The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by ชญาณี ราตรีพฤกษ์, 2022-12-14 02:06:02

เอาจริง

เอาจริง

โครงการเสนอบัณฑติ นิพนธ์

หัวข้อเร่อื ง การพัฒนาพฤติกรรมความกลา้ แสดงออกโดยใชก้ ระบวนการเรียร้แู บบกลุ่ม
(Kurt Lewin) ในรายวิชาสังคมศึกษา ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี1่
Develop assertive behavior using group learning process (Kurt Lewin) in social studies
subjects. Secondary school level 1

อาจารย์นิเทศ อาจารยก์ ุลชาติ ทกั ษไพบูลย์
อาจารย์ท่ีปรกึ ษา รศ.ดร.วทิ ยา วิสตู รเรืองเดช

เสนอโดย นางสาวชญาณี ราตรฤี กษ์
รหสั ประจำตวั 6321126056
หลกั สูตร ตรศุ าสตร์บัณฑิต
สาขาวชิ า สงั คมศึกษา
ปกี ารศึกษา 2565

โครงการเสนอบัณฑติ นิพนธ์

หวั ข้อเร่อื ง การพัฒนาพฤตกิ รรมความกล้าแสดงออกโดยใชก้ ระบวนการเรียรูแ้ บบกลุ่ม
(Kurt Lewin) ในรายวิชาสงั คมศกึ ษา ระดบั ชน้ั มธั ยมศึกษาปีที1่
Develop assertive behavior using group learning process (Kurt Lewin)
in social studies subjects. Secondary school level 1

อาจารยน์ เิ ทศ อาจารย์กุลชาติ ทกั ษไพบลู ย์
อาจารยท์ ีป่ รึกษา รศ.ดร.วทิ ยา วิสูตรเรืองเดช

เสนอโดย นางสาวชญาณี ราตรฤี กษ์
รหัสประจำตัว 6321126056
หลักสูตร ตรุศาสตร์บัณฑิต
สาขาวชิ า สังคมศึกษา
ปีการศึกษา 2565



สารบัญ

หนา้
สารบัญ.................................................................................................................................ก
สารบัญตาราง.......................................................................................................................ง
บทท่ี

1 บทนำ......................................................................................................................1
ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา.........................................................1
วตั ถปุ ระสงค์การวิจยั ......................................................................................3
สมมตฐิ านการวจิ ัย..........................................................................................4
ขอบเขตของการวิจยั ......................................................................................4
ประโยชนท์ ไี่ ด้รบั จากการวิจยั ........................................................................4
นยิ ามศัพท์เฉพาะ...........................................................................................5
กรอบแนวความคิดในการวจิ ยั .......................................................................5

บทที่
2 เอกสารและงานวจิ ัยทีเ่ กย่ี วขอ้ ง........................................................................6
กระบวนการเรยี นร้แู บบกล่มุ (Kurt Lewin)……….…….………….…..…………….8
ความหมาย..........................................................................................8
หลักการและแนวคดิ ทฤษฎที เ่ี กยี่ วข้องกระบวนการกลุ่ม.....................9
ทฤษฎกี ระบวนการกล่มุ ในการเรยี นการสอน....................................12



สารบัญ (ตอ่ )

ทฤษฎหี ลักการสอน..........................................................................13
ทฤษฎกี ารแบ่งประเภทของกลุ่ม.......................................................15
รูปแบบและขน้ั ตอนการสอนแบบกระบวนการกลมุ่ .........................17
พฤติกรรมความกล้าแสดงออก...................................................................18
ความหมายของพฤตกิ รรมความกล้าแสดงออก................................18
ทฤษฎพี ฤติกรรมการแสดงออก........................................................21
ลกั ษณะของพฤตกิ รรมความกล้าแสดงออก.....................................23
องคป์ ระกอบของพฤติกรรมการกลา้ แสดงออก................................28
หลักสูตรแกนกลาง.....................................................................................32
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551………….32

วิสยั ทศั น์……………………………………………………………………… 32
หลักการ .................................................................................32
จุดหมาย................................................................................. 33
สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รียน ....................................................33
คุณลักษณะอนั พึงประสงค์ .....................................................34
มาตรฐานการเรียนรู้ ...............................................................35
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้.................................................35
งานวิจยั ทเี่ กี่ยวข้อง....................................................................................37



สารบญั (ตอ่ )

บทที่
3 วธิ ีการดำเนนิ การวจิ ัย......................................................................................39
ประชากรและกล่มุ ตัวอยา่ ง.......................................................................40
แบบแผนการวจิ ัย......................................................................................40
เครอื่ งมอื ที่ใช้ในการวจิ ยั ...........................................................................41
การเก็บรวบรวมขอ้ มลู ..............................................................................43
การวิเคราะหข์ อ้ มลู ...................................................................................44
บรรณานุกรม........................................................................................................45



สารบญั ตาราง

หนา้
ตารางท่ี

1. แบบแผนการวิจยั One Group Pretest – Posttest Design………………………………40

1

บทท1่ี

บทนำ

ความเปน็ มาและความสำคัญของปัญหา

กระแสการเปลย่ี นแปลงตา่ ง ๆ ทหี่ ลงั่ ไหลเขา้ สู่ประเทศไทยในสงั คมทเ่ี ป็นยุคดจิ ิทัล สง่ ผลใหค้ า่ นิยมใน
สงั คมไทยเปลย่ี นแปลงอย่างรวดเร็ว คนไทยบางสว่ นไมส่ ามารถเลือกรบั ปรับใช้กบั การดำเนินชีวิตประจำวนั
สง่ ผลให้วัฒนธรรมและวถิ ีชีวติ แบบดงั้ เดมิ ทเี่ ปน็ รากเหงา้ ของคนไทยถูกกลืน โดยวิถีชวี ิตแบบใหมม่ ีคา่ นยิ มยึด
ตนเองเป็นหลกั มากกวา่ การคำนงึ ถึงสงั คมสว่ นรวม รักสนุกและความสบาย เชือ่ ขา่ วลือ ขาดความอดทน
ขาดวนิ ยั วัตถนุ ิยม ยอมรบั คนท่ฐี านะมากกว่าคนดี มีคุณธรรม มีพฤตกิ รรมท่ไี ม่เหมาะสมหลายประการท่ี
ลอกเลยี นแบบวฒั นธรรมจากตา่ งประเทศ ช้ีให้เหน็ ว่าคนไทย ยังขาดทักษะในการคดั กรองและเลือกรบั
วัฒนธรรมทีด่ จี ากต่างประเทศมาปรับใช้ในชีวติ ประจำวนั ทำ ใหล้ ะทิ้งค่านิยมทด่ี งี ามอนั เปน็ เอกลักษณ์ของ
วฒั นธรรมไทยและลดคุณคา่ ของความเป็นไทย จึงจำเปน็ ต้องให้ความสำคญั กบั การวางรากฐานการปรบั เปลี่ยน
ให้คนมีค่านิยมตามบรรทัดฐานท่ดี ีของสังคมไทย (แผนการศึกษาแหง่ ชาติ พ.ศ. 2560 - 2579) ประกอบกับ
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแหง่ ชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560 - 2564) ได้กลา่ ววา่ คนไทยสว่ นใหญ่ยงั มี
ปัญหาดา้ นคณุ ธรรม จริยธรรม และไม่ตระหนักถงึ ความสำคัญของการมวี ินัย ความซ่ือสัตยส์ ุจริต และการมีจติ
สาธารณะ ทำใหส้ ง่ ผลต่อการดำรงชวี ติ ของคนในสงั คมไทย ดงั นัน้ บคุ คลทจ่ี ะอยู่รอดและดำรงชีวติ ได้อยา่ งมี
ความสขุ ตอ้ งสามารถปรบั ตวั ใหเ้ ขา้ กบั การเปล่ยี นแปลงของสงั คมท่ีรวดเรว็ น้ีได้ โดยการที่บคุ คล สามารถทจี่ ะ
กล้าพดู กล้าคดิ กลา้ ทำ และกลา้ เผชิญสถานการณ์ต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม ด้วยเหตุน้ี พฤติกรรมกล้า
แสดงออกอย่างเหมาะสมจึงเป็นพฤติกรรมหนงึ่ ทีช่ ่วยให้เยาวชนสามารถปรบั ตัวใหเ้ ขา้ กับสถานการณต์ ่าง ๆ
ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมและวางรากฐานและพฒั นาใหค้ นไทยเปน็ คนดี มสี ุขภาวะที่ดี มีคา่ นยิ มทดี่ ี มคี ณุ ธรรม
จริยธรรม มรี ะเบียบวนิ ัย มพี ฤตกิ รรมท่ีพงึ ประสงค์ มีจติ สานึกทีด่ ีต่อสังคม สว่ นรวม เป็นคนเก่งท่ีมีทักษะ
ความรคู้ วามสามารถและพัฒนาตนเองไดต้ ่อเนอ่ื งตลอดชวี ิตให้สอดคล้องกับทกั ษะทจี่ ำเปน็ ต่อการดำรงชวี ิตใน
ศตวรรษที่ 21 และสามารถปรับตัวเท่าทันกับการเปลี่ยนแปลงรอบตวั ทีร่ วดเรว็ บนพ้ืนฐานของการมสี ถาบนั
ทางสังคมทเี่ ข้มแข็งทั้งสถาบันครอบครวั สถาบนั การศึกษา สถาบนั ศาสนา สถาบันชมุ ชน และภาคเอกชนท่ี
ร่วมกนั พัฒนาทนุ มนษุ ยใ์ ห้มคี ุณภาพสูง อีกทงั้ ยังเปน็ ทนุ ทางสงั คมสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ

2

การจัดการศึกษาในปัจจบุ ันจึงต้องปรับเปล่ียนให้ตอบสนองกบั ทิศทางการผลติ และการพัฒนา
กำลังคน โดยมุ่งเนน้ การจัดการเรยี นการสอนเพือ่ ใหผ้ ูเ้ รยี นมีทกั ษะในศตวรรษท่ี 21 เพอื่ ใหไ้ ด้ ทงั้ ความรู้และ
ทกั ษะท่ีจำเป็นต้องใชใ้ นการดำรงชวี ิต การประกอบอาชีพ และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
ทา่ มกลางกระแสแห่งการเปลีย่ นแปลง โดยทักษะสำคัญจำเปน็ ในโลกศตวรรษที่ 21 ประกอบดว้ ยทักษะทเ่ี รยี ก
ตามคำย่อวา่ 3Rs BCs โดย 3Rs ประกอบดว้ ย การอ่านออก (Reading) การเขยี นได้ (Writing) และการคดิ
เลขเปน็ (Arithmetics) ส่วน BCs ประกอบด้วย ทกั ษะดา้ นการคดิ อย่างมวี จิ ารณญาณและทักษะในการ
แกป้ ัญหา (Critical Thinking and Problem Solving) ทักษะ ด้านการสร้างสรรค์ และนวตั กรรม
(Creativity and Innovation) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ตา่ งกระบวนทศั น์ (Cross – cultural
Understanding) ทักษะด้านความรว่ มมือ การทำงานเปน็ ทีมและภาวะผนู้ ำ (Collaboration Teamwork
and Leadership) ทกั ษะด้านการ สอื่ สาร สารสนเทศ และรเู้ ทา่ ทนั สื่อ (Communications, Information
and Media Literacy) ทักษะดา้ นคอมพวิ เตอร์ และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing and
ICT Literacy) ทักษะอาชีพและทักษะการเรยี นรู้ (Career and Learning Skills) และความมเี มตตา กรณุ า
มวี นิ ยั คุณธรรม จริยธรรม (Compassion) ซง่ึ เป็นคณุ ลักษณะพืน้ ฐานสำคญั ของทักษะขั้นต้นทง้ั หมดที่
เกย่ี วข้องกบั พฤติกรรมการกล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสม และเป็นคุณลักษณะที่เดก็ ไทยจำเปน็ ตอ้ งมี (ณฐั พงษ์
เพราแกว้ , 2559)

พฤติกรรมการกลา้ แสดงออกท่ีเหมาะสม ถอื เป็นส่ิงทีจ่ าํ เป็นอยา่ งยิ่งต่อการดาํ เนนิ ชวี ิตในสงั คม
ปจั จบุ ัน เน่ืองจากเปน็ ปัจจัยท่ีทําให้สามารถเผชิญกบั สถานการณต์ า่ งๆ ได้อยา่ งเหมาะสม กลา้ ฟนั ฝา่ อุปสรรค
ปญั หา และยงั ทําให้เป็นบคุ คลท่มี ีความมน่ั ใจในตนเอง ได้ในสิ่งท่ีต้องการ และบุคคลท่ีพบเหน็ จะใหเ้ กียรติมาก
ข้นึ จอร์นสัน (Johnson, 2004) กล่าววา่ การท่ีคนเราจะเริ่มเปล่ยี นแปลงไปสู่พฤติกรรมการแสดงออกนน้ั
จะตอ้ งตระหนักไว้เสมอวา่ การเปล่ยี นแปลงน้นั จะทาํ ใหค้ นใกลช้ ดิ หรือคนท่ีเกีย่ วข้อง แสดงพฤติกรรมโต้ตอบใน
ทา่ ทางลบต่อการเปลยี่ นแปลงนัน้ ไดเ้ นื่องจากว่าถา้ เราไมเ่ คยมพี ฤติกรรมการกล้าแสดงออกแลว้ ไปแสดงออก
เลย การเปลยี่ นแปลงนน้ั ยากท่ีผ้ใู กลช้ ิดหรือคนทีเ่ ก่ียวข้องจะยอมรบั ได้เนื่องจากพวกเราจะค้นุ เคยกบั สิ่งที่เรา
เปน็ ได้รบั ในส่ิงที่ต้องการความกลัวว่าจะสูญเสยี เราจากไปจากการกระทําน้ัน ซ่ึงเราไมค่ วรจะย่อท้อหรือ
เปล่ยี นใจที่จะเปล่ียนแปลงตัวเอง เนื่องจากเราอาจจะไม่สามารถทจ่ี ะไม่ใสใ่ จคนท่เี รารกั หรอื คนทสี่ าํ คญั ใน
ชวี ติ ของเราได้อย่างไรก็ตามพฤติกรรมกลา้ แสดงออกเป็นคุณสมบัติทส่ี ามารถปลกู ฝงั และพัฒนาใหเ้ กิดขึน้ ไดใ้ น
ตวั บุคคลให้มีการกล้าแสดงออกที่ถกู ต้องและเหมาะสมได้

ดังน้ันจึงกลา่ วไดว้ ่า การทีบ่ คุ คลมพี ฤติกรรมการกล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสม ช่วยทาํ ให้มบี คุ ลิกทีด่ ี
ขน้ึ สามารถปรบั ตวั มคี วามเชอ่ื มั่นในตนเอง กลา้ แสดงออก กล้าพูดต่อหน้าผอู้ ่นื กล้าเข้ารว่ มกิจกรรมไดร้ ับ
การยอมรบั จากเพือ่ น มีผลการเรียนท่ีดขี ้นึ สาํ หรบั ด้านการศึกษาพฤติกรรมการแสดงออกเปน็ สิ่งท่ีสาํ คญั ยิง่
สาํ หรบั นักเรียน เพราะจะต้องนําไปประยุกตใ์ ช้ในชีวติ ประจําวัน การอยรู่ ่วมกบั ผู้อนื่ ในสังคม และยังสง่ ผลต่อ

3

การทํางานในอนาคต ซง่ึ จะทําให้นักเรยี นเกดิ ความม่ันใจในการแสดงออกนน้ั ๆ มากขึ้นอย่างสมเหตสุ มผลตาม
สถานการณ์ทีเ่ กดิ ข้นึ ในทางกลับกันหากนักเรยี นไม่มีความกล้าแสดงออกก็จะส่งผลให้นกั เรยี นขาดความ
เชอ่ื ม่ัน และอาจจะตอ้ งเผชิญกับปญั หาทางด้านการตดิ ต่อหรือการมีปฏิสมั พนั ธก์ ับบุคคลอนื่ ดว้ ย ซึ่งจะทาํ ให้
เกิดความยากลําบากในการเรียน อย่างไรกต็ ามพฤติกรรมการกลา้ แสดงออกสามารถทจ่ี ะฝึกฝนและสามารถ
พัฒนาให้เกิดข้ึนได้ในตัวของบุคคลใหเ้ กดิ ความกล้าแสดงออกและเหมาะสมตามสถานการณต์ า่ งๆ ได้จากการที่
ผู้วจิ ัยไดป้ ฏิบตั กิ ารสอนในรายวิชาสงั คมศกึ ษา ในภาคเรียนท่ี 1/2565 ต้ังแต่สัปดาห์ที่ 1 ของการเรยี นการสอน
พบว่า นักเรยี นส่วนใหญ่ ยงั ขาดความกลา้ แสดงออกในเร่ืองของการตอบข้อซักถามหรือใหแ้ สดงความคิดเหน็
ปัญหาดงั กลา่ วอาจสง่ ผลให้นกั ศกึ ษาเกิดปัญหาการกลา้ แสดงออกกับการเรยี นในระดบั ช้ันที่สูงขึ้น และวิชา
อนื่ ๆ ทเี่ กยี่ วขอ้ ง

จากความสําคัญดังกล่าว จะเห็นไดว้ ่าความกล้าแสดงออกมีความสาํ คัญต่อตัวนกั เรยี นเองและสงั คม
จงึ ควรได้รับการชว่ ยเหลอื เพอื่ ท่จี ะได้พัฒนาบุคลิกภาพของตนเอง ดังนัน้ ผ้วู จิ ัยจงึ ได้ศึกษาจากขอบเขตเน้ือหา
รายวชิ าน้ี เพอ่ื แก้ไขปัญหาการไม่กล้าแสดงออกของนักเรียน โดยใชก้ ระบวนการเรียนรแู้ บบกลมุ่ (Kurt Lewin)
มาประยุกตก์ ับบทเรยี นเรอื่ ง “ภัยพิบัติและการจดั การทรัพยากรธรรมชาติ” ผ้วู จิ ัยคาดหวงั วา่ หลังจากการจัด
กิจกรรมการเรียนในรปู แบบกระบวนการเรยี นร้แู บบกล่มุ (Kurt Lewin) จะชว่ ยสร้างพฤติกรรมการกลา้
แสดงออกและเปน็ ผู้มบี ุคลกิ ภาพที่ดีมากขึ้น เปน็ จุดเริม่ ตน้ ในการช่วยให้นักเรยี นสามารถพฒั นาพฤติกรรมการ
กล้าแสดงออกใหส้ ามารถประยกุ ตใ์ ช้ในชีวติ ในสงั คมและเป็นส่วนหนึ่งท่ีทาํ ใหน้ กั เรียนประสบความสําเร็จใน
ด้านการเรยี นและการดาํ เนินชวี ติ ในอนาคตต่อไปได้

