The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

Media book สรุปเนื้อหา สุขศึกษา และพลศึกษา ทช21002

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prapaipakrt, 2020-06-28 06:34:01

Media book สรุปเนื้อหา สุขศึกษา และพลศึกษา ทช21002

Media book สรุปเนื้อหา สุขศึกษา และพลศึกษา ทช21002

เรือ่ งที่ 1 ปญ หา สาเหตุของการเกดิ อบุ ตั ิเหตุ อบุ ัตภิ ัย และภยั ธรรมชาติ

กกกกกกกกสาเหตทุ ี่ทาํ ใหเ กิดอบุ ตั เิ หตแุ ละอุบตั ภิ ยั
กกกกกกกกอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย (Accident) หมายถึง เหตุการณอันตรายท่ีเกิดข้ึนโดยไมได
ต้ังใจ หรอื คาดคิดมากอน ทาํ ใหเ กดิ ความเสียหายแกทรัพยสิน บุคคลไดรับอันตรายทั้งรางกาย
และจิตใจ อาจบาดเจ็บ พกิ าร หรอื รุนแรงถึงขน้ั เสียชวี ิตได

การเกิดอบุ ัติเหตุหรืออุบตั ิภัยในชีวติ ประจาํ วนั อาจเกิดขึน้ ไดจ ากสาเหตุ ดังนี้
1. สาเหตุท่ีเกิดจากบุคคล คนอาจเปนสาเหตุทําใหเกิดอุบัติเหตุหรืออุบัติภัย
ในลกั ษณะตาง ๆ ดงั น้ี

1.1. สภาพรางกายและจิตใจไมอยูในภาวะปกติ ผูท่ีรางกายทรุดโทรม เชน
ออ นเพลยี เหน็ดเหนือ่ ย เจบ็ ปว ย หรือผทู ี่มึนเมาจากการดม่ื สุราหรอื ยากระตนุ ประสาท เปนตน
จะมีผลทาํ ใหควบคุมสติของตนเองไดไ มดี จะมโี อกาสเกดิ อุบัติเหตุ อุบัติภยั ไดงา ย

1.2. เกิดจากคนขาดความรูและความชํานาญหรือประสบการณ ผูท่ีใช
เคร่ืองจกั รเคร่ืองยนตในขณะทํางานนน้ั ถา หากขาดความรูความชํานาญหรือมีประสบการณไม
เพียงพอจะเปน เหตใุ หเ กดิ อบุ ตั เิ หตุ อบุ ตั ภิ ยั ไดงา ย

1.3. เกิดจากคนมีความประมาท คนสว นใหญม ีนสิ ยั รกั ความสะดวกสบาย หาก
อันตราย ยังไมเกิดขึ้นมักจะคิดวา "ไมเปนไร" และบางคนมีนิสัยชอบความเส่ียง เชน ชอบ
เผอเรอ สะเพรา ขาดความรอบคอบ เหลา นเี้ ปน เหตุใหเกิดอบุ ตั เิ หตุ อบุ ตั ภิ ยั ได

1.4. เกิดจากคนไมปฏิบัติตามคําเตือน กฎ ระเบียบ ขอบังคับ คนบางคน
ไมเห็นความสําคัญของกฎระเบียบ ขอบังคับหรือคําเตือนตางๆ มักจะเปนเหตุใหเกิด
อุบตั ิเหตุ อุบตั ิภัยได

1.5. เกิดจากคนมีความรูเทาไมถึงการณ มักเน่ืองมาจากการคาดคะเนผิด
โดยไมรูวา อะไรเกิดขึ้น จะเปนเหตุใหเกดิ อบุ ตั เิ หตุ อุบัตภิ ัยได

1.6. เกิดจากความเชื่อในทางที่ผิด บางคนเช่ือวาอุบัติเหตุ อุบัติภัย เกิดขึ้น
เพราะโชคชะตาหรือเคราะหก รรมไมสามารถจะหลีกเล่ยี งได ทําใหขาดความระมัดระวังจนเปน
เหตใุ หเ กิดอบุ ัตเิ หตุ อุบตั ิภยั ได

กกกกกกกก2. สาเหตุท่เี กดิ จากเครื่องจักรและอปุ กรณหรือยานพาหนะในการทาํ งาน มี
หลายกรณี ดังน้ี

2.1. เครื่องมือและวัสดุอุปกรณหรือยานพาหนะชํารุด เชน ดามมีด ดามคอน
หรอื ดามจอบไมแนน ลวดสลิงของเคร่ืองจักรสึกหรอเกือบจะขาด สายไฟฟาเกาและฉนวนท่ีหุม
เปอ ยยยุ เปน ตน

2.2. การใชเคร่อื งมือผิดประเภท เชน ใชมดี กรรไกรหรอื ตะไบไปงัดเหลก็
ทําใหหักเปราะกระเด็นถูกบุคคลอ่ืนได การใชจอบแทนคอน การใชสายไฟฟาท่ีมีขนาดเล็ก
ไมเ หมาะสมกบั กระแสไฟฟา ท่ีมวี ตั ตมากเกินกําลงั ทจี่ ะทําใหเกดิ ความรอนลกุ ไหมข ้นึ ได

2.3. การใชเครื่องจักรโดยที่ไมมีอุปกรณปองกันอันตราย เชน การเช่ือมเหล็ก
โดยไมใสห นากากปองกนั การใชเ คร่ืองลับมีดทไ่ี มม ีฝาครอบปองกันเศษวัสดุ เปนตน

2.4. สภาพของงานทีไ่ มปลอดภัย
1) มสี ภาพไมเรียบรอย เชน ขรขุ ระ แหลมคม ลื่น รกรุงรงั ฯลฯ
2) แสงสวา งไมเพยี งพอ
3) การระบายอากาศไมดีพอ
4) ใชเครอ่ื งจักรทีม่ รี ูปรางลักษณะไมป ลอดภัย
5) เครื่องแตงกายไมเ หมาะสมกับลักษณะงานท่ีปฏิบัตอิ ยู

2.5 การปฏิบตั ิงานทีไ่ มปลอดภัย
1) ปฏบิ ัติงานโดยไมไดรบั อนุญาตหรือไมใ ชห นาท่ี
2) การยกของขึน้ ลงโดยวธิ ที ไ่ี มป ลอดภัย
3) หยอกลอเลนกันในระหวางทํางาน หรือไมมีใจจดจอตองานท่ีกําลัง

ปฏิบัติ
กกกกกกกก3. สาเหตุจากสภาพแวดลอม

3.1 สภาพแวดลอมในบานและบริเวณบาน ท่ีกอใหเกิดอุบัติเหตุและอุบัติภัย
ไดม ากทส่ี ดุ ไดแ ก หองครวั หอ งนํ้า บรเิ วณบันได เปน ตน

3.2 สภาพแวดลอ มในโรงงานหรือสถานทที่ ํางาน ดังน้ี
1) บริเวณภายนอกโรงงาน ควรจัดใหเ ปน ระเบยี บไมเกะกะ
2) การจราจรในโรงงาน ควรกําหนดเสน ทางเขา-ออกใหช ดั เจน

3) ความไมเปนระเบียบเรียบรอยในโรงงาน เชน วางนํ้ามันเชื้อเพลิงหรือ
วสั ดอุ ุปกรณท แ่ี หลมคมไวเกะกะทางเดิน อาจทาํ ใหเกดิ การหกลม ลืน่ หรอื บาดเทา ได เปนตน

4) แสงสวางบรเิ วณโรงงานหรอื สํานักงาน มีแสงสวางไมเ พียงพอ
5) ฝุนละออง จะเปน อันตรายตอปอดและระบบทางเดินหายใจ

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 13
เร่ือง การป้องกนั อนั ตรายและหลกี เลี่ยงพฤตกิ รรมเสยี่ งที่จะนาไปสูค่ วามไมป่ ลอดภยั

จากอบุ ัตเิ หตุ อุบตั ภิ ัย และภัยธรรมชาติ
รายวิชา สขุ ศึกษา พลศกึ ษา รหัสวิชา ทช21002 ระดับ มธั ยมศึกษาตอนต้น
ภาคเรยี นท่ี 1ปีการศึกษา 2563 สาระการเรยี นรูส้ าระทกั ษะการดาเนนิ ชวี ิต เวลา 6 ชวั่ โมง
ครูผู้สอน...............................................รปู แบบการสอน พบกลุ่ม/ค้นคว้าดว้ ยตนเอง

**********************************************

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มีความรู้ ความเขา้ ใจ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและเจตคติทดี่ ี มีทกั ษะในการดแู ล และสร้างเสรมิ การมี

พฤติกรรมสขุ ภาพทด่ี ี ปฏิบตั จิ นเปน็ กิจนสิ ยั หลีกเลี่ยงพฤตกิ รรมเส่ยี งต่อสขุ ภาพ ตลอดจนสง่ เสรมิ สุขภาพ
พลานามยั และสภาพ แวดลอ้ มที่ดใี นชมุ ชน

2. ตัวชี้วดั
วเิ คราะหพ์ ฤตกิ รรมเส่ยี งทจ่ี ะนาํ ไปสคู่ วามไม่ปลอดภัยในชวี ติ และทรัพย์สิน

3. สาระสาคัญของเนอื้ หา
การปูองกันอันตรายและหลีกเล่ยี งพฤติกรรมเสย่ี งท่จี ะนาํ ไปสู่ความไมป่ ลอดภัยจากอบุ ัติเหตุ อุบตั ภิ ัย และ

ภยั ธรรมชาติ

4. เปา้ หมายการเรียนรู้ (ผลการเรยี นรูท้ คี่ าดหวัง)
1. มีความรู้ ความเข้าใจในการปูองกันอันตรายและหลีกเล่ียงพฤติกรรมเส่ียงที่จะนําไปสู่ความไม่

ปลอดภยั จากอุบัติเหตุ อบุ ตั ภิ ัย และภัยธรรมชาติ (K)
2.มีทักษะในการปูองกันอนั ตรายและหลกี เล่ียงพฤติกรรมเสี่ยงท่จี ะนาํ ไปส่คู วามไม่ปลอดภัยจากอบุ ัติเหตุ

อุบตั ภิ ยั และภยั ธรรมชาติ (P)
3. มีความตระหนักถงึ การปูองกนั อันตรายและหลกี เล่ียงพฤตกิ รรมเส่ียงที่จะนาํ ไปสูค่ วามไม่ปลอดภัยจาก

อบุ ตั ิเหตุ อุบัติภยั และภยั ธรรมชาติ(A)

แผนที่ 13
การปอ งกันอนั ตราย และหลกี เล่ียงพฤติกรรมเสีย่ งทีจ่ ะนาํ ไปสคู วามไมปลอดภยั

จากอบุ ตั ิเหตุ อุบัตภิ ัย และภัยธรรมชาติ

1. อบุ ตั เิ หตุในบาน
อุบตั ิเหตใุ นบาน เปน ภัยทเี่ กดิ จากการกระทําท่ีประมาทของสมาชิกในบานหรือ

