นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๙ เป็นตำบลหนึ่งในอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ในอดีตเคยเป็นส่วนหนึ่งตำบลทะเลชุบศรแต่ต่อมาได้แยก ออกเป็นตำบลเขาสามยอดเพราะพื้นที่ตำบลทะเลชุบศรนั้นกว้างใหญ่มากทำให้ ดูแลทุกข์สุขของราษฏรได้อย่าง ทั่วถึง สำหรับชื่อตำบลเขาสามยอดนั้น มีที่มาจากชื่อของภูเขาลูกโต 3 ลูก ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ตำบลนี้เป็นป่ารกชาวบ้าน จึงต้องทำมาหากิน โดยการหาของป่าบนภูเขา ทำให้ภูเขาทั้ง 3 ลูก นี้มีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชน จึงเป็นที่มาของชื่อว่า ตำบลเขาสามยอด จนถึงปัจจุบัน เดิมองค์การบริหารส่วนตำบลเขาสามยอด จัดตั้ง ขึ้นตาม พระราชบัญญัติสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 โดยประกาศกระทรวงมหาดไทยในราชกิจจ เบกษาฉบับกฤษฎีกา เล่มที่ 111 ตอนที่ 53 ก ลงวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2537 มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2538 และ ได้ทำการเลือกตั้งสมาชิก สภาองค์การบริหารส่วนตำบล ครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2538 เป็น อบต.ชั้น 2 ปรับเป็น อบต.ขนาดกลาง และปรับเป็น อบต. ขนาดใหญ่ ตามมติประชุม ก.อบต.จังหวัด ลพบุรี ครั้งที่ 1/2547 ลงวันที่ 6 มกราคม พ. ศ. 2547 ด้วยความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ การขยายตัวของ เมือง และชุมชน ซึ่งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของ พระราชบัญญัติสภาตำบล และองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 ถึงแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 5 พ.ศ. 2546 มาตรา 42 และพระราชบัญญัติเทศบาล พ.ศ.249 ถึงแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 12 พ.ศ.2546 มาตรา 7 และ 10 โดยประกาศกระทรวงมหาดไทย ลงวันที่ 2 สิงหาคม 2550จัดตั้ง องค์กรการบริหารส่วนตำบลเขาสามยอดเป็นเทศบาลเมืองเขาสามยอด ตั้งแต่วันที่ 23 สิงหาคม 2550 พันธกิจ 1. เร่งรัดการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ผ่านเกณฑ์พื้นฐาน และคงความเป็นมาตรฐาน 2. สร้างอาชีพและรายได้ให้ประชาชนพออยู่พอกินอย่างทั่วถึง 3. สร้างเขาสามยอดให้เป็นเมืองที่มีสุขภาวะที่ดี ทั้งสุขภาพกายสุขภาพจิตและสังคม 4. พัฒนาการศึกษาทั้งระบบเพื่อให้เกิดการเรียนรู้ทั้งในระบบและนอกระบบให้ได้มาตรฐาน 5. พัฒนาการเมืองและการบริหารจัดการให้ได้ทันสมัยมีมาตรฐานระดับประเทศ การดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าและการจัดสวัสดิการภาพสัตว์ จุดเริ่มต้น เมื่อปีพ.ศ. 2545 เกิดการแพร่ระบาดของโรคพิษสุนัขบ้าบริเวณ หมู่ 1 ตำบลเขาสามยอด อบต.เขาสามยอดได้ประสานปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี, ปศุสัตว์อำเภอเมืองลพบุรี, สาธารณสุขจังหวัดลพบุรี, สาธารณสุข อำเภอเมืองลพบุรี ร่วมบูรณาการควบคุมโรคพิษสุนัขบ้า จากปัญหาสู่การบริหารจัดการโรคพิษสุนัขบ้า เมื่อปี พ.ศ. 2550 เทศบาลได้จัดตั้งกองทุนศูนย์บริบาลสัตว์ขึ้นเพื่อดำเนินการป้องกันโรคพิษสุนัขบ้าด้วย เงินงบประมาณ 5,500 บาท ในการจัดซื้อวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้ามาบริการฉีดให้กับสุนัขและแมวโดยคิด ค่าธรรมเนียมในราคาตัวละ 35 บาท โดยดำเนินงานในรูปแบบกองทุนโดยมีคณะทำงานระดับตำบลเป็นผู้กำกับ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ปัญหาปัจจัยที่ทำให้เกิดการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า ปัญหาสุนัขจรจัดที่มีแนวโน้มที่จะทวีจำนวน เพิ่มขึ้นโดยสาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากประชาชนนำสุนัขที่ไม่ต้องการเลี้ยงไปปล่อยทิ้งในที่สาธารณะ เช่น วัด ชุมชน ถนน และ โรงเรียน - ปัญหาการระบาดของโรคพิษสุนัขบ้า - ปัญหาเหตุเดือดร้อนรำคาญ - ปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชน - ปัญหาความสวยงามเป็นระเบียบและความสะอาดของบ้านเมือง - ปัญหาการทารุณกรรมสัตว์และปัญหาอื่นๆ อีกเป็นจำนวนมาก สาเหตุหลัก คือ ประชาชนขาดความขาดความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงสุนัขและแมวกับประชาชนไม่มี การ คุมกำเนิดปล่อยให้มีลูกมากเลี้ยงไมไหวจึงนำมาปล่อยในพื้นที่สาธารณะ
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๐ - การประชาสัมพันธ์ไม่ครอบคลุมทั้งพื้นที่ - การเข้าถึงการรับบริการจากเทศบาล และการดำเนินการฉีดวัคซีนที่ไม่ครอบคลุม - ไม่มีสถานที่ให้บริการประชาชน เมื่อปี2551 ประสานความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย 15 แห่งทั้งภาครัฐ ภาคประชาชน สถานศึกษา ภาคเอกชน เทศบาลได้จัดตั้งศูนย์บริบาลสัตว์ดำเนินงานในรูปแบบคณะกรรมการศูนย์บริบาลสัตว์(คณะทำงานสร้าง พื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้าระดับตำบลโดยยึดหลักแนวคิด สุขภาพหนึ่งเดียว คือ การดำเนินงานด้านสุขภาพ คน สัตว์ สิ่งแวดล้อม ไปพร้อมๆ ดำเนินการ 2 วิธี เชิงรับ ประชาชนสามารถนำสัตว์มารับบริการฉีดวัคซีนฯ ได้ตลอดทั้งปี เชิงรุก ลงพื้นที่ให้บริการฉีดวัคซีนฯแบบเคาะประตูบ้านดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง โครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้าฯ ขั้นตอนการดำเนินงานประกอบด้วย 4 กิจกรรม หลัก ดังนี้ 1. สำรวจและขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์รายครัวเรือน ปีละ 2 รอบ 2. ลงพื้นที่ฉีดวัคซีนป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า 34 ชุมชน 10 วัด 1 สำนักสงฆ์ 8 โรงเรียน "แบบเคาะประตู บ้าน" 3. ควบคุมการเจริญพันธุ์สุนัขและแมวด้วยวิธีการผ่าตัดทำหมัน 4. อบรมให้ความรู้สร้างความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงสัตว์และการป้องกันโรคติดต่อจากสัตว์สู่คนกิจกรรม "พา หมอไปหาหมา" การปรับรูปแบบการให้บริการผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ "พาหมอไปหาหมา" 1. เพื่อการลดขั้นตอนการให้บริการ ประชาชนเข้าถึงบริการด้านสุขภาพสัตว์ได้ง่าย 2. สนองความต้องการของประชาชน ประหยัดเวลา การลดภาระค่าใช้จ่ายให้เจ้าของสัตว์ กิจกรรม "สุนัขชุมชน" และ โรงเรียนปลอดสุนัขจรจัด กิจกรรมการสร้างสำนึกรับผิดชอบต่อชุมชน วัด โรงเรียน เมื่อเลี้ยงสุนัขและแมวแล้วจะต้องเลี้ยงโดยไม่สร้าง ความเดือดร้อนรำคาญให้กับคนในชุมชน เทศบาลยึดหลักมนุษยธรรม และ แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว การแก้ไข ปัญหาในพื้นที่เทศบาล ปัจจุบันเกิดสัญญาประชาคมของคนในชุมชนและเกิดความเข้าใจและการแก้ไขปัญหาโดย ชุมชนร่วมคิด ร่วมคิดว่าจะดำเนินการอย่างไรให้คนและสัตว์อยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ร่วมทำ ร่วมกับเทศบาลใน การจับสุนัขฉีดวัคซีนและควบคุมการเจริญพันธุ์สุนัขจรจัดไห้ครอบคลุม 100% ทั้งพื้นที่ ร่วมเป็นเจ้าของ ร่วมกัน ดูแลสุนัขจรจัดภายในชุมชนมิให้สร้างความเดือดร้อนรำคาญกับคนภายในชุมชน ร่วมตัดสินใจ ประชาชนภายใน ชุมชนร่วมกับเทศบาลในการแก้ไขปัญหาสุนัขจรจัด ทำให้ปัญหาสุนัขจรจัดลดลง ไม่มีข้อร้องเรียนเรื่องสุนัขจร จัดสร้างความเดือดร้อนรำคาญ ไม่พบปัญหาความขัดแย้งของคนในชุมชน การจัดสวัสดิภาพสุนัขและแมวจรจัด ปัจจุบันเทศบาลได้ทำบันทึกข้อตกลงในการดำเนินงาน 2 แห่ง ได้แก่ สถานที่ควบคุมสุนัขจรจัดกองบิน 2 (ศูนย์พักคอยสุนัขจรจัด) และศูนย์พักพิงสุนัขและแมวจรจัด Dog City โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์2 ศูนย์บริบาลสัตว์ กองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลเมืองเขาสามยอด จัดตั้งขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ดังนี้ ๑. รักษาพยาบาลสัตว์ป่วยเบื้องต้น ๒. เพื่อสำรวจและขึ้นทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์รายครัวเรือนและจัดทำข้อมูลผู้เลี้ยงสัตว์รายครัวเรือน ๓. เพื่อรักษาพยาบาลสัตว์ให้แก่ประชาชนผู้เลี้ยงสัตว์ ๔. เพื่อป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อ และการควบคุมการเจริญพันธุ์ในสัตว์ ๕. เพื่อเป็นศูนย์การเรียนรู้เผยแพร่ความรู้เรื่องโรคสัตว์ให้แก่ประชาชนและกลุ่มเกษตรกร
