The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Media book สรุปเนื้อหา สุขศึกษา และพลศึกษา ทช21002

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapaipakrt, 2020-06-28 06:34:01

Media book สรุปเนื้อหา สุขศึกษา และพลศึกษา ทช21002

Media book สรุปเนื้อหา สุขศึกษา และพลศึกษา ทช21002

สุขศกึ ษา และพลศกึ สษราุปเนื้อหา
ประกอบแผนการสอนรายวิชาสุขศึกษา พลศกึ ษา

คลิกดูแผนการสอน

หลักการ
ของหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พืน้ ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กำหนดหลกั การไว้ ดงั น้ี
1. เปน็ หลักสูตรที่มีโครงสรา้ งยดื หยุ่นด้านสาระการเรียนรู้ เวลาเรียน และการจดั การเรียนรู้ โดย เนน้ การ
บรู ณาการเนอ้ื หาให้สอดคลอ้ งกบั วิถีชวี ติ ความแตกต่างของบุคคล และชุมชน
2. สง่ เสรมิ ให้มกี ารเทยี บโอนผลการเรยี นจากการศกึ ษาในระบบ การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัย
3. ส่งเสริมให้ผเู้ รยี นไดพ้ ัฒนาและเรยี นรูอ้ ยา่ งต่อเน่ืองตลอดชีวติ โดยตระหนกั ว่าผเู้ รยี นมคี วามสาํ คญั สามารถ
พัฒนาตนเองไดต้ ามธรรมชาตแิ ละเต็มตามศกั ยภาพ
4. สง่ เสรมิ ใหภ้ าคเี ครือขา่ ยมีส่วนร่วมในการจัดการศกึ ษา

จุดมงุ่ หมาย
ของหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียน มีคุณธรรม
จริยธรรม มีสติปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักยภาพในการประกอบอาชีพ และการเรียนรู้อยา่ งต่อเนื่องซึ่งเป็นคณุ ลักษณะ
อันพงึ ประสงค์ทตี่ ้องการ จงึ กำหนดจุดหมาย ดงั ต่อไปน้ี

1. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม ค่านยิ มทด่ี ีงาม และสามารถอย่รู ่วมกนั ในสังคมอย่างสนั ติสขุ
2. มคี วามรพู้ ้ืนฐานสำหรับการดำรงชีวิตและการเรยี นรอู้ ยา่ งตอ่ เนือ่ ง
3. มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชีพ ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และตามทันความ
เปล่ยี นแปลงทางเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง
4. มีทักษะการดำเนินชีวิตที่ดี และสามารถจัดการกีบชีวิต ชุมชน สังคม ได้อย่างมีความสุข ตามปรัชญาเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
5. มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทยโดยเฉพาะภาษา ศิลปะ วัฒนธรรมประเพณี กีฬา
ภูมิปัญญา ความเป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของศาสนา ยึดมั่นในวิถีชีวิตและการปกครองระบอบประชาธิปไตย
อนั มพี ระมหากษตั ริยท์ รงเป็นประมขุ
6. มจี ติ สำนักในการอนรุ ักษ์ และพฒั นาทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม
7. เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และบูรณาการความรู้มาใช้
ในการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน สงั คม และประเทศชาติ

โครงสร้าง
หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551

เพอื่ ให้การจัดการศึกษาเปน็ ไปตามหลักการ จดุ หมาย และมาตรฐานการเรียนรู้ ท่ีกำหนดไว้ จึงกำหนดโครงสร้าง
ของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551 ไวด้ งั น้ี
ระดบั การศกึ ษา แบง่ ออกเปน็ 3 ระดับ ดงั นี้

1. ระดับการศกึ ษา
1.1 ระดับประถมศกึ ษา
1.2 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น
1.3 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนปลาย

2. เน้อื หา ประกอบด้วย 5 สาระ ดังนี้
2.1 สาระทักษะการเรียนรู้ เป็นสาระเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรียนรู้การจัดการความรู้การ

คิดเปน็ และการวิจยั อย่างง่าย
2.2 สาระความร้พู ื้นฐาน เป็นสาระเกี่ยวกับภาษา และการสื่อสาร คณติ ศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์

และเทคโนโลยี
2.3 สาระการประกอบอาชีพ เปน็ สาระเก่ยี วกับการมองเหน็ ช่องทางและการตดั สินใจประกอบอาชีพทักษะใน

อาชีพ การจดั การอาชีพอยา่ งมีคณุ ธรรม และการพฒั นาอาชพี ใหม้ คี วามมนั่ คง
2.4 สาระทักษะการดำเนินชีวิต เป็นสาระเกี่ยวกับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง สุขภาพอนามัยและความ

ปลอดภัยในการดำเนนิ ชวี ติ ศิลปะและสนุ ทรยี ภาพ
2.5 สาระการพฒั นาสงั คม เปน็ สาระเก่ียวกบั ภมู ิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมอื ง การปกครอง

ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี หน้าทีพ่ ลเมือง และการพฒั นาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สังคม
3. กิจกรรมพัฒนาคณุ ภาพชวี ติ (กพช.)
เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่จัดขึ้นตามเงื่อนไขการจบหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้น

พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และกำหนดให้นักศึกษาทุกระดับ
การศึกษาต้องเรียนรู้ และปฏิบัติกจิ กรรมจำนวนไมน่ อ้ ยกวา่ 200 ช่ัวโมง

4. เวลาเรียน
ในแต่ละระดบั ใชเ้ วลาเรียน 4 ภาคเรยี น ยกเว้นกรณที ่ีมกี ารเทียบโอนผลการเรียนทงั้ นี้นักศกึ ษาต้องลงทะเบยี น

เรยี นในสถานศึกษาอยา่ งน้อย 1 ภาคเรยี น
5. หน่วยกติ
ใช้เวลาเรยี น 40 ชว่ั โมง มคี ่าเท่ากบั 1 หนว่ ยกิต

โครงสรา้ งหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551

ที่ เนอ้ื หา ประถมศกึ ษา จำนวนหนว่ ยกติ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
วิชาบังคบั วิชาเลือก มัธยมศกึ ษาตอนตน้ วชิ าบงั คับ วชิ าเลอื ก
1. ทกั ษะการเรยี นรู้ วิชาบังคบั วิชาเลอื ก
2. ความรู้พ้นื ฐาน 5 5 5
3. การประกอบอาชีพ 12 16 20
4. ทกั ษะการดำเนนิ ชีวติ 8 8 8
5. การพฒั นาสงั คม 5 5 5
6 6 6
รวม 36 12 40 16 44 32
76 หน่วยกติ
กจิ กรรม 48 หน่วยกติ 56 หนว่ ยกติ
พัฒนาคณุ ภาพชีวติ 200 ช่วั โมง
200 ชั่วโมง 200 ช่วั โมง

หมายเหตุ ในแตล่ ะระดบั สถานศกึ ษาตอ้ งจดั ใหน้ ักศึกษาเรียนรจู้ ากการทำโครงงานจำนวนอย่างนอ้ ย
3 หน่วยกติ

การนำหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช 2551
ส่กู ารจดั การเรยี นรู้

1. การจัดหลกั สูตร
หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ที่นำไปใช้จัดการเรียนรู้นั้น

ประกอบด้วยเนื้อหา 5 สาระ คือ ทักษะการเรียนรู้ ความรู้พื้นฐาน การประกอบอาชีพ ทักษะการดำเนินชีวิต และการ
พัฒนาสังคม โดยโครงสร้างหลักสูตรได้กำหนดจำนวนหน่วยกิตในแต่ละระดับทั้งวิชาบังคับและวิชาเลือก ซึ่งนักศึกษาทุก
คนต้องเรียนวิชาบังคับตามที่กำหนด สำหรับวิชาเลือกให้นักศึกษาเลือกเรียนได้ตามแผนการจัดการเรียนรู้เป็นรายบุคคล
และหรือกลุ่ม โดยเลือกเรียนในเนื้อหาใดเนื้อหาหนึ่งหรือหลายเนื้อหา ให้ครบจำนวนหน่วยกิต ตามโครงสร้างหลักสูตรใน
แต่ละระดบั ตามความตอ้ งการของนักศึกษา

2. การจดั การเรยี นรตู้ ามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
การจัดการเรียนรู้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 มีวิธีเรียนเดียว คือ

วธิ ีเรียน กศน. ท่ีสามารถจดั การเรียนไดห้ ลายรปู แบบ โดยพิจารณาจากปจั จัยต่อไปนี้
1. ความพร้อม ความสนใจ และศักยภาพของนักศึกษา
2. ความพรอ้ มในการบริหารจัดการของสถานศกึ ษา
3. ความพรอ้ มและศักยภาพของครู

3. ความยากงา่ ยของเน้ือหารายวิชาวธิ ีเรียน กศน.
มีรูปแบบการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับนักศึกษา เช่น การเรียนรู้แบบพบกลุ่ม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้แบบ

ทางไกล การเรยี นรแู้ บบชัน้ เรียน และการเรียนรู้ แบบอ่ืน ๆ การเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง เปน็ วธิ ีการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนกำหนด
แผนการจัดการเรียนรู้ของตนเองตามรารายวิชาที่ลงทะเบียนเรียน โดยมีครูเป็นที่ปรึกษาและให้คำแนะนำในการศึกษาหา
ความรดู้ ้วยตนเองจากภูมปิ ญั ญา ผู้รู้ และสอื่ ตา่ ง ๆ

การเรียนรแู้ บบพบกลมุ่
เปน็ วธิ ีการจัดการเรียนรู้ที่กำหนดใหผ้ ู้เรียนมาพบกัน โดยมคี รเู ป็นผ้ดู ำเนินการให้เกิดกระบวนการกลุ่มเพ่ือให้มีการ
อภปิ ราย แลกเปลีย่ นเรียนรู้และหาข้อสรปุ ร่วมกัน
การเรยี นร้แู บบทางไกล
เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้จากสื่อต่าง ๆ โดยที่ผู้เรียนและครูจะสื่อสารกันทางสื่ออิเล็คทรอนิคส์เป็นส่วนใหญ่ หรือถ้ามี
ความจำเปน็ อาจพบกนั เปน็ ครงั้ คราว
การเรยี นรูแ้ บบชัน้ เรยี น
เป็นวิธีการจัดการเรยี นรูท้ ีส่ ถานศึกษากำหนดรายวิชา เวลาเรียน และสถานท่ี
ทชี่ ัดเจน ซงึ่ การจดั การเรียนรนู้ เ้ี หมาะสำหรบั ผเู้ รยี นทีม่ เี วลาเขา้ ชัน้ เรียน
การเรียนรตู้ ามอธั ยาศยั
เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตามความต้องการและความสนใจ จากสื่อเอกสาร สื่อ
อิเล็กทรอนิกส์ หรือจากการฝึกปฏิบัติตามแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ แล้วนำความรู้และประสบการณ์มาเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตร
การศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศกั ราช 2551

การเรียนรูจ้ ากการทำโครงงาน
เป็นวิธีการจัดการเรียนรู้ที่ผู้เรียนกำหนดเรื่องโดยสมัครใจตามความสนใจ ความต้องการ หรือสภาพปัญหา ที่จะ
นำไปสู่การศกึ ษาค้นคว้า ทดลอง ลงมือปฏบิ ัตจิ รงิ และมีการสรปุ ผลการดำเนินงานตามโครงงาน โดยมีครูเป็นผูใ้ ห้คำปรกึ ษา
แนะนำ อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ และกระตุ้นเสรมิ แรงให้เกดิ การเรยี นรู้ ก า ร เ ร ี ย น ร ู ้ ร ู ป แ บ บ อ ื ่ น ๆ
สถานศึกษาสามารถออกแบบวิธีการจดั การเรยี นรใู้ นรูปแบบอนื่ ๆ ได้ตามความต้องการของผู้เรยี น
เวลาเรยี น ในปกี ารศกึ ษาหนงึ่ ๆ ใหแ้ บง่ ภาคเรยี นออกเป็น 2 ภาคเรียน ภาคเรยี นละ 20 สัปดาห์

4. การวดั และประเมนิ ผลตามหลกั สูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขัน้ พน้ื ฐานพทุ ธศักราช 2551

4.1 การวดั และประเมนิ ผลการเรยี น ได้แก่
1) การวดั และประเมนิ ผลการเรียนรายวิชา หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษา ข้ันพ้ืนฐาน

พุทธศักราช 2551 กำหนดเนื้อหา ประกอบด้วย 5 เนื้อหา คือ ทักษะการเรียนรู้ ความรู้พื้นฐาน การประกอบอาชีพ

ทักษะการดำเนินชีวิต และการพัฒนาสังคม โดยแต่ละเนื้อหาประกอบด้วยรายวิชาต่าง ๆ กำหนดให้มีการวัดและ

ประเมินผลเป็นรายวิชาก่อนเรียน ระหว่างภาคเรียนและปลายภาคเรียน เพื่อทราบสภาพและความก้าวหน้าทั้งด้านความรู้

ทักษะ เจตคติ และคุณธรรมจริยธรรมอันเป็นผลมาจากการจัดการจัดกระบวนการเรียนรู้ ของสถานศึกษาในแต่ละรายวิชา

ด้วยวิธีการที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การสัมภาษณ์ ประเมินจากแฟ้มสะสมงาน ประเมินการปฏิบัติตามมาตรฐานการ

เรียนรู้ ประเมินการปฏิบัติจริง ทดสอบย่อย ประเมินจากกิจกรรมโครงงานหรือแบบฝึกหัดเป็นต้นโดยเลือกให้สอดคล้อง

และเหมาะสมกบั ธรรมชาตขิ องรายวชิ าควบคไู่ ปกับการจดั กระบวนการเรียนรขู้ องผเู้ รยี น

การวดั และประเมินผลการเรยี นรายวิชากำหนดคะแนนระหวา่ งภาคเรียน และปลายภาคเรียนเปน็ ไปตามที่

สำนกั งาน กศน. กำหนด ดงั นี้

คะแนนระหว่างภาคเรียน 60 คะแนน และ คะแนนปลายภาคเรยี น 40 คะแนน

การตัดสนิ ผลการเรียนรายวชิ า ให้นำคะแนนระหวา่ งภาคเรียนมารวมกบั คะแนนปลายภาคเรียน

และจะตอ้ งไดค้ ะแนนไม่นอ้ ยกว่า รอ้ ยละ 50 จงึ จะถอื วา่ ผา่ นการเรียนในรายวชิ านนั้

ทง้ั น้ี ผู้เรยี นต้องเข้าสอบปลายภาคเรยี นดว้ ย แลว้ นำคะแนนไปเปรยี บเทียบกบั เกณฑ์ทก่ี ำหนด

โดยให้คา่ ระดับผลการเรียนเป็น 8 ระดบั ดงั นี้

ได้คะแนนรอ้ ยละ 80 – 100 ใหร้ ะดับ 4 หมายถึง ดเี ยี่ยม

ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 75 - 79 ให้ระดับ 3.5 หมายถึง ดมี าก

ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 70 - 74 ให้ระดับ 3 หมายถงึ ดี

ได้คะแนนร้อยละ 65 – 69 ใหร้ ะดบั 2.5 หมายถงึ ค่อนข้างดี

ไดค้ ะแนนร้อยละ 60 - 64 ให้ระดบั 2 หมายถึง ปานกลาง

ไดค้ ะแนนร้อยละ 55 - 59 ใหร้ ะดับ 1.5 หมายถงึ พอใช้

ได้คะแนนร้อยละ 50 – 54 ให้ระดบั 1 หมายถงึ ผ่านเกณฑ์ขั้นตำ่ ทกี่ ำหนด

ไดค้ ะแนนรอ้ ยละ 0 - 49 ให้ระดับ 0 หมายถึง ต่ำกวา่ เกณฑ์ขั้นต่ำที่กำหนด

การประเมนิ ซ่อมผู้ท่ีมีสทิ ธิ์เขา้ รบั การประเมินซ่อม คอื นักศึกษาทีเ่ ขา้ สอบปลายภาคเรียนแต่ผลการประเมนิ

ไมผ่ ่านเกณฑก์ ารประเมนิ ผลการเรียนรายวิชา โดยให้นกั ศกึ ษาเขา้ รับการประเมนิ ซ่อม ตาม วนั เวลา สถานที่ และวิธที ่ี

สถานศกึ ษากำหนดและให้ค่าระดบั ผลการเรียนไม่เกนิ 1

2) การประเมินกจิ กรรมพัฒนาคุณภาพชีวติ (กพช.) เปน็ เงอ่ื นไขหนง่ึ ทีผ่ เู้ รียนทุกคนจะตอ้ งไดร้ ับ

การประเมินตามเกณฑ์ที่สถานศกึ ษากำหนด โดยผเู้ รยี นจะตอ้ งทำกิจกรรมพัฒนาคุณภาพชวี ิตไม่น้อยกว่า 200 ช่ัวโมง จงึ จะ
ไดร้ ับการพจิ ารณาอนมุ ตั ใิ ห้จบหลกั สตู รในแต่ละระดบั การศึกษา

3) การประเมินคุณธรรมการประเมนิ คณุ ธรรมเปน็ เงือ่ นไขทีผ่ เู้ รยี นทุกคนจะตอ้ งไดร้ ับการประเมนิ ตามเกณฑท์ ี่
หลกั สตู รกำหนด จึงจะไดร้ ับการพิจารณาใหจ้ บหลกั สูตรในแต่ละระดบั การศกึ ษา โดยสำนักงาน กศน. ไดก้ ำหนดคุณธรรม
เบอื้ งตน้ ไว้ สำหรบั ผลการประเมนิ ใหเ้ ปน็ ปรับปรุง พอใช้ ดี และดีมาก คุณธรรมเบ้ืองต้นที่สำนักงาน กศน. กำหนดเพื่อใช้
เป็นหลกั ในการประเมนิ มีจำนวน 9 คุณธรรมตามหลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศกั ราช
2551 แบ่งออกเป็น 3 กลมุ่ คือ

