เร่อื งเลา่ เผา่ ม้ง | 51
เคร่ืองแตง่ กาย
เคร่ืองแต่งกายม้งมีมาแต่แรกเร่ิมของชนเผ่าม้งตามหลักฐานท่ีค้นพบ
ภาพถ่ายในค.ศ.1954 หรือ พ.ศ.2497 โดยคนม้งในอดีตมักมีตำ�นานหรือนิทานปรัมปรา
เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ศิลปะเคร่ืองแต่งกายโดยเฉพาะลวดลายของธรรมชาติ
ทม่ี กี ารอา้ งองิ ตามธรรมชาติ เชน่ ลายกน้ หอย ลายตนี ไก่ ลายตาววั และลายภเู ขา เปน็ ตน้
แตส่ ว่ นใหญท่ ค่ี น้ พบแตแ่ รกเรม่ิ นน้ั การตกแตง่ ลวดลายยงั ไมเ่ ปน็ ทน่ี ยิ มมากนกั
เร่อื งเลา่ เผา่ ม้ง | 57
เคร่อื งแต่งกายม้งในปัจจุบันมีการประยุกต์จากอดีตให้มีความเข้ากับยุคสมัย
สง่ิ ทป่ี รบั เปลย่ี นอาจเปน็ วสั ดหุ รอื วตั ถดุ บิ ทใ่ี ช้ และในปจั จบุ นั ชาวมง้ กม็ คี วามคดิ สรา้ งสรรค์
มากย่ิงข้ึน ย่ิงทำ�ให้ผลงานการสร้างสรรค์มีความหลากหลาย โทนสีสดใส น่าสนใจ
มลี วดลายทล่ี ะเอยี ดเพม่ิ มากขน้ึ ดว้ ยเครอ่ื งมอื ทท่ี นั สมยั ขน้ึ ยง่ิ ท�ำ ใหก้ ารตดั เยบ็ กส็ ะดวก
มากขน้ึ ชาวมง้ จงึ สามารถออกแบบและตดั เยบ็ ไดต้ ามใจ แตก่ ย็ งั ไมท่ ง้ิ เอกลกั ษณเ์ ดมิ
นน่ั คอื ลวดลายและสว่ นประกอบของชดุ ทไ่ี มไ่ ดม้ กี ารลดหรอื ตดั ทอนออกไป แตม่ เี พม่ิ ขน้ึ
ใหม้ คี วามสวยงามนา่ สนใจและยงั แสดงออกซง่ึ ฐานะอกี ดว้ ย
หมวก
เสอ้ื แขนยาว
เร่อื งเล่า เผา่ ม้ง | 62 กระโปรง
ตา่ งหเู งนิ ผา้ มดั เอว
ดา้ นหลงั
เขม็ ขดั เงนิ
หว่ งคอเงนิ
ถงุ นอ่ ง ผา้ มดั เอว
รองเทา้ ดา้ นหนา้
เร่อื งเลา่ เผ่ามง้ | 63
เสอ้ื แขนยาว
ใช้ผ้าสีดำ�หรือสีนำ้�เงินเข้ม ปักลวดลายหรือขลิบด้วยผ้าสีท่ีหน้าอก
คอปกเส้ือมีลักษณะเป็นคอกลมและคอวี ห้อยพับไปด้านหลัง มีการประดิษฐ์
ลวดลายสวยงาม สวมกระโปรงจบี รอบตวั ท�ำ ลวดลาย โดยวธิ เี ขยี นดว้ ยขผ้ี ง้ึ แลว้
น�ำ ไปยอ้ มดว้ ยสคี ราม เกดิ เปน็ ลายสวยงามดา้ นหนา้ จะมผี า้ ผนื ยาวปกั เปน็ ลวดลาย
สวยงาม คาดปดิ กระโปรงลงมาอกี ชน้ั หนง่ึ