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๑ ๖. เพื่อส่งเสริมอาชีพการเลี้ยงสัตว์ให้แก่เกษตรกร ๗. เพื่อให้ประชาชนในตำบลเขาสามยอดมีส่วนร่วมในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อในสัตว์ ศูนย์บริบาลสัตว์เทศบาลเมืองเขาสามยอด มิใช่คลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์แต่อย่างใด เนื่องจากเทศบาล เมืองเขาสามยอดมิได้แสวงผลกำไรจากกรดำเนินงานของศูนย์บริบาลสัตว์ ศูนย์บริบาลสัตว์เปิดขึ้นเพื่อช่วยเหลือสุนัข และแมวจรจัดเป็นหลักและเปิดโอกาสให้เจ้าของสัตว์เลี้ยงที่ไม่มีเงินรักษาสุนัขและแมว ได้เข้าถึง การรักษาและ พยาบาลสัตว์เบื้องต้น และเป็นการช่วยลดอาการเจ็บป่วยของสัตว์เบื้องต้นก่อนที่เจ้าของสัตว์จะพิจารณาดำเนินการ ส่งต่อไปรักษาที่คลินิกหรือโรงพยาบาลสัตว์ต่อไป เพราะฉะนั้นจึงไม่มี สัตวแพทย์มาประจำศูนย์บริบาลสัตว์ศูนย์ บริบาลสัตว์เทศบาลเมืองเขาสามยอด เป็นเพียงสถานที่รักษาพยาบาลสัตว์เบื้องต้น เจ้าหน้าที่ประจำศูนย์บริบาล สัตว์ เป็นสัตวบาล (พยาบาลวิชาชีพด้านสัตว์เลี้ยง) เป็นเจ้าหน้าปฏิบัติงานผ่านการประเมินมาตรฐานวิชาชีพ ผ่าน การอบรมบุคลากรป้องกันเฝ้าระวังควบคุมโรคระบาดสัตว์จาก ปศุสัตว์อำเภอเมืองลพบุรี ปศุสัตว์จังหวัดลพบุรี และ ได้รับการยอมรับการหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน การจัดสวัสดิภาพสัตว์การบริหารจัดการศูนย์พักคอยและศูนย์พักพิงสุนัขจรจัดตามโครงการ "สัตว์ปลอดโรค คน ปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามพระปณิธานศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณลัย ลักษณ์ อคัรราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัต วรขัตติยราชนารี" ประจำปี2566 สถานที่ควบคุมสุนัขจรจัดกองบิน 2 (ศูนย์พักคอยสุนัขจรจัด)
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๒ ปัจจุบัน (วันที่ 9 ตุลาคม 2566) มีสุนัขจรจัดอยู่ภายในศูนย์พักคอยสุนัขจรจัด จำนวน 47 ตัว เป็นสุนัข เพศผู้ 16 ตัว สุนัขเพศเมีย 28 ตัว และลูกสุนัข 3 ตัว ศูนย์พักพิงสุนัขและแมวจรจัดโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์2 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนองม่วง จังหวัดลพบุรี ปัจจุบัน (วันที่ 9 ตุลาคม 2566) มีสุนัขและแมวจรจัดอยู่ภายในศูนย์พักพิงสุนัขและแมวจรจัดจำนวน 124 ตัว เป็นสุนัข 82 ตัว แมว 42 ตัว การจัดระบบการบริหารจัดการศูนย์พักพิงสุนัขจรจัด โครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ 2 ตำบลดงดินแดง อำเภอหนอง ม่วง จังหวัดลพบุรี 1. เตรียมกรงสถานที่เลี้ยง 1. กรงสุนัขใหม่แรกเข้า : ป้ายกรง, ทำประวัติ, ฉีดวัคซีนฯ, ผ่าตัดทำหมัน 2. กรงสุนัขป่วย : เพื่อตรวจรักษากักบริเวณป้องกันการระบาดของโรค 3. กรงสุนัขท้อง : เพื่อให้สุนัขตั้งท้องอยู่เป็นสัดส่วนลดการแท้งลูกจากการกัดกัน 4. กรงอนุบาลลูกสุนัข : เพื่อให้แม่สุนัขหลังคลอดได้ให้นมลูกสุนัข 45 วัน หมายเหตุ ถ้าทำตามข้อ 1 จาก ทำให้ไม่เกิดกรงที่ 4 5. ทำเอกสารตรวจนับจำนวนและสังเกตอาการสุนัขป่วยในแต่ละวัน ทำในช่วง ทำความสะอาดกรง หรือให้ อาหารสุนัข 2. จัดทำประวัติสุนัขจรจัด 1. กรณีนำเข้าสุนัขใหม่ต้องกรอกข้อความดังนี้ : ต้นทางของสุนัข, ใครเป็นผู้นำเข้ามา, เบอร์โทรศัพท์ที่ สามารถติดต่อได้ 2. กรอกเอกสารในแบบทำประวิติสุนัข เช่น ชื่อ, เพศ, พันธุ์, สี, อายุ, กรงที่/โซนที่อยู่อาศัยตัวอย่าง A1 - 001 - k 08 หมายความว่า A =โซน, เฟต/001 = ตัวที่ 1/k 08 = กรงที่ 8 3. กรณีสุนัขตาย : เจ้าหน้าที่ต้องทำบันทึกแจ้งหัวหน้าศูนย์พักพิงเพื่อทราบ 4. เจ้าหน้าที่ต้องสรุปจำนวนสุนัขทั้งหมดโดยแยกดังนี้ สุนัขทั้งหมด ตัว/สุนัขเพศผู้......ตัว สุนัขเพศเมีย...... ตัว 5. สุนัขนำเข้าใหม่จาก……ตัวเมื่อวันที่/เดือน/ปี/เวลา 6. อาหารสุนัขในสต๊อกทั้งหมด......ถุง
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๓ เครือข่ายความร่วมมือ แนวทางการพัฒนาให้ยั่งยืน วิเคราะห์ปัญหา นำปัญหาและอุปสรรคจากการดำเนินงาน ในปีที่ผ่านมาวิเคราะห์ปรับปรุงเปลี่ยนแปลง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการทำงาน และเกิดประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ประสานความร่วมมือ กับหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชนเพื่อบูรณาการโครงการกิจกรรม สร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรมประสิทธิภาพในการทำงาน และเกิด ประโยชน์สูงสุดกับประชาชน ยึดถือพระปณิธาน สานต่อพระปณิธานสมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีกรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ที่ทรงต้องการให้โรคพิษสุนัขบ้าหมดไป ดำเนินงานตาม ๘ ยุทธศาสตร์หลัก โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้าตามพระ ปณิธาน ศาสตราจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวาง ควัฒน วรขัตติยราชนารี มุ่งกำจัดโรคพิษสุนัขบ้า จัดทำแผนการดำเนินงาน โครงการและกิจกรรมสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า อย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม นำพาสู่พื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้า หัวใจหลักของการสร้างพื้นที่ปลอดโรคพิษสุนัขบ้านั้นคือ “การให้ความรู้สร้างความเข้าใจ” กับประชาชนในพื้นที่ เกิดการยอมรับนำไปสู่ความร่วมมือจากประชาชนในพื้นที่ พัฒนาสู่ความยั่งยืน ความยั่งยืนนั้น เกิดจากบูรณาการดำเนินงานกับเครือข่ายหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาชน การดำเนินงานเกิดการยอมรับจากประชาชนในพื้นที่นำมาสู่ความยั่งยืนในการ บริหารจัดการโรคพิษสุนัขบ้า
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๔ ผลงานเด่น ประโยชน์ที่ได้รับ 1. ได้รับความรู้ความเข้าใจในกระบวนการทำงานด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าและการ จัดสวัสดิการภาพสัตว์ 2. ได้รับแนวคิดในการพัฒนางานป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าที่ยั่งยืน 3. เกิดการสร้างภาคีเครือข่ายในงานป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้า
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๕ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การระบาดวิทยา การควบคุมและส่งเสริมป้องกันโรค ผู้บรรยาย นางสาวกาญจนวรรณ บัวจันทร์(สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี) ระบาดวิทยา หมายถึง การศึกษาการกระจาย และสิ่งกำหนด ของการเกิดโรค หรือปัญหาด้านสุขภาพใน ประชากร รวมถึงการใช้ประโยชน์จากความรู้นั้น ในการป้องกันและควบคุมโรค ❑ การกระจาย (Distribution) ❑ สิ่งกำหนด (Determinants) ❑ การเกิดโรค (Occurrence) ❑ ประชากร (Population) ❑ การป้องกันและควบคุม (Prevention and Control) การกระจาย (Distribution) หมายถึง ลักษณะทางระบาดวิทยาของการเกิดโรค เมื่อพิจารณาในด้าน บุคคล เวลา สถานที่ ไม่ใช่การกระจายของโรคจากคนหนึ่งไปยังอีกคนหนึ่ง ซึ่งมักใช้คาว่า การถ่ายทอดโรค (Transmission) แทน ดังนั้น การกระจาย ใช้กับทั้งโรคติดเชื้อและโรคไร้เชื้อ
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๖ สิ่งกำหนด (Determinants) หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของภาวะสุขภาพอนามัย ใน ด้านการเกิดโรค สิ่งกําหนด เป็นสิ่งหนึ่งหรือหลายสิ่งใน Agent หรือ Host หรือ Environment การเกิดโรค (Occurrence) ❑ นิยามโรค (Definition) : ตัวกำหนดว่าใครคือผู้ป่วย ❑ ขนาดของปัญหา (Magnitude) : จำนวนผู้ป่วย ❑ ความรุนแรง (Severity) : จำนวนผู้มีภาวะแทรกซ้อน พิการ หรือเสียชีวิต นิยามโรค (Definition) แบ่งตามระดับของโอกาสในการเป็นโรค -สงสัย (Suspected) : ประวัติ อาการ ตรวจร่างกายเบื้องต้น -น่าจะเป็น (Probable) : ผู้ป่วยสงสัยที่มีผล Lab เบื้องต้น หรือ มีประวัติสัมผัสผู้ป่วยยืนยันรายอื่น -ยืนยัน (Confirmed) : ผู้ป่วยระดับสงสัยหรือน่าจะเป็นที่มีผล Lab ยืนยัน
