The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย รับสารส่งสาร มัธยมปลาย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by b.bangaor, 2022-05-13 11:58:27

วิชาภาษาไทย รับสารส่งสาร

หนังสือเรียนวิชาภาษาไทย รับสารส่งสาร มัธยมปลาย

แปลความไดว า คนพดู จาออนหวานจะมเี พอ่ื นมากมาย สว นคนหยาบคายจะไมมีใครอยาก
เขา ใกล คนออ นหวานเปรียบเหมอื นดวงจนั ทรท มี่ ีดาวลอมรอบ สว นคนหยาบคายเปรยี บเหมอื นดวงอาทิตย
ท่ีมแี ตความรอ นแรง

ธมฺโม หเว รกฺขติ ธมมฺ จารํ แปลความไดวา ธรรมยอมรักษาผูประพฤตธิ รรม
พศิ พกั ตรผ องเพยี งบหุ ลนั ฉาย แปลความไดว า ใบหนา ผดุ ผอ งราวกับแสงจันทร
ความรูทวมหัวเอาตัวไมรอด แปลความไดวา มีวิชาความรูมาก แตไมสามารถพาตนเองใหรอด
ปลอดภัยได
4. แปลเครอ่ื งหมายหรือสญั ลกั ษณตา ง ๆ เชน

> แปลวา มากกวา
< แปลวา นอ ยกวา
♂ แปลวาเพศชาย
♀ แปลวา เพศหญงิ
ฺ ฺ แปลวา ตัว ∩ (ภาษาคนตาบอด)

การอานตคี วาม
การอานตคี วามคือ การอานทผ่ี อู า นจะตองใชสตปิ ญญาพจิ ารณาความหมายของคํา และขอความ
ท้ังหมดที่ผูเขียนไดเขียนไวอยางถูกตอง ตรงตามจุดประสงค ท้ังความหมายโดยนัย หรือความหมายแฝง
ท่ีผูเขียนตองการสื่อ ท้ังน้ีผูอานสามารถตีความหมายของคํา ขอความ หรือสํานวน ไดถูกตองหรือไมน้ัน
ตองอาศัยเนื้อความแวดลอม ความรูเดิม ประสบการณ ความสนใจ ทัศนคติ จินตนาการ สติปญญา
และวัย บางครง้ั อาจตอ งอาศยั ความรูห รือประสบการณเกย่ี วกบั เหตกุ ารณต า ง ๆ เปนเครื่องชว ยตดั สินดวย

การอา นตคี วามมหี ลักเกณฑ ดงั นี้
1. อา นเรือ่ งที่จะตคี วามน้นั ใหล ะเอยี ด แลวพยายามจบั ประเดน็ สาํ คญั ใหได
2. ในขณะที่อานตองพยายามคิดหาเหตุผล และใครครวญอยางรอบคอบ พิจารณาจุดมุงหมาย
แลว นาํ มาประมวลเขากับความคดิ ของตนเองวา ขอ ความหรอื เรอ่ื งนนั้ ๆ หมายถงึ ส่ิงใด
3. พยายามทาํ ความเขา ใจกับถอยคําท่ีเห็นวามีความสําคัญ และจะตองไมลืมตรวจดูบริบทดวยวา
บริบทหรอื คาํ แวดลอ มนน้ั มีความหมายถึงส่งิ ใด
4. ตองเขาใจและแยกแยะใหไดวา การตีความไมใชการถอดคําประพันธ การถอดคําประพันธ
หมายถึงแปลใหเขาใจความไดงาย จะตองเรียบเรียงจากถอยคําของบทประพันธเดิมมาเปนรอยแกวใหครบ
ทัง้ คาํ และขอ ความ เชน

2_3_พท_33012_หนวย2 45

พระสมทุ รสดุ ลกึ ลน คณนา

สายดงิ่ ท้งิ ทอดมา หยัง่ ได

เขาสงู อาจวดั วา กาํ หนด

จิตมนุษยน ไ้ี ซร ยากแทห ย่งั ถงึ

(โคลงโลกนิติ: สมเดจ็ พระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาเดชาดศิ ร)

ถอดคําประพันธ มหาสมุทรลึกแคไหนก็สามารถวัดได ภูเขาสูงเราก็สามารถที่จะวัดได แตจิตใจ

ของคนเราไมส ามารถวดั ได ไมรูวาเขาคิดอะไร

การตคี วาม เราไมสามารถท่ีจะรจู ิตใจของผอู ืน่ ได

5. การเรียบเรียงถอยคําในการตีความตองใหผูอ่ืนเขาใจได การตีความเปนการจับแตใจความ

สําคัญมาประกอบกับความรูเดิม ประสบการณ วัย เพ่ือสรุปความคิดท้ังหมด แลวจับเจตนาอันแทจริงของ

ขอ ความหรอื เร่ืองราวท่ีผสู ง สารตอ งการแสดงออกมา

เจตนาทแี่ ทจ รงิ ของผูสง สารแสดงออกได 2 ลักษณะ คือ

1. เจตนาผูสงสารแสดงไวชัดเจน คือเขียนตรงไปตรงมาอานแลวเขาใจไดทันที โดยไมตองใช

ความคดิ มากนัก

2. เจตนาผูสงสารซอนเรนไว คือ ไมบอกเจตนาตรงๆ พูดถึงสิ่งหน่ึงแตหมายความถึงอีกส่ิง

หนง่ึ และบางคร้ังผูแตงซอ นเรน ไวอ ยางมิดชิดทาํ ใหต คี วามไดแตกตางกันไป

ตวั อยางที่ 1 เจตนาผสู ง สารแสดงไวชดั เจน “ทางไปสเู กยี รติศกั ดิ์ จกั ประดับดอกไมห อมหวนยวนจิตไซร
ไปมี” ช่ือเสียงเกยี รติยศมิไดไ ดม างาย ๆ ตอ งฟนฝาอุปสรรคมากมาย

ตัวอยา งที่ 2 เจตนาผสู งสารซอ นเรนไว ดงั โคลงโลกนิตขิ างลางนี้

นาคมี ีพษิ เพย้ี ง สุรโิ ย

เลื้อยบทําเดโช แชม ชา

พษิ นอยหยง่ิ โยโส แมลงปอ ง

ชูแตห างเองอา อวดอา งฤทธี

(โคลงโลกนิติ: สมเด็จพระเจาบรมวงศเ ธอกรมพระยาเดชาดศิ ร)

โคลงบทนผ้ี ูแ ตง กลา วถึงพญางูมพี ษิ รายแรง และแมลงปอ งมีพิษนอ ยกวา โดยใชว ิธนี าํ
ธรรมชาติการเคล่ือนกาย และความรายแรงของพิษไมเทากันมาเปรียบเทียบ พญางูมีพิษรายแรงกัดใครก็ถึง
ตายได แตเวลาเลื้อยไปไหนกลับคอย ๆ ไปไมไดแสดงฤทธิ์เดชอํานาจ สวนแมลงปองมีพิษเพียงเล็กนอย
ตอ ยใครก็จะไมตาย แตก ลับแสดงอาการหย่งิ ผยองเหมอื นมฤี ทธิ์เดช

2_3_พท_33012_หนว ย2 46

จากโคลงบทน้ีดเู จตนาของผแู ตงไมประสงคจ ะกลาวถงึ สตั ว 2 ประเภทนี้ แตตองการใหผูอาน
ฉกุ คดิ ถึงเจตนาของผแู ตง จะกลาวถึงคน 2 ประเภท คอื คนท่ีมีอาํ นาจแลวไมแสดงโออวดกลับเปนคนสุภาพ
กับคนท่ีไมมอี าํ นาจ มักทาํ ตวั เปนผยู ง่ิ ใหญ อวดรู จงึ จัดเปนคนสําคญั ตัวผดิ ไป

สรุปไดวา การตคี วามสารใด ๆ เราตองตคี วาม 2 ดาน

การอา นขยายความ

การอานขยายความ เปนการขยายความคิดใหกวางขวางลึกซ้ึง อธิบายเพิ่มเติมใหมีความละเอียด

เพิ่มมากขึ้นจากเนื้อความเดิม การอานขยายความสามารถใชวิธีการยกตัวอยางประกอบ หรือมีการอางอิง

เปรียบเทยี บ เพื่อใหไดเนอ้ื ความเขาใจย่ิงข้ึน ดงั ตวั อยา งตอ ไปนี้

ดูขาดูเม่ือใช การหนัก

ดมู ิตรพงศารกั เมอื่ ไร

ดเู มยี เม่อื ไขจ ัก จวนชีพ

อาจจกั รจู ิตได วา รายฤๅดี

(โคลงโลกนติ :ิ สมเด็จพระเจาบรมวงศเธอกรมพระยาเดชาดิศร)

ขยายความไดวา การดูจิตใจผูใดวาเปนคนดีหรือไม ตองสังเกตจากการกระทําของคนผูนั้นใน
ยามท่ีลําบาก เชน ขาทาสวามีความขยันขันแข็งอดทนหรือไม ใหสังเกตเมื่อใชงานหนัก เพราะถาต้ังใจ
ทํางาน หมายความวาขาทาสนั้นไมข เี้ กียจ ดูเพอื่ นวารกั และจริงใจหรือไม ใหด ูเมื่อเรายากไร เพราะเมอื่ เรา
ร่ํารวย เพื่อนฝูงมากหนาหลายตามาหา แตเม่ือถึงเวลาลําบาก มิตรแทเทาน้ันท่ีจะอยูเคียงขางคอยชวยเหลือเรา
และถาจะดูภรรยาวารักเคารพสามีจริงหรือไม ใหสังเกตเมื่อสามีปวยไข ภรรยาจะคอยปรนนิบัติดูแลสามี
หรอื ไม

กลาวโดยสรุป การอานขยายความเปนการรับสารท่ีผูเขียนสื่อใหผูอานขยายความตามตัวอักษร
ผูอ านจะตอ งรูความหมายของศพั ท สํานวน โวหารในเร่อื ง อธิบายความหมายไดถ กู ตอง เรยี กวา การอาน
แปลความ ถาผูอานพิจารณาเน้ือหาสาระใจ ความสําคัญ และบริบท หรือศึกษาจากภูมิหลังของผูเขียน
ผูอานจะคนพบความหมายท่ีแฝงไวในเน้ือหาน้ัน เรียกวา การอานตีความ การตีความเรื่องใดเร่ืองหนึ่ง
ผอู า นแตล ะคนอาจตีความไดไมเ หมือนกนั ทง้ั น้อี ยทู ่คี วามรเู ดมิ หรือประสบการณเดิมของผูอา น การอาน
จะทาํ ใหผ ูรบั สารเขา ใจไดด ีย่งิ ขน้ึ หากผูอา นรูจ กั อธิบายขยายความใหผูอื่นรับรูดวย การขยายความจึงเปน
ทกั ษะในการสงสารทจ่ี าํ เปนตองฝกฝน

การอานสรปุ ความ
การอา นสรปุ ความจากขอความหรือเรอ่ื งราวทีอ่ านนัน้ มอี ยสู องระยะ ดงั นี้
1. การสรปุ ความแตละยอหนาหรอื แตล ะอนเุ ฉท
2. การสรปุ ความจากเรือ่ งท้งั หมด

2_3_พท_33012_หนวย2 47

1. การสรุปความแตล ะยอ หนาหรอื แตล ะอนุเฉท มสี ว นสาํ คญั 3 สวน คอื
สวนประกอบตอนนํา (ตอนตน) สวนประกอบตอนอภิปราย (ตอนกลาง) และสวนประกอบตอนปลาย
(ตอนสรปุ )

(1)
ตอนนํา

(2) ตอนอภิปราย

(3) ตอนสรุป

สว นประกอบตอนนํามักเขยี นดวยประโยคใจความทกี่ ลาวถึงประเดน็ ความหรอื ความคดิ สาํ คัญ
ของเรือ่ งในยอหนา

สว นประกอบตอนอภิปราย เปน ตอนที่กลา วถึงรายละเอียดเกี่ยวกับประเด็นความในยอ หนา
สวนประกอบตอนสรุป เปนการปดทายการอภิปราย มักจะอางประเด็นสําคัญในตอนนํามา
กลาวซ้ํา

2. การสรุปความจากเรื่องทง้ั หมด มีลักษณะคลายการจับใจความสําคัญ คอื
1) อา นอยา งครา ว ๆ พอใหร เู รอ่ื ง
2) อา นใหล ะเอียดอกี ครั้งหนึง่
3) ตั้งคาํ ถามวาเรือ่ งทอ่ี า นมีใครทําอะไร ท่ีไหน เมื่อไร อยางไร

ตวั อยา ง
ก. การสรปุ ความของแตล ะยอ หนา
“แมของเจามีความหว่ันเกรงวาเจาจะเรียนมากเกินไป ดวยเห็นลูกทานที่ไป ๆ กลับมากลายเปน
คนแก ดูอะไรไกลไมเห็น มีคํากลาววาเปนดวยอานหนังสือเหลือเกินไปนัก สวนความเห็นของขาน้ัน
เห็นวาถาตามันจะส้ันดวยเรียนมากก็ช่ังหัวมัน ปลอยใหมันสั้นเถิด เวลาเจาอยูเมืองนอก ขาจะใหเจาซ้ือ
แวน ตา เวลากลับมาเมืองไทย เจาจะกลับมารับจางเขาทําการ ขาก็คงใหเงินเดือนเจาพอซื้อแวนตาเหมือนกัน”
(จดหมายจางวางหราํ่ : น.ม.ส.)

สรุปความ ถาตามนั จะสนั้ ดว ยเรียนมากก็ชง่ั หวั มัน

2_3_พท_33012_หนว ย2 48

ข. การสรปุ ความจากเรอื่ งทัง้ หมด

เคลด็ ในการจาํ
ประสาร มฤคพทิ กั ษ

หลายเดอื นมาแลว ผมไดพบกับคณุ พชิ ยั วาศนาสง บุคคลผซู ่ึงผมมคี วามประหลาดใจวา ทาํ ไม
สามารถรบั รูแ ละจดจําอะไรไดกวา งขวาง ถามถึงเรอื่ งอะไร ทา นกต็ อบไดห มดและตอบไดอยางลกึ ซึง้
ละเอียดถถี่ วน

ผมไดตงั้ คาํ ถามวา “ อาจารยค รับ ทาํ ยงั ไงถึงจําอะไรตออะไรไดมากมายเหลือเกนิ ” อาจารย
พิชัยไดเ ปดนิตยสารตา งประเทศใหดรู ปู นกแลวถามวา เหน็ อะไรในภาพน้ี ผมตอบวา “เหน็ นกบนิ ”
อาจารยช้ีใหดแู ลวอธิบายวา “นกตัวน้ี ขณะทบ่ี ินปก 2 ขา งของมันจะกางออกอยางเตม็ ท่ี ขาทัง้ สองเหยยี ด
แนบลําตวั ไปขางหลงั ทําใหม ันสามารถแหวกอากาศไดเ ตม็ ที่ มนั มสี ีสันตา ง ๆ ประกอบกนั ปก และลําตวั
สีนํา้ ตาลออนปนแก มีเหลอื งแซม ปากมสี ีดาํ และขาวผสมกนั ใตภ าพมีคาํ อธบิ ายบอกชอื่ ของนก บอกวา
นกตัวนีอ้ ยใู นประเทศไหน กนิ อะไรเปนอาหาร ชอบภมู อิ ากาศแบบไหน อายุเฉลย่ี กป่ี  ดว ยวธิ นี ้ที ําใหผม
สามารถจํานกตวั นีไ้ ด อีก 2 ป มาถามผมก็ยงั จาํ ได” ผมถงึ บางออตรงนเ้ี อง คนทจ่ี ดจาํ อะไรไดมาก ๆ จะมี
คณุ สมบตั ิทีส่ าํ คญั คือ ไมมองอะไรอยา งผวิ เผนิ หากแตม องอยางพินิจพเิ คราะห ชา งสงั เกตและจดจาํ
ไมม องเพยี งปรากฏการณ แตม องถึงที่มาของมนั ดว ย ดว ยวธิ ีนีท้ ําใหส ามารถเก็บเก่ียวเอาส่ิงมคี า ควรรู
มาประเทืองสติปญ ญาได