เร่อื งเล่า เผา่ ม้ง | 64
กระโปรง
กระโปรงจีบรอบตัว ต้องผ่านข้ันตอนหลายกระบวนการกว่าจะได้มา
หนง่ึ ชน้ิ เรม่ิ จากเขยี นลายแบบวธิ ดี ง้ั เดมิ ดว้ ยอปุ กรณ์ “หลาเจย๊ี ” หรอื ปากกาเขยี นเทยี น
จุ่มนำ้�เทียนร้อน ๆ ข้ึนลวดลายเรขาคณิตบนผ้าใยกัญชงโดยไม่มีการร่างแบบ
เพราะเสน้ สายลายตา่ ง ๆ อยใู่ นความคดิ ความช�ำ นาญของผทู้ �ำ มาหลายทศวรรษ
ปจั จบุ นั บา้ นมง้ เขก็ นอ้ ยมผี สู้ บื สานงานเขยี นเทยี น ควบคกู่ บั การใชแ้ มพ่ มิ พป์ ม๊ั เพอ่ื
ความสะดวกและรวดเรว็
เร่อื งเลา่ เผา่ มง้ | 65
ผา้ มัดเอว ผา้ มดั เอว มลี กั ษณะของผา้ มดั เอวของผหู้ ญงิ มง้ จะมลี ายปกั อยทู่ ช่ี ว่ งทา้ ย ดา้ นหลงั มลี กั ษณะทเ่ี หมอื นกบั
ด้านหน้าแต่จะมีลักษณะท่เี ล็กกว่าเล็กน้อย ในสมัยก่อนเช่อื ว่าเป็นชุดท่ใี ช้สำ�หรับการทหารเพราะเป็นชุดท่ใี ส่แล้ว
สะดวกในการเดนิ ทาง ไมว่ า่ จะเปน็ ชดุ ผหู้ ญงิ หรอื ผชู้ าย เพราะไมม่ เี วลาทจ่ี ะท�ำ การยอ้ มสี ตอ้ งท�ำ สงคราม หลงั จากท่ี
ผา่ นการท�ำ สงครามแลว้ จงึ จะใสช่ ดุ เชน่ เดมิ
ดา้ นหลงั
ดา้ นหนา้
เรื่องเล่า เผ่าม้ง | 66
หมวกเครอ่ื งเงนิ หมวก
หมวกเป็นอีกเคร่ืองประดับท่ีท่ีผู้หญิงมักสวมใส่
เพ่ือเพ่ิมความสวยงามให้กับเคร่ืองแต่งกายหมวกสำ�หรับผู้หญิง
มีความหลากหลายทรง และสามารถตกแต่งหรือปักลวดลาย
ลงบนหมวกไดต้ ามความคดิ สรา้ งสรรค์ เพอ่ื ใหส้ วยงามและเขา้ กบั
เครอ่ื งแตง่ กาย
หมวก
ทรงสามเหลย่ี ม
หมวกวงกลม หมวกทรงมวยผม เร่อื งเลา่ เผ่ามง้ | 67
เสอ้ื แขนยาว กางเกง
เร่อื งเลา่ เผ่ามง้ | 68
หมวก
สรอ้ ยคอเงนิ
เขม็ ขดั เงนิ ผา้ มดั เอว
เร่อื งเล่า เผา่ ม้ง | 69
เส้อื แขนยาว
ใชผ้ า้ สดี �ำ หรอื น�ำ้ เงนิ เขม้ เสอ้ื แขนยาวจรดขอ้ มอื ชายเสอ้ื สน้ั ระดบั
เอว หนา้ อกดา้ นขวาทบั ดา้ นซา้ ยของของตวั เสอ้ื หนา้ อกเสอ้ื จะปกั ลวดลาย
ด้วยผ้าสี ปักแทบจะเต็มปกเส้ือด้านหน้าและมีลายปักรอบตัวเส้ือ เป็น
เสอ้ื ไมม่ คี อปก
