๒๐๐ ปี วดั หนองตองและประวัตคิ วามเป็นมาของเวยี งมโน
อนุโมทนากถา
หนงั สอื ทท่ี า่ นถอื อยนู่ เี้ ปน็ สว่ นหนง่ึ ของการด�ำ เนนิ งาน “คณะท�ำ งานวจิ ยั เพอื่ พฒั นาทอ้ งถนิ่ เทศบาล
ตำ�บลหนองตองพัฒนา” ซ่ึงเกิดจากการตกลงความร่วมมือทางวิชาการ เพื่อใช้ข้อมูลงานวิจัยฯ นำ�ทาง
การพฒั นาทอ้ งถ่นิ โดยประกอบดว้ ยองค์กรตา่ งๆ ส่ฝี ่าย ได้แก่
๑. เทศบาลตำ�บลหนองตองพัฒนา
โดย นายวารนิ เข่ือนแก้ว นายกเทศมนตรตี �ำ บลหนองตองพัฒนา
๒. สถาบนั วิจัยสังคม มหาวทิ ยาลัยเชยี งใหม่
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรลัญจ์ บุณยสุรัตน์ ผอู้ ำ�นวยการสถาบันวจิ ยั สังคม
๓. วทิ ยาลัยสงฆล์ �ำ พนู มหาวิทยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลยั
โดย พระครูสิริสุตานุยุต, ผูช้ ่วยศาสตราจารย์ ดร.ผ้อู �ำ นวยการวิทยาลยั สงฆ์ล�ำ พูน
๔. ศูนย์ถา่ ยทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีชมุ ชนจงั หวัดลำ�พนู
โดย นายชูเกยี รติ ปนั ตา ผอู้ �ำ นวยการศนู ยถ์ ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีชมุ ชน
จังหวัดล�ำ พนู
เน่อื งในวาระโอกาสครบรอบ ๒๐๐ ปี การสำ�รวจหวั หมวดอโุ บสถนครเชยี งใหม่ พ.ศ. ๒๓๖๕
ปรากฎนาม “วดั หนองตอง” ในรอบ ๒๐๐ ปี รวมถงึ การสนบั สนนุ การสบื คน้ เรอ่ื งราวความเปน็ มาของเมอื งโบราณ
เวียงมโน และเร่ืองราวเจ้าหลวงมโน บุคคลในประวัติศาสตร์ท้องถิ่นชุมชนที่ผู้คนให้ความเคารพนับถือ
คณะท�ำ งานวจิ ยั ฯ และผสู้ นใจในประวตั ศิ าสตรช์ มุ ชนหนองตอง จงึ ไดพ้ รอ้ มใจกนั จดั กจิ กรรมส�ำ คญั หลายประการ
รวมทั้งการจัดพิมพ์หนังสือเล่มน้ี เพ่ือส่งเสริมการดำ�เนินงานดังที่ได้กล่าวมาข้างต้น ให้เกิดการมีส่วนร่วม
เกดิ การรับรู้ประวัติศาสตร์ชมุ ชนต�ำ บลหนองตองเป็นวงกวา้ งไดม้ ากยิ่งข้นึ
ขออนโุ มทนาตอ่ ทา่ นผรู้ บั เปน็ เจา้ ภาพจดั พมิ พห์ นงั สอื คณะผจู้ ดั ท�ำ หนงั สอื และทา่ นผมู้ สี ว่ นรว่ ม
ในกจิ กรรมต่างๆ เพื่อเปน็ ปฏกิ าระบรรณาการในครง้ั นี้ ขออ�ำ นาจคณุ แห่งพระรตั นตรยั บารมเี จา้ หลวงมโน
บนั ดาลใหท้ า่ นมแี ตค่ วามสขุ ความเจรญิ ดว้ ยจตรุ พธิ พรชยั ทง้ั ๔ คอื อายุ วรรณะ สขุ ะ พละ ทกุ ประการเทอญ
(พระครูอาทรวิสทุ ธคิ ุณ)
เจา้ คณะอ�ำ เภอหางดง
เจ้าอาวาสวัดหนองตอง
ก บทบรรณาธกิ าร
๒๐๐ ปี วดั หนองตองและประวตั คิ วามเปน็ มาของเวียงมโน
บทบรรณาธิการ
สบื เนอ่ื งจากจากเทศบาลต�ำ บลหนองตองพฒั นา ไดส้ นองพระราชด�ำ รใิ นสมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้
กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี ภายใต้ โครงการอนรุ กั ษพ์ นั ธกุ รรมพชื อนั เนอื่ งมาจาก
พระราชดำ�รสิ มเด็จพระเทพรตั นราชสดุ าฯ สยามบรมราชกุมารี (อพ.สธ.) ในส่วนของใบงานที่ ๘ และ ๙
การเกบ็ ขอ้ มลู ภมู ปิ ญั ญาและ ขอ้ มลู แหลง่ ทรพั ยากรโบราณคดใี นทอ้ งถนิ่ รวมถงึ นโยบายส�ำ คญั ประการหนง่ึ
ของเทศบาลตำ�บลหนองตองพัฒนา เก่ียวกบั การสง่ เสรมิ สนบั สนุนวฒั นธรรม ประเพณี ภูมปิ ญั ญาทอ้ งถิ่น
โดยเฉพาะศลิ ปะลา้ นนาใหเ้ ปน็ ทร่ี จู้ กั ของนกั ทอ่ งเทย่ี ว อนรุ กั ษแ์ ละสบื สานวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี
ภมู ปิ ัญญาท้องถ่ิน พฒั นาชุมชนใหเ้ ปน็ เมอื งน่าอยู่ จึงนำ�ไปสู่การบันทกึ ตกลงความรว่ มมอื (MOU) สี่ฝา่ ย
ประกอบด้วย
๑. เทศบาลต�ำ บลหนองตองพฒั นา
๒. สถาบนั วิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
๓. วทิ ยาลัยสงฆล์ ำ�พูน มหาวทิ ยาลยั มหาจฬุ าลงกรณราชวิทยาลัย
๔. ศูนย์ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยีชมุ ชนจงั หวัดล�ำ พูน
จึงได้จัดตั้ง “คณะทำ�งานวิจัยเพ่ือพัฒนาท้องถิ่นตำ�บลหนองตอง” เพื่อร่วมกันขับเคล่ือน
หนนุ เสรมิ ซง่ึ กนั และกนั ในการน�ำ กระบวนการงานวจิ ยั ฯ น�ำ ทางการพฒั นาทอ้ งถน่ิ ในมติ ติ า่ งๆอยา่ งหลากหลาย
ซงึ่ หมายรวมถงึ เรอ่ื งราวของ “เจ้าหลวงมโน” ที่ประทับอยใู่ นหวั ใจของคนต�ำ บลหนองตองมาอย่างยาวนาน
หลายชว่ั อายุคน
ปรารภถึงวาระครบรอบ ๒๐๐ ปี (พ.ศ. ๒๓๖๕ – ๒๕๖๕) แหง่ การส�ำ รวจหัวหมวดอุโบสถ
วดั นครเชยี งใหม่ ปรากฏนาม “วดั หนองตอง” อกี ทง้ั ในวาระทพี่ ระครอู าทรวสิ ทุ ธคิ ณุ เจา้ คณะอ�ำ เภอหางดง
เจ้าอาวาสวัดหนองตอง เจริญอายุวัฒนมงคล ๗๖ ปี ๕๖ พรรษา คณะทำ�งานวิจัยเพื่อพัฒนาท้องถ่ิน
ตำ�บลหนองตอง โดยการอำ�นวยการของเทศบาลตำ�บลหนองตองพัฒนา จึงถือเอาโอกาสแห่งมหามงคลน้ี
รว่ มเปน็ เจา้ ภาพกบั คณะสงฆแ์ ละมหาชนทง้ั ปวง เพอื่ รว่ มจดั กจิ กรรมหลากหลายประการ รวมถงึ การจดั ท�ำ หนงั สอื
“๒๐๐ ปี วัดหนองตองและประวัติความเป็นมาของเวียงมโน” เล่มน้ี ประการหน่ึงเพื่อน้อมถวายเป็น
อาจาริยะบูชาในพระครูอาทรวิสุทธิคุณ อีกประการสำ�คัญเพื่อเป็นการรวบรวม เรียบเรียงข้อมูลประวัติ
วดั หนองตองซง่ึ เปน็ วดั ส�ำ คญั ทม่ี คี วามเปน็ มาควบคกู่ บั ทอ้ งถน่ิ มาอยา่ งยาวนาน ตลอดถงึ ขอ้ มลู บางสว่ นของเวยี งมโน
เมืองโบราณอายุกว่าพันปีที่มีประวัติศาสตร์ร่วมสมัยกับอาณาจักรหริภุญไชย (ลำ�พูน) อย่างมีนัยสำ�คัญ
รวมถึงเรอ่ื งราวความเคารพนบั ถือเชดิ บชู าในวีรบุรษุ ท้องถนิ่ นาม “เจ้าหลวงมโน” ของคนต�ำ บลหนองตอง
หนังสือ “๒๐๐ ปี วัดหนองตอง และประวัตคิ วามเป็นมาของเวียงมโน” ซง่ึ มีเนือ้ หาประกอบไปดว้ ย
สารบญั ข
๒๐๐ ปี วัดหนองตองและประวัติความเปน็ มาของเวยี งมโน
ประวตั วิ ดั หนองตอง จากการคน้ ควา้ เอกสารโบราณ มขุ ปาฐะ เอกสารทางราชการ สามารถสบื คน้ ได้
ในราว ๒๐๐ ปี ท่ีวดั และชมุ ชนหนองตองปรากฏขนึ้
ประวัติศาสตร์เวียงมโน รวบรวมเร่ืองราวที่นักประวัติศาสตร์ นักวิชาการได้ทำ�การค้นคว้า
พนื้ ทปี่ ระวตั ศิ าสตรแ์ หง่ นี้ นบั ตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๑๑ ทปี่ รากฏจารกึ แมห่ นิ บดเวยี งมโน (ชม.๔๕) ท�ำ ใหม้ กี ารศกึ ษาคน้ ควา้
ทางประวัติศาสตร์ เช่ือมโยงความสัมพันธ์กับเมืองโบราณในแอ่งเชียงใหม่-ลำ�พูน และเป็นที่ยอมรับ
ในการมีตวั ตนของเมืองโบราณแห่งนี้
ตำ�นาน “เจ้าหลวงมโน” ความรักความศรัทธาของลูกหลานตำ�บลหนองตอง และมีความเช่ือ
ในเร่อื งราวปาฎหิ าริย์ พธิ ีกรรม และความส�ำ นกึ รักบรรพบรุ ุษของคนในท้องถน่ิ
เจ้าหลวงมโน วีรบุรุษในอุดมคติของผู้คนรุ่นฟื้นม่าน วีรบุรุษท้องถิ่นที่มีร่องรอยการปรากฎตัว
ในเอกสารโบราณของบา้ นเมอื ง ซง่ึ มคี วามเชอ่ื วา่ เปน็ บรรพบรุ ษุ ของคนหนองตอง น�ำ สกู่ ารสรรคส์ รา้ งจนิ ตภาพ
และภาพวาดเชิงบุคลาธิษฐาน โดยศิลปินล้านนาช่ือดัง อาจารย์ประสงค์ ลือเมือง แห่งหอศิลป์สิริวิชชโย
บา้ นพันตาเกนิ ต�ำ บลต้นธง อ�ำ เภอเมืองล�ำ พูน จงั หวัดลำ�พนู ตอ่ ยอดไปถึงการจดั ทำ�อนสุ รณส์ ถาน
โครงการวิจัยเพ่ือพัฒนาท้องถ่ินตำ�บลหนองตอง บอกเล่าความเป็นมาในการขับเคลื่อน สืบค้น
รวบรวม เรียบเรียง วิเคราะห์ สังเคราะห์ เรื่อง “เจ้าหลวงมโน” ทั้งจากเอกสารโบราณ หลายรายการ
ตลอดถึงจากการจัดเวทีเสวนา เพื่อรับฟังเร่ืองราว เรื่องเล่า มุขปาฐะจากปราชญ์ผู้รู้ ผู้เฒ่าผู้แก่ในชุมชน
รวมถงึ การลงพ้นื ท่ี เพื่อเรียบเรยี งเปน็ ฐานข้อมลู ทอ้ งถ่ิน
ซึ่งข้อมูลเหล่านี้เกิดจากการท่ี “คณะทำ�งานวิจัยเพ่ือพัฒนาท้องถ่ินตำ�บลหนองตอง”
โดยการอำ�นวยการของเทศบาลต�ำ บลหนองตองพัฒนา ไดส้ ืบค้น รวบรวม เรียบเรยี ง วเิ คราะห์ สงั เคราะห์
ดว้ ยกระบวนการทีม่ สี ว่ นรว่ มจากทกุ ภาคส่วนกระท่ังได้จดั ทำ�พมิ พเ์ ป็นหนงั สือฉบบั นขี้ ้ึนมา
อนุโมทนา ขอบคุณทุกท่านที่มีส่วนร่วมกันในทุกๆกรณี หวังใจเป็นอย่างย่ิงการดำ�เนินงาน
ดว้ ยกศุ ลเจตนาอนั บรสิ ทุ ธใ์ิ นครง้ั นจ้ี ะน�ำ พาความสขุ ความอมิ่ เอมใจ และน�ำ ไปพฒั นาตอ่ ยอดเพอ่ื ประโยชนส์ ขุ
ในทุกๆมิติ ตามเจตนาอนั ดีของทกุ ท่านต่อไป
พระสมเกยี รติ กิตฺติธมฺวโํ ส - พศิ าล ดวงดึง - แวน่ แกว้ ชัยอาราม
สงิ หาคม ๒๕๖๕
ค บทบรรณาธกิ าร
๒๐๐ ปี วดั หนองตองและประวัตคิ วามเป็นมาของเวยี งมโน
สารบญั
เรอื่ ง หนา้
๑. อนุโมทนากถา ........................................................................................................................... ก.
โดย พระครอู าทรวสิ ทุ ธคิ ณุ (บญุ ตนั ปรสิ ทุ โธ) เจา้ คณะอ�ำ เภอหางดง เจา้ อาวาสวดั หนองตอง
๒. บทบรรณาธิการ ......................................................................................................................... ข.
๓. สารบัญ ...................................................................................................................................... ง.
๔. ประวัตศิ าสตร์ “๒๐๐ ปี วัดหนองตอง” ................................................................................... ๑
๕. ประวตั ิศาสตร์ “เวียงมโน” เมืองโบราณ ๑,๔๐๐ ปี ที่รอการคน้ หา ........................................ ๑๙
๖. ตำ�นาน “เจา้ หลวงมโน” ความรักความศรทั ธาของลกู หลานตำ�บลหนองตอง ........................... ๓๗
๗. “เจ้าหลวงมโน” วีรบรุ ุษในอดุ มคติของผคู้ นรุ่นฟ้ืนม่าน ............................................................ ๔๑
๘. โครงการวิจยั เพอื่ พัฒนาทอ้ งถ่นิ ตำ�บลหนองตอง ...................................................................... ๔๙
สารบญั ง
๐๑
“๒๐๐ปรปะีววตั ดั ศิ หานสอตงรต์ อง”
ประวัติวัดหนองตอง
ตำ�บลหนองตอง อำ�เภอหางดง จงั หวัดเชยี งใหม่
วัดหนองตอง ตั้งอยู่เลขที่ ๑๘๘ หมู่ท่ี ๓ ตำ�บลหนองตอง อำ�เภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่
๕๐๓๔๐ สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เม่ือวันที่ ๒๓ มิถุนายน พ.ศ.
๒๕๑๔ เขตวสิ งุ คามสีมา กวา้ ง ๔๐ เมตร ยาว ๘๐ เมตร ทด่ี ินตง้ั วัดมเี นือ้ ที่ ๓ ไร่ ๓ งาน ๕๒ ตารางวา
ปจั จบุ นั ที่ดนิ ทีต่ ้ังวัด มีเน้ือท่ี ๓ ไร่ ๑ งาน ๗ ตารางวา โฉนดทีด่ ิน เลขที่ ๕๖๓๑๙ อาณาเขตทิศเหนือ
จรดลำ�น้ำ�เหมืองและหมู่บ้าน ทิศใต้จรดกับหมู่บ้านและถนนสาธารณะ มีท่ีธรณีสงฆ์ ๔ ผืน ท่ีธรณีสงฆ์
จำ�นวน ๔ แปลง
แปลงท่ี ๑ มีเน้ือที่ ๑ งาน ๓๗ ตารางวา โฉนดทีด่ นิ เลขท่ี ๓๙๕๒
แปลงที่ ๒ มเี นอ้ื ท่ี ๘๕ ตารางวา โฉนดทีด่ ิน เลขท่ี ๓๙๕๑
แปลงที่ ๓ มีเนื้อท่ี ๗๘ ตารางวา โฉนดทด่ี นิ เลขท่ี ๓๙๔๙
แปลงที่ ๔ มีเนื้อที่ ๒ ไร่ ๒ งาน โฉนดท่ีดิน เลขท่ี ๖๙๙๓๓ เป็นท่ีต้ังวัดหนองตอง
อาคารเสนาสนะประกอบด้วย อุโบสถ วิหาร เจดีย์ หอระฆัง ศาลาการเปรียญ กุฏิสงฆ์ โรงครัว
อาคารเรยี นปรยิ ัตธิ รรม หอประชมุ สงฆ์และบ�ำ เพญ็ บุญ ปชู นียวัตถุ มพี ระพทุ ธรปู ปางต่างๆ เป็นต้น
การสง่ เสรมิ การศึกษา
เปิดสอนภาษาไทยภายในวัด ราวปี พศ. ๒๔๕๕ เปน็ ต้นมา
เปน็ ทม่ี าของโรงเรียนบ้านหนองตอง โรงเรยี นเทศบาลหนองตองวทิ ยา
โรงเรยี นพระปริยตั ธิ รรมแผนกธรรม เปิดสอนเมอ่ื พ.ศ. ๒๔๙๗
ศนู ยศ์ ึกษาพระพทุ ธศาสนาวันอาทติ ย์ เปดิ สอนเมอื่ พ.ศ. ๒๕๒๗
ได้รบั รางวลั
วัดพฒั นาตัวอย่าง โดย กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธิการ เมอ่ื ปี พ.ศ. ๒๕๓๓
วัดพฒั นาดเี ด่น โดย กรมการศาสนา กระทรวงศกึ ษาธิการ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๔
ล�ำ ดบั เจ้าอาวาส ตงั้ แต่อดตี จนถึงปัจจุบนั ตามท่ีสืบคน้ ไดด้ งั นี้
รปู ท่ี ๑ พระอริยะ ตามเอกสารหวั หมวดอโุ บสถนครเชยี งใหม่
รปู ที่ ๒ พระสิทธิ
รปู ที่ ๓ พระครบู าญาณะ ญาณรํสี
รูปท่ี ๔ พระเบ้ยี ว
รูปที่ ๕ พระบุญมา โพธโิ ก
รูปที่ ๖ พระจันทร์
รปู ท่ี ๗ พระดี
รปู ที่ ๘ พระบุญเสริญ ธมฺมทินฺโน
รูปที่ ๙ พระบญุ ยงั ญาณวโร
รูปที่ ๑๐ พระครอู าทรวิสทุ ธคิ ุณ (บญุ ตนั ปริสุทโฺ ธ) ๒๕๑๗ - ปัจจบุ ัน
วัดหนองตอง..
