The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย รับสารส่งสาร มัธยมปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by b.bangaor, 2022-05-13 11:58:27

วิชาภาษาไทย รับสารส่งสาร

หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย รับสารส่งสาร มัธยมปลาย

ชุดการเรยี นทางไกล รายวชิ าภาษาไทยเสรมิ ทักษะการรบั สาร 2
รหัสรายวิชา พท 33012 จํานวน 2 หนวยกิต
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย

สถาบันการศึกษาทางไกล
สาํ นกั งาน กศน.

สํานกั งานปลัดกระทรวงศกึ ษาธกิ าร
กระทรวงศกึ ษาธิการ

ISBN……………………………………………………

ชือ่ หนงั สอื ชดุ การเรียนทางไกลรายวชิ าภาษาไทยเสรมิ ทกั ษะการรับสาร 2
รหสั รายวชิ า พท 33012 จํานวน 2 หนว ยกติ
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย

ชอื่ ผแู ตง สถาบนั การศึกษาทางไกล
หนว ยงานจัดพมิ พ สถาบนั การศึกษาทางไกล
เดอื น/ปท พี่ มิ พ ตุลาคม 2553
จาํ นวน 102 หนา
คร้งั ทีพ่ มิ พ พิมพค รง้ั ที่ 1 จํานวน ................... เลม
พิมพที่ ....................................................................................................
. ....................................................................................................
...................................................................................................

ประสานงานการจดั พมิ พ
สว นสอ่ื เทคโนโลยแี ละ ICT

คํานาํ

สถาบันการศึกษาทางไกลไดดําเนินการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาของสถาบันการศึกษา
ทางไกล ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ข้ึนเมื่อเดือน
พฤษภาคม 2553 เพ่ือรองรับการจัดการศึกษาวิธีเรียนทางไกล ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ
การศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ของสถาบันการศึกษาทางไกล ในภาคเรียนท่ี 1/2553 โดย
ในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาดังกลาว ไดมีการพัฒนารายวิชาเลือกในสาระการเรียนรูตางๆ เพื่อใหมี
คานาํ้ หนกั ในเรอื่ งขององคค วามรพู ื้นฐานท่ีจาํ เปนสําหรับการศกึ ษาตอ ในระดับที่สงู ขน้ึ

ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาภาษาไทยเสริมทักษะการรับสาร 2 รหัสรายวิชา พท 33012
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย เปนชุดการเรียนทางไกลที่สถาบันการศึกษาทางไกลออกแบบและพัฒนาให
เหมาะสมกบั รปู แบบการจัดการเรียนการสอน วธิ ีเรียนทางไกล ของสถาบันการศกึ ษาทางไกล

สถาบันการศึกษาทางไกลหวังเปนอยางย่ิงวาหากนักศึกษาไดศึกษาและปฏิบัติตาม
คําแนะนําการใชชุดการเรียนทางไกลทุกขั้นตอนแลว จะชวยใหนักศึกษามีความรูตามผลการเรียนรู
ทค่ี าดหวงั ได

สถาบนั การศึกษาทางไกล
ตุลาคม 2553

สารบญั หนา

คาํ นํา 1
สารบัญ
คาํ แนะนาํ ในการศกึ ษา 3
โครงสรา งชดุ การเรียนทางไกลรายวิชาภาษาไทยเสรมิ ทักษะการรับสาร 2 (พท 33012) 12
แบบทดสอบกอ นเรยี น 14
หนวยการเรียนรูท ี่ 1 การฟง และการดู 19
20
ตอนท่ี 1 ความหมายของการฟง และการดู 28
กจิ กรรม 29
31
ตอนท่ี 2 หลักการพจิ ารณาเลอื กสอื่ เพื่อการฟงและการดู 39
กจิ กรรม 40
55
หนวยการเรยี นรูท ่ี 2 การอาน 64
ตอนที่ 1 การรบั สารจากสอ่ื สิง่ พิมพและสอ่ื สารสนเทศ 77
กิจกรรม 81
ตอนท่ี 2 การอานอยา งมวี จิ ารณญาณ 82
กิจกรรม 91
ตอนที่ 3 วรรณคดีและวรรณกรรม 92
กิจกรรม 93
94
หนังสืออา งองิ 98
แบบทดสอบหลังเรียน
เฉลยแบบทดสอบและกิจกรรม 99
101
เฉลยแบบทดสอบกอ นเรยี นและหลังเรยี น 102
เฉลยกจิ กรรมหนว ยการเรยี นรูท่ี 1 การฟง และการดู 102
เฉลยกิจกรรมหนวยการเรยี นรทู ี่ 2 การอาน
ภาคผนวก
คําสัง่ สถาบันการศึกษาทางไกล ท่ี 81/2553 ลงวันที่ 5 สงิ หาคม 2553
และท่ี 116/2553 ลงวันที่ 6 ตลุ าคม 2553
คณะผจู ดั ทาํ
คณะผูเขยี น
คณะบรรณาธกิ าร

คําแนะนาํ ในการศกึ ษา

องคป ระกอบของชดุ การเรียนทางไกล

ชดุ การเรียนทางไกลแบง ออกเปน 2 สวน คอื
สว นท่ี 1 โครงสรางของชุดการเรียน แบบทดสอบกอนเรียน โครงสรา งของ
หนว ยการเรยี นรู เน้ือหาสาระ กจิ กรรมเรยี งลําดบั ตามหนวยการเรยี นรู
และแบบทดสอบหลังเรยี น
สวนท่ี 2 เฉลยแบบทดสอบและกจิ กรรม ประกอบดว ย เฉลยแบบทดสอบกอ นเรยี นและ
หลังเรยี น เฉลยกิจกรรมเรียงลาํ ดับตามหนว ยการเรียนรู

วธิ กี ารใชชุดการเรยี นทางไกล
เม่อื นักศึกษาไดร ับชุดการเรยี นทางไกลแลว ใหน กั ศกึ ษาดําเนนิ การตามขั้นตอน ดังน้ี
1. ศึกษารายละเอยี ดโครงสรางชดุ การเรียนทางไกลโดยละเอยี ด เพอ่ื ใหท ราบวานกั ศกึ ษาตอ ง

เรยี นรเู นือ้ หาในเร่ืองใดบา งในรายวิชานี้
2. วางแผนเพอ่ื กาํ หนดระยะเวลาและจดั เวลาที่นกั ศกึ ษามคี วามพรอมท่ีจะศึกษาชดุ การเรยี น

ทางไกล วนั ละ 3-5 ชัว่ โมง เพื่อใหสามารถศกึ ษารายละเอียดของเนอื้ หาไดครบทุกหนว ยการเรียนรู พรอ ม
ทํากจิ กรรมตามทก่ี ําหนดกอนสอบปลายภาค

3. ทําแบบทดสอบกอนเรียนของชดุ การเรียนทางไกลรายวชิ านตี้ ามท่ีกาํ หนด เพอื่ ทราบ
พน้ื ฐานความรเู ดมิ ของนกั ศกึ ษา โดยตรวจสอบคําตอบจากเฉลยแบบทดสอบทา ยเลม

4. ศกึ ษาเน้ือหาในชุดการเรยี นทางไกลในแตล ะหนว ยการเรยี นรูอ ยางละเอียดใหเขาใจ
ทั้งในชดุ การเรียนและสอื่ ประกอบ (ถามี) และทาํ กจิ กรรมตามที่กําหนดไวใ หค รบถวน

5. เมือ่ ทํากิจกรรมเสรจ็ แตล ะกจิ กรรมแลว นกั ศกึ ษาสามารถตรวจสอบคาํ ตอบไดจ ากเฉลย
ทา ยเลม หากนกั ศึกษายังทํากจิ กรรมไมถ ูกตองใหน กั ศกึ ษากลบั ไปทบทวนเน้ือหาสาระในเรอื่ งนน้ั ซํา้
จนกวาจะเขา ใจ

6. เมอ่ื ศึกษาเนือ้ หาสาระครบทกุ หนว ยการเรยี นรแู ลว ใหน กั ศกึ ษาทําแบบทดสอบหลังเรียน
และตรวจสอบคําตอบจากเฉลยทายเลม วา นกั ศึกษาสามารถทาํ แบบทดสอบไดถกู ตอ งทกุ ขอหรอื ไม หาก
ขอ ใดยังไมถกู ตอง ใหน กั ศกึ ษากลบั ไปทบทวนเน้ือหาสาระในเร่อื งนนั้ ใหเขา ใจอกี คร้ังหน่ึง นกั ศกึ ษาควร
ทําแบบทดสอบหลงั เรียนใหถ กู ตองไมน อ ยกวา รอยละ 70 ของแบบทดสอบทั้งหมด เพ่ือใหมนั่ ใจวาจะ
สามารถสอบปลายภาคผา น

7. หากนกั ศกึ ษาไดท าํ การศึกษาเนอ้ื หาและทาํ กจิ กรรมดว ยตนเองแลวยังไมเ ขา ใจ นกั ศึกษา
สามารถสอบถามและขอคําแนะนาํ ไดจ ากครทู ป่ี รึกษาประจํารายวชิ าตามชอื่ ทอ่ี ยู และสถานท่ตี ดิ ตอท่ี
สถาบนั การศกึ ษาทางไกลแจงใหน ักศึกษาทราบ

การศึกษาคนควาเพ่ิมเตมิ

นกั ศึกษาอาจศกึ ษาหาความรเู พมิ่ เตมิ ไดจ ากแหลงเรยี นรูอ นื่ ๆ เชน การศึกษาตําราหรอื สือ่ อื่นๆ
ทเ่ี กี่ยวขอ งกบั รายวชิ านี้ การศึกษาจากอินเตอรเ นต็ การศกึ ษาจากพิพธิ ภณั ฑ นิทรรศการ การแสดงตางๆ
การศึกษาจากผูร ูห รอื ผูท ีร่ ูจกั เปน ตน

การวัดผลสมั ฤทธท์ิ างการเรยี น

ในแตล ะรายวชิ านักศกึ ษาตอ งวัดผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียน ดงั น้ี
1. ระหวางภาค ทาํ ขอสอบอตั นยั ทีส่ ถาบนั การศกึ ษาทางไกลจดั สง ให โดยใชลายมอื ของ
นักศึกษาเอง และจดั สง กลับไปตามเวลาทส่ี ถาบนั การศึกษาทางไกลกาํ หนด
2. ปลายภาค เมอ่ื ส้นิ ภาคการศกึ ษา นกั ศึกษาจะตอ งเขา สอบปลายภาคตามวนั เวลา และ
สถานทีท่ ี่สถาบนั การศกึ ษาทางไกลกําหนด ซง่ึ จะแจง ใหน กั ศกึ ษาทราบทางไปรษณีย โดยนกั ศกึ ษาจะตอ ง
นาํ บัตรประจําตวั นักศกึ ษา และบตั รประจาํ ตวั ประชาชนหรือบตั รขาราชการไปดว ย หากไมมีไปแสดง
นักศกึ ษาอาจไมไ ดร บั สิทธ์ิในการเขาสอบ นอกจากนน้ั นกั ศกึ ษาตอ งแตง กายสุภาพเรียบรอ ยตามระเบยี บ
หา มใสร องเทา แตะ

โครงสรา งชุดการเรียนทางไกล
รายวิชาภาษาไทยเสรมิ ทกั ษะการรับสาร 2 รหัสรายวชิ า พท 33012

ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

สาระการเรียนรู สาระที่ 2 สาระความรูพ้ืนฐาน

มาตรฐานการเรียนรู
มาตรฐานการเรยี นรทู ่ี 2.1 มีความรู ความเขา ใจและทกั ษะพื้นฐานเกย่ี วกบั ภาษาและการสื่อสาร

สาระสําคัญ
การเลือกสื่อในการฟงและดอู ยางสรา งสรรค คน ควาหาความรจู ากส่ือส่ิงพมิ พแ ละสอ่ื

สารสนเทศ อา นอยา งมวี ิจารณญาณโดยจัดลาํ ดับความคดิ จากเร่อื งทีอ่ านอยา งถูกตองตรงตามสาระสําคัญ
ของเร่ือง เสริมสรางและพฒั นาอุปนิสัยรกั การอาน ใชท ักษะการอา นในการศึกษาภาษาถ่นิ สํานวน
สภุ าษิตท่ีมีอยใู นวรรณคดี วรรณกรรมปจจบุ ันและวรรณกรรมทองถน่ิ ใชหลกั การพนิ ิจวรรณกรรมในการ
วิเคราะหคุณคา ของวรรณคดี วรรณกรรมปจ จบุ ันและวรรณกรรมทองถ่นิ เพอื่ การเรยี นรแู ละความเขา ใจ
ภาษาไทยในฐานะเจา ของภาษา

ผลการเรยี นรทู ค่ี าดหวงั
1. เขา ใจและอธิบายความหมายของการฟง และดูอยา งสรางสรรคได
2. มคี วามรูความเขา ใจในหลกั การ พิจารณาเลอื กส่ือเพอ่ื การฟง และการดู และปฏบิ ตั ไิ ด
3. อธบิ ายความหมายของสอ่ื สิ่งพมิ พและสอ่ื สารสนเทศไดถกู ตอ ง
4. มีความรูความเขา ใจและสามารถคน ควาหาความรจู ากสือ่ สงิ่ พิมพและส่อื สารสนเทศได
5. วิเคราะหส าระสาํ คัญและคณุ คา จากเรื่องท่ีอานไดถกู ตอ งครบถว น
6. อธบิ ายสรุปความคดิ สาํ คญั จาก เรือ่ งที่อา นได
7. มรี อ งรอยหลกั ฐานท่แี สดงถงึ การพัฒนานิสยั รักการอา น
8. มีความรูค วามเขาใจและอธบิ ายลักษณะของวรรณคดแี ละวรรณกรรมได
9. มคี วามรคู วามเขาใจลกั ษณะของวรรณกรรมปจ จุบัน และวรรณกรรมทองถ่นิ อธิบายและ
ระบบุ ง ช้ไี ด
10. เขาใจหลกั การพนิ จิ วรรณกรรมและวเิ คราะหคณุ คาของวรรณกรรมทอ่ี า นได

ขอบขายเนือ้ หา
หนวยการเรยี นรทู ี่ 1 การฟง และการดู
หนว ยการเรยี นรทู ี่ 2 การอา น

2_2_พท_33012_หนว ย1 1

สอ่ื ประกอบการเรียนรู
1.ชุดการเรยี นทางไกลรายวชิ า ภาษาไทยเสรมิ ทักษะการรับสาร 2 รหัสรายวิชา พท 33012
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
2.ซดี เี สริมความรู เร่ือง การฟง
3.ซีดีเสรมิ ความรู เรือ่ ง การอา นทาํ นองเสนาะและการอา นรอยแกว

จํานวนหนว ยกิต 2 หนว ยกิต (80 ชว่ั โมง)

กิจกรรมการเรียนรู
1. ทาํ แบบทดสอบกอนเรยี น ตรวจสอบคาํ ตอบจากเฉลยทา ยเลม
2. ศึกษาเนอ้ื หาสาระในหนว ยการเรียนรทู ุกหนวย
3. ทาํ กจิ กรรมตามที่กาํ หนดและตรวจสอบคําตอบจากเฉลยทายเลม
4. ทาํ แบบทดสอบหลงั เรยี นและตรวจสอบคําตอบจากเฉลยทายเลม

การประเมนิ ผล
1. การทําแบบทดสอบกอ น – หลังเรยี น
2. การทาํ กิจกรรมในแตล ะหนว ยการเรยี นรู

2_2_พท_33012_หนวย1 2

แบบทดสอบกอ นเรียน 3

คําสงั่ จงทาํ เครื่องหมายวงกลม c ลอ มรอบคําตอบทถี่ กู ตอ งทส่ี ุดเพียงคาํ ตอบเดยี ว

1. ขอใดเปน ความหมายของการฟง
ก. พอไดย นิ เสียงน้ําตก
ข. แมไดย ินเสียงเด็กรอ งไห
ค. คณุ ตาไปฟง พระสวดมนต
ง. คณุ ยายไปฟง พระเทศนท วี่ ดั

2. ขอใดกลา วถึงการดูไดถกู ตอ ง
ก. การมองเห็นสง่ิ ตา ง ๆ
ข. การเก็บสะสมขอ มลู ผานทางตา
ค. การรับรูขา วสารขอ มูลตา ง ๆ ดวยสายตา
ง. การรับสารดวยภาพ ตวั หนังสอื และสัญลักษณ

3. ขอใดเปนทกั ษะในการรบั สารทั้งหมด
ก. การฟง การดู การอา น
ข. การดู การอาน การเขียน
ค. การพดู การอา น การเขยี น
ง. การฟง การอาน การเขยี น

4. ขอ ใดจัดเปน การดเู พือ่ จรรโลงใจ
ก. ออไปชมภาพยนตรการตูน
ข. ออ ยไปชมนทิ รรศการภาพเขยี น
ค. ออมไปชมนทิ รรศการวทิ ยาศาสตร
ง. เอี้ยงไปชมการแสดงแฟชั่นโชวช ุดวายนาํ้

5. บคุ คลในขอใดไดช อ่ื วาฟงอยางสรางสรรค
ก. ตมุ เลอื กฟง เฉพาะวิทยากรทช่ี อบเทา น้ัน
ข. ตอยน่ังกม หนา กมตาทําการบา นในชว่ั โมงเรยี น
ค. ตอมตบมือโหรองเพอ่ื ตอนรบั นักรองคนโปรด
ง. ตา ยจะเตรยี มตวั ใหพ รอมและตงั้ ใจฟง การอภปิ รายทุกครง้ั

2_2_พท_33012_หนว ย1

6. หนงั สอื แบบเรียนจดั อยูใ นสอ่ื ประเภทใด 4
ก. สื่อส่งิ พิมพ
ข. สื่อการศึกษา
ค. สื่อเฉพาะเร่อื ง
ง. ส่ือสารมวลชน

7. โบรชัวรจัดเปน สื่อส่งิ พมิ พป ระเภทใด
ก. แผน พบั แผนปลวิ
ข. นิตยสาร วารสาร
ค. เอกสารเฉพาะกิจ
ง. เอกสารโฆษณาประชาสมั พันธ