ไดความรไู ดข อมูลมาก กช็ วยใหการตัดสนิ ใจในเรอื่ งตา ง ๆ ทาํ ไดถ ูกตองและถูกทางดยี งิ่ ขึ้น
น่กี ็เปนอีกแงหนึง่ ทน่ี า ศึกษานะครับ

สรปุ ความจากเร่ืองทัง้ หมด การจาํ ที่ดตี อ งมองอะไรอยางพนิ ิจพิเคราะห ชางสังเกตและจดจาํ

2_3_พท_33012_หนวย2 49

เร่ืองที่ 2.2 หลกั การเสริมสรางและพัฒนานสิ ยั รักการอาน

การอา นเปนเครอื่ งมอื ที่ใชใ นการแสวงหาความรู เปน พฤตกิ รรมการรบั สารสําคัญไมยง่ิ หยอน
ไปกวา การฟง การรูวิธีอานท่ถี กู ตอ งจงึ เปน สิง่ จาํ เปน สําหรับผอู านทกุ คน การรจู กั ฝก ฝนการอานอยาง
สมํ่าเสมอจะชว ยใหผ ูอานมพี ้นื ฐานในการอา นท่ีดี ทัง้ จะชว ยใหเ กดิ ความชาํ นาญ มคี วามรู รอบรู
ทนั เหตกุ ารณ และตดิ ตามความเจริญกาวหนาทันโลก ปจ จบุ นั น้ีมผี รู แู ละนักเขยี นนําเสนอความรู ขอ มูล
ขา วสาร และงานสรา งสรรค ตีพมิ พใ นหนงั สอื และส่ิงพมิ พอ น่ื ๆ มากมาย ความสามารถในการอานจึง
จําเปนยง่ิ ตอ การเปนพลเมืองทีม่ ีคณุ ภาพในสังคมปจ จุบนั ดังจะเหน็ ไดวา องคการศกึ ษาวทิ ยาศาสตรแ ละ
วฒั นธรรมแหง สหประชาชาติใชค วามสามารถในการรหู นงั สือของประชากรเปนตวั ดัชนีวดั ระดบั การพัฒนา
ของประเทศนน้ั ๆ นกั ศกึ ษาจึงจําเปน ตอ งฝกฝนการอา นใหม ีประสิทธภิ าพและมนี สิ ยั รักการอา น เพ่อื ใหม ี
ความสามารถในการที่จะพฒั นาตนเอง พฒั นาสงั คม และพฒั นาประเทศชาติใหเจรญิ กาวหนา ตอ ไป อยางไร
ก็ตาม นักศกึ ษาบางคนมโี อกาสฝกอา นนอ ย ทงั้ น้เี นอ่ื งมาจากสภาพแวดลอ มท่ีเกยี่ วขอ งไมเ อ้ืออาํ นวย
กต็ อ งพยายามหาโอกาสไดฝ ก ฝนการอา นอยบู า ง จะทําใหม ีขอมูลมาประกอบการคดิ และการตัดสินใจตอ ไป

เพ่ือใหไ ดประโยชนเ ตม็ ท่จี ากการอา นหนังสอื นกั ศึกษาควรทาํ ความเขาใจหลกั การอาน
ลกั ษณะการอา น การเลอื กอา นหนงั สือ หลกั การเสริมสรางและพัฒนานสิ ยั รักการอา น

หลกั การอาน
เพ่ือใหไ ดรบั ประโยชนส ูงสดุ จากการอานหนงั สอื นกั ศึกษาควรรูหลักการอานพอสังเขป ดังน้ี
1. กําหนดจุดมุงหมายในการอาน กอ นอานนักศกึ ษาควรกําหนดจุดมงุ หมายในการอานวา
จะอา นเพือ่ ศึกษาคน ควา อา นเพอ่ื ความสนุกสนาน หรอื อา นเพอ่ื เพลดิ เพลนิ จะทําใหเลือกวธิ ีการอานและ
ใชอตั ราเรว็ ในการอานไดอยา งมีประสิทธภิ าพ
2. สาํ รวจขอ มูลเก่ียวกบั หนังสอื และสวนประกอบ เม่ือนักศกึ ษาอานหนงั สือควรสนใจขอ มูล
เกยี่ วกับหนังสอื เชน ปก คํานํา สารบัญ บรรณานุกรม ความรเู กย่ี วกบั ผแู ตง การพมิ พห นังสอื เลม นัน้
ขอ มูลเหลานจี้ ะชว ยเสรมิ ความรคู วามสนใจ เลือกอานหนังสอื ไดอ ยางถกู ตอ ง ทาํ ใหส ามารถอา นได
อยางรวดเรว็ และไดรับความรจู ากการอา นอยา งเต็มท่ี
3. อา นอยางมสี มาธิ นกั ศกึ ษาควรอานหนงั สอื ดวยจติ ใจทแ่ี นว แน จิตใจสงบ ไมฟงุ ซาน หรือ
คดิ ถึงเรอ่ื งอ่ืน ๆ การอา นอยา งมสี มาธจิ ะชว ยใหเ ขาใจเนอ้ื หาของหนังสือไดช ดั เจน
4. ทบทวนและไตรตรอง เมอ่ื อา นหนังสือจบแลว ควรพจิ ารณาทบทวนวาไดรบั ประโยชน
อะไรบา งจากการอา น เนอ้ื หาบางตอนทไี่ มเขา ใจควรยอ นไปอา นซํา้ และทาํ ความเขา ใจพิจารณาไตรตรอง
วา สาระท่ไี ดร บั จากการอานสามารถนําไปประยกุ ตใ ชใ นชีวิตประจาํ วนั ไดอยา งไร การทน่ี กั ศึกษาอา น
อยา งทบทวน และพจิ ารณาไตรตรองจะทาํ ใหไ ดรับความรู และไดพฒั นาความคิดไปดว ย

2_3_พท_33012_หนวย2 50

ลกั ษณะการอาน
โดยทัว่ ไปสามารถแบงไดเปน 4 ลกั ษณะ คอื
1. การอา นอยา งครา ว ๆ เปนการสํารวจวา หนงั สือเลมนเ้ี ราควรจะอา นอยางละเอยี ด
ตอ ไปหรือไมโ ดยอานเพียงชอื่ เรอ่ื ง หัวขอเรอื่ ง ผแู ตง คาํ นาํ สารบัญ หรือการอานเนอื้ หาบางตอนโดยเร็ว
2. อานเพอื่ สํารวจเนอ้ื หา เปนการอา นเพือ่ ทาํ บันทกึ ยอ หรือทบทวนสรปุ สาระของเรือ่ ง
3. อานเพ่ือศึกษาอยา งลึกซึ้ง เปน การอา นละเอียด เพอ่ื เขาใจเรอ่ื งละเอียดทงั้ หมด
4. อานเพื่อวิเคราะหและวิจารณ เปนการอานอยางละเอียด เพื่อวิเคราะหเน้ือหาวามีความสําคัญ
อยางไร และแสดงความคิดอยา งมเี หตผุ ล

การเลือกอานหนังสอื
หนังสือมีมากมายหลายประเภท เราจะอานหนังสือทุกเลมซึ่งมีอยูในโลกหนังสือเปนไปไมได
หนังสือมีท้ังท่ีดีมีคุณคา และหนังสือท่ีมีคุณคานอย นักศึกษาจึงตองรูจักเลือกหาหนังสือท่ีดีมีคุณคาตรงกับ
ความตองการ โดยรูจักความตองการของตนเอง และรูจักหนังสือ การรูจักตนเอง คือการรูรสนิยม
ความสนใจ และความตองการของตนเอง วาชอบอานหนังสือประเภทใด บางคนชอบอานหนังสือความรู
รอบตัว บางคนชอบอานหนังสือทองเที่ยว ผจญภัย ล้ีลับ ศาสนา วรรณคดี และนวนิยาย การเลือกอาน
หนังสือตามความสนใจของตนจะทําใหการอานหนังสือเปนโลกสวนตัวท่ีมีความสุข ความแตกตางของวัย
จะทําใหการเลือกอานหนังสือตางกัน ในวัยเด็กอาจชอบนิทานพาฝน วัยผูใหญอาจชอบเร่ืองธรรมะ
สขุ ภาพ การทองเทยี่ ว

การรูจักหนังสอื
การรูจักหนังสอื คือการรวู าหนังสือแตล ะเลม มีคณุ คา และประโยชนท างดา นใด เราสามารถ

แบงเน้ือหาหนังสือออกเปนประเภทกวาง ๆ 3 ลักษณะ ไดแก หนังสือสารคดี หนังสือบันเทิงคดี และ
หนงั สอื วิชาการ

หนงั สอื สารคดี เปน หนังสือทใี่ หค วามรูทั่วไป และมีความบันเทิงอยูบาง จูงใจใหผูอานติดตาม
เนื้อเร่ือง มีลักษณะที่เปนบทความหรือหนังสือเลม นักศึกษาอาจพิจารณาเลือกหนังสือสารคดีโดยใชหลัก
ดงั น้ี

1.ใหคณุ คาในดา นจรรโลงใจ เชน สารคดีทม่ี ีเนอื้ หาเกีย่ วกบั ศาสนา ชีวประวตั ิบคุ คลที่
ทําประโยชนแ กส ังคมประเทศชาติ หรือผทู ่ีมีความมานะอดทนฝา ฟนอปุ สรรค

2. เปนสารคดเี ก่ยี วกับศลิ ปวัฒนธรรมของไทย จะทาํ ใหมีความรู และมีรสนยิ มทางศลิ ปะท่ีดี
หนังสือบันเทงิ คดี เปนหนังสอื ทีเ่ นน ความเพลดิ เพลนิ มคี วามรูเรื่องตา งๆ แทรกอยบู า ง เชน
ความรเู กย่ี วกบั ประวตั ิศาสตร สภาพสังคม ศิลปวฒั นธรรม หนงั สือประเภทนไ้ี ดแ ก นวนยิ าย เรอ่ื งสั้น
นิทาน นักศึกษาอาจพจิ ารณาเลือกหนงั สือบนั เทงิ คดีโดยใชห ลักดังน้ี

2_3_พท_33012_หนวย2 51

1. ใหค ุณคา แกชีวติ เชน การหลีกเลีย่ งอบายมุขและยาเสพติด การสรางสํานึกที่ดขี องสังคม
กระตนุ ใหเ หน็ ความสําคัญของครอบครวั สงั คม

2. เนื้อหาเพลดิ เพลิน ผอนนคลายอารมณ มีคตสิ อนใจ
หนังสอื วชิ าการ เปน หนงั สือท่ีใหความรใู นแตล ะสาขาของนกั ศึกษาแตล ะคน เชน ตาํ ราเรียน
หรือหนังสอื ทใี่ หค วามรูเก่ยี วกับศาสตรต า งๆ การเลอื กหนังสือวชิ าการควรพจิ ารณาดงั นี้
1. ผูเขียน มคี วามรูความชํานาญในเรื่องทเ่ี ขียนเพยี งใด โดยดจู ากประสบการณ คุณวุฒทิ างการ
ศกึ ษา ความชาํ นาญหรือความรอบรูในเรื่องนั้น
2. เนอื้ หา จะตอ งเขยี นใหอา นเขาใจงา ย อธิบายจากงา ยไปหายาก ใชศพั ทวิชาการทถ่ี กู ตอ ง
ใชภ าษาไดถูกตอ งเหมาะสม
3. การอางองิ พจิ ารณาจากรายการอางอิง ไดแก เชงิ อรรถ บรรณนุกรม เพ่ือตรวจสอบวา
ขอมูลทเี่ ขียนนนั้ ถกู ตอ ง คน ควา มาจากทใี่ ด นาเชื่อถอื หรอื ไม เพอื่ สรางความม่ันใจ

หลกั การเสรมิ สรา งและพัฒนานิสัยรกั การอาน
นสิ ยั รักการอานจะเกิดขึน้ ไดถ านกั ศึกษายดึ หลักคําสอนเร่ืองอทิ ธิบาท 4 ในการอานคอื มีฉันทะ
คือความรกั ในการอาน มีความพึงพอใจและสขุ ใจท่ไี ดอานหนงั สอื ท่ีตนชอบ วิริยะ คอื ตอ งหมนั่ เพียร
พยายามในการอา น ขวนขวายหาความรทู ่เี ปนประโยชน มีจติ ตะ คอื ใชความคดิ สตปิ ญ ญา พิจารณาเรอ่ื ง
ท่อี านอยา งเอาใจใส และสุดทายมีวิมงั สา คือการหม่นั ฝก ฝนพฒั นาการอา นอยางตอ เนือ่ ง จนติดนสิ ัยรกั
การอา น และสามารถนําประโยชนท ไี่ ดจ ากการอา นมาพฒั นาชีวติ ใหไ ดร ับความสุขอยา งคุม คา
ในการพฒั นานสิ ยั รักการอานในเบ้ืองตน นักศกึ ษาควรฝก ฝนเทคนคิ การอา นเร็วใหช ํานาญกอ น
จงึ พฒั นานิสยั รกั การอานไดด ี

เทคนิคการอานเร็ว
การอานเรว็ มคี วามสําคญั ตอการศึกษาอยา งมาก โดยเฉพาะถา นกั ศกึ ษาศกึ ษาตอ ในข้นั ท่สี ูงข้ึน
นักศกึ ษาตองอานตาํ รา หนงั สอื และเอกสารประกอบวชิ าตา ง ๆ อกี มากมาย ผูท ี่มคี วามชํานาญจะเปนผทู ่ี
มที กั ษะในการอา นเร็ว ทาํ ใหคน ควา เรื่องราวไดเร็วข้นึ มเี วลาทบทวนเน้ือหามากขึน้
การอานเร็วไมไดหมายถึงการอานโดยใชเวลาที่รวดเร็ว แตหมายถึงผูอานสามารถเขาใจเนื้อ
เรื่องไดรวดเร็ว จับใจความสําคัญไดฉับพลัน สามารถนําสาระสําคัญจากการอานไปใชประโยชนใน
ชีวิตประจําวันท่ีรีบเรงไดทันทวงที นักศึกษาอาจเคยไดใชการอานรวดเร็วอยูบางแลวในชีวิตประจําวัน
เชน อานตัวอักษรว่ิง การหาชื่อในสมุดโทรศัพท การคนคําในพจนานุกรม การอานแผนที่ ฯลฯ ควรตั้ง
คําถามวาตองการรูอะไรจากการอาน มีสมาธิ และจรดสายตาตามตัวอักษรไมเกิน 2 ชวงบรรทัด จับเวลา
ในการอา นแลวพยายามฝก ใชเ วลาใหนอยลง

2_3_พท_33012_หนว ย2 52

เทคนิคการอา นแบบ SQ3R
เทคนิคการอานแบบนี้นิยมใชในการอานตํารา หนังสือ หรือเอกสารท่ีตองการความเขาใจ
ชดั เจน ตามขนั้ ตอนดงั น้ี
1. S : Survey คอื การสํารวจเนือ้ หาของเรอื่ งท่อี านอยา งกวางๆ
2. Q : Question คือ การต้งั คาํ ถามในเรื่องนนั้
3. R - 1Read คือ การอา นเน้ือเร่ืองเพอื่ หาคาํ ตอบทีต่ องใชใ นขั้นตอน 2
4. R - 2Recite คอื การพิจารณาวามคี วามรูค วามเขา ใจเร่อื งท่ีอา นหรอื ไม
5. R - 3M:Review คอื การทบทวนเรือ่ งที่อา นเพื่อใหเ ขา ใจชดั เจน

เทคนิคการใชค ําถาม
เทคนิคน้ีนักศึกษาต้ังคําถามกอนการอาน และใชคําถามทบทวนเร่ืองราวเม่ืออานจบ พยายาม
ตอบคําถามน้ัน ถาไมเขาใจชัดเจนก็ตองอานอีกคร้ังหนึ่ง มีลักษณะคลายกับเทคนิค SQ3R นักศึกษา
ตง้ั คําถามเกี่ยวกับเนือ้ เรอื่ งกอ นแลวอานในใจคน หาคําตอบ
ถานักศึกษาไดนําเทคนิคทั้ง 3 ประเภทน้ีมาฝกฝนอยางสมํ่าเสมอก็จะสนุกสนานกับการอาน
เหน็ ความสําคญั ของการอา นจนกลายเปนความรักที่จะอา นตลอดไป