ตามหนังสือประวัติวัดทั่วราชอาณาจักรเล่ม ๙ แจ้งว่าสร้างเม่ือ
พ.ศ. ๒๔๐๗ แตป่ รากฎในช้นั หลังพบวา่ มีชอื่ ปรากฎคร้งั แรกในบันทกึ สำ�รวจ
หวั หมวดอุโบสถนครเชียงใหม่ คร้งั ที่ ๑ ปี พ.ศ. ๒๓๖๕ ต้ังอยใู่ นบริเวณเมือง
โบราณท่ีเรียกวา่ เวียงมโน ร่วมยคุ หรภิ ญุ ไชย ภายหลังเปน็ เมอื งร้างหา่ งผคู้ น
ในสมยั ตอ่ มา พระเจา้ กาวลิ ะ เจา้ ผคู้ รองนครเชยี งใหม่ องคท์ ่ี ๑ ไดท้ �ำ การฟนื้ มา่ น
และถวายพระนครเชียงใหม่เข้าเป็นเมืองประเทศราชภายใต้พระบารมีของ
พระบรมราชจกั รวี งศ์ พน้ื ทแี่ หง่ นตี้ า่ งมผี คู้ นอพยพโยกยา้ ยถนิ่ ฐานหลากชาตพิ นั ธ์ุ
เข้ามาแผ้วถางเมืองโบราณแห่งน้ีต้ังเป็นชุมชนหนองตองข้ึน และมีการสร้าง
วัดประจำ�ชุมชนขึ้นในช่วงนั้น คนเก่าแก่ในชุมชนเรียกกันโดยทั่วไปว่า
วัดหนองตองหลวง เป็นคำ�เรียกวัดใหญ่คู่ชุมชน และยังเป็นช่ือของตำ�บล
สุขาภบิ าล เทศบาลในกาลตอ่ มา
วัดหนองตอง วดั โบราณของชมุ ชนหนองตอง ซึ่งตั้งมาคูก่ บั การต้งั
ชมุ ชนหนองตอง ปรากฎความเปน็ มาและเรอื่ งราวในรอบ ๒๐๐ ปี โดยหลกั ฐาน
ที่สามารถเช่ือมโยงถึงความเก่าแก่ของชุมชนท่ีอพยพมาตั้งรกรากอยู่บริเวณ
ต�ำ บลหนองตอง หลังจากยคุ เกบ็ ผกั ใสซ่ ้าเก็บขา้ ใส่เมือง ดังหลกั ฐานจากจารึก
พระพุทธรูปแกะสลักไม้ และปั้นด้วยสมุกรักปิดทอง มีจารึกที่ฐานระบุถึง
จลุ ศกั ราช ๑๒๐๔ หรอื พ.ศ. ๒๓๘๕ และในหมพู่ ระพทุ ธรปู โลหะซง่ึ มคี วามเกา่ แก่
ราวพุทธศตวรรษท่ี ๒๑ ซึ่งได้รับการบูรณะปิดทอง ได้ระบุถึงการบูรณะ
และถวายพระพทุ ธรปู ในชว่ งเดือน ๗ เพง็ (เดือน ๕ ไทย) ระบุจุลศักราช
๑๒๓๒ หรือ พ.ศ. ๒๔๑๓ ซึ่งหมู่พระพุทธรูปโบราณของทางวัดระบุถึง
วนั ทที่ �ำ การถวายทานครงั้ ใหญน่ นั้ เชอื่ ไดว้ า่ พนื้ ทหี่ นองตองชว่ งนนั้ ทมี่ ผี คู้ นอาศยั
อยทู่ แี่ หง่ นอ้ี ยา่ งหนาแนน่ และสามารถสรา้ งศาสนสถานประจ�ำ ชมุ ชนไดอ้ ยา่ งมนั่ คง
ก�ำ ลงั ส�ำ คญั ทใี่ หค้ วามอปุ ถมั ภว์ ดั มาโดยตลอดอาทิ ตระกลู วณสี อน ตระกลู กนั ทะ ตระกลู ไชยชนะ
ตระกูลอินทชัย ตระกูลบัวคำ�ซาว ตระกูลมูลมัง ตระกูลวรรณภีร์ ตระกูลศรีไชยยา ตระกูลชัยวงศ์
ตระกูลพรหมมโน ซ่ึงมีประวัติตระกูลท่ีเก่ียวพันธ์กับทางวัดมาอย่างยาวนาน โดยในปัจจุบันคณะศรัทธา
ทใ่ี หก้ ารอปุ ถมั ภ์ ไดแ้ ก่ หมทู่ ่ี ๓ บา้ นหนองตอง ซง่ึ มปี ระมาณ ๒๐๐ ครวั เรอื น และครวั เรอื นในหมบู่ า้ นใกลเ้ คยี ง
ทศี่ รทั ธาวัดหนองตองมาแต่ครง้ั บรรพบุรษุ
ชอ่ื วดั นามบา้ น “วดั หนองตองหลวง” เปน็ ค�ำ เรยี กของคนเกา่ แกใ่ นชมุ ชน ทใ่ี ชเ้ รยี กชอื่ วดั หนองตอง
ในอดตี ค�ำ วา่ หลวง ทตี่ อ่ ทา้ ยในชอ่ื วดั ในลา้ นนามกั ใชเ้ รยี กวดั ทเี่ ปน็ ศนู ยก์ ลางของชมุ ชนใหญ่ โดยในชว่ งรอ้ ยปี
ยังปรากฏการใชเ้ รียกช่อื วดั และเขียนบนั ทึกไว้ ดงั ปรากฏในพับสาของครบู าญาณะ ญาณรํสี อดตี เจ้าอาวาส
วัดหนองตอง ท่ีเป็นมรดกของพ่อหนานอ้าย ยศเดช บ้านทุ่งนาเวียง หมู่ ๑๓ ระบุว่า ครูบาญาณะ
วัดหนองตองหลวง ซึ่งคำ�ว่า “หนองตองหลวง” เป็นคำ�เรียกชื่อวัด-บ้านมาแต่เดิม ภายหลังเหลือเพียง
“หนองตอง”
หลวงพ่อวดั หนองตอง พระพุทธรปู ประจ�ำ วัด
การส่งเสริมกิจการการศึกษาของชาติ ความสำ�คัญในช่วงนครเชียงใหม่ผนวกเป็นหน่ึงเดียวกับ
ราชอาณาจกั รสยาม โดยจดั ตงั้ มณฑลพายพั และผลกั ดนั ในชนพนื้ เมอื งเลา่ เรยี นภาษาไทย โดยทมี่ คี �ำ กลา่ วกนั
ในบรรดาคนเกา่ แกข่ องชุมชน ว่า ทว่ี ัดหนองตองแห่งน้มี ีการการเปดิ เรยี นหนังสือภาษาไทยทวี่ ดั หนองตอง
จนกระทั่งจัดต้ังโรงเรียนบ้านหนองตอง ในวัดหนองตอง ก่อนจะย้ายไปตั้งในบริเวณ ซ่ึงอยู่ฝั่งตรงข้าม
ด้านทิศใต้ของวัด มีถนนถนนสันป่าตอง-ลำ�พูน ตัดผ่าน ปัจจุบันเป็นท่ีตั้งของศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก
เทศบาลต�ำ บลหนองตองพัฒนาและในปัจจุบนั ได้ไปตั้ง ณ หมู่ที่ ๒ ตำ�บลหนองตอง ซึง่ ปจั จบุ ันโอนยา้ ย
อยู่ภายใต้การดูแลของเทศบาลตำ�บลหนองตองพัฒนาโดยใช้ชื่อว่า โรงเรียนเทศบาลหนองตองวิทยา
เอกสารทย่ี นื ยนั ความเกา่ แกข่ องการจดั ตง้ั โรงเรยี นในวดั หนองตอง ในอตั ตชวี ประวตั ขิ องพระครอู ดลุ สหี วตั ต์
(สิงห์คำ� อริโย) นามสกุล อโนจา อดีตเจ้าคณะอำ�เภอแม่สรวย อดีตเจ้าอาวาสวัดพระธาตุจอมแจ้ง
อ�ำ เภอแมส่ รวย จงั หวดั เชยี งราย ในหนงั สอื ไดร้ ะบไุ ดว้ า่ ในชว่ งทที่ า่ นไดบ้ รรพชาเปน็ สามเณร จากบา้ นปา่ ขาม
ต�ำ บลเหมืองงา่ อำ�เภอเมอื งลำ�พูน ไดข้ า้ มน�ำ้ ปงิ มาพำ�นักที่วัดร้องครก (รา้ ง) ต�ำ บลหนองตอง และได้เขา้ มา
ศึกษาเล่าเรียนหนงั สือภาษาไทยที่วัดหนองตอง ในชว่ งหลังจากปี พ.ศ. ๒๔๕๕ ขอ้ มลู จากหนังสืออนสุ รณ์
พระราชทานเพลงิ ศพ พระครอู ดุลสีหวตั ต์ (สงิ ห์คำ� อรโิ ย นามสกลุ อโนจา ) ซึ่งการเปดิ เรียนภาษาไทย
คงจะอย่ใู นยคุ ของพระครบู าญาณะ ญาณรํสี เปน็ เจ้าอาวาส
ลำ�ดับเจ้าอาวาสท่ีครองวัด ไม่พบหลักฐานที่ชัดเจนว่ามีเจ้าอาวาสครองวัดนับแต่สร้างวัดก่ีรูป
จากหนังสือประวัตศิ าสตร์ล้านนาฉบับ สมโภชพระธาตุดอยสเุ ทพ ๓๖๕ ปี ไดก้ ลา่ วถงึ การจัดหมวดอุโบสถ
ในนครเชยี งใหม่ ปี ๒๓๖๕ วา่ โบสถวัดตน้ ผึ้งแควน่ ใต้ มี ๗ วัด ... วัดหนองตอง ชื่อ อรยิ ะ.. โดย
ระบุชือ่ เจ้าอาวาสว่า พระอรยิ ะ แต่เพยี งนี้ ในปี ๒๕๕๔ ไดม้ ีการรื้อถอนวหิ ารหลงั เดมิ พบหลกั ฐานจารึก
ทเ่ี ดง็ (กระดง่ิ ) ประดบั ชอ่ ฟา้ ของวหิ ารวดั หนองตอง ระบวุ า่ “จลุ สกราชได้ ๑๒๓๒ ตวั ปกี ดสงา้ สทั ธา ธหุ ลวงสทิ ธิ
ถวายทานไวก้ บั น”ี้ ตรงกบั พ.ศ. ๒๔๐๔ ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระปรเมนทรรามาธบิ ดศี รสี นิ ทรมหามงกฎุ
พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระสยามเทวมหามกฏุ วทิ ยมหาราช และสมยั พระเจา้ กาวโิ ลรสสรุ ยิ วงศ์ ผคู้ รองนครเชยี งใหม่
องคท์ ่ี ๖ ซงึ่ เปน็ ชอื่ พระสงฆท์ เี่ กา่ แกแ่ ละมหี ลกั ฐานจารกึ นอกจากนนั้ ไดส้ ญู หายไปตามกาลเวลา มเี พยี งค�ำ บอกเลา่
ของผคู้ นทบี่ อกผา่ นลกู หลานชาววดั หนองตอง เจา้ อาวาสรปู ทมี่ คี ณุ ปู การตอ่ วดั ทสี่ ามารถสบื คน้ จากค�ำ บอกเลา่
และเอกสารที่มี คือพระครบู าญาณะ ญาณรสํ ี พระครูบาญาณะ ญาณรํสี ทา่ นนม้ี ีบทบาทมากในชุมชน
บ้านหนองตอง กล่าวกันว่าท่านเป็นคนชาตพิ นั ธ์ไุ ตเขนิ จากบ้านป่าลาน ตำ�บลหนองตอง โดยในส่วนของ
การศึกษาและสอบถามเร่ืองชาติพันธุ์ในตำ�บลหนองตอง พบว่ารูปแบบการนับถือบรรพบุรุษในชุมชน
มคี วามหลากหลายทางชาติพันธุ์ แตช่ มุ ชนชาวไตเขินซึง่ อาศัยอยู่ในบริเวณหม่ทู ี่ ๓ บ้านหนองตอง หม่ทู ี่ ๔
บา้ นปา่ ลาน รวมทงั้ บา้ นสบหาร บา้ นปา่ ลาน ต�ำ บลทงุ่ ตอ้ ม อ�ำ เภอสนั ปา่ ตอง และบา้ นลอ้ งปหู่ มน่ อ�ำ เภอสารภี
ซึ่งปัจจุบันยังสามารถสืบค้นหาอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ได้บ้าง และจากการสังเกตพุทธลักษณะศิลปะของ
พระพุทธรูปประธานในวิหารของวัดหนองตอง มีความคล้ายคลึงพระพุทธรูปศิลปะไตเขินอยู่มาก
ซงึ่ มคี �ำ บอกเลา่ สบื ๆกนั มาวา่ ในอดตี คณะศรทั ธาทอี่ ปุ ถมั ภว์ ดั หนองตองนน้ั นบั แตท่ างบา้ นปา่ ลานหมทู่ ี่ ๔ บางสว่ น
มาจนถึงฝ่งั บา้ นสวนหลวง คนั ธรส หมทู่ ี่ ๑๓ พระครูสุคนธร์ ัตนคณุ (จันทร์แกว้ สุเมโธ นามสกุล จันทร์ดิ)
เจา้ อาวาสวดั คนั ธรส (ปา่ ซาง) อายุ ๙๐ ปี ไดเ้ ลา่ ใหฟ้ งั วา่ ทา่ นเปน็ คนบา้ นสวนหลวงเมอ่ื เดก็ ครอบครวั ของทา่ น
ท่ีบ้านสวนหลวงเป็นศรัทธาของวัดหนองตอง มาทำ�บุญทุกวันพระท่ีวัดหนองตอง ตามประวัติบอกเล่าถึง
ครบู าญาณะ ญาณรสํ ี ทา่ นน้ี เปน็ เจา้ อาวาสวดั หนองตองตง้ั แตย่ งั หนมุ่ เปน็ พระสงฆท์ มี่ ผี คู้ นใหค้ วามนบั ถอื มาก
และยังมีความสามารถในการเทศน์ ตลอดจนเช่ียวชาญในวิทยาคมของชาวล้านนาท่ีเป็นที่พ่ึงทางใจ
แกช่ าวบา้ นในยามล�ำ บาก มลี กู ศษิ ยล์ กู หาทไี่ ดร้ บั การสบื ทอดวทิ ยาคมทางลา้ นนามากพอสมควร เพราะปรากฎ
หลกั ฐานในชน้ั หลงั วา่ มพี บั สาทเี่ ขยี นโดยครบู าพบเหน็ ตามบา้ นเรอื นผเู้ ฒา่ ผแู้ กท่ เี่ ปน็ ลกู ศษิ ยท์ า่ นจ�ำ นวนหนง่ึ
สิ่งหน่ึงท่ียังต้องศึกษาคือความสัมพันธ์ทางคณะสงฆ์และประวัติศาสตร์ท้องถ่ินของพระครูบาท่านนี้
และครบู าศรวี ชิ ยั วดั บา้ นปาง เนอ่ื งจากปรากฏภาพถา่ ยของครบู าเจา้ ศรวี ชิ ยั ในฉากภาพถา่ ยของครบู าญาณะ
ซง่ึ มกี ารระบวุ นั เดอื นปที ถ่ี า่ ยภาพวา่ พระญาณะ ญาณรสํ ี ถา่ ยเมอ่ื อายุ ๔๘ ปี พ.ศ. ๒๔๗๕ ซงึ่ ท�ำ ใหเ้ กดิ ความคดิ
ในการคน้ ควา้ ประวตั วิ ดั -บคุ คลในชมุ ชนหนองตอง ทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ บั สายครบู าเจา้ ศรวี ชิ ยั วดั บา้ นปางตอ่ ไป
เร่อื งราวของพระครบู าไมพ่ บประวตั ิทมี่ าชัดเจนมากกวา่ นเี้ นื่องจากทา่ นมรณภาพในช่วงอายไุ ม่มาก
( รูปพระครูบาญาณะ ญาณรสํ ี ถา่ ยเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ )
นบั จากหลงั ยคุ ครบู าญาณะ ญาณรสํ ี เปน็ ตน้ มา ทางวดั มเี จา้ อาวาสหรอื ผรู้ กั ษาการแทนเจา้ อาวาส
สบื เนอื่ งมาหลายรปู เชน่ พระเบยี้ ว ( พอ่ หนานเตจ๊ ะ๊ หนง่ึ ในมคั นายกเวนทาน ๔ มมุ พระบรมธาตเุ จา้ ดอยสเุ ทพ),
พระบญุ มา โพธโิ ก, พระจันทร,์ พระด,ี พระอธกิ ารบุญเสริญ ธมมฺ ทินโฺ น (ลาสิกขา), พระบุญยัง ญาณวโร
(อินกวา) (ลาสิกขา) ซ่ึงแต่ละท่านก็ได้สร้างคุณูปการให้กับทางวัดพอสมควรตามระยะเวลาในการ
ดำ�รงต�ำ แหนง่
เจ้าอาวาสรูปปัจจุบัน พระครูอาทรวิสุทธิคุณ (บุญตัน ปริสุทฺโธ นามสกุล อูปสาร) ชาติภูมิ
เปน็ คนบา้ นออ้ ย อ�ำ เภอแมร่ มิ จงั หวดั เชยี งใหม่ ไดย้ า้ ยมาพ�ำ นกั ทวี่ ดั หนองตอง ตง้ั แตเ่ ปน็ สามเณรเมอื่ อายุ ๑๗ ปี
และภายหลังอุปสมบทแล้วได้รับการแต่งต้ังเป็นเจ้าอาวาสวัดหนองตอง ในยุคของหลวงพ่อ
มกี ารพฒั นาเจรญิ รงุ่ เรอื งทงั้ ในสว่ นของการสรา้ งเสนาสนะถาวรวตั ถตุ า่ งๆ โดยความเลอื่ มใสของคณะศรทั ธา
ทั้งในชุมชนและนอกชุมชนท่ีช่ืนชอบการเทศน์มหาชาติแบบล้านนา แบบโวหารประยุกต์ ที่หลวงพ่อ
แสดงพระธรรมเทศนาในวาระต่างๆ จนเป็นทมี่ าของเงินกณั ฑ์เทศน์สร้างวัด มกี ารพัฒนาวัดจนไดร้ ับรางวลั
ประกาศนียบัตร วัดพัฒนาตวั อยา่ ง ปี พ.ศ. ๒๕๓๓ วัดพัฒนาดีเด่น ปี พ.ศ. ๒๕๓๔ จากกรมการศาสนา
สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ สมัยน้ัน โดยเข้ารับประทานพัดพัฒนา ย่าม ประกาศเกียรติคุณ จาก
เจา้ พระคณุ สมเดจ็ พระสงั ฆราชเจา้ กรมหลวงวชริ ญาณสงั วร ครง้ั ด�ำ รงพระอสิ รยิ ศกั ดทิ์ ่ี สมเดจ็ พระญาณสงั วร
สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก หลวงพ่อเจ้าอาวาสได้นำ�พาคณะสงฆ์คณะศรัทธาพัฒนาวัด
จนเป็นท่ีประจักษ์ และยังได้พัฒนาบุคลากรเป็นทรัพยากรบุคคลท่ีดีจำ�นวนมากในสังคมจากการจัดทำ�
โครงการบรรพชาสามเณรภาคฤดรู อ้ น นบั แตป่ ี พ.ศ. ๒๕๒๗ และการตง้ั ศนู ยศ์ กึ ษาพระพทุ ธศาสนาวนั อาทติ ย์
ในปี ๒๕๒๗ ซงึ่ ยงั คงสถานะจนถงึ ปจั จบุ นั ในสว่ นตวั ทา่ นรบั สนองภาระงานทางคณะสงฆ์ เปน็ เจา้ อาวาสวดั หนองตอง
ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๑๗ เป็นเจ้าคณะอำ�เภอหางดง ต้ังแต่ พ.ศ. ๒๕๔๙ จนถึงปัจจุบัน ได้รับรางวัล
เชดิ ชเู กยี รตคิ ณุ ปพี .ศ. ๒๕๓๙ รบั พระราชทานรางวลั เสมาธรรมจกั รทองค�ำ จาก สมเดจ็ พระกนษิ ฐาธริ าชเจา้
กรมสมเดจ็ พระเทพรตั นราชสุดา สยามบรมราชกุมารี ปี พ.ศ. ๒๕๔๕ รางวัลครบู าเจา้ ศรีวชิ ยั เชดิ ชเู กยี รติ
บคุ คลทดี่ ำ�เนินรอยตามครูบาเจ้าศรีวชิ ยั โดยมลู นธิ ิครูบาเจา้ ศรีวชิ ยั จงั หวัดเชียงใหม่
เกียรตปิ ระวตั -ิ เหตุการณ์ส�ำ คัญของวัด
วนั ท่ี ๒๒ กมุ ภาพนั ธ์ พ.ศ. ๒๕๓๑
สมเด็จสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก
พระองค์ที่ ๑๙ ขณะดำ�รงสมณศักด์ิที่ สมเด็จพระญาณสังวร เมตตาเดินทางมาวางศิลาฤกษ์อุโบสถ
โดยได้รับความอุปถัมภ์จาก คุณณรงค์ ภูอิทธิวงศ์ คุณบุญช่วย ภู่จีนาพันธุ์ คุณสมนึก พิมลเสถียร
ดร.เพชรรัตน์ วรรณภรี ์ และคณะศรทั ธาผ้ใู จบญุ ทกุ ท่าน
พ.ศ. ๒๕๓๓
ไดร้ บั คัดเลอื กจากกรมศาสนา เปน็ วดั พัฒนาตวั อย่าง
พ.ศ. ๒๕๓๔
ไดร้ ับคดั เลอื กจากกรมศาสนา เปน็ วดั พฒั นาดเี ด่น
พ.ศ. ๒๕๔๓
สมเด็จพระมหารัชมังคลาจารย์ อดีตเจ้าอาวาสวัดปากนำ้� ภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร
เปน็ ประธานฝา่ ยสงฆใ์ นการผกู พทั ธสมี า อโุ บสถวดั หนองตอง พลเอกพจิ ติ ร กลุ วณชิ ย์ เปน็ ประธานฝา่ ยฆราวาส
๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๔๔
คุณแม่วรรณี ปัทมอดิศัย คุณธนิต นิมมลรัตน์ สร้างอาคารเรียน
ศาลาประชมุ สงฆ์ หอฉัน ถวาย
วันที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๕๕
รศ.ดร.ชมุ พณ กันทะ ขา้ ราชการบำ�นาญ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาอบุ าสก
ผอู้ ปุ ถมั ภว์ ดั บรจิ าคทด่ี นิ จ�ำ นวน ๒ไร่ ถวายเพอื่ สรา้ งสถานทปี่ ฏบิ ตั ธิ รรมของวดั หนองตอง
วนั ท่ี ๕ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๕๕
สมเด็จพระสังฆราชเจ้ากรมหลวงวชิรญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช
สกลมหาสงั ฆปรณิ ายก พระองคท์ ี่ ๑๙ ทรงโปรดเมตตาประทานพระฤกษว์ หิ ารหลงั ใหม่
พระเดชพระคุณพระพรหมมงคล วิ. (หลวงปู่ทอง สิริมงฺคโล) พร้อมคณะศิษย์
คณุ ณรงค์ ภอู ทิ ธวิ งศ์ คณุ บณุ ยคณาวฒั น์ ภจู่ นี าพนั ธ์ และญาตพิ น่ี อ้ ง เภสชั กรอคั รวชิ ญ์
วินิจเขตคำ�นวณ พ่อแม่ และญาติพ่ีน้อง ดต.วีรพันธ์ คุณจงจิตร มูลปัญญา
และญาตพิ ีน่ อ้ ง คณะศรัทธาวดั หนองตอง ญาตธิ รรมสายบญุ ร่วมกอ่ สรา้ ง แล้วเสรจ็
และฉลองสมโภช ปี ๒๕๖๑ วนั ที่ ๑๒ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๕๙
วนั ท่ี ๓๑ มกราคม ๒๕๖๑
พิธีหลอ่ พระพุทธปฏมิ าพระเจา้ เกา้ ตอ้ื สมั ฤทธิ์ หน้าตกั ๙๙ นว้ิ ประดิษฐาน
ในวหิ ารพระเดชพระคณุ พระพรหมมงคล ว.ิ (หลวงปทู่ อง สริ มิ งคฺ โล) พรอ้ มคณะศษิ ย์
คณะศรัทธาวัดหนองตอง เป็นพระพุทธปฏิมาหล่อด้วยโลหะสัมฤทธ์ิขนาดใหญ่
ของชมุ ชนบา้ นหนองตอง ต�ำ บลหนองตอง รว่ มสมโภช ๗๒๐ ปสี ถาปนานพบรุ ศี รนี ครพงิ ค์
เชยี งใหม่ ประดษิ ฐานในวหิ ารวดั หนองตอง แลว้ เสรจ็ สมโภชเบกิ พระเนตรตามประเพณี
ลา้ นนา
วนั ที่ ๙ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
พระเดชพระคณุ พระพรหมมงคล ว.ิ (หลวงปทู่ อง สริ มิ งคฺ โล) พรอ้ มคณะศษิ ย์
คุณแม่จันทร์ฟอง กิ่วแก้ว พร้อมบุตรหลาน อุปถัมภ์สร้างพระธาตุเจดีย์
เกตุแก้วจุฬามณี เพ่ือประดิษฐานพระบรมธาตุเก่าแก่ของทางวัด แล้วเสร็จสมโภช
ในวันที่ ๕ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๒
วนั ที่ ๑๘ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๖๓
ประกอบพธิ วี างศลิ าฤกษส์ รา้ งวหิ ารปฏบิ ตั ธิ รรม ณ ธรรมสถานวดั หนองตอง
ทธ่ี รณสี งฆว์ ัดหนองตอง เพ่อื สานเจตนารมณข์ อง รศ.ดร.ชมุ พณ กันทะ มหาอุบาสก
ผู้ล่วงลับ ผถู้ วายที่ดินผนื นี้เพื่อกจิ การพระศาสนา
ธรรมสถานวัดหนองตอง
ลงพื้นท่สี ำ�รวจแนวเขตที่ดินทจี่ ะถวาย ดร.ชุมพณ อปุ สมบท
ปฏบิ ัตธิ รรมเป็นระยะเวลา ๑๕ วัน
วหิ ารปฏิบตั ิธรรม ธรรมสถานวัดหนองตอง
ธรรมสถานวดั หนองตอง เกดิ ขนึ้ โดยด�ำ รขิ องหลวงพอ่ พระครอู าทรวสิ ทุ ธคิ ณุ เจา้ คณะอ�ำ เภอหางดง
เจ้าอาวาสวัดหนองตอง และคณะศิษย์คณะศรัทธาวัดหนองตอง เพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของ
รศ.ดร.ชมุ พณ กนั ทะ ม.ว.ม., ป.ช. ขา้ ราชการบ�ำ นาญ สงั กดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ผมู้ ชี าตภิ มู ิ บา้ นหนองตอง
ผู้มีศรัทธาประสาทะถวายที่ดินอันเป็นมรดกของตระกูลให้แก่วัดหนองตองเพ่ือเป็นสถานท่ีในการ
ดำ�เนินกิจกรรมทางพระพุทธศาสนา ตามที่มีหนังสือแสดงปาวารณาและแสดงเจตนารมณ์ในการถวาย
ท่ีดินผืนน้ี แก่วัดหนองตอง ลงวันท่ี ๒ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๕๕ ตอนหน่ึงว่า “ข้าพเจ้าพิจารณา
อย่างถ่ีถ้วนแลว้ ได้ตัดสนิ ใจที่จะมอบพื้นท่ขี นาด ๒ ไร่ ๒ งาน ใหก้ ับวดั หนองตอง โดยมวี ัตถุประสงค์
ท่ีจะให้ทางวัด เพื่อสร้างเป็นสถานท่ีปฏิบัติธรรมหรือฝึกอบรมด้านธรรมะ ท่ีพักสำ�หรับพระนักปฏิบัติ
หอประชุมหรือหอพักสำ�หรับพระสงฆ์และญาติโยมท่ีมาปฏิบัติธรรมหรือสร้างถาวรวัตถุอ่ืนๆ ตามที่
ทางเจ้าอาวาสและคณะกรรมการวดั จะเหน็ สมควรทีจ่ ะเป็นประโยชนก์ บั ทางวัดและชมุ ชน”
การถวายพระพทุ ธรปู ประจ�ำ ศาลาธรรม ธรรมสถานวดั หนองตอง ๗ ก.ย. ๒๕๖๔
หนังสอื ถวายที่ดนิ เพอื่ สร้างธรรมสถานวดั หนองตอง
และโฉนดทดี่ นิ ที่ยกใหเ้ ป็นทีธ่ รณีสงฆว์ ัดหนองตอง
รศ.ดร.ชมุ พณ กันทะ ม.ว.ม.,ป.ช.
อุบาสกผู้ใจบญุ ของชาวตำ�บลหนองตอง
รศ.ดร.ชุมพณ กนั ทะ ม.ว.ม.,ป.ช.
อุบาสกผใู้ จบญุ ของชาวตำ�บลหนองตอง
รศ.ดร.ชมุ พณ กนั ทะ ม.ว.ม.,ป.ช. เกิดเมอื่ ๒ พฤษภาคม ๒๔๙๐ เปน็ บุตรของคุณพอ่ บญุ ลือ
คณุ แมบ่ ญุ ดี กนั ทะ อดตี ขา้ ราชการบ�ำ นาญ สงั กดั กระทรวงศกึ ษาธกิ าร ชาตภิ มู ิ บา้ นหนองตอง ต�ำ บลหนองตอง
อำ�เภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ รับราชการในตำ�แหน่งคณบดีคณะเกษตรศาสตร์ทรัพยากรธรรมชาติและ
ส่ิงแวดล้อม มหาวทิ ยาลัยนเรศวร พษิ ณุโลก เปน็ ต�ำ แหน่งสุดท้ายก่อนเกษียณอายรุ าชการ ทา่ นเป็นบุคคล
ผู้สร้างประโยชน์แก่สาธารณะในตำ�บลหนองตองเป็นจำ�นวนมาก ภายหลังเมื่อเกษียณอายุราชการแล้ว
ได้กลับมาอยู่ที่บ้านเฮือนหลวง ซ่ึงเป็นบ้านของตระกูลกันทะ ท่านได้ให้การอุปถัมภ์บ�ำ รุงพระพุทธศาสนา
ทา่ นได้ให้การอุปถัมภ์วัดหนองตอง และวัดพระเจา้ เหล้อื ม ซ่งึ เป็นวัดใกลบ้ ้านทม่ี คี วามผูกพนั มาแต่เยาวว์ ยั
และสนบั สนนุ กจิ การสาธารณะตา่ งๆ ในต�ำ บลหนองตอง ขอยกเอาขอ้ ความตามหนงั สอื ทรี่ ะลกึ งานพระราชทาน
เพลงิ ศพทา่ น มาพอสงั เขปวา่ ในสว่ นของการสนบั สนนุ สง่ เสรมิ กจิ การพระพทุ ธศาสนา การศกึ ษา และศลิ ปวฒั นธรรม
วดั หนองตอง ทา่ นไดถ้ วายการอปุ ถมั ภใ์ นการกอ่ สรา้ งเสนาสนะตา่ งๆ และการถวายทด่ี นิ จ�ำ นวน ๒ ไร่ ๒ งาน
อนั เปน็ มรดกในตระกลู ถวายเพอ่ื สรา้ งสถานทป่ี ฏบิ ตั ธิ รรม ตง้ั ทนุ นธิ คิ รบู าจนั ทร์ วดั พระเจา้ เหลอ้ื ม การบรจิ าคเงนิ
เพอื่ ซอ้ื ทดี่ นิ ขยายวดั พระเจา้ เหลอื้ ม การใหท้ นุ การศกึ ษาแกเ่ ดก็ นกั เรยี นโรงเรยี นบา้ นหนองตอง การสง่ เสรมิ
การบรู ณะ พฒั นา อโุ บสถทงุ่ นาเวยี ง ซง่ึ เปน็ ทธี่ รณสี งฆข์ องวดั คนั ธรส นอกเหนอื จากการท�ำ นบุ �ำ รงุ พระพทุ ธศาสนาแลว้
ท่านยังมีความต้ังใจในการสืบค้นหาเรื่องราวประวัติศาสตร์ของชุมชนในตำ�บลหนองตอง ในเรื่องของ
ประวตั ศิ าสตรเ์ วียงมโน เมืองโบราณ ทเ่ี ปน็ ทต่ี ัง้ ของตำ�บลหนองตอง กิจการส่งเสรมิ สุขภาพ ทา่ นได้เลง็ เหน็
ความส�ำ คญั ของสขุ ภาพอนามยั ของคนในพน้ื ที่ จงึ ไดบ้ รจิ าคทด่ี นิ ใหม้ ลู นธิ ลิ กู ดาวด�ำ จ�ำ นวน ๑๐ ไร่ ซงึ่ ตดิ กบั
ท่ธี รณสี งฆว์ ัดหนองตอง เพอ่ื สรา้ งโรงพยาบาลแพทย์ทางเลอื ก เปน็ ประโยชนข์ องชุมชนชาวตำ�บลหนองตอง
และพนื้ ทใี่ กลเ้ คยี ง โดยการด�ำ เนนิ การของมลู นธิ ลิ กู ดาวด�ำ การท�ำ พพิ ธิ ภณั ฑบ์ า้ นเฮอื นหลวง ทจ่ี ะท�ำ การจดั ตง้ั ในอนาคต
โดยการด�ำ เนนิ การของลกู หลานคณุ พอ่ ชมุ พณ กนั ทะ ซงึ่ เปน็ ประวตั ศิ าสตรข์ องตระกลู วณสี อน ตระกลู ญาณ
วุฒิ ตระกลู เตชะบตุ ร ตระกลู กนั ทะ ตระกลู วรรณภรี ์ ซ่ึงมีบุคคลในตระกูลทีส่ ร้างคณุ ประโยชน์ให้กบั สังคม
และเปน็ ที่เคารพนบั ถอื ต่อสาธารณชนเปน็ จำ�นวนมาก เพ่อื เป็นแหลง่ เรยี นรปู้ ระวตั ศิ าสตรช์ ุมชน
รศ.ดร.ชุมพณ กนั ทะ ได้ถงึ แก่กรรม ในวันท่ี ๑๔ มถิ ุนายน ๒๕๖๒ น�ำ มาซึ่งความอาลัยตอ่
บุตร ธิดา ญาติพ่ีน้อง และผู้ใกล้ชิดสนิทกัน ท้ิงไว้แต่รอยอดีตที่เป็นคุณงามความดีให้ระลึกถึงท่าน
ผู้ได้สร้างคุณูปการต่อวัดและสาธารณชนในชุมชนตำ�บลหนองตอง ซ่ึงจะเป็นสิ่งแทนตัวไว้ให้เป็นท่ีเล่าขาน
ตลอดกาล
๐๒
ป“รเะววยี ตั งศิ มาโสนต”ร์
เมอื งโบราณ ๑,๔๐๐ ปี ท่รี อการคน้ หา
ประวตั ิศาสตร์ “เวยี งมโน”
เมอื งโบราณ ๑,๔๐๐ ปี ท่รี อการค้นหา
เทศบาลตำ�บลหนองตองพัฒนา ในฐานะองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน ซง่ึ มีภาระกิจหนา้ ท่ีส�ำ คัญ
อีกประการหน่ึง คือ การสร้างการรับรู้นำ�สู่การเรียนรู้ สืบค้น ประวัติศาสตร์ท้องถิ่นของตำ�บลหนองตอง
เพอื่ เปน็ อกี หนง่ึ แหลง่ รวมความภาคภมู ใิ จในรากเหงา้ ความเปน็ มาของชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ทม่ี คี วามเปน็ มายาวนาน
