The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by wichuda1345, 2022-04-04 00:13:41

การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป โดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3

ครูภัสริน

1

รายงานวิจัยในชนั้ เรียน

การพฒั นาผลสมั ฤทธ์ิทางการเรยี นในรายวชิ าประวตั ิศาสตร์
เรื่อง พัฒนาการทางประวตั ศิ าสตรข์ องทวปี ยุโรป โดยใชส้ ื่อหนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์

(E-book) รว่ มกบั เทคนิคการสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model)
ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3

นางสาวภสั ริน ลอ่ งสว่าง
ตาแหน่งครู

ปกี ารศึกษา 2564
กลมุ่ สาระการเรยี นรู้สงั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม

โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวัดสตลู
สานักงานเขตพน้ื ท่กี ารศึกษามธั ยมศกึ ษาสงขลา สตลู



ชือ่ งานวิจยั การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป โดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับ
ผ้วู ิจยั เทคนคิ การสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) ของนกั เรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3
กลุ่มสาระการเรยี นรู้ นางสาวภสั รนิ ล่องสว่าง
ปีการศกึ ษา
สังคมศกึ ษา ศาสนา และวฒั นธรรม

2564

บทคดั ย่อ

การพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่อื ง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวีปยุโรป โดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA
Model) ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์ดังน้ี 1) เพ่ือเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนใน
รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป โดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) รว่ มกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) ของนกั เรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อ
ศึกษาความพึงพอใจท่ีมตี อ่ การเรยี นโดยใช้หนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกบั เทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซิปปา (CIPPA Model) รายวชิ าประวตั ิศาสตร์ เรือ่ ง พฒั นาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยโุ รป ของนักเรยี น
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 นักเรียนช้ัน
มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาแพงวิทยา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล ประจา
ปีการศึกษา 2564 จานวน 38 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง Purposive (Sampling) เคร่ืองมือท่ีใช้ใน
การวิจัยประกอบด้วย 1) หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ชั้นมัธยมศึกษาช้ันปีที่ 3 2) แผนการจัดการเรียนรู้ ประกอบการสอนโดยใช้ส่ือ
หนังสอื เล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) 3) แบบทดสอบวัด
ผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบ
โมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ชั้น
มัธยมศึกษาช้ันปีที่ 3 จานวน 20 ข้อ 4) แบบสอบถาม ความพึงพอใจท่ีมีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) เร่อื ง พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตรข์ องทวปี ยโุ รป รายวชิ าประวัตศิ าสตร์ ของนกั เรยี นชนั้ มธั ยมศกึ ษา
ปีท่ี 3 สถติ ิท่ีใช้ในการวิเคราะห์ ขอ้ มูล คือร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมุติฐานโดยใช้
t-test (Dependent Samples)

ผลการวิจยั พบว่า

1. ผลสัมฤทธ์ิทางเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป
โดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ของ
นักเรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาชัน้ ปีท่ี 3 หลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสาคัญจากสถติ ิทร่ี ะดับ.05

2. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาช้ันปีท่ี 3 ที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวีปยโุ รป ในระดบั มากทสี่ ดุ มีคะแนนเฉลยี่ 4.73



สารบัญ

บทท่ี หน้า
1 บทนา .................................................................................................................................... 1
ความเปน็ มาและความสาคญั ของปญั หา .......................................................................... 1
วัตถุประสงค์ของการวิจัย.................................................................................................. 2
สมมติฐานของการวิจัย...................................................................................................... 2
ขอบเขตการวจิ ยั ................................................................................................................ 2
ประโยชน์ท่ีคาดว่าจะไดร้ ับจากการวจิ ัย............................................................................ 3
นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ.............................................................................................................. 3
2 เอกสารและงานวจิ ยั ที่เกีย่ วข้อง............................................................................................. 4
หลกั สูตรแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐานพุทธศกั ราช 2551.............................................. 4.
หลกั สูตรกลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวฒั นธรรม.................................... 8
ผลสัมฤทธทิ์ างการเรยี น................................................................................................... 11
หนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-book)..................................................................................... 13
เทคนคิ การจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)........................................... 20
แผนการจัดการเรยี นรู้...................................................................................................... 28
ความพงึ พอใจ.................................................................................................................. 30
งานวจิ ัยที่เกีย่ วข้อง.......................................................................................................... 31
3 วธิ ดี าเนินการวจิ ยั ................................................................................................................. 33
ประชากรและกลุม่ ตวั อย่าง.............................................................................................. 33
เครอ่ื งมอื ที่ใช้ในการวจิ ัย ................................................................................................. 33
การกาหนดแบบแผนการวิจยั .......................................................................................... 34
การพฒั นาและทดสอบคุณภาพเครื่องมือท่ีใชใ้ นการวิจัย................................................. 34
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล..................................................................................................... 37
การวเิ คราะหข์ อ้ มลู .......................................................................................................... 38
สถติ ทิ ี่ใช้ในการวิเคราะหข์ อ้ มูล......................................................................................... 38
4 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล........................................................................................................... 41
ลาดับข้ันในการนาเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมลู ……………………………………………………….. 41
ผลการวิเคราะห์ขอ้ มูล...................................................................................................... 41
5 สรปุ ผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ............................................................................... 43
วัตถปุ ระสงคข์ องการวจิ ัย……………………………………………………………………………….…….. 43
สมมตฐิ านการวจิ ัย……………………………………………………………………………………………….. 43



สารบญั (ตอ่ )

บทท่ี หนา้
ประชากรและกล่มุ ตวั อย่าง………………………………………………………………….……………….. 43
เครอื่ งมือที่ใช้ในการวิจยั ................................................................................................... 44
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู …………………………………………………………………………………………. 44
สรปุ ผลการวจิ ัย................................................................................................................. 44
อภิปรายผลการวจิ ยั .......................................................................................................... 45
ขอ้ เสนอแนะ...................................................................................................................... 45

บรรณานุกรม...................................................................................................................................... 46
ภาคผนวก.......................................................................................................................................... 49

ภาคผนวก ก แผนการจัดการเรียนรู้
ภาคผนวก ข แบบทดสอบก่อนเรยี นและหลังเรยี น
ภาคผนวก ค แบบประเมนิ ความพงึ พอใจ
ภาคผนวก ง ภาพกิจกรรม



สารบญั ตาราง

ตารางที่ หน้า

1 ตวั ชว้ี ัดและสาระการเรยี นรู้แกนกลางมาตรฐาน ส 4.2 .................................................. 19

2 แบบแผนของการวิจัยแบบ One-Group Pretest- Posttest Design............................ 34

3 ผลเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนในรายวชิ าประวตั ิศาสตร์ เรอื่ ง

พัฒนาการทางประวัตศิ าสตรข์ องทวปี ยโุ รปก่อนเรยี นและหลังเรยี น

โดยใชห้ นงั สืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-book) ร่วมกบั เทคนิคการสอนแบบ

โมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) ของนกั เรยี นช้ันมัธยมศกึ ษาชัน้ ปที ่ี 3…………………………. 41

4 ผลการวเิ คราะห์ความพงึ พอใจของนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีท่ี 3

ที่มีต่อการเรยี น โดยใช้หนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับ

เทคนคิ การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ในรายวิชา

ประวตั ิศาสตร์ เรอ่ื ง พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์ของทวปี ยุโรป

ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปที ี่ 3…………………………………………………………………………. 42



สารบัญภาพประกอบ

ภาพท่ี หน้า
1 การจัดการเรยี นรู้โดยยดึ ผู้เรียนเปน็ ศนู ยก์ ลางแบบโมเดลซิปปา.............................................. 21
2 รูปแบบจัดการเรยี นรู้ท่นี ักเรียนเปน็ ศูนย์กลาง CIPPA Model………………………………………… 26

1

บทท่ี 1
บทนา

ความเปน็ มาและความสาคัญของปญั หา

โลกในปัจจุบันมีการเปลยี่ นแปลงไปอย่างรวดเร็วทุกคนสามารถเข้าถงึ ขอ้ มูลบนฐานข้อมูลทัวโลกได้ไม่
ว่าจะอยู่ท่ีไหนก็ตามทาให้รูปแบบการศึกษาเกิดการเปล่ียนแปลงไป ชาติตะวนั ตกมีการพฒั นาองค์ความรู้ใหม่
ๆ ในขณะที่ประเทศไทยยงั ขาดความกระตือรือร้นในการศึกษาค้นควา้ จนทาให้ประเทศไทยอยู่ท่ามกลาภาวะ
วิกฤต ทางเศรษฐกิจ ความผันผวนทางการเมือง ความผุกร่อนทางวัฒนธรรมและศีลธรรม คนไทยเริ่มตื่นตัวที่
จะติดตาม ความเปล่ียนแปลงดังวิกฤตการณ์ฟองสบู่แตกที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ในช่วงปี พ.ศ.2540 ได้ให้
บทเรียน ที่มีคุณคา่ แก่ประเทศไทย ทาใหป้ ระเทศตระหนักได้ว่าการมุ่งพัฒนาเศรษฐกิจโดยละเลยการพัฒนา
ศึกษาน้ัน ไม่สามารถทาให้ประเทศเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนได้เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงความสาคัญ
แสดงให้เห็นถึง ความสาคัญของการพัฒนาการศึกษาในฐานะที่เป็นเครื่องมือสาคัญของการพัฒนาทรัพยากร
มนษุ ย์ (ทศิ นา แขมมณี, 2555: 167)

จากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 ของคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติสานัก
นายกรัฐมนตรีได้กาหนดแนวทางในการจัดการศึกษาโดยมีจุดมุ่งหมายเพ่ือพัฒนาให้ผู้เรียน เป็นมนุษย์ท่ี
สมบรู ณ์ท้ังทางรา่ งกายจติ ใจ สติปัญญาความรู้มคี ุณธรรม จริยธรรม และมีวฒั นธรรม ในการดารงชีวิต สามารถ
อยู่กับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขการจัดการศึกษาให้ยึดหลักให้ผู้เรียนทุกคน มีความสามารถเรียนรู้และพัฒนา
ตนเองได้กระบวนการเรียนรู้ต้องมาจากการฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการการเผชิญสถานการณ์และ
การประยุกต์ใช้ความรจู้ ดั กิจกรรมให้ผู้เรียนไดเ้ รยี นรู้ จากประสบการณ์จรงิ ใหท้ าไดค้ ดิ เปน็ เป็นทา รกั การอา่ น
พัฒนาการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง โดยคานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลผู้สอนต้องส่งเสริมบรรยากาศและ
ส่งิ แวดล้อมทีเ่ ออื้ ตอ่ การเรียนรู้ (วภิ ารตั น์ สุวรรณไวพัฒนะ. 2554 : 18)

สอื่ เทคโนโลยที างดา้ นการศึกษาในปัจจุบัน ชว่ ยเปลยี่ นแปลงรูปแบบการศกึ ษาไปมาก โดยเฉพาะการ
จัดการกับความรู้ เพ่ือนาองค์ความรู้มาใช้ประโยชน์ และสามาสร้างรูปแบบการประยุกต์ใช้งานได้กว้างขวาง
หนังสอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) เปน็ ส่ือการเรียนรูห้ นง่ึ ทจ่ี ะทาให้ นกั เรียนสามารถใช้เทคโนโลยีทาง การศึกษา
ในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเองได้ เนื่องจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เป็นหนังสือท่ีจัดทาและแสดงผลใน
รปู แบบสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นแฟ้มข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่สามารถอ่านผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์ทั้งในระบบ
ออฟไลน์และออนไลน์

คุณลกั ษณะของหนงั สอื อิเล็กทรอนิกสส์ ามารถเช่ือมโยงจุดไปยงั ส่วนต่างๆ ของหนงั สือ เว็บไซต์ตา่ งๆ
ตลอดจนมีปฏิสัมพันธ์และโต้ตอบกบผู้เรียนได้นอกจากน้ันหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สามารถแทรก ภาพ เสียง
ภาพเคล่ือนไหว แบบทดสอบ และสามารถส่ังพิมพ์เอกสารที่ต้องการออกทางเครอื่ งพิมพ์ได้ อีกประการหน่ึง
ทสี่ าคญั ก็คือ หนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์สามารถปรบั ปรุงขอ้ มลู ใหท้ ันสมยั ไดต้ ลอดเวลา ซง่ึ คุณสมบัตเิ หล่าน้จี ะไม่มี
ในหนงั สอื ธรรมดาทวั่ ไป (ไพฑรู ย์ ศรีฟา้ , 2551 : 14)

นอกจากนห้ี นังสอื อิเล็กทรอนิกสช์ ว่ ยออกแบบและจดั รูปแบบการเรียนการสอนให้ สอดคลอ้ งกับความ
ต้องการของผู้เรียนรายบุคคล มีการอธิบายเนื้อหาบทเรียนให้เข้าใจง่ายขึ้น สนุกเพลิดเพลิน ไม่เบื่อง่าย และ
สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง นักเรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบทเรียน สนองหลักด้านจิตวิทยาของมนุษย์คือ มีการ
สอดแทรกหลักการเรียนและเล่นผสมผสานกันไป มีการให้ทดสอบความเข้าใจของนักเรียนผนวกอยู่ด้วย
บทเรียนมคี วามน่าสนใจและนักเรียนเกดิ ความพึงพอใจในการเรียน ดังท่ี อัญญาพัชร ใจชื่นและคณะ (2548 :
83) กล่าวไว้ว่า การออกแบบ เน้ือหา กิจกรรมและการเช่ือมโยงเน้ือหา ตลอดท้ังการปฏิสัมพันธ์รวมถึงการ

2

ออกแบบด้านกราฟกิ และเสยี ง ทาให้นักเรียนมคี วามสนใจ กระตือรือร้น สามารถทาความเขา้ ใจเนื้อหาได้ด้วย
ตนเอง จึงทา ให้ผลการเรียนของนักเรียนหลังเรียนจากหนังสืออิเล็กทรอนิกส์สูงกว่าก่อนเรียน เป็นผลให้
ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนกั เรยี นสูงขนึ้ ด้วย

เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนให้มีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน
ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นหาเทคนิควิธีการต่างๆ เพ่อื เพ่ิมความสนใจ และแรงจูงใจในการเรยี นของนกั เรียนโดยใช้สื่อ
หนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ (E-book) เพอ่ื เป็นสือ่ การสอนท่ีจะช่วยแกปญั หาด้านการเรียนที่เบ่ือหน่าย การจัดการ
เรียนการสอนแบบเดิมๆ และส่อื เดิมท่ียังมีไม่พอ และไม่มีความดึงดูดความสนใจของผู้เรียนโดยเฉพาะหน่วย
การเรียนรทู้ ่ี 3 ภมู ภิ าคของโลกกับพฒั นาการทางประวัติศาสตร์ทีม่ ีเนอ้ื หาที่ยากและสลบั ซับซอ้ น

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) มาใช้ในการเรียน
การสอนในรายวิชาประวตั ศิ าสตร์ หนว่ ยการเรียนรู้ท่ี 3 ภูมภิ าคของโลกกับพฒั นาการทางประวัติศาสตร์ เรือ่ ง
พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัด
สตลู เพ่ือพฒั นาผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นใหส้ ูงข้ึนต่อไป

วตั ถุประสงค์ของการวิจัย

1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ืองพัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรปก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิค
การสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) ช้ันมัธยมศกึ ษาปี 3 โรงเรยี นกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวดั สตูล

2. เพ่ือศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิค
การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวปี ยโุ รป ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3

สมมุติฐานการวิจยั

1. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีป
ยุโรป โดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)
ของนักเรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ่ี 3 หลังเรียนสูงกว่ากอ่ นเรียน อย่างมีนัยสาคญั ทางสถติ ทิ รี่ ะดบั .05

2. ความพึงพอใจท่ีมีต่อการเรียนในรายวิชาประวัตศิ าสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวีปยุโรปโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)
ของนักเรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 อยใู่ นระดบั มากข้ึนไป

ขอบเขตของการวจิ ยั

การวิจัยครัง้ นจี้ ากัดขอบเขตของการวจิ ยั ไวด้ งั นี้
1. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่างทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
1.1 ประชากร ได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนกาแพงวิทยา ปกี ารศกึ ษา 2564

จานวน 306 คน
1.2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3/4 โรงเรียนกาแพงวิทยา ปีการศึกษา

2564 จานวน 38 คน
2. ตัวแปรทศ่ี ึกษา

3

2.1 ตัวแปรต้น คือ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซิปปา (CIPPA Model) เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ในรายวิชาประวัติศาสตร์ ของ
นักเรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3

2.2 ตัวแปรตาม คอื ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียน และความพึงพอใจ
3. เน้ือหาที่ใช้ในการวิจัย เป็นเนื้อหา กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ชั้น
มัธยมศึกษาปีที่ 3 ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ในเรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 จัดทาเป็นส่ือ จานวน 1 ชิ้น คือ ส่ือหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัตศิ าสตรข์ องทวีปยุโรป
4. ระยะเวลาท่ีใชใ้ นการวิจัย ภาคเรยี นที่2 ปกี ารศึกษา 2564

ประโยชน์ทค่ี าดว่าจะไดร้ บั

1. ทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใชส้ ่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง
พฒั นาการทางประวัติศาสตร์ของทวปี ยโุ รป ของนกั เรียนชนั้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3

2. ทราบถึงความพึงพอใจของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้โดยการใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)

3. ได้แนวทางการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยการใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่องอ่ืนๆ ใน
รายวิชาประวตั ิศาสตร์

4. เป็นแนวทางในการวิจัยต่อในวิชาอ่ืน และตัวแปรด้านต่าง ๆ ท่ีเก่ียวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ การ
แกป้ ัญหา ผลการปฏบิ ตั ิงานต่อไป

นิยามศัพท์เฉพาะ

เพอ่ื ให้เข้าใจความหมายของคาศัพท์ในงานวิจัยจึงให้ความหมายคานิยามศัพท์เฉพาะสาหรบั การ
วจิ ัยดังนี้

1. สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) หมายถึง สื่อการสอนท่ีใช้ในการจัดการเรียนการสอนใน
รายวิชาประวัตศิ าสตร์ เรือ่ ง พัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์ของทวปี ยโุ รป

2. เทคนคิ การสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) หมายถึง เทคนิคหรือกระบวนการจดั การ
เรียนรู้ท่นี ามาใช้ร่วมกับการสอนโดยใช้สอ่ื หนงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-book)

3. ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง คะแนนที่นักเรียนท่ีได้จากแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนทผี่ ้วู ิจยั สรา้ งขน้ึ

4. ความพึงพอใจ หมายถึง ความรู้สึกนึกคิดหรือเจตคติต่อการเรียน เป็นผลให้กิจกรรมน้ัน
ประสบความสาเร็จ ในการศึกษาคร้ังน้ีใช้ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
ร่วมกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เร่ือง พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ของทวปี ยุโรปใน
รายวชิ าประวตั ศิ าสตร์ ชัน้ มัธยมศึกษาปที ี่3 เป็นแบบมาตราสว่ นประเมินคา่ 5 ระดบั จานวน10 ข้อ

5. นักเรียน หมายถงึ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3/4 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัด
สตลู สานักงานเขตพื้นทกี่ ารศึกษามธั ยมศกึ ษาสงขลา สตลู ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา2564 จานวน 31 คน

6. โรงเรียน หมายถึง 4 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล สานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศกึ ษามัธยมศกึ ษาสงขลา สตลู

4

บทที่ 2
เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กย่ี วข้อง

การวิจัยเรื่องการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป โดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซิปปา (CIPPA Model) ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ศึกษาแนวคิด ทฤษฏีท่ีเกี่ยวข้องจาก
เอกสาร ตารา และงานวิจัยต่างๆ ที่เกยี่ วข้องเพอื่ นาความรู้ ขอ้ มูลมาเปน็ แนวทางในการดาเนินการวิจัยดังน้ี

1. หลักสตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พื้นฐานพทุ ธศักราช 2551
2. หลกั สตู รกลมุ่ สาระการเรียนรูส้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
3. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
4. หนังสอื อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book)
5. เทคนคิ การจัดการเรียนรแู้ บบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model)
6. แผนการจดั การเรยี นรู้
7. ความพึงพอใจ
8. งานวจิ ยั ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง

- งานวิจัยในประเทศ
- งานวจิ ัยตา่ งประเทศ

1. หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาขน้ั พื้นฐาน พุทธศักราช 2551

หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขน้ั พื้นฐานพทุ ธศกั ราช 2551 มุ่งพัฒนาผู้เรยี นทกุ คนซง่ึ เป็นกาลงั ของ
ชาติ ใหเ้ ป็นมนษุ ย์ท่ีสมดุลทั้งดา้ นร่างกาย ดา้ นความรู้คุณธรรม โดยมุ่งเน้นผเู้ รียน เปน็ สาคัญบนพน้ื ฐานความ
เชือ่ วา่ ทุกคนสามารถเรยี นรแู้ ละพฒั นาตนเองได้เต็มตามศักยภาพ ดังรายละเอียด ดงั น้ี (กระทรวงศึกษาธกิ าร.
2551)

1.1 หลักการ
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน มหี ลักการท่สี าคญั ดังนี้
1.1.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ มีจุดหมายและมาตรฐานการ

เรียนรู้ เป็นเป้าหมายสาหรบั พัฒนาเด็กและเยาวชนใหม้ ีความรู้ ทักษะ เจตคติ และคุณธรรม บนพ้ืนฐานของ
ความเปน็ ไทยควบคู่กับความเปน็ สากล

1.1.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพ่ือปวงชน ท่ีประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษา อย่าง
เสมอภาคและมีคณุ ภาพ

1.1.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาท่ีสนองการกระจายอานาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด
การศึกษา ให้สอดคลอ้ งกบสภาพและความตอ้ งการของท้องถิ่น

1.1.4 เปน็ หลกั สตู รการศึกษาทมี่ โี ครงสรา้ งยดื หยุ่นทั้งด้านสาระการเรยี นร้เู วลาและ การจดั การ
เรยี นรู้

1.1.5 เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาทเ่ี นน้ ผูเ้ รยี นเป็นสาคญั
1.1.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสาหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย
ครอบคลมุ ทุกกลมุ่ เป้าหมาย สามารถเทยี บโอนผลการเรยี นรแู้ ละประสบการณ์

5

สรุปได้ว่า หลกั สูตรมีหลักการ คือ เพื่อปวงชนไดร้ ับการศกึ ษาอย่างเสมอภาค มีความ ยืดหยุ่น
เน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ มรี ูปแบบการศกึ ษาท้ังในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย มีจุดหมายและมาตรฐาน
การเรียนรู้ เพื่อความเป็นเอกภาพของชาติ

1.2 จุดหมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีมีปัญญา มีความสุข มี

ศักยภาพในการศกึ ษาตอ่ และประกอบอาชพี จึงกาหนดเปน็ จุดหมายเพอ่ื ให้เกิด กับผู้เรียน เม่อื จบการศึกษาข้ัน
พ้ืนฐาน ดงั นี้ (กระทรวงศกึ ษาธิการ.2551)

1.2.1 มีคุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมที่พงึ ประสงค์เห็นคณุ คา่ ของตนเอง มีวินัยและ ปฏิบัติ
ตนตามหลกั ธรรมของพระพทุ ธศาสนา หรือศาสนาทีต่ นนบั ถือ ยดึ หลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพยี ง

1.2.2 มีความรู้ความสามารถในการส่ือสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยี และมี
ทักษะชวี ติ

1.2.3 มสี ุขภาพกายและสขุ ภาพจิตทดี่ มี สี ุขนิสยั และรกั การออกกาลังกาย
1.2.4 มีความรักชาติ มีจิตสานึกในความเป็นพลเมืองไทยและโลกยึดมั่นในวิถีชีวิต และการ
ปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ท์ รงเป็นประมขุ
1.2.5 มีจติ สานึกการอนุรกั ษ์วฒั นธรรมและภูมิปัญญาไทยในการอนุรกั ษแ์ ละพฒั นาสิง่ แวดลอ้ ม
มจี ิตสาธารณะทมี่ งุ่ ทาประโยชน์และสรา้ งสง่ิ ทด่ี ีงามในสังคม และอยู่รว่ มกนั ในสงั คมอยา่ งมคี วามสขุ
สรุปได้วา่ หลักสูตรมจี ุดมุ่งหมายเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคณุ ธรรม จริยธรรม มคี วามรู้ มีสุขภาพ
กายและสุขภาพจติ ที่ดี มีจติ สานกึ ความเปน็ พลเมอื งดี

1.3 สมรรถนะสาคัญของผูเ้ รียน
ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งเน้นพัฒนาผู้เรียน ให้มี

สมรรถนะสาคญั 5 ประการดงั น้ี (กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2551)
1.3.1 ความสามารถในการสอ่ื สาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสารมวี ัฒนธรรม ในการ

ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเอง เพื่อแลกเปล่ียนข้อมูลข่าวสาร
และประสบการณอ์ ันจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคม รวมท้งั การเจรจาตอ่ รองเพอ่ื ขจดั และลด
ปญั หาความขัดแย้งต่างๆ การเลือกรบั หรอื ไม่รับข้อมูล ข่าวสารด้วยหลักเหตผุ ลและความถูกตอ้ ง ตลอดจนการ
เลือกใชว้ ิธีการสือ่ สาร ทม่ี ีประสิทธภิ าพ โดยคานึงถงึ ผลกระทบทม่ี ีต่อตนเองและสงั คม