เร่อื งเล่า เผา่ ม้ง | 70
กางเกง
สว่ นกางเกงจะใชส้ เี ดยี วกนั ชว่ งขาและเปา้ กางเกงจะกวา้ งและหยอ่ นต�ำ่ ลง
มาถงึ หวั เขา่ แตป่ ลายขาจะเลก็ และแคบลง กางเกงมลี กั ษณะเอวกวา้ งมเี ปา้ กางเกง
ยาวเกอื บถงึ พน้ื ดนิ ขากางเกงนน้ั เลก็ ไมส่ ามารถทจ่ี ะถลกขน้ึ ไดส้ งู มากนกั เพยี งแค่
ทเ่ี ขา่ เทา่ นน้ั
เรื่องเลา่ เผ่ามง้ | 71
ผา้ มัดเอว
ผา้ มดั เอวของผชู้ าย ลกั ษณะผา้ คาดเอวนน้ั จะมลี กั ษณะใชส้ ดี �ำ
สว่ นปลายทม่ี ลี ายปกั นน้ั จะมลี กั ษณะเฉยี ง 45 องศามลี กั ษณะเหลย่ี ม
เวลาสวมใสจ่ ะมผี า้ สแี ดงคาดเอวเอาไว้ ชายผา้ คาดเอวทง้ั สองขา้ ง
และปักลวดลายสวยงาม ห้อยลงมา บางคนก็คาดเข็มขัดเงินทับผ้าแดง
อกี ชน้ั หนง่ึ
เร่อื งเล่า เผา่ ม้ง | 72
หมวก
หมวกของผชู้ ายมลี กั ษณะครง่ึ วงกลม ท�ำ จากผา้ สดี �ำ
หรอื คราม ไมน่ ยิ มปกั เนน้ ตกแตง่ ดว้ ยปอมไหมพรมทม่ี สี สี นั หรอื
ใชเ้ ทคนคิ แบบภาพเขยี นเทยี น
เร่อื งเลา่ เผา่ มง้ | 73
เครื่องเงิน
สรอ้ ยคอเงนิ
ม้งนิยมประดับเคร่อื งเงินต่าง ๆ เช่นกำ�ไลคอ กำ�ไลมือ สร้อยประกอบกำ�ไลคอและแหวน เคร่อื งประดับเช่นเดียวกับเคร่อื งแต่งกายท่ไี ด้กล่าวมาข้างต้น
หลังจากม้งแพ้สงครามในคร้ังน้ัน (ณ นครป้างเต่อหล่าง) ชนชาติม้งก็ถูกทหารจีนตรวนโซ่ท่ีคอ แขนและขา เพ่ือเป็นสัญลักษณ์แห่งความพ่ายแพ้และแสดงถึง
ความเปน็ ทาสรบั ใชข้ องชาวจนี เมอ่ื กาลเวลาลว่ งเลยผา่ นไปเดก็ มง้ รนุ่ ใหม่ ๆ กม็ กั จะเกดิ ความสงสยั จงึ ถามพอ่ แมถ่ งึ โซต่ รวนทส่ี วมใสอ่ ยบู่ อ่ ย ๆ และดว้ ยความรกั
ในความเปน็ ชนชาตมิ ง้ ไมอ่ ยากใหล้ กู หลานทราบถงึ ความพา่ ยแพท้ ม่ี ตี อ่ จนี จงึ ตอบวา่ เปน็ เครอ่ื งประดบั มไี วส้ วมใสเ่ พอ่ื ความสวยงามของรา่ งกาย มง้ รนุ่ ตอ่ มาทไ่ี มท่ ราบ
ความเปน็ จรงิ จงึ ไดน้ �ำ เงนิ มาตเี ปน็ ก�ำ ไลคอ ก�ำ ไลมอื และก�ำ ไลแขนแทนเหลก็ ใหล้ กู หลานใส่ และตง้ั แตน่ น้ั มาก�ำ ไลเงนิ ตา่ ง ๆ เหลา่ นน้ั กก็ ลายเปน็ เครอ่ื งประดบั