ในฐานะทเี่ คยเป็นเมอื งหนา้ ดา่ นสำ�คัญทางด้านทศิ ตะวันตก (เมอื งเอก) ของอาณาจกั รหริภุญชยั (ล�ำ พูน)
ซง่ึ เคยรงุ่ เรอื งมาแตอ่ ดตี กาลนบั พนั ปลี ว่ งมาแลว้ การสบื คน้ เพอื่ ใหร้ บั รถู้ งึ อตั ลกั ษณค์ วามเปน็ หนองตองทช่ี ดั เจน
จงึ เปน็ อกี หนง่ึ เรอ่ื งราวส�ำ คญั ทจ่ี ะสรา้ งความภาคภมู ใิ จ และรกั ในถน่ิ ฐานชมุ ชนทอ้ งถน่ิ ของตนเอง เปน็ เครอ่ื งมอื ส�ำ คญั
ของการบริหาร การจัดการและการพฒั นาท้องถ่นิ อยา่ งมีสว่ นรว่ ม มปี ระสทิ ธิภาพ ก่อเกดิ ประโยชน์สูงสดุ
ทง้ั ในปจั จบุ ันและอนาคตสืบไปอยา่ ง มน่ั คง และยัง่ ยนื
ดว้ ยหลกั ฐานทางโบราณคดี เอกสารโบราณ เรอื่ งราวเรอื่ งเล่า มุขปาฐะ
ของผคู้ นในทอ้ งถน่ิ ต�ำ บลหนองตอง ตอ่ ความเชอื่ ความนบั ถอื ศรทั ธาในความเปน็
เจา้ หลวงมโน ไมอ่ าจปฏเิ สธไดว้ า่ ทา่ นมตี วั ตนอยจู่ รงิ ทงั้ ในหวั ใจของคนหนองตอง
หรืออีกนัยหน่ึง คือ “ลูกหลานเจ้าหลวงมโน” ทุกเพศทุกวัยตราบเท่าทุกวันน้ี
และในเชงิ ประวตั ศิ าสตร์ ซง่ึ สามารถรบั รไู้ ดจ้ ากการมี “ศาลเจา้ หลวงมโน” เปน็ สถานท่ี
เคารพสักการะและระลึกถึงทา่ น ในโอกาสวนั ส�ำ คญั ท้ังในจุดทเี่ ปน็ ศนู ยก์ ลางของ
ต�ำ บลและกระจายตัวอย่ใู นทุกชุมชน หมู่บา้ น ของต�ำ บลหนองตอง ในส่วนท่ีเปน็
ภาพรวมของทงั้ ต�ำ บลมกี ารตง้ั ศาลเจา้ หลวงมโนทสี่ บื ทอดรกั ษากนั มาหลายชว่ั อายคุ น
ตง้ั ไวบ้ รเิ วณ ศนู ยพ์ ฒั นาเดก็ เลก็ เทศบาลต�ำ บลหนองตอง หมทู่ ี่ ๓ ต�ำ บลหนองตอง
อำ�เภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ และมีประเพณี “สระเกล้าดำ�หัว” สักการะบูชา
ด้วยส่ิงของอันเป็นมงคลท้ังหลายจาก ลูกหลานเจ้าหลวงมโนเป็นประจำ�ทุกปี
ซึ่งจะจัดมีข้ึนในช่วง “ปี๋ใหม่เมือง” ของคนเมืองเหนือล้านนา หรือช่วงประเพณี
วันสงกรานต์ เป็นการแสดงออกถึงความกตัญญูกตเวที ความระลึกถึงพระคุณ
ของบรรพชน อนั หมายถงึ เจา้ หลวงมโน ทเี่ ปน็ เสมอื นตวั แทนแหง่ ความภาคภมู ใิ จ
ในรากเหง้าของคนตำ�บลหนองตอง ความเป็นชุมชนท้องถ่ินที่เคยรุ่มรวย
ด้วยอารยธรรมท่ีรุ่งเรืองมาแต่ในอดีตกาล มีเจ้าหลวงฯหรือพ่อเมืองที่กล้าแกร่ง
เป็นศูนย์รวมความเช่ือ ความศรัทธาเป็นที่พึ่งทั้งทางกายและทางใจของลูกหลาน
มาแต่ครง้ั อดีตกระท่ังถงึ ปัจจบุ ันน้ี ดงั น้ันแล้วการตดิ ตาม สบื คน้ แสวงหาข้อมลู ของทา่ นฯ เทา่ ที่ศกั ยภาพ
และทรัพยากรต่างๆ จะเอื้ออำ�นวย ตอกย้ำ�ความเชื่อม่ัน ศรัทธาในเจ้าหลวงมโน เพ่ือเป็นแบบอย่าง
ของความเป็นผู้นำ� ความเสียสละ ความรักในถิ่นฐาน ชุมชนท้องถ่ิน ความเมตตากรุณาต่อลูกหลาน
ผอู้ ยใู่ ตก้ ารปกครอง จงึ เปน็ อกี หนงึ่ ภารกจิ ส�ำ คญั ท่ี เทศบาลต�ำ บลหนองตองพฒั นา ตอ้ งแสวงหาความรว่ มมอื
จากภาคีเครือข่าย ทุกภาคส่วนที่มีศักยภาพหนุนเสริมซึ่งกันและกันเพ่ือดำ�เนินภารกิจ สืบค้น อัตลักษณ์
ปชู นียบุคคลสำ�คัญของตำ�บลหนองตอง : เจา้ หลวงมโน ภายใต้ “คณะท�ำ งานวจิ ยั เพ่อื พัฒนาทอ้ งถ่นิ
เทศบาลตำ�บลหนองตองพัฒนา” คณะทำ�งานดังกล่าวกล่าวเกิดจากการตกลงความร่วมมือทางวิชาการ
เพ่อื ใชข้ ้อมูลงานวิจยั ฯนำ�ทางการพฒั นาทอ้ งถน่ิ โดยประกอบดว้ ยองคก์ รต่าง ๆ สีฝ่ า่ ยดังตอ่ ไปนี้
๑. เทศบาลตำ�บลหนองตองพฒั นา
โดย นายวารนิ เข่ือนแกว้ นายกเทศมนตรตี �ำ บลหนองตองพฒั นา
๒. สถาบนั วิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วรลัญจ์ บณุ ยสุรตั น์ ผอู้ ำ�นวยการสถาบนั วิจยั สังคม
๓. วิทยาลยั สงฆ์ลำ�พูน มหาวทิ ยาลยั มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลยั
โดย พระครูสริ สิ ตุ านุยุต, ผ้ชู ว่ ยศาสตราจารย์ ดร., ผอู้ ำ�นวยการวทิ ยาลัยสงฆล์ ำ�พนู
๔. ศนู ย์ถ่ายทอดนวัตกรรมและเทคโนโลยชี มุ ชนจงั หวดั ล�ำ พูน
โดย นายชเู กียรติ ปนั ตา ผู้อำ�นวยการศูนย์ถ่ายทอดนวตั กรรมและเทคโนโลยีชมุ ชน
จงั หวัดล�ำ พูน
โดยมี พระครูอาทรวิสุทธิคุณ เจ้าคณะอำ�เภอหางดง เจ้าอาวาสวัดหนองตอง คณะสงฆ์
ตำ�บลหนองตอง และฝา่ ยทอ้ งท่ี (กำ�นนั ผู้ใหญ่บ้าน) โดย นายสรุ ินทร์ จนั ทรฟ์ ู ก�ำ นนั ตำ�บลหนองตอง
เปน็ ทป่ี รกึ ษา ขอ้ มลู ดงั กลา่ วจะเปน็ อกี หนง่ึ ฐานขอ้ มลู สง่ ตอ่ ใหก้ บั ลกู หลานเจา้ หลวงมโน เปน็ เครอ่ื งมอื บรู ณาการ
การพฒั นาชมุ ชน ทอ้ งถนิ่ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ อนั เกดิ จากการบั รเู้ รอื่ งราวรากเหงา้ ชมุ ชนทอ้ งถนิ่ ของตนเอง
กระทงั่ เกดิ เปน็ ความรกั ความภาคภมู ใิ จในถนิ่ ฐาน เปน็ พลงั ส�ำ คญั ในการมสี ว่ นรว่ มพฒั นา ดแู ลทอ้ งถน่ิ ของตนเอง
ได้เป็นอย่างดีและยั่งยืน ประกอบกับวาระโอกาสเฉลิมฉลองครบรอบ “สองร้อยปีวัดหนองตอง”
คณะสงฆว์ ดั หนองตอง โดยมี พระครอู าทรวสิ ทุ ธคิ ณุ เจา้ คณะอ�ำ เภอหางดง เจา้ อาวาสวดั หนองตองเปน็ ประธาน
รวมถึงคณะสงฆ์ตำ�บลหนองตองท้ัง ๑๔ หมู่บ้าน จึงได้พร้อมใจกันจัดกิจกรรมสำ�คัญหลายประการ
เพอ่ื หนนุ เสรมิ การด�ำ เนนิ งานดงั ทไ่ี ดก้ ลา่ วมาขา้ งตน้ ใหเ้ กดิ การมสี ว่ นรว่ ม เกดิ การรบั รใู้ นวงกวา้ งไดม้ ากยง่ิ ขนึ้
ซ่งึ เป็นสว่ นสำ�คัญให้บรรลวุ ตั ถปุ ระสงค์ เป้าหมายของการด�ำ เนินงานอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
“เวยี งมโน” ในทศั นะของ ดร.เพญ็ สภุ า สขุ คตะ๑ (มตชิ นสดุ สปั ดาห์ ฉบบั วนั ท่ี ๓๑ พฤษภาคม -
๖ มิถุนายน ๒๕๖๒ คอลัมน์ปริศนาโบราณคดี เผยแพร่ วันพฤหัสท่ี ๖ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๒)
ผู้สนใจประวัติศาสตร์ท้องถิ่นหริภุญไชยมักต้ังคำ�ถามกันอยู่เสมอว่า “เวียงมโน” (ต้ังอยู่ท่ีอำ�เภอหางดง
จังหวัดเชียงใหม่) มีจริงหรือไม่ หรือเกิดจากการนึกมโนขึ้นมาเองของใคร? เหตุเพราะเวียงโบราณแห่งนี้
ค่อนข้างคลุมเครือ ด้านรูปธรรมก็ยังไม่พบขอบเขตคูนำ้�คันดินที่แน่ชัด ซำ้�ไม่มีสถูปสถานโผล่พ้นดิน
ใหเ้ หน็ กนั จะจะ ผดิ กบั เวยี งบรวิ ารอนื่ ๆ ของหรภิ ญุ ไชย สว่ นดา้ นนามธรรมนน้ั ยง่ิ แลว้ ใหญ่ หลายคนสงสยั วา่
ชื่อทเ่ี รยี กกนั ว่า “เวยี งมโน” นนั้ เปน็ ช่ือเก่าดั้งเดิมจรงิ ๆ ล่ะหรือ มีอยู่ในจารึกหลกั ใดไหม ไดม้ าจากไหน
ใครมโนให้หรอื เปลา่ ?
เวียงมโน เวียงบริวารท่ีอาภพั
เมอื่ เราเอาเมอื งล�ำ พนู หรอื หรภิ ญุ ไชยนครเปน็ ตวั ตงั้ ซงึ่ อยฟู่ ากตะวนั ออกของแมน่ �ำ้ ปงิ สายปจั จบุ นั
จะพบวา่ เวยี งบรวิ ารหรอื เวยี งหนา้ ดา่ นนน้ั ลว้ นตง้ั เรยี งรายทางฟากตะวนั ตกของน�ำ้ แมป่ งิ ทง้ั สนิ้ นบั จากใตส้ ดุ มา
ได้แกเ่ วียงฮอด (ภายหลงั หลวงปูท่ องเปล่ยี นชอ่ื ใหเ้ ป็น “เวียงพิสดารนคร”) เวยี งเถาะ (อยู่ท่ดี อยหลอ่ )
เวียงทา่ กาน (สันปา่ ตอง) และเวยี งมโน (หางดง)
เวียงมโนอย่ใู นเขตตำ�บลหนองตอง อำ�เภอหางดง จังหวดั เชียงใหม่ ทางทิศตะวนั ตกเฉียงเหนือ
ของเมอื งลำ�พูน ห่างกันราว ๘ กิโลเมตร ที่ตั้งเป็นพืน้ ท่ีราบลมุ่ มรี ่องรอยของแมน่ ำ้�ปิงเก่าไหลผา่ นลงไป
ทางด้านใต้ ตัวเมืองถูกทำ�ลายจนเกือบหมด แทบไม่เหลือร่องรอยคูน้ำ�และคันดิน เวียงมโนในอดีต
เมอื่ ๕๐ - ๖๐ ปกี อ่ น ยคุ ทก่ี รมศลิ ปากรยงั ไหวตวั ไมท่ นั ถอื เปน็ สวรรคข์ องนกั ขดุ นกั ลา่ สมบตั ิ ตา่ งแยง่ ชงิ กนั
กอบโกยพระพุทธรูป พระพิมพ์ ภาชนะดินเผายุคหริภุญไชยแบบไม่เคลือบช้ินงามส่งส่วยนักสะสม
หลายคนั รถไปจนหมดเกลีย้ งไมเ่ หลือหรอ ทง้ิ ไวเ้ พยี งซากเศษอฐิ แตกๆ หักๆ ๕ - ๖ แห่งคอื
๑. ดา้ นหลังวัดพระเจา้ เหลือ้ ม (พระเจา้ เหลี้ยม)
๒. มมุ เมืองทศิ ตะวันออกเฉียงใต้
๓. ในบรเิ วณบา้ นนายแกว้ ดี หลวงอินตาทางทิศเหนือ
๔. เนนิ ดินกลางทุง่ นานอกคเู มืองดา้ นตะวนั ออก
๕. บริเวณวดั ร้างสะดือเมือง กับกระจายอย่ตู ามสวนล�ำ ไยชาวบ้าน
๑ ดร.เพ็ญสุภา สขุ คตะ คอลมั น์ปรศิ นาโบราณคดี
(มติชนสุดสปั ดาห์ ฉบับวนั ที่ ๓๑ พฤษภาคม - ๖ มิถุนายน ๒๕๖๒ เผยแพร่ วนั พฤหัสบดที ี่ ๖ มิถุนายน พ.ศ.2562)
“หลวงมโน” VS “มโนหร์ า”
การศึกษาเร่ืองราวของเวียงมโนมีข้อจำ�กัดมาก เนื่องจากไม่มีการกล่าวถึงเมืองแห่งนี้เลย
ทั้งในต�ำ นาน หรอื ประวัติพงศาวดารท้องถ่ิน ส่วนช่อื เวยี งมโน ผูน้ ำ�มาเผยแพร่ในวงกวา้ งเปน็ บคุ คลแรกคือ
ดร.ฮันส์ เพนธ์ นักจารึกวิทยาชาวเยอรมัน โดยท่านย้ำ�ว่า “เวียงมโนไม่ใช่ช่ือเก่าแก่ท่ีมีมาต้ังแต่
สมัยหริภญุ ไชย” เมอื่ ช่วงปลายทศวรรษ ๒๕๑๐ ดร.ฮันส์ เพนธ์ ลงพนื้ ทีเ่ กบ็ ขอ้ มูลจากชาวบ้าน ไดค้ วามวา่
ราว ๒๐๐ ปมี าแลว้ บรเิ วณตำ�บลหนองตองนเ้ี คยมผี ู้ปกครองทา่ นหนึ่งชอ่ื “หลวงมโน” มีอายุร่วมสมัยกบั
พระญากาวลิ ะในชว่ งทขี่ บั ไลพ่ มา่ ออกจากลา้ นนา เมอ่ื ทา่ นเสยี ชวี ติ ไปแลว้ ชาวบา้ นยงั คงใหค้ วามเคารพนบั ถอื
จึงอัญเชิญดวงวิญญาณท่านมาเป็นเสื้อบ้านและนับถือกันสืบมา จึงเรียกเวียงเก่าแห่งนี้ว่า เวียงมโน
ตามช่ือของท่าน แต่บางกระแสอธิบายว่า ชื่อ เวียงมโน ย่อมาจาก “เวียงมโนห์รา” อันเกี่ยวข้องกับ
นิทานชาดกเรอ่ื งพระสธุ น - มโนห์รา วรรณคดพี ืน้ บ้านทต่ี กค้างหลงเหลอื อยใู่ นละแวกนีใ้ นขณะเดียวกัน
กม็ ผี สู้ นั นษิ ฐานวา่ “มโน” แปลวา่ “หวั ใจ” อาจเปน็ เพราะท�ำ เลทตี่ ง้ั ของเวยี งมโนนนั้ อยใู่ จกลางคอื กง่ึ กลางพอดี
ระหว่างเวียงต่าง ๆ ได้แก่ หริภุญไชย เวียงกุมกาม เวียงแม เวียงท่ากาน มากกว่ากล่าวโดยสรุปก็คือ
ชื่อเวียงมโนที่ ดร.ฮันส์ เพนธ์ พยายามสืบค้นนั้นยังมีข้อถกเถียงหาข้อสรุปไม่ได้ ชื่อท่ีแท้จริงของเวียง
ในสมัยหริภุญไชยยังไม่มีใครทราบ เพราะไม่พบหลักฐานทางเอกสารท่ีกล่าวถึง (ผิดกับเวียงเถาะ
ท่ีในจารึกกลา่ ววา่ เมอื งชอื่ “วสวัตนคร”)
หลักฐานโบราณวัตถุทส่ี ำ�คญั ท่พี บ
จารึกแมห่ นิ บดเวยี งมะโน
ค้นพบโดย นายเรอื น กนั ทะวงั ชาวบ้านในละแวกนนั้ ได้มาแถวบริเวณคนั ดินนอกเมอื งโบราณ
ด้านทิศตะวนั ตก เม่ือเดอื นกมุ ภาพันธ์ ๒๕๑๑ ต่อมาได้มอบให้คณะมนษุ ยศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่
ซึ่งขณะน้ัน ดร.ฮันส์ เพนธ์ ทำ�งานให้มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จึงได้แจ้งให้กรมศิลปากรทราบจากน้ัน
เจา้ หนา้ ทส่ี �ำ รวจเอกสารโบราณและจารกึ งานบรกิ ารหนงั สอื ภาษาโบราณ กองหอสมดุ แหง่ ชาติ กรมศลิ ปากร
จึงไดอ้ อกส�ำ รวจพน้ื ที่รว่ มกบั ดร.ฮนั ส์ เพนธ์ และทำ�สำ�เนาจารึกเวียงมโนไว้ เม่อื วนั ท่ี ๑๓ ธันวาคม ๒๕๑๙