2_3_พท_33012_หนว ย2 53

สรุปสาระสาํ คญั

หลักการอานอยา งมวี จิ ารณญาณ คือ
1. ตอ งพินจิ ความถูกตองของภาษา
2. ตอ งพนิ ิจความตอเนอื่ งของประโยค
3. ตองพนิ ิจความตอ เน่ืองของความหมาย
4. แยกความรู ความคิดและความรูสึก
5. ดูความสมั พนั ธของหลักการและตัวอยา ง
6. ประเมนิ ความสําคัญของความจรงิ
ในการอานนน้ั ผอู านจะตองจับใจความสาํ คัยหรอื แกนของเรอื่ งใหได สามารถแยกแยะไดวา
สว นใดเปน ขอ เท็จจรงิ สวนใดเปนขอ คิดเหน็ ลีลาและการใชค าํ ของผูเขยี นมีความหมายอยางไร และในการ
อานวรรณกรรมตองใชวิจารณญาณในดานรปู ลักษณข องวรรณกรรม ภาพลักษณของภาษา กลวีการส่ือ
ความหมายและความเขา ใจสาร
การอานแปลความ ตอ งรูค วามหมายของคาํ ศพั ทเ ฉพาะ สํานวนโวหาร สุภาษติ คําพงั เพย คาํ
ในภาษาตางๆ ทน่ี าํ มาใช และเครอื่ งหมายหรือสัญลกั ษณตางๆ
การอา นตคี วาม ผูอ านจะตองใชค วามสามารถในการพิจารณาความหมายของคําและขอ ความ
ทงั้ หมดของผูเขียนไดอยางถกู ตอ ง โดยอานเรือ่ งอยา งละเอยี ด จับประเดน็ สาํ คญั ใหไ ด ตคี วามวา ขอ ความ
หรือเรอื่ งนั้นๆ เก่ียวกับเรื่องใด ทาํ ความเขาใจกับถอ ยคําสาํ คัญ ตคี วามและเรยี บเรียงใหผูอืน่ เขา ใจได
การอา นขยายความ เปนการขยายความคดิ ใหก วางขวางลึกซึ้ง เพม่ิ เตมิ รายละเอยี ดและตวั อยาง
ประกอบ มกี ารอางอิงเพ่ือใหม ีความเขา ใจยง่ิ ข้ึน
การอานสรปุ ความ ตอ งสรุปความแตละยอหนา และสรปุ ความทั้งเรืองใหไ ดใ จความและ
สาระสําคญั
หลกั การอา น มีดงั น้ี
1. กําหนดจดุ มุง หมายในการอา น
2. สํารวจขอ มลู เกยี่ วกบั หนงั สอื และสวนประกอบ
3. อา นอยา งมีสมาธิ
4. ทบทวนและไตรตรอง
การอานมีเทคนิคสาํ คัญๆ ที่ใชกัน คือ เทคนิคการอา นเร็ว เทคนคิ การอานแบบ SQ3R และ
เทคนิคการใชค าํ ถาม

2_3_พท_33012_หนวย2 54

กจิ กรรม คําทถ่ี กู

กิจกรรมที่ 2 จงแกไ ขคําทีใ่ ชผ ิดความหมายใหถูกตอ ง
ขอ ความ

1. สายสนุ ยี  จงสะกดรอยตามอยา ใหเขาคลาดเคล่ือนสายตาไปได
2. สุเทพเรียนเชิญเพอื่ น ๆ ไปที่บา นของเขา
3. ทีบ่ า นคุณคนเยอะ ถาสะดวกไปอยกู นิ บา นผมกไ็ ด
4. เพอื่ นในกลุมหึงหวงปต พิ งศม าก ไมอ ยากใหร ีบแตง งาน
5. ครตู อ งการฝากฝงใหนกั เรียนรักเรียนและรูจักหาความรู
6. ลมวา วพัดจัดจา นมาก
7. คุณพอ เปน คนใจปล้าํ คณุ แมจึงแตงงานดวย
8. กระเปาใบนไี้ ม หนักหนาอะไร นอ งพอถือได
9. นา้ํ รอนคลอกมอื แมครัว
10. ส่งั ใหล งมือทําไดแลว แตก ไ็ มยอมทํา ไมทราบวามัวอิดออดเพราะอะไร
11. ถามเทา ไรกไ็ มย อมตอบ ไมท ราบวามวั อิดเอือ้ นอยูเพราะอะไร
12. กรุงเทพมหานครมีผูอาศัยอยางแนนหนา
13. ธรรมะเปน เครอื่ งเหนยี่ วร้ังจติ ใจใหเปน คนมสี ติ
14. ระหวา งท่อี ยตู า งประเทศ มาลกี ฉ็ วยโอกาสเผยแพรช่ือเสียงของประเทศไทยดว ย
15. ตามหมายกําหนดการ ผอู ํานวยการโรงเรียนจะมอบรางวัลเวลา 08.30 น.

2_3_พท_33012_หนวย2 55

กิจกรรมที่ 3 จงอธิบายความหมาย หรอื ตคี วามคาํ และสาํ นวนทีข่ ดี เสน ใต ตอไปนี้

สาํ นวน ความหมาย
1. คุณอารีเลย้ี งลูกราวกับไขในหนิ

2. ใคร ๆ ก็วาสมพงษเ ปน เดก็ อมมอื

3. ดคู ณุ โฉมสดุ าสิ แตงตัวเหมอื นกาคาบพรกิ

4. วชิ าภาษาไทยเปนวิชาท่ีหมูมาก

5. ไอดาํ ไมเคยกลวั ใครหรอก เพราะพช่ี ายมนั
ขาใหญ

6. วันนนี้ อ ยชวนเพื่อนอีก 2 คนโดดรม แต
โชครา ย รมไมก าง

7. ใคร ๆ ทั้งตลาดเรยี กปาแดงวา ฆองปากแตก

8. อานนทเขาทาํ งานโดยไมต อ งสอบคัดเลอื ก
เพราะเขาเสนใหญ

9. สมชายไมเลือกเรียนวิชาคณติ ศาสตรเพราะ
เปนวชิ าทีห่ ินมาก

10. สุนทรทําเลขขอนี้ไมได แตเพื่อนเขาบอกวา
ไมเห็นยากเลย ของกลวย ๆ

2_3_พท_33012_หนว ย2 56

กิจกรรมท่ี 4 ใชสมาธิและวิจารณญาณอา นบทความตอ ไปนี้ แลวตอบคําถามขอ 1 - 10

ขยะในแหลง ทอ งเทีย่ ว
มงคล วงศก าฬสนิ ธุ
มลู นธิ ิคุม ครองสตั วปาแหง ประเทศไทย

พระอาทิตยทอแสงสีสมกระทบผิวน้ํายามเย็น สะทอนเปนประกายระยิบระยับดุจประกายของ
เพชรยามตอ งแสงไฟในยามราตรี ลมทะเลพัดโชยเฉ่ือย ๆ ออยอ่งิ เหมือนกับไมอยากจะละจากพ้ืนผิวทองน้ํา
หมูนกนางนวลบินฉวัดเฉวียนหากินเหนือผิวน้ําอยางราเริง โดยไมอาทรตอแสงอาทิตยที่กําลังจะลับหาย
ไปกับทะเลอันกวางใหญไพศาล และจะละทิ้งสรรพส่ิงทั้งมวลไวเบ้ืองหลังพรอมกับเสียงคล่ืนกระทบหาด
แผว เบา

นี่เปน เพยี งฉากหน่ึงของธรรมชาตอิ ันแสนบริสุทธิ์ ทีไ่ ดบรรจงแตม และมอบไวใ หแ กม วล
มนษุ ยชาตเิ พ่อื เปน เคร่อื งจรรโลงและหลอเลี้ยงความงามและสุนทรยี ทางดานจติ ใจสบื ไป แตเ หตุไฉนผคู น
ทไี่ ดไปสมั ผัสกับความงามแหงธรรมชาติเหลาน้นั กลบั เอาความมักงา ย ความเหน็ แกค วามสะดวกสบาย
สวนตวั เขา ไปดวย เลยทาํ ใหค วามงามในธรรมชาติสวนน้ันลดนอยลงอยา งนา เสยี ดาย

“ขยะ” คอื ผลของความมกั งา ย
ในวนั หยดุ สุดสปั ดาห ผคู นพยายามหนีความแออดั จากส่งิ แวดลอมและมลภาวะทเี่ ปนพิษ
ภายในตวั เมืองท่คี นอยูอาศัย เพ่อื ที่ไปตกั ตวงหาความสขุ ความสบายทงั้ กายและใจ ตามสถานทใี่ กลบ างไกล
บา ง ตามแตกาํ ลังทรพั ย บางคนไปกันเปน หมูคณะ บางคนไปแบบครอบครัว บางคนไปแบบสนกุ สนาน
ไมส นใจไยดอี ะไรทัง้ สิ้น กนิ เหลาเมายา รอ งราํ ทาํ เพลง เสยี งฆอ งเสยี งกลองดงั สนัน่ หวน่ั ไหวไปหมด
แทบจะไมไ ดด คู วามสวยงามของธรรมชาติทีอ่ ยรู อบตัวเลย
หลังจากกนิ อาหารแลว บางทีแทนทจี่ ะชว ยกันเกบ็ กวาด รวบรวมถุงกระดาษพลาสตกิ
เศษอาหาร ขวดเหลา ขวดเบียร เอาไปทงิ้ ยังท่คี วรจะทง้ิ หรือบริเวณทเ่ี จาหนา ทเ่ี ขาไดจัดเตรยี มไวใ ห
เปลา เลย เสรจ็ เร่ืองเสร็จธุระก็เปน อนั เสรจ็ กนั ไมสนใจวา มันจะปลวิ ไปตามลม หรือวา หมามนั จะคุย เศษ
อาหารกระจดั กระจายเกล่อื น ทําใหบริเวณน้ันดูสกปรก และทาํ ใหสภาพธรรมชาติที่แสนจะบริสทุ ธแ์ิ ละ
งดงามดอยคณุ คา ไปถนดั ตาทเี ดยี ว เศษอาหาร เปลือกผลไม ยังมีโอกาสสลายตัวไปตามธรรมชาติ แตเศษ
ถุงพลาสตกิ หรือขวดเหลา ขวดเบยี ร กระปอ งนํ้าอดั ลม พวกนจี้ ะไมส ลายตัวเลยนบั เปน สิบ ๆ ป แถมเมือ่
ขวดเหลา ขวดเบียรแตก ยังทาํ ใหผ ูคนที่มาทองเท่ยี วทหี ลังเหยียบเอาบาดเจบ็
ธรรมชาติ สถานที่ทอ งเท่ยี วของบา นเราหลายแหง เปน ทชี่ ืน่ ชอบของนักทองเท่ียวชาวตางชาติ
บางแหง มชี อ่ื ตดิ อันดบั โลกดว ยซา้ํ เมื่อเขาไดส ัมผัส ตา งก็ออกปากชมวา มีความสวยงามและความสมบูรณ
ไมแพแ หงอื่นในหลายประเทศท่เี ขาเคยไปสมั ผสั มา แตเขาจะติอยนู ดิ หนึ่งวาขยะมากเกินไป

2_3_พท_33012_หนว ย2 57

บางคนถึงกบั ถือถงุ ลงมอื เกบ็ ขยะเอง ทงั้ ๆ ท่เี ขาเปน นักทองเที่ยวท่ีผานเขามาเที่ยวในเมืองไทย
เราช่ัวคร้ังชั่วคราวเทานั้น เราเปนเจาของบานเจาของสถานท่ีเสียอีกกลับไมสนใจไยดีเหมือนไมมีอะไร
เกิดข้ึน เราจะทําอยางไรที่จะใหทุกคนเกิดความสํานึก เกิดความรักหวงแหนในธรรมชาติท่ีสวยงาม
และบริสุทธ์ิ สถานท่ที อ งเทย่ี วหลายแหง ไมวา จะเปนชายทะเลพัทยา เกาะพีพี หมูเกาะสุรินทร เกาะสิมิลัน
หรอื แมก ระทง้ั ในวนอุทยานภูเขยี ว หว ยขาแขง เขาใหญ ไปดเู ถอะ ตางอดุ มไปดว ยขยะ

ในขณะท่ีเราเรียกรองอยากไดสถานท่ีทองเท่ียวท่ีสวยงามไวเปนแหลงทํามาหากิน ดูดเงินตรา
จากกระเปานักทองเท่ียวมาเลี้ยงปากเลี้ยงทองคนในชาติ เม่ือเราไดมาแลว ไมชวยกันรักษา นับวันสถานที่
ทองเที่ยวเหลาน้ีจะถูกทําลายไปดวยนํ้ามือของเราเอง ทําอยางไรจึงจะปลูกฝงใหคนในชาติรักความสะอาด
ไมเปน คนมักงาย กินท่ีไหนท้ิงท่ีนั่นอกี

ทานทั้งหลายลองหลับตานึกภาพดูเถอะครับ ในขณะที่ดอกไมปาท่ีแสนจะหายากกําลังออก
ดอกอยางสวยงาม มเี หลาแมลงปอ ผีเสอื้ ทว่ี านแ้ี ลว ยังมภี าพของถงุ พลาสตกิ พาดหอ ยอยูบนกง่ิ ดวยจะเศรา
ใจขนาดไหน

เพียงแตภาพนี้ภาพเดียว ถาหากฝร่ังนักทองเท่ียว เขานําไปเผยแพรใหกันดู เราจะอับอาย
ขนาดไหน

เรามาชวยกันปลูกฝงสํานึกใหม จะไปไหน เราลองเอาถุงพลาสติกใสกระเปาไปดวย เม่ือกิน
อะไรเสร็จ แทนที่จะทิ้งไปเลย ก็เอาใสถุงพลาสติกซะ หรือตั้งแคมปไฟกินเหลาเมายาแลว เราเก็บกวาด
ใหเรียบรอย นําไปท้ิงในถังขยะหรือที่ท้ิงท่ีควรจะทิ้ง ผมวามันไมนาลําบาก หรือทําใหเสียเวลามากมาย
นะครับ

คําถาม 58
1. สง่ิ สาํ คัญท่ีทําใหค วามสวยงามของธรรมชาตหิ มดไปคือสิง่ ใด

ก. ความมักงา ยของคน
ข. มลภาวะที่เปน พิษ
ค. ความเหน็ แกต ัวของคน
ง. ความแออัดของสงิ่ แวดลอ ม

2. อะไรที่ผูเ ขยี นแสดงความไมพอใจเปนอยา งมาก
ก. การแสวงหาความสุขสบายสวนตัวของคน
ข. การทง้ิ เศษขยะในสถานทท่ี องเทย่ี ว
ค. การกินเหลา เมายารอ งรําทําเพลง
ง. ผคู นพยายามหนีความแออดั จากส่งิ แวดลอ ม

2_3_พท_33012_หนว ย2

3. สิง่ ทีจ่ รรโลงจติ ใจมนุษย คอื ขอใด
ก. ความงามของธรรมชาติ
ข. ความงามของทอ งทะเล
ค. ฝูงนกนางนวลทบี่ นิ โฉบเหนอื ผิวนาํ้
ง. ความงามของพระอาทิตยก ระทบผิวนํา้ ยามเยน็

4. ผูเขียนมีความรูสึกหวงใยในเร่ืองใด
ก. การขจดั มลภาวะเปน พิษ
ข. เชิญชวนใหชาวตางชาติเขา มาทอ งเทีย่ วในประเทศไทย
ค. ความรวมมอื กันในการสรา งแหลง ทอ งเทยี่ ว
ง. ใหผ อู านเกิดความรักความหวงแหนในธรรมชาติ