8. ส่ือชนิดใดทใี่ ชท ักษะในการรับสารดว ยการฟง
ก. วิทยกุ ระจายเสยี ง
ข. วิทยโุ ทรทัศน
ค. หนังสือพิมพ
ง. ภาพยนตร

9. การแนะนาํ สถานท่ีพกั ตากอากาศจัดเปน รายการประเภทใด
ก. ใหค วามรู
ข. ใหค วามบนั เทงิ
ค. ใหข าวสารขอมลู
ง. โฆษณาประชาสมั พนั ธ

10. สือ่ สงิ่ พิมพใ นขอ ใดเนน ใหค วามบนั เทงิ มากทสี่ ดุ
ก. นิตยสาร
ข. วารสาร
ค. นวนยิ าย
ง. หนงั สอื พมิ พ

2_2_พท_33012_หนว ย1

11. สื่อในขอใดทส่ี ามารถกระตุน ความสนใจใหผ รู ับสารไดมากทีส่ ดุ 5
ก. โทรทศั น
ข. ภาพยนตร
ค. หนงั สอื พิมพ
ง. วทิ ยกุ ระจายเสยี ง

12. คําวา “ ด”ู ในขอใดหมายถงึ คนท่เี พิกเฉยไมชว ยเหลือคนอืน่
ก. ดใู จ
ข. ดูเบา
ค. ดูดาย
ง. ดูไปกอ น

13. สอ่ื สงิ่ พิมพใ ดเหมาะสําหรับการโฆษณาประชาสัมพันธม ากที่สดุ
ก. จุลสาร
ข. นติ ยสาร
ค. วารสาร
ง. แผนพับ

14. ส่ือสงิ่ พมิ พใ ดทีม่ ขี นาดเลก็ ทสี่ ดุ
ก. จุลสาร
ข. หนงั สอื
ค. นติ ยสาร
ง. วารสาร

15. การตดิ ตอ ส่ือสารในปจ จุบนั ใชส ่ือสารสนเทศใดมากทสี่ ุด
ก. ส่อื สงิ่ พมิ พ
ข. โทรคมนาคม
ค. คอมพวิ เตอร
ง. ระบบอนิ เตอรเ นต็

2_2_พท_33012_หนว ย1

16. อุปกรณเ มาสและคียบอรดเปน สว นใดของระบบคอมพิวเตอร
ก. แสดงผล
ข. เกบ็ ขอ มลู
ค. ปอ นขอ มลู
ง. ประมวลผล

17. คําวา e-mail มคี วามหมายตรงกับขอใด
ก. จดหมายทางอากาศ
ข. การสื่อสารทางอากาศ
ค. จดหมายอิเล็กทรอนกิ ส
ง. การตดิ ตอ สอื่ สารอเิ ลก็ ทรอนกิ ส

18. ขอใดเปน ลกั ษณะสาํ คัญท่ีสดุ ของการอา นตคี วาม
ก. เขา ใจกลวิธีในการเขยี น
ข. ทาํ ความเขาใจขอความอยา งละเอียดถถ่ี วน
ค. เขาใจเจตนารมณทีแ่ ทจ รงิ ของผูเขียน
ง. เหน็ ความแตกตา งระหวา งใจความสาํ คญั กบั ใจความประกอบ

19. การรับสมคั รคร้งั นคี้ งตอ ง.................ออกไปอีกเพราะมีผสู นใจสมัครเปนจํานวนมาก
ก. ยึกยือ
ข. ยืดยาว
ค. ยดื ยาด
ง. ยดื เย้ือ

20. ถงึ แมคณุ ลุงจะอายยุ างเขา 60 ปแลว แตย งั ดู...................................เหมอื นอายุ 50 ปนะนอง
ก. กระชุมกระชวย
ข. กระยมิ้ กระยอ ง
ค. กระยองกระแยง
ง. กระเยอกระแหยง

2_2_พท_33012_หนว ย1 6

21. คนชอบพดู ชอบขู แมวชอบขู ดังน้ัน
ก. แมวเปน คน
ข. คนคือแมว
ค. ท้งั คนทั้งแมวชอบขู
ง. ยงั สรุปแนน อนไมได

22. ขอใดใชค าํ ผิดความหมาย
ก. ถึงแมเ กาอตี้ วั นจี้ ะเกาคราํ่ ครแึ ตร าคาดี
ข. เหตุการณใ นประเทศจนี คลคี่ ลายลงแลว
ค. ผมเชื่อวาผลงานของกรรมดียอ มคุม ครองคุณสุดใจ
ง. นักศกึ ษาควรขออนุญาตครูกอ นเขา หอ งสอบ

23. “คณะกรรมการหมูบ า นทาํ หนังสือยืน่ ตอ ผอู าํ นวยการเขตเพ่อื ......................งบประมาณจดั งานสง เสรมิ
สขุ ภาพประจาํ ป”
ก. รอ งขอ
ข. เรียกรอง
ค. ขออนุมตั ิ
ง. ขออนญุ าต

24. การอานวเิ คราะหเหมาะแกก ารอา นหนงั สอื ประเภทใดมากทสี่ ุด
ก. สารคดี
ข. บทรอยกรอง
ค. หนงั สอื เรยี น
ง. ประกาศ

25. คาํ ประพันธต อ ไปนต้ี รงกับแนวคดิ ในขอใดมากที่สดุ

“นกนอยขนนอ ยแต พอตวั

รังแตง จเุ มยี ผวั อยไู ด”

ก. หากลกู และเมยี มี กถ็ นอมประหนึง่ ตน

ข. ยินดี ณ ของตน บมโิ ลภทะยานปอง

ค. การงานกระทาํ ไป บมยิ ุงและสบั สน

ง. ความอยปู ระเทศซึง่ เหมาะและควรจะสขุ ี

2_2_พท_33012_หนวย1 7

26. แนวคดิ สําคัญในคาํ ประพันธนค้ี ืออะไร
“อันวาจาใชวาเพียงคารม
เหมือนมีดทองสองคมนน้ั เชยี วหนา
ถาพูดดคี วามคดิ กฤ็ ทธา
พูดพลอยพลอ ยวาจาก็ฆา เรา”

ก. ปลาหมอตายเพราะปาก
ข. พูดดเี ปน ศรแี กปาก
ค. อยาพูดพลอยพลอยวาจาจะฆา เรา
ง. คดิ กอ นพดู

27. “บางคาบภาณมุ าศขนึ้ ทางลง ก็ดี

บางคาบเมรบุ ตรง ออนแอ

ไฟยมดบั เยน็ บง กชงอก ผานา

ยนื สตั ยสาธชุ นแท หอ นเพย้ี นสกั ปาง”

สาระสําคญั ของโคลงบทน้ีคอื ขอ ใด

ก. คนดีจะไมม ีวนั เปลี่ยนแปลงคาํ พดู ไมว าจะเกิดเหตกุ ารณใ ด

ข. บางครงั้ โลกอาจเปลีย่ นแปลงไปดว ยการทภี่ เู ขาถกู ทาํ ลาย

ค. บางครงั้ ความสตั ยอาจมีอิทธพิ ลตอสภาพแวดลอมทางธรรมชาตไิ ด

ง. บางครง้ั พระอาทิตยท่ีเคยขนึ้ ลงทางทศิ ตะวนั ออกและทิศตะวนั ตกอาจจะสลับกนั ไดไ มแ นน อน

28. คาํ ประพนั ธตอ ไปน้ขี อ ใดพรรณนาภาพธรรมชาตไิ ดช ดั เจนที่สุด
ก. หยาดธาราคางหลน บนใบหญา
ข. เร่มิ เมอื่ สางฟาจางสี
ค. แซมพฤกษาหยาดน้ําคางหวา งอรณุ
ง. ดวงตะวนั เคลอื่ นคลอ ยลอยเมฆา

29. “จาํ ปาหนาแนน เน่อื ง คล่กี ลบี เหลอื งเรอื งอรา ม

คดิ คะนงึ ถงึ นงราม ผวิ เหลืองกวาจําปาทอง”

คาํ ประพันธนกี้ ลา วถงึ เร่ืองอะไรท่เี ปนการสะทอ นภาพชวี ิตของคนไทยในสมยั กอ น

ก. งานฝมอื ของกุลสตรไี ทย

ข. ความรเู ก่ยี วกบั ดอกจาํ ปา

ค. ดอกจําปางามเหมือนผวิ นาง

ง. การรกั ษาความงามของกุลสตรีไทย

2_2_พท_33012_หนว ย1 8

30. “สุวรรณหงสท รงพูห อย งามชดชอยลอยหลังสนิ ธุ 9
เพยี งหงสทรงพรหมินทร ลนิ ลาศเลื่อนเตอื นตาชม”
คาํ ประพนั ธน ใ้ี หค ณุ คาทางดา นวรรณศิลปใ นแงใ ด
ก. เปนคําประพันธทีม่ สี ัมผสั ไพเราะ
ข. ถอ ยคาํ แสดงความสงา งามของเรือพระทนี่ งั่ สวุ รรณหงส
ค. เรือเปน สมบัติอนั ล้าํ คาชนิ้ เดยี วของประเทศไทย
ง. ชนื่ ชมในความงามของธรรมชาติขณะเรือกําลงั แลน

31. ขอ ใดดีเดน ท้ังทางดา นวรรณศลิ ปและสงั คีตศิลป
ก. พลพายกรายพายทอง รองโหเหโ อเ หมา
ข. เรือรวิ้ ทิวธงสลอน สาครลน่ั ครนั่ ครน้ื ฟอง
ค. ราชสีหทีย่ นื ยนั คนั่ สองคดู ูยิง่ ยง
ง. ดูยิง่ สิงหล าํ พอง เปนแถวทองลอ งตามกนั

32. ขอ ความนแ้ี สดงเจตนาของผูแตง อยางไร
“ในกระบวนบทกลอนเสภาของไทย เหน็ จะไมมีเร่อื งใด

ที่มีอยูน ยิ มชมชอบเทาเรอื่ งขนุ ชา งขนุ แผน คงเปน เพราะเนอื้ เรื่องสนกุ
และมีเคา ความจริงอยมู าก ตวั ละครกล็ วนแตเ ปน คนธรรมดาสามัญ
มีความรูสึกนกึ คดิ มโี ลภ โกรธ หลง คลา ย ๆ กับเรา ๆ ทาน ๆ
ทเ่ี หน็ กนั อยใู นสงั คมน้นี ั่นเอง”
ก. แสดงขอ เท็จจริง
ข. แสดงขอคดิ เหน็
ค. แสดงความรสู กึ
ง. แสดงคานิยม

33. ขอ ใดไมใ ชสาํ นวนเปรยี บเทยี บ
ก. หา มด่ังนไี้ วได จงึ่ หา มนนิ ทา
ข. คอื ดง่ั เงาตามตน ติดแท
ค. ดุจจักรเกวยี นเวียนแล ไลตอนตีนโค
ง. กลดง่ั สรอ ยสอดคลอง เว่ยี ไวใ นกรรณ

2_2_พท_33012_หนวย1

34. ขอ ใดไมแสดงความเคล่อื นไหว
ก. สรมุขมุขสี่ดา น เพยี งพิมานผานเมฆา
ข. มา นกรองทองรจนา หลงั คาแดงแยง มังกร
ค. เรอื มา หนามุง นํา้ แลนเฉือ่ ยฉํ่าลาํ ระหง
ง. เสือสงิ หว ง่ิ เผน โผน โจนตามคล่ืนฝนฝา ฟอง

35. “ระฆังดังเหงงหงาง หอ งใหญก วา งดงั ตงึ ตึง
เสยี งจอ ดังหงึ่ หง่ึ ทกุ คนอึงพรอ มพรอ มกนั ”
บทรอ ยกรองนีใ้ ชโ วหารใด
ก. สทั พจน
ข. อตพิ จน
ค. บคุ คลวัต
ง. อุปลักษณ

36. ขอ ความนเ้ี หมาะสมท่จี ะใชในโอกาสใด

“นํ้าปลาโอชารส มาตรแมน มดหมดเมอื งมา

ไดล ม้ิ ชมิ้ น้าํ ปลา จะดดู ดม่ื ลมื นาํ้ ตาล”

ก. ช้ีแจง

ข. โฆษณา

ค. เชญิ ชวน

ง. แจงความ

37. จาก ขอ 36 ผูเขียนขอความตอ งการเนน เรอื่ งใด
ก. มด
ข. นํา้ ปลา
ค. รสนา้ํ ปลา
ง. นํ้าตาล

38. “รูปอมรกรทาํ พระธาํ มรงค เสดจ็ ทรงคชสารในบานบงั ”
คําวา อมร ทีก่ ลาวถึงในคาํ ประพนั ธน ี้หมายถงึ เทพองคใ ด
ก. พระนารายณ
ข. พระพรหม
ค. พระศวิ ะ
ง. พระอินทร

2_2_พท_33012_หนว ย1 10

39. ขอใดมอี ปุ มาโวหาร
ก. ถึงบางพงั นํ้าพงั ลงตล่ิง โอช างจรงิ เหมือนเขาวา นิจจาเอย
ข. แตทุกขรกั กเ็ หน็ หนกั ถนัดอก ถงึ สกั หกเจด็ เกวยี นกเ็ จยี นเหลอื
ค. เงือ้ มตล่ิงงิ้วงามตระหงานยอด ระกะกอดเกะกะก่งิ ไสว
ง. เทยี่ วชมหองปลอ งหินเปนพหู อย มีนํา้ ยอยหยาดหยดั อยา งเมด็ ฝน

40. คาํ ประพนั ธในขอใดไมมกี ารเลน คํา
ก. ท้ังจากทจ่ี ากคลองเปน สองขอ ยงั จากกอนัน้ ก็ขนึ้ ในคลองขวาง
ข. ถึงบอโพงถา มีโพงจะผาสกุ จะโพงทกุ ขเ สยี ใหส ้นิ ทีโ่ ศกศัลย
ค. ถึงเกาะเกิดเกดิ เกาะขึ้นกลางน้าํ เหมอื นเกิดกรรมเกดิ ราชการหลวง
ง. กระทุงนอ ยลอยทวนนาวามา โอป ก ษาเอย จะลอยถงึ ไหนไป

2_2_พท_33012_หนวย1 11

หนว ยการเรยี นรูที่ 1
การฟงและการดู

โครงสรา งของหนวย

มาตรฐานการเรียนรู
มาตรฐานการเรียนรูที่ 2.1 มคี วามรู ความเขาใจและทกั ษะพ้ืนฐานเกยี่ วกบั ภาษาและการสื่อสาร

ผลการเรียนรทู ค่ี าดหวงั
1. เขา ใจและอธิบายความหมายของการฟงและการดูอยางสรา งสรรคไ ด
2. มคี วามรคู วามเขาใจหลกั การพจิ ารณาเลอื กสื่อเพ่อื การฟงและการดู และปฏิบตั ิได

รายละเอยี ดขอบขายเนื้อหา
ตอนที่ 1 ความหมายของการฟง และการดู
เรื่องท่ี 1.1 ความหมายและจุดมุงหมายของการฟง และการดูอยางสรางสรรค
เร่ืองที่ 1.2 หลักการฟงและการดูอยา งสรา งสรรค
ตอนที่ 2 หลกั การพจิ ารณาเลอื กสื่อเพื่อการฟงและการดู
เรี่องท่ี 2.1 การพจิ ารณาเลอื กสื่อประเภทตาง ๆ
เรอื่ งที่ 2.2 คณุ คาของสอ่ื ประเภทตาง ๆ
เรือ่ งที่ 2.3 มารยาทของการฟงและการดู

เวลาที่ใชใ นการศึกษา 14 ชั่วโมง

ส่ือการเรียนรู
1. ชดุ การเรียนทางไกลรายวิชาภาษาไทยเสรมิ ทักษะการรับสาร 2 รหสั รายวชิ า พท 33012
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย
2. ซีดเี สรมิ ความรู เรอื่ ง การฟง

2_2_พท_33012_หนวย1 12

กิจกรรมการเรียนรู
1. ศกึ ษารายละเอยี ดจากชุดการเรยี นทางไกล
2. ปฏิบตั ิกิจกรรมแตละตอนทกี่ าํ หนด
3. ศึกษาหาความรูเ พิ่มเติมจากผรู หู รือสื่อทม่ี อี ยูในแหลงการเรยี นรูตาง ๆ

การประเมินผล
ประเมินผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝกหดั และกจิ กรรมในแตละตอน

แลว ตรวจสอบคําตอบจากเฉลยทา ยเลม

2_2_พท_33012_หนวย1 13

ตอนท่ี 1 ความหมายของการฟงและการดู

เรือ่ งท่ี 1.1 ความหมายและจดุ มุงหมายของการฟงและการดอู ยางสรา งสรรค

ความหมายของการฟง และการดู
การฟง และการดูเปนทกั ษะสําคญั ทักษะหนงึ่ ในการรบั สารนอกเหนอื จากการอาน
การฟง หมายถึง การไดยนิ หรอื การรบั รสู ารผานการถา ยทอดดว ยเสยี ง เมอื่ มเี สยี งมากระทบ
ประสาทหทู าํ ใหไ ดย ิน จากนน้ั จะเปน กระบวนการของสมองที่รับรูส ิง่ ท่ีไดยนิ เพ่อื แปลความ ตีความ จนเกดิ
การรบั รแู ละเขาใจสิง่ ท่ไี ดฟง และจดจาํ เร่ืองราวตา ง ๆ ไวเ ปนขอมูลขาวสารหรอื สะสมไวเ ปนความรตู าง ๆ
การดู หมายถึง การรบั รูขา วสารขอมลู ตา ง ๆ ดวยสายตาซ่งึ จะถา ยทอดดว ยภาพดว ยตวั หนงั สอื
หรอื สญั ลักษณต าง ๆ
การฟง และการดเู ปนทกั ษะการรบั สารท่ีสวนใหญเราจะใชค วบคูก นั และเปน ทักษะการรบั สารที่
เราใชในชวี ติ ประจาํ วนั มากกวาการอา น การฟง และการดูแตกตา งจากการไดย นิ และการมองเห็นเพราะการ
ฟง และการดมู คี วามหมายกวา งไปถึงความต้ังใจ สนใจหรอื การมสี มาธิ จิตใจทจ่ี ดจอ อยกู บั ส่งิ ท่ีไดฟ งและดู
จนสามารถเขาใจเร่ืองราวตาง ๆ ไดตง้ั แตต น จนจบ มวี ิจารณญาณแยกแยะไดว าสิง่ ใดเปนขอเทจ็ จริง สง่ิ ใด
เปน ความคดิ เหน็ ตลอดจนสามารถนําไปใชป ระโยชนไดในโอกาสตอ ไป

