35
ของรัฐบาลและหน่วยงานภาครัฐและการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน ซึ่งประกอบด้วย ยุทธศาสตร์การ
ขับเคลื่อน คือ การสร้างผู้นำและองค์การแห่งสุจริตต้นแบบ การปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์
วัฒนธรรม ค่านนิยม และการพัฒนาข้าราชการ การให้คำปรึกษา แนะนำ และการจัดการความรู้
เพื่อส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาล การปรับปรุงระบบบริหารงานบุคคลให้เอื้อต่การ
ส่งเสริมคุณธรรมและจริยธรรม การพัฒนาระบบบริหารงานจัดการด้านคุณธรรมและจริยธรรม
ธรรมาภิบาล การวัดผลและตรวจสอบด้านจริยธรรม และการวางระบบสนับสนุนและปัจจัยพื้นฐาน
ดา้ นจรยิ ธรรม และธรรมาภบิ าล
ประเทศไทยมคี วามขดั แย่งทางการเมอื งสงู ซ่ึงเป็นผลสืบเนือ่ งทำให้เกดิ เหตุการณร์ ัฐประหาร
ยึดอำนาจรัฐบาลรักษาการณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549 รัฐธรรมนูญ
แหง่ ราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 ได้ถกู ยกเลิกไปอีกคร้งั ประเทศไทยกก็ ลบั มาใชร้ ัฐธรรมนูญ
(ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ต่อมามีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
พทุ ธศกั ราช 2550 ซ่ึงรัฐธรรมนูญฉบบั นีย้ ังได้บญั ญตั หิ ลกั ธรรมาภบิ าลไวใ้ นหมวด 4 หน้าท่ขี องปวงชน
ชาวไทย โดยบัญญัติไว้ในมาตรา 74 กำหนดให้บุคคลผู้เป็นข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้างของ
หนว่ ยงานราชการ หนว่ ยงานของรฐั รฐั วสิ าหกจิ หรือเจ้าหน้าท่อี ื่นของรัฐ มีหน้าท่ีดำเนนิ การให้เปฯ็ ไป
ตามกฎหมายเพื่อรักษาผลประโยชน์รวมตลอดจนอำนวยความสะดวก และให้บริการแก่ประชาชน
ตามหลักธรรมาภบิ าลของการบรหิ ารกิจการบ้านเมอื งที่ดีในการปฏิบัตหิ น้าท่แี ละในการปฏิบัติการอื่น
ที่เกี่ยวข้องกับประชาชน อย่างไรก็ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ก็ได้
สิ้นสุดลงไป เพราะการเข้าควบคุมการบริหารประเทศของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เม่ือ
วนั ท่ี 22 พฤษภาคม พ..ศ.2557 ก็มีการประกาศใช้รัฐธรรมนุญแหง่ ราชอารณาจักรไทย (ฉบบั ชั่วคราว)
พทุธศักราช 2557 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ.2557 เพื่อใช้เป็นหลกั การปกครองประเทศ ซึ่งคณะ
รักษาควางสงบแห่งชาติ (คสช.) เปน็ ผู้ใช้อำนาจในการปกครองประเทศ ถงึ แมว้ า่ ประเทศไทยขณะนั้น
จะไม่ได้อยู่ในบรรยากาศของการปกครองในระบอบปรระชาธปิ ไตย แต่รฐั บาลก็มหี นา้ ที่ในการบริหาร
ประเทศและให้ความสำคญั กับหบักธรรมาภิบาล ซทึ่ งรฐั บาลกม็ คี วามมุ่งม่ันท่ีจะนำประเทศกลับคืนสู่
การปกครองในระบอบประชาธปิ ไตย ตาม roadmap ท่ไี ด้ประกาศไว้ ถอื เสมอื นเป็นสญั ญาประชาคม
ที่ได้ประกาศไว้กบั ประชาชนตามเจตนารมณ์ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)
ปัจจุบันนี้รัฐบาลสามารถแก้ไขปัญหาด้านต่าง ๆ ของประเทศ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไป
ได้ ซึ่งถือเป็นภาระหน้าที่ของฝ่ายบริหาร ส่วนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ก็ได้ทำหน้าที่ฝ่ายนิติ
บัญญัติ โดยมีการแก้ไขกฎหมายท่ีล้าสมัย หรือ การตรากฎหมายใหม่ ๆ เพื่อให้ทันยุคสมยั เหมาะสม
กับการเปลี่ยนแปลงของโลก เพื่อให้ประเทศไทยเดินหน้าไปสู่การปฏิรูปในหลายๆ ด้าน และ
คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ได้ทำหน้าที่ร่างรัฐธรรมนูญก็ได้นำหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็น
หลกั การสากลทป่ี ระเทศซงึ่ ปกครองในระบอบประชาธปิ ไตยใช้เปน็ หลักในการบริหารประเทศ โดยได้
บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญแหงราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 โดยบัญญัติไว้ในหมวด 6
แนวนโยบายแห่งรฐั มาตรา 65 ได้บญั ญตั ิไว้ว่า
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครฐั
36
“รฐั พึงจดั ให้มยี ุทธศาสตร์ชาติเปน็ เป้าหมายการพฒั นาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิ
บาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดพลังผลักดัน
รว่ มกนั ไปสูเ่ ปา้ หมายดังกลา่ ว
การจัดทำ การกำหนดเป้าหมาย ระยะเวลาที่จะบรรลุเป้าหมาย และสาระที่พึงมีใน
ยุทธศาสตรช์ าตใิ ห้เปน็ ไปตามหลักเกณฑ์และวัธีการท่ีกฎหมายบญั ญัติ ท้ังน้ี กฎหมายดังกล่าววต้องมี
บทบญั ญัตเิ กี่ยวกับการมีส่วนร่วม และการรับฟังความคดิ เหน็ ของประชาชนทกุ ภาคส่วนอย่างทัว่ ถงึ
หลักธรรมาภิบาลกบั ยทุ ธศาสตรก์ ารพัฒนาระบบราชการไทย
การพัฒนาระบบราชการไทย ผลจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550
นำมา สู่การพัฒนาระบบบริหารภาครัฐหรือระบบราชการโดยคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการ
(ก.พ.ร) กำหนดแผนยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการ ไทย (พ.ศ. 2551 – 2555) โดยมีเป้าหมาย
หลักเพือ่ ประโยชนส์ ขุ ของ ประชาชน โดยมปี ระเดน็ หลกั 4 ประเด็น ได้แก่
ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์ที่ 1 ยกระดบั การใหบ้ รกิ ารและการทำงาน เพือ่ ตอบสนองความคาดหวัง
และความต้องการของประชาชนทีม่ คี วามสลบั ซับซอ้ น หลากหลาย และเปล่ยี นแปลงไปอยา่ งรวดเรว็
ประเด็นยทุ ธศาสตร์ที่ 2 ปรับรูปแบบการทำงานให้มีลักษณะเชิง บูรณาการ เกิดการแสวงหา
ความรว่ มมอื และสรา้ งเครอื ข่ายกับฝ่ายต่าง ๆ รวมทัง้ เปดิ ใหป้ ระชาชนเขา้ มสี ่วนร่วม
ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 มุ่งสูก่ ารเปน็ องค์การท่ีมีขดี สมรรถนะสงู บุคลากรมีความพร้อม และ
ความสามารถในการเรยี นรู้ คิดรเิ ร่มิ เปลยี่ นแปลง และปรับตวั อย่างเหมาะสมต่อสถานการณ์ตา่ ง ๆ
ประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 4 สร้างระบบการกำกับดูแลตนเองที่ดี เกิด ความโปร่งใส และมั่นใจ
และสามารถตรวจสอบได้ รวมท้ังทำใหบ้ ุคลากร ปฏบิ ัตงิ านอยา่ งมีจิตสำนึกความรับผดิ ชอบต่อตนเอง
ตอ่ ประชาชนและต่อ สังคมโดยรวม
ยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อได้ประกาศใยราชกิจจานุเบิกษาแล้วให้ใช้บังคับได้ ประเทศไทยได้ให้
ความสำคัญรกับหลักธรรมาภิบาล ซึ่งได้บัญญัติไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของ
ประเทศ นอกจากนั้นยงั ได้นำมาบรรจุไว้ในส่วนท่ี 4 ยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และยุทธศาสตร์
ที่ 6 การบริหารจัดการในภาครัฐการป้องกันการทุจรติประพฤติมิชอบ และหลักธรรมาภิบาล ยังได้
บรรจไุ ว้ในแผนพัฒนาเศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ ฉบบั ที่ 12 (พ.ศ.2560 – 2564) รัฐบาลเป็นผู้นำใน
การวางนโยบายขับเคลื่อนประเทศ การดำเนินนโยบายด้านต่าง ๆ ภายใต้กฎหมายเพ่อลลดความ
เหลื่อมล้ำในสงั คมด้วย ถึงแม้ประเทศไทยได้นำหลักธรรมาภบิ าลมาใชใ้ นภาครัฐและภาคเอกชนแวลา
พอสมควร แต่ไม่สามารถที่จะแก้ไขปัญหาหลายอย่างที่เกิดขึ้นในสังคมไทยได้ทั้งหมด เพียงแต่ทำให้
ปัญหาเหล่านั้นบรรเทาลง แต่ถือเป็นเป้าหมายที่ประเทศไทยจะต้องเดินไปให้ถึง และยังต้องพัฒนา
หลักธรรมาภิบาลควบคไู้ ปกับารพฒั นาระบอบประชาธปิ ไตย (อรธิ ัชย์ แกว้ เกาะสะบ้า, 2560)
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครฐั
37
หลกั การบรหิ ารกจิ การบ้านเมอื งท่ดี ี
ในปี พ.ศ. 2555 รัฐบาลได้มีมติเห็นชอบกับหลักการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี
ประกอบด้วยหลักการสำคัญ 4 หลัก และหลกั การย่อยอกี 10 หลกั ดงั น้ี
หลักท่ี 1 การบรหิ ารจดั การภาครฐั แนวใหม่ (New Public Management) ประกอบดว้ ย
หลักย่อย 3 หลกั ไดแ้ ก่
หลักย่อยที่ 1 ประสิทธิภาพ (Efficiency) หมายถึง การปฏิบัติราชการต้องใช้ทรัพยากร
อย่างประหยดั เกดิ ผลติ ภาพท่ีค้มุ คา่ ต่อการ ลงทุนและบงั เกิดประโยชน์สูงสุดต่อสว่ นรวม
หลักย่อยที่ 2 ประสิทธิผล (Effectiveness) หมายถึง การปฏิบัติราชการที่มีวิสัยทัศน์เชิง
ยุทธศาสตร์เพือ่ ตอบสนองความต้องการ และผู้มีส่วนไดเ้ สียทกุ ฝา่ ย ปฏิบัตหิ น้าที่ตามพันธกจิ ใหบ้ รรลุ
วัตถุประสงค์องค์การ มีการวางเป้าหมายการปฏิบัติงานที่ชัดเจน และอยู่ในระดับที่อยู่ในความ
คาดหวงั ของประชาชน
หลักย่อยที่ 3 หลักการตอบสนอง หมายถงึ การปฏิบตั ริ าชการต้องสามารถใหบ้ ริการอย่าง
มีคุณภาพ ดำเนินการแล้วเสร็จในเวลาที่กำหนด สร้างความเชื่อมั่นไว้วางใจ ตอนสนองคาม
คาดหวงั /ความตอ้ งการของประชาชนผ้รู ับบรกิ าร
หลกั ท่ี 2 ค่านยิ มประชาธิปไตย (Democratic Value) ประกอบ ด้วยหลกั การยอ่ ย 4 หลัก
ไดแ้ ก่
หลักย่อยที่ 1 ภาระรับผิดชอบ /สามารถตรวจสอบได้ หมายถึง การปฏิบัติราชการต้อง
สามารถตอบคำถามและชี้แจงได้เมื่อมีข้อ สงสัย มีการจัดวางระบบการรายงานความก้าวหน้าและ
ผลสัมฤทธิ์ ตามเป้าหมายที่กำหนดไวต้ ่อสาธารณะ
หลักย่อยที่ 2 ความเปิดเผย/โปร่งใส หมายถึง การปฏิบัติราชการ ต้องเป็นไปด้วยความ
ซ่ือสัตย์ ตรงไปตรงมา และเปิดเผยข้อมูล ทีจ่ ำเป็นและเชื่อถอื ได้ให้แก่ประชาชน
หลักย่อยที่ 3 หลักนิติธรรม หมายถึง การปฏิบัติราชการต้องใช้ อำนาจของกฎหมาย กฎ
ระเบียบ ข้อบังคับในการปฏิบัติงานอย่าง เคร่งครัด ด้วยความเป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติ และคำนึงถึง
สทิ ธิ เสรภี าพของประชาชนและผู้มสี ่วนไดเ้ สีย
หลักย่อยที่ 4 หลักความเสมอภาค หมายถึง การปฏิบัติราชการต้อง ให้บริการอย่างเท่า
เทียม ไม่แบ่งแยกชาย หญิง ถิ่นกำเนิด เชื้อชาติ ภาษา เพศ อายุ สถานภาพทางกายหรือสุขภาพ
สถานะของบคุ คล ฐานะทางสงั คม ศาสนาและอืน่ ๆ
หลักท่ี 3 ประชารฐั (Participatory State) ประกอบดว้ ยหลักการ ยอ่ ย 2 หลกั ได้แก่
หลักย่อยที่ 1 กระจายอำนาจ หมายถึง การปฏิบัติราชการควรมี การมอบอำนาจและ
กระจายความรบั ผิดชอบในการตัดสินใจและการ ดำเนนิ การใหแ้ กผ่ ปู้ ฏบิ ัติงานในระดับต่าง ๆ ได้อย่าง
เหมาะสม รวมถึงมีการโอนถา่ ยบทบาทและภารกิจให้แก่องค์กรปกครองสว่ น ทอ้ งถนิ่ หรอื ภาคส่วนอื่น
ในสังคม และ
หลักย่อยที่ 2 การมีส่วนร่วม/การมุ่งเน้นฉันทามติ หมายถึง การปฏิบัติราชการต้องรับฟัง
ความคิดเห็นของประชาชน รวมถึง เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการรับรู้ เรียนรู้ ทำความ
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครฐั
38
เข้าใจ ร่วมแสดงทัศนะ เสนอปัญหา ร่วมตัดสินใจและร่วมตรวจสอบ โดยมี ความพยายามในการ
แสวงหาฉนั ทามตหิ รอื ขอ้ ตกลงร่วมกนั ระหว่าง กลุ่มผู้มีสว่ นไดเ้ สยี ที่เกีย่ วขอ้ ง
หลักที่ 4 ความรับผิดชอบทางการบริหาร ( Administrative Responsibility)
ประกอบด้วยหลักการย่อย 1 หลักได้แก่ คุณธรรม/ จริยธรรม หมายถึง การปฏิบัติราชการต้องมี
จิตสำนึก ความรับผิดชอบใน การปฏิบัติหน้าที่อย่างมีศีลธรรม คุณธรรมและตรงตามความคาดหวัง
ของสงั คม
คณุ ลกั ษณะทพี่ ึงประสงค์ของระบบราชการไทย 8 ประการ (I AM READY)
คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการกำหนดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ของระบบราชการไทย
8 ประการ (I AM READY) ดังน้ี
1. ซ่อื สตั ย์และกล้ายืนหยดั ในส่งิ ท่ถี ูกต้อง (Integrity)
2. ทำงานเชงิ รกุ คิดเชงิ บวก และมีจติ บริการ (Activeness)
3. มศี ลี ธรรม คุณธรรมและจริยธรรม (Morality)
4. คำนึงถึงประโยชน์สขุ ของประชาชนเป็นท่ตี งั้ (Responsiveness)
5. มงุ่ เน้นประสทิ ธิภาพ (Efficiency)
6. ตรวจสอบได้ (Accountability)
7. ยึดมั่นในหลกั ประชาธปิ ไตย (Democracy)
8. มุง่ ผลสัมฤทธ์ิ (Yield)
หลกั ของมาตรฐานจรยิ ธรรมสำหรับผ้ดู ำรงตำแหนง่ ทางการเมืองและเจา้ หน้าท่ีของรัฐ
ผู้ตรวจการแผ่นดินได้กำหนดค่านิยมหลักของมาตรฐานจรยิ ธรรมสำหรับผู้ดำรงตำแหนง่ ทาง
การเมอื งและเจา้ หน้าทขี่ องรฐั ไว้ 9 ประการดังน้ี
1. การยดึ มั่นในคุณธรรมและจรยิ ธรรม
2. การมีจิตสำนึกท่ีดี ซอ่ื สตั ย์ สุจรติ และรบั ผดิ ชอบ
3. การยดึ ถือประโยชน์ของประเทศชาตเิ หนือกวา่ ประโยชน์ส่วนตนและไมม่ ีผลประโยชน์ทับซ้อน
4. การยนื หยดั ทำในส่ิงท่ีถกู ตอ้ ง เป็นธรรม และถูกกฎหมาย
5. การให้บรกิ ารแก่ประชาชนด้วยความรวดเรว็ มอี ธั ยาศยั และไมเ่ ลือกปฏิบัติ
6. การให้ข้อมลู ขา่ วสารแก่ประชาชนอย่างครบถว้ น ถูกตอ้ ง และไมบ่ ดิ เบอื นข้อเท็จจรงิ
7. การมุ่งผลสัมฤทธ์ขิ องงาน รักษามาตรฐาน มคี ุณภาพ โปร่งใสและตรวจสอบได้
8. การยดึ มั่นในระบอบประชาธปิ ไตยอันมพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
9. การยึดมนั่ ในหลักจริยาวชิ าชพี ขององคก์ าร
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครัฐ
39
ปญั หาการคอรปั ช่นั กบั ระบบบรหิ ารภาครัฐไทย
ระบบบริหารภาครัฐไทยนับเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับสังคมไทยมานานนับร้อยปี และแม้ว่าระบบ
บรหิ ารภาครัฐจะมกี ารพฒั นาหรือมีการปฏริ ปู มาหลายครัง้ ก็ตามแตป่ ญั หาสำคญั ท่ีเรยี กว่า “อธรรมาภิ
บาล” ยงั ดำรงอยปู่ ญั หาทีส่ มควรกล่าวถึงในที่น้ีคือ ปญั หาการคอรัปช่ัน ปัญหาการใช้อำนาจรัฐโดยไม่
เป็นธรรม และปญั หาการใช้ระบบอปุ ถมั ภ์ในระบบบริหารงานบุคคลแบบคุณธรรม (Merit System)
จากผลการจัดอันดับการคอรัปชั่นขององค์กรเพื่อความโปร่งใส ( Transparency
International) ซ่งึ ได้ดำเนนิ การมาต้ังแต่ พ.ศ. 2538 พบว่า ประเทศไทยไม่เคยได้รบั คะแนนเกินร้อย
ละห้าสิบเลย และในเชิงเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านคือ มาเลเซีย เห็นได้ชัดว่า คะแนนของ
มาเลเซียเกนิ รอ้ ยละหา้ สบิ ตลอดมา
สำหรบั ประเทศไทยแล้ว สถานการณ์การคอรัปช่ันของไทยจงึ ไม่มีทศิ ทางทดี่ ีขน้ึ มาจากการ
คอรัปชนั่ ได้ฝังรากลกึ ลงดนิ ไปมากแล้ว เกรยี งศักดิ์ เจริญวงศศ์ กั ด์ิ เหน็ วา่ การท่ีระบบคอรัปชัน่ มี
โครงสร้างรากฐานอันแข็งแกร่งและดำรงอยูถ่ ึงปจั จุบนั นีม้ ีสาเหตมุ าจาก
1. ระบบการเมืองและระบบราชการมีเกราะกำบงั ที่แนน่ หนา
2. ภาคประชาชนขาดความเข้มแขง็ และขาดผู้นำในการต่อต้าน
3. ค่านยิ มทีเ่ ป็นอุปสรรคฝังรากลกึ ในสังคม
4. การขาดจติ สำนกึ เพื่อส่วนรวม
พรศักดิ์ ผ่องแผ่ว (2544) ได้ศึกษาเกี่ยวกับการคอรัปชั่นจากงานวิจัยแนวคิดทฤษฎีสรุปว่า
สาเหตสุ ำคัญของการคอรปั ชน่ั ไดแ้ ก่
1. สาเหตุจากภายในตัวผู้กระทำ ไดแ้ ก่ โอกาส สง่ิ จูงใจ การเสย่ี งภัยและความซอ่ื สตั ย์
2. สาเหตุจากสภาพแวดล้อม ได้แก่ มูลเหตุทางเศรษฐกิจและการครองชีพ มูลเหตุจาก
การเมือง มูลเหตุจากสภาพแวดล้อมทางสังคมมูลเหตุจากการบริหารของรัฐที่ขาดประสิทธิภาพ
มูลเหตุจากกฎหมายระเบียบที่มีช่องว่างหรือบกพร่อง มูลเหตุมาจากการมีตำแหน่งที่เอื้อต่อการ
กระทำผดิ มลู เหตจุ ากการตกอยใู่ นอทิ ธิพลของสถานการณ์ และมลู เหตุอ่นื ๆ
ในหลายปีมานี้ มีผลการสำรวจชิ้นเกี่ยวกับทัศนะของเยาวชนต่อปัญหาการคอรัปชั่น พบว่า
ส่วนใหญ่ (กว่าร้อยละ 65.8) คิดว่า “รัฐบาลทุกรัฐบาลมีการทุจริตคอรัปชั่นทั้งนั้น แต่ถ้าทุจริต
คอรัปชั่นแล้วทำให้ประเทศชาติรุ่งเรือง ประชาชนกินดีอยู่ดี ก็พอยอมรับได้” ทัศนคติดังกล่าวนับว่า
เป็นอันตรายและทำใหก้ ารต่อตา้ นการคอรปั ชั่นประสบความสำเร็จยากมากขึ้น
นอกจากทัศนคตทิ ี่ยอมรับไดก้ ับการคอรปั ชน่ั แล้ว อกี สาเหตหุ น่ึงทส่ี ำคญั คือ สังคมไทยยงั ขาด
การให้ความสำคัญกับการป้องกันแต่เริ่มต้นกล่าวคือ ขาดการปลุกฝังค่านิยมความซื่อสัตย์ให้แก่เด็ก
ตง้ั แต่เยาวว์ ยั เนือ่ งจากคา่ นิยมของผู้ปกครองสว่ นมากในยุคปัจจุบันนค้ี ือ ตอ้ งการให้ลกู หลานเปน็ “คน
เก่ง” เป็นลำดับแรก ดังจะเห็นได้ว่าผู้ปกครองนิยมส่งลูกหลานเรียนพิเศษช่วงเย็นหรือในวันเสาร์ -
อาทิตย์ จนกลายเป็นเรื่องรองลงไปจากคนเก่งซึ่งส่งผลให้เด็กต้องแข่งกันเพื่อเป็นคนเก่งตามค่านิยม
ของผ้ปู กครองโดยให้ความสำคญั กบั เรือ่ งสำคัญประการหนง่ึ ของ “คนด”ี นน่ั คอื ความซอ่ื สัตย์
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครัฐ
40
หากเปรียบเทียบกบั สังคมญี่ปนุ่ ท่ีใหค้ วามสำคญั กับการอบรมกล่อมเกลาให้เด็กตั้งแตเ่ ด็กเล็กจนเติบโต
เป็นเยาวชนมีความซื่อสัตย์ มีวินัย มีความรับผิดชอบ และมีจิตสาธารณะ โดยสถาบันที่สำคัญในการ
อบรมกลอ่ มเกล่าคือ สถาบนั ครอบครวั และสถาบันการศึกษา
นอกจากนี้ ค่านิยมหน่ึงของคนไทยคือ การยกย่องผู้มีสถานภาพทางสังคม มีความมั่งคั่งโดย
ไม่ให้ความสนใจว่า สถานภาพทางสังคมและหรือความมั่งคงมีที่มาโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เชน่
นกั การเมืองท่ีมีขา่ วพัวพนั กับการทจุ รติ ก็ยังได้รับการยอมรับจากประชาชนและได้รับเลือกตั้งกลับเข้า
มาทุกครัง้ หรือเกือบทุกคร้ัง เป็นตน้
หากพิจารณาในระบบบริหารภาครัฐไทยพบว่า ประเทศไทยมีกลไกลที่เกี่ยวข้องเป็นการ
เฉพาะในการปอ้ งกันและปราบปรามการทจุ รติ ทางการเมืองการบรหิ ารหลายองคก์ ร ได้แก่
1. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทจุ รติ แหง่ ชาติ (ป.ป.ช.)