5. ผูเขยี นมีความตองการปลกู ฝงในเรอื่ งใดเปน สาํ คัญ
ก. ความเสยี สละ
ข. ความรักหวงแหนชาติบา นเมือง
ค. ความรกั สามัคคีมนี ํ้าใจชวยเหลอื กัน
ง. ความสะอาด ไมม ักงาย

6. ขอใดท่ีทําใหเ กดิ ความรูสึกละอายแกค นไทย
ก. เขาออกปากชมวามีความสวยงามและสมบูรณไมแพแหงอื่น แตเขาติอยูนิดหน่ึงวา
ขยะมากเกนิ ไป
ข. เราเปนเจาของบาน เจาของสถานที่เสยี อกี กลบั ไมสนใจไยดี เหมอื นไมม ีอะไรเกิดขนึ้
ค. สถานที่ทองเทีย่ วหลายแหง ไปดูเถอะ ตางอดุ มไปดว ยขยะ
ง. บางคนถึงกับถือถุงลงมือเก็บขยะเอง ทั้ง ๆ ท่ีเขาเปนนักทองเที่ยวท่ีผานเขามาเที่ยวใน
เมืองไทยเราชั่วครง้ั ชว่ั คราวเทาน้ัน

7. ขอใดไมใชผ ลท่ีเกดิ จากความมกั งา ยในบทความนี้
ก. แหลง แออดั
ข. อบุ ัตเิ หตุ
ค. มลทศั น
ง. มลภาวะ

2_3_พท_33012_หนวย2 59

8. ขอใดนาจะแกป ญหาที่กลา วในบทความนี้ได
ก. เจา หนา ทค่ี อยตกั เตอื นนักทองเทย่ี ว
ข. เจา หนาทีค่ อยสอดสองดูแลแลว ลงโทษผูท ที่ งิ้ เรย่ี ราด
ค. เจาหนาทค่ี อยบรกิ ารเกบ็ ขยะจากนกั ทองเทีย่ ว
ง. ไมมีวิธีใดนอกจากปลกู ฝง ใหคนมจี ติ สํานึก

9. ขอใดไมใชแนวทางทผี่ ูเขยี นเสนอในการแกปญ หา
ก. การปลูกฝง สาํ นึกรักความสะอาด
ข. การปลกู ฝงความรับผิดชอบ
ค. การต้งั ถงั ขยะไวรองรับขยะท่จี ะท้งิ
ง. การลงโทษตามตัวบทกฎหมาย

10. ชื่อเร่อื ง “ขยะในแหลงทอ งเทย่ี ว” แตเหตุใดในคํานําจงึ กลาวถงึ ความงดงามของธรรมชาติ
ก. คนมกั ชอบทิ้งขยะในสถานทีท่ องเทย่ี ว
ข. สถานทีท่ อ งเท่ยี วซึ่งมีธรรมชาตงิ ดงามมกั มขี ยะมาก
ค. สถานท่ีซงึ่ ธรรมชาตงิ ดงามมกั เปนแหลง ทองเที่ยว
ง. ผูเขยี นตอ งการใหผูอ านเห็นคุณคาความงดงามของธรรมชาติ

2_3_พท_33012_หนว ย2 60

กจิ กรรมท่ี 5 ใหน กั ศึกษาอานเน้อื เพลงแลว ตอบคาํ ถาม 61

เพลงคน
ดวงดาววับวาวเคยเดน พราวยงั หลน
เมฆลอยเบ้ืองบนยงั ตกลงสูด นิ
หมูมวลนกกามีปกหลกี ปน ของพรานโผบิน
ไมวายรว งดินลงไป
ทะเลลึกมีมวลหมูปลามากมาย
ทัว่ บึงหนองคมู วลหมปู ลามากหมู
กย็ ังมิวายโดนเบ็ดเด็ดชีวติ มนั ถึงตาย
ละมา ยคลา ยชวี ติ คน
มืดมัวเดนดเี พยี งใด รํ่ารวยหรือเข็ญใจอบั จน
ไมมีวันพน ความตาย สดุ ที่หมายเดียวกนั
เปน คนทั้งทีควรใหม ีประโยชน
ชาติไทยของเราควรรงุ โรจนเ ทาทัน
อยามวั ระเริงความสุขสว นตวั เห็นเปน สาํ คญั
ชีวติ คนส้นั นิดเดยี ว

คาํ ถาม
1. จากบทเพลงสรปุ ไดค วามตรงกับขอ ใด

ก. มมี ดื ยอ มมีสวาง
ข. มสี ขุ ยอ มมที ุกข
ค. มีเกดิ ยอ มมดี บั
ง. มีรวยยอมมีจน
2. “อยา มัวระเริงความสุข สว นตัวเหน็ เปน สาํ คัญ ชีวิตคนส้ันนดิ เดยี ว”
ขอความน้ผี แู ตงมเี จตนาใด
ก. สง่ั สอน
ข. เตอื นสติ
ค. เสนอแนะ
ง. เปรยี บเทียบ

2_3_พท_33012_หนว ย2

3. คําประพันธในวรรคใดใหสาระสาํ คัญมากทสี่ ดุ
ก. มืดมัวเดน ดเี พยี งใด รา่ํ รวยหรอื เข็ญใจอบั จน
ข. กย็ ังมวิ ายโดนเบด็ เด็ดชวี ติ มันถงึ ตาย
ค. เปน คนท้งั ทีควรใหมีประโยชน
ง. ทะเลลึกมีมวลหมปู ลามากหมู

4. ถา นกั ศึกษาปฏบิ ตั ติ นตามแนวคิดในบทเพลงนสี้ ังคมจะเปน อยา งไร
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
เพราะเหตุใด........................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................
.............................................................................................................................................................

2_3_พท_33012_หนวย2 62

กิจกรรมที่ 6 ใหน กั ศึกษาเลอื กใชค าํ หรือกลุมคาํ ใหเหมาะสม

1. เรอื เอียง.............................................เมื่อผูโดยสารลุกขนึ้ พรอมกนั (วบู , วูบวาบ)
2. ธดิ า.............................................ธรรมชาติรอบๆ ตัว อยูเ พียงคนเดยี ว (ชมชอบ, ชื่นชอบ)
3. แปงเปน คนฉลาดสอนอะไรบอกสน้ั ๆ กเ็ ขา ใจไมต อ ง .................................. (จํา้ จีจ้ ําไช, แจงสเี่ บย้ี )
4. งาชางทัง้ สอง..............................น้งี ามมาก (อนั , กงิ่ )
5. เราควรบาํ เพ็ญประโยชน. ............................สว นรวม (เพอ่ื , ตอ)
6. ตาของเขาแดง.................................เพราะพษิ ไข (กา่ํ , กรา่ํ )
7. ธรรมชาตทิ ภี่ หู ลวงสามารถ.........................นกั ทองเทย่ี วใหไปเยือนปล ะหลายแสนคน (ดึงดดู ,

เรยี กรอง)
8. พระราชวังโบราณเปน.................................ทน่ี าสนใจมาก (โบราณสถาน, โบราณวตั ถุ)
9. คนเดินเหยยี บใบไมแหงเสียง...............................อยใู กล ๆ (สอบสาบ, กรอบแกรบ)
10. การแตง ตวั ไมเรยี บรอ ยปลอ ยตวั .......................ทาํ ใหคนดถู ูกได (ซอมซอ, ตามสบาย)
11. บดิ ามารดายอ มใหค วามอปุ การะ....................บุตรของตน (กบั , แก)
12. เขามาโรงเรยี น.............................รถยนตโดยสารประจาํ ทาง (ดวย,โดย)
13. อาจมีผูร าย.................................อยูในคนกลมุ น้ี (ซอน, แฝง)
14. นองนชุ .................................คณุ แมใหซื้อตกุ ตาให (รบกวน, รบเรา)
15. พระบาทสมเดจ็ พระเจา อยูหวั จะ.................................และ................................ทกุ วันพระ

(ทรงบาตร-ทรงศีล, ทรงตกั บาตร-ถอื ศลี )

2_3_พท_33012_หนวย2 63

ตอนท่ี 3 วรรณคดีและวรรณกรรม

เรือ่ งท่ี 3.1 ความหมาย ความสําคัญ และลกั ษณะของวรรณคดีและวรรณกรรม

วรรณคดี หมายถึง หนังสือที่แตงขึ้นอยางมีศิลปะดวยทวงทํานองการเขียนท่ีประณีต อาจเปน
รอยแกว หรือรอ ยกรอง มีความงดงาม ถา ยทอดความสะเทอื นใจ ความนึกคิด สามารถบันดาลใจใหผูอานเกิด
ความปติเพลดิ เพลนิ เกดิ จินตนาการ มีอารมณรว มไปกับกวดี วย ท้งั ตองประกอบไปดวยคุณคาสาระไมชักจูง
จติ ใจไปในทางตาํ่ ทงั้ ยงั แสดงความรู ความคิด และสะทอนความเปน ไปของสงั คมในแตล ะสมยั ดวย สมควร
ยกยอ ง เปนแบบอยางทีด่ ี

ความสาํ คญั ของวรรณคดีและวรรณกรรม
วรรณคดีและวรรณกรรมมคี วามสําคัญ เปน วฒั นธรรมอยางหนึง่ ทางภาษา ทาํ ใหเ กดิ ความช่ืนชม
ซาบซึ้ง ภูมิใจในภาษาไทยอันเปนภาษาประจําชาติ ที่บรรพบุรุษไดสั่งสมและสืบทอดมาจนถึงปจจุบัน
โดยเฉพาะใหคณุ คา หลายดา น ดงั น้ี
1. คณุ คาดานวรรณศลิ ป ศลิ ปะ การใชถ อ ยคาํ การใหร สวรรณคดแี ละวรรณกรรม สํานวนและ
โวหาร ภาพพจนและความจรรโลงใจ
2. คุณคาทางสังคม คานิยม วัฒนธรรมประเพณี ชีวิตความเปนอยู คติ ประวัติศาสตร ตํานาน
ความเชอ่ื และขอ คิดตาง ๆ

ลกั ษณะของวรรณคดี
1. นิยมแตงเปนรอยกรองมากกวารอยแกว เปนบทกลอนลักษณะภาษากาพยกลอนท่ีมีสัมผัส
คลอ งจอง เพราะคนไทยมีนิสัยเปนคนเจา บทเจากลอน เชน ชักนํ้าเขาลกึ ชกั ศกึ เขา บา น
2. เนนความงามความไพเราะของคําและสํานวนโวหาร มีการสรางคําที่มีความหมายอยาง
เดยี วกนั ท่เี รยี กวา คําไวพจน โดยใชรูปศัพทตา ง ๆ เชน นารี นงนุช วนดิ า บังอร

“คดิ ความยามบงั อร แยมโอษฐยิ้มพรม้ิ พรายงาม”
“หอมมานา เอ็นดู ชูชืน่ จิตคดิ วนดิ า”
3. เนน การแสดงความรูส กึ สะเทือนอารมณ เชน รัก โศก เศรา โกรธ อาลยั อาวรณ เชน
“นางครวญคราํ่ รํ่าวา นํ้าตาตก เหมือนหนงึ่ อกพพุ องเปนหนองฝ
แมอมุ ทอ งครองเล้ยี งถึงเพียงน้ี ไดส ิบปเศษแลวจะแคลว กนั ”
(ขุนชา งขุนแผน : สนุ ทรภู)
4. มีขนบการแตงคือ มีวิธีการแตงท่ีนยิ มปฏิบตั แิ นวเดยี วกันมาแตโบราณมีการกลา วคาํ ไหวค รู
ไหวเทวดา ไหวพระรัตนตรยั สรรเสรญิ พระเกยี รตคิ ณุ ของพระมหากษัตริย หรือชมบา นเมอื ง

2_3_พท_33012_หนวย2 64

5. มเี น้ือหาเก่ียวกบั ชนชั้นสงู มากวาสามัญชน ตวั เอกเปน กษตั ริย

“เม่อื น้ัน พระตรีภพลบโลกเรอื งศรี

ไสยาสนเหนืออาสนรูจี ยังทส่ี ุวรรณพลบั พลา”

(รามเกียรติ์ : รัชกาลที่ 1)

6. วรรณคดีไทยมีลักษณะเปนวรรณคดีสําหรับอาน ใหรายละเอียดตาง ๆ เนนความไพเราะ

ของคํา เชน

“ลําดวนหวนหอมตรลบ กลิน่ อายอบสบนาสา

นึกถวิลกลนิ่ บหุ งา ราํ่ ไปเจาเศราถงึ นาง”

7. มีบทอัศจรรยแทรกอยู เร่ืองของความรักและเพศสัมพันธ เปนธรรมชาติไมนิยมกลาว

ตรงไปตรงมา จะใชวิธีการเปรยี บเทียบหรอื ใชส ญั ลกั ษณแ ทน เชน

“แมลงภูค ูเคียงวา ย เห็นคลา ยคลา ยนาเชยชม

คดิ ความยามเมอื่ สม สนทิ เคลาเจา เอวบาง”

(กาพยเหเ รอื : เจาฟาธรรมธเิ บศร)

8. วรรณคดมี ักแทรกความเช่ือคานิยมของไทยไวเ สมอ เชน

“ปากเกาวา พี่จะลาตาย นอ งชายเมตตาชว ยปลงศพ

อยา ใหคางราตรีในทร่ี บ ไตรภพจะหมนิ่ นินทา”

(รามเกียรติ : รัชกาลที่ 1)

วรรณกรรม หมายถึง งานประพันธทั่วไปท้ังหมดทุกประเภททุกรูปแบบ ไมวาจะเปนรอยแกว
หรือรอยกรอง รวมถึงขอเขียนตาง ๆ เชน หนังสือ จุลสาร สิ่งพิมพ ปาฐกถา เทศนา คําปราศรัย สุนทรพจน
ซงึ่ มเี น้ือหา มีจุดมุง หมาย สือ่ ความใหผอู านเขา ใจได ไมเ นน เรื่องศลิ ปะในการแตง

วรรณกรรม มี 2 ประเภท
1. สารคดี หมายถึง หนังสอื ทแ่ี ตง ข้ึนมุงใหค วามรู ความคดิ มีทัง้ รอยแกวและรอยกรอง
2. บันเทงิ คดี หนังสือทีแ่ ตงขนึ้ เพื่อมุงใหความเพลิดเพลิน สนุกสนานบันเทิงแกผูอาน จึงใชเปน
เร่ืองทม่ี เี หตุการณแ ละตัวละคร

ลกั ษณะของวรรณกรรม
1. ไดร บั อทิ ธพิ ลมาจากประเทศแถบตะวันตก
2. เขียนเปนรอยแกวมากกวารอยกรอง รอยกรองที่แตงจะเปนรอยกรองขนาดสั้น ไมเครงครัด
ในฉันทลกั ษณ
3. มีรปู แบบหลากหลาย เชน บทความ เรื่องส้นั
4. มเี นอ้ื หาเร่ืองใกลตัว ปญ หาครอบครัว เศรษฐกจิ สังคม การเมอื ง

2_3_พท_33012_หนวย2 65

5. ใหความสําคัญกับองคประกอบของเร่ือง เชน โครงเรื่อง ขอคิดจากเร่ืองเนนสมจริงไมยึดถือ
ฉันทลักษณ

6. มงุ ใหค ณุ คาทางดานอารมณ ความรู ความคดิ
7. ไมม ีรูปแบบที่เปน แบบแผนได

เร่ืองที่ 3.2 ลกั ษณะของวรรณกรรมปจ จบุ นั และวรรณกรรมทอ งถ่นิ

วรรณกรรมปจจุบัน หมายถึงงานเขียนท่ีมีลักษณะเปล่ียนแปลงไปจากเดิม ท้ังในดานรูปแบบ
ไมเครงครดั ในฉันทลกั ษณ เนอ้ื หาจะเปนเร่ืองใกลตัว กลวิธีการแตง แนวคิด คานิยม และความเช่ือ ซึ่งไดรับ
อทิ ธพิ ลของวรรณกรรมตะวันตก