การฟงและดอู ยางสรา งสรรค
การฟงและการดอู ยา งสรา งสรรคหมายถงึ การฟง และดอู ยา งมสี ติ มีสมาธิ มีความรูสึกนึกคดิ ตาม
สงิ่ ท่ีฟง และดู เมื่อรับรูเขา ใจแลวสามารถนําสิ่งทไี่ ดจากการฟงและดูมาวิเคราะห พินิจพจิ ารณาวา สงิ่ ใดดี สง่ิ
ใดไมดี สง่ิ ใดเปน ขอเทจ็ จริง สง่ิ ใดเปนขอ คดิ เห็น ส่งิ ใดถูกตอ งดีงาม มเี หตุผล และสามารถนาํ ไปใชใ หเ กดิ
ประโยชนทัง้ ในดานความรู ความบนั เทิง หากไมม สี าระสําคญั หรอื มงุ ทํารา ย ทาํ ลายบุคคลอืน่ หนว ยงานอ่ืน
สงั คมตลอดจนประเทศชาตเิ กดิ ความเสียหายใหก ับชุมชนสังคมโดยสว นรวม แสดงวาการฟง และดูนน้ั ไม
สรางสรรค

ประเภทของการฟง และดูอยา งสรา งสรรค
การฟงและการดูเปน ทักษะการรบั สารท่มี กี ระบวนการคอื มผี ูส ง สาร มีสารคือเนือ้ หาสาระใน
การถายทอดและวธิ กี ารสง สาร หรือชอ งทางของการส่ือสารซ่ึงในสวนของการรับสารทีเ่ ปนการฟง และดูนนั้
สามารถแบง ได 2 ประเภทคือ
1. ผรู ับสารและผูสงสารมีสวนรว มโดยตรงในการสื่อสาร ประกอบดว ย 2 ลักษณะ คือ บุคคล
กบั บคุ คล ไดแกก ารพดู คยุ สนทนา การเจรจา ทักทาย การพดู โทรศัพท เปน ตน กลมุ บคุ คล เปน การสอื่ สาร
ของของบุคคลตง้ั แต 3 คนขึน้ ไป เชน การประชุม การอภิปราย การสมั มนา เปนตน

2_2_พท_33012_หนวย1 14

2. การรบั สารและสงสารทผี่ ูรับสารไมมสี วนรว มโดยตรงในการส่ือสาร จะเปนการฟง และดู
ในสถานท่ที ่ีกวา งขวางและเปน สวนรวมมากกวา สว นตวั เปนการสือ่ สารภายนอกมากกวา ภายในองคกร
การสือ่ สารลกั ษณะน้แี บง เปน 2 ลกั ษณะ คอื

• การสอ่ื สารในท่ีสาธารณะ เชน การกลา วอวยพร กลา วตอ นรบั กลา วใหโ อวาท การ
กลาวสดุดี เปน ตน

• การสื่อสารผา นเครื่องอเิ ลก็ ทรอนกิ สมกี ารใชเ ทคโนโลยมี าชวยใหการสอ่ื สารมคี วาม
ชดั เจนทัง้ เสียงและภาพมากขนึ้ เชน การจดั รายการวิทยุ ภาพยนตร โทรทศั น หรือวดิ ที ศั น เปน ตน

จดุ มุงหมายของการฟง และดอู ยา งสรางสรรค
1. การฟง และการดูเพือ่ การติดตอ สือ่ สาร ในการดาํ เนินชีวิตประจาํ วันเราจะตองมกี าร
ตดิ ตอ ส่อื สารกบั บุคคลตา ง ๆ ดว ยการดูและการฟง อยเู สมอ ไมว าจะเปน บุคคลในครอบครัว เพอ่ื นรวม
สถานศึกษา เพื่อนในทีท่ าํ งาน หรอื บคุ คลตา ง ๆ ท่เี ราจะตองพบปะพดู คุยดวย ทง้ั เร่ืองที่เปน ธุรกิจการงาน
หรือไมใชธรุ กจิ การงาน ซึ่งการฟง และการดูในการติดตอส่อื สารจะชวยใหเรามีความเขา ใจซง่ึ กันและกัน
อยสู งั คมรวมกนั ไดอยางปกตสิ ขุ
2. การฟงและดูเพ่อื รับความรู การฟง และการดเู ปนทกั ษะทส่ี ามารถทําไดก อ นการพดู เมื่อเรา
รับรภู าษา พอ แมจ ะสอนใหเ ราฟง ส่งิ นนั้ ส่งิ น้ีดว ยการพดู กบั การทําใหด ู เพ่ือใหเ ราปฏบิ ัตภิ ารกจิ ตา ง ๆ ได
อยางถูกตอง เชน การรบั ประทานอาหาร การแตงตวั เมอ่ื โตขน้ึ ไปโรงเรียนเรากจ็ ะฟง และดูจากครใู น
เรอ่ื งราวท่ีเปน วชิ าความรตู าง ๆ การเขียนหนังสือและเมอ่ื เราโตข้นึ ก็รบั ความรูจ ากการฟงและการดูจาก
บุคคลอื่น ๆ สื่อตาง ๆ อกี มากมายทาํ ใหในการฟงและดกู วางขวางเพิ่มมากขนึ้ เชน การฟง วทิ ยุ ดูโทรทศั น
โดยมีจุดมุงหมายเพือ่ รบั ความรูจ ากการฟง และการดู
3. การฟง และการดเู พอ่ื ความคิด การฟง และดเู พอ่ื ความคิดนจ้ี ะตองใชค วามคดิ และสติปญญา
เพอ่ื ประกอบในการฟงและดอู ยางสรางสรรคม ากกวา การฟง และดูดว ยจุดมุงหมายอนื่ การฟงและดูเพอื่
ความคดิ ผูฟงหรือผูดูจะตอ งใชค วามคดิ สตปิ ญญาพจิ ารณาใน 3 ประเดน็ สําคญั คอื

3.1 พจิ ารณาวาเรื่องท่ฟี ง และดนู นั้ สวนใดเปนขอเท็จจริงสวนใดเปน ขอคดิ เหน็
3.2 พิจารณาความสมเหตุสมผลวาเร่อื งราวหรอื สารทไ่ี ดฟ งหรือดูนั้นมีขอมูลหลกั ฐานมา
สนบั สนนุ หรอื อา งองิ มากนอ ยเพยี งใดและนา เช่อื ถือเพยี งใด
3.3 พิจารณาวา เร่อื งราวสอื่ สารท่ีไดฟ ง และดูนนั้ มคี ุณคามากนอยเพยี งใด คิดวิเคราะหไดว า
ส่ิงใดถกู สิง่ ใดผิด สิ่งใดจะสามารถนําไปใชใหเกดิ ประโยชนใ นอนาคต
4. การฟง และดเู พอ่ื ความเพลิดเพลนิ หรอื เพ่อื ความจรรโลงใจการฟง และการดู ในจดุ มงุ หมาย
นี้ สว นใหญจะเปนการฟงและการดูในเรอื่ งราวหรอื สารทผ่ี ฟู งและผดู ูชอบ หรอื มคี วามสนใจสว นตัว เชน
การฟงเพลง การฟง บทรอยกรองบทกวตี าง ๆ การฟงธรรมะ หรือการชมภาพยนตร ชมละครตามแนวที่
ตนเองชอบ การไปชมนทิ รรศการภาพเขยี นตาง ๆ เปนตน

2_2_พท_33012_หนว ย1 15

เรอื่ งท่ี 1.2 หลักการฟง และการดูอยา งสรางสรรค

การฟงและการดอู ยางสรา งสรรคเ ปน การฟง และการดูทเ่ี ราตอ งมคี วามตัง้ ใจมใิ ชเ พยี งการไดย นิ
หรือมองเหน็ เทานนั้ ดังนน้ั ลกั ษณะการฟง และการดูอยา งสรางสรรคนนั้ จึงควรจะมกี ารเตรยี มตวั

ขนั้ ตอนในการฟงและดูมดี งั นี้
1. กอนการฟง และการดู เตรยี มความพรอ มในดา นความคิดของผูฟง และผดู ใู หเ ปด ใจกวางพรอ ม
ที่จะรับฟง ความคดิ เหน็ ของบคุ คลอ่ืน พรอมทจ่ี ะปรบั ปรุงแกไ ขตนเองหรือเปล่ยี นแปลงตนเองไปในทางท่ีดี
และทสี่ ําคัญคอื จะตองไมเลอื กฟง และดูเฉพาะเร่ืองราวหรอื สารทตี่ นเองสนใจ หรอื มคี วามชอบเทา น้นั เรา
จะตองรูจ กั ฟงและดใู นสง่ิ ท่ีเราไมช อบแตค นอ่นื ชอบบางเพอ่ื ไมใ หเ ปน คนท่ีมีจิตใจคบั แคบ รูจกั เอาใจเขามา
ใสใจเรา
2. ขณะฟงและดู ลกั ษณะทา ทางหรอื พฤติกรรมในการฟง และดูนน้ั ถือวา มีความสําคญั มาก
นับต้ังแตก ารตั้งใจฟง ความมสี ตหิ รือสมาธิในการฟง และดู จะทําใหเราฟงและดเู ร่อื งราวหรอื สารตา ง ๆ ได
อยางมีประสิทธิภาพ มีมารยาทในการฟง การปรับตวั ปรับอารมณใหเ ขากับกาลเทศะเรอื่ งราว หรือสารท่ี
ไดรบั ฟง และดู รวมทง้ั วจิ ารณญาณในการฟง วา สง่ิ ใดท่คี วรจดจําและนาํ ไปใชใหเ กดิ ประโยชนไดใ น
ภายหลงั หรือส่งิ ใดควรจะฟง และดูเพอ่ื ผานเลยไปเทา นนั้
3. หลงั การฟง และการดู เปน ขัน้ ตอนสดุ ทา ยของผูฟ ง และดูวาสามารถจะสรปุ เรอื่ งราวสื่อสารที่
ไดฟงและดูไปแลวนน้ั วาไดร ับมากนอยเพยี งใด ถา เปนเรือ่ งราวหรอื สารท่พี จิ ารณาแลววา เปนสงิ่ ดีมี
ประโยชนก ็ควรจดบันทกึ ยอ ๆ ไวเพ่อื นําเอาไปใชในโอกาสตอไป หรอื ถา เกิดมีขอสงสยั ไมชัดเจนในเรื่อง
ใดกค็ วรศกึ ษาคนควาหารายละเอียดเพิม่ เตมิ โดยอาจจะสอบถามผูพูด ผแู สดง หรอื ผรู ูในเรือ่ งน้ัน ๆ ให
ชดั เจน
การฟงและการดูเปนทกั ษะการรับสาร ดงั น้ันสิ่งทีผ่ รู บั สารจากการฟงและการดูควรคาํ นึงถึงใน
การรับสารอยา งสรางสรรคก็คอื ผูสงสารซึ่งอาจจะหมายถงึ ผูพ ูด ผแู สดงหรือผบู รรยาย แลว แตลกั ษณะของ
การสงสาร การรับสารดว ยการฟงและดจู งึ ตองมสี ว นสัมพันธเ กี่ยวขอ งกับผูสง สารอยูเ สมอ

ส่งิ ท่คี วรคาํ นงึ ถึงของผูรบั สารและผสู ง สารคอื
1. ความรสู ึกซึ่งมีตอกันและกันของผูสงสารและรับสาร
2. ความคาดหวงั หรือจดุ ประสงคข องแตล ะฝา ยซึง่ ถา ตางฝายตางมศี ิลปะ การสอื่ สารนน้ั กจ็ ะมี
ประสิทธิภาพสมตามเจตนาของผสู ง สารและผูร บั สาร

คุณสมบัตขิ องผูฟ ง และผูด ทู ส่ี รางสรรค

1. มมี ารยาทในการฟง และดู

2. เปนผูท ่ปี ฏบิ ตั ิตามหลกั การฟง และดูทด่ี ี

2_2_พท_33012_หนว ย1 16

3. รจู ักพจิ ารณาจดุ ประสงคของผสู งสารวา มีความนา เชอ่ื ถือ มีเหตุผล มีความถูกตองมากนอย
เพียงใด

4. รูจักฟงและดอู ยางพินจิ พิเคราะหเ ร่อื งราว หรือสารท่ไี ดฟง และดู
5. รจู ักเลือกฟง และดูอยา งฉลาดทีจ่ ะเก็บประเดน็ สําคัญ ๆ ของเน้อื หาสาระ และส่ิงท่ดี ีงาม
นําไปใชใ หเ กดิ ประโยชนก บั ตนเองครอบครัว ชมุ ชน หรือสงั คมไดในโอกาสตอ ไป
6. รูจกั จดบนั ทกึ ในส่ิงท่สี าํ คัญ ๆ และสามารถนาํ ไปใชเ ปน ขอมูลในการศกึ ษาคนควา ในดา น
ตา ง ๆ ใหลึกซ้ึงกวา งขวางเพม่ิ มากขึน้

หลักการฟงและการดอู ยา งสรางสรรค
1. จะตอ งมีความพรอ มในการฟงและดู ทัง้ ทางดา นรางกายและจติ ใจ ดานรา งกายคือมสี ุขภาพดี
ไมเจ็บปวย ดา นจติ ใจคือไมม ีเรอ่ื งทุกขร อนหรอื วิตกกังวล
2. จะตองมมี ารยาทในการฟง และดู กลา วคอื วางตนใหเ หมาะสมกับกาลเทศะ ไมค ุยเสียงดังหรอื
ทาํ พฤติกรรมใด ๆ ที่เปนการรบกวนบคุ คลอืน่ ทาํ ใหเสยี บรรยากาศในการฟง และดู
3. รจู ุดมุง หมายในการฟง และดู ในการฟงและดแู ตละครงั้ จะตองรูจ ดุ มงุ หมายของตนเองวา ฟง
และดเู พือ่ ส่งิ ใด เพ่ือรับความรู เพ่ือความคดิ เพอ่ื ความเพลิดเพลินบันเทงิ ใจ หรอื เพอ่ื จรรโลงใจ
4. มสี มาธใิ นการฟงและดู ในการฟงและดแู ตละคร้ังจะตอ งมีความสนใจ ต้ังใจและความ
กระตือรอื รน ในการฟงและดู จะทําใหม ีสมาธิ จิตใจแนว แน จดจอ อยูก บั เรอ่ื งทฟ่ี งและดู ซ่งึ จะชว ยใหเ ขาใจ
เรื่องราวตา ง ๆ ไดอยา งถกู ตองชัดเจน
5. จะตอ งฟง และดอู ยางไมม อี คติ ในการฟง และดแู ตล ะคร้ังจะตอ งวางใจใหเ ปน กลางท้ังเรื่องราว
หรือสารและตวั ผสู ง สาร เพราะความไมชอบ ไมศ รัทธา การมีอคตนิ ั้นจะเปนอปุ สรรคสําคญั ท่ีทําใหก ารฟง
และดแู ตละครงั้ ไมป ระสบผลสําเรจ็ และไมม ปี ระสทิ ธิภาพ
6. รูจกั เลอื กฟง และดใู นสิง่ ทดี่ ีมปี ระโยชน สามารถนาํ สาระสาํ คัญในสว นทีด่ มี ปี ระโยชนมาปรับ
ใชใ นการพัฒนาตนเอง พัฒนาอาชพี ตลอดจนพฒั นาครอบครวั ชุมชน และสังคมได

2_2_พท_33012_หนวย1 17

สรุปสาระสําคญั

การฟงและการดเู ปน ทกั ษะการรับสารทม่ี คี วามสาํ คัญนอกเหนอื จากการอา น การฟง ตางจาก
การไดยนิ ตรงท่ี การฟงจะมคี วามเขาใจและจดจาํ เพ่ือนาํ เอาเรื่องราวที่ไดร บั ฟง มาน้นั ไปถายทอดหรอื
นาํ ไปใชประโยชนในอนาคตได การดตู า งจากการมองเหน็ ตรงท่ีเม่ือรามองเห็นภาพหรือสัญลกั ษณใด ๆ
แลว สมองจะนําไปตีความคดิ ใครค รวญถึงส่ิงนนั้ กอนทจี่ ะเก็บไวใ นความทรงจํา

หลกั การฟงและดอู ยางสรางสรรค มี 6 ประการคอื
1. มีความพรอมในการฟง และดู
2. มีมารยาทในการฟง และดู
3. มีจุดมงุ หมายในการฟง และดู
4. มสี มาธใิ นการฟง และดู
5. จะตอ งฟง และดอู ยางไมมอี คติ
6. รจู ักเลือกฟง และดใู นสิง่ ทด่ี ีมีประโยชน และสามารถเกบ็ สาระสําคัญ นําไปใชใ หเ กิด
ประโยชนในการพฒั นาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คมตอไปได

2_2_พท_33012_หนวย1 18

กจิ กรรม

กจิ กรรมท่ี 1

ใหนกั ศึกษาเลอื กฟงรายการวทิ ยุ หรอื ชมรายการโทรทศั นม า 1 รายการ สรุปเนื้อหาสาระที่ได
จากการฟง และการดไู มเ กนิ 1 หนากระดาษ พรอ มท้ังบอกจดุ มงุ หมายของการฟง และการดูนั้นวาเพอื่
จดุ มงุ หมายใด

2_2_พท_33012_หนว ย1 19

ตอนท่ี 2 : หลักการพิจารณาเลอื กสอ่ื เพื่อการฟง และดู

เร่ืองท่ี 2.1 การพจิ ารณาเลอื กสือ่ ประเภทตางๆ

ส่อื คาํ วา “ สือ่ ” เพียงคําเดยี วจะหมายถึง ติดตอใหถ ึงกนั , ชักนาํ ใหรูจกั กนั แตเมื่อไปรวมกับคํา
อน่ื ความหมายของคาํ วา “ สอ่ื ” จะมคี วามหมายกวา งขวางและนาํ ไปใชใ นสถานการณต า งๆ มากมายเพ่มิ ขน้ึ
เชน