วตั ถุประสงค์ของการวิจยั

1. เพือ่ พฒั นาพฤตกิ รรมความกล้าแสดงออกโดยใชก้ ระบวนการเรียรู้แบบกลุ่ม
(Kurt Lewin) ในรายวชิ าสังคมศึกษา ระดบั ชนั้ มัธยมศกึ ษาปที ี1่

2. เพือ่ เปรยี บเทยี บพฤติกรรมในการแสดงออกของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีท่ี1 โดยใช้
กระบวนการเรียนรู้แบบกลมุ่ (Kurt Lewin) ในรายวิชาสงั คมศึกษากอ่ นเรียนและหลังเรยี น

4

สมมติฐานการวิจยั

1. เพอื่ พฒั นาพฤติกรรมความกล้าแสดงออกโดยใชก้ ระบวนการเรยี รู้แบบกลุม่
(Kurt Lewin) ในรายวิชาสังคมศกึ ษา ระดับชนั้ มัธยมศกึ ษาปีที่1

ขอบเขตของการวิจัย

ประชากรและกลุ่มตัวอยา่ ง
ประชากร เปน็ นักเรยี นชน้ั มัธยมศึกษาปีท่1ี โรงเรยี นบางปะกอกวิทยาคมจำนวน 3 ห้อง
กล่มุ ตัวอยา่ ง เปน็ นักเรยี นชน้ั มัธยมศกึ ษาปที ่ี 1/2 โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม จำนวน 30 คน
ตวั แปรทศี่ กึ ษา
ตัวแปลอสิ ระ ได้แก่ รปู แบบการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการกลุม่
ตัวแปรตาม ไดแ้ ก่ การพฒั นาความกล้าแสดงออกในชัน้ เรยี น
เนอ้ื หา
1.ขอบเขตเนอ้ื หา การใชก้ ระบวนการเรยี นรูแ้ บบกลมุ่ (Kurt Lewin) ในการพฒั นาพฤติกรรมความ
กล้าแสดงอย่างออกในรายวชิ าสงั คมศึกษามธั ยมศึกษาปีที่ 1 ในหน่วยการเรยี นรูท้ ่ี 6 เรอ่ื ง ภัยพบิ ัติและการ
จดั การทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสงิ่ แวดลอ้ ม
ระยะเวลาทใี่ ชใ้ นการศกึ ษา
ภาคเรียนท1่ี ตงั้ แตเ่ ดือนสงิ หาคมถงึ เดือนพฤศจิกายน

ประโยชน์ทไ่ี ดร้ ับจากการวิจยั

1. นกั เรยี นระดับชั้นมัธยมศึกษาปที ่ี 1 ได้รบั การพฒั นาศักยภาพในดา้ นความกลแสดงออกโดย
กระบวนการเรยี นรู้แบบกลมุ่ (Kurt Lewin)

2. เปน็ แนวทางสำหรบั การจัดการเรียนรูแ้ ละพฒั นากจิ กรรมการสอนของครูผูส้ อน

5

3. ผลการวิจยั จะเป็นประโยชน์ตอ่ การจดั การเรยี นการสอนในกลมุ่ สาระการเรยี นร้สู งั คมศึกษาและ
กลุ่มสาระการเรยี นรู้อนื่ ๆด้วย

นยิ ามศัพท์เฉพาะ

กระบวนการเรียนรูแ้ บบกลุ่ม หมายถงึ กระบวนการเรยี นรู้ท่ีจดั ให้ผู้เรยี นได้รว่ มมือและช่วยเหลือกัน
ในการเรียนรู้ โดยแบ่งกลุม่ ผ้เู รียนที่มี ความสามารถตา่ งกันออกเปน็ กลุ่มเล็กๆ ซงึ่ เปน็ ลักษณะการรวมกลุ่ม
อย่างมีโครงสร้างท่ีชัดเจน มกี ารทำงาน รว่ มกนั มีการแลกเปล่ยี นความคดิ เหน็ มีการช่วยเหลือพง่ึ พาอาศยั ซึ่ง
กนั และกัน มคี วามรับผดิ ชอบร่วมกนั ท้ังในสว่ นตนและส่วนรวม

พฤตกิ รรมความกลา้ แสดงออก หมายถงึ กระบวนการในการฝึกพฤติกรรมของบคุ คลให้เป็นผ้กู ล้า
แสดงออกตามความรสู้ ึกนึกคิด และอารมณ์ตา่ งๆ ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพมีเหตุผลและเปน็ ทีย่ อมรบั ของสงั คม
เปน็ การรักษาสทิ ธขิ องตนเองโดยมไิ ด้ละเมดิ สิทธขิ องผู้อนื่ ซึ่งเมอ่ื กระทาหรอื แสดงออกไปแลว้ ไมม่ ีความ
ยากลำบากใจ หรือความวิตกกังวลในการแสดงออก

กรอบแนวความคดิ ในการวจิ ยั

กรอบแนวความคิดได้จากการศกึ ษาแนวคดิ ทฤษฎีและค้นควา้ จากวจิ ัยทเี่ ก่ียวข้อง ประกอบด้วย
แนวคดิ เกยี่ วกับทฤษฎีกระบวนกลมุ่ (Kurt Lewin) แนวคิดเก่ียวกบั การจัดการเรียนการสอน
(ทิศนา แขมมณี,2545, หนา้ 143 -145) และทฤษฎีเกย่ี วกับพฤติกรรมการแสดงออก (กุลวีณ์ เกษมสุข,2559)
โดยผวู้ ิจยั ไดน้ ำมาสังเคราะห์เปน็ กรอบแนวความคดิ การวจิ ยั ตวั แปรต้น คือ รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้
กระบวนการกลมุ่ ตวั แปรตาม คือ การพฒั นาความกล้าแสดงออกในช้นั เรียน ดังนี้

ตัวแปรตน้ ตัวแปรตาม

กรกรูปแบบการเรยี นรูโ้ ดยใช้ การการพฒั นาการกลา้ แสดงออก
กระบวนการกลมุ่ ในชนั้ เรียน

6

บทท2ี่
เอกสารและงานวจิ ัยทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง

ในการวจิ ยั นผี้ วู้ ิจยั ไดศ้ กึ ษาเอกสารและงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง และไดน้ าเสนอไดต้ ามหวั ขอ้
ตอ่ ไปนี้
1. กระบวนการเรยี นรู้แบบกลมุ่ (Kurt Lewin)
2. พฤติกรรมความกลา้ แสดงออก
3. การประเมนิ พฤตกิ รรมความกลา้ แสดงออก
4. หลกั สตู รแกนกลาง
5. งานวจิ ยั ภายในประเทศและต่างประเทศ

1. กระบวนการเรยี นรแู้ บบกลุ่ม(Kurt Lewin)
1.1 ความหมาย
1.2 หลกั การและแนวคดิ ทฤษฎีกระบวนการกล่มุ
1.3 ทฤษฎกี ระบวนการกลุ่มในการเรียนการสอน
1.4 ทฤษฎีหลกั การสอน
1.5 ทฤษฎีการแบ่งประเภทของกลมุ่
1.6 รูปแบบและขัน้ ตอนการสอนแบบกระบวนการกลมุ่

7

2. พฤตกิ รรมความกลา้ แสดงออก
2.1 ความหมาย
2.2 ทฤษฎีพฤตกิ รรมการกลา้ แสดงออก
2.3 ลักษณะของพฤติกรรมการกล้าแสดงออก
2.4 องค์ประกอบของพฤติกรรมการกล้าแสดงออก

3. หลักสูตรแกนกลาง
3.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพ้นื ฐาน พุทธศกั ราช 2551
3.1.1 วิสัยทัศน์
3.1.2 หลักการ
3.1.3 จดุ หมาย
3.1.4 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
3.1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์
3.1.6 กลมุ่ สาระการเรยี นรู้
3.1.7 กลมุ่ สาระการเรยี นร้สู งั คมศึกษา ศาสนา และวัฒนธรรม

4.งานวิจยั ภายในประเทศและตา่ งประเทศ

8

กระบวนการเรียนรแู้ บบกลมุ่ (Kurt Lewin)

เคริร์ท เลวิน (Kurt Lewin) เป็นนักจิตวทิ ยาสังคมและนักวทิ ยาศาสตร์ชาวเยอรมนั โดยเร่มิ
ศึกษาตง้ั แตป่ ระมาณปี ค.ศ 1920 เปน็ ตน้ มา และได้มผี นู้ ำหลกั การของพลังกลุ่มไปใช้ในการพัฒนา
พฤติกรรมการทำงานกลุม่ การพัฒนาบุคลิกภาพและจุดประสงค์อนื่ ๆ วงการ รวมทั้งในวงการศึกษา

ความหมาย
1. อารยี ์ ชูมณี (2559, หน้า 29) ไดใ้ ห้ความหมายของกระบวนการกล่มุ ไว้ว่า หมายถึง
กระบวนการท่สี มาชกิ ภายในกลุ่มมีปฏสิ มั พันธ์กันอยา่ งอิสระ และทุกคนมีบทบาทหน้าท่ีทำกิจกรรม
รว่ มกันอยา่ งต่อเน่ืองซึ่งกิจกรรมนั้นเป็นชุดของกิจกรรมทที่ ำใหก้ ลมุ่ ไดผ้ ลงานอนั เดยี วกันและจากการ
ทไ่ี ดผ้ ลงานนัน้ ทำให้สมาชิกทุกคนได้รับความรู้ความเข้าใจเกิดทกั ษะคล้ายกัน และมคี วามรสู้ ึกทีด่ ตี ่อ
สมาชกิ ภายในกลุ่มดว้ ย
2. นันทวรรณ แก้วโชติ (2560) ได้กล่าววา่ วิธสี อนแบบแบ่งกลมุ่ ทำกิจกรรม หมายถงึ วิธจี ัด
กระบวนการเรยี นรู้ทผ่ี สู้ อนมอบหมายให้ผเู้ รียนทำงานรว่ มกนั เป็นกลุ่ม ชว่ ยกันค้นคว้าหรอื ทำกจิ กรรม
ทไี่ ด้รับมอบหมายใหส้ ำเรจ็ เพ่ือช่วยให้เกิดความเขา้ ใจในบทเรยี นย่งิ ขึน้ ผเู้ รียนจะเกดิ การเรยี นรู้ได้ดี
เพราะได้ลงมือปฏิบตั ิดว้ ยตนเอง
3. สมเกียรติ ศรีรงุ่ เรอื ง(2555: 68) ไดก้ ลา่ วา่ การจัดกจิ กรรมการเรยี นรเู้ พื่อใหน้ ักเรียน
แสดงออกในความร่วมมือในการปฏิบัตกิ ิจกรรมเป็นกลมุ่ นักเรยี นมสี ่วนร่วมในความสำเร็จของการ
ดำเนนิ งานของกลุ่ม การวิจยั คร้ังนีผ้ ู้วจิ ยั ไดจ้ ดั กจิ กรรมการเรียนรู้รปู แบบซปิ ปาเพือ่ พัฒนาทักษะ
กระบวนการกล่มุ 5 ดา้ น คือ ด้านการมีสว่ นรว่ มในการวางแผน การปฏิบัตงิ าน ดา้ นความรับผิดชอบ
และใหค้ วามร่วมมอื ในการปฏิบัตงิ าน ด้านการอภปิ รายและรว่ มแสดง ความคิดเห็นในกลุ่ม ด้านความ
ต้ังใจเอา ใจใสแ่ ละความสำเร็จของงานและดา้ นการสรปุ องคค์ วามร้แู ละเสนองานกลุม่ ทักษะ
กระบวนการกลมุ่ ของนักเรยี นวัดไดโ้ ดยใชแ้ บบประเมินทกั ษะกระบวนการกลุ่มซึ่งเป็นแบบมาตราส่วน
ประมาณค่า 5 ระดบั

9

4. ฮเู บิร์ด (Hubert, 1959 : 10, อ้างถึงใน รัชนี ศลิ ปศ์ ร 2542 : 34) ได้ให้ความหมายของ
กระบวนการกล่มุ ว่า แรงผลกั ดันที่เกดิ จากบุคคลตงั้ แต่สองคนขน้ึ ไปมารวมตวั กนั โดยมีความสมั พนั ธ์มี
การส่อื สาร และมีการปรับตวั เขา้ หากัน ซึง่ กอ่ ใหเ้ กิดพลงั ขึ้นในกลุม่ ขนาดของพลังทจ่ี ะเกิดมากหรือ
นอ้ ยตา่ งกนั ออกไป ตามสภาพการณ์ของแตล่ ะกลมุ่ โดยมีผู้เรียนตอ้ งเข้าไปมีส่วนรว่ มในประสบการณ์
ทีผ่ สู้ อนจัดขึ้น และวเิ คราะห์ประสบการณจ์ ากการเรยี นการสอน

5. จอนหส์ นั และคณะ (Johnson, Johnson and Holubec, อา้ งถงึ ใน วชิรา เลา่ เรียนดี,
2545:25) กระบวนการกลุม่ หรอื การปฏบิ ตั งิ านกล่มุ หรือกระบวนการกลมุ่ เปน็ องคป์ ระกอบทสี่ ำคญั
ของการเรยี นแบบร่วมมือกันองค์ประกอบหน่งึ กระบวนการจะปรากฏเม่ือสมาชิกร่วมกนั อภปิ ราย จน
บรรลุผลสำเรจ็ ตามเป้าหมายกลมุ่ โดยทส่ี มาชกิ ทุกคนมีความสัมพันธท์ ่ดี ีต่อกัน การทำงานร่วมกนั ทำ
ใหง้ านสำเรจ็ ตามเป้าหมายและเปน็ กระบวนการเรยี นร้อู ย่างตอ่ เนื่องทำใหเ้ กิดประสทิ ธิภาพของ
สมาชกิ และบุคคลภายในกลุ่ม

สรปุ กระบวนการกล่มุ หมายถึง ข้ันตอน วธิ ีการ พฤติกรรมและปฏสิ มั พันธต์ ่างๆทเ่ี กิดขน้ึ ใน
การทำงานกลมุ่ ซ่งึ จะชว่ ยใหก้ ลุ่มดำเนินงานไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพ จนบรรลตุ ามเป้าหมาย ไดผ้ ลงาน
ทด่ี ีมีความรสู้ ึกและความสมั พันธท์ ่ีดตี อ่ กัน

หลักการและแนวคดิ ทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องกระบวนการกลุ่ม

1. เยาวพา เดชะคุปด์ (2517, หน้า 34) กล่าววา่ ควรเป็นกลุ่มขนาดเล็ก ประมาณ 5-15 คน
จะช่วยใหก้ ารทำงานหรือการเรียนประสบผลดี โดยคมเพชร ฉตั รศภุ กุล (2530, หนา้ 26) กล่าว
เพมิ่ เติมวา่ ขนาดของกลุ่มเป็นปัจจยั สำคัญ กลมุ่ ที่มีขนาดแตกต่างกัน จะทำใหก้ ระสวน การ
ปฏสิ ัมพันธ์แตกต่างกันไปด้วย ขนาดของกลุม่ ไม่ควรเกินสบิ ห้าคน จะใหญเ่ ธอได้ขึน้ อยู่กบั ความจำเปน็
ของสถานการณ์ และจดุ มุ่งหมายของกลุ่ม

2. การศกึ ษาเก่ียวกบกระบวนการกลุ่มจำเป็นจะต้องศึกษาถึงทฤษฏีด้วย ซึง่ ทฤษฎเี ก่ียวกับ
กระบวนการกลุ่มน้ี สคุ นธส์ นิ ธพานนท์และคณะ (2545, หน้า 81- 82) ได้รวบรวมและเรียบเรียง
ทฤษฎเี กย่ี วกบกลุ่มสัมพันธไ์ ว้หลายประการดว้ ยกัน คอื

2.1 ทฤษฎีสนาม (Field Theory) ของเคริ ์ท เลวิน (Kurt Lewin) ทฤษฎนี ้มี แี นวคิด
ทสี่ ำคญั

สรปุ ได้ดงั นี้คือ

10

2.1.1 พฤติกรรมจะเปน็ ผลมาจากพลงั ความสมั พันธ์ของสมาชิกในกลมุ่

2.1.2 โครงสร้างของกลุ่มจะเกดิ การรวมกลมุ่ ของบุคคลทีม่ ีลักษณะแตกตา่ ง
กัน

2.1.3 การรวมกลมุ่ แตล่ ะครัง้ จะต้องมปี ฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งสมาชกิ ในกล่มุ

โดยเป็น

ปฏิสัมพนั ธ์ในรูปการณ์กระทำ (Act) ความรู้สึก (Feel) และความคิด (Thought)

2.1.4 องค์ประกอบต่าง ๆ ดงั กลา่ วไวใ้ นข้อ1-3 จะก่อใหเ้ กิดโครงสร้างของ
กลมุ่ แตล่ ะครั้ง ซึ่งมลี ักษณะแตกต่างกันออกไปตามลักษณะของสมาชิกในกลุ่ม

2.1.5 สมาชกิ ในกลมุ่ จะมกี ารปรับตวั เข้าหากัน และพยายามช่วยกนทำงาน
ซ่งึ การที่บุคคลพยายามปรับบุคลกิ ภาพของตนทมี่ ีความแตกตา่ งกันน้ีจะก่อใหเ้ กดิ ความเป็นอันหนึง่ อนั
เดียวกนั และทำใหเ้ กิดพลงั หรือแรงผลักดนั ของกลุม่ ท่ีทำให้การทำงานเปน็ ไปได้ด้วยดี

2.2 ทฤษฎปี ฏสิ มั พันธ์ (Interaction Theory) ของ เบลล์ (Bales) โฮมาน
(Homans)

และไวท์ (Whyte) แนวคดิ พนื้ ฐานของทฤษฎีนค้ี ือ

2.2.1 ปฏิสมั พันธท์ างรา่ งกาย (Physical Interaction)

2.2.2 ปฏสิ ัมพนั ธท์ างวาจา (Verbal Interaction)

2.2.3 ปฏิสมั พันธท์ างจิตใจ (Emotional Interaction)

กิจกรรมต่าง ๆ ที่กระทำผ่านการมีปฏิสมั พันธ์นจ้ี ะก่อใหเ้ กิดอารมณ์ความรสู้ ึก(Sentiment)ขึน้