ลกั ษณะของวรรณกรรมปจจุบนั
1. วรรณกรรมปจ จบุ ันไดร ับอทิ ธพิ ลมาจากประเทศตะวันตก
2. สวนใหญเขียนเปนรอยแกวมากกวารอยกรอง รอยกรองที่แตงจะเปนรอยกรองขนาดส้ัน
นิยมแตงดวยกลอนสุภาพ กาพย และโคลงสี่สุภาพ ดัดแปลงรอยกรองใหมีรูปแบบผิดแผกไปจากเดิม และ
ไมเ ครงครดั ในฉนั ทลักษณในบางวรรคจะมจี ํานวนคํามากกวาทก่ี ําหนดในคําประพันธ
3. มีรูปแบบหลากหลาย เชน นวนิยาย (เรื่องฟาจรดทราย หลายชีวิต ลูกอีสาน คําพิพากษา
ฯลฯ) เรอื่ งสั้น (เรื่องมอม) บทละครพูด (เห็นแกล ูก) บทความตาง ๆ
4. แนวคิดเปน แบบสะทอนสงั คม ปญ หาเศรษฐกจิ และความขดั แยงตา ง ๆ
5. เนือ้ เร่อื งจะเปน เรอ่ื งใกลต ัว มีความเปน ไปได

วรรณกรรมทองถิ่น หมายถึง ผลผลิตที่เกิดจากภูมิปญญาของชาวบานท่ีสรางสรรคในรูปแบบ
ตาง ๆ เชน เพลงนิทาน ตํานาน สํานวนสุภาษิต เพ่ือความสนุกสนานใหทองถ่ินของตน มีแงคิด คติสอนใจ
ในการดําเนินชีวิต การศึกษาวรรณกรรมทองถิ่นจะชวยใหเขาใจวิถีชีวิต ความเชื่อ คานิยม เพื่อเปนพ้ืนฐาน
ในการศึกษา ความคิด คานยิ ม และพฤตกิ รรมของคนรุน หลงั

ลกั ษณะของวรรณกรรมทอ งถิน่
1. วรรณกรรมทองถ่ินมักจะไมปรากฏชื่อผูแตง เพราะเปนเร่ืองเลาสืบทอดกันมา บางคร้ัง
อาจจะทราบผูแ ตง เปนใคร แตกไ็ มท ราบประวตั ทิ ช่ี ัดเจน
2. วรรณกรรมทองถิ่นจะใชภาษาถิ่น ลักษณะถอยคําเปนคํางาย ๆ มีทั้งท่ีสื่อความหมายอยาง
ตรงไปตรงมา หรอื แฝงนยั ใหค ิด ตวั อยางเพลงกลอมเด็ก เชน

2_3_พท_33012_หนว ย2 66

“โอละเหเอย แมจะเหใ หนอนวนั
ต่ืนขนึ้ มาจะอาบนา้ํ ทาํ ขวัญ นอนวนั เถดิ แมค ุณ
พอ เนอ้ื เยน็ เอย แมมใิ หเจาไปเลน ท่ีทานํ้า
จระเขเ หรา มนั จะคาบเจาเขา ถาํ้
เจา ทองคาํ พอ คณุ ”

3. วรรณกรรมทองถิ่น เปนแหลงขอมูลวัฒนธรรมพื้นบาน เพราะไดบันทึกขนบธรรมเนียม
ประเพณีของคนในทองถ่ินของตน เพ่ือใหคนรุนหลังยึดถือปฏิบัติตามในประเพณีสูขวัญในภาคกลาง
ประเพณีลงแขกในภาคกลาง และมีถอยคําเชิญเทวดา เชิญขวัญท่ีหายไปอยูในดงในปาใหกลับมาอยูกับเน้ือ
กับตัว และยังมีการบันทึกไวโดยการจดจําจากรุนตอรุน เชน ประเพณีทําขวัญแมโพสพ หรือแมขวัญขาว
ในภาคกลาง จะทําตอนขาวออกรวงใหมาอยูเปนมิ่งขวัญในทองนา เพ่ือขาวในนาจะไดออกรวงดี เก็บเก่ียว
ไดมาก

4. วรรณกรรมทองถน่ิ เปนภูมปิ ญ ญาทางภาษาท่ีสืบทอดกันมาดวยวิธีมุขปาฐะ คือการบอกเลา
ตอ ๆ กันมา ผูเลาก็จะตอเติมเสริมแตงเร่ืองราวทําใหเน้ือเร่ืองแตกตางไปจากเดิม ยิ่งเลาสืบทอดกันมานาน
เทาใด เน้อื เรื่องกจ็ ะพิสดารมากข้ึน ทําใหเกิดความหลากหลายของเนอื้ เรือ่ งในแตละทอ งถ่นิ ปจจบุ ัน มีการ
รวบรวมวรรณกรรมมุขปาฐะไวเปนลายลักษณอักษร วรรณกรรมทองถิ่นจึงเปล่ียนจากการเลามาเปนการ
อานจากบนั ทึก

5. วรรณกรรมทองถิ่นเกิดขึ้นเพื่อสนองความตองการของคนในทองถิ่น ความตองการไดแก
เพ่ือความบันเทิง สนุกสนานเพลิดเพลิน เชน การเลานิทานทองถิ่นของตน การรองเพลงพ้ืนบาน เพื่อบอก
ความเชอื่ เกี่ยวกับปรากฏการณทางธรรมชาติ เชน ฟา รอง ฟาแลบ ฟาผา ชาวบา นกแ็ ตงตํานานเรอ่ื งรามสรู กับ
เมขลาขึ้นมาอธิบายปรากฏการณน้ัน นอกจากน้ียังมีวรรณกรรมพ้ืนบานท่ีสรางขึ้นเพื่อสอนคติธรรมในการ
ดํารงชีวิต เชน สํานวน ภาษิตตาง ๆ ที่ใหขอคิดสอนใจ บางเร่ืองก็มีเนื้อหาเกี่ยวกับความขัดแยงกันระหวาง
พอตากับลูกเขย ในเรอ่ื งสงั ขทอง การะเกด สุวรรณหงส เปนตน

เรอ่ื งที่ 3.3 หลกั การพินิจ วเิ คราะห และวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรม

เม่ือนักศกึ ษาอา นมาถึงข้นั อา นแปลความ ตคี วาม ขยายความ และสรุปความ ซึ่งเปนทกั ษะขนั้
สูงข้นึ ของการอานแลว นกั ศกึ ษาตอ งรหู ลักการพินิจ วเิ คราะห และวจิ ารณว รรณคดีและวรรณกรรมท่ีอานได

หลกั การพินจิ วเิ คราะห และวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรม
การพนิ จิ คือ การพิจารณาตรวจตรา พรอ มทัง้ วิเคราะห แยกแยะ และประเมนิ คา ได เพอื่ เปน
ประโยชนตอตนเอง และยังเปน ประโยชนเ พือ่ นําไปแสดงขอ เท็จจริงและขอคิดเหน็ ใหผ อู น่ื ไดร ับทราบเปน
การวจิ ารณวรรณคดี ซึง่ มีอยหู ลายระดบั ดว ยกัน ในระดบั แรก ๆ เปน การบอกกลา วความคิดเหน็ สว นตวั วา

2_3_พท_33012_หนว ย2 67

ชอบหรอื ไมชอบ เร่ืองที่ไดอา นน้นั วา เปน อยา งไร บางคร้งั อาจจะติชมวา ดหี รอื ไม ซ่งึ เปน การแสดงความ
คดิ เหน็ หมายถึง การแสดงความคิด ความรสู กึ ท่ีตนเขาใจเรือ่ งทีอ่ านใหผ อู ่นื รับรู เพื่อเปน การศกึ ษาหรอื เปน
การแลกเปล่ียนความคิดเหน็ ซงึ่ กนั และกัน การแสดงความคิดเหน็ ทด่ี คี อื การพดู หรือการเขียนแสดงความ
คดิ เหน็ ของตนไดตรงประเดน็ ของเรอื่ ง และความคิดเหน็ นั้นแสดงความคิดออกมาโดยมีเหตุผล ขอ มูล
ขอ อา งอิง จนเกดิ ความนาเชอ่ื ถือ ผูอา นพิจารณาแลว ยอมรบั และเชื่อถอื ได

ลกั ษณะแนวความคิดเหน็ ทด่ี ี
1. เปน ความคิดเหน็ ทม่ี เี หตุ – มผี ล มหี ลักฐานอางองิ ประกอบชัดเจน เปน ตัวเลขหรือขอ มลู
อา งองิ
2. เปนความคดิ เห็นทเี่ ปนกลางไมมอี คติ มใี จเปนธรรม หรอื ไมมีความลําเอียง เพราะความ
เกลียด ความรัก โลภ โกรธ หลง

คุณสมบตั ขิ องผทู ่จี ะแสดงความคดิ เหน็ ไดด ี
1. ตองเปนผทู ่ีอา นมาก ฟง มาก อา นหนงั สอื หลากหลาย เม่ือไดอา นไดฟง แลวฝก พิจารณา
ไตรต รองหาเหตผุ ลขอมลู ประกอบความคดิ เห็นของเรา ทาํ ใหม ีความนา เชื่อถือมากขึ้น
2. ตองเปน ผมู คี วามสขุ ุมรอบคอบ คิดพิจารณาส่งิ ตาง ๆ อยา งลึกซ้งึ และดว ยความสุขุม
รอบคอบ กอ นทีจ่ ะแสดงความคิดเห็นออกไป
3. แสดงความคดิ เหน็ ใหต รงตามประเด็นทก่ี าํ หนดไว
4. เปนแนวความคิดทสี่ รา งสรรค ไมม องโลกในแงร าย

หลักในการวิจารณวรรณคดแี ละวรรณกรรม
1. จับใจความสาํ คัญของเรอ่ื งใหไดว า เปน เรอื่ งอะไร? ใคร? ทาํ อะไร? ท่ีไหน? เมอ่ื ไหร? และ
เปน อยางไร?
2. ฝก คาดการณลว งหนาบอย ๆ จะเกิดทักษะความคิด หมนั่ ตงั้ คําถามวา ทาํ ไมผเู ขยี นจึงแตงให
เรอื่ งดําเนินไปเชนนัน้ จะดาํ เนินตอไปอยา งไร? จะจบลงอยางไร? ทําไมจงึ เปน เชน น้นั และควรจะถาม
ตนเองตอ ไปวา ชอบหรอื ไมชอบ และท่วี าดีหรือไมด นี ั้นเพราะเหตุใด
3. นาํ เรื่องทอี่ านมาพดู คุย วจิ ารณเปนการแลกเปลย่ี นความคดิ เหน็ ซึง่ กนั และกนั

หลกั ในการวจิ ารณด านศิลปะการแตง
1. รูปแบบกบั เนอ้ื เรื่องเหมาะสมกันหรือไม เชน เรือ่ งอิเหนาของรชั กาลท่ี 2 แตงแบบบท
ละครรํา สําหรับแสดงละครใน มีบทสาํ หรบั ผแู สดงไดเ นน ลีลาการราํ งาม ๆ ประกอบการขบั รองที่ไพเราะ
2. เนือ้ เรอื่ ง มีรายละเอียดท่ีขดั แยงกนั หรือสอดประสานกนั มีเหตกุ ารณใ ด ใครทาํ อะไร
ที่ไหน อยา งไร นักศึกษาตองศกึ ษาความหมายของภาษากอนจงึ จะเขาใจเนื้อเรอ่ื งไดด ี

2_3_พท_33012_หนว ย2 68

3. องคประกอบท่ปี ระกอบข้ึนเปน เนือ้ หา เชน โครงเรื่อง ตัวละคร กาลสมัย แนวความนึกคิด
ขัดแยงกันหรอื ไม

4. ลกั ษณะนิสยั ตวั ละคร (ถาม)ี ทําใหเกดิ ความนึกคิดไปในทางท่นี า สนใจหรือไม ผูอ า น
ท่ีตดิ ตามเรอื่ งจะสนใจนิสยั ตัวละคร การวเิ คราะหล กั ษณะนิสยั ตวั ละคร นกั ศกึ ษาพจิ ารณาไดห ลายประเดน็
เชน ตวั ละครใดสําคัญแกเ นอ้ื เรือ่ ง ตวั ละครใดทําใหเ นอื้ เรือ่ งมรี สขึน้ เชน บทละครพดู เรอื่ ง เห็นแกล กู
ของรชั กาลที่ 6 บทสนทนาของตวั ละครนบั เปนสงิ่ สาํ คัญทีจ่ ะไขไปสคู วามหมายของเรอ่ื ง

5. ภาพพจนห รือถอยคําสํานวนทจ่ี บั ใจหรือไม เชนเร่อื งขุนชางขุนแผน มถี อ ยคํา สาํ นวนที่
จับใจไพเราะ

“แมร ักลกู ลูกกร็ อู ยูวารัก คนอ่ืนสกั หมน่ื แสนไมแ มน เหมือน”
จากกาพยเ หเรอื ของเจาฟา ธรรมธเิ บศร มภี าพพจนทาํ ใหไพเราะ

“ปลาสรอ ยลอยลอ งชล วายเวยี นวนปนกันไป
เหมือนสรอ ยทรงทรามวัย ไมเหน็ เจา เศรา บวาย”

การพนิ ิจคณุ คาของวรรณคดี และวรรณกรรม
วรรณคดแี ละวรรณกรรม มบี ทบาทเหมือนงานศลิ ปะอน่ื ๆ คือ สรางความบนั เทิงใจ อ่ิมใจ
อิ่มอารมณ เมอ่ื ไดอาน ความจรรโลงใจ หมายถึง ความผอ งแผว ช่นื บาน และรา เริง ขดั เกลาจิตใจ และกลอ ม
เกลามนษุ ยใหร จู ักความงาม ความดี ความเปนจรงิ ของชีวติ และส่งั สอน เพื่อยกระดบั จติ ของผอู าน คณุ คา ของ
วรรณคดีไทย จงึ มีทงั้ ดานอารมณ สงั คม และดานคุณธรรม ความเปน จริงของชวี ติ

1. คณุ คาดา นอารมณ

คนในสมัยกอ นไมม ีโอกาสเหมอื นสมัยนี้ ทุกวันน้เี ราหาความสนกุ สนานเพลิดเพลนิ ไดจากการ

ทองเทย่ี ว ดูภาพพยนตร ดโู ทรทศั น ฟง เพลง ฯลฯ ในสมัยกอนส่ิงบันเทงิ คือโขน ดลู ะคร ทําใหมกี ารแตง

หนังสือข้นึ ใชส าํ หรบั แสดง เชน รามเกยี รติ์ อิเหนา เนอ้ื เร่ืองมกั จะเนน ความสนุกสนานเพลิดเพลนิ และแตง

ไวสาํ หรับอานดว ย บางครัง้ เราอา นออกเสียงเพอ่ื ความไพเราะของคําประพันธไปดว ย ทาํ ใหอ มิ่ เอมอารมณ

นอกจากนใี้ นบทประพนั ธก จ็ ะมที ้งั อารมณร ัก โกรธ เคยี ดแคน หวาดกลัว เชน

หวาดกลวั

“ใหห วาดหวน่ั ครัน่ ครามฤทยั นกั ด่งั พยัคฆเหน็ พระยาราชสีห

ขนพองสยองเกลา เมาลี เพยี งจะตกจากทีบ่ ลั ลังกร ถ”

(รามเกียรติ์ : รัชกาลที่ 1)

2_3_พท_33012_หนวย2 69

2. คุณคาดานคณุ ธรรม

เม่อื พนิ จิ วรรณคดแี ละวรรณกรรมจะพบวา กวมี ีความตง้ั ใจท่จี ะแสดงคณุ ธรรมไวใ หผ ูอาน

ไดน ําไปใชใ นชวี ติ ประจําวนั หรอื เปน ขอ คดิ หรอื คติเตือนใจ สอนใหคนทาํ ความดลี ะเวนความชั่ว เชน ไตร

ภูมิ พระรว ง โคลงโลกนติ ิ สภุ าษิตพระรว ง และอศิ รญาณภาษิต

โคลงโลกนิติ

“ทาํ บญุ บุญแตงให เหน็ ผล

คอื ดั่งเงาตามตน ตดิ แท

ผทู าํ ส่ิงอกุศล กรรมติด ตามนา

ดจุ จกั รเกวียนเวียนแล ไลต อ นตีนโค”