1.3.2 ความสามารถในการคิดเป็นความสามารถในการคิดวเิ คราะห์ การคิดสังเคราะห์ การคิด
อย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนาไปสู่การสร้างองค์ ความรู้หรือ
สารสนเทศเพ่ือการตดั สินใจเก่ียวกับตนเองและสงั คมได้อยา่ งเหมาะสม

1.3.3 ความสามารถในการแก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรค ต่างๆ ที่
เผชญิ ได้อย่างถกู ตอ้ งเหมาะสมบนพืน้ ฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและขอ้ มลู สารสนเทศ เขา้ ใจความสัมพนั ธ์
และการเปล่ียนแปลงของเหตุการณ์ต่างๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ ประยุกต์ ความรู้มาใช้ในการป้องกันและ
แก้ไขปัญหา และมีการตัดสินใจท่ีมีประสิทธิภาพโดยคานึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและ
ส่ิงแวดล้อม

1.3.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวติ เป็นความสามารถในการนากระบวนการตา่ งๆ ไปใช้
ในการดาเนินชวี ติ ประจาวนั การเรียนรู้ดว้ ยตนเอง การเรียนรอู้ ย่าง่ต่อเน่ือง การทางาน และ การอยู่่รว่ มกันใน
สังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและ ความขัดแย้งต่างๆ อย่าง

6

เหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม และ สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเล่ียง
พฤตกิ รรมไม่พึงประสงคท์ ่ีส่งผลกระทบตอ่ ตนเองและผูอ้ ่นื

1.3.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือก และ ใช้เทคโนโลยีด้าน
ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้การสื่อสาร
การทางาน การแก้ปญั หาอย่างสรา้ งสรรค์ถกู ตอ้ ง เหมาะสม และ มคี ณุ ธรรม

สรุปได้ว่า สมรรถนะตามหลักสูตร กาหนดให้ผู้เรียนมีความสามารถในการสื่อสาร มี
ความสามารถในการคิด มีความสามารถในการแก้ปัญหา มีความสามารถในการใช้ทักษะชีวิตและ มี
ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

1.4 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึง ประสงค์

เพื่อให้สามารถอยู่ร่วมกบผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในฐานะเป็นพลเมืองไทยและ พลโลก ดังน้ี
(กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2551)

1. รกั ชาติ ศาสน์ กษัตรยิ ์
2. ซือ่ สัตย์สุจริต
3. มวี นิ ัย
4. ใฝเ่ รยี นรู้
5. อยอู่ ยา่ งพอเพียง
6. มุ่งม่ันในการทา่ งาน
7. รักความเปน็ ไทย
8. มีจิตสาธารณะ
นอกจากน้ีสถานศึกษาสามารถกาหนดคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติมให้ สอดคล้องตาม
บรบิ ทและจุดเนน้ ของตนเอง
สรุปได้ว่า หลักสูตรได้กาหนดให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์8ประการ และ สถานศึกษา
สามารถเพ่ิมเติมใหส้ อดคล้องตามบรบิ ทและจุดเนน้ ของตนเอง

1.5 การจัดการเรยี นรู้
กระทรวงศึกษาธิการ (2551) การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการสาคัญในการนาหลักสูตรสู่

การปฏิบัติหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้ืนฐานเป็นหลักสูตรท่ีมีมาตรฐานการเรียนรู้ สมรรถนะสาคัญของ
ผเู้ รียน และคณุ ลักษณะอันพึงประสงค์เป็นเป้าหมายสาคัญสาหรับพัฒนาเด็กและเยาวชน ผู้สอนต้องพยายาม
คัดสรรความรู้ จัดการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ ตามมาตรฐานการเรียนรู้ทั้ง 8 กลุ่มสาระเรียนรู้
รวมท้ังปลูกฝังเสริมสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ พฒั นาทักษะต่างๆ อันเป็นสมรรถนะสาคัญทีต่ ้องการให้
เกดิ แก่ผู้เรียน

1.5.1 หลักการจัดการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ความสามารถ ตาม
มาตรฐานการเรียนรู้สมรรถนะสาคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามท่ีกาหนดไว้ ในหลักสูตรแกนกลาง
การศึกษาขั้น 28 พ้ืนฐาน โดยยึดหลักว่าผู้เรียนมีความสาคัญมากที่สุด เช่ือว่าทุกคนมีความสามารถเรียนรู้ละ
พฒั นาต้องไดย้ ึดประโยชนท์ ่ีเกดิ กับผู้เรียนกระบวนการจดั การเรียนรู้ต้องสง่ เสริมให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตาม
ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ คานึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคลและพัฒนาการทางสมอง เน้นให้
ความสาคัญทงั้ ความรู้และคณุ ธรรม

7

1.5.2 กระบวนการเรียนรู้การจัดการเรียนรู้ท่ีเน้นผู้เรียนเป็นสาคัญ ผู้เรียนจะต้องอาศัย
กระบวนการเรยี นรู้ที่หลากหลายเป็นเครื่องมอื ทจ่ี ะนาพาตนเองไปสู่เปา้ หมายของหลักสตู รกระบวนการเรยี นรู้
ท่ีจาเป็นสาหรับผู้เรียน อาทิ กระบวนการเรียนรู้แบบบูรณาการ กระบวนการ สร้างความรู้ กระบวนการคิด
กระบวนการทางสังคม กระบวนการเผชิญสถานการณ์และแก้ปัญหา กระบวนการเรียนรู้ จากประสบการณ์
จริง กระบวนการปฏิบตั ิลงมือทาจรงิ กระบวนการจัดการ กระบวนการวิจัยกระบวนการเรียนรูก้ ารเรียนรู้ของ
ตนเอง กระบวนการพัฒนาลักษณะนิสัย กระบวนการเหล่านี้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนควร
ได้รบั การฝึกฝน พัฒนา เพราะจะสามารถชว่ ยใหผ้ ู้เรียนเกดิ การเรยี นรู้ได้ดีบรรลุเป้าหมายของหลกั สตู ร ดังนั้น
ผู้สอน จึงจาเป็นต้องศึกษาทาความเข้าใจในกระบวนการเรียนรู้ต่างๆ เพ่ือให้สามารถเลือกใช้ในการจัด
กระบวนการ เรียนรไู้ ด้อย่างมปี ระสิทธิภาพ

1.5.3 การออกแบบการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนต้องศึกษาหลักสูตรสถานศึกษาให้เข้าใจถึง
มาตรฐานการเรียนรู้ตัวชี้วัด สมรรถนะสาคัญของผู้เรียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสาระการเรียนรู้ท่ี
เหมาะสมกับผู้เรียน แล้วจึงพิจารณาออกแบบการจัดการเรียนรู้โดยเลือกใช้วิธีสอนและเทคนิคการสอน สื่อ/
แหล่งเรียนรู้การวดั และประเมนิ ผล เพ่ือให้ผ้เู รียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ และบรรลุตามเปา้ หมายทีก่ าหนด

1.5.4 บทบาทของผสู้ อนและผู้เรยี นการจัดการเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีคุณภาพตาม เป้าหมาย
ของหลักสูตร ทง้ั ผสู้ อน และผูเ้ รียนควรมบี ทบาท ดังน้ี

1.5.4.1 บทบาทของผู้สอน
1) ศกึ ษาวิเคราะห์ผู้เรยี นเป็นรายบุคคล แล้วนาข้อมูลมาใชใ้ นการวาง แผนการ

จัดการเรยี นรู้ท่ีทา้ ทายความสามารถของผูเ้ รยี น
2) กาหนดเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดข้ึนกับผู้เรียน ด้านความรู้และทักษะ

กระบวนการทเ่ี ป็นความคดิ รวบยอด หลกั การและความสมั พันธร์ วมทง้ั คุณลักษณะอันพึงประสงค์
3) ออกแบบการเรียนรู้และจัดการเรียนรู้ท่ีตอบสนองความแตกต่างระหว่าง

บุคคลและพัฒนาการทางเสมอ เพือ่ นาผู้เรยี นไปสเู่ ป้าหมาย
4) จัดบรรยากาศทเ่ี อ้อื ต่อการเรยี นรู้และดูแลชว่ ยเหลือผเู้ รียนใหเ้ กิดการเรียนรู้
5) จัดเตรียมและเลือกใช้ส่ือให้เหมาะสมกับกิจกรรม นาภูมิปัญญาท้องถิ่น

เทคโนโลยีท่เี หมาะสมมาประยกุ ต์ใช้ในการจดั การเรียนการสอน
6) ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วยวิธีการที่หลากหลายเหมาะสมกับ

ธรรมชาตขิ องวิชาและระดับพฒั นาการของผ้เู รียน
7) วิเคราะห์ผลการประเมินมาใช้ในการซ่อมเสริมและพัฒนาผู้เรียน รวมทั้ง

ปรบั ปรงุ การจดั การเรียนการสอนของตนเอง
1.5.4.2 บทบาทของผเู้ รยี น
1) กาหนดเปา้ หมาย วางแผน และรบั ผดิ ชอบการเรียนรูข้ องตนเอง
2) เสาะแสวงหาความรู้เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้วิเคราะห์ สังเคราะห์ ข้อความรู้

ต้ังคาถาม คิดหาคาตอบหรอื หาแนวทางแก้ปญั หาด้วยวธิ กี ารต่างๆ
3) ลงมอื ปฏบิ ัตจิ รงิ สรปุ สิง่ ท่ีได้เรียนรูด้ ว้ ยตนเองและนาความรไู้ ปประยุกต์ใช้ใน

สถานการณต์ ่าง ๆ
4) มีปฏสิ ัมพนั ธ์ทางาน ทากจิ กรรมร่วมกับกลุ่มและครู
5) ประเมินและพัฒนากระบวนการเรยี นร้ขู องตนเองอย่างต่อเนื่อง

8

สรุปได้ว่า การจัดการเรียนรู้เป็นกระบวนการ โดยสาคัญยึดหลักการจัดการเรียนรู้การจัด
การเรียนรู้เพื่อให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถตามมาต รฐานการเรียนรู้สมรรถนะสา คัญและ คุณลักษณะ
อนั พึงประสงค์ตามที่กาหนดไวใ้ นหลกั สตู ร เน้นผู้เรียนเปน็ สาคัญ

2. หลกั สูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สงั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

กระทรวงศึกษาธิการ (2560) ได้กล่าวถึงหลักสูตรว่าทาไมต้องเรียนสังคมศึกษาศาสนา และ
วฒั นธรรม เกณฑก์ ารจบชน้ั มัธยมศึกษาปีท่ี 3 สาระและมาตรฐานตัวชีว้ ัดไว้ซงึ่ มรี ายละเอียด ดงั ตอ่ ไปนี้

2.1 ความสาคัญของสงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
กรมวิชาการ (2544 : 1-2) กลา่ วว่า สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีความสาคัญในการ

พฒั นาคุณลักษณะต่างๆ ของผู้เรียนให้เป็นพลเมืองดี มีเหตุผลด้วยกุศลจิต คิดสร้างสรรค์ ม่ันในคุณธรรม นา
ความรู้เพอ่ื การดาเนินชวี ิตท่ีมีความสขุ โดยใชเ้ ทคนคิ วิทยาการจากวทิ ยาศาสตร์ เทคโนโลยี สงั คมศาสตร์ และ
มนุษยศาสตร์ มาปรับใช้ในการดารงชีวิตให้กับส่ิงแวดลอ้ มทั้งทางธรรมชาติและสังคมได้อย่างมีความสุข กลุ่ม
สาระการเรยี นรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรมเป็นกลุ่มสาระการเรียนรทู้ ี่ต้องเรียนตลอด 12 ปี การศึกษา
ต้ังแต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย เป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ประกอบมาจากหลายแขนง จึงมี
ลักษณะเป็นสหวิทยาการ โดยนาวิทยาการจากแขนงต่างๆ ในสาขาสังคมศาสตร์ หลอมรวมเข้าด้วยกัน กลุ่ม
สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จึงเป็นกลุ่มสาระที่ออกแบบมาเพื่อส่งเสริมศักยภาพการ
เป็นพลเมืองดีให้แก่ผู้เรียน โดยมีเป้าหมายของการพัฒนาความเป็นพลเมืองดี ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของ
ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ดังน้ัน กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม จึงมีความจาเป็นที่
จะต้องพัฒนาผู้เรยี นให้เกิดความเจรญิ งอกงามในด้านตา่ งๆ ดงั น้ี

1.1 ด้านความรู้ จะให้ความรู้แก่ผู้เรียนในเน้ือหาสาระ ความคดิ รวบยอดและหลกั การสาคัญ
ของวิชาต่างๆ ในสาขาสังคมศาสตร์ ได้แก่ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์นิติศาสตร์ จริยธรรม
ประชากรศึกษา ส่ิงแวดล้อมศึกษา รัฐศาสตร์ สังคมวิทยา กฎหมาย ปรัชญา และศาสนา ตามขอบเขตท่ี
กาหนดไวใ้ นแต่ละระดับชนั้ ในลักษณะบูรณาการ

1.2 ด้านทักษะกระบวนการ ผู้เรียนจะได้รับการพัฒนาใหเ้ กดิ ทกั ษะและกระบวนการ ต่าง ๆ
เช่น ทกั ษะทางวิชาการ และทกั ษะทางสงั คม เป็นตน้

1.3 ด้านเจตคติและค่านิยม กล่มุ สาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม จะช่วย
พฒั นาเจคติและค่านยิ มเกยี่ วกับประชาธปิ ไตย และความเป็นมนษุ ย์ เช่น รู้จกั ตวั เอง พึ่งตนเอง ซอ่ื สตั ยส์ ุจริต มี
วนิ ัย มคี วามกตัญญู รักเกียรติภมู ิแห่งตน มีความพอดีในการบรโิ ภครู้จักคิดวเิ คราะห์ เคารพสิทธิผู้อืน่ และเห็น
แกป่ ระโยชน์ส่วนรวม เปน็ ตน้

สรุปได้ว่า สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีความสาคัญในการพัฒนาคุณลักษณะต่างๆ
ของผู้เรยี นให้เปน็ พลเมืองดี มีเหตผุ ลด้วยกศุ ลจติ คิดสร้างสรรค์ ม่นั ในคุณธรรมนาความรเู้ พอ่ื การดาเนนิ ชีวติ ที่
มคี วามสุขเป็นกลุ่มสาระการเรยี นร้ทู ตี่ อ้ งเรียนตลอด 12 ปี การศกึ ษาตงั้ แต่ประถมศึกษาจนถึงมัธยมศึกษาตอน
ปลาย และมีลักษณะเปน็ สหวิทยาการ เนื่องจากเป็นกลุ่มสาระการเรียนรู้ที่ประกอบมาจากหลายแขนง โดยนา
วทิ ยาการจากแขนงต่างๆ ในสาขาสังคมศาสตร์หลอมรวมเข้าด้วยกัน กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา
และวัฒนธรรม จึงมีความจาเป็นที่จะต้องพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความเจริญงอกงามในด้านต่างๆ ได้แก่ ด้าน
ความรู้ ดา้ นทกั ษะกระบวนการ ด้านเจตคตแิ ละค่านิยม

9

2.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุม่ สาระการเรียนรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม
กรมวิชาการ (2544 : 16) ไดก้ าหนดสาระทเี่ ป็นองค์ประกอบความรู้ และมาตรฐานการเรยี นรู้

ของกล่มุ สาระการเรียนร้สู งั คมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม ไวด้ ังนี้
สาระท่ี 1 ศาสนา ศีลธรรม จรยิ ธรรม
มาตรฐานที่ ส 1.1 เขา้ ใจประวตั ิความสาคัญ หลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรอื ศาสนาที่

ตนเองนบั ถือ และสามารถนาหลักธรรมของศาสนามาเปน็ หลักในการอย่รู ่วมกนั
มาตรฐานที่ ส 1.2 ยึดม่ันในศีลธรรม การกระทาความดี มีค่านิยมท่ีดีงามและศรัทธาใน

พระพุทธศาสนาทต่ี นเองนับถอื
มาตรฐานที่ ส 1.3 ประพฤติตน ปฏิบัติตนตามหลักธรรม และศาสนพิธีของพระ พุทธ

ศาสนาที่ตนเองนับถือ ค่านิยมที่ดีงาม และสามารถนาไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาตน บาเพ็ญประโยชน์ต่อ
สังคม สิง่ แวดล้อมเพอ่ื การอยรู่ ว่ มกันอยา่ งสันตสิ ุข

สาระที่ 2 หน้าที่พลเมือง วฒั นธรรมและการดาเนนิ ชวี ติ ในสงั คม
มาตรฐานที่ ส 2.1 ปฏิบตั ติ นตามหน้าทีข่ องพลเมอื งทด่ี ีตามกฎหมาย ประเพณแี ละวัฒนธรรม
ไทย ดารงชีวิตอย่รู ่วมกนั ในสังคมไทย และสงั คมโลกอย่างสนั ติสุข
มาตรฐานท่ี ส 2.2 เขา้ ใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปจั จุบนั ยดึ มนั่ ศรทั ธาและธารง
รักษาไว้ซ่งึ การปกครองระบบประชาธิปไตยอันมพี ระมหากษัตริย์เปน็ ประมขุ
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐานท่ี ส 3.1 เข้าใจและสามารถบรหิ ารจัดการทรัพยากรในการผลิตและการบริโภคการ
ใช้ทรัพยากรท่ีมอี ยูอ่ ย่างจากัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและคุ้มค่า รวมทง้ั เข้าใจหลกั การเศรษฐกจิ พอเพียง เพ่ือ
การดารงชวี ติ
มาตรฐานท่ี ส 3.2 เข้าใจระบบและสถาบันทางการเศรษฐกจิ ต่างๆ ความสัมพันธ์ของระบบ
เศรษฐกจิ และความจาเปน็ ของการรว่ มมอื กันทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก
สาระที่ 4 ประวัตศิ าสตร์
มาตรฐานที่ ส 4.1 เข้าใจความหมาย ความสาคัญของเวลา และยุคสมัยทางประวัติศาสตร์
สามารถใช้วธิ ีการทางประวัตศิ าสตร์บนพื้นฐานของความเป็นเหตุเปน็ ผลมาวเิ คราะห์เหตุการณ์ตา่ งๆ อย่างเป็น
ระบบ
มาตรฐานที่ ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติ จากอดตี จนถึงปัจจุบันในแง่ความสัมพันธ์
และการเปล่ยี นแปลงของเหตกุ ารณ์อย่างตอ่ เนอ่ื ง
มาตรฐานที่ ส 4.3 เข้าใจถึงความเปน็ มาของชาติไทย วัฒนธรรม ภูมิปัญญาไทยมคี วามภูมใิ จ
และธารงความเป็นไทย
สาระที่ 5 ภูมิศาสตร์
มาตรฐานท่ี ส 5.1 เข้าใจลักษณะของโลกกายภาพ ตระหนักถึงความสัมพันธ์ของสรรพสิ่งท่ี
ปรากฏ ซึง่ มผี ลตอ่ กนั และกันในระบบธรรมชาติ
มาตรฐานที่ ส 5.2 เข้าใจปฏิสัมพันธ์ระหวา่ งมนุษย์กับสภาพแวดล้อมทางกายภาพทก่ี ่อใหเ้ กิด
การสรา้ งสรรค์วัฒนธรรม มีจิตสานกึ อนุรกั ษ์ทรพั ยากรและสิง่ แวดลอ้ มเพอ่ื การพัฒนาที่ย่ังยนื
สรุปได้ว่า สาระท่ีเป็นองค์ประกอบความรู้และมาตรฐานการเรียนรู้ของกลุ่มสาระการเรียนรู้
สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม มีดังน้ี สาระท่ี 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม สาระที่ 2 หน้าท่ีพลเมือง
วัฒนธรรมและการดาเนินชีวิตในสังคม สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์ สาระท่ี 4 ประวัติศาสตร์ และสาระที่ 5
ภมู ศิ าสตร์ โดยแตล่ ะสาระการเรยี นร้ไู ดม้ ีการกาหนดมาตรฐานการเรียนรไู้ ว้ด้วย

10

2.3 การวัดและประเมินผลกล่มุ สาระการเรยี นรสู้ ังคมศกึ ษา ศาสนาและวัฒนธรรม
กรมวิชาการ (2544 : 39) ได้กล่าวถึงการวัดและประเมินผลกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา

และวฒั นธรรมไวว้ ่า มาตรฐานการเรยี นรู้กลมุ่ สังคมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม นอกจากจะใช้เปน็ ทิศทางใน
การจัดทาหลักสูตรและจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา เพ่ือพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณสมบัติตามมาตรฐาน
แล้ว ยังใช้เป็นกรอบในการวัดและประเมินผลเพื่อตรวจสอบผู้เรียนมีพัฒนาการ มีความสามารถ และมี
ความสาเร็จทางการเรียนในระดับใด เพอ่ื นาผลมาใชใ้ นการสง่ เสริมให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาและเรียนรอู้ ยา่ งเต็ม
ศักยภาพ ซงึ่ สถานศกึ ษาจะต้องมีผลการเรียนรู้ของผ้เู รียน ทัง้ ในระดบั ช้ัน ระดับเขตพนื้ ที่การศกึ ษา ระดบั ชาติ
รวมทั้งรับการประเมนิ จากภายนอกดว้ ย

เนื่องจากการเรียนรู้ในกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มี
ความรู้ ทักษะ กระบวนการ คณุ ธรรม และคา่ นิยมทีด่ ีงา มงุ่ ให้ผู้เรียนเป็นผลู้ งมือปฏิบัติ แสวงหาความรู้ มีการ
ทาโครงการ/โครงงาน เป็นผู้ผลิตผลงาน รวมทั้งการทางานเป็นกลุ่ม และจัดทาแฟ้มสะสมงานด้วย ดังนั้นการ
วัดผลประเมินผลการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการค้นหาความสามารถท่ีแท้จริงของผู้เรียน รวมท้ังสามารถประเมิน
คณุ ลักษณะพึงประสงค์ ท่ีเกิดขึ้นแก่ผู้เรียน โดยวิธีการและเคร่ืองมือในการวัดผลประเมินผลต้องหลากหลาย
เชน่

2.3.1 การทดสอบ เป็นการประเมินเพื่อตรวจสอบความรู้ ความคิด ความก้าวหน้าในสาระ
การเรียนรู้ มเี คร่ืองมอื วัดหลายแบบ เชน่ แบบเลอื กตอบ แบบเขียนตอบ บรรยายความแบบเติมคาสั้นๆ แบบ
ถูกผดิ แบบจบั คู่ เปน็ ตน้

2.3.2 การสังเกต เป็นการประเมินพฤติกรรม อารมณ์ การมีปฏิสัมพันธ์ของผู้เรียน
ความสมั พันธ์ในระหวา่ งการทางานกลุ่ม ความร่วมมอื ในการทางาน การวางแผน ความอดทนวธิ ีการแกป้ ัญหา
ความคล่องแคล่วในการทางาน การใช้เครอ่ื งมืออุปกรณ์ต่างๆ ในระหว่าง การเรียนการสอน การทากิจกรรม
ต่างๆ การสงั เกตนั้นครูผู้สอนสามารถทาได้ตลอดเวลา การกาหนดเวลาและบุคคลท่ีจะสังเกต การสังเกตอย่าง
ไม่เป็นทางการ การสังเกตแบบเจาะจงโดยครูผู้สอนทาเคร่ืองมือประกอบการสังเกต แล้วจัดทาเป็นแบบสอบ
รายการ (checklist) แบบประมาณค่า (rating scale) เป็นตน้

2.3.3 การสัมภาษณ์ เป็นการสนทนาซักถามพูดคุยหรือค้นหาข้อมูลที่ไม่อาจพบเห็นอย่าง
ชดั เจน ในสิง่ ท่ีนักเรยี นประพฤตปิ ฏบิ ตั ิในการทางานโครงการ/โครงงาน การทางานกลมุ่ กิจวตั รประจาวัน ผู้ให้
ขอ้ มลู ในการสัมภาษณอ์ าจเปน็ นกั เรยี นเอง เพือ่ นรว่ มงาน รวมทง้ั ผ้ปู กครองนกั เรยี นด้วย

2.3.4 การประเมินจากการปฏิบัติ เป็นการประเมินการกระทา การปฏิบัติงานเพื่อประเมิน
การสร้างผลงานช้ินงานให้สาเรจ็ การสาธิต การแสดงออกถึงทักษะและความสามารถท่ผี ู้เรียนให้ปรากฏในงาน
ทต่ี นสร้างขน้ึ การประเมนิ ภาคปฏบิ ัติตอ้ งสรา้ งเคร่อื งมือการประเมิน โดยครผู ูส้ อนจัดทาแบบการประเมนิ และ
องค์ประกอบการประเมิน และจัดทาเคร่ืองมอื ประกอบการประเมินด้วย เช่น scoring rubric, rating scale,
และ checklist เปน็ ต้น

2.3.5 scoring rubric เป็นการวิเคราะห์องค์ประกอบของประเด็นที่จะประเมินเพื่ออธิบาย
ลกั ษณะคณุ ภาพงานหรือการกระทาเป็นระดับคณุ ภาพและปริมาณ หรอื ระดับความสามารถเพื่อเป็นแนวทาง
ในการประเมิน และเป็นข้อมูลสาคัญแก่ครูผู้สอน ผู้ปกครอง หรือผู้สนใจอื่นๆ ได้ทราบว่าผู้เรียนรู้อะไร ทา
ได้มากเพียงใด มีคุณภาพผลงานเป็นอย่างไร โดยผู้ประเมินอาจจะให้คะแนนเป็นภาพรวม หรือจาแนก
องคป์ ระกอบก็ได้