เกดิ จากสภาพบานและบรเิ วณบา นทีอ่ าจกอใหเ กดิ อนั ตรายได
อุบัตเิ หตุในบา นน้นั เกดิ จากสาเหตหุ ลายประการ ดังนี้
1) พลดั ตกจากบันไดหรือทีส่ ูง
2) เลน กบั ไฟ น้ํารอ นลวก ไฟไหม จุดธูปเทียนทง้ิ ไว
3) จมน้าํ ในสระนา้ํ หรือในแมน ํ้าลําคลองใกลบา น
4) ถูกของมีคมท่ิมแทงหรือบาดมือ
5) กนิ ยาผิด ดมหรอื กินสารเคมี
ขอควรปฏิบัตใิ นการปองกันอุบตั ิเหตใุ นบาน
1) ไมว่ิงเลน ขณะขนึ้ หรือลงบนั ได
2) ใชอุปกรณและเครื่องมือ เครือ่ งใชอยา งระมัดระวัง และเกบ็ ไวใ นทป่ี ลอดภยั
3) ไมจ ดุ ไมข ีดไฟเลน และดบั ไฟทกุ ครั้งหลังใชง านเสรจ็ แลว
4) ถอดปลก๊ั เครอื่ งใชไฟฟาทุกครง้ั เมอื่ ใชเ สร็จแลว
5) ไมวง่ิ เลน ในบรเิ วณทม่ี ีหญาขน้ึ รก เพราะอาจถกู สตั วมพี ษิ กดั ตอ ยได
6) ไมควรหยิบยากินเอง ควรใหผ ูใหญห ยิบยามาให
7) ไมปนตนไมห รอื ท่ีสงู เพราะอาจพลดั ตกลงมาได
8) ไมท้งิ เศษกระเบือ้ งหรือของมคี มไวตามทาง เพราะอาจถกู บาดเทา ได
9) เม่ือพบส่ิงของในบานชํารดุ ควรแจงใหพอ แมทราบทนั ที
10) ถาบานอยูใกลแ มน ้าํ ลําคลองควรฝก วายนา้ํ ใหเปน

2. อุบตั เิ หตุในโรงเรียน
อุบตั เิ หตุในโรงเรียน อาจเกิดข้ึนจากความประมาทและความคึกคะนองของตัว

นกั เรยี นเอง หรือเกิดจากสภาพแวดลอ มของโรงเรยี น เชน โตะและเกาอ้ีชํารุด อาคารเรียนทรุด
โทรม สนามของโรงเรยี นมหี ญาขน้ึ รก เปน ตน ดังนั้น เราจึงควรเรยี นรูข อควรปองกันตนเองจาก
การเกดิ อบุ ัตเิ หตุในโรงเรยี น

ขอ ควรปฏบิ ตั ิในการปอ งกันอบุ ตั ิเหตุในโรงเรียน
1) ไมเลน รุนแรงกับเพ่ือน
2) ปฏิบัตติ ามกฎ ระเบียบของโรงเรียน เชน ไมหอยโหนประตูหรอื หนา ตา ง
3) เก็บเคร่อื งมือหรืออปุ กรณท ใ่ี ชเ สร็จแลวใหเรยี บรอย
4) ถา หากพบอปุ กรณหรือเคร่อื งมือเครือ่ งใชชาํ รดุ ตองรบี แจงใหค รูทราบทันที
3. อุบตั เิ หตุในการเดนิ ทาง
อุบัติเหตุในการเดินทาง เปนอุบัติเหตุท่ีอาจเกิดขึ้นได จากการเดินถนนเดินทาง
โดยรถยนต หรอื เดนิ ทางทางนํ้า อุบัติเหตุในการเดินทางอาจทําใหเราเสียชีวิตได ดังน้ัน เราจึง
ควรรูขอ ควรปฏบิ ตั ิในการปองกนั อุบตั เิ หตจุ ากการเดินทาง ดงั น้ี
1) ขามถนนตรงทางขา ม เชน ทางมา ลาย สะพานลอย ทางขามท่ีมีสัญญาณไฟ
จราจร
2) กอนขามถนนควรมองขวา มองซา ย และมองขวาอกี ครั้งจึงขา มถนน
3) ควรเดนิ บนทางเทา ไมว ิ่งหรือเลน กันขณะเดนิ ถนน
4) ใสเส้อื ผาสีสวางในขณะเดนิ ทางตามถนนในตอนกลางคืน
5) ไมค วรแยงกนั ขึน้ รถประจําทาง
6) ไมห อ ยโหนอยทู ปี่ ระตูรถโดยสารประจาํ ทาง
7) รอข้นึ หรือลงเรือเมื่อจอดเทียบทา หรอื ริมฝง เรียบรอ ยแลว
8) ปฏิบตั ติ ามกฎ หรอื ระเบียบของการนงั่ เรือ เชน ไมน ่ังบนกราบเรอื

ความเส่ยี งทจ่ี ะนาํ ไปสคู วามไมป ลอดภยั ตอชีวิตและทรัพยสนิ
ภัยทไี่ มคาดคดิ อาจจะเกิดขนึ้ กับตนเองและครอบครัว ที่ควรศึกษา ดังน้ี
1) ไมควรใสของมีคาไปในท่ชี ุมชน อาจถกู จ้ี หรือกระชากว่ิงราวได
2) ถา มีคนแปลกหนามาขอเขาบานอยาไวใจ ตองพิจารณาดูใหดีอาจเปนพวก

มจิ ฉาชีพได

3) ถึงแมจะมีคนอยูบาน ก็ควรปดประตูร้ัว ประตูบาน ซ่ึงเปนประตูเหล็กดัด
เปดไวเ ฉพาะหนาตา งประตูไม อยาเปด โลง เพราะมจิ ฉาชีพอาจเขา มาลกั ขโมย หรอื จป้ี ลนได

4) ไมควรใชกระเปาถือในที่ชุมชน ควรใชกระเปาสะพายจะดีกวา
เพราะกระเปา ถือจะถกู ฉกชิงวง่ิ ราวไดงาย

5) ไมค วรเดนิ ไปในท่เี ปลีย่ วตามลาํ พงั โดยเฉพาะผูหญงิ ควรมเี พอ่ื นไปดวย
6) การเดินขามสะพานลอยท่ีมีหลังคา มีแผนปายติดดานขาง ดูมืดทึบ
ตอ งระวังโจรสะพานลอย
7) ผูหญิงไมควรแตงกายโปหรือโชวสัดสวนมากเกินไป เพราะจะเปนการย่ัวยุ
อารมณทางเพศของผูชายได อาจถูกพวกบากาม ขาดความยั้งคิด ขมขืนไดถาอยูในสถานท่ี
เปลยี่ ว
8) อยาหลงเชื่อคนท่ีติดตอคุยกันทางอินเทอรเน็ต เพราะถือวาเปนคนแปลก
หนา อาจนาํ ไปสกู ารลอ ลวง

แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 14
เรื่อง เทคนิค วธิ ีการขอความชว่ ยเหลือ และการเอาตัวรอด เม่ือเผชญิ อนั ตราย และสถานการณค์ ับขัน
รายวชิ า สุขศึกษา พลศกึ ษา รหสั วชิ า ทช21002 ระดับ มัธยมศกึ ษาตอนตน้
ภาคเรียนท่ี 1ปีการศึกษา 2563 สาระการเรียนรสู้ าระทักษะการดาเนนิ ชีวิต เวลา 6 ชวั่ โมง
ครผู สู้ อน...............................................รูปแบบการสอน พบกลุ่ม/คน้ ควา้ ด้วยตนเอง

**********************************************

1. มาตรฐานการเรียนรู้
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ มีคุณธรรม จริยธรรมและเจตคติทีด่ ี มีทกั ษะในการดแู ล และสรา้ งเสรมิ การมี

พฤติกรรมสขุ ภาพทดี่ ี ปฏิบตั ิจนเปน็ กิจนสิ ัย หลีกเล่ียงพฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ ตลอดจนสง่ เสริมสุขภาพ
พลานามัยและสภาพ แวดลอ้ มทีด่ ใี นชุมชน

2. ตัวช้ีวัด
บอกเทคนิค วิธีการขอความชว่ ยเหลือและการเอาชวี ติ รอดเม่อื เผชิญอันตรายและสถานการณ์คับขนั ได้

อย่างเหมาะสม

3. สาระสาคัญของเนอ้ื หา
เทคนิค วธิ ีการขอความช่วยเหลือและการเอาชีวิตรอดเมื่อเผชิญอันตรายและสถานการณ์คับขนั

4. เปา้ หมายการเรียนรู้ (ผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง)
1. มคี วามรู้ ความเข้าใจเกีย่ วกับเทคนคิ วธิ กี ารขอความชว่ ยเหลอื และการเอาชวี ติ รอดเมอ่ื เผชิญอันตราย

และสถานการณค์ ับขัน(K)
2. มเี ทคนคิ วธิ กี ารขอความช่วยเหลือและการเอาชีวติ รอดเมอื่ เผชิญอนั ตรายและสถานการณ์คบั ขัน(P)
3. มีความตระหนักเกยี่ วกบั เทคนิค วิธกี ารขอความชว่ ยเหลือและการเอาชีวติ รอดเมื่อเผชิญอนั ตรายและ

สถานการณ์คับขนั (A)

เร่ืองที่ 3 เทคนคิ วธิ ีการขอความชว ยเหลอื และการเอาชวี ิตรอดเมื่อเผชญิ อนั ตรายและ
สถานการณค ับขัน

3.1. วิธีการขอความชวยเหลือและการเอาชีวิตรอดเม่ือเผชิญอันตรายและ
สถานการณค ับขนั

เมอื่ อยใู นสถานการณท ีอ่ าจเปน อันตรายตอชีวติ และความปลอดภัย
ควรคํานึงถึงขั้นตอนการสื่อสารเพื่อขอความชวยเหลือดวย เพราะในบางครั้งเราจะชวยเหลือ
ตัวเองไมไดแลว คอื

1) การโทรศพั ทข อความชว ยเหลอื
2) การตะโกนรอ งขอความชว ยเหลอื
3) การเขียนจดหมายขอความชว ยเหลอื
4) การแกป ญหาเฉพาะหนา

3.2. แหลงขอความชว ยเหลือและใหค าํ ปรึกษา

ปจ จุบันมแี หลง ขอความชวยเหลอื และใหค าํ ปรึกษามากมายท้ังหนวยงานของรัฐ

และเอกชน พอจะยกเปนตวั อยางไดด งั นี้

1) เหตดุ วนเหตรุ า ย กดหมายเลข 191

2) กองปราบปราม กดหมายเลข 195

3) ตาํ รวจทองเท่ยี ว กดหมายเลข 1155

4) ตาํ รวจทางหลวง กดหมายเลข 1193

5) สถานีวทิ ยุ สวพ.91 กดหมายเลข 1644

6) สถานีวทิ ยุชุมชนรว มดว ยชว ยกนั กดหมายเลข 1677 หรอื 142

7) สถานีวิทยุ จส.100 กดหมายเลข 1137

8) ศูนยนเรนทรเพ่ือใหมารบั ผปู ว ยฉุกเฉิน กดหมายเลข 1669

9) สายดว น กรมสุขภาพจิต กดหมายเลข 1323

10) เพลงิ ไหม กดหมายเลข 199

11) หนว ยกูชีพวชริ พยาบาล กดหมายเลข 1554

3.3. การตัดสินใจและปฏิบตั ติ นในการแกปญหาเม่อื เผชญิ กบั ภยั อันตราย
เมื่อเผชญิ กบั ภัยอนั ตรายตอ งควบคุมสติใหด ี แลวจะหาทางแกปญหาได โดยขอ

เสนอแนะไวด ังนี้
1) ถาเกิดภยั อนั ตรายเปนหมคู ณะ หากตนเองอยูในสถานะพอจะชว ยผูอ่ืนไดให