อิศรญาณภาษิต
“ถงึ บุญมไี มป ระกอบชอบไมไ ด ตองอาศัยคดิ ดีจึงมผี ล

บุญหาไมแ ลว อยาไดท ะนงตน ปุถุชนรักกับชงั ไมยง่ั ยนื ”

3. คุณคาดา นการนาํ ไปประยกุ ตใ ชในชวี ิตประจําวนั ใหผอู า นไดเ ห็นในคณุ คา ของชวี ิต

ไดความคิดและประสบการณจากเรือ่ งทอี่ า นแลว นาํ ไปใชใ นการดาํ เนนิ ชวี ติ นาํ ไปเปนหลักปฏบิ ตั หิ รอื

แกป ญ หาชวี ติ เชน

อิศรญาณภาษติ

“อันเสาหินแปดศอกตอกเปนหลัก ไปมาผลกั บอยเขา เสายังไหว

จงฟง หไู วห ูคอยดูไป เชือ่ น้าํ ใจดกี วา อยาเช่อื ย”ุ

ขนุ ชา งขุนแผน ไปเบือ้ งหนา เติบใหญจ ะใหคณุ ”
“รสู งิ่ ไรก็ไมสูรวู ิชา

4. คณุ คาดา นเน้อื หา วรรณคดแี ละวรรณกรรมจะใหความรใู นดานตา ง ๆ ใหค ณุ คา ทางปญ ญา

และความคิดแกผ อู า น เชน ใหความรูเ รอ่ื งการทาํ อาหารหวาน

กาพยเหชมเคร่อื งคาวหวาน

“ซาหร่ิมลม้ิ หวานล้ํา แทรกใสน้าํ กะทเิ จอื

วิตกอกแหง เครอื ไดเสพหร่ิมพิมเสนโรย”

5. คุณคาดานวรรณศิลป วรรณคดีเปนงานท่ีสรางขึ้นอยางมีศิลปะ การใชถอยคํา เพ่ือใหเกิด

ความงาม ความไพเราะ มหี ลกั อยู 3 ประการ คือ

5.1 การสรรคาํ คอื การเลือกใชค าํ ใหตรงตามทตี่ อ งการ เหมาะแกเ นื้อเรื่อง โดยคาํ นงึ ถึง

ความงามดานเสยี ง โวหาร ดงั นี้

1) การเลอื กคาํ ใหเ หมาะแกเน้อื เรื่องและมฐี านะของบคุ คลในเรอื่ ง

2_3_พท_33012_หนว ย2 70

2) การใชคําใหถูกตองตรงตามความหมาย
3) การเลือกใชคําพอ งเสยี ง คําซํ้า
4) การเลอื กใชคาํ โดยคํานึงถงึ เสยี งสัมผัส
5) การเลือกใชค าํ เลยี นเสยี งธรรมชาติ
6) การเลือกใชค ําไวพจนไ ดถ ูกตอ งตรงความหมาย
5.2 การเรียบเรยี งคาํ หมายถงึ การจดั วางคาํ ทเ่ี ลือกสรรแลวมาเรียบเรียงใหตอเนื่องสัมพันธ
กนั ตามโครงสรา งทางภาษาหรอื ตามฉนั ทลักษณ มีหลายวธิ ี เชน
1) จัดลาํ ดับความคดิ หรอื ถอยคาํ จากส่ิงสําคญั จากนอ ยไปหามาก จนถงึ สงิ่ สําคญั
สูงสดุ
2) จัดลาํ ดบั คําใหเ ปน คําถามแตไ มต อ งการคําตอบ หรอื มีคําตอบอยูในตวั คาํ ถามแลว
3) เรียงถอยคําเพอื่ ใหผ ูอ า นแปลความหมายไปในทางตรงขา ม
4) เรียง คํา วลี ประโยค ที่มีความสําคัญเทา ๆ กันเคยี งขนานกันไป
5.3 การใชโวหาร หมายถึง การใชถอยคํา เพ่ือใหผูอานเกิดจินตภาพ เรียกวา
“โวหารภาพพจน” มหี ลายวิธีที่ควรรู ไดแก
1) อุปมา เปนการเปรียบเทียบสิ่งหน่ึงเหมือนกับอีกสิ่งหน่ึงมีคําวาเหมือน เสมือน ดุจ
ประดุจ ดัง่ กล บน เพยี ง ราว
2) อุปลักษณ การเปรียบสิ่งหนึ่งเปนอีกสิ่งหนึ่ง ไมมีคําเหมือนหรือคําที่มีความหมาย
นัยเดียวกนั ปรากฏอยู
3) อติพจน การกลาวผิดไปจากที่เปนจริง ใหความรูสึกเพ่ิมขึ้น มีเจตนาเห็นขอความ
ที่กลาวน้นั ใหมีนํ้าหนักยง่ิ ข้ึน
4) บคุ คลวัต เปน การสมมุติสิง่ ตาง ๆ ใหม ีกิริยาอาการ ความรูสึกเหมือนมนุษย
5) สทั พจน เปนการเลยี นเสยี งธรรมชาติ

เรื่องที่ 3.4 คณุ คาของวรรณคดีและวรรณกรรม

วรรณคดแี ละวรรณกรรมมคี ณุ คา ตอ ผูอา นในดานตาง ๆ ดังนี้

1. คุณคาทางสังคม ชนชาติ และชุมชนท่ีอยูรวมกันมีความสัมพันธกันตามระเบียบกฏเกณฑ

โดยมีวัตถุประสงครวมกัน กรอบวัฒนธรรมเดียวกัน วรรณคดีและวรรณกรรมในแตละยุคแตละสมัย

จะสะทอนใหผอู า นมองเหน็ ชีวิตความเปน อยู เชน เร่ืองขนุ ชา งขุนแผน

“พอบา ยเบยี่ งเสียงละวา พวกขาบา ว ท้ังมอญสาวเลกิ นาเขา มาสิน้

บา งสุมไฟใสค วนั กนั ยงุ รน้ิ ตามถิ่นบา นนอกอยคู อกนา”

2_3_พท_33012_หนว ย2 71

คา นยิ มและจริยธรรม

“แลวลูบหลงั สั่งความพลายงามนอ ย เจาจงคอ ยรา่ํ เรยี นเขยี นคาถา

รูสิ่งไรก็ไมสูรวู ชิ า ไปเบื้องหนาเติบใหญจะใหคุณ”

ความเช่ือ

“ขอเดชะพระไพรขาไหวก ราบ ชวยกาํ ราบเสือสงิ หม หิงสา

ทง้ั ปเู จา เขาเขนิ ขอเชิญพา ไปถึงยา อยาใหหลงเที่ยววงวน”

ขอ คดิ ตาง ๆ
“บรุ าณทา นสมมุติมนษุ ยน ้ี ยากแลวมีใหมสาํ เร็จถงึ เจด็ หน

ทที่ กุ ขโ ศกโรครอ นคอยผอ นปรน คงจะพน โทษทณั ฑไ มบ รรลัย”

ดังนั้น คุณคาทางสังคมจะตองมีเนื้อหา ภูมิปญญาท่ีเก่ียวกับวัฒนธรรมหรือจริยธรรมของสังคม

ใหมีสวนกระตุนจิตใจของผูอานใหเขามามีสวนชวยเหลือในการจรรโลงหรือพัฒนาสังคมรวมกัน ตามหัวขอ

ดังน้ี

1. ไดความรู ความบันเทงิ เพลิดเพลินอารมณไ ปพรอมกนั

2. สะทอนภาพความเปน อยู ความเชอ่ื คานิยมในสงั คม เชน

“เพยี นทองงามด่งั ทอง ไมเ หมอื นนองหมตาดทราย

กระแหแหหา งชาย ด่งั สายสวาทคลาดจากสม”

3. แสดงออกถงึ ภูมปิ ญญาและวฒั นธรรมของชาติ เชน

“สาวหยุดพุทธชาด หลน เกลื่อนกลาดดาษดาไป

นึกนองกรองมาลยั วางใหพ ่ขี า งทน่ี อน”

4. เน้ือเร่ืองและสาระใหแงคิดทั้งคุณธรรมและจริยธรรมในดานการจรรโลงสังคม ยกระดับ
จติ ใจ เหน็ แบบอยา งการกระทําของตวั ละครทง้ั ขอดแี ละขอ ควรแกไข

แบบอยางการกระทาํ ในขอดี
“ไดต กั น้ําตาํ ขา วทุกเชาคา่ํ ท่พี อทาํ ฟน ผกั จะหกั หา

ใหพอ พน ทนทกุ ขแ ลวลกู ยา จะอุตสา หเ ลาเรยี นคอ ยเพียรไป”
(ขุนชา งขุนแผน : สุนทรภู)

2_3_พท_33012_หนว ย2 72

แบบอยา งในขอเสียทไ่ี มค วรกระทํา

“ฉุดคราพาวันทองไปครองคู เหน็ วา กูถอื สัตยไมตัดหวั

ทัง้ ลูกเตา เอาไปฆาเหมือนมาววั หมายวา กลัวแลว กระมงั อายจังไร”

(ขุนชา งขุนแผน : สุนทรภ)ู

จากคุณคา วรรณคดีและวรรณกรรมดานสงั คม แบง ออกได 2 ลักษณะใหญ ๆ ดังน้ี

1) ดา นนามธรรม ไดแก ความดี ความช่ัว คา นยิ ม ความเชอ่ื จรยิ ธรรมของคนในสังคม ฯลฯ

2) ดา นรปู ธรรม ไดแ ก สภาพความเปน อยู วถิ ชี ีวิต การแตง กาย และการกอ สรางทางวตั ถุ ฯลฯ

2. คณุ คาทางดา นวรรณศิลป
วรรณศิลป ความหมายตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 วา น.ศิลปะใน

การแตงหนังสือ ศิลปะทางวรรณกรรม วรรณกรรมที่ถึงข้ันเปนวรรณคดี หนังสือท่ีไดรับยกยองวาแตงดี
การพจิ ารณาคณุ คา ทางดา นวรรณศลิ ปต องศกึ ษาการใชถ อ ยคาํ ในภาษาเรียบเรียงเปนบทประพันธท ้ังรอยแกว
และรอยกรองท่ีไพเราะดานเสียง รวมท้ังใหเหมาะแกคําแวดลอม (บริบท)ดวย และทําใหผูอื่นเกิดความ
สะเทือนอารมณ

ในเร่ืองของภาษาท่ีกวีใชเพื่อสรางสรรคความงามใหแกบทรอยแกว หรือบทรอยกรองนั้น
มหี ลักสําคญั ทีเ่ กยี่ วเนอ่ื งกัน 3 ขอ คอื

1. การสรรคํา
2. การเรียบเรยี งคาํ
3. การใชโ วหาร
การสรรคํา คือ การเลือกใชคําใหส่ือความคิด ความเขาใจ ความรูสึกและอารมณไดอยาง
งดงามโดยคาํ นงึ ถึงความงามดา นเสียง โวหาร และรูปแบบคาํ ประพันธ การสรรคาํ ทาํ ไดดังนี้
7) การเลอื กใชคําใหถ ูกตองตรงตามความหมายทตี่ องการ บุคคลในเร่ือง เชน

ผูด ียอมจะไมดถู กู ...........................คนจน แตควรจะใหความชว ยเหลอื เขาเหลา นัน้
(เหยียดหยาม เหยยี บยํา่ )

8) เลอื กใชคาํ ที่เหมาะแกเน้ือเร่ือง และฐานะของบคุ คลในเรอ่ื ง เชน
ผูว า ราชการจงั หวัด......................ถวายชา งเผือก (ทลู เกลาฯ นอ มเกลา ฯ)

9) การเลือกใชคําพองเสียง คําซ้ํา การนําคําพองเสียงมาเรียบเรียงเขาดวยกันจะทําใหเกิด
เสยี งไพเราะนา ฟง เชน

“ทั้งจากทีจ่ ากคลองเปนสองขอ ยงั จากกอนัน้ ก็ขนึ้ ในคลองขวาง
โอว า จากชา งมารวบประจวบทาง ทงั้ จากบางจากไปใจระบม”

(จากนิราศพระบาทของสนุ ทรภ)ู

2_3_พท_33012_หนวย2 73

10) การเลือกใชคําโดยคํานึงถึงเสียงสัมผัส คนไทยชอบพูดจาใหคลองจองกัน ดังจะเห็น

ไดจากสาํ นวน สภุ าษติ คําขวัญ เชน

บวั ไมช้าํ นํ้าไมขนุ

เรอื ลมเม่อื จอด ตาบอดเม่ือแก

คาํ ทีเ่ ลน เสียงวรรณยุกต เชน

“คาํ นึงนุชนาฎเน้อื นวลสมร

แมแมม าจกั วอน พชี่ ี้

จกั บอกแกบ งั อร ออกเช่อื เฌอนา

เรียมจกั แนะนัน่ น้ี โนนโนนแนวพนม”

11) การเลือกใชคําเลียนเสียงธรรมชาติ มีคําจํานวนมากในภาษาท่ีเปนคําเลียนเสียง

ธรรมชาติทาํ ใหผฟู ง เห็นภาพชัดเกดิ ความรสู ึกคลอยตามไปดว ย เชน

“บดั เดย๋ี วดังหงา งเหงงวังเวงแวว สะดุง แลวเหลียวแลชะแงห า

เหน็ โยคขี ่ีรงุ พุงออกมา ประคองพาขน้ึ ไปจนบนบรรพต”

(พระอภยั มณี : สุนทรภ)ู

การเรยี บเรียงคาํ คําทเ่ี ลอื กสรรแลว ตอ งนาํ คํามาเรียบเรยี งอยา งไพเราะเหมาะสม ไดจังหวะ

จะตองใหถูกตอ งตามกฎเกณฑท างฉันทลกั ษณด วย การเรียบเรยี งมดี ังนี้

12) เรียงขอความท่ีบรรจุสาระสําคัญไวขางทายสุด เชน แมสายใจจะจนแตเธอไมเคย

ขอใครกนิ

13) เรียงคํา วลี หรือประโยคที่มีความสาํ คญั เทา ๆ กันเคยี งขนานกันไป เชน

“บางคาบภาณมุ าศข้นึ ทางลง กด็ ี

บางคาบเมรบุ ตรง ออนแอ

ไฟยมดบั เย็นบง- กชงอก ผานา

ยนื สัตยสาธชุ นแท หอ นเพีย้ นสกั ปาง”

(โคลงโลกนติ ิ : สมเด็จพระเจา บรมวงศเธอกรมพระยาเดชาดิศร)

14) เรยี งถอยคาํ ใหเ ปน ประโยคคาํ ถามเชงิ วาทศลิ ป คําถามมิไดม ีเจตนาจะใหผ ูรบั สารตอบ

คําถามนั้น แตต องการเสนอแนวความคิดอยา งใดอยางหนงึ่ เชน

“อนั ของสูงแมป องตอ งจิต ถา ไมคิดปนปา ยจะไดฤๅ”

(บทละครทาวแสนปม : รชั กาลที่ 6)

2_3_พท_33012_หนวย2 74

การใชโวหาร คือ การใชภาษาท่ีพลิกแพลงในการพูดและเขียนใหแปลกจากที่ใชอยู เพ่ือให

เกิดจนิ ตภาพ มีความรสู ึกและอารมณ การใชโวหารมอี ยูหลายลักษณะทท่ี ําใหวรรณคดมี คี ุณคา ดงั น้ี

1. การเปรียบเทยี บสงิ่ หน่ึงเหมอื นกับอีกสิ่งหน่ึง เรียกวา อุปมา เชน

“สุวรรณหงสท รงพูหอ ย งามชดชอ ยลอยหลงั สนิ ธุ

เพียงหงสท รงพรหมนิ ทร ลินลาศเลอื่ นเตือนตาชม”

2. การเปรยี บเทียบส่งิ หน่ึงเปนอีกสิ่งหนึ่ง เรยี กวา อปุ ลักษณ เชน ทหารคอื รวั้ ของชาติ