สื่อสาร จะหมายถงึ นาํ ถอ ยคาํ ขอ ความ หรอื หนงั สอื เปน ตน ของฝายหนง่ึ สง ใหอ ีกฝายหนง่ึ โดย
มสี ่อื นาํ ไป

ส่ือการศึกษา หมายถงึ วิธกี าร เครื่องมือ วสั ดุอุปกรณต า ง ๆ ท่ใี ชเปนส่ือในการจัดการศึกษา
หรอื ใหการศกึ ษา

ส่ือมวลชน หมายถงึ สือ่ กลางท่ีจะนาํ ขา วสาร ขอมลู หรือความรูในเรอื่ งตา ง ๆ ไปสูมวลชน
สอ่ื สารมวลชน หมายถงึ กระบวนการตดิ ตอสอ่ื สารจากขอ มูลตาง ๆ ไปสูม หาชน โดยใช
เครือ่ งมอื หรอื ส่ือกลางตา ง ๆ เชน วทิ ยุ โทรทศั น หนงั สือพิมพ เปนตน

ประเภทของสอ่ื สอ่ื ในปจ จบุ ัน สามารถแยกไดตามลกั ษณะของสอ่ื มี 5 ประเภท คอื
1. สื่อธรรมชาติ หมายถึงส่อื ท่ีมอี ยแู ลวตามธรรมชาติ ไมใชสือ่ ท่มี นษุ ยสรางขึน้ เชน เสียง
แสง สี ภาษาทาทาง
2. ส่อื บคุ คล หมายถึงการใชค นในการสอื่ สาร เชน บรุ ษุ ไปรษณยี  พอ ส่อื แมสอื่ ผอู า นขาว
นกั รอ ง เปนตน
3. ส่อื เฉพาะเรือ่ ง เปนส่ือท่มี นษุ ยส รา งข้ึนเพ่ือจดุ ประสงคใ ดจดุ ประสงคห น่งึ เชน ปา ยบอก
ทาง ปา ยโฆษณา สัญลักษณต า งๆ เปน ตน
4. สอ่ื ส่งิ พิมพ เปนส่อื ท่ีมนษุ ยส รา งข้นึ อกี ประเภทหน่งึ โดยวิธกี ารสงสอื่ ดวยตวั อกั ษร รปู ภาพ
สญั ลกั ษณตางๆ ดว ยวธิ กี ารพมิ พ
5. สือ่ อิเล็กทรอนิกส เปนสอื่ ประเภททีม่ นษุ ยส รา งขึน้ ดวยการใชเ ทคโนโลยี เพื่อใหม ีความ
ทันสมัย ทันตอ เหตกุ ารณสถานการณใ นปจ จุบนั โดยเนน การส่ือสารทรี่ วดเรว็ และความทนั สมยั

สรุปไดว า สื่อที่พบเหน็ อยูในปจ จุบันน้ี มี 2 ลักษณะ คอื ส่ือที่มีอยตู ามธรรมชาติและส่ือที่
มนษุ ยส รา งขนึ้ ส่อื ท่ีมีอยูตามธรรมชาติ ไดแก ตัวมนษุ ยเอง แสง สี เสยี ง เปนสง่ิ ทม่ี นษุ ยไมส ามารถ
ดัดแปลงใหผดิ ไปจากความเปน ธรรมชาตไิ ด นอกจากนาํ มาประดิษฐค ดิ คนใหเ กิดประโยชน เพอ่ื นาํ มาใช
ดวยเทคโนโลยเี ทาน้ัน ดงั นนั้ ในเรื่องการพิจารณาเลอื กสอ่ื ประเภทตาง ๆ น้ัน จะขอกลาวเฉพาะในสว น
ของสอ่ื ท่ีมนุษยสรา งขึน้ เทานั้น โดยในสว นของสือ่ ประเภทเฉพาะเรอ่ื ง หรือมจี ุดประสงคเฉพาะกจิ น้ัน

2_2_พท_33012_หนว ย1 20

สามารถจัดอยใู นประเภทของสือ่ สง่ิ พิมพห รอื ส่อื อเิ ล็กทรอนกิ สเ ชนกนั อยูท่วี าผผู ลิตตองการใหสือ่ ออกมา
เปน ลักษณะหรือรูปแบบใด

สื่อสิง่ พิมพ เปนการรับสารจากสือ่ สง่ิ พิมพท ผ่ี ูรบั สารจะตอ งใชท กั ษะการอานประกอบกับการ
ดใู นกรณีทีเ่ ปน ภาพถายหรอื สญั ลกั ษณตา ง ๆ สอ่ื ส่งิ พิมพท เี่ ราพบในชีวติ ประจําวันประเภทแผนพับ
แผนปลวิ หนงั สอื พมิ พ นิตยสาร หนงั สือตา ง ๆ และการเลอื กรบั สารจากส่อื สิ่งพมิ พป ระเภทใดนน้ั ขน้ึ อยู
กบั สถานการณและความตอ งการของผรู ับสารวาตอ งการรับรขู าวสาร ขอมลู หรอื ความรูในดา นใด
ตามความเหมาะสมกบั สถานการณ และความตองการของผูรับสารเอง

ประเภทของสอ่ื ส่ิงพิมพ
1. เอกสารโฆษณาประชาสมั พันธ สวนใหญผ รู ับสารจะเลอื กอา นเมอ่ื ตองการศกึ ษาหาขอมลู
เกยี่ วกับสนิ คา ผลติ ภัณฑหรอื การบริการตาง ๆ ในการอปุ โภคบรโิ ภค หรือใชใ นชวี ติ ประจาํ วนั ลกั ษณะ
ของเอกสารโฆษณาประชาสมั พันธป ระกอบดวย 3 สว น คือ หัวเรื่อง รายละเอียด และลงทาย

หัวเร่ือง เปนขอ ความทีท่ ําใหผูรับสารสนใจ ดึงดดู ใจ เรา ใจ ใหส นใจในตวั สนิ คา
หรอื ผลติ ภัณฑน ้นั ๆ อยา งทันทที ันใด

รายละเอียด ขยายความถึงคุณสมบัติ ขอ ดี หรือประโยชนตาง ๆ ซ่งึ ผรู ับสารจะตองคิด
พิจารณาวามคี วามสมเหตสุ มผล นา เชอื่ ถอื มากนอ ยเพียงใด

บทสรปุ หรอื ลงทา ย จะพยายามทําใหสินคา หรอื ผลิตภัณฑน น้ั ๆ ติดอยใู นความทรงจาํ ของ
ผรู ับสาร และตดั สินใจซ้อื สนิ คาหรอื ผลติ ภณั ฑน ้ัน

2. สอื่ หนังสอื พมิ พ หนังสือพมิ พแ บง ออกเปน 2 ประเภท คือหนงั สอื พิมพร ายวนั และราย
สปั ดาห หนังสอื พิมพร ายวนั จะนาํ เสนอขา วเปนรายวนั ซ่งึ ประกอบดว ยขาวการเมอื ง ขาวอาชญากรรม
ขา วเศรษฐกิจ ขา วกฬี า ขา วบนั เทิง ขา วการศึกษา เปนตน หนงั สือพมิ พร ายวนั แตล ะฉบบั จะนําหัวขอขาว
เดน ไวในหนา แรกของหนังสือพมิ พ สว นเนือ้ หารายละเอียดจะอยดู า นใน สําหรับขาวกฬี า ขาวบนั เทิง
ขาวการศกึ ษา สว นใหญจ ะอยดู า นในเปน ประจําหนา สําหรับหนงั สอื พมิ พรายสปั ดาห สวนใหญจ ะเปน
ขาวประเภทบทความ บทวิเคราะห วจิ ารณ และสารคดี โดยจะมภี าพบุคคลในขา วเดน เพยี งภาพเดยี วบน
หนา ปก สว นรายละเอียดเนอ้ื หาของขาวทง้ั หมดจะอยใู นเลม

3. สอ่ื ส่ิงพมิ พห นงั สือ ส่อื สงิ่ พมิ พป ระเภทนจี้ ะผลิตออกมาเปนหนงั สือ 3 ลกั ษณะคือ หนงั สอื
วิชาการท่ีเปน ตาํ ราหรือความรตู า งๆ หนังสือทีเ่ ปน ความบันเทิงประเภทนวนยิ าย เรื่องสัน้ เรื่องแปล
และลกั ษณะทใ่ี หท ง้ั ความรแู ละความบนั เทงิ พรอ มๆ กนั เชน หนังสือสารคดตี า ง ๆ นิตยสาร วารสาร
เปน ตน

ส่ืออเิ ลก็ ทรอนิกส สอื่ ประเภทอเิ ล็กทรอนกิ สน ผี้ รู บั สารจะตองใชทกั ษะในการฟง และดู
ในการรบั สาร ส่ืออิเล็กทรอนิกสทนี่ ยิ มใชใ นชีวติ ประจําวนั คอื วิทยกุ ระจายเสยี ง วทิ ยโุ ทรทศั น และ
ภาพยนตร

2_2_พท_33012_หนว ย1 21

วิทยกุ ระจายเสียง เปน สอ่ื อิเลก็ ทรอนิกสท ่มี ขี อจาํ กดั มากกวาสื่ออิเล็กทรอนกิ สป ระเภทอนื่
เพราะผรู ับสารใชทักษะการฟงเพยี งอยางเดยี ว ไมสามารถมองเห็นทา ทางของผูพูด ผบู รรยาย
หรือภาพประกอบอ่ืน ๆ ไดเ ลย ดังนนั้ วิทยุกระจายเสยี งจึงตอ งมลี ักษณะทห่ี ลากหลายตรงตามความตองการ
ของผูรบั สารที่มีจาํ นวนมากและหลากหลายกลมุ ดว ยเชน กนั ประเภทของรายการวทิ ยกุ ระจายเสียงแบง ตาม
จุดมุงหมายในการนําเสนอได 3 ประเภท คือ

1. รายการที่มุงใหข าวสาร เชน รายการขาว รายการสนทนา รายการสมั ภาษณค นในขาว
รายการบรรยายถา ยทอดเหตกุ ารณ ณ จดุ เกดิ เหตุ หรือการถา ยทอดสด เปน ตน

2. รายการที่มงุ ใหความรใู นดา นตางๆ เชน วิทยุโรงเรียน รายการเกยี่ วกบั การศึกษา
วัฒนธรรมทองถิ่น ภมู ปิ ญญาชาวบา น การประกอบอาชีพ เปน ตน

3. รายการที่มงุ ใหค วามบนั เทงิ ไดแ กร ายการเพลง รายการพูดคุยสนทนา ละครวิทยุ นทิ าน
ขาํ ขนั เปน ตน

วทิ ยโุ ทรทศั น ในการผลิตสือ่ วทิ ยโุ ทรทัศน จะตอ งคาํ นงึ ถึงผูชมโทรทัศน จะตองใชท ักษะใน
การฟง และดูควบคูกันไปในการรับสาร ดงั นัน้ คาํ พูดหรือบทโทรทศั นตองมีความสอดคลองสมั พนั ธก ัน
เสมอ นอกจากนั้นยงั ตองคาํ นึงถึงสุนทรยี ภาพของวิทยโุ ทรทัศน กบั ความสามารถในดานเทคนิคการผลิต
ไมวา จะเปนมมุ กลอ ง ฉาก แสง สี เสยี ง เทคนิคการตดั ตอ การใชเพลงประกอบ ซ่งึ จะทําใหรายการ
โทรทศั นม ีคุณภาพมากนอยเพยี งใด

ประเภทของรายการโทรทัศน รายการโทรทัศนสามารถแบงตามเน้อื หาสาระและจดุ มุง หมาย
ของการผลิตได 4 ประเภท คอื

1.ประเภทขา วสารขอมูล เปนการรายงานขาวสารขอ มูลทั่วไป เชน ขา วภาคคาํ่ ขา วพยากรณ
อากาศ

2. รายการทใี่ หความรู เชน รายการโทรทัศนเ พอื่ การศึกษา รายการเกย่ี วกบั สุขภาพรา งกาย
การรบั ประทานอาหารทีม่ ีประโยชน

3. รายการท่ใี หความบนั เทงิ เชน รายการเพลง ละคร การต ูน เกมโชวต าง ๆ
4. ประเภทโฆษณาประชาสมั พนั ธ เชน โฆษณาสนิ คา ขอ มูลการใหบ ริการท่ีพกั อาหาร แหลง
ทองเท่ียวตา ง ๆ เปนตน

ภาพยนตร เปน ส่อื อิเล็กทรอนิกสทีผ่ ูร บั สารสามารถเลือกชมไดตามความตอ งการของตนเอง
มากทส่ี ุด โดยเฉพาะในปจ จบุ ันการชมภาพยนตรไ มจ ําเปนตองชมเฉพาะในโรงภาพยนตรเทาน้นั สามารถ
ชมวดี ทิ ัศนก ับเคร่ืองเลน ทบี่ านได ภาพยนตรเ ปนสื่อท่ีมลี ักษณะเชน เดยี วกบั โทรทัศน คอื ผูรับสารสามารถ
ไดย นิ ท้ังเสยี งพรอ มกบั ภาพในเวลาเดยี วกนั ภาพยนตรส ามารถแบงตามเนอ้ื หาสาระได 2 ประเภท คือ

1. ภาพยนตรส ารตั ถคดี หมายถึงภาพยนตรทสี่ รางขึน้ โดยมเี น้อื หาสาระจากความเปน จริง
เชน ภาพยนตรป ระวตั ิศาสตร ภาพยนตรสารคดีตา ง ๆ

2_2_พท_33012_หนว ย1 22

2. ภาพยนตรบ นั เทิงคดี หมายถึงภาพยนตรทีส่ รางขึน้ จากการสมมุตเิ หตุการณ เนอ้ื เร่ืองตา งๆ
เพอื่ ความบนั เทงิ แกผชู ม เชน ภาพยนตรรกั ภาพยนตรบ ู ภาพยนตรก ารต นู เปนตน

เรอ่ื งที่ 2.2 คุณคา ของสื่อประเภทตา งๆ

ทกั ษะในการรบั สารแบงเปน 3 ทักษะ คือ การอา น การฟง และการดู ทกั ษะการอานใชสาํ หรบั
การสง สารดวยการเขยี นดว ยตวั อักษร ภาพหรอื สญั ลกั ษณต า งๆ ในขณะทีท่ กั ษะการฟงและการดู
ใชส าํ หรับการสงสารดว ยการพดู การแสดงพฤติกรรมตา ง ๆ ซงึ่ การแบง ประเภทของสอ่ื ท่ีมีความสมั พนั ธ
สอดคลอ งกับทักษะการสง – รบั สาร คอื สือ่ ประเภทสง่ิ พิมพก บั สอ่ื ประเภทอเิ ล็กทรอนกิ ส

คุณคาของสอ่ื ประเภทสง่ิ พมิ พ
เนื่องจากผูรบั สารจะตอ งใชท ักษะการอา นสือ่ สงิ่ พิมพเปนสําคญั ดังนัน้ คุณประโยชนห รอื
คุณคา ที่เราไดจ ากสื่อสง่ิ พมิ พน นั้ คือคณุ คาหรือประโยชนทเี่ ราจะไดจากการอา นนนั่ เอง
คณุ คา ทีไ่ ดจ ากการอานส่อื ส่ิงพมิ พ มดี ังนี้
1. สรางความเขาใจอนั ดซี ง่ึ กนั และกนั ระหวางผูเ ขยี นกบั ผอู าน หรอื ผสู งสารกบั ผูรับสาร
ตลอดจนอารมณ ความรูสึกนกึ คดิ กอ ใหเกิดสัมพันธภาพทด่ี ใี นชมุ ชนและสังคม
2. สือ่ สง่ิ พมิ พเพ่มิ พูนความรู ความคิด ในการถายทอดเรอ่ื งราว ขาวสารขอ มลู ตาง ๆ จาก
บคุ คลหน่งึ ไปยังบคุ คลอ่นื ๆ และสามารถขยายใหก วา งขวางเพิ่มเตมิ มากข้นึ เรอื่ ยๆ อยางไมรจู ักจบส้นิ
3. ชวยพัฒนาทกั ษะการอาน เม่ือในสงั คมปจ จุบันไดม ีการผลติ ส่อื สง่ิ พมิ พท ี่หลากหลายออกมา
จํานวนมาก ทาํ ใหสามารถเลอื กการอานสอื่ ส่ิงพิมพที่สนใจและตองการอา น ทาํ ใหค นท่ีอานสอื่ สิ่งพมิ พ
ทุก ๆ วัน มีการพฒั นาการอา นใหมคี ณุ ภาพและประสิทธภิ าพเพมิ่ มากขน้ึ
4. ชวยพัฒนาทักษะการเขยี น เมอ่ื สอ่ื สิ่งพมิ พเ ปน ท่แี พรห ลาย และเปน ท่ีนิยมในสังคม ทําใหผ ู
ทีส่ นใจจะเขียนหนังสอื ไดผลติ ส่ือส่งิ พิมพเ พม่ิ จํานวนมากย่งิ ขนึ้ ขยายวงกวางและหลากหลายประเภทตาม
ไปดว ย
5. สงเสรมิ การผลิตส่อื สิง่ พมิ พ เม่อื ส่อื สงิ่ พิมพเ ปนทนี่ ยิ มแพรห ลายในสงั คม ทาํ ใหผผู ลิตสือ่
สง่ิ พมิ พแตละประเภทพยายามผลติ ส่อื ส่งิ พมิ พในสาขาของตนออกสูตลาดใหมากและทนั ตอ ความตอ งการ
ของผบู ริโภค
6. สงเสรมิ ใหค นในสงั คมมนี ิสัยรกั การอา นเพม่ิ มากขน้ึ ปจ จบุ ันสอ่ื ส่งิ พมิ พมกี ารพัฒนารปู แบบ
และเนอื้ หาในการนาํ เสนอกา วหนาไปมากตา งจากอดีต รปู แบบของรปู เลมและการนําเสนอส่อื สงิ่ พิมพท่ี
สวยงามนาสนใจเปนจดุ เรมิ่ ตน ใหคนอานหนังสือ และเมอื่ อานบอ ย ๆ สามารถชวยพฒั นาใหคนมีนสิ ัยรกั
การอา นไดใ นลาํ ดับตอ ไป
7. เสรมิ สรางความเจรญิ งอกงามดานความรู ความคิด และจติ ใจ สอ่ื สงิ่ พมิ พที่สามารถชว ย
เสรมิ สรางทางดา นความรูความคิดนั้น จะเปน สื่อส่งิ พมิ พประเภทวิชาการ ซึง่ จะชว ยพัฒนาใหผ ูอา นมี