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๗ ขนาดของปัญหา (Magnitude) -จำนวนผู้ป่วย/จำนวนผู้เสียชีวิต : เข้าใจง่าย -อัตราป่วย/อัตราตาย - ใช้เปรียบเทียบระหว่างกลุ่ม - ตัวตั้ง คือ จำนวนผู้ป่วย - ตัวหาร คือ จำนวนประชากรที่มีโอกาสเกิดโรค (Population at risk) - นิยมแสดงเป็นจำนวน ต่อ 1,000 หรือ 100,000 ประชากร ชนิดของการบอกขนาดของปัญหา อุบัติการณ์ (Incidence) : วัดการเกิดของผู้ป่วย - ผู้ป่วยใหม่ ที่เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาหนึ่ง - มักใช้กับโรคเฉียบพลัน เป็นเร็ว หายเร็ว - เช่น จำนวนผู้ป่วยโรคอุจจาระร่วงในเดือนตุลาคม พ.ศ. 2562 ความชุก (Prevalence) : วัดการมีอยู่ของผู้ป่วย - ผู้ป่วยทั้งหมด ที่ยังป่วยอยู่ ณ เวลาขณะใดขณะหนึ่ง - มักใช้กับโรคเรื้อรัง เป็นช้า หายช้า - เช่น จำนวนผู้ป่วยโรคเบาหวาน ณ วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2565 ความรุนแรง (Severity) : จำนวนผู้มีภาวะแทรกซ้อน พิการ หรือเสียชีวิต
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๘ ความรุนแรง (Severity) : จำนวนผู้มีภาวะแทรกซ้อน พิการ หรือเสียชีวิต ประชากร (Population) หมายถึง กลุ่มของสิ่งมีชีวิตชนิดเดียวกัน ที่อาศัยอยู่ในแหล่งที่อยู่เดียว กันในช่วงเวลาหนึ่ง สมบัติเฉพาะของประชากร ได้แก่ ความหนาแน่น อัตราการเกิด อัตราการ ตาย การกระจายของ อายุประชากร และการกระจาย ซึ่งทั้งหมดนี้ประกอบเป็นโครงสร้างของ ประชากร นอกจากนั้นประชากรมีลักษณะ หรือรูปแบบของการเติบโตด้วย ความหนาแน่น ❑ การศึกษาสาเหตุของการเกิดโรคต่างๆ ไม่สามารถดูจากคนไข้คนใดคนหนึ่ง แต่ต้องดูในประชากรทั้งหมด ประชากรเป็นเป้าหมายของการดำเนินงานทางสาธารณสุข
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๕๙ การป้องกันและควบคุม (Prevention and Control) การป้องกัน (Prevention) มาตรการเพื่อลดการเกิดการระบาดในอนาคต การควบคุม (Control) มาตรการเพื่อลดการเกิดผู้ป่วยใหม่ในการระบาดที่กำลังดำเนินอยู่ การกำจัดโรค (Elimination) มาตรการเพื่อทำให้โรคหมดไปจากพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง การกวาดล้าง (Eradication) มาตรการเพื่อทำให้โรคหมดไปจากโลกโดยสิ้นเชิง ไม่หลงเหลือเชื้อโรคอยู่ในธรรมชาติ
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๐ แนวทางปฏิบัติงานเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรค ดังนี้ 1) การเฝ้าระวังและประเมินความเสี่ยง 2) การป้องกันโรคและควบคุมยุงพาหะ 3) การสื่อสารความเสี่ยงและสร้างการมีส่วนรับผิดชอบของชุมชน 4) การรักษาและส่งต่อผู้ป่วยที่มีมาตรฐาน 5) การบริหารจัดการและติดตามประเมินผล
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๑ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การป้องกันและควบคุมโรคอุบัติใหม่หรือโรคติดต่อ ผู้บรรยาย นางสาวกาญจนวรรณ บัวจันทร์ (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี) 1.สถานการณ์ของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรคไม่ติดต่อ เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรถึง 41 ล้านคนทั่วโลกหรือคิดเป็นร้อยละ 71 ของการเสียชีวิตของประชาชกรโลกทั้งหมด ถือว่าเป็นปัญหาสุขภาพที่สำคัญ โดยเฉพาะโรคเบาหวานและโรคความ ดันโลหิตสูงที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากข้อมูลการสำรวจสุขภาพประชาชนไทยโดยการตรวจร่างกาย ครั้งที่ 6 ปี 2562 พบว่า ประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคความดันโลหิตสูงประมาณ 14 ล้านคน (ร้อยละ 25.4) เท่ากับว่า 1 ใน 4 ของคนไทยป่วยเป็นโรคความดันโลหิตสูง และเกือบครึ่งหนึ่ง (ร้อยละ 48.8) ไม่ทราบว่าตนเองป่วย พร้อม กันนั้นยังพบว่ามีผู้ป่วยโรคเบาหวานถึง 5 ล้านคน (9.5) 1 ใน 3 (ร้อยละ 30.6) ไม่ทราบว่าตนเป็นเบาหวานมา ก่อน และมีเพียง 1 ใน 4 คน (ร้อยละ 26.3) เท่านั้น ที่สามารถควบคุมสภาวะของโรคได้ การพัฒนาคุณภาพบริการ เป็นอีกหนึ่งบทบาทที่จำเป็นในการดูแลและจัดการโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เพื่อให้ผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังสามารถเข้าถึง บริการสุขภาพที่สำคัญ เพื่อลดปัจจัยเสี่ยง ลดโรค รวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนจากการเจ็บป่วยให้มีแนวโน้มที่ดีขึ้น
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๒ 2.ความหมายของโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง 2.1 โรคที่ไม่ติดต่อจากสิ่งมีชีวิตสู่สิ่งมีชีวิตอื่นๆ 2.2 เป็นโรคที่อาการของโรคเกิดช้าๆและค่อยๆสะสมอย่างต่อเนื่อง 2.3 มักจะเกิดอาการเรื้อรัง 2.4 เกิดจากพฤติกรรม การดำเนินชีวิตที่ไม่เหมาะสม มีพฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ 3. กลุ่มโรคไม่ติดต่อที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต 1.โรคเบาหวาน 2.โรคความดันโลหิตสูง 3.โรคหัวใจขาดเลือด 4.โรคหลอดเลือดสมอง 5.โรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง โรคไม่ติดต่อ ยังคงเป็นปัญหาสุขภาพอันดับหนึ่งของประชาชนไทย ทั้งในแง่ภาระโรคและอัตราการ เสียชีวิตอัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร (30-69 ปี) 4.ขอบเขตกลุ่มโรคไม่ติดต่อ 4.1 ปัจจัยเสี่ยงทางพฤติกรรม 4.2 การเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา 4.3 กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง -โรคมะเร็ง -โรคปอดเรื้อรัง -โรคเบาหวาน -โรคหัวใจและหลอดเลือด -กิจกรรมทางกายไม่เพียงพอ -การดื่มสุรา -การสูบบุหรี่ -พฤติกรรมบริโภคอาหาร 5.แนวคิดการวางแผนเพื่อการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม PRECEDE framework model
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๓ 6.การวางแผนเพื่อพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ 6.1 การวิเคราะห์ปัญหาสุขภาพ/ปัญหาสาธารณสุข 6.2 การวิเคราะห์สาเหตุของพฤติกรรม -ปัจจัยนำ (Predisposing factors) คือ ปัจจัยที่เป็นฐานและก่อให้เกิดแรงจูงใจในการแสดง พฤติกรรมของบุคคล ได้แก่ ความรู้ ความเชื่อ ค่านิยม การรับรู้ และทักษะดั้งเดิม -ปัจจัยเอื้อ (Enabling factors) คือ สิ่งที่เป็นแหล่งทรัพยากรที่จำเป็นในการแสดงพฤติกรรม ของบุคคล ชุมชน และทักษะใหม่ -ปัจจัยเสริม (Reinforcing factors) คือ ปัจจัยที่เป็นผลสะท้อนที่บุคคลจะได้รับหรือคาดว่าจะ ได้รับจากการแสดงพฤติกรรมนั้น เช่น รางวัล ผลตอบแทน การลงโทษ 6.3 การวิเคราะห์พฤติกรรมเป้าหมาย 6.4 การวางแผนดำเนินงาน 6.5 การดำเนินงานตามแผนพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่วางไว้ 6.6 การประเมินผลการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ 7.