3. การกลา วผดิ ไปจากทีเ่ ปนจริง เรียกวา อติพจน เชน

“เอยี งอกเขาออกอาง อวดองค อรเอย

เมรุชบุ สมทุ รดนิ ลง เลขแตม

อากาศจกั จารผจง จารกึ พอฤๅ

โฉมแมหยาดฟาแยม อยรู อ นฤๅเห็น”

4. การสมมุติสิ่งตาง ๆ ใหมีกิริยาอาการ ความรูสึกเหมือนมนุษย เรียกวา บุคคลวัต

เชน “หลงั คาโบสถโ อดครวญเม่ือจวนผ”ุ

3. คุณคาดานอารมณ เปนการใหความเพลิดเพลิน สนุกสนาน สํานวน โวหารสะเทือนใจ

โกรธ นอ ยใจ อาลยั เชน

โกรธ

“วันนี้คาํ่ จําจะไปใหถ ึงบาน สับกบาลหัวเชือดใหเ ลือดไหล

ลูกผชู ายตายไหนกต็ ายไป แลว ขัดใจฮดึ ฮดั กดั ฟน ฟาง”

(ขนุ ชางขุนแผน : สุนทรภู)

อาลัย

“ลูกก็แลดแู มแ มด ูลกู ตา งพันผูกเพยี งวาเลอื ดตาไหล

สะอน้ื รา่ํ อาํ ลาดวยอาลยั แลว แข็งใจจากนางตามทางมา

(ขนุ ชางขนุ แผน : สนุ ทรภู)

นอ ยใจ
“จะมีผัวผัวกพ็ ลดั กาํ จดั จาก จนแสนยากอยา งนีแ้ ลว มหิ นาํ

มามลี กู ลกู กจ็ ากวบิ ากกรรม สะอ้ืนร่าํ รันทดสลดใจฯ”
(ขุนชางขุนแผน : สุนทรภ)ู

2_3_พท_33012_หนวย2 75

สรปุ สาระสาํ คญั
วรรณคดี หมายถึง หนงั สือที่แตง ข้นึ อยา งมีศลิ ปะอาจเปน รอ ยแกว หรือรอ ยกรอง มคี วาม

งดงามทางภาษา ถายทอดความรสู ึกและใหคณุ คา แกผ ูอานหลายดา น
วรรณกรรม หมายถงึ งานประพนั ธท วั่ ไปท้ังหมดทกุ ประเภททกุ รูปแบบ ทัง้ รอ ยแกว และรอ ย

กรอง ไมเนน ศลิ ปะในการแตง มีท้ังสารคดีและบนั เทิงคดี
วรรณกรรมปจ จุบัน หมายถงึ งานเขยี นท่มี ีลักษณะเปล่ยี นแปลงไปจากเดิมทง้ั ในดานรปู แบบ

ไมเครงครดั ในฉันทลกั ษณ รบั อทิ ธิพลมาจากวรรณกรรมตะวนั ตก
วรรณกรรมทอ งถิ่น หมายถงึ ผลผลติ ทเี่ กิดจากภูมปิ ญ ญาของชาวบา นทส่ี รางสรรคในรูปแบบ

ตางๆ เชน เพลง นิทาน ตํานาน สาํ นวน สุภาษิต

หลักการวจิ ารณว รรณคดีและวรรณกรรม
1. พจิ ารณารปู แบบกับเนอ้ื เร่อื งเหมาะสมกนั หรอื ไม
2. พจิ ารณาเนอื้ เรอื่ ง
3. องคประกอบ เชน โครงเรอ่ื ง ตวั ละคร ฉาก
4. ลักษณะนิสยั ตวั ละคร
5. ภาพพจน การใชค าํ ทําใหเกดิ ภาพพจน มีความไพเราะ

คุณคา ของวรรณคดแี ละวรรณกรรม
วรรณคดแี ละวรรณกรรมมคี ณุ คา ดงั น้ี

1. คุณคาทางสงั คม วรรณคดจี ะสะทอนชวี ติ ความเปน อยู คติ ประวัติศาสตร ตํานาน ความเชือ่
ขอคิดตางๆ

2. คณุ คาดา นวรรณศลิ ป ศลิ ปะการใชถอ ยคาํ การใหร สวรรณคดี สํานวน โวหารภาพพจนแ ละ
ความจรรโลงใจ

3. คณุ คา ดา นอารมณใ หค วามเพลดิ เพลิน สนุกสนาน สะเทือนใจและสุนทรียรส

2_3_พท_33012_หนว ย2 76

กจิ กรรม

กิจกรรมที่ 7 ใหนกั ศึกษาบอกลักษณะของวรรณคดมี าอยา งนอย 3 ขอ พรอมทง้ั ยกตวั อยา งลกั ษณะน้ัน ๆ
ดว ย

2_3_พท_33012_หนวย2 77

กิจกรรมท่ี 8

1. ใหนักศึกษารวบรวมวรรณกรรมทองถิ่นของตน เชน นิทาน ตํานาน บทเพลง โดยการเก็บ
รวบรวมขอมลู จากการคน ควา สมั ภาษณช าวบา น

2. ใหน ักศึกษายกตวั อยา งวรรณกรรมปจ จุบนั และวรรณกรรมทอ งถ่นิ มาอยางละ 5 ชอ่ื

2_3_พท_33012_หนว ย2 78

กจิ กรรมที่ 9 จากคําประพันธต อไปนใ้ี หน ักศกึ ษาบอกรสในวรรณคดี

1. “วันนี้คา่ํ จาํ จะไปใหถ งึ บาน สับกบาลหวั เชือดใหเลอื ดไหล
ลูกผูช ายตายไหนกต็ ายไป ขดั ใจฮดึ ฮดั กัดฟน ฟาง”

........................................................................................................................................
2. “ถึงกลางวนั สุรยิ ันแจม ประจักษ ไมเหน็ หนา นงลักษณยงิ่ มืดใหญ

ถงึ ราตรมี จี นั ทรอนั อําไพ ไมเ หน็ โฉมประโลมใจกม็ ดื มน”

........................................................................................................................................

3. “เรยี วหวายเฆ่ยี นเนียนเนื้อจนเนอ้ื ช้ํา กระหน่าํ ซ้ํารอยตาํ หนิเลือดปรไิ หล
ราดนา้ํ เกลอื เนื้อเตนแสนเข็ญใจ ทาสที่ทนไมไ หวตายคามอื ”

........................................................................................................................................

4. “ถงึ เรามว ยก็อยา มาดูผี แตวันนข้ี าดกนั จนบรรลัย”

........................................................................................................................................

5. “เอนองคลงพงิ เขนย กรเกยกา ยพกั ตรถ วิลหวัง
รสรกั รอนรนพน กําลัง ชลนยั ไหลหลั่งลงพรงั่ พราย”

........................................................................................................................................

2_3_พท_33012_หนวย2 79

กิจกรรมท่ี 10 ใหนกั ศึกษาวเิ คราะหแนวคดิ คานยิ ม ทปี่ รากฏในวรรณกรรมในงานประพนั ธตอไปนี้

1. “โลกนี้เหมอื นศาลาที่อาศยั ผเู ดินไกลพกั เหน่อื ยหายเมอื่ ยลา
ฝา ยพวกเราเอากาํ เนิดบังเกดิ มา พกั ศาลารมเย็นควรเหน็ คณุ
เมอ่ื ยามไปควรกอบตอบสนอง เพอื่ เปนของจานเจอื ชวยเกอื้ หนุน
คอื บรุ ุษปรุงใหเพ่ิมไพบูลย ผพู ักรนุ ใหมมาสาธกุ าร”
(พระยาอุปกิตศิลปสาร)
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................
..................................................................................................................................................

2. “อันลมหนาวพดั อา วไมรายสู ความช่วั อกตัญขู องคนได

ถึงพดั ตอ งกายเย็นไมเ ปน ไร เพราะมิไดเคยเหน็ เปน เพ่ือนกัน”

(ตามใจทา น : รชั กาลท่ี 6)

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

..................................................................................................................................................

2_3_พท_33012_หนวย2 80

..................................................................................................................................................

หนังสอื อางองิ

กหุ ลาบ มัลลกิ ะมาส วรรณกรรมไทย โรงพมิ พม หาวทิ ยาลยั รามคําแหง 2519, 207 หนา.
โกชัย สารกิ บตุ ร การอา นภาคปฏบิ ตั ิ โรงพมิ พก ลางเวยี งเชียงใหม 2520, 99 หนา.
คณะครศุ าสตร, จุฬาลงกรณม หาวทิ ยาลยั . ภาษาไทย 1. กรุงเทพฯ: พมิ พค ร้ังที่ 3 โรงพมิ พจ ฬุ าลงกรณ

มหาวทิ ยาลยั , 2538.
คณะครศุ าสตร, จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั . ภาษาไทย 2. กรุงเทพฯ: พิมพค รั้งที่ 4 โรงพิมพจ ฬุ าลงกรณ

มหาวิทยาลยั , 2539.
คณะครุศาสตร, จฬุ าลงกรณม หาวทิ ยาลยั . ภาษาไทย 3. กรงุ เทพฯ: พิมพค รั้งท่ี 3 โรงพมิ พจ ฬุ าลงกรณ

มหาวทิ ยาลัย, 2539.
คณะครศุ าสตร, จฬุ าลงกรณม หาวิทยาลยั . ภาษาไทย 4. กรงุ เทพฯ: พิมพค ร้ังท่ี 4 โรงพมิ พจ ฬุ าลงกรณ

มหาวทิ ยาลยั , 2539.
ราชบัณฑิตยสถาน, พจนานกุ รมฉบบั ราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525. กรงุ เทพฯ: สํานักพมิ พ

อกั ษรเจรญิ ทัศน, 2525.
วิชาการ, กรม. โคลงโลกนติ .ิ กรงุ เทพฯ โรงพมิ พคุรุสภาลาดพรา ว, 2543.
สนทิ ต้ังทวี อา นไทย กรงุ เทพมหานคร : สํานกั พมิ พโอเดียนสโตร, 2536.
สโุ ขทัยธรรมาธิราช, มหาวทิ ยาลยั . ภาษาเพ่อื การสื่อสาร. นนทบุร,ี พมิ พค รั้งที่ 8 สาํ นักพมิ พ

มหาวิทยาลัยสโุ ขทยั ธรรมาธิราช, 2550.
สุโขทัยธรรมาธริ าช, มหาวทิ ยาลัย. สารสนเทศศาสตรเ บอื้ งตน, นนทบรุ ,ี สํานกั พมิ พ

มหาวทิ ยาลยั สโุ ขทัยธรรมาธิราช, 2545.
สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวทิ ยาลัย. เทคโนโลยีสารสนเทศเบ้อื งตน, นนทบุรี, พิมพค รงั้ ท่ี 6, สาํ นกั พิมพ

มหาวิทยาลัยสโุ ขทัยธรรมาธิราช, 2550.

2_3_พท_33012_หนว ย2 81

แบบทดสอบหลงั เรยี น

1. ขอ ใดกลาวถึงการฟงไดถ กู ตอ งทีส่ ุด
ก. การฟงเหมือนกับการไดย นิ
ข. การฟงเปนการรับสารดวยหู
ค. การฟงเปนการสือ่ สารดวยเสียง
ง. การเปนการรบั รูดว ยประสาทหู สมองจะแปลความตคี วามจนเกดิ ความเขาใจ

2. ขอใดกลาวถงึ การดไู ดถ ูกตอ งทีส่ ุด
ก. การดเู ปน การรบั รขู า วสารขอ มูลตาง ๆ ดวยตาในลกั ษณะของภาพ ตวั หนังสือหรอื สัญลักษณ
ข. การดูเปนทกั ษะการรบั สารทีต่ องใชความดไู ปกบั การฟง เสมอ
ค. การดไู มจ ําเปน ตอ งมีความรสู ึกนกึ คิดตามสิ่งท่ดี ู
ง. การดูไมแตกตา งจากการมองเห็น

3. ขอใดเปนทกั ษะในการรบั สารทั้งหมด
ก. การฟง การอาน การเขยี น
ข. การพูด การอา น การเขียน
ค. การฟง การดู การอาน
ง. การดู การฟง การเขยี น

4. ขอ ใดเปน การดูเพ่อื รบั ความรู
ก. อ้ดี ไปชมภาพยนตร
ข. ออ ไปชมนทิ รรศการภาพวาด
ค. อูด ไปชมนทิ รรศการวิทยาศาสตร
ง. อา ย ไปชมการแสดงละครการกศุ ล

5. บุคคลในขอใดไดช ่ือวาฟงและดอู ยา งสรางสรรค
ก. ตนู ฟง เทศนไ ปหาวนอนไป
ข. ต๋มิ ฟง อาจารยบรรยายอยา งตง้ั ใจ
ค. ตุย น่ังหลับในขณะฟงวทิ ยากร
ง. ตวิ๋ เอาหนงั สอื นิยายมาอา นหลงั หองเรยี น

6. สือ่ ในขอใดเปน สื่อสิง่ พิมพประเภทสื่อสารมวลชน
ก. แผน พบั
ข. แผนปลวิ

2_3_พท_33012_หนว ย2 82

ค. หนงั สือเลม 83
ง. หนังสอื พมิ พ
7. ผปู ระกาศหรือผอู านขา วจัดเปน สื่อประเภทใด
ก. สอื่ บุคคล
ข. สอ่ื เฉพาะ
ค. สื่อธรรมชาติ
ง. สอื่ ประยกุ ต
8. สอื่ ชนดิ ใดทใี่ ชทักษะในการฟงและดู
ก. หนังสือพมิ พ
ข. วิทยโุ ทรทศั น
ค. วทิ ยกุ ระจายเสยี ง
ง. นิตยสารทางอากาศ
9. การทาํ เอกสารแนะนาํ สถานท่ี หนวยงานหรอื องคกรมักเลอื กสอ่ื ใด
ก. หนังสอื พมิ พ
ข. แผน ปลวิ
ค. แผน พบั
ง. จลุ สาร
10. สื่อสง่ิ พิมพใ นขอ ใดมีความหนานอ ยทส่ี ดุ
ก. จลุ สาร
ข. นติ ยสาร
ค. วารสาร
ง. หนังสือ
11. สอ่ื ในขอใดมอี ายกุ ารเก็บรกั ษาไดนานท่ีสดุ
ก. ซีดี
ข. วดี ทิ ัศน
ค. เทปเสียง
ง. หนงั สือ
12. คําวา “ ด”ู ในขอใดหมายถงึ ไมเ หน็ ความสาํ คญั หรือเห็นเปน เร่ืองเลก็ นอ ย
ก. ดใู จ
ข. ดูเบา
ค. ดดู าย
ง. ดูไปกอน

2_3_พท_33012_หนวย2

13. ถาหนว ยงานหรือองคกรของทานตองการจะประกาศรับสมคั ร ควรเลอื กสื่อใด 84
ก. แผนปลิว
ข. แผน พับ
ค. จลุ สาร
ง. โบรชวั ร

14. สื่อสงิ่ พมิ พใ นขอใดมจี าํ นวนหนา นอ ยที่สุด
ก. หนงั สือ
ข. จลุ สาร
ค. นิตยสาร
ง. วารสาร

15. สอื่ สารสนเทศใดใชเพ่ือการติดตอ ส่อื สารมากทส่ี ุด
ก. สอื่ ส่ิงพิมพ
ข. คอมพิวเตอร
ค. โทรคมนาคม
ง. ระบบอนิ เตอรเ นต็

16. อปุ กรณใดจดั เปนสวนแสดงผลของระบบคอมพิวเตอร
ก. CPU
ข. เมาส
ค. คยี บอรด
ง. จอภาพ

17. www: nfe.go.th คาํ ทีข่ ีดเสน ใตมคี วามหมายตรงกบั ขอ ใด
ก. เจา ของเว็บไซตนี้ เปน หนว ยงานราชการ
ข. เจา ของเว็บไซตนี้ ตั้งอยูในประเทศไทย
ค. ผูทจ่ี ะตดิ ตอ กบั เว็บไซตนไ้ี ดต องเปนคนไทย
ง. ผทู ่จี ะตดิ ตอกบั เว็บไซตน ไ้ี ดต อ งอยูในประเทศไทย