ชวยเหลือทนั ที
2) รองขอความชวยเหลือจากผูอยูใกลเคียง ไมตองอายและไมตองเกรงใจ

บคุ คลที่จะมาชว ยเหลอื
3) บอกเร่ืองราวใหผทู ี่มาชว ยเหลอื ทราบ พดู ส้นั ๆ พอไดใจความ
4) ถาตนเองหรือคนอื่นๆ ไดรับบาดเจ็บ ถาพอจะปฐมพยาบาลได

ใหปฐมพยาบาลโดยเร็ว
5) สงั เกตและจดจํารูปพรรณ ลกั ษณะเดน ๆ ของคนรา ย หรือเหตุการณ

ท่ีเกดิ ข้ึน เพื่อแจงแกเจา หนา ที่ตํารวจเม่อื ไปแจง ความ

3.4. การเอาชวี ิตรอดเมอื่ เผชิญอนั ตรายและสถานการณคบั ขัน
ในสังคมปจจุบันนี้ มีสถานการณท่ีอาจเปนอันตรายตอชีวิตและความปลอดภัย

ของคนเรามากมาย ตวั อยา งดังน้ี
1) การถกู คนรายจห้ี รอื ปลน มกั เกิดข้ึนในที่เปลี่ยว ควรต้ังสติใหม่ัน พยายาม

จดจําลักษณะรูปราง หนา ตา บุคลกิ ลกั ษณะ สว นสูง อายุ น้าํ เสยี ง เพ่ือแจงแกต าํ รวจ
2) การถูกคนรายจบี้ งั คบั ขม ขืน มกั เกิดในทีเ่ ปลี่ยวในยามวิกาล ตอนดึกหรือเชา

มดื ควรต้งั สตใิ หม น่ั พยายามจดจํารูปพรรณของคนราย เพ่ือแจงเจา หนาที่ตํารวจ
3) การอยูท ามกลางคนทะเลาะวิวาทหรือยกพวกตีกัน อาจเกิดในงานเลี้ยงที่มี

คนดื่มสรุ าจนมึนเมา การดคู อนเสริ ต

4) การถูกหาเรื่อง มักเกิดจากนักเรียน นักศึกษาตางสถาบันหรือวัยรุนที่ชอบ
เที่ยว เมื่อถูกหาเรื่องใหพยายามพูดกับคนรายดีๆ อยาโตเถียงใหคนรายโกรธ และพยายามตี
จากกลมุ คนรายใหเร็ว ในกรณที ีค่ ดิ วา ตอ งถูกทาํ รายใหว ่งิ หนีเขาหาฝงู ชน

5) การถูกสุนัขไลกัด ใหอยูนิ่งๆ ใชของในมือปองกันตัว หรือรองขอความ
ชว ยเหลอื

6) รถชนกันหรอื ถูกรถชน ใหพ ยายามชวยตวั เอง เพอื่ ออกจากสถานการณนน้ั
7) เรือลมขณะโดยสารเรือ ถา วายนํา้ ไมเปน ควรใสเสอ้ื ชูชพี เตรียมไว
8) เมื่อเกิดไฟไหม ควรหนีออกจากที่น่ันโดยเร็ว ใหหวงชีวิตมากกวาหวง
ทรัพยสนิ
9) เมื่อเกิดอุทกภัย ใหรีบหนีไปหาสถานที่สูงท่ีคิดวาปลอดภัย เชน ภูเขา
อาคารสูง เปน ตน

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 15
เรอื่ ง การปฐมพยาบาลเมื่อไดร้ ับอันตรายจากอบุ ัตเิ หตุ อุบัตภิ ยั จากธรรมชาติ
รายวชิ า สขุ ศกึ ษา พลศกึ ษา รหสั วชิ า ทช21002 ระดับ มัธยมศกึ ษาตอนตน้
ภาคเรียนที่ 1ปกี ารศึกษา 2563 สาระการเรยี นรู้สาระการดาเนินชีวติ เวลา 6 ชว่ั โมง
ครผู สู้ อน...............................................รปู แบบการสอน พบกลุ่ม/ค้นควา้ ด้วยตนเอง

**********************************************

1. มาตรฐานการเรียนรู้
มีความรู้ ความเข้าใจ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและเจตคติทีด่ ี มีทักษะในการดูแล และสรา้ งเสรมิ การมี

พฤติกรรมสุขภาพที่ดี ปฏบิ ัตจิ นเป็นกิจนสิ ัย หลีกเลย่ี งพฤติกรรมเสย่ี งต่อสุขภาพ ตลอดจนส่งเสรมิ สุขภาพ
พลานามยั และสภาพ แวดลอ้ มท่ีดีในชุมชน

2. ตวั ช้ีวดั
อธิบายวิธกี ารปฐมพยาบาลเม่ือได้รบั อนั ตรายจากอบุ ัติเหตุ อุบตั ิภยั ได้อย่างถูกต้อง

3. สาระสาคัญของเน้ือหา
การปฐมพยาบาลเม่ือได้รับอันตรายจากอบุ ัตเิ หตุ อุบตั ิภยั และภยั ธรรมชาติ

4. เปา้ หมายการเรียนรู้ (ผลการเรียนรูท้ ค่ี าดหวัง)
1. มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับวิธีการปฐมพยาบาลเม่ือได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุอุบัติภัยและภัย

ธรรมชาติ (K)
2.มที กั ษะในการปฐมพยาบาลเม่อื ผู้ปุวยไดร้ ับอันตรายจากอุบตั ิเหตุ อบุ ตั ิภยั และภยั ธรรมชาติ (P)
3. มีความตระหนักถงึ วิธีการปฐมพยาบาลผู้ปุวยเมอื่ ไดร้ ับอนั ตรายจากอบุ ตั ิเหตุอุบตั ภิ ยั และภัยธรรมชาติ

(A)

เร่อื งท่ี 4 การปฐมพยาบาล เม่ือไดรับอนั ตรายจากอุบัตเิ หตุ อุบัตภิ ัย จากภัยธรรมชาต ิ
การปฐมพยาบาล คอื การใหการชวยเหลือเบ้ืองตนตอผปู ระสบอันตราย หรือ

เจบ็ ปวย ณ สถานที่เกิดเหตุกอนท่จี ะถึงมอื แพทย หรือโรงพยาบาล เพือ่ ปอ งกนั มใิ หเ กิด
อันตรายแกชวี ิตหรอื เกิดความพกิ ารโดยไมสมควร

4.1. วัตถุประสงคข องการปฐมพยาบาล
1) เพื่อใหมชี ีวติ อยู
2) เพอื่ ไมใ หไ ดร ับอันตรายเพิ่มขึ้น
3) เพอื่ ใหก ลับคืนสสู ภาพเดมิ ไดโ ดยเรว็

4.2. หลกั ท่ัวไปในการปฐมพยาบาล
1) อยาตนื่ เตนตกใจ และอยา ใหคนมุง เพราะจะแยง ผบู าดเจ็บหายใจ
2) ตรวจดูวา ผูบาดเจ็บยังรสู กึ ตัวหรอื หมดสติ
3) อยา กรอกยาหรอื นํ้าใหแ กผูบาดเจ็บในขณะทีไ่ มรูสกึ ตวั
4) รบี ใหก ารปฐมพยาบาลตอการบาดเจบ็ ทอี่ าจทําใหเ กดิ อนั ตรายถึงแกชีวิต

โดยเรว็ กอน สวนการบาดเจ็บอ่ืน ๆ ที่ไมรนุ แรงมากใหด ําเนนิ การปฐมพยาบาลในลาํ ดับถัดมา
4.3. การบาดเจ็บทต่ี องไดร ับการชว ยเหลอื โดยเร็ว คือ
1) การขาดอากาศหายใจ
2) การตกเลอื ด และมีอาการชอ็ ก
3) การสมั ผสั หรอื ไดรบั สงิ่ มพี ษิ ทร่ี ุนแรง
4.4. การปฐมพยาบาลเม่ือเกิดอาการบาดเจ็บ

1) ขอ เคลด็
สาเหตุ เกดิ จากการฉกี ขาด หรอื การยึดตวั ของเนอ้ื เยอื่ กลามเนือ้ หรือเสน เอ็นรอบ
ขอตอ
อาการ
(1) เวลาเคล่อื นไหวจะรสู ึกปวดบริเวณขอตอ ที่ไดร ับอันตราย
(2) บวมแดงบริเวณรอบ ๆ ขอ ตอ
การปฐมพยาบาล
(1) อยา ใหข อ ตอบริเวณที่เจ็บเคล่อื นไหว
(2) อยาใหของหนกั กดทับบริเวณขอท่ีเจบ็
(3) ควรประคบดวยความเย็นไวกอน
(4) ถามีอาการปวดรนุ แรง ใหรบี นาํ ไปพบแพทย

2) ขดั ยอก
สาเหตุ เกดิ จากการท่กี ลามเน้ือยดึ ตัวมากเกินไป ซึง่ เกิดขึ้นเพราะการเคล่อื นไหว

อยางรนุ แรงและรวดเรว็ มากเกนิ ไป
อาการ เจบ็ ปวดบรเิ วณที่ไดร บั บาดเจบ็ ตอมามีอาการบวม
การปฐมพยาบาล
(1) ใหผูบาดเจ็บน่งั หรือนอนในทา ที่สบาย และปลอดภยั
(2) ถา ปวดมากอาจบรรเทาอาการโดยการประคบความเยน็ กอ น แลวตอดวยประคบ

ความรอ น

3) สารเคมเี ขา ตา
สาเหตุ กรด หรอื ดา งเขาตา
อาการ ระคายเคืองตา เจบ็ ปวดและแสบตามาก
การปฐมพยาบาล
(1) ใหล างตาดว ยนํ้าทีส่ ะอาดโดยวิธีการใหน าํ้ ไหลผา นลูกตา จนกวาสารเคมีจะออกมา
(2) ใชผา ปด แผลทสี่ ะอาดปด ตาหลวม ๆ แลว นาํ ผบู าดเจ็บไปพบแพทยโ ดยเร็วทส่ี ุด

4) ไฟไหมหรือนาํ รอนลวก
สาเหตุ บาดแผลอาจจะเกดิ จากถกู ไฟโดยตรง ประกายไฟ ไฟฟา วตั ถทุ ี่รอ นจัด

น้ําเดือด สารเคมี เชน กรด หรือดา งท่มี ีความเขมขน
อาการ แบงเปน 3 ลกั ษณะ
(1) ลักษณะที่ 1 ผิวหนงั แดง
(2) ลกั ษณะท่ี 2 เกดิ แผลพอง
(3) ลกั ษณะที่ 3 ทําลายช้ันผิวหนงั เขา ไปเปนอันตรายถงึ เนอ้ื เยือ่ ที่อยใู ตผวิ หนัง

บางครง้ั ผบู าดเจ็บจะมีอาการชอ็ ก
การปฐมพยาบาล

บาดแผลในลกั ษณะที่ 1 และ 2 ซึง่ ไมสาหสั ใหปฐมพยาบาล ดังน้ี
(1) ประคบดวยความเย็นทนั ที
(2) ใชนํา้ มันทาแผลได และปด แผลดว ยผา ทีส่ ะอาด ใชผ า พนั แผลพันแตอยา ให
แนน มาก