2.3 ทฤษฎีระบบ (System Theory) ทฤษฎนี มี้ ีแนวคิดสำคัญ คอื

2.3.1 กล่มุ จะประกอบด้วยโครงสร้างหรอื ระบบ ซึ่งจะมีการแสดงบทบาท

และการกำหนดตำแหน่งหน้าที่ของสมาชกิ อันถือว่าเปน็ การลงทุน (Input) เพ่ือใหไ้ ดผ้ ลลพั ธ์
(Output)

อย่างใดอย่างหนึง่

11

2.3.2 การแสดงบทบาทตำแหนง่ หนา้ ท่ีของสมาชกิ จะกระทำได้
โดยการสื่อสารระหว่างกนั (Communication) และจากการเปิดเผยตวั เองในกลุ่ม (Open System)

2.4. ทฤษฎีสังคมมิติ (Sociometric Orientation) ของโมเรโน ทฤษฏีน้ี มีแนวคิดที่
สำคัญ
ดังต่อไปน้ี

2.4.1 การกระทำและจริยธรรมหรอื ขอบเขตการกระทำของกลมุ่ จะเกิด
ความสัมพนั ธร์ ะหวางสมาชิกในกลุม่ ซงึ่ จะศกึ ษาไดโ้ ดยใหส้ มาชกิ เลอื กสัมพนั ธท์ างสังคมระหว่างกนั

2.4.2 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาความสมั พนั ธ์คือ การแสดงบทบาทจำลอง
(RolePlaying) หรอื การใชเ้ ครอ่ื งมือวัดการเลอื กทางสงั คม (Goniometric Test)

2.5 ทฤษฎีจิตวเิ คราะห์ (Psychoanalytic Orientation) ของ ซกิ มนั ต์ ฟรอยด์
(Sigmund Freud) ทฤษฎนี ีม้ ีแนวคดิ ทส่ี ำคญั คอื

2.5.1 เมอื่ บคุ คลอย่รู ว่ มกนเป็นกลุ่มจะต้องอาศัยความจูงใจ
(Motivation Process) ซ่งึ อาจเปน็ รางวลั หรอื ผลจากการทำงานในกลมุ่

2.5.2 ในการรวมกลมุ่ บคุ คลจะมโี อกาสแสดงตนอยางเปดิ เผย หรือ
พยายามป้องกัน
ปดิ บังตนเอง โดยวธิ ีตา่ ง ๆ (Defense Mechanism) การใชแ้ นวคิดน้ใี นการวเิ คราะห์กลุ่มโดยให้
บคุ คลแสดงออกตามความเป็นจรงิ โดยใช้วธิ กี ารบำบัดทางจิต (Therapy) กจ็ ะชว่ ยให้สมาชกิ เกดิ
ความเขา้ ใจตนเองและผู้อ่นื ได้ดยี งิ ข้ึน
2.6 ทฤษฎีจติ วิทยาทวั่ ไป (General Psychology) ทฤษฎีนมี้ ีแนวคิดวา่ การใช้หลัก
จิตวิทยา
ตา่ ง ๆ เกี่ยวกบั การรับรู้ การเรยี นรู้ ความคดิ ความเขา้ ใจ การใหแ้ รงจูงใจ ฯลฯ จะชว่ ยให้เข้าใจ
พฤติกรรมของบุคคลในแง่การรวบรวมข้อมูล

12

3. ทฤษฎีกระบวนการกลุ่ม ทฤษฎกี ระบวนการกล่มุ เป็นวิทยาการที่ศึกษาเก่ยี วกับกลมุ่ คน
เพือ่ นำความรู้ ไปใช้ในการปรับเปล่ียนเจตคตแิ ละพฤติกรรมของคนซงึ่ จะนำไปสู่การเสริมสร้าง
ความสัมพนั ธ์และการพฒั นาการ ทำงานของกลุ่มคนใหม้ ีประสทิ ธิภาพเพื่อนำหลกั การของพลงั กลุม่ ไป
ใชใ้ นการพฒั นาพฤตกิ รรมการทำงานกลุ่ม การพัฒนาบุคลิกภาพและจุดประสงค์อื่น ๆ ในวงการตา่ ง
ๆ รวมทั้งในวงการศึกษาดว้ ย กระบวนการกลุม่ เป็นเร่ือง ท่ีเกีย่ วข้องกบั ศาสตรด์ ้านสังคมวิทยา นกั
สงั คมวทิ ยาในปจั จบุ ันได้พยายามศึกษาและนำความร้ใู นเรื่องกลุ่มสัมพันธ์ มาใชใ้ ห้เกิดประโยชน์
ความหมายของกระบวนการกลุ่ม คอื ความรู้และหลักการตา่ ง ๆ ทอ่ี ธิบายถึงพฤติกรรมของ กลุ่ม (ทศิ
นา แขมมณ,ี 2550) และเป็นศาสตรห์ น่ึงที่ศึกษาเกยี่ วกับพฤตกิ รรมของกลมุ่ จะอธิบายถึงการ
เปลยี่ นแปลงภายในกลุม่ พลังหรือสภาพการณต์ า่ ง ๆ ท่ีมอี ิทธพิ ลตอ่ กลมุ่ เปน็ ส่วนรวม รวมถึง
พฤติกรรมของบคุ คล ในกลุ่มทีถ่ ูกกล่อมเกลาจากประสบการณ์ของกล่มุ สามารถสรุปสาระสำคัญของ
กระบวนการกลมุ่ ได้ดงั นี้

3.1 กระบวนการกลุม่ เปน็ ศาสตรห์ น่ึงท่ีศกึ ษาเกย่ี วกับพฤติกรรมของกลุ่ม สามารถ
อธิบายถงึ

การ เปล่ยี นแปลงภายในกลมุ่ สภาพการณต์ า่ ง ๆ ทีม่ ีอทิ ธิพลตอ่ กลุม่ เปน็ ส่วนรวม รวมถึงพฤติกรรม
ของบุคคลภายใน กลุ่มทีถ่ ูกกลอ่ มเกลาจากประสบการณ์ของกลมุ่ ชว่ ยให้ผู้เรียนเข้าใจกระบวนการของ
การทำงานรว่ มกันในกลุ่มได้

3.2 สามารถแบง่ กลมุ่ ออกได้หลายรูปแบบ เช่น ยึดความสมั พันธข์ องสมาชิกในกลมุ่
ยดึ

จดุ มงุ่ หมาย ของการจดั กลุ่ม เชน่ กลุ่มทางสงั คม กล่มุ ทางจิตวทิ ยา ยึดความรู้สกึ ของสมาชิก ยึด
ลกั ษณะการจัดระบบ ยึดความ สนใจของสมาชกิ เปน็ ต้น

3.3 บุคคลทมี่ ารวมกลมุ่ กนั ย่อมมีบทบาทและหนา้ ท่ใี นกลุ่มแตกต่างกันออกไป เช่น
ผนู้ ำ

สมาชิก เลขานกุ าร ผสู้ งั เกตการณ์ ผใู้ หค้ ำปรกึ ษาแนะนำ ในการปฏิบัตงิ านของกลุม่ อาจมปี ญั หาตา่ ง
ๆ เกดิ ขน้ึ สมาชิกใน กลุ่มจะต้องรว่ มกันแก้ปัญหาเหล่าน้นั ให้ลุล่วงไปด้วยดี (ลักษณสภุ า บงั บางพลู,
2554, หนา้ 6-7)

13

4. แนวคดิ พน้ื ฐานของกระบวนการกลุ่มกค็ ือ แนวคดิ ในทฤษฎีภาคสนาน ของเคริ ์ท เลวนิ ท่ี
กลา่ วโดยสรุปไวด้ งั นี้

4.1. พฤตกิ รรมของบคุ คลเป็นผลมาจากความสัมพนั ธข์ องสมาชิกในกลมุ่
4.2 โครงสรา้ งของกลุ่มจะเกดิ จากการร่วมกลุ่มของบคุ คลท่ีมีลักษณะแตกต่างกนั
และจะมี
ลกั ษณะแตกตา่ งกันออกไปตามลักษณะของสมาชกิ กลมุ่
4.3 การรวมกลุ่มจะเกิดปฏสิ ัมพนั ธร์ ะหว่างสมาชิกในกลุ่มในด้านการกระทำ
ความรสู้ ึก
และความคิด
4.4 สมาชกิ กลมุ่ จะมกี ารปรับตัวเขา้ หากันและจะพยายามช่วยกันทำงานโดยอาศัย
ความสามารถของแตล่ ะบุคคลซง่ึ จะทำให้การปฏิบตั ิงานลุล่วงไปได้ตามเป้าหมายของกลมุ่
สรปุ ไดว้ ่า พฤติกรรมของสมาชกิ ในกลุ่มท่ีมปี ฏสิ ัมพันธต์ ่อกันยอมก่อใหเ้ กิดผลในการ
เปล่ียนแปลงของท้ังตัวบุคคลและกล่มุ โดยอาศัยกจิ กรรมต่างๆ เปน็ ตวั กาหนด แล้วจะทำใหเ้ กดิ ผล
งานทท่ี ำใหส้ มาชิกแตล่ ะคนมองเห็นคุณค่าของผลงานที่ได้ทำรว่ มกันมา
ทฤษฎีกระบวนการกลมุ่ ในการเรยี นการสอน
1. ทศิ นา แขมมณี(2545, หนา้ 142) ไดศ้ ึกษาและคดิ ค้น พร้อมทง้ั ใหค้ วามหมาย
ของทฤษฎี
กระบวนการกลุ่มในการสอนว่าเป็นการสอนที่เน้น หรือให้ความสนใจเปน็ พิเศษในเร่ือง ของพฤตกิ รรม
ของคนทีม่ ีผลกระทบต่อกันและกันโดยครผู ้สู อนพยายามจัดกิจกรรมการเรยี นการสอนใหเ้ ป็นไปตาม
หลกั การเรียนรขู้ องทฤษฏกี ระบวนการกลุม่ ดงั น้ี

1.1 การเรียนรู้เปน็ กระบวนการที่ตน่ื ตัวมชี วี ิตชวี า (Active Leaning) การ
เรียนรู้จะเกดิ ขน้ึ ไดด้ ีเมื่อผ้เู รยี นมบี ทบาทรบั ผดิ ชอบต่อการเรยี นรขู้ องตนและมีส่วนร่วมในกจิ กรรมการ
เรียนของตน

14

1.2 การเรียนร้เู กดิ ขึน้ ได้จากแหล่งตา่ ง ๆ มิใชจ่ ากแหล่งใดแหล่งหน่งึ เพียง
แหล่ง
เดียวประสบการณ์ความรูส้ ึกนึกคิดของแตล่ ะบุคคลถือว่าเป็นแหล่งการเรยี นรทู้ สี่ ำคัญ

1.3 การเรียนรูท้ ่ดี ีจะต้องเปน็ การเรยี นรู้ที่เกดิ จากความเขา้ ใจ การเรยี นรู้ท่ี
ดีจะต้องชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นเกิดความเข้าใจ และสามารถใช้การเรียนรูน้ ้ันใหเ้ ป็นประโยชนไ์ ด้การเรยี นรู้ท่ี
ผเู้ รียนเปน็ ผ้คู ้นพบด้วยตนเองมีสว่ นช่วยใหผ้ ู้เรียนเกิดความเข้าใจลึกซึ้งและจดจำได้ดี

1.4 การเรียนรู้กระบวนการมีความสำคัญ กระบวนการเป็นเครอ่ื งมือในการ
แสวงหาความร้แู ละคำตอบตา่ ง ๆ ท่ีตนตอ้ งการ ผลงานต่าง ๆ จะมปี ระสทิ ธภิ าพมากน้อยเพียงใด
ขึ้นกับกระบวนการเปน็ สำคัญดังน้นั การเรียนรู้ทีด่ จี งึ ต้องเน้นกระบวนการด้วย

1.5 การเรียนรทู้ มี่ คี วามหมายต่อผเู้ รียน คอื การเรยี นร้ทู ่ีสามารถนาไปใชใ้ น
ชีวิตประจำวนั ได้การชว่ ยใหผ้ ู้เรยี นไดใ้ ช้ความรู้ จะช่วยใหผ้ ู้เรยี นเกิดความเขา้ ใจในสิ่งนั้นมากขน้ึ และ
เกดิ ความรเู้ พิ่มขึ้น

สรปุ ได้ว่า หลกั การเรียนรูต้ ามทฤษฎกี ลุ่มสัมพนั ธเ์ น้นการเรียนรทู้ เ่ี กดิ จากความเข้าใจมี
กระบวนการเรียนรู้ทีใ่ ชใ้ นการแสวงหาความรตู้ ามท่ีตนตอ้ งการและการเรยี นรู้ต้องเกดิ จากแหล่ง
เรยี นรูอ้ ย่างหลากหลายโดยผเู้ รียนมสี ่วนรว่ มในกจิ กรรมการเรยี นของตนเองสามารถทำให้เกดิ ความรู้
เพ่ิมมากขนึ้

ทฤษฎีหลักการสอน
1. ทศิ นา แขมมณ(ี 2545, หน้า 143 -145) กล่าวถงึ หลักการสอนแบบกระบวนการกลมุ่ ไว้ว่า
ความเชอื่ ในหลกั การเรยี นรู้ดังกลา่ วสะท้อนไปสหู่ ลักการสอนทใี่ ชใ้ นการสอนเรอ่ื งกระบวนการ
กลมุ่ โดยทั่ว ๆ ไป ซ่งึ มลี ักษณะ ดงั นี้

1.1 ยดึ ผูเ้ รยี นเปน็ ศูนยก์ ลาง โดยให้ผู้เรยี นมีโอกาสเขา้ ร่วมในกจิ กรรมการเรยี นอยาง
ทว่ั ถึง
และมากท่ีสุดเท่าท่จี ะทำได้(Active Participation) การที่ผู้เรียนมีบทบาทเป็นผู้กระทำรับผดิ ชอบ
ตอ่ การเรียนรู้ของตน จะช่วยใหผ้ ู้เรียนเกิดความพรอ้ มและความกระตือรอื ร้นทีจ่ ะเรียนและเรียน

15

อย่างมีชวี ติ ชวี า
1.2 ยึดกลมุ่ เปน็ แหลง่ ความรู้ที่สำคญั โดยใหผ้ ู้เรยี นมีโอกาสปฏสิ ัมพนั ธ์กนในกลุ่มได้

พูดคยุ ปรึกษาหารือแลกเปลย่ี นความคิดเหน็ และประสบการณ์ซง่ึ กันและกนั (Group Interaction)
ข้อมลู ตา่ ง ๆ เหลา่ นี้จะช่วยใหผ้ ู้เรียนเกิดการเรยี นรูเ้ กย่ี วกับพฤติกรรมของตนเองและผ้อู ่ืน และ
เรียนรทู้ ี่จะปรบั ตัวใหส้ ามารถอยู่และทำงานร่วมกบั ผู้อน่ื ได้ดี รวมท้ังชว่ ยให้ผเู้ รยี นได้ร้ขู อ้ มลู และ
ทศั นะที่กว้างและหลากหลาย

1.3 ยดึ การค้นพบด้วยตนเองเปน็ วิธีการสำคัญในการเรียนรู้ โดยครู พยายามจดั
ประสบการณ์เรียนรู้ทส่ี ่งเสรมิ ใหผ้ ้เู รยี นไดค้ ้นหาและคน้ พบคำตอบด้วยตนเอง (Experiential
Learning) ทั้งน้เี พราะการคน้ หาและคน้ พบความจรงิ ใด ๆ จากประสบการณ์ด้วยตนเองนั้น ผเู้ รยี น
มักจะจดจำได้ดีและมีความหมายโดยตรงต่อผเู้ รียนและมผี ลก่อใหเ้ กิดการเปลย่ี นแปลงพฤติกรรม

1.4 เน้นกระบวนการ (Process Oriented) โดยการส่งเสรมิ ใหผ้ เู้ รยี นได้คดิ
วิเคราะหถ์ ึง
กระบวนการกลุ่มและกระบวนการตา่ ง ๆ ท่ที ำใหเ้ กิดผลงาน มใิ ช่มุ่งพจิ ารณาถึงผลงานแตเ่ พยี งอย่าง
เดยี ว ท้งั นเี้ พราะประสทิ ธิภาพของผลงานขึน้ อยู่กับประสิทธภิ าพของกระบวนการด้วย ดงั น้ันการ
เรียนร้กู ระบวนการ จึงเป็นส่งิ จำเปน็ ทีจ่ ะชว่ ยใหผ้ ลงานดขี ึ้น

1.5 เนน้ การนำความรู้ไปใช้ในชวี ติ ประจ าวนั (Application of knowledge)
โดยให้ผเู้ รียนมีโอกาส คดิ หาแนวทางท่จี ะน าความรคู้ วามเข้าใจไปใช้ในชวี ติ ประจ าวนั ครูพยายาม
ส่งเสริมให้
เกดิ การปฏิบัตจิ ริงเพ่ือช่วยให้ผู้เรยี นเกดิ ความเขา้ ใจส่ิงที่เรยี นลกึ ซึ้งขนึ้ และเกดิ การเรียนรู้เพิ่มข้ึน
จากหลกั การสอนเร่ืองกระบวนการกลุ่ม และหลกั การเรียนรแู้ ละการสอนท่ีเน้นกระบวนการกลมุ่
เราสามารถนาความรู้ โดยอาศัยวิธีสอนแบบต่าง ๆ เขา้ ช่วย กล่าวคือ เมื่อครูจะจัดกจิ กรรม
การเรียนการสอนกต็ ้องต้ังแนวใหแ้ ก่ตนเองว่า

16

2. รปู แบบการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม รปู แบบการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม
(คณะกรรมการศึกษาแหง่ ชาติ สำนกั งาน 2540 ) มขี ้นั ตอนดงั น้ี

2.1 ตัง้ จดุ มุ่งหมายของการเรียนการสอน ท้ังจดุ ม่งุ หมายท่ัวไปและจุดมุ่งหมายเชงิ
พฤติกรรม

2.2 การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้ โดยเน้นใหผ้ เู้ รยี นลงมอื ประกอบกจิ กรรมดว้ ย
ตนเอง

และมีการเพื่อทำงานเปน็ กลมุ่ เพ่อื ให้มปี ระสบการณ์ในการทำงานกลุ่ม ซึ่งมขี นั้ ตอนดังนี้

2.2.1 ขัน้ นำ เปน็ การสร้างบรรยากาศและสมาธขิ องผู้เรยี นให้มคี วามพร้อม
ในการ

เรียนการสอน การจดั สถานท่ี การแบ่งนักเรียนออกเปน็ กลมุ่ ย่อย แนะนำวิธดี ำเนินการสอน กติกา
หรอื กฎเกณฑ์การทำงาน ระยะเวลาการทำงาน