ในปัจจุบันม้งเร่มิ มีการเปล่ยี นแปลงมากข้นึ ตลอด จนได้รับการพัฒนาฝีมือ และมีการประกอบอาชีพท่เี ป็นการเสริมรายได้ให้กับครอบครัวได้อย่างม่นั คง
ซง่ึ อาชพี ดงั กลา่ ว ไดแ้ ก่ การท�ำ เครอ่ื งเงนิ การท�ำ เครอ่ื งประดบั จากทองเหลอื งและการเขยี นผา้ บาตกิ การปกั ผา้ ชาวเขา การท�ำ มดี (ตมี ดี ) เปน็ ตน้
เรอ่ื งเลา่ เผา่ ม้ง | 74
เขม็ ขดั เงนิ
เหรยี ญเงนิ
สรอ้ ยคอเงนิ เม่ือศิลปะจากนำ้�มือชาวม้ง คือความละเมียดละไมท่ีกล่ันมาจากวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิต
จงึ เปน็ แหลง่ จ�ำ หนา่ ยเครอ่ื งเงนิ ฝมี อื ชาวมง้ เชน่ สรอ้ ยคอ ตา่ งหู แหวน และก�ำ ไล ใหท้ กุ คนไดเ้ ลอื กซอ้ื หาตามใจชอบ
ชาวมง้ มคี วามเชอ่ื วา่ “เงนิ ” คอื สง่ิ ทแ่ี สดงถงึ ความมฐี านะ ความมง่ั คง่ั ร�ำ่ รวย หรอื เปน็ สมบตั ิ ของมคี า่ สามารถ
แลกเปลย่ี นสนิ คา้ ได้ และในความเชอ่ื ถอื วา่ ในตวั เงนิ มวี ญิ ญาณอยู่ เปน็ สง่ิ ทด่ี ี สามารถปกปอ้ งหรอื ปอ้ งกนั สง่ิ ชว่ั รา้ ยได้
ชาวมง้ จงึ นยิ มสวมใสเ่ ครอ่ื งเงนิ และผลติ ขายเปน็ จ�ำ นวนมาก
เรอ่ื งเล่า เผ่ามง้ | 75
ลายก้นหอย เป็นลายผ้าท่ีมีลวดลายสวยงาม เป็นลายผ้า
ของชาวเผ่าม้งท่สี ่วนใหญ่มักจะใช้กันมากท่สี ุดหรือเป็นท่นี ิยมมากท่สี ุด
โดยส่วนใหญ่จะเป็นผ้หู ญิงท่ชี อบลายก้นหอยซ่งึ สามารถนำ�ไปดัดแปลง
สร้างสรรค์เพ่ิมเติมได้ตามความคิดสร้างสรรค์ และความชอบ
ของแตล่ ะคน แตถ่ อื วา่ เปน็ ลวดลายทม่ี คี วามโดดเดน่ มากทส่ี ดุ และไดร้ บั
ความนยิ มมาเปน็ เวลานานเมอ่ื เทยี บกบั ลวดลายอน่ื ๆ
ลายดาว เปน็ ลายผา้ ของชาวเผา่ มง้ สว่ นใหญน่ ยิ มใสก่ นั
เปน็ ลายทม่ี คี ลา้ ยดวงดาวบนทอ้ งฟา้ จะมกี ลบี เลก็ กลบี ใหญอ่ อก
มาเหมอื นดวงดาว ซง่ึ แลว้ แตค่ วามชอบของแตล่ ะคน และอยทู่ ่ี
ความคดิ สรา้ งสรรคข์ องแตล่ ะคนในการทจ่ี ะตกแตง่ เพม่ิ เตมิ ได้
