรยี นที่ได้เรยี นมาแลว้
2. เหมาะสมกับระดบั วัยและความสามารถของเด็ก
3. มคี าชแ้ี จงส้ันๆ ท่จี ะทาใหเ้ ดก็ เขา้ ใจ คาชแี้ จงหรือคาสัง่ ต้องกะทดั รัด
4. ใชเ้ วลาเหมาะสม คือ ไม่ให้เวลานานหรอื เร็วเกนิ ไป
5. เปน็ ทน่ี า่ สนใจและทา้ ทายความสามารถ
บลิ โลว์ (Billow อา้ งถงึ ใน เตือนใจ ตรเี นตร,2544) กลา่ วถึง ลกั ษณะของแบบฝึกทีด่ นี น้ั
จะตอ้ งดึงดดู ความสนใจและสมาธิของผูเ้ รยี น เรียงลาดบั จากง่ายไปหายากเปิดโอกาสให้ผู้เรยี นฝกึ เฉพาะอยา่ ง
ใช้ภาษาเหมาะสมกบั วยั วัฒนธรรมประเพณี ภูมิหลังทางภาษาของผเู้ รยี น แบบฝกึ ท่ีดีควรจะเปน็ แบบฝึก
สาหรับผเู้ รียนที่เรยี นเก่ง และซ่อมเสริมสาหรบั ผเู้ รียนท่เี รียนอ่อนในขณะเดียวกัน นอกจากนแ้ี ลว้ ควรใช้หลาย
ลักษณะและมีความหมายตอ่ ผฝู้ ึกอีกด้วย
รีเวอรส์ (Rivers อ้างถงึ ใน เตือนใจ ตรีเนตร,2544 ) กลา่ วถึงลักษณะของแบบฝกึ ไว้ ดังน้ี
1. บทเรียนทกุ เรื่องควรใหผ้ ้เู รียนไดม้ โี อกาสฝกึ มากพอ ก่อนจะเรยี นเร่ืองต่อไป
2. แตล่ ะบทควรฝกึ โดยใชเ้ พียงแบบฝึกเดียว
3. ฝึกโครงสร้างใหมก่ ับสงิ่ ทเ่ี รียนรู้แล้ว
4. ส่งิ ทีฝ่ ึกแตล่ ะครั้งควรเปน็ บทฝกึ สน้ั ๆ
5. ประโยคและคาศัพทค์ วรเป็นแบบท่ีใช้พูดกันในชวี ติ ประจาวนั
6. แบบฝึกควรให้ผูเ้ รียนไดใ้ ช้ความคดิ ไปดว้ ย
7. แบบฝกึ ควรมหี ลายๆ แบบเพอื่ ไมใ่ หผ้ ู้เรียนเกิดความเบอ่ื หนา่ ย
8. การฝึกควรฝึกให้ผเู้ รียนนาสง่ิ ทเี่ รียนแล้วสามารถใช้ในชีวิตประจาวนั
10
จากทีก่ ล่าวมาพอสรปุ ได้วา่ ลักษณะของแบบฝึกทดี่ ีควรเปน็ แบบฝกึ สน้ั ๆ ฝึกหลายๆ คร้ัง
มีหลายรูปแบบ การฝกึ ควรฝกึ เฉพาะเรื่องเดียว และควรเปน็ ส่ิงท่ีนกั เรยี นพบเหน็ อยู่แล้ว คาชแี้ จงสน้ั ๆ ใช้
เวลาเหมาะสม เป็นเร่อื งท่ีทา้ ทายใหแ้ สดงความสามารถ เม่ือผเู้ รียนไดฝ้ ึกแลว้ ก็สามารถพัฒนาตนเองได้ดี
จึงจะนบั วา่ เปน็ แบบฝกึ ท่ดี ีและมีประโยชน์
1.3 ประโยชน์ของแบบฝึกทักษะ
ประโยชน์ของแบบฝกึ หากเป็นแบบฝึกท่ีดีและมีประสิทธภิ าพ จะช่วยทาให้นกั เรยี นประสบ
ผลสาเร็จในการฝกึ ทักษะไดเ้ ป็นอยา่ งดี ทาใหค้ รลู ดภาระการสอนลงและผเู้ รยี นสามารถพัฒนาตนเองได้อยา่ ง
เตม็ ที่ เพ่ิมความมน่ั ใจในการเรียนไดเ้ ป็นอย่างดีหากได้มีการฝึกบอ่ ยคร้งั จนชานาญ และยงั ช่วยผเู้ รียนทม่ี ี
ปัญหาในการเรยี นรู้จาเป็นต้องมีการสอนตา่ งจากกลมุ่ ปกติทัว่ ไปด้วยการเสริมเพมิ่ เติมให้เป็นพเิ ศษ
ยพุ า ยิม้ พงษ์ (อา้ งใน สนุ ันทา สนุ ทรประเสรฐิ , 2544 ) ได้กล่าวถงึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ไว้
หลายขอ้ ดว้ ยกนั ดงั ต่อไปนี้
1. เปน็ สว่ นเพ่ิมเตมิ หรอื เสริมหนงั สอื เรยี นในการเรียนทักษะ เป็นอุปกรณก์ ารสอนทชี่ ว่ ยลด
ภาระครไู ด้มาก เพราะแบบฝึกเปน็ ส่ิงทจ่ี ดั ทาข้นึ อย่างเป็นระบบและมีระเบยี บ
2. ช่วยเสรมิ ทกั ษะแบบฝึกหดั เป็นเคร่ืองมอื ทช่ี ่วยเดก็ ในการฝกึ ทกั ษะ แต่ทั้งนจ้ี ะต้องอาศัย
การส่งเสรมิ และความเอาใจใส่จากครผู สู้ อนดว้ ย
3. ช่วยในเร่อื งความแตกตา่ งระหว่างบุคคล เน่ืองจากเดก็ มีความสามารถทางภาษาแตกต่าง
กนั การใหเ้ ด็กทาแบบฝึกหดั ท่เี หมาะสมกับความสามารถของเขา จะช่วยให้เด็กประสบผลสาเรจ็ ในด้านจติ ใจ
มากข้ึน ดงั นั้น แบบฝึกหัดจงึ ไม่ใช่สมุดฝกึ ท่ีครจู ะใหเ้ ด็กลงมือทาหน้าต่อหนา้ แตเ่ ป็นแหล่งประสบการณ์
เฉพาะสาหรบั เดก็ ทต่ี อ้ งการความชว่ ยเหลือพเิ ศษ และเปน็ เครอ่ื งมือช่วยท่ีมีคา่ ของครูที่จะสนองความต้องการ
เปน็ รายบคุ คลในชนั้ เรียน
4. แบบฝกึ ชว่ ยเสริมทกั ษะให้คงทน ลักษณะการฝึกเพ่ือชว่ ยให้เกิดผลดงั กลา่ วนนั้ ได้แก่ ฝึก
ทันทหี ลังจากที่เดก็ ไดเ้ รียนรู้ในเรื่องนน้ั ๆ ฝึกซา้ หลายๆ ครง้ั เน้นเฉพาะในเรอื่ งทีผ่ ิด
ไพบลู ย์ มูลดี (2546) กล่าวถงึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ทักษะไว้ ดังน้ี
1. ช่วยให้ผเู้ รยี นเข้าใจบทเรียนไดด้ ขี ้นึ
2. ชว่ ยใหผ้ ูเ้ รยี นจดจาเนือ้ หาในบทเรียนและคาศัพท์ตา่ งๆ ได้คงทน
3. ทาให้เกิดความสนกุ สนานขณะเรียน
4. ทาใหผ้ ู้เรียนทราบความกา้ วหนา้ ของตนเอง
5. ผู้เรยี นสามารถทบทวนความรไู้ ดด้ ้วยตนเอง
6. แบบฝกึ ทกั ษะสามารถนามาวัดผลการเรียนที่เรียนแล้ว
7. ช่วยให้ครทู ราบขอ้ บกพร่องของผู้เรยี นและนาไปปรับปรุงแก้ไขไดท้ นั ท่วงที
นิลาภรณ์ ธรรมวิเศษ (2546) กล่าวถึงประโยชนข์ องแบบฝกึ ไวว้ ่า แบบฝกึ ทด่ี แี ละมี
ประสิทธภิ าพ ชว่ ยทาใหผ้ เู้ รียนประสบผลสาเร็จในการฝกึ ทักษะ แบบฝกึ ท่ีดีเปรยี บเสมือนผู้ช่วยทส่ี าคญั ของ
ครทู ท่ี าให้ครลู ดภาระการสอนลงได้ ทาให้นักเรียนสามารถพฒั นาตนเองได้อยา่ งเตม็ ทแ่ี ละเพ่ือความม่ันใจใน
การเรยี นได้อย่างดี
11
สเุ ทวี แกว้ นมิ ติ ดี (2547) กลา่ วถงึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ไวว้ า่ ประโยชน์ของ แบบฝึกทาให้
นักเรียนเขา้ ใจบทเรียนย่ิงขึน้ มคี วามเช่อื ม่นั ความรบั ผิดชอบตอ่ งานท่ีทา นักเรยี นสามารถใชท้ บทวนบทเรยี น
และเห็นความกา้ วหนา้ ของตนเองด้วย ตลอดจนชว่ ยลดภาระการสอนของครู ใช้เป็นเคร่ืองมือวดั ผลการเรียน
ทาใหค้ รูทราบจุดเดน่ จดุ ด้อยของนักเรียนไดช้ ัดเจน อันเปน็ แนวทางในการปรับปรงุ การเรียนการสอนต่อไป
ปารชิ าติ สพุ รรณกลาง (2550) กล่าวถงึ ประโยชน์ของแบบฝึกไว้วา่ แบบฝึกเปน็ สอื่ การเรียนทช่ี ว่ ยใหผ้ ู้เรียน
เกดิ การเรียนรแู้ ละทักษะทง้ั ยังช่วยแบง่ เบาภาระครผู สู้ อน ซ่งึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ทาให้นักเรียนเข้าใจ
บทเรียนไดม้ ากข้นึ มีความเช่ือม่นั ฝกึ ทางานดว้ ยตนเอง ทาใหม้ คี วามรบั ผดิ ชอบ และทาให้ครูทราบปญั หาและ
ขอ้ บกพร่องของนักเรียนในเร่ืองทเ่ี รียนทาใหส้ ามารถแก้ปัญหาได้ทนั ที นอกจากนีแ้ บบฝึกยงั เปิดโอกาสให้เด็ก
ฝกึ ทกั ษะอยา่ ง เต็มที่ ท้งั ยังช่วยให้คงอยู่ไดน้ าน และเปน็ เครอื่ งมือวดั ผลสัมฤทธทิ์ างการเรียนหลงั จบบทเรียน
แต่ละคร้ังอกี ดว้ ย
อุษณีย์ เสือจนั ทร์ (2553) กล่าวถึงประโยชนข์ องแบบฝกึ ไว้ว่า แบบฝกึ ชว่ ยในการฝกึ เสริม
เพิ่มทักษะทาให้จดจาเนอ้ื หาได้คงทน มีเจตคตทิ ่ีดีต่อวชิ าที่เรียน สามารถนามาแกป้ ญั หาเป็นรายบุคคลและ
รายกลุ่มได้ดี ผูเ้ รยี นสามารถนามาทบทวนเนื้อหาได้ดว้ ยตนเอง ทาให้ผ้เู รยี นทราบความกา้ วหน้าของตน เป็น
เครอื่ งมอื ท่ีครูผสู้ อนใช้ประเมินผลการเรียนรู้ได้เปน็ อย่างดีว่านักเรยี นเข้าใจมากน้อยเพียงใด
สมพร ตอยยีบี (2554) กลา่ วถงึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ไว้วา่ แบบฝกึ มีความสาคญั ต่อการ
เรยี นการสอนในรายวชิ าตา่ ง ๆ เพราะจะช่วยให้นกั เรยี นเข้าใจเนอ้ื หาบทเรียนและยงั สามารถทบทวนเนอ้ื หา
ได้ด้วยตนเอง
คณิศร ศรปี ระไพ (2555) กล่าวถงึ ประโยชน์ของแบบฝกึ ไว้ว่า แบบฝกึ มีประโยชนเ์ ป็น
เครอ่ื งมอื ช่วยใหผ้ เู้ รยี นได้ฝกึ ทักษะ สามารถทจ่ี ะทบทวนได้ดว้ ยตนเองและเหน็ ความก้าวหนา้ ของตนเอง
นอกจากนี้ยังสามารถชว่ ยลดภาระของครูผู้สอนอีกดว้ ย
บุญนา เกษี (2556) กลา่ วถึงประโยชนข์ องแบบฝึกไว้วา่ แบบฝกึ มคี วามสาคญั ทาใหเ้ กิด
ทกั ษะความชานาญ หากแต่ต้องการไดร้ ับการฝกึ หลายๆ คร้ัง หลายรูปแบบ เมื่อผเู้ รียนไดร้ บั การฝกึ แล้ว
อยา่ งน้อยผู้เรียนสามารถพัฒนาตนเองได้แนน่ อน แบบฝึกมปี ระโยชน์ต่อครผู ู้สอนในการแกป้ ัญหาของ
นกั เรียนทม่ี ีปญั หามากได้ดี
ถวลั ย์ มาศจรัส (2546) กลา่ วถงึ ประโยชนข์ องแบบฝึก ดังนี้
1. เป็นสอ่ื การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาการเรยี นรูใ้ หแ้ ก่ผ้เู รยี น
2. ผู้เรียนมสี อ่ื สาหรับฝกึ ทักษะดา้ นการอ่าน การคดิ การวิเคราะห์ และการเขียน
3. เป็นสอ่ื การเรยี นรูส้ าหรับการแกไ้ ขปัญหาในการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น
4. พฒั นาความรู้ ทักษะ และเจตคตดิ ้านต่าง ๆ ของผ้เู รียน
จากประโยชน์ของแบบฝกึ ท่กี ลา่ วมา สรุปไดว้ า่ แบบฝกึ มีประโยชน์เป็นเคร่อื งมอื ท่ีชว่ ยให้
ผู้เรียนได้ฝกึ ทักษะ สามารถท่ีจะทบทวนดว้ ยตนเองและเหน็ ความกา้ วหนา้ ของตนเอง นอกจากนย้ี ังสามารถ
ช่วยลดภาวะของครูผสู้ อนอกี ดว้ ย
1.4 หลักการสร้างแบบฝกึ ทักษะ