2.2.2 ขั้นสอน เป็นขัน้ ที่ครูลงมอื สอนโดยใหน้ ักเรยี นลงมือปฏิบตั ิกจิ กรรม
เปน็ กลมุ่ ๆ

เพอ่ื ใหเ้ กดิ ประสบการณ์ตรง โดยทีก่ จิ กรรมต่าง ๆ จะตอ้ งคัดเลือกให้เหมาะสมกบั เนื้อเร่ืองในบทเรียน
เช่นกจิ กรรม เกมและเพลง บทบาทสมมติ สถานการณจ์ ำลอง การอภิปรายกลมุ่ เป็นต้น

2.2.3 ขน้ั วเิ คราะห์ เม่ือดำเนินการจดั ประสบการณ์เรียนรู้แล้ว จะให้
นักเรียน

วิเคราะห์และแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับพฤติกรรมต่าง ๆ ความสัมพนั ธ์กันในกลุม่ ตลอดจนความ
ร่วมมือในการทำงานรว่ มกนั โดยวิเคราะหป์ ระสบการณ์ที่ได้รบั จาการทำงานกลมุ่ ให้คนอ่ืนได้รบั รู้ เปน็
การถา่ ยทอดประสบการณก์ ารเรยี นรูข้ องกันแนะกนั ขน้ั วิเคราะห์จะช่วยใหผ้ ู้เรยี นเข้าใจตนเอง เขา้ ใจ
ผอู้ น่ื และมองเห็นปัญหาและวิธกี ารทำงานทเ่ี หมาะสม เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรุงการทำงาน
เปน็ การถา่ ยโอนประสบการณ์การเรยี นที่ดี จะช่วยให้ผู้เรียนสามารถคน้ แนวคดิ ทต่ี ้องการดว้ ยตนเอง
เปน็ การขยายประสบการณก์ ารเรยี นรใู้ หถ้ กู ต้องเหมาะสม

2.2.4 ขัน้ สรปุ และนำหลักการไปประยุกต์ใช้ นักเรียนสรปุ รวบรวม
ความคดิ ใหเ้ ป็น

17

หมวดหมู่ โดยครูกระตุน้ ให้แนวทางและหาข้อสรุป จากนน้ั นำข้อสรปุ ที่คน้ พบจากเน้ือหาวิชาทเ่ี รียนไป
ประยกุ ตใ์ ช้ให้เขา้ กับตนเองและนำหลกั การทีไ่ ด้ไปใช้เพอ่ื การปรับปรงุ ตนเอง ประยุกต์ใชใ้ ห้เขา้ กบั คน
อ่นื ประยุกตเ์ พ่ือแก้ปญั หาและสรา้ งสรรคส์ งิ่ ทีเ่ กิดประโยชน์ตอ่ สงั คม ชมุ ชน และดำรงชวี ติ ประจำวัน
เช่น การปรับปรงุ บุคลกิ ภาพ เกิดความเหน็ อกเห็นใจ เคารพสิทธขิ องผู้อื่น แก้ปญั หา ประดิษฐส์ ่งิ ใหม่
เป็นตน้

2.2.5 ขั้นประเมนิ ผล เป็นการประเมนิ ผลว่า ผู้เรยี นบรรลุผลตาม
จดุ มุ่งหมาย

มากน้อย เพียงใด โดยจะประเมินทง้ั ด้านเน้ือหาวชิ าและด้านกลมุ่ มนษุ ย์ สัมพนั ธ์ ไดแ้ ก่ ประเมินด้าน
มนษุ ย์สัมพนั ธ์ ผลสัมฤทธ์ิของกลมุ่ เช่น ผลการทำงาน ความสามคั คี คุณธรรมหรือค่านยิ มของกลุ่ม
ประเมินความสัมพนั ธ์ในกลมุ่ จากการให้สมาชกิ ตชิ มหรอื วิจารณแ์ ก่กนั โดยปราศจากอคติ จะทำให้
ผู้เรยี นสามารถประเมนิ ตนเองไดแ้ ละจะทำผสู้ อนเข้าใจนักเรียนได้ อนั จะทำใหผ้ เู้ รียนผู้สอนเข้าใจ
ปัญหาซง่ึ กันและกันอนั จะเป็นหนทางในการนำไปพิจารณาแก้ปญั หาและจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้
ให้แก่นกั เรียน

สรปุ ไดว้ ่า การสอนต้องเน้นผู้เรยี นเปน็ สำคญั แหล่งความรูเ้ กดิ จากผเู้ รยี นทุกคนครูจดั
ประสบการณ์ให้ผเู้ รียนสามารถคน้ หาคำตอบดว้ ยตนเองโดยใช้กระบวนการคิด กระบวนการกลุม่ และ
สามารถนำไปใชใ้ นชีวิตประจำวันไดโ้ ดยสามารถจัดการสอนดว้ ยวิธกี ารสอนแบบตา่ ง ๆ

ทฤษฎกี ารแบ่งประเภทของกลุ่ม

1. พงษ์พนั ธ์ พงษ์โสภา (2542, หน้า 7) ไดแ้ บ่งกลมุ่ ออกเป็น 2 ประเภท คือ

1.1 กลุ่มปฐมภูมิ (Primary group) กลุม่ ปฐมภูมินีน้ ับเป็นส่วนสำคัญเบือ้ งต้นของ
การจดั

ระเบยี บทางสังคม ลักษณะท่ีสำคัญของกลมุ่ ปฐมภมู ิคือ ความใกล้ชดิ สนิทสนมระหว่างสมาชกิ

อกี ทัง้ สัมพนั ธภาพทม่ี ีคุณคา่ และทศั นคติทสี่ มาชกิ แสดงออกร่วมกัน ตลอดถึงคำนิยมทเ่ี กิดข้ึนจาก

ประสบการณ์ท่ีสมาชกิ ทำกจิ กรรมรว่ มกัน เช่น กลมุ่ พน่ี ้องในวงศาคณาญาติเดยี วกัน เป็นต้น

1.2 กลุ่มทตุ ิยภมู ิ (Secondary group) กล่มุ ประเภทนีห้ มายถึงกลุม่ ต่างๆในสังคมที่
ไมม่ ี

18

ลกั ษณะของกลุ่มปฐมภมู ิ โดยทั่วไปแลว้ กลุ่มทุตยิ ภูมิจะมีลักษณะเป็นกลมุ่ ใหญ่ จัดตัง้ ขึ้นเพ่ือ
วตั ถปุ ระสงคเ์ ฉพาะมีการกำหนดหนา้ ท่ี มอบหมายความรบั ผดิ ชอบ และความสมั พันธอ์ นั เปน็ ที่
คาดหมายของแตล่ ะบุคคลในกลมุ่ เช่น กลุ่มอนุรักษว์ ัฒนธรรมไทย เปน็ ตน้

2. การแบ่งกล่มุ เพ่ือใหน้ กั เรียนปฏบิ ตั งิ านร่วมกันนน้ั ผสู้ อนอาจจะแบ่งกลมุ่ โดยคำนงึ ถงึ
วัตถุประสงค์การจัดการเรยี นการสอน (คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ สำนกั งาน 2534 :
230) เชน่

2.1 แบ่งกลุม่ ตามเพศ ใช้ในกรณคี รมุ วี ตั ถปุ ระสงค์ทชี่ ี้เฉพาะลงไป เช่น ต้องการ
สำรวจความ
ระหว่างเพศหญงิ และชาย ในดา้ นตา่ ง ๆ เช่น ทศั นคติ ค่านิยม ฯลฯ

2.2 แบง่ ตามความสามารถ ใชใ้ นกรณีที่ครูมีภาระงานมอบหมายให้แต่ละกล่มุ
แตกต่างไปตาม
ความสามรถ หรือตอ้ งการศึกษาความแตกตา่ งในการทำงานระหว่างกลุ่มที่มคี วามสามารถสูงและต่ำ

2.3 แบง่ ตามความถนัด โดยแบง่ กลุ่มที่มคี วามถนดั เรอื่ งเดยี วกนั ไวด้ ว้ ยกนั
2.4 แบ่งกลุ่มตามความสมัครใจ โดยใหส้ มาชิกเลอื กเข้ากลุม่ ดับคนท่ีตนเองพอใจ ซ่ึง
ครูทำได้
แต่ไม่ควรใช้บอ่ ยนักเพราะจะทำให้นักเรยี นขาดประสบการณใ์ นการทำงานกับบคุ คลท่ีหลายหลาย
2.5 แบง่ กลุ่มแบบเจาะจง ครเู จาะจงให้เด็กบางคนอยูใ่ นกลุ่มเดยี วกนั เช่น ให้เดก็
เรียนเกง่ กับ
เดก็ ทเ่ี รยี นอ่อนเพื่อใหเ้ ด็กเรียนเกง่ ช่วยเด็กทเี่ รยี นอ่อน หรือใหเ้ ดก็ ปรบั ตัวเขา้ หากนั
2.6 แบ่งกลุม่ โดยการสุ่ม ไมเ่ ป็นการเจาะจงวา่ ให้ใครอย่ใู ครกบั ใคร
2.7 แบง่ กลมุ่ ตามประสบการณ์ คือ การรวมกลมุ่ โดยโดยพิจารณาเด็กท่ีมี
ประสบการณ์
คล้ายคลงึ กันมาอยดู่ ว้ ยกันเพ่ือประโยชนใ์ นการช่วยกันวิเคราะหห์ รอื แก้ปญั หาใดปัญหาหน่ึง
โดยเฉพาะ

19

รูปแบบและขนั้ ตอนการสอนแบบกระบวนการกลุ่ม
รูปแบบการสอนแบบกระบวนการกลมุ่ (คณะกรรมการศึกษาแหง่ ชาติ สำนกั งาน 2540 ) มี
ดังนี้
1.ตั้งจุดม่งุ หมายของการเรียนการสอน ท้ังจุดม่งุ หมายท่วั ไปและจดุ มงุ่ หมายเชิงพฤตกิ รรม
2.การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ โดยเน้นใหผ้ ูเ้ รียนลงมอื ประกอบกิจกรรมดว้ ยตนเองและมี
การเพ่ือทำงานเป็นกลมุ่ เพ่ือให้มปี ระสบการณ์ในการทำงานกลุ่ม ซงึ่ มีข้ันตอนดังน้ี

2.1. ขนั้ นำ เปน็ การสร้างบรรยากาศและสมาธขิ องผู้เรียนใหม้ คี วามพร้อมในการ
เรยี นการสอน การจัดสถานที่ การแบง่ นักเรียนออกเปน็ กลมุ่ ยอ่ ย แนะนำวิธดี ำเนินการสอน กติกา
หรอื กฎเกณฑก์ ารทำงาน ระยะเวลาการทำงาน

2.2. ขัน้ สอน เป็นขนั้ ทีค่ รูลงมือสอนโดยให้นักเรยี นลงมอื ปฏบิ ัตกิ ิจกรรมเปน็ กลมุ่ ๆ
เพื่อให้เกดิ ประสบการณต์ รง โดยทกี่ จิ กรรมตา่ ง ๆ จะต้องคัดเลอื กให้เหมาะสมกับเนื้อเร่ืองในบทเรยี น
เช่นกิจกรรม เกมและเพลง บทบาทสมมติ สถานการณ์จำลอง การอภิปรายกลุ่ม เป็นตน้

2.3. ขั้นวเิ คราะห์ เม่ือดำเนนิ การจดั ประสบการณ์เรยี นรู้แล้ว จะใหน้ กั เรยี น
วเิ คราะหแ์ ละ
แสดงความคิดเห็นเกย่ี วกับพฤติกรรมตา่ ง ๆ ความสมั พันธ์กันในกล่มุ ตลอดจนความร่วมมือในการ
ทำงานรว่ มกนั โดยวเิ คราะหป์ ระสบการณ์ท่ีไดร้ ับจาการทำงานกลมุ่ ใหค้ นอน่ื ได้รับรู้ เป็นการถ่ายทอด
ประสบการณ์การเรียนร้ขู องกันแนะกัน ขั้นวเิ คราะหจ์ ะชว่ ยให้ผูเ้ รียนเขา้ ใจตนเอง เขา้ ใจผู้อนื่ และ
มองเห็นปญั หาและวธิ ีการทำงานทีเ่ หมาะสม เพื่อเป็นแนวทางในการปรับปรงุ การทำงาน เป็นการถ่าย
โอนประสบการณก์ ารเรียนท่ีดี จะชว่ ยให้ผู้เรียนสามารถค้นแนวคดิ ทีต่ ้องการดว้ ยตนเอง เปน็ การ
ขยายประสบการณก์ ารเรียนรู้ใหถ้ กู ต้องเหมาะสม

2.4. ขั้นสรุปและนำหลักการไปประยุกต์ใช้ นักเรยี นสรุป รวบรวมความคดิ ใหเ้ ป็น
หมวดหมู่
โดยครกู ระตุ้นให้แนวทางและหาขอ้ สรปุ จากนั้นนำข้อสรุปที่ค้นพบจากเน้ือหาวชิ าทเ่ี รยี นไป
ประยกุ ต์ใชใ้ ห้เขา้ กับตนเองและนำหลกั การทีไ่ ด้ไปใช้เพอื่ การปรบั ปรงุ ตนเอง ประยุกต์ใช้ให้เขา้ กับคน
อน่ื ประยุกต์เพ่ือแก้ปญั หาและสร้างสรรค์สิง่ ทเี่ กิดประโยชนต์ ่อสงั คม ชุมชน และดำรงชีวิตประจำวัน

20

เชน่ การปรับปรงุ บคุ ลกิ ภาพ เกดิ ความเห็นอกเหน็ ใจ เคารพสทิ ธิของผอู้ ่ืนแก้ปัญหา ประดิษฐ์ส่งิ ใหม่
เป็นต้น

2.5. ขัน้ ประเมินผล เปน็ การประเมินผลวา่ ผูเ้ รยี นบรรลุผลตามจุดมุ่งหมายมากน้อย
เพียงใด

โดยจะประเมนิ ทัง้ ดา้ นเนื้อหาวชิ าและด้านกลุ่มมนุษย์สัมพันธ์ ไดแ้ ก่ ประเมนิ ดา้ นมนุษย์สัมพันธ์
ผลสัมฤทธขิ์ องกลมุ่ เชน่ ผลการทำงาน ความสามคั คี คุณธรรมหรือคา่ นยิ มของกลมุ่ ประเมิน
ความสัมพนั ธ์ในกล่มุ จากการใหส้ มาชิกติชมหรือวิจารณ์แก่กันโดยปราศจากอคติ จะทำให้ผเู้ รียน
สามารถประเมนิ ตนเองได้และจะทำผสู้ อนเข้าใจนกั เรยี นได้ อันจะทำให้ผูเ้ รยี นผู้สอนเขา้ ใจปัญหาซง่ึ
กนั และกนั อนั จะเป็นหนทางในการนำไปพจิ ารณาแก้ปญั หาและจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่
นักเรยี น

พฤติกรรมความกล้าแสดงออก

พฤติกรรม (Behavior) คือ กริยาอาการท่ีแสดงออกหรอื ปฏิกิริยาโต้ตอบเมื่อเผชญิ กับส่ิงเรา้
(Stimulus) หรอื สถานการณ์ตา่ ง ๆ อาการแสดงออกตา่ ง ๆ เหลา่ น้นั อาจเป็นการเคลื่อนไหวทสี่ ังเกต
ได้หรือวดั ได้เช่น การเดิน การพูด การเขยี น การคิด การเต้นของหวั ใจ เป็นตน้ ส่วนสง่ิ เรา้ ท่มี ากระทบ
แลว้ กอ่ ให้เกดิ พฤติกรรมกอ็ าจจะเปน็ สง่ิ เร้าภายใน (Internal Stimulus) และสิง่ เรา้ ภายนอก
(ExternalStimulus) สิ่งเรา้ ภายใน ไดแ้ ก่ สง่ิ เร้าท่ีเกิดจากความต้องการทางกายภาพ เช่น ความหิว
ความกระหาย สงิ่ เร้าภายในนี้จะมีอิทธิพลสูงสุดในการกระต้นุ เด็กใหแ้ สดงพฤตกิ รรม และเมื่อเดก็
เหล่านี้โตขนึ้ ในสงั คม ส่ิงเร้าใจภายในจะลดความสําคัญลง สิง่ เรา้ ภายนอกทางสงั คมที่เด็กไดร้ ับรูใ้ น
สงั คมจะมอี ิทธิพลมากกว่าในการกาํ หนดว่าบุคคลควรจะแสดงพฤติกรรมอย่างใดต่อผอู้ ่ืนส่ิงเร้า
ภายนอก ได้แก่ ส่งิ กระตนุ้ ตา่ ง ๆ สิ่งแวดลอ้ มทางสงั คมทส่ี ามารถสัมผสั ได้ดว้ ยประสาทท้ัง 5 คือ หูตา
คอ จมูก

ความหมายของพฤตกิ รรมความกล้าแสดงออก

1. ธนน ลาภธนวริ ุฬห์ (2562) ได้ใหค้ วามหมายของ พฤตกิ รรมการกลา้ แสดงออกไวว้ ่า
หมายถงึ ความสามารถในการแสดงออกดา้ นการคิดการพดู การกระทำ ซ่ึงรวมถงึ อารมณ์ความรูส้ ึก
ทั้งน้ีความสามารถในการแสดงออกดังกล่าวของบคุ คลต่อสถานการณ์ต่าง ๆ นั้นจะต้องเปน็ ไปอยา่ ง

21

ถูกต้องและเหมาะสมเป็นที่ยอมรบั ของสังคมโดยไม่ไปก้าวก่ายหรอื ล่วงละเมดิ สิทธขิ องผู้อ่ืน และท่ี
สำคญั เมอื่ เจา้ ตวั แสดงออกไปแลว้ จะต้องไมร่ ูส้ กึ ผดิ ดว้ ย

2. นโิ ลบล แกว้ พ่วง (2558) พฤติกรรมการแสดงออกอยา่ งเหมาะสม หมายถึง ลกั ษณะของ
บคุ คลที่แสดงออกซึ่งความร้สู ึก ความคดิ เห็น ความตอ้ งการต่าง ๆ ของบุคคลได้อย่างเหมาะสม ด้วย
ความมนั ใจโดย ปราศจากความวิตกกงั วล และไม่ก้าวกา่ ยสิทธขิ องผู้อื่น