2_2_พท_33012_หนวย1 23

ความรู ความคดิ วิเคราะหพ ิจารณาในสว นทเ่ี ปนวชิ าการใหเพมิ่ พนู และกวางขวางเพม่ิ มากขน้ึ ในขณะที่ส่ือ
สิง่ พมิ พประเภทบนั เทิงจะชวยทําใหผอู านมอี ารมณละเอียดออนและเกดิ ความรสู ึกสนกุ สนาน สามารถ
ผอ นคลายเพ่ิมมากขน้ึ ถา เปน สือ่ ส่งิ พมิ พป ระเภทธรรมะ คตสิ อนใจ กจ็ ะชว ยใหผอู า นพฒั นาคณุ ธรรม
จรยิ ธรรมในจติ ใจ เปน คนดมี ีน้ําใจเออ้ื เฟอ เผื่อแผ ทําใหส งั คมโดยสวนรวมอยูเยน็ เปน สขุ หรอื นาํ เอาขอ คิด
คติธรรมทไี่ ดจ ากสอ่ื สิง่ พิมพประเภทนีม้ าปรบั ใชใ นการดาํ เนินชวี ิตของตนเองและการอยูรว มกันในสงั คม
ได

คณุ คา ของส่ืออิเล็กทรอนิกส
สื่ออเิ ล็กทรอนิกส สามารถแบง ออกเปน 2 กลุม จากลักษณะของการรบั สาร กลาวคือ กลุมที่
ใชท กั ษะการฟงไดเ พยี งอยา งเดียว นน่ั คอื ลักษณะของสื่อวิทยกุ ระจายเสยี ง เทป หรอื ซีดีท่รี บั ฟงไดเฉพาะ
เสียง กับกลมุ ท่ีฟงเสียงและมภี าพดว ยพรอ มๆ กนั ไดแ กส่อื ประเภทโทรทศั น ภาพยนตร หรอื วซี ดี ีตา งๆ
ดังน้ันเรอ่ื งคณุ คา ของสื่ออิเล็กทรอนกิ สจงึ จะขอกลาวไวต ามลักษณะของสื่อในการรับสารดงั กลา วขางตน

คุณคา ของสื่ออเิ ลก็ ทรอนิกสประเภทเสียง
1. สอื่ อิเลก็ ทรอนิกสป ระเภทเสยี ง ท่สี งผานขา วสารขอมูล ความรูความบันเทิง ไปยงั ผูรับสารใน
ลักษณะคล่นื เสียงทีไ่ มตอ งใชวสั ดุอุปกรณม าก ทาํ ใหส ามารถเผยแพรข า วสารขอมูล ความรูความบันเทงิ ไป
ยงั ผรู ับไดในเวลาอันรวดเร็วและจาํ นวนมากในทกุ ๆ ที่ ท่มี คี ล่ืนวิทยไุ ปถึงในเวลาเดยี วกนั
2. ส่ืออิเล็กทรอนิกสป ระเภทเสยี ง สามารถสง ขา วสารขอมูล ความรูความบันเทงิ ไปยังผูรับสาร
ไดตลอดเวลาอยางไมม ขี ีดจาํ กดั
3. คาใชจ ายในการสง สารดว ยสื่ออิเลก็ ทรอนิกสประเภทเสียงไมสงู ทาํ ใหค นมรี ายไดน อ ย หรือ
ระดบั ปานกลางสามารถใชบริการสื่อประเภทน้ไี ด และผรู ับสารก็สามารถเขา ถึงขอมูลขา วสารความรูความ
บันเทงิ จากส่ือประเภทน้ไี ดง า ยดว ย
4. สื่ออิเลก็ ทรอนกิ สป ระเภทเสยี งสง เสริมความมีสติ สมาธใิ นการรับฟง เพราะการรับสารดวย
การรบั ฟง เพยี งอยางเดยี วถาผูฟง ไมม ใี จจดจอ หรอื ไมม สี ติพอ กจ็ ะไมส ามารถจบั ประเด็นหรือสาระสาํ คัญ
ในการรบั ฟง ไดอยา งถูกตอ งครบถว นสมบูรณ
5. การรับสารจากสอ่ื อิเลก็ ทรอนิกสป ระเภทเสียงไมทําใหเสียเวลาไปกบั การรับฟง เพยี งอยาง
เดยี ว ผูฟงสามารถทาํ กิจกรรมอ่นื ๆ ไปพรอ มกบั การรับฟงได เชนในขณะขบั รถ ในขณะอานหนงั สือ
หรือทาํ งานบา น เปนตน

คณุ คาของสอื่ อิเล็กทรอนิกสทไ่ี ดรับทัง้ เสยี งและภาพ
1. สามารถกระตุน การรับรูทรี่ วดเรว็ ใหก บั ผูร บั สารได เพราะการรับสารทีร่ บั ไดทง้ั เสียงและ
ภาพไปพรอม ๆ กันนน้ั สมองไมต อ งตคี วามหรือสรา งจินตนาการอกี ครง้ั หนง่ึ เพราะสง่ิ ทีป่ รากฏนั้นชัดเจน
อยูแ ลว

2_2_พท_33012_หนว ย1 24

2. ชวยทําใหผรู บั สารตดิ ตามเรือ่ งราวหรอื สารท่ีนาํ เสนอไปจนกระทง่ั จบ เพราะการนาํ เสนอภาพ
และเทคนิคตาง ๆ นั้น ไปกระตุน ความรูสกึ และอารมณข องผชู มใหม ีอารมณรวมทจี่ ะติดตามเร่อื งราวหรือ
เหตุการณตา ง ๆ ไดตลอดเวลา

3. สามารถอธิบายเร่ืองท่ยี ากแกการเขา ใจใหเ ปนเร่อื งงายไดด ว ยภาพหรอื เทคนิคตาง ๆ ในการ
นําเสนอหรือถายทอดโดยเฉพาะอยางยิ่งในเรื่องที่เปน ความรูหรอื วชิ าการท่ยี งุ ยากซับซอน

4. สามารถปรับพฤติกรรมของผรู บั สารจากสอ่ื อิเลก็ ทรอนกิ สประเภทนีไ้ ดโ ดยไมย าก เพราะ
การรับสารที่เปนทง้ั ภาพและไดย นิ เสยี งไปพรอ ม ๆ กันนั้นจะสามารถกระตุนผูร บั สารใหมีอารมณแ ละ
ความรูสึกคลอยตามสารทเี่ ขาไดรบั ตวั อยางเชน พฤตกิ รรมการเลยี นแบบดารา ถา เรารูจักนาํ พฤตกิ รรมท่ีดี
มีคุณคามานาํ เสนอตอผชู ม กจ็ ะสามารถชว ยใหคนสว นใหญทร่ี ับชมสื่อประเภทนพี้ ฒั นาพฤติกรรมไป
ในทางทดี่ ไี ด

เรือ่ งท่ี 2.3 มารยาทของการฟงและการดู

หลงั จากทไี่ ดศกึ ษาเรื่องการฟง และการดสู อ่ื ประเภทตา ง ๆ ไปแลว เราควรทราบวา สารท่ีใช
วิธีการรบั สารดวยทกั ษะการฟง และการดนู นั้ สามารถแบงตามจดุ มุง หมายของการสง สารได 3 ประเภท คือ

1. ประเภทใหค วามรู มุง เนน ใหความรูและขอเท็จจรงิ ในการนาํ เสนอ
2. ประเภทใหค วามบันเทิงและจรรโลงใจ มุงเนนไปในการถายทอดอารมณ ความรสู กึ เพ่ือ
ความสนกุ สนาน เพลิดเพลนิ สวนจรรโลงใจนั้นกม็ ุง ใหข อ คดิ คติธรรม แนวทางการประพฤตปิ ฏิบัตใิ นสง่ิ
ทีด่ งี าม
3. ประเภทโนม นาวใจ ไดแ ก การส่อื สารในดา นโฆษณา ประชาสมั พันธสนิ คา ผลิตภณั ฑ
หรอื บรกิ ารดานตาง ๆ

ทักษะทางภาษาที่เราไดในการสื่อสารมอี ยู 2 ฝา ย คอื ฝา ยสงสาร ซึง่ ไดแ กทกั ษะการพูดและ
ทักษะการเขียนและฝา ยรบั สาร จะประกอบดว ยทกั ษะการฟง การดู และการอาน ซงึ่ ในชวี ติ ประจําวนั น้ัน
เราสามารถทจี่ ะหยุดพดู หยดุ อา น และหยดุ เขยี นได ถา เราไมสามารถที่จะปฏิเสธการฟงและการดไู ด
ดังน้นั ทาํ อยา งไรเราจึงจะเปน ผทู ฟ่ี งและดอู ยา งมคี ณุ ภาพและประสทิ ธิภาพ เพราะถา เราปฏบิ ตั ิตนเปนผูฟง
และผูด ทู ดี่ ีเรากจ็ ะไดร บั คุณประโยชนจากการฟงและการดมู ากมายหลายประการ ดังนี้

1. จะทาํ ใหไดร บั ขา วสารขอมลู ความรู ความคิด ตลอดจนความเขา ใจในเรือ่ งราว เหตุการณ
ตาง ๆ ที่เปน ปจจุบันและมคี ณุ คาในการดาํ เนนิ ชวี ติ หรอื เพ่มิ ทนุ ความรูมากยิง่ ขน้ึ

2. เปนผทู ม่ี วี จิ ารณญาณในการรบั ขาวสารขอ มูลตางๆ ทําใหร จู กั ประเมนิ คณุ คาของสารทไี่ ดร บั
สามารถพจิ ารณาแบง แยกขอ เทจ็ จริง ความสมเหตสุ มผล ตดั สนิ ใจเรือ่ งราวตา งๆ ไดเ ปนอยางดี ไมต กเปน
เหย่อื หรือเครือ่ งมอื ของขอ มลู ขา วสารทไี่ ดรบั

3. การเปนผูร ับสารท่ีดีจะทาํ ใหก ารสือ่ สารมคี ณุ ภาพ ทําใหเกดิ ความเขา ใจอนั ดีซึ่งกันและกัน

2_2_พท_33012_หนว ย1 25

4. การเปน ผูร ับสารท่ีดจี ะชว ยใหบุคคลนนั้ เปนผูมมี นุษยสัมพันธท ดี่ กี บั บคุ คลรอบขาง หรือใน
การเขา สังคม

5. การเปนผรู บั สารทด่ี จี ะชว ยใหม ีความรูความสามารถอยูในตวั เองมาก เม่อื ถึงเวลาท่จี ะตอ ง
เปนผถู ายทอดหรือผูส งสารบา งกจ็ ะสามารถทําไดด ี มีคณุ ภาพและประสิทธภิ าพ

6. การเปนผูรับสารท่ีดีจะชว ยใหการดาํ เนนิ ชีวิต และการประกอบอาชีพการงานเปน ไปดว ย
ความราบรน่ื เพราะสามารถรับขอ มลู ขา วสารทด่ี ี มสี ารประโยชนไ ดอ ยางเขาใจชดั เจน ครบถว นสมบรู ณ
และนําไปใชใหเ กดิ ประโยชนใ นการดําเนนิ ชีวติ ได

7. เกิดประโยชนต อ ชมุ ชน สังคมโดยสวนรวม เพราะการเปน ผฟู งและผดู ูทีด่ มี ีคณุ ภาพและ
ประสทิ ธิภาพนนั้ ยอมจะรูบทบาทหนา ทีข่ องตนเอง วาเมอื่ ไรควรพดู เม่อื ไรควรฟง เมื่อไรควรดู และเมือ่
ปฏบิ ตั ิตนไดถกู ตอ งเหมาะสมตามบทบาทหนา ท่ตี ามเหตกุ ารณและสถานการณอ นั ควรแลว ยอ มไมเ กดิ
ความขดั แยง ในชมุ ชนหรือสงั คมในการอยรู ว มกนั

สาํ นวน พงั เพย สุภาษติ ทเี่ กยี่ วกับการฟง

หูเบา มีความหมายวา เชอ่ื คนงาย ใครพูดอะไรใหฟ ง ก็เชื่อทันที
ฟงหูไวหู ” เมือ่ ไดร ับฟงอะไรอยา เพ่ิงเชอื่ ทันทตี อ ง
ไตรตรองเสียกอ น
ฟง ความขางเดยี ว ” ฟงคําพดู ของคนทีท่ ะเลาะกันแตเพยี งฝา ยเดยี ว
ไมไดรับฟง ขอ ความจากอีกฝา ยหนึง่
สีซอใหควายฟง ” พดู ใหค นทไี่ มส นใจจะรับฟง เขาจึงไมรับรูใน
สิ่งทีพ่ ูด
เขาหูซา ยทะลหุ ูขวา ” ฟง ผา นๆ ไป ไมไ ดนาํ มาคดิ ฟง แลว ก็ลืมไป

ฟง ไมไ ดศ พั ทจ บั ไปกระเดยี ด ” ฟงโดยไมรูความหมายหรือไมไ ด
ใจความครบถว นสมบูรณ แลวนําไป
เวนวิจารณวา งเวน พดู หรอื กลา วถงึ อยา งไมถกู ตอ ง
เวน ทถ่ี ามอันยงั
เวนเลาลขิ ิตสัง สดบั ฟง
เวนดงั่ กลา ววาผู ไปร ู
เกตวา ง เวน นา
ปราชญไดฤามี

(โคลงโลกนิต)ิ

2_2_พท_33012_หนวย1 26

สาํ นวน พงั เพย สภุ าษติ ทเี่ กยี่ วกับการดู ไมมีนา้ํ ใจทจ่ี ะชวยเหลอื การงานของใคร
ดดู าย มีความหมายวา เพิกเฉยไมเอาใจใส
เหน็ เปน เร่ืองเล็กนอยทีไ่ มม คี วามสําคญั
ดเู บา ” รอไปกอ น ยงั ไมคดิ หรือตัดสนิ ใจในตอนนี้
ดไู ปกอ น ” ดูหนา ครั้งสุดทายหรอื อยกู บั คนปวย
ดใู จ ” กอ นทจี่ ะส้นิ ใจ
คดิ พิจารณาใหร อบคอบกอ นทจี่ ะลงมือทาํ
ดตู ามา ตาเรือ ” อะไร
การเลือกผหู ญิงทจ่ี ะมาเปน คคู รอง
ดชู า งใหด หู าง ดนู างใหดูแม ” แมเ ปนเชน ไร ลกู กจ็ ะเปน เชนนนั้
ผูห ญงิ สมยั กอ น หนารอ นจะไมแ ตง ตวั
ดชู างใหด หู นา หนาว ดูสาวใหดหู นารอน ” มาก จะเหน็ ของแท

ดขู า ดเู มอ่ื ใช งานหนกั
ดูมติ รพงศารกั เมอ่ื ไร
ดเู มียเม่อื ไขจ ัก จวนชีพ
อาจจกั รจู ติ ได วา รายฤาดี
(โคลงโลกนิต)ิ

สรปุ สาระคัญ
สอื่ สามารถแบงได 2 ประเภท คือ
1. สือ่ ส่ิงพมิ พ เชน หนังสือพมิ พ นติ ยสาร วารสาร หนงั สือ
2. สอื่ อเิ ล็กทรอนิกส เชน วทิ ยกุ ระจายเสยี ง วทิ ยุโทรทศั น ภาพยนตร
คุณคาที่ไดจากส่อื ประเภทตา งๆ
1.ใหข อมูลขา วสาร ความรู ความคดิ สตปิ ญ ญา เชน ขา ว พยากรณอากาศ วิชาการ

การประกอบอาชีพ
2.ใหค วามบนั เทงิ สนกุ สนานเพลดิ เพลนิ เชน เพลง ละคร ภาพยนตร ใหค วามจรรโลงใจ

ขอคดิ คติเตือนใจ หรือแนวทางในการดาํ เนนิ ชวี ติ เชน รายการเกยี่ วกบั สขุ ภาพกาย สุขภาพจิต รายการ
ธรรมะ คตธิ รรมตางๆ

3.ใหขอมูลขาวสารในดา นธรุ กิจตางๆ เชน การโฆษณาประชาสมั พันธส นิ คา ผลิตภัณฑ

แหลง บริการตา งๆ เปนตน

2_2_พท_33012_หนวย1 27

กิจกรรม

กิจกรรมท่ี 2

ใหนกั ศึกษาเลือกสื่อทีน่ กั ศึกษาประทับใจมา 1 เร่ือง โดยบอกรายละเอยี ดวา เปน ส่อื ประเภทใด
สื่อสงิ่ พมิ พ หรอื สอ่ื อเิ ลก็ ทรอนิกส นักศกึ ษารับส่อื น้ันเมื่อไร และบอกเหตผุ ลวาทาํ ไมจึงมคี วามประทบั ใจ
ส่อื นัน้ ทงั้ ดา นเนื้อหาสาระ ขอ เสนอแนะ และวธิ ีการนําเสนอ

2_2_พท_33012_หนว ย1 28

หนวยการเรียนรูท่ี 2
การอาน

โครงสรางของหนวย

มาตรฐานการเรียนรู
มาตรฐานการเรียนรทู ่ี 2.1 มคี วามรู ความเขา ใจและทกั ษะพนื้ ฐานเกยี่ วกับภาษาและ
การส่อื สาร