สงิ่ สาคัญที่ควรคานงึ ถึงการสรา้ งแบบฝึกคือขน้ั ตอนและหลักในการสร้างซ่ึง ซลี และกลาสโลว์
(Seel&Glasgow,1990) ได้เสนอแนะไว้วา่ ในการจดั สถานการณท์ างการเรียนการสอนนนั้ สามารถกาหนด
12
ขอบเขตเนือ้ หาจากหลกั สตู ร โดยกาหนดจากหน่วยการเรียนยอ่ ย ๆ ไปส่หู น่วยการเรยี นใหญ่ แตอ่ ยา่ งไรก็
ตามในการออกแบบการสอนหรอื การสรา้ งแบบฝกึ ควรคานึงถึงองคป์ ระกอบดงั ต่อไปน้ี
1. เนื้อหาท่ีคดั เลือกมาสรา้ งแบบฝึกต้องอิงจดุ ประสงค์รายวิชา
2. กลวิธที ่ใี ช้ในการสอนตอ้ งอิงทฤษฎีและผลการวิจยั ท่ีมผี ู้ทาไวแ้ ล้ว
3. การวัดต้องอิงพฤตกิ รรมการเรียนรู้
4. รู้จักนาเทคโนโลยมี าใช้ประกอบเพ่ือให้แบบฝึกมีประสทิ ธภิ าพและคุ้มค่า
นอกจากนี้ บ็อค (Bock,1993) ได้เสนอหลกั ในการสรา้ งแบบฝกึ ดังน้ี
1. กอ่ นท่จี ะสร้างแบบฝึกจะต้องกาหนดโครงร่างคร่าว ๆ กอ่ นว่าจะเขยี น แบบฝึก
เกย่ี วกับเรื่องอะไร มีจดุ ประสงค์อยา่ งไร
2. ศึกษาเอกสารท่เี ก่ยี วขอ้ งกับเร่ืองทีจ่ ะใชส้ ร้างแบบฝึก
3. เขยี นจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและเน้ือหาให้สอดคลอ้ งกัน
4. จดุ ประสงคเ์ ชิงพฤตกิ รรมออกเป็นกิจกรรมย่อย โดยคานึงถงึ ความเหมาะสมของผู้เรียน
และเรยี งกจิ กรรมหรืองานทนี่ ักเรยี นตอ้ งปฏบิ ัติจากงา่ ยไปหายาก
5. กาหนดอุปกรณท์ จ่ี ะใชใ้ นแตล่ ะตอนใหเ้ หมาะสมกบั แบบฝึก
6. กาหนดเวลาท่จี ะใชใ้ นแบบฝึกแตล่ ะตอนให้เหมาะสม
7. ควรประเมนิ ผลกอ่ นและหลัง
ฮาเรส (Haress อ้างถึงใน อังศมุ าลนิ เพิ่มผล, 2542) ได้กล่าวถงึ หลักการสรา้ งแบบฝึกวา่
แบบฝึกจะต้องใชภ้ าษาให้เหมาะสมกบั ผูเ้ รยี น และควรสร้างโดยอาศยั หลกั จติ วทิ ยาในการแกป้ ญั หาและการ
ตอบสนองไว้ ดังนี้
1. สร้างแบบฝึกหลาย ๆ ชนิด เพ่ือเร้าใหผ้ เู้ รียนเกิดความสนใจ
2. แบบฝกึ ที่สรา้ งขึ้นน้ันจะต้องให้ผ้เู รียนสามารถพิจารณาได้ว่าต้องการให้ผู้เรียนทาอะไร
3. ใหผ้ เู้ รียนได้นาสงิ่ ท่ีเรียนร้จู ากการเรียนมาตอบในแบบฝกึ ใหต้ รงตามเป้าหมาย
4. ใหผ้ เู้ รยี นตอบสนองสง่ิ เรา้ ดว้ ยการแสดงความสามารถและความเข้าใจในการฝกึ
5. กาหนดใหช้ ัดเจนว่าจะให้ผู้เรยี นตอบแบบฝึกแต่ละชนดิ แตล่ ะรปู แบบดว้ ยวิธกี ารตอบ
อยา่ งไร
ถวลั ย์ มาศจรสั (2546) ได้กล่าวถึงการสร้างและจัดทาแบบฝกึ หดั แบบฝึกทกั ษะไว้ ดงั น้ี
1. ศึกษาเนื้อหาสาระสาหรับการจัดทาแบบฝึกหัด แบบฝึกทักษะ
2. วิเคราะห์เน้ือหาสาระโดยละเอยี ด เพื่อกาหนดจุดประสงค์ในการจัดทา
3. ออกแบบการจัดทาแบบฝึกหดั แบบฝึกทักษะตามจดุ ประสงค์
4. สรา้ งแบบฝกึ หดั แบบฝึกทักษะ และสว่ นประกอบอ่นื ๆ เชน่ แบบทดสอบก่อนฝึก
บัตรคาส่งั ขน้ั ตอนกจิ กรรมท่ีผ้เู รยี นตอ้ งปฏบิ ัติ แบบทดสอบหลงั เรยี น
5. นาแบบฝกึ หัด แบบฝึกทกั ษะ ไปใชใ้ นการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้ ปรบั ปรุง
พัฒนาให้สมบูรณ์
13
สุนันทา สนุ ทรประเสริฐ (2544) เสนอแนวทางในการสรา้ งแบบฝึก ดงั น้ี
1. ตอ้ งให้ผู้เรยี นศึกษาก่อนใช้แบบฝกึ
2. ในแต่ละแบบฝึกอาจมเี นื้อหาสรุปยอ่ หรือหลักเกณฑไ์ วใ้ หผ้ ู้เรียนไดศ้ กึ ษาทบทวนก่อน
กไ็ ด้
3. ควรสรา้ งแบบฝึกใหค้ รอบคลุมเนอื้ หา และจุดประสงค์ท่ีตอ้ งการและไมย่ ากหรือง่าย
จนเกินไป
4. คานึงถึงหลกั จติ วิทยาการเรยี นรขู้ องเด็กใหเ้ หมาะสมกับวฒุ ิภาวะและความแตกตา่ งของ
ผูเ้ รยี น
5. ควรศกึ ษาแนวทางการสรา้ งแบบฝึกใหเ้ ขา้ ใจก่อนปฏิบัติการสร้าง อาจนาหลกั การของ
ผู้อืน่ หรือทฤษฎกี ารเรยี นรู้ของนกั ศึกษาหรือนักจิตวิทยามาประยุกต์ใชใ้ ห้เหมาะสมกบั เนื้อหาและ
สภาพการณ์ได้
6. ควรมีคู่มอื การใช้แบบฝกึ เพื่อให้ผูส้ อนอ่นื นาไปใช้ไดอ้ ย่างกวา้ งขวาง หากไมม่ คี ู่มอื ต้องมี
คาชี้แจงขัน้ ตอนการใชใ้ หช้ ดั เจน แนบไปในแบบฝกึ นั้นดว้ ย
7. การสร้างแบบฝึกควรพิจารณารปู แบบให้เหมาะกบั ธรรมชาติของแต่ละเนื้อหาวิชา
รูปแบบจงึ มีความแตกต่างกันไปตามสภาพการณ์
8. การออกแบบชดุ ฝึกควรมีความหลากหลายไม่ซ้าซาก ไม่ใชร้ ปู แบบเดยี ว เพราะจะทาให้
ผเู้ รยี นเกิดความเบ่ือหนา่ ย ควรมีแบบฝึกหลายๆ แบบ เพ่ือฝึกให้ผู้เรียนได้เกิดทักษะอยา่ งกวา้ งขวางและสร้าง
เสรมิ ความคิดสร้างสรรค์
9. การใช้ภาพประกอบเปน็ สิ่งสาคัญทีจ่ ะช่วยให้แบบฝึกน่าสนใจ และยังเป็นการพักสายตา
ให้กับผเู้ รียนอีกด้วย
10. การสร้างแบบฝกึ หากต้องการใหส้ มบรู ณ์ครบถว้ น ควรสรา้ งในลกั ษณะของเอกสาร
ประกอบการสอน แตจ่ ะเน้นความหลากหลายของแบบฝกึ มากกว่า และเนอื้ หาท่สี รุปไวค้ วรมีลกั ษณะเพียง
ย่อ ๆ
11. แบบฝึกต้องมคี วามถูกต้องอย่าใหม้ ีขอ้ ผดิ พลาดโดยเด็ดขาดเพราะเหมือนยน่ื ยาพษิ
ให้กบั ลูกศิษยโ์ ดยรูเ้ ทา่ ไมถ่ ึงการณ์ เขาจะจาในสิง่ ท่ผี ิดๆ ตลอดไป
12. คาส่งั ในแบบฝกึ เปน็ สงิ่ ท่ีสาคัญท่ีไมค่ วรมองขา้ มเพราะคาาส่ังคือประตูบานใหญท่ ี่จะไข
ความรู้ ความเขา้ ใจของผู้เรียนไปส่คู วามสาเร็จ คาสง่ั จึงตอ้ งสน้ั กะทัดรดั และเข้าใจง่ายไม่ทาใหผ้ ู้เรยี นสับสน
13. การกาหนดเวลาในการใช้แบบฝกึ ในแต่ละชุดควรให้เหมาะสมกบั เนือ้ หาและความสนใจ
ของผเู้ รียน
ถวัลย์ มาศจรัส (2546) ได้กลา่ วถึงการสรา้ งและการจดั ทาแบบฝกึ หัด แบบฝึกทักษะไว้ดงั น้ี
1. วเิ คราะห์เนื้อหาสาระโดยละเอยี ดเพ่ือกาหนดจุดประสงค์ในการออกแบบจัดทา
แบบฝึกหัด แบบฝึกทกั ษะตามวตั ถุประสงค์
2. สร้างแบบฝึกหดั แบบฝึกทักษะ และส่วนประกอบอืน่ ๆ เช่นแบบทดสอบกอ่ นฝึก บัตร
คาส่งั ข้ันตอนกจิ กรรมทผ่ี เู้ รียนตอ้ งปฏิบตั ิ แบบทดสอบหลังเรยี น
3. นาแบบฝึกหัดแบบฝึกทักษะไปใช้ในการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้
สมพร ตอยยีบี (2554) ได้กล่าวไวว้ ่า การสรา้ งแบบฝึกทกั ษะต้องมีหลักการและแนวทาง
ตา่ ง ๆ ไม่ว่าจะเป็นการกาหนดแบบฝกึ ทช่ี ัดเจน แน่นอน และภาษาทีเ่ ข้าใจง่ายเหมาะสมกบั วยั ควรมีความ
14
ยากงา่ ยแตกตา่ ง และต้องมีหลายรูปแบบ เพ่ือใหน้ ักเรียนมีโอกาสในการใชภ้ าษาอย่างมีประสทิ ธิภาพ และ
แบบฝกึ นัน้ มีประโยชน์ตอ่ การเรียนการสอนมากไม่ว่าจะเป็นด้านผู้เรียนทาใหเ้ ด็กเกดิ ความเข้าใจในบทเรียน
มากย่ิงข้นึ และในดา้ นครูผู้สอนเกยี่ วกบั เนอ้ื หาวชิ าทสี่ อนและกิจกรรมเพ่ือพัฒนาทกั ษะของนักเรยี นใหม้ ี
ประสิทธภิ าพมากยง่ิ ขึ้น
คณศิ ร ศรีประไพ (2555) ได้กลา่ วไว้ว่าหลักในการสรา้ งแบบฝึกควรสร้างใหต้ รงกบั
จุดประสงค์ท่ีต้องการฝึกมีความเหมาะสมตอ่ พัฒนาการของผเู้ รยี น สนองความสนใจและคานงึ ถึงความ
แตกต่างระหวา่ งบุคคล จัดทาใหจ้ บเป็นเร่อื งๆ การประเมินผลแจง้ ผลความกา้ วหน้าในการฝกึ ใหผ้ เู้ รียนทราบ
ทนั ทที กุ ครัง้
บญุ นา เกษี (2556) ได้กลา่ วไวว้ า่ การสรา้ งแบบฝึกต้องคานึงถงึ ความแตกต่างระหวา่ ง
บุคคล แบบฝึกต้องมหี ลายๆ รปู แบบ ควรมีเน้ือหาทส่ี รปุ ไว้มีลกั ษณะย่อๆ สร้างเรม่ิ จากง่ายไปหายากและ
จะตอ้ งถกู ต้อง คาสั่งในแบบฝึกต้องส้นั กะทดั รัดและเข้าใจง่ายควร มกี ารสอดแทรกทักษะดา้ นอน่ื ๆ
เข้าไปดว้ ย
กรรณกิ าร์ พวงเกษม (2540) ได้กล่าวถงึ การสร้างแบบฝกึ หัดเพอื่ ใชฝ้ กึ ทกั ษะอย่างมี
ประสทิ ธิภาพน้นั ต้องสรา้ งโดยคานึงถึงหลักทางจิตวิทยา ดังนี้
1. ความแตกตา่ งระหวา่ งบุคคล (Individual Difference) ต้องคานงึ อยเู่ สมอวา่ นกั เรียน
แตล่ ะคนมีความรู้ ความถนัด ความสามารถ ความสนใจแตกต่างกัน ในการสร้างแบบฝึกหัดจึงควรพจิ ารณาให้
เหมาะสม ไมง่ ่ายเกนิ ไปสาหรับเด็กทเ่ี กง่ และไม่แยกกลมุ่ ควรให้เดก็ เกง่ คละกับเดก็ ออ่ น เพ่ือให้เด็กเกง่
ช่วยเหลือเด็กอ่อน
2. การเรียนรู้โดยการฝึกฝน (Law of Exercise) ธอร์นไดด์ (Thorndike) ได้กลา่ ววา่
การเรยี นรจู้ ะเกดิ ขึน้ ไดด้ ีก็ต่อเมือ่ ได้มีการฝกึ ฝนหรือการกระทาซา้ ๆ ฉะนน้ั ในการสรา้ งแบบฝึกหัดจึงควรสรา้ ง
แบบฝกึ หดั เพื่อให้นักเรยี นได้ฝึกฝนเรื่องหน่งึ ๆ ซา้ ๆ กันหลายครัง้ โดยแบบฝกึ หัดมีลักษะหลายรูปแบบ เพ่ือ
ไม่ให้นักเรียนเกิดความเบื่อหน่าย อันจะสง่ ผลทาให้ความสนใจในการฝกึ ลดลงและจะไมเ่ กิดการเรียนรู้
เทา่ ท่คี วร
3. กฎแห่งผล (Law of Effect) เม่ือนักเรยี นได้เรียนไปแล้ว นักเรียนย่อมต้องการทราบผล
การเรียนของตนเองวา่ เปน็ อย่างไร เมื่อให้นักเรยี นทาแบบฝกึ หดั หรอื ให้ทางานใด ๆ จงึ ควรเฉลยหรอื ตรวจ