กลมุ่ ท่ี 1 คณุ ธรรมเมื่อการพัฒนาตน ประกอบดว้ ย 1) สะอาด 2) สภุ าพ 3) กตัญญกู ตเวที
กลมุ่ ที่ 2 คณุ ธรรมเพื่อการพัฒนาการทำงาน ประกอบด้วย 1) ขยนั 2) ประหยดั 3) ซอ่ื สัตย์
กลุ่มที่ 3 คุณธรรมเพื่อการพัฒนาการอยูร่ ว่ มกนั ในสังคม ประกอบดว้ ย 1) สามัคคี 2) มีน้ำใจ 3) มีวนิ ัย
4.2 การประเมนิ คณุ ภาพการศกึ ษานอกระบบระดบั ชาติ
หลักการประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในภาคเรียนสุดท้าย ของทุก
ระดับการศึกษา ได้แก่ ระดับประถมศึกษา มัธยมศึกษาตอนต้น และมัธยมศึกษาตอนปลาย ต้องเข้ารั บการประเมิน
คุณภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ ในเนื้อหาตามที่สำนักงาน กศน. กำหนดการประเมินคุณภาพการศึกษานอกระบบ
ระดับชาติไม่มีผลต่อการได้หรือตกของผู้เรียน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำข้อมูลที่ได้จากการประเมินไปใช้ในการวางแผน
ปรับปรุง และพัฒนาผู้เรียน และการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนของสถานศึกษา รวมทั้งเป็นข้อมูลในการส่งเสริม
สถานศึกษาในดา้ นวิชาการ และด้านอืน่ ๆ ใหม้ ีคุณภาพใกล้เคียงกันเกณฑก์ ารจบหลกั สตู ร
ผู้จบหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 ในแตล่ ะระดบั การศึกษาต้อง
ผา่ นเกณฑ์การจบหลกั สตู ร ดงั นี้
1. ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ การเรยี นรูร้ ายวิชาในแตล่ ะระดับการศึกษา ตามโครงสรา้ งหลกั สตู ร คอื
1.1 ระดับประถมศกึ ษา ไม่น้อยกวา่ 48 หน่วยกติ แบ่งเปน็ วิชาบงั คบั 36 หนว่ ยกิต และวิชาเลอื กไมน่ อ้ ย
กว่า 12 หน่วยกติ
1.2 ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่นอ้ ยกว่า 56 หนว่ ยกติ แบ่งเป็นวิชาบังคับ 40 หนว่ ยกติ และวชิ าเลอื กไม่
นอ้ ยกวา่ 16 หน่วยกติ
1.3 ระดับมัธยมศกึ ษาตอนปลาย ไมน่ อ้ ยกวา่ 76 หน่วยกิต แบง่ เปน็ วชิ าบังคับ 44 หน่วยกิต และวชิ าเลือกไม่
น้อยกวา่ 32 หน่วยกิต
2. ผ่านเกณฑก์ ารประเมนิ กจิ กรรมพฒั นาคุณภาพชวี ิต (กพช.) ไม่น้อยกวา่ 200 ชว่ั โมง
3. ผ่านการประเมินคุณธรรมในระดบั พอใชข้ ้นึ ไป
4. เขา้ รับการประเมินคณุ ภาพการศึกษานอกระบบระดับชาติ

ข้นั ตอนการจัดทำแผนการเรยี นรรู้ ายวชิ า

ขน้ั ตอนที่ 1 วิเคราะห์คำอธบิ ายรายวชิ า ตวั ช้ีวัด และ ตารางวิเคราะห์ สาระการ
เน้ือหาของรายวชิ า เพ่ือวเิ คราะหเ์ นอ้ื หา เรียนรู้รายวชิ า
ยาก ยากปานกลาง ง่าย

ขั้นตอนที่ 2 นำเนื้อหาที่วเิ คราะหย์ ากปานกลาง มา แบบฟอรม์ การจดั ทำ
จดั ทำแผนการเรยี นรู้รายภาค แผนการเรียนรรู้ ายภาค

ขน้ั ตอนท่ี 3 นำแผนการจัดการเรยี นรรู้ ายภาคมาเขียน แบบฟอร์มการจดั ทำ
รายละเอยี ดของขนั้ ตอนการทำกิจกรรมการ แผนการเรียนรรู้ ายสปั ดาห์
เรียนรู้ โดยจัดทำแผนการเรยี นร้รู ายสปั ดาห์

ข้นั ตอนที่ 4 นำเนือ้ หาท่วี เิ คราะหง์ ่ายมาจดั ทำแผนการ แบบฟอรม์ การจัดทำ
เรียนรดู้ ้วยตนเอง (กรต.) แผนการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง
(กรต.)

ข้นั ตอนท่ี 5 นำเนือ้ หาทวี่ เิ คราะห์ยากมากมาจัดทำแผน แบบฟอร์มการจดั ทำแผน
สอนเสรมิ สอนเสริม

คำอธิบายรายวชิ า ทช21002 สุขศึกษา พลศกึ ษา

มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ
รู้ เข้าใจ มีคุณธรรม จริยธรรมและเจตคติท่ีดี มีทักษะในการดแู ล และสร้างเสรมิ การมีพฤติกรรมสุขภาพที่ดี ปฏิบัติ

จนเป็นกิจนิสัย หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพพลานามัยและสภาพ แวดล้อมที่ดีในชุมชน
ศึกษา ฝึกปฏิบัติ และประยุกต์ใช้สุขศึกษา พลศึกษา ดังนี้คือ สุขศึกษา พลศึกษา เกี่ยวกับเรื่องพัฒนาการของร่างกาย
ความสัมพันธ์ในครอบครัวและชุมชน สุขภาพทางเพศ สารอาหาร สุขภาพกาย โรคระบาด ยาแผนโบราณ และสมุนไพร
การป้องกัน สารเสพติด อันตรายจากการประกอบอาชีพ ทักษะชีวิตเพื่อการสื่อสาร เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ มีเจตคติที่
ดี และสามารถดูแลสุขภาพ พลานามัย สร้างเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดี มีสรรถภาพทางกาย และทางจิต ป้องกันโรคได้
ปฏิบัติเป็นกิจนิสัย ดํารงสุขภาพที่ดีและประยุกต์ใช้ในการดําเนินชีวิตของ ตนเอง ครอบครัว ชุมชนได้อยางเหมาะสม ่
ปลอดภยั มคี วามสุข มีสว่ นร่วมในการสง่ เสริมสขุ ภาพ พลานามยั และส่งิ แวดลอ้ มที่ดใี นชมุ ชน

การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้
ศึกษาเอกสาร ส่อื ทุกประเภท วิเคราะห์ อภปิ รายแลกเปลยี่ นเรยี นรู้ ศกึ ษาจากสภาพจริง สาธิต

ทดลองฝกึ ปฏบิ ตั ิ คน้ ควา้ สรุป บนั ทกึ ตรวจสอบ การประเมินตนเอง จดั ทําช้ินงาน/ผลงาน จัดแสดงนทิ รรศการ ศึกษา
ดงู าน กจิ กรรมคา่ ย ฯลฯ

การวัดและประเมินผล
ประเมินความรู้ ความเขา้ ใจ ตรวจสอบ ชิน้ งาน/ผลงานและประเมินการปฏบิ ตั จิ ริ ง โดยวธิ กี ารทดสอบ สงั เกต

สัมภาษณ์ ประเมินสภาพจริง

รายละเอียดคำอธบิ ายรายวิชา ทช21002 สุขศกึ ษา พลศกึ ษา
จำนวน 2 หนว่ ยกติ

ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ
รู้ เขา้ ใจ มคี ุณธรรม จริยธรรมและเจตคตทิ ด่ี ี มที กั ษะในการดแู ล และสรา้ งเสรมิ การมีพฤตกิ รรมสขุ ภาพท่ดี ี ปฏิบัติ

จนเปน็ กิจนิสยั หลีกเลยี่ งพฤตกิ รรมเส่ียงตอ่ สุขภาพ ตลอดจนส่งเสริมสขุ ภาพพลานามัย และสภาพ
แวดล้อมท่ดี ใี นชมุ ชน

ที่ หัวเรื่อง ตวั ช้วี ดั เน้ือหา จำนวน สือ่ การเรียนรู้ การวดั และ
ชว่ั โมง ประเมินผล

1 การทำงานของ 1. อธบิ ายโครงสรา้ ง โครงสร้าง หนา้ ท่ี 6 1.หนังสือ 1.แบบทดสอบ

ระบบอวยั วะสำคัญ หน้าท่ี การทำงาน การทำงาน และการ สรุปเนอ้ื หา 2.แบบ

ของร่างกาย ของระบบอวยั วะ ดูแลรกั ษาระบบตา่ ง รายวิชา ประเมิน

สำคญั ของร่างกาย 5 ๆ ทส่ี ำคญั ของ สขุ ศึกษา ชน้ิ งาน

ระบบได้อยา่ งถกู ต้อง ร่างกาย 5 ระบบ และพลศึกษา

2. ปฏิบัตติ นในการ 1. ระบบผิวหนงั 2.ใบความรู้

ดูแลรกั ษาและป้องกนั 2. ระบบกลา้ มเนอื้ 3.คลปิ วดี ีโอ

อาการผิดปกติของ 3. ระบบกระดูก 4.ใบงาน

ระบบอวยั วะสำคัญ 5 4. ระบบไหลเวียน

ระบบไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง โลหติ

5. ระบบหายใจ

2 พัฒนาการและการ อธบิ ายพัฒนาการ พัฒนาการและการ 6 1.หนงั สือ 1.แบบทดสอบ

เปลยี่ นแปลงตาม และการเปลีย่ นแปลง เปลีย่ นแปลงตามวัย สรปุ เนอ้ื หา 2.แบบ

วยั ดา้ นร่างกาย ตามวยั ของมนุษยด์ า้ น ด้านรา่ งกาย จิตใจ รายวิชา ประเมิน

จติ ใจ อารมณ์ ร่างกาย จติ ใจ อารมณส์ ังคม สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน

สังคม อารมณ์ สงั คม สติปญั ญา และพลศกึ ษา

สติปญั ญาไดอ้ ย่าง 1. วัยทารก 2.ใบความรู้

ถูกต้อง 2. วยั เด็ก 3.คลิปวดี โี อ

3. วยั ร่นุ 4.ใบงาน

4. วัยผู้ใหญ่

5. วัยชรา

3 การดแู ลรกั ษา 1. อธิบายหลักการ 1. หลักการดูแล 6 1.หนังสือ 1.แบบทดสอบ

สุขภาพ ดแู ลสขุ ภาพเบือ้ งต้น สขุ ภาพเบอ้ื งต้น สรปุ เน้อื หา

ตามหลกั 5 อ. ได้ รายวชิ า

ที่ หัวเรอื่ ง ตัวชี้วัด เนือ้ หา จำนวน ส่ือการเรียนรู้ การวดั และ
4 สุขภาพทางเพศ ช่วั โมง ประเมนิ ผล
2. อธบิ ายประโยชน การดแู ลสุขภาพ
สขุ ศึกษา 2.แบบ
และโทษของการออก ตามหลกั 5 อ. และพลศึกษา ประเมนิ
2.ใบความรู้ ชน้ิ งาน
กาํ ลังกายได้ 2. การออกกาํ ลัง 3.คลิปวีดีโอ
4.ใบงาน
3. อธบิ ายรูปแบบและ กาย รปู แบบ และ
6 1.หนังสอื 1.แบบทดสอบ
วิธีการออกกาํ ลงั กาย วธิ อี อกกําลงั กาย สรุปเน้อื หา 2.แบบ
รายวชิ า ประเมิน
เพอ่ี สขุ ภาพได้ เพอี่ สขุ ภาพ สขุ ศึกษา ชน้ิ งาน
และพลศึกษา
4. เลือกวธิ ีการออก 2.ใบความรู้
3.คลิปวดี โี อ
กําลงั กายเพีอ่ สขุ ภาพ 4.ใบงาน

ให้เหมาะสมกบั สภาพ

ร่างกายของแต่ละ

บุคคลได้

1. ผเู้ รยี นมคี วามรู้ 1. การคมุ กำเนิด

และสามารถอธบิ าย 2. การทอ้ งไม่

การคมุ กำเนดิ การ พร้อม

ทอ้ งไม่พร้อม การทำ 3. การทำแท้ง

แท้ง และการติดเช้อื 4. การติดเช้ือ

HIVS ได้ HIVS

2. อธบิ าย ระบกุ าร

เปลย่ี นแปลงเม่ือเขา้

วยั หนมุ่ สาวและการ

นำความรู้ไปใช้

3. อธิบายวธิ กี าร

หลีกเลยี่ งพฤตกิ รรมท่ี

นำไปสู่การมี

เพศสมั พนั ธ์ การลว่ ง

ละเมิดทางเพศและ

การตง้ั ครรภท์ ่ีไมพ่ ึง

ประสงค์

4.อธบิ ายวธิ กี ารดแู ล

สขุ ภาพทางเพศที่

เหมาะสมและ

ไมท่ ำใหเ้ กิดปญั หา

ทางเพศ

ที่ หัวเรอ่ื ง ตัวชี้วดั เนือ้ หา จำนวน สือ่ การเรียนรู้ การวัดและ
5 สารอาหาร
ชว่ั โมง ประเมินผล
6 วธิ กี ารประกอบ
อาหารเพื่อคง 1. วิเคราะห์ปัญหา 1.ปญั หาสขุ ภาพที่ 6 1.หนงั สอื 1.แบบทดสอบ
คุณคา่ ของ
สารอาหาร สขุ ภาพทเี่ กดิ จากการ เกิดจากการบรโิ ภค สรุปเนื้อหา 2.แบบ

7 โรคระบาด บริโภคอาหารที่ไม่ถกู อาหารไม่ถกู หลกั รายวชิ า ประเมนิ

หลกั โภชนาการ โภชนาการ สขุ ศึกษา ชน้ิ งาน

2. บอกปริมาณ 1.1 ภาวะทพุ และพลศึกษา

สารอาหารทรี่ า่ งกาย โภชนาการ 2.ใบความรู้

ตอ้ งการตามเพศ วยั 1.2 ภาวะ 3.คลปิ วีดีโอ

และสภาพร่างกาย โภชนาการเกิน 4.ใบงาน

3. อธิบายวิธกี าร อาหาร

ประกอบอาหารเพือ่ 2. ปรมิ าณความ

รักษาคุณคา่ ของ ต้องการสารอาหาร

สารอาหาร ตามเพศ วยั และ

สภาพรา่ งกาย

3. วธิ ีการประกอบ

อาหารเพ่อื คงคณุ คา่

ของสารอาหาร

1. อธิบายวิธีการ 1. ความหมายของ 6 1.หนังสือ 1.แบบทดสอบ

ประกอบอาหารเพอ่ื สารอาหารได้ สรปุ เน้อื หา 2.แบบ

รักษาคณุ คา่ ของ 2. บอกประเภท รายวชิ า ประเมิน

สารอาหาร ของสารอาหารได้ สขุ ศึกษา ชน้ิ งาน

2. จำแนกประเภท 3. จัดประเภท และพลศึกษา

และชนดิ ของ สารอาหารแตล่ ะ 2.ใบความรู้

สารอาหารได้ ชนิดได้ 3.คลปิ วีดีโอ

3. บอกประโยชน์ของ 4. บอกประโยชน์ 4.ใบงาน

สารอาหารได้ ของสารอาหารแต่

ละชนิดได้

1. อธิบายสาเหตุ 1. สาเหตุ อาการ 6 1.หนังสอื 1.แบบทดสอบ

อาการ การปอ้ งกนั การป้องกนั และการ สรปุ เนอ้ื หา 2.แบบ

และการรักษาของโรค รักษาโรคทเ่ี ปน็ รายวิชา ประเมิน

ทเี่ ปน็ ปัญหาตอ่ ปัญหาสาธารณสขุ สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน

สุขภาพได้ โรคติดตอ่ และพลศกึ ษา

2. อธิบายวธิ ีการ 2. ลักษณะของ 2.ใบความรู้

ป้องกันและหลีกเลี่ยง โรคตดิ ต่อ 3.คลปิ วีดีโอ

ที่ หัวเร่ือง ตวั ช้วี ดั เนอื้ หา จำนวน สอ่ื การเรียนรู้ การวดั และ

ชัว่ โมง ประเมินผล

การเปน็ โรคทเ่ี ปน็ 4.ใบงาน

ปัญหาสาธารณสุขได้

8 ยาแผนโบราณและ 1. บอกหลกั และ 1 .หลกั และ 6 1.หนงั สือ 1.แบบทดสอบ

สมนุ ไพร วธิ กี ารใช้ยาไดอ้ ย่าง วธิ กี ารใช้ยา สรุปเน้อื หา 2.แบบ

ถกู ตอ้ ง 1.1 ยาแผน รายวชิ า ประเมนิ

2. อธบิ ายอันตราย โบราณ สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน

จากการใชย้ าประเภท 1.2 ยาสมนุ ไพร และพลศึกษา

ตา่ ง ๆ ได้อยา่ ง 2 .อนั ตรายจากการ 2.ใบความรู้

ถูกตอ้ ง ใช้ยา 3.คลิปวดี ีโอ

4.ใบงาน

9 ปัญหา สาเหตุ 1. อธิบายถึงปญั หา 1. ความหมายของ 6 1.หนังสือ 1.แบบทดสอบ

ประเภท ชนดิ ของ และสาเหตุของการตดิ สารเสพตดิ สรปุ เนอ้ื หา 2.แบบ

สารเสพตดิ และ สารเสพตดิ ได้ 2. สาเหตุของการตดิ รายวิชา ประเมนิ

ลักษณะอาการของ 2. จำแนกประเภท สารเสพติด สขุ ศึกษา ชน้ิ งาน

ผู้ติดสารเสพตดิ และชนิดของสารเสพ 3. ประเภทและชนดิ และพลศกึ ษา

ติดได้ ของสารเสพตดิ 2.ใบความรู้

3. บอกลักษณะอาการ 4. ลักษณะอาการ 3.คลิปวดี ีโอ

ของผู้ตดิ สารเสพติด ของผูต้ ิดสารเสพติด 4.ใบงาน

10 โทษและอนั ตราย อธบิ ายถึงโทษและ โทษและอนั ตราย 6 1.หนงั สอื 1.แบบทดสอบ
ของสารเสพติด อนั ตรายของสารเสพ ของสารเสพตดิ ชนิด
สรปุ เน้อื หา 2.แบบ