ลายเทา้ ชา้ ง เปน็ อกี ลายหนง่ึ ของชาวมง้ ทน่ี ยิ มสวมใสก่ นั ทง้ั หญงิ และชาย
เป็นลายท่ชี าวเขามง้ ยดึ ถือเป็นสิรมิ งคลแกผ่ ้ทู ส่ี วมใสใ่ นลายผ้าน้ี ซ่งึ ชาวม้งจะมี
การทอผ้าอย่างมีความประณีต เพ่อื ให้ผ้าท่ปี ักน้นั มีความสวยงามและมีลายผ้า
ทอ่ี อกมาดี เพอ่ื ทจ่ี ะน�ำ มาใชง้ านได้
ลายดอกไม้ เป็นลวดลายเลียนแบบธรรมชาติซ่ึงผู้สร้างสรรค์จะมี
การเลยี นแบบตามธรรมชาตมิ ากทส่ี ดุ หรอื บางครง้ั กกี็ ารดดั แปลงจากธรรมชาติ
ซง่ึ แลว้ แตจ่ นิ ตนาการของแตล่ ะคน ถอื วา่ เปน็ อกี ลายทเ่ี ปน็ ทน่ี ยิ ม มคี วามสวยงาม
ในทกุ ยคุ ทกุ สมยั และสามารถสวมใสล่ ายนไ้ี ดต้ ลอดทกุ ปี
เร่ืองเลา่ เผ่ามง้ | 81
ลายเรขาคณิต เป็นลายท่ีมีมาต้ังแต่อดีตจนปัจจุบัน
มลี กั ษณะเปน็ ลายเสน้ ขน้ั บนั ได สเ่ี หลย่ี ม ดอกจนั หรอื เครอ่ื งหมาย
กากบาท แลว้ แตก่ ารจดั องคป์ ระกอบใหม้ คี วามเขา้ กนั และลงตวั
นอกจากลายตน้ แบบเหลา่ นแ้ี ลว้ ยงั มลี ายประยกุ ตอ์ กี มากมายหลากหลาย ซง่ึ คนมง้ ไดค้ น้ คดิ ลวดลายขน้ึ มาเอง และเยบ็ ผา้ เองดว้ ยความประณตี มลี กั ษณะ
ประยกุ ตส์ มยั ใหม่ มกี ารพฒั นาการออกแบบและประยกุ ตต์ ามความคดิ สรา้ งสรรคข์ องชา่ งปกั เชน่ ลายสเ่ี หลย่ี ม ลายหวั ใจ ลายนกยงู ลายดอกไม้ ลายพระอาทติ ย์
ลายเปด็ ลายวถิ ชี วี ติ มง้ เปน็ ตน้ ชาวมง้ ไดส้ บื ทอดวธิ กี ารปกั ผา้ มง้ ดว้ ยการสอนการภายในครอบครวั จากรนุ่ สรู่ นุ่ เนอ่ื งจากมคี วามจ�ำ เปน็ ในการใชผ้ า้ ปกั มง้ เพอ่ื ท�ำ ชดุ
ประจ�ำ ชนเผา่ และใชใ้ นโอกาสปใี หมแ่ ละพธิ กี รรมอน่ื ๆ
เร่ืองเลา่ เผา่ มง้ | 83
ปเทักคลนวคิ ดทลี่ใาชย้
1. ปกั ลายเสน้ ขอบ
การปกั บนลกั ษณะน้ี เปน็ การปกั ลายเสน้ ในสว่ นทเ่ี ปน็ ขอบของ
งานปกั โดยมวี ธิ กี ารปกั ดงั น้ี ใชเ้ ขม็ แทงลงบนดา้ นบนของผา้ ลอดเสน้ ฝา้ ย
ในผา้ ไป 4 เสน้ จากนน้ั แทงเขม็ ทะแยงขา้ มเสน้ ฝา้ ยขน้ึ มาดา้ นบน แลว้