เพ่อื ให้นกั เรยี นทราบผลโดยเร็ว หรอื สามารถตรวจคาตอบไดเ้ อง เพ่ือจะไดร้ ขู้ ้อบกพร่องของตนเอง
4. แรงจูงใจ (Motivation) เพือ่ ใหเ้ ดก็ อยากทาแบบฝึกหัดตอ่ ไป แบบฝกึ หัดควรเป็นแบบ
ส้ัน ๆ เพื่อไม่ให้นักเรยี นเบื่อหนา่ ย ควรมแี บบฝึกหัดหลายรูปแบบไม่ซ้าซาก เช่น อาจจดั แบบฝกึ หดั ใน
ลักษณะของเกม กจิ กรรมในสถานการณ์ทต่ี ่างๆ แปลกใหม่ น่าสนใจ และสนุกสนานเหมาะสมกบั วัยและ
ความตอ้ งการของเด็ก
จากหลักและวิธีการใหส้ ร้างแบบฝกึ ทักษะขา้ งต้น สรปุ วธิ ีการใหท้ าแบบฝกึ ทกั ษะดังน้ีคือ
แบบฝึกทักษะทดี่ ผี ู้เรยี นต้องเหน็ ความสาคัญของการฝกึ ทักษะ ผ้เู รียนจะต้องทาแบบฝึกด้วยความเขา้ ใจและ
ความตงั้ ใจทจ่ี ะพัฒนาตนเองตามระดับความสามารถของตน แบบฝึกควรมีกาหนดระยะเวลาส้นั ๆ ในการฝึก
แตบ่ ่อยครั้ง ควรฝึกปฏิบตั หิ ลังจากการสอนเม่ือผเู้ รยี นเขา้ ใจบทเรียนดีแลว้ การฝกึ ทาจากงา่ ยไปหายาก โดย
15
ผู้สอนควรแนะนาอย่างใกลช้ ดิ หากพบข้อผดิ พลาดแลว้ ผู้สอนต้องแกไ้ ขโดยทนั ที และผูเ้ รียนควรเขา้ ใจวา่ แบบ
ฝึกทักษะจะเป็นการแสดงถงึ ความก้าวหนา้ ของผู้เรยี นเองและผู้สอนจะใชเ้ ปน็ แนวทางในการช่วยเหลือผูเ้ รียน
ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
1.3 รูปแบบการเรยี นรู้แบบรว่ มมอื - เทคนคิ คูค่ ิด (Think-Pair-Share)
ความหมายของเทคนคิ การเรียนรแู้ บบร่วมมอื - เทคนคิ คูค่ ิด (Think-Pair-Share)
สมศกั ดิ์ สินธุระเวชญ์ (2544 หนา้ 33) ไดก้ ล่าวถงึ เทคนิค Think – Pair – Share วา่
กิจกรรมน้ีเป็นกลยุทธ์ท่ีมีเป้าหมายเพื่อให้ผู้เรียนได้แสดงปฏิกิริยาโต้ตอบอย่างเสรี ให้ผู้เรียนได้ฝึกซ้อมการ
แสดงความคิดเห็นก่อนที่จะได้แนวคิดจากผู้เรียน กลยุทธ์น้ีใช้ได้ง่ายและประสบความสาเร็จอย่างสูงในทุก ๆ
วิชาและทุกระดับช้ันของผู้เรียน โดยเริ่มต้นจากให้ผู้เรียนตั้งใจฟังคาถามของครูและให้นักเรียนแต่ละคนคิด
แล้วให้ผู้เรียนจับคู่เพ่ือนในห้องเพ่ืออภิปรายความคิดท่ีเกี่ยวกับคาตอบของคาถามนั้น หลังจากนั้นให้นาเสนอ
กลุม่ ใหญ่แลว้ ใหน้ ักเรยี นอภปิ รายร่วมกัน ซงึ่ วิธีน้ีจะเปดิ โอกาสใหน้ ักเรยี นทกุ คนได้มีโอกาสพดู และแสดงความ
คดิ เหน็
สุวทิ ย์ มลู คาและอรทัย มูลคา (2545 หน้า 138) ไดก้ ลา่ วถึงเทคนคิ Think – Pair – Share
วา่ เป็นรูปแบบของกิจกรรมการเรยี นการสอนที่จะชว่ ยใหผ้ ้เู รียนทางานเปน็ กลุ่ม โดยเร่มิ จากการจับคูก่ ันคดิ
แล้วนาความคิดของทั้งคูม่ าอภิปรายในกลุ่ม เพื่อให้ไดค้ วามคดิ ของกลุ่ม เปน็ กิจกรรมทเ่ี น้นใหผ้ ู้เรียนได้พฒั นา
พฤตกิ รรมทางสังคม ควบคไู่ ปกบั ความรูค้ วามเข้าใจในเรอ่ื งทเี่ รียน
จากขอ้ ความขา้ งต้นสรุปไดว้ ่า การจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมือดว้ ยเทคนิคเพื่อนค่คู ิด หมายถงึ
รปู แบบในการเรียนแบบรว่ มมือโดยมีการจดั การเรยี นร้รู ่วมกนั ระหวา่ งผู้เรยี น 2 คนที่จบั คู่กันภายในกลมุ่ โดย
เปน็ กิจกรรมการเรียนท่ีเร่ิมจากครูเสนอสถานการณป์ ัญหาหรือโจทย์คาถาม แล้วให้นกั เรยี นสมาชิกคดิ หา
คาตอบด้วยตนเองและนาคาตอบไปอภิปรายกับเพ่ือนเป็นคู่ ช่วยกันแบ่งปันความคิดในประเด็นของปัญหา
เพ่อื หาข้อสรุป จากน้ันนาผลสรุปเสนอหนา้ ช้นั เรียน เพอื่ หาข้อสรปุ ของประเดน็ คาถามจากผู้เรยี นท้ังชน้ั
1.3.1 ขน้ั ตอนการจัดการเรยี นรแู้ บบร่วมมือ - เทคนคิ เพ่ือนคคู่ ดิ (Think-Pair-Share)
เทคนคิ เพื่อนค่คู ิดจะมีขั้นตอนทีส่ าคญั อยู่ 3 ขอ้ คือ
1) การคิด (Think) นกั เรยี นมเี วลา 30 วนิ าทหี รือมากกว่า เพือ่ ทจี่ ะคิดให้ไดค้ าตอบท่ี
เหมาะสม เวลาท่ใี ชน้ ี้รวมถึงการเขยี นเพื่อจดบันทกึ คาตอบ
2) การจบั คู่ (Pair) หลังจากใชเ้ วลาคิดใหน้ ักเรียนจบั คู่ เพ่อื แบ่งปนั คาตอบและความคิดเห็น
ซ่ึงกันและกนั
3) การแบ่งปันคาตอบ (Share) นกั เรยี นสามารถนา
คาตอบมาแบง่ ปันภายในกลมุ่ เดยี วกัน
หรือทงั้ ช้นั เรยี นในชว่ งการอภิปรายเพอ่ื ติดตามผลเทคนคิ น้ใี ห้โอกาสแกน่ ักเรยี นทุกคนที่จะแสดงออกถึงตนเอง
รวมถงึ สะทอ้ นให้เห็นถึงคาตอบของตนเอง
วัฒนาพร ระงบั ทกุ ข์ (2542 หนา้ 30) ได้ลาดับขั้นตอนการจัดการเรียนร้แู บบร่วมมอื ดว้ ย
เทคนคิ เพื่อนคคู่ ิดจะมีข้ันตอน ดังนี้
1. ขน้ั เตรียม ครแู นะนาทักษะในการเรียนแบบเพ่ือนคู่คดิ การจับค่ขู องนกั เรียน
บอกวตั ถุประสงค์ของบทเรียน และบอกวตั ถุประสงคข์ องการทางานรว่ มกนั
16
2. ข้นั สอน ครูนาเสนอเนอ้ื หาหรือบทเรยี นใหม่ด้วยวิธสี อนทเี่ หมาะสมและให้งาน
3. ขั้นทางานกล่มุ เมือ่ ได้รับคาถามจากครู นักเรยี นต้องหาคาตอบดว้ ยตนเองกอ่ น
แล้วจึงนาคาตอบไปปรึกษาคู่ของตน เพื่ออภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซ่ึงกันและกัน เพื่อหาคาตอบท่ีดี
ท่สี ุด
4. ขัน้ ตรวจสอบผลงานและทดสอบ
- ตรวจผลงาน ครูจากงานกลุ่มที่แต่ละคสู่ ง่ ไปและครสู ุ่มบางคูม่ านาเสนอคาตอบใน
ชัน้ เรียน ขณะท่ีฟังผนู้ าเสนอผู้เรยี นในห้องสามารถยกมือเพ่ือแสดงความคดิ เห็นต่อคาตอบ หรือเสนอคาตอบ
ของตนได้
- ทดสอบนักเรยี นเปน็ รายบุคคลโดยไม่มีการช่วยเหลือกัน เพือ่ ตรวจสอบผล
การสอบแล้วทาการคานวณคะแนนเฉล่ียของกล่มุ ใหน้ ักเรียนทราบ และถือว่าเป็นคะแนนของนักเรียนแตล่ ะ
คนในกลุ่ม
5. ข้นั สรุปบทเรียนและประเมนิ ผลการทาางานของกลุ่มครแู ละนักเรียนช่วยกนั สรปุ บทเรยี น
ถา้ มีสง่ิ ทนี่ ักเรียนยังไม่เขา้ ใจครูอธิบายเพมิ่ เติม ครูและนกั เรียนชว่ ยกนั ประเมนิ ผลการทางานของกลมุ่ โดย
อภิปรายถึงผลงานของนักเรยี น และวธิ กี ารทางานของนักเรียน รวมถึงวธิ ีการปรับปรงุ การทางานของกลุ่มดว้ ย
ซึ่งจะทาให้นักเรียนดูความกา้ วหน้าของตนเองท้ังทางดา้ นวิชาการและด้านสงั คม
ชนิดาภา บญุ ประสม (2554, อา้ งถึงใน สพุ รี า ดาวเรือง 2555, หนา้ 30) กล่าวว่า วิธีการ
ของเทคนิค Think-Pair-Share มดี งั น้ี
1. ผูส้ อนตง้ั ประเดน็ ของปัญหากับผู้เรียนทง้ั ชั้นเรยี น
2. ผ้เู รียนแต่ละคนคน้ หาคาตอบอย่างอสิ ระ โดยลาพัง
3. ผู้เรียนจับคู่กันเป็นคู่ แล้วให้ร่วมกนั คดิ ระหวา่ งกนั เพ่ือหาขอ้ สรุป
4. นาผลสรุปเสนอหน้าช้ันเรยี น เพ่อื หาข้อสรปุ ของประเดน็ คาถามจากผ้เู รียนทั้งช้ัน
จากข้อความข้างต้นสรปุ ได้วา่ ขัน้ ตอนการจัดการเรยี นรแู้ บบรว่ มมอื ด้วยเทคนิค Think –
Pair –Share เปน็ การจดั การเรียนรู้ให้นักเรียนจับคกู่ ัน 2 คน แลกเปลี่ยนความคดิ ซึง่ กันและกนั เพ่อื ถา่ ยทอด
ความคดิ ความรู้ ความเข้าใจเนือ้ หาบทเรยี น โดยในงานวิจัยนี้ เทคนิค Think – Pair – Share ผ้วู จิ ัยใช้
จดั การเรยี นรู้ 4 ขน้ั ตอน ดังนี้
ขน้ั ที่ 1 ขัน้ นาเข้าส่บู ทเรียน ครูแนะนาทกั ษะในการเรียนแบบเพือ่ นค่คู ดิ บอกจดุ ประสงค์
ของบทเรยี น แบ่งบทบาทหน้าทีส่ มาชกิ และบอกวัตถุประสงค์ของการทางานรว่ มกัน
ขั้นที่ 2 ขัน้ ดาเนินกิจกรรม ครูผ้สู อนนาเสนอเนือ้ หาหรือบทเรยี นใหม่ หลงั จากนั้น ครตู ้ัง
ประเด็นปัญหาหรือเสนอสถานการณ์ปัญหาใหน้ ักเรียนแตล่ ะคนคิดหาคาตอบด้วยตนเอง เม่ือได้คาตอบของ
ตนเองแลว้ หลงั จากนน้ั ให้นักเรียนนาคาตอบมาอภิปราย ปรกึ ษากบั คูข่ องตน เพ่อื เปิดโอกาสให้นักเรยี นได้
สนทนาซกั ถามอภิปรายเน้ือหา แลกเปล่ียนความคิดเหน็ ซึง่ กนั และกนั เพื่อหาคาตอบท่ีดีที่สดุ
ขัน้ ท่ี 3 ข้นั สรุป นักเรยี นแตล่ ะคู่ออกมาอภิปรายคาตอบหน้าชนั้ เรียน โดยครูตรวจผลงาน
แตล่ ะคู่ทสี่ ่งไป โดยขณะฟังผู้นาเสนอนกั เรยี นในห้องสามารถแสดงความคิดเห็นเสนอคาตอบของตนเองได้ ซง่ึ
มคี รคู อยให้ความช่วยเหลือและเสนอแนะ อธบิ ายเพม่ิ เติมจนได้ข้อสรปุ
ข้นั ท่ี 4 ขน้ั ประเมินผล วัดจากพฤติกรรมของนักเรยี นขณะปฏิบตั กิ ิจกรรม ความถกู ต้อง
ของผลงาน และการตอบคาถาม
17
1.3.2 ประโยชนข์ องการจดั การเรียนร้แู บบรว่ มมือ - เทคนคิ คูค่ ดิ (Think-Pair-Share)
นักวชิ าการกลา่ วถงึ ประโยชนข์ องการจดั การเรียนรู้แบบรว่ มมอื ดว้ ยเทคนิคเพ่ือนคูคิด ดงั น้ี
ลีแมน (Lyman, 1987 หน้า 1-2) ไดส้ รุปประโยชนข์ องเทคนิคเพื่อนคู่คิด ดงั นี้
1. เป็นเทคนิคทีน่ าไปใช้ได้เรว็
2. เปน็ เทคนิคท่ีไมต่ ้องใชเ้ วลาเตรยี มการมาก
3. การโต้ตอบภายในตัวบคุ คลกระต้นุ ใหน้ ักเรียนเปน็ จานวนมากมีความสนใจอย่าง
แท้จริงอยู่ในด้านความรู้