ตดิ ชนดิ ต่าง ๆ ทีม่ ีต่อ ต่าง ๆ ท่ีมตี อ่ รายวิชา ประเมิน

รา่ งกาย จิตใจ และ รา่ งกาย จิตใจ และ สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน

พฤติกรรมได้ พฤตกิ รรม และพลศึกษา

2.ใบความรู้

3.คลปิ วีดีโอ

4.ใบงาน

11 การป้องกันและ 1. อธิบายวิธกี าร 1. อธิบายวิธกี าร 6 1.หนังสือ 1.แบบทดสอบ

หลกี เลี่ยงการตดิ ป้องกนั และหลกี เลี่ยง ป้องกนั และ สรุปเนื้อหา 2.แบบ

สารเสพติด การติดสารเสพติดของ หลกี เลี่ยงการตดิ รายวิชา ประเมิน

ตนเองได้ สารเสพติดของ สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน

2. อธิบายวธิ ีการ ตนเองได้ และพลศกึ ษา

ปอ้ งกันและหลีกเลย่ี ง 2. อธิบายวิธกี าร 2.ใบความรู้

ป้องกันและ 3.คลปิ วีดีโอ

ที่ หวั เรอื่ ง ตวั ชีว้ ัด เนอ้ื หา จำนวน ส่ือการเรียนรู้ การวดั และ

ชว่ั โมง ประเมนิ ผล

การติดสารเสพตดิ ของ หลกี เล่ยี งการตดิ 4.ใบงาน

ครอบครัวได้ สารเสพติดของ

3. อธบิ ายวิธีการ ครอบครัวได้

ปอ้ งกนั และหลีกเล่ยี ง 3. อธบิ ายวิธกี าร

การตดิ สารเสพติดของ ปอ้ งกนั และ

เพอ่ื นบ้านได้ หลีกเล่ียงการติดสาร

เสพติดของเพือ่ น

บ้านได้

12 ปญั หา สาเหตขุ อง อธบิ ายปัญหา สาเหตุ ปัญหา สาเหตขุ อง 6 1.หนังสือ 1.แบบทดสอบ

การเกดิ อบุ ัตเิ หตุ ของการเกดิ อุบัติเหตุ การเกดิ อุบตั เิ หตุ สรุปเนอ้ื หา 2.แบบ

อบุ ตั ิภยั และภัย อุบตั ภิ ยั และภัย อุบตั ภิ ยั และภยั รายวิชา ประเมนิ

ธรรมชาติ ธรรมชาติ ธรรมชาติ สขุ ศึกษา ชน้ิ งาน

และพลศึกษา

2.ใบความรู้

3.คลิปวีดีโอ

4.ใบงาน

13 การป้องกนั วิเคราะหพ์ ฤติกรรม การปอ้ งกนั อันตราย 6 1.หนังสอื 1.แบบทดสอบ

อนั ตรายและ เสย่ี งที่จะนำไปสคู่ วาม และหลกี เลีย่ ง สรุปเนอ้ื หา 2.แบบ

หลีกเลยี่ ง ไมป่ ลอดภัยในชวี ิต พฤตกิ รรมเสยี่ งท่ีจะ รายวชิ า ประเมนิ

พฤติกรรมเสย่ี งท่ีจะ และทรพั ยส์ ิน นำไปสูค่ วาม สขุ ศึกษา ชน้ิ งาน

นำไปส่คู วามไม่ ไม่ปลอดภัยจาก และพลศกึ ษา

ปลอดภยั อบุ ัติเหตุ อบุ ตั ิภัย 2.ใบความรู้

และภัยธรรมชาติ 3.คลิปวีดีโอ

4.ใบงาน

14 เทคนคิ วธิ กี ารขอ บอกเทคนิค วิธกี าร เทคนคิ วธิ ีการขอ 6 1.หนังสือ 1.แบบทดสอบ
ความช่วยเหลอื ขอความช่วยเหลอื ความชว่ ยเหลือและ
และการเอาตวั รอด และการเอาชีวิตรอด การเอาชวี ิตรอดเม่อื สรุปเนอื้ หา 2.แบบ

เมอื่ เผชิญอันตราย เมื่อเผชิญอันตราย เผชิญอนั ตรายและ รายวิชา ประเมนิ
และสถานการณ์ และสถานการณค์ บั สถานการณ์คบั ขัน
คับขัน ขันไดอ้ ย่างเหมาะสม สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน
และพลศึกษา
2.ใบความรู้

3.คลิปวีดโี อ

4.ใบงาน

ที่ หัวเรอื่ ง ตัวชี้วดั เนื้อหา จำนวน สอ่ื การเรียนรู้ การวัดและ

ชวั่ โมง ประเมินผล

15 การปฐมพยาบาล อธิบายวิธกี ารปฐม การปฐมพยาบาล 6 1.หนงั สอื 1.แบบทดสอบ

เม่ือได้รับอันตราย พยาบาลเม่อื ไดร้ ับ เมอื่ ได้รบั อันตราย สรปุ เนื้อหา 2.แบบ

จากอบุ ัตเิ หตุ อันตรายจากอบุ ัตเิ หตุ จากอบุ ัตเิ หตุ รายวชิ า ประเมิน

อบุ ตั ภิ ยั จาก อุบตั ิภัยได้อยา่ ง อบุ ตั ิภยั และภัย สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน

ธรรมชาติ ถกู ตอ้ ง ธรรมชาติ และพลศึกษา

2.ใบความรู้

3.คลปิ วีดโี อ

4.ใบงาน

16 ทักษะชีวิตเพือ่ การ 1. ความหมาย 1. ความหมาย 6 1.หนงั สือ 1.แบบทดสอบ

สือ่ สาร ความสาํ คญั ของทกั ษะ ความสาํ คัญของ สรปุ เนือ้ หา 2.แบบ
ชีวติ 10 ประการ ทักษะชีวิต 10
2. ทักษะชวี ติ ท่จี ํา ประการ รายวชิ า ประเมิน

2. ทักษะชวี ิตทีจ่ าํ เปน สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน
3 ประการ
เปน 3 ประการ และพลศกึ ษา
2.ใบความรู้

3.คลปิ วีดโี อ

4.ใบงาน

17 สมนุ ไพรกับการ 1.อธบิ ายสมุนไพรกับ 1. ความสำคญั ของ 6 1.หนงั สอื 1.แบบทดสอบ

แปรรูปเพอื่ การ บทบาททางเศรษฐกิจ พชื สมนุ ไพร สรปุ เน้อื หา 2.แบบ

จำหนา่ ย ได้ - ความสำคญั ใน รายวิชา ประเมนิ

2.อธิบายการแปรรปู ด้านสาธารณสุข สขุ ศึกษา ชนิ้ งาน

สมนุ ไพรเพอื่ การ - ความสำคญั ใน และพลศกึ ษา

จำหน่ายได้ ด้านเศรษฐกจิ 2.ใบความรู้

2. ประโยชนข์ องพืช 3.คลปิ วดี โี อ

สมุนไพร 4.ใบงาน

3. วิธีการปรุงยา

สมุนไพร

4. เคร่อื งด่มื

สมุนไพรไทย

5. คุณคา่ และ

ประโยชน์ของนำ้

สมนุ ไพร

ที่ หวั เร่ือง ตัวช้ีวดั เนื้อหา จำนวน ส่อื การเรียนรู้ การวดั และ

18 การขออนญุ าต ชั่วโมง ประเมินผล
ผลติ ภัณฑ์อาหาร
และยา (อย.) 1.อธบิ ายลักษณะการ 1.ลักษณะการขอ 6 1.หนงั สอื 1.แบบทดสอบ

ขออนุญาตผลติ อนุญาตผลิตอาหาร สรปุ เน้อื หา 2.แบบ

อาหารและยาได้ และยา รายวิชา ประเมนิ

2.อธบิ ายแนวทางการ - กลมุ่ อาหารท่ีไม่ สขุ ศึกษา ชน้ิ งาน

แสดงฉลากอาหารได้ ตอ้ งมเี คร่อื งหมาย และพลศึกษา

อย. 2.ใบความรู้

- กลุ่มอาหารที่ 3.คลปิ วดี โี อ

ต้องมเี ครอ่ื งหมาย 4.ใบงาน

อย.

2. แนวทางการ

แสดงฉลากอาหาร

- การแสดงฉลาก

อาหารทจี่ ำหน่าย

โดยตรงต่อผบู้ ริโภค

- การแสดงฉลาก

ทจ่ี ำหนา่ ยใหก้ บั ผู้

ปรงุ โดยตรง

- การแสดงฉลาก

อาหารเพือ่ เปน็

วตั ถุดบิ ของโรงงาน

3. สตู ร

ส่วนประกอบของ

อาหาร

4. การแสดงวนั

เดือนปีท่ีผลิต หรอื

หมดอายุ หรอื ควร

บรโิ ภคกอ่ น

แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 1

เร่ือง โครงสร้าง หนา้ ที่ การทางานของระบบอวัยวะสาคัญของร่างกาย

รายวิชา สขุ ศึกษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช21002 ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศกึ ษา 2563 สาระการเรยี นรูส้ าระการดาเนินชวี ติ เวลา 6 ช่วั โมง

ครูผู้สอน.................................................. รปู แบบการสอนพบกลมุ่ /ค้นคว้าด้วยตนเอง

**********************************************

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มีความรู้ ความเขา้ ใจ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและเจตคติทด่ี ี มที กั ษะในการดูแล และสรา้ งเสริมการมี

พฤติกรรมสขุ ภาพท่ีดี ปฏิบัติจนเป็นกิจนสิ ัย หลีกเลย่ี งพฤตกิ รรมเส่ียงต่อสขุ ภาพ ตลอดจนส่งเสริมสุขภาพ
พลานามัยและสภาพ แวดลอ้ มที่ดใี นชมุ ชน

2. ตวั ช้ีวดั
1. อธิบายโครงสรา้ ง หนา้ ที่ การทาํ งานของระบบอวยั วะสําคญั ของรา่ งกาย 5 ระบบได้อยา่ งถูกต้อง
2. ปฏิบัติตนในการดูแลรักษาและปอู งกันอาการผดิ ปกติของระบบอวยั วะสําคัญ 5 ระบบไดอ้ ยา่ ง

ถูกต้อง

3. สาระสาคญั ของเนอ้ื หา
โครงสรา้ ง หนา้ ท่ี การทํางาน และการดูแลรักษาระบบต่าง ๆ ทสี่ าํ คญั ของร่างกาย 5 ระบบ
1. ระบบผิวหนัง
2. ระบบกล้ามเนื้อ
3. ระบบกระดูก
4. ระบบไหลเวียนโลหิต
5. ระบบหายใจ

4. เป้าหมายการเรียนรู้ (ผลการเรยี นรทู้ ่คี าดหวงั )
1. โครงสร้าง หน้าท่ี การทํางาน และการดแู ลรกั ษาระบบต่าง ๆ ทส่ี าํ คัญของรา่ งกาย 5 ระบบ (K)
2. จําแนก ส่วนประกอบ ความแตกต่าง ระบบการทํางาน ระบบผิวหนัง ระบบกล้ามเน้ือ ระบบกระดูก

ระบบไหลเวยี นโลหิต ระบบหายใจ (P)
3. สามารถดูแลรกั ษาระบบต่างๆ ท่สี าํ คัญของร่างกาย 5 ระบบไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง (A)

เร่ืองท่ี 1 โครงสราง หนา ที่การทํางาน และการดแู ลรกั ษาระบบตาง ๆ ที่สาํ คญั
ของรา งกาย 5 ระบบ
การทํางานของระบบอวัยวะตาง ๆ ของรางกาย ประกอบดวยโครงสรางท่ีสลับซับซอน

จําแนกไดเปน 10 ระบบ ซ่ึงแตละระบบก็จะทํางานไปตามหนาที่ และมีความสัมพันธตอกันในการ
ทํางาน

คล๊ิกรูป

ในท่ีน้ีจะกลาวถึงการทํางานของระบบอวัยวะที่สําคัญของรางกาย 5 ระบบ คือ
ระบบผิวหนงั ระบบกลา มเนอื้ ระบบกระดกู ระบบไหลเวยี นโลหติ และระบบหายใจ

1. ระบบผิวหนัง ผวิ หนังเปนอวยั วะท่ีหอ หุมรางกาย ประกอบดวย 2 สว น คอื
1.1. หนงั กําพรา เปน ผวิ หนังสวนบนสดุ ประกอบดวยเซลลบาง ๆ ตรงพืน้ ผวิ ไมม ี

นิวเคลยี ส และจะเปนสว นท่มี ีการหลดุ ลอกออกเปนขไ้ี คล แลว สรา งเซลลข ึ้นมาทดแทนอยูเสมอ
สว น ตา ง ๆ ทีเ่ กิดข้นึ ในชนั้ ผิวหนงั กําพรา ไดแก เลบ็ มือ เล็บเทา ขน และผม สวนเซลลชั้นใน
สดุ ท่ีทําหนา ท่ผี ลติ สีผวิ เรียกวา สเตรตัม เจอรม ินาทิวัม

1.2 หนังแท ผิวหนังแทอยูใตผิวหนังกําพรา หนาประมาณ 1-2 มิลลิเมตร
ประกอบดวย เนอื้ เยื่อเกย่ี วพัน 2 ชน้ั คอื

1.2.1. ชน้ั บนหรอื ชน้ั ต้นื เปน ชั้นที่นนู ยืน่ เขามาแทรกเขาไปในหนังกําพรา
เรียกวา เพ็บพิลารี มหี ลอดเลือด และปลายประสาทฝอย

1.2.2. ช้ันลางหรอื ช้นั ลึก มไี ขมนั อยู มรี ากผมหรือขนและตอมไขมันอยูใน
ช้ันน้ี

การปฏบิ ัติตนในการดูแลรกั ษาและการปอ งกันอาการผิดปกติของระบบผวิ หนัง
ผวิ หนังเปนอวัยวะภายนอกท่ีหอหุมรางกาย ชวยสงเสริมบุคลิกภาพของบุคคล

และ บงบอกถึงการมสี ขุ ภาพทด่ี ีและไมด ีของแตละคนดวย ดังนั้น จึงจําเปนตองสรางเสริมและ
ดูแลผวิ หนงั ใหมีสภาพท่สี มบรู ณม ีประสิทธภิ าพในการทํางานอยเู สมอ ดงั นี้

1. อาบน้ําชาํ ระลา งรางกายใหสะอาดดว ยสบูอยางนอ ยวนั ละ 1-2 คร้งั
2. ทาครมี บาํ รุงผิวทม่ี ีคณุ ภาพและเหมาะสมกับผวิ ของตนเอง
3. ทาครีมกันแดดกอนออกจากบานเม่ือตองไปเผชิญกับแดดรอนจัด
เพอ่ื ปองกันอันตรายจากแสงแดดท่ีมรี งั สีซึง่ เปน อันตรายตอผิวหนัง
4. สวมเส้ือผาที่สะอาดพอดีตัวไมคับหรือหลวมเกินไป และเหมาะสมกับ
ภูมิอากาศตามฤดูกาล

5. รับประทานอาหารใหครบทุกหมู และเพียงพอตอความตองการโดยเฉพาะ
ผักและผลไม

6. ด่มื น้าํ สะอาดอยางนอยวันละ 6-8 แกว นํ้าจะชวยใหผ ิวพรรณสดชน่ื แจม ใส
7. ออกกาํ ลังกายเปนประจาํ เพ่อื ใหร า งกายแขง็ แรง
8. นอนหลบั พักผอนใหเ พยี งพออยางนอ ยวนั ละ 8 ช่ัวโมง
9. ดแู ลผวิ หนงั อยาใหเ ปน แผล ถามีควรรีบรักษาเพื่อไมไ ดเกิดแผลเรื้อรงั
เพราะแผลเปนทางผานของเชอ้ื โรคเขาสูร า งกาย
ความสาํ คัญของระบบผิวหนัง
1. เปนสวนที่หอหุมรางกาย สําหรับปองกันอันตรายตาง ๆ ท่ีอาจเกิดข้ึนกับ
อวยั วะใตผ ิวหนงั

2. เปน อวยั วะรบั สมั ผสั ความรูสกึ ตา ง ๆ เชน รอน หนาว
3. เปนอวยั วะขับถายของเสยี เชน เหง่ือ
4. เปนอวัยวะที่ชวยขบั สง่ิ ตาง ๆ ทีอ่ ยใู นตอ มของผิวหนงั ใหเปนประโยชน
ตอรางกาย เชน ขบั ไขมันไปหลอ เลี้ยงเสน ขนหรือผมใหเ งางาม