2. คณะกรรมการตรวจเงินแผน่ ดนิ (คตง.)
3. คณะกรรมการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ ในภาครัฐ (ป.ป.ท.)
4. ผ้ตู รวจการแผน่ ดิน
5. คณะกรรมการการเลือกตงั้ (กกต.)
6. คณะกรรมการการปอ้ งกันและปราบปรามการฟอกเงนิ (ปปง.)
หากพิจารณาในแง่ของการมีองค์ต่างๆ ดังกล่าวแล้ว อาจกล่าวได้ว่า ประเทศไทยให้
ความสำคัญกับปัญหาการคอรัปชั่นมาก ในขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นว่า ปัญหาการคอรัปชั่นเป็น
เรื่องใหญ่ของสังคมไทย แต่หากพิจารณาถึงความสำเร็จในการปราบปรามการคอรัปชั่นของประเทศ
ไทยจากการสำรวจของ Transparency International ถูกลดลำดับลงสะท้อนให้เห็นว่า ปัญหา
คอรัปชัน่ ของประเทศไทยมีวกิ ฤตเพ่ิมขน้ึ แทนทีจ่ ะลดลง
สถาบันหลักของสังคมไทยคือ สถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษาล้มเหลวใน
กระบวนการกล่อมเกลาเด็กเยาวชนไทยให้เป็น “คนดี” ของสังคม คือเป็นคนที่มีความซื่อสัตย์มีวินัย
มคี วามรับผิดชอบต่อสาธารณะเพื่อเข้าไปทำงานในสว่ นตา่ งๆของสงั คมรวมถึงระบบบริหารภาครฐั
การต่อสู้กับปัญหาคอรัปชั่นต้องอาศัยระยะเวลา และมีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ จริงจังและ
ต่อเนื่องโดยสถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษาควรเป็นส่วนหนึ่งของสถาบันหลักในการป้องกัน
การคอรัปชน่ั ในอนาคต
สถาบันทั้งสองคือ สถาบันครอบครัวและสถาบันการศึกษาต้องเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญร่วมกัน
ดำเนินการอย่างบูรณาการในการกล่อมเกลา่ เด็กและเยาวชนไทยให้เปน็ ”คนดี”ของสังคมเพื่อผลิตคน
ทด่ี ีเข้าสูร้ ะบบบรหิ ารงานภาครัฐและสงั คมโดยรวม
ขณะนี้ สภาวะเศรษฐกิจที่ครอบครัวจำนวนมากต้องใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการทำมาหากิน
เพื่อการดำรงชวี ติ และการส่งเสยี ใหบ้ ตุ รหลานมีการศึกษา ทำให้ไม่มีเวลาเอาใจใส่ส่ังสอนบุตรหลานให้
เป็นคนดีได้ เด็กและเยาวชนจำนวนมากจึงอยู่กับเทคโนโลยี ได้แก่ คอมพิวเตอร์ โทรศัพท์มือถือและ
เพื่อน มากกว่าอยู่ภายใต้การอบรมสั่งสอนของผู้ปกครอง กลายเป็นปัญหาสังคมเช่น เด็กติดเกมส์
คอมพวิ เตอร์ ติดยาเสพติด เป็นต้น
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครฐั
41
เราอาจต้องมาพิจารณาว่า เด็กไทยต้องเรียนกันทั้งวันหรือไม่ หรือเรียนวิชาการครึ่งวัน อีก
ครึ่งวันเป็นการให้เด็ก เยาวชนได้พัฒนาความคิดเชิงสร้างสรรค์ของตนตามความถนัดของนักเรียน
รวมถึงการปลูกฝังเรื่องของคุณธรรม จริยธรรม ความซื่อสัตย์และความมีวินัยตลอดจนการพัฒนาจิต
สาธารณะผ่านการเรียนรู้จากความเป็นจริงในชุมชน และมีการพิจารณาจัดหาสถานที่ที่เด็กและ
เยาวชนจะใช้เวลาหลงั การเรยี นและวันหยุดเพ่อื ใหเ้ ด็กได้มคี วามรคู้ ู่คุณธรรมในชุมชน ซง่ึ ในศูนย์นี้จะมี
ความรู้เชิงสร้างสรรค์ด้านคุณค่า และค่านิยมที่ดีต่อสังคม เช่นศูนย์ความรู้คู่คุณธรรมในชุมชน ซึ่งใน
ศูนย์นี้จะมีความรู้เกี่ยวกับคุณธรรมจริยธรรมที่เหมาะสมกับเด็กและเยาวชนผ่านการใช้เทคโนโลยี
สารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อดึงดูดความสนใจของเด็กและเยาวชน รวมถึงการให้มีการเรียนการสอน
เกี่ยวกับหน้าที่และความรับผิดชอบของพลเมืองในทุกชั้นเรียนโดยมีเนื้อหาที่เหมาะสมกับแต่ละวัย
เปน็ ตน้
การนำเอาประเด็น “การต่อตา้ นการคอรัปชั่น”มาเป็นวาระแห่งชาติท่ีเป็นรูปธรรมและมีการ
รณรงค์อย่างต่อเน่ืองต้ังแต่ครอบครัวไปจนถึงสถานศึกษาและสถานทงี่ านเพ่ือสร้างกระบวนการกล่อม
เกลาที่ครบวงจรและปลูกฝังค่านิยม “ไม่คอรัปชั่น” ในคนไทย นอกเหนือไปจากมาตรการทาง
กฎหมายที่ต้องมีการดำเนินการอย่างจริงจังเพื่อเอาผิดกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่คอรัปชั่นโดยกำหนดให้
โทษการคอรัปชั่นไม่มีอายุความแม้ว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เป็นนักการเมืองจะพ้นจากตำแหน่งหรือ
เกษียณอายุไปแลว้ กต็ าม
ปญั หาการคอรปั ชัน่ จึงเปน็ ปัญหาที่ทุกคนในสงั คมต้องรว่ มมือกันอย่างจรงิ จังและใช้มาตรการ
ท้งั ทางกฎหมายและทางสงั คมในการตอ่ สู้กบั ปญั หานใ้ี ห้หมดส้ินหรือลดนอ้ ยลงตามลำดับ
นอกจากปัญหาการคอรปั ชั่นแล้ว ปัญหาในระบบบริหารภาครัฐท่สี ำคัญทส่ี มควรกล่าวถึงเป็นปัญหาที่
สองไดแ้ ก่ การใชอ้ ำนาจรัฐอยา่ งไมเ่ ป็นธรรม
ในระบอบประชาธิปไตย การเข้าสู่อำนาจทางการเมืองหรือตำแหน่งทางการเมืองต้องผ่าน
กระบวนการเลือกตั้งโดยประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเป็นผู้ใช้สิทธิเลอื กตั้งแทนเข้าไปทำหน้าที่ทีซ่ ึ่งเปน็
หลกั การสากลในระบอบประชาธิปไตย แตก่ ารเลอื กตง้ั ท่ีผา่ นมาไม่ได้รับประกันวา่ จะได้นักการเมืองท่ี
ดีเข้ามาทำหน้าที่ใช้อำนาจรัฐแทนประชาชนเนื่องจากมีระบบการซื้อเสียงอันเป็นปัญหาใหญ่สำหรับ
การเลือกตั้งในทุกระดบั ของประเทศไทย ระบบการเลือกตั้งตกอยู่ภายใต้ภาวะของระบบอุปถมั ภ์และ
การซื้อเสียงอย่างเป็นระบบทั้งก่อนและหลังการเลือกตั้ง และเมื่อนักการเมืองเข้ามาทำหน้าที่ใน
รัฐสภาและรัฐบาลแล้วได้นำเอาระบบพวกพ้องและระบบอปุ ถัมภม์ าใช้ด้วยเราจงึ เห็นการบริหารงานที่
คำนึงถึงพวกพ้องและการวางคนเพื่อประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องในการบริหารภาครัฐในช่วงท่ี
ผา่ นมา
กรณีของนายถวิล เปลี่ยนสี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติซึ่งฟ้องต่อศาลปกครอง
ว่า นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจไม่ชอบด้วยกฎหมายในการคำสั่งให้โอนไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา
นายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำเนื่องจากมีกระบวนการการที่เร่งรัดดำเนินการเพื่อให้นายถวลิ ฯ
พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาตโิ ดยเร็วและเพื่อให้เป็นไปตามคำสัมภาษณแ์ ละให้
ขา่ วของรองนายกรฐั มนตรี (รอ้ ยตำรวจเอกเฉลิม อย่บู ำรงุ ) ในการโอนพลตำรวจเอก วิเชยี ร พจน์โพธ์ิ
ศรี ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้นมาดำรงตำแหน่งแทน นายถวิลฯ เพื่อให้สามารถแต่งตั้งคง
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบริหารธรรมาภิบาลภาครัฐ
42
ของตนเองในตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติได้ ในที่สุดศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาให้เพิก
ถอนประกาศสำนักนายกรฐั มนตรีที่ใหน้ ายถวลิ ฯ ไปดำรงตำแหนง่ เลขาธกิ ารสภาความมน่ั คงแห่งชาติ
นอกจากกรณีนายถวลิ ฯ แล้วก็ยงั มีข้าราชการช้ันผู้ใหญ่ทีถ่ ูกใช้อำนาจในการโยกยา้ ยอย่างไม่
เปน็ ธรรมจากผ้มู อี ำนาจในรัฐบาลเชน่ กรณนี ายจาดุร อภชิ าตบุตร ถูกย้ายจากรองปลัดสำนักรัฐมนตรี
ไปดำรงตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงมหาดไทย นายพีรพล ไตรทศาวิทย์ ปลัดกระทรวง
มหาดไทยถูกย้ายไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีฝ่ายข้าราชการประจำ สังกัดสำนัก
นายกรัฐมนตรี เป็นต้น ซึ่งทั้งสองคนได้ฟ้องศาลปกครองและในทีส่ ุดศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษา
ว่า เป็นคำสัง่ ทีไ่ ม่ชอบดว้ ยกฎหมาย และให้นายกรฐั มนตรีมีคำสั่งคืนคำสัง่ คืนตำแหนง่ ให้กลับไปดำรง
ตำแหนง่ เดิม ตัวอย่างนแี้ สดงให้เห็นว่ามีการใช้อำนาจตามที่ได้รับมอบตามกฎหมายอย่างไม่เป็นธรรม
เพอื่ ประโยชนอ์ น่ื อันไมใ่ ช่ประโยชน์ส่วนรวม
นอกจากนี้ ผู้มีอำนาจทางการเมืองยังมีการใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการแทรกแซงการแต่งตั้ง
โยกย้ายข้าราชการเพื่อให้พวกของตนเองได้โยกย้ายเลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นโดยไม่คำนึงถึงระบบอาวุโส
หรือระบบคุณธรรมที่ใช้อยู่ในระบบการบริหารงานบุคคลภาครัฐแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญมี
บทบัญญัติหา้ มมใิ หข้ ้าราชการเมืองยุ่งเกี่ยวกบั การแตง่ ต้ังโยกย้ายขา้ ราชการที่กฎหมายมิได้ใหอ้ ำนาจ
ไว้ก็ตาม แตใ่ นทางปฏบิ ัตมิ กี ารแทรกแซงการแต่งตงั้ โยกยา้ ยจากฝา่ ยการเมืองอย่างกว้างขวางผ่านทาง
หัวหน้าหน่วยงานนั้นๆ ซึง่ ก็ยอมเน่ืองจากเกรงถูกโยกยา้ ยออกจากตำแหนง่ ดร.ป๋วย องึ้ ภากรณ์ เคยมี
คำกล่าวว่า “ในขณะท่ีดำรงตำแหน่ง ถ้าไม่พะวงกับเก้าอี้ จะตัดสินใจไดถ้ ูกตอ้ ง” ซงึ่ ก็หมายความว่า
ในขณะที่ดำรงตำแหน่งอยนู่ ้ัน ตอ้ งยดึ ความถูกต้องเป็นธรรมเปน็ หลักสำคัญในการตัดสนิ ใจโดยไม่ต้อง
หว่ งว่าจะถูกฎยกย้ายอย่างไมเ่ ปน็ ธรรม
นอกจากปัญหาการใช้อำนาจรัฐอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว อีกปัญหาสำคัญคือ การใช้ระบบ
อุปถมั ภใ์ นระบบบริหารงานบุคคลแบบคุณธรรม (Merit System) ในปี 2518 ระบบบรหิ ารงานบุคคล
ภาครฐั ได้เปลี่ยนจากระบบชัน้ ยศมาใชร้ ะบบจำแนกตำแหน่ง (Position Classification) และใช้ระบบ
คุณธรรมมาเป็นสาระสำคัญในการบรหิ ารงานตามระบบจำแนกตำแหน่ง แต่ยังปรากฏอย่างชัดเจนวา่
ได้มีการใช้ระบบอุปถัมภ์ในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตำแหน่งข้าราชการในกระทรวง กรมอย่าง
กว้างขวาง เราไม่อาจปฏเิ สธได้ว่า ไดม้ กี ารกำหนดเง่ือนไขในการแตง่ ตั้ง โยกยา้ ย การเล่อื นตำแหน่ง
ของข้าราชการไว้เป็นลายลักษณ์อักษรเพื่อป้องกนั ความไมเ่ ป็นธรรมในการใช้อำนาจ กลา่ วให้ชัดเจนก็
คือ ใช้ระบบอุปถัมภ์หรือการเล่นพรรคเล่นพวกในการแต่งตั้ง โยกย้าย เลื่อนตำแหน่งทำให้ระบบ
บริหารภาครัฐได้บุคคลที่ไม่มีคุณสมบัติในแง่ความรู้ความสามารถเพียงพอในการปฏิบัติหน้าที่นั้นๆ
และหากบุคคลดังกล่าวไดก้ ้าวหน้าต่อไปเช่นนี้จนถงึ ระดับสูงของหน่วยงานก็ยอ่ มเปน็ ผลเสียต่อระบบ
บริหารภาครัฐและประเทศชาติโดยรวม ดังกรณีคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมท่ี
นำเสนอในทีน่ ้ี
กรณีตัวอยา่ งคำวนิ ิจฉัยของคณะกรรมการพิทักษค์ ุณธรรม (ก.พ.ค.)
กรณีตัวอย่างที่ 1 กรณีร้องทุกข์ว่า การแต่งตั้งอธิบดีกรมหนึ่ง โดยที่กระทรวงได้คัดเลือก
ผู้อำนวยการสำนักเพื่อเลือ่ นขั้นแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งอธิบดี โดยข้ามอาวุโสระดับรองอธิบดีทัง้ หมด
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภิบาลภาครัฐ
43
นั้น เป็นการปฏิบัติไม่ได้ยึดหลักแห่งคุณธรรมที่จะได้รับการแต่งตั้งจะต้องมีคุณสมบัติเฉพาะสำหรับ
ตำแหน่งที่จะแต่งตั้ง ตามนัยมาตรา 62 วรรคหนึ่งแห่งพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน
พ.ศ. 2551 ซึง่ ตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่งตามหนังสือสำนักงาน ก.พ. ท่ี นร. 1008 /ว 10 ลงวันที่
11 ธันวาคม 2551 กำหนดว่า การแต่งตั้งตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง ผู้ที่จะได้รับการแต่งตั้ง
จะตอ้ งมคี ุณสมบัติ คือ
1. ดำรงตำแหนง่ ใดตำแหนง่ หนึ่งดงั ตอ่ ไปน้ี
1.1 ประเภทบริหารระดับต้นไมน่ อ้ ยกว่า 1 ปี
1.2 ประเภทอำนวยการ และประเภทบริหารระดบั ตน้ รวมกันไม่น้อยกว่า 3 ปี
1.3 ประเภทวิชาการ ระดับผู้ทรงคุณวุฒิและเคยดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการมาแล้ว
ไม่น้อยกวา่ 2 ปี
1.4 ตำแหนง่ อนื่ ทเ่ี ทยี บเทา่ 1.1 – 1.3 ตามหลักเกณฑแ์ ละเงื่อนไขที่ ก.พ. กำหนดและ
2. ผ่านการอบรมหลักสูตรนกั บรหิ ารระดับสูงของสำนักงาน ก.พ. ผ่านการอบรมหลักสูตรใดๆ
ท่ี ก.พ. พิจารณาใหเ้ ปน็ ผูม้ ีคุณสมบัติเสมือนได้ผา่ นการฝึกอบรมหลักสูตรของสำนักงาน ก.พ. กำหนด
ข้อเท็จจริงพบว่า การแต่งตั้งอธิบดีไม่ตามหลักเกณฑ์คุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง มาตรฐาน
กำหนดตำแหน่งที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 ตามหนังสือ
สำนักงาน ที่ นร. 1008 /ว 10 ลงวันที่ 11 ธันวาคม 2551 ซึ่งผู้อำนวยการสำนักผู้นี้ยังไม่เคยดำรง
ตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น มาก่อน จึงไม่มีคุณสมบัติเฉพาะตำแหน่ง ที่จะให้แต่งตั้งให้ดำรง
ตำแหน่งอธบิ ดีได้ จึงเปน็ การดำเนนิ การท่มี ิชอบดว้ ยกฎหมาย
ก.พ. จงึ วินิจฉยั ใหย้ กเลิกคำสั่งแต่งตง้ั อธิบดี โดยใหไ้ ปดำเนนิ การคดั เลือกใหม่ให้ถูกต้อง
กรณีตัวอย่างที่ 2 ให้ยกเลิกและให้คัดเลือกนายแพทย์ 9 วช. ใหม่ให้โปร่งใส ยุติธรรม และ
ชอบดว้ ยกฎหมาย
นายแพทยร์ ะดับ 8 รอ้ งทกุ ขก์ รณไี ม่ไดร้ บั ความเปน็ ธรรมในการคดั เลือกเพ่ือประเมินตำแหน่ง
นายแพทย์ 9 วช. ทัง้ ที่ในการคัดเลือกของสำนกั ในกรม ผ้รู ้องทกุ ขไ์ ดค้ ะแนนที่ 1
กรณี ก.พ.ค. พิจารณาแล้วพบว่าในกระบวนการคัดเลือกไม่มีหลักฐานว่า อ.พ.พ. กรม
พิจารณาคดั เลือกตามองค์ประกอบท่ีกรมกำหนดไว้ไม่ปรากฏการพิจารณาคะแนนและเหตุผลว่าทำไม
จึงคัดเลือกผู้ที่ได้คะแนนน้อยกว่า จึงสั่งให้ยกเลิกคำสั่งของปลัดกระทรวงที่เห็นชอบให้นายแพทย์อีก
คนหนึ่งเปน็ ผู้เขา้ รบั การประเมนิ และยกคำร้องทุกขต์ ามคำขอ คือ ขอให้คำส่งั ให้ผ้รู อ้ งทุกข์เป็นผู้ได้รับ
การคัดเลอื กโดย ก.พ.ค. สัง่ ให้กรมกำหนดหลกั เกณฑ์ใหช้ ัดแจ้ง แจง้ ขอ้ ราชการทุกคนทราบ รวมท้ังให้
ดำเนินการคัดเลอื กใหม่ให้โปร่งใสและเป็นธรรม
กล่าวไดว้ า่ ระบบอปุ ถมั ภเ์ ป็นเสมอื นมะเร็งรา้ ยในระบบบริหารภาครัฐเช่นเดียวกับคอรัปชั่นท่ี
กดั กร่อนระบบบริหารภาครฐั มาชา้ นานและสร้างความเสยี หายให้กบั ประเทศชาตโิ ดยรวมในระยะยาว
การสง่ เสรมิ ธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารภาครัฐ
เมื่อพิจารณาจากภัยของอธรรมาภิบาลที่กล่าวมาข้างต้นแล้ว ทำให้เราตระหนักว่า มีความ
จำเป็นที่คนไทยต้องรวมมือกันขจัดปัญหาธรรมาภิบาลที่เกิดขึ้นในระบบบริหารภาครัฐให้เหลือน้อย
ท่สี ุดเทา่ ทเ่ี ป็นไปได้
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบริหารธรรมาภิบาลภาครัฐ
44
การส่งเสริมธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในการบริหารภาครัฐอย่างเป็นรูปธรรม เท่าที่ผ่านมาเรา
เนน้ ไปที่การสร้างองคก์ รใหม่ๆ ขนึ้ มาเพอื่ การปราบปรามการคอรัปชน่ั เช่น ปปช. สตง. ปปง. เป็นต้น
แต่งสิ่งที่เป็นอธรรมาภิบาลในระบบบริหารภาครัฐก็ยังดำรงอยู่และดูเสมือนว่ามีแนวโน้มพัฒนาและ
ขยายตวั ออกมากขนึ้ คล้ายกบั การระบาดของโรคตดิ ต่อ
ต้นตอของอธรรมาภิบาลในระบบบริหารภาครัฐไทยคือ มาจาก “คน” ทั้งก่อนและหลังจาก
การเข้าสู่ระบบบริหารภาครัฐแล้ว ก่อนเข้าสู่ระบบบริหารภาครัฐ หมายถึง คนในวัยเด็กจนถึงเม่ือ
เยาวชนและพรอ้ มเขา้ สู่การทำงานในระบบบริหารภาครฐั เราไดม้ ีการเตรียมความพร้อมใหเ้ ด็กเพ่ือเป็น
“คนดี” อย่างจริงจังหรือไม่อย่างไร คนดีในที่นี้หมายถึง คนที่มีคุณธรรม มีความซ่ือสัตย์ มีวินัยมีจิต
สาธารณะ
จะพบว่า สังคมไทยในขณะนี้มีความเปลี่ยนแปลงแตกต่างไปจากในอดีตมาก ผู้ปกครอง
จำนวนมากไม่มีเวลาในการสั่งสอนลูกหลานให้เป็นคนดีหรือเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่บุตรหลานได้
เนื่องจากคนส่วนใหญ่ของสังคมต้องทำมาหากินเพื่อส่งเสียครอบครัว เลี้ยงตนเองให้อยู่รอดวันต่อวัน
หรือเดือนต่อเดือน ทำให้เด็กตั้งแต่วัยเด็กไม่ได้รับการอบรมกล่อมเกลาให้มีอุปนิสัยที่เหมาะสมเช่น มี
ความซื่อสัตย์ กตัญญูกตเวที มีระเบียบวินัย มีจิตสาธารณะ เป็นต้น และเมื่อเติบโตขึ้นจนเข้าสู่วัย
ทำงานและบางส่วนเข้าสู่ระบบบริหารภาครัฐก็กลายเป็นปัญหาในระบบบริหารภาครัฐ แม้จะมีการ
ฝึกอบรมใดๆ ก็ตามก็อาจไม่สามารถสร้างจิตสำนึกที่ดีให้เกิดขึ้นได้มากพอเมื่อเข้ามาอยู่ในวัฒนธรรม
ของระบบบรหิ ารภาครัฐทมี่ ีระบบอปุ ถัมภ์แทรกซึม
ความพยายามของภาครัฐในการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน
รวมถึงการนำเทคโนโลยสี ารสสนเทศมาใช้ในการอำนวยบริการประชาชนอย่างสะดวก รวดเรว็ มากข้ึน
แต่ในส่วนลึกของบุคลากรภาครัฐคือ จิตสำนึกของความเป็นบุคลากรของรัฐ เป็นสิ่งที่ต้องได้รับ
ความสำคัญส่งเสริมให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังและต่อเนื่องด้วยการสร้างแรงจูงใจ แรงกระตุ้นโดยมี
คา่ ตอบแทนทเี่ หมาะสม และการมีกลไกการกำกับท้ังภายในและภายนอกระบบบริหารภาครัฐท่ีทำให้
ระบบคณุ ธรรมเปน็ ระบบหลักท่ีแทจ้ ริงของระบบบริหารภาครัฐมากกวา่ ระบบอุปถัมภ์
สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ การที่คนในสังคมไทยต้องหันมาให้ความสนใจต่อการปฏิรปู ระบบบริหาร
ภาครัฐโยการเรียกร้องให้ระบบบริหารภาครัฐต้องตอบสนองปัญหาและความต้องการของประชาชน
อย่างจริงจัง และมีการกำกับตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐอย่างใกล้ชิดผ่านช่องทางต่างๆเช่น
สื่อมวลชน เทคโนโลยีสารสนเทศ สือ่ สังคมออนไลน์ เป็นตน้ การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารการดำเนินงาน
ของภาครฐั ต่อสาธารณะย่อมเป็นการกระตนุ้ ให้บุคลากรในภาครฐั ต้องปรับเปลี่ยนตนเองให้สอดคล้อง
กับสภาพการณ์เปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ระบบบริหารภาครัฐยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางอย่าง
แทจ้ ริง
การสร้างธรรมาภิบาลใหเ้ กิดขึ้นในระบบบริหารภาครัฐจะไม่ประสบความสำเร็จหากเป็นการ
ดำเนินการเพียงลำพังจากภาครัฐเท่านั้น ดังนั้นภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ภาคประชาชน ภาค
ธุรกิจเอกชน ภาคองค์กรเอกชน ภาคส่ือมวลชนต้องร่วมมือกนั ในการปฏริ ปู ระบบบริหารภาครัฐในทุก
มติ ิโดยเฉพาะการทำให้บุคลากรของรัฐยึดประโยชน์สุขของประชาชนเปน็ เป้าหมายหลักในการปฏิบัติ
หนา้ ท่ีอย่างแทจ้ รงิ
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครฐั
45
บทสรุป
ธรรมาภิบาลในการบริหารภาครัฐไทย ระบบบริหารภาครัฐไทยหรือระบบราชการไทยเป็น
ระบบที่อยู่คู่กับสังคมไทยมาช้านาน ได้แก่ “หลักทศพิธราชธรรม” นั่นเอง หลักทศพิธราชธรรม
นับเปน็ หลักคดิ และหลักปฏิบัติที่เป็นเสมือน เสาเอกของการปกครองรฐั ไทยสมยั มบูรณาญาสิทธิราชย์
และหลักธรรมาภบิ าลยังได้ถูกนำไปบัญญัติไว้ในรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศกั ราช 2540
เป็นต้นมา
คำถามท้ายบท หลกั ทศพิธราชธรรม มีกปี่ ระการ อะไรบ้าง จงอธบิ าย
หลกั ธรรมาภบิ าลทบี่ ญั ญตั ิไวใ้ นรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
1) พทุ ธศกั ราช 2560 จงอธิบาย
2) ธรรมาภิบาลกับยุทธศาสตร์การพฒั นาระบบราชการไทย มีกป่ี ระเด็น
จงอธบิ าย
3) หลกั การบรหิ ารกจิ การบ้านเมืองที่ดี มีบกี่ประการ อะไรบา้ ง จงอธบิ าย
คณุ ลักษณะท่พี ึงประสงคข์ องระบบราชการไทย มีชอื่ เรียกอกี อยา่ งว่าอะไร
4) และมกี ี่ขอ้ จงอธบิ าย
5)
เอกสารอ้างอิง
ถวิลวดี บุรีกุล และคณะ. (2552). ทศธรรม ตัวชี้วัดการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี. กรุงเทพมหานคร:
โรงพมิ พ์ธรรมดาเพรส.