2.3.6 การประเมินแฟ้มสะสมงาน (portfolio assessment) เปน็ การประเมินความสามารถ
ในการผลิตผลงาน การบูรณาการ ความรู้ ประสบการณ์ ความพยายาม ความรู้สึก ความคิดเหน็ ของนักเรียนท่ี
เกิดจากการสะสม รวบรวมผลงาน การคัดเลือกผลงาน การสะท้อนความคิดเห็นต่อผลงาน รวมท้ังการ

11

ประเมนิ ผลงาน การประเมนิ แฟม้ สะสมผลงานจะประเมนิ การจัดการความคดิ สรา้ งสรรค์ หลักฐานแสดงความรู้
ความสามารถในผลงานอนั แสดงถึงความสมั ฤทธิผลศักยภาพของผู้เรียนในสาระการเรียนร้นู ้นั

สรุปได้ว่า การวดั และประเมนิ ผลกลุ่มสาระการเรยี นรูส้ ังคมศึกษา ศาสนาและวฒั นธรรม เป็น
การวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ที่เอ้ือต่อการค้นหาความสามารถท่ีแท้จริงของผู้เรียน และสามารถประเมิน

คุณลักษณะพึงประสงค์ที่เกิดข้ึนแก่ผู้เรียน โดยวิธีการและเคร่ืองมือในการวัดผลประเมินผลต้องหลากหลาย
เชน่ การทดสอบ การสงั เกต การสมั ภาษณ์ การประเมินจากการปฏบิ ตั ิ การวิเคราะห์องค์ประกอบของประเด็น
ทจ่ี ะประเมนิ การประเมินแฟม้ สะสมงาน เป็นต้น

2.4 สาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลางท่ีใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียน
การสอนและจดั ทาแผนการจัดการเรยี นรู

เน้ือหาสาระทีใ่ ชใ้ นการวจิ ัย เปน็ เน้อื หาสาระท่ี 4 ประวตั ศิ าสตร์มรี ายละเอียด ดังนี้
สาระที่ 4 ประวัติศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพัฒนาการของมนุษยชาติจากอดีตจนถึงปัจจุบัน ในด้านความสัมพันธ์และการ

เปลยี่ นแปลงของเหตุการณ์อยา่ งต่อเนือ่ ง ตะหนกั ถงึ ความสาคญั และสามารถวเิ คราะหผ์ ลกระทบท่ีเกิดขึน้

ตารางท่ี 1 ตัวชีว้ ัดและสาระการเรียนรแู้ กนกลางมาตรฐาน ส 4.2

ช้ัน ตัวชีว้ ัด สาระการเรียนร้แู กนกลาง

ม.3 ส 4.2 ม.3/1 อธิบาย - ท่ตี ้งั และสภาพทางภูมิศาสตรข์ องภูมิภาคต่างๆ ของโลก (ยกเวน้ เอเชีย)

พัฒนาการทางสังคม ท่มี ีผลต่อพฒั นาการโดยสงั เขป

เศรษฐกิจ และการเมือง - พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ สังคม เศรษฐกิจ และการเมืองของ

ของภมู ิภาคต่างๆ ในโลก ภูมภิ าคตา่ งๆ ของโลก (ยกเวน้ เอเชยี ) โดยสังเขป

โดยสงั เขป - อิทธิพลของอารยธรรมตะวันตกที่มีผลต่อพัฒนาการและการ

เปลยี่ นแปลงของสงั คมโลกโดยสังเขป

3. ผลสัมฤทธท์ิ างการเรยี น

3.1 ความหมายของผลสัมฤทธิท์ างการเรยี น

ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนเป็นความสามารถของนักเรียนในด้านต่างๆ ซ่ึงเกิดจากนักเรียน
ได้รับประสบการณจ์ ากกระบวนการเรียนการสอนของครูโดยครูต้องศึกษาแนวทางในการวัดและประเมินผล

การสรา้ งเครื่องมือวดั ให้มคี ุณภาพน้ัน ได้มผี ใู้ หค้ วามหมายของ ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรยี นไวด้ ังน้ี
สมพร เชื้อพนั ธ์ (2547, หนา้ 53) สรุปว่า ผลสัมฤทธท์ิ างการเรียนวชิ าคณิตศาสตร์ หมายถึง

ความสามารถ ความสาเรจ็ และสมรรถภาพด้านตา่ งๆ ของผูเ้ รียนที่ได้จากการเรียนรู้อันเปน็ ผลมาจากการเรียน

การสอน การฝึกฝนหรอื ประสบการณ์ของแตล่ ะบุคคลซ่ึงสามารถวัดไดจ้ ากการ ทดสอบดว้ ยวิธกี ารตา่ งๆ
พมิ พันธ์ เดชะคุปต์ และพเยาว์ ยินดีสุข (2548, หน้า15) กล่าววา่ ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรียน

หมายถงึ ขนาดของความสาเรจ็ ท่ไี ดจ้ ากกระบวนการเรียนการสอน
ปราณี กองจินดา (2549, หน้า 42) กล่าว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี น หมายถงึ ความสามารถ

หรือผลสาเร็จทไี่ ด้รับจากกิจกรรมการเรียนการสอนเปน็ การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และประสบการณ์เรียนรู้

ทางด้านพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย และยังได้จาแนกผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้ตามลักษณะของ
วัตถปุ ระสงคข์ องการเรียนการสอนท่แี ตกตา่ งกัน

12

สรุปได้ว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียน หมายถึง ผลที่เกิดจากกระบวนการเรียนการสอนท่ีจะ
ทาใหน้ ักเรียนเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม และสามารถวัดได้โดยการแสดงออกมาทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านพทุ ธิ
พสิ ยั ดา้ นจติ พิสัย และด้านทกั ษะพิสัย

3.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน
การวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี นเป็นการวดั ดวู ่านักเรียนมพี ฤติกรรมตา่ งๆตามทีก่ าหนด ไว้ใน

จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอนมากน้อยเพียงใด เป็นการตรวจสอบการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ของ
สมรรถภาพทางสมองซ่ึงเป็นผลจากการฝกึ ฝนหรืออบรมในชว่ งท่ผี า่ นมา

ไพศาล หวงั พานิช (2536 : 89) ได้กล่าวว่า ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนสามารถวัดได้ 2 แบบ
ตามจุดมงุ่ หมายและลักษณะวิชาที่สอน คอื

1. การวัดด้านการปฏิบัติ เป็นการตรวจสอบระดับความสามารถในการปฏิบัติหรือ ทักษะ
ของผู้เรียน โดยเน้นให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถดังกล่าวในรูปของการกระทาจริงให้ออกเป็นผลงาน เช่น
วชิ าศิลปศึกษา พลศกึ ษา การช่าง เปน็ ต้น การวดั แบบน้ีต้องใช้ “ขอ้ สอบ ภาคปฏิบตั ิ” (Performance Test)

2. การวัดเนื้อหา เป็นการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเน้ือหา อนั เปน็ ประสบการณก์ าร
เรียนรู้ของผู้เรียนรวมถงึ พฤติกรรมความสามารถในด้านต่าง ๆ สามารถวัดได้โดยใช้ “ข้อสอบ วัดผลสัมฤทธ์ิ”
(Achievement Test)

สรปุ ได้วา่ การวัดผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียนคือการวัดดา้ นการปฏบิ ตั ิเพ่ือการตรวจสอบระดับ
ความสามารถ และการวดั เน้ือหา เพื่อการตรวจสอบความสามารถเกี่ยวกับเนื้อหา

3.3 การสร้างแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น
แบบทดสอบวดั ผลสัมฤทธิท์ างการเรยี นในครัง้ น้ีเป็นแบบทดสอบองิ เกณฑ์
บญุ ชม ศรีสะอาด (2545 : 59 -61) กลา่ วว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรยี นแบบ

องิ เกณฑด์ าเนนิ ตามขัน้ ตอน ดังนี้
1. วิเคราะห์จุดประสงค์เนื้อหาข้ันแรกจะต้องทาการวิเคราะห์ดูว่ามีหัวข้อเนื้อหาใดบ้าง

ทต่ี ้องการให้ผู้เรียนเกดิ การเรียนรู้และท่ีจะต้องวัด แต่ละหัวข้อเหล่าน้ันต้องการให้ผู้เรียนเกิด พฤติกรรมหรือ
สมรรถภาพอะไรกาหนดออกมาใหช้ ดั เจน

2. กาหนดพฤติกรรมย่อยที่จะออกข้อสอบ จากข้ันแรกพิจารณาต่อไปว่าจะวัดพฤติกรรม
ย่อยอะไรบ้าง อย่างละกี่ข้อพฤติกรรมดังกล่าวคือ จุดประสงค์เชิงพฤติกรรมนั้นเอง เมื่อกาหนดจานวนข้อท่ี
ตอ้ งการจรงิ เสรจ็ แล้ว ตอ่ มาพจิ ารณาวา่ จะตอ้ งออกข้อสอบออกขอ้ สอบเกนิ ไว้ขอ้ ละกีข่ ้อ ควรออกเกินไวไ้ ม่ต่า
กว่า 25% ทั้งนี้หลังจากที่นาไปทดลองใช้และวิเคราะห์หาคุณภาพของข้อสอบรายข้อแล้ว จะตัดข้อที่ไม่มี
คุณภาพไม่เข้าเกณฑอ์ อก ข้อสอบท่ีเหลอื จะได้ ไมน่ อ้ ยกวาข้อสอบท่ีตอ้ งการจริง

3. กาหนดรูปแบบของข้อคาถามและศึกษาวิธีการเขียนข้อสอบ ข้ันตอนน้ีจะเหมือนกับ
ขน้ั ที่ 2 ของการวางแผนสร้างข้อสอบ เช่น ศกึ ษาหลักในการเขียนคาถามแบบนั้นๆ ศึกษาวิธีการ เขียนข้อสอบ
เพอื่ จุดประสงคป์ ระเภทต่าง ๆ ศึกษาเทคโนโลยใี นการเขียนข้อสอบของตน

4. เขียนข้อสอบ ลงมือเขียนข้อสอบตามจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม ตามตาราง ที่กาหนด
จานวนขอ้ สอบของแตล่ ะจุดประสงค์เชงิ พฤตกิ รรมและใช้รูปแบบการเขียนตามทศี่ กึ ษา ในข้ันตอนที่ 3

5. ตรวจทานข้อสอบ นาข้อสอบที่ได้เขียนไว้แล้วในข้ัน 4 มาพิจารณาทบทวนอีกคร้ัง โดย
พจิ ารณาความถูกต้องตามหลักวิชา แต่ละข้อวัดพฤติกรรมย่อยหรือจดุ ประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตอ้ งการหรือไม่
ตวั ถกู ตัวลวงเหมาะเขา้ กับเกณฑห์ รือไม่

13

6. ให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาความเที่ยงตรงตามเน้ือหา นาจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมและ
ข้อสอบทวี่ ัดแต่ละจุดประสงค์ไปให้ผู้เชี่ยวชาญดา้ นการวัดและด้านเนื้อหาจานวนไม่ต่ากว่า 3 คน พิจารณาว่า
ข้อสอบในแตล่ ะข้อวดั จุดประสงค์ที่ระบุไว้น้ันหรือไม่ถ้ามขี ้อทีไ่ ม่เข้าเกณฑค์ วร พจิ ารณาปรับปรุงให้เหมาะสม
เวน้ แต่จะไม่สามารถปรบั ปรงุ ใหด้ ีขน้ึ ได้อย่างชดั เจน

7. พิมพ์แบบทดสอบฉบับทดลอง นาข้อสอบทผี่ ่านการพิจารณาว่าเหมาะสมเข้าเกณฑ์ ใน
ขน้ั ท่ี6 มาพมิ พเ์ ป็นแบบทดสอบ มีคาช้ีแจงเกี่ยวกับแบบทดสอบ วธิ ีตอบ จัดวาง รปู แบบการ พิมพใ์ หเ้ หมาะสม

8. ทดลองใช้ วเิ คราะหค์ ณุ ภาพและปรับปรุง
9. พิมพ์แบบทดสอบฉบับจริง นาข้อสอบที่มีค่าอานาจจาแนกเข้าเกณฑ์จากผลการ
วเิ คราะหใ์ นขน้ั ที่ 8 มาพิมพ์เป็นแบบทดสอบฉบบั จริงต่อไป โดยเน้นการพมิ พ์ทป่ี ระณตี มีความถูกตอ้ งคาช้แี จง
ทลี่ ะเอียดแจม่ ชัด ผ้อู า่ นเข้าใจงา่ ย
สรุปได้ว่า การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคือการวัดความรู้ความสามารถตามสาระท่ีเรียน
ดา้ นพุทธพิ สิ ยั เครื่องมือท่ใี ช้วัดสว่ นใหญเ่ ปน็ แบบทดสอบ เรยี กวา่ แบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ทางการเรยี น

4. หนังสอื อเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-book)

4.1 ความหมายของหนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์
ครรชิต มาลัยวงศ์ (2540) ใหน้ ิยามของหนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์ หมายถึง รูปแบบของการจัดเก็บ

และนาเสนอข้อมลู หลากหลายรูปแบบทั้งทีเ่ ป็นขอ้ ความตวั เลข ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงต่างๆ ข้อมูล
เหล่านี้มวี ิธีเกบ็ ในลกั ษณะพิเศษคือจากแฟ้มข้อมูลหน่ึงผูอ้ ่านสามารถเรียกดขู ้อมูลอื่นๆ ที่เก่ียวขอ้ งได้ทันทีโดย
ข้อมูลอาจจะอยู่ในแฟ้มเดียวกันหรือไม่ก็ได้ข้อมูลท่ีกล่าวเป็นข้อความที่เป็นตัวอักษรหรือตัวเลข เรียกว่า
ไฮเปอรเ์ ท็กซ์ (Hypertext) และถ้าหาข้อมูลนั้นรวมถงึ เสียงและภาพเคลื่อนไหวด้วยก็เรียกว่าส่ือประสมหรือ
ไฮเปอร์มเี ดยี

ปิลันธนา สงวนบุญญพงษ์ (2542) ได้ให้ความหมายของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ว่า หมายถึง
เอกสารอิเล็กทอนิกส์ท่ีสามารถนาเสนอข้อมูลได้ท้ังข้อความ ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงต่างๆ โดยไม่
จากัดว่าจะเป็นข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ในรูปแบบใด หากเป็นการเช่ือมโยง ข้อความท่ีเป็นตัวอักษรหรือตัวเลข
เรียกว่า ไฮเปอร์เท็กซ์ แต่ถ้าหากข้อมูลนั้นรวมถึงรูปภาพ เสียง และภาพเคลอ่ื นไหวด้วยก็เรียกว่า สอ่ื ประสม
ไฮเปอรม์ ีเดีย

สานักบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (2543) ได้ให้ความหมายของ หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์วา่ หมายถึงหนังสือท่ีสามารถเปิดอ่านไดใ้ นเคร่ืองคอมพิวเตอร์ท้ังแบบปาล์มท้อป หรือพอ็ กเก็ต
คอมพิวเตอรห์ รือเทคโนโลยที ่ีเนน้ เร่อื งการพกพาติดตามตวั ได้สะดวก เหมือนโทรศัพท์มือถือทีเ่ รยี กว่า Mobile
ทาให้ระบบส่ือสารติดต่อผ่านอินเทอร์เน็ตได้สามารถ โหลดผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้โดยไม่ต้องส่ง
หนังสือจรงิ

เสาวลักษณ์ ญาณสมบัติ (2545) ได้ให้ความหมายของ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ดังนี้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์เป็นส่ืออิเล็กทรอนิกส์ทใ่ี ช้เรียนจากเครื่องคอมพิวเตอร์ขึ้นใหม่ ในวงการศึกษาเพื่อสนองความ
ต้องการมนุษย์ที่จะนาส่ือเข้าไปบรรจุในรูปแบบดิจิตอลทั้งน้ีเพ่ือลดข้อจากัดจากการอ่านหนังสือปกติทั่วไป
บทบาทของผสู้ อนที่มีการเปลี่ยนแปลงไปเนน้ หนักทางด้านการใฝ่หาความรู้ความเข้าใจและความสามารถ วิธี
สอนทหี่ ลากหลายตามสภาพเศรษฐกิจและสงั คมได้อย่างกว้างขวาง

กลุ่มพัฒนาเทคโนโลยีการฝึกอบรม (2548) ได้กล่าวถึงหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ไว้ว่า หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์เป็นคาเฉพาะที่ใช้สาหรับผลิตภัณฑ์ที่เป็นส่ิงพิมพ์ด้านอิเล็กทรอนิกส์และมัลติมีเดียโดยเฉพาะ

14

อย่างยิ่งผลิตภัณฑ์ท่ีเป็นแผ่นจานข้อมูลเสียง (Optical disc) เช่น ซีดีรอม และ ซีดีไอ และเป็น ซอฟต์แวร์
(ในรูปของดิสก์ขนาด 8 ซม.) และเป็นคาท่ีใช้ในการอธิบายตัวอักษรที่มี ลักษณะคล้ายคลึงกบหนังสืออยู่ใน
รูปแบบดิจิตอลโดยแสดงให้เห็นบนจอคอมพิวเตอร์เป็นหนังสือ ถูกนามาจัดพิมพ์ในรูปแบบดิจิตอล ไม่บังคับ
การพิมพแ์ ละการเข้าเล่มแผ่นซีดีรอมสามารถจัดเก็บ ข้อมลู ไดจ้ านวนมากในรูปแบบของตัวอักษร ทงั้ ลักษณะ
ภาพดิจิตอล ภาพอนิเมช่ัน วิดีโอ ภาพเคลื่อนไหวต่อเนื่อง คาพูด เสียงดนตรีและเสียงอื่น ๆ ท่ีประกอบ
ตัวอักษรเหล่านั้นมูลค่าของ การจาลองลงบนแผ่นจานข้อมูลเสียง (Optical disc) เพียงแค่เป็นเศษส่วนของ
การจัดพิมพ์และการห่อหนังสือในขณะที่มีความจาเป็นที่จะต้องมีฮาร์ดแวร์ในการอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
และขณะนี้มีราคาหลายระดับลักษณะของซอฟต์แวร์ที่เพิ่มเป็นแบบสื่อหลายมิติ (Hypermedia) สามารถ
แสดงผลของก ารค้นหาตัวอักษรได้เชื่อมต่อกั บไฮ เปอร์เท็กซ์มีคาแนะ นาท่ีสามารถอธิบายศัพท์เป็ นระบบ
ออนไลนแ์ ละอาจมหี มายเหตุตรงขอบ เป็นต้น

สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หมายถึง เอกสารในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่นาเสนอ ข้อมูล
ด้วยสื่อหลายมิติเชนข้อความ ภาพน่ิง เสียง ภาพเคลื่อนไหวผ่านจอคอมพิวเตอร์ ซึ่งทาให้ผู้ใช้สามารถเข้าถึง
ขอ้ มลู ได้อย่างรวดเรว็ และอิสระ

4.2 ความสาคัญของหนังสอื อิเลก็ ทรอนิกส์
ความสาคญั ของหนงั สอื อิเลก็ ทรอนิกสส์ ามารถแบง่ ออกได้ ดังน้ี (สภุ าภรณ์ สปิ ปเวสม์, 2545)
1. ชว่ ยใหผ้ ู้เรียนสามารถย้อนกลับเพ่ือทบทวนบทเรียนหากไม่เข้าใจ และสามารถเลือกเรียนได้

ตามเวลาและสถานทท่ี ี่ตนเองสะดวก
2. การตอบสนองท่รี วดเร็วของคอมพิวเตอร์ทีใ่ หท้ ง้ั สสี นั ภาพ และเสยี ง ทาใหเ้ กิด ความตน่ื เต้น

และไม่เบ่อื หน่าย และยังชว่ ยใหผ้ ูส้ อนมเี วลาศกึ ษาและพฒั นาความสามารถของตนเอง ไดม้ ากข้ึน
3. ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพและประสทิ ธิผล มีประสิทธภิ าพในแง่ท่ีลดเวลาลดคา่ ใชจ้ ่าย

สนองความตอ้ งการและความสามารถของบุคคล มปี ระสิทธิผลในแง่ทที่ าใหผ้ ูเ้ รยี นบรรลุจุดมงุ่ หมาย
4. สามารถทาสาเนาไดอ้ ย่างสะดวก ทั้งสาเนาในรูปของเอกสารและสาเนาลงแผน่ ซดี ีรอมหรือ

สาเนาลงในฮารด์ ดสิ ก์
5. ผเู้ รยี นสามารถเลือกเรยี นหัวขอ้ ท่ีตนสนใจขอ้ ใดก่อนกไ็ ด้และสามารถยอ้ นกลับไป กลับมาใน

เอกสารหรือกลบั มาเร่ิมต้นท่จี ุดเรมิ่ ตน้ ใหมไ่ ดอ้ ย่างสะดวกและรวดเร็ว
6. สามารถแสดงทั้งข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว และเสียงได้พร้อมกันหรือ จะเลือกให้

แสดงอย่างใดอยา่ งหน่ึงก็ได้
7 . การจัดเกบ็ ข้อมลู จะสามารถจดั เก็บเป็นไฟลแ์ ยกระยะตัวอักษรภาพนิ่ง ภาพเคล่อื นไหว และ

เสยี ง โดยใช้เทก็ ซ์ไฟลเ์ ป็นศนู ยร์ วม แล้วเรยี กมาใชร้ ว่ มกันไดโ้ ดยการเชอ่ื มโยง ข้อมลู จากสอ่ื ต่าง ๆ ท่อี ยู่คนละที่
เข้าด้วยกัน นอกจากนั้นยังสามารถปรับเปลี่ยน แก้ไขและเพ่ิมเติมข้อมูลได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทาให้
สามารถปรบั ปรงุ บทเรียนใหท้ นั สมัยกับเหตุการณ์ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

8. ผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกันกับเรื่องท่ีกาลังศึกษาจากแฟ้มเอกสาร อื่นๆ ที่
เชือ่ มโยงอยู่ได้อย่างไม่จากดั จากทั่วโลก

สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นสื่อการเรียนการสอนที่สามารถ นาเสนอข้อมูล ได้ท้ัง
ตวั อักษรตัวเลข ภาพนิ่ง ภาพเคล่อื นไหว และเสียง เชื่อมโยงสัมพันธ์ของเน้ือหาท่ีอยู่ในแฟ้มเดียวกัน หรืออยู่
คนละแฟ้มเข้าดว้ ยกันทาใหส้ ามารถคน้ หา ขอ้ มูลท่ีตอ้ งการไดอ้ ย่างรวดเร็วและ มปี ระสทิ ธภิ าพ

15

4.3 องคป์ ระกอบของหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์
ครรชติ มาลัยวงศ์ (2540) ได้กล่าวไว้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ทส่ี มบูรณ์ควรจะต้อง ประกอบ

ด้วยสื่อมากกว่า 2 สื่อตามองค์ประกอบ ดังนี้ ตัวอักษรภาพนิ่ง เสียง ภาพเคล่ือนไหว การเชื่อมโยงแบบ
ปฏสิ มั พันธ์และวดี ทิ ัศน์เป็นต้น โดยท่ีองค์ประกอบเหลา่ นม้ี คี วามสาคญั ตอ่ การออกแบบ ดงั นี้

1. อกั ขระ (Text) หรอื ขอ้ ความ เป็นองคป์ ระกอบของโปรแกรมมัลติมีเดยี สามารถนาอักขระมา
ออกแบบเป็นส่วนหนง่ึ ของภาพ หรือสัญลักษณก์ าหนดหน้าทีก่ ารเช่ือมโยงนาเสนอ เนอ้ื หา เสียง กราฟิก หรือ
วีดิทัศน์เพ่ือให้ผู้ใช้เลือกข้อมูลที่จะศึกษาการใช้อักขระเพื่อกาหนดหน้าที่ ในการส่ือสารความหมายใน
คอมพิวเตอรค์ วรมลี ักษณะดังน้ี

1.1 สื่อความหมายให้ชัดเจน เพื่ออธิบายความสาคัญที่ต้องการในส่วนของเน้ือหาสรุป
แนวคดิ ที่ไดเ้ รียนรู้

1.2 การเชอื่ มโยงอกั ขระบนจอภาพสาหรับการมีปฏิสัมพนั ธใ์ นมัลติมีเดยี การเช่อื มโยงทาได้
หลายรูปแบบจากจุดหนึ่งไปจดุ หน่ึงในระบบเครอื ข่ายด้วยแฟ้มเอกสารขอ้ มูล ดว้ ยกันหรือต่างแฟ้มกันได้ทันที
ในลักษณะรูปแบบตัวอักษร (Font) เคร่ืองหมายหรือสัญลักษณ์ (Symbol) การเลือกใช้แบบอักขระ
เคร่ืองหมาย หรือสัญลกั ษณ์และการให้สแี บบใดใหด้ ูองค์ประกอบ การจดั วางองค์ประกอบด้านศิลป์ ที่ดูแล้วมี
ความเหมาะสม