5. ชว ยเปนสว นปอ งกนั รงั สตี าง ๆ ไมใหเ ปน อนั ตรายตอ รา งกาย
6. ชว ยควบคุมความรอ นในรา งกายใหค งท่ีอยูเสมอ รางกายขณะปกติอุณหภูมิ
37 องศาเซลเซียส หรือ 98.7 องศาฟาเรนไฮต หรือถาอากาศอบอาวเกินไปก็จะระบายความ
รอนออกทางรขู ุมขน
2. ระบบกลา มเน้ือ

กลามเนื้อเปนแหลงพลังงานท่ีทําใหเกิดการเคลื่อนไหว ในสวนตาง ๆของ
รา งกายมกี ลามเนือ้ อยใู นรางกาย 656 มดั เราสามารถสรางเสริมกลามเนอื้ ใหใ หญโ ต แข็งแรงได

ความสาํ คัญของระบบกลา มเนอื้
1. ชวยใหรางกายสามารถเคล่ือนไหวไดจากการทํางาน ซึ่งในการเคล่ือนไหว
ของรางกายน้ี ตอ งอาศยั การทาํ งานของระบบโครงกระดูกและขอตอตาง ๆ ดวย โดยอาศัยการยืด
และหดตวั ของกลามเน้ือ
2. ชวยใหอวัยวะภายในตาง ๆ เชน หัวใจ ปอด กระเพาะอาหาร ลําไสเล็ก
ลาํ ไสใ หญ หลอดเลือด ทํางานไดต ามปกติและมปี ระสทิ ธภิ าพ
3. ผลิตความรอนใหความอบอุนแกรางกาย ซ่ึงความรอนนี้เกิดจากการหดตัว
ของกลา มเนอื้ แลว เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าทางเคมี

4. ชวยปองกันการกระทบกระเทอื นจากอวยั วะภายใน
5. เปน ทเ่ี กดิ พลงั งานของรา งกาย
ชนิดของกลามเนื้อ กลา มเน้ือแบง ตามลกั ษณะรปู รางและการทํางานได 3 ชนดิ คอื
1. กลามเน้ือลาย เปนกลามเน้ือท่ีประกอบเปนโครงรางของรางกาย
เปนกลามเนือ้ ที่ประกอบเปน ลาํ ตัว หนา แขน ขา เปนตน โครงสรางและรปู รางลกั ษณะไฟเบอร
หรือเซลลข องเนือ้ เย่อื กลามเนือ้ ลาย มรี ปู รางยาวรีเปน รูปกระสวย ไฟเบอรม ีขนาดยาว 1-40
มิลลเิ มตร มพี ้ืนหนาตดั กวา ง 0.01 - 0.05 มิลลิเมตร ไฟเบอรแตละอันเม่ือสองดูดวยกลอง
จลุ ทรรศนจ ะพบลายตามขวางเปนสแี กแ ละออ นสลับกัน

2. กลามเนอ้ื เรยี บ กลา มเนอื้ เรยี บประกอบเปน อวัยวะภายในรางกาย เรียกวา
กลามเนื้ออวัยวะภายใน ไดแก ลําไส กระเพาะอาหาร กระเพาะปสสาวะ มดลูก หลอดเลือด
หลอดน้ําเหลือง เปน ตน

3. กลามเนื้อหัวใจ กลามเนือ้ หัวใจจะพบท่ีหวั ใจและผนงั เสนเลอื ดดําใหญ
ทีน่ าํ เลอื ดเขา สูห วั ใจเทานัน้ กลา มเนือ้ หวั ใจมีลักษณะแตกกง่ิ กา นและสานกัน มีรอยตอและชอง
ระหวางเซลล ซึ่งเปนบริเวณท่ีมีความตานทานไฟฟาตํ่า ทําใหเซลลกลามเนื้อหัวใจสามารถ
สง กระแสไฟฟา ผานจากเซลลห นึง่ ไปยังอกี เซลลหนึ่งได

การปฏิบัติตนในการดูแลรักษาและการปองกันอาการผิดปกติของระบบ
ระบบกลา มเน้ือ

1. รับประทานอาหารท่ีมีประโยชน โดยเฉพาะสารอาหารประเภทโปรตีน
แคลเซียม วิตามนิ และเกลอื แร และตอ งรบั ประทานอาหารใหครบทุกหมูใ นปรมิ าณทเ่ี พียงพอ

2. ด่ืมน้ํามาก ๆ อยางนอยวันละ 6-8 แกว เพราะนํ้ามีความสําคัญตอการ
ทํางานของระบบอวยั วะตาง ๆ

3. ออกกําลังกายเพ่อื สรางเสริมความแข็งแรงใหกับกลามเน้ือ อยางนอยสัปดาห
ละ 3 วนั ๆ ละ 30 - 60 นาที

4. ปองกนั การบาดเจบ็ ของกลามเนอื้ โดยไมใชกลา มเนอ้ื มากเกินความสามารถ
3. ระบบโครงกระดกู

กระดกู จะเจริญทัง้ ดานยาวและดา นกวา ง กระดกู จะยาวข้นึ โดยเฉพาะใน
วัยเด็ก กระดูกจะยาวขึ้นเรื่อย ๆ จนอายุ 18 ปในหญิงและ 20 ปในชาย แลวจึงหยุด
เจริญเติบโต และกลายเปนกระดูกแข็งแรงท้ังหมด สวนการขยายใหญยังมีอยูเนื่องจากยังมี
เซลลกระดูกใหมงอกข้ึนเปนเย่ือหุมรอบ ๆ กระดูก กระดูกเปนอวัยวะสําคัญในการชวยพยุง

รางกายและประกอบเปนโครงราง เปนที่ยึดเกาะของกลามเน้ือ และปองกันการ
กระทบกระเทือนตออวัยวะภายในของรางกาย เมื่อเจริญเติบโตเต็มท่ีจะมีกระดูก 206 ช้ิน
แบง เปน กระดูกแกน 80 ชน้ิ และกระดูกระยางค 126 ชิน้

การปฏิบตั ิตนในการดแู ลรกั ษาและการปอ งกนั อาการผิดปกตขิ องระบบ
โครงกระดกู

1. รับประทานอาหารใหครบทกุ หมูโดยเฉพาะอาหารทม่ี สี ารแคลเซียมและวิตามิน
ดี ไดแ ก เนอื้ สตั ว นมและผกั ผลไมตางๆ รับประทานใหเ พียงพอตอความตอ งการของรา งกาย

2. ออกกําลังกายเปนประจําสมํ่าเสมอจะชวยใหรางกายแข็งแรง กระดูกและ
กลามเนื้อท่ีไดรับการบริหารหรือทํางานสม่ําเสมอ จะมีความแข็งแกรงมากขึ้น มีการยืดหยุน
และทํางานไดอ ยา งเตม็ ที่

3. ระมัดระวังการเกิดอุบัติเหตุกับกระดูก หากไดรับอุบัติเหตุโดยถูกตี กระแทก
ชน หรือตกจากที่สงู จนทําใหกระดกู แตกหรอื หัก ตองรีบปฐมพยาบาลอยางถกู วิธีและพบแพทย

4. ระบบไหลเวยี นโลหติ
ระบบไหลเวียนเลือดเปรียบเสมือนระบบการขนสง มีเลือดทําหนาที่ลําเลียง

อาหารท่ียอยสลายแลว นํ้า กาซ ไปเล้ียงเซลลตาง ๆ ของรางกาย และเวลาไหลเวียนกลับก็
นําเอาของเสยี ตางๆออกมานอกรางกายดว ย

ความสาํ คญั ของระบบไหลเวยี นเลอื ด
1. นํากาซออกซิเจน (O2) สงไปยังเซลลตาง ๆ ของรางกาย และนํากาซ
คารบอนไดออกไซด (CO2) จากเซลลเพื่อขบั ออกนอกรา งกายทางลมหายใจ
2. ควบคุมอุณหภูมิภายในรางกายใหอ ยูใ นเกณฑปกติ
3. นํานาํ้ และเกลือแรต า งๆ ไปสูเซลลและขับของเสยี ออกจากรา งกายในรูปของ
ปสสาวะ
4. นําแอนตบิ อดี (Antibody) ไปใหเ ซลลตา ง ๆ เพ่อื ชวยใหร า งกายมภี มู ิคุม
กันโรค
5. นําฮอรโมนไปใหเ ซลลต าง ๆ เพ่ือใหรา งกายทาํ งานตอบสนองตอส่งิ เรา
ตา ง ๆ ได
6. นําเอนไซมไ ปใหเ ซลลต า ง ๆ เพ่ือชวยในการเผาผลาญอาหาร

โลหติ และทางเดนิ ของโลหิต
1. โลหติ เปนของเหลวสีแดงมีฤทธ์เิ ปน ดา ง มีความเหนยี วกวา นาํ ประมาณ

5 เทา รางกายคนเรามีเลือดอยูประมาณ 10% ของนํ้าหนักตัว ในเลือดจะประกอบดวย
พลาสมา มีอยูประมาณ 55% ของปริมาณเลือดในรางกายและมีเซลลเม็ดเลือด ซึ่งมีทั้งเม็ด
เลือดแดงและเมด็ เลือดขาว และเกล็ดเลอื ด ซงึ่ รวมกันแลวประมาณ 45% ของปรมิ าณเลอื ด
ในรางกาย

2. หวั ใจ จะมีขนาดประมาณกําปน ของตนเอง ตั้งอยูใ นทรวงอกระหวา งปอด
ท้ัง 2 ขางพ้ืนที่ของหัวใจ 2 ใน 3 สวนจะอยูทางหนาอกดานซายของรางกาย ภายในหัวใจจะ
แบงเปน 4 หอง ขางบน 2 หอง ขางลาง 2 หอง มีล้ินหัวใจกั้นระหวางหองบนและหองลาง
แตละหองจะทําหนาท่ีตางกันคือ หองบนขวาจะรับเลือดเสียจากสวนตาง ๆ ของรางกายจาก
หลอดเลอื ดดาํ หองลางขวาจะรับเลือดจากหอ งบนขวาแลว สง ไปยังปอด ปอดจะฟอกเลือดดาํ ให
เปน เลอื ดแดงเพ่ือนําไปใชใ หม หองบนซา ยจะรบั เลอื ดแดงจากปอด หอ งลา งซา ยจะรับเลอื ดจาก
หอ งบนซา ยแลว สง ผา นหลอดเลือดแดงไปยังสว นตาง ๆ ของรา งกาย

3. หลอดเลือด มี 3 ชนิด ไดแก หลอดเลอื ดแดง จะนําเลอื ดแดงจากหัวใจไป
เลยี้ งเซลลต า ง ๆ ของรางกาย หลอดเลือดดํา จะนําเลือดที่ใชแลวจากสวนตาง ๆ ของรางกาย
กลับสูห ัวใจ แลวสงไปฟอกทป่ี อด หลอดเลือดฝอย เปนแขนงเล็ก ๆ ของท้ังหลอดเลือดแดงและ
หลอดเลอื ดดํา ผนังของหลอดเลือดฝอยจะบางมากมีอยูท่ัวไปในรางกาย จะเปนที่แลกเปลี่ยน
อาหาร กาซ และของเสียตาง ๆ ระหวางเลือดกบั เซลลของรา งกาย เพราะอาหาร กาซ และของเสีย
ตาง ๆ สามารถซึมผานได

4. นาํ เหลืองและหลอดนาํ เหลอื ง นาํ เหลืองเปนสวนหนึ่งของของเหลวใน
รางกาย มีลักษณะเปนนํ้าสีเหลืองออนอยูในหลอดน้ําเหลืองซึ่งมีอยูท่ัวรางกาย นํ้าเหลืองจะ
ประกอบดวย นํ้า โปรตีน เอนไซม แอนติบอดี และเซลลเม็ดเลือดขาว นํ้าเหลืองจะเปนตัวกลาง
แลกเปลี่ยนสารตาง ๆ ระหวางเซลลและหลอดเลือดฝอย เซลลเม็ดเลือดขาวในตอมน้ําเหลือง
ชวยกําจดั แบคทีเรียหรือส่ิงแปลกปลอมตา ง ๆ

การปฏิบัติตนในการดูแลรักษาและการปองกันอาการผิดปกติของระบบ
ไหลเวยี นโลหิต

1. รับประทานอาหารใหครบ 5 หมู และมีปริมาณท่ีเพียงพอตอความตองการ
ของรา งกาย

2. ลดปรมิ าณการรบั ประทานอาหารทมี่ ีไขมัน และมีสารคอเลสเตอรอลสงู

เม่ือเขาสูวัยผูใหญ เนื่องจากจะทําใหเกิดไขมันในเลือดสูง อยางไรก็ตามสารอาหารประเภท
ไขมันยังจัดวาเปนสารอาหารท่ีจําเปนในวัยเด็กและวัยรุน เพราะไขมันเปนสวนประกอบของ
โครงสรางผนังเซลลและเปน แหลงของพลังงาน

3. ออกกําลงั กายอยางสมํา่ เสมออยา งนอยสปั ดาหละ 3 วัน วนั ละอยางนอ ย 30 นาที
4. ทาํ จิตใจใหราเริงแจม ใส ดแู ลสขุ ภาพจิตของตนเองใหด ี
5. ควรมเี วลาพกั ผอนบา ง ไมห ักโหมการทํางานจนเกินไป
6. ผใู หญควรตรวจวัดความดันเลอื ดเปน ระยะ ๆ และตรวจเลือดเพอื่ ดไู ขมนั
ในเลอื ดอยางนอ ยปล ะครั้ง
7. งดเวนการสบู บหุ ร่ี และการด่ืมสรุ า ตลอดจนสารเสพตดิ ทกุ ชนิด
8. เมื่อเกิดความผิดปกติเกี่ยวกับระบบไหลเวียนเลือดควรรีบไปพบแพทย
5. ระบบหายใจ

การหายใจ เปน กระบวนการนาํ ออกซิเจนในอากาศเขา สปู อด โดยออกซิเจน
จะไปสลายสารอาหารและไดพ ลังงานออกมา รวมถงึ การกาํ จัดคารบอนไดออกไซด ซง่ึ เปน ของ
เสยี ออกจากรา งกาย

5.1. ทางเดนิ หายใจ ประกอบดวยอวัยวะตางๆ ดงั นี้
1. จมูก ภายในจะมเี ย่ือบจุ มกู และขนจมกู ซ่งึ ชวยกรองฝุนละออง
2. คอหอย หลอดอาหารและหลอดลมจะมาพบกนั ที่คอหอย
3. กลอ งเสยี ง อยูโคนลน้ิ เขา ไป ในผชู ายเรียกวา ลกู กระเดือก
4. หลอดลม อยูตอจากกลองเสียง ผนังดานในจะมีเมือกคอยกักฝุน

ละอองไมใ หผ านเขาไปถึงปอด
5. ข้ัวปอด มี 2 ขางอยูป ลายสดุ ของหลอดลม
6. ปอด จะอยูภ ายในทรวงอกท้งั 2 ขา ง ลกั ษณะคลายฟองนํ้า มีความ

ยดื หยนุ มาก ภายในปอดจะมีถุงลม ขางละประมาณ 150 ลา นถุง ซ่งึ เปน จุดและเปลย่ี นอากาศดี
และอากาศเสยี

5.2. กระบวนการหาย
ปกติเราจะหายใจประมาณ 16-20 ครั้ง/นาที โดยกลไกลของการ

หายใจเขา และหายใจออกดงั นี้

1. การหายใจเขา เกิดจากกลา มเนอ้ื กะบังลม หดตวั ซ่ึงทําใหความดัน
ภายในปอดลดลง อากาศภายนอกจงึ เขา มาแทนที่ได

2. การหายใจออก เร่มิ ข้ึนเมื่อกลามเน้ือกะบังลมคลายตัว ทําใหความ
ดันภายในปอดเพมิ่ สูงขนึ้ กวา ความดนั บรรยากาศ อากาศจึงไหลจากปอดสบู รรยากาศภายนอก

5.3. การดูแลระบบหายใจ
1. หลกี เลี่ยงทีท่ ี่อากาศไมบรสิ ุทธ์ิ เพราะจะทาํ ใหไ ดร บั สารพษิ
2. หาโอกาสไปอยูที่ท่ีอากาศบริสุทธิ์หายใจ เชน ตามทุงนา ปาเขา

ชายทะเล เปนตน
3. ไมส บู บหุ ร่ี และไมอ ยูใกลค นสบู บหุ ร่ี
4. ควรตรวจสภาพปอดดว ยการเอ็กซเรยอ ยา งนอ ยปละ 1 ครง้ั
5. หลีกเลยี่ งการอยใู กลช ดิ คนที่เปนโรคติดตอทางลมหายใจ
6. เม่อื อากาศเปลีย่ นแปลง ควรรักษาความอบอนุ ของรา งกายอยเู สมอ
7. ออกกาํ ลังกายใหรา งกายแขง็ แรงอยูเสมอ จะทาํ ใหค วามจุปอด

ดีขึน้
8. ถามคี วามผดิ ปกตเิ กย่ี วกบั ระบบหายใจควรรีบพบแพทย

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 2
เร่ืองพัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงตามวยั ด้านรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์ สังคม
รายวิชา สขุ ศกึ ษา พลศกึ ษา รหัสวิชา ทช21002 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนตน้
ภาคเรยี นท่ี 1ปีการศึกษา 2563 สาระการเรยี นรู้สาระการดาเนินชีวติ เวลา 6 ช่ัวโมง
ครูผสู้ อน .......................................................รูปแบบการสอนพบกลุ่ม/คน้ คว้าดว้ ยตนเอง

**********************************************

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและเจตคติท่ดี ี มที ักษะในการดูแล และสรา้ งเสรมิ การมี

พฤติกรรมสขุ ภาพทีด่ ี ปฏบิ ตั จิ นเป็นกจิ นิสยั หลีกเลี่ยงพฤตกิ รรมเสี่ยงต่อสขุ ภาพ ตลอดจนสง่ เสริมสุขภาพ
พลานามัยและสภาพ แวดลอ้ มท่ีดีในชมุ ชน