ดึงปลายเข็มข้ึนจากน้ันปักถอยหลังไป 2 เส้นแล้วทำ�เหมือนเดิม คือ
แทงเข็มลงบนด้านบนของผ้าแล้วรอดเส้นใต้ในผ้าไป 4 เส้นจากน้ัน
แทงเข็มแทงข้ามเส้นใต้ข้ึนมาด้านบนแล้วดึงปลายเข็มข้ึนจากน้ัน
ปกั ถอยหลงั ไป2 เสน้ ท�ำ อยา่ งนต้ี อ่ ไปเรอ่ื ย ๆ จนไดค้ วามยาวตามตอ้ งการ
2. ปกั ลายไขว้ 3. ปกั ลายขดั 4. ปกั ลายสอง
ลักษณะการปักแบบน้ีเป็นท่ีรู้จักกัน เป็นการปักเดินเส้นข้ึนลงของลวดลาย การปักลักษณะน้ีเม่ือปักเสร็จแล้วจะได้
โดยท่ัวไปเพราะมีการนำ�มาปักในงานต่าง ๆ ไปตามแนวขวาง การปักลักษณะน้ีเป็นการสอน รูปคล้ายเคร่ืองหมายบวกแต่เป็นการปัก 4 เส้น
มากมายจนเป็นท่ีนิยม มีวิธีการปักดังน้ี แทงเข็ม เร่ืองการนับ เพราะการปักเทคนิคน้ีจะเป็น ท่ีแยกจากกันจากจุดเดียว มีวิธีการปักดังน้ี
ลงบนผ้าข้ึนลงโดยข้ามเส้นฝ้ายบนผ้าคร้ังละ การนับช่อง นับเส้น มีวิธีการปักดังน้ี แทงเข็ม แทงเข็มลงบนผ้าด้านบนแล้วสอดเข็มรอดเส้นด้าย
2 เส้นจะทำ�ให้เส้นใหม่ท่ีปักลงไปออกมาเป็นรูป ลงบนผ้าด้านบนแล้วสอดเข็มเข้าในช่องว่าง เส้นฝ้ายบนผืนผ้า 2 เส้นดึงปลายเข็มข้นึ จากน้นั
กากบาท เมอ่ื ปกั เสรจ็ ลายดา้ นหลงั และดา้ นหนา้ จะ ระหว่างเส้นฝ้ายในผืนผ้าเหมือนการทอผ้าท่ี สอดเขม็ รอบเสน้ ฝา้ ยอกี 2 เสน้ ท�ำ อยา่ งนไ้ี ปเรอ่ื ย ๆ
ตา่ งกนั การปกั เทคนคิ นม้ี กั จะใชป้ กั ทง้ั ลายเดย่ี ว เชน่ พุงเส้นนอนลงบนเส้นยืนซ่ึงการสอดเข็มลง ตามแนวนอนขณะท่ีกำ�ลังปักแนวนอนและแนวต้ัง
ลายฟนั เลอ่ื ย และลายทม่ี กี ารผสมผสาน เปน็ เทคนคิ ใต้เส้นฝ้ายจะสอดก่ีเส้นและข้ามก่ีเส้นข้ึนอยู่กับ ขณะท่ีกำ�ลังปรับแนวต้ังกล่าวคือการปักลายน้ีต้อง
การปกั ทน่ี ยิ มทส่ี ดุ ในการปกั ผา้ มง้ ลาย ซง่ึ จะตอ้ งนบั ใหถ้ กู ตอ้ ง เมอ่ื ปกั เสรจ็ ดา้ นหนา้ ปักเดินหน้าไปเร่ือย ๆ จนมาบรรจบกันเป็นลาย
และดา้ นหลงั จะไดล้ ายทแ่ี ตกตา่ งกนั การปักเทคนิคน้ีเป็นการปักท่ียากท่ีสุด จะต้องใช้
สมาธแิ ละการวางแผนทด่ี จี งึ จะส�ำ เรจ็