ดร.ฮันส์ เพนธ์ เรยี กจารกึ นี้วา่ “จารกึ แมห่ นิ บดเวยี งมโน” เลขทะเบียน ชม. ๔๕ เป็นศิลาจารกึ หินชนวน
ลักษณะคล้ายแม่หินบดยา ขนาดสูง ๓๗ เซนติเมตร กว้าง ๒๑ เซนติเมตร หนา ๓ เซนติเมตร
จารกึ ดว้ ยตวั อกั ษรมอญโบราณ ใชภ้ าษามอญและพมา่ โบราณปะปนกนั ไมบ่ อกปที จี่ ารกึ มอี กั ษรดา้ นเดยี ว ๙ บรรทดั
เน้ือความในจารึกกล่าวถึงการสร้างโบราณวัตถุสถานท่ีเก่ียวเนื่องในศาสนาเพื่อการบูชา โดยปรากฏ
ช่ือบคุ คล ๕ คน การแปลความมีหลายสำ�นวน ดงั นี้
ส�ำ นวนของนายเทมิ มเี ตม็ อา่ น และนายจ�ำ ปา เยอ้ื งเจรญิ แปล (ในนามกรมศลิ ปากร) เรยี บเรยี งไว้
ในจารกึ ในประเทศไทย เลม่ ๒ ถอดค�ำ จารกึ เปน็ ภาษามอญทลี ะตวั วา่ “โวอม์ ญอมิ นุ น ทสิ สทายกยากโวอย์ ปุ
กกตลตชอุ ทธราช โกนนโมยยหิ โมอม์ างธ์ นนราชโนรทร โกนน กาล ตาวมนิ นลายย” ค�ำ แปล พระพทุ ธรปู นี้
โม่นญะอิมนุ่ (ได้สรา้ ง) อทุ ิศให้ (แก่) ทา่ นปุกกะ เจ้าพ่อปอู่ ัทธราช (พระอยั ยกาอทั ธราช) และพระโอรส
องคห์ นึง่ พระนามวา่ “มังธนราชนรทร (มงั ธนราชนรธร)” อนั ประสตู ิเมื่อคราวประทบั อย่ทู ่ี “มน่ิ ลาย”
ส�ำ นวนของ ดร.ประเสรฐิ ณ นคร และ A.B. Griswold ไดเ้ ขยี นในบทความชอื่ “An inscription
in old Mon from Wieng Ma No in Chieng Mai Province” ใน Epigraphic and Historical
studies แปลความใหมว่ า่ “These five person [have] this k?ak as their refuge : the lady
Sukkm?la; the lord Addhar?j; a child [of theirs] named M?n Dhannar?j; Noradra
the child of K?la; T?va Jinnl?yy” แปลวา่ “มีบุคคล ๕ คน ไดส้ ร้างพระพุทธรูปถวาย โดยพระนาง
สกุ กมาละ Sukkm?la กษตั รยิ อ์ ทั ธราช Addhar?j พระโอรสชอื่ วา่ มงั ธนราช M?n Dhannar?j Noradra
บตุ รของ K?la และ T?va Jinnl?yy”
ล่าสุด คณะนักวิจัยโครงการตามรอยพระนางจามเทวีขององค์การบริหารส่วนจังหวัดลำ�พูน
โดยดิฉันเป็นหวั หนา้ โครงการ ไดล้ งสำ�รวจเวียงมโนพรอ้ มกับเชญิ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พงศ์เกษม สนธิไทย
นักจารึกภาษามอญโบราณ ร่วมปริวรรตจารึกแม่หินบดเวียงมโนอีกครั้ง โดยอาจารย์พงศ์เกษม
ถอดความเน้ือหาใหมไ่ ด้ดังนี้เรื่องทงั้ หมดแบง่ เปน็ สามตอน
ตอนท่ีหน่ึง “น้ีคือโมญ อิมุนนะสะ มาก่อปูน (สะทาย) สร้างพระไว้”คำ�ว่า โมญ หรือ
มญ เดิมอ่านว่า มอญ แต่อาจตีความได้ว่า เมียเญียะ แปลว่า ท่านชาย สูงศักดิ์ ช่ือชายผู้น้ีคือ อิมุน
หรือ อิมนุ นะสะ มาท�ำ การก่อ (สะทาย) ปูนสร้างพระพทุ ธรปู
ตอนที่สอง “โยมชื่อ สกุ กตะ … ท�ำ บญุ แล้ว”ตอนท่ีสาม” ปู่เจ้า (กษัตรยิ ท์ ี่แกแ่ ลว้ จารกึ บางหลกั
เรยี ก “ตะจ”ุ๊ ) อทั ธราช และมางก์ (ภาษามอญปจั จุบันอา่ นว่า “แมม” แปลว่า ผ้ชู าย หมายถึงยพุ ราช)
ธนราช มามอบสถานที่น…้ี ” ตคี วามใหม่ค�ำ วา่ “มนิ ลาย-นรธา”
ปัญหาเกิดจากในอดีตมกี ารตคี วามศัพท์ปรศิ นาคลาดเคล่อื นอยู่ ๒ ค�ำ
ค�ำ แรกคอื “ชนิ ลาย” สว่ นใหญไ่ ปตคี วามเปน็ “มนิ ลาย” ท�ำ ใหโ้ ยงเปน็ ชอื่ พระเจา้ มนิ ลายกษตั รยิ ข์ องพมา่ ไป
อาจารยพ์ งศเ์ กษมจึงทบทวนค�ำ น้ี ลองแปลใหม่ ตวั อักขระเขยี นคลา้ ยกบั ค�ำ วา่ “ชินลาย” หรือ “ทนาย”
ในภาษามอญโบราณ สามารถแปลได้ว่า การกัลปนา การยกสถานท่ีให้ส่วนคำ�ว่า “โนรโธ” ที่เคยแปล
ว่า นรธา ชวนใหค้ ิดว่านา่ จะเกีย่ วข้องกับกษตั รยิ ์พม่า อาจารยพ์ งศ์เกษมแปลใหม่ว่า “นรโคร” หมายถงึ
บุคคลผู้เหมาะสมแลว้
จึงสรุปคำ�แปลจารกึ เวียงมโนใหม่ไดด้ งั นี้
“ท่านชายอิมุนนะสะ ได้สร้างพระพุทธรูปปูน พร้อมโยมชื่อ สุกกตะ และปู่เจ้าชื่ออัทธราช
พร้อมด้วยยุพราชชื่อธนราช ได้มาถวายที่ดินให้วัด” หลังจากท่ีแปลเสร็จ ดร.อัครินทร์ พงษ์พันธ์เดชา
หนึ่งในคณะนักวิจัยของโครงการ ผู้เชี่ยวชาญด้านหริภุญไชยศึกษา ได้ศึกษาเพ่ิมเติมว่า ช่ือกษัตริย์
“ปู่เจ้าอัทธราช” และ “พระยพุ ราชธนราช”
จากจารกึ หลกั น้ี หากน�ำ ไปเทยี บเคยี งกบั ต�ำ นานจามเทววี งส์ และมลู ศาสนา ในราชวงศห์ รภิ ญุ ไชย
แล้วพบวา่ มีกษัตริย์ท่ีชอื่ วา่ พระญาอตั ราส อยจู่ ริง ซ้ำ�ยังมีพระโอรสพระนามวา่ นนทราช อีกด้วย ซึ่งถือวา่
เปน็ ชอ่ื ทมี่ คี วามใกลเ้ คยี งกนั ขอ้ ความในต�ำ นานกลา่ ววา่ “ปี ๑๔๖๕ พระญาอตั ราส ไดย้ กทพั จากหรภิ ญุ ไชย
พร้อมด้วยพระโอรสนนทราช เพื่อจะไปตีละโว้ ได้พักที่เมืองแห่งหนึ่งแถวลุ่มแม่ระมิงค์ (อาจเป็น
แถวเวียงมโนนี้) พร้อมได้กระทำ�จารึกหินฝังไว้หลักหน่ึงฝั่งปัจจิมทิศของหริภุญไชย (ทิศตะวันตก
ของแม่นำ�้ ปิง) เปน็ ค�ำ ประกาศสาปแชง่ ต่อกองทพั ละโว้ท่ีเปน็ ศัตร”ู ปญั หาคือ จารกึ แม่หินบดเวียงมโน
ทีพ่ บนี้ เปน็ จารึกกัลปนาเพื่อการศาสนา ไมใ่ ชค่ �ำ อธษิ ฐานสาปแชง่ ปัจจามิตรแตอ่ ย่างใด แต่อย่างนอ้ ยทีส่ ุด
ก็ไดเ้ ห็นวา่ บคุ คลในจารกึ นม้ี ตี วั ตนจริงตามทปี่ รากฏอย่ใู นตำ�นานการก�ำ หนดอายุจารกึ แม่หินบดเวยี งมโน
อาจารย์เทมิ มเี ตม็ และศาสตราจารย ดร.ประเสรฐิ ณ นคร เคยก�ำ หนดอายุไว้ว่ามีรูปแบบอกั ษรทีใ่ กล้เคียง
กบั จารกึ มอญโบราณหลกั ลพ.๗ คอื ศลิ าจารกึ วดั แสนขา้ วหอ่ จดั แสดงในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาตหิ รภิ ญุ ไชย
ดงั นน้ั จารกึ หลกั นจี้ งึ นา่ จะมอี ายรุ าวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ ดว้ ยเชน่ กนั แตเ่ มอ่ื ผชู้ ว่ ยศาสตราจารยพ์ งศเ์ กษม สนธไิ ทย
และ ดร.อคั รนิ ทร์ พงษ์พนั ธ์เดชา ไดท้ �ำ การศึกษาเปรียบเทียบเน้ือหาของจารึกหลกั น้ีกับเร่อื งราวในต�ำ นาน
ซง่ึ เปน็ เหตกุ ารณจ์ รงิ ทอ่ี ยใู่ นชว่ ง พ.ศ. ๑๔๖๕ ดงั นน้ั จารกึ เวยี งมโนควรมอี ายอุ ยใู่ นชว่ งพทุ ธศตวรรษที่ ๑๕
ตรงตามขอ้ สนั นษิ ฐานของ ศาสตราจารย์ Gordon H. Luce นกั โบราณคดชี าวตะวนั ตกทใ่ี นปี ค.ศ. ๑๙๖๙
เคยก�ำ หนดอายไุ วว้ า่ จารกึ เวยี งมโนมอี ายเุ กา่ แกก่ วา่ กลมุ่ จารกึ มอญโบราณทกุ หลกั ในพพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาติ
หริภุญไชยสรุปแล้วจารึกเวียงมโนมีการกล่าวถึงตัวบุคคลที่มีอยู่จริงในประวัติศาสตร์ราชวงศ์หริภุญไชย
อันเป็นเรอื่ งที่นกั ประวัตศิ าสตร์มอิ าจมโนขึน้ มาเองได้
พระพมิ พ์ดินเผา
พบท่ีเวียงมโน ปัจจุบันจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติหริภุญไชย จังหวัดลำ�พูน
เป็นพระพทุ ธรูปนงั่ ปางสมาธเิ หนอื ปทั มอาสน์ ครองอตุ ราสงคห์ ม่ เฉียง พระพักตรก์ ลม พระนลาฏเหลี่ยม
พระขนงตอ่ การเปน็ สนั พระเนตรนนู พระนาสกิ แบน พระโอษฐห์ นา เมด็ พระศกใหญ่ พระเกตมุ าลาทรงกรวย
มรี ศั มี หรือประภามณฑลทำ�เป็นขอบหนา โดยรอบพระองค์เคยี งข้างดว้ ยจะสถูป พัดโบก แส้ กลดและฉตั ร
พระพมิ พอ์ งคน์ ม้ี ลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกบั พระพมิ พท์ พ่ี บในกรวุ ดั จามเทวี จงั หวดั ล�ำ พนู เนอ่ื งจากพระพมิ พอ์ งคน์ ี้
มคี ตกิ ารสรา้ งองคป์ ระกอบและการสรา้ งรปู พระพทุ ธองค์ ใกลเ้ คยี งกบั ศลิ ปะทวารวดใี นภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื
และภาคกลางของไทย จงึ ควรมอี ายรุ าวกลางพทุ ธศตวรรษที่ ๑๖ นอกจากนย้ี งั พบ พระพมิ พด์ นิ เผาแบบหรภิ ญุ ไชยอกี
เช่น พระสาม พระสิบสอง พระแผง พระแผงที่พบในเมืองโบราณสมัยหริภุญไชยนั้น พบท่ี
เมอื งพกุ ามของพม่าดว้ ย แสดงใหเ้ หน็ ถงึ ความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมระหว่างพกุ ามกบั หริภญุ ไชย
พระพุทธรูปทรงมงกุฎเทรดิ
พดู ในเขตบา้ นนายแกว้ ดี หลวงอนิ ตา เปน็ ประตมิ ากรรมลอยตวั สมั ฤทธเิ์ หลอื เพยี งสว่ นบนตงั้ แต่
พระอรุ ะขนึ้ ไป เปน็ พระพทุ ธรปู ทรงมงกฎุ เทรดิ มลี วดลายคลา้ ยชายผา้ ผกู เปน็ ปม อยสู่ องขา้ งเหนอื พระกรรณ
พระเนตรโปน มีสร้อยพระศอลักษณะคล้ายกับท่ีพบในเขตเวียงท่ากาน พระพุทธรูปทรงมงกุฎเทริดน้ี
นกั ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะใหค้ วามเหน็ วา่ เปน็ อทิ ธพิ ลศลิ ปะสมยั ปาละ ทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของอนิ เดยี
ราวพระพุทธศตวรรษท่ี ๑๔ - ๑๗ การพบพระพุทธรูปดังกล่าวในแคว้นหริภุญไชยแสดงให้เห็นว่า
ราวปลายพุทธศตวรรษท่ี ๑๘ - ๑๙ มกี ารนับถือคติบางอยา่ งทางพุทธศาสนามหายาน
หม้อบรรจอุ ัฐิ
พบเปน็ จ�ำ นวนมากตามเขตวดั เขตรมิ ก�ำ แพงเมอื งและบรเิ วณชมุ ชน มกี ารตกแตง่ ผวิ ดว้ ยลวดลายขดู ขดี
บางใบมีการเจาะรูตรงก้น เพอ่ื ให้น้�ำ ไหลออกได้ แสดงวา่ ชาวหริภุญไชยมีคตกิ ารเผาศพแล้วนำ�อัฐบิ รรจุหม้อ
ฝงั ตามรมิ ก�ำ แพงเมอื งและเขตวดั ลกั ษณะเชน่ นค้ี ลา้ ยกบั วธิ กี ารของชาวพยใู นประเทศพมา่ ราวพทุ ธศตวรรษท่ี
๘ - ๑๕ ในการขุดคนทางโบราณคดีที่เมืองเบกทาโน เมืองฮาลินและเมืองศรีเกษตรมีหม้ออัฐิบางใบ
คลา้ ยกับทีพ่ บในแควน้ หรภิ ุญไชย
แมพ่ ิมพพ์ ระพุทธรูปดินเผา
พบบรเิ วณเวยี งมโน เปน็ แมพ่ มิ พพ์ ระพทุ ธรปู ดนิ เผาทที่ �ำ ขน้ึ เพอื่ ประดบั ซมุ้ เจดยี ์ เศยี รพระพทุ ธรปู ยนื
มีลักษณะพระพักตร์เหลี่ยม พระนลาฏกว้าง มีขอบพระเกศาเป็นเส้นนูนคิ้วขมวด พระเกศเป็นเม็ด
เรยี งกนั แนน่ ผา้ ขนงรปู ปกี กาตอ่ กนั พระเนตรเหลอื บลง พระนาสกิ แบนปลายบานออก พระโอษฐย์ ม้ิ แยม้ ชขี้ นึ้
ซึ่งมีลักษณะเดียวกับเศยี รพระพทุ ธรูปทีเ่ จดยี ์กกู่ ดุ และรัตนเจดยี อ์ ายรุ าวคร่ึงหลังของพุทธศตวรรษที่ ๑๗
ถึงกลางพระพุทธศตวรรษท่ี ๑๘
เคร่อื งถ้วยจนี
พบจากการส�ำ รวจเวยี งมโน เปน็ เครอ่ื งเคลอื บเนอ้ื แกรง่ สขี าวประเภท Porcelain เขยี นลายสนี �้ำ เงนิ
ใต้เคลือบใส (Blue and White) ช้ินส่วนท่ีพบเป็นส่วนก้นถ้วย ที่ก้นถ้วยด้านนอกมีอักษรจีนหกตัว
เป็นเครื่องหมายราชการอ่านว่าต้าหมิง ซวนเต๋อ เหนียน ซี แปลว่าทำ�ในรัชกาลพระเจ้าซวนเต๋อ
แห่งราชวงศต์ า้ หมงิ (พ.ศ. ๑๙๖๘ - ๑๙๗๙)
ประติมากรรมปนู ป้นั
รปู ศรี ษะบคุ คล พบทเ่ี วยี งมโน สภาพช�ำ รดุ ไมเ่ หน็ ลกั ษณะหนา้ ตาแตพ่ อสงั เกตเหน็ เครอ่ื งประดบั ศรี ษะ
ซงึ่ เปน็ คลา้ ยมงกฎุ ยอดแหลม มศี ริ าภรณเ์ ปน็ รปู ใบไมส้ งู สงู เรยี งเปน็ แถว สวมกระบงั หนา้ อาจเปน็ เศยี รเทวดา
โบราณวตั ถุประเภทดินเผา
จากการสำ�รวจพบโบราณวตั ถุประเภทดนิ เผาจำ�นวนมาก ดังนี้
เชงิ เทยี นดนิ เผาพบในบรเิ วณเวยี งมโน เนอื้ ละเอยี ดตกแตง่ ผวิ ดว้ ยลวดลายขดุ ขดี รปู สามเหลยี่ มหวั กลบั ลาย