โรคเบาหวาน (Diabetes mellitus) เบาหวาน คือภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติเกิดขึ้นเนื่องจากร่างกายไม่สามารถ นำน้ำตาลในเลือดซึ่งได้มาจากอาหารไปใช้ได้ตามปกติ การที่ร่างกายจะนำน้ำตาลกลูโคสไปใช้พลังงานได้นั้น มีความจำเป็นต้องทำอาศัยฮอร์โมนที่สร้าง จากตับอ่อนชื่อ อินซูลิน เป็นตัวนำพาน้ำตาลกลูโคสในเลือดเข้าไปในเนื้อเยื่อของอวัยวะต่างๆหากขาดฮอร์โมน อินซูลินก็จะทำให้น้ำตาลไม่สามารถเข้าไปในเนื้อเยื่อได้ และจะมีน้ำตาลในเลือดเหลือค้างอยู่มากและมีระดับสูงกว่า ปกติ ในคนปกติ ก่อนรับประทานอาหารเช้าจะมีระดับน้ำตาลในเลือดประมาณ 70 – 99 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และ หลังรับประทานอาหารแล้ว 2 ชั่วโมง ระดับน้ำตาลไม่เกิน 140 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 7.1 เบาหวานที่พบบ่อย แบ่งได้เป็น 2 ชนิดคือ เบาหวานชนิดที่ 1 มักเกิดก่อนอายุ 20 ปีและเกิดจากการที่ร่างกายไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ เนื่องจากเซลล์ผลิตอินซูลินที่ตับอ่อนถูกทำลาย เบาหวานชนิดที่ 2 มีความสัมพันธ์กับความอ้วน สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากร่างกายผลิตอินซูลินไม่ เพียงพอ ร่วมกับการดื้อต่อการออกฤทธิ์ของอินซูลินในร่างกาย 7.2 เกณฑ์การวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวาน (ของสมาคมโรคเบาหวานแห่งสหรัฐอเมริกา) หากพบน้ำตาลในเลือดไม่ว่าเวลาใด มากกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร เพียงครั้งเดียว ร่วมกับมีอาการ เช่น ปัสสาวะบ่อย คอแห้ง กระหายน้ำ กินจุ น้ำหนักลด ให้ถือว่าเป็นเบาหวานได้เลย ถ้าระดับ น้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารเช้าตั้งแต่ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรขึ้นไป 7.3 อาการสำคัญที่พบบ่อย 1.ปัสสาวะบ่อยมีปริมาณมาก 2.คอแห้ง กระหายน้ำ และดื่มน้ำมาก 3.น้ำหนักลด ผอมลง 4.หิวบ่อยและรับประทานอาหารในปริมาณมาก 7.4 ผู้ที่มีโอกาสเป็นเบาหวานโดยไม่รู้ตัว 1.อายุมากกว่า 45 ปี 2.อยู่ในเกณฑ์ที่ถือว่าอ้วน (ในคนเอเชียใช้ดรรชนีมวลกายตั้งแต่ 23 กิโลกรัมต่อเมตรยกกำลังสอง)
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๔ 3.ผู้ที่มีประวัติญาติสายตรงเป็นเบาหวาน 4.เคยคลอดบุตรน้ำหนักแรกเกิด 4 กิโลกรัม หรือได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ 5.มีประวัติความดันโลหิตสูง 6.มีประวัติไขมันในเลือดสูง 7.เคยตรวจพบว่ามีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าคนปกติ แต่ยังไม่เข้าข่ายเป็นเบาหวาน (ระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารเช้ามีค่า 100 – 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร หรือค่าระดับน้ำตาลในเลือด หลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมง มีค่า 140 – 199 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) 8.มีประวัติโรคหลอดเลือดเสื่อม หากผู้ใดจัดอยู่ในข่ายของผู้ที่มีโอกาสเป็นเบาหวาน ควรหมั่น ตรวจระดับน้ำตาลในเลือดก่อนรับประทานอาหารเช้าทุก 6 – 12 เดือน 8.โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) ความดันโลหิตสูง คือภาวะที่ความดันโลหิตช่วงบน (Systolic) มีค่าตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอทขึ้น ไป และความดันโลหิตช่วงล่าง (Diastolic) มีค่าตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป 8.1 สาเหตุ ของความดันโลหิตสูง อาจแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ 1.พวกที่หาสาเหตุได้ เช่น จากโรคไตอักเสบ เส้นเลือดแดงตีบ พิษแห่งครรภ์ 2.พวกที่หาสาเหตุไม่พบ ผู้ป่วยความดันโลหิตสูงส่วนมากมักจะเป็นชนิดนี้ 8.2 บุคคลที่มีโอกาสเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูง 1.ผู้ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง 2.คนอ้วน หรือผู้ที่มีน้ำหนักเกินมาตรฐาน 3.ผู้ที่สูบบุหรี่ 4.ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน 5.ผู้ที่ชอบรับประทานอาหารรสเค็มจัด 6.ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะอายุตั้งแต่ 40 – 50 ปี ขึ้นไป 9.ภาวะไขมันในเลือดสูง (Hyperlipidemia) ภาวะไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลมาจากการได้รับอาหารมากกเกินไปและไม่ถูกสัดส่วน ถ้า หากไม่ได้รับการรักษาทางโภชนาการที่ถูกต้อง ก็จะทำให้เกิดภาวะหลอดเลือดแข็ง (Atherosclerosis) ซึ่งเป็น สาเหตุของการเป็นโรคหัวใจขาดเลือด 9.1 ไขมันในร่างกายที่จะกล่าวถึงที่สำคัญ 2 ชนิด 1.ไตรกลีเซอร์ไรด์ (Triglyceride) ได้มาจากการดูดซึมไขมันที่มีอยู่ในอาหารที่เรารับประทาน เข้าไป ร่วมกับการที่ร่างกายสร้างขึ้นเองจากอาหารประเภทอื่นๆเช่น คาร์โบไฮเดรต (อาหารประเภทข้าว ขนมปัง ของหวาน ฯลฯ) เพราะปริมาณแคลอรี่ในอาหารที่ได้รับประทานเข้าไป เมื่อไม่ถูกใช้เป็นพลังงานในการทำกิจกรรม ต่างๆแคลอรี่ส่วนเกินเหล่านี้จะถูกเก็บสะสมไว้ในรูปของไขมันไตรกลีเซอร์ไรด์ 2.โคเลสเตอรอล (Cholesterol) เป็นสารคล้ายไขมันที่มีโครงสร้างและหน้าที่แตกต่างไปจากไขมัน 9.2 คุณสมบัติ -ละลายในไขมัน ไม่ละลายในเลือด แต่การที่จะอยู่ในกระแสเลือดได้ต้องอาศัยสารโปรตีนชนิดหนึ่ง เรียกว่า ไลโพโปรตีน (Lipoprotein) ห่อหุ้มโคเลสเตอรอล เพื่อพาเข้าไปในกระแสเลือด คือ HDL และ LDL -เป็นองค์ประกอบเนื้อเยื่อสมองและระบบประสาท -ช่วยสร้างเซลล์เยื่อบุผิว ฮอร์โมนบางชนิด
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๕ -เป็นองค์ประกอบวิตามินดี จากแสงแดด ช่วยแคลเซี่ยมสร้างความแข็งแรงให้กับกระดูก -ร่างกายสร้างขึ้นเองที่ตับถึง 75 เปอร์เซ็นต์ (ปริมาณ 800 – 1,500 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรต่อวัน) -มาจากอาหารประเภทผลิตภัณฑ์สัตว์ที่รับประทานเข้าไป 9.3 ระดับโคเลสเตอรอลในเลือดที่เหมาะสม 1.Total cholesterol น้อยกว่าหรือเท่ากับ 200 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 2. LDL น้อยกว่าหรือเท่ากับ 100 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 3. HDL -ชาย มากกว่าหรือเท่ากับ 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร -หญิง มากกว่าหรือเท่ากับ 50 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (งดอาหารและน้ำอย่างน้อย 12 ชั่วโมง ก่อนเจาะเลือด) 9.4 LDL (Low density lipoprotein choesterol) คือ ไขมันตัวร้ายเป็นตัวพา cholesterol ไปสะสมตามผนังด้านในของหลอดเลือดแดงในอวัยวะ ต่างๆ เช่น หลอดเลือดหัวใจ ทำให้ผนังหลอดเลือดเสื่อม ตีบ และแข็ง 1.ไขมันทรานส์ (Trans fatty acid) คือ ไขมันพืชที่ถูกดัดแปลงให้เป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง ทำ ให้ไม่เสียง่าย เก็บไว้ได้นาน เช่น มาการีน เนยขาว อาหารที่มีไขมันทรานส์สูง เช่น ขนมเค้ก คุกกี้ โดนัท ขนมปัง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป อาหารประเภทฟาสต์ฟูด อาหารทอดแช่แข็ง ควรบริโภคให้น้อยที่สุด 2.ไขมันอิ่มตัว (Saturated fat) ตั้งไว้ที่อุณหภูมิห้องจะกลายเป็นไข เช่น ไขมันสัตว์ น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าว กะทิ ฯลฯ 3.ไขมันไม่อิ่มตัว (Unsaturted fat) มี 2 จำพวก 3.1 ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนหรือไขมันไม่อิ่มตัวหลายตำแหน่ง (Polyunsatueated fatty acid : PUFA) เช่น -กลุ่มโอมก้า 6 (linoenic) พบมากในน้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน -กลุ่มโอเมก้า 3 (alpha3 linoenic) พบมากในปลา น้ำมันคาโนลา ถั่วเหลือง และ Flaxseed (คล้ายจมูกข้าวสาลี) ถ้ารับประทาน PUFA มากเกินกว่า 10 เปอร์เซ็นต์ของไขมันที่รับประทานอาจจะลดไขมันดีคือ HDL ได้ 3.2 ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว หรือไขมันไม่อิ่มตัวตำแหน่งเดียว (Monounsaturated fatty acid : MUFA) พบมากในน้ำมันมะกอก น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว อโวคาโด ถั่วเปลือกแข็งต่างๆ ข้อดี -เมื่อทดแทนไขมันอิ่มตัวด้วย MUFA พบว่า LDL ลดลงโดยที่ HDL ไม่ลดลงตาม -เมื่อทดแทนคาร์โบไฮเดรตด้วย MUFA พบว่าสามารถลด Triglyceride ได้ -ทุกๆ 1 เปอร์เซ็นต์ ของ cholesterol ที่ลดลง จะลดความเสี่ยงโรคหัวใจได้เท่าตัว จากการวิจัยพบว่า การออกกำลังกายวันละ 45 นาที สัปดาห์ละ 4 ครั้ง ช่วยเพิ่ม HLD ได้ถึง 5 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 10.กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด (Ischemic heart disease) การทำงานของหัวใจปกตินั้นจะบีบตัวเป็นจังหวะ โดยอัตโนมัติ เพื่อทำหน้าที่สูบฉีดโลหิตไปเลี้ยง ส่วนต่างๆของร่างกาย ตัวกล้ามเนื้อหัวใจที่หดตัวและคลายตัวเป็นจังหวะ เช่นเดียวกันกับกล้ามเนื้ออื่นๆทั่วไป คือมี ความต้องการพลังงานเพื่อไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ พลังงงานนั้นคือเลือด ซึ่งนำออกซิเจนและสารอาหารมาเลี้ยงกล้ามเนื้อ เลือดที่มาเลี้ยงหัวใจจะผ่านมาทางหลอดเลือดหัวใจโคโรนารี ซึ่งมีขนาดเล็กมาก ถ้าเกิดการตีบหรือตันไม่ว่าสาเหตุ ใดๆก็ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดได้