91

บาดแผลในลกั ษณะท่ี 3 ใหปฐมพยาบาล ดังนี้
(1) ถาผูบ าดเจ็บมีอาการชอ็ ก รีบใหการปฐมพยาบาลอาการชอ็ กกอน
(2) หา มดึงเศษผา ท่ถี กู ไฟไหมซ่งึ ติดอยูกับรา งกายออก
(3) นําผูบาดเจ็บสงโรงพยาบาลโดยเรว็ ที่สุดเทาทจ่ี ะทาํ ได
5) การหา มเลอื ดเมือ่ เกดิ อนั ตรายจากของมคี ม วธิ หี ามเลือดมีหลายวธิ ี ไดแ ก
1. การกดดวยนิว้ มอื มีวิธีปฏิบัตดิ ังน้ี
1.1. ในกรณีที่บาดแผลเลือดออกไมมาก จะหามเลือดโดยใชผาสะอาดปดที่บาดแผล
แลวพันใหแ นน ถา ยังมเี ลือดไหลซึม ใหใ ชน ว้ิ มอื กดตรงบาดแผลดวยก็ได
1.2. ในกรณีทเ่ี สนโลหติ แดงใหญข าด หรือไดรบั อันตรายอยางรุนแรงเปนบาดแผลใหญ
ควรใชน ้ิวมือกดเพื่อหามเลือดไมใหไหลออกมา และใหกดลงบริเวณระหวางบาดแผลกับหัวใจ
เชน

1) เลือดไหลออกจากหนังศีรษะและสวนบนของศีรษะ ใหกดที่เสนเลือดบริเวณ
ขมับดา นทม่ี ีบาดแผล

2) เลือดไหลออกจากใบหนา ใหก ดทเ่ี สนเลือดใตขากรรไกรลางดา นทม่ี ี
บาดแผลหา งจากมุมขากรรไกรไปขา งหนา ประมาณ 1 นิ้ว

3) เลือดไหลออกมาจากคอ ใหกดลงไปบริเวณตนคอขาง ๆ หลอดลมดานที่มี
บาดแผล แตก ารกดตําแหนง นีน้ านๆ อาจจะทาํ ใหผถู ูกกดหมดสตไิ ด ฉะนั้นควรใชวิธีน้ีตอเม่ือใช
วธิ ีอ่นื ๆ ไมไดผลแลวเทานน้ั

4) เลือดไหลออกมาจากแขนทอนบน ใหกดลงไปท่ีไหปลาราตอนบนสุดใกล
หวั ไหลข องแขนดา นท่ีมบี าดแผล

5) เลือดไหลออกมาจากแขนทอนลาง ใหกดที่เสนเลือดบริเวณแขนทอนบนดาน
ในกงึ่ กลางระหวา งหัวไหลกบั ขอ ศอก

6) เลือดออกท่ีขา ใหกดเสนเลือดบรเิ วณขาหนีบดานที่มีบาดแผล

2. การใชสายรดั หา มเลือด
ในกรณที ่ีเลอื ดไหลออกจากเสน โลหิตแดงทแี่ ขนหรอื ขา ใชนว้ิ มือกดแลว เลือด

ไมหยดุ ควรใชส ายสําหรับหา มเลือดโดยเฉพาะ
2.1. สายรัดสาํ หรบั แขน ใหใชร ดั เสนโลหติ ทต่ี นแขน สายรัดสําหรับขาใหใชรัดเสน

โลหิตท่ีโคนขา

92

2.2. อยาใชสายรัดผูกรัดใหแนนเกินไป และควรจะคลายออกเปนเวลา 3 วินาที
ทุก ๆ 10 นาที จนกวาเลือดจะหยดุ

2.3. ถาไมมีสายรัดแบบมาตรฐาน อาจใชวัตถุท่ีแบน ๆ เชน เข็มขัด หนังรัด
ผาเช็ดตัว เนคไท หรือเศษผา ทําเปนสายรัดได แตอยาใชเชือกเสนลวด หรือดายทําเปน
สายรดั เพราะอาจจะบาดหรือเปน อนั ตรายแกผวิ หนงั บริเวณทผี่ ูกได

3. การยกบริเวณท่ีมีบาดแผลใหสูงกวาหัวใจ ในกรณีที่มีบาดแผลเลือดออกท่ีเทา
จัดใหผบู าดเจ็บนอนลงแลว ยกเทาข้ึน
กกกกกกกกการปฐมพยาบาล หนา มดื เปน ลม

หนามดื เปนลม เปนสภาวะทอ่ี าจเกดิ จากสาเหตทุ ไ่ี มรา ยแรง หรือจากสาเหตุ
ที่รา ยแรงกเ็ ปน ได ดงั น้ันผูท่ีอยใู กลชดิ ควรจะตอ งทราบและเรียนรทู ีจ่ ะชว ยเหลอื ผูท ีม่ อี าการ
หนามดื เปนลมนั้นๆ ไดท ันทวงที

มีอาการหมดสติไปชวั่ ขณะประมาณ 1-2 นาที ภายหลงั หนามืดเปนลมแลวรสู ึกตวั
ดขี น้ึ ในเวลาตอ มา สวนใหญแสดงวาไมนา จะมอี ะไรรายแรง เชน พวกท่ียนื กลางแดดเปน
เวลานานอาจเสยี เหงอื่ มากทาํ ใหม ีอาการเปนลมแดดได แตห ากวา หมดสตไิ ปนานกวา น้ีควรพา
คนไขไ ปพบแพทยจะเปนวธิ ที ี่ดีท่สี ุด

การปฐมพยาบาล
1. ควรใหคนไขนอนราบลงพื้นยกปลายขาสงู เพ่อื ใหเ ลือดไหลไปเลยี้ งสมอง
2. คลายเสื้อผา ใหห ลวม
3. อยใู นท่อี ากาศถา ยเท
4. ดมแอมโมเนียหรอื ยาหมอง (ถามี)

การปฐมพยาบาล ตะคริว
ตะคริว คือ ภาวะท่ีกลามเนื้อหดเกรง็ เองโดยท่ีเราไมไดสั่งใหเกรง็ หรอื หดตวั โดยที่
เราไมสามารถควบคุมใหก ลามเนื้อมดั น้ัน ๆ คลายตวั หรอื หยอนลงไดก วา จะหาย คนที่เปน
ตะคริวกจ็ ะมีความเจบ็ ปวดคอนขางมาก
สาเหตุของตะครวิ อาจเกิดความลา กลา มเน้อื จากการใชง านติดตอเปนเวลานาน
หรืออาจเกิดจากการกระแทก ทําใหเ กดิ การฟกชํา้ ตอกลามเนอื้ หรอื บางทานเชื่อวา อาจเกดิ จาก
ภาวะไมส มดุลของเกลือแรในรางกาย กลา มเน้อื ท่ีพบวา เปน ตะครวิ ไดบอย คอื กลามเนอ้ื นอง
กลา มเนื้อตนขาทัง้ ดานหนา และดา นหลัง และกลามเนื้อหลงั

93

การปฐมพยาบาล
1. ยืดกลา มเนือ้ ออกตามความยาวปกติของกลา มเนื้อใชเ วลาประมาณ 1-2
นาที ปลอยมือดอู าการวา กลา มเนอ้ื นน้ั ยงั เกรง็ อยหู รอื ไม ถา ยังมอี ยูใหทาํ ซํา้ อกี จนไมมีการ
เกร็งตัว
2. เกดิ ตะครวิ ที่นอง รบี เหยยี ดเขาใหต รง กระดกปลายเทา ขึ้นทําเองหรือใหคนที่
อยูใกลๆ ชว ยก็ได ถาทาํ เองกม เอามือดึงปลายเทา เขาหาตัว 1-2 นาที

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 16
เรือ่ ง ทกั ษะชีวิตเพอื่ การส่ือสาร

รายวชิ า สขุ ศึกษา พลศกึ ษา รหสั วชิ ทช21002 ระดับ มัธยมศกึ ษาตอนต้น
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563 สาระการเรียนรู้ สาระการดาเนนิ ชีวิต เวลา 6 ชั่วโมง
ครผู ู้สอน............................................... รูปแบบการสอน พบกลุ่ม/ค้นคว้าดว้ ยตนเอง

**********************************************

1. มาตรฐานการเรยี นรู้
มคี วามรู้ ความเข้าใจ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรมและเจตคติท่ีดี มที ักษะในการดแู ล และสร้างเสริมการมี

พฤติกรรมสขุ ภาพท่ีดี ปฏบิ ัติจนเป็นกจิ นิสยั หลกี เล่ียงพฤติกรรมเส่ียงตอ่ สุขภาพ ตลอดจนส่งเสรมิ สุขภาพ
พลานามยั และสภาพ แวดลอ้ มทีด่ ใี นชุมชน

2. ตัวช้ีวดั
1. อธิบายความหมาย ความสําคญั ของทักษะชวี ิต 10 ประการได้
2. อธิบายทกั ษะชวี ติ ทีจ่ ําเปน็ ได้อยา่ งนอ้ ย 3 ประการ

3. สาระสาคญั ของเนื้อหา
1. ความหมาย ความสาํ คัญของทักษะชีวิต 10 ประการ
2. ทกั ษะชวี ติ ทจี่ าํ เปน 3 ประการ

4. เปา้ หมายการเรยี นรู้ (ผลการเรยี นรทู้ คี่ าดหวงั )
1. บอกความหมายและความสําคญั ชองทักษะชวี ิตได้ (K)
2. อธิบายทักษะชวี ิตที่จําเปนไดอยางนอย 3 ประการ (K)
3. นํากระบวนการทักษะชวี ติ 'ไป1ใชในการดําเนนิ ชวี ติ ประจําวนั ไดอยางเหมาะสม (P)
4. แนะนาํ ผูอนื่ ในการนาํ ทักษะการแกปญหาในครอบครวั และการทํางาน (A)

ทกั ษะชีวติ เพอ่ื การสอ่ื สาร

เรอ่ื งท่ี 1 ความหมาย ความสําคัญของทกั ษะชวี ติ 10 ประการ
ทักษะชีวติ หมายถึง คุณลักษณะหรือความสามารถเชิงสังคมจิตวิทยา ท่ีเปนทักษะ

ภายในจะชวยใหบุคคลสามารถเผชิญสถานการณตางๆ ที่เกิดข้ึนในชีวิตประจําวันไดอยางมี
ประสิทธภิ าพ และมคี วามสามารถท่ีจะปรับตัวไดในอนาคต ทักษะชีวิตจะมีสวนชวยใหวัยรุน
สามารถนําความรูในเรือ่ งตา งๆ มาเชอื่ มโยงกบั ทศั นคติ ผา นการคดิ วิเคราะหไ ตรต รองถงึ ผล
ที่จะเกิดข้ึน และตัดสินใจปฏิบัติในส่ิงที่เหมาะสมได ซ่ึงจําเปนอยางมากในเรื่องของการดูแล
สุขภาพ การปอ งกันการตดิ เช้อื เอชไอวี ยาเสพติด การทองไมพรอม ความปลอดภัย คุณธรรม
จริยธรรม ฯลฯ เพ่ือใหสามารถมีชีวิตอยูในสังคมไดอยางมีความสุข และรับมือกับปญหาและ
ความเปลี่ยนแปลงตางๆได

องคประกอบของทักษะชีวิต จะมีความแตกตางกันตามวัฒนธรรม และสถานท่ี
แตทักษะชีวิตที่จําเปนที่สุดท่ีทุกคนควรมี ซ่ึงองคการอนามัยโลกไดสรุปไว และถือเปนหัวใจ
สําคญั ในการดาํ รงชีวติ คอื