3. จติ ราภรณ์ ชีรนรวนชิ ย์ (2556: 10) ได้นิยาม พฤตกิ รรมการกล้าแสดงออก ไวว้ า่ การท่ี
บุคคลใดมีการกระทำหรือปฏิบัติที่แสดงออกตามความรสู้ ึกนึกคดิ ความคิด ความเช่ือ ความสนใจ
และอารมณข์ องตนเองได้อยา่ งเปดิ เผย ตรงไปตรงมา อยา่ งถูกกาละเทศะโดยไมเ่ ปน็ การละเมิดสิทธิ์
ของผู้อ่นื

4. Wolfe (1982, อ้างใน สมโภชน์ เอยี่ มสภุ าษิต, 2541) ได้ให้ความหมายของพฤติกรรมกล้า
แสดงออกไว้ว่าเปน็ พฤติกรรมที่แสดงออกถึงอารมณ์และความร้สู ึกต่างๆต่อผู้อื่นอยา่ งเหมาะสมโดยไม่
เกดิ ความวติ กกงั วล

5. Alberti & Emmons (1986, อา้ งใน กัญญารตั น์ วงศ์เชษฐ์,2543) ก็ไดใ้ ห้คำจำกัดความ
ของพฤติกรรมกลา้ แสดงออกว่าเป็นการกระทำทบ่ี ุคคลสามารถทำในส่งิ ทตี่ นเองสนใจเป็นการ
เรยี กร้องโดยปราศจากความรู้สกึ วิตกกังวล เปน็ การแสดงออกของความรู้สกึ อย่างตรงไปตรงมาดว้ ย
ความสบายใจหรือเป็นการกระทำตามสทิ ธขิ องตน และมกี ารพิจารณาถึงสิทธขิ องบคุ คลอ่ืน

6. Bower & Bower, 1976 ให้ความหมายว่า พฤตกิ รรมทีเ่ หมาะสมในการแสดงออก คือ

ความสามารถในการที่จะแสดงความรสู้ ึกท่ีจะเลอื กว่าควรปฏิบตั ิอยา่ งไรทีจ่ ะแสดงสทิ ธิเม่ือมีความ
เหมาะสม ทีจ่ ะเพ่ิมความรู้สึก เหน็ คณุ ค่าในตนเอง ทีจ่ ะช่วยพฒั นาความมั่นใจในตนเองให้เกิดข้ึน ที่
จะแสดงความไม่เห็นดว้ ยเม่อื คดิ วา่ มคี วามสาํ คัญมากพอ และความสามารถในการทีจ่ ะดําเนินการ
เพื่อปรบั พฤติกรรมของตนเองและขอรอ้ งใหผ้ ู้อ่นื เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการตอ่ ต้านเข้าด้วย

7. Jakubowski, 1973 ให้ความหมายว่า พฤตกิ รรมระหว่างบคุ คลหน่งึ ซึง่ บุคคลลุกขึน้ เพื่อ
แสดงสทิ ธิอันถูกตอ้ งของเขาในวถิ ีทางที่ไมล่ ะเมิดสทิ ธิของผู้อ่ืน เปน็ การแสดงความรู้สกึ การคดิ และ
ความเชื่อออกมา อยางตรงไปตรงมา จรงิ ใจ และเหมาะสม

8. Salter (1949 อ้างใน Berry C.A., 1980: 7) เป็นบุคคลแรกท่ีไดใ้ หค้ ำจำกดั ความ
พฤติกรรมการกลา้ แสดงออกอย่างเหมาะสม ซ่งึ อธบิ ายวา่ เปน็ ลกั ษณะของบคุ ลิกภาพ ที่มแี ละไม่มใี น

22

บางบุคคลคล้ายกบั พฤติกรรมชอบเขา้ หาสังคม หรอื พฤติกรรมตระหน่ีถเี่ หนียว โดยพฤติกรรมการ
กล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสม เป็นความสามารถในการแสดงออกทางอารมณ์ท้ังบวกและลบ

9. ฮูเบริ ์ด (Hubert, 1959 : 10, อา้ งถงึ ใน รชั นี ศิลปศ์ ร 2542 : 34) ได้ให้ความหมายของ
กระบวนการกลมุ่ ว่า แรงผลักดันทีเ่ กดิ จากบุคคลตั้งแตส่ องคนขึ้นไปมารวมตวั กนั โดยมีความสัมพนั ธ์มี
การสือ่ สาร และมกี ารปรับตวั เขา้ หากัน ซงึ่ กอ่ ให้เกดิ พลังขึ้นในกลมุ่ ขนาดของพลังทีจ่ ะเกิดมากหรือ
นอ้ ยต่างกันออกไป ตามสภาพการณข์ องแต่ละกลมุ่ โดยมีผู้เรียนต้องเขา้ ไปมสี ว่ นร่วมในประสบการณ์
ท่ผี ้สู อนจดั ข้นึ และวเิ คราะห์ประสบการณ์จากการเรยี นการสอน

6. จอนหส์ ันและคณะ (Johnson, Johnson and Holubec, อา้ งถงึ ใน วชิรา เล่าเรียนดี,
2545:25) กระบวนการกลุ่ม หรือการปฏบิ ัติงานกลุ่มหรือกระบวนการกลมุ่ เป็นองค์ประกอบทีส่ ำคัญ
ของการเรยี นแบบรว่ มมือกนั องค์ประกอบหน่ึง กระบวนการจะปรากฏเมื่อสมาชิกรว่ มกนั อภิปราย จน
บรรลุผลสำเรจ็ ตามเปา้ หมายกลุ่ม โดยท่สี มาชิกทุกคนมีความสมั พันธท์ ีด่ ตี ่อกนั การทำงานรว่ มกนั ทำ
ใหง้ านสำเรจ็ ตามเป้าหมายและเป็นกระบวนการเรยี นร้อู ย่างต่อเนื่องทำใหเ้ กดิ ประสิทธิภาพของ
สมาชกิ และบุคคลภายในกลุ่ม

7. Lazarus (1975: 53) กลา่ วว่า พฤติกรรมการกลา้ แสดงออกอยา่ งเหมาะสมเก่ยี วข้องกบั
การแสดงความคดิ เหน็ การปฏิเสธคำขอร้องท่ีไม่มีเหตุอันควรจากบคุ คลอื่น สามารถแสดงความ
ตอ้ งการหรือขอความช่วยเหลือจากบุคคลอืน่ ได้

8. Fensterheim และ Bear (1975: 54) กล่าวว่า การมีพฤตกิ รรมการกลา้ แสดงออก อย่าง
เหมาะสมเปน็ เรื่องของการแสดงทางอารมณ์อย่างเปน็ อิสระโดยปราศจากความวติ กกังวล บุคคล
สามารถแสดงความรูส้ กึ นึกคิดและอารมณ์ของตนออกมาไดอ้ ยา่ งเหมาะสม โดยตระหนักถึงสิทธขิ อง
ตนและผอู้ ืน่ ในทางกลับกนั บุคคลท่ไี ม่กลา้ แสดงออกมักจะเก็บอารมณ์ ความรู้สึก และความนกึ คิด
ของตน ไมส่ ามารถจดั การอารมณ์ของตนไดเ้ พราะบุคคลเชื่อว่าตนเองมีปมดอ้ ย อาจรสู้ กึ ถึงความไม่
สบายใจหรือความกลวั เชน่ อาจคิดวา่ “ถ้าฉันปฏิเสธเขา เขาจะไม่ชอบฉนั ” “ถา้ ฉันพูดไม่ดีกับเขาแล้ว
เขาจะโกรธฉัน” “เจ้านายจะไลฉ่ ันออกถา้ ฉนั ขอขน้ึ เงินเดือน” เป็นตน้

9. Lange et al. (1975: 37) กล่าววา่ พฤตกิ รรมการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม คือ การ
แสดงความรู้ ความเช่ือ ความคดิ เห็น และต้องมีความตรงไปตรงมา ซ่ือสัตย์ และมีการกระทาํ ที่
สอดคล้องกบั สถานการณ์ต่าง ๆ ตามสิทธขิ องตนเองและผู้อ่นื

23

10. Rathus & Nevid (1977: 81) ได้ให้คำจำกดั ความของพฤติกรรมกลา้ แสดงออกวา่ เป็น
พฤติกรรม บคุ คลไม่ยอมให้ผู้อน่ื มาเอารดั เอาเปรียบ และสระที่จะพูดหรือวะทา่ ในให้ตนคดิ วา่ ถกู แต่
ถา้ หากผลที่ไดเ้ ปน็ ไปในทางลบ บุคคลนั้นสามารถท่จี ะยอมรบั ได้ และผ้ทู ี่มีลกั ษณะเชน่ นี้ เมื่อ ประสบ
ปัญหาว่า เกา เอาเปรียบอยเู่ สมอ กส็ ามารถท่ีจะปรบั สถานการณ์นน้ั ให้ถกู ต้องโดยไมร่ ู้สกึ อะไร และ
สามารถบอกขอรอ้ งที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอใจ

11. Galassi and Galassi (1978) มองว่า พฤตกิ รรมการกลา้ แสดงออกอย่างเหมาะสม เป็น
ความร้สู ึก ความช่นื ชอบ ความตอ้ งการ หรอื ความคดิ เหน็ ที่แสดงออกอยา่ งตรงไปตรงมา ซ่งึ ไม่ใชก่ าร
คุกคามหรอื ทำรา้ ยบุคคลอ่ืน อกี ท้ังพฤติกรรมการกลา้ แสดงออกอย่างเหมาะสมไม่เก่ียวข้องกับความ
กงั วลหรอื ความกลัวทม่ี ากเกนิ ไป

12. Kearney, Betty, Plax, และ Mccroskey (1984 อ้างใน ภารดี ศิรสิ ุทธพิ ัฒนา, 2550:
20) ระบุว่า การกล้าแสดงออก หมายถึง ความสามารถของบุคคลในการรอ้ งขอ การแสดงความไม่เห็น
ดว้ ย สามารถแสดงสทิ ธแิ ละความรู้สึกของตนออกมาได้อยา่ งชดั เจน สามารถรักษาการส่อื สารของตน
ผ้อู ่ืนให้เปน็ ไปได้ และสามารถยืนอยุ่บนความเป็นตันได้อาน Doty (1987: 169) กลา่ ววา่ พฤติกรรม
การกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสม คือการแสดง ความร้สู กึ และทัศนคติอย่างเปิดเผย มีการปฏิบัตติ น
ตามสิทธมิ นษุ ยชนและเสรีภาพของตนเองตาม กาลเทศะ

จากที่กลา่ วมาข้างต้น พฤติกรรมการกล้าแสดงออก จงึ หมายถงึ ความสามารถในการ
แสดงออก ด้านการคดิ การพูด การกระทำซึง่ รวมถงึ อารมณ์ความร้สู ึก ทงั้ น้ี ความสามารถในการ
แสดงออกดังกลา่ วของบุคคลตอ่ สถานการณต์ า่ ง ๆ นนั้ จะต้องเป็นไปอยา่ งถูกตอ้ งและ เหมาะสมเป็นท่ี
ยอมรบั ของสงั คมโดยไมไ่ ปก้าวก่ายหรือก้าวล่วงละเมิดสทิ ธิของผู้อนื่ ซง่ึ เม่ือกระทำหรือแสดงออกไป
แล้วไมม่ ีความลำบากใจ หรือความวติ กกงั วลในการแสดงออก

ทฤษฎีพฤติกรรมการแสดงออก

1.กุลวีณ์ เกษมสขุ (2559) ไดแ้ บ่ง พฤติกรรมกล้าแสดงออกไวด้ ังนี้

1.1 การไม่กลา้ แสดงออก คือ การแสดงออกซง่ึ ละเลยการใช้สิทธทิ ่ีพงึ มีของตนเอง

ประสบความลม้ เหลวท่แี สดงความรู้ ความคิดเห็น ยอมตามผอู้ ืน่ เลี่ยงความขดั แย้งทุกสถานการณ์
สังเกตได้จากพฤตกิ รรม เชน่ การหลบสายตาขณะสนทนากุมมอื อยขู่ ้างหลังผ้อู ืน่ มนี ้ำเสยี งเดียวกัน
ตลอด หรอื พดู เบาเกนิ ไป ลงั เลใจ พูดเสยี งสัน่ กระแอมไออุ่นบ่อย ๆ เป็นต้น

24

1.2 การกา้ วรา้ ว ไดแ้ ก่ การแสดงออกซง่ึ ป้องกนั สทิ ธิส่วนบคุ คลของตนหรอื วิธี
รนุ แรง

ด้านความรสู้ ึก ความคิดเหน็ ความต้องการต่าง ๆ ในทางที่ไมเ่ หมาะสม ล่วงเกนิ สิทธผิ ู้อื่น ชอบมี
อิทธพิ ลเหนือกว่าต้องการเป็นผ้ชู นะขู่บังคับผู้อนื่ สังเกตได้จากการทำใหผ้ ้อู น่ื ด้อยกวา่ ตน เช่น จ้องคู่
สนทนามากเกนิ ไป พูดเสยี งดังหรอื เสียงไม่สอดคล้องกบั สถานการณห์ น้าตาดดุ ัน วางอำนาจใช้คำพูด
เหน็บแนมเสยี ดสเี ย่อหยง่ิ ห้วน และชอบชี้น้วิ เป็นตน้

1.3 การแสดงออกทีเ่ หมาะสม หมายถึงการแสดงออกในทางปอ้ งกนั สิทธสิ ว่ นบคุ คล

ของตนเองท้ังความรู้สึกความคดิ เห็น ความต้องการอยา่ งตรงไปตรงมา จริงใจและเหมาะสม กับ
สถานการณ์ไม่ลว่ งเกนิ สิทธิของผอู้ ื่น สื่อสารอยา่ งตรงไปตรงมา ยอมรับนบั ถือต่อกันมสี มั พันธภาพท่ีดี
ต่อกนั อาจสังเกตได้โดยการแสดงออกที่สอดคล้องกบั คำพูด น้ำเสยี ง เหมาะสมตามสถานการณ์
ประสานตากบั คู่สนทนาวางท่าทางของร่างกายท่ีแสดงถงึ ความม่ันคง พูดได้คลอ่ งแคลว่ ไมเ่ คอะเขนิ
หรือลงั เลใจ มคี วามชดั เจนเน้นถ้อยคำสำคัญเปน็ ตน้

2.สมโภชนเ์ อี่ยมสภุ าษิต (อา้ งถงึ ใน ตรรกพร สุขเกษม, 2558) ได้กล่าวถงึ ข้นั ตอนในการ
ดำเนนิ การ

พฒั นาพฤตกิ รรมกลา้ แสดงออก พอสรุปไดด้ งั ต่อไปนี้

2.1 กำหนดสถานการณท์ ี่ทำใหบ้ คุ คลนน้ั มปี ญั หาในการแสดงออกใหเ้ ฉพาะเจาะจง

เนื่องจากความเชือ่ พนื้ ฐานว่า พฤติกรรมการกลา้ แสดงออกน้ันมิใช่เป็นลกั ษณะที่แสดงออกในทุก
สถานการณห์ ากแต่ควรแสดงออกในบางสถานการณ์ท่ีเฉพาะเจาะจงเท่านัน้ ซ่ึงสภาพการณ์ท่เี จาะจง
นัน้ ควรจะรวมท้ังเหตุการณ์ท่ีเกิดขึน้ และการกระทำหรอื คำพดู ของบคุ คลในเหตุการณ์นนั้

2.2 สอนใหบ้ ุคคลสามารถแยกแยะไดร้ ะหว่างพฤติกรรมกล้าแสดงออก

( Assertive Behavior) พฤติกรรมกา้ วรา้ ว (Aggressive Behavior) และพฤติกรรมไม่กลา้ แสดงออก
(Non – assertive Behavior) เพ่ือใหเ้ ข้าใจลักษณะพฤติกรรมแต่ละประเภท ความแตกต่าง พรอ้ ม
ท้งั ผลทจ่ี ะเกิดขึ้นจากการ แสดงพฤติกรรมดังกล่าว

2.3 พฒั นาความเชื่อพน้ื ฐานเกีย่ วกบั พฤติกรรมการกล้าแสดงออก สิทธสิ ว่ นบคุ คล

25

และสทิ ธขิ องผอู้ ื่นเพราะหลายคนมีความเช่ือวา่ การกล้าแสดงออกจะนำมาซึ่งความสมั พนั ธ์ทหี่ า่ งเหิน
จึงควรชีแ้ จงให้เข้าใจว่า ทำไมถงึ ตอ้ งแสดงพฤติกรรมในลักษณะของการแสดงออกแทนทจี่ ะแสดงออก
อยา่ งที่เคยกระทำนอกจากนี้ ควรชแี้ นะให้รจู้ ักแยกแยะว่าอะไรคือสทิ ธิส่วนบุคคล และอะไรคอื สิทธิ
ของผู้อนื่ เพราะไมเ่ ชน่ นน้ั แล้วการฝึกการกลา้ แสดงออกอาจนำไปสู่การก้าวกา่ ยสทิ ธขิ องผอู้ ่ืน

2.4 พัฒนาทักษะการแสดงออกในดา้ นทักษะทว่ั ไป และทักษะเฉพาะเจาะจง
2.5 แสดงออกในเวลาทเ่ี หมาะสม
2.6 เน้อื หาในการพดู การแสดงออก จะไม่ได้รับความสนใจถา้ เนอ้ื หาที่พูดมีลกั ษณะ
ของการ
ตำหนิกวา้ งเกนิ ไป หรอื อ่อนแอเกนิ ไป ซ่ึงเนื้อหาที่พูดควรจะให้ชัดเจน เฉพาะเจาะจงและ
ตรงไปตรงมา
3. Bower and Bower (1976, อ้างใน รัศมเี ชื้อเจ็ดตน, 2539) แบง่ พฤติกรรมที่มนุษยแ์ สดง
ออกเปน็ 3 ลกั ษณะ คือ
3.1 ลกั ษณะทไี่ ม่กลา้ แสดงออกพฤตกิ รรมท่เี รยี กวา่ พฤติกรรมทีไ่ มก่ ล้าแสดงออก
(Non-Assertive Behavior)
3.2 ลกั ษณะที่มีความกลา้ แสดงพฤติกรรม แต่มกี ารแสดงออกท่ีรนุ แรงเสยี หาย
เรียกวา่ พฤติกรรมก้าวร้าว(Aggressive Assertive Behavior)
3.3 ลกั ษณะท่มี ีความกลา้ แสดงออกพฤติกรรมโดยมกี ารแสดงออกอย่างเหมาะสม
เรียกว่าพฤติกรรมกลา้ แสดงออก
4.คอลเลย์ (Kelley) ได้กล่าววา่ ทฤษฎกี ล้าแสดงออกเปน็ ทฤษฎกี ารตอบสนองทางพฤติกรรม
ศาสตรแ์ บบหน่ึงท่นี ำมาใช้มาก โดยการจัดโปรแกรมการฝึกอบรมให้แก่ผทู้ ่มี ีความประสงค์จะปรับ
พฤติกรรมของเขา เรียกว่า ทฤษฎกี ารป้องกนั สิทธิ คอื เป็นการแสดงสทิ ธิพึงมีพึงได้ของตนเอง โดยไม่
เปน็ การลว่ งละเมิดหรือก้าวก่ายสทิ ธิของผู้อน่ื และการแสดงออกทเี่ หมาะสมในสถานการณ์ทางสงั คม
หลายๆ ดา้ น เป็นการสอนให้บคุ คลมีพฤติกรรมกล้าแสดงออกทเ่ี หมาะสมด้วย ซึง่ จรงิ ๆ แลว้ นอกจาก
นอกจากพฤติกรรมกล้าแสดงออกทเี่ หมาะสมแล้ว บุคคลอาจตอบสนองสถานการณต์ ่างๆ ได้อีก 2
ลกั ษณะ คือ พฤติกรรมไม่กล้าแสดงออก และพฤติกรรมกา้ วรา้ ว