2. ตวั ช้ีวดั
อธบิ ายพฒั นาการและการเปลี่ยนแปลงตามวยั ของมนษุ ย์ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สงั คม สติป๎ญญา

ไดอ้ ยา่ งถูกต้อง

3. สาระสาคญั ของเน้อื หา
พฒั นาการและการเปล่ียนแปลงตามวัยดา้ นรา่ งกาย จติ ใจ อารมณ์สงั คม สติปญ๎ ญา
1. วยั ทารก
2. วัยเด็ก
3. วัยรุ่น
4. วัยผใู้ หญ่
5. วยั ชรา

4. เป้าหมายการเรยี นรู้ (ผลการเรียนรทู้ ค่ี าดหวงั )
1. อธิบายพฒั นาการและการเปล่ียนแปลงตามวัยของมนุษย์ด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม สติป๎ญญา

ไดอ้ ยา่ งถูกตอ้ ง (K)
2. จาํ แนกลกั ษณะและพฒั นาการการเปลีย่ นแปลงตามวัยของมนษุ ยด์ า้ นรา่ งกาย จิตใจ อารมณ์

สังคม สติปญ๎ ญาของวัยทารก วัยเด็ก วัยรุน่ วยั ผู้ใหญ่ วัยชราได้ (P)
3. มีใฝุเรียนรู้ มีวนิ ยั มีความรับผิดชอบ (A)

เร่ืองท่ี 2 พัฒนาการและการเปลี่ยนแปลงตามวัย ดานรางกาย อารมณ สังคม และ
สตปิ ญญา

2.1. วยั ทารก
การแบงชวงอายุของวยั ทารกจะแบงออกได 2 ระยะ คือ วยั ทารกแรกเกิด อายุ

ต้งั แตแ รกเกดิ ถงึ 2 สปั ดาห วัยทารกอายุตั้งแต 2 สปั ดาหถงึ 2 ป

2.1.1 วยั ทารกแรกเกิด
พัฒนาการทางรา งกาย
ทารกแรกเกิดมีนํ้าหนักเฉล่ียประมาณ 3,000 กรัม และลําตัวยาว

ประมาณ 45-50 เซนตเิ มตร ทารกไมอ าจควบคุมกลามเนื้อได สายตามองส่ิงตาง ๆ ไรจุดหมาย
มองเห็นส่งิ ใดไมช ดั จะนอนมาก หลับงายและสะดุงตื่นงา ย

พฒั นาการทางอารมณ
อารมณของทารกแรกเกิดมักจะมีอารมณรัก อารมณโกรธ และอารมณ
กลวั ท้งั นพี้ อแมจะมีอิทธิพลในการพัฒนาอารมณตอ ทารกมากทสี่ ดุ
พัฒนาการดานบุคลิกภาพ
บุคลิกภาพของทารกมีการพัฒนามาตั้งแตกําเนิดเชนเดียวกับลักษณะ
อ่ืน ๆ ของรายกาย โดยมีส่ิงแวดลอมและพันธุกรรมเปนตัวกําหนด จึงทําใหทารกแตละคนมี
ความแตกตา งกันตง้ั แตเ กิด

2.1.2. วยั ทารก
พัฒนาการทางรา งกาย
ระยะนี้ทารกเจริญเติบโตอยางรวดเร็ว จากแรกเกิดถึงอายุ 6 เดือน

นํา้ หนักจะเพิ่มขึ้นรวดเร็วภายหลัง 6 เดือน ถึง 3 ป นํา้ หนักจะเริม่ ลดลงเนื่องจากตองออกกําลัง
กายในการฝกหดั อริ ิยาบถตาง ๆ

พฒั นาการทางอารมณ
ทารกวัยแรกเกิดจะสงเสียงรองเม่ือไมพอใจ หรือโกรธเมื่อถูกขัดใจ
จะเรม่ิ กลวั สิ่งรอบตัว สิง่ ทไี่ มคุน เคยจะถอยหนี รอ งไหเม่ือตองการขอความชวยเหลือจากผูใหญ
จะเปน วยั ทมี่ ีความอจิ ฉารษิ ยา เม่ือเหน็ พอแมเอาใจใสนองเปนพิเศษ ทําใหตนขาดความสําคัญ
ไป อยากรูอยากเห็นสิ่งแปลก ๆ ใหม ๆ รูจักย้ิมหรือหัวเราะเมื่อมีความพอใจ จะรักและหวง
แหนของเลน หรือรักสตั วเล้ยี ง

พฒั นาการทางภาษา
ทารกเร่ิมเปลงเสียงออแอไดตั้งแตระยะ 6 เดือนแรก เชน ปอ มา ดา
ฯลฯ ภายหลังจงึ ฝก หดั ทาํ เสยี งเลยี นแบบผูใกลชิด สามารถเขาใจคําพูด ความรูสึกท่ีแสดงออก
ทางสีหนา ทาทาง น้ําเสียงของผูพูดได ในระหวางนี้ผูอยูใกลชิดควรเปนแบบอยางท่ีดีใหแก
ทารก เชน การพดู ชา ๆ ออกเสียงใหชัดเจน

พัฒนาการทางสตปิ ญญา
พัฒนาการดานนม้ี อี ทิ ธิพลจากการไดเ ลนกับเพ่ือน ๆ เขาใจภาษาท่ีพูด
กับคนอ่ืน ตลอดจนการพัฒนากลามเน้ือบางสวนพัฒนาการทางสติปญญาของทารก จะเร่ิมมี
การเคลอื่ นไหวโดยบงั เอิญและพอใจเพลิดเพลิน เมื่ออายุ 18 เดือนข้ึนไป จะรูจักสรางความคิด
รวบยอด รจู ักนาํ ตวั ตกุ ตามาสมมุติเปนพนี่ องกันได

2.2. วยั เดก็
การแบงชว งอายุของวัยเด็ก โดยประมาณแบงไดเปน 3 ระยะ ไดแก วัยเด็กตอนตน

อายุต้ังแต 2 - 5 ป วยั เด็กตอนกลาง อายุต้ังแต 5 - 9 ป วัยเดก็ ตอนปลาย อายตุ ั้งแต 9 - 12 ป
2.2.1. วัยเดก็ ตอนตน
พัฒนาการทางรางกาย
วัยเด็กตอนตนหรือวัยกอนเขาเรียน อายุ 2 – 5 ป อัตราการ

เจริญเติบโตลดลงตางกวาวัยทารก จะเปลี่ยนจากลกั ษณะทา ทางของทารก มีความเจริญเติบโต
ของอวยั วะตา ง ๆ ของรา งกาย ฟนแทจ ะเร่มิ ข้นึ 1-2 ซี่ จะเริ่มเลือกอาหารตามท่ีชอบ นอนเปน
เวลา บางคนยังปสสาวะรดท่ีนอน เร่ิมมีทักษะในการใชมือ แตงตัวไดเอง ใสรองเทาไดเอง
เปนตน ตอไปจะสนใจการว่ิงกระโดดหอยโหนเปนระยะ ชอบเลนกับเพื่อน ๆ มาก ทําใหเกิด
ความอบอุนไมรสู ึกถูกทอดทิ้ง

พฒั นาการทางอารมณ
วัยนจ้ี ะเปน คนเจาอารมณ มกั จะโกรธเมอื่ ถกู ขดั ใจจะแสดงออกโดยการ
ทบุ ตี ขวา งปาส่งิ ของ ท้งิ ตวั ลงนอน จะมีความกลวั กบั สง่ิ ของแปลก ๆ ใหม ๆ จะหลบซอนว่ิงหนี
ความกลัวจะคอย ๆ หายไปโดยการไดรับการอธิบาย และการใหเด็กไดคุนเคยกับ สิ่งนั้น ๆ
มีความอิจฉาริษยานองใหมหรือพ่ี ๆ โดยคิดวาตนถูกแยงความรักไปจากพอแม เปนวัยท่ีมี
อารมณรางเริง แจมใส หัวเราะยิ้มงาย อยากรูอยากเห็นจะถามโนนถามน่ี มีความสงสัยในส่ิง
ตาง ๆ ไมส ้นิ สุด จะแสดงความรักอยา งเปด เผย

พัฒนาการทางสงั คม
เดก็ เริม่ รูจ กั คบเพือ่ น เลน กับเพือ่ น ปรับตัวใหเขา กับเพ่ือน ๆ มีการเลน
กันเปน กลมุ ชอบเลนแขงขนั มกี ารเลน แยกตามเพศชายเพศหญงิ พอใจจะเลน ดว ยกัน ชวยเหลือ
กัน เห็นอกเหน็ ใจกัน ยอมรับฟง กนั เร่ิมมองเหน็ ความแตกตางระหวางเพศหญิงกับเพศชาย สนใจ
ซักถามเกย่ี วกับส่ิงทเี่ ปนเพศของตน ซ่งึ จะเปนการไปสบู ทบาทชายหญงิ เมอื่
เตบิ โตข้ึน

พัฒนาการทางภาษา
เด็กจะใชภาษาไดดีพอสมควร สามารถอานและเขียน รูความหมาย
คําใหม ๆ ไดอยางรวดเร็ว การพัฒนาภาษามิไดข้ึนอยูกับสติปญญาอยางเดียว แตมี

องคป ระกอบอ่ืน เชน ครอบครัวใหญเกินไป โอกาสพูดคุยกับลูกนอยไป ในครอบครัวใชภาษา
พดู มากกวา 1 ภาษาทาํ ใหเ ดก็ สับสน

2.2.2. วัยเด็กตอนกลาง
พัฒนาการทางรา งกาย
วัยเด็กตอนกลาง อายุ 5 – 9 ป การเจริญเติบโตจะเปนไปเร่ือย ๆ

รา งกายจะขยายออกทางสงู มากกวาทางกวา ง รูปรางเปลย่ี นแปลงจะมีฟนถาวรข้ึนแทนฟนน้ํานม
เร่ือย ๆ เด็กวัยน้ีไมชอบอยูน่ิง ชอบทํากิจกรรมอยางรวดเร็ว ไมคอยระมัดระวัง เด็กสนใจ
กิจกรรมการเลนกลางแจง เกมสก ฬี าตาง ๆ ทใี่ ชก ลามเนอ้ื และการทรงตัว

พัฒนาการทางอารมณ
เปนวยั เขาเรียนตอนตนเม่ือเขาโรงเรียนเด็กตองเรียนรูการปรับตัวเขา
กับส่ิงแปลก ๆ ใหม ๆ เชน ครู สถานท่ี ระเบียบวินัย สิ่งแวดลอมใหม ๆ ทําใหเด็กมีการ
เปลี่ยนแปลงทางอารมณ ตองการแสดงตนเปน ท่ชี ่ืนชอบของครู ตองการการยอมรับเขาเปนหมู
คณะ มีโอกาสทํากิจกรรมกับหมูคณะทําใหอารมณแจม ใสเบิกบาน

พฒั นาการทางสงั คม
เมอื่ เด็กเริ่มเขาโรงเรยี นบางคนอาจมปี ญ หาในการคบเพื่อนฝูง ปรับตัว
เขากับผูอ่ืนไดยาก ท้ังน้ีแลวแตการอบรมท่ีไดรับจากทางบาน เด็กที่เติบโตในครอบครัว
ทบี่ รรยากาศอบอนุ จะมอี ารมณม่ันคงแจม ใสจะใหความรวมมอื แกหมูค ณะ มเี พือ่ นมาก
พัฒนาการทางสตปิ ญ ญา
โดยท่ัวไปเดก็ จะเรยี นรูจ ากส่งิ ใกลตัวกอ น จะมพี ัฒนาการทางดา นภาษา
เจริญข้ึนรวดเร็ว รับรูคําศัพทเพิ่มข้ึนใชถอยคําภาษาแสดงความคิดความรูสึกไดอยางดี เร่ิมมี
พฒั นาการดา นจรยิ ธรรม มคี วามรบั ผิดชอบไดในบางอยางเริ่มสนใจส่ิงตาง ๆ แตยังไมสามารถ
พิจารณาไดอยางลึกซ้ึงในเรื่องของความจริง ความซ่ือสัตยอาจหยิบฉวยของผูอ่ืนโดยไมต้ังใจ
ขโมยก็ได
2.2.3. วัยเด็กตอนปลาย
เดก็ วยั นี้จะมอี ายรุ ะหวาง 9-12 ป โดยประมาณ โครงสรางของรางกาย
เปลี่ยนแปลงเพ่อื เตรียมเขา สูวัยรนุ

พฒั นาการทางรา งกาย
ในระยะน้ีเด็กหญิงจะเติบโตเร็วกวาเด็กชาย เด็กหญิงจะเร่ิมมี
ประจําเดอื นระหวา งอายุ 11-12 ป โดยประมาณ เด็กชายจะเร่มิ มีการหล่งั อสุจริ ะหวางอายุ 12-
16 ป โดยประมาณ

พัฒนาการทางดานอารมณ
รกั ษาอารมณไ ดปานกลาง ไมชอบการแขงขัน ชอบการยกยอง มีความ
กงั วลเก่ียวกับรปู รา งตนเอง รกั สวยรักงาม ตองการความรักจากเพื่อนและครู

พฒั นาการทางสงั คม
เด็กจะมีการรักกลุมพวกมาก โดยมีพฤติกรรมเหมือนกลุมในดานการ
แตง กาย วาจา และการแสดงออก มีความตองการเปนท่ีไววางใจได มีอารมณคลายคลึงกัน
ไมยอมอยคู นเดยี ว

พัฒนาการทางสติปญญา

เร่ิมมีสติปญ ญามีความสามารถคิดและแกปญหาไดมาก มีความคิดริเริ่มที่จะทํา
สิ่งใหม ๆ มีความเชื่อมั่นในตนเอง รับผิดชอบ รูจักใชเหตุผล อยากรูอยากเห็น และมีความ
เขาใจส่ิงตาง ๆ ไดเร็ว เด็กชายจะมีความสนใจเรื่องวิทยาศาสตร คณิตศาสตร ดาราศาสตร
แตเด็กหญิงสนใจเร่ืองตัดเย็บ ทําอาหาร การเรือน แตที่สนใจคลายกัน ไดแก เลี้ยงสัตว
ดูภาพยนตร หรอื การไปเท่ยี วไกล ๆ

2.3. วยั รุน
การแบง ชว งอายุของวัยรุนอยูระหวาง 11-20 ป โดยประมาณ การเจริญเติบโต

ทางรางกายของเด็กผชู ายและเด็กผูหญิง เปนชวงระยะของการเขาสูวัยหนุมวัยสาว เด็กผูหญิง
จะเขาสูวัยรุนเมื่ออายุประมาณ 11 ปขึ้นไป เด็กผูชายจะเขาสูวัยรุนเมื่ออายุประมาณ 13 ป
วัยรุนเปนชวงของการปรับตัวจากวัยเด็กไปสูวัยผูใหญ ทําใหมีความเครียด ความขัดแยงใน
ความคดิ อารมณ และจิตใจ หากเด็กวัยรุนไดรับรู เขาใจกระบวนการพัฒนาท้ังในดานรางกาย
และจติ ใจ จะไมว ิตกกังวลกับการเปลี่ยนแปลงท่ีจะเกิดขึ้นกับตัวของเขาเอง อีกทั้งยังสามารถ
ชวยใหพวกเขารูจักวิธีปรับตัวใหเขากับสังคม ไมกอปญหาใหเกิดเปนเรื่องวุนวาย รวมถึงการ
ดแู ลรกั ษา และปองกนั ตนเองจากโรคติดตอ ทางเพศสัมพันธช นิดตาง ๆ

ความวติ กกังวลของวยั รุน อาทิเชน
1. วิตกกงั วลเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของรางกายวา มีความผิดปกติหรือไม วัยรุนคน
อ่ืน ๆ จะเปน แบบน้ีหรือไม
2. วิตกกังวลกับอารมณทางเพศท่ีสูงข้ึน และรูสึกไมแนใจในความเปนชายหรือหญิง
ของตนทีอ่ าจทาํ ใหภ าพพจนห รอื ความนับถือตนเองเร่ิมสัน่ คลอน
3. กังวลกับพฤติกรรมทางเพศ ไดแก การสําเร็จความใครดวยตนเอง ความอยากรู
อยากเห็นพฤตกิ รรมเบีย่ งเบนทางเพศตาง ๆ
4. เรอ่ื งความสัมพนั ธก ับเพอื่ น ทง้ั กับเพ่ือนเพศเดยี วกนั และเพื่อนตางเพศ
5. เร่อื งการทาํ งาน เกรงจะไมป ระสบความสาํ เร็จ

วัยรุนสามารถลดความรูสึกวติ กกงั วลลงไดด ว ยวธิ กี ารตาง ๆ อาทเิ ชน
1. ทําความเขาใจหรอื หาความรใู นเรือ่ งทยี่ งั ไมเขาใจใหเ กิดความชัดเจน อาทิ หาความรู
ที่ถกู ตองในเรือ่ งเพศ ปรึกษาผใู หญห รอื ผรู ูในเร่อื งนน้ั ๆ
2. ยอมรับวาอารมณความรูสึกเปนสิ่งที่เกิดขึ้นเองควบคุมไมไดเพราะเปนธรรมชาติ
แตเ ราสามารถควบคุมการกระทาํ หรือพฤตกิ รรมได