ผลการเรียนรทู ีค่ าดหวัง
1. อธิบายความหมายของสอ่ื สิง่ พิมพแ ละส่อื สารสนเทศไดถกู ตอง
2. มคี วามรคู วามเขา ใจและสามารถคน ควาหาความรูจากสื่อสง่ิ พิมพแ ละสอื่ สารสนเทศได
3. วเิ คราะหสาระสาํ คญั และคุณคา จากเร่ืองท่อี า นไดถ ูกตองครบถวน
4. อธบิ ายสรปุ ความสาํ คัญจากเรือ่ งท่ีอา นได
5. มีรองรอยหลกั ฐานท่ีแสดงถงึ การพฒั นานสิ ยั รกั การอา น
6. มีความรู ความเขา ใจและอธิบายลักษณะของวรรณคดแี ละวรรณกรรมได
7. มคี วามรู ความเขา ใจลักษณะของวรรณกรรมปจ จบุ นั และวรรณกรรมทองถนิ่ อธิบายและ
ระบุบง ชี้ได
8. เขา ใจหลกั การพินิจวรรณกรรมและวิเคราะหคณุ คา ของวรรณกรรมทอี่ า นได

รายละเอียดขอบขา ยเนอ้ื หา
ตอนที่ 1 การรบั สารจากสื่อสิ่งพิมพและสอ่ื สารสนเทศ
เรือ่ งที่ 1.1 ความหมายและประเภทของสื่อสิ่งพมิ พและสอื่ สารสนเทศ
เรอื่ งท่ี 1.2 คุณคา ของสอ่ื สงิ่ พิมพและสอ่ื สารสนเทศ
ตอนท่ี 2 การอา นอยางมวี ิจารณญาณ
เรอี่ งท่ี 2.1 หลกั การอา นอยางมวี จิ ารณญาณ
เรอ่ื งท่ี 2.2 การอา นแปลความ ตีความ ขยายความ และสรุปความ
เร่อื งท่ี 2.3 หลกั การเสริมสรางและพฒั นานสิ ยั รักการอาน

2_3_พท_33012_หนวย2 29

ตอนที่ 3 วรรณคดีและวรรณกรรม
เร่อื งท่ี 3.1 ความหมาย ความสําคัญและลักษณะของวรรณคดแี ละวรรณกรรม
เร่ืองท่ี 3.2 ลกั ษณะของวรรณกรรมปจ จุบนั และวรรณกรรมทอ งถน่ิ
เรือ่ งที่ 3.3 หลักการพนิ จิ วิเคราะห และวจิ ารณว รรณคดีและวรรณกรรม
เร่อื งที่ 3.4 คณุ คาของวรรณคดแี ละวรรณกรรม

เวลาที่ใชใ นการศกึ ษา 60 ชั่วโมง

สอื่ การเรยี นรู
1. ชุดการเรียนทางไกลรายวิชาภาษาไทยเสรมิ ทกั ษะการรบั สาร 2 รหสั รายวชิ า พท 33012
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนปลาย
2. ซีดีเสริมความรู เรอ่ื ง การอา นทํานองเสนาะและการอา นรอ ยแกว

กิจกรรมการเรียนรู
1. ศึกษารายละเอยี ดจากชุดการเรียนทางไกล
2. ปฏบิ ตั ิกจิ กรรมตามท่กี าํ หนด
3. ศกึ ษาหาความรูเพ่ิมเติมจากผรู หู รือสอ่ื ทม่ี ีอยูในแหลง การเรยี นรตู า ง ๆ

การประเมนิ ผล
ประเมนิ ผลดวยตนเองจากการทําแบบทดสอบ แบบฝก หดั และกจิ กรรมในแตละตอน

แลว ตรวจสอบคาํ ตอบจากเฉลยทายเลม

2_3_พท_33012_หนว ย2 30

ตอนท่ี 1 การรับสารจากส่อื ส่ิงพมิ พและส่ือสารสนเทศ

เร่ืองท่ี 1.1 ความหมายและประเภทของสอื่ สิง่ พมิ พแ ละสอ่ื สารสนเทศ

ความหมายของสอื่ สิ่งพิมพ
สื่อ หมายถงึ การนําไป เครอื่ งมือ การตดิ ตอถงึ กัน ตัวกลางในการเชอ่ื มโยงใหถงึ กนั วธิ กี าร
ตดิ ตอ ชอ งทางในการตดิ ตอ
สื่อสง่ิ พิมพ หมายถึง วิธีการหรอื ชองทางในการตดิ ตอถงึ กนั โดยผานตวั กลางทีเ่ ปน สิง่ พิมพ
ลักษณะของสอ่ื สิ่งพมิ พ เชน แผนพบั แผน ปลิว หนังสอื หนังสอื พมิ พ นิตยสาร วารสาร เปน ตน

ประเภทของสอื่ สิ่งพมิ พ
สอ่ื ส่งิ พมิ พ ท่ีเราพบเห็นกันอยใู นปจ จุบนั มีตั้งแตขนาดเลก็ บรรจขุ อมลู นอ ย อยางเชน ประกาศ
แผนพับ แผน ปลิว ไปจนถงึ ขนาดใหญท ีบ่ รรจุขอมูลจํานวนมาก อยา งเชน หนังสอื พมิ พ นติ ยสาร วารสาร
และหนงั สืออานเลน ซึ่งการท่จี ะผลติ ส่อื ส่งิ พมิ พออกมาในรปู แบบหรอื ลกั ษณะใดนนั้ ยอมข้ึนอยกู บั
จดุ มุงหมายของผูผลิตวา เพือ่ อะไร และใครจะเปน ผอู า นสอื่ ส่งิ พมิ พน น้ั ๆ
จลุ สาร เรยี กอกี อยางวาอนุสาร หมายถงึ เอกสารขนาดเล็กท่ีกลา วถึงเรอื่ งใดเรอ่ื งหนงึ่ เพยี งเร่ือง
เดียวและจบภายในเลม มีความยาวต้งั แต 5 หนาขึ้นไปแตไ มเกิน 48หนา เปนเอกสารขนาดเล็กที่ไมเ นนความ
คงทนแนน หนา มีขนาดเลก็ เหมาะสาํ หรบั พกพาไปไดส ะดวก สวนใหญจ ะทําเพอ่ื ใชง านเพอ่ื ประโยชน
สาํ หรบั สมาชกิ ภายในองคก ร จดั พิมพขน้ึ เพอ่ื งานใดงานหน่งึ โดยเฉพาะตามความตองการหรือความจาํ เปน
ไมม วี าระหรอื เวลาในการพมิ พที่แนนอนตายตัว
ใบปลวิ หรอื แผน ปลวิ หมายถงึ ส่ิงพมิ พท ่ีพมิ พข ึน้ เฉพาะกิจโดยมีเนื้อหาสาระเกย่ี วกบั เรื่องใด
เรอื่ งหนง่ึ เพยี งเร่อื งเดียว เชน ประกาศ แจงความ คําชีแ้ จง คาํ แถลง เน้ือหาสาระของใบปลวิ จะเปน การให
ขอ มลู ขา วสารไปยังกลมุ เปาหมายเฉพาะ เชน คนในหนว ยงาน คนในองคกร หรอื ผทู ีเ่ กี่ยวขอ ง ในปจ จุบนั
ใบปลิวอาจใชเ พ่ือการโฆษณาประชาสัมพันธสนิ คา ผลิตภัณฑ หรือธุรกจิ การใหบริการตาง ๆ
แผนพบั (pamphlet, booklet, brochure) ปจ จบุ นั เรามักจะไดยนิ คําวา โบรชวั ร ซ่งึ เปน การเรยี ก
ทับศพั ทนั่นเอง แผน พบั มีลักษณะการพมิ พเ ปน แนวไวส าํ หรับพบั ไปมาไมใ หร อยพบั ไปตรงกบั ตวั หนังสอื
หรอื ภาพในแผนพบั ซ่งึ สวนใหญจะเปน การพับ 3 ทบเปน อยางนอย โดยเน้ือหาในแผน พบั จะนาํ เสนอขอมลู
เรอื่ งราวและภาพประกอบของเรอ่ื งนน้ั ๆ ใหจ บความหมายในพนื้ ทีข่ องแผน พับ 2 หนาเทานน้ั แผนพับใน
ปจจบุ ันนยิ มใชเ พ่อื เปนการแนะนาํ องคกร หนว ยงาน สถานที่ ขอมูลการใหบรกิ ารตา ง ๆ ตลอดจนการ
โฆษณา ประชาสมั พันธส ินคา หรือผลติ ภัณฑ เพ่อื ใหค นไดร บั ทราบขอ มูลและชองทางในการตดิ ตอเพือ่ ใช
บรกิ ารในโอกาสตอ ไป

2_3_พท_33012_หนว ย2 31

วารสาร หมายถึง หนงั สือ สอื่ สง่ิ พิมพท ี่มกี าํ หนดการพิมพท แี่ นน อน และตอเน่ือง ลกั ษณะรปู เลม
ภายนอกจะเหมอื นกันทุกฉบบั โดยจะระบุ วัน เดือน ป ท่อี อกวารสารไวชัดเจนเรยี งตามลําดับวาจะออกเปน
รายสปั ดาห รายปกษ หรอื รายเดือน เนื้อหาภายในของวารสารจะประกอบดวยบทความตา ง ๆ ทเี่ ก่ียวของกับ
ชื่อวารสารนนั้ เชน วารสารการศกึ ษานอกโรงเรียน จะประกอบดว ยบทความทีเ่ กยี่ วขอ งกบั งานการศกึ ษา
นอกโรงเรียน

นติ ยสาร หมายถงึ สอื่ สิ่งพมิ พทพี่ มิ พออกตามระยะเวลาอยา งสม่าํ เสมอ เชน รายสปั ดาห
รายปกษ หรอื รายเดือน เนอ้ื หาในนติ ยสารมงุ ใหค วามรคู วบคูกบั ความบนั เทิง โดยชอื่ ของนติ ยสารจะบอกถึง
แนวทางหรือประเภทของเน้ือหาภายในเลม เชน บานและสวน เนื้อหาภายในจะกลา วถึงการปลกู บา นสราง
บาน แตง บา น แตง สวน ไมด อกไมประดับตา ง ๆ นติ ยสารชอ่ื สัตวเล้ยี ง ภายในจะมีเนอื้ หาเกย่ี วกบั สัตวเล้ยี ง
ตาง ๆ เชน สนุ ัข แมว นก ปลา นติ ยสารสวนใหญจ ะมกี ลุมเปา หมายทมี่ ีงานอดิเรกทส่ี อดคลองสมั พนั ธกบั
เนือ้ หาในนิตยสารทต่ี นอา น หรอื สัมพันธสอดคลอ งกบั การประกอบอาชพี ของคน เชน รา นเสริมสวยหรือ
รานตดั เย็บเสอื้ ผา กจ็ ะมีนิตยสารเกยี่ วกบั แฟชนั่ เสือ้ ผา ทรงผม เปนตน

หนังสอื พิมพ จะมี 2 ลกั ษณะ คือ หนังสอื พมิ พรายวนั และหนงั สอื พิมพรายสัปดาห
หนงั สือพมิ พรายวนั หมายถึงหนงั สือพิมพท ต่ี ีพมิ พทุกวนั ลักษณะของขา วจะเนน ทคี่ วามรวดเร็ว
ทนั ตอ เหตกุ ารณ โดยประเภทของขาวจะหลากหลาย มีทง้ั ขาวการเมอื ง ขาวอาชญากรรม ขาวเศรษฐกิจ
ขาวบนั เทงิ ขา วกฬี า โดยจะพาดหวั ขา วเดน ทอี่ ยูใ นความสนใจของผอู านไวใ นหนาแรก สว นรายละเอยี ดของ
ขาวจะไปขยายความในหนาในของหนงั สอื พมิ พ
หนังสอื พิมพรายสปั ดาห หมายถงึ หนังสอื พมิ พทีอ่ อกเปน รายรายสปั ดาห เปนการสรปุ รวบรวม
ขา วทอ่ี ยใู นความสนใจของผอู านในแตล ะสัปดาห ขนาดของเลม จะเลก็ กวาหนังสอื พมิ พรายวนั แตจ ะมี
จํานวนหนา มากกวา ภาพทใี่ ชข้ึนปกของหนงั สือพมิ พร ายสัปดาหค ือภาพบคุ คลทเ่ี ปน ขาวเดน ประจาํ สัปดาห
นั้น ๆ เนอ้ื หาในหนังสอื พิมพร ายสัปดาหส ว นใหญจ ะนาํ เสนอในรปู แบบของบทความ การวิเคราะห วจิ ารณ
มากกวา การนาํ เสนอเนื้อหาสาระของขาว
หนังสือ หมายถึงหนังสอื ท่ัว ๆ ไป พิมพออกเผยแพรโ ดยไมมรี ะยะเวลากําหนด อาจจะพมิ พซํา้
เพม่ิ เติมอกี กี่ครั้งกไ็ ดถา ยงั อยูในความตอ งการของผอู าน หนงั สือที่พิมพอ อกมาเปนรปู เลมจะมี 2 ลกั ษณะ
คือ หนงั สือวิชาการทใี่ หค วามรู ความคิด สติปญญา แกผ ูอาน และหนงั สือท่ีผลิตข้นึ มาเพอื่ ใหความบนั เทงิ
เพลิดเพลินใจกบั ผูอ า น ประเภทนวนยิ าย เรอ่ื งส้นั บทรอ ยกรอง เปน ตน

สอ่ื สารสนเทศ
สารสนเทศ หมายถงึ ขอ มลู ทไ่ี ดผ านการประมวลผลการจดั ทาํ ขอมลู ใหเ ปน ระบบเปน หมวดหมู
เพื่อใหมคี วามหมาย มคี ณุ คา และสะดวกสาํ หรบั ผทู ีจ่ ะใชป ระโยชนใ นขอ มลู นัน้ ๆ

2_3_พท_33012_หนว ย2 32

ส่ือสารสนเทศ หมายถงึ เครือ่ งมือ อปุ กรณ หรือชอ งทางทจ่ี ะเขาถงึ ขอมลู สารสนเทศและ
นาํ ขอ มลู สารสนเทศนน้ั มาใชใหเ กิดประโยชนใ นการดาํ เนินชวี ิตประจําวนั การศกึ ษาคน ควา หาความรู
หรอื การปฏิบัตงิ าน

สอื่ สารสนเทศ มอี ยดู ว ยกนั มากมายหลายประเภท ในทน่ี จี้ ะขอกลาวถงึ เฉพาะส่อื สารสนเทศทม่ี ี
ความสมั พนั ธเก่ียวขอ งกับการดาํ เนนิ ชวี ิตของคนเราเพียง 3 ประเภท คอื

ส่ือโทรคมนาคม หมายถงึ สอ่ื ที่ใชสําหรับการติดตอ สอ่ื สารซง่ึ กันและกนั ซึง่ มอี ยูดวยกัน 3
ลักษณะคือ

1. เสยี ง ซง่ึ มี 2 ชองทาง คือ การติดตอ ส่อื สารทางเดยี ว เชน เสยี งตามสาย วทิ ยกุ ระจายเสียง และ
การตดิ ตอสอื่ สาร 2 ทาง เชน การพูดคยุ โทรศพั ท

2. อักษร เปนการตดิ ตอ สื่อสารกันดวยตวั หนังสอื สมยั กอ นจะมโี ทรเลขซึง่ ปจ จุบนั ยกเลกิ ไป
แลว การสงโทรสาร การสงขอ ความ (SMS)

3. ภาพ เปน การติดตอ สอ่ื สารกันดว ยภาพ เชน โทรทศั น โทรภาพ

สวนประกอบของระบบโทรคมนาคมประกอบดว ย
1. เคร่ืองสง ขอมูลสารสนเทศจะถูกเปล่ียนใหเปนคล่ืนไฟฟา เชน โทรศัพท วิทยุ ในเครื่องสง
จะมตี วั แปลงสญั ญาณเสยี งใหเ ปน สญั ญาณไฟฟากอ น
2. สื่อในระบบแมเหล็กไฟฟา ปจจุบันที่ใชงานอยูมี 3 ชนิด คือ คล่ืนวิทยุ สายตัวนําโลหะ และ
ใยแกว นําแสง
3. เคร่ืองรับ หนาที่ของเครื่องรับคือการแปลงสัญญาณไฟฟาใหกลับมาเปนลักษณะเดิมจาก
เครอื่ งสง เชน สญั ญาณเสยี งในการโทรศัทพ หรอื สญั ญาณวทิ ยุ
4. เคร่ืองรับสง ในปจจุบันเคร่ืองรับและเคร่ืองสงจะรวมอยูในอุปกรณตัวเดียวกัน ทําหนาที่รับ
และสงสญั ญาณหรอื แปลงสญั ญาณ เชน เครอ่ื งรับสงวทิ ยุ โทรศพั ทมอื ถือ

คอมพิวเตอร หมายถึงเครื่องประมวลผลคํา คอมพิวเตอรจะมีหนวยความจําอยูภายในที่จะเปน
ตัวจดั กระทาํ ขอ มูลตา ง ๆ และแสดงออกมาทางหนา จอ ระบบคอมพิวเตอรจ ะประกอบไปดว ย 3 สว น คอื

1. สวนปอนขอมูล ไดแก แปนคียบอรด และเมาส เม่ือคนตองการจัดกระทําขอมูลใด ก็จะตอง
สง ผา นขอ มลู นัน้ ไปดวยแปนคียบ อรด และเมาส

2. สวนประมวลผลขอมูล ไดแกหนวยความจํา (CPU) เม่ือคนสั่งผานเมาส และคียบอรดไมวา
จะตองการใหเ ครอ่ื งจัดกระทาํ ขอ มลู อยา งไร หนว ยความจาํ หรือ CPU กจ็ ะจดั กระทาํ ตามคําสงั่ นั้น ๆ

3. สวนแสดงผลขอมูล สวนแสดงผลขอมูลหลักคือจอ ถาตองการจะไดเปนเอกสารจะตองให
การแสดงผลนนั้ ผานเครื่องพิมพ (Printer) อกี ทหี นงึ่