1. ทักษะการตัดสนิ ใจ เปน ความสามารถในการตดั สินใจเกี่ยวกับเรือ่ งราวตาง ๆ
ในชวี ติ ไดอยา งมีระบบ เชน ถาบุคคลสามารถตัดสินใจเกี่ยวกับการกระทําของตนเองที่เก่ียวกับ
พฤติกรรมดานสุขภาพ หรือความปลอดภัยในชีวิต โดยประเมินทางเลือกและผลท่ีไดจากการ
ตดั สินใจเลอื กทางท่ีถกู ตองเหมาะสม ก็จะมผี ลตอการมสี ขุ ภาพทด่ี ที ้ังรางกาย และจิตใจ

2. ทกั ษะการแกป ญหา เปนความสามารถในการจัดการกับปญหาท่ีเกิดขึ้นในชีวิต
ไดอยางมีระบบ ไมเกิดความเครียดทางกาย และจิตใจ จนอาจลุกลามเปนปญหาใหญโตเกิน
แกไข

3. ทักษะการคิดสรางสรรค เปนความสามารถในการคิดที่จะเปนสวนชวยในการ
ตัดสินใจและแกไขปญหาโดยการคิดสรางสรรค เพื่อคนหาทางเลือกตาง ๆ รวมทั้งผลท่ีจะ
เกิดข้ึนในแตละทางเลือก และสามารถนําประสบการณมาปรับใชในชีวิตประจําวันไดอยาง
เหมาะสม

4. ทักษะการคิดอยางมวี ิจารณญาณ เปนความสามารถในการคิดวิเคราะหขอมูล
ตาง ๆ และประเมินปญหา หรอื สถานการณทอ่ี ยูรอบตัวเราทมี่ ผี ลตอการดําเนินชวี ิต

5. ทกั ษะการสื่อสารอยางมีประสิทธิภาพ เปนความสามารถในการใชคําพูด และ
ทาทาง เพื่อแสดงออกถึงความรูสึกนึกคิดของตนเองไดอยางเหมาะสมกับวัฒนธรรม และ
สถานการณตาง ๆ ไมวา จะเปน การแสดงความคิดเหน็ การแสดงความตองการ การแสดงความ
ชน่ื ชม การขอรอ ง การเจรจาตอรอง การตกั เตอื น การชว ยเหลอื การปฏิเสธ ฯลฯ

97

6. ทักษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบุคคล เปนความสามารถในการสราง
ความสมั พนั ธท ่ีดรี ะหวางกันและกัน และสามารถรกั ษาสัมพันธภาพไวไ ดยืนยาว

7. ทกั ษะการตระหนกั รใู นตน เปนความสามารถในการคนหารจู กั และเขา ใจตนเอง
เชน รูขอดี ขอเสียของตนเอง รูความตองการและส่ิงท่ีไมตองการของตนเอง ซึ่งจะชวยใหเรา
รตู ัวเองเวลาเผชญิ กบั ความเครียด หรือสถานการณตาง ๆ และทักษะน้ียังเปนพ้ืนฐานของการ
พัฒนาทกั ษะอื่น ๆ เชน การสอ่ื สาร การสรา งสัมพันธภาพ การตัดสินใจ ความเห็นใจผูอื่น

8. ทักษะการเขาใจผูอ่ืน เปนความสามารถในการเขาใจความเหมือน หรือความ
แตกตางระหวา งบคุ คล ในดา นความสามารถ เพศ วัย ระดับการศึกษา ศาสนา ความเช่ือ สีผิว
อาชีพ ฯลฯ ชวยใหสามารถยอมรับบุคคลอื่นท่ีตางจากเรา เกิดการชวยเหลือบุคคลอื่นท่ีดอย
กวา หรอื ไดรบั ความเดือดรอ น เชน ผูตดิ ยาเสพติด ผูต ิดเชอื้ เอดส

9. ทักษะการจัดการกับอารมณ เปนความสามารถในการรับรูอารมณของตนเอง
และผูอื่น รวู าอารมณมผี ลตอการแสดงพฤตกิ รรมอยางไร รูวิธีการจัดการกับอารมณโกรธ และ
ความเศราโศก ทสี่ งผลทางลบตอ รางกายและจิตใจไดอยางเหมาะสม

10. ทกั ษะการจดั การกบั ความเครียด เปนความสามารถในการรับรูถึงสาเหตุของ
ความเครียด รูวิธีผอนคลายความเครียดและแนวทางในการควบคุมระดับความเครียด เพื่อให
เกิดการเบีย่ งเบนพฤติกรรมไปในทางท่ีถกู ตอง เหมาะสม และไมเ กิดปญ หาดานสุขภาพ

เร่ืองที่ 2 ทกั ษะชวี ิตทจ่ี าํ เปน 3 ประการ
2.1. ทกั ษะการสอ่ื สารอยางมีประสิทธภิ าพ
การสือ่ สาร เปนกระบวนการสรา งความเขาใจกันระหวางบุคคล โดยอาจเปน

การสอ่ื สารทางเดียว คือ การสอื่ ขา วสารจากผูสง สารไปยังผูรบั สาร โดยไมม ีการส่ือสารกลบั หรือ
สะทอนความรูสึกกลับไปยังผูสงสารอีกครั้ง สวนการสื่อสารสองทาง เปนการสื่อขาวสารจาก
ผูส งสารไปยงั ผูร ับสารและมีการสือ่ สารกลบั หรือสะทอนความรสู กึ กลบั จาก ผูรับสารไปยังผูสง
สารอกี คร้งั จงึ เรียกวา เปนการส่ือสารสองทาง

การส่อื สารระหวา งบคุ คล นับวา เปน ความจาํ เปน อยางยิ่ง เพราะในการดําเนิน
ชีวิตปกติในปจ จบุ ัน การสอ่ื สารเขา มามีบทบาทอยางย่ิงในทุกกิจกรรม ไมวาจะเปนการสื่อสาร
ดวย การพูด การเขียน การแสดงกิริยาทาทาง หรือการใชเครื่องมือส่ือสารท่ีเปนเทคโนโลยี
สมัยใหมตาง ๆ เชน โทรศัพท อินเทอรเน็ต อีเมลล ฯลฯ ท้ังนี้ การส่ือสารดวยวิธี ใด ๆ ก็ตาม
ควรทําใหผูสงสารและผูรับสารเกิดความเขาใจอันดีตอกัน และเกิดสัมพันธภาพท่ีดีตามมา

98

ซ่ึงทักษะท่ีจําเปนในการสื่อสาร ไดแก การรูจักแสดงความคิดเห็น หรือความตองการใหถูก
กาลเทศะ และการรูจกั แสดงความชนื่ ชมผูอ่ืน การรูจักขอรอง การเจรจาตอรองในสถานการณ
คับขันจาํ เปน การตกั เตอื นดวยความจริงใจ และใชวาจาสภุ าพ การรจู กั ปฏิเสธเม่ือถูกชักชวนให
ปฏิบตั ใิ นส่ิงทผ่ี ดิ ขนบธรรมเนยี มประเพณี หรอื ผิดกฎหมาย เปน ตน

การสอ่ื สารดวยการปฏเิ สธ
หลาย ๆ คนไมกลาปฏิเสธคําชักชวนของเพื่อนหรือคนรัก เมื่อไปทําในส่ิงท่ี
ตนเองไมเห็นดวย เชน การมีเพศสัมพันธท่ีไมปลอดภัย การเสพยาเสพติด ฯลฯ อันท่ีจริงการ
ปฏิเสธเปนสิทธิของทุกคน การปฏิเสธคําชักชวนของเพ่ือน หรือคนรักเมื่อทําในสิ่งที่ตนเองไม
เห็นดวยอยางเหมาะสม และไดผลจะชวยปองกันการมีพฤติกรรมเส่ียงได คนสวนใหญไมกลา
ปฏิเสธคําชักชวนของเพ่ือน หรือคนรัก เพราะกลัววาเพ่ือน หรือคนรักจะโกรธ แตถาสามารถ
ปฏิเสธไดถ กู ตอ งตามขน้ั ตอนจะไมทําใหเสียเพ่ือน
การปฏเิ สธท่ีดี
จะตองปฏิเสธอยางจรงิ จัง ทั้งทา ทาง คาํ พดู และนํ้าเสียง เพ่ือแสดงความตั้งใจ
อยา งชดั เจนท่ีจะขอปฏิเสธ
2.2. ทกั ษะการสรางสัมพันธภาพระหวางบคุ คล
คงไดยินคําพูดน้ีบอย ๆ วา “คนเราอยูคนเดียวในโลกไมได” เราตองพึ่งพา
อาศัยกัน ซ่งึ จะตอ งมีสมั พนั ธภาพทดี่ ตี อกนั การทจี่ ะสรางสัมพันธภาพใหเกิดข้ึนระหวางกันน้ัน
เปนเรอ่ื งไมยาก แรกเริ่มคอื
1. มีการติดตอ พบปะกนั

เราจะตองมีการติดตอพบปะพูดคุยกับคนที่ตองการมีสัมพันธภาพกับเขา
ใหเวลากับเขา ทํางานรวมกัน ทํากิจกรรมรวมกัน เลนกีฬาดวยกัน และในที่สุดเราก็มีโอกาส
สรา งมติ รภาพที่ดีตอ กนั

2. มคี วามสนใจและประสบการณรวมกนั
ประสบการณเปนสิ่งที่นําคนสองคนใหมารวมมือกัน การชวยเหลือกันใน

ระหวางการเลาเรียน หรือการทํางานดวยกัน มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน การรวม
ประสบการณและแลกเปล่ียนประสบการณระหวา งกัน เปน การสรา งมิตรภาพท่ดี ีใหเ กดิ ขึ้น

99

3. มีทศั นคตแิ ละความเชือ่ ที่คลา ยคลงึ กัน
ชวงวัยรุนเปนชวงที่ความคิด ทัศนคติ และความรูสึกอาจมีการ

เปลย่ี นแปลงอยางรวดเรว็ ถาคนไหนมคี วามคดิ เห็นคลา ยคลึงกับเรา เราจะรูสึกพอใจ แตถาคน
ไหนมีความคดิ แตกตา งกับเรา เราจะรูสึกไมพ อใจ แตในความเปน จรงิ ตองเขาใจวา คนสวนใหญ
ไมไดม คี วามเหน็ เหมอื นกันทุกเร่อื ง แมใ นคนที่เปนมติ รตอ กันเพยี งใดกต็ าม

2.3 ทกั ษะการเขา ใจผูอ่นื
การที่บุคคลจะอยูในครอบครัวอยูในสังคมอยางมีความสุข จําเปนตองรูจัก

ตนเอง และรูจ กั ผูท ี่ตนเกี่ยวขอ งสัมพันธด วย ดงั ภาษิตจีนที่วา “รูเขา รูเรา รบรอยคร้ัง ชนะ
รอ ยคร้ัง”

ดงั นนั้ การทีเ่ ราจะทําความรจู ักผอู น่ื ซ่ึงเราจะตองเก่ียวของสัมพันธดวย ไมวาจะ
เปน ภายในครอบครวั ของเราเอง เพราะเราไมส ามารถอยคู นเดยี วไดในทกุ ที่ ทุกสถานการณ