ปธาน สุวรรณมงคล. (2558). การบริหารงานภาครัฐกับการสร้างธรรมาภบิ าล. กรุงเทพฯ : สถาบัน
พระปกเกลา้ .
พรศักด์ิ ผ่องแผ้ว. (2544). ดัชนีคอรัปชั่นของไทย : การสร้างและการตรวจสอบความเชื่อถือได้.
รายงานผลการวจิ ยั เสนอต่อมลู นิธเิ อเชยี และสำนกั งานคณะกรรมการ ป.ป.ช..
อริย์ธัช แก้วเกาะสบ้า. (2560). หลักธรรมาภิบาลในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช
2560. กรุงเทพฯ : สำนักวชิ าการ สำนกั งานเลขาธกิ ารสภาผ้แู ทนราษฎร.
คำพิพากษาศาลปกครองสงู สุด คดีแดงหมายเลขท่ี อ.33/2557 จาก
www.admincourt.go.th/00_web/09_academic/.../20140324_article.pdf, สืบค้น
วนั ที่ 23 พฤษภาคม 2563.
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบริหารธรรมาภิบาลภาครฐั
แผนบริหารการสอนประจำบทที่ 4
หวั ข้อเนื้อหา
1. กรณีศึกษาการนำหลกั ธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารภาครฐั ไทย
2. กรณศี ึกษา :สำนกั งานบริการขวญั ใจประชาชน (Service Excellence Tax Office)
3. กรณศี ึกษา :กรมขนสง่ ทางบก
4. กรณีศึกษา :กรมชลประทาน
5. กรณีศึกษา :ศูนยเ์ ทคโนโลยีสารสนเทศ กรมสรรพสามติ
6. การบรหิ ารธรรมาภบิ าลในองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่
7. การบรหิ ารธรรมาภบิ าลในสถานศึกษา
วตั ถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
เมื่อศึกษาบทท่ี 4 จบแลว้ นักศกึ ษาสามารถ
1. อธบิ ายกรณีศกึ ษาการนำหลักธรรมาภบิ าลในการบริหารภาครฐั ไทย
2. อธบิ ายกรณีศกึ ษาและหลักการตอบสนอง หลักการมีสว่ นร่วมในการบรหิ ารภาครฐั ไทย
3. อธิบายการบรหิ ารธรรมาภิบาลกบั องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
4. อธบิ ายการบริหารธรรมาภิบาลในสถานศกึ ษา
วธิ ีการสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน บทท่ี 4 ด้วยตนเอง
2. ฟังคำบรรยายในช้ันเรียน
3. อภิปรายซักถาม
4. ศกึ ษาค้นคว้าเพมิ่ เติมจากหนังสอื อ่านประกอบ และเอกสารทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
5. ทำแบบฝึกหดั
สอ่ื การเรียนการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. โปรแกรม พาวเวอร์พอยท์ เรื่อง กรณีศึกษาการนำหลักธรรมาภิบาลในการบรหิ าร
ภาครัฐไทย
3. ฐานขอ้ มลู ออนไลน์
4. แบบฝึกหัด เรอื่ ง กรณศี ึกษาการนำหลักธรรมาภบิ าลในการบริหารภาครัฐไทย
การวดั และการประเมินผล
1. สงั เกตจากพฤติกรรมการมสี ่วนรว่ มในชัน้ เรยี น
2. สงั เกตจากการสนทนาและการซกั ถามการตอบคำถามและต้ังคำถามของนักศกึ ษา
3. ประเมนิ ผลจากการทำแบบฝกึ หดั
4. ทดสอบย่อย
บทท่ี 4
กรณีศึกษาการนำหลักธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารภาครัฐไทย
ธรรมาภิบาลในการทำงานเป็นการบริหารงานตามแนวคิดการบริหารรัฐกิจแนวใหม่
การบริหารรัฐกิจแนวใหม่ที่ให้ความสำคัญกับหลักการของประชาธิปไตยแบบมีส่วนร่วม การให้
ความสำคัญกับประชาชน การมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีตามแนวคิดของการบริหารแนวใหม่จึง
เกิดขนึ้ การบรหิ ารรฐั กิจแนวใหมเ่ ป็นการรวมกลมุ่ ของแนวคิดและการปฏิบัติ
กรณศี ึกษาการนำหลกั ธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารภาครัฐไทย
ธรรมาภิบาลในการทำงานเป็นการบริหารงานภาครัฐตามแนวคิดการบริหารรัฐกิจแนวใหม่
ซึง่ มคี วามเป็นมาและสาระสำคัญ ดังน้ี
การบรหิ ารรัฐกิจแนวใหมเ่ ปน็ เร่ืองของการที่รัฐบาลไม่ควรบรหิ ารงานในลักษณะองค์กรธุรกิจ
แต่เป็นการบริหารงานด้วยการยึดหลักประชาธิปไตย หลายประเทศในโลกกำลังดำเนินการอยู่บน
พื้นฐานของหลักการน้ี และมีการยอมรับในแนวทางการทำงานที่ยึดหลักประชาธิปไตยมากขึ้น มีการ
ให้ความสำคัญกับเรื่องต่างๆหลายเรื่อง เช่นความสนใจของสาธารณชน กระบวนการบริหารหรือการ
ปกครอง และการเป็นพลเมอื งตามระบอบประชาธปิ ไตย ข้าราชการมีการเรยี นรู้ เสรมิ สรา้ งทักษะใหม่
ในการพัฒนานโยบายและปฏบิ ัติตามนโยบาย มีการรบั รู้ มกี ารเคารพและยอมรับศักด์ิศรีของการเป็น
พลเมืองมากขน้ึ
โดยปกติข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐจะรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่ามากขึ้น เมื่อมีการเพิ่มหรือ
ขยายการให้บริการของตนและมีการติดต่อกับประชาชนมากขึ้น ผู้บริหารจะรู้สึกว่าตนได้ประโยชน์
จากการรับฟังประชาชนมากขึ้น และจากการบริการมากกว่าการกำกับดูแลเท่านั้น ประชาชนและ
ข้าราชการจึงทำงานรว่ มกัน และระบปุ ญั หาและแนวทางแกไ้ ขรว่ มกันด้วย
ทัศนคติที่กล่าวมาแล้วเหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีที่กำลังเกิดขึ้น อย่างไรก็ดีเนื่องจากปัญหาในการ
บริหารงานมีความซับซ้อน และทรัพยากรมีจำนวนจำกัด ทั้งยังมีสาธารณชนคอยวิพากษ์การทำงาน
ของข้าราชการอยู่เสมอ หน่วยงานราชการควรจะดำเนินการอย่างไร คำตอบในเรื่องนี้อาจไม่ง่ายแต่
การยอมรับที่จะทำงานเพื่อบริการสาธารณะอาจจะเป็นปัจจัยที่ช่วยทำให้การทำงานประสบ
ความสำเร็จได้ สิ่งที่ยังขาดอยู่คือหลักการที่จะแสดงถึงผลของการมีค่านิยมของการให้บริการ
สาธารณะ ท่ผี ่านมากม็ ีการเคล่ือนไหวเพ่ือปรบั ปรุง เปลี่ยนแปลงการทำงานของหนว่ ยงานราชการอยู่
มาก เช่นเรื่องของการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ การทบทวนการทำงาน การบริหารที่มุ่งผลลัพธ์ และการ
บริหารคุณภาพ เป็นสำคัญ อย่างไรก็ดีในการบริหารรัฐกิจสิ่งที่จัดว่ามีค่ามากที่สุดก็คือการบริการ
ประชาชน
การบริหารรัฐกิจแบบเดิมๆเป็นเรื่องที่รัฐบาลให้ความสนใจอยู่ที่การให้บริการโดยผ่าน
หน่วยงานของรัฐ มีการกำหนดนโยบายสาธารณะ มีการบริหารงาน และมีการปฏิบัติตามนโยบาย
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบริหารธรรมาภบิ าลภาครัฐ
47
ที่อาจมีเรื่องทางการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง และนักบริหารรัฐกิจจะเป็นเพียงผู้มีบทบาทในการปฏิบัติ
ตามนโยบายเสียมากกว่า ผูบ้ รหิ ารจะรบั ผดิ ชอบต่อนักการเมืองท่ีถกู เลือกเขา้ มาตามวิถีประชาธิปไตย
มากกวา่ รับผิดชอบต่อประชาชน มเี ร่ืองของการรายงานตามลำดับขน้ั ในการทำงานตามแผนงาน และ
โครงการต่างๆ มีการควบคุมโดยผู้บริหารระดับสูงๆต่อไป ค่านิยมสาธารณะจะเป็นเรื่องของ
ประสิทธิภาพและการมเี หตุผล องค์กรจะดำเนินการไปด้วยระบบปิดเพื่อใหม้ ีประสิทธภิ าพสงู สุด การ
เขา้ มามสี ่วนร่วมของประชาชนมีจำกัด บทบาทของนกั บริหารจึงเป็นเพียงการวางแผน จดั องคก์ ร การ
จัดหาบุคคลากร การสั่งการ การประสานงาน การรายงานและการทำงบประมาณ ซึ่งสิ่งที่กล่าวมานี้
ลว้ นเปน็ สิง่ ทีผ่ ู้บรหิ ารในองคก์ รของรฐั ต่างดำเนนิ การกันอยู่เปน็ ปกติ
บัดนี้การมีกระแสการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ที่ให้ความสำคัญกับหลักการของประชาธิปไตย
แบบมีส่วนร่วม การให้ความสำคัญกับประชาชน การมุ่งให้เกิดการบริหารจัดการที่ดีตามแนวคิดของ
การบริหารแนวใหม่จึงเกิดขึ้น การบริหารรัฐกิจแนวใหม่เป็นการรวมกลุ่มของแนวคิดและการปฏิบัติ
เป็นหลักการทีใ่ ช้การดำเนินงานแบบเอกชนและธุรกิจในภาคราชการ หรือทำราชการให้เหมือนธุรกิจ
แต่ไม่ใช่ให้เป็นองค์กรทางธุรกิจ นักทฤษฎีที่ศึกษาเรื่องของการเป็นพลเมือง เรื่องของชุมชน ประชา
สังคม มนุษยวิทยาองค์การและการบริหารรัฐกิจแนวใหม่เป็นผู้ที่ได้มีส่วนในการผลักดันให้เกิดการ
อภิปรายกันถึงหลักการบริหารแนวใหม่ๆขึ้น ซึ่งอาจมีหลักการหลากหลายแตกต่างกันออกไป
(Denhardt and Denhardt, 2003: 42-43) เชน่
1. การมุ่งให้บริการแก่ประชาชนไม่ใช่การกำกับ ข้าราชการจึงไม่เพียงแต่ตอบสนอง
ตอ่ ความตอ้ งการของประชาชนแต่ต้องสร้างความสมั พนั ธ์ทดี่ ีกับประชาชนด้วย
2. การสำรวจความสนใจและความต้องการของสาธารณชน เพื่อสร้างความสนใจ
รว่ มและรับผิดชอบร่วมกนั
3. การให้คุณค่าแก่ประชาชนในฐานะของการเป็นพลเมืองมากกว่าการเป็น
ผปู้ ระกอบการ โดยข้าราชการจะยอมรับทจ่ี ะเป็นผชู้ ่วยเหลอื สังคมมากกวา่ การเป็นผู้จดั การธุรกิจที่คิด
และทำเสมอื นเงินหลวงเป็นเงินของตนเอง
4. การคิดอย่างมีกลยุทธ์ แต่ปฏิบัติอย่างเป็นประชาธิปไตย นโยบายและโครงการ
ตา่ งๆจะสนองความต้องการของสาธารณชนได้อย่างมีประสทิ ธผิ ลหากมีการทำงานรว่ มกัน
5. การตระหนักว่าการมีสำนึกรับผิดชอบไม่ใช่เรื่องง่าย ข้าราชการไม่ควรสนใจแค่
เรื่องของการทำงานตามนโยบาย หรือเรื่องการตลาด และการอยู่รอดของตน แต่ต้องสนใจเรื่องของ
กฎหมาย รฐั ธรรมนูญ คา่ นยิ มของชุมชน สังคม บรรทดั ฐานทางการเมือง มาตรฐานวิชาชพี และความ
สนใจสาธารณะดว้ ย
6. การบริการมากกว่ากำกับ มีการสร้างค่านิยมร่วม การเปิดโอกาสให้ประชาชนมี
ส่วนร่วมในกระบวนการทางนโยบายถือเป็นการสร้างความสมั พันธ์และค่านิยมรว่ มกันด้วย
7. การคำนึงว่าประชาชนเป็นผู้มีคุณค่าไม่ใช่แค่ผลผลิต หน่วยงานราชการต่างๆจะ
ประสบความสำเร็จในระยะยาวหากดำเนินการด้วยการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและสร้าง
การเปน็ ผนู้ ำร่วมกนั กับประชาชนบนพ้ืนฐานของการเคารพประชาชน
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครฐั
48
เมื่อพิจารณาหลกั การบริหารรฐั กิจแนวใหม่ทีก่ ล่าวแล้วจะพบว่าประชาชนเป็นปัจจยั สำคัญ เป็นหัวใจ
ของการบริหารรัฐกิจแนวใหม่น้ี เพราะประชาชนมีฐานะของการเปน็ พลเมอื ง และการเป็นหุ้นสว่ นใน
การดำเนินกิจกรรมเป็นสิ่งสำคัญ เมื่อเป็นพลเมืองและหุ้นส่วน การปรึกษาหารือ การเปิดเผยข้อมูล
การมีส่วนร่วม การทำงานอย่างโปร่งใส การทำงานที่มีหลักการ การยึดหลักนิติธรรมจึงเป็นสิ่งท่ี
หลีกเลี่ยงไม่ได้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 จัดเป็นคัมภีร์สำคัญของการ
บริหารรัฐกิจแนวใหม่ที่ครอบคลุมประเด็นต่างๆทั้งหมด โดยพิจารณาได้จากการมีเจตนารมณ์ที่มุ่ง
ส่งเสริมสิทธิเสรีภาพและศักดิ์ศรีของการเป็นมนุษย์ ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน การ
ตรวจสอบอำนาจรัฐ การสร้างความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่และส่งเสริมการกระจายอำนาจเป็น
สำคัญ ทั้งนี้จึงกล่าวได้ว่ารัฐธรรมนญู ฉบับนี้นอกจากมุ่งก่อใหเ้ กิดการปฏิรูปทางการเมืองแล้วยงั มุ่งให้
เกดิ การปฏริ ปู ทางการบริหารราชการแผ่นดนิ โดยยดึ หลักการบรหิ ารแนวใหมอ่ ีกดว้ ย อน่ึงหลกั การการ
บริหารแนวใหม่ที่กำลังเป็นกระแสอยู่ในขณะนี้คือ การบริหารจัดการที่ดี หรือ ธรรมาภิบาล (Good
Governance) ซงึ่ องค์กรภาครฐั และเอกชนให้ความสนใจและพยายามท่ีจะนำมาใชเ้ พ่ือใหเ้ กิดผลลัพธ์
ของการทำงานที่ดีท่ีสุด โดยอยูบ่ นพ้นื ฐานของการมหี ลักการดังกล่าว
ธรรมาภิบาลจัดเป็นแนวคิดสำคัญในการบริหารงานและการปกครองในปัจจุบัน เพราะโลก
ปัจจบุ ันได้หนั ไปให้ความสนใจกบั เรอ่ื งของโลกาภิวัตน์และธรรมาภบิ าลหรอื การบริหารจัดการที่ดี มาก
ขึ้น แทนการสนใจเรื่องการพัฒนาอุตสาหกรรมดังแต่ก่อน เพราะกระแสการพัฒนาเศรษฐกิจมี
ความสำคัญกระทบถึงกนั การติดต่อสือ่ สาร การดำเนินกจิ กรรมในที่หน่ึงมีผลกระทบต่ออีกท่หี น่ึง การ
พฒั นาเรอ่ื งของการเมืองการปกครองได้มุง่ ใหป้ ระชาชนเป็นศูนย์กลางมากข้นึ หากจะใหป้ ระเทศมีการ
เจริญเติบโตอย่างย่ังยืน การมุ่งดำเนินธุรกจิ หรือปฏิบตั ิราชการต่างๆโดยไม่ใหค้ วามสนใจถึงเร่ืองของ
สังคม ประชาชน และสิ่งแวดล้อมจึงเป็นไปไม่ได้อีกต่อไป การมีการบริหารจัดการที่ดีจึงเข้ามาเป็น
เร่ืองท่ีทุกภาคสว่ นใหค้ วามสำคญั และเร่ิมมกี ารนำไปปฏบิ ัติกนั มากขึน้
ธรรมาภิบาลหรือการบริหารจัดการที่ดี เป็นประเด็นที่อยู่ในความสนใจของประชาชน
โดยเฉพาะข้าราชการ และพนักงานบริษัทเอกชนเพราะธรรมาภิบาลเป็นการบริหารงานให้มี
ประสทิ ธิภาพและประสิทธิผล ตงั้ มนั่ อยูบ่ นหลักการบริหารงานทีเ่ ท่ียงธรรม สจุ รติ โปร่งใส ตรวจสอบ
ได้ มีจติ สำนกึ ในการทำงาน มีความรบั ผดิ ชอบในสิง่ ท่ีได้กระทำ พร้อมตอบคำถามหรือตอบสนองต่อผู้
มีส่วนได้ส่วนเสียและพร้อมรับผิด มีศีลธรรม จริยธรรมในการทำงาน การคำนึงถึงการมีส่วนร่วมใน
การรับรู้ ตัดสินใจ ดำเนินการและประเมินผล ตลอดจนร่วมรับผลจากการตัดสินใจร่วมนั้น มีการ
ส่งเสริมสถานภาพหญิงชาย และการให้ความสำคัญกบั กลุ่มต่างๆ รวมทัง้ คนด้อยโอกาส ตลอดจนการ
สรา้ งความเท่าเทยี มกันทางสงั คมในการรบั โอกาสต่างๆทปี่ ระชาชนพงึ จะได้รบั จากรฐั อีกดว้ ย ธรรมาภิ
บาลเป็นทั้งหลักการ กระบวนการและเป็นเป้าหมายไปในตัว การมีธรรมาภิบาลอาจนำมาสู่การมี
ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ได้ในที่สุดและการมีประชาธิปไตยก็นำมาสู่การมีผลทางสังคมคือการมีการ
พัฒนาประเทศไปในทางที่สร้างความสงบสุขอย่างต่อเนื่องและสถาพร ตลอดจนนำมาสู่การแก้ปัญหา
ความขดั แยง้ ต่างๆท่จี ะเกิดขนึ้ ไดโ้ ดยสันตวิ ธิ ี
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบริหารธรรมาภบิ าลภาครัฐ
49
กรณีศึกษา : สำนักงานบริการขวัญใจประชาชน (Service Excellence Tax Office)
สรรพกร ภาค7 กรรมสรรพกร
หลักประสิทธิภาพ และหลกั การตอบสนอง : สำนกั งานบรกิ ารขวญั ใจประชาชน (Service
Excellence Tax Office) สรรพกรภาค7 กรรมสรรพกร
สำนักงานสรรพกรภาคเหนือตอนล่างได้รับรางวัลชนะเลิศ (1 Place Winner) สาขาการ
ส่งเสริมการบริหารจัดการองค์ความรู้ภาครัฐ ( Advancing Knowledge Management in
Government) จากสหประชาชาตโิ ดยเป็น 1 ใน 8 หน่วยงานท่ัวโลก ทไี่ ด้รับรางวัลน้ี
ข้อมูลทั่วไป
สำนักงานสรรพกรภาค 7 เป็นหน่วยงานที่ทำหน้าที่ในการบริหารจัดเก็บภาษีอากรในพื้นท่ี
ความรับผิดชอบ 8 จังหวัดได้แก่ จังหวัดเพชรบูรณ์ พิษณุโลก ตาก อุตรดิตถ์ พิจิตร นครสวรรค์ และ
กำแพงเพชร โดยใหบ้ ริการประชาชน ปลี ะประมาณ 428,000 คน
จากการที่มีสำนักงานสรรพกรกระจายอยู่หลายพื้นที่ทำให้การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ขาด
การบูรณาการกันแม้ว่าบุคลากรของสำนักงานสรรพกรส่วนใหญ่ทีความรู้ ความสามารถและ
ประสบการณ์มากก็ตาม แต่ยังไม่มาสามารถนำความรู้ ความสามารถ ประสบการณ์มาปรับใช้ในการ
บรกิ ารประชาชนไดเ้ ตม็ สมรรถภาพของแตล่ ะคน
ในขณะเดียวกัน ประชาชนที่มารับบริการจากสำนกั งานสรรพกรทางด้านการชำระภาษี การ
ให้คำแนะนำปรึกษาเก่ียวกับภาษีอากร และบริการอื่นๆ มองว่า สำนักงานสรรพกรมีภาพลักษณ์ทีน่ ่า
กลัวสำหรับประชาชนผู้มาติดต่อว่ามีแต่เสียอย่างเดียวเมื่อมาติดต่อกับสำนักงานสรรพกร และต้อง
เสยี เวลารอนาน การให้บริการไม่เปน็ มาตรฐานเดยี วกนั ทำใหเ้ กิดปัญหาการร้องเรียนด้านพฤติกรรม
ของเจา้ หนา้ ที่อยู่เสมอ
สำนักงานสรรพภาค 7 จึงริเริ่มโครงการสำนักงานบริการขวัญใจประชาชนขึ้น เพื่อสร้าง
ภาพลกั ษณ์ใหมล่ บล้างภาพลักษณ์เดิมท่ีไม่ดี โดยการสำรวจผูม้ าใช้บริการนำมาปรบั ปรงุ มาตรฐานการ
ให้บริการพร้อมกับพัฒนาศักยภาพของบุคลากรในด้านการให้บริการอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2551
จนถึงปี 2553
โครงการสำนักงานบริการขวัญใจประชาชนเน้นการปรับภาพลักษณ์ใหม่ใน 3 ด้านคือ ปรับ
สถานที่ให้ทันสมัย (Modernize Organization) ปรับการใช้เทคโนโลยีให้เต็มรูปแบบ (Optimize
use of IT) และ ปรับคนขององค์กรให้พร้อมให้บริการเต็มศักยภาพทั้งกาย วาจา ใจ โดยมุ่งเน้น
ผู้รบั บริการเปน็ ศนู ย์กลาง การให้บรกิ ารเพอ่ื ใหเ้ กดิ บริการทีเ่ ปน็ เลิศ ดงั นี้
1. พฒั นาเจา้ หนา้ ท่ที กุ กระบวนการสู่ความเปน็ มืออาชีพ โดยการจดั การความรู้อย่าง
เป็นระบบ มีความสำรวจ รวบรวมความรู้ที่มีส่วนสัมพันธ์กับผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้เสีย มีการค้นหา
ความรู้ทั้งที่เป็น Explicit Knowledge และ Tacit Knowledge การจัดตั้งชุมชนนักปฏิบัติเพื่อสร้าง