4. ครูสามารถตัง้ คาถามไดห้ ลายแบบและหลายระดบั
5. ทา ให้ ร ว มคว า มส น ใจ ของ นั กเ รี ย น ทั้ง ชั้ น เ รี ย น แ ล ะทา ให้ นั กเ รี ย น ท่ีไม่กล้ า แ ส ด ง ออก
สามารถตอบคาถามไดโ้ ดยไมต่ อ้ งลุกขนึ้ ต่อหนา้ เพื่อนรว่ มชัน้ เรยี น
6. ครสู ามารถเขา้ ใจนักเรยี นด้วยกนั ฟังนกั เรียนกลมุ่ ตา่ ง ๆ ระหว่างการทากิจกรรม
และจากการรวบรวมคาตอบในตอนท้ายชว่ั โมงเรียน
7. ครูสามารถทากจิ กรรมที่ใช้หลกั แบบเพื่อนค่คู ดิ ไดค้ รัง้ หน่ึงครงั้ หรือหลายๆ คร้ังใน
ระยะเวลา 1 คาบเรียน
วิภาวดี วงศ์เลิศ (2544, หนา้ 37 – 38) ไดส้ รุปประโยชนข์ องเทคนคิ เพอื่ นคูค่ ิด ดงั นี้
1. ผ้เู รยี นได้รบั ความร้ทู ี่มีความหมายนกั เรยี นสามารถนาไปใชท้ ้งั ในเน้อื หาเดียวกนั
หรือต่างกัน ตลอดจนช่วยเตรียมนักเรียนให้ออกไปใช้ชีวิตในโลกของความเป็นจริง ซึ่งเป็นโรคท่ีต้องอาศัย
ความร่วมแรงร่วมใจมากกวา่ การแขง่ ขนั แบบเผชญิ หน้า
2. ผเู้ รียนไดพ้ ัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ได้ศึกษาคน้ ควา้ ทางานและแกป้ ญั หาดว้ ย
ตนเอง นักเรียนมีอิสระที่จะเลือกวิธีการเรียนรู้ของตนเองซึ่งจะทาให้นักเรียนมีอิสระในการตัดสินใจด้วย
ตนเอง
3. ผู้เรียนได้รับความรู้ และประสบการณ์จากการเรียนรู้ด้วยตนเอง ทาให้สามารถจดจา
ความรู้ไดน้ าน และเกดิ ความเขา้ ใจลกึ ซงึ้
4. ผู้เรียนมีทักษะในการแก้ปัญหา มีมนุษยสัมพันธ์และการส่ือความหมาย จากการทางาน
อภปิ ราย ซกั ถาม ชว่ ยเหลือ แลกเปลี่ยน และใหค้ วามรว่ มมอื ซ่ึงกนั และกัน
5. ผเู้ รียนได้ร้จู ักและเข้าใจตนเองดีข้นึ ในด้านของการทราบข้อดีและข้อบกพร่องของตนเอง
เพอื่ เป็นแนวทางการแก้ไขปรับปรุง
6. ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเกิดความมั่นใจ กล้าแสดงออกตอ่ หน้าเพือ่ น โดยไม่กลัวว่าจะพูดผิด
7. ฝึกทักษะการเป็นผู้พูดและผฟู้ ังที่ดีรวมทั้งการเป็นผู้มีใจกว้างยอมรบั ฟังความคิดเห็นผู้อ่ืน
ไม่ยดึ มน่ั ถอื มั่น
8.ผลงานท่ที าโดยผเู้ รียนสองคนช่วยกนั ทาย่อมดีกวา่ ผลงานโดยบุคคลเพยี งคนเดียวโอกาสที่
จะผดิ พลาดมีน้อยกว่า
9. สามารถนาเทคนิคการเรียนรู้แบบเพื่อนคู่คิดไปใช้ได้อย่างกว้างขวาง อาจใช้วิธีน้ีวิธีเดียว
หรอื สลบั กบั วิธีอ่ืนในแต่ละครั้งที่สอน
18
สมบตั ิ การจนารกั พงศ์ (2547, หนา้ 12) ได้สรปุ ประโยชนข์ องเทคนคิ เพือ่ นคู่คิด ดังนี้
1. จะทาใหน้ กั เรียนไดฝ้ กึ ทักษะการคิดและทักษะการสือ่ สารให้คขู่ องตนเข้าใจ
2. ฝกึ ให้นกั เรยี นกลา้ แสดงความคิดเหน็
3. ช่วยทาใหน้ ักเรยี นแต่ละคมู่ ีความสนทิ สนมกันมากข้นึ
4. ชว่ ยทาให้นักเรยี นเป็นคู่หูในการชว่ ยกันเรยี นต่อไป
จากข้อความดังกล่าวข้างตน้ สรุปไดว้ า่ ประโยชน์ของการจัดการเรยี นรดู้ ว้ ยเทคนิคเพ่อื นคู่คิด
ดังนี้
1. ทาใหน้ กั เรยี นไดร้ ับความรแู้ ละประสบการณ์ด้วยตนเอง
2. ทาให้นักเรยี นมีความคดิ สรา้ งสรรค์
3. ทาใหน้ ักเรยี นได้ฝึกทักษะการคดิ และทกั ษะการแกป้ ัญหา
4. ทาให้นักเรียนได้ฝกึ ทักษะการสอื่ สาร แลกเปลี่ยนความคดิ เห็นซ่งึ กนั และกนั
5. ช่วยใหน้ ักเรยี นเกดิ ความมนั่ ใจ กลา้ แสดงออกต่อหนา้ เพือ่ น
6. สามารถนาเทคนิคการเรียนแบบเพื่อนคู่คิดไปใช้ได้หนึ่งคร้ังหรือหลายๆ ครั้ง ใน
ระยะเวลาตามคาบทกี่ าหนดให้ จะใชว้ ธิ นี ี้วธิ ีเดยี วหรือสลับกบั วธิ ีอื่นในแต่ละครัง้ ทีส่ อน
1.4 ความพงึ พอใจ
ผู้วจิ ัยได้ศึกษาเก่ียวกับความหมายของคาว่า ความพึงพอใจ ซ่งึ นักการศึกษาหลายทา่ นได้ให้
ความหมายโดยละเอยี ดดงั ต่อไปนี้
1.4.1 ทฤษฎคี วามพงึ พอใจ
ทฤษฎีทีจ่ ะกล่าวต่อไปนี้เป็นทฤษฎีทางพฤติกรรมศาสตร์เกีย่ วกับลักษณะและความต้องการ
ของมนุษย์ซ่ึงเกิดจากการนามาประยุกต์ใช้ในการเสริมสร้างความพึงพอใจของบุคคลได้อย่างเหมาะสม
ประกอบด้วยทฤษฎีทสี่ าคัญ ดังนี้
มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2540, 139-144) กล่าวถึงทฤษฎีการจูงใจของนักศึกษา
ตา่ ง ๆ ดังน้ี
1.ทฤษฎแี รงจูงใจของแอลเดอร์เฟอร์ (Alderfer) กลา่ วว่า ความตอ้ งการของมนุษยแ์ บ่งเป็น
3 กลมุ่ คอื
1.1 ความต้องการเพ่ือดารงชีวิต เป็นความต้องการทางร่างกายและปัจจัยที่จาเป็นต่อการ
ดารงชวี ติ
1.2 ความต้องการด้านความสัมพันธ์ เป็นความต้องการที่จะมีความสัมพันธ์กับผู้อ่ืน เช่น
สมาชกิ ในครอบครวั เพ่ือนฝงู เพ่อื นรว่ มงาน และคนทีต่ อ้ งการจะมีสัมพนั ธ์ด้วย
1.3 ความต้องการความเจริญก้าวหน้า เป็นความต้องการท่ีจะพัฒนาตนเองตามศักยภาพ
สูงสดุ
2.ทฤษฎีการจูงใจของแม็คคลีแลนด์ (McCleland) เช่ือว่าความต้องการจากการเรียนรู้จาก
การมีประสบการณ์และการมีอิทธิพลต่อการรับรู้สถานการณ์ และแรงจูงใจไปสู่เป้าหมาย โดยแบ่งความ
ตอ้ งการออกเปน็ 2 ประเภท ดังนี้
19
2.1 ความต้องการสัมฤทธิ์ผล เป็นพฤติกรรมที่จะทาการใดๆ ให้เป็นผลสาเร็จเป็นแรงขับที่
นาไปสคู่ วามเปน็ เลิศ
2.2 ความตอ้ งการสมั พันธ์ เปน็ ความปรารถนาที่จะสร้างมิตรภาพ และความสัมพันธอ์ นั ดีกับ
ผู้อน่ื
2.3 ความต้องการอานาจ เป็นความต้องการควบคุมผู้มีอิทธพิ ลต่อผู้อื่นและต้องการควบคุม
ผู้อื่น
การดาเนินกิจกรรมการเรียนการสอนความพึงพอใจ เป็นส่ิงสาคัญท่ีจะกระตุ้นให้ผู้เรียน
ทางานที่ได้รับมอบหมายหรือที่ต้องการปฏิบัติให้บรรลุผลตามจุดประสงค์ครูผู้สอนจึงต้องคา นึงถึงความพึง
พอใจในการเรียนรู้ของผู้เรียนการทาให้ผู้เรียนเกิดความพึงพอใจในการเรียนรู้หรือการปฏิบัติตามมีแนวคิด
พ้นื ฐานทีต่ ่างกัน ดงั น้ี(ศภุ ศิริ โสมาเกต,ุ 2544, 53)
1. ความพึงพอใจ นาไปสู่การปฏิบัติงาน การตอบสนองความต้องการของผู้ปฏิบัติงาน จึง
เกดิ ความพึงพอใจ จะทาให้เกิดแรงจงู ใจในการเพม่ิ ประสทิ ธิภาพการทางานทีส่ ูงกว่าผทู้ ่ีไม่ได้รับการตอบสนอง
2. ผลการปฏิบัติงาน นาไปสู่ความพึงพอใจ ความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจและผลการ
ปฏิบัติงาน จะถูกเชื่อมโยงด้วยปัจจัยอื่นๆ ผลการปฏิบัติงานที่ดีจะนาไปสู่ผลตอบแทนท่ีเหมาะสม ซึ่งในท่ีสุด
จะนาไปสู่การตอบสนองความพึงพอใจ ผลการปฏิบัติงานย่อมได้รับการตอบสนองในรูปของรางวัล หรือ
ผลตอบแทน ซึง่ แบง่ ออกเป็นผลตอบแทนภายในและผลตอบแทนภายนอก แนวคิดพ้ืนฐานดงั กล่าว เมื่อนามา
ปรบั ใชใ้ นกจิ กรรมการเรียนการสอน ครผู ู้สอนจึงตอ้ งมีบทบาทสาคัญในการจดั กจิ กรรม วธิ กี าร สอื่ อุปกรณ์ ที่
เอ้ือต่อการเรียนรู้ เพื่อตอบสนองความพึงพอใจให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจในการเรียน จนบรรลุวัตถุประสงค์ในการ
เรียนการสอนในแตล่ ะคร้ังโดยใหผ้ เู้ รียนไดร้ ับผลตอบแทนจากการเรียนรใู้ นแต่ละครั้ง โดยเฉพาะผลตอบแทน
ภายในหรือรางวัลภายในท่ีเป็นความรู้สึกของผู้เรียน เช่น ความรู้สึกสาเร็จของตนเม่ือสามารถเอาชนะความ
ยงุ่ ยากตา่ ง ๆ ไดท้ าให้เกดิ ความภาคภมู ิใจ ความมัน่ ใจ โดยครอู าจไดผ้ ลตอบแทนภายนอก เช่น คาชมเชยการ
ใหค้ ะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในระดับทน่ี า่ พงึ พอใจ
ความพึงพอใจในการเรียนรูแ้ ละผลการเรียนรู้ มีความสัมพันธ์กันในทางบวกคือเกิดความพึง
พอใจ จะเกดิ ผลทีด่ ตี ่อการเรียนรแู้ ละผลการเรยี นรู้ทีด่ ีหรือท่ีนา่ พอใจ ทาให้เกดิ ความพึงพอใจ ท้งั นีก้ จิ กรรมที่
จดั จงึ ควรคานึงถงึ องคป์ ระกอบที่ทาใหเ้ กิดแรงจูงใจจนเกิดเปน็ ความพงึ พอใจในการเรยี นรู้
สรุปได้วา่ ครูตอ้ งเข้าใจความตอ้ งการของนักเรียนในชัน้ เรยี นเปน็ อันดับแรก ครูจงึ คอ่ ยจดั สิ่ง
ที่ตอบสนองความต้องการนั้น ๆ เม่อื นักเรยี นได้รบั สิ่งทต่ี ้องการ นกั เรียนเกดิ ความพงึ พอใจไม่วา่ จะเปน็ การพึง
พอใจต่อวิชาที่เรียน รูปแบบวิธีการสอนหรือกิจกรรมการเรียนรู้อ่ืน ๆ ผลที่ตามมาคือการประสบผลสาเร็จใน
การจัดการเรียนการสอน ซ่ึงสามารถที่จะพัฒนานักเรียนให้มีศักยภาพ สามารถท่ีจะอยู่ในสังคมได้อย่างมี
ความสขุ
1.4.2 ความหมายของความพงึ พอใจ
ความพึงพอใจเป็นคาท่ีมีความหมายท่ีหลากหลาย ซ่ึงได้มีผู้รู้ได้ให้ความหมายไวแ้ ตกตา่ งกัน ดังน้ี
อานนท์ กระบอกโท (2543, 33) ได้สรุปความหมายของความพึงพอใจไว้ว่า “ความพึงพอใจ หมายถึง
ความรูส้ กึ หรอื เจตคติทีด่ ตี ่อการทางานนั้น เช่น ความรสู้ ึกชอบ ภูมใิ จ สขุ ใจเตม็ ใจและยินดีจะมีผลใหเ้ กดิ ความ