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๖ 10.1 ระยะการเกิดโรค 1.ระยะแรก ที่หลอดเลือดตีบตันขั่วขณะ จะทำให้กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพียงชั่วคราว ภาวะนี้เรียกว่า “โรคหัวใจแองไจน่า” (Angina) ภาวะนี้ยังไม่เกิดอันตรายถึงชีวิต 2.ระยะร้ายแรง หลอดเลือดหัวใจเกิดการอุดตันอย่างถาวร ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้น ขาดเลือดไปเลี้ยงอย่างถาวร เซลล์ของกล้ามเนื้อหัวใจส่วนนั้นจะตาย เรียกว่า “กล้ามเนื้อหัวใจตาย” ซึ่งอาจทำให้ เกิดภาวะหัวใจวายกะทันหันทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ 10.2 สาเหตุ ส่วนใหญ่มาจากหลอดเลือดแดงแข็งตัว (Atherosclerosis) เนื่องจาก -ผู้สุงอายุ มีความเสี่ยงของหลอดเลือด ทำให้เสียความยืดหยุ่นเกิดอาการแข็งตัว -การสะสมไขมันและหินปูน (แคลเซียม) ทำให้เกิดการอุดตัน 10.3 ปัจจัยเสี่ยงต่อการแข็งตัวของหลอดเลือด แบ่งเป็น 2 พวกใหญ่ๆคือ 1.ปัจจัยเสี่ยงที่ปรับเปลี่ยนแก้ไขไม่ได้ -อายุที่เพิ่มขึ้น จะเสี่ยงมากขึ้น -เพศ เพศชายมีอุบัติการณ์สูงกว่าเพศหญิงก่อนวันหมดประจำเดือนมากถึง 5 เท่าแต่หลังหมด ประจำประจำเดือนแล้ว เพศหญิงจะมีบุบัติการณ์มากขึ้น ตามลำดับจนเท่ากับเพศชายในช่วงอายุ 60 – 65 ปี -ประวัติในครอบครัว 2.ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้ -ภาวะไขมันในเลือด ไขมันที่มีส่วนสัมพันธ์กับโรคนี้คือ โคเลสเตอรอล ระดับที่มีความเสี่ยงสูง -ระดับโคเลสเตอรอล โคเลสเตอรอล รวม ที่สูงกว่า 250 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โคเลสเตอรอล LDL ที่สูงกว่า 130 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร โคเลสเตอรอล HDL ที่ต่ำกว่า 35 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร -การสูบบุหรี่ เชื่อว่าสารนิโคติน และคาร์บอนมอนอกไซต์จากบุหรี่ ทำให้เกิดอันตรายต่อผนังหลอด เลือด -ความดันโลหิตสูง (Hypertention) -โรคเบาหวาน (Diadetes) -โรคอ้วน (Obesity) -ปัจจัยอื่นๆเช่น ผู้ที่มีอารมณ์หงุดหงิด เปลี่ยนแปลงง่าย 10.4 อาการเตือนแนวโน้มของโรคหัวใจ การเจ็บหน้าอก แน่นหน้าอก เริ่มแรกจะมีอาการเจ็บ แน่นหน้าอก โดยเฉพาะเวลาที่ต้องใช้แรง เช่น เล่นกีฬา -ลักษณะการเจ็บหน้าอก มักจะมีอาการปวดร้าว เหมือนถูกบีบรัดที่หน้าอกมักเริ่มจากกลางอก แล้วอาจลามไปจนถึงรักแร้แขนซ้าย ต้นคอ ไหล่หรือไปจนถึงกราม และขากรรไกรล่าง -ระยะเวลาการเจ็บตั้งแต่ 1 – 5 นาที โดยมากไม่เกิน 15 นาที (ถ้าเจ็บนานกว่า 30 นาที อาจมี การตายของกล้ามเนื้อหัวใจเกิดขึ้น) -อาการหายใจไม่ออก ใจสั่น อาจมีอาการคลื่นไส้ อาเจียนร่วมด้วยแสดงว่า ไม่สามารถทานได้อย่าง เต็มที่
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๗ -อาการมึนงง หน้ามืด หรืออาจถึงกับหมดสติ เพราะหัวใจอยู่ในสภาพไม่ดี การส่งเลือดไปเลี้ยง สมองอาจไม่เพียงพอ 10.5 หลักการรักษาโรคหัวใจ 1.การควบคุมเพื่อลดปัจจัยที่ส่งเสริมให้เกิดโรคนี้ เช่น ควบคุมความดันโลหิตสูง ควบคุมระดับไขมัน ระดับน้ำตาลในเลือด ลดน้ำหนักส่วนเกิน งดบุหรี่ เป็นต้น 2.การรักษาโดยการใช้ยา เช่น ยาขยายหลอดเลือด ยาละลายลิ่มเลือด ยาลดความดันโลหิต ยาต้าน ลิ่มเลือด เป็นต้น 3.การรักษาโดยวิธีอื่น ใช้เมื่อรักษาด้วยยาแล้วไม่ได้ผล เช่น การใช้สายสวนที่มีบอลลูนที่ปลายสาย ไปขยายหลอดเลือดหัวใจบริเวณที่ตีบ ซึ่งเป็นวิธีที่นิยมกันมากหรือการผ่าตัดเปลี่ยนเส้นเลือดหัวใจที่เรียกว่า บายพาส (by pass) 10.6 การประเมินภาวะโภชนาการ (Nutritional Assessment) 1.วิธีการคำนวณหาน้ำหนักมาตรฐาน (Ideal body wieght = IBW) ชาย : ส่วนสูง - 100 หญิง : (ส่วนสูง - 100)– 10 เปอร์เซ็นต์ (ส่วนสูง - 100) ± 3.5 กิโลกรัม ขึ้นอยู่กับขนาดรูปร่าง %IBW=น้ำหนักจริงx100 IBW %IBW>120%ของน้ำหนักมาตรฐาน = โรคอ้วน (obesity) %IBW<90%ของน้ำหนักมาตรฐาน = โภชนาการขาด การหาน้ำหนักที่น่าจะเป็นอย่างง่ายแบบที่ 2 ชาย : ส่วนสูง - 100 หญิง : ส่วนสูง – 105 หรือ 110 2.การคำนวณหาค่าดัชนีมวลกาย Body Mass Index (BMI) BMI (Kg/mกำลัง 2) = weight(kg.) หรือ น้ำหนัก(กิโลกรัม) Height(m.)2 ความสูง(เมตร)2 3.การประเมินภาวะโภชนาการโดยใช้ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) สำหรับชาวเอเชีย น้ำหนักต่ำกว่ามาตรฐาน ค่าBMI <18.5 Kg/m2 น้ำหนักตัวปกติ ค่าBMI 18.5 – 22.9 Kg/m2 น้ำหนักเกินมาตรฐาน ค่าBMI 23.0 – 24.9 Kg/m2 โรคอ้วน ค่าBMI >25.0 Kg/m2 4.BMI และการเกิดโรคเบาหวาน ดัชนีมวลกาย (BMI) อุบัติการณ์ โรคเบาหวาน (เปอร์เซนต์) น้อยกว่า20 7 20 – 23 23 23 – 25 25
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๘ มากกว่า25 46 5.ภาวะอ้วนลงพุง (Abdominal Obesity) การประเมินภาวะอ้วนลงพุง การสะสมไขมันหน้าท้อง (visceral store) -เพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจและเบาหวาน เส้นรอบเอว (Waist circumference) ชาย มากกว่า 90 ซม.(36นิ้ว) หญิง มากกว่า 80 ซม.(32นิ้ว) เส้นรอบเอว/เส้นรอบสะโพก (Waist and hip ratio) ชาย มากกว่า 1 หญิง มากกว่า 0.8 11.Metabolic syndrome คือ กลุ่มความผิดปกติที่เป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจและหลอดเลือดซึ่งพบร่วมกันได้บ่อย ความผิดปกติดังกล่าวได้แก่ -ความผิดปกติของไขมันในเลือด -ระดับความดันโลหิต -ระดับน้ำตาล 11.1 เกณฑ์การวินิจฉัย (เกณฑ์ NCEP ATP III) มีความผิดปกติอย่างน้อย 3 ใน 5 ข้อ ต่อไปนี้ 1.อ้วนลงพุง เส้นรอบเอวในผู้ชาย มากกว่าหรือเท่ากับ 102 ซม. หรือ 40 นิ้ว เส้นรอบเอวในผู้หญิง มากกว่าหรือเท่ากับ 88 ซม.หรือ 35 นิ้ว 2.ระดับไตรกลีเซอร์ไรด์ในเลือด มากกว่าหรือเท่ากับ 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร 3.ระดับ HDL มากกว่าหรือเท่ากับ 40 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ในผู้ชายหรือน้อยกว่าหรือเท่ากับ 50มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรในผู้หญิง 4.ความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ130/85 มิลลิเมตรปรอท 5.ระดับน้ำตาลขณะอดอาหารมากกว่าหรือเท่ากับ110 มิลิหรัมต่อเดซิลิตร 12.โรคอ้วน (Obesity) 12.1 สาเหตุ 1.กรรมพันธุ์ 2.โรคบางชนิด 3.การได้รับพลังงาน จากอาหารมากเกินไป 12.2 หลักการลดน้ำหนัก 1.การเลือกรับประทานอาหารให้เหมาะสม 2.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน 3.การออกกำลังกายให้สม่ำเสมอ 4.ปรับวิถีการดำเนินชีวิตให้เหมาะสม