องค์ความรู้และนำข้อมูลองค์ความรู้ต่างๆ มาถ่ายทอดแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันด้วยการจัดกิจกรรม
ฝกึ อบรม ประชมุ สมั มนาเชงิ ปฏิบตั กิ าร
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั
50
2. สร้างการมีส่วนร่วมและความเข้าใจตรงกันของเจ้าหน้าที่ทั่วองค์การ เพื่อร่วม
กำหนดทิศทาง เสนอความคิดการสร้าง Brand Personality และเป็นแรงขับเคลื่อนแผนงาน
ตลอดจนรักษามาตรฐานการให้บรกิ ารอย่างต่อเนอ่ื งให้เป็นวัฒนธรรมการบรกิ ารขององค์การ
3. สร้างและพัฒนาทีมงานคุณภาพ พัฒนากระบวนงานให้เหมาะสมกับปัญหา และ
บริบทท่เี ป็นลกั ษณะเฉพาะของสำนักงานสรรพากรพ้นื ทใ่ี นสงั กัดสำนกั งานสรรพกรภาค 7
4. สร้างการมีส่วนร่วมกับประชาชน โดยการสร้างเครือข่าย จัดกิจกรรมสร้าง
ความสัมพันธ์ รับฟงั ความคดิ เห็น และขอ้ เสนอแนะ ปรับปรุงสถานท่ี สิ่งอำนวยความสะดวกตา่ งๆ ให้
เปน็ มาตรฐาน จดั ทำคมู่ ือสำหรับบริการประชาชน
5. นำเทคโนโลยีมาปรับใช้ในการให้บริการ จัดทำคู่มือมาตรฐานการให้บริการ
อเิ ล็กทรอนกิ ส์ จดั ทำเข็มทศิ ภาษชี ่วยในการคำนวณภาษี และใหบ้ ริการดว้ ยระบบคิวอตั โนมตั ิ
กลยุทธท์ ี่ใชใ้ นการดำเนินโครงการสำนักงานขวัญใจประชาชน มดี งั น้ี
1. บูรณาการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง โดยนำแนวคิดการปรับการ
ทำงานของข้าราชการและการยกระดับการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) มาเป็น
แนวทางในการดำเนินงานในกระบวนงาน จัดต้ังชมุ ชนนักปฏบิ ตั ิ
2. ใช้หลักการบรหิ ารความสมั พนั ธก์ ับลกู ค้า เพือ่ แลกเปลี่ยนเรยี นรูร้ ว่ มกนั
3. ใช้หลักการมีส่วนร่วมของบุคลากรในหน่วยงาน โดยจัดกิจกรรมให้บุคลากรมี
สว่ นร่วม
4. ใช้เทคโนโลยีช่วยการอำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ ได้แก่บัตรคิวการรับ
บริการตามลำดับก่อนหลัง เข็มทิศภาษีช่วยในการคำนวณภาษีอย่างง่าย การสื่อสารและ
ประชาสมั พนั ธ์ทางระบบเครือข่ายอินเทอรเ์ น็ต การจดั ทำคูม่ อื ประชาชน
ขนั้ ตอนการดำเนนิ งาน
ในการดำเนินโครงการสำนกั งานขวัญใจประชาชน มขี น้ั ตอนการดำเนนิ งานดงั นี้
ปีงบประมาณ 2552 กำหนดให้เป็น Year of Awareness โดยการพัฒนาคุณภาพบุคลากร
ตามแนวทางการยกระดับ PMQA ปรับปรุงกระบวนการทำงานตามหน้าที่และความรู้ความชำนาญ
มอี ย่ใู น ทกุ กระบวนการ
ปงี บประมาณ 2553 กำหนดใหเ้ ปน็ Year of Acfion โดยเตรียมความพรอ้ มและนำมาตรฐาน
บริการสู่การปฏบิ ัติ ประกอบดว้ ย
1. กระบวนการเตรียมความพรอ้ ม ได้แก่ กระบวนตจ
2. การ “ใจพร้อม” กระบวนการ “ทีมพรอ้ ม” กระบวนการ “ตัวพรอ้ ม”
3. กระบวนการนำมาตรฐานบริการส่กู ารปฏิบตั ิ
4. กระบวนการพฒั นาอย่างต่อเนือ่ ง
ปีงบประมาณ 2554 กำหนดให้เป็น Year of Custom Satisfaction กระบวนการปลูกฝัง
วฒั นธรรมใหบ้ รกิ ารปลูกฝังวฒั นธรรมให้บริการและพัฒนาสคู่ วามย่ังยืน
ปีงบประมาณ 2555 กำหนดให้เป็น Year of Service Excellence พัฒนาและรักษา
มาตรฐานบริการอย่างต่อเนื่องจนกระทั่ง เป็นวัฒนธรรมการให้บริการ และจัดการบริหารคุณภาพ
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครัฐ
51
โดยรวมเพื่อมุ่งสู่การเป็นที่ปรึกษามืออาชีพ ให้บริการโดยมีประชาชนเป็นศูนย์กลาง ปรับเปลี่ยน
ภาพลักษณ์กรมสรรพกรให้ทันการเปลี่ยนแปลงและปรับกระบวกการทำงานให้เป็นรูปแบ บหุ้นส่วน
อย่างแทจ้ รงิ
สรปุ การดำเนินงานของสำนกั งานสรรพกรภาค 7 ส่งผลใหส้ ามารถยกระดับความพงึ พอใจใน
การใช้บริการ และสามารถสรา้ งภาพลักษณ์งานบริการที่ดีอยา่ งเป็นรูปธรรม กอ่ ให้เกดิ ประโยชน์สูงสุด
ในการสร้างภาพลักษณ์ในการให้บริการอย่างรวดเร็ว ทันสมัยของหน่วยงานราชการ และเป็นการ
ปรับเปลี่ยนมุมมองของบุคลากรภาครัฐให้เกิดทัศนคติการทำงานในมิติใหม่เพื่อเพิ่มคุณค่าของการ
ให้บรกิ ารประชาชน และสามารถตอบสนองความตอ้ งการของประชาชนผใู้ ชบ้ รกิ ารใหส้ งู ขน้ึ
กรณศี ึกษา : กรมขนสง่ ทางบก
หลักการตอบสนอง : การพัฒนางานบริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชนอย่าง
ต่อเนอื่ งของกรมขนส่งทางบก กรมการขนส่งทางบกเปน็ หน่วยงานสังกัดกระทรวงคมนาคมมีบทบาท
สำคัญในการให้บริการประชาชนในการรับชำระภาษีรถ จัดทำใบอนุญาตขับรถยนต์และ
รถจักรยานยนต์ ทั้งนี้กรมการขนส่งทางบกได้พัฒนางานบริการเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน
อย่างต่อเนื่องในงานด้านทะเบียนรถและด้านใบอนุญาตขับรถ โดยมีการปรับปรุงระบบงานเพื่อลด
ขัน้ ตอนการติดต่อราชการ และเพม่ิ ช่องทางในการเข้าถงึ งานบรกิ ารใหม้ ากขึน้
ขณะนี้ กรมขนสง่ ทางบกไดเ้ ปิดช่องทางการชำระภาษรี ถประจำปหี ลายช่องทาง อาทิ ช็อปให้
พอแล้วต่อภาษี (Shop Thru for tax) ซึ่งเปิดบริการให้ทุกวันเสาร์ – อาทิตย์ท่ีห้างสรรพสินค้าบิ๊กซี
ทง้ั 13 สาขาและทศี่ ูนย์บริการร่วมคมนาคมซึ่งเปิดใหบ้ ริการเพ่ือรับชำระภาษีรถโดยต้องลงจากรถ ใช้
เวลาดำเนินการเพียง 1-2 นาทีเท่านั้น นอกจากนี้ยังมีการชำระภาษีด้วยการจัดรถบริการเคลื่อนท่ี
(Mobile for Tax) ออกรับชำระภาษีให้แก่ประชาชนท่ีอยู่ห่างไกล อีกทั้งยังมีการชำระผ่านทางระบบ
อินเทอรเ์ นต็ ท่ี www.dlte-serv.in.th
สำหรับใบอนุญาตขับรถ ได้เปิดโอกาสให้บริการขอรับใบอนุญาตขับรถรูปแบบใหม่ที่มีความ
สวยงาม คงทน และมีระบบป้องกันการปลอมแปลงและเป็นรูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากลสามารถ
นำไปใช้ในกลุ่มประเทศอาเซียนได้ นอกจากนี้ยังการจัดรถเคลื่อนที่ E-exam กระจายออกให้บริการ
ทำใบอนญุ าตขับรถยนต์และรถจกั รยานยนตแ์ กป่ ระชาชนทอ่ี าศัยตามแหล่งชุมชนในพ้ืนทห่ี า่ งไกล
เห็นได้ว่า กรมขนส่งทางบกได้เปิดช่องทางการให้บริการแก่ประชาชนที่หลากหลายมากโดย
มุ่งอำนวยความสะดวกให้กับผู้ใช้บริการทั้งในเมืองและชนบทที่ห่างไกล จากสถิติของกรมการขนส่ง
ทางบงชี้ให้เห็นว่าตัวเลขของประชาชนที่ใช้บริการผ่านทางช่องทางห้างบิ๊กซีมีเพิ่มมากขึ้นทำให้
สามารถเก็บภาษีรถได้เพิ่มมากขึ้นด้วยซึ่งเท่ากับว่าประชาชนได้ประโยชน์และรัฐก็ได้ประโยชน์ด้วย
เช่นกันหรอื win – win นน่ั เอง
สรุป กรมการขนส่งทางบกได้ดำเนินการตามหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการ
บ้านเมืองที่ดี ส่งผลใหส้ ามารถใหบ้ ริการประชาชนท่ีมาตดิ ต่อราชการกับกรมการขนสง่ ทางบกได้อย่าง
หลากหลายช่องทางและได้รับความสะดวก รวดเร็ว ตอบสนองความต้องการและวิถีชีวิตของ
ประชาชนโดยไมจ่ ำกัดว่าตอ้ งอยภู่ ายในเวลาราชการเท่าน้นั
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบริหารธรรมาภิบาลภาครัฐ
52
กรณีศกึ ษา : กรมชลประทาน
หลักการมีส่วนรว่ ม/การพยายามฉันทามติ:โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว
จงั หวัดสุพรรณบุรี กรมชลประทาน
โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว จังหวัดสุพรรณบุรี กรมชลประทานได้รับรางวัล
United Nations Service Awards ระดับรองชนะเลิศ กลุ่มประเทศเอเชียและแปซิฟิก สาขา
Fostering Participation in Policy Making Decisions through Innovations Mechanisms
ประจำปี 2554 แหง่ สหประชาชาติ
ขอ้ มูลทวั่ ไป
โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของจังหวัด
สุพรรณบรุ ี ลำหว้ ยกระเสียวม่ีตน้ น้ำเกิดจากภูเขาในเขตอำเภอบา้ นไร่ จังหวดั อทุ ยั ธานี ไหลลงสู่อำเภอ
ด่านช้างจังหวัดสุพรรณบรุ ใี นช่วงฤดูฝนน้ำมปี ริมาณมากและไหลท่วมพื้นที่เพาะปลูกเป็นประจำเกือบ
ทุกปกี อ่ ให้เกดิ ความเสียหายและในระยะฝนท้ิงชว่ งกไ็ ม่มนี ำ้ เพยี งพอในการเพาะปลูก
กรมชลประทานจึงจัดทำโครงการสร้างแหล่งเก็บน้ำและโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษาแล้ว
เสียวมีแหล่งน้ำคือ อ่างเก็บน้ำกระเสยี ว ความจุ 240 ล้านลูกบาศก์เมตรพื้นทีร่ ับผิดชอบ 164,852 ไร่
เริ่มโครงการปี 2509 และเสร็จสิ้นในปี 2524 โครงการนี้อยู่ไน ความรับผิดชอบของสำนักงาน
ชลประทานท่ี 12 กรมชลประทาน
หลังจากการก่อสร้างได้เสร็จสิ้น ลงได้เกิดปัญหาการใช้น้ำทางการเกษตรเนื่องจากปัญหา
ความขัดแย้งในพื้นที่โครงการฯ ที่เกิดจากการขาดจิตรสำนึกของชาวบ้านในการเป็นเจ้าของระบบ
ชลประทาน ความไม่เข้าใจในการบริหารจัดการส่งน้ำการไมใ่ ห้ความร่วมมือในการบำรุงรักษา ปัญหา
การแย่งน้ำ ความไม่เข้าใจระหว่างภาครฐั และเกษตรกร การชุมนุมประท้วงของเกษตรกรผู้ใชน้ ้ำ และ
ความขัดแย้งระหว่างเกษตรกรดว้ ยกนั เอง
จากปัญหาความขัดแย้งดังกล่าวข้างต้นโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียวได้นำการ
บริหารจัดการชลประทานโดยเกษตรกรมีส่วนร่วมมาใช้โดยมีกลไกการมีส่วนร่วม 3 ระดับ
ประกอบด้วย
ระดับที่ 1 จัดตั้งคณะกรรมการจัดการชลประทาน ( Joint Management Committee for
Irrigation ) จำนวน 1 คณะ มีกรรมการ 51 คน เพื่อ ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ
ตัดสินใจและแกไ้ ขปัญหาเรื่องน้ำในอ่างเก็บน้ำ คณะกรรมการประกอบด้วย ตวั แทน 4 ภาคส่วนได้แก่
ผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำชลประทาน 29 คน ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น11 คน ผู้แทนกรม
ชลประทาน 4 คน และผู้แทนหน่วยงานราชการ และผู้แทนหน่วยงานราชการและเอกชนที่เกี่ยวข้อง
7 คน โดยคณะกรรมการฯมีหน้าที่ตัดสินใจเรื่องการจัดสรรแบ่งปันน้ำ กำหนดวันส่งน้ำ และตั้งกติกา
การใช้นำ้ รว่ มกนั
ระดับที่ 2 จัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทาน ได้แก่ กลุ่มผู้ใช้น้ำชลประทานพื้นฐานที่ดูแลการส่ง
น้ำและบำรุงรักษาในระดับคูส่งน้ำจำนวน 278 กลุ่มพื้นฐาน และกลุ่มบริหารการใช้น้ำชลประทานท่ี
ดูแลระดบั คลองส่งนำ้ จำนวน 9 กล่มุ บรหิ ารฯ
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั
53
ระดับที่ 3 จัดตั้งอาสาสมัครชลประทาน จำนวน 29 คน โดยเป็นสมาชิกผู้ใช้น้ำที่ได้รับ
เลือกตั้งให้ทำหน้าที่ประสานงานระหว่างองค์กรผู้ใช้น้ำกับโครงการชลประทานในการส่งน้ำและ
บำรุงรักษานอกจากนี้โครงการฯ ยังให้ความรู้ความเข้าใจแก่ชุมชนโดยการจัดการประชุมกลุ่มผู้ใช้นำ้
ชลประทานเป็นประจำ จัดฝึกอบรมและสัมมนากลุ่มเกษตรกรเพื่อให้มีความเข้าใจในการบริหาร
จัดการน้ำชลประทานประชาสัมพันธ์ถึงสถานการณ์น้ำที่เกิดขึ้นเพื่อร่วมบริหารจัดการใช้น้ำ
ชลประทานโครงการฯ ใช้หลักการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกขั้นตอนการดำเนินงานโดยเน้น
ความสำคัญ 4 S ดังน้ี
S1 Starting Early การเริ่มต้นเร็ว การบริหารราชการแบบมีส่วนร่วมควรให้
ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นทันทีที่จะหนักถึงปัญหาความจำเป็นโครงการหรือในขั้นการหา
ขอ้ มูลพ้นื ฐาน
S2 stakeholder’s การครอบคลุมผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้มี
สว่ นไดเ้ สียทกุ ฝา่ ยไม่วา่ โดยทางตรงหรือทางอ้อมและแตล่ ะกลมุ่ อาจมสี ว่ นรว่ ม
S3 Sincerity ความจริงใจการมีส่วนร่วมเป็นกระบวนการที่ละเอียดอ่อน และ
ความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงานที่รับผิดชอบในการจัดกระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชนถือว่าเปน็
หัวใจ ในการบริหารการมีส่วนร่วมให้ประสบความสำเร็จหน่วยงานรัฐที่เป็นเจ้าของโครงการต้องมี
ความจริงใจ เปิดเผย ซื่อสัตย์ อาจจะอคติให้เกียรติซึ่งกันและกัน มีการ สื่อสารสองทางตลอดเวลา
โดยเฉพาะการให้ข้อมลู ท่ถี กู ต้องและเพียงพอต่อผมู้ ีส่วนได้ส่วนเสีย
S4 Suitability วิธีการที่เหมาะสม การเลือกรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชน
ต้องคำนึงถึงความเหมาะสมในการดำเนินการโดยพิจารณาจากประเภทและขนาดโครงการ ความ
หลาก หลายและลักษณะที่แตกต่างของพื้นที่และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดจนความแตกต่างด้าน
วัฒนธรรมสังคมและคา่ นิยมระดบั ความสนใจของชุมชนในโครงการ
สรุป โครงการส่งน้ำและบำรุงรักษากระเสียว ได้นำเอาหลักธรรมมาภิบาลของการบริหาร
กิจการบ้านเมืองที่ดีด้านการมีส่วนร่วมและการแสวงหาฉันทามติมาใช้อย่างประสบความสำเร็จ โดย
ปัจจัยสำคัญของความสำเร็จได้แก่ การให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ต้นและมีการให้ข้อมูล
โครงการอย่างเปิดเผย จริงใจ และเพียงพอแก่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเข้าร่วมการดำเนินงานระหว่าง
เจ้าหน้าที่ของรัฐกับภาคส่วนต่าง ๆ ในพื้นที่อย่างเป็นหุ้นส่วนทำให้การดำเนินงานโครงการประสบ
ความสำเรจ็ จึงนับเปน็ แบบอย่างที่ดีของหน่วยงานของรัฐในการดำเนินงานในพนื้ ที่
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั
54
กรณีศกึ ษา : ศนู ย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมสรรพสามติ
หลักการตอบสนอง รกั เปดิ เผย/โปรง่ ใส : การให้บริการย่ืนแบบและชำระภาษีสรรพสามิต
ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เนต็ ( e-Excise ) ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ กรมสรรพสามติ
กรมสรรพสามิตมีภารกิจหลักในการจัดเก็บภาษสี ินค้าและบริการตามที่กฎหมายกำหนดโดย
ที่ผ่านมากรมสรรพสามิตได้ให้ผู้ประกอบการ ต้องไปยื่นเรื่อง ณ สำนักงานสรรพสามิตพื้นที่และการ
ให้บริการที่ผ่านมาก็เป็นแบบที่ผู้ประกอบการต้องกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มต่าง ๆละนำส่งพร้อมกับ
เอกสารประกอบอนื่ อีกจำนวนมากและต้อง
ดำเนินการในเวลาราชการเท่านั้นซึ่งก่อให้เกิดความไม่สะดวกสิ้นเปลืองเวลาและค่าใ ช้จ่าย
และกรมสรรพากรต้องจดั เกบ็ เอกสารไวเ้ ป็นจำนวนมากอีกดว้ ย
กรมสรรพสามิตจึงได้นำเอาเทคโนโลยีสาระสนเทศเข้ามาใช้ในการให้บรกิ ารตามพันธกจิ ของ
กรมเพื่ออำนวยความสะดวกความพึงพอใจและเพิ่มช่องทางการให้บริการแก่ประชาชนโดยใน
ระยะแรกกรมสรรพสามิตได้นำระบบเทคโนโลยีเข้ามาใช้ในการรับชำระภาษีผ่านเจอไข่สำหรับสินคา้
บางประเภท อาทิ รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องปรับอากาศ และสถานบริการประเภทอาบน้ำหรอื
อบตัวและนวดเท่านั้น แต่บริการอื่นนอกจากนี้ยังต้องยื่นเรื่องผ่านช่องทางการให้บริการเดิมคือ ณ
กรมสรรพสามิตหรือสำนักงานสรรพสามิตพนื้ ทท่ี ั่วประเทศ
กรมสรรพสามิตจึงมีแนวคิดการพัฒนาและขยายบริการให้ครอบคลุมสินค้าและบริการที่
ต้องการจดั เก็บเพื่ออำนวยความสะดวกและตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการใหส้ ามารถเข้าถึง
บริการได้สะดวก รวดเร็ว ไม่เสียเวลา โดยนำเสนอนวัตกรรมการให้บริการที่เรียกว่า “ บริการ
ธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ต” ( e-Excise ) โดยสามารถให้บริการได้ทุกวันทุก
เวลาไม่เว้นวนั หยดุ ราชการการ
บริการธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ “ ผ่านระบบ อินเทอร์เน็ต” ( e-Excise ) เป็นการให้บริการ
แบบออนไลน์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตประกอบด้วยระบบงานสำหรับใครผู้รับบริการทำธุรกรรมต่าง ๆ
เช่น การยื่นแบบแจ้งราคาขาย ณ โรงงานอุตสากรรม การยื่นแบบชำระภาษีพร้อมทำลายการชำระ
ภาษีผ่านธนาคาร การยื่นแบบขอยกเว้น คืน และอีกลดหย่อนภาษี และการยื่นแบบรายการ งบเดือน
เป็นต้น ซึ่งระบบจะสนับสนุนให้ผู้รับบริการสามารถสืบค้นหรือตรวจติดตามสถานการณ์ทำธุรกรรม
ต่าง ๆผ่านทางเครือข่ายอินเทอร์เน็ตได้ด้วย ทำให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินงานของกรม
สรรพสามิต
สรุป การให้บริการธุรกรรม อิเล็กทรอนิกส์ผ่านระบบอินเทอร์เน็ตของศูนย์เทคโนโลยีสาระ
สนเทศ เปน็ ชอ่ งทางในการให้บริการท่ีสอดคล้องกบั ความต้องการของผู้ใชบ้ ริการในโลกยุคปจั จุบนั ซึ่ง