26

สรุปไดว้ ่า ทฤษฎีกลา้ แสดงออกเป็นทฤษฎกี ารตอบสนองทางพฤติกรรมศาสตร์แบบหนึ่งท่ี
นำมาใช้แก่ผู้ท่ีมคี วามประสงค์จะปรับพฤติกรรม เป็นการแสดงสทิ ธพิ ึงมีพงึ ได้ของตนเอง โดยไม่เปน็
การลว่ งละเมิดหรือกา้ วก่ายสิทธิของผู้อ่นื และการ แสดงออกทเี่ หมาะสมในสถานการณ์ทางสงั คม
หลายๆ ด้าน เปน็ การสอนให้บคุ คลมีพฤติกรรมกลา้ แสดงออกทเี่ หมาะสม

ลกั ษณะของพฤตกิ รรมความกลา้ แสดงออก

1.กุลวณี ์ เกษมสขุ (2559) ได้แบง่ ลักษณะของพฤติกรรม กลา้ แสดงออกเปน็ 6 ลกั ษณะดังนี้

1.1 การกลา้ แสดงออกขั้นพ้ืนฐาน (Basic Assertion) เป็นการแสดงออกเพ่ือรักษา
สิทธิ

ตลอดจนความ เชื่อความรสู้ ึก และความคิดเห็น โดยไมจ่ ำเปน็ ต้องอาศยั ทักษะทางสงั คมอนื่ ๆ เช่น
ความเขา้ อกเขา้ ใจ การเผชิญหนา้ การชักจูงใจเป็นต้น

1.2 การกล้าแสดงออกในลักษณะเข้าอกเขา้ ใจ (Empathic Assertion) บ่อยคร้งั ที่
คนเรามี

ความต้องการท่ีจะแสดงออกถึงความรู้สกึ หรือความต้องการที่มากไปกว่าการแสดงออกอย่างปกตวิ สิ ยั
โดยเฉพาะอย่างย่ิงเพื่อต้องการท่จี ะสื่อใหร้ ู้ถึงความร้สู ึกเข้าอกเข้าใจท่ีมตี ่อบุคคลอน่ื การกลา้
แสดงออกในลักษณะเขา้ อกเข้าใจ จงึ สมควรทีจ่ ะนำมาใช้ลกั ษณะของประโยคทแ่ี สดงถึงความรู้สึก
ดงั กลา่ วจะประกอบดว้ ยประโยคทบี่ อกถึงการรบั รสู้ ภาพการณ์หรอื ความรสู้ ึกของบคุ คลอ่ืน และตาม
ดว้ ยประโยคทย่ี นื ยันถงึ สิทธขิ องผู้พูด

1.3 การกลา้ แสดงออกในลักษณะของการเพ่ิมระดับ (Escalating Assertion) ใน
การแสดง

พฤติกรรมกล้าแสดงออกนนั้ ควรแสดงความรู้สกึ ทางลบให้นอ้ ยทีส่ ดุ ในขณะเดียวกนั ก็ให้ได้ผลตามที่
ตอ้ งการ แต่ถา้ แสดงออกลักษณะเชน่ น้ีแลว้ ยังถกู ละเมิดสิทธสิ ่วนบุคคลอยู่ผ้ทู ลี่ ะเมิดจึงควรจะค่อยๆ
เพมิ่ ระดับของความเข้มของพฤติกรรมกล้าแสดงออกขน้ึ ไปหรอื อาจจะใชก้ ารเน้นความมนั คงของการ
พูดของตนเองไดโ้ ดยไมจ่ ำเปน็ ต้องเพ่ิมระดบั ของการกล้าแสดงออกจนอาจจะมีลกั ษณะใกลเ้ คียงกบั
ความก้าวร้าว

1.4 การกลา้ แสดงออกในลักษณะการเผชิญหนา้ (Confrontive Assertion) เป็น
การกล้า

27

แสดงออกที่ใชเ้ ม่อื เห็นคำพดู และการกระทำของบุคคลน้ันไม่ไปดว้ ยกันลักษณะของการกลา้ แสดง
ลักษณะนจี้ ะบอกอยา่ งเป็นวัตถวุ ิสยั วา่ อะไรทีบ่ คุ คลได้พูดวา่ จะทำและอะไรทีบ่ ุคคลน้ันได้กระทำไป
จริงๆ และหลังจากนนั้ จะบอกถึงสง่ิ ท่ีต้องการ การแสดงออกนเ้ี ปน็ การพูดไปตามความเป็นจรงิ ที่
เกดิ ข้ึนโดยไมม่ ีการตีความหรือประเมินค่าใดๆท้ังสน้ิ

1.5 การกล้าแสดงออกในลักษณะของการใช้ภาษา ผม/ดิฉัน (I-Language
Assertion) ภาษา

ผม/ดฉิ นั นีม้ ีประโยชน์อยา่ งมากต่อการแสดงออกถงึ ความรู้สึกทางลบไมว่ ่าความรู้สึกนัน้ จะเกิดจาก
การท่ผี อู้ ่ืนพยายาม จะเขา้ มายงุ่ เกี่ยวกับความรสู้ ึกหรือสทิ ธิส่วนบุคคลของเขาตลอดจนความร้สู ึกทาง
ลบอนั เกิดจากท่ผี ูอ้ ่ืน พยายามยัดเยียดและความคาดหวงั ของตนให้กับเขาซึ่งประกอบดว้ ยประโยค 4
ประโยคคือ

1.5.1 ประโยคทบ่ี อกถึงเหตกุ ารณ์ท่เี กิดขนึ้
(ผู้พดู บอกว่าพฤตกิ รรมของบุคคลอย่างชัดเจน)

1.5.2 ประโยคทบ่ี อกถึงผลที่เกิดขน้ึ (ผู้พูดบอกวา่ พฤติกรรมของบคุ คลมผี ล
ต่อชีวิต
หรอื ความร้สู กึ ของเขาอย่างไรอย่างเป็นรปู ธรรม)

1.5.3 ประโยคทแี่ สดงถงึ ความรู้สกึ (ผู้พูดบอกถงึ ความรสู้ กึ )
1.5.4 ประโยคทบ่ี อกถึงสิง่ ทอ่ี ยากให้เกิดขน้ึ (ผู้พูดบอกวา่ เขาตอ้ งการอะไร)
1.6 การกลา้ แสดงออกและการชกั จงู (Assertion and Persuasion) บอ่ ยครง้ั ที่เรา
ต้องการ
เสนอความคิดเหน็ ให้เปน็ ท่ยี อมรบั ในทป่ี ระชมุ หรือกล่มุ โดยไม่แสดงความก้าวรา้ วออกมา ซงึ่ วธิ ีการที่
จะเสนอ ความคิดในกลุม่ ให้ไดผ้ ลนั้นจะต้องพิจารณา 2 ปัจจยั หลกั นั่นคือ เวลาและลักษณะของ
ประโยคที่พูดซ่ึงแสดงความจริงใจของผพู้ ดู

2. กฤตภคั ใจกลา้ (2561: 17) พฤตกิ รรมการกลา้ แสดงออกอย่างเหมาะสมนั้น มลี ักษณะเป็น
ทักษะที่เกดิ จากการเรยี นรู้ทางสงั คม มีการใช้สรรพนามแทนตนเอง มีความสุภาพ เคารพสิทธขิ อง

28

ตนเองและผ้อู นื่ ในการแสดงความคดิ เหน็ สีหน้า ท่าทาง ความรู้สึกทงั้ พอใจและไม่ พอใจ การกล่าว
และการยอมรับคำตชิ ม การถามหรอื การขอร้อง การปฏเิ สธ โดยรักษาสิทธขิ องตนเอง ไว้ได้และไม่
ละเมิดสิทธขิ องผู้อ่ืน มีความม่ันใจ ชัดเจน และตรงไปตรงมา

4. Fensterheim และ Bear (1975) ได้มองลักษณะของการแสดงออกอยา่ งเหมาะสมในมติ ิ
ทแ่ี ตกตา่ งกนั ออกไปโดยไดแ้ บ่งเปน็ 4 ลักษณะดังน้ี

3.1 บุคคลสามารถเปดิ เผยตนเองได้อย่างอสิ ระผา่ นทางคำพูดและการแสดงออก
สามารถพดู
ถึงความคิดความรสู้ กึ และความตอ้ งการของตนเองไดอ้ ย่างเปน็ อสิ ระ

3.2 บคุ คลสามารถส่ือสารกับคนอน่ื ๆไดใ้ นทุกระดับ ทงั้ กับคนแปลกหนา้ เพอื่ นฝูง
บคุ คลใน
ครอบครวั ซึง่ การสอ่ื สารน้จี ะมลี กั ษณะเปิดกวา้ ง จริงใจ มีความซือ่ สัตย์ และเหมาะสม

3.3 สามารถเป็นผ้ใู ห้คำแนะนำไดแ้ ละทำในสง่ิ ท่ตี นต้องการในทางกลบั กันสามารถ
รอคอยส่ิง
ทจ่ี ะเกิดข้นึ และสามารถทำให้ส่งิ นนั้ เกิดข้ึนได้

3.4 บุคคลสามารถแสดงถงึ ความเคารพในตนเองมีความตระหนกั ในตนเองวา่ ตนไม่
สามารถ
เปน็ ผ้ชู นะไดเ้ สมอไปยอมรับข้อจำกัดและพยายามทำให้ดที ่ีสุดไม่ว่าจะแพ้หรือชนะเพื่อรกั ษาความ
เคารพในตนเอง
5. Alberti & Emmons (1982: 19) กลา่ วว่าพฤติกรรมการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมมี
8 ลักษณะ ดังนี้

4.1 มีการแสดงความคิดเหน็ หรอื ความรูส้ ึกของตนเองอย่างชดั เจน
4.2 มคี วามซื่อสตั ย์
4.3 ตรงไปตรงมาและหนักแน่น
4.4 มกี ารพฒั นาตนเองและมีการพฒั นาความสมั พนั ธ์กบั ผู้อ่ืน

29

4.5 เคารพสิทธิข์ องผู้อน่ื
4.6 รจู้ ักกาลเทศะ
4.7 มคี วามรับผิดชอบทางสงั คม
4.8 มีลักษณะนิสยั หรอื ทกั ษะท่ีเกดิ จากการเรยี นร้ทู างสงั คม
ดงั นัน้ ลักษณะของพฤติกรรมกลา้ แสดงออกเป็นความสามารถของบคุ คลในการรักษาสิทธิ
ความเชอื่ ความรสู้ ึก ความคิดเหน็ เปน็ การแสดงความรสู้ ึกที่แทจ้ รงิ ออกทางหน้าตา ท่าทาง การใช้
ภาษาใน การส่อื ความในประโยค
6. Salter (1949) ระบลุ ักษณะท่ีสำคญั ของพฤตกิ รรมการแสดงออกอย่างเหมาะสมจาก
ประสบการณ์การทํางาน ดงั น้ี
5.1 การอารมณ์ทางคำพูด ซ่งึ แสดงให้เห็นถงึ การแสดงความรสู้ กึ อยา่ งเปิดเผย
5.2 การเจตนารมณ์ของคำพูด ซ่งึ ตอ้ งการแสดงความร้สู กึ ทต่ี รงไปตรงมาและเป็น
ธรรมชาติ
5.3 ความสามารถในการคัดค้านหรือแสดงความคดิ เห็นของบุคคลอ่นื ในมุมมองของ
ตนเอง
ไดอ้ ย่างชัดเจนและตรงไปตรงมา
5.4 การใชส้ รรพนามแทนตนเองวา่ ฉัน “I message ซ่งึ แสดงแสดงใหเ้ ห็นถึงความ
รับผดิ ชอบคำพูดของตนเอง
5.5 การยอมรับคำชมเชย ซง่ึ ไม่ไดแ้ สดงถึงความทะนงตน แต่เปน็ การแสดงการ
เคารพตนเอง
6. Lazarus (1977) กล่าววา่ พฤติกรรมการกลา้ แสดงออกอยา่ งเหมาะสมนัน้ จะ ครอบคลุม
ความสามารถในการแสดงออก 4 ประการ คอื
1.ความสามารถในการกล่าวปฏิเสธ
2. ความสามารถในการขอร้อง

30

3.ความสามารถในการแสดงความรู้สกึ ท้ังในทางบวกและทางลบ
4. ความสามารถในการเร่ิมต้น ดำเนนิ ไป และการสิน้ สุดสนทนา

7.Lange and Jakuboski (1970 อา้ งใน สมโภชน์ เอี่ยมสภุ าษติ , 2553: 133)
ไดแ้ บ่ง ลกั ษณะของพฤติกรรมกล้าแสดงออกเป็น 6 ลกั ษณะด้วยกนั ดงั ต่อไปน้ี

7.1 การกล้าแสดงออกขนั้ พื้นฐาน (Basic Assertion) เป็นการแสดงออกเพื่อรกั ษา
สทิ ธิ
ตลอดจนความเชื่อ ความร้สู กึ และความคิดเห็นของตนเอง โดยไม่จำเปน็ ทจ่ี ะต้องอาศยั ทักษะ ทาง
สังคมอนื่ ๆ เชน่ ความเข้าอกเข้าใจ การเผชญิ หน้า การชักจูง เป็นต้น ตัวอยา่ งเช่น กรณี ท่ถี กู
สอดแทรกในขณะทกี่ ำลัง พูดอยู่ : คณุ อาจจะพูดวา่ “ขอโทษครับ ผมอยากจะขอพูดให้จบ เสยี ก่อน”
กรณีท่ีถกู ถามดว้ ยคำถามทส่ี ำคัญแตท่ ว่าคณุ ไม่ได้เตรียมตัวมาก่อน : คุณอาจจะพูดว่า “ผมอยากจะ
ขอใชเ้ วลาสกั 2 - 3 นาที ในการที่จะคิดทบทวนอีกคร้ังหน่งึ ”

7.2 การกล้าแสดงออกในลักษณะการเข้าอกเขา้ ใจ (Empathic Assertion) คนเรา
จะมี
ความต้องการทจ่ี ะ แสดงออกถึงความรู้สึกหรือความต้องการท่มี ากไปกว่าการกลา้ แสดงออกอย่างปกติ
คณุ ส่งวสิ ัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เพือ่ ต้องการท่ีจะสื่อให้รู้ถึงความรสู้ กึ ของการเข้าอกเข้าใจบุคคลอน่ื การ
กลา้ แสดงออกในลกั ษณะการเข้าอกเขา้ ใจจึงสมควรทจ่ี ะนำมาใช้ ลกั ษณะของประโยคท่ีแสดงถึง
ความรสู้ กึ ดงั กลา่ ว จะประกอบดว้ ย ประโยคที่บอกถึงการรับรู้ สภาพการณ์ หรอื ความรู้สกึ ของ
บุคคลอืน่ และ ตามด้วยประโยคทย่ี นื ยันถงึ สิทธขิ องผู้พดู

7.3 การกล้าแสดงออกในลักษณะของการเพ่มิ ระดบั (Escalating Assertion) ใน
การ แสดง
พฤติกรรมกล้าแสดงออกน้นั Rimm and Masters (1974 อ้างใน สมโภชน์ เอยี่ มสภุ าษิต, 2553) ได้
เสนอไว้วา่ ควรจะแสดงออกในลกั ษณะทจี่ ะก่อใหเ้ กิดความรู้สึกหรอื อารมณ์ทางลบให้น้อย ทส่ี ุดใน
ขณะเดียวกันต้องให้ผลตามท่ีตอ้ งการ แต่ถา้ แสดงออกในลักษณะดงั กลา่ วแล้ว ยังคงถูกละเมดิ สิทธิ
ส่วนบคุ คลอยู่ ผูท้ ี่ถูกละเมิดจึง ควรจะค่อย ๆ เพ่ิมระดับของความเข้มของพฤตกิ รรมกลา้ แสดงออก

31

ขนึ้ ไป หรอื อาจให้การเนน้ ความมัน่ คงของการพูดของตนเองก็ได้โดยไมจ่ ำเปน็ ต้องเพิ่มระดับ การกลา้
แสดงออก จนอาจมีลักษณะใกลเ้ คยี งกับความกา้ วรา้ ว

7.4 การกล้าแสดงออกในลักษณะของการเผชญิ หน้า (Confrontive Assertion)
เปน็ การ

กล้าแสดงออกที่ใชเ้ ม่ือเหน็ ว่าคำพูดและการกระทำของบุคคลน้นั ไม่ไปด้วยกนั ลกั ษณะของการกลา้
แสดงออกลกั ษณะนีจ้ ะบอกอย่างเป็นวตั ถวุ สิ ัยวา่ อะไรทบ่ี ุคคลได้พูดว่า จะทำและอะไรท่ีบุคคลน้ันได้
กระทำไปจรงิ ๆ และหลงั จากนั้นจะบอกถึงส่ิงที่ต้องการ การแสดงออกนีจ้ ะเปน็ การพดู ไปตามความ
เปน็ จรงิ ที่เกดิ ข้ึน โดยไมม่ ีการตีความใด ๆ ทั้งสิ้น

7.5 การกล้าแสดงออกในลักษณะของการใช้ภาษา ผม/ดฉิ ัน (I - Language
Assertion) มี

ประโยชนอ์ ยา่ งมากต่อการแสดงออกถึงความร้สู กึ ทางลบ ไมว่ ่าความรูส้ ึกนนั้ จะเกดิ จากการทผ่ี อู้ ื่น
พยายามจะเข้ามายุ่งเก่ียวกับ ความรู้สกึ หรอื สทิ ธิส่วนบคุ คลของเขา ตลอดจนความรสู้ ึกทางลบอนั เกดิ
จากการท่ผี ู้อ่ืนพยายามยดั เยยี ดค่านิยมและความคาดหวงั ของตนให้กับเขา