หลกั ในการเขา ใจผูอน่ื มดี งั น้ี
1. ตองคํานึงวาคนทุกคนมีศักดิ์ศรีความเปนมนุษยเชนเดียวกับเรา จึงควร
ปฏิบตั ิกับเพื่อนมนุษยทกุ คนดวยความเคารพในศักด์ิศรีของความเปนมนุษยเทาเทียมกัน ไมวา
จะเปนคนจน คนรวย คนแก เดก็ คนพิการ ฯลฯ
2. บุคคลทุกคนมีความแตกตางกัน ท้ังพ้ืนฐานความรู ฐานะทางเศรษฐกิจ
สภาพความเปนอยู ระดับการศึกษา การปลูกฝงคุณธรรม คานิยม ระเบียบ วินัย ความ
รับผิดชอบ ฯลฯ ดังนั้น หากเรายอมรับความแตกตางระหวางบุคคลดังกลาว จะทําใหเรา
พยายามทําความเขาใจเขาและสื่อสารกับเขาดวยกิริยาวาจาสุภาพ ซ่ึงหากยังไมเขาใจเราก็
จําเปนตองอดทน และอธิบายดวยภาษาท่ีเขาใจงาย ไมแสดงอาการดูถูกดูแคลน หรือแสดง
อาการหงดุ หงดิ รําคาญ เปนตน
3. การเอาใจเขามาใสใ จเรา บุคคลทัว่ ไปมักชอบใหค นอนื่ เขาใจตนเอง ยอมรบั
ในความตองการ ควรเปนตัวตนของตนเอง ดังน้ันจึงมักมีคําพูดติดปากเสมอ เชน ฉันอยางนั้น
ฉนั อยางนี้ ทําไมเธอไมท ําอยา งนัน้ ทาํ ไมเธอไมท ําอยางน้ี ทําไมเธอถึงไมเขาใจฉัน ฯลฯ ซึ่งเปนการ
เอาใจเราไปยัดเหยยี ดใสใ จเขา และมักไมพึงพอใจในทกุ เรื่อง ทุกฝาย ท้ังนี้ในดานกลับกัน หากเรา
คิดใหม ปฏบิ ัติใหม โดยพยายามทําความเขาใจผูอ่ืนไมวา จะเปน พอแมเ ขาใจลูก หรือลูกเขาใจพอ
แม เพือ่ นเขา ใจเพือ่ น โดยการทาํ ความเขา ใจวา เขาหรือเธอมีเหตุผลอะไร ทําไมจึงแสดงพฤติกรรม
เชนนั้น เขามีความตองการอะไร เขาชอบอะไร ฯลฯ เมื่อเราพยายามเขาใจเขา และปฏิบัติให

สอดคลองกบั ความชอบ ความตองการของเขาแลว ก็จะทําใหก ารอยรู วมกัน หรือการทาํ งานรว มกนั
เปน ไปดว ยความราบรื่น และแสดงความสงบสนั ตสิ ขุ ในครอบครวั ชมุ ชน และสงั คม

4. การรับฟงผูอืน่ การทีเ่ ราจะเขาใจผูอื่นไดดีหรือไม ขึ้นอยูกับวาเรารับฟงความ
คดิ เห็น ความตองการของเขามากนอยเพียงใด บคุ คลทัว่ ไปในปจ จุบนั ไมชอบฟงคนอื่นพูด แตชอบ
ท่ีจะพูดใหคนอื่นฟง และปฏิบัติตาม ดังนั้น ส่ิงสําคัญที่เปนพื้นฐานท่ีจะทําใหเราเขาใจผูอ่ืนก็คือ
ทกั ษะการฟง ซ่ึงจะตองเปนการฟงอยางตั้งใจ ไมขัดจังหวะ หรือแสดงอาการเบื่อหนาย และควร
แสดงกิริยาตอบรับ เชน สบตา ผงกศีรษะ ท้ังนี้ การฟงอยางตั้งใจ จะทําใหเรารับทราบความคิด
ความตอ งการ หรอื ปญ หาของผทู ่เี ราเกย่ี วของดวย ไมว าจะเปนในฐานะลกู กับพอแม พอแมกับลูก
นายจา งกบั ลูกจา ง หัวหนากับลกู นอ ง ฯลฯ ซึ่งจะทาํ ใหเ ราเกดิ อาการเขา ใจ และสามารถแกป ญ หา
ไดอยางถูกตองในท่สี ดุ

แผนการจดั การเรียนรู้ท่ี 17
เรือ่ ง สมุนไพรกบั การแปรรูปเพอื่ การจาหน่าย
รายวชิ า สขุ ศึกษา พลศึกษา รหัสวชิ า ทช21002 ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
ภาคเรยี นที่ 1 ปีการศึกษา 2563 สาระการเรียนร้สู าระทักษะการดาเนนิ ชวี ติ เวลา 6 ชั่วโมง
ครูผ้สู อน............................................... รูปแบบการสอน พบกลุ่ม/คน้ คว้าด้วยตนเอง
**********************************************
1.มาตรฐานการเรียนรู้
มีความรู้ ความเขา้ ใจ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและเจตคติทด่ี ี มีทกั ษะในการดแู ล และสร้างเสรมิ
การมีพฤติกรรมสขุ ภาพท่ีดี ปฏิบตั ิจนเปน็ กจิ นสิ ยั หลีกเลีย่ งพฤติกรรมเสีย่ งต่อสขุ ภาพ ตลอดจนสง่ เสริมสุขภาพ
พลานามัยและสภาพ แวดล้อมทด่ี ใี นชุมชน

2.ตวั ช้ีวัด
1.อธิบายสมนุ ไพรกับบทบาททางเศรษฐกจิ ได้
2.อธิบายการแปรรปู สมนุ ไพรเพือ่ การจําหนา่ ยได้

3. สาระสาคญั ของเนือ้ หา
1. ความสําคัญของพชื สมนุ ไพร
- ความสาํ คญั ในดา้ นสาธารณสุข
- ความสําคญั ในดา้ นเศรษฐกิจ
2. ประโยชนข์ องพืชสมนุ ไพร
3. วิธีการปรุงยาสมุนไพร
- การชง
- การต้ม
- การดอง
- การเชื่อม
- การสกัดดว้ ยนาํ้ มัน
4. เครือ่ งด่ืมสมนุ ไพรไทย
5. คณุ ค่าและประโยชน์ของน้ําสมนุ ไพร

4. เปา้ หมายการเรยี นรู้ (ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวัง)
1. อธิบายความสาํ คัญของพืชสมนุ ไพร ด้านสาธารณสุข ดา้ นเศรษฐกจิ (K)
2. บอกประโยชน์ของพืชสมุนไพร (K)
3. วางแผน และปฏิบตั ิวธิ กี ารปรงุ ยาสมุนไพร (P)
4. มคี วามตระหนักถงึ เครื่องด่ืมสมุนไพรไทย คณุ คา่ และประโยชน์ของน้าํ สมนุ ไพร (A)

เรอื่ งที่ 1 สมุนไพรกบั บทบาททางเศรษฐกิจ
สมุนไพร หมายถึง พืชที่มีสรรพคุณในการรักษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตาง ๆ

การใชส มุนไพรสําหรบั รกั ษาโรค หรืออาการเจ็บปวยตางๆ นี้ จะตองนําเอาสมุนไพรต้ังแตสอง
ชนิดขึ้นไปมาผสมรวมกันซึ่งจะเรียกวา “ยา” ในตํารับยานอกจากพืชสมุนไพรแลวยังอาจ
ประกอบดว ยสตั วและแรธ าตอุ ีกดวย เราเรียกพืช สัตว หรือแรธาตุที่เปนสวนประกอบของยาน้ี
วา “เภสัชวัตถุ” สมุนไพรเปนสวนหนึ่งในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแหงชาติ กระทรวง
สาธารณสุขไดดําเนินโครงการ สมุนไพรกับสาธารณสุขมูลฐาน โดยเนนการนําสมุนไพรมาใช
บาํ บัดรกั ษาโรคในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐมากข้ึน และสงเสริมใหปลูกสมุนไพรเพื่อใช
ภายในหมูบานเปนการสนับสนุนใหมีการใชสมุนไพรมากย่ิงขึ้น อันเปนวิธีหน่ึงที่จะชวย
ประเทศชาตปิ ระหยดั เงนิ ตราในการสั่งซื้อยาสําเรจ็ รูปจากตา งประเทศไดปละเปน จํานวนมาก

ปจจบุ ันมีผพู ยายามศกึ ษาคนควาเพ่ือพัฒนาผลิตภัณฑสมุนไพรใหสามารถนํามาใชใน
รปู แบบที่สะดวกยิ่งขนึ้ เชน นํามาบดเปนผงบรรจุแคปซูล ตอกเปนยาเม็ด เตรียมเปนครีมหรือ
ยาขผ้ี งึ้ เพือ่ ใชท าภายนอก เปน ตน ในการศกึ ษาวิจัยเพ่ือนาํ สมุนไพรมาใชเปนยาแผนปจจุบันนั้น
ไดมกี ารวจิ ัยอยา งกวา งขวาง โดยพยายามสกัดสาระสําคัญจากสมุนไพรเพื่อใหไดสารท่ีบริสุทธ์ิ
ศกึ ษาคุณสมบตั ทิ างดานเคมี ฟส กิ สข องสารเพอื่ ใหทราบวาเปนสารชนิดใด ตรวจสอบฤทธ์ิดาน
เภสัชวิทยาในสัตวทดลองเพื่อดูใหไดผลดีในการรักษาโรคหรือไมเพียงใด ศึกษาความเปนพิษ
และผลขา งเคยี ง เมื่อพบวาสารชนดิ ใดใหผลในการรักษาที่ดี โดยไมมีพิษหรือมีพิษขางเคียงนอย
จงึ นําสารน้ันมาเตรยี มเปนยารูปแบบท่เี หมาะสมเพอ่ื ทดลองใชต อ ไป

เรอ่ื งท่ี 2 การแปรรปู สมุนไพรเพือ่ การจาํ หนาย
สมนุ ไพรถูกนํามาใชส ารพัดประโยชน และถกู แปรรปู ออกมาในแบบตาง ๆ เพ่อื การ

จาํ หนา ยซง่ึ สามารถนาํ มาใชป ระกอบอาชพี ทั้งอาชีพหลกั และอาชีพเสรมิ ได สิ่งสําคัญที่สุดของ
การแปรรปู สมนุ ไพร คือ “การปรงุ สมนุ ไพร”

การปรงุ สมนุ ไพร หมายถึง การสกัดเอาตัวยาออกมาจากเนื้อไมยา สารท่ีใชสกัดเอา
ตัวยาออกมาท่ีนิยมใชกัน ไดแก นํ้าและเหลา สมุนไพรที่นํามาปรุงตามภูมิปญญาดั้งเดิมมี 7
รูปแบบ คอื

1. การตม เปน การสกัดตัวยาออกมาจากไมย าดวยนาํ้ รอ น เปน วิธที ี่นิยมใชมากท่ีสุด
ใชก ับสวนของเน้ือไมท ีแ่ นนและแข็ง เชน ลําตนและราก ซงึ่ จะตอ งใชการตมจึงจะไดตัวยาที่เปน
สารสําคญั ออกมา ขอ ดขี องการตม คือ สะอาด ปลอดจากเชอ้ื โรค มี 3 ลกั ษณะ คอื

1.1. การตมกินตางนํ้า คือ การตมใหเดือดกอนแลวตมดวยไฟออน ๆ อีก 10
นาที หลงั จากน้ันนํามากนิ แทนน้าํ