1.3 กาหนดความยาวเนื้อหาให้เหมาะสมผู้ผลิตโปรแกรมสามารถใช้เทคนิคแบ่งข้อมูล
ออกเป็นส่วนย่อยแล้วเชื่อมโยงข้อมูลเข้าด้วยกันหากต้องการศึกษาข้อมูลส่วนใดก็สามารถเข้าถึงข้อมูลส่วน
ต่างๆ ทเี่ ช่อื มโยงกันได้ การเช่ือมโยงเนอื้ หาสามารถกระทาได้ 3 ลกั ษณะด้วยกัน คือ ลักษณะเส้นตรง ลักษณะ
สาขา และลักษณะผสมผสานหลายมติ ิ

1.4 สร้างการเคล่ือนไหวให้อักขระเพ่อื สร้างความสนใจนาเสนอข้อมูล สามารถทาได้หลาย
วิธีเชน่ การเคลื่อนไหวย้ายตาแหนง่ , การหมนุ , การกาหนดให้เห็นเปน็ ช่วงๆ จังหวะ เปน็ ต้น ข้อสาคญั คือ ควร
ศึกษาถึงจิตวิทยาความต้องการรับรู้กับความถี่การใช้เทคนิคการเคลื่อนไหวของผู้ศึกษาโปรแกรมแต่ละวัยให้
เหมาะสมกับกลมุ่ เปา้ หมาย

1.5 เคร่ืองหมายและสัญลักษณ์ เป็นสื่อกลางท่ีสาคัญในการติดต่อกับผู้ศึกษาในบทเรียน
มัลตมิ เี ดียปฏสิ ัมพันธ์การนาเสนอหรือออกแบบสญั ลักษณ์หรือเครอื่ งหมายควรให้สมั พันธ์กบั เนือ้ หาในบทเรยี น
สามารถทาความเข้าใจกับความหมายและสัญลักษณ์ตา่ งๆ นน้ั ได้อย่างรวดเร็วอักขระเป็นส่วนหน่งึ ท่ีสาคัญต่อ
การเรียนรกู้ ารทาความเขา้ ใจ การนาเสนอความหมายท่กี ่อประโยชน์กบผู้เรยี น

สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เปน็ หนังสือที่อยู่ในรปู แบบของไฟล์ข้อมูลที่ผู้อ่านสามารถ
นาเสนอข้อมลู ไดท้ าใหผ้ ู้ใชส้ ามารถใช้ไดง้ ่ายอยางรวดเร็วและมปี ระสิทธิภาพมากขึน้

4.4 ประเภทของหนังสอื อิเล็กทรอนกิ ส์
Barker (1992, หน้า 139-149) ไดแ้ บง่ ประเภทของหนังสอื อิเลก็ ทรอนกิ สอ์ อกเปน็ 10 ประเภท

ดงั นค้ี อื
1. หนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ หรือแบบตารา (Text books) หนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ รปู หนังสือปกติ

ท่ีพบเห็นท่ัวไปหลักหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดน้ีสามารถกล่าวได้ว่าเป็นการแปลงหนังสือจากสภาพส่ิงพิมพ์
ปกติเป็นสัญญาณดิจิตอลเพิ่มศักยภาพเดิมการนาเสนอการปฏิสัมพันธ์ ระหว่างผู้อ่านหนังสืออีเล็กทรอนิกส์
ด้วยศกั ยภาพของคอมพวิ เตอรข์ ้นั พ้ืนฐาน เช่น การเปิดหน้าหนงั สือ การสืบคน้ การคัดเลอื ก เป็นต้น

2. หนังสืออีเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเสียงอ่าน มีเสียงคาอ่านเม่ือเปิดหนังสือจะมีเสียงอ่าน
หนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ประเภทเหมาะสาหรบั หนงั สือเด็กเรมิ่ เรยี นหรือหนงั สือฝึกออกเสียง หรือฝึกพูด (Talking

16

book1) เป็นต้น หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ชนิดน้ีเป็นการเน้นคุณลักษณะด้านการนาเสนอเนื้อหาท่ีเป็นตัวอักษร
และเสียงเป็นคุณลักษณะหลักนิยมใช้กับกลุ่มผู้อ่านที่มรี ะดบั ลักษณะทางภาษาโดยเฉพาะด้านการฟงั หรอื การ
อ่านคอ่ นขา้ งตา่ งเหมาะสาหรับการเร่ิมต้นเรียน ภาษาของเด็กๆ หรอื ผ้ทู กี่ าลังฝึกภาษาที่สอง หรือฝึกภาษาใหม่
เป็นต้น

3. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือภาพนิ่ง หรืออัลบั้มภาพ (Static picture books) เป็น
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ที่มีคุณลักษณะหลักเน้นจัดเก็บข้อมูลและนาเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพนิ่ง (Static
picture) หรืออัลบ้ัมภาพเป็นหลักเสริมด้วยการนาศักยภาพของคอมพิวเตอร์มาใช้ในการนาเสนอ เช่น การ
เลือกภาพที่ต้องการการขยายหรือย่อขนาดของภาพหรือตัวอักษรการสาเนา หรือการถ่ายโอนภาพ การแต่ง
เติมภาพ การเลือกเฉพาะส่วนของภาพ (Cropping) หรือเพิ่มข้อมูลเชื่อมโยงภายใน (Linking information)
เช่น เชือ่ มข้อมลู อธิบายเพ่ิมเตมิ เชอ่ื มข้อมูลเสยี งประกอบ เป็นตน้

4. หนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ แบบหนังสือภาพเคลื่อนไหว (Moving picture books) เป็น หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ที่เน้นการนาเสนอข้อมูลในรูปแบบภาพวีดิทัศน์ (Video clips) หรือ ภาพยนตร์สั้น ๆ (Films
clips) ผนวกกบข้อมูลสนเทศทีอ่ ยู่ในรูปตัวหนงั สือ (Text information) ผู้อา่ นสามารถเลือกชมศึกษาข้อมูลได้
สว่ นใหญ่นิยมนาเสนอข้อมูลเหตุการณ์ประวัติศาสตร์ หรือ เหตุการณส์ าคัญ เชน่ ภาพเหตุการณ์สงครามโลก
ภาพการกล่าวสุนทรพจนข์ องบุคคลสาคัญๆ ของ โลกในโอกาสต่าง ๆ ภาพเหตุการณ์ความสาเรจ็ หรือสูญเสีย
ของโลกเปน็ ตน้

5. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือสื่อประสม (Multimedia) เป็นหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ท่ี
เน้นเสนอข้อมูลเน้ือหาสาระในลักษณะแบบส่ือผสมระหว่างสื่อภาพ (Visual Media) เป็นท้ังภาพนิ่งและ
ภาพเคล่ือนไหวกับส่ือประเภทเสียง (Audio media) ในลักษณะต่างๆ ผนวกกับศักยภาพของคอมพิวเตอร์อ่ืน
เชน่ เดียวกับหนังสืออเิ ล็กทรอนิกสอ์ ่ืนๆ ทก่ี ลา่ วมาแล้ว

6. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือส่ือหลากหลาย (Polymedia books) เป็นหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ที่มีลักษณะเช่นเดียวกบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบส่ือประสมแต่มีความหลากหลาย ใน
คุณลักษณะด้านความเชื่อมโยงระหว่างข้อมูลภายในเล่มท่ีบันทึกในลักษณะต่าง ๆ เช่น ตัวหนังสือภาพนิ่ง
ภาพเคลื่อนไหว เสียงดนตรแี ละอน่ื ๆ เป็นต้น

7. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือเชื่อมโยง (Hypermedia book) เป็นหนังสือท่ีมี
คุณลักษณะสามารถเชื่อมโยงเน้ือหาสาระภายในเล่ม (Internal information linking) ซ่ึงผู้อ่านสามารถคลิก
เพอื่ เชื่อมไปสู่เนอื้ หาสาระท่อี อกแบบเชื่อมโยงกันภายใน การเช่ือมโยงเช่นน้ีมีคณุ ลักษณะเช่นเดียวกับบทเรยี น
โปรแกรมแบบแตกกิ่ง (Branching programmed instruction) นอกจากนี้ยังสามารถเช่ือมโยงกับแหล่ง
เอกสารภายนอก (External or information sources) เมอ่ื เช่อื มตอ่ ระบบอนิ เตอรเ์ น็ต

8. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสืออัจฉริยะ (Intelligent electronic books) เป็นหนังสือ
ประสมแต่มีการใช้โปรแกรมช้ันสูงท่ีสามารถมีปฏิกิริยาหรือปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่าน เสมือนหนังสือมีสติปัญญา
(อจั ฉริยะ) ในการไตรต่ รองหรือคาดคะเนในการโต้ตอบ หรอื ปฏกิ ริ ยิ ากับผูอ้ ่าน

9. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบส่ือหนังสือทางไกล (Telemedia electronic books) หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ประเภทน้ีมีคุณลักษณะหลักต่าง ๆ คล้ายกับ Hypermedia electronic books แต่เน้นการ
เชื่อมโยงกบแหลั่งข้อมูลภายนอกผ่านระบบเครือข่าย (Online information sourcess) ทั้งที่เป็นเครือข่าย
เปดิ และเครือข่ายเฉพาะสมาชกิ ของเครอื ข่าย

10. หนังสืออิเล็กทรอนิกส์แบบหนังสือไซเบอร์สเปซ (Cyberspace books) หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ประเภทนี้มีลักษณะเหมือนกับหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หลายๆ แบบท่ีกล่าวมาแล้ว ผสมกัน

17

สามารถเชื่อมโยงแหล่งข้อมูลท้ังจากแหล่งภายในและภายนอก สามารถนาเสนอข้อมูลในระบบสื่อที่
หลากหลาย สามารถปฏสิ มั พนั ธก์ ับผูอ้ า่ นได้หลากหลายมิติ

สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เป็นการจัดทาหนังสือให้อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ซ่ึง
สามารถจะเปิดอ่านไดแ้ บบหนังสอื ปกตทิ ่ัวไปโดยใช้คอมพิวเตอรเ์ ป็นอุปกรณใ์ นการอ่าน

4.5 กระบวนการผลติ หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์
ในการผลิตหนังสืออเิ ล็กทรอนิกสน์ ้ัน มีขน้ั ตอน และกระบวนการต่าง ๆ มากมาย สามารถท่ีจะ

สรุปขน้ั ตอนในกระบวนการผลิตหนังสอื อเิ ลก็ ทรอนิกสไ์ ดด้ ังต่อไปนี้ (อัครเดช ศรีมณพี นั ธ์, 2547)
1. องค์ประกอบด้านระบบมัลตมิ ีเดีย
1.1 ระบบอุปกรณ์อินพุต (Input device) ระบบท่ีสามารถนาข้อมูลจากระบบ Analog สู่

ระบบ Digital โดยใชฮ้ ารด์ แวร์คอมพวิ เตอร์เป็นตัวกลาง เชน่ การอนิ พุตด้วยภาพ ภาพเคลอ่ื นไหว ด้วยอปุ กรณ์
กล้องวดี ิโอ กลอ้ งภาพนงิ่ ดจิ ิตอล เครอื่ งสแกนเนอร์ซ่ึงรับภาพทัง้ ทเี่ ปน็ แบบภาพ สไลด์หรือจากฟิล์ม อปุ กรณ์
ตดั ตอ่ ภาพ การอินพุตด้วยเสียง การด์ เสยี ง ไมโครโฟน และอปุ กรณ์อืน่ คียบ์ อรด์ เมาส์ ซีดีรอม หรอื ดวี ีดีรอม

1.2 ระบบการประมวลผลการจัดเก็บมลั ติมีเดีย การใชซ้ อฟท์แวร์ที่มีระบบสัมพันธ์ เคร่ือง
คอมพิวเตอร์ชนิดส่วนบุคคลหรือชนิดเวิร์คสเตชนั (Workstation) ซอฟท์แวร์ท่ีรันบน ไมโครซอฟท์วินโดว์ ใช้
ปฏิบัติการในการแปลงสัญญาณการบีบอัด การเปล่ียนมาตรฐานและฟอร์แมต เช่น MPEG, AVI, Sound
Processing

1.3 ระบบอุปกรณ์เอาท์พุต (Output device) เพ่ือเช่ือมโยงข้อมูลท่ีได้กับอุปกรณ์ แสดง
วีดิโอ เสียง หรือเครื่องพิมพ์ เช่น จอแสดงผลแบบสัมผัส จอภาพท่ีมีคุณสมบัติรองรับการแสดงภาพ ข้อความ
กราฟิก ภาพเคลอื่ นไหว และภาพวดิ ที ศั น์ได้ทีค่ วามละเอียดสูง ลาโพงแบบรอบทศิ ทาง ทใี่ หเ้ หมือนสมจรงิ

1.4 ระบบการสร้าง (Production) กระบวนการออกแบบเนื้อหาการเรียนรู้ (Context
creation) ที่อยู่ในรูปแบบข้อความ ภาพ เสียง วีดิโอ โดยใช้ซอฟท์แวร์ที่เก่ียวกับ Authoring, Composer,
Painting, Editing, Simulating เพ่อื สรา้ งสรรคผ์ สมผสานใหเ้ ป็นส่ือท่ีนา่ เรยี นรู้

1.5 เนือ้ หา (Text) หรอื ข้อมลู ข่าวสารทบ่ี รรจุในสอื่
2. องคป์ ระกอบด้านบคุ ลากรท่ีเก่ียวข้องกับการออกแบบคอมพวิ เตอร์มัลตมิ ีเดยี

2.1 ผเู้ ชีย่ วชาญด้านหลกั สตู รและเน้อื หา เป็นบคุ ลากรท่มี ีความรู้ประสบการณ์ ทางด้านการ
ออกแบบและการพัฒนาหลักสูตร รวมถึงการกาหนดเป้าหมายและทิศทางของหลักสูตรวัตถุประสงค์พื้นฐาน
การเรียนรขู้ องผู้เรียน ขอบข่ายของเน้ือหา กิจกรรมการเรียนการสอน รายละเอียดคาอธิบายของเน้ือหาวิชา
ตลอดจนวิธีการวัดและประเมินผลของหลักสูตร บุคคลกล่มุ นจ้ี ะเป็นผู้ที่สามารถ ให้คาปรึกษาแนะนา เรียกว่า
ทรัพยากรบุคคลด้านหลักสูตร

2.2 ผู้เช่ียวด้านการสอน เป็นบุคลากรท่ีทาหน้าท่ีในการเสนอเน้ือหาวิชาใดวิชาหนึ่ง
โดยเฉพาะซ่งึ เป็นผู้ท่ีมีความชานาญ มปี ระสบการณ์ และมีความสาเรจ็ ในด้านการเรียนการสอนมาเป็นอย่างดี
เป็นต้นว่ามีความรู้ในเนื้อหาอย่างลึกซึ้งสามารถจัดลาดับความยากง่าย ความสัมพันธ์และความต่อเนื่องของ
เนื้อหา รู้เทคนิควิธกี ารนาเสนอเน้ือหาหรือวิธีการสอน การออกแบบและการสร้างบทเรียน ตลอดจนมีวิธกี าร
วัดและประเมินผลการเรยี นรู้ของผเู้ รยี นมาเป็นอย่างดีบุคคล กลมุ่ น้ีจะเป็นผ้ทู ี่ชว่ ยทาใหก้ ารออกแบบบทเรยี นมี
ท้ังคณุ ภาพและประสทิ ธภิ าพทนี่ ่าสนใจ

2.3 ผเู้ ช่ียวชาญดา้ นสอื่ การเรียนการสอน จะช่วยทาหนา้ ทใ่ี นการออกแบบและให้คาแนะนา
ปรึกษาทางด้านการวางแผนการออกแบบบทเรียน ประกอบด้วยการออกแบบและการจัดวางรูปแบบ
การออกแบบหนา้ จอหรือเฟรมเนื้อหา การเลอื กและวิธกี ารใช้ตัวอักษร เส้น รูปทรง กราฟิก แผนภาพ แผนภูมิ

18

รปู ภาพ สี แสง เสยี ง การจัดทารายงานและสอ่ื การเรยี น การสอนท่ีจะช่วยทาใหบ้ ทเรยี นมคี วามสวยงาม และ
น่าสนใจมากย่ิงขน้ึ

2.4 ผู้เช่ียวชาญด้านโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เป็นผู้ท่ีทางานด้านคอมพิวเตอร์หรือ ผู้ท่ี
เช่ียวชาญโปรแกรมคอมพิวเตอร์ท่ีใช้สร้างบทเรียนคอมพิวเตอร์และสร้างส่ือมัลติมีเดีย กระบวนการผลิตสื่อ
มัลติมีเดียก็คล้าย ๆ กับอตุ สาหกรรมภาพยนตร์ที่ต้องมคี นมาเกยี่ วขอ้ งจานวนบุคลากรที่จาเป็นในการผลิตงาน
จะนามาซ่ึงทักษะและความเช่ยี วชาญในแต่ละดา้ นและต้องมีการติดต่อสื่อสารกันในกลุ่มทางานเพ่อื ให้ผลงาน
ออกมามีความกลมกลืนกันกับกลุ่มคนดังกล่าว ได้แก่ ผูอ้ อกแบบกราฟิกโปรแกรมเมอร์ผู้ออกแบบตกแตง่ เสยี ง
ผูถ้ ่ายวดิ ีทัศนผ์ อู้ อกแบบ ภาพเคลือ่ นไหว เป็นตน้

สรุปได้ว่า การผลิตหนังสือเล็กทรอนิกส์น้ัน มีข้ันตอนองค์ประกอบด้านระบบมัลติมีเดีย
และองคป์ ระกอบดา้ นบุคลากรท่ีเกี่ยวข้องกบการออกแบบคอมพิวเตอร์มัลตมิ เี ดีย

4.6 ประโยชน์ของหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์
เสาวลักษณ ญาณสมบตั ิ (2545, หน้า 33-35) ได้อธิบายถงึ ประโยชน์ของหนงั สืออเิ ลก็ ทรอนิกส์

ทม่ี ตี ่อผอู้ า่ นโดยสรุปดงั ต่อไปน้ี
1. ชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นสามารถยอ้ นกลบั เพือ่ ทบทวนบทเรียนหากไม่เขา้ ใจ และสามารถ เลือกเรยี นได้

ตามเวลาและสถานทีท่ ่ีตนเองสะดวก
2. การตอบสนองทรี่ วดเร็วของคอมพิวเตอร์ท่ีใหท้ ัง้ สสี นั ภาพ และเสียง ทาให้เกิด ความต่ืนเต้น

และไม่เบ่อื หน่าย
3. ชว่ ยให้การเรียนมีประสทิ ธิภาพและประสทิ ธิผล มีประสิทธภิ าพในแง่ทลี่ ดเวลา ลดค่าใช้จา่ ย

สนองความต้องการและความสามารถของบคุ คล มปี ระสทิ ธผิ ลในแง่ท่ีทาให้ผูเ้ รยี นบรรลจุ ดุ มงุ่ หมาย
4. ผู้เรียนสามารถเลือกเรยี นหัวขอ้ ที่สนใจข้อใดก็ได้และสามารถย้อนกลบั ไป กลับมาในเอกสาร

หรือกลบั มาเร่มิ ตน้ ทจี่ ดุ เร่มิ ต้นใหม่ไดอ้ ย่างสะดวกรวดเรว็
5. สามารถแสดงทั้งข้อความ ภาพน่ิง ภาพเคลื่อนไหวและเสียงได้พร้อมกัน หรือจะเลือกให้

แสดงเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้
6. การจัดเก็บขอ้ มูลจะสามารถจดั เก็บไฟล์แยกระหวา่ ง ตวั อักษร ภาพน่งิ ภาพเคลื่อนไหวและ

เสียงโดยใชเ้ ทก็ ซไ์ ฟล์เป็นศูนย์รวม แล้วเรียกมาใชร้ ่วมกันได้โดยการเชื่อมโยงข้อมูลจากสื่อตา่ ง ๆ ท่อี ยู่คนละที่
เขา้ ด้วยกัน

7. สามารถปรบั เปล่ียนแก้ไข เพ่ิมเติมข้อมูลได้ง่าย สะดวกและรวดเร็ว ทาให้สามารถปรับปรุง
บทเรยี นใหท้ ันสมยั กบเหตกุ ารณ์ไดเ้ ป็นอยา่ งดี

8. ผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลที่เก่ียวข้องกนกับเร่ืองท่ีกาลังศึกษาจากแฟ้มเอกสารอ่ืนๆ ที่
เช่อื มโยงอยู่ได้อย่างไม่จากดั จากท่ั่วโลก

9. เสริมสร้างให้ผูเ้ รียนเป็นผู้มีเหตุผลมีความคิดและทัศนะที่เป็น Logical เพราะการได้ตอบกับ
เครื่องคอมพิวเตอร์ผเู้ รียนจะต้องทาอย่างมขี ้ันตอน มีระเบียบและมีเหตุผลพอสมควร เป็นการฝึกลักษณะนสิ ัย
ทด่ี ีให้กบั ผเู้ รียน

10. ผู้เรยี นสามารถบูรณาการการเรยี นการสอนในวิชาต่างๆ เข้าด้วยกันได้อย่างเก่ียวเนอ่ื ง และ
มคี วามหมาย

11. ครูมเี วลาติดตามและตรวจสอบความกาวหน้าของผู้เรียนแต่ละคนไดม้ ากขึน้
12. ครูมีเวลาศกึ ษาตาราและพฒั นาความสามารถของตนเองไดม้ ากข้ึน

19

13. ช่วยพัฒนาทางวิชาการ สรุปได้วา่ ประโยชน์ของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์คอื ผู้เรียนสามารถ
ค้นหาข้อมูลท่ีเก่ียวข้องกันกับเรื่องที่กาลังศึกษาจากแฟ้มเอกสารอ่ืนๆ จากท่ัวโลก ผู้เรียนสามารถบูรณาการ
การเรียนการสอนในวชิ าต่างๆ เขา้ ด้วยกันได้

4.7 ขอ้ ดแี ละข้อจากดั ของหนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์
บญุ เลิศ อรุณพิบูลย์ (2551) ได้สรุปข้อดีและข้อจากัดของหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ ออกเป็นข้อๆ

ดังตอ่ ไปนี้
1. ข้อดีของหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์
1.1 การตอบสนองท่ีรวดเร็วของคอมพิวเตอร์ที่ให้ท้ังสีสันภาพ และเสียง ทาให้เกิดความ

ตน่ื เต้นและไมเ่ บ่อื หนา่ ย
1.2 ช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล มีประสิทธิภาพในแง่ที่ลด เวลาลด

ค่าใช้จ่าย สนองความต้องการและความสามารถของบุคคล มีประสิทธิผลในแง่ท่ีทาให้ ผู้เรียน บรรลุ
จดุ มุ่งหมาย

1.3 สามารถทาสาเนาได้อย่างสะดวก ทั้งสาเนาในรูปเอกสารและสาเนาลงในแผ่น ซีดีรอม
หรอื สาเนาลงในฮารด์ ดสิ ก์

1.4 เนื่องจากการเปิดอ่านมีระบบการเรียกค้นและการเชื่อมโยง ผู้เรียนหรือผู้อ่านสามารถ
เลือกเรียนหัวข้อที่สนใจข้อใดก่อนก็ได้และสามารถย้อนกลับไปกลับมาในเอกสารหรือ กลับมา เริ่มต้นที่
จุดเร่ิมต้นใหม่ (Home page) เพื่อทบทวนบทเรียนหากไม่เข้าใจได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ตลอดจนสามารถ
เลือกเรียนไดต้ ามเวลา และสถานทที่ ี่ตนเองสะดวก

1.5 สามารถแสดงด้วยข้อความและตัวอักษรแล้ว ยังสามารถแสดงข้อมูลที่เป็น กราฟิก
ภาพเคล่อื นไหวและเสยี งได้พรอ้ มกัน หรือจะเลือกให้แสดงเพยี งอย่างใดอยา่ งหน่ึงก็ได้

1.6 การจัดเก็บข้อมูลสามารถจัดเก็บได้เป็นไฟล์แยกระหว่างตัวอักษรภาพกราฟิก
ภาพเคลื่อนไหวและเสียง โดยใช้แทกซ์ไฟล์เป็นศูนย์รวมแล้วเรียกใช้ร่วมกันได้โดยการเชื่อมโยง ขอ้ มูลจากสื่อ
ต่างๆ ท่ีอยู่คนละทีเ่ ข้าทด่ี ้วยกนั รวมทั้งสามารถปรับเปลี่ยน แก้ไข เพ่ิมเติมข้อมูลได้ง่ายสะดวกและรวดเร็วทา
ใหส้ ามารถปรบั ปรงุ เนอ้ื หาในบทเรยี นใหท้ ันสมัยกบเหตุการณไ์ ด้

1.7 การสร้างและการพิมพท์ าได้รวดเร็วกวา่ กระดาษและสามารถปรับเปล่ยี นแก้ไข เพ่ิมเติม
ข้อมลู ไดส้ ะดวกและรวดเร็ว ทาให้สามารถปรบั ปรุงเนอื้ หาในบทเรียนใหท้ ันสมยั กบั เหตุการณไ์ ด้เปน็ อย่างดี

1.8 ผู้เรียนสามารถค้นหาข้อมูลท่ีเกี่ยวข้องกบเรื่องที่กาลังศึกษาจากแฟ้มเอกสารหรือ
หนงั สือเล่มอืน่ ไดท้ ่ีเช่ือมโยงอยู่ไดอ้ ย่างไม่จากัดทั่วโลกเพยี งแต่ผู้อา่ นใช้เมาส์ (Mouse) และ คลิก (Click) ไปใน
ตาแหน่งข้อความ (Link) ที่สนใจและโปรแกรม Browser ก็จะทาหน้าที่เชอื่ มโยงขอ้ มูลหรือเน้ือหามาแสดงผล
ไดอ้ า่ นไดใ้ นทันที