ความกลัวของวยั รนุ
เนื่องจากวยั รนุ ในชวงเวลาของการเปล่ียนจากเด็กไปเปน ผูใ หญ วยั รุน จึงมักกลัวการเปน
ผใู หญ กลัวความรับผิดชอบ บางคร้ังอยากเปนเด็ก บางครั้งอยากเปนผูใหญ ทําใหอารมณผัน
ผวน หงดุ หงดิ ไดงายมาก
การแสดงออกของวยั รนุ เม่ือเกิดความกลัว คอื การหลีกเลี่ยงไปจากสถานการณที่ทําให
เกดิ กลัว หรอื พยายามตอสูกับเหตุการณท่ีเขาพิจารณาแลววาจะเอาชนะได ซึ่งจะเปนผลดีคือ
เกิดความมั่นใจเพิ่มข้นึ แตบ างครัง้ ทว่ี ัยรุนไมอ าจหนีจากเหตกุ ารณท ี่ทาํ ใหกลัวได เพราะกลัวคน
จะวาขี้ขลาดจะเปน ผลใหว ัยรนุ เกิดความวิตกกังวล

วัยรนุ ควรหาทางออกใหแกตนเองเพ่ือเอาชนะความกลัวไดโดย
1. พยายามหาประสบการณตาง ๆ ใหมากท่ีสุดเพื่อไมไดเกิดความกลัวและสรางความ
มัน่ ใจใหตนเอง
2. วเิ คราะหสถานการณ และพยายามหาทางแกไ ขส่งิ ท่ีแกไ ขได
3. ขอความชว ยเหลอื จากผูอ่ืน อาทิ เพ่อื น ครู พอแมหรือผใู หญท ไี่ วใจ

ความโกรธของวยั รุน
ความโกรธของวยั รุน อาจเกดิ จากสาเหตุตางๆ อาทิ ความรูสึกวาไมไดรับความยุติธรรม
จากผูใหญ ถกู เยาะเยย ถากถาง ถกู กา วกายเร่ืองสวนตัว ถูกขัดขวางไมใหทําในส่ิงท่ีเขาคิดวาจะ
ประสบความสําเรจ็ เปน ตน
อารมณร กั ของวยั รนุ
อารมณรักเปนอารมณท่ีกอใหเกิดสภาวะของความยินดี ความพอใจ เม่ือวัยรุนมี
ความรูสึกรักใครขึ้นแลว จะมีความรูสึกที่รุนแรงและจะมีการเลียนแบบบุคลิกภาพที่ตนรักอีก
ดวย เม่ืออยูหางกันจะทําใหเกิดความกระวนกระวายใจ จะมีการโทรศัพทหรือเขียนจดหมาย
ติดตอกัน วัยรุนจะพยายามทําทุกวิถีทางเพื่อใหคนที่ตนรักมีความสุข อาทิ ชวยทํางานใน
โรงเรียน ใหของขวัญ วัยรุนจะแสดงออกอยางเปดเผย อาทิ การเฝาคอยดูหรือคอยฟงคนที่ตนรัก
ทาํ ส่งิ ตา ง ๆ

อารมณร าเรงิ ของวัยรนุ
อารมณรา เริงจะเกดิ ข้นึ เม่ือวัยรุนสามารถปรับตัวไดดีในการทํางาน และการปรับตัวให
เขากับสถานการณตาง ๆ ทางสังคม สามารถทํางานท่ียาก ๆ ไดสําเร็จ วัยรุนที่อารมณ ราเริง
ท่มี ีการแสดงออกทางใบหนา ทางรางกาย อาทิ การยม้ิ หัวเราะ ฯลฯ

ความอยากรอู ยากเห็น
วัยรุนมีความอยากรูอยากเห็นในเหตุการณแปลก ๆ ใหม ๆ เชน เร่ืองเพศ
การเปล่ียนแปลงรา งกาย ความรสู กึ ทางเพศ
การเปลีย่ นแปลงทางดานสงั คมของวัยรนุ
เด็กผูหญิงเมื่อเร่ิมยางเขาสูวัยสาวก็จะมีการเปล่ียนแปลงทางดานอารมณ หรือภาวะ
ทางดานจิตใจไปดวยเชนกัน โดยท่ีเด็กผูหญิงจะเริ่มมีความสนใจตัวเองมากข้ึน โดยเฉพาะใน
เรอื่ งความแตกตา งของบุคลกิ ภาพ มคี วามสนใจทางเพศตรงขาม รูจักสังเกตความรูสึกของผูอ่ืน
ที่มตี อตนเอง ตองการใหผูอื่นประทบั ใจและใชเวลากบั การแตงตัวมากขึ้น ในชวงวัยรุนนี้เองเปน
ชวงทีเ่ ดก็ ผหู ญงิ เริ่มท่ีจะวางตัวแยกออกหางจากครอบครัว และเร่ิมมีวงสังคมในกลุมเพื่อน ๆ
ของเขาเอง ท้ังกลุมเพ่ือนในเพศเดียวกันและเพ่ือนตางเพศ จะไปไหนมาไหนกันเปนกลุมและ
เมื่อถึงคราวกลับบานก็ยังยกหูโทรศัพทหากันเปนช่ัวโมง ท้ัง ๆ ที่เม่ือกลางวันก็ไดเจอกัน
ท่โี รงเรยี น

เดก็ ผชู ายเมื่อเขา สูชวงวัยรุน จะเร่มิ มคี วามสนใจและใกลชดิ กับกลุมเพ่ือนมากข้ึน วัยรุน
จะมีกิจกรรมตาง ๆ รวมกัน ซ่ึงอาจจะเปนการเลนกีฬา ดนตรีหรือการออกไปเดินตาม
หา งสรรพสินคา วยั รนุ มีความรูสกึ เอาใจใสซง่ึ กนั และกัน รกั เพ่อื นมากขึ้นทาํ อะไรกจ็ ะทําตามๆ กัน
เปนกลมุ ไมต อ งการท่จี ะแตกแยกหรอื ถูกทอดทิง้ ออกจากกลมุ

การพฒั นาการทางสติปญ ญา
การพัฒนาการทางสติปญญาของวัยรุนตอนตน คือ ความสามารถทางสมองเพ่ิมข้ึน
เพราะเซลลป ระสาทซ่ึงมอี ยตู งั้ แตเด็ก ในระยะน้ีจะพัฒนาเต็มที่ การเปลี่ยนแปลงจะเห็นไดชัด
ในความสามารถในการพูด จนิ ตนาการ ความสนใจ เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เร่ิมสนใจเพ่ือนตาง
เพศ ไมเหมือนกับวัยเด็ก การทํางานมีความสนใจและติดตอกันนานกวาวัยเด็ก การทํางาน
เรียนดี ความคดิ ดี มีเหตผุ ลขน้ึ เด็กบางคนสามารถเขียนบทประพนั ธนวนยิ ายได เปน ตน

2.4. วยั ผใู หญ
ระยะของชว งเวลาทเี่ รยี กวา ผูใหญ น้ันมีความยาวนานและมีความสําคัญตอชีวิต

อยางมาก เปนระยะเวลาการเลือกประกอบอาชีพที่มั่นคง มีเพ่ือน คูครอง ในวัยนี้ยังมีการ
เปล่ียนแปลงทางรา งกาย และความเส่ือมในดานความสามารถอกี ดวย จะแบงชวงอายุไดเปน 2
ระยะ คือ วัยผใู หญอายตุ ้ังแต 21 - 40 ป วัยกลางคนอายตุ ัง้ แต 40 - 60 ป

ลักษณะโดยท่ัวไปของวัยผูใหญ บุคคลยางเขาสูวัยผูใหญ ตองปรับตัวใหเขา
กฎเกณฑตาง ๆ ของสังคม ยอมรับความเปน จริงของชีวติ การควบคุมอารมณ การเลือกคูครอง
ที่เหมาะสม อาจกลา วไดดงั น้ี

1. การเลือกคูครองใชระยะเวลาหลังจากวัยรุน สนใจเลือกคูครองโดยศึกษา
องคประกอบที่สาํ คญั เพ่อื เลอื กคคู รองไดเหมาะสมกบั ตน

2. การประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับความสามารถของตน มักจะมีความ
เจริญกาวหนา ในอาชีพ ผูประสบความสําเร็จในการประกอบอาชีพ จะชวยใหชีวิตครอบครัวมี
ความสขุ

3. การเผชิญปญ หา ในวัยผูใหญมักจะมีปญหาในเร่ืองของการมีคูครองและบุตร
การมีสมาชิกเพ่ือข้ึนก็ยอมมีปญหาประดังเขามา ตองใชความสามารถในการแกปญหา
เพ่ือประคบั ประคองครอบครัวได

4. ความกดดันทางดานอารมณ ปญหาตาง ๆ ท้ังในดานครอบครัวและการงาน
บางคนมีความยงุ ยากในการปรับตัวอยบู าง แตพอยางเขาสูวัย 30-40 ป อาจลดความตึงเครียด
ไดบา ง และสามารถแกไ ขปญ หาตา ง ๆ ไดด ีขนึ้ ความตงึ เครียดทางอารมณก ็ลดลงไป

2.5. วัยชรา
ความชราจะมีความแตกตางของบุคคลเขามาเกี่ยวของดวยในวัยท่ีมีอายุเทากัน

สมรรถภาพอาจแตกตางกัน บางคนอายุ 50 ป แตค วามชราทางกายภาพมีมาก ในเวลาเดียวกัน
คนอายุ 60 ปความชราทางกายภาพยังไมมากนัก เราจึงกําหนดอายุวัยชราโดยประมาณ คือ
วัย 60 ปข้นึ ไป

พัฒนาการทางรางกาย
เซลลต า ง ๆ เร่มิ ตายจะมีการเกดิ ทดแทนไดนอยและชา รางกายสึกหรอ ถามีการ
เจ็บปวยทางรางกายจะรกั ษาลําบากและหายชากวา วยั อนื่ ๆ เพราะวัยนี้รางกายมีแตความทรุด
โทรมมากกวาความเจริญ ความสูงจะคงท่ี หลังโกง ผมบนศีรษะหงอก กลามเนื้อหยอน
สมรรถภาพ การทรงตวั ไมดี

พฒั นาทางสตปิ ญญา
มีความสุขุมรอบคอบ ยังมีเหตุผลดีแตขาดความริเริ่ม จะยึดหลักเกณฑท่ีตนเคย
ยึดถือปฏบิ ัติ สมรรถภาพในการเลาเรียนจะคอย ๆ ลดลงทีละนอย ในชวงอายุระหวาง 25-50
ป หลังจาก 50 ปแลวจะลดลงคอนขางเร็ว การทองจําอะไรจะรับไดยากกวาวัยอื่น มีความ
หลงลมื งา ย

พัฒนาการทางดา นอารมณ
บางคนชอบงาย โกรธงาย อารมณแปรปรวนไมคงที่ แตวัยชราบางรายมีจิตใจดี
ทั้งน้ีเปนไปตามสภาพแวดลอม สังคม และประสบการณที่ผานมา รวมถึงสภาพเศรษฐกิจใน
ครอบครัวดวย ในวัยชรานี้จะมีความเมตตากรุณา อัตตาสูงกวาวัยอ่ืน ๆ จะเห็นไดจากการ
ชวยเหลือผูอน่ื ในกรณตี าง ๆ

พัฒนาการทางดา นสังคม
สวนมากจะสนใจเรื่องของการกุศลยึดถือศาสนาเปนท่ีพ่ึงพิงทางใจ บริจาค
ทรัพยสนิ เพื่อการบํารงุ ศาสนา จับกลมุ ปฏบิ ัตธิ รรม บางรายสิ่งแวดลอมและเศรษฐกจิ บงั คับ

ไมสามารถทําความตองการได ก็จะไดรับมอบหมายใหเล้ียงดูเด็กเล็ก ๆ ในบาน มีความสุข
เพลิดเพลนิ ไปกับลูกหลานประสบการณของคนชรามีคามากสําหรับหนุมสาว บุตรหลาน ตอง
ยอมรับนบั ถือเอาใจใสเหน็ คุณคา ไมเหยยี บย่าํ ดูหมน่ิ ดูแคลน ควรหางานอดิเรกใหท าํ เพ่ือใหทาน
มคี วามสุขเพลดิ เพลิน

แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 3
เร่อื ง การดูแลรกั ษาสุขภาพ

รายวิชา สุขศึกษา พลศกึ ษา รหัสวิชา ทช21002 ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้

ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 สาระการเรยี นรู้ สาระทกั ษะการดาเนินชีวิต เวลา 6 ช่ัวโมง

ครูผสู้ อน............................................... รูปแบบการสอน พบกลุ่ม/คน้ คว้าดว้ ยตนเอง

**********************************************

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและเจตคติทด่ี ี มีทกั ษะในการดแู ล และสร้างเสริมการมี

พฤติกรรมสุขภาพทด่ี ี ปฏบิ ัติจนเป็นกจิ นสิ ยั หลกี เลี่ยงพฤตกิ รรมเสยี่ งตอ่ สุขภาพ ตลอดจนส่งเสริม สุขภาพ
พลานามยั และสภาพ แวดลอ้ มท่ดี ีในชุมชน

2. ตัวชี้วัด
1. อธบิ ายหลกั การดแู ลสุขภาพเบ้อื งต้นตามหลัก 5 อ. ได้
2. อธิบายประโยชน และโทษของการออกกําลงั กายได้
3. อธบิ ายรปู แบบและวิธีการออกกําลงั กายเพอ่ี สขุ ภาพได้
4. เลือกวธิ ีการออกกาํ ลงั กายเพีอ่ สขุ ภาพให้เหมาะสมกบั สภาพรา่ งกายของแต่ละบุคคลได้

3. สาระสาคญั ของเนื้อหา
1. หลกั การดแู ลสุขภาพเบื้องต้น การดแู ลสขุ ภาพตามหลัก 5 อ.
2. การออกกาํ ลังกาย รปู แบบ และวธิ ีออกกาํ ลังกายเพ่อี สุขภาพ

4. เป้าหมายการเรยี นรู้ (ผลการเรียนรู้ท่ีคาดหวงั )
1. อธบิ ายหลกั การดูแลสุขภาพเบอ้ื งตน้ ตามหลกั 5 อ. ได้อย่างถกู ตอ้ ง (K)
2. อธิบายประโยชน์ และโทษของการออกกําลงั กายได้ถูกต้อง (K)
3. จําแนกรปู แบบและวธิ ีการออกกาํ ลงั กายเพ่ีอสขุ ภาพได้ (P)
4. เลือกวิธีการออกกําลงั กายเพ่ีอสขุ ภาพใหเ้ หมาะสมกับสภาพรา่ งกายของแต่ละบุคคลได้ (P)
5. มีใฝเุ รยี นรู้ มวี ินยั มคี วามรับผดิ ชอบ (A)

เรือ่ งที่ 1 หลักการดูแลสุขภาพเบอื้ งตน การดูแลสุขภาพตามหลกั 5 อ.
ชีวิตทม่ี ีความสุข คอื ชีวติ ท่มี ีความสะดวกสบาย นึกอยากจะทําอะไร อยากไดอะไรก็

สามารถทําไดหรือหาซื้อมาได แตน่ันคงจะไมใชความสุขท่ีแทจริง เพราะหากจิตใจไมสบาย
รางกายออนแอ เจบ็ ไขไ ดป ว ยกระเสาะกระแสะ กค็ งไมม คี วามสขุ ดังนั้นปจจัยหลักท่ีทําใหคนมี
ความสุขกต็ องเปนผทู ม่ี สี ขุ ภาพรางกายแขง็ แรง

มีคาํ แนะนาํ ทางการแพทยว า คนเราจะมสี ุขภาพดี ตอ งประกอบดวย 5 อ. คือ อาหาร
อากาศ อารมณ อจุ จาระ และออกกาํ ลังกาย ซึ่งสามารถแยกแยะได ดงั น้ี

อาหาร ควรเปน อาหารท่ีเหมาะสมกับรางกาย กินแลวใหประโยชนตอรางกาย ไมมี
โทษหรือพิษภยั หรอื มีผลขา งเคียงใหเ กดิ โรคภยั ภายหลัง

อากาศ ที่ใชหายใจเขาออก ตองเปนอากาศที่บริสุทธ์ิ ปราศจากมลพิษใดๆ เพราะ
หัวใจของคนตองการอากาศเขาไปเพื่อสูบฉีดโลหิตไปหลอเลี้ยงอวัยวะตางๆ ใหทํางาน
ตลอดเวลา อากาศบริสุทธ์ทิ ําใหรูสกึ สดชื่น มคี วามสขุ

อารมณ ผูท ีม่ อี ารมณแ จม ใส ราเริง จะมีความสุขกวาคนที่มีอารมณขุนมัว หงุดหงิด
ฉนุ เฉียว นอกจากนั้นแลวยังมีผลตอ ระบบการทาํ งานของอวัยวะตา งๆ ภายในรา งกายอกี ดว ย

อจุ จาระ คือ กากอาหาร หรือของเสยี ทีร่ า งกายยอยแลว นําสว นที่ดไี ปใช หลังจากนั้น
ก็จะขับถายออกมา หากตกคางอยูในรางกายนานเกินไปจะทําใหเกิดโรคภัยไขเจ็บได คนท่ีมี
ระบบขบั ถายทด่ี ีจะมีหนา ตาสดใส มนี ้าํ มีนวล ตรงกันขา มกับคนที่ไมคอยขับถาย หรือท่ีเรียกวา
ทองผูก

ออกกําลังกาย เปนการบริหารอวัยวะท้ังภายในและภายนอก ทําใหไดรับการ
เคลอื่ นไหว ชวยใหเกิดการเสริมสรางสวนท่ีขาดหรือลดสวนที่เกิน ชวยในการทํางานของหัวใจ
ปอด ฯลฯ คนท่ีไมออกกําลังกายจะเปนคนออนแอ ขาดภูมิตานทาน เจ็บปวย เชื้อโรคเขาสู
รา งกายไดง า ย