พึงพอใจในการทางาน มกี ารเสียสละอทุ ศิ แรงกาย แรงใจและสตปิ ญั ญาใหแ้ กง่ านอยา่ งแทจ้ รงิ ”
20
ลักขณา สรีวัฒน์ (2544,132) ได้ให้ความหมายว่า “ความพึงพอใจ หมายถึง พฤติกรรมที่สนองความต้องการ
ของมนุษยแ์ ละเปน็ พฤตกิ รรมทน่ี าไปสูจ่ ดุ มุ่งหมายทีต่ ั้งไว้”
ศลใจ วิบูลย์กิจ (2544, 42) กล่าวว่า“ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพของอารมณ์บุคคลที่มี
ต่อองค์ประกอบของงาน และสภาพแวดล้อมในการทางานท่ีสามารถตอบสนองต่อความต้องการของบุคคล
น้ัน ๆ”
สรุปได้ว่า ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิด ความเชื่อ การแสดงความรู้สึก ความ
คิดเห็นต่อสิ่งใดส่ิงหน่ึงในทางบวกซึ่งแสดงในลักษณะความชอบ ความพึงพอใจ ความสนใจ เห็นด้วย ทาให้
อยากทางานหรอื ปฏบิ ัติกจิ กรรม
1.4.3 หลักการสรา้ งแบบสอบถามความพงึ พอใจ
หลกั การในการสร้างแบบสอบถามความพงึ พอใจ มดี ังนี้
1. สอดคล้องกับวัตถุประสงคก์ ารวจิ ยั
2. ใช้ภาษาทเ่ี ขา้ ใจง่าย เหมาะสมกบั ผ้ตู อบ
3. ใชข้ ้อความทสี่ ้ัน กะทดั รัด ได้ใจความ
4. แตล่ ะความถามควรมนี ยั เพียงประเดน็ เดียว
5. หลีกเลี่ยงการใชป้ ระโยคปฏเิ สธซอ้ น
6. ไม่ควรใชค้ ายอ่
7. หลีกเลย่ี งการใชค้ าทเี่ ปน็ นามธรรมมาก
8. ไมช่ ้นี าการตอบให้เปน็ ไปแนวทางใดแนวทางหน่ึง
9. หลกี เลีย่ งคาถามที่ทาให้ผู้ตอบเกดิ ความลาบากใจในการตอบ
10. คาตอบทมี่ ีให้เลือกต้องชดั เจนและครอบคลุมคาตอบทเี่ ป็นไปได้
11. หลกี เลี่ยงคาทีส่ อ่ื ความหมายหลายอยา่ ง
12.ไม่ควรเป็นแบบสอบถามที่มีจานวนมากเกินไปไม่ควรให้ผู้ตอบใช้เวลาในการตอบ
แบบสอบถามนานเกนิ ไป
13. ขอ้ คาถามควรถามประเดน็ ท่เี ฉพาะเจาะจงตามเปา้ หมายของการวิจัย
14. คาถามต้องน่าสนใจสามารถกระตนุ้ ใหเ้ กิดความอยากตอบ
1.4.5 ขน้ั ตอนการสรา้ งแบบสอบถามความพงึ พอใจ
ข้ันตอนการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจสามารถสร้างได้ ดังนี้
1. กาหนดวัตถุประสงค์ของการสรา้ งแบบสอบถาม
2. ระบุเนือ้ หาหรือประเดน็ หลักทจ่ี ะถามให้ครอบคลมุ วตั ถปุ ระสงคท์ ่จี ะประเมิน
3. กาหนดประเภทของคาถามโดยอาจจะเป็นคาถามปลายเปิดหรือปลายปิด
4. รา่ งแบบสอบถาม โครงสรา้ งแบบสอบถามอาจแบ่งเปน็ 3 ตอน คือ
-ตอนท่ี 1 ขอ้ มลู เบอ้ื งต้น/ขอ้ มูลทว่ั ไป
- ตอนท่ี 2 ข้อมลู หลกั เกย่ี วกบั เร่อื งทจ่ี ะถาม
-ตอนที่ 3 ขอ้ เสนอแนะ
21
5. ตรวจสอบข้อคาถามว่าครอบคลมุ เรอ่ื งที่จะวดั ตามวตั ถุประสงค์หรอื ไม่
6. ให้ผู้เชียวชาญตรวจสอบความเท่ยี งตรงเนื้อหาและภาษาทใ่ี ช้
7. ทดลองใช้แบบสอบถามเพ่ือดคู วามเป็นปรนัย ความเช่อื ม่นั และเพือ่ ประมาณ เวลาท่ใี ช้
8. ปรับปรงุ แก้ไข
9. จัดพิมพแ์ ละทาคู่มอื
2. งานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง
ผ้วู ิจยั ได้ศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวขอ้ งกับการสรา้ งแบบฝกึ ทกั ษะการสรา้ งคาในภาษาไทย ดังนี้
หรรษา บุญนายืน (2546: 68) ได้ศึกษาความสามารถในการเขียนสะกดคายากของนักเรยี น
ท่ีมีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการเขียนสะกดคาโดยใช้แบบฝึกสะกดคา ผลการศึกษาพบว่า หลัง
ทดลองนักเรียนสามารถเขียนสะกดคาสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสาคัญทางสถิติท่ีระดับ .01 แสดงว่า
หลงั การเรียนโดยใช้แบบฝกึ ทกั ษะการเขียนสะกดาา นกั เรียนมคี วามสามารถทางการเขยี นสะกดคายากดขี ึ้น
นิรัติศัย สุดเพาะ (2555) ศึกษาวิจัยเร่ือง การสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสาคญั
สาหรับนักเรยี นช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 2 โรงเรียนมญั จาศึกษา จงั หวัดขอนแก่น พบว่า แบบฝึกทกั ษะการอ่านจับ
ใจความสาคัญสาหรับนักเรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 2 ท่ีผู้ศกึ ษาสรา้ งขน้ึ มีประสทิ ธิภาพ 83.33/32.40 ซ่งึ อยู่ใน
เกณฑ์มาตรฐานที่กาหนดไว้ และผลสมั ฤทธ์ิการอ่านจบั ใจความสาคัญของนกั เรียนชัน้ มธั ยมศึกษาปีที่ 2
หลังการใช้แบบฝึกทกั ษะการอา่ นจับใจความสาคัญสงู กว่าก่อนการใช้อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ิที่ ระดบั 0.01
ปิยธิดา นิรภัย(2551) ศึกษาวิจัยเรื่อง การสร้างแบบฝึกทักษะการอ่านจับใจความสาหรับ
นักเรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 โรงเรยี นอัมพรไพศาล จงั หวดั นนทบุรีพบวา่ แบบฝกึ การอ่านจับใจความมีความ
เหมาะสมโดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 และความก้าวหน้าในการอ่านจับใจความหลังฝึกสูงกว่า
กอ่ นฝกึ อยา่ งมนี ยั สาคญั ทางสถิติทร่ี ะดับ .05
รังษิมา สุริยารังสรรค์ (2550) ศึกษาวิจัยเร่ือง การพัฒนาแบบฝึกการอ่านจับใจความของ
นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โดยใช้ข้อมูลท้องถ่ินจังหวัดเพชรบุรีพบว่า แบบฝึกการอ่านจับใจความของ
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 1 โดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรี มีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.2682.50และ
ผลสัมฤทธ์ิการอ่านจับใจความโดยใช้ข้อมูลท้องถิ่นจังหวัดเพชรบุรีของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 หลังการ
ใช้แบบฝกึ สูงกวา่ กอ่ นใชแ้ บบฝึกอย่างมนี ัยสาคญั ทางสถติ ิทีร่ ะดบั 0.01
ลมโชย ด่านขุนทด (2544) ศึกษาวิจัยเร่ืองการพัฒนาผลสัมฤทธิ์การอ่านภาษาไทย โดยใช้
แบบฝึกทักษะการอา่ นของนักเรียนช้นั มธั ยมศึกษาปี 2 โรงเรยี นสมเดจ็ พทิ ยาคม จานวน 50 คน โดยแบ่งเป็น
กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 25 คน เคร่ืองมือท่ีใช้ในการทาวจิ ัย คือแผนการสอน 10 แผน และแบบ
ฝึกทักษะการอ่าน 10 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการอ่าน และแบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน พบว่า
แบบฝึกทักษะการอ่านมีประสิทธิภาพเท่ากับ 83.50/84.37 และนักเรียนท่ีสอนโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่าน
มผี ลสมั ฤทธก์ิ ารอา่ นสูงกว่ากลมุ่ ทไ่ี ม่ใช้แบบฝกึ ทกั ษะการอ่านอยา่ งมีนัยสาคญั ทางสถติ ิทร่ี ะดับ 0.01
22
บทที่ 3
วิธีดาเนินการวจิ ัย
การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเรื่อง การสร้างคาในภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคา
ร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ - เทคนิคเพ่ือนคู่คิด (Think pair share)เรื่อง คามูลและคาประสม
รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 1 ผู้วจิ ัยได้มวี ิธีการดาเนนิ การวิจัย ดงั น้ี
1. ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
2. เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู
3. ข้นั ตอนการสร้างและพฒั นาเครอื่ งมือ
4. การเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
6. สถิตทิ ีใ่ ช้
1. ประชำกรและกล่มุ ตวั อยำ่ ง
ประชำกร
ประชากรท่ีใชใ้ นการวิจัยครง้ั นี้ ไดแ้ ก่ นกั เรียนชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่ 1 โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู
จังหวดั สตลู ที่เรยี นอยใู่ นภาคเรียนท่ี 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 6 หอ้ งเรียน นกั เรียนทง้ั หมด 222 คน โดย
ทกุ หอ้ งเรยี นจัดหอ้ งนกั เรยี นแบบคละความสามารถ
กลมุ่ ตัวอย่ำง
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่1 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู
จังหวัดสตูล จานวน 1 ห้องเรียน จานวน 35 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random
Sampling)
2. เครือ่ งมอื ทีใ่ ช้ในกำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล
2.1 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เร่ือง การสร้างคาในภาษาไทย
เรอื่ ง คามูล คาประสม แบบเลอื กตอบ 4 ตัวเลือก จานวน 20 ข้อ
2.2. แบบทดสอบวดั ผลระหว่างเรยี น แบบเลือกตอบ 4 ตวั เลือก จานวน 20 ข้อ
เล่มที่ 1 คามูล จานวน 10 ข้อ
เล่มท่ี 2 คาประสม จานวน 10 ขอ้
2.3 แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ - เทคนิคคู่คิด