1.9 เสริมสร้างให้ผู้เรียนเป็นผู้มีเหตุมีผล มีความคิดและทัศนะท่ีเป็น Logical เพราะการ
โตต้ อบกบั เคร่ืองคอมพิวเตอร์ผู้เรยี นจะต้องทาอยา่ งมขี ั้นตอน มีระเบยี บมเี หตผุ ลพอสมควรเปน็ ฝึกลักษณะนิสัย
ที่ดีใหผ้ เู้ รียน

1.10 ผู้เรียนสามารถบรู ณาการเรียนการสอนในวิชาต่างๆ เข้าด้วยกันได้อยา่ งเกย่ี วเนือ่ งและ
มีความหมาย

1.11 ผู้สอนมีเวลาติดตามและตรวจสอบความก้าวหน้าของผู้เรียนแต่ละคนได้มากข้ึน
รวมทัง้ ทเ่ี วลาท่ีจะศึกษาตาราและพัฒนาความสามารถของตนเองได้มากขึ้นเชน่ กัน ซึ่งนบั วาเป็นพัฒนาการทาง
วชิ าการ อกี รูปแบบหน่งึ ท่ีสาคญั ในปัจจุบนั และอนาคต

20

2. ข้อจากัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
2.1 ผูเ้ รียนจะต้องมที กั ษะการใช้คอมพิวเตอร์และเครือข่าย นอกจากตง้ั ใจเรียนเนื้อหา
2.2 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เล่มเดียวกันหรือหน้าเดียวกัน เม่ือจะอ่านด้วยโปรแกรม

Browser ต่างๆ กันอาจแสดงผลในลักษณะที่ตา่ งๆ กนั เช่น ขอ้ ความในระดับเดียวกันแสดงขนาด รูปแบบและ
สีของตัวอักษรไม่เหมือนกัน ทั้งน้ีแล้วแต่ผู้ผลิตจะออกแบบโปรแกรม Browser มาให้ แสดงผลเหมือนหรือ
ต่างกันอย่างไร แม้แต่โปรแกรม Browser เดียวกันก็ต่างกันเพราะผู้ใช้สามารถกาหนดตัวเลือก (Option) ได้
ต่างกัน หรือใช้คอมพิวเตอรท์ ี่มีความละเอียดหน้าจอสูง ก็จะสามารถแสดงรูปภาพได้ชัดเจนและสวยงามกว่า
คอมพิวเตอร์ทม่ี จี อภาพความละเอียดต่า

2.3 ความเรว็ ของระบบเครอื ขา่ ยมผี ลตอ่ การเข้าถงึ หรอื การอ่านเนอื้ หา
2.4 ความสามารถในการอ่านในสภาพแวดล้อมทั่วไป ความสามารถในการพกพา
ความสามารถในการอ่านท่ีต้องเปิดคอมพวิ เตอร์รอให้บูท (Boot) และโหลดโปรแกรม Browser เขา้ มาจนกวา
จะหาส่ิงทต่ี อ้ งการพบ
2.5 การอ่านหลงทางของเน้ือหา เม่ือเข้าไปในไฮเปอร์เท็กซ์และไฮเปอร์มีเดยี ซ่ึงมีผลตอ่ การ
เรยี นรูแ้ ละการบรรลุวัตถุประสงคข์ องการเรียน
2.6 บุคลิกภาพของการอ่านหนังสือจะเปลี่ยนไปจากเดิม ซึ่งจะส่งผลกระทบในด้านต่างๆ
ท่ยี ังไมม่ ผี ลสรุปเปรียบเทียบทแี่ น่นอน
2.7 ความยากในการวิเคราะห์และออกแบบเน้อื หา สาหรบั การจาลองหรือแสดงผล เนื้อหา
ให้ง่ายต่อการอ่านและการเรียนรู้ภายใต้เทคโนโลยีมัลติมีเดีย ระบบครือข่ายและเทคโนโลยีทางการศึกษา
เพอ่ื ให้ผูเ้ รียนสามารถบรรลุวตั ถปุ ระสงค์ไดต้ ามตอ้ งการ
สรุปได้ว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์มีข้อดีช่วยให้การเรียนมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
ผู้เรยี นสามารถคน้ หาข้อมูลที่เก่ียวขอ้ งกับเร่ืองทก่ี าลังศึกษาจากแฟ้มเอกสารหรือหนงั สอื เล่มอื่นได้ ทเี่ ชื่อมโยง
อยู่ได้อย่างไม่จากัดท่ัวโลก และข้อจากัดของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ผู้เรียนจะต้องมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์
และเครอื ขา่ ยความเรว็ ของระบบเครอื ข่ายมผี ลตอ่ การเข้าถึงหรอื การอ่านเนอ้ื หา

5. เทคนคิ การจัดการเรียนรแู้ บบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model)

5.1 หลกั การ/แนวคดิ ของรปู แบบการจัดการเรยี นรู้แบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model)
ทิศนา แขมมณี (2556, หน้า 87) ได้พัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนจากแนวคิดทาง

การศึกษาท่ีพบว่าสามารถใชไ้ ดผ้ ลดีในการจดั การเรยี นการสอนโดยมีหลกั การ 5 หลักการ ได้แก่
1) หลกั การสรา้ งความรู้ (Constructivism)
2) หลักกระบวนการกลุ่มและการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Group process and cooperative
learning)
3) หลักความพร้อมในการเรียนรู้ (Learning readiness)
4) หลกั การเรียนร้กู ระบวนการ (Process learning)
5) หลกั การถ่ายโอนการเรียนรู้ (Transfer of learning)
ซ่ึงหลักการทั้ง 5 เป็นที่มาของแนวคิด “CIPPA” ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียน

เกดิ การเรียนรสู้ งู สดุ ซ่งึ ประกอบด้วย5แนวคดิ คือ
C (Construction of knowledge) การสร้างความรดู้ ้วยตนเอง
I (Interaction) การมปี ฏสิ ัมพันธ์กบเพอื่ น บุคคลอ่ืนและสง่ิ แวดลอ้ มรอบตวั หลาย ๆ ด้าน

21

P (Process skills) ทักษะกระบวนการต่าง ๆ ท่ีเป็นเครื่องมือในการสร้างความรู้ เช่น
กระบวนการคดิ กระบวนการแก้ปญั หา กระบวนการปฏิบัติงานต่างๆ ที่เป็นขนั้ ตอน

P (Physical participation) การมสี ว่ นรว่ มในกจิ กรรม/ ปฏิบัตกิ ิจกรรมต่าง ๆ
A (Application) การนาความรูท้ ไี่ ดร้ บั ไปประยุกต์ใช้ในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ทห่ี ลากหลาย

ด้วยแนวคิดทั้ง 5 แนวคิดสามารถนาไปใชใ้ นการจัดกิจรรมการเรียนการสอนโดยยดึ ผ้เู รียนเป็น
ศูนย์กลางให้มีคุณภาพและแนวคิดตามหลักซิปปาสามารถนามาแสดงเป็นแผนภาพการจัดการเรียนรู้โดยยึด
ผเู้ รยี นเป็นศนู ย์กลางแบบซปิ ปาไดด้ งั นี้

การจัดการเรียนรู้โดยยดึ ผ้เู รยี นเป็นศูนย์กลางแบบโมเดลซปิ ปา

ผเู้ รียนเป็ นศูนยก์ ลาง มีบทบาทสาคญั ในการเรียนรู้

มีส่วนร่วมในการจดั การเรียนรู้อยา่ งตน่ื ตวั ตนื่ ใจ
(Active participation)

กาย (Physical) สตปิ ัญญา (Intellectual) สังคม (Social)
+ + +

อารมณ์ (Emotion) อารมณ์ (Emotion) อารมณ์ (Emotion)

การเคล่ือนไหวรางกาย การสรา้ งสรรคค์ วามรู้ การปฏิสมั พนั ธ์
(Physical movement) (Construction of knowledge) (Interaction)

การเรียนรูท้ กั ษะกระบวนการ
(Process skill learning)

ความเขา้ ใจ
(Understanding)

การประยกุ ตใ์ ช้
(Application)

การใชช้ ีวติ ประจาวนั
(Actual practices)

ภาพท่ี 1 การจดั การเรยี นรู้โดยยึดผู้เรยี นเป็นศูนย์กลางแบบโมเดลซิปปา (ทิศนา แขมมณี, 2542 : หน้า26)

22

ทิศนา แขมมณี (2542, หน้า2-5) ไดก้ ลา่ วถึงแนวความคิดการจัดการเรียนรู้ด้วยรปู แบบการสอน
แบบโมเดลซิปปา ดังน้ี

1. เป็นการจัดการเรียนรู้ท่ีช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมทั้งทางด้านร่างกาย สติปัญญา สังคม และ
อารมณ์ ท้ังน้ีเพ่อื ให้ผ้เู รียนมีโอกาสเข้าร่วมในการจดั การเรยี นอย่างท่ัวถึงและมากท่ีสดุ เท่าทีจ่ ะทาได้ การที่ผเู้ รียน
มีบทบาทเป็นผู้กระทาจะชว่ ยให้ผูเ้ รยี นเกดิ ความพรอ้ มและกระตือรือรน้ ท่ีจะเรียนอย่างมีชีวติ ชีวา ซงึ่ การจดั การ
เรียนรทู้ ่ีจัดจงึ ควรเปน็ การจดั การเรยี นรทู้ ่มี ลี กั ษณะ ดงั น้ี

1.1 ช่วยให้ผู้เรียนได้เคล่ือนไหวในลักษณะใดลักษณะหน่ึงเป็นระยะๆ เหมาะสมกับวัย
และความสนใจของผู้เรยี น

1.2 มีประเด็นท่ีท้าทายให้ผู้เรยี นไดค้ ิด เป็นประเด็นท่ีไม่ยาก หรืองายเกินไป เหมาะสมกับวัย
และความสามารถของผู้เรียนเพื่อกระต้นุ ใหผ้ เู้ รยี นคดิ หรือลงมือทาเร่อื งใดเร่ืองหน่ึง

1.3 ช่วยใหผ้ ู้เรยี นไดเ้ รยี นรจู้ ากบคุ คลหรอื สิ่งแวดล้อมรอบตัว
1.4 ส่งผลต่ออารมณ์ความรู้สึกของผู้เรียน เกี่ยวข้องกับชีวิตประสบการณ์และความเป็นจริง
ของผู้เรยี น
2. ยึดกลุ่มเป็นแหลงความรู้ที่สาคัญโดยให้ผู้เรียนมีโอกาสได้ปฏิสัมพันธ์กันในกลุ่มได้พูดคุย
ปรกึ ษาหารอื แลกเปลยี่ นความคดิ เห็นและประสบการณซ์ ง่ึ กันและกนั ขอ้ มูลต่าง ๆ เหล่านี้ จะชว่ ยให้ผู้เรียนเกิด
การเรยี นรู้เกย่ี วกับพฤติกรรมของตนเองและผ้อู ื่น และจะปรบั ตัวใหส้ ามารถอยูใ่ นสงั คมกับผ้อู ่ืนได้
3. ยึดการค้นพบด้วยตนเองเป็นวิธีการที่สาคัญ โดยครผู ู้สอนพยายามจัดการเรียนรู้ท่ีส่งเสริมให้
ผู้เรียนไดค้ น้ พบคาตอบดว้ ยตนเอง ทง้ั น้ีเพราะการค้นพบความจริงใดๆ ดวั ยตนเองนั้นผเู้ รียนมกั จะจดจาไดด้ ีและ
มคี วามหมายโดยตรงต่อผู้เรยี น รวมท้ังเกิดความคงทนในการเรียนรู้
4. เน้นกระบวนการควบคู่กับผลงานโดยการส่งเสริมใหผ้ ู้เรยี นคิดวเิ คราะห์ ถึงกระบวนการต่าง ๆ
ที่ทาให้เกดผลงานมิใช่ที่จะพิจารณาถึงผลงานเพียงอย่างเดี่ยว ทั้งนี้เพราะประสิทธิภาพของผลงานข้ึนอยู่กับ
ประสิทธผิ ลของกระบวนการ
5. เน้นการนาความรู้ไปประยุกต์ใช้หรือใช้ในชีวิตประจาวัน โดยให้ผู้เรียนได้มีโอกาส คิดหา
แนวทางท่ีจะนาความรู้ความเข้าใจไปใช้ในชีวิตประจาวัน ส่งเสริมให้เกิดพยายามการปฏิบัติจริงและพยายาม
ตดิ ตามผลการปฏบิ ัตขิ องผ้เู รียน

นวลจิตต์ เชาวกีรตพิ งศ์ (2545, หน้า15-18) ได้เสนอแนวคิดเก่ียวกับหลักการจัดการเรียนรู้ด้วย
รูปแบบการสอนแบบโมเดลซิปปาดงั น้ี

1. การจัดการเรียนรู้ที่เอ้ืออานวยให้เกิดการสร้างความรู้ เนื่องจากความคิดพื้นฐานท่ีเช่ือว่าใน
สมองของผ้เู รียนมิได้มแี ต่ความว่างเปล่าแตท่ ุกคนมีประสบการณเ์ ดมิ ของตนเองเมื่อไดร้ ับประสบการณ์ใหม่สมอง
จะพยายามปรับข้อมูลเดิมท่ีมีอยู่โดยการต่อเติมเข้าไปในกรณีท่ีข้อมูลเดิมและข้อมูลใหม่ไม่มีความขัดแย้งกัน
แต่ถ้าขัดแย้งกันก็จะปรับโครงสร้างของข้อมูลเดมิ เพอ่ื ใหส้ ามารถรับข้อมูลใหม่ได้ ซึ่งอาจทาให้โครงสรา้ งความรู้
นั้นกจ็ ะสมบูรณ์ ถา้ ผสู้ อนสามารถออกแบบการจัดการเรยี นร้ใู หผ้ ูเ้ รียนไดล้ งมือกระทาตามแนวความคดิ น้ีผ้เู รยี นก็
จะสามารถสร้างความรูด้ ว้ ยตนเองได้

2. การจัดการเรียนรู้ท่ีเอื้ออานวยให้เกิดการมีปฏิสัมพันธ์ คือ การจัดการเรียนรู้ท่ีให้ผู้เรียนได้
กระทาสง่ิ ตา่ ง ๆ หรือการกระทาบางส่ิงบางอย่างดงั ต่อไปน้ี

2.1 ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลต่าง ๆ ได้แก่ การพูดอภิปรายกับเพ่ือนกับครู หรือ
ผเู้ กยี่ วข้องกับการทางาน ผ้ทู ่สี ามารถใหข้ ้อมูลบางอย่างทผ่ี ู้เรยี นต้องการได้

2.2 ให้ผู้เรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมทางกายภาพ เช่น กาหนดให้ผู้เรียนสารวจ
อุปกรณ์เครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าในบริเวณโรงเรยี น

23

2.3 ให้นักเรียนได้มีปฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมทางธรรมชาติ เช่น กาหนดให้ผู้เรียนสังเกต
การกินอาหารของสัตวห์ รือรวบรวมขอ้ มูลเก่ยี วกับลักษณะของต้นไม้ชนิดตา่ งๆ

2.4 ให้ผู้เรียนได้มปี ฏิสัมพันธ์กับส่ิงแวดล้อมทางดา้ นส่ือโสตทัศน์ วัสดุ และเทคโนโลยตี ่าง ๆ
เช่น ให้ผูเ้ รยี นไปหาข้อมลู จากคอมพิวเตอร์หรอื ใหอ้ ่านใบความรู้ ใบงาน หรือ ใช้เครอื่ งมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ใน
การเรยี น

3. การจัดการเรียนรู้ทเ่ี อื้ออานวยให้ผเู้ รยี นไดเ้ คล่ือนไหวร่างกาย คือ การจดั การเรียนรู้ให้ ผู้เรยี น
ได้มโี อกาสเคลอ่ื นไหวอวัยวะ หรือกล้ามเนื้อต่างๆ เป็นระยะ ตามความเหมาะสมกับวยั วุฒิภาวะ และความสนใจ
ของผู้เรยี น โดยกลา้ มเน้ือที่เคลื่อนไหวอาจเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้

3.1 กล้ามเนื้อมัดย่อย เช่น การพิมพ์ดีด ร้อยมาลัย พับกระดาษ เขียนแบบวาดรูป
ปฏิบัติการใชเ้ ครอื่ งมอื ทางวยิ าศาสตร์ เป็นต้น

3.2 กล้ามเนอ้ื มดั ใหญ่ เช่น กจิ กรรมย้ายกลุ่ม ย้ายเกาอ้จี ัดโต๊ะ ทบุ โลหะ ยกของ เป็นตน้
4. การจัดการเรยี นรู้ท่เี อ้ืออานวยให้ผเู้ รยี นไดใ้ ชก้ ระบวนการ คือ การจัดการเรียนรู้ทใี่ ห้ผู้เรียนได้
เกิดการเรียนรู้ผ่านกระบวนการต่าง ๆ เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้ กระบวนการกลุ่ม กระบวนการศึกษา
ดว้ ยตนเอง กระบวนการจัดการ กระบวนการแก้ปัญหาและตัดสินใจ กระบวนการทางาน กระบวนการอ่นื ๆ โดย
การจดั กิจกรรม หรอื กาหนดสถานการณ์ให้ผ้เู รียนหาข้อมูลหรือความรู้โดยใชก้ ระบวนการดังกลา่ วเปน็ เครอื่ งมอื
5. การจัดการเรียนรู้ท่ีเอื้ออานวยให้เกิดการประยุกตใ์ ช้ความรู้ คือ การจัดการเรียนร้ใู ห้ผู้เรียนมี

โอกาสไดก้ ระทาสิง่ ต่าง ๆ ดงั ต่อไปน้ี

5.1 ได้นาความรไู้ ปใช้ในสถานการณ์อ่ืน ๆ ทีห่ ลากหลาย

5.2 ได้ฝึกฝนพฤติกรรมการเรยี นรู้จนเกิดความชานาญโดยผู้สอนจดั สถานการณ์ แบบฝึกหัด
หรือโจทย์ปัญหาให้ผูเ้ รียนได้ลงมอื กระทา เพื่อให้เกิดความมั่นใจ และความชานาญในการท่ีจะนาเอาความรู้นั้น
มาใช้ในชวี ิตจริง

ชนาธิป พรกุล (2545, หน้า150) ได้กล่าวถึงหลักการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอนแบบ
โมเดลซปิ ปา ซึ่งมีขัน้ ตอนที่สาคัญ 5 ประการ ได้แก่

1. การสร้างความรู้ (Constructing of knowledge) หมายถึงการสร้างความรู้ ตามแนวคิดของ
การสร้างความรู้ (Constructivism) กิจกรรมการเรียนรู้ที่ดีควรเป็นกิจกรรมท่ีช่วยให้นักเรียนมีโอกาสสร้าง
ความรูด้ ้วยตนเองซึง่ จะทาให้นกั เรียนเขา้ ใจและเกดิ การเรียนร้ทู ม่ี ีความหมายต่อตนเอง

2. การสร้างปฏิสัมพันธ์ (Interaction) หมายถึงการปฏิสัมพันธ์กบผู้อื่นหรือสิงแวดล้อมรอบตัว
กจิ กรรมการเรียนรูท้ ่ีดีตอ้ งเปิดโอกาสให้ผเู้ รียนได้มปี ฏิสมั พันธ์ทางสงั คมกับบุคคลและแหล่งความรทู้ ่ีหลากหลาย
ซึ่งทาให้นักเรยี นมีสว่ นรว่ มทางสงั คม

3. การมีส่วนร่วมทางกาย (Physical participation) หมายถึง การมีส่วนร่วมในการเรียนรู้
ทางกาย คือ นกั เรียนมีโอกาสได้เคลื่อนไหวร่างกยา โดยการทากิจกรรมในลักษณะต่าง ๆ อย่างเหมาะสมกับวัย
และความสนใจของนักเรียน

4. การเรยี นรู้กระบวนการ (Process learning) หมายถึง การเรียนร้กู ระบวนการต่างๆ กิจกรรม
การเรียนรคู้ วรเปิดโอกาสให้นักเรียนได้เรียนรูท้ ักษะทีจ่ าเป็นต่อการดารงชีวติ เช่น กระบวนการแสวงหาความรู้
กระบวนการคิดกระบวนการแก้ปญั หา กระบวนการกลุ่ม กระบวนการพฒั นาตนเอง เป็นต้น การเรียนทางด้าน
กระบวนการช่วยให้นกั เรียนมสี ว่ นร่วมทางสตปิ ัญญาอกี ทางหน่งึ

5. การนาความรู้ประยุกต์ใช้ (Application) หมายถึง การนาความรู้ไปใช้ในหลายลักษณะ ซึ่ง
ช่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้เพ่ิมเติมอีกเรื่อยๆ เป็นการเช่ือมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติเข้าด้วยกัน จากแนวคิด
ของนกั วชิ าการทงั้ หมด พอสรุปว่า การจัดการเรียนร้ดู ้วยรูปแบบการสอนแบบโมเดลซิปปา ตอ้ งมีหลกั การดงั นี้

24

5.1 การสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองได้แก่นักเรียนหาคาตอบด้วยตนเอง นักเรียนมีการ
ซกั ถามและวเิ คราะหห์ าคาตอบรว่ มกับเพอ่ื น

5.2 การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืนและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ นักเรียนมีส่วนร่วม ในการอภิปราย
แลกเปลี่ยนความรู้ภายในกลุ่มของตนเอง และในห้องเรียนยอมรับฟังความคิดเห็นของ ผู้อื่นทางานร่วมกับผู้อื่น
อยา่ งมีความสุข

5.3 การเรียนรู้กระบวนการ ได้แก่ นักเรียนร่วมกันคิดวิเคราะห์นักเรียนร่วมกันแก้ปัญหา
นกั เรียนใช้ทักษะการสงั เกตในการบันทกึ ขอ้ มลู

5.4 การมีส่วนรวมและการเคลื่อนไหวทางกาย ได้แก่ นักเรียนมีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติ
กจิ กรรม นกั เรียนลงมอื ปฏบิ ตั ิกิจกรรมอย่างกระตอื รือร้น

5.5 การนาความรู้ไปใช้ ได้แก่ นกั เรียนมโี อกาสนาความรู้ไปใช้ในสถานการณ์อนื่ ๆ ทมี่ ีความ
คล้ายคลงึ กันหรอื เก่ียวข้องกันเป็นการได้ทดสอบความรู้ นามาซง่ึ ความภาคภูมใิ จ ความพงึ พอใจ เป็นแรงเสรมิ ให้
อยากเรยี นรูต้ ่อไปอีก

จากการศกึ ษาทฤษฎีหลักการแนวคิดการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซปิ ปา สรุปได้ว่า หลกั การการ
จดั การเรยี นรแู้ บบโมเดลซิปปา เป็นการจัดการเรียนรู้ท่เี น้น ให้ผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางโดยยึดหลักการ 5 หลักการ
ประกอบด้วย หลักการสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง การสร้างทักษะและกระบวนการในการเรียนรู้ต่าง ๆ
รวมทั้งเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แลกเปลี่ยนความรู้ ซ่ึงทาให้นักเรียนได้มีส่วนร่วมทางรา่ งกาย สติปัญญา อารมณ์
และสังคม และสามารถนาความรู้ทไี่ ดไ้ ปประยุกต์ใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้

5.2 ข้นั ตอนการจัดการเรยี นรู้ด้วยรปู แบบการสอนแบบซิปปา
ได้มนี ักการศึกษานาหลักแนวคิดของ CIPPA มาใช้ในการจัดการเรียนรู้ โดยมีข้ันตอนการจัดการ

เรียนรตู้ า่ งๆ ตามแนวคิดของนกั การศกึ ษาในแต่ละทา่ น ดังตอ่ ไปน้ี

ทิศนา แขมมณี (2556, หน้า87-89) ได้กล่าวว่า ซิปปา (CIPPA) เป็นหลักการหรือแนวคิดที่
สามารถนาไปใช้เป็นหลักในการจัดกิจกรรมการเรยี นรู้ต่างๆ ใหแ้ ก่ผู้เรียน การจัดกระบวนการเรยี นการสอนตาม
หลัก“CIPPA” ซึ่งสามารถใชว้ ิธีการและกระบวนการหลากหลาย ซ่ึงอาจจัดเป็นแบบแผนไดห้ ลายรูปแบบ แต่ใน
ที่นี้ขอเสนอรูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยได้มีการนาไปทดลองใช้แล้วได้ผลดี ประกอบด้วยขันตอนการ
ดาเนินการจัดการเรียนรู้ 7 ข้นั ตอนดงั นี้

ข้นั ที่ 1 การทบทวนความรู้เดิม เป็นขั้นตอนการดึงความรู้เดิมของผู้เรียนทจ่ี ะเรยี น เพ่ือช่วยให้
ผู้เรียนมีความพร้อมในการเช่ือมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมของตน ซ่ึงครูผู้สอนอาจใช้วิธีการต่างๆ ได้อย่าง
หลากหลาย

ข้ันท่ี 2 การแสวงหาความรู้ใหม่ เป็นขั้นตอนการแสวงหาข้อมูลความรู้ใหม่ของผู้เรียน จาก
แหล่งข้อมูลหรือแหล่งความรู้ต่างๆ ซึ่งครูอาจจดั เตรียมมาให้ผู้เรียนหรือให้คาแนะนาเก่ยี วกับ แหล่งข้อมูลต่างๆ
เพอ่ื ใหผ้ ู้เรยี นไปแสวงหาได้