1.2. การตม เค่ียวคือ การตม ใหเ ดอื ดออน ๆ ใชเวลาตม 20-30 นาที
1.3. การตม 3 เอา 1 คือ การตมจากนํ้า 3 สวน ใหเหลือเพียง 1 สวน ใชเวลา
ตม 30-45 นาที
2. การชง เปนการสกัดตัวยาสมุนไพรดวยนํ้ารอน ใชกับสวนท่ีบอบบาง เชน ใบ
ดอก ท่ไี มต อ งการโดนน้ําเดือดนาน ๆ ตัวยาก็ออกมาได วิธีการชง คือ ใหนํายาใสแกวเติมน้ํา
รอนจัดลงไป ปดฝาแกวทิ้งไวจ นเยน็ ลักษณะนเี้ ปนการปลอยตวั ยาออกมาเต็มท่ี
3. การใชนํา้ มนั ตัวยาบางชนิดไมละลายน้ํา แมวาจะตมเค่ียวแลวก็ตาม สวนใหญ
ยาท่ีละลายน้ําจะไมละลายในน้ํามันเชนกัน จึงใชน้ํามันสกัดยาแทน แตเน่ืองจากยานํ้ามันทา
แลว เหนียว เหนอะหนะ เปอ นเส้อื ผา จงึ ไมนยิ มปรงุ ใชกนั
4. การดองเหลา เปนการใชกับตัวยาของสมุนไพรที่ไมละลายนํ้า แตละลายไดดีใน
เหลา หรอื แอลกอฮอล การดองเหลามักมีกล่ินแรงกวายาตม เนื่องจากเหลามีกลิ่นฉุน และหาก
กนิ บอ ย ๆ อาจทาํ ใหติดเหลา ได จึงไมน ิยมกนิ กัน จะใชตอเมอ่ื กนิ ยาเม็ดหรอื ยาตม แลวไมไ ดผล
5. การตมคนั้ เอานํา้ เปน การนาํ เอาสวนของตนไมท ี่มีนาํ้ มาก ๆ ออนนุม ตําแหลก
งาย เชน ใบ หัว หรอื เหงา นํามาตําใหละเอียด และคั้นเอาแตนํ้าออกมา สมุนไพรท่ีใชวิธีการน้ี
กนิ มากไมไดเ ชน กัน เพราะนํ้ายาที่ไดจะมีกล่ินและรสชาติที่รุนแรง ตัวยาเขมขนมาก ยากท่ีจะ
กลืนเขาไปทีเ่ ดยี ว ฉะนัน้ กนิ คร้งั ละหนง่ึ ถวยชากพ็ อแลว
6. การบดเปนผง เปนการนําสมุนไพรไปอบหรือตากแหง แลวบดใหเ ปนผง สมนุ ไพร
ท่ีเปนผงละเอียดมากยิ่งมีสรรพคุณดี เพราะจะถูกดูดซึมสูลําไสงาย จึงเขาสูรางกายได
รวดเรว็ สมุนไพรผงชนดิ ใดที่กินยากก็จะใชปนเปนเม็ดท่ีเรียกวา "ยาลูกกลอน" โดยใชนํ้าเชื่อม
น้ําขา วหรือนํ้าผง้ึ เพ่อื ใหติดกันเปนเม็ด สวนใหญนิยมใชน้ําผึ้งเพราะสามารถเก็บไวไดนานโดย
ไมข ึน้ รา
7. การฝน เปนวิธีการท่ีหมอพื้นบานนิยมกันมาก วิธีการฝน คือ หาภาชนะใสน้ํา
สะอาดประมาณครึ่งหน่ึงแลวนําหินลับมีดเล็ก ๆ จุมลงไปในหินโผลเหนือน้ําเล็กนอย
นาํ สมนุ ไพรมาฝนจนไดนาํ้ สขี ุนเล็กนอ ย กนิ ครงั้ ละ 1 แกว
อยางไรก็ตาม การแปรรูปผลิตภัณฑสมุนไพร ควรแปรรูปในลักษณะอาหารหรือ
เครื่องใชที่ไมจัดอยูในประเภทยารักษา คือ ไมมีสรรพคุณในการรักษาหรือปองกัน บรรเทา

บําบัดโรค เน่ืองจากผลติ ภณั ฑประเภทยาจะตองผานการตรวจสอบท่ีมีมาตรฐานสูงและถูกตอง
มีผูช าํ นาญการทีม่ ีคุณวฒุ ิในการดาํ เนินการดว ย

ลักษณะของผทู ่จี ะประกอบอาชพี ผลติ ภณั ฑสมนุ ไพรในการปรงุ ผลิตภัณฑจากสมุนไพร
ผปู รงุ จําเปน ตอ งรูหลักการปรุงผลิตภณั ฑจากสมุนไพร 4 ประการ คอื

1. เภสัชวตั ถุ ผูปรุงตองรูจักช่ือและลักษณะของเภสัชวัตถุท้ัง 3 จําพวก คือ พืชวัตถุ
สัตวว ัตถุ และธาตวุ ตั ถุ รวมทัง้ รูป สี กลน่ิ และรสของเภสัชวัตถนุ น้ั ๆ ตัวอยา งเชน กะเพราเปนไม
พุม ขนาดเล็ก มี 2 ชนิด คือ กะเพราแดงและกะเพราขาว ใบมีกลิ่นหอม รสเผ็ดรอน หลักของ
การปรุงยาขอ นีจ้ ําเปน ตอ งเรียนรจู ากของจริง

2. สรรพคุณเภสัช ผูปรุงตองรูจักสรรพคุณของยา ซึ่งสัมพันธกับรสของสมุนไพร
เรียกวา “รสประธาน” แบงออกเปน

2.1. สมุนไพรรสเย็น ไดแก ยาที่ประกอบดวยใบไมท่ีรสไมเผ็ดรอนเชน เกสร
ดอกไม สัตตะเขา (เขาสัตว 7 ชนิด) เนาวเขี้ยว (เข้ียวสัตว 9 ชนิด) และของท่ีเผาเปนถาน
ตัวอยา งเชน ยามหานลิ ยามหากาฬ เปนตน ยากลุมน้ีใชสําหรับรักษาโรคหรืออาการผิดปกติทาง
เตโชธาตุ (ธาตไุ ฟ)

2.2. สมนุ ไพรรสรอน ไดแก ยาที่นําเอาเบญจกูล ตรีกฏก หัสคุณ ขิงและขามาปรุง
ตัวอยา งเชน ยาแผนโบราณที่เรียกวา “ยาเหลืองท้ังหลาย” ยากลมุ นใ้ี ชส าํ หรบั รักษาโรคและอาการ
ผดิ ปรกตทิ างวาโยธาตุ (ธาตลุ ม)

2.3. สมุนไพรรสสุขุม ไดแก ยาที่ผสมดวยโกฐ เทียน กฤษณา กระลําพัก ชะลูด
อบเชย ขอนดอก และแกนจนั ทนเทศ เปน ตน ตัวอยา งเชน ยาหอมทั้งหลาย ยากลุมนใี้ ชรักษา
ความผดิ ปรกตทิ างโลหิต

นอกจากรสประธานของสมุนไพรดังที่กลาวนี้ เภสัชวัตถุยังมีรสตางๆ อีก 9 รสคือ
รสฝาด รสหวาน รสเบ่ือเมา รสขม รสมัน รสหอมเย็น รสเค็ม รสเปร้ียวและรสเผ็ดรอน ในตํารา
สมนุ ไพรแผนโบราณบางตาํ ราไดเพ่ิมรสจืดอีกรสหนง่ึ ดว ย

3. คณาเภสัช ผูปรุงสมุนไพรตองรูจักเคร่ืองสมุนไพรที่ประกอบดวยเภสัชวัตถุ
มากกวา 1 ชนิด ทน่ี าํ มารวมกันแลว เรียกเปนชื่อเดยี ว ตัวอยางเชน

ทเวคันธา หมายถึง เคร่ืองสมุนไพรท่ีประกอบดวยเภสัชวัตถุ 2 ชนิด คือ ราก
บนุ นาคและรากมะซาง

ตรีสุคนธ หมายถึง เคร่ืองสมุนไพรท่ีประกอบดวยเภสัชวัตถุ 3 ชนิด คือ ราก
อบเชยเทศ รากอบเชยไทย และรากพิมเสนตน

4. เภสชั กรรม ผปู รุงสมนุ ไพรตองรจู ักการปรงุ ยาซึง่ มสี ง่ิ ท่คี วรปฏิบตั ิ คอื
4.1. พจิ ารณาตัวสมนุ ไพรวาใชสวนไหนของเภสัชวัตถุ เชน ถาเปนพืชวัตถุ จะใช

สวนเปลือกรากหรือดอก ใชสดหรือแหง ตองแปรสภาพกอนหรือไม ตัวอยางสมุนไพรท่ีตอง
แปรสภาพกอน ไดแก เมล็ดสลอด เพราะสมุนไพรน้ีมีฤทธิ์แรงจึงตองแปรสภาพเพื่อลดฤทธิ์
เสียกอน

4.2 ดขู นาดของตัวสมุนไพรยาวา ใชอ ยางละเทา ไร และผปู รงุ สมุนไพรควรมีความรู
ในมาตราโบราณ ซ่งึ ใชส วนตางๆ ของรางกาย หรือเมล็ดพืชที่เปนที่รูจักคุนเคยมาเปนตัวเทียบ
ขนาด เชน คําวาองคุลี หมายถึง ขนาดเทา 1 ขอของนิ้วกลาง กลอมหมายถึง ขนาดเทากับ
เมล็ดมะกลาํ่ ตาหนู และกลํา่ หมายถงึ ขนาดเทา กบั เมล็ดมะกล่าํ ตาชา ง เปน ตน

แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 18
เรื่อง การขออนญุ าตผลติ ภัณฑอ์ าหารและยา (อย.)
รายวชิ า สขุ ศึกษา พลศกึ ษา รหัสวชิ า ทช21002 ระดับ มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
ภาคเรยี นที่ 1 ปกี ารศกึ ษา 2563 สาระการเรยี นรูส้ าระทักษะการดาเนนิ ชีวิต เวลา 6 ชัว่ โมง
ครูผู้สอน............................................... รปู แบบการสอน พบกลุ่ม/ค้นควา้ ด้วยตนเอง
**********************************************
1.มาตรฐานการเรยี นรู้
มคี วามรู้ ความเข้าใจ มีคุณธรรม จรยิ ธรรมและเจตคติทดี่ ี มที กั ษะในการดูแล และสร้างเสรมิ
การมีพฤตกิ รรมสุขภาพที่ดี ปฏบิ ตั จิ นเปน็ กิจนิสยั หลกี เล่ยี งพฤติกรรมเสยี่ งต่อสขุ ภาพ ตลอดจนสง่ เสรมิ สขุ ภาพ
พลานามัยและสภาพ แวดล้อมท่ดี ีในชมุ ชน

2.ตัวช้ีวดั
1.อธิบายลักษณะการขออนุญาตผลติ อาหารและยาได้
2.อธิบายแนวทางการแสดงฉลากอาหารได้

3. สาระสาคญั ของเนือ้ หา
1. ลักษณะการขออนญุ าตผลิตอาหารและยา
- กลุ่มอาหารท่ีไมต่ ้องมีเครอื่ งหมาย อย.
- กลุ่มอาหารที่ต้องมีเคร่ืองหมาย อย.
2. แนวทางการแสดงฉลากอาหาร
- การแสดงฉลากอาหารทจี่ ําหน่ายโดยตรงต่อผบู้ รโิ ภค
- การแสดงฉลากทจ่ี าํ หนา่ ยให้กบั ผ้ปู รุงโดยตรง
- การแสดงฉลากอาหารเพอื่ เปน็ วตั ถดุ ิบของโรงงาน
3. สูตรสว่ นประกอบของอาหาร
4. การแสดงวนั เดอื นปีที่ผลติ หรอื หมดอายุ หรือควรบรโิ ภคก่อน