7.6 การกลา้ แสดงออกและการชักจงู (Assertion and Persuation) บอ่ ยครงั้ ที่เรา
ตอ้ งการ

ถามตนเองว่าจะทำอย่างไรที่เสนอความคดิ เหน็ ตา่ งๆในการประชมุ หรือในกลุ่มเพ่ือใหเ้ ป็นที่ ยอมรบั
โดย ไม่แสดงความกา้ วรา้ วออกมา ซง่ึ วิธีการท่ีจะเสนอความคดิ ในกล่มุ ให้ได้ผลน้นั จะต้อง พจิ ารณา 2
ปจั จยั หลัก น้ันคือ เวลาและลักษณะของประโยคที่พดู ซ่งึ แน่นอนทสี่ ดุ การพดู จะต้องแสดงความจริงใจ
ของผู้พดู

สรปุ ไดว้ า่ พฤติกรรมการกล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสมน้นั มีลักษณะเปน็ ทักษะที่เกดิ จากการ
เรยี นรูท้ างสังคม มีการใช้สรรพนามแทนตนเอง มีความสุภาพ เคารพสทิ ธขิ องตนเองและผู้อ่ืนในการ
แสดงความคดิ เหน็ สีหนา้ ทา่ ทาง ความรู้สกึ ทงั้ พอใจและไม่ พอใจ การกล่าวและการยอมรับคำตชิ ม
การถามหรือการขอร้อง การปฏิเสธ โดยรักษาสทิ ธิของตนเอง ไวไ้ ด้และไม่ละเมดิ สทิ ธขิ องผู้อน่ื มี
ความมัน่ ใจ ชัดเจน และตรงไปตรงมา

32

องค์ประกอบของพฤติกรรมการกล้าแสดงออก

1. Wolpe (1973: 86) ไดจ้ ำแนกองค์ประกอบของการกลา้ แสดงออกไว้ดงั น้ี
1.1 การแสดงออกทางวาจาตามความรู้สึก และประสบการณ์ของตนเอง

โดยไม่ต้อง
อา้ ง เหตผุ ล

1.2 การแสดงความรู้สึกทางใบหนา้ ให้เหมาะสมกบั เนอื้ หา เมอ่ื มี
ปฏสิ มั พนั ธก์ บั คน
อน่ื

1.3 การแสดงความขดั แย้งโดยไมฝ่ นื ใจหรอื คล้อยตามในเรือ่ งที่ตนไมเ่ ห็น
ด้วย โดยแสดง อารมณไ์ ด้อยา่ งเหมาะสมในการแสดงความไมเ่ หน็ ดว้ ย

1.4 การใช้สรรพนามแทนตวั เองได้มากทสี่ ุด
1.5 การแสดงความยอมรับการชมเชยของผู้อนื่
1.6 การตอบสนองอย่างเป็นธรรมชาติ และรวดเร็วท่สี ุดเทา่ ทจ่ี ะทำได้

2. Alberti & Emmons (1982: 19) กลา่ วว่า องคป์ ระกอบท่ีสำคญั ที่สดุ ของพฤติกรรม การ
กลา้ แสดงออก มดี งั น้ี

1. วจนภาษา หรือการแสดงออกทางคำพูด (Content) ไดแ้ ก่
1.1 การกล่าวความรู้สกึ ของตนเอง (Feelings)
1.2 การกล่าวรักษาสทิ ธขิ องตนเอง (Rights)
1.3 การพูดดว้ ยความจริงใจ (Facts)
1.4 การแสดงความคิดเหน็ (Opinions)
1.5 การกล่าวคำขอร้อง การแสดงความต้องการ หรือการขอความ

ช่วยเหลอื (Requests)

33

1.6 การปฏเิ สธ (Limits)
2. อวจนภาษา หรือการแสดงออกทางรา่ งกาย (Nonverbal Style)

2.1 การประสานสายตา (Eye Contact)
2.2 นำ้ เสยี ง (Voice Tone)
2.3 การวางตำแหนง่ รา่ งกาย (Postures)
2.4 การแสดงออกทางใบหนา้ (Facial expressions)
2.5 การเคล่ือนไหวร่างกาย (Gestures)
2.6 ระยะหา่ ง (Distances)
2.7 การฟงั (Listening)
3. ชลลดา ทวคี ูณ (2556 อ้างใน นิโลบล แกว้ พ่วง, 2558: 17) ได้กล่าววา่ การแสดงออกท่ี
เหมาะสมมอี งคป์ ระกอบทีส่ ำคัญ คอื ภาษาทใี่ ช้ถ้อยคำและภาษาทไี่ ม่ใช่ถอ้ ยคำหรือเรยี กกันวา่ วจัน
ภาษาและอวกนั ภาษา ดงั นนั้ การแสดงออกทมี่ ิใช่คำพูดจงึ เปน็ สิง่ สำคญั อีกประการหนึง่ ท่ีจะชว่ ย
สง่ เสริมการแสดงออกให้สมบูรณม์ ากย่งิ ข้ึนดงั นี้
1. การประสานสายตา (Eye Contact) เป็นองคป์ ระกอบท่ีสำคัญของการสนทนาท่ีดจี ะ ช่วย
ให้เกดิ สมั พนั ธภาพทดี่ ีกับคู่สนทนา สว่ นการหันเหสายตาไปทางอ่ืนหรือชอบมองต่ำอย่เู สมอ นอกจาก
แสดงถึงการขาดการใส่ใจคู่สนทนาแล้ว ยงั ดเู หมอื นวา่ เป็นคนขาดความเชื่อมั่นในตนเองอีก ดว้ ย
2. การวางท่าทางของรา่ งกาย (Body Posture) ทา่ ทางของการยนื หรือการน่ังจะส่งผล ถึง
ความรูส้ ึกของผู้ฟังทมี่ ีต่อผู้พูดได้ ดังนน้ั หากคณุ ต้องลุกข้ึนยืนพดู ก็ควรแสดงออกดว้ ยท่าทางที่
คลอ่ งแคล่วว่องไวและยนื ตวั ตรงหรือหากนงั่ พดู ก็ควรแสดงออกด้วยท่าทีท่ีสบายตวั ตัง้ ตรงวางแขนและ
มอื บนโตะ๊ และไมค่ วรนั่งเทา้ คางหรอื เล่นสง่ิ ของบนโต๊ะ
3. ระยะหา่ งและการสัมผสั กาย (Distance and Physical Contact) ระยะหา่ งของ การยืน
หรือนั่งและการสัมผัสกายมีความสำคญั ต่อการสือ่ สารของบุคคลเช่นกันซงึ่ ระยะห่างควรจะใกล้ หรอื
ไกลเพียงใดหรือควรสัมผัสกายหรอื ไม่ คงตอ้ งข้นึ อยู่กบั ความสนิทสนมกนั ท้ังของผพู้ ูดและของ

34

เขียนถึงผฟู้ ัง ทัง้ น้ใี นสังคมไทยการสัมผัสกายควรใช้อย่างระมัดระวงั ยง่ิ ต่างเพศกนั ดว้ ยแล้วใน
สังคมไทยไม่ควร ใชเ้ ลยจะดกี ว่า

4. อากัปกริ ิยา (Gesture) อากัปกิริยาท่นี ่าช่ืนชม หรือใช้เมื่อในการประกอบการพดู
ไดด้ ี

จะช่วยเน้น ความเขา้ ใจ และความน่าเช่ือถือในส่ิงที่พดู ได้มาก ตอ้ งระมดั ระวัง การช้ีน้ิวเพราะทำให้ดู
ไมส่ ภุ าพ ควรใช้การแทนการ น้ิว ส่วนอากัปกริ ยิ า เคร่งเครียดลุกล้ลี ุกลนหรอื การใช้มีมาก เกนิ ไปอาจ
สง่ ผลใหค้ นบนขาดความน่าเละผู้ฟังเกิดความเปน็ หนว่ ยได้

5. การแสดงสหี น้า (Facial Expression) การแสดงสหี น้า ที่เปน็ ธรรมชาติและตรง
กับ

ถงึ พูดน้นั เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพราะสหี น้าจะเนน้ ในสิ่งท่ีคุณพดู ว่าจริงหรอื ไม่ตรงกันข้ามหากคุณ -
หน้าไมต่ รงกับพดู เชน่ พูดวา่ โกรธแต่ หน้า บนโน หรือวา่ โกรธหน้า แต่งค้วิ ขมวด ผู้ฟังจะร้สู ึกได้ทันที
ทค่ี ุณพูดน้นั ไม่เป็นความจริง ดังน้นั คุณจึงต้องแสดงสหี น้าใหต้ รงกบั สิ่งท่ีพดู อย่างเป็น รรมชาติ เน
ความร้สู ึกจรงิ ใจขยะผ้พู ูด

6. น้ำเสียง (Voice Tone) การออกเสยี งสงู - ตำ่ และระดบั ของน้ำเสียง การใชเ้ สียง

เป็นองคป์ ระกอบที่สำคัญ อีกอย่างหนึ่งของการส่ือสาร คำพดู เหมือนกนั แต่ตะโกนพูดด้วยความโกรธ
จะรบั ร้แู ตกต่างจาการตะโกนออกมาดว้ ยความรู้สกึ ทร่ี น่ื เรงิ ยนิ ดี หรือพูดอย่างกระซิบดว้ ย ความ
หวาดกลวั เสยี งทีเ่ บาและระดับเดียวกนั โดยตลอดจะทำให้รู้สึกวา่ ไม่ค่อยน่าสนใจในขณะทเี่ สยี ง
ตะโกนหรือเสียงทด่ี งั กลบั สรา้ งความร้สู กึ ที่ข่มขู่ และก่อใหเ้ กิดการต่อต้านไดล้ กั ษณะของเสียงแบง่
ออกเป็น 3 ลักษณะดังนี้

6.1 นำ้ เสียง ได้แก่ เสยี งดุ เสียงสะอน้ื เสยี งอ่อนหวาน หรือเสยี งโกรธแค้น
เปน็ ตน้

6.2 เสยี งสูง - ต่ำ ได้แก่ การเนน้ คำพยางค์ เสียงเรยี บสมำ่ เสมอ หรอื เสยี ง
สงู – ตำ่

คล้ายเสยี งรอ้ งเพลง 6.3 ระดับเสยี ง ได้แก่ เสียงกระซิบ เพื่อเรยี กร้องความสนใจ เสยี งดัง เพ่อื แสดง
อำนาจจึงควรรจู้ ักควบคมุ การใช้เสยี งให้ตรงกับความต้องการและส่งเสริมในส่ิงที่ตนพดู ใหม้ ากที่สุด

35

7. ความคล่องแคล่ว (Fluency) คำพดู ทีห่ ลัง่ ไหลออกมาอย่างราบรื่น ชดั เจน เป็นสงิ่
ท่มี ี
คุณคา่ อยา่ งย่งิ ต่อการสนทนา แต่การพดู ไดเ้ รว็ และพดู ไดน้ านอาจไม่ก่อให้เกิดประโยชน์แตอ่ ย่างไร
หากการพูดนัน้ มีการสะดดุ เป็นชว่ ง ๆ หรือผดิ พลาดบ่อย ผู้ฟงั อาจจะรำคาญเบื่อหน่ายและรสู้ ึกวา่ ผู้
พดู ขาดความเช่ือมัน่ ในตนเองได้ ดงั นัน้ การพดู ท่ีดจี งึ ไมค่ วรพูดเรว็ หรือช้าจนเกนิ ไปท่ีสำคัญคอื ต้องมี
ความชดั เจน ถกู ต้องและผ้ฟู ังสามารถเข้าใจได้ดจี ึงเป็นการดีที่สดุ
4. นิโลบล แก้วพ่วง (2558: 6) ไดแ้ บ่งองคป์ ระกอบของพฤติกรรมการกล้าแสดงออกอย่าง
เหมาะสมเปน็ 2 องค์ประกอบ ได้แก่

1. พฤติกรรมดา้ นภาษาท่าทาง
1.1 การประสานสายตา หมายถึง การสบตาคสู่ นทนา เพอ บอกใหร้ วู้ ่าผพู้ ูด

นั้นมี ความจรงิ ใจในส่งิ ทีพ่ ดู โดยไมใ่ ชก่ ารจ้องหนา้ คู่สนทนาท่จี ะสร้างความอึดอดั
1.2 การวางท่าทาง หมายถึง ท่าทางการยืนหรอื การน่งั ทีผ่ ่อนคลายไมเ่ ครง่

ขรมึ เกนิ ไปและคล่องแคล่วว่องไว
1.3 นำ้ เสียง หมายถงึ ระดับความดงั และจังหวะของนำ้ เสียงที่แสดงถึง

ความรสู้ ึกที่ แทจ้ ริง
2. พฤตกิ รรมด้านภาษาถ้อยคำ

2.1 การพูดแสดงความรสู้ ึก หมายถึง สามารถแสดงออกถึงความชอบและ
ความ สนใจอย่างไมเ่ ขนิ

2.2 การพูดเก่ียวกับตนเอง หมายถึง สามารถพูดเร่ืองเล่าท่ีนา่ สนใจและมี
คุณคา่ ให้
ผ้อู ่ืนทราบได้ เม่อื ถึงเวลาทีส่ มควรโดยไม่โม้โอ้อวด หรอื ผกู ขาดการสนทนาคนเดยี ว
2.3 การพดู ทกั ทาย หมายถงึ สามารถพูด แสดงความเปน็ มิตรกับบุคคลท่ี
ตอ้ งการ รจู้ กั กนั ให้มากข้ึน ด้วยท่าทางย้มิ แย้มแจม่ ใสที่ได้พบเจอ

36

2.4 การยอมรับและกลา่ วคำชมเชย หมายถึง สามารถกลา่ วคำชมเชยต่อ
ผ้อู น่ื ได้ เม่ือ เขาประสบความสำเร็จหรือภาคภมู ใิ จกับสิง่ ใดสงิ่ หนง่ึ และสามารถ
ยอมรบั คำชมเชยดว้ ยความจรงิ ใจ

2.5 การแสดงออกความคดิ เห็น หมายถงึ สามารถแสดงความคดิ เห็นของ
ตนทัง้ เห็น ดว้ ยและไม่เห็นดว้ ยใหผ้ ้อู ่นื ได้รบั ฟัง

2.6 การกลา่ ววาจาเพ่ือรกั ษาสิทธิ หมายถึง เมอ่ื ถกู เอาเปรียบอยา่ งไม่
ยุตธิ รรม สามารถกลา่ วปฏเิ สธ สามารถแสดงสิทธขิ องตนเองและขอให้ผู้อน่ื ปฏบิ ัติ
ตอ่ ตนเองด้วยความยุติธรรม โดยไม่ทะเลาะหรอื โกรธผอู้ น่ื

สรปุ ไดว้ ่า พฤติกรรมการกล้าแสดงออกอย่างเหมาะสมนั้น มีองคป์ ระกอบเป็นการส่อื สารที่
แสดงความรสู้ กึ ทางคำพดู ท่าทาง หรือท่ีเรยี กวา่ วจันภาษา ได้แก่ การกล่าวแสดงความคิด ความรู้สกึ
การกล่าวขอรอ้ ง แสดงความตอ้ งการ หรอื ขอความช่วยเหลอื การกลา่ วปฏเิ สธหรอื การกล่าวรักษา
สทิ ธิ การกลา่ วและยอมรบั คำตชิ ม และอวจันภาษา ได้แก่ น้ำเสยี ง การประสานสายตา การวางทา่
ทาง ระยะหา่ ง การสัมผัส การแสดงออกทางใบหนา้ และความไวใน การตอบสนอง

หลักสตู รแกนกลาง

1.หลกั สตู รแกนกลางการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใชห้ ลกั สูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช ๒๕๔๔ ให้
เป็นหลักสูตรแกนกลางของประเทศ โดยกำหนดจดุ หมาย และมาตรฐานการเรยี นรเู้ ป็นเปา้ หมายและ
กรอบทิศทางในการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มีคณุ ภาพชีวิตที่ดีและมีขดี
ความสามารถในการแข่งขันในเวทีระดับโลก ยดึ มั่นในระบบปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมี
พระมหากษัตรยิ ท์ รงเปน็ ประมุข มคี วามรู้และทักษะพนื้ ฐาน รวมทงั้ เจตคตทิ จี่ ำเป็นต่อการศึกษา ต่อ
การประกอบอาชพี และการศึกษาตลอดชีวติ โดยมุ่งเนน้ ผเู้ รยี นเป็นสำคญั บนพื้นฐานความเชอื่ วา่ ทกุ
คนสามารถเรยี นรูแ้ ละพฒั นาตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ

1.1.วิสยั ทัศน์

หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน มุ่งพฒั นาผ้เู รยี นทกุ คน ซงึ่ เปน็ กำลังของชาติให้

เปน็ มนษุ ยท์ ี่มีความสมดลุ ทงั้ ด้านร่างกาย ความรู้ คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเปน็ พลเมอื งไทยและ
เปน็ พลโลก ยึดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมขุ มี

37

ความรแู้ ละทักษะพืน้ ฐาน รวมทัง้ เจตคติ ทีจ่ ำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบอาชีพและการศึกษา
ตลอดชวี ติ โดยม่งุ เนน้ ผเู้ รียนเป็นสำคญั บนพน้ื ฐานความเช่ือว่า ทุกคนสามารถเรียนรูแ้ ละพฒั นา
ตนเองไดเ้ ต็มตามศักยภาพ

1.2 หลกั การ
หลกั สูตรแกนกลางการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน มหี ลกั การทสี่ ำคัญ ดังน้ี

1.2.1เปน็ หลกั สูตรการศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติ มจี ดุ หมายและ
มาตรฐานการเรยี นรู้เปน็ เป้าหมายสำหรบั พฒั นาเด็กและเยาวชนใหม้ คี วามรู้ ทกั ษะ เจตคติ และ
คุณธรรมบนพน้ื ฐานของความเปน็ ไทยควบคู่กบั ความเปน็ สากล

1.2.2 เปน็ หลกั สตู รการศกึ ษาเพอ่ื ปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสไดร้ บั
การศกึ ษาอย่างเสมอภาค และมีคุณภาพ