ขั้นท่ี 3 การศึกษาทาความเข้าใจ/ความรู้ใหม่ และเช่ือมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม เป็น
ขนั้ ตอนท่ีผู้เรียนจะต้องศึกษาและทาความเข้าใจกับข้อมูล/ความรู้ท่ีหามาได้ ผ้เู รียนจะต้องสร้างความหมายของ
ขอ้ มูล/ประสบการณ์ใหม่ๆ โดยใช้กระบวนการต่าง ๆ ดว้ ยตนเอง เช่น ใชก้ ระบวนการคิด และกระบวนการกลุ่ม
ในการอภิปรายและสรปุ ความเข้าใจเกย่ี วกับข้อมลู นนั้ ๆ ซ่งึ จาเปน็ ตอ้ งอาศัยการเชอ่ื มโยงกับความรเู้ ดมิ

25

ขั้นที่ 4 การแลกเปลย่ี นความรู้ความเขา้ ใจกับกลุม่ เป็นขน้ั ท่ีผู้เรียนอาศัยกลมุ่ เปน็ เครื่องมือใน
การตรวจสอบความรู้ความเข้าใจของตนเอง รวมท้ังขยายความรู้ความเข้าใจของตนให้กว้างขึ้น ซึ่งจะช่วย
ให้ผู้เรียนได้แบ่งปันความรู้ความเข้าใจของตนแก่ผู้อ่ืนและได้รับประโยชน์จากความรู้ ความเข้าใจของผู้อื่นไป
พร้อมๆกัน

ขั้นท่ี 5 การสรุปจัดระเบียบความรู้และวิเคราะห์กระบวนการเรียนรู้ เป็นขั้นตอน การสรุป
ความรู้ที่ได้รับท้ังหมด ทั้งความรู้เดิมและความรู้ใหม่และจัดสิ่งท่ีเรียนให้เป็นระบบระเบียบเพื่อช่วยให้ผู้เรียน
จดจาสิ่งที่เรยี นรู้ไดง้ ่าย รวมทงั้ วิเคราะห์กระบวนการเรยี นรทู้ ้งั หลายทีเ่ กิดขึ้น

ขัน้ ที่ 6 การปฏิบัติ และ/หรือ แสดงผลงาน เป็นขั้นที่ช่วยใหผ้ ู้เรียนได้มีโอกาสแสดงผลงานการ
สร้างความรู้ของตนให้ผู้อื่นรับรู้ เป็นการช่วยให้ผู้เรียนได้ตอกย้าหรือตรวจสอบความเข้าใจของตนและช่วย
ส่งเสริมให้ผเู้ รยี นใช้ความคิดสร้างสรรค์หากตอ้ งมีการปฏิบตั ติ ามข้อความร้ทู ีไ่ ด้ ขนั้ นี้จะเป็นขนั้ ตอนปฏิบัติ และมี
การแสดงผลงานทไ่ี ด้ปฏิบตั ดิ ว้ ย

ขั้นท่ี 7 การประยุกต์ใช้ความรู้ เป็นขั้นของการส่งเสริมให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนการนาความรู้ ความ
เข้าใจของตนไปใช้ในสถานการณ์ต่างๆ ที่หลากหลายเพ่ือเพิ่มความชานาญ ความเข้าใจ ความสามารถในการ
แกป้ ัญหาและความจาในเรอื่ งนั้นๆ

หลงั จากการประยกุ ตใ์ ช้ความรู้ อาจมีการนาเสนอผลงานจากการประยกุ ตอ์ ีกคร้ังกไ็ ด้ หรอื อาจไม่
มีการนาเสนอผลงานในขัน้ ท่ี 6 แตน่ ามารวมแสดงในตอนท้ายหลังขันการประยุกตใ์ ชก้ ไ็ ด้เชน่ กัน

อรทัย มูลคา และคณะ (2544, หน้า22) ได้เสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้ท่ีนักเรียนเป็น
ศนู ยก์ ลางท่ีเรยี กย่อ ๆ ว่า CIPPA Model ซึ่งมีข้นั ตอนกระบวนการสอน 4 ข้ันตอน ดังน้ี

1. ข้นั นา เป็นการสรา้ งและกระตุ้นความสนใจหรือเตรยี มความพร้อมในการเรียน
2. ขั้นกิจกรรม เป็นการจัดกิจกรรมตามหลักการเพ่ือให้นักเรียนได้สร้างความรู้ด้วย ตนเอง
(Construct) มีปฏิสัมพนั ธช์ ่วยกันเรียนรู้ (Interaction) มีส่วนร่วมในกระบวนการเรียนรู้ (Participation) เรียนรู้
กระบวนการ ผลงาน และความรู้ (Process/ Product) และนาความรูไ้ ปใช้ (Application)
3. ขั้นวเิ คราะห์ เป็นการวิเคราะห์ อภิปรายช้ินงานหรืออภิปรายผลงานและข้อความ สังเคราะห์
วเิ คราะห์หรอื อภปิ รายการเรยี นรู้
4. ข้ันสรุปหรือประเมินผล เป็นการสรุปสาระความรู้และประเมินผลการเรียนรู้ตามจุดประสงค์
การเรยี นรู้
จากคากล่าวของ อรทยั มูลคาและคณะ สามารถแสดงแผนภาพของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่
นักเรยี นเป็นศูนยก์ ลางแบบ CIPPA Model ได้ดงั น้ี

26

ขน้ั นา สร้าง/ กระตุน้ ความสนใจ หรอื เตรยี มความพรอ้ มในการเรียน
ขน้ั กิจกรรม
กิจกรรมตามหลักการ เพ่อื ใหผ้ เู้ รียนไดร้ ู้
Construct
สร้างความรดู้ ้วยตนเอง
มกี ารปฏสิ มั พันธ์ช่วยกันเรยี นรู้ Interaction
มีสว่ นร่วมในกระบวนการเรยี นรู้ Participation
เรยี นรู้กระบวนการ/ ผลงานและความรู้ Process/ Product
นาความรู้ไปใช้ Application

ขน้ั วเิ คราะห์ อภิปรายผลจากกจิ กรรม
วเิ คราะห์ อภปิ รายผลงานและขอ้ ความรูท้ ่ีสรปุ ไดจ้ ากกิจกรรม (Product)
วิเคราะห์ อภิปราย กระบวนการเรยี นรู้ (Process)

ขั้นสรุป/ประเมิน สรุป/ ประเมินผลการเรียนรู้ตามวัตถปุ ระสงค์

ภาพที่ 2 รปู แบบจัดการเรียนรูท้ ี่นกั เรียนเป็นศูนยก์ ลาง CIPPA Model (อรทัย มูลคา และคณะ. 2544, หน้า22)

5.3 บทบาทผู้สอนและผู้เรยี นของการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซปิ ปา
ทศิ นา แขมมณี (2542, หน้า5-8) ได้กล่าวถึง ลักษณะของการจัดการเรียนรู้แบบโมเดลซิปปาไว้

ว่า จะใช้แนวคิดใด จะประสบผลสาเร็จไม่ได้หากผู้สอนและผู้เรียนไม่เปล่ียน บทบาทของตน ซ่ึงบทบาทของ
ผูส้ อนและผู้เรยี นตามแนวการจดั การเรียนรแู้ บบโมเดลซิปปา มีดังนี้

บทบาทผู้สอน
1. การเตรียมการสอน

1.1 ศกึ ษาและวิเคราะหเ์ ร่อื งทจ่ี ะสอนให้เข้าใจ
1.2 ศึกษาแหลงขอ้ มูลทห่ี ลากหลาย
1.3 วางแผนการสอน

- กาหนดจดุ ประสงคก์ ารเรยี นรู้
- วิเคราะห์เน้อื หาและความคดิ รวบยอดและกาหนดรายละเอยี ดให้ชดั เจน
- ออกแบบกิจกรรมการเรยี นรู้ แบบผเู้ รยี นเป็นศูนย์กลางตามหลักซิปปา
- กาหนดวิธีการประเมนิ ผลการเรียนรู้
1.4 จัดเตรียม
- สอ่ื วัสดุ การเรยี นการสอน ให้เพยี งพอสาหรบั ผู้เรยี น
- เอกสาร หนังสอื หรือข้อมลู ต่างๆท่ีจาเปน็ สาหรับผู้เรยี น

27

- ติดต่อแหล่งความรู้ต่าง ๆ ซงึ่ อาจเป็นบุคคล สถานที่ หรือโสตทัศนว์ สั ดตุ า่ งๆ และ
ศึกษาหาความรู้เพิ่มเตมิ

- เคร่อื งมอื การประเมนิ ผลการเรียน
- ห้องเรยี นหรือสถานทเี่ พ่อื การจัดการเรยี นการสอน
2. การสอน
2.1 สรา้ งบรรยากาศการเรียนรทู้ ด่ี ี
2.2 การกระตุ้นผ้เู รียนใหส้ นใจในการรว่ มกจิ กรรมการเรยี นการสอน
2.3 จดั กจิ กรรมการเรยี นรูต้ ามแผนท่ีได้กาหนดไว้โดยอาจมีการปรับแผน ใหเ้ หมาะสมกับ
ผ้เู รยี นและสถานการณ์จรงิ
- ดแู ลให้ผู้เรียนดาเนินกิจกรรมต่าง ๆ แก้ปญั หาท่ีอาจเกิดขนึ้
- อานวยความสะดวกแกผ่ ูเ้ รียนในการดาเนินกิจกรรมการจดั การเรียนรู้
- กระตนุ้ ผู้เรยี นให้มสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมอย่างเต็มท่ี
- สังเกต บนั ทกึ พฤติกรรมกระบวนการเรียนรูข้ องผู้เรียน รวมท้งั เหตุการณ์ท่ีสงผลต่อ
การเรยี นร้ขู องผู้เรียนท่เี กดิ ขน้ึ ขณะทากจิ กรรม
- ให้คาแนะนาและขอ้ มลู ตา่ งๆแก่ผู้เรียนตามความจาเป็น
- บนั ทึกปัญหาและขอ้ ขดั ข้องตา่ งๆ ในการดาเนินกิจรรมการเรียนการสอน
3. การประเมิน
3.1 เกบ็ รวบรวมผลงานและประเมินผลงานของผเู้ รียน
3.2 ประเมนิ ผลงานการเรียนรตู้ ามที่กาหนดไว้ในแผนการสอน

บทบาทของผเู้ รียน
1. ทบทวนความรู้เดิมและมีส่วนร่วมในการแสวงหาข้อมูล ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นหรือ
ประสบการณ์ต่าง ๆ จากแหล่งความรทู้ ่ีหลากหลาย
2. ศกึ ษาหรือลงมือทากิจกรรมตา่ ง ๆ เพื่อทาความเข้าใจใช้ความคิดในการกล่ันกรองแยกแยะ
วิเคราะหข์ อ้ มลู และสร้างความหมายให้แกต่ นเอง
3. สรุปและจัดระบบระเบียบความรู้ท่ีได้สรรค์สร้างขึ้นเพ่ือช่วยให้การเรียนรู้ เกิดความคงทน
และสามารถนาความรไู้ ปใชไ้ ด้สะดวก
4. นาความรไู้ ปประยกุ ต์ใชใ้ ห้เกดิ ประโยชน์ต่อชวี ติ การประยกุ ต์ใชช้ ว่ ยเพิ่มความเข้าใจและสรา้ ง
ความม่ันใจให้กบผู้เรียนและยังช่วยให้เกิดการเรียนรู้อ่ืนๆเพิ่มเติมอีกด้วย ในการดาเนินการตามบทบาทท้ัง
สป่ี ระการผู้เรยี นต้องแสดงพฤตกิ รรมท่จี าเป็นในการเรียนรู้ร่วมกับผ้อู นื่ ดงั ตอ่ ไปนี้

- เข้ารว่ มกิจกรรมอย่างกระตือรือร้น
- ให้ความร่วมมือและรับผิดชอบในกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การแสวงหาข้อมูลการศึกษา
ขอ้ มลู และการสรปุ ผลเป็นตน้
- รบั ฟังพิจารณาและยอมรบั ความคดิ เห็นของผอู้ ืน่
ใช้ความคิดอย่างเต็มที่ปฏิสัมพันธ์โต้ตอบคัดค้านสนับสนุนแลกเปล่ียนความคิดเห็น
และความรู้สึกของตนกบผอู้ ่นื
- แสดงความสามารถของตนเองและยอมรบั ความสามารถของคนอน่ื
- ตดั สินใจและแก้ปญั หาต่าง ๆ
- เรียนรจู้ ากกลุ่มและชว่ ยให้กลมุ่ เกดิ การเรียนรู้

28

6. แผนการจัดการเรียนรู้

6.1 ความหมายของแผนการจัดการเรยี นรู้
วนั ชัย แยมจันทร์ฉาย (2554 : 26) กลา่ วสรุปไว้วา่ แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถงึ การวางแผน

ลว่ งหน้าเพื่อจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยจัดทาเป็นเอกสารเนื้อหาความรู้ ส่ือการเรียนการสอน กิจกรรม
และการประเมินผล

อาภรณ์ ใจเท่ียง (2550 : 205) ไดใ้ ห้ความหมายของแผนการจัดการเรยี นรู้ว่า แผนการสอน คือ
แผนการจัดกจิ กรรมการเรียนรู้การใชส้ ื่อการสอน การวัดผลประเมินผลให้สอดคลองกับเนื้อหาและจุดประสงค์ที่
กาหนดไวใ้ นหลักสูตร

สวุ ิทย์ มูลคา และคณะ(2549 : 58) กล่าวว่า แผนการจัดการเรียนรู้คอื แผนการเตรียมการสอน
หรือการกาหนดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบและจัดทาไว้เป็นลายลักษณ์อักษรโดยมีการ
รวบรวมขอ้ มลู ต่างๆ มากาหนดกิจกรรมการเรยี นการสอน เพ่ือใหผ้ ู้เรียนบรรลุจดุ มุง่ หมายทก่ี าหนดไวโดยเรมิ่ จาก
การกาหนดวัตถุประสงค์จะใหผ้ ู้เรยี นเกิดการเปลี่ยนแปลงด้านใด (สติปัญญา/เจตคติ/ทักษะ) จะจดั กิจกรรมการ
เรียนการสอนวิธีใด ใช้สื่อการสอนหรือแหล่ง การเรียนรใู้ ด และจะประเมนิ อย่างไร

สาลี รักสทุ ธี (2553 : 16) ได้ให้ความหมายของแผนการจดั การเรียนรู้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้
คือแผนการหรือโครงสร้างท่ีจัดทาเป็นลายลักษณ์อักษร เพ่ือการปฏิบัติการสอนในวิชาหรือเป็นการเตรียมการ
สอนอย่างเป็นระบบ และเป็นเคร่ืองมือที่ช่วยให้ครูพัฒนาการจัดการเรียนการสอน ไปสู่จุดมุ่งหมายการเรียนรู้
และจุดม่งุ หมายของหลกั สตู รอย่างมีประสิทธภิ าพ

รัชนี ภาเข็ม(2543 : 40) ได้กล่าวถึงแผนการจัดการเรียนรู้ว่า หมายถึง แผนการสอนหรือ
โครงงานที่จดั ทาเปน็ ลายลักษณ์อักษรลว่ งหน้า และเป็นเครือ่ งมืออันสาคญั ท่ีจะช่วยให้นกั เรียนไปสจู่ ุดม่งุ หมายท่ี
หลักสตู รกาหนดไว้อย่างมีประสทิ ธิภาพ

สมนึก ภัททิยธนี (2549 : 160) ได้ให้ความหมายของแผนการจัดการเรียนรู้ว่า การเตรียม
การสอน หมายถงึ การทาโครงการสอนและแผนการสอน (หรอื ท่ีเรียกวาแผนการจัดการเรยี นรู)้ ประจาบทเรียน
ควบคู่กันครั้งละ 1 บท โดยครูผู้สอนทาล่วงหน้าก่อนถึงการสอนบทน้ัน จะช่วยให้ครูวางแผน และทาการสอน
อย่างมีประสิทธิภาพ การทาโครงการสอนถือเป็นเรื่องสาคัญของการวางแผนการเรียนการสอน และการสราง
แบบทดสอบ เปรยี บได้กับพิมพ์เขยี วของการสร้างอาคาร

วัฒนาพร ระงับทุกข์ (2542 : 1) ได้ให้ความหมายของแผนการสอนว่า แผนการสอน หมายถึง
แผนการหรือโครงการท่ีจัดทาเป็นลายลักษณ์อักษร เพื่อใช้ในการปฏิบัติการสอนในรายวิชาวิชาหน่ึงเป็นการ
เตรียมการสอนอย่างเป็นระบบ และเปน็ เครื่องมอื ท่ชี ว่ ยใหค้ รพู ัฒนาการจัดการเรียนการสอนไปสู่จดุ ประสงค์การ
เรยี นร้แู ละจดุ หมายของหลักสตู รได้ย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ

สรุปได้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ หมายถึง กรอบหรือทิศทางในการกาหนดกิจกรรมการเรียนรู้
เพื่อให้ดาเนินการเป็นไปตามลาดับข้ันตอน โดยมีการเตรียมขอมูลต่างๆ ไว้ล่วงหน้าอย่างเป็นระบบนามาใช้ใน
การจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือให้ผู้เรียนบรรลุจดุ มุ่งหมายหรือเป้าหมายท่ีได้กาหนดไว้อันจะส่งผลให้ผู้เรียนเกิด
การเปลยี่ นดา้ นความรูทักษะกระบวนการและคุณลกั ษณะท่ีพึงประสงค์

6.2 ความสาคญั ของแผนการจดั การเรียนรู้
วนั ชัย แยมจันทร์ฉาย (2554 : 27) กล่าวสรุปไว้ว่า แผนการจัดการเรียนรู้ถือวา่ เป็นหัวใจสาคัญ

ของการจัดการเรียนการสอน เพราะจะเป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนของครู จะทาให้ครูดาเนินการ
สอนไปตามลาดบั ไมห่ ลงทาง มีระยะเวลาในการทากจิ กรรมของนักเรียนท่ีชดั เจน อันจะทาใหก้ ารเรียนการสอน
เป็นไปตามท่คี าดหวัง

29

สวุ ิทย์ มูลคา และคณะ (2549 : 58) กลา่ วถึงความสาคัญของแผนการจดั การเรยี นรู้ไว้ดังนี้
1. ทาให้เกดิ การวางแผนวิธสี อนท่ีดวี ิธีเรียนที่ดีที่เกดิ จากการผสมผสานความรู้และจิตวทิ ยา

ศาสตร์การศึกษา
2. ชว่ ยให้ครูผู้สอนมีคู่มือการจัดการเรียนรูท้ ่ีทาไว้ลว่ งหน้าด้วยตนเอง และทาให้ครูมีความ

มัน่ ใจในการจดั การเรียนรู้ไดต้ ามเป้าหมาย
3. ชว่ ยให้ครูผสู้ อนทราบวา่ การสอนของตนได้เดินไปในทศิ ทางใด หรอื ทราบว่าจะสอนอะไร

ดว้ ยวิธีใด สอนทาไม สอนอยา่ งไร จะใชส้ อ่ื และแหล่งเรียนรอู้ ะไร และจะวดั และประเมนิ ผลอย่างไร
4. ส่งเสริมใหค้ รผู ู้สอนใฝ่ศกึ ษาหาความรู้ทังเรอื่ งหลักสูตร วิธีจดั การเรียนรู้จะจัดหา และใช้

ส่อื แหลง่ เรียนรตู้ ลอดจนการวดั และประเมินผล
5. ใช้เปน็ คู่มอื สาหรบั ครูท่ีมาสอน (จดั การเรยี นรู้) แทนได้
6. แผนการจัดการเรยี นรู้ที่นาไปใชแ้ ละพฒั นาแล้วจะเกิดประโยชนต์ ่อวงการศึกษา
7. เป็นผลงานทางวชิ าการที่แสดงถงึ ความชานาญและความเชย่ี วชาญของครูผสู้ อนสาหรับ

ประกอบการประเมินเพือ่ ขอเล่อื นตาแหน่งและวทิ ยฐานะครใู หส้ ูงข้นึ
อาภรณ์ใจเท่ียง (2550 :206) กล่าวไว้ว่า แผนการสอนเปรียบได้กับพิมพ์เขียวของวิศวกร หรือ

สถาปนิกทีใ่ ช้เป็นหลักในการควบคุมงานก่อสร้าง วิศวกรหรือสถาปนิกจะขาดพิมพ์เขียวไม่ได้ฉันใด ผู้เปน็ ครูก็จะ
ขาดแผนการสอนไม่ได้ฉนั นน้ั ยิ่งผู้สอนได้จัดทาแผนการสอนดว้ ยตนเอง ก็ยิ่ ให้ประโยชน์แก่ตนเองมากเพยี งนั้น
สรุปไดดงั นี้

1. ทาให้เกิดการวางแผนวิธีสอนวิธีเรียนที่มีความหมายยิ่งข้ึน เพราะเป็นการจัดทาอย่างมี
หลักการท่ถี กู ตอ้ ง

2. ช่วยให้ครูมีคู่มือการสอนที่ทาด้วยตนเอง ทาให้เกิดความสะดวกในการจัดการเรียนการ
สอน ทาใหส้ อนได้ครบถ้วนตรงตามหลกั สูตรและสอนได้ทันเวลา

3. เปน็ ผลงานวชิ าการทีส่ ามารถเผยแพร่เป็นตวั อย่างได้
4. ชว่ ยใหค้ วามสะดวกแก่ครผู ู้มาสอนแทนในกรณที ีผ่ ไู้ มส่ ามารถเขาสอนได้
วัฒนาพร ระงบั ทกุ ข์ (2542 : 2) กล่าวว่า การจัดทาแผนการสอนจะก่อประโยชน์ดังน้ี
1. ก่อให้เกิดการวางแผนและการเตรียมการล่วงหน้า เป็นการนาเทคนิควิธีการสอน
การเรยี นรูสอื่ เทคโนโลยีและจิตวิทยาการเรยี นการสอนมาผสมผสานประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกบั สภาพแวดลอม
ต่างๆ
2. ส่งเสริมให้ครูผู้สอนค้นคว้าหาความรู้เก่ียวกับหลักสูตร เทคนิคการเรียนการสอน
การเลือกใช้สื่อ การวดั และประเมินผลตลอดจนประเดน็ ต่างๆ ทเี่ กยี่ วของจาเปน็
3. เป็นคู่มือการสอนสาหรับตัวครูผู้สอนและครูท่ีสอนแทนนาไปใช้ปฏิบัติการสอนอย่าง
ม่ันใจ
4. เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการเรียนการสอน และการวัดและประเมินผลท่ีจะเป็น
ประโยชน์ต่อการจัดการเรยี นการสอนต่อไป
5. เป็นหลักฐานแสดงความเช่ียวชาญของครูผู้สอน ซ่ึงสามารถนาไปเสนอเป็นผลงานทาง
วชิ าการได้
สรปุ ไดว้ ่า ความสาคัญของแผนการจัดการเรียนรู้ มีดงั ต่อไป
1. ครูกระตือรือร้นในการศึกษาขอมูลต่างๆ จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายในการนามาใช้
ประกอบการจดั ทาแผนการจดั การเรียนรู้ให้มคี วามหลากหลาย
2. ครมู กี ารวางแผนการจัดการเรยี นรู้ที่ดมี ีความพรอมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้
3. ทาให้ครูมีคู่มือหรือเอกสารต่างๆ ประกอบการสอนเป็นแนวทางในการดาเนินการจัด
กิจกรรมการเรียนรู้ไวล้ ว่ งหน้า

30

4. ครสู ามารถกาหนดกรอบหรือทิศทางวิธีการสอน รูปแบบการสอนว่าตอ้ งการให้มีผลลัพธ์
ท่เี กดิ ขึน้ กับผเู้ รยี นเป็นอยา่ งไร ทาใหค้ รูมีความม่ันใจและสอนได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพ

5. ครูใช้แผนการจัดการเรียนรู้ในการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การสอน รูปแบบการสอน
ต่างๆ กบั เพื่อนร่วมงานในองคก์ รเพ่อื ปรบั ปรงุ พฒั นาให้ดีขนึ้

6. ทาให้ผู้สอนมีเอกสารไว้ให้แนวทางแก่ผู้ที่เข้าสอนแทนในกรณีจาเป็น เม่ือผู้สอนไม่
สามารถเขา้ สอนเองไดผ้ ูเ้ รยี นจะได้รับความรู้และประสบการณ์ทีไ่ ด้จัดเตรยี มไว้แลว้ อยางต่อเนื่อง

7. ครูมผี ลงานทางวิชาการทแี่ สดงถึงความชานาญและความเช่ียวชาญสาหรับประกอบการ
ประเมินเพื่อขอเลื่อนตาแหน่งและวทิ ยฐานะครูให้สูงข้นึ จนเกิดความภาคภูมิใจและ สร้างช่ือเสียงให้กับนักเรยี น
ตนเอง สถานศึกษา

8. เป็นหลักฐานแสดงข้อมูลด้านการจัดการเรียนการสอนเพื่อแสดงความก้าวหน้าทจี่ ะเป็น
ประโยชน์ตอ่ การจดั การเรยี นการสอนตอ่ ไป

9. สถานศึกษา หรือหน่วยงานการศึกษาที่เก่ียวของมีผลงานทางวิชาการมีความพร้อม ใน
การรับการประเมนิ ในระดบั ต่างๆ และสร้างเครือข่ายสังคมแลกเปลย่ี นเรียนรรู้ ะหว่างองค์กรต่างๆ