เรอื่ งเล่า เผ่ามง้ | 85
ลายตาแพะ หรือลายแม่ม่าย เป็นท่นี ิยมกันมาก
มาตง้ั แตโ่ บราณ ในสมยั กอ่ นเรยี กตามลกั ษณะของลวดลาย
ทเ่ี ปน็ จดุ ด�ำ เลก็ ๆ คลา้ ยกบั ดวงตาของแพะ แตต่ �ำ นานเลา่ วา่
ตอ่ มามแี มม่ า่ ยคนหนง่ึ รบี รอ้ นทจ่ี ะวาดลวดลายบนกระโปรง
ของตนใหส้ วยงาม เพอ่ื สวมไปใหช้ ายหนมุ่ ไดด้ ตู วั แมม่ า่ ย
คนน้ันจึงได้เลือกใช้ลวดลายตาแพะเพียงหลายเดียวเขียน
จนท่ัวกระโปรง ต้ังแต่น้ันมาลายเขียนเทียนน้ีจึงได้รับ
การเรียกอีกช่ือหน่ึงตามหญิงม่ายท่ีเป็นผู้นำ�ไปเขียนว่า
ลายเหง้าฟัง หรือ ลายแม่ม่ายน่ันเอง และยังคงสืบทอด
เอกลกั ษณล์ วดลายนม้ี าจนถงึ ทกุ วนั น้ี
เร่อื งเล่า เผา่ ม้ง | 90
ลายตีนไก่ เป็นลายเขียนเทียนท่ีมีมาแต่โบราณ
สบื ทอดกนั มาจากบรรพบรุ ษุ ชาวมง้ มลี กั ษณะของลวดลาย
เปน็ กากบาทขนาดใหญ่ 1 อนั สว่ นปลายวาดเสน้ ตดั เปน็
ลายกากบาทท้ัง 4 ด้าน บรรพบุรุษชาวม้งได้รับ
แรงบันดาลใจมากจากมีลักษณะรอยตีนของไก่ท่ีปรากฏ
เมอ่ื เหยยี บบนพน้ื ดนิ
เรื่องเลา่ เผ่ามง้ | 91
ลายใยแมงมุม เป็นอีกลายท่ีสืบทอดกันมา
แต่โบราณ ลักษณะของลวดลายคล้ายการวาดสามเหลย่ี ม
ซ้อนกันหลายช้ันติดต่อกันเป็นแถวแนวยาว ชาวม้ง
จินตนาการลวดลายน้ขี ้นึ จากการสังเกตเห็นธรรมชาติของ
แมงมุม ท่ีมีการชักใยอย่างประณีตเป็นระเบียบสวยงาม
อย่างน่ามหัศจรรย์ จึงได้นำ�มาสร้างสรรค์เป็นลวดลาย
เขยี นเทียนอันงดงามบนผืนผ้า นับเปน็ ลวดลายเอกลกั ษณ์
ทไ่ี ดร้ บั ความนยิ ม ตง้ั แตอ่ ดตี ถงึ ปจั จบุ นั
เร่อื งเล่า เผา่ ม้ง | 92
ลายกลบี กระโปรง เปน็ ลายทบ่ี รรพบรุ ษุ สรา้ งสรรคแ์ ละจนิ ตนาการ
ขน้ึ มาตามต�ำ นานหรอื นทิ านทเ่ี ลา่ ตอ่ กนั มาวา่ เมอ่ื หลายพนั ปกี อ่ นมนี างฟา้
ตนหนง่ึ ชอ่ื วา่ ตง้ิ โหงวจว๊ั เดนิ ทางมายงั โลกมนษุ ย์ ครง้ั นน้ั นางฟา้ เกดิ ความคดิ
ทจ่ี ะมองหาหรอื สรา้ งสง่ิ ทจ่ี ะเปน็ เอกลกั ษณใ์ หก้ บั ชาวมง้ จงึ ไดเ้ ขยี นลวดลาย