ต้องการบริการที่รวดเร็วสะดวกประหยัดเวลาและค่าใช้จ่ายมีความโปร่งใสตรวจสอบได้ซึ่งมีผลต่อ
ความพึงพอใจของผูใ้ ช้บริการทีม่ คี วามพึงพอใจสูงถึงรอ้ ยละ 85.6 ในปี 2554 การที่กรมสรรพสามิตมี
การปรับตัวให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของโลกโลกาภิวัฒน์นับเป็นตัวอย่างที่ดีของหน่วยงาน
ภาครัฐในการปรับตัวโดยนำหลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีมาใช้อย่างได้ ผล
สมั ฤทธ์ิส่งผลดตี อ่ การให้บริการประชาชนและภาครัฐโดยรวม
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภิบาลภาครฐั
55
การส่งเสริมธรรมาภิบาลในภาครัฐนับเป็นประเด็นที่ต้องการ “วาระแห่งชาติ” ที่ต้อง
ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเนื่องจากเกี่ยวข้องโดยตรงกับผลประโยชน์ของประชาชนและประเทศชาติ
อย่างยิ่งในกระแสที่ประชาชนมีความตื่นตัวทางการเมืองและเรียกร้องบริการที่ดีจากภาครัฐมากกว่า
แต่ก่อนรวมถึงได้รับการรับรองสิทธิจากรัฐธรรมนูญในประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารงาน
ภาครัฐผ่านช่องทางต่าง ๆท่หี ลากหลาย เชน่ การรบั ร้ขู ้อมลู ขา่ วสารของภาครัฐ การเสนอขอ้ รอ้ งเรียน
ขอ้ เรยี กร้องผ่านชอ่ งทางของรัฐและสือ่ มวลชนตลอดจนสอ่ื สังคมออนไลน์
การสร้างธรรมาภิบาลให้เกิดขึ้นในภาครัฐที่ผ่านมาหลังจากที่มีการดำเนินการในเรื่องนี้กว่า
10 ปีเริ่มเห็นผลสำเร็จบ้างแล้ว ดังกรณีตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานที่มีการ
ปรับปรุงกระบวนทรรศน์กระบวนการที่มุ่งเน้นประโยชน์ของประชาชนมากขึ้นโดยเฉพาะการนำ
เทคโนโลยสี าระสนเทศท่ีทนั สมัยเข้ามาใชเ้ พ่ือใหเ้ กดิ ความสะดวกรวดเร็วและยังให้ความสำคัญกับการ
มีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องทำให้ภาพลักษณ์ของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆนั้นดีขึ้นประชาชนมี
ความพึงพอใจในขนั้ มาก
อย่างไรกด็ ี ระบบบรหิ ารภาครัฐซง่ึ มีขนาดใหญ่มากยงั จำเป็นต้องได้รบั การ “ ปฏริ ูป ” อย่าง
ตอ่ เนือ่ งและจรงิ จงั โดยเฉพาะในด้านการคอรปั ชน่ั และความเป็นธรรมในการใช้อำนาจซึ่งยังเป็นปัญหา
ใหญใ่ นระบบบรหิ ารภาครฐั ของไทย เราไม่อาจปฏเิ สธได้วา่ การให้การศกึ ษาผ่านกระบวนการฝึกอบรม
หรือการเรยี นในระบบศึกษาในระดับต่าง ๆมีผลต่อทัศนคติคา่ นิยมพอสมควรแต่เราตอ้ งเข้าไปถึงแก่น
ของปัญหาคอื ตัวบุคลากรในภาครัฐ ซึ่งเป็นตัวละครทสี่ ำคญั ในการบริหารภาครฐั
กล่าวให้ชัดเจนก็คือ บุคลากรในภาครัฐทั้งฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจำต้องมี
จิตสำนึกในการยึดประโยชน์สุขประชาชนและประเทศชาติเป็นเป้าหมายหลักของการปฏิบัติงานบน
พ้นื ฐานของคุณธรรมจริยธรรมในการใช้อำนาจรฐั ซ่ึงกฎหมายใหไ้ ว้
การทำให้บุคลากรของรัฐมีจิตสำนึกยึดประโยชน์สุขของประชาชนและประเทศชาติเป็น
สำคัญเป็นเรื่องที่ต้องใช้กระบวนการกล่อมเกลาทางจิตวิทยามากกว่าเพียงการให้ความรู้โดยกา ร
ฝึกอบรมสัมมนาเท่านั้น ซึ่งกระบวนการกล่อมเกลาทางจิตวิทยาเป็นกระบวนการที่เข้าถึงจิตสำนึก
และจิตใต้สำนึกของคน จิตใต้สำนึกหมายถึง การใช้ความคิดเหตุผลในการแสดงออกหรือตัดสินใจที่
ส่งผลต่อการแสดงออกในพฤติกรรมต่างๆโดยเลือกที่จะทำหรือไม่ทำโดยละลึกรู้ได้เกี่ยวกับตำแห น่ง
ของตนในสังคม เชน่ จิตสำนกึ ความเปน็ ครูบาอาจารย์ จติ สำนึกพลเมือง เปน็ ตน้ ส่วนจิตใต้สำนึกเป็น
สิ่งที่ซ่อนลึกอยู่ภายในของคนเสมือนส่วนของก้อนน้ำแข็งที่จมอยู่ใต้น้ำไม่ปรากฏให้เห็น จิตสำนึกจึง
เป็นหากสะสมประสบการณ์ในอดีตมากมายที่ถูกเก็บไว้ที่พร้อมที่จะถูกปลดปล่อ ยออกมาในจังหวะท่ี
เหมาะสมต่อสง่ิ เรา้
ดังนั้น การที่จะทำให้บุคลากรของรัฐมีจิตสำนึกของความเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ต้องยึด
ประโยชน์สุขของประชาชนและผลประโยชน์ประเทศชาติเป็นสำคัญนั้นก็ต้องทำให้ตระหนักว่า
ประชาชนเป็นผมู้ อบความไวว้ างใจให้พวกเจา้ หน้าท่ีของรัฐเข้ามาทำหน้าทีใ่ ห้บริการแก่ประชาชนโดย
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั
56
ได้รับคา่ ตอบแทนซงึ่ เปน็ ภาษที ่มี าจากประชาชน ดังนั้น ประชาชนจึงไม่เพียงเปน็ “ ผู้รบั บริการ” หรือ
“ลูกค้า” แตท่ สี่ ำคัญคอื ประชาชนเปน็ เสมือน “ นายจ้าง “ ของพวกเขาดว้ ย
การที่เจ้าหน้าที่ของรัฐจะมีจิตสำนึกดังกล่าวข้างต้นได้ต้องมีกระบวน การกล่อมเกลา
( Socialization ) เจ้าหน้าที่ของรัฐอย่างเป็นระบบและต่อเนื่องตั้งแต่เริ่มการคัดเลือกบุคคลเข้ารับ
ราชการโดยมีการทดสอบทศั นคติว่ามีความเหมาะสมกับการทำงานราชการหรือไม่ ไม่เพียงวัดความรู้
เท่านั้นต้องมีการคัด “คนดี” เป็นลำดับแรกและ “คนเก่ง” ลำดับรองลงมาเนื่องจากคนดีสามารถ
พัฒนาให้เป็นคนเก่งได้ในอนาคต แต่การพัฒนาคนเก่งให้เป็นคนดียากกว่าและเมื่อเข้ามารับราชการ
แล้วก็ต้องมีการปลูกฝังให้ตระหนักว่าหน้าที่ของเขาคือการตอบสนองความต้องการของประชาชนซึ่ง
เป็นผูเ้ สยี ภาษีอนั เป็นท่ีมาของคา่ ตอบแทนของพวกเขา
ในขณะเดียวกัน ภาครัฐก็ต้องสร้างแรงจูงใจที่เหมาะสมซึ่งหากพิจารณาจากลำดับความ
ต้องการตามแนวคิดทฤษฎีของมาสโลว์ ( Maslow ) แล้วการใหแ้ รงจูงใจด้านค่าตอบแทนที่เหมาะสม
เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐาน ในการดำรงชีวิตได้นับเป็นสิ่งที่จำเป็น ดังปรากฏใน
หลายประเทศที่มีการใช้ค่าตอบแทนแก่บุคลากรของรัฐที่ไม่ห่างไกลจากภาคธุรกิจเอกชนมากนักก็มี
ส่วนทำให้การคอรัปชั่นน้อยลงควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังเช่น ก็กรณีของสิงคโปร์
และเขตบริหารพเิ ศษฮ่องกง เปน็ ตน้
นอกจากแรงจูงใจด้านคา่ ตอบแทนแลว้ ความมนั่ คงในอาชีพก็เป็นอีกส่ิงหนึ่งท่ที ำให้เจ้าหน้าที่
ของรัฐไม่ต้องพะวงกับความไม่ต่อเนื่องในอาชีพของตน แต่ในขณะเดียวกนั ความมัน่ คงในอาชีพก็อาจ
เป็นดาบสองคมได้เพราะในทางกลับกนั ความมั่นคงในอาชพี ก็หาทำให้บุคลากรของรัฐไมก่ ระตือรือร้น
ในการปฏบิ ัตงิ านกไ็ ด้ซง่ึ ก็ต้องมมี าตรการอื่นมารองรับเชน่ กัน เชน่ การมตี ัวช้ีวัดผลการปฏบิ ัติงาน การ
มบี รรยากาศในการทำงานท่ีมงุ่ เน้นผลสำเรจ็ รายบุคคลท่ีชัดเจนเปน็ รปู ธรรมเปน็ ตน้
มิตรภาพและความรัก ( friendship and love )และความเคารพนับถือ ( Esteems ) เป็นความ
ต้องการเชิงจิตวิทยาที่ยกระดับสูงขึ้นมาอีกเหนือความต้องการสองประการแรกซึ่งเป็นความต้องการ
พ้นื ฐานและความต้องการสูงสุดคือ ความสมบูรณ์แห่งชวี ิต เปน็ ความปรารถนาท่ีจะเป็นมากกว่าท่ีเค้า
เป็นอยเู่ ช่น ความปรารถนาตำแหน่งท่ีสูงข้ึนในองค์กรนน้ั เปน็ ตน้
หากระบบบรหิ ารภาครฐั สามารถตอบสนองความต้องการดังกล่าวได้อยา่ งเปน็ ธรรมเสมอภาค
กันแล้ว ก็ย่อมทำให้บุคลากรของรัฐใช้ความรู้ความสามารถหรือศักยภาพตนอย่างเต็มที่เพื่อบรรลุ
ความสำเร็จแหง่ ชีวติ ในการทำงานและทำใหร้ ะบบบรหิ ารภาครฐั มีธรรมาภบิ าลได้
สงิ่ สำคัญที่ระบบบริหารภาครฐั ต้องดำเนินการก็คือ การยดึ ระบบคณุ ธรรม( Merti System )
เป็นพื้นฐานและหาทางป้องกันและปราบปรามระบบอุปถัมภ์ที่แพร่ระบาดในระบบบริหารภาครัฐ
ปัจจุบันให้รถนอ้ ยลงโดยการทำให้ระบบบริหารภาครฐั มคี วามโปร่งใสตรวจสอบไดต้ ั้งแต่กระบวนการ
สรรหา การแต่งตั้ง โยกย้าย และการให้รางวัลตอบแทน การสร้างธรรมาภิบาลในการบรหิ ารภาครฐั
น้นั จงึ นบั เปน็ ส่งิ ทีส่ ำคัญอยา่ งเร่งดว่ นในยุคทม่ี ีการแข่งขนั กันอย่างมากในกระแสโลกาภวิ ตั น์เช่นทุกคน
วันนี้ในฐานะที่ระบบบริหารภาครัฐเป็นกลไกสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายและ
ยุทธศาสตร์การพฒั นาประเทศไทยไปข้างหนา้ ตามที่มุ่งหวงั ไว้
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครัฐ
57
การบรหิ ารธรรมาภบิ าลในองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ
กรณีศึกษาการบริหารงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาลของเทศบาลตำบลตลุกดู่ อำเภอทัพทัน
จงั หวัดอทุ ัยธานี ตามการรับรขู้ องประชาชน
จากการศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับธรรมาภิบาล สามารถสรุปองค์ประกอบของธรรมาภิบาล
จากนั้นจึงนำมาปรับให้เข้ากับบริบทของ เทศบาลตำบลตลุกดู่ อำเภอทัพทัน จังหวัดอุทัยธานีจึงสรุป
ตวั ชวี้ ดั ของธรรมาภิบาลทีเ่ ปน็ ตวั แปรตาม ไดด้ งั ตารางที่ 4.1
ตารางท่ี 4.1 สรปุ ตวั ช้ีวดั ของธรรมาภิบาลทีเ่ ปน็ ตัวแปรตาม
องคป์ ระกอบตัวแปรตวั ช้ีวัด ตัวชว้ี ดั
หลกั นติ ิธรรม 1. เทศบาลออกกฎระเบียบท่ที ันสมยั
2. เทศบาลออกกฎระเบยี บทเี่ ปน็ ธรรม
3. เทศบาลออกกฎระเบยี บเปน็ ทีย่ อมรบั ของสงั คม
4. เทศบาลออกกฎระเบยี บทีเ่ ปน็ ธรรมกับทกุ ฝา่ ย
5. เทศบาลบงั คับใชก้ ฎระเบียบอยา่ งเสมอภาค
หลกั คุณธรรม 1. เทศบาลปลอดจากการทำผิดวนิ ยั
2. เทศบาลปลอดจากการทุจรติ
3. เทศบาลยึดมน่ั ในความถูกต้องดีงามในการปฏิบตั ิ หนา้ ท่ี
4. เทศบาลส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติตัวเป็นตัวอย่างที่ดีแก่
สงั คม
5. เทศบาลสนบั สนนุ ใหป้ ระชาชนในเทศบาลตำบลพฒั นาตนเอง
หลกั ความโปรง่ ใส 1. เทศบาลเปิดเผยข้อมูลข่าวสารที่เป็นประโยชน์อย่าง
ตรงไปตรงมา
2. เทศบาลมีกระบวนการให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้อง
ชัดเจน
3. เทศบาลสง่ เสรมิ ให้ประชาชนเขา้ ถงึ ขอ้ มลู ข่าวสารไดส้ ะดวก
4. เทศบาลสง่ เสรมิ ใหป้ ระชาชนเข้าถึงขอ้ มลู ขา่ วสารไดง้ า่ ย
5. เทศบาลดำเนินงานโดยให้ประชาชนตรวจสอบความถูกต้อง
ได้
1. เทศบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเสนอ
หลกั การมสี ่วนรว่ ม ความเหน็
2. เทศบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
ปัญหาสำคญั
3. เทศบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการแสดง
ประชามติ
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครัฐ
58
องคป์ ระกอบตัวแปรตวั ชี้วัด ตวั ชี้วดั
หลักความรับผดิ ชอบ
หลักความคุม้ คา่ 4. เทศบาลเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนในการ
บรหิ ารงาน
5. เทศบาลเปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนมีส่วนร่วมในการวางแผนการ
ปฏิบตั งิ าน
1. เทศบาลตระหนกั ในสิทธหิ นา้ ทีข่ องเทศบาลตำบล
2. เทศบาลส่งเสริมให้เจา้ หน้าทร่ี ับผดิ ชอบต่อชมุ ชน
3. เทศบาลส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่กระตือรือร้นในการแก้ปัญหา
ของชุมชน
4. เทศบาลส่งเสรมิ ใหเ้ จ้าหนา้ ทปี่ ฏิบตั หิ น้าท่ตี ามแผนพฒั นา
5. เทศบาลสง่ เสริมใหเ้ จา้ หน้าทยี่ อมรบั ผลจากการปฏบิ ัตงิ าน
1. เทศบาลใช้ทรพั ยากรอย่างเกดิ ประโยชนส์ ูงสุด
2. เทศบาลรณรงค์ให้มีความประหยดั ใช้ทรัพยากรอยา่ งคุ้มค่า
3. เทศบาลพัฒนาทรพั ยากรธรรมชาติในชมุ ชนใหส้ มบรู ณย์ ั่งยืน
4. เทศบาลใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ
5. เทศบาลใช้วัสดอุ ปุ กรณ์ในเทศบาลตำบล อยา่ งค้มุ คา่
การบริหารธรรมาภิบาลในสถานศกึ ษา
กรณีศกึ ษาแนวทางการประยุกต์ใช้หลักธรรมาภบิ าลในการบรหิ ารงานคณะมนุษยศาสตร์และ
สังคมศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยราชภัฏนครปฐม
หลักธรรมาภิบาล เป็นหลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดี เราสามารถนำมาประยุกต์ใช้กับ
หน่วยงานได้เป็นอย่างดซี ง่ึ สามารถทำการประยกุ ตใ์ ช้ในด้านตา่ ง ๆ ไดด้ ังต่อไปนี้
1. ความรับผิดชอบตรวจสอบได้ ความรับผิดชอบคือ บุคคล องค์การ และผู้ทำหน้าที่ใน
การตัดสินใจที่ทำหน้าที่เกีย่ วกับการบริหารงานต้องมีภาระความรับผิดชอบต่อสาธารณะเกี่ยวกับการ
กระทำ กจิ กรรม หรอื การตัดสินใจใด ๆ ซ่งึ สง่ ผลกระทบต่อสาธารณะ ซึ่งไดแ้ ก่ การเปดิ เผยข้อมูล การ
มคี วามยุตธิ รรม ปฏบิ ัตติ อ่ ทกุ คนดว้ ยความเสมอภาค และตรวจสอบได้โปร่งใส และดำเนินการภายใต้
กรอบของกฎหมาย
2. ความโปร่งใส ความโปร่งใส เป็นการตัดสินใจและการดำเนินการต่าง ๆ ตั้งอยู่บน
กฎระเบียบชัดเจน การดำเนินงานของหน่วยงานในด้านนโยบายต่าง ๆ นั้น สาธารณะชนสามารถ
รับทราบ และมีความมั่นใจได้ว่าการดำเนินงานของหน่วยงานนั้นมาจากความตั้งใจในการดำเนินงาน
เพื่อใหบ้ รรลุผลตามเปา้ หมายของนโยบาย
3. การปราบปรามทุจริตและการประพฤตมิ ิชอบ การปรับปรุงประสิทธิภาพในการทำงาน
และ การทำใหเ้ กิดความโปร่งใส รวมไปถึงการตรวจสอบ การสอบทานจะเป็นเคร่ืองมือในการป้องกัน
การฉ้อฉล และเสริมสร้างธรรมาภิบาลในองค์กรได้เป็นอย่างดี
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครัฐ
59
4. การสร้างความร่วมมือ เปิดโอกาสให้ประชาชนหรอื ผูท้ ี่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมในการ
ตัดสินใจดำเนินนโยบายมีส่วนร่วมในการควบคุมการปฏิบัติงานของหน่วยงาน การมีส่วนร่วมใน
กระบวนการตรวจสอบ เป็นตน้
5. การมีกฎหมายที่เข้มแข็ง ธรรมาภิบาลมีพื้นฐานการาดำเนินการอยู่บนกรอบของ
กฎหมายโดยไมเ่ ลือกปฏิบตั ิ มีการใหค้ วามเสมอภาคเทา่ เทยี มกัน และเปน็ ธรรมกับทุกฝ่าย มีกฎหมาย
ทเี่ ข้มแข็ง มกี ารระบกุ ารลงโทษที่ชดั เจนและมีผลบงั คบั ใช้ได้ จะเป็นสิ่งท่ีช่วยพัฒนาระบบการปกครอง
เพื่อป้องกันการลงโทษที่ชัดเจนและมีผลบังคับใช้ได้จะเป็นสิ่งที่ช่วยพัฒนาระบบการปกครองเพ่ือ
ปอ้ งกนั การละเมดิ หรอื ฝืน การมรี ะบบกฎหมายที่ดีจะส่งเสรมิ การปกครองตามหลักนติ ิธรรม
6. การตอบสนองทท่ี ันการ ธรรมาภบิ าล เป็นการให้การตอบสนองท่ีทนั ตอ่ ผู้มีส่วนเก่ียวข้อง
ทกุ ฝา่ ยในเวลาท่ีทันการ และรวดเร็วมีประสิทธิภาพ
7. ความเห็นชอบร่วมกัน สังคมที่ประกอบด้วยบุคคลที่มีความคิดเห็นแตกต่างกัน ไปธรร
มาภิบาลจะทำหน้าที่เป็นตวั กลางในการประสานความต้องการทีแ่ ตกต่างให้บนพืน้ ฐานของประโยชน์
ส่วนรวมและขององค์การเป็นหลัก ทุกคนสามารถแสดงความคิดเห็น เสนอแนะ สุดท้ายเคารพ
ความเห็นสว่ นใหญแ่ ละนำไปเป็นแนวทางปฏบิ ตั ิ
8. ประสิทธิภาพและประสิทธผิ ล ประสิทธิภาพและประสทิ ธผิ ลในหลักธรรมาภิบาล ต้องมี
การใช้ทรัพยากรต่าง ๆที่มอี ยใู่ ห้เกิดประโยชนส์ ูงสดุ และเกดิ ความคมุ้ คา่ มากทีส่ ุดตอ่ ส่วนรวม
9. ความเสมอภาคและความเกี่ยวข้อง หลักธรรมาภิบาลจะเน้นให้บุคลากรทุกคนใน
องค์การรู้สึกมีส่วนร่วมหรือรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับองค์การ บุคคลสามารถมีส่วนเกี่ยวข้องในกิจกรรม
หลักท่จี ะชว่ ยสรา้ งความเติบโตใหก้ ับหนว่ ยงาน
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภิบาลภาครัฐ
60
บทสรปุ
การนำหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการบริหารภาครัฐไทย เป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูประบบ
ราชการ เพื่อดำเนินการปรับปรุงการบริหารให้ทันสมัยและสอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาลในการ
บริหารหน่วยงานต่าง ๆ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และหลักประชาธิปไตยที่เน้นการมี
สว่ นร่วมของประชาชน
คำถามทา้ ยบท
1) การบริหารราชการแนวใหม่ เกย่ี วขอ้ งกบั ธรรมาภิบาลอย่างไร จงอธิบาย
2) สำนักงานบริการขวัญใจประชาชน (Service Excellence Tax Office) นำหลัก
ธรรมาภิบาลใดมาบรหิ ารจนได้รับรางวัล
3) หลักการตอบสนองพัฒนางานบรกิ ารของกรมขนสสง่ ทางบกเพ่อื อำนวยความ
สะดวกแกป่ ระชาชนอยา่ งไร
4) กรมชลประทาน ใชห้ ลักการใดในการบริหารความขัดแย้ง
5) ตวั ช้วี วัดธรรมาภิบาลในองค์กรปกครองส่วนท้องถน่ิ มอี ะไรบา้ ง จงอธบิ าย
เอกสารอ้างอิง
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม. (2562). แผนยุทธศาสตร์ คณะ
มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม พ.ศ.2562 - 2566. จาก
http://dept.npru.ac.th/. สืบคน้ เมอ่ื 29 พฤษภาคม 2563.