กดเป็นรอ่ งลกึ เรียงเปน็ แนวนอน
หินดุ ทำ�ดว้ ยดินเผาเปน็ อปุ กรณ์ที่ใช้ในการป้นั หมอ้
ฝาโกศดนิ เผา พบทว่ั ไปในบรเิ วณเวยี งมโน มเี นอ้ื ละเอยี ดสง่ ประทนุ คว�่ำ และทรงกรวย ตกแตง่
ลวดลายเปน็ สนั ลดลนั กนั ลงมา บางชนิ้ ตกแตง่ ดว้ ยลายกดและลายขดุ ขดี รปู สามเหลยี่ มหวั กลบั
ฝาโกศเป็นสว่ นผสมของโกศดนิ เผาท่ีใช้บรรจกุ ระดูกหรืออฐั ิ
แผนทีแ่ สดงชุมชนโบราณเวยี งมโน
ภาพท่ถี า่ ยทางอากาศแสดงให้เห็นชุมชนโบราณเวยี งมโน
ท่มี า : Google Earth
แผนที่แสดงชมุ ชนโบราณเวยี งมโน เวยี งหรภิ ญุ ไชย
ทม่ี า: หนังสอื ชุมชนโบราณนแอ่งเชยี งใหม่ – ลำ�พนู
เวียงมโน๒
ต้ังอยู่ที่ตำ�บลหนองตอง อำ�เภอหางดง จังหวัดเชียงใหม่ ห่างจากเมืองหริภุญไชยไปทาง
ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ราว ๘ กโิ ลเมตร นบั เปน็ เมอื งสมยั หรภิ ญุ ไชยทต่ี งั้ อยเู่ หนอื สดุ และอยใู่ กลเ้ มอื งราชธานี
มากกวา่ เมอื งอนื่ ๆ ชอื่ เวยี งมโนคงไมใ่ ชช่ อ่ื เกา่ แกใ่ นสมยั หรภิ ญุ ไชย ค�ำ บอกเลา่ ผสู้ งู อายกุ วา่ ๑๐ คนทเี่ ลา่ ตรงกนั
ถงึ ผปู้ กครองเวยี งมชี อื่ วา่ เจา้ หลวงมโน เจา้ หลวงมโนตอ่ สกู้ บั ขา้ ศกึ ทยี่ กมาลอ้ มเวยี ง เจา้ หลวงมโนพา่ ยแพห้ นไี ป
แต่ในที่สุดก็ถูกจับตัวได้และถูกประหารโดยใช้หอกแทงทวาร ชาวบ้านนับถือเจ้าหลวงมโนเป็นเสื้อบ้าน
กันมาช้านาน เร่ืองเจ้าหลวงมโนจากคำ�บอกเล่า กำ�หนดยุคสมัยได้ยาก แต่ต้ังข้อสังเกตอาจอยู่ในสมัย
พม่าปกครอง
๒ เวยี งมโน ชมุ ชนโบราณในแอ่งเชียงใหม่ – ลำ�พนู (มูลนิธโิ ตโยตา้ ประเทศญ่ปี ุ่น,2543),หน้า 62-65
ลกั ษณะกายภาพเปน็ พน้ื ทร่ี าบลมุ่ กวา้ งขวาง ตงั้ อยกู่ ลางแอง่ เชยี งใหม-่ ล�ำ พนู พน้ื ทด่ี า้ นทศิ ตะวนั ตก
และด้านเหนือเป็นพื้นที่สงู จากระดบั นำ�้ ทะเลราว ๓๐๐ เมตร ส่วนดา้ นตะวนั ออกและด้านใต้ตำ่�กวา่ ระดบั
๓๐๐ ลงมาดงั น้ันน�ำ้ จงึ ไหลจากด้านเหนอื และตะวนั ตกเฉียงเหนอื ลงมาหล่อเลี้ยงพื้นทร่ี าบลมุ่ รอบๆตวั เมอื ง
แลว้ ไหลไปบรรจบกบั แมน่ �้ำ ปงิ ทางดา้ นตะวนั ออก ซงึ่ อยหู่ า่ งจากเมอื ง ๓ กโิ ลเมตร บรเิ วณโดยรอบเวยี งมโน
เป็นพ้ืนท่ีอุดมสมบูรณ์ เหมาะแก่การเกษตรกรรม มีลำ�เหมืองหลายสายส่งน้ำ�เข้าเล้ียงพ้ืนท่ีอย่างท่ัวถึง
เกษตรกรทำ�การเพาะปลูกพืชหมุนเวียนได้ตลอดปี อดีตมีการทำ�นาสลับกับปลูกถ่ัวเหลืองและปลูกแตงโม
สะท้อนว่า พ้ืนทนี่ ี้มคี วามอดุ มสมบูรณ์
ผงั เมอื งเปน็ รปู สเ่ี หลยี่ มผนื ผา้ ขนาด ๗๕๐ x ๙๐๐ เมตร สภาพรอ่ งรอยของเมอื งถกู ท�ำ ลายไปมาก
คนั ดนิ ดา้ นเหนอื ทงั้ หมดถกู ปรบั ใชเ้ ปน็ ถนนล�ำ พนู -สนั ปา่ ตอง คนั ดนิ ดา้ นทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื เหลอื เพยี งบางสว่ น
เพราะถูกปรับเป็นพ้ืนที่เกษตรกรรม คันดินด้านตะวันตกและด้านใต้กลายเป็นถนนเข้าหมู่บ้านคันดิน
ดา้ นตะวนั ออกเหลอื ใหเ้ หน็ เปน็ แนวอยบู่ า้ ง คนั ดนิ ดา้ นนตี้ ดิ กบั ล�ำ น�ำ้ ปงิ เกา่ ซงึ่ ตนื้ เขนิ แลว้ แตย่ งั มรี อ่ งรอยทางน�ำ้ ชดั เจน
ชาวบ้านเรียกร่องนำ้�น้ีว่า “โละ” ร่องน้ำ�ปิงเก่าน้ีมีร่องรอยแยกจากนำ้�ปิงที่วัดเกาะแล้วผ่านเวียงมโนลงไป
ทางใตไ้ ปถึงบา้ นแม่ขอ่ งจะบรรจบกับแม่นำ้�ปิง ภายในเวียงมโนเปน็ ทุง่ กวา้ งชาวบ้านเรยี กว่า “ทุง่ นาเวียง”
ชาวบ้านปรับพ้ืนท่ีเพ่ือทำ�นาทำ�สวน จากการสำ�รวจพื้นท่ีซึ่งถูกปรับหน้าดิน พบเศษเครื่องป้ันดินเผาศิลปะ
หริภุญไชยเกล่ือนกลาดอยู่เต็มพื้น มีเศษหม้อดินเผาเศษคนโทลายขูดขีดรูปสามเหลี่ยม นับเป็นจุดเด่น
ของเวยี งมโนที่ยนื ยันความเป็นเมืองสมยั หรภิ ญุ ไชยอย่างชัดเจนทสี่ ดุ เพราะจากการส�ำ รวจไมป่ รากฏเช่นนี้
ในเมืองอื่น ตำ�แหน่งที่พบเศษเครื่องป้ันดินเผาจำ�นวนมากอยู่ด้านตะวันออกของเวียง ซึ่งเป็นด้านริมน้ำ�
มีการต้ังถ่ินฐานหนาแน่น
สภาพภายในเวยี งมรี อ่ งรอยโบราณสถาณรา้ งหลายแหง่ แตถ่ กู ท�ำ ลายเกอื บหมดพบซากวดั รา้ งแหง่ หนงึ่
ช่ือ อุโบสถ ต้ังอยู่กลางเวียงเหลือกองอิฐและมีวิหารร้างท่ีสร้างในสมัยหลังบริเวณนอกกำ�แพงเมือง
มซี ากโบราณสถาณหลายแหง่ ซงึ่ นา่ สนใจมากกวา่ ในเวยี ง เชน่ ในเขตวดั พระเจา้ เหลอ้ื ม ซงึ่ ตง้ั อยมู่ มุ ก�ำ แพงเมอื ง
ดา้ นทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ วดั นมี้ โี บราณวตั ถสุ มยั หรภิ ญุ ไชยและมพี ระพทุ ธรปู สมยั ลา้ นนาทฐี่ านพระพทุ ธรปู
เขยี นวา่ สรา้ ง พ.ศ. ๒๐๓๐ แสดงวา่ วดั พระเจา้ เหลอื้ ม เปน็ วดั เกา่ แกท่ ไ่ี ดร้ บั การท�ำ นบุ �ำ รงุ มาหลายยคุ หลายสมยั
จากการส�ำ รวจของศรศี กั ร วลั ลโิ ภดม พบดา้ นเหนอื ของเมอื งในบรเิ วณบา้ นนายแกว้ ดี หลวงอนิ ตา มรี อ่ งรอย
ฐานศลิ าแดงและอฐิ ซงึ่ เปน็ ฐานสถปู และพบโบราณวตั ถตุ า่ งๆ เชน่ พระพทุ ธรปู ส�ำ รดิ ทรงเทรดิ แมพ่ มิ พพ์ ระพทุ ธรปู
สถูปจำ�ลองประดับมุมพระเจดีย์ หม้อบรรจุอัฐิฝังอยู่ตามฐานเจดีย์ พระพิมพ์จำ�นวนมากเช่น พระสาม
พระสบิ สอง พระแผง
นอกจากนั้น บรเิ วณนอกเมอื งด้านตะวันตกชาวบ้านได้ขุดพบศลิ าจารกึ แม่หนิ บดเวยี งมโน ขนาด
กวา้ ง ๒๑ เซนตเิ มตร สงู ๓๗ เซนตเิ มตร หนา ๓ เซนติเมตร เป็นจารกึ ตัวอกั ษรมอญโบราณ ภาษามอญ
และภาษาพม่าโบราณ นกั ภาษาโบราณสนั นษิ ฐานมอี ายใุ นราวพทุ ธศตวรรษที่ ๑๗ ซ่ึงร่วมสมัยกับศิลาจารกึ
๗ หลกั ทพี่ บในเมอื งล�ำ พนู ศลิ าจารกึ ชน้ิ นส้ี ะทอ้ นความส�ำ คญั ของเวยี งมโนในฐานะเมอื งรองจากหรภิ ญุ ไชย
และเน้ือความในจารึกแสดงว่าเมืองแห่งนี้มีเจ้าปกครอง ซ่ึงสืบเช้ือสายต่อกันมามีความนับถือพุทธศาสนา
มคี ตสิ รา้ งถาวรวตั ถุ เพอ่ื อทุ ศิ ใหผ้ ลู้ ว่ งลบั จากการพบอกั ษรมอญและภาษามอญในแควน้ หรภิ ญุ ไชยหลายหลกั
ท�ำ ใหเ้ ขา้ ใจวา่ เมอื งสมยั หรภิ ญุ ไชย มผี ปู้ กครอง ในแหง่ โบราณคดอี น่ื ๆ จงึ จดั เปน็ ชน้ั วฒั นธรรมรว่ มสมยั
เป็นชนชาติมอญและอย่างพวกภาษาพม่า กับวัฒนธรรมหริภุญไชย
ในจารึกเวียงมโนและรวมทั้งแม่พิมพ์ดินเผา ๒. เปน็ สมยั ลา้ นนาทมี่ กี ารอยอู่ าศยั ตอ่ เนอ่ื งจาก
ท่ีคล้ายกันระหว่างศิลปะหริภุญไชยกับศิลปะ สมัยท่ี ๑ หลักฐานที่พบจากการขุดค้นทางโบราณคดี
พุกาม จึงเป็นหลักฐานท่ีแสดงความสัมพันธ์ พบโบราณวตั ถจุ �ำ พวกภาชนะดนิ เผาเคลอื บจากเตาพนื้ เมอื ง
ระหวา่ งหรภิ ญุ ไชยและพกุ ามรวมทง้ั กลมุ่ เมอื งมอญ ลา้ นนา (พทุ ธศตวรรษท่ี ๒๐ - ๒๑) และพบ เครอ่ื งถว้ ยจนี
ตอนลา่ งของพม่า สมัยราชวงศ์หมิง (พ.ศ. ๑๙๑๑ - ๒๑๘๗) ดังนั้น
การศึกษาประวัติศาสตร์เวียงมโน ในสมัยท่ีสองจึงเป็นสมัยท่ีมีการอยู่อาศัยอย่างน้อย
มขี อ้ จำ�กดั ด้านหลักฐานลายลกั ษณ์ย่งิ เพราะ ตัง้ แตพ่ ุทธศตวรรษท่ี ๒๐ ลงมา
มีเพียงศิลาจารึกแม่หินบดเวียงมโนช้ินเดียว
เท่าน้ัน หลักฐานประเภทตำ�นานเท่าท่ีศึกษา
มายังไม่พบเรื่องเวียงมโนเลย จุดนี้แตกต่าง
กับเวียงท่ากานที่มีตำ�นานพื้นเมืองเชียงใหม่
และตำ�นานมูลศาสนาช่วยให้ภาพชัดเจนข้ึน
เมอื่ เปน็ เชน่ นก้ี ารศกึ ษาชมุ ชนโบราณเวยี งมโน
จงึ วเิ คราะหจ์ ากหลกั ฐานทางโบราณคดเี ปน็ ส�ำ คญั
อยา่ งไรกต็ าม ผลจากศกึ ษาส�ำ รวจ
เบอ้ื งตน้ ดงั กลา่ ว พบรอ่ งรอยวฒั นธรรมหรภิ ญุ ไชย
หนาแนน่ แตก่ ลบั ไมช่ ดั เจนในความสบื เนอ่ื งมา
สสู่ มยั ลา้ นนา เพราะหลกั ฐานวฒั นธรรมลา้ นนา
พวกนอ้ ยมาก กรณนี พ้ี บในเวยี งเถาะเชน่ เดยี วกนั
เพอื่ ใหเ้ กดิ ความกระจา่ งชดั โครงการวจิ ยั ชมุ ชน
โบราณในแอ่งเชียงใหม่ - ลำ�พูน จงึ ขุดตรวจ
ทางโบราณคดี เพื่อศึกษาช้ันวัฒนธรรม
ของชุมชนโบราณท้ังสองแห่งโดยขุดหลุม
ทดสอบท่เี วยี งมโน ๒ หลมุ และทีเ่ วยี งเถาะ
๒ หลมุ ผลการศกึ ษาสามารถแบง่ ออกไดเ้ ปน็
๓ สมยั ดงั น้ี
๑. เปน็ สมยั แรกเรมิ่ ของการอยอู่ าศยั
ในชุมชนโบราณทั้งสองแห่งหลักฐานท่ีได้จาก
การขดุ คน้ ทางโบราณคดพี บโบราณวตั ถจุ �ำ พวก
ภาชนะดนิ เผาทม่ี รี ปู แบบและลวดลายคลา้ ยคลงึ
กับภาชนะดินเผาในวัฒนธรรมหริภุญไชย
รปู ถ่ายแนวกำ�แพงเมืองเก่า กอ่ นร้ือถอน เพือ่ ก่อสรา้ งถนนสายหนองตอง – หางดง
๓. เป็นสมัยที่มีการอยู่อาศัยของชุมชนสมัยรัตนโกสินทร์ถึงปัจจุบัน ในชั้นนี้
พบกระเบื้องมุงหลังคา เปน็ กระเบ้อื งดินเผาไมเ่ คลือบ ช้นั นมี้ ีการรบกวนจากกจิ กรรมของ
มนุษย์ปัจจุบัน
ข้อสังเกตในเวียงมโนมีความสำ�คัญมากในสมัยหริภุญไชย แต่ในสมัยล้านนา
ดูเหมือนเป็นชุมชนท่ีไม่เติบโตเท่าที่ควร อาจเพราะเวียงมโนตั้งอยู่ใกล้เมืองเชียงใหม่
และเมอื งล�ำ พนู ซง่ึ เปน็ เมอื งใหญ่ กลา่ วคอื สภาพเมอื งโบราณในสมยั ลา้ นนามลี กั ษณะขยายตวั
เพ่ิมข้ึนมาก ขณะเดียวกันก็มีลักษณะกระจาย คือแต่ละเมืองจะต้ังอยู่ห่างกันพอสมควร
ส่วนสมัยหรภิ ุญไชยระยะทางระหวา่ งเมืองอยู่ในระยะประมาณ ๑๐ กโิ ลเมตร นอกจากนน้ั
เปน็ ไปไดว้ ่า สภาพทำ�เลที่ต้ังอยบู่ นเสน้ ทางคมนาคมแลว้ เนอื่ งจากนำ้�ปงิ เปลยี่ นทาง
วัดในพ้ืนท่ตี �ำ บลหนองตอง
๑. วดั ศรีลงั กา หมู่ ๑ บ้านต้นโชค
๒. วัดพระเจา้ เหล้ือม หมู่ ๒ บ้านบวกครก (บา้ นสนั กลาง)
๓. วดั หนองตอง หมู่ ๓ บ้านหนองตอง
๔. วัดป่าลาน หมู่ ๔ บ้านป่าลาน
๕. วัดวาฬุการาม หมู่ ๕ บา้ นเกาะ
๖. วดั นาคนมิ ิต หมู่ ๖ บ้านทา่ นาค
๗. วัดทา่ นาค หมู่ ๖ บา้ นทา่ นาค
๘. วัดเทพกญุ ชร หมู่ ๗ บ้านหนองชา้ ง
๙. วดั พฤกษาราม หมู่ ๘ บ้านปา่ เป้า
๑๐. วัดอนิ ทราพิบลู ย์ หมู่ ๙ บา้ นหนองไคร้
๑๑. วดั หนองบัว หมู่ ๑๐ บา้ นหนองบัว
๑๒. วัดคนั ธรส หมู่ ๑๓ บา้ นทุ่งนาเวยี ง (บา้ นสวนหลวง)
๑๓. วดั เดน่ หมู่ ๑๔ บา้ นเดน่
สถานการณช์ ว่ ง “ฟน้ื ม่าน”
แหง่ แผน่ ดนิ ลา้ นนารัชสมยั เจ้าฟ้าชายแก้ว
ในยุคสมัยหนึง่ ชว่ งประมาณ พ.ศ. ๒๓๐๗ ทีล่ า้ นนาประเทศ ซึ่งมเี มืองเชยี งใหมเ่ ปน็ ศูนย์กลาง
ตกอย่ภู ายใตอ้ ำ�นาจการปกครองของพม่าอกี ช้นั หนงึ่ หรอื คนเมอื งเหนือลา้ นนา เรียกว่า “ม่าน” ยุคสมัยนั้น
ทศ คณนาพร๓ พระเจ้ากรุงอังวะได้โปรดเกลา้ าฯใหเ้ จ้าฟา้ ชายแก้ว ครองเมอื งล�ำ ปาง โดยทเ่ี มอื งเชยี งใหม่
อย่ภู ายใตก้ ารควบคุมของ “โปม่ ะยุง่วน” หรือท่คี นลา้ นนาเรยี กว่า “โปห่ วั ขาว”และได้ต้ังใหพ้ ระยาจ่าบ้าน
(บญุ มา) เปน็ พ่อเมอื งเชยี งใหม่
ในเวลาต่อมาทหารพม่า(อังวะ)ท่ีประจำ�การอยู่ท่ีเมืองลำ�ปาง ก่อเหตุข่มเหงราษฎร ทำ�ให้เกิด