(Think pair share) ร่วมกับแบบฝึกทักษะที่มี ผลต่อผลสัมฤทธิ์เรื่อง การสร้างคาในภาษาไทยของผู้เรียนชั้น
มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1
3. ขั้นตอนการสร้างเคร่อื งมอื
3.1แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่อง การสร้างคาในภาษาไทย
เรื่อง คามูล คาประสม แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก และแบบทดสอบแบบทดสอบวัดผลระหว่างเรียน แบบ
เลอื กตอบ 4 ตัวเลอื ก ผ้วู ิจยั ได้ดาเนินการสรา้ ง ดังนี้
23
3.1.1 ศึกษาวธิ ีการสรา้ งแบบทดสอบ เพ่ือเปน็ แนวทาง
3.1.2 วิเคราะห์เน้ือหา สาระรายวิชาพื้นฐาน ท21102 ตัวชี้วัด เรื่องการสร้างคาใน
ภาษาไทย
3.1.3 สร้างแบบทดสอบ แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก ให้ครอบคลุมเนื้อหา ตัวช้ีวัด และ
จุดประสงค์การเรียนรู้
3.1.4 นาแบบทดสอบที่สร้างข้ึนให้ผ้เู ชีย่ วชาญจานวน 3 ท่านตรวจสอบความเหมาะสมของ
คาถาม ภาษา และความเท่ียงตรงเชงิ เนือ้ หาของคาถามแต่ละข้อโดยใช้ดชั นคี วามสอดคล้อง(ค่าIOC)
3.1.5 นาแบบทดสอบที่คัดเลือกและแกไ้ ขปรับปรงุ แลว้ ไปทดสอบกบั นกั เรียน
3.2 แบบสอบถามความพึงพอใจของผูเ้ รยี นต่อการจัดการเรยี นรูโ้ ดยใช้เทคนิค เพื่อนคู่คิด (Think pair
share) รว่ มกับแบบฝกึ ทักษะ
การสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้เทคนิคเพื่อนคู่คิด
(Think pair share) รว่ มกบั แบบฝึกทกั ษะ จานวน 10 ขอ้ ผู้วจิ ยั มีวธิ ีการสรา้ งและหาประสิทธิภาพ ดงั นี้
3.2.1 ศึกษาหลักเกณฑ์ วธิ ีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ
3.2.2 กาหนดรปู แบบคาถามใหส้ อดคลอ้ งกบั วัตถปุ ระสงค์
3.2.3 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจสาหรับผู้เรียนที่มีต่อการใช้แบบฝึกทักษะ โดยกาหนด
ความพงึ พอใจเปน็ 5 ระดบั ดงั นี้
ระดับ 1 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจน้อยที่สดุ
ระดับ 2 หมายถึง มคี วามพงึ พอใจน้อย
ระดับ 3 หมายถงึ มคี วามพึงพอใจปานกลาง
ระดบั 4 หมายถงึ มีความพงึ พอใจมาก
ระดับ 5 หมายถงึ มีความพึงพอใจมากทสี่ ุด
3.2.4 นาแบบทดสอบที่สร้างขึ้นให้ผู้เช่ียวชาญจานวน 3 ท่านตรวจสอบความเหมาะสมของคาถาม
ภาษา และความเทยี่ งตรงเชงิ เนอื้ หาของคาถามแต่ละข้อโดยใชด้ ชั นีความสอดคล้อง(ค่าIOC)
3.2.5 นาแบบสอบถามความพงึ พอใจที่ปรับปรุงแล้วไปใชก้ ับกลุ่มตวั อย่าง
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
4.1นาแบบทดสอบก่อนเรียน เรื่องการสร้างคาในภาษาไทย เร่ือง คามูล คาประสม รายวิชา
ภาษาไทย ไปทดสอบทเี่ ปน็ กับนักเรยี นกลุ่มตวั อย่าง แล้วบันทึกคะแนนเพอื่ ใชเ้ ป็นคะแนนทดสอบก่อนเรียน
4.2 ให้นักเรียนทาแบบกอ่ นเรียนในแบบฝกึ ทักษะ เรอื่ ง คามลู คาประสม กอ่ นเรยี นเลม่ เนือ้ หา
4.3 จัดกิจกรรมการเรียนรูโ้ ดยใชแ้ บบฝึกทักษะการสร้างคา ร่วมกับรูปแบบการเรียนรแู้ บบร่วมมือ -
เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) โดยใช้แบบฝึกทักษะเป็นส่ือการสอนหลักให้ผู้เรียนได้ใช้เป็น
แหลง่ ข้อมลู สาหรับศึกษาเนื้อหาด้วยตนเองและแลกเปลีย่ นเรยี นรู้ เมือ่ ผเู้ รียนศึกษาแบบฝึกทกั ษะแตล่ ะเล่ม
แล้วให้ทาแบบทดสอบหลังเรียน ผู้วิจัยเก็บข้อมูลคะแนนของนักเรียนทุกคนจากการทาแบบฝึกหัดและ
แบบทดสอบหลงั เรียน
24
4.4 เมือ่ จัดกจิ กรมการเรยี นรู้ เรอ่ื ง การสรา้ งคาในภาษาไทย คามูล คาประสม เสร็จส้นิ ใหผ้ ้เู รยี นทา
แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธ์ิหลงั เรยี น โดยเป็นแบบทดสอบชดุ เดียวกันกับแบบทดสอบก่อนเรียนแต่สลบั ข้อแล้ว
บันทึกเปน็ คะแนนหลังเรียน
4.5 ใหน้ กั เรียนทาแบบสอบถามความพึงพอใจหลังเรียนการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคา
รว่ มกับรปู แบบการเรยี นรู้แบบรว่ มมือ - เทคนิคเพ่ือนคู่คิด (Think pair share)
5. การวิเคราะห์ขอ้ มูล
5.1 เปรยี บเทยี บผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน เรื่องการสรา้ งคาในภาษาไทย เร่ือง คามูล คาประสม รายวิชา
ภาษาไทย ท21102 ชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนเรียนและหลังเรยี น
5.2 วเิ คราะห์ความพงึ พอใจของผเู้ รียนท่ีมีต่อการจัดการเรยี นรู้โดยใช้แบบฝึกทกั ษะการสร้างคา รว่ มกบั
รปู แบบการเรียนรู้แบบรว่ มมือ - เทคนิคเพื่อนคู่คดิ (Think pair share) เรือ่ ง คามูล คาประสม รายวชิ า
ภาษาไทย ท21102 ชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 1 โดยใช้ค่าเฉลยี่ ( )และส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
6. สถิติทใี่ ชใ้ นการวิเคราะห์ข้อมูล
6.1 การหาค่าเฉลีย่ เลขคณิต(Mean) โดยใช้สูตร ดังน้ี
เม่อื แทนคะแนนเฉลย่ี
แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมด
n แทน จานวนนกั เรยี นกลุ่มตัวอย่าง
6.2 การหาส่วนเบย่ี งเบนมาตรฐาน(Standard Deviation) โดยใช้สตู ร ดงั นี้
และใชส้ ูตรสว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน
เม่อื S.D. แทน สว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน
Σx2 แทน ผลรวมทง้ั หมดของคะแนนแต่ละคนยกกาลังสอง
( Σx2 ) แทน ผลรวมของคะแนนท้ังหมดยกกาลงั สอง
n แทน จานวนนักเรียนกลุ่มตัวอยา่ ง
25
บทที่ 4
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล
การวิจัยครง้ั นมี้ ีวตั ถุประสงค์เพือ่ เปรียบเทยี บผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นเร่ือง การสรา้ งคา ใน
ภาษาไทย โดยใช้แบบฝึกทกั ษะการสร้างคาร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมอื - เทคนคิ เพอื่ นคคู่ ิด (Think
pair share) เรื่อง คามูลและคาประสม รายวิชาภาษาไทย ท21102 ระดับช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ก่อนและ
หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคาร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ -เทคนิคเพ่ือน
ค่คู ดิ (Think pair share) ซ่ึงผู้วิจัยนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู ดงั ต่อไปนี้
สัญลักษณท์ ใ่ี ช้ทีใ่ ช้ในการวิเคราะหข์ ้อมลู
ในการวิเคราะห์ข้อมูลและแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากการใช้แบบฝึกทักษะร่วมกับรูปแบบ
การเรียนรู้แบบร่วมมือ - เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) ผู้วิจัยใช้สัญลักษณ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล
ดังน้ี
n แทน จานวนนักเรียน
แทน คะแนนเฉลยี่
S.D. แทน สว่ นเบีย่ งเบนมาตรฐาน
T แทน คา่ สถิต(ิ t – test depent)
ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
ตอนที่ 1 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ืองการสร้างคาในภาษาไทย เรื่องคามูล คา
ประสม รายวิชาภาษาไทย ท21102 ชนั้ มัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2 ก่อนและหลงั เรยี นโดยใช้โดยใช้
แบบฝึกทักษะการสร้างคา ร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ - เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair
share)
วิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิท์ างการเรียน เร่ือง การสร้างคาในภาษาไทย เร่ืองคามูล คาประสม
รายวิชาภาษาไทย ท21102 ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 ภาคเรียนท่ี 2 ก่อนและหลังเรียนโดยใช้โดยใช้แบบฝึก
ทกั ษะการสรา้ งคา รว่ มกบั รปู แบบการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ - เทคนิคเพือ่ นคู่คิด (Think pair share) ปรากฏดงั
ตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงการเปรียบเทยี บผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นการสร้างคาในภาษาไทย เรอ่ื งคามลู คาประสม
รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ช้นั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นที่ 2 กอ่ นและหลังใช้แบบฝึกทักษะ
การสร้างคา รว่ มกับรูปแบบการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื - เทคนิคเพอื่ นค่คู ิด (Think pair share)
กอ่ นเรียน N X S.D.