นิสา ใจภักดี. (2559). การบริหารงานโดยยึดหลกั ธรรมาภิบาลของเทศบาลตำบลตลุกดู่ อำเภอทพั
ทัน จังหวัดอุทัยธานี ตามการรับรู้ของประชาชน. รัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต,
สาขาวชิ าการจัดการภาครัฐแนวใหม่ บณั ฑิตวทิ ยาลยั มหาวิทยาลยั ราชภฏั นครสวรรค์.
ปธาน สุวรรณมงคล. (2558). การบริหารงานภาครฐั กับการสร้างธรรมาภิบาล. กรุงเทพฯ : สถาบัน
พระปกเกลา้ .
บวรศักด์ิ อุวรรณโณ (2545). ธรรมาภิบาลในองค์กรอิสระ. เอกสารประกอบการบรรยาย วันท่ี 8
มิถนุ ายน 2545. นนทบุรี : สถาบนั พระปกเกล้า.
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั
แผนบรหิ ารการสอนประจำบทที่ 5
หัวข้อเน้อื หา
1. ขอ้ มูลพื้นฐานของการประเมินคณุ ธรรมและความโปรง่ ใสในการดำเนินงานของ
หน่วยงานภาครัฐ
2. ระเบียบวธิ ีการประเมินคณุ ธรรมและความโปรง่ ใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน
ภาครฐั
3. หลกั เกณฑ์การประเมนิ ผลคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนนิ งานของหนว่ ยงาน
ภาครัฐ
4. กรอบระยะเวลาการประเมนิ คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนนิ งานของหนว่ ยงาน
ภาครฐั
5. ประเด็นการประเมินคุณธรรมและความโปรง่ ใสในการดำเนินงานของหนว่ ยงานภาครฐั
วตั ถุประสงคเ์ ชิงพฤติกรรม
เมือ่ ศึกษาบทที่ 5 จบแลว้ นกั ศกึ ษาสามารถ
1. อธิบายข้อมลู พืน้ ฐานของการประเมินคุณธรรมและความโปรง่ ใสในการดำเนนิ งานของ
หนว่ ยงานภาครฐั
2. อธบิ ายระเบียบวิธีการประเมินคณุ ธรรมและความโปรง่ ใสในการดำเนนิ งานของ
หนว่ ยงานภาครฐั
3. อธิบายหลักเกณฑ์การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของ
หน่วยงานภาครัฐ
4. อธิบายกรอบระยะเวลาและประเด็นการประเมินคณุ ธรรมและความโปร่งใสในการ
ดำเนนิ งานของหนว่ ยงานภาครัฐ
วิธกี ารสอนและกิจกรรมการเรียนการสอน
1. ศึกษาเอกสารประกอบการสอน บทที่ 5 ด้วยตนเอง
2. ฟงั คำบรรยายในชัน้ เรียน
3. อภิปรายซักถาม
4. ศกึ ษาค้นควา้ เพ่มิ เติมจากหนงั สืออ่านประกอบ และเอกสารท่เี กยี่ วขอ้ ง
5. ทำแบบฝึกหัด
สอื่ การเรยี นการสอน
1. เอกสารประกอบการสอน
2. โปรแกรม พาวเวอร์พอยท์ เรอื่ ง การประเมนิ คุณธรรมและความโปรง่ ใสในการ
ดำเนนิ งานของหนว่ ยงานภาครัฐ
3. ฐานขอ้ มลู ออนไลน์
4. แบบฝึกหัด เรอ่ื ง การประเมินคุณธรรมและความโปรง่ ใสในการดำเนนิ งานของ
หนว่ ยงานภาครัฐ
การวดั และการประเมินผล
1. สงั เกตจากพฤติกรรมการมีส่วนร่วมในชน้ั เรียน
2. สงั เกตจากการสนทนาและการซกั ถามการตอบคำถามและตั้งคำถามของนกั ศกึ ษา
3. ประเมินผลจากการทำแบบฝกึ หดั
4. ทดสอบย่อย
บทท่ี 5
การประเมนิ คณุ ธรรมและความโปรง่ ใสในการดำเนนิ งานของหน่วยงานภาครฐั
การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ มีเป็นประจำ
ทกุ ปี เป็นไปภายใตแ้ นวคิด “Open to Transparency” ซง่ึ เป็นหลกั การพ้นื ฐานสำคัญของการประเมิน
ที่มาจากการเปดิ เผยข้อมูลของหนว่ ยงานภาครัฐเพื่อให้สาธารณชนไดร้ ับทราบและสามารถตรวจสอบ
การดำเนินงานได้ และเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของหน่วยงานภาครัฐ ทั้งเจ้าหน้าที่ภายใน
หน่วยงาน และประชาชนผู้รับบริการหรือติดต่อกับหน่วยงานภาครฐั ได้เข้ามามีส่วนร่วมประเมินหรอื
แสดงความเห็นต่อหน่วยงานภาครัฐผ่านการประเมิน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐมีความ
โปร่งใสและนำไปส่กู ารต่อต้านการทุจริตและประพฤติมชิ อบของทกุ ภาคสว่ น
ข้อมลู พน้ื ฐานของการประเมนิ
ความเปน็ มา
สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (สำนักงาน ป.ป.ช.) ได้
พัฒนาเครื่องมือการประเมินเชิงบวกเพื่อเป็นมาตรการป้องกันการทุจริต และเป็นกลไกในการสร้าง
ความตระหนักให้หน่วยงานภาครัฐมีการดำเนินงานอย่างโปร่งใสและมีคุณธรรม โดยใช้ชื่อว่า “การ
ประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ( Integrity and
Transparency Assessment: ITA)”
การประเมิน ITA ได้เริ่มดำเนินการในปีงบประมาณ พ.ศ. 2556 เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน
และมีการขยายขอบเขตและพัฒนาให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นตามลำดับ ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้มีมติ
เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2561 เห็นชอบให้หน่วยงานภาครัฐทุกหน่วยงานให้ความร่วมมือและเข้าร่วม
การประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ ในปีงบประมาณ
พ.ศ. 2561 – 2564 โดยใชแ้ นวทางและเครือ่ งมือการประเมินตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. กำหนด
ต่อมาในปี พ.ศ. 2561 สำนักงาน ป.ป.ช. ได้ศกึ ษาทบทวนรายละเอียดแนวทางการประเมิน
คุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ โดยมุ่งเน้นการออกแบบการ
ขับเคลื่อนการประเมินอย่างเป็นระบบ ลดภาระของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลดการใช้จ่ายงบประมาณ
และเพิ่มประสิทธิภาพของการป้องกันการทุจริตเชิงรุก ประกอบกับได้พัฒนาระบบเทคโนโลยี
สารสนเทศรองรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ
(Integrity and Transparency Assessment System: ITAS) ซึ่งเป็นศูนย์กลางในการเก็บรวบรวม
ข้อมูลที่ทันสมัย สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และทำให้การดำเนินการประเมิน
สามารถทำได้อย่างรวดเร็วและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ การประเมินรูปแบบใหม่นี้ได้เร่ิม
ทดลองใชน้ ำร่องในการประเมินสำหรบั องคก์ รปกครองสว่ นท้องถิ่น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 และ
ใช้ในการประเมินหน่วยงานภาครัฐทั่วประเทศอย่างเป็นมาตรฐานเดียวกัน ในปีงบประมาณ พ.ศ.
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั
62
2562 ทีผ่ ่านมา และประสบความสำเรจ็ เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะการมสี ว่ นทำใหห้ นว่ ยงานภาครัฐหัน
มาให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลการดำเนินงานให้มีคุณธรรม ทั้งการบริหารงานภายในหน่วยงาน
และการดำเนินงานตามภารกจิ ของหน่วยงานใหเ้ กิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้มารับบริการ ประชาชน และ
สังคม รวมไปถึงกระตุ้นให้หน่วยงานภาครัฐให้ความสำคัญต่อข้อมูลต่าง ๆ ที่จะต้องมีการเปิดเผยต่อ
สาธารณชนอกี ด้วย
จากความสำคัญของการประเมิน ITA ข้างต้น ทำให้แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ
ประเด็นที่ 21 การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมิชอบ (พ.ศ. 2561 – 2580) ได้นำผลการประเมิน
ITA ไปกำหนดตัวชี้วัดและค่าเป้าหมายของแผนแม่บทฯ โดยในระยะแรก (พ.ศ. 2561 – 2565)
กำหนดค่าเป้าหมายให้หนว่ ยงานภาครัฐท่ีมผี ลการประเมนิ ผ่านเกณฑ์ (85 คะแนนขนึ้ ไป) ไม่น้อยกว่า
ร้อยละ 80
สำหรบั การประเมิน ITA 2563 ยงั คงใช้กรอบแนวทางการประเมนิ เชน่ เดยี วกบั การประเมิน
ITA 2562 ที่ผ่านมา เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เข้ารับการประเมินได้มีการปรับปรุงพัฒนาอย่าง
เชื่อมโยงและต่อเนื่อง และทำให้เห็นพัฒนาการในด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงาน
ภาครัฐได้อย่างชัดเจน อย่างไรก็ตาม การประเมิน ITA 2563 มีการปรับปรุงในรายละเอียดของ
ระเบียบวธิ ีการประเมินและประเดน็ การประเมนิ เล็กน้อย เพื่อแก้ไขปรบั ปรุงข้อจำกดั ของการประเมิน
ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการประเมินมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้
การประเมิน ITA เป็นเครื่องมือให้ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการปรับปรุงแก้ไขระบบการบริหาร
ราชการของหน่วยงานภาครัฐ และมีผลการประเมินที่มาจากมุมมองของประชาชนอย่างรอบด้านท้ัง
ด้านการรับรู้และความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลสาธารณะได้อย่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงการ
ปรับปรงุ เน้อื หาในคมู่ ือฉบับน้ใี ห้มคี วามชดั เจนมากย่ิงขนึ้ อกี ดว้ ย
หนว่ ยงานทเี่ กีย่ วข้องในการประเมิน
ในการขับเคลื่อนการประเมิน ITA จำเป็นที่จะต้องมีหลายหน่วยงานร่วมกันขับเคลื่อนการ
ประเมิน ITA เพื่อให้สามารถดำเนินการได้อย่างเรียบร้อยและเป็นไปตามกรอบระยะเวลาที่กำหนด
ประกอบด้วย
สำนักงาน ป.ป.ช. จะเป็นหน่วยงานศูนย์กลางในการดำเนินการประเมินในภาพรวม โดยมี
หนา้ ท่ีในการกำหนดกลไกและกระบวนการในการขับเคลื่อนการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสใน
การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงหลักการและหลักเกณฑ์ต่างๆ ในการประเมิน การ
กำกับติดตามการประเมิน และการดำเนินการต่อผลการประเมินเพื่อนำเสนอต่อคณะกรรมการและ
คณะอนุกรรมการทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
หน่วยงานกำกับติดตามการประเมิน ประกอบด้วย สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและ
ปราบปรามการทจุ ริตในภาครัฐ สำนกั งานคณะกรรมการนโยบายรัฐวสิ าหกจิ สำนกั งานปลดั กระทรวง
การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ทั้งในระดับ
ส่วนกลางและในระดับพื้นที่ จะมีบทบาทในการร่วมกำหนดแนวทางและร่วมกำกับติดตามการ
ประเมิน รวมไปถึงการประสานงานในระหว่างกระบวนการต่างๆ ในการประเมินแก่หน่วยงานภายใต้
การกำกับดแู ลของตนเอง
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครฐั
63
คณะที่ปรึกษาการประเมิน จะเป็นกลุ่มคณะที่มีบทบาทหน้าที่ในการให้คำปรึกษาแก่
หน่วยงานที่เข้ารับการประเมินอย่างใกล้ชิด ทั้งในด้านการดำเนินการประเมินและในด้านเนื้อหาใน
การประเมิน รวมไปถึงทำหน้าที่ในการดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบและให้คะแนน
ตามแบบสำรวจทกี่ ำหนด
หน่วยงานภาครฐั ท่ีเขา้ รบั การประเมนิ มีจำนวน รวมทัง้ สิน้ 8,305 หน่วยงาน ดังนี้
1) องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ (หนว่ ยงานธุรการ) จำนวน 5 หนว่ ยงาน
2) องค์กรศาล (หนว่ ยงานธุรการ) จำนวน 3 หนว่ ยงาน
3) องคก์ รอัยการ (หน่วยงานธรุ การ) จำนวน 1 หนว่ ยงาน
4) หน่วยงานในสงั กัดรัฐสภา จำนวน 3 หนว่ ยงาน
5) ส่วนราชการระดับกรม จำนวน 146 หนว่ ยงาน
6) องค์การมหาชน กระทรวง จำนวน 56 หน่วยงาน
7) รฐั วสิ าหกจิ จำนวน 54 หน่วยงาน
8) หน่วยงานของรฐั อื่น ๆ จำนวน 19 หน่วยงาน
9) กองทุน (นิตบิ คุ คล) จำนวน 7 หนว่ ยงาน
10) สถาบันอุดมศึกษา จำนวน 83 หนว่ ยงาน
11) จงั หวัด จำนวน 76 หน่วยงาน
12) องค์การบรหิ ารส่วนจงั หวดั จำนวน 76 หน่วยงาน
13) เทศบาลนคร พื้นท่ีจังหวัด จำนวน 30 หน่วยงาน
14) เทศบาลเมอื ง จำนวน 183 หน่วยงาน
15) เทศบาลตำบล จำนวน 2,236 หน่วยงาน
16) องค์การบรหิ ารส่วนตำบล จำนวน 5,325 หนว่ ยงาน
17) องค์กรปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ รูปแบบพเิ ศษ จำนวน 2 หนว่ ยงาน
(องคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถ่นิ รวมท้ังสน้ิ 7,852 หนว่ ยงาน)
รายละเอยี ดหน่วยงานปรากฏตามภาคผนวก
ขอบเขตของหน่วยงานภาครฐั
องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ องค์กรศาล หน่วยงานในสังกัดรัฐสภา กรมหรือเทียบเท่า
องค์การมหาชน รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐอื่น ๆ กองทุน สถาบันอุดมศึกษา โดยเป็นการประเมิน
ในภาพรวมของหน่วยงาน ซึ่งมีขอบเขตการประเมินครอบคลุมการบริหารราชการของหน่วยงาน
ประกอบดว้ ย สว่ นกลางของหนว่ ยงาน และสว่ นราชการในระดบั พืน้ ทีท่ ่ขี ึ้นตรงตอ่ สว่ นกลาง
จังหวัด มีขอบเขตของหน่วยงานโดยเป็นการประเมินในภาพรวมของการบริหารราชการ
ส่วนภูมิภาค ซึ่งมีขอบเขตการประเมินครอบคลุมเฉพาะกลไกการบริหารราชการระดับจังหวัด
ประกอบด้วย สำนักงานจังหวดั และส่วนราชการส่วนภูมภิ าคท่ีอยู่ในการควบคุมดูแลของผู้ว่าราชการ
จังหวดั (ไมร่ วมราชการในจงั หวัดท่ีข้นึ ตรงต่อสว่ นกลาง และราชการระดบั อำเภอ)
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภิบาลภาครฐั
64
องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีขอบเขตของหน่วยงานโดยเป็นการประเมินในภาพรวมของ
การบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีขอบเขตการประเมินครอบคลุมการบริหารราชการขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถิน่ ในส่วนข้าราชการฝ่ายบริหารและข้าราชการฝ่ายประจำขององค์กรปกครองส่วน
ท้องถน่ิ
กลุ่มการประเมนิ
ในการขับเคลือ่ นการประเมิน ITA ได้จำแนกการประเมินออกเป็น 10 กลุ่ม เพื่อให้สามารถ
ดำเนินการประเมินได้พร้อมกันทั่วประเทศ และกำกับติดตามการประเมินให้เป็นไปตามกรอบ
ระยะเวลาและเปน็ มาตรฐานเดียวกนั ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ ดังนี้
กลุ่ม 1 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัดชัยนาท
นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี สมุทรปราการ สระบุรี สิงห์บุรี และอ่างทอง รวม 9
จงั หวัด รวมทง้ั สนิ้ 729 หนว่ ยงาน
กลุ่ม 2 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัดจันทบุรี
ฉะเชิงเทรา ชลบุรี (รวมทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ (เมืองพัทยา)) ตราด นครนายก
ปราจนี บรุ ี ระยอง และสระแกว้ รวม 8 จังหวดั รวมทั้งสิ้น 592 หน่วยงาน
กลุ่ม 3 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัดชัยภูมิ
นครราชสีมา บุรีรัมย์ ยโสธร ศรีสะเกษ สุรินทร์ อุบลราชธานี และอำนาจเจริญ รวม 8 จังหวัด รวม
ทั้งสิน้ 1,475 หน่วยงาน
กลุ่ม 4 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัดกาฬสินธ์ุ
ขอนแก่น นครพนม บึงกาฬ มหาสารคาม มกุ ดาหาร รอ้ ยเอด็ เลย สกลนคร หนองคาย หนองบัวลำภู
และอดุ รธานรี วม 12 จังหวดั รวมทัง้ สน้ิ 1,512 หนว่ ยงาน
กลุ่ม 5 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัดเชียงราย
เชยี งใหม่ นา่ น แพร่ พะเยา แม่ฮอ่ งสอน ลำปาง และลำพนู รวม 8 จังหวัด รวมท้ังสนิ้ 830 หน่วยงาน
กลุ่ม 6 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ทั้งหมดในจังหวัดกำแพงเพชร
ตาก นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี รวม 9 จังหวัด รวม
ท้ังส้ิน 879 หนว่ ยงาน
กลุ่ม 7 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัดกาญจนบุรี
นครปฐม ประจวบคีรีขนั ธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมทุ รสงคราม สมุทรสาคร และสพุ รรณบุรี รวม 8 จังหวดั
รวมท้งั สิน้ 706 หน่วยงาน
กลุ่ม 8 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัดกระบ่ี ชุมพร
นครศรธี รรมราช พังงา ภเู กต็ ระนอง และสรุ าษฎรธ์ านี รวม 7 จังหวัด รวมทัง้ ส้นิ 573 หนว่ ยงาน
กลุ่ม 9 ประกอบด้วยจังหวัดและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้งหมดในจังหวัดตรัง
นราธิวาส ปตั ตานี พัทลุง ยะลา สงขลา และสตลู รวม 7 จังหวัด รวมท้ังสิ้น 631 หน่วยงาน
กลุ่ม 10 ประกอบด้วยหน่วยงานประเภท องค์กรอิสระ องค์กรศาล องค์กรอัยการ
หน่วยงานในสังกัดรัฐสภา กรมหรือเทียบเท่า รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน กองทุน หน่วยงานของรัฐ
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภิบาลภาครัฐ
65
อน่ื ๆ สถาบนั อดุ มศกึ ษา และองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินรูปแบบพิเศษ (กรุงเทพมหานคร) รวมท้ังส้ิน
378 หน่วยงาน
ระเบยี บวธิ กี ารประเมนิ
แหล่งข้อมูลในการประเมนิ
แหล่งข้อมูลที่ใช้ในการประเมินหนว่ ยงานภาครัฐแต่ละหนว่ ยงาน ประกอบไปด้วย 3 แหลง่
ดังน้ี
1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน หมายถึง บุคลากรของหน่วยงานภาครัฐ ตั้งแต่ระดับ