4. เป้าหมายการเรียนรู้ (ผลการเรียนรู้ทีค่ าดหวัง)
1. อธิบายความสําคญั ของการขออนุญาตผลิตอาหารและยา (K)
2. บอกแนวทางการแสดงฉลากอาหารในรูปแบบตา่ งๆ (K)
3. บอกสูตรส่วนประกอบของอาหาร (k)
4. มีความตระหนักถงึ วันเดอื นปีทผ่ี ลติ หรอื หมดอายุ หรือควรบรโิ ภคก่อน (A)

เรอ่ื งท่ี 3 การขออนุญาตผลิตภณั ฑอาหารและยา (อย.)
“อาหาร” ในพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 หมายถงึ “วัตถทุ ุกชนดิ ทค่ี นกนิ

ดื่ม หรือนําเขาสูรางกาย แตไมรวมถึงยา วัตถุออกฤทธ์ิตอจิตประสาท หรือยาเสพติดใหโทษ
นอกจากนีอ้ าหารยงั รวมถงึ วัตถุทีใ่ ชเ ปน สวนผสมในการผลติ อาหาร วตั ถุเจือปนอาหาร
สี เครอื่ งปรงุ แตงกลน่ิ รสดวย”

ผลติ ภัณฑท ่ีผลิตเพ่ือจําหนายมีจํานวนหนึ่งที่เปนผลิตภัณฑท่ีคาบเกี่ยวหรือก้ํากึ่งวา
จะเปน ยาหรืออาหาร เพ่ือปองกันความสับสนในเร่ืองน้ี สํานักงานคณะกรรมการอาหารและ
ยา จงึ กาํ หนดแนวทางในการพจิ ารณาวา ผลิตภัณฑใดทจ่ี ดั เปนอาหาร ตอ งมีลักษณะ ดังน้ี

1. มีสว นประกอบเปน วตั ถทุ ีม่ ใี นตําราทร่ี ฐั มนตรปี ระกาศตามพระราชบญั ญัติยาและ
โดยสภาพของวัตถนุ น้ั เปนไดท ง้ั ยาและอาหาร

2. มีขอ บง ใชเปนอาหาร
3. ปรมิ าณการใชไ มถ งึ ขนาดทีใ่ ชใ นการปอ งกนั หรือบาํ บัดรกั ษาโรค
4. การแสดงขอความในฉลากและการโฆษณาอาหารท่ีผสมสมุนไพรซ่ึงไมจัดเปนยา

น้นั ตอ งไมมีการแสดงสรรพคณุ เปน ยากลาวคือ ปองกนั บรรเทา บาํ บัด หรือรักษาโรค ตาง ๆ
การแบงกลุมผลติ ภณั ฑอาหาร
อาหารแบง ตามลกั ษณะการขออนญุ าตผลติ ออกเปน 2 กลมุ คือ
1. กลมุ อาหารท่ีไมต องมเี ครอื่ งหมาย อย.
อาหารกลมุ นี้ สว นใหญเปน อาหารทไี่ มแ ปรรูปหรอื ถาแปรรูปก็จะใชกระบวนการผลติ

งาย ๆ ในชุมชน ผบู รโิ ภคจะตอ งนาํ มาปรุงหรือผานความรอนกอนบริโภค อาหารกลุมน้ีผูผลิตที่มี

สถานทผี่ ลติ ไมเ ขา ขา ยโรงงาน (ใชอุปกรณห รือเคร่อื งจักรตํ่ากวา 5 แรงมา หรือคนงานนอยกวา 7
คน) สามารถผลิตจาํ หนา ยไดโ ดยไมตอ งมาขออนุญาตจากสํานักงานคณะกรรมการอาหารและยา
หรือสํานกั งานสาธารณสขุ จงั หวดั แตต องแสดงฉลากอาหารทถ่ี กู ตองไวดว ย

2. กลมุ อาหารที่ตอ งมเี ครื่องหมาย อย.
อาหารกลุมนีเ้ ปน อาหารท่มี ีการแปรรูปเปนอาหารกึ่งสําเร็จรูปหรืออาหารสําเร็จรูป

แลว ซ่ึงอาจกอใหเกิดความเสี่ยงตอผูบริโภคในระดับต่ํา ปานกลางหรือสูง แลวแตกรณี ไดแก
อาหารที่ตองมีฉลาก อาหารกําหนดคุณภาพหรือมาตรฐาน หรืออาหารควบคุมเฉพาะ ดังน้ัน
จึงจําเปนตองขออนุญาตสถานที่ผลิตอาหารและขอขึ้นทะเบียนตํารับอาหาร หรือจดทะเบียน
อาหาร หรือแจงรายละเอียดของอาหารแตละชนิดแลวแตกรณี ไดที่สํานักงานคณะกรรมการ
อาหารและยาหรือสํานกั งานสาธารณสุขจังหวัด

ตัวอยางผลิตภัณฑจากสมุนไพรท่ีไมเขาขายการเปนยา ไดแก สบูสมุนไพร แชมพู
สระผม สมุนไพร ผงขัดผิวสมุนไพร เกลือผสมสมุนไพรสําหรับขัดผิว เทียนหอม เครื่องดื่มจาก
สมนุ ไพร นา้ํ หอมปรบั อากาศจากสมุนไพร น้ําจ้ิมนํ้าซอสปรุงรสผสมสมุนไพร ผลิตภัณฑสมุนไพร
อบแหงพรอ มรบั ประทาน ลกู อมสมุนไพร ชาสมุนไพรสําเรจ็ รปู พรอมชง เปนตน

สวนตัวอยางผลิตภัณฑจากสมุนไพรที่เขาขายเปนยา ไดแก สมุนไพรลดน้ําหนัก
เครื่องสําอางบํารุงผิว แกอาการทางผิวหนังหรือทําใหขาว เคร่ืองดื่มสมุนไพรที่มีสรรพคุณรักษา
บาํ บดั หรอื บรรเทาอาการจากโรคตาง ๆ เปนตน

บรรณานุกรม

กติ ติ ปรมตั ถผล, นายปรชี า ไวยโภคา : รวมชดุ สาระการเรยี นรพู ืน้ ฐาน “สุขศึกษา 2”
กกกกกกกกชว งชั้นที่ 3 ม.2, 2550. บริษทั สํานักพิมพเ อมพันธ จํากดั
กิตติ ปรมตั ถผล, นายปรชี า ไวยโภคา : รวมชดุ สาระการเรียนรูพื้นฐาน “สุขศกึ ษา 3”
กกกกกกกกชว งชั้นที่ 3 ม.3, 2550. บรษิ ัท สํานกั พิมพเ อมพนั ธ จาํ กดั
กุสมุ าวดี ดําเกล้ยี ง, ปรชี า ไวยโภคา และคณะ : รวมชุดสาระการเรียนรพู ื้นฐาน
กกกกกกกก“สขุ ศกึ ษา 6” ชว งช้นั ที่ 4 ม.6, 2550. บรษิ ทั สาํ นกั พมิ พเ อมพนั ธ จํากดั
โกวทิ ประวาลพฤกษ และคณะ. หนังสอื เรยี นสาระการเรยี นรพู น้ื ฐานสุขศกึ ษาและ

พลศกึ ษา.กรุงเทพฯ : สาํ นกั พมิ พบ ริษทั พฒั นาคณุ ภาพวชิ าการ (พว), 2547.
สารานุกรมไทยสําหรบั เยาวชนฯ / เลม ที่ 7 / เรอ่ื งท่ี 8 อบุ ัติเหตแุ ละการ
ปฐมพยาบาล
ความรูเรื่องโชค : ทางแก ดูแล ปองกัน, 2543 : บริษัท รีดเดอรส ไดเจสท (ประเทศไทย)
จํากัด. กรงุ เทพมหานคร
วาสนา คณุ าอภิสิทธ์ิ และคณะ. หนังสอื เรียนสาระการเรียนรพู ืน้ ฐาน กลุมสาระการเรยี นรูกก

กกกกกกสขุ ศกึ ษาและพลศกึ ษา. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พครุ สุ ภาลาดพราว, 2546.

สมหมาย แตงสกลุ และธาดา วมิ ลวตั รเวที. หนังสอื เรยี นสาระการเรยี นรพู ื้นฐานกลุมสาระ

สขุ ศึกษาพลศกึ ษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพไทยวัฒนาพานชิ ,2546.

คณะผูจดั ทาํ

ทป่ี รกึ ษา เลขาธิการ กศน.
นายสุรพงษ จําจด รองเลขาธกิ าร กศน.
นายประเสริฐ หอมดี ผูอาํ นวยการกลุมพัฒนาการศกึ ษานอกระบบ
นางตรีนุช สขุ สุเดช และการศกึ ษาตามอธั ยาศัย
ผอู ํานวยการ สถาบนั กศน. ภาคกลาง
นายวิมล ชาญชนบท รองผูอาํ นวยการ สถาบนั กศน. ภาคกลาง
ด.ต.ชาติวุฒิ เพ็ชรนอย

ผูสรปุ เนอื้ หา ผอู าํ นวยการ กศน.อําเภอเมืองนครปฐม
นายประชาลักณ ศรีคุณาภรณ ครู สถาบัน กศน.ภาคกลาง
นายไพโรจน ขนุ ทอง ครู กศน.อําเภอเมอื งนครปฐม
ครู กศน.อําเภอเมอื งนครปฐม
นางสาวนฤมล มูลทองชุน เจา หนา ท่ี สถาบนั กศน. ภาคกลาง
ครู สถาบนั กศน. ภาคกลาง
นางสุธาสนิ ี บารมีรงั สิกลุ

นางสาวกญั ญาณฐั หนอ ทองคํา

นางสาวโชตกิ า ชัยชนะ

ผตู รวจและบรรณาธกิ าร ผอู ํานวยการสํานักงาน กศน.จังหวดั เพชรบรุ ี
นายศภุ ัชณฏั ฐ หลักเมอื ง ศกึ ษานเิ ทศก กศน.จงั หวดั เพชรบรุ ี
นางทองสขุ รตั นประดิษฐ ครู กศน.อําเภอหัวหนิ
นางสาวณฐั กฤตา ทบั ทิม ครู กศน.อําเภอเมืองสมทุ รสงคราม
นางสาวจรยิ า สมุทวนชิ ครู กศน.อําเภอเมืองเพชรบุรี
นางสาวสําราญ นาคทอง

ผพู ิมพต น ฉบบั 122
นางสาวโชติกา ชัยชนะ
ครู สถาบัน กศน. ภาคกลาง
ผอู อกแบบปก กลุมพัฒนาการศึกษานอกระบบ
นายศภุ โชค ศรีรัตนศิลป และการศึกษาตามอัธยาศัย

คณะจัดทําสื่อ Active Learning บรรณารักษชาํ นาญการ กศน.อาํ เภอขุขันธ
นางประไพพกั ตร แทน แกว ครู กศน.อําเภอกันทรลักษ
นางสาวปภสั รินทร แสนทวสี ุข ครสู อนคนพิการ กศน.อาํ เภอเมืองจันทร
นางสาววิชดุ า อุนคาํ ครูสอนคนพกิ าร กศน.อาํ เภอเมืองจันทร
วา ที่ ร.ต.สกุ ญั ญา ดาศรี


Click to View FlipBook Version