18. หนงั สอื ประเภทใดจะตอ งใชก ารอานตคี วามมากท่ีสุด
ก. หนังสอื วชิ าการ
ข. วรรณคดีมรดก
ค. นวนยิ าย
ง. สารคดี

2_3_พท_33012_หนว ย2

19. เม่อื ไดร ับมอบหมายใหท ํางานแลว ประเภทก็ทาํ อยางจนแลว เสร็จ
ก. แขง็ ขัน
ข. กลุ ีกุจอ
ค. ขมีขมัน
ง. ขะมกั เขมน

20. การเปนคนมสี มาธมิ าก เมือ่ ทาํ งานใดใจเขาจะอยกู บั สง่ิ นน้ั โดยไมส นใจเหตกุ ารณร อบขา งท้ังส้ิน
ก. มุงมน่ั
ข. จดจอ
ค. หมกหมนุ
ง. ครนุ คิด

21. ตาขาวเดนิ ทางซายของตาอยู และตามาเดนิ ทางขวาของตาอยู ฉะนนั้ ใครเดินตรงกลาง
ก. ตาดี
ข. ตามา
ค. ตาอยู
ง. ตาดแี ละตาอยู

22. ขอใดใชค ําไดถ กู ตอ งตามความหมาย
ก. ดูทา ทางของเขาภาคภมู สิ มเปนนายทหาร
ข. ทด่ี ินแปลงนอ้ี ยใู นระหวางตอ รองราคากนั อยเู ทาน้ัน
ค. กลุ สตรคี วรมีความละเอียดลออเปน คุณสมบัติประจําตวั
ง. เหตุผลท่คี ณุ นาํ มาอา งนน้ั ยังไมแนห นาพอทีค่ ณะกรรมการจะเชือ่ ถือได

23. “ ขาวเรอ่ื งการสรา งรถไฟฟา ในปหนา เปนทเี่ ลาลอื กันไปท่ัว” ควรใชคาํ ใดแทนเนื้อความท่ขี ดี เสนใต
ก. กลาวขวัญ
ข. เลา ขาน
ค. โจษจนั
ง. โทษขาน

24. ขอใดแสดงความคิดเหน็ แบบมเี หตุผล
ก. ยาสระผมยีห่ อนีด้ ี มแี ตค นใชม าก
ข. หมอฟนบอกวา ใชยาสฟี น ยหี่ อ น้ีแลวฟน ไมผ ุ
ค. คนนิยมใชโทรศพั ทม ือถือ เพราะพกพาไดส ะดวก
ง. คนกรงุ เทพมกั ไปทํางานสายเพราะเดยี๋ วน้รี ถติดมาก

2_3_พท_33012_หนว ย2 85

25. คาํ ประพนั ธต อ ไปน้ีตรงกับแนวคดิ ในขอ ใดมากทีส่ ดุ

“นกนอยขนนอ ยแต พอตวั

รงั แตงจเุ มยี ผัว อยูได”

ก. หากลูกและเมยี มี กถ็ นอมประหน่ึงตน

ข. ยนิ ดี ณ ของตน บมิโลภทะยานปอง

ค. การงานกระทาํ ไป บม ิยุงและสบั สน

ง. ความอยูประเทศซ่ึง เหมาะและควรจะสขุ ี

26. ขอใดเปน สาระสําคัญของคําประพันธตอ ไปน้ี

“อันอาํ นาจใดใดในโลกน้ี ไมเ หน็ มเี ปรียบปานการศกึ ษา

สรางคนหาคา มิไดในโลกา ข้นึ จากผทู ่หี าคา ไมมี”

ก. คนที่มีการศึกษามีอาํ นาจมาก

ข. คณุ คาของการศกึ ษาคอื การสรา งคน

ค. การศึกษามคี ณุ คา ยิ่งกวา สิ่งใดในโลก

ง. การศึกษาเกดิ จากคณุ คาของคน

27. คาํ ประพนั ธต อไปนแ้ี สดงวาผพู ูดเปนคนอยา งไร

“ท่นี อนหมอนมงุ เสื่อออน

ผา ผอนดีดีมีในบา น

กระทะกระทอหมอไห และเชิงกราน

เสบียงอาหารทัง้ จานชาม

หีบหมากเครอ่ื งนากปรกั ทอง

เตาปนู ถมตลบั ทองเอาใสย า ม

ขาดเหลอื เผือ่ ตอ งเปนถว ยชาม

เงนิ สามช่ังใหเ อาไปกิน”

ก. มีความเมตตาและกรณุ า

ข. เอือ้ เฟอ และหว งใย

ค. อาทรและรอบคอบ

ง. โอบออมอารีและใจกวาง

2_3_พท_33012_หนว ย2 86

28. ใหนกั ศึกษาอานขอ ความตอไปน้แี ลว ตอบคําถาม 87
“ทอแทก็จะผดิ หวัง ผดิ หวังกจ็ ะลงั เล

ลังเลก็จะพายแพ”
ถา นกั ศึกษาไมอ ยา งพายแพตอ งทําอยางไร
ก. อยา รีรอ
ข. อยา งลงั เล
ค. อยา ทอ แท
ง. อยา ผดิ หวงั
27. “แกม ชาํ้ ช้ําใครตอ ง อนั แกม นอ งช้ําเพราะชม”
กวีใชส ่งิ ใดเปน สื่อในการสรา งคุณคา วรรณคดที างวรรณศิลป
ก. ชื่อนก
ข. ช่ือปลา
ค. สัมผัส
ง. การซาํ้ คาํ
28. ขอ ใดมคี วามหมายตา งจากพวก
ก. กรธี าหมูนาเวศ จากนคเรศโดยสาชล
ข. ยามสองฆอ งยามยา่ํ ทกุ คนื ค่าํ ยาํ่ อกเอง
ค. แตเ ชา เทาถงึ เยน็ กลา้ํ กลืนเข็ญเปนอาจิณ
ง. ลว งสามยามปลายแลว จนไกแกว แวว ขันขาน
29. “กรีธาหมูนาเวศ จากนคเรศโดยสาชล” คาํ ทีข่ ดี เสน ใตม คี วามหมายเหมอื นกับขอ ใด
ก. กบนิ ทร
ข. ธานินทร
ค. ไพรนิ ทร
ง. หัสดิน
30. “ถึงแมอยเู รือนเหยาลูกเตามี จะยนิ ดเี หลือแสนเฝา แหนหวง
มีลูกเหมือนหนึ่งมีมณีดวง นม่ี าใหเ ปน หว งเม่ือสิน้ คดิ ”
ขอ ความใดแสดงเจตนาของผแู ตง
ก. พอแมค วรมลี กู เมอื่ พรอ มจะเลี้ยงดู
ข. ลกู เปนสมบตั ทิ มี่ คี า ทส่ี ดุ ของพอแม
ค. ลกู ทาํ ใหพอ แมล าํ บากมากขน้ึ

2_3_พท_33012_หนว ย2

ง. พอ แมจ ะตองเลยี้ งลกู ใหด ที ส่ี ุดเทาท่ีจะทําได

31. ขอใดมีโวหารเปรยี บเทยี บ

ก. เพยี นทองงาม ดัง่ ทอง ไมเ หมือนนอ งหมตาดพราย

ข. ปลากรายวายเคยี งคู เคลา กนั อยูดูงามดี

ค. ปลาสรอยลอยลองชล วายเวยี นวนปนกนั ไป

ง. ชะแวงแฝงฝง แนบ ชะวาดแอบแปนปนปลอม

32. “มีผูใดในโลกน้ที ขี่ ึ้นไปสูทสี่ งู ไดโ ดยไมเ หยยี บบันไดข้ันตา่ํ กอ น” ขอ ความนม้ี จี ดุ มุง หมายใด

ก. ตองการใหคดิ

ข. ตอ งการถามผอู าน

ค. ตองการใหขอสังเกต

ง. ตอ งการเสยี ดสสี ังคม

33. “แลว สอยดาวสาวเดือนทเี่ กลอ่ื นฟา มาทําอาหารใหคนไรส ิ้น

ฟน นภาท่เี หน็ ออกเปน ช้นิ เอามาสนิ เย็บเปนเส้ือเผ่ือคนจน

คําประพันธนใ้ี ชโวหารใด

ก. สทั พจน

ข. อติพจน

ค. บุคคลวตั

ง. อปุ ลกั ษณ

อา นโคลงบทน้แี ลว ตอบคําถาม ขอ 16 - 37

เดก็ เอยเด็กอยาดอ้ื ถอื ดี

ผูใ หญรักปรานี ไมเ วน

เดก็ ผดิ ย่งิ ทวี ความหว ง ใยนา

เด็กเกง พลอยตนื่ เตน กลาวซอ งสรรเสรญิ

34. ผูใหญเปนหว งเดก็ ประเภทใดมากทสี่ ดุ

ก. เดก็ ดื้อ

ข. เด็กอวดดี

ค. เดก็ ทท่ี าํ ผิด

ง. เดก็ ที่เรยี นออ น

2_3_พท_33012_หนว ย2 88

35. โคลงบทนกี้ ลา วถึงเรือ่ งอะไร

ก. ขอรอ งใหเดก็ รักผูใหญ

ข. ความรักของผใู หญต อเดก็

ค. ไมพอใจเด็กทอ่ี วดดี

ง. ตําหนิเดก็ ทีท่ ําผิด

36. “พศิ ดหู มูม ัจฉา วา ยแหวกมาในสาคร

คะนึงนุชสุดสายสมร มาดวยพ่จี ะดใี จ”

คาํ ในขอใดมคี วามหมายแตกตา งจากคาํ ท่ขี ดี เสน ใต

ก. ชโลทร

ข. ชลทศิ

ค. วสุธา

ง. สนิ ธุ

37. “เหน็ เขาตกเขาแตกมาตกลึก อนาถนึกแลวนา น้ําตาไหล

พ่ตี กยากจากนางมากลางไพร วติ กใจตกมาถึงคีร”ี

คาํ ประพันธขา งตนนี้ดีเดนทางดา นใด

ก. เลน คํา

ข. เลน ความ

ค. เลน เสยี ง

ง. เลนสมั ผัส

38. มบี ุตรบว งหน่ึงเกย้ี ว พนั คอ

ทรัพยผูกบาทาคอ หนวงไว

ภรรยายือ้ บว งปอ รึงรัด มือนา

สามบวงใครพน ได จึ่งพน สงสาร”

คําท่ขี ีดเสนใตม ีความหมายตรงกับขอใด

ก. เหน็ อกเห็นใจ

ข. เมตตาปรานี

ค. รักใคร เอ็นดู

ง. เวียนวายตายเกิด

2_3_พท_33012_หนวย2 89

39. คาํ ประพันธตอ ไปนี้ใชศ ิลปะในการแตง แบบใดเดน ชดั ทสี่ ุด

“นางนวลนวลนา รัก ไมน วลพกั ตรเหมือนทรามสงวน

แกวพี่น้สี ุดนวล ดง่ั นางฟา หนาใยยอง”

ก. เลน คํา

ข. เลนความ

ค. สัมผสั สระ

ง. สมั ผัสอักษร

40. คาํ ประพนั ธข อใดใหค ณุ คาทางดา นสังคมชัดเจนทสี่ ดุ

ก. พศิ พรรณปลาวายเคลา คดิ ถึงเจา เศรา อารมณ

ข. คดิ ความยามบังอร แยมโอษฐย ม้ิ พริ้มพรายงาม

ค. รวยรินกลนิ่ ราํ เพย คิดพเ่ี คยเชยกลน่ิ ปราง

ง. คดิ อนงคองคเ อวอร ผมประบาอาเอย่ี มไร

2_3_พท_33012_หนวย2 90

เฉลยแบบทดสอบและกจิ กรรม

2_4_พท_33012_เฉลยกอ นเรียนหนว ย1 91

แบบทดสอบกอนเรยี น

1. ง. 11. ก. 21. ก 31. ค
2. ค. 12. ค. 22. ข 32. ข
3. ก. 13. ง. 23. ค 33. ก
4. ข. 14. ก. 24. ค 34. ข
5. ง. 15. ข. 25. ข 35. ก
6. ข. 16. ค. 26. ง 36. ข
7. ง. 17. ค. 27. ก 37. ค
8. ก. 18. ข 28. ก 38. ง
9. ง.. 19. ง 29. ง 39. ง
10. ค. 20. ก 30. ข 40. ง

1. ง. เฉลยแบบทดสอบหลังเรยี น 31. ข
2. ก. 32. ก
3. ค. 11. ง. 21. ค 33. ก
4. ค. 12. ข 22. ข 34. ก
5. ข. 13. ก. 23. ค 35. ข
6. ง 14. ข. 24. ค 36. ค
7. ก. 15. ค. 25. ง 37. ข
8. ข. 16. ง. 26. ข 38. ก
9. ค. 17. ก. 27. ค 39. ก
10. ก. 18. ข 28. ค 40. ง
19. ง 29. ง
20. ข 30. ก

2_4_พท_33012_เฉลยกอนเรียนหนวย1 92

เฉลยกิจกรรม

หนว ยการเรยี นรทู ่ี 1 การฟง และการดู

ตอนท่ี 1 ความหมายของการฟงและการดู
กิจกรรมที่ 1
1.ใหน กั ศึกษาระบชุ ือ่ รายการวทิ ยหุ รือโทรทัศนท ่ีเลอื ก
2.ใหนกั ศกึ ษาสรปุ สาระจากการฟง หรือชมรายการโทรทศั นนั้น
3.ใหนกั ศึกษาบอกจุดมงุ หมายทเ่ี ลอื กฟง หรือดูรายการนนั้

ตอนที่ 2 หลักการพิจารณาเลอื กส่อื เพือ่ การฟงและการดู
กจิ กรรมที่ 2
1. ใหนกั ศกึ ษาระบุประเภทของสือ่ ทเี่ ลือก
2. ใหนกั ศกึ ษาระบวุ นั ทร่ี ับสอ่ื น้นั มา
3. ใหน กั ศกึ ษาระบเุ รือ่ งของสื่อทนี่ กั ศกึ ษาเลือก
4. ใหน กั ศกึ ษาบอกเหตุผลวาทาํ ไมจงึ ประทับใจส่ือนนั้ ในดาน
4.1 เน้อื หาสาระ
4.2 ขอเสนอแนะ
4.3 วธิ กี ารนําเสนอ

2_4_พท_33012_เฉลยกอนเรียนหนวย1 93

หนวยการเรยี นรทู ่ี 2 การอา น

ตอนท่ี 1 การรับสารจากส่ือสงิ่ พิมพและสอ่ื สารสนเทศ
กจิ กรรมที่ 1
ใหนกั ศึกษาระบุเรื่องท่ีไปศกึ ษาจาก Internet ทลี ะเรอ่ื ง พรอ มถา ยทอดสาระสาํ คญั ของ

เรือ่ งทีศ่ ึกษาใหครบ 3 เรอื่ ง

ตอนที่ 2 การอานอยางมีวจิ ารณญาณ 6. แรง 11. ลงั เล
7. ใจปา 12. หนาแนน
กิจกรรมท่ี 2 8. หนกั 13. ยึดเหนี่ยว
1. คลาด 9. ลวก 14. ถือโอกาส
2. ชวน 10. ชักชา 15. กําหนดการ
3. อยู
4. หอง
5. ปลกู ฝง

กิจกรรมท่ี 3 6. หนเี รยี น/ ถูกจบั ได
1. ทะนุถนอมมาก 7. พดู มาก
2. ไมร จู กั โต 8. มคี นว่งิ เตน ให
3. สฉี ูดฉาดบาดตา 9. ยาก
4. งาย 10. งาย
5. เปนอนั ธพาล

กจิ กรรมท่ี 4 ขยะในแหลง ทอ งเทย่ี ว 6. ง
1. ก 7. ก
2. ข 8. ง
3. ก 9. ค
4. ก 10. ง
5. ง

2_5_พท_33012_เฉลยหนว ย2 94


Click to View FlipBook Version