เรอ่ื งที่ 2 การออกกาํ ลงั กาย รปู แบบและวธิ กี ารออกกําลังกายเพอื่ สุขภาพ
2.1. ประโยชนข องการออกกําลงั กาย
1. ทางดา นรา งกาย
1. ชวยเสริมสรางสมรรถภาพทางดานรางกายใหเปนผูที่แข็งแรง

มปี ระสทิ ธิภาพในการทาํ งาน สรางความแขง็ แกรงของกลา มเน้ือ
2. ชวยทําใหระบบตางๆ ภายในรางกายเจริญเติบโต แข็งแรง

มีประสิทธภิ าพในการทํางาน อาทิ ระบบการไหลเวียนเลือด ระบบหายใจ และระบบการยอย
อาหาร เปน ตน

2. ทางดานอารมณ
1. ชว ยสามารถควบคมุ อารมณไ ดเ ปน อยา งดีไมวาจะอยูใ นสภาพเชนไร
2. ชวยใหคนที่มอี ารมณเบกิ บาน ยม้ิ แยมแจมใส
3. ชวยผอนคลายความตงึ เครียดทางสมอง และอารมณไดเ ปน อยา งดี

3. ทางดา นจิตใจ
1. ชวยใหเปน คนทีม่ จี ติ ใจบริสุทธ์มิ องโลกในแงด ี
2. ชวยใหเปน คนทม่ี ีจติ ใจเขม แขง็ กลา เผชญิ ตอ ปญหาอปุ สรรคตาง ๆ
3. ชว ยใหเกิดความเช่ือมั่น ตดั สินใจไดด ี

4. ทางดานสังคม
1. เปนผทู มี่ รี ะเบยี บวนิ ัย สามารถอยูในสภาพแวดลอมตางๆ ได
2. เปนผูที่เขากับสังคม เพ่ือนฝูง และบุคคลท่ัวไปไดเปนอยางดี

ไมป ระหมา หรือเคอะเขนิ
3. เปนผูที่ชวยสรางความสัมพันธอันดีระหวางสังคมตอสังคม และ

ประเทศตอ ประเทศ

2.2. โทษของการออกกาํ ลังกาย
1. การที่ไมย ืดกลา มเนื้ออยา งเพยี งพอ สาํ หรบั การยืดกลา มเน้อื ทันทีหลังจาก

ทมี่ กี ารออกกําลงั กาย โดยการเตน แอโรบคิ และการท่ยี ืดกลามเนื้อ ตอนท่ีกลามเน้ือยังคงอบอุน
รวมท้ังยงั ยดื หยุนนัน้ มนั สามารถท่ีจะชว ยในการปอ งกนั อาการบาดเจบ็ ไดเ ชนกนั

2. การใชน้ําหนักที่มากไป ตอนท่ีทําการยกนํ้าหนักไมควรที่จะยกนํ้าหนัก
จํานวนที่มากเกินไป หรือเกินขีดความสามารถของกลามเน้ือตนเอง ควรที่จะยกนํ้าหนักแบบ
คอ ยเปนคอยไปจะมีประโยชนมากกวารวมถึงมคี วามปลอดภัย

3. การทีไ่ มอ บอนุ รางกายกอนท่ีจะออกกําลังกาย เพราะวากลามเน้ือคนเรา
นั้น ก็จะตองมีการปรับตัวกอนที่จะมีการออกกําลังกาย เพราะฉะน้ันก็ควรจะมีการเร่ิมออก
กําลังกายในแบบชา ๆ กอน จากนั้นกค็ อ ยเพม่ิ ความหนักไปเรือ่ ย ๆ เพอ่ื ใหร า งกายมีการปรับตัว

4. พยายามอยาผอนคลายกลามเนื้อหลังจากท่ีมีการออกกําลังกาย
พอหลังจากทมี่ ีการออกกําลังกายตาง ๆ แลว กใ็ หใชเวลาประมาณ 3 -5 นาที เพ่อื ที่จะลดอัตรา
การเตนของหวั ใจ รวมทงั้ ยดื กลามเนอื้ ดว ย

5. การออกกําลังกายที่หักโหมมากเกินไป ควรจะมีการออกกําลังกายอยูใน
ระดับทปี่ านกลาง ซึง่ กจ็ ะมีคุณภาพมากกวา การออกกําลงั กายแบบหักโหม

2.3. รปู แบบและวธิ กี ารออกกาํ ลงั กายเพอ่ื สขุ ภาพ
การเคล่ือนไหว การออกกําลงั กายและการเลนกฬี า เปนการกระทําท่ี

กอ ใหเกิดการเปลีย่ นแปลงของระบบตา งๆ ภายในรางกาย เปนผลดตี อ สุขภาพรางกาย ประเภท
ของการออกกาํ ลงั กายมี 5 ประเภท คอื

1. การออกกําลังกายแบบเกร็งกลา มเนื้ออยูก บั ที่ ไมมกี ารเคลอ่ื นไหว ซึ่งจะ
ไมม กี ารเคล่ือนที่หรอื มีการเคล่ือนไหวของรางกาย อาทิ การบบี กําวัตถุ การยืนตน เสา หรือ
กาํ แพง เหมาะกบั ผทู ท่ี ํางานน่ังโตะเปน เวลานานจนไมม ีเวลาออกกําลงั กาย แตไมเหมาะสมกบั
รายทเี่ ปนโรคหัวใจ หรือโรคความดนั โลหิตสูง เปน การออกกําลงั กายที่ไมไดชวยสง เสรมิ
สมรรถภาพทางกายไดอ ยางครบถวน

2. การออกกาํ ลงั กายแบบมกี ารยดื – หดตัวของกลา มเนอื้ สวนตา ง ๆ ของ
รางกายขณะทอ่ี อกกําลงั กาย อาทิ การวดิ พื้น การยกน้าํ หนกั การดึงขอ เหมาะกับผูที่มีความ
ตองการสรางความแขง็ แรงกลา มเนอ้ื เฉพาะสวนของรางกาย อาทิ นักเพาะกาย หรือนกั ยก
นา้ํ หนัก

3. การออกกําลังกายแบบใหก ลามเนอ้ื ทาํ งานเปน ไปอยางสม่าํ เสมอ ตลอด
การเคลอื่ นไหว อาทิ การถีบจกั รยานอยูกับที่ การกา วขน้ึ ลงแบบขั้นบันได หรอื การใชเ ครอื่ งมอื
ทางชีวกลศาสตร เหมาะกับการใชท ดสอบสมรรถภาพทางกายของนกั กีฬา หรือผูทีม่ ีความ
สมบรู ณทางรางกายเปน สวนใหญ

4. การออกกําลังกายแบบไมต อ งใชออกซเิ จนในระหวา งท่มี กี ารเคลือ่ นไหว
อาทิ ว่ิง 100 เมตร กระโดดสงู ปฏบิ ัตกิ ันในหมูน กั กีฬาทีท่ าํ การฝก ซอมหรอื แขง ขนั จึงไมเหมาะ
กับบคุ คลท่วั ไป

5. การออกกําลังกายแบบใชอ อกซเิ จน คือ เปนลกั ษณะที่มกี ารหายใจ
เขา – ออก ในระหวางท่ีมีการเคลอ่ื นไหว อาทิ การวง่ิ เหยาะ ๆ การเดนิ เรว็ หรอื การวา ยน้ํา

2.3.1. หลกั การและรปู แบบการออกกาํ ลงั กายเพอ่ื สุขภาพ
หลักการออกกําลงั กายเพอื่ สุขภาพ คอื การออกกาํ ลงั กายที่

เสรมิ สรางความอดทนของปอด หวั ใจ ระบบไหลเวียนเลือด ความเขม แข็งของกลา มเนอ้ื และ
ขอ ตอ จะชวยทาํ ใหร า งกายแขง็ แรง สมบูรณ สงางามและคุณภาพจิตดี

1. การเดินเรว็ จะใชพ ลังงานมากหรือนอ ยขึ้นกับนํา หนักความเร็ว
และการแกวงแขนวาแรงเพยี งใด การเดินดวยความเร็วประมาณ 6 กิโลเมตร/ชัว่ โมง จะเผา
ผลาญพลังงานไปประมาณ 440 กิโลแคลอรี ผทู ่ีมนี าํ้ หนักมากจะเผาพลงั งานมากกวา ผูที่
นาํ้ หนักนอย การเดนิ บนพ้ืนราบจะใชพลังงานมากกวาเดินบนสายพาน

วธิ กี ารออกกาํ ลงั กายโดยการเดนิ
อาจจะนดั กันเดินตามสวนสาธารณะเปนกลุม หรืออาจจะเขารวมกับ
กลมุ ทเ่ี ขา เดินเปนประจํา กาํ หนดจุดหมายทีจ่ ะถึงหรือกําหนดเวลาทจ่ี ะเดินแลว จงึ เดินไปพรอม ๆ
กัน ทางเดินท่ีดีควรจะมีเนินสูงตํ่าและไมรอน

ประโยชนข องการเดนิ เรว็ ๆ
1. การเดนิ สปั ดาหล ะ 1-3 ช่ัวโมงจะลดการเกดิ โรคหัวใจไดรอ ยละ 30
2. การเดนิ สปั ดาหล ะ 3 ช่ัวโมง จะลดการเกิดโรคหัวใจไดร อ ยละ 35
3. การเดนิ สปั ดาหละ 5 ชั่วโมงจะลดการเกดิ โรคหวั ใจไดรอยละ 40
4. การเดนิ เรว็ ๆ จะมอี าการปวดขอเทาและขอเขานอยกวาการว่ิง
5. การเดินเรว็ ๆ วันละ 20 - 60 นาที สปั ดาหล ะ 3 ครง้ั จะลดความ
ตงึ เครียด
2. การวิง่ เหยาะ การวิ่งเหยาะ คอื การวิ่งท่ีไมตอ งการความเร็ว
เปน การวิ่งแบบเบาๆ ไมห กั โหม การว่งิ เปนกฬี าและการออกกําลงั กายทชี่ วยใหส ขุ ภาพดขี ึน้
เชน ความดันโลหติ ลดลง นํ้าตาลในโลหิตทส่ี งู กล็ ดลง อาการปวดขอหรือปวดกระดูกในผหู ญิง
วัยหมดประจําเดอื นหายไปอาการปวดแนนหนาอกกไ็ มเกดิ ข้ึนอกี

รองเทา ทใ่ี ชวงิ่ จะตองมีพนื้ รองสน เทา น่มิ หรือเสริมท่ีรองสนเทา
เปนยางนิม่ มากๆ และพ้นื รองเทา ควรมี สว นโคง นนู ขึ้นสําหรับอุมเทา หลีกเลยี่ งการว่ิงบนพ้นื ท่ี
แข็ง การว่ิงบนพน้ื ดินดกี วาการว่งิ บนพน้ื ยาง พ้นื ยางดีกวาคอนกรตี การวง่ิ บนพน้ื หญาดี แต
อาจจะมีหลุม หนิ หรอื สิ่งอ่ืนๆ ทเ่ี ปนอันตรายตอรา งกาย ไมควรว่ิงแบบออกแรงกระแทกทส่ี น
เทา เขา ขอ เทา เทา และน้ิวเทา

การปฏิบตั กิ อ นและหลังการวงิ่
ควรมกี ารอบอนุ รา งกายกอ นการวงิ่ ทกุ ครง้ั การอบอุนรางกายจะ
ชว ยใหก ลา มเนื้อทต่ี งึ ตวั ออนตวั ลงบาง เพ่ือเผชิญกบั การถกู ยืดหรือเหยียบอยางกะทันหนั
ในขณะว่งิ ทาํ ใหเกิดความ คลองตวั ยืดหยุนและอดทนไดด ี เสีย่ งตอการเกดิ การบาดเจบ็ ไดน อย
ที่สดุ
1. การยดื กลามเนื้อตน ขา (Hamstring stretch)
2. การยืดกลามเนื้อนอง (Calf stretch) การยดื กลามเนือ้ นอ ง
เพ่ือใหพรอมสาํ หรับการวง่ิ นัน้ สามารถปฏิบตั ิไดดังน้ี ยืนหันหนาเขา ฝาผนัง กา วเทาขวามา
ขา งหนา งอเขาขวา พรอ มกบั ยกมอื ท้ังสองยันผนงั ไวใ นระดับหนาอก เหยยี ดขาซา ยใหต งึ จะ
รูสกึ วา กลามเนื้อนอง ทข่ี าขา งซายเกดิ อาการตึงตัว คางไวประมาณ 10 วนิ าที จึงเปล่ียนสลบั
ปฏบิ ัติกับขาอกี ขางหนง่ึ บาง ทําซํา้ ประมาณ 8 ครงั้ จะชวยใหก ลา มเน้ือนอ งพรอมสาํ หรับที่จะ
ออกกําลงั กายในการวิง่ ตอ ไป
3. การข่จี ักรยาน การข่ีจกั ยานอยูกับทไ่ี ดร ับความนิยมอยา ง
แพรห ลาย เนอ่ื งจากสามารถออกกาํ ลงั กายไดท กุ สภาพอากาศ และสามารถปรับระดับความฝด
หรือความตานทานไดต ามสภาพของผทู ่อี อกกาํ ลังกาย การออกกําลังกายแตละครงั้ ควรใชเ วลา
ประมาณ 40 นาที การออกกาํ ลงั กายโดยการข่จี ักรยานสามารถกระทําไดท ุกอายุ และทุกสภาพ
ความแขง็ แรง เปน การออกกาํ ลังกายทไี่ มทาํ ใหข อ เขาเสื่อมเพ่มิ ข้นึ ปกตจิ ะใชพลังงานประมาณ
500 กโิ ลแคลอรี่ ตอ 45 นาที

ขอดีของการข่ีจกั รยาน
1. ทาํ ใหห วั ใจแขง็ แรง
2. ทาํ ใหก ลามเนื้อแข็งแรง
3. สามารถออกกาํ ลงั กายไดท ั้งป ทกุ สภาพอากาศ

4. สามารถออกกําลังกายไดโ ดยลําพงั คนเดยี ว
5. การขี่จกั รยานไมต องใชทกั ษะ
ขอ แนะนําในการขจี่ กั รยาน
1. ปรึกษาแพทยก อ นออกกาํ ลังกาย
2. กอ นจะขจี่ ักรยานตอ งเรียนรอู ุปกรณแ ละวิธีการขใ่ี หถูกตอ ง
3. ปรบั เบาะ มอื บังคบั ใหไดระดบั เหมาะสม ความสงู ของเบาะนั่ง
ตองเหมาะสมคอื เมอื่ นงั่ บนเบาะ เทาท่วี างบนบันไดท่ีตํา่ เขาจะงอเลก็ นอยโดยทาํ มมุ ประมาณ
5 องศา หากต้งั เบาะต่ําไปอาจจะทําใหปวดเขาเมอ่ื ข่ีจักรยาน
4. ตองตรวจขอ ลอ็ กตา งๆ วาอยูในตําแหนงที่ถูกตองและ
แนน หนา
5. วธิ ีทดสอบอีกวิธีหนง่ึ คือใหวางสนเทา บนบันไดขั้นตาํ่ สดุ เขา จะ
เหยียดตรงพอดี
6. ความสงู ของมือจบั ปรบั ใหพอดี โดยปรบั ใหส งู แลว คอยเลอ่ื น
ตํ่าลงมา ตําแหนงท่ีเหมาะสมคอื ขอ ศอกงอเล็กนอ ย ระยะหา งพอดี และจบั สบายไมปวดหลงั
การปรบั นีผ้ ูข ีต่ องปรบั ใหพอดกี ับตวั เอง
7. การเลือกรองเทา ไมควรใชร องเทาสําหรบั วง่ิ หรอื รองเทาสําหรับ
การเตนแอโรบิค เพราะพ้นื รองเทา นุมเกินไป พ้ืนรองเทาสําหรับขี่จักรยานควรจะแขง็ พอสมควร
เพ่ือจะไดข ่ีจกั รยานอยางมีประสทิ ธิภาพ

กอนออกกําลังกายใหอ บอนุ รา งกายโดยการขีจ่ ักรยานแบบไมม ี
ความฝด 5-10 นาทหี ลงั จากนนั้ จึงเพม่ิ ความฝดและเพิ่มความเร็วโดยทไี่ มเหนอ่ื ยหรือไมปวด
กลามเนือ้ สาํ หรบั ผูท ี่เปน โรคหัวใจหรอื ความดันโลหิตสงู ควรติดตามการเตนของหวั ใจ สาํ หรับผู
ทเ่ี รม่ิ ข่ีควรจะขี่ดวยความเรว็ ไมม ากและความฝดไมม าก เมอ่ื รางกายแขง็ แรงจึงเพิ่มความฝด
และความเร็ว หากมอี าการเวียนศรี ษะ หนา มืด เจ็บหนาอก ใหหยุดขี่ และบอกคนใกลช ิด

4. การเลน โยคะ โยคะ คือ การบรหิ ารกาย ลมหายใจ และ
การผอ นคลาย โดยเวนหรอื ขา มสวนทเี่ ปนการฝก จติ โดยตรง ขณะเดียวกันยังคงแฝงนยั แหง
การฝก จติ โดยออมอยอู ยา งครบถว น

ขอ ควรปฏบิ ตั ิสําหรบั การเลน โยคะ
1. เตรยี มอปุ กรณส ําหรบั การฝก ใหพรอม
2. สถานท่ีฝกควรจะเงียบไมมีเสียงรบกวน เสียงดังจะทําให

เกิดความเครียด สถานท่ีควรจะสะอาด ไมมีแมลงหรือสิ่งรบกวนอ่ืนๆ อากาศถายเทสะดวก
พน้ื ท่ฝี กควรจะเปน พ้นื เรียบ