ผู้บริหาร ผู้อำนวยการ/หัวหน้า ข้าราชการ/พนักงาน ไปจนถึงลูกจ้าง/พนักงานจ้าง ที่ทำงานให้กับ
หนว่ ยงานภาครัฐมาเปน็ ระยะเวลาไมน่ ้อยกว่า 1 ปี
2) ผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสียภายนอก หมายถึง บุคคล นิติบุคคล บริษัทเอกชน หรือหน่วยงาน
ของรัฐอื่นทีเ่ คยมารับบรกิ ารหรือมาติดต่อตามภารกจิ ของหนว่ ยงานภาครัฐ นับตั้งแต่ในปี พ.ศ. 2563
เปน็ ตน้ มา
3) เวบ็ ไซต์ หมายถงึ เวบ็ ไซตห์ ลักของหน่วยงานภาครัฐทใี่ ช้ในการส่ือสารตอ่ สาธารณะ
เครอ่ื งมอื ในการประเมนิ
เครื่องมือในการประเมิน จะประกอบไปด้วย 3 เครื่องมือเพื่อเก็บข้อมูลจากแต่ละ
แหลง่ ขอ้ มลู ดังน้ี
1) แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน ( Internal Integrity and
Transparency Assessment: IIT) เป็นแบบวัดที่ให้ผู้ตอบเลือกตัวเลือกคำตอบตามการรับรู้ของ
ตนเอง โดยมวี ัตถปุ ระสงค์เพื่อเก็บข้อมลู จากผู้มสี ่วนไดส้ ว่ นเสียภายใน โดยเปน็ การประเมินระดับการ
รับรขู้ องผ้มู ีส่วนได้สว่ นเสยี ภายในทม่ี ตี อ่ หนว่ ยงานตนเอง ใน 5 ตัวชวี้ ดั ไดแ้ ก่ ตวั ชีว้ ดั การปฏิบัตหิ น้าท่ี
ตัวช้ีวัดการใช้งบประมาณ ตัวชี้วัดการใช้อำนาจ ตัวชี้วัดการใช้ทรัพยส์ ินของราชการ และตัวชี้วัดการ
แก้ไขปัญหาการทุจริต
2) แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก ( External Integrity and
Transparency Assessment: EIT) เป็นแบบวัดที่ให้ผู้ตอบเลือกตัวเลือกคำตอบตามการรับรู้ของ
ตนเอง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก โดยเป็นการประเมินระดับ
การรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกที่มีต่อหน่วยงานที่ประเมิน ใน 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ ตัวชี้วัด
คุณภาพการดำเนนิ งาน ตัวชว้ี ัดประสทิ ธิภาพการส่ือสาร และตัวชีว้ ดั การปรับปรุงระบบการทำงาน
3) แบบตรวจการเปิดเผยข้อมลู สาธารณะ (Open Data Integrity and Transparency
Assessment: OIT) เป็นแบบวัดท่ีใหผ้ ู้ตอบเลือกตอบมีหรือไม่มีการเปิดเผยข้อมูล พรอ้ มทั้งระบุ URL
เพื่อเชื่อมโยงไปสู่แหล่งที่อยูข่ องการเปิดเผยข้อมูล และระบุคำอธิบายเพิ่มเติมประกอบคำตอบ โดยมี
วตั ถุประสงคเ์ พื่อเก็บขอ้ มลู จากเวบ็ ไซตข์ องหน่วยงาน โดยเป็นการประเมนิ ระดับการเปิดเผยข้อมูลต่อ
สาธารณะของหน่วยงานเพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลในเว็บไซต์หลักของหน่วยงานได้ ใน 2
ตัวชี้วัด ได้แก่ ตัวชี้วัดการเปิดเผยข้อมูล (ประกอบด้วย 5 ตัวชี้วัดย่อย ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐาน การ
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครัฐ
66
บรหิ ารงาน การบริหารเงนิ งบประมาณ การบริหารและพฒั นาทรัพยากรบุคคล และการสง่ เสริมความ
โปร่งใส) และตัวชี้วัดการป้องกันการทุจริต (ประกอบด้วย 2 ตัวชี้วัดย่อย ได้แก่ การดำเนินการเพ่ือ
ป้องกนั การทุจรติ และมาตรการภายในเพือ่ ป้องกันการทุจริต)
2.3 กลมุ่ ตวั อย่างในการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
กลมุ่ ตวั อยา่ งสำหรบั การเก็บขอ้ มูลจากแตล่ ะเคร่ืองมือในการประเมิน ดงั นี้
1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำ จำนวนร้อยละ 10
ของจำนวนผู้มสี ว่ นไดส้ ว่ นเสียภายใน แตจ่ ะต้องมีจำนวนไม่น้อยกวา่ 30 ตวั อยา่ ง กรณีหน่วยงานมีผู้มี
ส่วนได้ส่วนเสียภายในจำนวนน้อยกว่า 30 คน ให้เก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในทั้งหมด
กรณหี นว่ ยงานมผี ู้มีส่วนไดส้ ่วนเสียภายในจำนวนมากกว่า 4,000 คน ให้เกบ็ ขอ้ มลู จากผู้มีส่วนได้ส่วน
เสียภายในไมน่ อ้ ยกว่า 400 ตวั อยา่ ง
2) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก การกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างขั้นต่ำ จำนวนร้อยละ 10
ของจำนวนผมู้ สี ่วนได้ส่วนเสียภายนอก แต่จะต้องมีจำนวนไมน่ ้อยกว่า 30 ตัวอย่าง กรณหี นว่ ยงานมีผู้
มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกจำนวนน้อยกว่า 30 คน ให้เก็บข้อมูลจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก
ทั้งหมด กรณีหน่วยงานมีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกจำนวนมากกว่า 4,000 คน ให้เก็บข้อมูลจากผู้มี
สว่ นได้ส่วนเสียภายนอกไม่นอ้ ยกว่า 400 ตวั อยา่ ง
3) เวบ็ ไซต์ของหน่วยงาน เก็บข้อมูลจากเวบ็ ไซต์หลักของหนว่ ยงานทุกหนว่ ยงาน
การเก็บรวบรวมขอ้ มูล
การเก็บรวบรวมข้อมูล สำหรับแต่ละเครื่องมือการประเมิน จะดำเนินการผ่านระบบ
เทคโนโลยีสารสนเทศรองรับการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงาน
ภาครัฐ (Integrity and Transparency Assessment System: ITAS) ซ่ึงเป็นศูนย์กลางในการเก็บ
รวบรวมข้อมูลที่สามารถบริหารจัดการข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว และทำให้การดำเนินการประเมิน
สามารถทำไดอ้ ยา่ งรวดเรว็ และเปน็ มาตรฐานเดยี วกนั ทวั่ ประเทศ ดังน้ี
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลแบบ IIT เก็บรวบรวมข้อมูลดำเนนิ การ ดงั นี้
• นำเข้าข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน โดยให้หน่วยงานระบุจำนวนของผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียภายในลงในระบบ ITAS ที่ทำงานให้กับหน่วยงานภาครัฐมาเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 1 ปี
นับถึงวันที่นำเข้าข้อมูลลงในระบบ ITAS (ผู้ดูแลระบบของหน่วยงานเป็นผู้กรอกข้อมูลและผู้บริหาร
จะตอ้ งตรวจสอบและอนุมัติข้อมูลในระบบ ITAS)
• เก็บรวบรวมข้อมูลแบบ IIT โดยให้หน่วยงานนำ URL หรือ QR code ช่องทางการ
เขา้ ตอบแบบสำรวจ IIT ของหนว่ ยงาน ไปเผยแพรแ่ ละประชาสมั พันธ์แกผ่ ู้มีสว่ นไดส้ ่วนเสียภายในของ
หน่วยงาน โดยหน่วยงานควรคำนึงถึงช่องทางการเผยแพร่ที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในจะสามารถ
เข้าถึงได้อย่างสะดวกและการเผยแพร่ครอบคลุมทั่วถึงทุกส่วนงานและทุกระดับของหน่วยงาน
จากนั้น ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในจะเข้ามาตอบแบบสำรวจ IIT ด้วยตนเองผ่านทาง URL หรือ QR
code ซ่ึงจะเปน็ การตอบเข้าสรู่ ะบบ ITAS โดยตรง
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครฐั
67
ทั้งนี้ หากหน่วยงานมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ สามารถสอบถามและขอรับ
คำแนะนำจากคณะที่ปรึกษาการประเมินเพื่อให้ดำเนินการให้ถูกต้อง รวมไปถึงคณะที่ปรึกษาการ
ประเมินอาจมีการสอบทานหรือสุ่มตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานให้เป็นไปตามแนวทางท่ี
กำหนด เพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ IIT ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพและสามารถสะท้อนผลของ
หน่วยงานได้ตามหลกั ทางวิชาการมากที่สุด
ข้อควรระวงั การเก็บรวบรวมข้อมลู แบบ IIT หนว่ ยงานจะต้องกำกับติดตามและส่งเสรมิ ให้ผู้
มสี ว่ นไดส้ ว่ นเสียภายในเขา้ มาตอบตามระยะเวลาท่กี ำหนดใหไ้ ด้มากที่สุด และไม่น้อยกวา่ จำนวนกลุ่ม
ตัวอย่างข้นั ตำ่ ตามท่ีกำหนด
รปู ภาพท่ี 5.1 การเก็บรวบรวมขอ้ มลู แบบ IIT
IIT
หนว่ ย คณะที่
งาน ปรกึ ษา
ระบุจำนวนผมู้ ีสว่ นไดส้ ว่ นเสยี ภายใน ให้คำปรกึ ษาหรอื ข้อแนะนำ
(กรอกขอ้ มูลพร้อมตรวจสอบและอนุมัติ) แนวทางการปฏบิ ตั ิ
ระบบ ITAS จะแสดงช่องทางการเข้าตอบแบบ สอบทานการดำเนินการของ
สำรวจ IIT หนว่ ยงานใหถ้ กู ตอ้ ง
หนว่ ยงานนำ URL หรอื QR code เผยแพร่
และประชาสัมพันธ์ในชอ่ งทางประชาสมั พันธ์
ภายในหนว่ ยงาน
ผมู้ สี ่วนไดส้ ว่ นเสยี ภายใน ผมู้ สี ว่ นได้
สว่ นเสีย
เขา้ ตอบผา่ น URL หรือ QR code ภายใน
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครฐั
68
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลแบบ EIT เก็บรวบรวมขอ้ มูลดำเนนิ การ ดังน้ี
• นำเข้าข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก โดยให้หน่วยงานระบุจำนวนประมาณการ
จำนวนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก และกรอกรายชื่อตัวอย่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกของ
หน่วยงานตามแบบฟอร์มและตามที่สำนักงาน ป.ป.ช. หรือคณะที่ปรึกษาแนะนำ (ผู้ดูแลระบบของ
หนว่ ยงานเปน็ ผ้กู รอกข้อมูลและผู้บรหิ ารจะตอ้ งตรวจสอบและอนุมัติขอ้ มูล)
• เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลแบบ EIT ดำเนนิ การ 3 วธิ ีการ ดังน้ี
(1) ให้หน่วยงานนำ URL หรือ QR code ไปเผยแพร่และประชาสัมพันธ์แก่ผู้มีส่วนได้
ส่วนเสียภายนอกของหน่วยงานที่มารับบริการหรือมาติดต่อกับหน่วยงาน โดยหน่วยงานควรคำนึงถึง
ชอ่ งทางการเผยแพร่ท่ีผู้มสี ่วนได้ส่วนเสียภายนอกจะสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก ผมู้ สี ่วนได้ส่วนเสีย
ภายนอกจะเข้ามาตอบแบบสำรวจ EIT ด้วยตนเองผ่านทาง URL หรือ QR code ซึ่งจะเป็นการตอบ
เข้าสู่ระบบ ITAS โดยตรง
(2) คณะที่ปรึกษาการประเมินจะวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกที่สำคัญของ
หน่วยงาน เพื่อให้สามารถเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีคุณภาพสอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน จากน้ัน
จะกำหนดแนวทางและดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลตามหลักทางวิชาการ ทั้งนี้ อาจเก็บข้อมูลจาก
รายชื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกตามที่หน่วยงานจัดส่งข้อมูลในระบบ ITAS หรือ อาจขอรับข้อมูล
เพิ่มเติม หรืออาจขอเข้าเก็บรวบรวมข้อมูลภาคสนามที่หน่วยงาน หรือแหล่งข้อมูลตามที่สำนักงาน
ป.ป.ช. กำหนด
(3) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก สามารถเข้ามาตอบแบบสำรวจ EIT ของหน่วยงานได้
โดยการค้นหาช่องทางการเข้าตอบจากระบบ ITAS เพื่อให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกที่เคยมารับ
บริการหรือมาติดต่อกับหน่วยงานในปี พ.ศ. 2563 ได้มีโอกาสได้เข้ามาตอบแบบสำรวจ EIT ได้ด้วย
ตนเองในระบบ ITAS โดยตรง
ทั้งนี้ หากหน่วยงานมีข้อสงสัยเกี่ยวกับแนวทางการปฏิบัติ สามารถสอบถามและขอรับ
คำแนะนำจากคณะที่ปรึกษาการประเมินเพื่อให้ดำเนินการให้ถูกต้อง รวมไปถึงคณะที่ปรึกษาการ
ประเมินอาจมีการสอบทานหรือสุ่มตรวจสอบการดำเนินการของหน่วยงานให้เป็นไปตามแนวทางที่
กำหนด เพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ EIT ได้ข้อมูลที่มีคุณภาพและสามารถสะท้อนผลของ
หน่วยงานไดต้ ามหลักทางวชิ าการมากทีส่ ุด
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครัฐ
69
รปู ภาพท่ี 5.2 การเก็บรวบรวมข้อมลู แบบ EIT
EIT
หนว่ ยง คณะท่ี
าน ปรึกษา
ระบจุ ำนวนประมาณการจำนวนผู้มสี ว่ น ค้นหาชอ่ งทางการเข้าตอบ ใหค้ ำปรึกษาหรอื ข้อแนะนำ
ไดส้ ่วนเสียภายนอก และตวั อยา่ งรายชอ่ื ได้จากระบบ ITAS โดยตรง แนวทางการปฏิบตั ิ
ผู้มสี ่วนไดส้ ่วนเสยี ภายนอก
(กรอกขอ้ มูลพร้อมตรวจสอบและอนมุ ัต)ิ สอบทานการดำเนนิ การของ
หน่วยงานใหถ้ กู ตอ้ ง
ระบบ ITAS จะแสดงช่องทางการเขา้ ตอบ
แบบสำรวจ EIT วเิ คราะห์ผู้มสี ว่ นไดส้ ่วนเสีย
ภายนอกที่สำคญั
หนว่ ยงานนำ URL หรือ QR code
เผยแพรแ่ ละประชาสัมพนั ธใ์ นชอ่ งทาง
ประชาสมั พนั ธภ์ ายนอก
ผู้มีส่วนไดส้ ่วนเสียภายนอก ผมู้ ีส่วนได้ เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลผมู้ ีสว่ นได้
เขา้ ตอบผา่ น URL หรือ QR code ส่วนเสยี ส่วนเสยี ภายนอก
ภายใน
การเก็บรวบรวมข้อมูลแบบ OIT ดำเนินการโดยให้หน่วยงานตอบลงในระบบ ITAS โดย
การตอบคำถามมี/ไม่มี พร้อมทั้งระบุ URL เพื่อเชื่อมโยงไปสูแ่ หลง่ ที่อยู่ของข้อมลู และระบุคำอธิบาย
เพิ่มเติมประกอบคำตอบ (ผู้ดูแลระบบของหน่วยงานเป็นผูก้ รอกข้อมูลและผู้บริหารจะตอ้ งตรวจสอบ
และอนุมัติข้อมูล) จากนั้น คณะที่ปรึกษาการประเมินจะตรวจสอบการเปิดเผยข้อมูลตามแบบ OIT
โดยตรวจสอบจากคำตอบและ URL ของหน่วยงาน และพิจารณาให้คะแนนโดยอ้างอิงตามความ
ครบถ้วนขององค์ประกอบตามหลกั เกณฑ์ท่ีกำหนดในแต่ละประเดน็ การประเมิน
หากหนว่ ยงานมีข้อสงสัยเก่ยี วกับแนวทางการปฏิบัติ สามารถสอบถามและขอรับคำแนะนำ
จากคณะท่ีปรกึ ษาการประเมนิ เพื่อให้ดำเนนิ การให้ถกู ต้อง
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภิบาลภาครฐั
70
รูปภาพท่ี 5.3 การเก็บรวบรวมขอ้ มูลแบบ OIT
OIT
หนว่ ยง คณะท่ี
าน ปรึกษา
ตอบแบบสำรวจ OIT โดยการตอบคำถามม/ี ไม่มี ใหค้ ำปรกึ ษาหรือ
พร้อมท้ังระบุ URL เพอื่ เชอื่ มโยงไปสูแ่ หลง่ ทีอ่ ยู่ ข้อแนะนำแนวทางการปฏบิ ตั ิ
ของขอ้ มลู และระบคุ ำอธบิ ายเพิ่มเตมิ ประกอบ ตรวจสอบการเปิดเผยขอ้ มลู
คำตอบ และพิจารณาให้คะแนน
(กรอกขอ้ มูลพร้อมตรวจสอบและอนุมัต)ิ
หน่วยงานจะตอ้ งทำความเขา้ ใจในรายละเอยี ดของแต่ละข้อคำถาม สอบทานขอ้ มลู และการ
เปิดเผยข้อมูลในการตอบคำถามให้ชัดเจนมากที่สุด โดยสามารถขอรับคำแนะนำจากคณะที่ปรึกษา
การประเมนิ ไดภ้ ายในระยะเวลาทก่ี ำหนดในข้ันตอนการตอบคำถาม ทงั้ น้ี หลงั จากสิ้นสุดระยะเวลาใน
ขัน้ ตอนการตอบคำถามแล้ว หน่วยงานจะไม่สามารถแก้ไขข้อมูลหรือสง่ ข้อมูลเพิ่มเตมิ ได้
หน่วยงานจะต้องรักษาและคงสภาพเว็บไซต์หลักของหน่วยงานให้ สาธารณชนสามารถ
เขา้ ถึงได้ทกุ ช่วงเวลา อยา่ งไรกต็ าม ในกรณเี กิดเหตุจำเป็นทางเทคนิคทำให้เว็บไซตห์ ลักของหน่วยงาน
ไมส่ ามารถเขา้ ถึงไดช้ ัว่ คราว หนว่ ยงานจะต้องแกไ้ ขให้สามารถเข้าถึงได้โดยเรว็ และภายในระยะเวลาที่
กำหนดในขนั้ ตอนการตรวจสอบการเปิดเผยข้อมลู
กรณีที่หน่วยงานท่ีไม่สามารถเปิดเผยข้อมูลใดได้ เนื่องจากมีข้อจำกัดหรือเหตุผลความ
จำเป็นทำให้ไม่สามารถเผยแพร่ข้อมูลตามรายละเอียดที่กำหนดได้ ให้หน่วยงานอธิบายเหตุผล
ความจำเป็นมาอย่างละเอียด โดยจะต้องมีสาเหตุด้านกฎหมายหรือข้อจำกัดอันสุดวิสัยประกอบการ
ตอบ
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครัฐ
71
หลักเกณฑ์การประเมินผล
การประมวลผลคะแนน
การประมวลผลคะแนน มขี ัน้ ตอนการประมวลผลคะแนนตามลำดบั ดังนี้
คะแนน แบบ IIT แบบ EIT แบบ OIT
คะแนนเฉลี่ยของ คะแนนเฉลยี่ ของ
คะแนนขอ้ คำถาม ข้อคำถามจากผู้ตอบทุก ข้อคำถามจากผตู้ อบทกุ คะแนนของขอ้ คำถาม
คน คน
คะแนนตัวช้วี ัด – คะแนนเฉลี่ยของ
ย่อย – ทุกข้อคำถาม
ในตวั ช้วี ัดยอ่ ย
คะแนนตัวช้วี ดั คะแนนเฉลยี่ ของ คะแนนเฉลย่ี ของ คะแนนเฉล่ียของ
ทุกข้อคำถามในตัวช้ีวดั ทุกข้อคำถามในตัวชว้ี ัด ทกุ ตวั ชีว้ ัดยอ่ ยใน
ตวั ชี้วัด
คะแนนแบบ คะแนนเฉล่ยี ของ คะแนนเฉลยี่ ของ คะแนนเฉลยี่ ของ
สำรวจ ทุกตัวชวี้ ัดในแบบ ทกุ ตัวชีว้ ัดในแบบ ทกุ ตัวช้ีวดั ในแบบ
สำรวจ สำรวจ สำรวจ
นำ้ หนกั แบบ ร้อยละ 30 ร้อยละ 30 รอ้ ยละ 40
สำรวจ
คะแนนรวม ผลรวมของคะแนนแบบสำรวจท่ีถว่ งนำ้ หนัก
คะแนนและระดับผลการประเมนิ
ผลการประเมนิ จะมี 2 ลกั ษณะ คือคา่ คะแนน โดยมีคะแนนเต็ม 100 คะแนน และระดบั ผล
การประเมนิ (Rating Score) โดยจำแนกออกเปน็ 7 ระดบั ดงั น้ี
คะแนน ระดับ
95.00 – 100 AA
85.00 – 94.99 A
75.00 – 84.99 B
65.00 – 74.99 C
55.00 – 64.99 D
50.00 – 54.99 E
0 – 49.99 F
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั
72
ผลการประเมนิ ตามเป้าหมายฯ
แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตรช์ าติ ประเด็นที่ 21 การต่อต้านการทุจริตและประพฤติมชิ อบ
(พ.ศ. 2561 – 2580) ในระยะแรกของแผนแม่บทฯ (พ.ศ. 2561 – 2565) ไดก้ ำหนดค่าเป้าหมายของ
ตวั ช้วี ัดให้หนว่ ยงานภาครัฐท่ีมีผลการประเมิน ITA ผา่ นเกณฑ์ (85 คะแนน) มสี ดั ส่วนไม่น้อยกว่าร้อย
ละ 80 และแผนงานบรู ณาการตอ่ ต้านการทุจรติ และประพฤติมิชอบก็ได้กำหนดค่าเปา้ หมายในปี พ.ศ.