หลังเรียน 35 8.86 1.52
35 13.94 1.83
26
จากตารางท่ี 1 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสร้างคาในภาษาไทย เรื่องคามูล คาประสม
รายวิชาภาษาไทย ท21102 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนท่ี 2 ก่อนและหลังใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคา
ร่วมกับรูปแบบการเรียนรู้แบบร่วมมือ - เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) มีความแตกต่างกันโดย
ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี นหลังเรยี น(13.94) สงู กวา่ กอ่ นเรยี น (8.86) ภาคผนวกหน้าที่ 52
ตอนที่ 2 วเิ คราะหค์ วามพงึ พอใจของนักเรียนท่ีมตี ่อการเรยี นโดยใช้แบบฝึกทกั ษะการสร้างคา
ในภาษาไทยรว่ มกับรูปแบบการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ - เทคนิคเพื่อนคคู่ ิด (Think pair share) เรอ่ื งคามูล
คาประสม รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ชนั้ มธั ยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรยี นที่ 2
ตารางแสดงท่ี 2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรยี นท่ีมีตอ่ การเรียนโดยใชแ้ บบฝึกทกั ษะการสรา้ งคา
ในภาษาไทยรว่ มกบั รูปแบบการเรียนรแู้ บบรว่ มมอื - เทคนิคคู่คิด (Think pair share)
เร่อื งคามูล คาประสม รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 ภาคเรียนที่ 2
ลาดับที่ รายการประเมิน S.D. ระดับความ
พงึ พอใจ
1. แบบฝึกทกั ษะมีองคป์ ระกอบสาคัญครบถ้วน 4.40
0.50 มาก
2. มคี าช้ีแจงสั้นๆ หรือคาสัง่ ต้องกะทัดรดั 4.71 0.46 มากทสี่ ดุ
0.51 มาก
3. เนอ้ื หาแบบฝกึ ทกั ษะเป็นไปตามลาดบั ข้นั ตอน การเรียนรู้ 4.46 0.44 มากท่สี ดุ
0.50 มาก
จากงา่ ยไปหายาก 0.50 มากทส่ี ุด
4. เนอ้ื หาแบบฝกึ ทักษะมีความเหมาะสมและสอดคลอ้ งกบั 4.74 0.51 มาก
จดุ ประสงค์การเรยี นรู้ 0.50 มากทส่ี ุด
0.50 มากทสี่ ดุ
5. ภาษาทใี่ ช้ในการทาแบบฝึกมีการใชส้ านวนภาษา ไดถ้ ูกต้อง 4.40
0.50 มากท่สี ดุ
ชัดเจน และเข้าใจง่าย 4.57
6. การพมิ พแ์ บบฝึกทักษะถูกตอ้ งตามหลกั เกณฑ์ มี
7. ภาพประกอบ รูปเล่มสวยงามเหมาะกบั การ นาไปใช้
แบบฝกึ ทักษะสามารถนาไปใช้ได้อยา่ งสะดวก ประหยัด
และค้มุ ค่า 4.49
8. ผู้เรยี นไดร้ ับความรู้ และประสบการณจ์ ากการเรียนรดู้ ้วย 4.60
ตนเอง ทาใหส้ ามารถจดจาความรู้ไดน้ าน และเกดิ
9. ผเู้ รียนไดพ้ ัฒนาความคดิ สรา้ งสรรค์ ไดศ้ ึกษาคน้ คว้า ทางาน 4.60
และแก้ปัญหาด้วย
10. กจิ กรรมการเรียนรู้ฝึกใหน้ ักเรียนกลา้ แสดงความคดิ เห็น 4.60
เฉล่ีย 4.56 0.12 มากท่ีสดุ
27
จากตารางท่ี 2 พบว่า ความพึงพอใจของนักเรยี นทีม่ ีต่อการเรียนโดยใชแ้ บบฝึกทักษะการ
สรา้ งคาในภาษาไทย ร่วมกบั รูปแบบการเรียนรแู้ บบรว่ มมือ - เทคนิคเพื่อนคู่คิด (Think pair share) เรอื่ ง
คามูล คาประสม รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ชน้ั มัธยมศึกษาปที ่ี 1 ภาคเรยี นที่ 2 ภาพรวมอย่ใู นระดบั มาก
ท่ีสดุ
28
บทที่ 5
สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
สรุปผลการวิจัย
1.ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 1 ท่ีเรียนรู้โดยใช้เทคนิค เพอ่ื นคคู่ ดิ (Think pair
share) ร่วมกับแบบฝึกทักษะ รายวชิ าภาษาไทย ท21102 หลังเรยี น(13.94) สูงกวา่ ก่อนเรียน (8.86)
2.นักเรยี นมคี วามพึงพอใจตอ่ เรียนรูโ้ ดยใช้เทคนิค เพอ่ื นคูค่ ิด (Think pair share) ร่วมกับแบบฝึกทักษะ
รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ระดบั มากทส่ี ุด โดยมคี ่าเฉล่ีย ( ) เทา่ กบั 4.56
อภปิ รายผล
จากรายงานผลการวจิ ยั การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรอื่ ง การสรา้ งคาในภาษาไทย โดยใชแ้ บบ
ฝึกทกั ษะการสรา้ งคารว่ มกบั เทคนิคการสอน เพือ่ นคูค่ ิด (Think pair share) เรอื่ ง คามูลและคาประสม
รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ระดบั ช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 1 มีประเดน็ ทนี่ า่ สนใจนามาอภิปรายผล ดังนี้
1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เร่ือง การสร้างคาในภาษาไทย รายวิชาภาษาไทย ท21102 ระดับช้ัน
มัธยมศึกษาปีท่ี 1 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อาจเนื่องมาจากรูปแบบการสอนน่าสนใจเป็นเทคนิคการเรียน
แบบร่วมมือโดยเป็นวิธีการจับคู่เพ่ือให้ผู้เรียนทากิจกรรมการเรียนร่วมกันเพ่ือให้คาแนะนาปรึกษาหรือ
แลกเปลีย่ นความรู้ประสบการณ์ และร่วมมือกนั ทากิจกรรมตามกระบวนการเรียนจนคน้ พบขอ้ สรปุ ขอ้ ความรู้
หรือคาตอบร่วมกัน สื่อประกอบท่ีใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มีรูปแบบและขนาดท่ีเหมาะสม ส่ือ
ความหมายได้ชัดเจน กระตุ้นความสนใจของผู้เรียนเรียบเรียงโดยใช้ภาษาเข้าใจง่าย นาเสนอเนื้อหาโดยเน้น
อธิบายให้เกิดความเข้าใจง่าย ชัดเจน นอกจากน้ีผู้เรียนสามารถประเมินผลการเรียนรู้ของตนเองจากการทา
แบบฝึก แบบทดสอบ และตรวจคาตอบด้วยตนเอง ทราบผลทันทีซึ่งเปน็ ผลดีตอ่ การพัฒนาผลสัมฤทธท์ิ างการ
เรยี น ทาใหผ้ ลสมั ฤทธิห์ ลงั เรยี นสูงกว่าก่อนเรยี น
2. ผู้เรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 1 มีความพึงพอใจต่อการเรียนโดยใช้แบบฝึกทักษะการสร้างคาร่วมกับ
เทคนิคการสอน เพ่ือนคู่คิด (Think pair share) เรื่อง คามูลและคาประสม รายวิชาภาษาไทย ท21102 ใน
ระดับมากโดยมีค่าเฉลี่ย เทา่ กับ ท้ังนเ้ี พราะการจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนทีเ่ น้นผเู้ รียนเปน็ สาคัญ ผเู้ รียน
เป็นผู้สร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จากการสืบค้นความรู้จากส่ือต่าง ๆ โดยใช้รูปแบบการเพื่อนคู่คิดการเรียน
แบบร่วมมือโดยเป็นวิธีการจับคู่เพื่อให้ผู้เรียนทากิจกรรมการเรียนร่วมกันเพื่อให้คาแนะนาปรึกษาห รือ
แลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์และรว่ มมอื กันทา กจิ กรรมตามกระบวนการเรยี นจนคน้ พบขอ้ สรุป ขอ้ ความรู้
หรือคาตอบรว่ มกัน
29
ขอ้ เสนอแนะ
1. จากการวจิ ยั พบว่า ผเู้ รยี นเกดิ การเรียนรู้ได้ดแี ละเขา้ ใจเนื้อหา เมือ่ เรยี นโดยใช้แบบฝึกทกั ษะการ
สร้างคาร่วมกับเทคนิคการสอน เพ่ือนคู่คิด (Think pair share) เร่ือง คามูลและคาประสม รายวิชา
ภาษาไทย ท21102 ควรนาแบบฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคเพ่ือนคู่คิด (Think pair share) ไปใช้ประกอบการ
จดั กจิ กรรมการเรียนรู้แก่นผู้เรียนร่นุ ตอ่ ไป
2. การจัดการเรยี นการสอนโดยใช้ใช้แบบฝกึ ทกั ษะการสรา้ งคารว่ มกับเทคนิคการสอน เพ่ือนคคู่ ดิ
(Think pair share) เรื่อง คามูลและคาประสม รายวิชาภาษาไทย ท21102 นอกจากการเรียนในห้องเรียน
แล้ว ผู้เรียนสามารถนาแบบฝึกทกั ษะเป็นสอื่ ในการศึกษาทาความเขา้ ใจด้วยตนเอง โดยไมจ่ ากัดเวลา สถานท่ี
แต่ครูควรให้คาแนะนา อธิบายเพิ่มเติม และตรวจสอบระยะเลาท่ีใช้ในการศึกษาของผู้เรียนแต่ละคน ตลอด
ทงั้ คอยใหก้ าลังใจและเสรมิ แรงแกผ่ เู้ รยี นทีเ่ รียนรชู้ ้า
ข้อเสนอแนะเพื่อการทาวจิ ยั ครง้ั ตอ่ ไป
2.1 ควรสร้างและพัฒนาแบบฝึกทักษะสาหรับเรื่องอื่น ๆ ในระดับชนั้ ตา่ ง ๆ เพ่ือนามาประกอบการ
จดั การเรียนรู้ และเป็นส่ือให้ผู้เรยี นไดศ้ ึกษาดว้ ยตนเอง
2.2 ควรมีการสรา้ งสอ่ื ประกอบการสอนและเทคนิคการสอนหลายรูปแบบ เชน่ ชดุ กจิ กรรมการ
เรยี นรู้หนงั สอื เสมอื น (E-BOOK) บทเรียน CAI และบทเรยี นผ่านเว็บไซต์ แลว้ นามาใชก้ ับผู้เรียนโดยมีการทา
วิจยั เพื่อศึกษาผลจากการใชส้ ื่อเหลา่ นีเ้ ปรียบเทียบเทยี บกับการใชแ้ บบฝึกทักษะ
30
ภาคผนวก ก
รายช่อื ผ้เู ช่ียวชาญเปน็ ผตู้ รวจสอบเครอ่ื งมือทใี่ ชใ้ นการวิจัย
31
รายชือ่ ผเู้ ช่ียวชาญ
ชื่อ – สกลุ ตาแหน่ง สถานทีท่ างาน
นางศริ ิวรรณ ฤทธิ์ภกั ดี
ครูชานาญการพเิ ศษ โรงเรยี นทา่ ศิลาบารุงราษฎร์
วุฒกิ ารศึกษา การศึกษามหาบัณฑิต สานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษา
สาขาการวจิ ยั และประเมิน มัธยมศึกษา สงขลา สตลู
มหาวทิ ยาลัยทกั ษณิ
นางยวุ ดี โอมณี ครชู านาญการพเิ ศษ โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา
วฒุ ิการศกึ ษา การศึกษามหาบัณฑิต สานักงานเขตพื้นท่ีการศึกษา
สาขาการบรหิ ารหารศึกษา มธั ยมศกึ ษา สงขลา สตูล
มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบรุ ี
นางสุวดี หมี ปอง ครูชานายการพิเศษ โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา
วฒุ กิ ารศกึ ษา ครุ ศุ าสตร์บัณฑิต สานกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษา
มหาวิทยาลยั ราชภฎั สุราษฏรธ์ านี มัธยมศกึ ษา สงขลา สตลู
32
ภาคผนวก ข
ตรวจสอบคณุ ภาพของเครื่องมือ
- การคานวณหาค่าดชั นคี วามสอดคลอ้ ง
33
ตาราง แสดงผลการประเมินความสอดคล้องของแบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น ก่อนเรยี นและ
หลงั เรียน เรอ่ื งคามูล คาประสม รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 1 กบั จุดประสงค์การ
เรียนรู้
แบบทดสอบ ผูเ้ ชี่ยวชาญ IOC ผลการพิจารณา
ขอ้ ท่ี คนท่ี 1 คนที่ 2 คนที่ 3
1 +1 +1 +1 1,00 สอดคล้อง
2 +1 +1 0 0.66 สอดคล้อง