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๖๙ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การขับเคลื่อนภารกิจถ่ายโอน รพ.สต. ผู้บรรยาย พล.ต.ท.คำรณวิทย์ ธูปกระจ่าง (นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี) การกระจายอำนาจ หมายถึง การกระจายโอกาสและทรัพยากรให้ อปท.ในการริเริ่มงานและกิจกรรมที่ ตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น การมอบหน้าที่ ความรับผิดชอบและอำนาจให้แก่ อปท. โอน บทบาทหน้าที่รัฐให้แก่ท้องถิ่น ให้สามารถจัดการตนเองในพื้นที่โดยคำนึงถึง ความต้องการ ความรวดเร็วในการ ตอบสนองและบริการประชาชน ความเป็นมา รัฐธรรมนูญปี 2540 - มาตรา 52 บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับบริการทางสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและผู้ยากไร้มี สิทธิได้รับการรักษาพยาบาลจากสถานพยาบาลของรัฐ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ทั้งนี้ตามกฎหมายบัญญัติ การบริการ ทางสาธารณสุขของรัฐต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ โดยจะต้องส่งเสริมให้องค์กรปกครองท้องถิ่นและ เอกชนมีส่วนร่วมด้วยเท่าที่จะทำได้ การป้องกันและขจัดโรคติดต่ออันตราย รัฐต้องจัดให้แก่ประชาชนโดยไม่คิด มูลค่า และทันต่อเหตุการณ์ พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น 2542 - หมวด 2 การกำหนดอำนาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะ มาตรา 16 ให้เทศบาล เมืองพัทยา และ อบต. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน , ในท้องถิ่นตนเองดังนี้ - (19) กองสาธารณสุข การอนามัยครอบครัว และการรักษาพยาบาล พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองท้องถิ่น 2542 - มาตรา 17 ภายใต้บังคับ ม.16 ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด - มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชน , ในท้องถิ่นตนเอง ดังนี้ (19) การจัดให้มีโรงพยาบาลจังหวัด การรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ วัตถุประสงค์การกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - ถ่ายโอนภารกิจของราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคให้แก่ อปท. - อปท.จัดบริการสาธารณะตอบสนองความต้องการของประชาชนในท้องถิ่น เงื่อนไขสำคัญ กฎหมายกำหนดให้มีการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจเป็นเครื่องมือไม่ใช่เป้าหมายยึดหลักการ เป็นสำคัญ หลักการกระจายอำนาจ 1. มุ่งประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน 2. มุ่งระบบที่ยืดหยุ่น มีพลวัต 3. มุ่งระบบที่มีส่วนร่วม
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๐ คณะกรรมการการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข ระดับกระทรวง 1. อำนาจเฉพาะกิจเพื่อบริหารถ่ายโอนภารกิจเกี่ยวกับสาธารณสุขให้แก่ อปท. 2. คณะกรรมการประสานงานเพื่อบริหารจัดการการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุข ระดับชาติคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่อปท. ระดับจังหวัด อำนาจส่งเสริมการถ่ายโอนภารกิจสาธารณสุขให้แก่อปท. ระดับจังหวัด คณะทำงานประเมินความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำนาจหน้าที่ 1. ประเมินความพร้อมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนด 2. ประเมินผลสำเร็จตามแผนการกระจายอำนาจฯ และแผนปฏิบัติการกระจายอำนาจฯ 3. การประเมินผลสำเร็จการดำเนินงานสาธารณสุข หลังการดำเนินงานถ่ายโอน หลักเกณฑ์การประเมินความพร้อม อปท. 5 องค์ประกอบ 1. ความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง 2. วิธีการบริหารและการจัดการด้านสาธารณสุข 3. ประสบการณ์ของอปท.ในการจัดหรือการมีส่วนร่วมจัดการด้านสาธารณสุข 4. การจัดสรรงบประมาณเพื่อการสาธารณสุข 5. มีแผนการเตรียมความพร้อมในการจัดการด้านสาธารณสุขหรือแผนพัฒนาการสาธารณสุข การถ่ายโอน รพ.สต. ให้แก่ อปท. ผ่านเกณฑ์การประเมินความพร้อม ความสมัครใจของบุคลากร บทบาทและหน้าที่ของสาธารณสุขจังหวัด และสาธารณสุขอำเภอ 1. จัดทำแผนยุทธ์ศาสตร์ด้านสุขภาพ และประสานงานเกี่ยวกับงานสาธารณสุข 2. กำกับ ดูแล ประเมินผลและสนับสนุนหน่วยงานสาธารณสุข 3. ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง/ที่ได้รับมอบหมาย 4. จัดให้มีกลุ่มงาน/ผู้รับผิดชอบ ประสานงาน รวบรวมข้อมูลและเป็นเลขาฯคณะอนุกรรมการ 5. ช่วยเหลือ สนับสนุน เสริมสร้างสมรรถนะของอปท. รองรับการถ่ายโอนภารกิจอย่างมีประสิทธิภาพ 6. เสนอข้อมูลด้านการบริหารงานสาธารณสุข ด้านการบริการสาธารณสุข แผนงานด้านส่งเสริมสุขภาพ การส่งเสริมการโภชนาการ การสนับสนุน นม อาหารเสริม แก่เด็กนักเรียน หญิงมีครรภ์ ผู้สูงอายุ การส่งเสริมการออกกำลังกาย อุดหนุนชมรมออกกำลังกาย จัดหาผู้ฝึกสอน จัดหาอุปกรณ์ การส่งเสริมสุขภาพจิต ส่งเสริม ศาสนา ประเพณี วัฒนธรรม และนันทนาการ ให้สังคมร่มเย็นเป็นสุข แผนงานด้านฟื้นฟูสุขภาพ ผู้สูงอายุ - ส่งเสริมหรือให้บริการด้านกายภาพบำบัด กิจกรรมบำบัด - อุดหนุนอุปกรณ์ด้านสายตา การได้ยิน การขับถ่าย การเคลื่อนไหว ทันตกรรม - การบริการดูแลฟื้นฟู ผู้พิการ - ส่งเสริมหรือจัดให้มีบริการด้านกายภาพบำบัดกิจกรรมบำบัด - อุดหนุนกายอุปกรณ์ - ส่งเสริมอาชีพและจัดหางานให้ผู้พิการ
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๑ ผู้ป่วยโรคจิต - จัดกิจกรรมบำบัดและส่งเสริมอาชีพ - การเยี่ยมดูแลผู้ป่วยที่บ้าน แผนงานด้านรักษาพยาบาล งานสาธารณสุขมูลฐาน ส่งเสริมกองทุนยา ตู้ยาประจำบ้าน โรงเรียน สถานที่ทำงาน / ให้ความรู้ จัดอบรม ฟื้นฟู การดูแลรักษาโรคเบื้องต้นในกลุ่มเป้าหมาย / สนับสนุนส่งเสริมอาสาสมัครสาธารณสุข / ส่งเสริมกิจกรรม การแพทย์พื้นบ้านและการแพทย์แผนไทย งานบริการสาธารณสุข จัดให้มีบริการหน่วยรักษาพยาบาลเคลื่อนที่ / สนับสนุนการจ้างบุคลากร สาธารณสุขมาให้บริการในพื้นที่ / อุดหนุนเวชภัณฑ์ อุปกรณ์ เครื่องมือแพทย์แก่สถานบริการสาธารณสุข / สนับสนุนหน่วยปฐมพยาบาลในงานกิจกรรมของชุมชน งานบริการฉุกเฉินและการส่งต่อผู้ป่วย - ส่งเสริมหรือจัดให้มียานพาหนะรับส่งผู้ป่วยไปสถานพยาบาล - ส่งเสริมหรือจัดให้มีหน่วยบริการฉุกเฉินที่สามารถไปดูแลผู้ป่วยฉุกเฉินที่บ้านหรือที่เกิดเหตุ และนำส่ง สถานพยาบาลอย่างถูกวิธี งานบริการผู้ป่วยรุนแรงและซับซ้อน จัดให้การช่วยเหลือผู้ป่วยในสถานพยาบาลระดับสูง ให้ได้รับความ สะดวกและเข้าถึงบริการ ผลการศึกษา หน่วยบริการปฐมภูมิที่ถ่ายโอนไปยัง อปท. ข้อเสนอเชิงนโยบาย มีการติดตามการปฏิบัติงานและ ประเมินผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่องข้อตกลงร่วมกันระหว่างสาธารณสุข และมหาดไทย ข้อดี 1. ได้รับทรัพยากรเพิ่มมากขึ้น (งบประมาณ สถานที่ อุปกรณ์ และกำลังคน) 2. การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน 3. บริหารงานได้คล่องตัว ข้อเสีย 1. ข้อจำกัดของข้อมูลการแปลผลควรเป็นไปด้วยความระมัดระวัง 2. การนิเทศงานจากหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่เป็นประจำ ผลการดำเนินงานถ่ายโอนภารกิจ รพสต.ให้แก่ อปท. ตามแผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้ อปท. กำหนดให้สถานีอนามัยหรือ รพสต. เป็น ศูนย์สุขภาพดำเนินภารกิจด้านการสร้างเสริมสุขภาพป้องกัน และรักษาพยาบาลเบื้องต้น ที่ต้องถ่ายโอนภารกิจนี้ ให้แก่อปท. แต่จนถึงปี 2565 โอน ‘รพ.สต.’ ให้ ‘ท้องถิ่น’ ได้แก่ 84 แห่ง การสอบถามความประสงค์ อปท. ที่จะ รับโอน รพ.สต.ในช่วงที่ผ่านมาสร้างความสงสัยให้แก่ชาวอปท. ไม่น้อย เพราะการถ่ายโอนตามแผนฯ มีมานานแล้ว แต่ไม่สามารถดำเนินการได้จนถึงปัจจุบัน กฎหมายที่เกี่ยวข้อง พรบ.อบจ.2540, พรบ.กำหนดแผนการกระจายอำนาจให้แก่อปท. 2542, พรบ.หลักประกันสุขภาพ แห่งชาติ 2545, พรบ.สุขภาพแห่งชาติ 2550, พรบ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2550, พรบ.การแพทย์ ฉุกเฉิน 2551 แผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่อปท. ระยะสุดท้ายของแผนปฏิบัติการฯ ฉบับที่ 2 ถ้าถ่ายโอน สอ.ให้ อบต. เทศบาลไม่สำเร็จ ให้ถ่ายโอนให้ อบจ.ก่อน