ทม่ี ลี กั ษณะกากบาทอยตู่ รงกลาง ลอ้ มรอบดว้ ยลวดลายสเ่ี หลย่ี มทเ่ี ขยี นใหเ้ หน็
เหมอื นเถาวลั ยค์ ลอ้ งเชอ่ื มตอ่ กนั ไปทง้ั 4 ดา้ นลงบนผนื ผา้ กระโปรง ซง่ึ เปน็
เคร่ืองแต่งกายประจำ�เผ่าของหญิงสาวชาวม้ง นับเป็นลายเขียนเทียนบน
กระโปรงทม่ี เี อกลกั ษณม์ าตง้ั แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จบุ นั
เร่ืองเลา่ เผ่ามง้ | 93
ผา้ ใยกัญชง
ในอดีตม้งมีการนำ�ผ้าไหมดิบท่ีทอเองมาเขียนเป็น
ลวดลายต่าง ๆ เพ่ือท่ีจะทำ�เป็นกระโปรงของผู้หญิงม้ง ซ่ึงผ้าไหม
น้ันทำ�มาจากเปลือกของเส้นใยกัญชงท่ีแห้งสนิท จากน้ันจะนำ�มา
ฉีกออกเป็นเส้นเล็ก เพ่ือท่ีจะได้เส้นด้ายท่ีมีขนาดเล็กเหมาะสมกับ
การทอผา้ ซง่ึ ทว่ั ไปจะน�ำ เสน้ ใยกญั ชง ทแ่ี บง่ เปน็ 4 สว่ น หรอื แบง่ ออก
เป็นอีก 16-20 เส้น จากน้นั จะนำ�เส้นใยกัญชงไปตำ�ในครกกระเด่อื ง
เพ่ือให้เปลือกนอกท่ีหุ้มติดกับเส้นใยหลุดออกไป ให้เหลือแต่
เสน้ ใยแท้ ๆ เทา่ นน้ั เพราะเสน้ ใยกญั ชงแทจ้ ะมคี วามออ่ นตวั และสะดวก
แกก่ ารปน่ั
เรื่องเลา่ เผ่ามง้ | 97
ผ้าเขยี นเทยี น
หลกั จากน�ำ ผา้ ใยกญั ชงทผ่ี า่ นการทอมาแลว้ มายอ้ มครามใหเ้ ปน็ สคี ราม จากนน้ั กน็ �ำ เสน้ ดา้ ยทป่ี น่ั เรยี บรอ้ ยแลว้ มาทอเปน็ ผา้ ไหมดบิ เมอ่ื ทอเรยี บรอ้ ยแลว้
กจ็ ะน�ำ มารดี ดว้ ยกอ้ นหนิ ซง่ึ กอ้ นหนิ นใ้ี ชส้ �ำ หรบั ในการรดี ผา้ ไหมดบิ เทา่ นน้ั หากวา่ ไมร่ ดี ใหเ้ รยี บแลว้ เวลาน�ำ ผา้ ไหมดบิ มาเขยี นเปน็ ลวดลายจะไมส่ ามารถเขยี นได้
เนอ่ื งจากมปี มของเสน้ ดา้ ยทต่ี อ่ กนั ดว้ ย หากวา่ ไมเ่ รยี บกจ็ ะเขยี นลวดลายไดไ้ มส่ วย ในอดตี จะเขยี นลวดลายดว้ ยขผ้ี ง้ึ จากมอื มนษุ ย์ แตใ่ นปจั จบุ นั มแี มพ่ มิ พท์ ช่ี ว่ ยให้
ประหยดั ระยะเวลาในผลติ และเพอ่ื ใหไ้ ดล้ ายทม่ี ขี นาดเทา่ กนั ตลอดผนื ผา้ นอกจากนย้ี งั มกี ารพฒั นาเปน็ เครอ่ื งจกั รส�ำ หรบั พมิ พล์ ายอกี ดว้ ย
เรือ่ งเล่า เผ่ามง้ | 99