2_3_พท_33012_หนว ย2 33

ระบบคอมพิวเตอร จากคอมพิวเตอรเพยี งเคร่อื งเดียวบางครง้ั ไมเพยี งพอตอ การใชง านหลาย ๆ
อยางในเวลาเดยี วกนั จงึ ไดม กี ารคิดระบบเครอื ขา ยคอมพิวเตอรขึน้ เปน 3 แบบ คอื

1. ระบบคอมพิวเตอรแบบเสน ตรงหรือแบบขนาน คือคอมพิวเตอรตวั แมห รือตวั ทม่ี ี CPU จะอยู
หัวแถวดานใดดา นหนงึ่ แลว มสี ายโยงเชอ่ื มตอไปยงั ตวั ลกู ดงั ภาพ

ภาพท่ี 2.1 ระบบคอมพิวเตอรต อ แบบเสน ตรงหรือแบบขนาน

ทมี่ า : http://education.bodin.ac.th/ict_m2/page2_content2.html

2. ระบบคอมพิวเตอรแบบวงแหวน คอื การตอเรียงคอมพิวเตอรห ลาย ๆ เครอ่ื งในลกั ษณะ
วงกลม ตวั แมท ีม่ ี CPU จะอยใู นวงนนั้ ดว ย และสงสญั ญาณไปยงั เคร่ืองอ่ืนแลวกลับมาหาตัวแมในลกั ษณะ
วงกลมดงั ภาพ

ภาพท่ี 2.2 ระบบคอมพิวเตอรที่ตอแบบวงกลม 34

ที่มา : http://education.bodin.ac.th/ict_m2/page2_content2.html

2_3_พท_33012_หนวย2

3. ระบบคอมพิวเตอรแ บบดาว การเชอื่ มตอ ระบบนนี้ อกจากจะมคี อมพิวเตอรที่เปน ตวั แมอ ยูใน
ระบบเหมอื นวงแหวนแลว ยงั จะตองมศี นู ยกลางการเชื่อมโยงรับสง สัญญาณอยูต รงกลางอกี เครื่องหน่ึง
ดงั ภาพ

ภาพที่ 2.3 ระบบคอมพิวเตอรท ่ีตอ แบบดาว

ทม่ี า : http://www.google.co.th/imglanding

ระบบอินเตอรเน็ต ระบบอนิ เตอรเ นต็ เปนระบบทพี่ ฒั นามาจากระบบคอมพิวเตอร เปน เครือขา ย
คอมพิวเตอรท ใี่ หญท่ีสดุ ทสี่ ามารถเชือ่ มโยงรับสงขอมูลระหวางกนั ทวั่ โลกใหเปน หนงึ่ เดยี ว มลี ักษณะเปน
เสมือนใยแมงมุม สามารถติดตอสอ่ื สารกนั ไดห ลายเสนทางตามความตองการอยา งไรขดี จาํ กดั

การบรกิ ารในระบบอนิ เตอรเน็ต แบงออกเปน 2 ลักษณะ คือ
1. การบริการดานการสอ่ื สาร อินเตอรเ น็ตจะใหบ รกิ ารเรอื่ งไปรษณยี อ ิเลก็ ทรอนิกส หรอื ท่ี
เรยี กทับศัพทว า อี-เมล (E-mail) หรอื จดหมายอเิ ลก็ ทรอนกิ ส สามารถตดิ ตอ สง ขอ มลู ขาวสารกนั ไดอ ยาง
รวดเรว็ นอกจากนี้ยงั สามารถสนทนาแบบออนไลนพมิ พข อ ความโตตอบกันในเวลาเดียวกนั ได เปน
กระดานขา วสาํ หรบั กลุมคนท่มี คี วามสนใจในดา นเดยี วกัน การโอนยา ยถายขอมลู โดยไมต องเสยี เวลาและ
เสียคาใชจา ย
2. การบริการสบื คนขอมูล ระบบอินเตอรเ น็ตเปรียบเสมอื นคลังของขอ มลู ในดานตา ง ๆ
จาํ นวนมากและหลากหลาย การสืบคนขอมูลตา ง ๆ จากระบบอินเตอรเ น็ตจะชวยประหยัดเวลา ประหยัด
การเดินทางไปยังแหลงตาง ๆ และประหยดั คา ใชจาย เพยี งแตใ นการสบื คน ขอ มูลน้ันเราจะตองรวู า ขอ มลู นนั้
เกบ็ อยทู ่รี ะบบเครือขา ยใด (www.) องคก รหรอื หนว ยงานทเ่ี ปน เจา ของขอมลู นนั้ หรือเว็บไซตนนั้ เชน go.th
ยอมากจาก government Thailand แสดงวาเปนเวบ็ ไซต ทหี่ นวยงานของรัฐในประเทศไทยเปนผสู รางขึ้น
.com ยอ มาจาก commercial เปน เว็บทผี่ ลติ ขึ้นเพือ่ ใหบริการดานธุรกจิ .net ยอ มาจาก network เปน เวบ็ ทผี่ ลิต
ขน้ึ เพอื่ ใหบ รกิ ารดา นเครอื ขา ยอนิ เตอรเนต็

2_3_พท_33012_หนวย2 35

เรือ่ งที่ 1.2 คณุ คาของส่อื สง่ิ พิมพแ ละสื่อสารสนเทศ

คุณคาของส่อื สิ่งพมิ พ
1. คณุ คาในดา นธุรกจิ การใชส ่ือสง่ิ พมิ พใ นการโฆษณา เผยแพรประชาสมั พนั ธสนิ คา ผลติ ภัณฑ
หรือขอ มูลการใหบรกิ ารดา นตา ง ๆ ทาํ ใหธ รุ กิจการคา ดาํ เนนิ ไปไดดว ยดี เปน ทรี่ จู ัก ทาํ ใหติดตลาด และ
ธุรกจิ ก็จะมีความเจรญิ กาวหนา
2. ชว ยในการติดตอสื่อสารทาํ ความเขาใจระหวางบคุ คล กลุมคน องคกร หรือหนว ยงานไดอยา ง
ละเอยี ด ครบถว น สมบรู ณ เพราะสอ่ื สง่ิ พมิ พส ามารถทจี่ ะถา ยทอดใหเ ขาใจชัดเจนครบถว นสมบรู ณ
3. สอ่ื สงิ่ พมิ พส ามารถเกบ็ ไวเปนเอกสารหลกั ฐานอางองิ ในเรือ่ งทเ่ี กยี่ วของไดนานมากกวา
ส่อื ประเภทอนื่
4. ชวยใหความบนั เทิง ความสนุกสนาน เพลิดเพลินไดใ นราคาท่ีไมแ พง
5. การพักผอนหยอนใจดว ยการอานหนังสอื หรือสือ่ สง่ิ พิมพ สามารถทําไดโ ดยไมจาํ กดั เวลา
และสถานท่ี
6.ส่ือสง่ิ พิมพเ ปน แหลง การศกึ ษาคนควาหาขอ มลู ที่ไมมีขีดจํากัด ไมม ขี อหา ม หรือระยะเวลา
มาเปนตัวกาํ หนด สามารถศึกษาคน ควาหาขอ มูลไดตลอดเวลาเทาท่ีตอ งการ
7. ส่ือสง่ิ พิมพเ ปน สง่ิ ดึงดูดใจใหคนสนใจอานหนงั สอื และเมอื่ อานบอ ย ๆ จะทาํ ใหเปนคนมี
นสิ ัยรักการอานได
8. สอื่ ส่ิงพมิ พเ ปน สื่อทส่ี ามารถถายทอดวฒั นธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีทด่ี งี าม จากคน
รุน หน่งึ ไปยังรนุ ลูก รนุ หลาน ไดย าวนานทสี่ ดุ ทําใหค นรนุ หลังไดท ราบการดาํ เนนิ ชวี ิตของคนรนุ เกา
จากสอ่ื ส่งิ พมิ พในอดีตทย่ี งั คงมีหลกั ฐานใหไดศ กึ ษาติดตามมาจนถึงสมัยปจจบุ นั

คุณคา ของส่อื สารสนเทศ
1. สอื่ สารสนเทศการโทรคมนาคมชว ยใหก ารติดตอส่อื สารระหวางบุคคล กลุมคน หนว ยงาน
หรอื องคก รตา ง ๆ เปน ไปไดภ ายในเวลาอันรวดเรว็ ทันตอความตอ งการในการสงขาวสารขอมลู
2. สื่อสารสนเทศการโทรคมนาคมชวยในการประหยดั ระยะทางและประหยดั เวลาในการ
ติดตอ สอื่ สาร
3. สื่อสารสนเทศชวยใหการดําเนินธรุ กจิ ตา ง ๆ เปนไปไดอ ยางคลอ งตวั เมื่อเกดิ อปุ สรรคหรือ
ปญหาใด ๆ กส็ ามารถแกไขไดภ ายในเวลาอันรวดเรว็
4. สอื่ สารสนเทศชวยประหยดั แรงงานและประหยดั เวลาในการทํางาน เชน ตําแหนง พนักงาน
พมิ พด ีดของสาํ นกั งานขนาดกลางอาจจะตอ งมถี งึ 2 หรือ 3 คน และในวนั หนึง่ อาจจะพมิ พห นงั สอื ไดคนละ
ไมก่ฉี บับ ปจ จบุ นั มีพนักงานพมิ พด ีดเพียงคนเดยี ว วันหนงึ่ สามารถพิมพหนังสอื ไดม ากกวาคน 3 คน เพราะ
ใชเ ครื่องคอมพิวเตอรพิมพไ ดอยา งรวดเร็วและเก็บขอมลู ทส่ี ามารถนํากลบั มาใชไ ดอ กี ทันท่ีโดยไมตอ งพมิ พ
ใหมท ัง้ หมด ทาํ ใหป ระหยดั เวลาและแรงงานไดเ ปน อันมาก

2_3_พท_33012_หนว ย2 36

5. สอื่ สารสนเทศคอมพิวเตอรมีหนว ยความจําท่มี ากมายมากกวา คน สมองคนแมความจําจะดี
เพียงใดกย็ งั มกี ารลืมได แตค วามจําของเครอ่ื งคอมพวิ เตอรไมมวี นั ลืม สามารถเรียกมาใชไ ดต ลอดเวลา

6. สอ่ื สารสนเทศชว ยลดตน ทุนในการผลติ สนิ คา หรือผลิตภัณฑตา ง ๆ เพราะการนาํ เอาส่ือสาร
สนเทศมาใชใ นการทํางานนน้ั ทําใหลดรายจา ยจากการจา งแรงงานคน การติดตอ ประสานงานก็ไมจ ําเปน
ตอ งเดนิ ทางไปดว ยตนเอง การสง สินคา สัง่ สนิ คา สามารถทาํ ภายในเวลาอนั รวดเร็ว การเดนิ ทาง การยกเลกิ
การเดินทางกส็ ามารถดําเนินการไดภ ายในเวลาอนั รวดเร็ว จงึ ไมจ ําเปน ทีจ่ ะตอ งใชจา ยเงนิ ไปในรายการบาง
รายการที่ไมจ าํ เปน เพราะสามารถระงบั ไดท นั เวลา

7. ส่อื สารสนเทศ โดยเฉพาะระบบอินเตอรเ น็ต จัดเปน ตลาดสินคาท่เี ราสามารถเลอื กซ้อื ขาย
แลกเปล่ยี นสนิ คา ระหวางกนั และกนั ทดี่ อี กี แหงหนึง่

8. สอื่ สารสนเทศเปน แหลง ศนู ยรวมความบนั เทิงไวม ากมายหลายชนดิ ใหสามารถเลอื กรบั สาร
ไดต ามความสนใจไมว า จะเปน เพลง ภาพยนตร กฬี า เกมส

9. สอ่ื สารสนเทศ โดยเฉพาะอินเตอรเ นต็ เปน แหลง ที่สามารถจะทอ งเที่ยวไดท ่ัวโลก เพยี งเรา
ตองการจะทราบวา ทีไ่ หนเปน อยา งไร และมีอะไรนา สนใจบางกส็ ามารถเขา ถึงขอมลู รายละเอียดไดท นั ที

10. สือ่ สารสนเทศระบบอินเตอรเนต็ จดั เปน ขมุ ทรพั ยทางปญญาหรอื แหลง ความรูที่ใหญทส่ี ดุ ใน
โลก เพราะเราสามารถท่ีจะหาความรทู ุก ๆ เร่ืองไดจ ากอนิ เตอรเ น็ต

11. สอื่ สารสนเทศทาํ ใหเปน คนที่หตู ากวา งขวาง ไดร ับรูใ นสิ่งแปลกใหมอยเู สมอ และทําใหเ ปน
คนทันโลกทันเหตกุ ารณ รับรขู อ มูลขาวสารใหม ๆ ไดต ลอดเวลา

12. สือ่ สารสนเทศชว ยทาํ ใหค นไมรสู กึ เหงา ไมม เี พอื่ น หรอื ถูกทอดท้งิ เพราะเม่อื ตอ งไปอยูไ กลบาน
คดิ ถงึ บาน หรอื คิดถึงคนในครอบครัว เราก็สามารถใชเ ครื่องมอื สอื่ สารตดิ ตอ พดู คุยกนั ไดแ มไ ปอยไู กลบา น
ถงึ ตา งประเทศ เรากส็ ามารถจะพูดคยุ กับเพอ่ื นผา นระบบอินเตอรเ น็ตได ดังนนั้ สารสนเทศจงึ เปรยี บเสมือน
การยอโลกใหแ คบลงและการยนระยะทางใหส น้ั เขา

2_3_พท_33012_หนว ย2 37

สรปุ สาระสําคญั

ส่อื หมายถึง เครอื่ งมืออปุ กรณ หรอื วธิ ีการ ทใี่ ชในการติดตอ ซงึ่ กันและกัน
สื่อสาร หมายถึง การถายทอดอารมณ ความรูส กึ นึกคิดซึง่ กันและกันเพ่ือใหบ ุคคลอน่ื เขา ใจ
สื่อส่ิงพิมพ หมายถึง ชองทางหรือวิธีการในการติดตอถึงกัน โดยใชส่ิงพิมพเปนตัวกลางหรือ
เคร่อื งมอื ในการถายทอด ไดแก แผนปลิว แผน พบั หนังสือพิมพ นิตยสาร วารสาร หนังสือ
ส่ือสารสนเทศ หมายถึง เคร่ืองมือ อุปกรณ หรือชองทางการเขาถึงขอมูลสารสนเทศ และการนํา
ขา วสารขอ มลู ตาง ๆ ที่เปนระบบมาใชใหเกดิ ประโยชน ส่อื สารสนเทศอาจเรียกอีกอยา งวา สื่ออิเล็กทรอนิกส
ไดแ ก โทรคมนาคม คอมพวิ เตอร และอินเตอรเนต็
ลักษณะของสื่อส่ิงพิมพ คือ เปนส่ิงที่มีความคงทนถาวร สัมผัสแตะตองได มองเห็นดวยตา
เปน ส่ือที่มีราคาไมสูงมากนัก และสามารถเก็บไวเปนหลกั ฐานทางประวัติศาสตรแ ละวัฒนธรรมไดยาวนาน
ลักษณะของส่ือสารสนเทศหรือส่ืออิเล็กทรอนิกส เปนส่ือท่ีใชเทคโนโลยีในการผลิต จัดเก็บ
เปนสื่อท่ีมีราคาแพง มีความทันสมัย รวดเร็ว และเปล่ียนแปลงไดรวดเร็วเชนกัน มีความสะดวกและรวดเร็ว
ในการใชงาน ประหยัดเวลาและระยะทางในการติดตอ สอื่ สาร หรือการสบื คน ศกึ ษา คน ควาหาขอมลู

2_3_พท_33012_หนว ย2 38

กิจกรรม

กจิ กรรมที่ 1
ใหนกั ศกึ ษาไปศกึ ษาหาความรตู ามความสนใจของนกั ศกึ ษาจากอนิ เตอรเน็ต 3 เรือ่ ง หรือ 3

ประเด็น แลว สรปุ สาระสาํ คัญทไี่ ดจ ากการศึกษาถา ยทอดใหผ อู ืน่ เขา ใจไดพอสงั เขป เชน การทอดกฐนิ มี
ประวตั คิ วามเปน มาอยา งไร กฐินมกี ีป่ ระเภท มกี ําหนดระยะเวลาเมื่อใด บุญกศุ ลหรอื อานิสงสท ี่ไดร บั จาก
การทอดกฐนิ มอี ยา งไรบา ง เปนตน

2_3_พท_33012_หนว ย2 39

ตอนท่ี 2 การอา นอยา งมีวจิ ารณญาณ

เรอื่ งท่ี 2.1 หลักการอา นอยางมีวิจารณญาณ

วิจารณญาณ พจนานกุ รมฉบับราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. 2525 ไดใหค วามหมายวา ปญ ญาท่ี
สามารถรเู หตุผลทถ่ี กู ตอ ง วจิ ารณญาณกค็ อื การตรวจหาเหตผุ ล การใชเ หตผุ ลในการพนิ จิ พจิ ารณา
วิเคราะหข อความไปพรอม ๆ กบั การอาน ซงึ่ เปนทกั ษะขั้นลึกซง้ึ ของการอา นหรืออาจกลา วไดว า เปน
การอานโดยละเอียดและมวี จิ ารณญาณ จดุ ประสงคของการอา นอยา งแทจ ริงก็คอื เพอ่ื เพมิ่ พูนสติปญ ญา
และความรู ทาํ อยางไรจงึ จะใหการอานเปน ท้ังการเพมิ่ พนู ความรแู ละสตปิ ญญาได การอานอยางใช
วจิ ารณญาณนน้ั ถอื วาเปนยอดของการอา นท้งั หมด มักจะพูดกนั อยูเ สมอวา อานหนังสอื ตองมวี จิ ารณญาณ
ดังนั้นเราจึงควรรหู ลักการอา นอยางมวี จิ ารณญาณ ดงั น้ี