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๒ องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ขอรับการถ่ายโอน รพ.สต. ข้อเท็จจริง 1. สาธารณสุขมีหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมของอปท. เพื่อรองรับการถ่ายโอน สอ./รพ.สต. 2. หลักเกณฑ์นี้ไม่เหมาะกับ อบจ. เนื่องจากเป็น อปท. ขนาดใหญ่ มีงบประมาณมาก 3. ไม่มีการเชื่อมโยงระบบบริการ 4. ต้องผ่านการพิจารณาจากสภาท้องถิ่น การดำเนินงาน คณะอนุกรรมการบริหารแผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นฯ ด้าน การถ่ายโอนภารกิจ เมื่อวันที่ 18 กรกฎาคม 2562 มีมติตั้งคณะทำงานจัดทำเกณฑ์การประเมิน ความพร้อม อบจ.ภายใน 3 เดือน การถ่ายโอน สอ./รพ.สต. การสังเคราะห์บทเรียนจากกรณีศึกษาพื้นที่ถ่ายโอน - เพื่อประเมินและติดตามผลกระทบของการถ่ายโอน สอ. สู่ อปท. ในเชิงการบริหารจัดการ การตอบสนอง ต่อสุขภาพของประชาชนในท้องถิ่น - ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เกี่ยวข้องในพื้นที่ถ่ายโอนและผู้กำหนดนโยบายใน ส่วนกลาง การสังเกต และการทบทวนจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง - ทำการศึกษาใน สอ. /รพ.สต. 28 แห่ง - ระยะเวลา 1 ก.ย. 54 – 30 ก.ย. 55 ผลการศึกษา - กระบวนการถ่ายโอน - การบริหารจัดการ - บทบาทปัจจุบัน - ความสันพันธ์กับ สสอ. /CUP - ความสัมพันธ์กับผู้บริหารท้องถิ่น - การสนับสนุนกับท้องถิ่น - อบรมอัตรากำลัง สรุปผล ผลที่เกิดจากการถ่ายโอน แตกต่างกันเป็นไปตามบริบทเฉพาะของแต่ละพื้นที่ ด้านบทบาทการทำงาน - สองในสาม ไม่เปลี่ยนแปลงไปจากก่อนการถ่ายโอน - หนึ่งในสี่ สามารถทำงานได้ตามอุดมคติ คือ ทั้งการบริการรักษา ส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค อันเป็น หน้าที่พื้นฐาน การตอบโจทย์นโยบายของอปท. และการคิดค้นพัฒนางานที่ตอบโจทย์ความต้องการสุขภาพของ ประชาชนในท้องถิ่น - ด้านการบริหารจัดการ พบปัญหาการเตรียมความพร้อมให้กับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และบุคลากรในอปท. ก่อนการถ่ายโอน ที่ทำให้เกิดปัญหาการปรับตัวในการทำงานร่วมกันของทั้งสองฝ่าย บทสรุปและข้อเสนอเชิงนโยบาย (หาก สธ. มีความชัดเจนเรื่องนโยบายการถ่ายโอน) - บทเรียนของสถานีอนามัยถ่ายโอน แสดงให้เห็นแนวโน้มและการปรับตัวที่ดีขึ้น ทำให้ระบบบริการสุขภาพ ตอบโจทย์ท้องถิ่นได้ตรงจุด รวดเร็วและมีประสิทธิภาพ
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๓ - กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น และ สธ. จำเป็นต้องส่งสัญญาณชิงนโยบายที่ชัดเจนและการระดม สรรพกำลัง เพื่อช่วยให้หน่วยบริการที่ถ่ายโอน สามารถก้าวผ่านอุปสรรค์สู่ความสำเร็จได้ตามที่กำหนคไว้ใน รัฐธรรมนูญและ พรบ. กระจายอำนาจ - การกระจายอำนาจสาธารณสุขสู่ท้องถิ่นของประเทศไทยจัดว่ายังไม่คืบหน้าและมีอุปสรรค์ด้าน "ความ พร้อม" ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะความไม่ชัดเจนในเชิงนโยบาย - มีการถ่ายโอนสถานีอนามัย/รพ.สต.ไปแล้ว 51 แห่ง - ส่วนใหญ่สามารถดำเนินงานได้เช่นเดิมแต่พบปัญหาด้านระเบียบต่างๆและการประสานงานกับหน่วย บริการอื่นๆในระยะแรกพบว่า อปท. สามารถบริหารจัดการต่อจาก สธ. ได้ - การสนับสนุนจากระดับท้องถิ่นส่วนใหญ่ "เหมือนเดิมหรือดีขึ้น" - คุณภาพการบริการประชาชนยังไม่พบว่าแตกต่างจากเดิม แนวนโยบายการถ่ายโอนภารกิจด้านสาธารณสุข มีรูปแบบที่หลากหลาย 1) การจัดบริการสุขภาพโดยสถานบริการของเทศบาลและกทม. 2) โรงพยาบาลองค์การมหาชน (บ้านแพ้ว) 3) การจัดการด้านสุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม 4) การสร้างเสริมสุขภาพแก่ประชาชนในพื้นที่ 5) อนุกรรมการหลักประกันสุขภาพเขต 6) กองทุนหลักประกันสุขภาพพื้นที่ 7) คณะกรรมการพัฒนาคุณภาพชีวิตระดับอำเภอ (พชอ.) ท้องถิ่นที่รับภารกิจด้านสุขภาพมาดูแล - การกระจายอำนาจ 18 ปีที่ผ่านมา ท้องถิ่นจัดบริการสาธารณะเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนได้ หลากหลาย เช่น การให้บริการรักษาพยาบาลขั้นตัน ซึ่งมักเป็นบริการจากศูนย์บริการสาธารณสุข สถานีอนามัยถ่าย โอน หรือการตรวจสุขภาพเพื่อคัดกรองประเภทต่างๆ การสาธารณสุขเชิงป้องกัน การควบคุมโรค การให้ความรู้ ใน ค้านต่างๆเกี่ยวกับสุขภาพแก่ประชาชน - การให้การสนับสนุนแก่หน่วยงานอื่นในระบบสุขภาพที่มีในพื้นที่ โดย อบจ. เทศบาล และอบด. มีบทบาท ส่งเสริมสนับสนุนมากกว่าที่จะเป็นผู้ดำเนินการให้บริการเอง บทเรียนการถ่ายโอนสถานีอนามัย ภาพรวม - บริการด้านสุขภาพที่ดำเนินการโดย อปท. ยังเกิดขึ้นในขอบเขตที่จำกัดเมื่อเทียบกับบริบทสภาพแวดล้อมที่ เปลี่ยนไปและเมื่อเทียบกับปัญหาทางสังคมที่ทวีความรุ่นแรงมากขึ้น (งาน P&P ยังทำไม่มาก) - หน่วงบริการของอปท. ที่มีขนาดเล็กหลายหน่วยกระจัดกระจาย มีแนวโน้มที่จะมีต้นทุนค่าใช้จ่ายสูงในการ ให้บริการกับประชาชน ซึ่งอาจต้องมีการปรับปรุงเชิงประสิทธิภาพต่อไป
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๔ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การพัฒนาบุคลิกภาพและพิธีการสมาคม ผู้บรรยาย ดร.มณีรัตน์ นิ่มสกุล(นักวิชาการอิสระ) การพัฒนาบุคลิกภาพ - บุคลากรในองค์กร เป็นหัวใจสำคัญอีกประการหนึ่งของความสำเร็จ หรือล้มเหลวขององค์กร - บุคลากรในองค์กรที่ถือว่ามีคุณภาพ นอกจากจะต้องมีทักษะประสบการณ์และความรู้ความสามารถในการ ทำงาน ตามภาระหน้าที่ของตนแล้ว ควรต้องมีบุคลิกภาพที่เหมาะสมและสอดคล้องกับงาน "บุคลิกภาพ (Personality)" คำว่า “บุคลิกภาพ” มาจากคำละติน ว่า Persona หมายถึง หน้ากากที่ตัวละครสมัย กรีกโรมันใช้สวมเวลาออกแสดง เพื่อแสดงบทบาทตามที่ถูกกำหนดมา ให้ผู้ดูเห็นได้ในระยะไกลๆ “บุคลิกภาพ หมายความรวมถึง สภาพทางกายและสภาพทางจิต หรือ ลักษณะที่สำคัญต่อการปรับตัวของ แต่ละบุคคล ได้แก่ รูปร่าง หน้าตา ท่าทาง ความสามารถ แรงจูงใจ และการแสดงออกทางอารมณ์ และผลที่เกิดจาก ประสบการณ์โดยจะปรากฎออกมาเป็นลักษณะทางพฤติกรรมให้ผู้อื่นเห็น รู้ และเข้าใจในสถานกราณ์จากชีวิตของผู้ นั้น บุคลิกภาพเน้นคุณลักษณะเฉพาะตัวของบุคล จะมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน และปฏิสัมพันธ์กับผุ้อื่น ทั้งในองค์กรและนอกองค์กร และยังเป้นภาพลักษณ์ที่สำคัญ ขององค์กรด้วย บุคลิกภาพ เป็นเรื่องที่เรียนรู้ ฝึกฝน และพัฒนาได้ แม้บางลักษณะอาจจะต้องใช้เวลา พัฒนาได้ "บุคลิกภาพ” (Personality) เป็นลักษณะเฉพาะของบุคคลที่บ่งบอกความแตกต่างระหว่างบุคคล บุคลิกภาพ คือตัวบุคคลโดยส่วนรวม - ทั้งลักษณะทางกาย ซึ่งสังเกตได้ง่าย อันได้แก่รูปร่างหน้าตากริยา ท่าทาง น้ำเสียง คำพูด - ความสามารถทางสมอง บุคลิกภาพ (Personality)" คำว่า “บุคลิกภาพ” มาจากคำละติน ว่า Persona หมายถึง หน้ากากที่ตัวละครสมัยกรีก โรมันใช้สวมเวลาออกแสดง เพื่อแสดงบทบาทตามที่ถูกกำหนดมา ให้ผู้ดูเห็นได้ในระยะไกลๆ ความสำคัญของบุคลิกภาพ ๑. บุคลิกภาพมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานทำให้มีความอดทน ต่อสู้ บากบั่น ใช้ความสามารถ ลงทุน ลงแรง สนใจใฝ่รู้ เพื่อพัฒนางานให้เจริญก้าวหน้า ๒. บุคลิกภาพกำหนดทิศทางการดำเนินงานบุคลิกภาพด้านความคิดริเริ่ม ด้านกล้าได้กล้าเสียความ ระมัดระวัง รอบคอบ มีผลต่อทิศทางการดำเนินงาน ถ้าบุคคลมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สูง ๓. บุคลิกภาพมีผลต่อความน่าเชื่อถือบุคลิกภาพบางด้าน มีส่วนสร้างเสริมความน่าเชื่อถือ การพิจารณาบุคลิกภาพของคน ๑. ลักษณะทางกาย ได้แก่ รูปร่าง ความสูง น้ำหนัก ความปกติของอวัยวะ สีผม ผิวพรรณ หน้าตา ท่วงที การแต่งกาย(ตามกาลเทศะ) เป็นต้น สิ่งเหล่านี้ย่อม เป็นเครื่องแสดงให้ทราบถึงประสิทธิภาพของบุคคลทางกาย