10. ทาให้ผู้เรยี นเกิดเจตคตทิ ด่ี ีตอ่ ผสู้ อนและต่อวิชาทเี่ รยี น
11. นาผลที่ได้จากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้มาดาเนินการทาวจิ ยั ในชั้นเรียน เพือ่ แก้ปัญหา
นกั เรยี นทเี่ กิดขึ้นในการจดั การเรยี นการสอนได้

7. ความพึงพอใจ

7.1 ความหมายของความพึงพอใจ
วมิ ลสทิ ธิ์ หรยางกรู (2551, หน้า9) กล่าวว่าความพึงพอใจเป็นการให้ค่าความรู้สกึ ของเรา และมี

ความสัมพนั ธก์ ับโลกทัศนท์ ่ีเกี่ยวกับความหมายของสภาพแวดล้อม ค่าความรู้สึกของบคุ คลท่ีมีต่อสภาพแวดลอม
จะแตกต่างกัน เช่น ความรสู้ กึ เลว-ดพี อใจ-ไมพ่ อใจ สนใจ-ไมส่ นใจ เป็นตน

จรัสโพธิ์ จันทร์ (2553, หน้า17) ได้กล่าวถึงความพึงพอใจว่าเป็นความรู้สึกของบุคคล
ต่อ หน่วยงานซึ่งอาจเป็นความรสู้ ึกในทางบวก ทางเป็นกลาง หรอื ทางลบ ความรสู้ ึกเหล่านีม้ ผี ลตอ่ ประสิทธภิ าพ
ในการปฏิบัตหิ นา้ ท่กี ลา่ วคือ หากความรู้สกึ โน้มเอียงไปในทางบวกการปฏิบัตหิ นา้ ที่จะมีประสิทธิภาพสูงแตห่ าก
ความรู้สกึ โน้มเอียงไปในทางลบการปฏิบัตหิ น้าที่จะมีประสิทธิภาพตา่

ราตรี นนั ทสคุ นธ์ (2556 : 49) ไดก้ ล่าวถึงความพอใจ กล่าวคือ ความพึงพอใจในกิจกรรมและส่ือ
ทม่ี คี ุณภาพจะทาให้เกิดจากความตอ้ งการ และอยากทีจ่ ะเรยี นรู้ซ่ึงส่งผลตอ่ พฤตกิ รรมมที ัศนะคติท่ีดีและมผี ลต่อ
ผลสมั ฤทธใ์ิ นการทากิจกรรมตา่ งๆ สงู ข้ึนดขี ึน้

สรุปไดว้ ่า ความพึงพอใจในงานเป็นความรู้สกึ หรือทัศนคติส่วนบุคคลที่จะทางานด้วยความภูมิใจ
และเต็มใจเพอื่ ให้งานน้ันได้บรรลุตามวัตถุประสงคท์ ว่ี างไว้โดยจะเป็นประโยชนต์ ่อ บุคคลและองค์การ

7.2 แนวคดิ ด้านการวดั ความพงึ พอใจ
พิทักษ์ ตรุษทิบ (2551, หน้า 5) กล่าวว่า ความพึงพอใจเป็นเพียงปฏิกิริยาด้านความรู้สึกต่อ

สิง่ เรา้ หรือส่ิงกระตุ้นที่แสดงออกมาในลักษณะของผลลัพธส์ ุดท้ายของกระบวนการประเมิน โดยบ่งบอกทิศทาง
ของผลการประเมินว่าเปน็ ไปในลักษณะทิศทางบวกหรือทิศทางลบ หรือไม่มีปฏิกริ ิยาคือเฉยๆ ต่อสิง่ เร้าหรือสิ่ง
ทมี่ ากระตุ้น

สรุปได้ว่า ความพึงพอใจเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์คือความรู้สึกในทางบวกและ
ความรสู้ ึกในทางลบ

31

7.3 การวดั ความพึงพอใจ
โยธิน แสวงดี (2551, หนา้ 9) กลา่ ววา่ มาตรวัดความพงึ พอใจสามารถกระทาไดห้ ลายวธิ ี ได้แก่
1. การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ตอบแบบสอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการ ทราบ

ความคิดเหน็ ซงึ่ สามารถทาได้ในลักษณะทีก่ าหนดคาตอบให้เลือกหรือตอบคาถามอิสระ คาถามดังกล่าวอาจถาม
ความพงึ พอใจในด้านต่างๆ เช่น การบรหิ ารและการควบคุมงาน และ เงื่อนไขตา่ งๆ เป็นตน้

2. การสัมภาษณ์เป็นวิธีวดั ความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่งซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธกี ารที่ดี
จงึ จะทาให้ขอ้ มลู ท่เี ป็นจริงได้

3. การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะ
แสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทางวิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทาอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมีระเบียบ
แบบแผน

สรุปได้ว่า การวัดความพึงพอใจสามารถวัดได้จากการใช้แบบสอบถามการสัมภาษณ์และ
การสังเกต

8. งานวจิ ยั ที่เก่ียวข้อง

8.1 งานวิจัยในประเทศ
สทิ ธิพร บุญญาวัตร (2540, หนา้ 23-37) ได้ทาการวิจัยเก่ียวกบั การนาเอาหนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์

มาใช้ในการฝึกอบรม เรื่อง การใช้โปรแกรมออโต้แคด (AutoCAD R 13c4 ) ซ่ึงได้ต้ังประเด็นปัญหาไว้ 2
ประการ คือ ขาดส่ือในการฝึกอบรมทเี่ หมาะสมและเอกสาร ตาราส่วนใหญ่จะแปลมาจากต่างประเทศไม่เหมาะ
กับผู้เรียนระดับเริ่มต้น ซึ่งผู้เรียนควรจะศึกษาจากหนังสือท่ีผ่านการวิเคราะห์เน้ือหามาแล้วจึงได้นาหนังสือ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์มาใช้ โดยให้ข้อดีของหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ คือ ลดการส้ินเปลืองวัสดุและพลังงานในการจดั ทาสื่อ
ช่วยให้การใช้สื่อมีความสะดวกยิ่งขึ้น และช่วยให้การอบรมนอกสถานที่มีความคล่องตัวขึ้น เนื่องจากสามารถ
จดั เก็บในแผนซีดไี ด้และจะชว่ ยให้ผู้เรียนมีการพัฒนาการเรียนรเู้ ขา้ ใจในเน้อื หาวชิ าน้ันๆ มากขึ้น และควรจะนา
หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์มาใช้ในการเรยี นการสอน

เพ็ญนภา พทั รชนม์ (2544, หนา้ บทคดั ยอ่ ) ได้ทาการพัฒนาหนังสืออเิ ล็กทรอนิกส์ เร่อื ง กราฟิก
เบื้องต้น โดยทดลองกับนักศึกษาคณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี จานวน 30
คน ซึง่ ผลการวิจยั พบวา่ คะแนนของการทดลองหลงั เรียนสงู กว่า คะแนนจากการทดลองก่อนเรยี น

พิเชษฐ เพียรเจริญ (2546, หน้า67) ได้ทาการพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เร่ือง สื่อการสอน
โดยได้ทดลองกับนกั ศึกษาสาขาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วทิ ยาเขต ปัตตานี จานวน 55
คน ผลการวิจัยพบว่า หนังสืออิเล็กทรอนิกส์เร่ือง สื่อการสอน มีประสิทธิภาพ 82.0/ 82.5 สูงกว่าเกณฑ์
มาตรฐาน 80/ 80 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาหลังจากท่ีเรียน ด้วยหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ เรื่อง
สื่อการสอน สูงกว่าก่อนเรยี นอย่างมีนยั สาคญั ทาง สถติ ิทร่ี ะดับ .01

8.2 งานวจิ ัยต่างประเทศ
โคมลู ายเนน (Komulainen, 2001) ได้ศึกษาระบบความปลอดภัยของรูปแบบฟอแม็ต PDF และ

ระบบ EBX system เกี่ยวกับวิธีการป้องกันไม่ใหผ้ ู้อ่านท่ีไมไ่ ด้รับอนุญาตเข้ามาอ่าน หนังสืออิเล็กทรอนิกส์และ
วิธีการจะทาให้ผู้ที่ได้รับอนุญาตอยู่ในความควบคุมจากผู้สร้างเอกสาร ได้กาหนดไว้พบว่า ทั้ง PDF และระบบ
EBX system มรี ะบบการป้องกันไม่ใหผ้ ู้อา่ นท่ไี ม่ได้รับอนุญาตเข้ามาโดยต้องทราบรหัสผ่าน ท้ัง PDF และระบบ
EBX system จะล้มเหลวเมอ่ื ผู้ใชม้ ีสทิ ธิครอบครองเนื้อหาอย่างถูกตอ้ งตามกฎหมาย

ฮู, แมธธิวส์, เกรยี สเซอร์และ ซูเซอร์ลา่ (Hu, Mathews, Graesser & Susarla, 2002) ไดพ้ ฒั นา
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์รูปแบบการบันทึกไฟล์แบบ .exe ท่ีมีระบบอัจฉริยะ มีขั้นตอนท่ีสาคัญในการสร้าง
การรักษาโครงสร้างเน้ือหาท่ีสาคัญๆ และวิธกี ารที่เข้าใจง่าย มีฟังก์ช่ันในการควบคุมการป้องกันการเข้าถึงโดย

32

ไม่ได้รบั อนุญาต มีความสะดวกในการเรียนร้แู ละงา่ ยในการใช้งาน พบว่า หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์เป็นเครอื่ งมือท่ี
จะจัดการระบบฐานข้อมูลกับจุดเด่นท่ีมีลักษณะพิเศษน้ัน สามารถใช้ในการสร้างหลักสูตรการเรียนรู้ที่ทันสมัย
เพ่ือการเรียนการสอน แบบติวเตอร์ ดว้ ยคอมพิวเตอรท์ มี่ คี วามเฉลียวฉลาด

วลิ สัน (Wilson, 2003) ได้ศึกษาโครงสร้างของหนงั สืออิเล็กทรอนิกสม์ ุ่งประเด็น ไปทคี่ วามเขา้ ใจ
และเจตคติและจุดเด่นที่สาคัญของผู้เรียนในโรงเรียนแห่งสหราชอาณาจกั ร กับการสังเกตไปที่การปรับปรุงการ
ออกแบบของ e-Book reader เพ่ือการเรยี นการสอนในอนาคต ผ้เู รียนมีโอกาสในการอ่านหนังสอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์
และให้ผลปอ้ นกลบั ผ่านแบบสอบถาม พบวา่ ผเู้ รียนสนใจและเอาใจใสใ่ นการอ่านหนงั สืออเิ ล็กทรอนิกสม์ ากขนึ้

เลย์แมน (Lehman, 2004) ได้ศึกษาเปรียบเทียบมาตรฐานของหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ แบบ
Open-book กับ Tel-lite และสารวจจุดเด่นในการแปลงเอกสาร Tel-lite ไปเป็น Open-book แบบอัตโนมัติ
พบว่า จุดมุ่งหมายเดิมของ Tel-lite และ Open-book มีความแตกต่างกันมาก แต่ละรูปแบบไม่สามารถแทน
การรวมกันเปน็ หนง่ึ เดียวของเน้ือหาจากที่อ่นื ๆ

จากการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและนอกประเทศ สรุปไดว้ ่า การพฒั นารูปแบบ
ของหนังสือให้มีความทนั สมัย โดยการนาไปประยกุ ตใ์ ช้กับคอมพวิ เตอร์ เม่ือนามาใช้ในการจดั กิจกรรมการเรียน
การสอนน้ันสามารถนามาใช้ได้ดี มีความสะดวกในการเรียนรู้และง่ายในการใช้งาน เป็นสิ่งท่ีน่าสนใจ ช่วยให้
ผู้เรียนมีการพัฒนาการเรียนรู้เข้าใจในเนื้อหาวิชาน้ันๆ มากข้ึน และควรจะนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มาใช้ใน
การเรียนการสอน

33

บทที่ 3
วธิ ดี าเนนิ การวจิ ยั

การวิจัยเร่ืองการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป โดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซปิ ปา (CIPPA Model) ของนกั เรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปที ่ี 3 ผวู้ ิจยั ไดด้ าเนนิ การศึกษาตามลาดับขัน้ ตอนดงั นี้

1. ประชากรและกลมุ่ ตวั อย่าง
2. เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการวจิ ยั
3. การกาหนดแบบแผนการวจิ ัย
4. การพฒั นาและทดสอบคณุ ภาพเคร่อื งมอื ทใ่ี ช้ในการวจิ ัย
5. การเก็บรวบรวมข้อมูล
6. การวิเคราะห์ขอ้ มูล
7. สถิตทิ ใ่ี ชใ้ นการวิเคราะหข์ อ้ มูล

1. ประชากรและกล่มุ ตวั อย่างท่ีใชใ้ นการวจิ ัย

1.1 ประชากร
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล ปีการศึกษา

2564 จานวน 8 หอ้ ง มนี ักเรียนจานวน 306 คน
1.2 กลุม่ ตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3/4 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัด

สตูล ปีการศึกษา 2564 ไดม้ าจากการสุ่มแบบเจาะจง จานวน 38 คน

2. เคร่อื งมือท่ใี ชใ้ นการวจิ ยั

เครื่องมือทีใ่ ช้ในการวิจัยทีผ่ วู้ ิจัยไดส้ ร้างขึ้นมดี ังน้ี
2.1 หนังสืออเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book) ในรายวิชาประวตั ิศาสตร์ เรอื่ ง พัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์ของ
ทวีปยุโรป โดยใช้ส่อื หนงั สอื อเิ ล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดล ซิปปา (CIPPA Model)
ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศึกษาปที ี่ 3
2.2 แผนการจดั การเรยี นรู้ประกอบการสอนโดยใช้สือ่ หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิค
การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พฒั นาการทางประวัติศาสตรข์ องทวีป
ยโุ รป ชนั้ มธั ยมศึกษาชน้ั ปที ่ี 3 จานวน 3 ชว่ั โมง
2.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตรข์ องทวปี ยุโรป ช้ันมัธยมศึกษาชั้นปที ่ี 3 จานวน 10 ข้อ
2.4 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มตี ่อการใชห้ นังสอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) รว่ มกบั เทคนิคการสอน
แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป
ชน้ั มัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 3

34

3. การกาหนดแบบแผนการวิจยั

แบบแผนการวจิ ยั
ในการทดลองคร้ังน้ีเป็นการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของคะแนนสอบก่อนเรียนกับค่าเฉล่ียของ คะแนน
สอบหลังเรียน และการเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิ ทางการเรียน โดยใช้แบบแผนของการวิจัย แบบ One-Group
Pretest- Posttest Design (ล้วน สายยศ และ อังคณา สายยศ, 2538, หน้า249) ดังตารางท่ี 3

ตารางที่ 2 แบบแผนของการวิจัยแบบ One-Group Pretest- Posttest Design

กลมุ่ สอบกอ่ น วิธีสอน สอบหลัง
E T1 X T2

เมือ่ E แทน กลมุ่ เปา้ หมาย
X แทน จดั กิจกรรมการเรียนการสอนรายวชิ าประวตั ศิ าสตร์

T1 เรอ่ื งพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยโุ รปโดยใช้สือ่ หนงั สือ
T2 อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book)

แทน ผลสมั ฤทธทิ์ างการเรียนกอ่ นการศึกษา

แทน ผลสมั ฤทธ์ิ ทางการเรยี นหลงั การศกึ ษา

4. การพฒั นาและทดสอบคุณภาพเครื่องมอื ท่ีใช้ในการวิจัย

4.1 หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวีปยโุ รป ชนั้ มธั ยมศึกษาชนั้ ปที ่ี 3

4.1.1 ศกึ ษาปญั หา จดบันทึกเกบ็ และรวบรวมข้อมูล
4.1.2 ศึกษาพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และหลักสูตรแกนกลางการศึกษา
ขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2560) ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
วัฒนธรรม
4.1.3 ศึกษาเอกสารตาราและงานวิจัยท่ีเกี่ยวข้องกับการสอนวิชาประวัติศาสตร์ พร้อมท้ังศึกษา
เทคนิควิธีการสร้าง และพัฒนาการสร้างกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) รว่ มกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดล ซปิ ปา (CIPPA Model)
4.1.4 ศึกษาสาระการเรียนรู้ที่4 ประวัติศาสตร์ ในกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนาและ
วฒั นธรรม การจัดสาระการเรียนรู้ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 3 คาอธบิ ายรายวิชา มาตรฐานการ เรียนรตู้ ัวชี้วัด และ
สาระการเรยี นรู้แกนกลาง สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน ตลอดจนคุณลกั ษณะ อนั พงึ ประสงคข์ องผู้เรยี น
4.1.5 กาหนดหน่วยการเรียนรู้
4.1.6 ศึกษาหลักการทฤษฎีวิธกี าร รวมท้ังเทคนิค ตลอดจนขอคาแนะนาจาก ผ้เู ช่ยี วชาญเพื่อหา
แนวทางและประสบการณ์ในการสร้างกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดย การใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book)

35

4.1.7 เขียนโครงร่างของกระบวนการจัดการเรียนการสอน โดยการใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) นาไปปรึกษาผูเ้ ชยี่ วชาญเพื่อขอคาแนะนาของการสร้างรปู แบบกระบวนการจดั การเรยี นการสอน

4.1.8 สร้างกระบวนการจัดการเรียนการสอนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป กลุ่มสาระการเรียนรสู้ ังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม ของนักเรยี นโดยการใชส้ ่ือ
หนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book) ช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ตามองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ

4.1.9 ปรับปรุงกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป รายวิชาประวัติศาสตร์ กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวฒั นธรรม ของนกั เรียนช้ันมัธยมศกึ ษาปที ี่ 3 ในสว่ นท่ีบกพรอ่ งตาม คาแนะนาจาก ผูเ้ ชี่ยวชาญ ดงั นี้
คอื คาส่ังไมก่ ระชบั ตัวเลือกไมช่ ัดเจน และควรเรียงตัวเลือกจากขอ้ ความสั้นไปยังขอ้ ความทย่ี าวตามลาดับ สรุป
ได้ว่าค่า IOC ของความสอดคล้องในการจัดการเรียนการสอนโดยใช้โดยการใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) อยู่ระหว่าง 0.67-1.00 โดยภาพรวมมีค่าเท่ากับ 0.88 ซ่ึงข้อที่ต้องปรับปรุงแก้ไข คือคาชี้แจงการใช้
คมู่ ือ และความสอดคลอ้ งของเนอื้ หากับกจิ กรรมการเรียนรู้

4.1.10 นากระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล ซิปปา (CIPPA Model) ที่ได้ปรับปรุงแก้ไขแล้วทดลองใช้กับนักเรียนชั้น
มัธยมศึกษาปีท่ี 3 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนกาแพงวิทยา สานักงานเขตพ้ืนท่ีการศึกษา
มัธยมศึกษาสงขลา สตูล จานวน 38 คน

4.1.11 ผลการทดลองใช้กระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้ส่ือหนังสือ อเิ ล็กทรอนิกส์
(E-book) กับนกั เรยี นช้นั มัธยมศึกษาปีที่ 3 ได้คาแนะนาต่างๆ ของนกั เรียน จากการสงั เกตและสอบถาม ขณะที่
นักเรียนได้เรียนตามกระบวนการแบบโดยการใช้ ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอน
แบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) นกั เรียนมีความสนใจ กระตือรือร้น ไดใ้ ห้ความร่วมมือในการทากิจกรรมเป็น
อย่างดีและทาให้กล้าแสดงออกมากยิ่งข้ึน ซึ่งผู้วิจัยได้ปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ ของนักเรียน เพ่ือจะได้
กระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ท่ีสามารถนาไปจัดการการ
เรียนรู้ไดด้ ีและมีประสิทธภิ าพ

4.1.12 จัดพิมพ์คู่มือกระบวนการจัดการเรียนการสอนโดยการใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) เป็นฉบับสมบูรณ์เพื่อนาไปใช้เปน็ ส่อื การสอนสอนคร้ังตอ่ ไป

4.2 แผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการสอนโดยใช้สือ่ หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิค
การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวตั ิศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตรข์ องทวีป
ยโุ รป ชน้ั มัธยมศึกษาช้นั ปที ่ี 3 จานวน 3 ชวั่ โมง

4.2.1 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศกึ ษาข้ันพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 (ปรับปรุง 2560) กลุ่ม
สาระการเรียนรสู้ งั คมศกึ ษา ศาสนา และวัฒนธรรม และหลกั การแนวคิดในการสร้าง แผนการจดั การเรียนรู้

4.2.2 ดาเนินการสร้างแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการสอนโดยใช้ส่ือหนังสือ อิเลก็ ทรอนิกส์
(E-book) รว่ มกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) รายวชิ าประวตั ศิ าสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวตั ิศาสตร์ของทวีปยุโรป ชน้ั มัธยมศกึ ษาชัน้ ปที ี่ 3 ใชเ้ วลาในการจดั กจิ กรรมการเรยี นรู้จานวน 3 ชัว่ โมง

4.2.3 นาแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการสอนโดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ช้ันมัธยมศึกษาช้ันปีที่ 3 ท่ีจัดทาเสร็จแล้ว ไปให้ผู้เช่ียวชาญประเมินคุณภาพด้าน
เนื้อหา ดา้ นกิจกรรม ด้านสอื่ และอุปกรณ์การสอน ดา้ นการวดั ประเมินผล โดยใชม้ าตรประมาณค่า 5 ระดับ ของ
ลเิ คิร์ท (บุญชม ศรี สะอาด. 2556:99-101) ผลการประเมินคา่ เฉลยี่ อยู่ที่ 4.68 แสดงว่าแผนการจัดการเรียนรู้มี
ความเหมาะสมอยู่ในระดับมากทส่ี ุด

4.2.4 ทาการปรับปรุงแผนการจัดการเรียนรู้ตามคาแนะนาของผู้เชี่ยวชาญก่อนที่จะให้
ผู้เชย่ี วชาญตรวจสอบอีกครงั้

36

4.2.5 นาไปทดลองพร้อมกบั หนงั สืออเิ ล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซปิ ปา (CIPPA Model) รายวชิ าประวัติศาสตร์ เร่อื ง พฒั นาการทางประวัตศิ าสตรข์ องทวีปยโุ รป ช้ันมัธยมศกึ ษา
ชน้ั ปีที่ 3

4.2.6 นาไปใชก้ ับกลุม่ ตวั อย่าง
4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
รายวชิ าประวตั ิศาสตร์ เร่ือง พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์ของทวปี ยโุ รป ชั้นมัธยมศกึ ษาชนั้ ปที ่ี 3

4.3.1 ศึกษาเอกสาร แนวคิดทฤษฎีและงานวิจัยเกี่ยวกับการแบบทดสอบความรู้รายวิชา
ประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์ของทวีปยุโรป ชนั้ มัธยมศึกษาชน้ั ปีท่ี 3 โดยการใชส้ ่ือหนังสือ
อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-book)

4.3.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้ืนฐานพุทธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง พ.ศ.
2560) กลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม เพื่อให้เข้าใจรายละเอียดของหลักสูตร อาทิ
วิสยั ทัศน์ หลักการ จุดหมาย สมรรถนะสาคัญของผเู้ รียน คุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์มาตรฐานการเรยี นรู/้ ตัวชี้วัด
และสาระการเรียนรู้เพอื่ ใชเ้ ป็นแนวทางในการกาหนดพฤติกรรมทีต่ ้องพฒั นาใหบ้ รรลุจุดมุ่งหมายของหลักสูตร

4.3.3 วเิ คราะห์เนอ้ื หา สาระ มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชว้ี ดั ท่ีเกย่ี วกับแบบทดสอบความรู้รายวชิ า
ประวตั ศิ าสตร์ เร่อื ง พัฒนาการทางประวัติศาสตรข์ องทวปี ยโุ รปโดยการใชส้ อ่ื หนงั สอื อิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book)

4.3.4 กาหนดหนว่ ยการเรียนรูโ้ ดยวเิ คราะหค์ าอธบิ ายรายวิชาและจดั ทาหนว่ ยการเรียนรเู้ กี่ยวกับ
แบบทดสอบความรู้เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรปโดยการใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) ตามองคป์ ระกอบตา่ ง ๆ

4.3.5 เขียนโครงร่าง แบบทดสอบความรู้เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป
โดยการใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) แล้วนาไปให้ผู้เช่ียวชาญตรวจสอบเพ่ือขอคาแนะนาเกี่ยวกับ
รูปแบบของแบบทดสอบความรู้เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรปโดยการใช้ส่ือหนังสือ
อเิ ลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book)

4.3.6 ดาเนินการสร้างแบบทดสอบความรู้ เรือ่ ง พัฒนาการทางประวัตศิ าสตรข์ องทวปี ยุโรป โดย
การใช้สือ่ หนงั สอื อเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-book) สาหรบั นักเรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาปีที่ 3

4.3.7 นาแบบทดสอบความรู้เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป โดยการใช้สื่อ
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ที่สร้างข้ึนเสนอต่อผู้เช่ียวชาญด้านการสอนกลุ่มสาระการเรียนรู้สังคมศึกษา
ศาสนา และวัฒนธรรม และดา้ นการวิจัย จานวน 3 ท่าน เพื่อตรวจสอบ ความตรง ความถูกต้อง ความเหมาะสม
ดา้ นเนื้อหา สอื่ กิจกรรม การวัดผล ประเมนิ ผล นาผลการแสดงความคดิ เห็นมาหาคา่ ความตรงเชงิ เน้ือหา (IOC)
มีค่าเทา่ กับ 0.82