3 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
4 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
5 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
6 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
7 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
8 +1 0 +1 0.66 สอดคล้อง
9 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
10 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
11 0 +1 +1 0.66 สอดคล้อง
12 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
13 +1 +1 0 0.66 สอดคล้อง
14 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
15 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
16 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
17 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
18 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
19 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
20 +1 +1 0 0.66 สอดคลอ้ ง
34
ตารางแสดงผลการประเมินความสอดคลอ้ งแบบสอบถามความพึงพอใจของผเู้ รยี นตอ่ การจดั การเรยี นร้โู ดยใช้
เทคนคิ เพอื่ นคคู่ ดิ (Think pair share) รว่ มกบั แบบฝึกทกั ษะ วิชาภาษาไทย ท21102 ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 1
ข้อท่ี ผูเ้ ชีย่ วชาญ IOC ผลการพิจารณา
คนท่ี 1 คนที่ 2 คนที่ 3
1 +1 +1 +1 1,00 สอดคล้อง
2 +1 +1 0 0.66 สอดคล้อง
3 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
4 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
5 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
6 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
7 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
8 +1 0 +1 0.66 สอดคลอ้ ง
9 +1 +1 +1 1.00 สอดคลอ้ ง
10 +1 +1 +1 1.00 สอดคล้อง
35
ภาคผนวก ค
เคร่อื งมอื ทีใ่ ช้ในงานวิจัย
-แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิท์ างการเรยี นเร่อื งการสรา้ งคาก่อนและหลงั เรยี น
36
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียนกอ่ นเรยี น
วชิ าภาษาไทย ท21102 เรอ่ื ง คามูลและคาประสม
คาชีแ้ จง 1. แบบทดสอบชดุ นมี้ จี านวน 20 ข้อ ข้อละ 1 คะแนน
2. ใหน้ ักเรยี นทาเคร่ืองหมายกากบาท () ทับตวั อกั ษรหน้าคาตอบท่ีถูกตอ้ งท่สี ดุ
1. ข้อใดเปน็ คามลู พยางคเ์ ดียวทุกคา
ก. ตลบ ปลกู
ข. ชนดิ ผลติ
ค. ขวาน กล้วย
ง. พราว สกาว
2. ขอ้ ใดกลา่ วถึงคามลู หลายพยางค์ไมถ่ ูกต้อง
ก. มสี องพยางค์ขนึ้ ไป
ข. ถ้าแยกพยางคย์ ังคงมีความหมาย
ค. เปน็ คาไทยแทห้ รือคามาจากภาษาอ่นื
ง. บางคาประกอบด้วยพยางคท์ ม่ี ีความหมายเพยี งบางพยางค์
3. ข้อใดเปน็ คามลู
ก. มา้ น่ัง
ข. แมม่ ด
ค. กระดาษ
ง. ลกู กวาด
4. คามูลในข้อใดมจี านวนพยางค์ตา่ งจากข้ออนื่
ก. นิตยา
ข. อัคคี
ค. สบาย
ง. อาจารย์
37
5. ชือ่ ดอกไมต้ ่อไปนี้ มีคามูลทั้งหมดกี่คา
กหุ ลาบ องั กาบ ยีโ่ ถ ชบา จาปา จาปี กระดงั งา ย่สี ุน่ ราตรี นมแมว
ก. 7 คา
ข. 8 คา
ค. 9 คา
ง. 10 คา
6. ขอ้ ใดมคี ามลู 2 พยางค์
ก. ไมผ้ ดุ ่ังคนทราม สอนยาก
ข. ไมค้ อ้ มมลี ูกน้อม นวยงาม
ค. ฝนทัง่ เทา่ เขม็ เพียร ผ่ายหน้า
ง. กลอทุ กในตะกรา้ เปย่ี มลน้ ฤามี
7. ชือ่ พนั ธ์มุ ะมว่ งในข้อใดมีคามูลหลายพยางค์
ก. อกรอ่ ง
ข. ฟ้าล่นั
ค. เขียวเสวย
ง. น้าดอกไม้
8. สานวนไทยในขอ้ ใดมคี ามูลหลายพยางค์
ก. ดนิ พอกหางหมู
ข. กบในกะลาครอบ
ค. รักดหี ามจ่ัว รกั ช่ัวหามเสา
ง. ราไม่ดี โทษปี่โทษกลอง
38
9. ขอ้ ใดเป็นคามลู ทุกคา
ก. มะระ ชะนี
ข. จติ ใจ ตม้ ยา
ค. โรคภัย น้อยหน่า
ง. หมอฟัน เขตแดน
10. อวัยวะของเรา คาใดเป็นคามูลหลายพยางค์
ก. จมูก
ข. นวิ้ ชี้
ค. ดวงตา
ง. กลอ่ งเสียง
11.ข้อใดกลา่ วไม่ถกู ตอ้ ง
ก. คาประสมสรา้ งข้ึนเพ่ือใชเ้ รียกสิ่งใหม่
ข. คาทน่ี ามาประสมกนั เปน็ คาชนดิ ใดก็ได้
ค. คาประสมสรา้ งจากคาไทยกับคาไทยเทา่ นั้น
ง. คาประสมสร้างจากคามูลที่มีความหมายต่างกัน
12.ข้อใดเป็นคาประสมทุกคา
ก. ชมเชย ยกยอ่ ง
ข.ว่ากลา่ ว คาสอน
ค. ขาดเหลอื ส่วนเกิน
ง . ทางเทา้ ทางม้าลาย
13 คาในข้อใดไม่เปน็ คาประสมทงั้ หมด)
ก. เครือ่ งใน เครื่องเรือน
ข. เคร่ืองเคยี ง เครือ่ งเสยี
ค. เครื่องครวั เคร่ืองด่ืม
ง. เครื่องปรงุ เคร่ืองเสียง
39
14.ข้อใดมคี าประสม
ก.ปูปลามาเลม็ ไคล
ข.น้าพริกเจือแมงดา
ค.กบเขยี ดร้องเสียงใส
ง.จิกปลากินเกาะก่ิงหวา้
15. ขอ้ ใดเปนคาประสมที่เปน็ คานามทุกคา
ก. จบั ผดิ ผิดชอบ
ข. นอกใจ นอกชาน
ค. ของเทยี ม เทา่ เทียม
ง. เขม็ กลัด ผา้ เช็ดหนา้
16.ขอ้ ใดไม่ใชค่ าประสม (ความเขา้ ใจ)
ก. ไมจ้มิ ฟัน
ข. เรอื รบหลวง
ค. หมเู ห็ดเป็ดไก่
ง. นา้ ตาลมะพราว
17. ขอ้ ใดเป็นคาประสมท่เี กิดจากคานามประสมกบั คากรยิ า
ก. บา้ นพัก บา้ นพัง
ข. แม่นม แมเ่ ล้ยี ง
ค. ไม้เทา้ ไม้กวาด
ง. โรงพมิ พ์ พิมพ์ดีด
18. คาในข้อใดไม่เปน็ คาประสม
ก. เส้อื กั๊ก
ข. เสื้อขาด
ค. เสอื้ กล้าม
ง. เส้ือกันหนาว
40
19. คาในข้อใดเม่ือรวมกับคาว่าแม่ไมเ่ ป็นคาประสม (วิเคราะห)์
ก. แมไ่ ก่
ข. แมส่ ื่อ
ค. แม่น้า
ง. แมค่ รัว
20.ข้อความต่อไปน้ีมีคาประสมกี่คา (วเิ คราะห์)
“บ้านของยายเป็นบ้านหลังเล็กๆ ทาดว้ ยไม้ไผ่มุงหลังคาดว้ ยจากและหญา้ คา ”
ก. 2 คา
ข. 3 คา
ค. 4 คา
ง. 5 คา
41
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนหลงั เรยี น
เรื่อง คามูลและคาประสม
คาช้แี จง 1. แบบทดสอบชุดนี้มีจานวน 20 ขอ้ ข้อละ 1 คะแนน
2. ใหน้ กั เรยี นทาเครอื่ งหมายกากบาท () ทบั ตัวอกั ษรหน้าคาตอบที่ถูกต้องที่สุด
1. ชอื่ พนั ธม์ุ ะม่วงในข้อใดมีคามลู หลายพยางค์
ก. อกรอ่ ง
ข. ฟา้ ลั่น
ค. เขียวเสวย
ง. น้าดอกไม้
2.ข้อใดเป็นคามูลทุกคา
ก. มะระ ชะนี
ข. จิตใจ ต้มยา
ค.โรคภยั น้อยหนา่
ง. หมอฟนั เขตแดน
3. ข้อใดมีคามูล 2 พยางค์
ก. ไมผ้ ดุ ัง่ คนทราม สอนยาก
ข. ไมค้ อ้ มมีลกู น้อม นวยงาม
ค. ฝนทั่งเท่าเข็มเพียร ผ่ายหนา้
ง. กลอุทกในตะกรา้ เป่ยี มลน้ ฤามี
4. สานวนไทยในข้อใดมคี ามูลหลายพยางค์
ก. ดินพอกหางหมู
ข. กบในกะลาครอบ
ค. รักดีหามจ่วั รกั ช่วั หามเสา
ง. ราไม่ดี โทษปโี่ ทษกลอง
42
5. อวัยวะของเรา คาใดเปน็ คามลู หลายพยางค์
ก. จมกู
ข. นวิ้ ชี้
ค. ดวงตา
ง. กล่องเสยี ง
6. คามูลในข้อใดมจี านวนพยางคต์ ่างจากข้ออื่น
ก. นิตยา
ข. อัคคี
ค. สบาย
ง. อาจารย์
7. ขอ้ ใดเปน็ คามูลพยางค์เดยี วทกุ คา
ก. ตลบ ปลกู
ข. ชนดิ ผลิต
ค. ขวาน กล้วย
ง. พราว สกาว
8. ขอ้ ใดกล่าวถึงคามลู หลายพยางคไ์ ม่ถูกตอ้ ง
ก. มสี องพยางค์ขนึ้ ไป
ข. ถ้าแยกพยางคย์ ังคงมีความหมาย
ค. เปน็ คาไทยแท้หรอื คามาจากภาษาอื่น
ง. บางคาประกอบด้วยพยางคท์ ี่มีความหมายเพยี งบางพยางค์
9. ข้อใดเป็นคามูล
ก. ม้าน่ัง
ข. แมม่ ด
ค. กระดาษ
ง. ลกู กวาด
43
10. ชอ่ื ดอกไม้ต่อไปน้ี มีคามูลทั้งหมดกค่ี า
กหุ ลาบ อังกาบ ย่โี ถ ชบา จาปา จาปี กระดังงา ยสี่ ุ่น ราตรี นมแมว
ก. 7 คา
ข. 8 คา
ค. 9 คา
ง. 10 คา
11. คาในข้อใดเม่อื รวมกบั คาวา่ แม่ไม่เปน็ คาประสม
ก. แม่ไก่
ข. แมส่ ือ่
ค. แมน่ ้า
ง. แม่ครัว
12. ขอ้ ความตอ่ ไปนมี้ ีคาประสมกคี่ า
“บ้านของยายเปน็ บ้านหลังเล็กๆ ทาด้วยไม้ไผ่มงุ หลังคาด้วยจากและหญ้าคา ”
ก. 2 คา
ข. 3 คา
ค. 4 คา
ง. 5 คา
13. ข้อใดไมใ่ ช่คาประสม
ก. ไมจิม้ ฟัน
ข. เรือรบหลวง
ค. หมเู หด็ เป็ดไก่
ง. น้าตาลมะพราว
14..คาในข้อใดไมเ่ ปน็ คาประสม
ก. เส้อื กกั๊
ข. เสือ้ ขาด
ค. เส้อื กลา้ ม
ง. เสอื้ กนั หนาว
44
15. ข้อใดเป็นคาประสมทีเ่ ปน็ คานามทุกคา
ก. จบั ผิด ผดิ ชอบ
ข. นอกใจ นอกชาน
ค. ของเทยี ม เทา่ เทียม
ง. เขม็ กลดั ผา้ เช็ดหน้า
16.ขอ้ ใดเปน็ คาประสมทุกคา
ก. ชมเชย ยกย่อง
ข.วา่ กล่าว คาสอน
ค. ขาดเหลอื สว่ นเกิน
ง . ทางเทา้ ทางมา้ ลาย
17..ข้อใดมีคาประสม
ก.ปูปลามาเล็มไคล
ข.น้าพริกเจือแมงดา
ค.กบเขียดร้องเสยี งใส
ง.จิกปลากนิ เกาะก่ิงหวา้
18.ข้อใดกลา่ วไม่ถกู ตอ้ ง
ก.คาประสมสร้างข้นึ เพือ่ ใชเ้ รียกสงิ่ ใหม่
ข.คาทีน่ ามาประสมกนั เป็นคาชนดิ ใดก็ได้
ค.คาประสมสรา้ งจากคาไทยกับคาไทยเท่าน้ัน
ง.คาประสมสร้างจากคามูลที่มคี วามหมายต่างกัน
19. คาในข้อใดไม่เปน็ คาประสมทง้ั หมด
ก. เคร่อื งใน เครื่องเรือน
ข. เครื่องเคยี ง เครอ่ื งเสีย
ค. เครอ่ื งครัว เครอ่ื งดื่ม
ง. เคร่ืองปรุง เครือ่ งเสยี ง
20. ขอ้ ใดเป็นคาประสมท่ีเกิดจากคานามประสมกบั คากรยิ า
ก. บา้ นพกั บา้ นพัง
ข. แมน่ ม แมเ่ ลี้ยง
ค. ไมเ้ ทา้ ไม้กวาด
ง. โรงพมิ พ์ พิมพ์ดดี
45
ตาราง แสดงคาตอบของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน เรื่องคามูล
คาประสม รายวชิ าภาษาไทย ท21102 ช้ันมัธยมศกึ ษาปีท่ี 1
กอ่ นเรียน หลังเรยี น
ข้อ คาตอบ ข้อ คาตอบ
1ค 1ค
2ข 2ก
3ค 3ง
4ก 4ข
5ค 5ก
6ง 6ก
7ค 7ค
8ข 8ข
9ก 9ค
10 ก 10 ค
11 ค 11 ก
12 ง 12 ข
13 ข 13 ค
14 ข 14 ข
15 ง 15 ง
16 ค 16 ง
17 ค 17 ข
18 ข 18 ค
19 ก 19 ข
20 ค 20 ค
46
ภาคผนวก ง
แบบสอบถามความพึงพอใจและผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ แบบฝึก
ทกั ษะการสรา้ งคารว่ มกับเทคนคิ การสอน เพอื่ นคู่คิด (Think pair share) เรือ่ ง คามูลและคาประสม