ความเดือดร้อนทุกหัวระแหง เป็นเหตุให้เจ้าฟ้าชายแก้วตัดสินใจเดินทางจากลำ�ปาง เพื่อจะไปแจ้งและ
รายงานเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับโป่หัวขาว ท่ีประจำ�การอยู่ที่เมืองเชียงใหม่ ในขณะที่ทางพม่ามีความคิด
ท่ีจะไปโจมตกี รุงธนบรุ ี ทม่ี สี มเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราชไดส้ ถาปนากรงุ ธนบุรีขึน้ หลงั จากราชธานเี ดิมคอื
กรุงศรอี ยธุ ยาเสยี ทแี กพ่ มา่ ในปี พ.ศ. ๒๓๑๐ และสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชไดท้ รงกอบก้อู ิสรภาพคน
จากพมา่ ได้ และมพี ระราชด�ำ รทิ จี่ ะทรงน�ำ กองทพั ไทยขบั ไลท่ หารพมา่ ทกุ คน ออกไปจากราชอาณาจกั รเชน่ กนั
ในห้วงเวลาดังกล่าวพญาจ่าบ้านได้คบคิดกกับเจ้ากาวิละ ผู้เป็นบุตรของเจ้าฟ้าชายแก้วแห่งเมืองลำ�ปาง
เพอ่ื เปน็ พนั ธมติ รกนั ในการ “ฟน้ื มา่ น” ปลดแอกกอ่ การกบฏขน้ึ โดยทพ่ี ระยาจา่ บา้ นมกี ารขดั แยง้ กบั โปห่ วั ขาว
อยา่ งรนุ แรงเพราะเหตวุ า่ โปห่ วั ขาวหรอื โปม่ ะยงุ ว่ น ไดใ้ ชอ้ �ำ นาจบาตรใหญข่ ม่ เหงราษฎร และกดอ�ำ นาจขนุ นางเชยี งใหม่
จงึ ไดต้ อ่ สกู้ บั โปห่ วั ขาวทก่ี ลางเวยี งเชยี งใหม่ ในเดอื นยเี่ หนอื แรม ๑๑ ค�่ำ พ.ศ. ๒๓๑๔ แตโ่ ปห่ วั ขาวหนตี าย
ไปหลบอยู่ในคุม้ พระยาจ่าบ้าน (บญุ มา) จึงไดย้ กไพรพ่ ลไปเลยไปถงึ ล�ำ ปาง และไดส้ มคบกับเจ้ากาวลิ ะ
จะท�ำ การกอ่ การ โดยทเ่ี จา้ กาวลิ ะรบั ปากและขอตง้ั รออยทู่ เ่ี มอื งล�ำ ปางเพอื่ เตรยี มการส�ำ คญั ” ซงึ่ ชว่ งเวลาดงั กลา่ ว
เกิดเหตุวุ่นวายในแผ่นดินล้านนา กระท่ังเหตุการณ์ดำ�เนินมาถึงปลายทางแห่งความสงบร่มเย็น ภายใต้
แผน่ ดนิ ของพระเจา้ กาวลิ ะ สบื ตอ่ มาจนถงึ รชั สมยั ของเจา้ หลวงเชยี งใหม่ องคท์ ี่ ๙ กลา่ วคอื “พลตรเี จา้ แกว้ นวรฐั ”
ซึ่งเป็นเจ้าหลวงองค์สดท้าย ก่อนที่ล้านนาประเทศจะถูกผลนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของสยามประเทศ
หรอื ประเทศไทยในปัจจบุ นั โดยสมบูรณ์
ชว่ งระหวา่ งทม่ี คี วามวนุ่ วายเกดิ ขนึ้ ในลา้ นนา ทเ่ี รยี กวา่ “ยคุ ฟน้ื มา่ น” ในรชั สมยั ของของเจา้ ฟา้ ชายแกว้
พระยาจา่ บา้ น เจา้ กาวลิ ะ ยงั คงมเี รอื่ งราวของวรี ะบรุ ษุ ทอ้ งถนิ่ ทรี่ ว่ มตอ่ สปู้ กปอ้ งชวี ติ แผน่ ดนิ และศกั ดศิ์ รแี หง่ ตน
กระทง่ั ต้องจบชีวิตลงในชว่ งเหตกุ ารณด์ งั กล่าว หลายทา่ นหลายคน ทง้ั ท่ีมีบนั ทกึ ไวใ้ นเอกสารโบราณตา่ งๆ
ท้ังท่ีเป็นเร่ืองเล่ามุขปาฐะของคนท้องถิ่น ดังปรากฏในบางช่วงบางตอนของหนังสือ “มหราชวงษ์
พงษาวดารพม่า”๔ ฉบับ นายต่อแปล ท่ีได้เล่าถึงความตอนหน่ึง มหราชวงษ์ พงษาวดารพม่า
๓ ทศ คณนาพร เร่ืองเล่า เวยี งเจยี งใหม่ (เชียงใหม่:เทศบาลนครเชยี งใหม่ ,2549),หน้า 23-25
๔ มหราชวงษ์ พงษาวดารพมา่ นายต่อแปล,(นนทบรุ :ี โสภณการพิมพ,์ 2562),หนา้ 212-213
นายต่อแปล “เม่ือสีหะปะเต๊ะ ยกทัพมาถึงเมืองเชียงตุงน้ัน มางแรศิริผู้รักษาเมืองเชียงใหม่ทราบว่า
พระองคท์ รงจดั ใหส้ หี ะปะเตะ๊ เปนแมท่ พั ยกกองทชี พั มาชว่ ย มาแรศริ จิ งึ จดั พลทหารขน้ึ มา้ เรว็ ออกไปบอก
สหี ะปะเตะ๊ เรอื่ งเหตกุ ารณทื ง้ั ปวงทหี่ วั เมอื งเชยี งใหม่ ๕๗ หวั เมอื ง ซงึ่ ตง้ั อยขู่ า้ งฝงั่ แมน่ �้ำ สลี วนิ เปนขบถนนั้
ทกุ ประการ เมือ่ สหี ะปะเต๊ะทราบเรือ่ งทกุ ประการแล้วจึงจัดกองทัพประเทศราชเง้ียว ๗ ทพั กบั ศริ ิราช
สงั จนั ทพั ๑ ตรุ งิ รามจอซงึ่ เปน็ ปลดั ทพั ฯ ๑ จอของจอสทู พั ๑ รวม ๑๐ ทพั ๆ นใ้ี หย้ กไปตเี มอื งปุ เมอื งสกั
สหี ะปะเต๊ะนัน้ รวม ๒๕ ทัพ ยกไปตเี มอื งสวนิ เมืองเชียงราย ไดย้ กแยกกนั ไปตสี องทาง คร้นั เข้าตี
หวั เมอื งเหลา่ นนั้ กไ็ ดโ้ ดยสะดวกแลว้ ไดจ้ ดั การบา้ นเมอื งเรยี บรอ้ ยแลว้ กเ็ ขา้ ตงี ะสตู ดิ งะจนั ขง ทเ่ี ขตดอยหลวง
จบั ตวั งะจนั ขงแลลกู เมยี กบั พรรคพวก ๓๐๐ เศษได้ แตง่ ะสตู ดิ นน้ั หนไี ปได้ แลว้ ยกทพั ตามไปตเี มอื งพะยอ
ครั้นไปถงึ เมืองพะยอกเ็ ข้าลอ้ มเมืองพะยอไว้ทัง้ ๒๔ ทพั ฝ่ายงะสูตดิ กบั ลกู เจ้าเมืองเชียงใหม่ทราบว่า
ร้ีพลยกมามาก ก็เลิกทัพถอยหนีไปเข้ากับเจ้าเมืองลำ�พูนน้อยมะโน ก่อนยังมิยกเข้าตีเมืองพะยอ
ฝ่ายสีหะปะเตะ๊ กม็ ไิ ดห้ ยุดพกั ทหารเลยเขา้ ยกตีเมอื งล�ำ พูน น้อยมะโน ไม่อาจสู้ กท็ ิ้งครอบครัวลกู เมยี
หนีเลด็ ลอดไปกับคนสนทิ ...”
อีกทงั้ ในหนงั สอื “ประชุมตำ�นานล้านนาไทย” สวงน โชตสิ ขุ รัตน๕์ “ขณะยามนนั้ โปเ่ จยี ก
ไปเมอื งลาวกลบั คนื มา ตง้ั ทพั อยทู่ ล่ี �ำ ปางหลวง เจา้ ฟา้ ชายแกว้ กไ็ ปตอ้ นรบั โปเ่ จยี กปฏบิ ตั ไิ หวส้ าชปุ ระการ
โปเ่ จยี กแจ้งแก่ใจแลว้ กไ็ ปมัดเอามา่ นมงั แร แสนพน้ื ทพั ศิริ ขนานลงั กา ได้แล้วเอาไปฆ่าเสยี ยงั แต่
พระยามโนบา้ นสนั หนองหลอ้ ง รอ้ งล่ี แตกเขา้ ไปลท้ี รงอยปู่ า่ อยเู่ ถอื่ น มา่ นเขา้ ไปตามได้ จบั ใสขอ่ื กงั คอ
มาล�ำ ปาง แลว้ เกย็ ไปฆา่ เสยี วนั สบิ วนั ซาว เกบ็ เอาลกู เมยี เขาเปน็ ขา้ เปน็ คนเปน็ ลกู เปน็ เมยี ตามใจมกั ดงั่ ตวั
พระยามโนบ้านสันนน้ั มา่ นก็เอาไปเมืองอังวะ ภายหลังมาห้อื เง้ยี วฆา่ เสยี ห้นั แลฯ”
หนังสือ “ตำ�นานสิบห้าราชวงศ์ ฉบับบสอบชำ�ระ”๖ สมหมาย เปรมจิตต์ สถาบันวิจัยสังคม
มหาวทิ ยาลยั เชยี งใหม่ ตอนหนงึ่ กลา่ ววา่ “ขณะยามนนั้ โปเ่ จยี กไปเมอื งลาว พกิ คนื มาจบั ทพั อยลู่ �ำ ปางหลวง
เจา้ ฟา้ ชายแกว้ ไปตอ้ นรบั ปา่ เจยี ก ปฏบิ ตั ไิ หวส้ าชปุ ระการ ปา่ เจยี กแจง้ แลว้ กใ็ ชไ้ ปมดั เอามา่ นมงั แร แสนพนื้
ทพั สริ ิ ขนานลงั กา ไดแ้ ลว้ เอาไปฆา่ เสยี ยงั แตพ่ ระยามโนบา้ นสนั นน้ั และ หนองหลอ้ งหนองรแี ตกตน่ื เขา้ ไปล้ี
ซงอยปู่ า่ อยเู่ ถอ่ื น มา่ นตามได้ จบั ยบั ใสข่ อื่ กงั คามาล�ำ ปางแลว้ เกบ็ ไปฆา่ เสยี วนั ๑๐ วนั ๒๐ เกบ็ เอาเมยี เขา
เปน็ ขา้ เปน็ คนเปน็ ลกู เปน็ เมยี ตามใจมกั ดง่ั ตวั พระยามโนบา้ นสนั นนั้ มา่ นเอาเมอื องั วะ ภานลนู หอ้ื เงยี้ วฆา่
เสยี หนั้ แล ลนู แตน่ นั้ มา่ นโปเ่ จยี กจง่ิ บขั เอารพิ ลคนเสกิ ไดโ้ ป่ ๔ ทพั จกั ลงไปรบเอาเมอื งสรโี ยธยิ าหนั้ แล”
หนงั สือตำ�นานพ้นื เมืองเชียงใหม่๗ ฉบับ เชยี งใหม่ ๗๐๐ ปี ศ.ดร.อดุ ม รงุ่ เรืองศรี พร้อมคณะะฯ
ศูนย์วัฒนธรรมจังหวัดเชียงใหม่ สถาบันราชภัฏเชียงใหม่ ความตอนหน่ึงกล่าวว่า “อยู่มาบ่นานเท่าใด
โปม่ า่ นคย็ กทบั ไพเมอื งลาวเสยี เสยี้ ง แสนพน้ื จง่ิ คนื มาเซาะชวนเอาผคู้ นอนั แตกตนื่ เขา้ ลซ้ี งอยปู่ า่ อยคู่ รมุ่
๕ สวงน โชตสิ ุขรัตน์ ,ประชมุ ต�ำ นานล้านนาไทย,(นนทบุรี:ศรปั ัญญา,2555),หน้า 238-239
๖ ตำ�นานสบิ หา้ ราชวงศ์ ฉบับบสอบช�ำ ระ สมหมาย เปรมจิตต,์ (เชียงใหม:่ โรงพมิ พ์มงิ่ เมอื ง เชียงใหม,่ 2540) หนา้ 121
๗ หนงั สือตำ�นานพ้นื เมอื งเชียงใหม่ ฉบับ เชยี งใหม่ 700 ปี ศ.ดร.อดุ ม รุ่งเรืองศรี พรอ้ มคณะฯ,(เชยี งใหม่:โรงพิมพม์ ิ่งเมอื ง
เชียงใหม,่ 2538) หน้า 110
หว้ ยทา้ งหวา่ งดอย กบั ทังพระญานอ้ ยมโน กวยเซียงมกุ แลปา่ ม่านมังแรทบั สรริ ิ พร้อมกันขบั คนเข้าตงั้
ยางคกกบั ทางขนานลงั กา ๑ ทบั มคู �ำ ๑ เขาชรุ อมคนไดแ้ ลว้ พากนั เขา้ แวดคมุ บา้ นเพยี ง ลอ้ มรบกนั กลาง
คืนจักดาใกลแ้ จ้ง ฝ่ายทางแสนพ้ืนแลมา่ นมงั แรแตก ไพร่ไทหนีเข้าป่าเขา้ เถ่ือนไพเสี้ยง กวยเซียงก็
ลวดขมี่ ลา้ หนไี พเมอื งเชยี งลาวเสยี ละมา่ นมงั แร แลแสนพนื้ ขนานลงั กา ทบั มคู �ำ ไว้ ขณะนน้ั โปเ่ จยี กไพ
เมอื งลาวพลกิ คนื มา เจยี ะทบั อยลู่ �ำ พางหลวง เจา้ ฟา้ หลวงชายแกว้ คไ็ พตอ้ นรบั โปเ่ จยี ก ปฏบิ ตั ไิ หวส้ าชปุ ระการ
โป่เจยี กแจง้ แลว้ ค็ไพมัดเอามา่ น มังแรหลอ้ ง ร่องล้ี แตกต่นื เขา้ ไพล้ซี งอยปู่ า่ อย่เู ถอื่ น มา่ นตามทวย
ไดจ้ บั ยบั ใสค่ อื กงั คามาลมั พาง ตวั พระญาบา้ นสนั นน้ั มา่ นคเ็ อาเมอื งองั วะ พายลนู หอื้ เงยี้ วขา้ เสยี หน้ั แล”
จากแนวทางและขอ้ มลู แวดลอ้ มทนี่ �ำ เสนอไวข้ า้ งตน้ ประกอบกบั การไดม้ โี อกาส สนทนาสอบถาม
กบั ปราชญผ์ รู้ ู้ ผสู้ ูงอายใุ นชุมชนต�ำ บลหนองตอง ท�ำ ให้ทราบถึงความเปน็ มา ตลอดถึงความเชื่อถอื ศรทั ธา
ท่ีแนบแน่นอยู่ในจิตใจของคนหนองตองอย่างลึกซึ้ง เป็นเสมือนพลังที่คอยเติมเต็มกำ�ลังใจให้กับ
“ลกู หลานเจา้ หลวงมโน” ทกุ ๆคน ให้มแี รงผลักดันในการด�ำ เนนิ ชวี ติ การสร้างสรรค์ความดี การเสยี สละ
เพื่อประโยชน์สาธารณะ และประการสำ�คัญคือการเป็นนักสู้ชีวิตที่ยึดมั่นในคุณธรรมจริยธรรม ภายใต้
รม่ เงาพทุ ธธรรมค�ำ สอนขององคส์ มเดจ็ พระสมั มาสมั พทุ ธเจา้ อยา่ งแนบแนน่ ชดั เจน เปน็ อตั ลกั ษณท์ โ่ี ดดเดน่
ของคนตำ�บลหนองตอง ที่สามารถรับรู้และสัมผัสได้เป็นการทั่วไป ดังน้ันแล้วหากจะมีการรวมพลังกัน
สรา้ งสง่ิ หนงึ่ สง่ิ ใดเพอ่ื เปน็ การระลกึ นกึ ถงึ คณุ แหง่ “เจา้ หลวงมโน” ของคนหนองตองในลกั ษณะปคุ คลาธษิ ฐาน
ทีส่ ามารถเข้าถึง สมั ผสั จับตอ้ งไดอ้ ยา่ งเป็นรูปธรรมมากย่ิงขึ้น อาทิ รปู เคารพหรืออนุสาวรยี เ์ จ้าหลวงมโน
ตามแบบอย่างความเชื่อ ความนับถือศรัทธาของคนตำ�บลหนองตองเป็นหลัก ก็เห็นควรว่าการที่จะได้
รวมพลังกันของผู้คนทุกหมู่เหล่า ท่ีนับถือศรัทธาในเจ้าหลวงมโน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนตำ�บลหนองตอง
ซง่ึ ถอื วา่ เปน็ ลกู หลานเจา้ หลวงมโน ยอ่ มจะเกดิ คณุ ปู การมากมายหลายดา้ นทง้ั ตอ่ ตวั บคุ คลและชมุ ชนทอ้ งถน่ิ
ทีท่ รงคณุ ค่าเปน็ ประโยชน์สืบไปได้อยา่ งยั่งยนื
๐๓
ความตร�ำกั นคตาวน�ำ าบม“ลศเหจรา้นทั หอธลงาวตขงออมงงโลนูก”หลาน
คณุ คา่ และความส�ำ คญั ของเจ้าหลวงมโน
๑. ความภาคภูมิใจ และศกั ดศ์ิ รี เกยี รติภูมิ ของคนหนองตองที่มีเจา้ หลวงมโน ผู้ซึ่งเป็นวรี บุรุษ
ที่มีความขันติธรรมและศีลธรรม สร้างบ้านแปงเมืองและคอยปกป้องคุ้มครองผู้คนหนองตองตลอดจน
สบื เชอื้ สายวงศต์ ระกลู ตา่ ง ๆ กวา่ ๒๐๐ ปี ถงึ ปจั จบุ นั ทเ่ี ปน็ ชมุ ชนอดุ มสมบรู ณด์ า้ นทรพั ยากรตา่ ง ๆ และมผี คู้ น
ที่มีศีลธรรม จริยธรรมในการดำ�รงชีวิตสืบมา ก่อให้เกิดความรักความภาคภูมิใจในชาติบ้านเมืองของตน
คือทำ�ให้เรารู้ถึงความเสียสละของบรรพบุรุษที่ได้สร้างบ้านเมืองมาด้วยชีวิต สร้างสมวัฒนธรรมอันดีงาม