4.3.8 นาแบบทดสอบท่ีสร้างข้ึนตามเกณฑ์ไปทดลองกับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียน
กาแพงวิทยา ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 จานวน 38 คน และนาแบบทดสอบมาตรวจคาตอบโดยให้
คะแนน 1 คะแนน สาหรับขอ้ ทตี่ อบถกู และให้คะแนน 0 สาหรับข้อท่ีตอบผิด

4.3.9 นาผลคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ค่าความยากง่าย (p) และค่าอานาจจาแนก (r) ของข้อสอบ
แต่ละข้อ ผลการวิเคราะห์ได้ค่าความยากง่าย (p) ระหว่าง 0.35 – 0.80 และมีค่าอานาจจาแนก (r) ระหว่าง
0.20 - 0.60

4.3.10 ปรับปรุงแบบทดสอบความรู้ เรื่องพัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์ของทวีปยุโรปโดยการใช้
สือ่ หนังสืออิเลก็ ทรอนิกส์ (E-book) ในสว่ นทบี่ กพรอ่ งตามคาแนะนาต่างๆ จากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับรปู เลม่ ความ
ทันสมยั ของเนื้อหา ความหลากหลายของกจิ กรรม ความสอดคลอ้ งของแบบทดสอบ และจุดประสงค์

4.4 แบบสอบถามความพงึ พอใจที่มตี ่อการใช้หนังสืออเิ ลก็ ทรอนิกส์ (E-book) รว่ มกบั เทคนิคการสอน
แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรอ่ื งพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวปี ยุโรป รายวิชาประวัตศิ าสตร์ ของ
นักเรยี นชัน้ มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3

37

4.4.1 ศึกษาวิธีการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจจากตารา และเอกสารต่างๆ เพื่อเป็น
แนวทางในการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ ผู้วิจัยเลือกแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตามวิธีของ
ลเิ คริ ท์ (Likert) (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2556)

ระดับความพงึ พอใจของแบบสอบถาม มีดังน้ี
5 คะแนน หมายถึง มคี วามพงึ พอใจในระดบั มากที่สุด
4 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจในระดบั มาก
3 คะแนน หมายถึง มคี วามพงึ พอใจในระดบั ปานกลาง
2 คะแนน หมายถงึ มีความพงึ พอใจในระดับน้อย
1 คะแนน หมายถึง มีความพึงพอใจในระดบั นอ้ ยที่สดุ

4.4.2 สร้างแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับ
เทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่องพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป รายวิชา
ประวตั ศิ าสตร์ ของนักเรยี นชั้นมธั ยมศึกษาปีที่ 3 แบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดบั จานวน 10 ขอ้

4.4.3 นาแบบสอบถามความพึงพอใจทส่ี ร้างเสรจ็ แล้วไปให้ผู้เชี่ยวชาญจานวน 3 ท่าน ตรวจสอบ
ความถูกต้อง ความชัดเจนของข้อความ ภาษาและประเมินคุณภาพ โดยใช้มาตรประมาณ ค่า 5 ระดับ ของ
ลเิ คิร์ท (Likert) (บญุ ชม ศรสี ะอาด. 2556)

ระดบั คุณภาพของแบบสบถามความพงึ พอใจ มดี งั น้ี
5 คะแนน หมายถึง แบบสอบถามความพงึ พอใจมคี วามเหมาะสมมากท่สี ุด
4 คะแนน หมายถงึ แบบสอบถามความพงึ พอใจมคี วามเหมาะสมมาก
3 คะแนน หมายถึง แบบสอบถามความพึงพอใจมีความเหมาะสมปานกลาง
2 คะแนน หมายถงึ แบบสอบถามความพึงพอใจมคี วามเหมาะสมน้อย
1 คะแนน หมายถึง แบบสอบถามความพึงพอใจมีความเหมาะสมนอ้ ยที่สุด

ผลปรากฏว่า คุณภาพของแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) ร่วมกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) เร่อื ง พฒั นาการทางประวัตศิ าสตร์ของทวีป
ยุโรป รายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ผู้เช่ียวชาญมีระดับคิดเห็นต่อคุณภาพของ
แบบสอบถามความพงึ พอใจอยู่ใน ระดับมากทส่ี ุด มคี า่ เฉลยี่ เท่ากับ 4.95

4.4.4 หาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามความพึงพอใจท่ีมีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) ร่วมกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เร่ือง พฒั นาการทางประวตั ิศาสตรข์ องทวีป
ยุโรป รายวิชาประวัติศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ท้ังฉบับ คานวณโดยใช้สูตรสัมประสิทธิ์อัลฟา
(บุญชม ศรสี ะอาด. 2556 : 99-101) ซึ่งไดค้ ่าความเชอื่ ม่ัน 0.93

4.4.5 นาแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับ
เทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) เรื่องพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป รายวิชา
ประวัตศิ าสตร์ ของนกั เรียนช้ันมัธยมศึกษาปที ่ี 3 ฉบบั ทส่ี มบูรณ์ไปใชก้ ับกลุ่มตวั อย่างจริง

5. การเก็บรวบรวมขอ้ มลู

ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจยั มีข้ันตอนในการเก็บรวบรวมข้อมลู ดังน้ี
5.1 ใหน้ ักเรยี นลุม่ ตัวอย่างช้ันมธั ยมศึกษาปีท่ี 3 โรงเรียนกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวัดสตูล จานวน
38 คน ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน โดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการ

38

สอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวตั ิศาสตร์ เร่อื ง พฒั นาการทางประวตั ิศาสตร์ของทวีปยุโรป
ชั้นมธั ยมศกึ ษาชัน้ ปที ่ี 3 จานวน 10 ขอ้ แล้วบนั ทกึ คะแนนไว้

5.2 ดาเนินการจัดกิจกรรมแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการสอนโดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) รว่ มกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) รายวชิ าประวตั ิศาสตร์ เร่อื ง พฒั นาการทาง
ประวัตศิ าสตรข์ องทวปี ยโุ รป ช้นั มัธยมศกึ ษาชนั้ ปีที่ 3 ตามกจิ กรรมตามแผนการจัดการเรียนร้จู านวน 3 ชั่วโมง

5.3 ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิหลังเรียนโดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) รว่ มกบั เทคนิคการสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) รายวชิ าประวตั ิศาสตร์ เร่ือง พฒั นาการทาง
ประวัตศิ าสตร์ของทวีปยโุ รป ช้ันมัธยมศึกษาช้ันปีท่ี 3 ชุดเดิมแตส่ ลับขอ้ จานวน 10 ข้อ และใหน้ ักเรยี นทาแบบ
ประเมินความพึงพอใจท่ีมีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา
(CIPPA Model) เรือ่ ง พัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์ของทวีปยุโรป รายวชิ าประวัตศิ าสตร์ของนักเรียนช้ันมัธยม-
ศึกษาปีท่ี 3

6. การวเิ คราะหข์ ้อมลู

6.1 เปรียบเทียบผลสมั ฤทธิ์ทางเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัตศิ าสตร์ของ
ทวีปยุโรปก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซิปปา (CIPPA Model) ของ นกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาชัน้ ปที ี่ 3

6.1.1 นาคะแนนจากการทาแบบทดสอบวดั ผลสมั ฤทธิ์ก่อนเรยี นและหลังเรยี นโดยใช้ สื่อหนงั สือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล ซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์
เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ช้ันมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 3 มาหาค่าเฉล่ีย ( ̅) และค่าเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.)

6.1.2 นาคะแนนค่าเฉลี่ยมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อหนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล ซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์
เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ชั้นมัธยมศึกษาช้ันปีที่ 3 ไปทาการทดสอบค่า (t-test
Dependent Samples)

6.2 ประเมินความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใชห้ นังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการ
สอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีป
ยุโรป ช้ันมัธยมศึกษาช้ันปีที่ 3 ใช้การแปลค่าแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา
คา่ เฉล่ีย ( ̅ ) และคา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน (S.D.

7. สถิตทิ ี่ใชใ้ นการวเิ คราะหข์ อ้ มูล

สถติ พิ ื้นฐานทีใ่ ชใ้ นการวเิ คราะห์ (บุญชม ศรีสะอาด. 2556 : 99 – 101)
7.1 สถติ ิพ้ืนฐานทีใ่ ชใ้ นการวิเคราะห์ขอ้ มลู ในการวิจัยคร้ังนี้ มีดงั น้ี

7.1.1 คา่ เฉลย่ี เลขคณิต
โดยใชส้ ตู ร

∑ ̅
̅ = N

เมอื่ ̅ แทนคา่ คะแนนเฉล่ีย

∑ ̅ แทนผลรวมของคะแนนทงั้ หมด
N แทนจานวนกลุ่มตวั อยา่ ง

39

7.1.2 ค่าความเบีย่ งเบนมาตรฐาน
โดยใช้สตู ร

เมอ่ื . แทนค่าสว่ นเบ่ียงเบนมาตรฐาน
N แทนจานวนกลุม่ ตวั อย่าง
̅ แทนค่าคะแนนแตล่ ะตวั ในกลุ่มตวั อยา่ ง
แทนค่าความถี่

7.2 สถิติที่ใชใ้ นการตรวจสอบคณุ ภาพเครือ่ งมือ
7.2.1 เกณฑ์ประเมินคุณภาพโดยใช้มาตรประมาณค่า 5 ระดับ ของลิเคิร์ท (บุญชม ศรีสะอาด.

2556 : 99)

เกณฑก์ ารใหค้ ะแนน เกณฑ์การประเมินคุณภาพ

5 คะแนน หมายถึง ถูกตอ้ งเหมาะสมมากท่ีสุด 4.50-5.00 หมายถึง คุณภาพมากที่สดุ

4 คะแนน หมายถงึ ถกู ตอ้ งเหมาะสมมาก 3.50-4.49 หมายถงึ คณุ ภาพมาก

3 คะแนน หมายถึง ถกู ต้องเหมาะสมปานกลาง 2.50-3.49 หมายถงึ คุณภาพปานกลาง

2 คะแนน หมายถึง ถกู ต้องเหมาะสมนอ้ ย 1.50-2.49 หมายถงึ คณุ ภาพน้อย

1 คะแนน หมายถึง ถกู ต้องเหมาะสมนอ้ ยท่ีสดุ 1.00-1.49 หมายถึง คุณภาพนอ้ ยทีส่ ุด

7.2.2 หาค่าความยากง่าย (P) ค่าอานาจจาแนก (r) และค่าความเช่ือม่ันของแบบทดสอบวัดผล
สมั ฤทธ์ิ

7.2.2.1 การหาค่าความยากงา่ ยใช้สูตร ดงั น้ี

เม่ือ P แทนความยากง่าย
H แทนจานวนผตู้ อบถูกในกลุม่ สูง
L แทนจานวนผู้ตอบถกู ในกล่มุ ต่า

N แทนจานวนผู้ตอบทั้งหมดในกลุม่ สูงและกล่มุ ต่า

40

7.2.2.2 การหาคา่ อานาจจาแนกใช้สตู ร ดังนี้

เมื่อ r แทนอานาจจาแนก

H แทนจานวนผูต้ อบถูกในกลมุ่ สงู
L แทนจานวนผู้ตอบถกู ในกลมุ่ ต่า
N แทนจานวนผ้ตู อบท้ังหมดในกลุ่มสูงหรือจานวน
ผ้ตู อบท้งั หมดในกลมุ่ ตา่

7.2.5.3 หาค่าความเช่ือมั่นของแบบทดสอบทั้งฉบับ โดยใช้ค่าสัมประสิทธ์ิ แอลฟา
(Alpha Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) (บุญชมศรสี ะอาด, 2556)

เม่ือ α แทนสมั ประสิทธ์คิ วามเชือ่ มั่น
K แทนจานวนขอ้ ของเครอ่ื งมอื วดั
∑ Si2 แทนผลรวมของความแปรปรวนของแตล่ ะขอ้

Si2 แทนความแปรปรวนของคะแนนรวม

7.2.3 การเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) รายวชิ าประวัตศิ าสตร์ เรื่อง พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ของทวีปยุโรป ชน้ั มัธยมศึกษาชนั้ ปที ี่ 3 โดย
การทดสอบค่าที t-test แบบไม่อสิ ระ (Dependent) จากสตู รการคานวณค่า t-test แบบ Dependent

เม่อื t แทนคา่ วิกฤตใิ น t - distribution

D แทนความแตกตา่ งของคะแนนก่อนและหลังเรียน

n แทนจานวนนกั เรียนทงั้ หมดทีเ่ ป็นกล่มุ ทดลอง

∑ D แทนผลรวมของผลต่างของคะแนนแตล่ ะคู่

∑ D2 แทนผลรวมของผลต่างของคะแนนแต่ละคู่ยกกาลงั สอง

( ∑ D2) แทนผลรวมของผลตา่ งของคะแนนแต่ละคูท่ ั้งหมดยกกาลงั สอง

41

บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะหข์ ้อมลู

การวิจัยเร่ืองการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป โดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซปิ ปา (CIPPA Model) ของนักเรยี นชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 3 มขี ั้นตอนในการดาเนนิ งาน และสรปุ ผลการวิจัยดังน้ี

1. ลาดับขั้นในการนาเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู
2. ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มลู

1. ลาดบั ขนั้ ในการนาเสนอผลการวิเคราะหข์ ้อมลู

ตอนท่ี1 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวตั ิศาสตรข์ องทวปี ยโุ รปกอ่ นเรียนและหลงั เรียน โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ (E-book) ร่วมกับเทคนคิ การ
สอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ของนกั เรียนช้นั มัธยมศกึ ษาช้นั ปีท่ี 3

ตอนที่2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีต่อการเรียนโดยใช้
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชา
ประวตั ิศาสตร์ เรอ่ื ง พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตรข์ องทวีปยุโรป ของนกั เรียนช้นั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3

2. ผลการวเิ คราะหข์ อ้ มูล

ตอนท่ี 1 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตรข์ องทวีปยโุ รปก่อนเรยี นและหลงั เรียน โดยใชห้ นงั สอื อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) รว่ มกับเทคนิคการ
สอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาช้นั ปที ี่ 3

ตารางท่ี 3 ผลเปรยี บเทียบผลสัมฤทธิ์ทางเรยี นในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ

ทวีปยุโรปก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซิปปา (CIPPA Model) ของนกั เรยี นชนั้ มัธยมศกึ ษาชัน้ ปที ่ี 3

การทดสอบ นกั เรยี น คะแนน คา่ เฉล่ีย S.D t Sig.(1-tailed)
(n) เตม็ ( ̅ )
กอ่ นเรยี น 38
หลงั เรยี น 10 2.82 1.04
38 4.37 1.98 13.61 *0.0000

10 7.18 1.56

จากตารางท่ี 3 ผลเปรียบเทียบผลสัมฤทธ์ิทางเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทาง

ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรปก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิค
การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ของนกั เรียนช้ันมธั ยมศึกษาชัน้ ปีที่ 3 พบวา่ การทดสอบก่อนเรียน
และหลังเรียนของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาชั้นปีท่ี 3 มีคะแนนเฉล่ียเท่ากับ 2.82 คะแนน และ 7.18 คะแนน

42

ตามลาดับ และเม่ือเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่า คะแนนสอบหลังเรียนของนักเรียน
สงู กว่าก่อนเรียนอย่างมนี ัยสาคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05

ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีต่อการเรียน โดยใช้
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ในรายวิชา
ประวตั ิศาสตร์ เร่อื ง พัฒนาการทางประวัติศาสตรข์ องทวปี ยโุ รป ของนกั เรียนชน้ั มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3

ตารางที่ 4 ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 ท่ีมีต่อการเรียน โดยใช้หนังสือ
อิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ในรายวิชาประวัติศาสตร์
เร่อื ง พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตรข์ องทวปี ยุโรป ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 3

ขอ้ ที่ รายการที่ประเมนิ x̅ S.D. ระดบั คุณภาพ

1 เนื้อหาสอดคลอ้ งกับผลการเรยี นรู้ 4.76 0.43 มากที่สุด
2 การจัดลาดบั ในการนาเสนอเน้อื หา 4.53 0.51 มากทส่ี ุด
3 การนาเสนอนา่ สนใจ มกี ารนาสอ่ื ภาพประกอบ 4.53 0.73 มากทีส่ ดุ
4 เทคนิคการสอนเหมาะสม 4.89 0.31 มากที่สุด
5 นักเรยี นมสี ่วนรว่ มกับการเรยี น 4.68 0.53 มากท่ีสดุ
6 การออกแบบหนา้ จอเหมาะสม 4.66 0.53 มากท่ีสดุ
7 ลกั ษณะ ขนาด สขี องตัวอักษรชัดเจน 4.66 0.67 มากทส่ี ุด
8 สือ่ มกี ารออกแบบน่าสนใจชวนติดตาม 4.89 0.31 มากทสี่ ุด
9 นกั เรียนชอบเรียนจากสอ่ื การเรียนรู้น้ี 4.89 0.31 มากที่สดุ
10 ส่ือช่วยทาใหเ้ ข้าใจเนอ้ื หามากยิ่งขนึ้ 4.79 0.41 มากที่สดุ
4.73 0.19 มากท่สี ุด
ภาพรวม

จากตารางที่ 4 ผลการวเิ คราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนชัน้ มธั ยมศกึ ษาปที ี่ 3 ทมี่ ีต่อการเรียนโดยใช้
หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ในรายวิชา

ประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป ของนักเรียนช้ันมัธยมศึกษาปีท่ี 3 พบว่า
นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีท่ี 3 มีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉล่ียเท่ากับ 4.73 เม่ือ
พิจารณาเป็นรายขอ้ พบว่า ขอ้ ทม่ี ีคา่ เฉลี่ยมากที่สุด คอื มีการนาสื่อภาพประกอบ ส่ือมกี ารออกแบบนา่ สนใจชวน

ติดตาม และนักเรียนชอบเรยี นจากส่อื การเรียนรู้น้ี มีคา่ เฉลยี่ เท่ากบั 4.89 ตามลาดบั รองลงมา คือ สอ่ื ชว่ ยทาให้
เขา้ ใจเนือ้ หามากย่ิงขนึ้ มคี ่าเฉลีย่ เทา่ กบั 4.79 ตามลาดับ

43

บทที่ 5
สรุปผล อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ

การวิจัยเร่ืองการพัฒนาผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป โดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล
ซปิ ปา (CIPPA Model) ของนักเรียนช้ันมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 มีขั้นตอนการดาเนินงานสรปุ ผลการวิจยั ดงั นี้

1. วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย
2. สมมติฐานการวจิ ัย
3. ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
4. เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจัย
5. การเก็บรวบรวมข้อมูล
6. สรุปผลการวิจยั
7. อภปิ รายผลการวจิ ยั
8. ข้อเสนอแนะ

1. วัตถุประสงคข์ องการวิจยั

1.1 เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ืองพัฒนาการทาง
ประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรปก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิค
การสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) ชนั้ มธั ยมศกึ ษาปี 3 โรงเรยี นกาแพงวิทยา อาเภอละงู จังหวดั สตูล

1.2 เพ่ือศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนโดยใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิค
การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) ในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวีปยโุ รป ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีที่ 3

2. สมมตฐิ านการวจิ ยั

2.1 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวีปยุโรป โดยใชส้ ื่อหนังสืออิเล็กทรอนกิ ส์ (E-book) ร่วมกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)
ของนกั เรียนชน้ั มธั ยมศึกษาปีที่ 3 หลังเรยี นสูงกว่าก่อนเรยี น อยา่ งมนี ัยสาคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ .05

2.2 ความพึงพอใจที่มีต่อการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์
ของทวีปยโุ รปโดยใช้หนังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book) รว่ มกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model)
ของนักเรียนชั้นมธั ยมศกึ ษาปีที่ 3 อยูใ่ นระดับมากขึ้นไป

3. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง

3.1 ประชากรทีใ่ ช้ในการศึกษา ได้แก่ นักเรยี นชน้ั มธั ยมศกึ ษาปีท่ี 3 โรงเรียนกาแพงวิทยา ปกี ารศึกษา
2564 จานวน 306 คน

3.2 กลุ่มตวั อย่างท่ีใชใ้ นการศึกษา ได้แก่ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปีท่ี 3/4 โรงเรียน
กาแพงวิทยา ปีการศึกษา 2564 จานวน 38 คน ได้มาโดยการเลือก แบบเจาะจง (Purposive Sampling) ซ่ึง
เป็นจานวนประชากรท้ังหมด

44

4. เคร่อื งมือทีใ่ ช้ในการวิจัย

เครื่องมือที่ใชใ้ นการวจิ ัยท่ผี ูว้ ิจยั ได้สร้างขน้ึ มดี งั นี้
4.1 หนงั สืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ในรายวิชาประวตั ิศาสตร์ เรอื่ ง พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ของ
ทวปี ยุโรป โดยใชส้ อ่ื หนังสอื อเิ ล็กทรอนิกส์ (E-book) รว่ มกับเทคนิคการสอนแบบโมเดล ซปิ ปา (CIPPA Model)
ของนกั เรยี นชั้นมัธยมศกึ ษาปีที่ 3
4.2 แผนการจดั การเรยี นรู้ประกอบการสอนโดยใช้สื่อหนังสืออเิ ล็กทรอนกิ ส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิค
การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวปี ยโุ รป ช้ันมธั ยมศกึ ษาชน้ั ปที ี่ 3 จานวน 3 ชัว่ โมง
4.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book)
รายวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวปี ยุโรป ชั้นมธั ยมศึกษาชั้นปีที่ 3 จานวน 10 ขอ้
4.4 แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการใชห้ นังสืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book) รว่ มกบั เทคนิคการสอน
แบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีปยุโรป
ชนั้ มธั ยมศึกษาช้ันปีท่ี 3

5. การเก็บรวบรวมขอ้ มูล

ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผวู้ จิ ยั มขี นั้ ตอนในการเก็บรวบรวมข้อมูลดังนี้
5.1 ใหน้ กั เรยี นลุ่มตัวอย่างชั้นมัธยมศึกษาปที ี่ 3 โรงเรียนกาแพงวทิ ยา อาเภอละงู จงั หวัดสตูล จานวน
38 คน ทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียน โดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการ
สอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวชิ าประวตั ศิ าสตร์ เร่อื ง พัฒนาการทางประวตั ิศาสตร์ของทวีปยโุ รป
ชั้นมธั ยมศึกษาช้ันปีที่ 3 จานวน 10 ขอ้ แลว้ บนั ทึกคะแนนไว้
5.2 ดาเนินการจัดกิจกรรมแผนการจัดการเรียนรู้ประกอบการสอนโดยใช้ส่ือหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซปิ ปา (CIPPA Model) รายวชิ าประวัตศิ าสตร์ เรอ่ื ง พฒั นาการทาง
ประวตั ิศาสตร์ของทวีปยโุ รป ชั้นมธั ยมศกึ ษาชน้ั ปที ี่ 3 ตามกจิ กรรมตามแผนการจัดการเรยี นรู้จานวน 3 ชัว่ โมง
5.3 ให้นักเรียนกลุ่มตัวอย่างทาแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์หลังเรียนโดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์
(E-book) ร่วมกบั เทคนคิ การสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA Model) รายวิชาประวตั ศิ าสตร์ เรอ่ื ง พฒั นาการทาง
ประวัตศิ าสตร์ของทวีปยโุ รป ช้ันมัธยมศึกษาช้ันปีท่ี 3 ชดุ เดิมแตส่ ลบั ขอ้ จานวน 10 ข้อ และใหน้ ักเรียนทาแบบ
ประเมินความพึง พอใจท่ีมีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของ
ทวีปยโุ รป รายวชิ าประวตั ิศาสตร์ของนกั เรียนชนั้ มัธยมศกึ ษาปีท่ี 3

6. สรุปผลการวิจัย

จากการดาเนนิ การวิจัยตามขน้ั ตอนทไี่ ดน้ าเสนอแล้วนน้ั ปรากฏผลการวจิ ยั ดงั น้ี
6.1 ผลสัมฤทธ์ิทางการเรียนในรายวิชาประวัติศาสตร์ เร่ือง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของทวีป
ยโุ รป โดยใช้สอื่ หนงั สืออิเลก็ ทรอนกิ ส์ (E-book) รว่ มกับเทคนคิ การสอนแบบโมเดล ซิปปา (CIPPA Model) ของ
นกั เรียนชัน้ มัธยมศกึ ษาช้ันปที ่ี 3 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรยี น อย่างมีนยั สาคัญทางสถติ ิท่รี ะดบั .05
6.2 ความพึงพอใจที่มีต่อการใช้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) เรื่อง พัฒนาการทางประวัติศาสตร์
ของทวีปยุโรป โดยใช้สื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-book) ร่วมกับเทคนิคการสอนแบบโมเดลซิปปา (CIPPA
Model) ของนกั เรยี นชัน้ มัธยมศกึ ษาชั้นปที ่ี 3 อยใู่ นระดบั มากทีส่ ดุ มีค่าเฉลย่ี เท่ากับ 4.73


Click to View FlipBook Version