1. เราตองพนิ จิ ดคู วามถูกตอ งของภาษา ภาษาทเี่ ราอานเปนสญั ลกั ษณแ ทนความรู และความคิด
ของผเู รยี น ถาเราใชภ าษาไมถ ูกตอง ยอมสง ผลใหเกดิ ความคลาดเคล่ือนจากความหมายทถ่ี กู ตอง และจะ
เปน ความลม เหลวในการสื่อสาร ขอท่ีควรคํานงึ ในการเลือกใชค าํ มหี ลายประการ เปนตน วา รจู กั ใชค าํ ให
ถกู ตอ งและเหมาะสมตามระดับการสือ่ สาร รูจ กั เลือกใชค าํ ใหต รงตามความหมายท่ตี อ งการ โดยเฉพาะ
ถา เปน คาํ ทม่ี คี วามหมายคลายกนั เราตองรทู ั้งความหมายรวมและความหมายทแ่ี ตกตางออกไป นอกจากน้ี
ยงั ตอ งรูจกั ใชค าํ ท่ีทาํ ใหมองเหน็ ภาพ และคําทใี่ หความรสู กึ อกี ดว ย การรูจกั ใชคําใหถ ูกตอ งเหมาะสมตาม
ระดบั ของการส่ือสาร ฐานะของผสู ่อื สาร โอกาส และกาลเทศะในการสอ่ื สารอาจตางกัน ผูส ่ือสารอาจมี
ฐานะทเี่ สมอกนั สงู กวาต่ํากวากนั ในฐานะเพอื่ นกับเพอ่ื น ครกู ับศษิ ย บตุ รกบั บิดามารดา โอกาสและ
กาลเทศะในการสอ่ื สารก็ตา งกนั เชน ในท่ีประชมุ ในทส่ี าธารณะ ในหอ งเรียน ในงานพธิ ี ทีก่ ลา วมาเปน
ส่งิ กําหนดใหก ารใชภาษาสือ่ สารมคี วามแตกตา งกันไป ถาใชค ําผิดระดบั อาจทาํ ใหก ารส่อื สารไมราบรื่น

ตัวอยาง การใชภาษาตางระดบั กบั บคุ คลตางฐานะ

บคุ คลทีส่ ือ่ สาร โอกาสและกาลเทศะ ภาษาท่ใี ชใ นการสือ่ สาร
สเุ ทพเราวาละครเรอ่ื งน้ีไมเขา ทา เลยฉากกไ็ มไ ดเรอ่ื ง คน
เพ่ือนกับเพื่อนที่สนิท พูดกันเปนการสวนตัว แสดงก็ไมไดส ติ เน้อื เร่อื งกน็ า้ํ เนา เสียเวลาไปดเู ปลา ๆ
ครูคิดวาถาเธอไปดูละครเรอ่ื งน้กี ค็ งจะไมไ ดอ ะไร ฉากก็
กนั มาก โทรศัพทท่ีบาน ไมด เี ทาไร ผแู สดง ก็แสดงไมส มบทบาท เน้อื เรอื่ งก็ไมม ี
สาระ
ครกู ับนักเรยี น พดู ในหอ งเรียน ละครเรอื่ งนีไ้ มม ีลักษณะพเิ ศษใน ดา นใดเลย ไมวาจะเปน
ฉาก ตัวละคร และสาระของเรื่อง
นกั วจิ ารณก บั ผูอา น เขียนในหนังสือพิมพ

2_3_พท_33012_หนว ย2 40

นักศึกษาควรรูจักใชคําที่มีความหมายคลายกันซึ่งมีอยูมากในภาษาไทย คําเหลาน้ีมีทั้งคํามูล คํา
ซอ น คาํ ซํ้า คาํ ประสม และคําศัพทท รี่ บั มาจากภาษาอื่น หรือสรางคําขึ้นใชโดยอาศัยวิธีสมาสคํา ตัวอยาง
คํามูล เชน ตัด ฟน ทอน ห่ัน เชือด ฝาน ปาด มีความหมายรวมกัน คือทําใหขาดออกจากกัน แตก็มี
ความหมายท่ีแตกตางกันอยูบาง ตัดอาจใชมีด กรรไกร เล่ือย ผูตัดไมตองยกแขนข้ึน สวนฟน ตองยก
แขนข้นึ แลว ฟาดคมมีดลงบนส่ิงของน้ันๆ ดว ยกําลงั แรง

คาํ ซอน เชน ตรวจตรา ตรวจสอบ
คาํ ซํา้ เชน หนัก ๆ งู ๆ ปลา ๆ
คาํ ประสม เชน เสยี ใจ ใจเสยี เสยี ดาย ใจรอ น ใจเรว็ ใจดํา ใจออ น
คาํ ศพั ท เชน กําหนดการ หมายกําหนดการ สมรรถภาพ สมรรถนะ เอกลักษณ
สัญลกั ษณ คําตางๆ เหลา น้ลี วนใชแ ตกตางกัน
2. พนิ จิ ดูความตอเนื่องของประโยค จะตองเปน ขอ ความที่มคี วามเหมอื นกนั เก่ียวเนอ่ื งกนั
3. พินิจดูความตอเนื่องของความหมาย ความหมายที่ตอเน่ืองตองมี “แกนหลัก” ตัวอยางการ
เขยี นชวี ประวัติ อาจใชชวงเวลาของชีวิตเปนแกนหลักกลาวตามลําดับไปตั้งแตวัน เดือน ป เกิด การศึกษา
การทาํ งาน ชวี ิตทีม่ ีคณุ คา ทผ่ี านมา เปน ตน
4. แยกความรู ความคิด และความรูสึก ขอความที่เราอานนั้น มีท้ังความรู และความคิด
รวมกับความรูสึก ซึ่งเปนส่ิงสะเทือนใจของผูเขียนส่ือสารมายังผูอาน เร่ืองน้ีเปนส่ิงสําคัญสําหรับการอาน
อยางมวี จิ ารณญาณ ผอู านตองรหู ลกั การพจิ ารณาขอ เทจ็ จรงิ ขอคิดเหน็ ใหเขาใจ
5. ดูความสัมพันธของหลักการและตัวอยาง ขอความใดเปนเหตุการณหรือสิ่งท่ีคนพบใหม
ถาผูสงสารอางอิงหรือยกตัวอยางมาใหเห็นดวย จะเปนการเพ่ิมความนาเชื่อถือใหมากข้ึน ดังนั้น การอาน
อยางมีวิจารณญาณเราตองพินิจถึงความสัมพันธของหลักการและตัวอยางท่ีนํามาประกอบวาจริงเพียงใด
สมเหตุสมผลหรอื ไม
6. ประเมนิ ความสาํ คัญของความจริง ไดแ ก ความรู ความคิด และความรูส ึก พินจิ พจิ ารณา
ความเปน ไปไดของความคิดและความรสู ึก ความเปน ไปไดข องความคดิ ของผูส่อื สารกับความคดิ ของตัวเรา
แลวประเมนิ ผล จะเกดิ เปน ความคดิ สรา งสรรคกบั ผูอานหรือไม

ในการอานอยา งใชวิจารณญาณน้ี ผูอา นควรยดึ หลักปฏิบตั ิดังน้ี
1. อานแลวจับใจความใหไดวา อะไรเปนจุดสําคัญหรือแกนของเร่ือง อะไรเปนเน้ือความหลัก
อะไรเปนทรรศนะของผเู ขยี น
2. สามารถบอกไดวางานเขียนนั้นสวนใดเปนขอเท็จจริง สวนใดเปนขอคิดเห็น เปนทรรศนะ
ของผูเ ขยี น
3. พินิจพิจารณาใหเขาถึง “น้ําเสียง” ของผูสงสาร ทั้งลีลาการเขียน รสของคํา และรสความ
โดยอาศยั ความรู เร่ืองความหมายของคํา วาคําน้ันมคี วามหมายตรง หรือมีความหมายแฝง

2_3_พท_33012_หนวย2 41

4. อานอยา งสาํ รวจความหมาย โดยการพิจารณาจากคาํ ทงั้ ในดา นความหมายตรง ความหมาย
แฝง ความหมายนัยประหวัด ความหมายกกั ตุน เหลา น้ลี วนเกิดจากประสบการณของผอู า น วัย และ
พนื้ ฐานความรทู ผ่ี อู า นไดส ่งั สมมา แลวตคี วามไดตรง หรือใกลเ คียงกับเจตนาของผสู ง สารหรือไม

5. พิจารณาทว งทาํ นอง หรือลลี าการเขียนของผแู ตง จากการสงั เกตการใชค ํา ประโยค สาํ นวน
โวหาร การใชสญั ลักษณ นา้ํ เสียง การแสดงออกทางทัศนคติ ขอ คดิ อารมณ ความรสู กึ มขี อพงึ
ระมดั ระวังในการอานขอเขียนทมี่ ตี วั ละคร หรอื บทสนทนา ผสู งสารจะแสดงความรู ความคดิ และ
ความรูส กึ ได 2 ทาง คอื การบรรยาย หรือไมก็ผานบทสนทนาของตวั ละคร ผูอา นตอ งพินจิ พิจารณาสงั เกต
เอาเอง เพราะผแู ตงจะไมบ อกผูอานทกุ อยา ง แตอยา งไรกต็ ามความรู ความคิด และความรูส ึกของผสู ง สาร
ท่ปี รากฏอยใู นวรรณกรรมจะมอี ยู 3 ลักษณะ ท่ีพอจะสังเกตได

ลกั ษณะของความคิดท่ีปรากฏอยใู นวรรณกรรม
1. ความคดิ ทเี่ กดิ จากเนือ้ เรอื่ งทั้งหมด ลักษณะน้ีผูอานตองอานเน้ือเร่ืองท้ังหมดจึงจะเห็นเจตนา
ของผูแตง อาจไดมาจากบทสนทนาหรือพฤติกรรมของตัวละคร หรือไดแงคิดจากเน้ือเรื่องหรือไมก็
เหตกุ ารณตา ง ๆ ในเรอ่ื ง
2. ความคิดท่ีเกิดจากเน้ือเร่ืองบางตอน ลักษณะน้ีผูอานอานเพียงบางตอนก็เกิดความคิด
และเหน็ เจตนาบางอยา งของผแู ตงไดบา ง บางครงั้ อาจไมใชเจตนาท้ังหมดของผแู ตง
3. ความคิดที่เกิดอยเู พียงบางขอความหรอื บางประโยค ลกั ษณะนีห้ มายถึงผูอานเกดิ ไดค วามคดิ
จากโคลง ฉันท กาพย และกลอน เพียง 1 บท หรือ 1 วรรค ก็ได จากจํานวนหลาย ๆ บท ที่ผูแตงเขียนไว
หรอื นวนิยายทมี่ คี วามยาวหลายรอยหนากระดาษ อาจเปนคําพูดของตัวละครเพียงวรรคเดียว ประโยคเดียว
หรอื ขอความเดยี วก็ได ดงั นน้ั การอานอยางมีวิจารณญาณจึงหมายถึงการท่ีผูอานตองพินิจพิจารณาลักษณะ
ของความคิดท้ัง 3 ลักษณะดังกลาว ถาจะเกิดประโยชนผูอานจะคิดอยางไร เชื่อถือหรือไม สนับสนุน
หรือคัดคาน ผูอานตองตัดสินประเมินคาสิ่งท่ีผูแตงเขียนไววาขอเท็จจริงถูกผิดอยางไร เราตองพิจารณา
ทักษะยอ ยเปน องคป ระกอบการตัดสินดว ย ดังนี้

- การแยกขอเท็จจรงิ กบั ขอคดิ เห็น
- การหาเน้ือหาสาระทีเ่ ก่ยี วของกัน
- แยกแยะเน้อื เรื่องทเี่ ปน จริงจากเร่ืองจนิ ตนาการ
- พจิ ารณาความเหมาะสมและคุณคา ของวรรณกรรม
- บอกวตั ถปุ ระสงคแ ละวิเคราะหวจิ ารณ วินิจฉัยเจตนาของผแู ตง
- แสดงความรูสกึ ของผูท่ีอานและพจิ ารณาความรสู ึกของผูแตง

2_3_พท_33012_หนวย2 42

การใชว จิ ารณญาณในการอา นวรรณกรรม
1. วิจารณญาณดานรูปลักษณของวรรณกรรม ประเภทและรูปแบบของวรรณกรรม เขาใจ
โครงสรางขอเขียน แบบแผนคําประพันธ รวมท้ังวัตถุประสงคของการเขียน เชน กาพยเหเรือของเจาฟา
ธรรมธิเบศร แตง ดวยโคลง ตามดว ยกาพยย านี ๑๑
2. วิจารณญาณดานภาพลักษณของภาษา พินิจพิเคราะหรูปแบบและความงามของภาษา ทั้งใน
ดานถอยคํา สํานวน โวหาร ที่ผูเขียนเลือกสรรประพันธข้ึนมาดวยลีลาภาษาแบบตางๆ ท่ีมีความตอเนื่อง
สัมพันธกันตลอดท้ังเรื่อง เลือกสรรถอยคําทั้งดานความหมายและความไพเราะของเสียง กลวิธีการใชภาษา
ตามแบบแผนคาํ ประพันธ เชน

“สุวรรณหงสท รงพหู อย งามชดชอยลอยหลังสินธุ
เพียงหงสทรงพรหมินทร ลนิ ลาศเล่ือนเตอื นตาชม”

3. วิจารณญาณดานกลวิธีการสื่อความหมาย การใชขอความภาษาท่ีเปนรายละเอียดมี
ความหมายลุมลึกประทับใจ เกิดอารมณสะเทือนใจ สามารถตีความใหเกิดความหมายไดหลายนัยตามท่ี
ผเู ขียนเสนอแนะไว

4. วิจารณญาณดานความเขาใจสาร การใชความคิดใหเกิดประโยชน อาจไดจากเน้ือเรื่อง หรือ
แงมุมมองท่ีผูเขียนแสดงไวดวยคติธรรมที่นํามาปรับใชในชีวิตประจําวันได โดยผูอานไมรูสึกวากําลังอาน
วรรณคดี วรรณกรรม

ขอ เสนอแนะการฝกทกั ษะการอานอยา งมวี จิ ารณญาณ
1. หาขอความงา ย ๆ และตรงกบั ประสบการณท ี่เรามี พนิ จิ พิจารณาขอความหลาย ๆ แงมมุ
เปลี่ยนมาพนิ ิจขอความท่ียากเพ่มิ ขนึ้
2. ปรบั ปรุงขอ ความใหถูกตอ งตามหลักภาษาไทย
3. พยายามศึกษาหาความรูจากแหลงตาง ๆ เพ่ือเสริมความรูใหมากขึ้น นํามาปรับปรุงขอความ
นนั้ ใหถูกตอง
4. ประเมินความสามารถหลังจากการฝกฝนการอานอยางมีวิจารณญาณเชนนี้หลาย ๆ ครั้ง
จะทําใหมีความสามารถในการอา นเพิม่ ขึ้นเร่ือยๆ

เร่ืองที่ 2.2 การอา นแปลความ ตีความ ขยายความ และสรปุ ความ

การอานแปลความ ตคี วาม ขยายความ และสรุปความ เปนการอานที่มีความสัมพันธเก่ียวเน่ือง
กันทั้งหมด การอานแปลความเปนทักษะขั้นพื้นฐานของการอานตีความและการอานขยายความ ถาอาน
แปลความของเร่ืองไดก็จะนําไปสูการตีความ รวมท้ังสามารถขยายความได มีหลักเกณฑและวิธีการอาน
ยอ มชวยใหสามารถอา นสารตางๆ ไดอ ยา งมีประสทิ ธภิ าพ

2_3_พท_33012_หนวย2 43

การอานแปลความ
การอานแปลความ คือการเปลี่ยนแปลงจากขอความหนึ่งไปสูอีกความหน่ึง โดยแปลเร่ืองท่ีได
อานหรือไดฟงออกมาเปนคําพูดใหมหรือเปนถอยคําใหม แตยังรักษาเนื้อหาความสําคัญของเรื่องเดิมไว
อยางครบถว น การแปลความจะไมค ํานึงถึงรปู แบบเดิมของขอ ความ
ความสามารถในการแปลความหมาย เปนพื้นฐานของความสามารถในการตีความ การขยาย
ความ นําไปใชไดในการวิเคราะห การสังเคราะห และประเมินคา ถาอานหรือฟงแลวแปลความผิดไปจาก
เนอ้ื ความเดิมก็จะทําใหการตีความ ขยายความ ความคิด ความเขาใจผิดไปดวย ถอยคํา ขอความ เรื่องราวท่ี
ไดยนิ ไดอา นเปนถอ ยคําสามัญธรรมดา ไมจําเปนตองแปลความ เพราะเปนเร่ืองไมยากเราสามารถทําความ
เขาใจเรอ่ื งได เม่ืออานจึงสามารถรคู วามหมายไดอยา งแจมแจงตรงกนั

การแปลความหมายมีหลายรูปแบบ ดงั น้ี

1. การแปลคําศัพทเฉพาะใหเปนภาษาธรรมดา เปนการแปลความหมายจากระดับหน่ึงไปสูอีก

ระดบั หนงึ่ เชน

เสวย แปลความหมายถึง กนิ

ทรงชาง ” ขี่ชาง

พระยอด ” ฝ

พระแทน ” เตียง, ท่นี ัง่

พระราชหตั ถเลขา ” จดหมาย

บุปผา ” ดอกไม

พระพกั ตร ” ใบหนา

ถาเราไมรูความหมายของคําศัพทเฉพาะในขอความตอนใด ก็อาจไมรูความหมายและไมสามารถตีความ

ขอ ความตอ ไป

2. แปลขอความเดิมที่เปนสํานวนโวหารเปนขอความใหมที่เขาใจงายข้ึน หรือเปลี่ยนแปลงให

เปนภาษาอีกระดบั หนึง่ เชน ปน ใหญถลมหงสแดงยับ 3-1

3. แปลสํานวน สุภาษิต คําพังเพย บทรอยกรอง หรือคําภาษาบาลีสันสกฤตได นํามาใชใหเปน

ภาษาสามญั หรอื ในทางกลบั กนั เชน

ออ นหวานมานมติ รลน เหลือหลาย

หยาบบมีเกลอกลาย เกล่อื นใกล

ดจุ ดวงศศฉิ าย ดาวดาษ ประดับนา

สุรยิ สองดาราไร เพ่ือรอนแรงแสง

(โคลงโลกนติ )ิ

2_3_พท_33012_หนวย2 44


Click to View FlipBook Version