มาสรู่ นุ่ ลกู หลานจงึ กอ่ ใหเ้ กดิ ความภมู ใิ จ รกั หวงแหนมรดกทบ่ี รรพบรุ ษุ ทงิ้ ไว้ ตอ้ งการทจี่ ะอนรุ กั ษแ์ ละสบื สาน
สงิ่ ทดี่ งี ามไปยังคนรุ่นลกู รุน่ หลานของเราต่อไป
๒. ปชู นยี บคุ คล เจา้ หลวงมโนนบั เปน็ ปราชญอ์ นั เปน็ บคุ คลส�ำ คญั ของคนหนองตอง เปน็ เครอ่ื งชถ้ี งึ
รากเหง้าของผู้คน ท่ีสะท้อนถึงอัตลักษณ์ความเป็นอยู่ของผู้คนในหนองตอง ก่อเกิดความศรัทธานับถือ
มาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความเป็นผู้นำ�สร้างบ้านแปงเมือง มีศีลธรรมในการดูแลชุมชน จนเป็นผู้สร้าง
จิตวิญญาณแก่รุ่นสรู่ ุน่ ในหนองตอง
๓. เปน็ ศนู ยร์ วมจติ ใจ เจา้ หลวงมโนนบั เปน็ ปชู นยี บคุ คลส�ำ คญั ของคนหนองตอง เกดิ ความศรทั ธา
เคารพนับถือมาตั้งแตบ่ รรพบุรษุ จนถึงปัจจบุ นั ท่ีได้หล่อหลอมซึ่งความเชือ่ และความหวงั ของผู้คน กอ่ เกิด
การสกั การะบชู าเพ่ือเป็นส่งิ ท่ยี ึดเหน่ียวจิตใจของผ้คู นหนองตองในการด�ำ รงชีวติ
๔. ประวัติศาสตร์ชุมชน ทำ�ให้เข้าใจทัศนคติของผู้อ่ืน การศึกษาประวัติศาสตร์ชุมชน
ช่วยให้เราเข้าใจความคิดความรู้สึกของคนในสังคมต่างๆ และในเวลาต่าง ๆ กัน ทำ�ให้ได้บทเรียน
จากประวัตศิ าสตร์ เหตกุ ารณห์ รอื พฤติกรรมของผู้คนในอดตี ท่นี ำ�ไปสู่การเรียนรูแ้ ละนำ�มาเปน็ แบบอยา่ ง
ในการประพฤติปฏิบัตติ อ่ ไป
๕. ด้านศิลปวฒั นธรรมและภูมปิ ัญญา ความเปน็ ผ้นู �ำ ของเจา้ หลวงมโนทน่ี อกจากสามารถสร้าง
บ้านแปงเมืองหนองตองได้อย่างเจริญก้าวหน้าแล้ว ยังคงหลงเหลือร่องรอยแห่งประวัติศาสตร์ในด้าน
ศลิ ปวฒั นธรรมเรอื่ งความเชอ่ื ฯทเี่ ปน็ ศนู ยร์ วมจติ วญิ ญาณในการดแู ลปกปอ้ งผคู้ นในชมุ ชน และยงั ใหค้ วามศรทั ธา
ในพระพุทธศาสนา เกิดวัดวาอารามต่างๆ ในหนองตอง ด้วยการประยุกต์ศิลปะต่างๆ ในแต่ละยุคสมัย
ทป่ี รากฎตามโบราณสถานตา่ ง ๆ ทงั้ น้ยี งั ให้ความสำ�คัญกบั ภมู ิปญั ญาท่มี ุง่ สง่ เสรมิ ใหผ้ คู้ น มีความกตญั ญู
รู้บุญคุณ และความรักความผกู พนั ในรากเหง้าของตนเอง
จารีตประเพณีและความเช่ือของคนท้องถ่นิ
หอเจา้ หลวงมโน ปจั จุบนั มีอย่ดู ้วยกนั ๒ จุด ซึง่ ไม่หา่ งกนั มาก โดยตงั้ อยู่บ้านหนองตอง หมู่ท่ี ๓
• จุดแรก ตง้ั อย่ใู นบริเวณบา้ นของ นางจารุวรรณ แสงปนั (“ต้ังข้าวคนปัจจุบนั ”)
• จดุ ทส่ี อง ตง้ั อยใู่ นบรเิ วณศนู ยเ์ ดก็ เลก็ บา้ นหนองตอง โดยชาวบา้ นไดท้ �ำ การเลย้ี งบชู าทงั้ สองแหง่
การเลีย้ งเจ้าหลวงมโนจะมอี ยู่ ๒ ลักษณะ คอื
๑. การเลี้ยงสกั การะตามฮตี ฮอยทสี่ บื ทอดกันมา
๒. เล้ยี งสกั การะในกรณีพเิ ศษของแต่ละบคุ คล
การเลย้ี งสักการะเจ้าหลวงมโนตาม “ฮตี ฮอย” ที่สบื ทอดกันมา จะมีขน้ึ ปีละครัง้ ซงึ่ เป็นการเลยี้ ง
ทคี่ อ่ นขา้ งจะใหญโ่ ตเพราะลกู หลาน เครอื ญาตขิ องผทู้ เ่ี คารพนบั ถอื ตา่ งมารวมตวั เพอ่ื ท�ำ พธิ เี ลยี้ ง สว่ นวนั เวลา
ทจี่ ะท�ำ พธิ จี ะก�ำ หนดโดยตงั้ ขา้ ว (เจา้ พธิ ,ี รา่ งทรง) จะเปน็ เดอื น ๙ เหนอื ขา้ งขนึ้ กค่ี �ำ่ กข็ น้ึ อยกู่ บั วนั ทเ่ี ปน็ มงคล
ขนั้ ตอนวันทจี่ ะทำ�การเลีย้ ง
๑. ตอนเชา้ ตรตู่ ั้งข้าวจะเอาเนือ้ (ควาย) ดิบ ใส่ภาชนะมาตั้งไว้หน้าหอ จุดเทียน ธูป ขันดอกไม้
บอกกลา่ วใหเ้ จา้ พ่อรูว้ า่ วันน้ีลกู หลาน ญาตพิ ่นี ้องได้มาเลี้ยงตามฮีตฮอยประเพณีทไ่ี ด้สืบทอดกันมา
๒. เม่ือตั้งขา้ วของบูชา และบอกกลา่ วเปน็ ที่เรียบรอ้ ยแล้ว จากนั้นกน็ ำ�ของไหวม้ าปรุงเปน็ อาหาร
ได้แก่ ลาบ แกงอ่อม ในระหว่างปรุงอาหารนั้นมีความเช่ือว่าห้ามชิม เพราะถือกันว่าไม่สามารถกินก่อน
เจ้าหลวงมโนได้
๓. เมอ่ื เตรยี มอาหารเปน็ ทีเ่ รียบร้อยแลว้ โดยจะแยกอาหารคาวหวานออกเป็น ๓ ชดุ
• ชดุ ที่ ๑ นำ�อาหารไปทำ�บุญท่ีวัดเพ่ืออุทศิ สว่ นบญุ สว่ นกุศลให้กบั เจ้าหลวงมโนและลูกหลาน
• ชดุ ที่ ๒ ส�ำ หรบั เลย้ี งเจา้ หลวงมโน และลกู หลานพรอ้ มทงั้ ขา้ ทาสบรวิ ารทง้ั หลาย โดยส�ำ หรบั ชดุ น้ี
จะน�ำ เหล้าพ้นื บ้านใสไ่ ปด้วย
• ชดุ ท่ี ๓ ท�ำ เป็นกระทงใบตองเพอื่ อุทศิ ให้สัมภเวสี โดยจะน�ำ ไปวางไว้ภายนอกเขตบา้ น
๔. เมอื่ การจดั เตรยี มพรอ้ มแลว้ ตงั้ ขา้ วจะจดุ เทยี นธปู โยงกบั ขนั ดอกไม้ กลา่ วเชญิ ใหเ้ จา้ หลวงมโน
พรอ้ มลกู หลาน ข้าทาสบริวารมากิน (ตามจ�ำ นวนท่ีกลา่ วของต้ังข้าว)
๕. ขณะท่ีต้ังข้าวกล่าวเชิญ ผู้คนท่ีอยู่ร่วมในพิธีจะต้องอยู่ในอาการที่สงบ สำ�รวมกาย วาจา
จนกวา่ เจ้าหลวงจะกินเสร็จ (โดยถือเอาจากธูปหมดกา้ น)
๖. เม่ือเช่ือว่าเจา้ หลวงมโน ลกู หลาน ข้าทาสบรวิ าร ได้กินอมิ่ แล้ว ตง้ั ข้าวกจ็ ะได้กล่าวขออาหาร
ทีท่ �ำ ถวายใหล้ กู หลาน ญาตมิ ิตรที่รว่ มพิธีไดก้ ิน เพราะเชอ่ื วา่ เป็นอาหารทพิ ยท์ ี่ชว่ ยรกั ษาโรคได้
๗. เมื่อเสรจ็ พธิ ีกจ็ ะชว่ ยกันเกบ็ กวาดทีศ่ าล ใหเ้ รียบรอ้ ยเหมอื นเดิม
เลยี้ งในกรณพี เิ ศษ คอื การเลย้ี งเจา้ หลวงในรายบคุ คลทจี่ ะเลย้ี งเปน็ การสว่ นตวั เพอื่ มาบอกกลา่ ว
ขอพรให้กบั ตัวเอง และครอบครวั เช่น การข้ึนบา้ นใหม่ แตง่ งาน การเกิด การตาย การเข้าท�ำ งาน รวมถงึ
การเจ็บไขไ้ ด้ป่วย ฯลฯ หรือจะเลี้ยงเจา้ หลวงมโนในวันส�ำ คญั เชน่ วนั เข้าพรรษา ออกพรรษา สงกรานต์
วันเกิด ตานข้าวใหม่ ฯลฯ โดยฮีตฮอยท่ีกล่าวมานี้ชาวบ้านยังคงถือปฏิบัติสืบต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน
ตลอดถึงการเลย้ี ง/ไหวส้ กั การะบูชา ในช่วงเทศกาล “ป๋ีใหม่เมือง” หรอื สงกรานต์ชมุ ชนจะจัดใหม้ กี ารไหว้
ที่กลา่ วว่า “การด�ำ หวั เจา้ หลวงมโน” ประจำ�ปีถือเปน็ โอกาสส�ำ คัญของชมุ ชน หรือ ลูกหลานเจา้ หลวงมโน
ไดแ้ สดงออกถงึ ความกตญั ญู กตเวที นอ้ มระลกึ ถงึ คณุ แหง่ เจา้ หลวงฯ และสง่ ตอ่ แบบอยา่ งทด่ี งี ามใหก้ บั ลกู หลาน
ไดร้ ัก หวงแหน ในทอ้ งถน่ิ ถ่ินฐานบา้ นเกดิ ของตนเองยง่ิ ๆข้ึนไป
ดอกไม้บูชา คือ ดอกเก็ดตะหวา (พุดซ้อน) จากเร่ืองเล่า ความเชื่อที่สืบทอดกันจากรุ่นสู่รุ่น
ที่มีความผูกพันกับดอกเก็ดตะหวา (พุดซ้อน) จากประสบการณ์ท่ีไม่อาจจะอธิบายได้ด้วยเหตุผลปกติ
กลา่ ววา่ หากชว่ งไหนทเี่ จา้ หลวงฯ มาเยยี่ มเยอื น “มาโผดผาย” (มาโปรด) ลกู หลานจะสมั ผสั ไดถ้ งึ กลน่ิ ดอกไม้
ดอกเก็ดตะหวา (พุดซ้อน) ทุกคร้ังที่มีเหตุการณ์ลักษณะน้ีและหลายๆคน เชื่อถือกันว่า ดอกเก็ดตะหวา
(พดุ ซอ้ น) เปน็ ดอก/กลน่ิ ดอกไมข้ องเจา้ หลวงมโน จงึ นยิ มใชด้ อก ดอกเกด็ ตะหวา (พดุ ซอ้ น) เปน็ ดอกไมบ้ ชู า
เจา้ หลวงมโน กันเป็นการทว่ั ไป
วนั ไหวส้ กั การะ หรอื ด�ำ หวั เจา้ หลวงมโนและงานเลยี้ งผปี ยู่ า่ บนปฏทิ นิ ต�ำ บลหนองตอง คอื เดอื นเกา้
เหนือ และชว่ งประเพณสี งกรานต์ หรือ “ป๋ีใหม่เมอื ง”
ดอกเกด็ ตะหวา (พดุ ซอ้ น)
๐๔
วีรบรุ ุษในอ“ดุ เมจา้คหตลิขวองงมผโนคู้ ”นรุ่นฟน้ื ม่าน
“เจา้ หลวงมโน”
วรี บุรุษในอุดมคตขิ องผคู้ นยคุ ฟืน้ ม่าน
จากเร่ืองเล่าและความเชอ่ื ท่คี นหนองตองมีกับตวั เจ้าหลวงมโน
๑. มคี วามเชือ่ วา่ ดอกเก็ดตะหวา (พุดซอ้ น) เป็นตัวแทนของเจ้าหลวงมโน เมื่อยามท่ีไดก้ ล่ินดอก
โชยมาตามลม หมายถงึ วา่ เวลานนั้ เจา้ หลวงมโนทา่ นไดม้ าปกปกั ดแู ลผคู้ น (ผใู้ หข้ อ้ มลู นางนงลกั ษณ์ เทพวงค์
อายุ ๖๘ ปี อาศยั อยบู่ ้านทา่ ควาย หม่ทู ่ี ๑๒ ต�ำ บลหนองตอง)
๒. คนหนองตองจะไม่มีใครทำ�ร้ัวตาแสงเพราะเช่ือว่าเป็นสาเหตุทำ�ให้เจ้าหลวงมโนถูกจับได้
และถูกนำ�ไปฆ่า (จากเรื่องเลา่ ทว่ี ่าเจา้ หลวงมโนหนจี ากข้าศกึ แลว้ มาตดิ ทรี่ ั้วตาแสงจนทำ�ให้ถูกจับได้ในทสี่ ดุ
(ผูใ้ ห้ข้อมลู นายอนิ ทร์ บวั ค�ำ ซาว อายุ ๙๕ ปี)
๓. จะไม่น�ำ ไม้ฮวก (ไมไ้ ผ)่ มาทำ�ราวตากผ้า เพราะเชอ่ื ว่า ตอนเจ้าหลวงมโนถกู ฆา่ นั้น ข้าศกึ
ไดใ้ ชไ้ ม้แหลม (ลำ�ไมไ้ ผ)่ แทงทีร่ ทู วารหนกั จนตาย
๔. ความเชื่อว่าเจ้าทรงท่ีเข้าทรงให้เจ้าหลวงมโน เวลาที่เข้าทรงจะไม่สามารถนั่งได้ จะต้อง
นอนตะแคงเวลาเขา้ ทรง ซง่ึ จะสอดคลอ้ งกบั เรอ่ื งเลา่ ทว่ี า่ ตอนทเ่ี จา้ หลวงมโนถกู ขา้ ศกึ ฆา่ ตายนนั้ โดนหอกแทง
ทร่ี ทู วารหนกั (เนอื่ งจากไมส่ ามารถฟนั แทงตามรา่ งกายได)้ (ผใู้ หข้ อ้ มลู นางนงลกั ษณ์ เทพวงค์ อายุ ๖๘ ป)ี
๕. บางความเชอื่ และเรอื่ งเลา่ ไดเ้ ลา่ วา่ เนอ่ื งดว้ ยเจา้ หลวงมโนไดม้ รี ปู รา่ งทสี่ งู ใหญ่ และมคี วามแขง็ แรง
ผิวมีความล่ืนเหมือนปลาไหล ข้าศึกจึงต้องใช้วิธีใช้ร้ัวตาแสงท่ีสานจากไม้ไผ่มารุมต้อน เพื่อจะจับตัวของ
เจ้าหลวงมโน เมื่อจับได้ก็ใช้ไม้ไผ่แหลมแทงเข้าที่รูทวารหนัก และได้หนีเอาตัวรอดจนกระท่ังมาจบชีวิต
ทศ่ี าลเจ้าหลวงมโน ทีห่ ม่ทู ่ี ๓ ในปจั จุบัน (ผู้ใหข้ อ้ มูล นายบัณฑิต สงิ ห์หอม อายุ ๗๒ ปี อาศัยอยู่
หมทู่ ี่ ๒ ต�ำ บลหนองตอง อ�ำ เภอหางดง ซงึ่ เรอื่ งราวไดถ้ กู เลา่ ขานมาจากพอ่ อยุ้ อนุ่ ขนั ทศิ และ พอ่ อยุ้ ขหี้ มา ขนั ทศิ
ซ่งึ ปัจจบุ นั ทัง้ ๒ คนได้เสยี ชีวติ แลว้ )
เร่ืองเล่าภาพลกั ษณเ์ จ้าหลวงมโน
ภาพลักษณ์เจ้าหลวงมโน ขอสดุดีเกียรติเพื่อเป็นสิริมงคล และเขียนถึงลักษณะเพ่ือถวาย
เป็นเครื่องสักการะแด่พระยามโน จากเรื่องเล่าว่าเจ้าหลวงสามารถลอดฮั้วตาแสงได้ ซ่ึงจากลักษณะรั้วน้ัน
มีความสูงท่ีปกติถา้ เทยี บกบั ตวั บุคคล ซึง่ ยังสามารถพบเหน็ ได้อยบู่ า้ งในปัจจุบนั อาจจะสันนษิ ฐานจากจุดน้ี
ว่าลักษณะตวั เจา้ หลวงไม่สงู ใหญ่มากนัก รูปรา่ งสันทัด แขง็ แรง สผี ิวสองสไี ปทางคลำ้� อ้างองิ จากสมัยนน้ั
ต้องออกรบ ตากแดด ใช้ชีวิตนอนกลางดินกนิ กลางทราย มีอาวธุ คกู่ ายเปน็ ดาบ
ขา่ ม คอื ชายท่ีเป็นนกั รบสมัยกอ่ นมีความเช่ือในเร่ืองของไสยศาสตร์เจา้ หลวงมโนตอ้ งมีรอยสกั
ตามร่างกาย เพ่ือลงคาถาอาคมในศาสตร์ที่ตัวเองได้นับถือ เป็นเคร่ืองยึดเหนี่ยวทางจิตใจตอนออกรบ
และพบปะศตั รู และพญามโนยงั เปน็ ผทู้ ฟี่ นั แทงไมเ่ ขา้ บางความเชอื่ ไดก้ ลา่ วอกี วา่ รา่ งกายของเจา้ หลวงมโนนนั้
มีความลืน่ เหมือนปลาไหล
ยูทูป: https://www.youtube.com/watch?v=rWLwv8VHWus
ในปัจจุบันพบว่ากลุ่มชนท่ียังอนุรักษ์การสักข่าม ลายขาก้อม เป็นชาวกระเหรี่ยง และทรงผม
จากหลกั ฐานทไี่ ดเ้ ขยี นถงึ พระยามโนไวใ้ นพงศาวดารพมา่ มชี วี ติ ในชว่ งเจา้ ฟา้ หลวงชายแกว้ พระบดิ าของเจา้ กาวลิ ะ
ในช่วงเวลาเมอ่ื สองรอ้ ยกวา่ ปกี อ่ น ซง่ึ เจ้าหลวงมโนน่าจะมีทรงผมที่ไม่ผิดแผกจากในรปู