2563 ให้หน่วยงานภาครฐั มผี ลการประเมิน ITA ผา่ นเกณฑ์มีสัดส่วนไม่น้อยกว่ารอ้ ยละ 50
ทั้งนี้ เมื่อประมวลผลเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะมีการสอบทานและกลั่นกรองผลการประเมิน
และนำเสนอผลการประเมินต่อคณะกรรมการท่เี ก่ียวข้องก่อนประกาศผลและเผยแพรร่ ายงานผลการ
ประเมินตอ่ ไป
หน่วยงานจะตอ้ งปฏบิ ัติตามวิธกี ารประเมินและระยะเวลาทีก่ ำหนด ซึ่งเปน็ มาตรฐานเดยี วกัน
ทุกหน่วยงาน โดยหากหน่วยงานไม่ได้ปฏิบัติในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งหรือหลายขั้นตอน จะส่งผลให้
ไม่ไดร้ ับการประกาศผลการประเมินอย่างเป็นทางการ (ผลการประเมินจะแสดงสญั ลกั ษณ์ “*”)
กรณที หี่ น่วยงานดำเนินการไม่ครบถว้ นตามขั้นตอนท่ีกำหนดมีดังน้ี
• กรณหี นว่ ยงานไมไ่ ดล้ งทะเบียนเข้าระบบการประเมิน
• กรณีหน่วยงานไม่ได้นำเข้าข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในครบขั้นตอน (โดยผู้ดูแล
ระบบของหน่วยงานเปน็ ผู้กรอกข้อมลู และผูบ้ ริหารจะต้องตรวจสอบและอนุมัติข้อมูล)
• กรณีหน่วยงานไม่ได้นำเข้าข้อมูลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอกครบขั้นตอน (โดยผู้ดูแล
ระบบของหนว่ ยงานเปน็ ผู้กรอกขอ้ มูลและผูบ้ ริหารจะต้องตรวจสอบและอนมุ ัตขิ ้อมูล)
• กรณีหน่วยงานไม่ได้ตอบแบบ OIT ครบขั้นตอน (โดยผู้ดูแลระบบของหน่วยงานเป็นผู้
กรอกขอ้ มูลและผู้บริหารจะต้องตรวจสอบและอนมุ ัติข้อมลู )
• กรณีหน่วยงานมจี ำนวนผู้ตอบแบบ IIT น้อยกว่าจำนวนคา่ ขั้นต่ำท่ีกำหนด (และกรณีน้ี
จะไม่สามารถประมวลผลคะแนนขอ้ คำถามและตัวชว้ี ัดที่ 1 – 5 ได้)
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบริหารธรรมาภบิ าลภาครฐั
73
กรอบระยะเวลาการประเมนิ
การประเมิน ITA จะดำเนินการประเมินในช่วงเดือนเมษายน – เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2563
ดังน้ี
กจิ กรรม เม.ย. พ.ค. มิ.ย. ก.ค. ส.ค.
1 ลงทะเบียนเขา้ ใช้งานระบบ
2 นำเข้าข้อมลู ในการประเมิน
3 เก็บข้อมูลแบบสำรวจ IIT
4 เก็บข้อมูลแบบสำรวจ EIT
5 ตอบแบบสำรวจ OIT
6 ตรวจและใหค้ ะแนนแบบ OIT
7 ประมวลผลคะแนน
8 วเิ คราะห์ผลและให้ขอ้ เสนอแนะ
9 กล่ันกรองและนำเสนอผลการประเมนิ ต่อ
คณะกรรมการทเี่ กีย่ วขอ้ ง
10 ประกาศผลและเผยแพรร่ ายงานผลการประเมิน
หมายเหตุ : กรอบระยะเวลาอาจมกี ารเปลยี่ นแปลงไดต้ ามท่สี ำนกั งาน ป.ป.ช. กำหนด โดยจะแจ้งใหไ้ ดร้ บั ทราบกอ่ นล่วงหนา้
ประเด็นการประเมนิ
ประเด็นในการประเมิน จำแนกออกเป็น 10 ตวั ชีว้ ัด ดงั นี้
แบบวัดการรับรู้ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน ( Internal Integrity and
Transparency Assessment: IIT) ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลในตัวชี้วัดที่ 1 – ตัวชี้วัดที่ 5
ประกอบดว้ ย
ตัวชี้วัดที่ 1 การปฏิบัติหน้าท่ี เป็นตัวชี้วัดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับรู้ของ
บุคลากรภายในหน่วยงานต่อการปฏิบัติงานของบุคลากรอื่นในหน่วยงานของตนเอง ในประเด็นที่
เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานโดยยึดหลักตามมาตรฐาน มีความโปร่งใส ปฏิบัติงานหรือดำเนินการตาม
ขั้นตอนและระยะเวลาที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครดั และจะต้องเป็นไปอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้
มาติดต่อทั่วไปหรือผู้มาติดต่อที่รู้จักกันเป็นการส่วนตัว รวมไปถึงการปฏิบัติงานอย่างมุ่งมั่น เต็ม
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครฐั
74
ความสามารถ และมีความรับผิดชอบต่องานในหน้าที่ที่รับผิดชอบ ซึ่งล้วนถือเป็นลักษณะการปฏิบัติ
หน้าที่ในฐานะเจ้าหน้าทีข่ องรัฐอย่างมีคุณธรรม นอกจากนี้ ยังประเมินการรับรู้ในประเด็นท่ีเกี่ยวข้อง
กบั พฤตกิ รรมการเรียกรับเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อ่นื ๆ ของบคุ ลากรอนื่ ในหน่วยงานทง้ั ในกรณีท่ี
แลกกับการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีช่วงเทศกาลหรือวาระสำคัญต่าง ๆ ตามขนบธรรมเนียม
ประเพณี หรือแม้แต่กรณีการให้เงนิ ทรัพยส์ ิน หรอื ประโยชนอ์ นื่ ๆ ต่อบคุ คลภายนอก ซงึ่ ถือเป็นความ
เสี่ยงที่อาจจะก่อให้เกิดการรับสินบนได้ในอนาคต ตัวชี้วัดที่ 1 การปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วยข้อ
คำถามจำนวน 6 ข้อ ดงั นี้
ประเด็นการประเมนิ น้อยที่สุด ระดบั มาก
หรอื ไม่มี นอ้ ย มาก ท่สี ดุ
i1 บคุ ลากรในหน่วยงานของท่าน ปฏบิ ัติงาน/
เลย
ให้บรกิ ารแกผ่ ู้มาติดต่อ ตามประเดน็ ดังต่อไปนี้
มากน้อยเพยี งใด
▪ เป็นไปตามขน้ั ตอนท่ีกำหนด
▪ เป็นไปตามระยะเวลาที่กำหนด
i2 บุคลากรในหน่วยงานของท่าน ปฏิบัติงาน/
ใหบ้ รกิ ารแกผ่ ู้มาติดต่อท่วั ๆ ไป กับผ้มู าตดิ ตอ่ ที่
รจู้ ักเปน็ การสว่ นตัว อยา่ งเท่าเทียมกัน มากน้อย
เพยี งใด
i3 บคุ ลากรในหน่วยงานของทา่ น มพี ฤติกรรมใน
การปฏิบตั งิ าน ตามประเด็นดังต่อไปน้ี อย่างไร
▪ มงุ่ ผลสำเร็จของงาน
▪ ให้ความสำคัญกับงานมากกว่าธุระส่วนตัว
▪ พร้อมรับผดิ ชอบ หากความผดิ พลาดเกิดจาก
ตนเอง
ประเดน็ การประเมนิ ระดบั
มี ไมม่ ี
i4 บคุ ลากรในหน่วยงานของท่าน มกี ารเรียกรบั สิง่ ดงั ต่อไปนี้ จากผ้มู าติดต่อ
เพอื่ แลกกบั การปฏิบัติงาน การอนุมัติ อนุญาต หรือให้บริการ หรอื ไม่
▪ เงนิ
▪ ทรพั ย์สนิ
▪ ประโยชนอ์ น่ื ๆ ทอ่ี าจคำนวณเปน็ เงินได้ เช่น การลดราคา การรบั ความบนั เทิง
เป็นตน้
หมายเหต:ุ เป็นการเรียกรับที่นอกเหนอื จากทกี่ ฎหมายกำหนดให้รับได้ เชน่ คา่ ธรรมเนียม คา่ บรกิ าร คา่ ปรับ เป็นตน้
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั
75
ประเด็นการประเมนิ ระดับ
มี ไมม่ ี
i5 นอกเหนือจากการรบั จากญาตหิ รือจากบคุ คล ท่ีให้กนั ในโอกาสตา่ ง ๆ
โดยปกตติ ามขนบธรรมเนยี ม ประเพณี หรอื วัฒนธรรม หรอื ให้กนั ตาม
มารยาทท่ีปฏิบัติกันในสังคมแล้ว บคุ ลากรในหน่วยงานของทา่ น มีการรับสงิ่
ดังต่อไปนี้ หรอื ไม่
▪ เงนิ
▪ ทรัพย์สิน
▪ ประโยชนอ์ นื่ ๆ ท่อี าจคำนวณเปน็ เงินได้ เชน่ การลดราคา การรับความ
บนั เทิง เปน็ ต้น
i6 บคุ ลากรในหน่วยงานของท่าน มกี ารให้สง่ิ ดังตอ่ ไปน้ี แกบ่ ุคคลภายนอก
หรอื ภาคเอกชน เพื่อสร้างความสมั พนั ธ์ที่ดีและคาดหวังให้มีการตอบแทนใน
อนาคต หรือไม่
▪ เงนิ
▪ ทรพั ยส์ ิน
▪ ประโยชน์อน่ื ๆ เช่น การยกเว้นค่าบริการ การอำนวยความสะดวกเป็น
กรณพี เิ ศษ เป็นต้น
ตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ เป็นตัวชี้วัดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับรู้ของ
บุคลากรภายในหน่วยงานต่อการดำเนินการต่าง ๆ ของหน่วยงานของตนเอง ในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
กับการใช้จ่ายเงินงบประมาณ นับตั้งแต่การจัดทำแผนการใช้จ่ายงบประมาณประจำปีและเผยแพร่
อย่างโปร่งใส ไปจนถึงลักษณะการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานอย่างคุ้มค่า เป็นไปตาม
วัตถุประสงค์ และไมเ่ อือ้ ประโยชนแ์ กต่ นเองหรือพวกพ้อง การเบกิ จา่ ยเงนิ ของบุคลากรภายในในเรื่อง
ต่าง ๆ เช่น ค่าทำงานล่วงเวลา ค่าวัสดุอุปกรณ์ หรือค่าเดินทาง ฯลฯ ตลอดจนกระบวนการจัดซื้อจัด
จา้ งและการตรวจรับพสั ดดุ ว้ ย นอกจากนี้ ยงั ให้ความสำคญั กบั การเปิดโอกาสให้บุคลากรภายในมีส่วน
ร่วมในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของหน่วยงานตนเองได้ ตัวชี้วัดที่ 2 การใช้งบประมาณ
ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 6 ขอ้ ดังนี้
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบริหารธรรมาภิบาลภาครฐั
76
ประเด็นการประเมนิ น้อยทส่ี ุด ระดับ มาก
หรือไม่มี นอ้ ย มาก ท่สี ดุ
เลย
i7 ท่านรู้เกี่ยวกับแผนการใช้จ่ายงบประมาณ
ประจำปี ของหนว่ ยงานของท่าน มากน้อยเพียงใด
i8 หน่วยงานของท่าน ใชจ้ า่ ยงบประมาณ โดย
คำนงึ ถงึ ประเด็นดังตอ่ ไปน้ี มากนอ้ ยเพยี งใด
▪ คุม้ ค่า
▪ ไม่บิดเบือนวตั ถปุ ระสงคข์ องงบประมาณที่ต้ังไว้
i9 หนว่ ยงานของท่าน ใชจ้ ่ายงบประมาณเพ่ือ
ประโยชน์สว่ นตัว กลมุ่ หรือพวกพ้อง มากน้อย
เพียงใด
i10 บุคลากรในหนว่ ยงานของท่าน มีการเบิก
จ่ายเงินท่เี ป็นเทจ็ เช่น คา่ ทำงานล่วงเวลา ค่าวสั ดุ
อุปกรณ์ หรือคา่ เดนิ ทาง ฯลฯ มากนอ้ ยเพยี งใด
i11 หนว่ ยงานของท่าน มีการจดั ซื้อจัดจา้ ง/การ
จัดหาพัสดุ และการตรวจรบั พัสดใุ นลกั ษณะ
ดงั ต่อไปนี้ มากน้อยเพยี งใด
▪ โปรง่ ใส ตรวจสอบได้
▪ เออื้ ประโยชน์ให้ผ้ปู ระกอบการรายใดรายหนึ่ง
i12 หน่วยงานของท่าน เปิดโอกาสให้ทา่ น มีส่วน
รว่ มในการตรวจสอบการใชจ้ า่ ยงบประมาณ ตาม
ประเดน็ ดังต่อไปนี้ มากน้อยเพียงใด
▪ สอบถาม
▪ ทักท้วง
▪ รอ้ งเรียน
ตัวชี้วัดที่ 3 การใช้อำนาจ เป็นตัวชี้วัดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการรับรู้ของ
บุคลากรภายในหน่วยงานต่อการใช้อำนาจของผู้บังคับบัญชาของตนเอง ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการ
มอบหมายงาน การประเมินผลการปฏบิ ัติงาน การคัดเลือกบุคลากรเพ่ือใหส้ ิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ซึ่งจะต้อง
เป็นไปอย่างเป็นธรรมและไม่เลือกปฏิบัติ รวมไปถึงการใช้อำนาจสั่งการให้ผู้ใต้บังคับบัญชาทำในธุระ
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบริหารธรรมาภบิ าลภาครฐั
77
ส่วนตัวของผู้บังคับบัญชาหรือทำในสิ่งที่ไม่ถูกต้อง นอกจากนี้ ยังประเมินเกี่ยวกับกระบวนการ
บริหารงานบุคคลท่ีอาจเกิดการแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ การซอื้ ขายตำแหน่ง หรอื การเออ้ื ผลประโยชน์ให้
กลมุ่ หรอื พวกพ้อง ตัวชี้วดั ที่ 3 การใช้อำนาจ ประกอบดว้ ยข้อคำถามจำนวน 6 ขอ้ ดังนี้
ประเดน็ การประเมิน น้อยท่สี ดุ ระดับ มาก
หรอื ไม่มี นอ้ ย มาก ทสี่ ุด
เลย
i13 ทา่ นได้รับมอบหมายงานจากผู้บงั คบั บญั ชา
อยา่ งเปน็ ธรรม มากน้อยเพยี งใด
i14 ทา่ นได้รับการประเมนิ ผลการปฏิบตั งิ าน ตาม
ระดับคุณภาพของผลงานอย่างถกู ต้อง มากน้อย
เพียงใด
i15 ผบู้ งั คับบัญชาของท่าน มีการคัดเลือกผู้เขา้ รับ
การฝึกอบรม การศึกษาดูงาน หรือการให้
ทุนการศึกษา อยา่ งเปน็ ธรรม มากน้อยเพยี งใด
i16 ทา่ นเคยถูกผูบ้ งั คบั บญั ชาสั่งการใหท้ ำธุระ
สว่ นตัวของผูบ้ งั คับบัญชา มากนอ้ ยเพียงใด
i17 ท่านเคยถูกผบู้ ังคบั บญั ชาสง่ั การให้ทำในสิง่ ท่ี
ไม่ถูกต้อง หรือมีความเสยี่ งต่อการทจุ รติ มากน้อย
เพยี งใด
i18 การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของท่าน
มลี กั ษณะดงั ต่อไปนี้ มากน้อยเพียงใด
▪ ถูกแทรกแซงจากผู้มีอำนาจ
▪ มีการซือ้ ขายตำแหนง่
▪ เอือ้ ประโยชนใ์ ห้กลมุ่ หรอื พวกพอ้ ง
หมายเหต:ุ การมอบหมาย หมายถงึ การมอบหมายงานตามตำแหน่งหนา้ ท่ี
ตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรพั ย์สนิ ของราชการ เปน็ ตัวช้วี ัดทมี่ ีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการ
รบั รขู้ องบคุ ลากรภายในหน่วยงานต่อการใช้ทรัพยส์ นิ ของราชการ ในประเดน็ ทีเ่ กย่ี วขอ้ งกับพฤติกรรม
ของบคุ ลากรภายใน ในการนำทรัพย์สินของราชการของหนว่ ยงานไปเป็นของตนเองหรือนำไปให้ผู้อื่น
และพฤตกิ รรมในการขอยืมทรัพย์สินของราชการ ทั้งการยืมโดยบุคลากรภายในหน่วยงานและการยืม
โดยบุคคลภายนอกหน่วยงาน ซึ่งหน่วยงานจะต้องมีกระบวนการในการขออนุญาตที่ชัดเจนและ
สะดวก นอกจากน้ี หน่วยงานจะตอ้ งมีการจัดทำแนวทางปฏิบัติเกี่ยวกบั การใช้ทรัพยส์ ินของราชการท่ี
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครฐั
78
ถูกต้อง เพื่อเผยแพร่ให้บุคลากรภายในได้รับทราบและนำไปปฏิบัติ รวมไปถึงหน่วยงานจะต้องมีการ
กำกับดูแลและตรวจสอบการใชท้ รพั ย์สินของราชการของหน่วยงานด้วย ตัวชี้วัดที่ 4 การใช้ทรัพย์สิน
ของราชการ ประกอบดว้ ยข้อคำถามจำนวน 6 ข้อ ดังนี้
ประเดน็ การประเมิน น้อยทสี่ ดุ ระดับ มาก
หรือไม่มี น้อย มาก ทสี่ ุด
i19 บคุ ลากรในหนว่ ยงานของทา่ น มีการเอา
ทรพั ย์สินของราชการ ไปเป็นของสว่ นตัว หรอื เลย
นำไปให้กลุ่มหรอื พวกพ้อง มากน้อยเพยี งใด
i20 ข้นั ตอนการขออนญุ าตเพื่อยืมทรัพยส์ ินของ
ราชการ ไปใช้ปฏิบัติงานในหน่วยงานของท่าน มี
ความสะดวกมากน้อยเพยี งใด
i21 ถ้าต้องมีการขอยืมทรัพย์สนิ ของราชการ
ไปใช้ปฏบิ ตั งิ าน บุคลากรในหน่วยงานของทา่ น
มีการขออนุญาตอยา่ งถูกต้อง มากน้อยเพียงใด
i22 บคุ คลภายนอกหรอื ภาคเอกชน มกี ารนำ
ทรัพยส์ ินของราชการไปใช้ โดยไม่ได้ขออนุญาต
อย่างถูกต้อง จากหน่วยงานของทา่ น มากน้อย
เพยี งใด
i23 ท่านรูแ้ นวปฏิบตั ขิ องหน่วยงานของทา่ น
เกี่ยวกับการใชท้ รพั ยส์ นิ ของราชการท่ีถูกตอ้ ง
มากน้อยเพยี งใด
i24 หน่วยงานของท่าน มีการกำกับดูแลและ
ตรวจสอบการใชท้ รัพยส์ นิ ของราชการ เพื่อ
ปอ้ งกันไม่ให้มกี ารนำไปใชป้ ระโยชนส์ ว่ นตัว กล่มุ
หรือพวกพ้อง มากน้อยเพียงใด
เอกสารประกอบการสอน วชิ า การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครัฐ
79
ตัวชี้วัดที่ 5 การแก้ไขปัญหาการทุจริต เป็นตัวชี้วัดที่มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินการ
รับรู้ของบุคลากรภายในหน่วยงานต่อการแก้ไขปัญหาการทจุ ริตของหนว่ ยงาน ในประเด็นทีเ่ กีย่ วข้อง
กับการให้ความสำคัญของผู้บริหารสูงสุดในการต่อต้านการทุจริตอย่างจริงจัง โดยหน่วยงานจะต้อง
ทบทวนนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันการทุจริตในหน่วยงานให้มีประสิทธิภาพ และจัดทำ
แผนงานด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของหน่วยงาน เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาการ
ทจุ ริตไดอ้ ยา่ งเป็นรูปธรรม รวมไปถงึ การประเมินเก่ียวกับประสิทธิภาพการแก้ไขปัญหาการทุจริตของ
หน่วยงาน ที่จะต้องทำให้การทุจริตในหน่วยงานลดลงหรือไม่มีเลย และจะต้องสร้างความเชื่อมั่นให้
บุคลากรภายใน ในการร้องเรียนเมื่อพบเห็นการทุจริตภายในหน่วยงานด้วย นอกจากนี้ หน่วยงาน
จะต้องมีกระบวนการเฝ้าระวัง ตรวจสอบการทุจริตภายในหน่วยงาน รวมถึงการนำผลการตรวจสอบ
ของฝ่ายตรวจสอบ จากทง้ั ภายในและภายนอกหนว่ ยงานไปปรบั ปรงุ การทำงาน เพ่อื ป้องกันการทุจริต
ตัวชีว้ ดั ที่ 5 การแก้ไขปัญหาการทจุ รติ ประกอบด้วยข้อคำถามจำนวน 6 ข้อ ดังน้ี
ระดบั
ประเดน็ การประเมิน น้อยทส่ี ุด น้อย มาก มาก
หรือไม่มี ท่สี ดุ
เลย
i25 ผู้บริหารสูงสุดของหนว่ ยงานของท่าน ให้
ความสำคญั กับการต่อต้านการทจุ ริต มากน้อย
เพียงใด
ประเด็นการประเมนิ ระดับ
มี ไม่มี
i26 หน่วยงานของทา่ น มีการดำเนนิ การ ดงั ต่อไปนี้ หรือไม่
▪ ทบทวนนโยบายหรอื มาตรการป้องกนั การทุจริตในหนว่ ยงานใหม้ ี
ประสิทธภิ าพ
▪ จัดทำแผนงานด้านการปอ้ งกันและปราบปรามการทุจรติ ของหนว่ ยงาน
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภิบาลภาครฐั
80
ระดบั
ประเดน็ การประเมนิ น้อยท่สี ุด นอ้ ย มาก มาก
หรือไม่มี ทสี่ ดุ
เลย
i27 ปัญหาการทุจรติ ในหน่วยงานของทา่ น ได้รับ
การแก้ไข มากน้อยเพียงใด
i28 หนว่ ยงานของท่าน มีการดำเนินการ
ดังต่อไปน้ี
ตอ่ การทุจริตในหนว่ ยงาน มากนอ้ ยเพียงใด
▪ เผ้าระวงั การทุจรติ
▪ ตรวจสอบการทุจรติ
▪ ลงโทษทางวินยั เมอ่ื มกี ารทุจรติ
i29 หน่วยงานของทา่ น มีการนำผลการตรวจสอบ
ของฝ่ายตรวจสอบ ทั้งภายในและภายนอก
หนว่ ยงานไปปรบั ปรงุ การทำงาน เพือ่ ป้องกนั การ
ทุจริตในหน่วยงาน มากน้อยเพยี งใด
i30 หากทา่ นพบเหน็ แนวโนม้ การทุจรติ ท่จี ะ
เกิดข้นึ ในหนว่ ยงานของท่าน ทา่ นมคี วามคดิ เหน็
ต่อประเด็นดังต่อไปน้ี อย่างไร
▪ สามารถร้องเรียนและสง่ หลักฐานไดอ้ ย่าง
สะดวก
▪ สามารถติดตามผลการร้องเรยี นได้
▪ มัน่ ใจวา่ จะมีการดำเนินการอยา่ งตรงไปตรงมา
▪ มั่นใจว่าจะปลอดภยั และไม่มีผลกระทบต่อ
ตนเอง
หมายเหตุ: -หากทา่ นเหน็ ว่าหนว่ ยงานของทา่ นไม่มปี ัญหาการทจุ ริตใหต้ อบ “มากทสี่ ดุ ”
-หากหนว่ ยงานของทา่ นไมม่ กี ารทจุ ริต จึงทำใหไ้ มม่ กี ารลงโทษทางวนิ ัย ให้ตอบ "มากท่สี ดุ "
- ฝา่ ยตรวจสอบภายใน หมายถึง ส่วนงานตรวจสอบภายในของหน่วยงาน ฝ่ายตรวจสอบภายนอก หมายถงึ หนว่ ยงานท่มี อี ำนาจหน้าที่
ตรวจสอบการดำเนนิ งานของหนว่ ยงานภาครฐั เชน่ สำนกั งานการตรวจเงินแผ่นดนิ (สตง.) เป็นต้น
เอกสารประกอบการสอน วิชา การบรหิ ารธรรมาภบิ าลภาครฐั