3. การเตรียมตวั ควรจะสวมเสื้อผาท่ีพอดีกับตัวไมหลวมหรือ
คับเกนิ ไป ไมค วรจะรับประทานอาหารอ่มิ กอนฝก หรอื ไมควรจะปลอ ยใหห ิวมากเกินไป ควรจะ
รับประทานอาหารออ นกอ นการฝกสัก 1 ช่ัวโมง และควรจะถา ยใหเ รยี บรอ ยกอ น
การฝก

4. หากทา นมโี รคประจาํ ตวั หรือมีอาการเวียนศีรษะบอยๆตอง
แจง ครฝู ก ขณะไมส บาย เชน ไขหวดั ก็ควรจะงดฝก ขณะมีประจาํ เดือนใหห ลีกเล่ียงทาท่ียืนดวย
ไหล มอื หรอื ศีรษะ

5. ผูท่มี ีโรคความดนั โลหิตสูงหรือตํา่ ควรจะหลีกเล่ียง
ทา ทีย่ นื ดวยไหล มอื ศรี ษะ ทา ทตี่ องกม

6. ในการฝกใหเริ่มจากทางาย ๆ กอน และอาจจะตองมี
อุปกรณชวยในการฝกใหมๆใหลืมตาเพื่อจัดทาใหถูกตอง ไมจําเปนที่ตองฝกทุกทาและไม
จําเปนตองเปรียบเทียบกับผอู ่ืน

7. ในการฝกใหมๆ ยงั ไมตอ งกังวลเรื่องการหายใจ ใหจ ดั
ทา ใหถ ูกตองกอ น

8. การหายใจใหหายใจทางจมูก ไมควรหายใจทางปาก
ฝกการหายใจเขาออกยาวๆ ลึกๆ ชา

9. การฝกท่ีจะใหผ ลดีคือ ตองมที า ทถ่ี กู ตอ ง การหายใจ
ทถ่ี กู ตอง การฝก จิตท่ถี ูกตอง

5. การออกกําลงั กายแบบแอโรบิค เปน กิจกรรมที่ไดร ับการ
ยอมรับ และเปนทน่ี ยิ มกันอยา งแพรหลายทัว่ โลก โดยยึดหลกั ปฏิบตั ิงา ย ๆ ดังนี้

1. ความหนัก (Inlensity) ควรออกกําลังกายใหหนักถึง
รอยละ 70 ของอัตราการเตนสูงสุดของหัวใจแตละคน โดยคํานวณไดจากคามาตรฐานเทากับ
170 ลบดวยอายุของตนเอง คาท่ีไดคืออัตราการเตนของหัวใจคงที่ที่เหมาะสม ท่ีตองรักษา
ระดบั การเตน ของหัวใจนี้ไวชวงระยะเวลาหนึง่ ทอี่ อกกําลงั กาย

2. ความนาน (Duration) การออกกาํ ลังกายอยา งตอ เนอ่ื ง
อยา งนอ ยครัง้ ละ 20 นาทขี ้นึ ไป

3. ระยะผอ นคลายรางกายหลงั ฝก (Cool Down)
ประมาณ 5 นาที เพื่อยืดเหยียดกลามเนอ้ื และความออ นตัวของขอ ตอ รวมระยะเวลาทอี่ อก
กาํ ลงั กายติดตอกนั อยา งนอ ยวันละ 20 – 30 นาที

6. วายนํา
ประโยชนของกีฬาวายนาํ้
การวา ยนํา้ ทําใหเกดิ ความปลอดภยั การวายนํ้าเปนกิจกรรม

สําหรับการพกั ผอ นหยอ นใจ สนกุ สนานเหมาะสมสาํ หรบั สมาชิกทกุ คน ซ่ึงมีดาน
ตาง ๆ ดังตอไปนี้

1. ดานสรรี ศาสตร ชว ยพฒั นาสขุ ภาพรา งกาย เชน
กลา มเนอ้ื ขอ ตอ ปอด หวั ใจ และระบบตา ง ๆ ไดบ ริหาร เคลื่อนไหวอยางสม่ําเสมอ รกั ษา
ความแขง็ แรงมีประสทิ ธิภาพในการทาํ งานดีขน้ึ

2. ดานนนั ทนาการ ชว ยบคุ คลในการใชเวลาวา งใหเปน
ประโยชน ทาํ ใหส นกุ สนาน เกดิ คุณคา

3. ดานสังคม ใหค ุณคา ท่ีดแี กเยาวชนบุคคล สมาชกิ ใน
ครอบครัวได พักผอ นอยา งมีความสขุ สนุกสนานรวมกัน ประชาชนทุกวยั ไดสมาคมกนั
ชวยเหลือกัน

4. ดานความปลอดภัย สามารถทจี่ ะชว ยตัวเองใหเกดิ ความ
ปลอดภยั ได ทกุ คนควรฝก วา ยนาํ้ ใหเปน และเรียนรวู ธิ กี ารชว ยเหลอื ตนเองและบคุ คลอนื่

5. ดา นกิจกรรมพเิ ศษ ชวยบําบัดจิตใจและรา งกายใหก บั
บคุ คลท่ไี มส มบูรณท างกาย เชน ตาบอด อัมพาต เปนงอ ย พิการ และผูบ าดเจบ็ ที่จะตอ งใช
การวา ยนาํ้ เขาชวยเหลือแกไข เพอื่ ฟน ฟูสภาพผิดปกตใิ หกลบั สสู ภาพท่ีดขี น้ึ

6. ดา นการแขง ขนั วา ยน้าํ จะมกี ารแขงขนั กันเพือ่
เปรียบเทียบทักษะระหวางสมาชกิ ดว ยกัน มคี วามรูสึกวา มีความสนุกสนานเพลดิ เพลิน
เกิดแรงจงู ใจท่จี ะนาํ ไปสูการเขา รวมการแขง ขันในรายการตา ง ๆ

7. ดานสตปิ ญ ญาของมนุษยและพฒั นาขน้ึ เม่อื ไดม กี าร
เรยี นรู หรือมีประสบการณใ หม ๆ ผานเขา มา มนุษยไ ดใชค วามคดิ ในการวินิจวิเคราะห

เพอ่ื พฒั นาทักษะใหดีขนึ้ วายน้ําเปนกฬี าทีต่ อ งอาศยั ความรู ความเขาใจ และทกั ษะ
หลาย ๆ อยางประกอบกนั

8. ดา นอารมณ ทําใหส นกุ สนานเพลดิ เพลนิ ในขณะ
วา ยนํ้าก็ทาํ ใหผูเลนมสี มาธิอยกู ับการเคลอื่ นไหวในนาํ้ ทาํ ใหส บายใจ หากวา ยน้าํ เปนระยะ
เวลานานจนรางกายมสี มรรถภาพดีแลวจะทําใหอ ารมณมัน่ คงไปดวย

ออกกาํ ลงั กายกันเถอะ

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4
เรือ่ ง สขุ ภาพทางเพศ

รายวิชา สุขศกึ ษา พลศกึ ษา รหสั วิชา ทช21002 ระดับ มัธยมศึกษาตอนตน้
ภาคเรยี นท่ี 1 ปีการศึกษา 2563 สาระการเรยี นรู้ สาระทกั ษะการดาเนนิ ชีวิต เวลา 6 ช่ัวโมง
ครูผูส้ อน...............................................รูปแบบการสอน พบกลุ่ม/คน้ ควา้ ด้วยตนเอง

**********************************************

1. มาตรฐานการเรียนรู้
มีความรู้ ความเข้าใจ มีคณุ ธรรม จริยธรรมและเจตคติท่ดี ี มที ักษะในการดแู ล และสร้างเสรมิ การมี

พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ปฏิบัติจนเป็นกิจนิสัย หลีกเลีย่ งพฤติกรรมเสย่ี งตอ่ สขุ ภาพ ตลอดจนส่งเสริม สขุ ภาพ
พลานามัยและสภาพแวดล้อมท่ดี ใี นชมุ ชน

2. ตัวชี้วัด
1. ผู้เรียนมีความรู้และสามารถอธิบาย การคุมกําเนิด การท้องไม่พร้อม การทําแท้ง และการติดเช้ือ

HIVS ได้
2. อธิบาย ระบุการเปลย่ี นแปลงเมือ่ เข้าวยั หนุ่มสาวและการนาํ ความร้ไู ปใช้
3. อธบิ ายวธิ กี ารหลกี เล่ียงพฤติกรรมที่นําไปสู่การมเี พศสัมพนั ธ์ การล่วงละเมิดทางเพศและการ

ตัง้ ครรภ์ที่ไม่พงึ ประสงค์
4. อธบิ ายวธิ กี ารดูแลสุขภาพทางเพศท่เี หมาะสมและไม่ทําให้เกดิ ปญ๎ หาทางเพศ

3. สาระสาคัญของเนอ้ื หา
1. การคมุ กําเนิด
2. การท้องไม่พรอ้ ม
3. การทําแท้ง
4. การตดิ เชือ้ HIVS

4. เปา้ หมายการเรยี นรู้ (ผลการเรียนรทู้ ี่คาดหวงั )
1. อธบิ ายรูปรา่ ง ส่วนประกอบ ความแตกต่าง ระบบการทํางาน อวัยวะเพศได้ (K)
2. อธบิ าย ระบุการเปลยี่ นแปลงเม่ือเข้าวยั หนุม่ สาวและการนาํ ความรู้ไปใช้ (K)
3. อธบิ ายวธิ กี ารหลกี เล่ียงพฤติกรรมท่นี าํ ไปสกู่ ารมเี พศสัมพันธ์ ทาํ ให้ตั้งครรภ์ท่ีไม่พึงประสงค์ (P)
4. อธบิ ายวธิ กี ารดูแลสขุ ภาพทางเพศทเ่ี หมาะสมและไม่เกิดป๎ญหาทางเพศ (P)
5. มคี วามใฝเุ รยี นรู้ มวี นิ ยั มีความรบั ผิดชอบ (A)

สุขภาพทางเพศ
การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษยน้ัน หมายถึง การเจริญเติบโตและ
พัฒนาการทางรางกายและจิตใจควบคูกันไปตลอด เร่ิมตั้งแต วัยเด็ก วัยแรกรุน วัยผูใหญ
ตามลําดับ
โดยทั่วไปแลว การเจริญเติบโตและพัฒนาการทางรางกายของคนเราจะส้ินสุดลง
เม่ือมีอายุประมาณ 25 ป จากวัยนี้อวัยวะตาง ๆ ของรางกายเร่ิมเส่ือมลงจนยางเขาสูวัยชรา
และตายในทสี่ ดุ สวนการเจริญเตบิ โตและพัฒนาการทางจิตใจน้ันไมมีขีดจํากัด จะเจริญเติบโต
และพฒั นาเจรญิ งอกงามข้นึ เร่ือย ๆ จนกระทั่งเขา สูวัยชรา
วิธีปฏบิ ัติเพื่อการมสี ขุ ภาพทางเพศท่ีดี

1 การคมุ กําเนิด
การคุมกาํ เนดิ เปน วธิ ีการปฏิบตั ิเพ่ือปองกนั การต้งั ครรภ มีวิธีการ ดังนี้

1.1. การใชถงุ ยางอนามัย ถุงยางอนามัยมลี ักษณะเปน ถงุ ท่ที ําดว ยยางบางๆ
ยืดได ใชส วมอวัยวะเพศชายขณะท่ีแขง็ ตวั พรอ มทจี่ ะรว มเพศ

1.2. การรบั ประทานยาเม็ดคมุ กาํ เนิด
1. แบบ 21 เม็ด ยาเม็ดในแผงจะประกอบดวยฮอรโมนทั้งหมด

การเร่มิ รบั ประทานยาเมด็ แรกใหเ ร่มิ ตรงกบั วนั ของสัปดาหทรี่ ะบแุ ผงยา เชน ประจําเดือนมาวัน
แรกคือวนั ศกุ ร ก็เรม่ิ กนิ ที่ “ศ” หรือวนั ศกุ ร โดยรับประทานวันละ 1 เม็ดเปนประจําทุกวันตาม
ลกู ศรชจ้ี นหมดแผง หลงั จากนั้นใหห ยดุ ใชย า 7 วนั เมื่อหยุดยาไปประมาณ 2-3 วันก็จะมีเลือด
ประจําเดือนมาและเมื่อหยุดจนครบ 7 วันแลวไมวาเลือดประจําเดือนจะหมดหรือไมก็ตามให
เรมิ่ แผงใหมท ันที

2. แบบ 28 เม็ด ยาเม็ดในแผงหนึ่งจะประกอบดวยฮอรโมน 21 เม็ด
และสวนที่ไมใชฮอรโมนอีก 7 เม็ด ซึ่งมักจะมีขนาดเล็กหรือใหญกวา 21 เม็ดแรก การเริ่ม
รับประทานยาแผงแรกใหเริม่ รับประทานยาในวันแรกที่ประจําเดือนมา โดยรับประทานยาเม็ด
แรกในสวนท่ีระบุวาเปนจุดเริ่มตน 1 แลวรับประทานทุกวันตามลูกศรชี้จนหมดแผง โดยเมื่อ
รับประทานหมดแผงแลว ใหรับประทานยาแผงใหมตอไปเลยทันทีไมวาประจําเดือนจะหมด
หรอื ยงั ก็ตาม วิธีรับประทานแบบ 28 เม็ดจะคอนขางสะดวกกวาแบบ 21 เม็ด ท่ีไมตองจดจํา
วันท่ตี องหยุดยา ถาลืมรับประทาน 1 เม็ด ใหรับประทานทันทีเม่ือนึกได และรับประทานเม็ด
ตอไปเวลาเดมิ ถา ลืมรับประทาน 2 เมด็ ใหรับประทานยาวันละ 2 เม็ด ติดตอกันไปเปนเวลา 2
วนั โดยแบงรบั ประทานตอนเชา 1 เม็ด ตอนเยน็ 1 เม็ด และใชว ิธีการคุมกําเนิดแบบอ่ืนรวมดวย
เชน ใชถ งุ ยางอนามัยเปน เวลา 7 วัน ถา ลืมรบั ประทาน 3 เม็ดข้นึ ไป ควรหยุดยาและรอใหเลือด
ประจาํ เดอื นมากอ นแลว คอยเรมิ่ แผงใหม และใชว ิธีการคุมกาํ เนิดแบบอื่นรว มดวย

3. แบบรับประทานหลังรวมเพศภายใน 24 ชั่วโมง แตเดือนหน่ึงไม
ควรใชเกนิ 4 ครั้ง ยานใ้ี ชก นิ ทนั ทหี รือภายใน 24 ช่วั โมงหลงั รว มเพศ และควรกินยาอีกหนึ่งเม็ด
ในเวลา 12 ชวั่ โมง

1.3. การฝงยาเม็ดคุมกาํ เนิดใตผ ิวหนัง ยาประเภทนีม้ สี วนประกอบของ เอสโตร
เจนสงู มฤี ทธท์ิ าํ ใหไขทผี สมแลวไมสามารถฝงตวั ไดใ นผนังมดลกู เปน ยาเม็ดคุมกําเนดิ ชนดิ
ฝงไวใตผ วิ หนังบรเิ วณดา นใตทอ งแขนของฝา ยหญิง มลี ักษณะเปน แคปซูลเล็กๆ 6 อนั ยาจะซึม
จากแคปซลู เขาสูรางกายอยางสมํา เสมอ สามารถคุมกาํ เนดิ ไดน านถงึ 5 ป

1.4. การใสห ว งอนามัย ใชโ ดยการใสไวในโพรงมดลกู ซงึ่ แพทยจะเปน ผใู ส
หวงให สามารถคุมกําเนิดได 3-5 ป แลวจึงมาเปล่ียนใหมแตก็มีบางชนิดท่ีตองเปล่ียนทุก ๆ
2 ป วิธนี ไ้ี มเหมาะสําหรบั ผูหญิงทีย่ งั ไมเ คยมบี ตุ ร

1.5. การฉดี ยาคุมกาํ เนดิ ใชก ับผูหญงิ ฉีดครง้ั หนึง่ ปอ งกนั ไดนาน 3 เดอื น อา
จมีขอ เสยี อยบู างคอื เม่อื ตองการมีบตุ รอาจตอ งใชเ วลานานกวา จะตง้ั ครรภ และไมเ หมาะ สาํ ห
รับผทู มี่ ีประจําเดือนมาไมส มาํ เสมอ

1.6. การนบั ระยะปลอดภยั คอื นบั วันกอ นประจําเดือนมา 7 วนั และหลัง ประ
จําเดือนมา 7 วัน เพราะไขยงั ไมส กุ และเยอ่ื บโุ พรงมดลูกกาํ ลงั เปลยี่ นแปลง แตถา ประจาํ เดือน
มาไมแ นน อน การคุมกําเนดิ วิธนี ้อี าจผดิ พลาดได

1.7. การหลง่ั อสจุ ภิ ายนอก คอื การหลัง่ นาํ อสุจิออกมานอกชองคลอด แตก ็ อา
จมนี าํ อสจุ ิบางสวนเขาไปในชองคลอดได วิธีนี้จงึ มโี อกาสตัง้ ครรภไ ดสูง

1.8. การผา ตดั ทาํ หมัน
1. การทาํ หมนั ชาย ทําโดยแพทยใ ชเวลาประมาณ 10 นาที หลังทําหมัน

ชายแลวจะตอ งคุมกําเนดิ แบบอ่นื ไปกอ น ฝา ยชายจะหลง่ั น้าํ อสจุ ปิ ระมาณ 15 คร้ัง แลวน้ําอสุจิ

คร้งั ท่ี 15 หรือมากกวาไปใหแ พทยต รวจวา ยังมตี วั อสุจหิ รอื ไม ถา แพทยตรวจวาไมมีตัวอสุจิแลว
ก็สามารถมีเพศสัมพันธไ ดโ ดยไมตองใชการคมุ กาํ เนดิ แบบอื่นอกี


Click to View FlipBook Version