1.2.3 เป็นหลกั สตู รการศกึ ษาทส่ี นองการกระจายอำนาจ ใหส้ ังคมมีสว่ น
ร่วมในการ
จดั การศกึ ษาใหส้ อดคล้องกบั สภาพและความต้องการของทอ้ งถน่ิ

1.2.4 เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาทมี่ ีโครงสรา้ งยืดหยุ่นท้ังด้านสาระการเรียนรู้
เวลาและ
การจัดการเรยี นรู้

1.2.5 เปน็ หลักสูตรการศกึ ษาทเี่ น้นผเู้ รยี นเป็นสำคัญ
1.2.6 เป็นหลกั สูตรการศึกษาสำหรับการศกึ ษาในระบบ นอกระบบ
และตามอธั ยาศัยครอบคลุมทุกกล่มุ เปา้ หมาย สามารถเทียบโอนผลการเรยี นรู้ และประสบการณ์
1.3 จดุ หมาย
หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขัน้ พน้ื ฐาน มุ่งพฒั นาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มี
ความสขุ มศี ักยภาพในการศึกษาต่อ และประกอบอาชีพ จึงกำหนดเป็นจดุ หมายเพื่อใหเ้ กิดกับ
ผู้เรยี น เมอ่ื จบการศึกษาข้ันพนื้ ฐาน ดงั นี้

38

1.3.1 มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และค่านยิ มท่ีพึงประสงค์ เห็นคุณค่าของ
ตนเอง
มีวนิ ยั และปฏิบัตติ นตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาทต่ี นนบั ถือ ยึดหลักปรัชญาของ
เศรษฐกิจพอเพียง

1.3.2 มคี วามรู้ ความสามารถในการสื่อสาร การคดิ การแก้ปญั หา
การใชเ้ ทคโนโลยี และมีทักษะชีวติ

1.3.3 มีสุขภาพกายและสขุ ภาพจติ ท่ีดี มสี ุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย
1.3.4 มคี วามรักชาติ มีจติ สำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึด
ม่นั ในวถิ ี
ชีวิตและการปกครองตามระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมขุ
1.3.5 มีจติ สำนกึ ในการอนุรักษว์ ัฒนธรรมและภมู ปิ ัญญาไทย การอนรุ กั ษ์
และ
พฒั นาส่งิ แวดลอ้ ม มจี ิตสาธารณะท่ีมุ่งทำประโยชน์และสร้างสงิ่ ที่ดีงามในสงั คม และอย่รู ่วมกนั ใน
สงั คมอย่างมีความสขุ
1.4 สมรรถนะสำคัญของผเู้ รยี น
หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาข้ันพื้นฐาน มงุ่ ให้ผเู้ รียนเกิดสมรรถนะสำคญั ๕
ประการ ดงั นี้
1.4.1 ความสามารถในการส่อื สาร เป็นความสามารถในการรับและสง่ สาร
มวี ฒั นธรรมในการใชภ้ าษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรสู้ กึ และทัศนะของตนเองเพื่อ
แลกเปลย่ี นข้อมลู ข่าวสารและประสบการณ์อันจะเป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนาตนเองและสังคม
รวมทัง้ การเจรจาต่อรองเพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรบั หรือไมร่ บั ขอ้ มูล
ข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและความถูกต้อง ตลอดจนการเลอื กใช้วิธีการสอื่ สาร ท่ีมปี ระสิทธิภาพโดย
คำนงึ ถงึ ผลกระทบทม่ี ีต่อตนเองและสังคม

39

1.4.2 ความสามารถในการคดิ เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การ
คิด

สงั เคราะห์ การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคดิ อย่างมีวจิ ารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพ่ือนำไปสู่
การสรา้ งองค์ความรู้หรือสารสนเทศเพื่อการตัดสนิ ใจเกี่ยวกับตนเองและสงั คมไดอ้ ย่างเหมาะสม

1.4.3 ความสามารถในการแก้ปญั หา เป็นความสามารถในการแกป้ ัญหา
และ

อุปสรรคต่าง ๆ ท่เี ผชญิ ไดอ้ ย่างถูกต้องเหมาะสมบนพนื้ ฐานของหลกั เหตผุ ล คุณธรรมและข้อมลู
สารสนเทศ เข้าใจความสมั พันธแ์ ละการเปลีย่ นแปลงของเหตกุ ารณต์ ่าง ๆ ในสงั คม แสวงหาความรู้
ประยุกต์ความรมู้ าใช้ในการป้องกันและแก้ไขปญั หา และมีการตัดสนิ ใจทม่ี ีประสิทธภิ าพโดยคำนึงถึง
ผลกระทบที่เกดิ ข้ึน ต่อตนเอง สงั คมและส่งิ แวดล้อม

1.4.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชวี ติ เป็นความสามารถในการนำ
กระบวนการ

ต่าง ๆ ไปใชใ้ นการดำเนินชีวติ ประจำวัน การเรยี นรดู้ ว้ ยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนือ่ ง การทำงาน
และการอยู่ร่วมกนั ในสงั คมดว้ ยการสรา้ งเสรมิ ความสัมพนั ธ์อนั ดีระหว่างบุคคล การจัดการปญั หาและ
ความขดั แย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตวั ให้ทนั กบั การเปล่ียนแปลงของสงั คมและ
สภาพแวดล้อม และการร้จู ักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พงึ ประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อนื่

1.4.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือก
และใช้

เทคโนโลยีด้านต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยี เพ่ือการพัฒนาตนเองและสงั คม ใน
ด้านการเรยี นรู้ การสื่อสาร การทำงาน การแก้ปญั หาอยา่ งสร้างสรรค์ ถูกต้อง เหมาะสม และมี
คุณธรรม

1.5 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค์

หลักสูตรแกนกลางการศึกษาข้ันพ้นื ฐาน มงุ่ พัฒนาผเู้ รียนให้มคี ณุ ลักษณะอนั พึง
ประสงค์

เพือ่ ใหส้ ามารถอยูร่ ่วมกับผู้อ่ืนในสังคมไดอ้ ย่างมคี วามสุข ในฐานะเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดงั น้ี

40

1.5.1 รกั ชาติ ศาสน์ กษัตริย์
1.5.2 ซือ่ สตั ย์สุจรติ
1.5.3 มีวินัย
1..5.4 ใฝ่เรยี นรู้
1.5.5 อยู่อย่างพอเพียง
1.5.6 มุ่งมน่ั ในการทำงาน
1.5.7 รกั ความเป็นไทย
1.5.8 มีจติ สาธารณะ
1.6 มาตรฐานการเรียนรู้
การพฒั นาผ้เู รียนใหเ้ กิดความสมดลุ ต้องคำนึงถึงหลกั พัฒนาการทางสมอง และพหุ
ปญั ญา หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขน้ั พ้นื ฐานจึงกำหนดใหผ้ เู้ รียนเรียนรู้ 8 กลุ่มสาระการเรยี นรู้
ดงั น้ี
1.6.1 ภาษาไทย
1.6.2 คณิตศาสตร์
1.6.3 วิทยาศาสตร์
1.6.4 สงั คมศกึ ษา ศาสนาและวฒั นธรรม
1.6.5 สุขศกึ ษาและพลศกึ ษา
1.6.6 ศลิ ปะ
1.6.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี
1.6.8 ภาษาตา่ งประเทศ

41

ในแตล่ ะกล่มุ สาระการเรียนรไู้ ด้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ
พฒั นาคุณภาพผ้เู รยี น มาตรฐานการเรยี นรู้ระบุสงิ่ ท่ีผู้เรียนพงึ รู้ ปฏิบัตไิ ด้ มีคุณธรรมจริยธรรม และ
คา่ นิยมที่พงึ ประสงค์ เม่ือจบการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน นอกจากนัน้ มาตรฐานการเรยี นรยู้ งั เป็นกลไกสำคญั

1.7 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระท่ี 1 ศาสนา ศีลธรรม จริยธรรม
มาตรฐาน ส 1.1 รู้ และเขา้ ใจประวัติ ความสำคัญ ศาสดา หลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือ
ศาสนาทต่ี นนับถือและศาสนาอน่ื มีศรัทธาทถี่ ูกต้อง ยดึ ม่ัน และปฏบิ ตั ิตามหลกั ธรรม เพอ่ื อยูร่ ่วมกนั
อย่างสนั ติสุข
มาตรฐาน ส 1.2 เขา้ ใจ ตระหนกั และปฏบิ ตั ิตนเป็นศาสนกิ ชนทดี่ ี และธำรงรกั ษาพระพุทธศาสนา
หรอื ศาสนาทตี่ นนับถือ
สาระที่ 2 หน้าท่ีพลเมือง วัฒนธรรม และการดำเนินชวี ติ ในสงั คม
มาตรฐาน ส 2.1 เขา้ ใจและปฏิบัตติ นตามหน้าท่ีของการเปน็ พลเมอื งดี มคี ่านิยมทีด่ ีงาม และธำรง
รักษาประเพณีและวฒั นธรรมไทย ดำรงชีวิตอยรู่ ่วมกันในสังคมไทยและสงั คมโลกอยา่ งสันติสขุ
มาตรฐาน ส 2.2 เขา้ ใจระบบการเมืองการปกครองในสังคมปจั จุบัน ยึดม่นั ศรทั ธาและธำรงรกั ษา
ไว้ซ่ึงการปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข
สาระที่ 3 เศรษฐศาสตร์
มาตรฐาน ส.3.1 เขา้ ใจและสามารถบริหารจดั การทรพั ยากรในการผลิตและการบริโภคการใช้
ทรพั ยากรท่ีมีอยจู่ ำกดั ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพและคุ้มค่า รวมทง้ั เข้าใจหลกั การของเศรษฐกิจพอเพียง
เพื่อการดำรงชวี ติ อย่างมีดุลยภาพ
มาตรฐาน ส.3.2 เข้าใจระบบ และสถาบันทางเศรษฐกจิ ต่าง ๆ ความสมั พนั ธ์ทางเศรษฐกจิ และ
ความจำเปน็ ของการร่วมมือกันทางเศรษฐกจิ ในสงั คมโลก
สาระท่ี 4 ประวตั ิศาสตร์
มาตรฐาน ส 4.1 เขา้ ใจความหมาย ความสำคัญของเวลาและยคุ สมยั ทางประวัติศาสตร์ สามารถใช้
วธิ กี ารทางประวตั ศิ าตรว์ เิ คราะหเ์ หตุการณ์ตา่ งๆ อย่างเป็นระบบ

42

มาตรฐาน ส 4.2 เข้าใจพฒั นาการของมนุษยชาตจิ ากอดตี จนถงึ ปจั จุบนั ในด้านความสัมพันธแ์ ละ
การเปล่ยี นแปลงของเหตุการณอ์ ย่างต่อเน่ือง ตระหนักถึงความสำคัญและสามารถ วเิ คราะห์
ผลกระทบท่ีเกดิ ขน้ึ
มาตรฐาน ส 4.3 เข้าใจความเปน็ มาของชาติไทย วฒั นธรรม ภูมปิ ัญญาไทย มีความรักความภมู ิใจ
และธำรงความเปน็ ไทย

สาระท่ี 5 ภูมศิ าสตร์
มาตรฐาน ส 5.1 เข้าใจลกั ษณะของโลกทางกายภาพ และความสัมพนั ธข์ องสรรพสง่ิ ซง่ึ มผี ล ต่อกนั
และกนั ในระบบของธรรมชาติใช้แผนท่แี ละเครื่องมอื ทางภมู ิศาสตร์ ในการคน้ หาวเิ คราะห์ สรปุ และ
ใชข้ อ้ มลู ภมู ิสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ส 5.2 เขา้ ใจปฏิสมั พนั ธร์ ะหวา่ งมนุษยก์ บั สภาพแวดล้อมทางกายภาพท่ี ก่อให้เกิด การ
สร้างสรรค์วัฒนธรรม มีจติ สำนึกและมสี ว่ นร่วมในการอนุรักษ์ ทรพั ยากรและส่ิงแวดล้อม เพื่อการ
พฒั นาที่ยง่ั ยนื

5.งานวจิ ยั ทเี่ ก่ยี วข้อง
1. F.X. Mendez et al. (2002: 38) ไดศ้ กึ ษาทักษะทางสังคมด้านพฤติกรรมการ

กล้าแสดงออก อย่างเหมาะสมของวัยรุ่นท่ีมีอายุตง้ั แต่ 12-17 ปี ทอ่ี ยู่ในระดับช้นั
มธั ยมศึกษาปที ี่ 1-6 มีกลุ่มตวั อย่าง จํานวน 634 คน เป็นเพศชาย 382 คน และเพศหญิง
252 คน จากผลการศกึ ษาพบวา่ เพศหญิงมี ทกั ษะทางสังคมเก่ยี วกับพฤติกรรมการกล้า
แสดงออกอยา่ งเหมาะสมมากกว่าเพศชายอย่างมีนยั สำคญั ทีร่ ะดบั .01

2. Prakash N. R. & Devi S. N. (2014: 2570) ได้ศึกษาพฤตกิ รรมการกลา้ แสดงออกอย่าง

เหมาะสมของนักศึกษา จำนวน 100 คน โดยเป็นเพศชายจำนวน 50 คน เพศหญิงจำนวน 50 คน
จากผลการศึกษาพบว่า นักศึกษาชายและนักศึกษาหญงิ มีพฤติกรรมการกลา้ แสดงออกอย่างเหมาะสม
แตกตา่ งกนั อย่างมนี ัยสำคัญท่ีระดับ .05

3. C.G. Fragoso et al. (2017: 134) ได้ศกึ ษาเกีย่ วกับพฤติกรรมการกลา้ แสดงออกอย่าง
เหมาะสมของนักเรียนโรงเรียนในเขต Hidalgo ประเทศ Mexico ระดับช้ันมัธยมศึกษาจำนวน 535

43

คน เปน็ เพศชายจำนวน 292 คน และเพศหญงิ จำนวน 243 คน ท่มี ีอายุระหวา่ ง 11-17 ปี จากผล
การศกึ ษาพบวา่ นักเรียนชายและนักเรยี นหญิงมพี ฤตกิ รรมการกลา้ แสดงออกอยา่ งเหมาะสมแตกตา่ ง
กันอยา่ งมีนัยสำคัญท่ีระดับ .05

4. Narayanappa (2016: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาเกยี่ วกับพฤติกรรมการกลา้ แสดงออกอย่าง
เหมาะสมของนักเรียนระดบั ชัน้ มธั ยมศกึ ษาจาํ นวน 240 คน จากการศึกษาพบว่า นักเรยี นชายและ
นักเรยี นหญิงมีพฤติกรรมการกล้าแสดงออกอยา่ งเหมาะสมแตกต่างกันอย่างมนี ยั สำคัญท่ีระดบั .05

5. จติ ราภรณ์ ชีรนรวนชิ ย์ (2556: 75) ไดศ้ กึ ษาเรื่องพฤติกรรมการกลา้ แสดงออกในช้ันเรียน
อยา่ งเหมาะสมของนักเรียนระดบั ชั้นมธั ยมศึกษาตอนตน้ โรงเรียนพระปฐมวทิ ยาลัย จังหวัดนครปฐม
จากผลการศึกษา พบว่า นักเรียนระดบั ช้นั มัธยมศึกษาตอนตน้ โรงเรยี นพระปฐมวิทยาลัย จงั หวดั
นครปฐม ท่มี ีเพศต่างกนั มีพฤตกิ รรมการกลา้ แสดงออกในชั้นเรียนอยา่ งเหมาะสม ในภาพรวมไม่
แตกตา่ งกนั ส่วนในรายด้านพบว่า ด้านการกลา้ แสดงออกทางกายแตกตา่ งกัน อย่างมนี ัยสำคญั ทาง
สถิติทรี่ ะดบั .05 ส่วนด้านการกลา้ แสดงออกทางวาจาไม่แตกต่าง

6. จริญญารักษ์ ชยั มงคล (2555, หนา้ 42 -55) ได้ทดลอง การปรับพฤติกรรมการเรยี นวิชา
คณติ ศาสตร์โดยใช้กระบวนการกลมุ่ สำหรับนักเรียนชั้นมธั ยมศึกษาปที ่ี 1 โรงเรยี นแม่ตืนวิทยา
จงั หวดั ลำพนู จำนวน 32 คน เครื่องมอื ที่ใชใ้ นการศกึ ษาคือ แผนการจดั การเรยี นรู้ วิชาคณิตศาสตร์
เพม่ิ เติม เรือ่ งบทเรยี นประยุกต์ 2 จำนวน 12 แผน แบบประเมินการเรียนรู้ แบบบันทึกหลงั สอน และ
แบบประเมินการทำงานกลุ่ม ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพ่ือปรบั พฤติกรรมการเรียนวิชา
คณติ ศาสตรโ์ ดยใช้กระบวนการกลมุ่

7. พระสุรพล อาภรโณ (ไกรรอด)๕๗ วจิ ัยเร่ืองการจดั กิจกรรมการเรียนรแู้ บบกระบวนการ

กลุม่ สาระการเรียนรู้พระพุทธสาสนา ของนักเรยี นช้นั มธั ยมศึกษาปีที่ ๒ โรงเรียนทวธี าภเิ ศกกรงุ เทพ
มหานคร

44

บทที่ 3
วิธีการดำเนินการวจิ ัย

การวจิ ยั น้ี เปน็ วจิ ยั ประเภท เชิงทดลอง โดยมวี ตั ถุประสงค์เพือ่ 1) เพื่อพัฒนาพฤติกรรม
ความกล้าแสดงออกโดยใช้กระบวนการเรยี รู้แบบกล่มุ (Kurt Lewin) ในรายวชิ าสังคมศกึ ษา 2) เพ่ือ
เปรยี บเทียบพฤตกิ รรมในการแสดงออกของนักเรียนช้ันมธั ยมศึกษาปีที่1 โดยใช้กระบวนการเรียนรู้
แบบกลุ่ม(Kurt Lewin) ในรายวชิ าสังคมศึกษาก่อนเรียนและหลังเรียน โดยมีขั้นตอนการดำเนนิ การ
วจิ ัย แสดงในภาพที่ 3-1

ศศึกษาข้อมลู เบื้องต้น เกยี่ วกับแนวคดิ และทฤษีทเ่ี ก่ียวข้อง
1. ทฤษฎีกระบวนการเรยี นรู้แบบกลุ่ม (Kurt Lewin)
2. ทฤษฎีพฤติกรรมการกลา้ แสดงออก

พพพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้และเคร่ืองมือวิจัย

ตรวจสอบคณุ ภาพเครอื่ งมือวจิ ยั

ดำเนนิ การทดลอง

ประเมนิ ผล


Click to View FlipBook Version