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๕ ๒. คุณลักษณะทางจิตใจได้แก่ สติปัญญา ความจำ จินตนาการ ความถนัด เจตคติ ความสนใจ ความตั้งใจ การตัดสินใจ ความคิดด้วยเหตุผล เป็นต้น เหล่านี้เกี่ยวสมองทั้งสิน ๓. อุปนิสัย หมายถึง ลักษณะโดยรวมของนิสัยหลายๆอย่าง ของบุคคลที่แสดงออกเป็นพฤติกรรมเป็นระยะ ที่ยาวนานพอสมควร จนกลายเป็นความประพฤติหรือความมีศีลธรรม จรรยา มารยาท และคุณธรรม ๔. อารมณ์ได้แก่ ความรู้สึกแห่งจิตที่ก่อให้เกิดการกระทำต่างๆ เช่น ชื่นชอบ ตื่นเต้น โกธร กล้าหาญร่าเริง หดหู่ ตกใจง่าย กังวล เป็นต้น ๕. การสมาคม คือ กิริยา ท่าทาง อาการที่บุคคลแสดงต่อผู้อื่น เช่น ชอบคบค้าสมาคม หรือเก็บตัว เมตตา ปราณี เห็นอกเห็นใจผู้อื่น หรือไม่แยแสเอาใจใส่กับผู้ใด บุคลิกภาพที่พึงประสงค์ในการทำงาน ๑. ช่างสังเกต ช่างคิด ช่างสืบค้น แสวงหาในคำตอบทุกปัญหา บุคคลที่จะประสบความสำเร็จ มักเป็นคน ประเภทที่บอกตนเองอยู่เสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เขาไม่รู้ ไม่มีปัญหาใดที่ตอบไม่ได้ไม่มีงานใดที่ทำไม่ได้ พฤติกรรมที่กล่าว มาข้างต้น ส่งผลให้บุคคลมีการเคลื่อนไหวตลอดเวลา ทั้งทางด้านความคิดและการกระทำ ๒. ไม่นิ่งอยู่กับที่ แต่หนักแน่น คือ ชอบการเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงให้ได้อะไรแปลกใหม่อยู่เสมอ แต่จะยัง ไม่เปลี่ยนหากยังขาดข้อมูลที่เด่นชัดว่า เปลี่ยนแล้วจะต้องไปเผชิญอะไรข้างหน้า ๓. มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ถ้าหากองค์กรใดมีบุคคลที่มีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ หาวิธีการแปลกใหม่ก็จะ ทำให้งานก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว ๔. มีระเบียบวินัย ส่งผลให้มีความรับผิดชอบ ตรงต่อเวลา ทำงานอย่างมีเป้าหมายที่ชัดเจน สามารถ คาดคะเนความสำเร็จได้ล่วงหน้า และรู้จักทำงานอย่างมีแผน มีระบบงานที่ดีแสดงออกได้โดยเหมาะสมตาม กาลเทศะอันควร ผู้บริหารแสดงได้เหมาะสมทั้งการแต่งกาย การเข้าสมาคม ท่าทางการเดิน การพูด อิริยาบถต่างๆ ตลอดจนความสามารถในการควบคุมอารมณ์ และการแสดงออกทางอารมณ์ได้อย่างเหมาะสม ๖. มีความสามารถในการปรับตัวให้เข้ากับสภาวะแวดล้อมได้ดี การวางตัวและปฏิบัติงานให้ผสมกลมกลืน กับสภาพแวดล้อมทั้งบุคคล เวลา สถานที่และสถานการณ์ต่างๆที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การพัฒนาบุคลิกภาพในการทำงาน ๑. การพัฒนาบุคลิกภาพทางกาย ควรใช้เครื่องแต่งกายที่สะอาด เรียบร้อย และเหมาะสมกับรูปร่างของแต่ ละบุคคลไม่ฟู่ฟ่าหรือนำสมัยจนเกินไป บุคลิกทางกายเป็นสิ่งที่ทำให้คนประทับใจครั้งแรก ดังสำนวนที่ว่า "สำเนียงส่อ ภาษา กิริยาส่อสกุล" ๒. การพัฒนาบุคลิกภาพทางสติปัญญา ความรู้สึกนึกคิด เจตคติ และความสนใจ ผู้ทำงานโดยทั่วไป ไม่ จำเป็นต้องฉลาดเฉลียวมีไหวพริบสูงเสมอไป ๓. หลักการพัฒนาบุคลิกภาพทางอารมณ์ การสังเกต คิดหาเหตุผล ไม่ฉุนเฉี่ยว ไม่ก้าวร้าววหยาบคาย ๔. กิริยาทำทาง น้ำเสียง ภาษาพูด การแต่งกาย และการวางตน เป็นปัจจัยเบื้องตันที่จูงใจ ให้บุคคลอื่นๆ อยากคบหาสมาคมด้วย หลักการพัฒนายุคลิกภาพตามแนวของยอร์ช วอชิงตัน ประธานาธิบดี คนแรกของสหรัฐอเมริกา ๑. การกระทำทุกอย่างในหมู่คณะ ควรจะทำโดยที่แสดงให้เห็นว่าเราเคารพผู้ที่ร่วมงาน
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๖ 2. อย่าหลับในเมื่อคนอื่นๆกำลังพูดอยู่ อย่านั่งเมื่อผู้อื่นยืน อย่าพูดในเมื่อควรจะนิ่ง อย่าเดินในเมื่อคนอื่น หยุดเดิน ๓. ทำสีหน้าให้ชื่นบาน แต่ในกรณีที่มีเรื่องราวร้ายแรงพึงทำให้สีหน้าเคร่งขรึมบ้าง ๔. อย่าโต้เถียงกับผู้ที่อยู่เหนือกว่า แต่พึงสนอข้อวินิจฉัยของตนแก่ผู้นั้นอย่างอ่อนน้อมถ่อมตน ๕. เมื่อผู้ใดพยายามทำงานจนสุดความสามารถแล้วแม้จะไม่ได้รับผลสำเร็จเป็นอย่างดีก็ไม่ควรจะตำหนิติ เตียนเขา ๖. อย่าใช้ถ่อยคำรุนแรงติเตียนหรือดุดำผู้หนึ่งผู้ใด ๗. อย่าผลีผลามเชื่อข่าวลือที่ก่อความกระทบกระเทือนให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด 8. อย่ารับทำในสิ่งที่ตนไม่สามารถทำได้ แต่เมื่อสัญญาแล้วก็ต้องทำตามสัญญานั้น ประโยชน์ของการมีบุคลิกภาพที่ดี 1. มีความสามารถในการรับรู้และเข้าใจในสภาพความเป้นจริงได้อย่างถูกต้อง 2. การแสดงอารมณ์จะอยู่ในลักษณะและขอบเขตที่เหมาะสม 3. มีความสามารถในการสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลอื่นและสังคมได้ดี 4. มีความสามารถในการทำงานที่อำนวยประโยชน์ต่อผู้อื่นและสังคม 5. มีความรักและความผูกพันต่อผู้อื่น 6. มีความสามารถในการพัฒนาตนเอง และการพัฒนาทางการแสดงออกของตนต่อผุ้อื่นได้ดีขึ้น บุคลิกภาพที่ดี หมายถึง บุคลิกภาพที่น่าประทับใจเริ่มต้น บุคลิกภาพภายนอกที่ต้องพัฒนา 1. รูปร่างหน้าตา - แต่งหน้า ๒. การแต่งกาย - เป็นตัวเองและมีสไตล์ที่เหมาะสม - วาระและสถานที่ (ตามกาลเทศะ) สะอาด สุภาพ และสวยงาม 3. การปรากกตัว - ดูดี เหมาะสมกับกาลเทศะ 4. กิริยาท่าทาง - แสดงความเป็นมิตร 5. การสบสายตา 6. การใช้น้ำเสียง - น่าฟัง เป็นธรรมชาติ 7. การใช้ถ้อยคำภาษา - คำเหมาะสมกับบุคคล กาลเทศะ
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๗ 8. ศิลปะการพูด - รอยยิ้มที่จริงใจ พูดไปยิ้มไป การสมาคม การสมาคม คือ การรวมกลุ่มของคนตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป เพื่อทำกิจกรรมร่วมกัน หรือมีวัตถุประสงค์อย่าง เดียวกัน เช่น การเล่นกีฬา การประชุม การเข้าชมรมต่าง ๆ เป้นต้น การสมาคม คือการพบปะพูดคุย โดยมีวัตถุประสงค์หรือเป้าหมายเดียวกันของคน กลุ่มคน ตามโอกาสและ สถานที่ที่กำหนดไว้ มารยาทและการสมาคม มารยาทและการสมาคม คือ สิ่งที่แสดงออกให้ผุ้อื่นเห็นได้ง่ายที่สุด ซึ่งทำให้ผุ้พบเห็นสามารถประเมินได้ว่า ตนงามหรือไม่งามดดยแท้ ซึ่งแม้ในปัจจุบันมีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี การพบปะพูดคุยผ่านสื่อต่างๆ โดยพาะสื่ออินเตอร์เน็ตทำให้ยิ่งควรระมัดระวังมากขึ้น เพราะไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์กันเหมือนสังคมยุคก่อน มารยาทและสมาคม จึงสรุปได้ว่ามารยาทและการสมาคมมีความสำคัญที่ควรศึกษาหาความรู้ดังนี้ 1. มีมารยาททำให้สามารถครองใจคนได้ กิริยาสุภาพ พูดจาถูกกาลเทศะก็เป็นที่นิยมรักใคร่ของบุคคลทั่วไป 2. มารยาทและการสมาคมทำให้มีระเยียบแบบแผน ปฏิบัติตามกฎเกณฑ์และอยู่ร่วมกันในสังคมได้ดี 3. ผู้ที่มีกิริยามารยาทดีสามารถถ่ายทอด อบรมสู่บุตรหลานเป็นการถ่ายทอดวัฒนะธรรมอีกรูปแบบหนึ่ง 4. มารยาทและการสมาคมทำให้ส่งเสริมและสามารถพัฒนาบุคลิกภาพให้งดงามมความเลื่อมใส่ได้ 5. มารยาทและการสมาคมเป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบพื้นฐานของชาติตระกุล การอบรม การศึกษาและอาชีพ 6. มารยาทและการสมาคมเป็นตัวบ่งชี้ให้ทราบพื้นฐานของชาติตระกุล การอบรม การศึกษาและอาชีพ
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๘ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา ความเชื่อมโยงระบบราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ผู้บรรยาย นายพนมเทียน เส้งวั่น (ผอ.สพบ.) ความเชื่อมโยงระบบราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น การปกครองท้องถิ่นกับรัฐ มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันตลอดเวลาและอย่างกว้างขวาง การเปลี่ยนแปลงของรัฐ รูปแบบของรัฐ การปกครองของรัฐ นโยบายของรัฐ ฯลฯย่อมมีผลต่อการปกครองท้องถิ่น ในทางกลับกัน การเปลี่ยนแปลง การปกครองท้องถิ่น ทั้งในทางเศรษฐกิจ การเมือง และในทางสังคมวัฒนธรรม ย่อมมีผลกระทบ ต่อการปกครองของรัฐ ภาพรวมทั้งหมดด้วยนโยบายพื้นฐานของรัฐ กับความรู้สึกนึกคิดของประชาชน เป็นลักษณะ เดียวกัน ความขัดแยังกัน หรือแตกต่างกันอย่างสุดชั่ว ในแนวนโยบายของรัฐ รวมทั้งความรู้สึกนึกคิดของประชาชน ต่อการปกครองท้องถิ่น จัดแบ่งออกได้เป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน ได้แก่ กลุ่มที่หนึ่ง เน้นว่ารัฐมีสถานะที่สูงกว่าท้องถิ่นอย่างมาก หรือในทางกลับกันเน้นท้องถิ่นว่าเป็นส่วนประกอบ ของรัฐที่มีสถานะต่ำและขึ้นตรงต่อรัฐบาลกลาง (Sub-ordinate) เป็นมรดกทางสังคมและวัฒนธรรมของสังคมบาง ประเภท ที่มีสำนึกทางสังคมว่าศูนย์กลางมีความสำคัญมากกว่าส่วนที่อยู่รอบนอก สังคมแบบนี้ มีแนวโน้มว่าเมื่อมี การรวบอำนาจเข้าสู่ส่วนกลางแล้ว มักทำอย่างรอบด้านในทุก ๆ ด้าน โดยมีการรวบอำนาจทางการทหาร ทางนิติ บัญญัติการศาล รวมทั้งมีการรวบอำนาจทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และการศึกษาเข้าสู่ส่วนกลางเป็นอย่าง มาก กลุ่มที่สอง เน้นแนวนโยบายว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นหุ้นส่วน (Partnership) ของรัฐและรัฐบาล กลาง กลุ่มที่สาม เน้นแนวนโยบายว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีฐานะเสมอ ๆ หรือเท่ากัน (Equal) กับรัฐและ รัฐบาลกลาง สังคมการเมืองใด หากมีการกระจายตัวของศูนย์กลางความเจริญ เช่น มีเมืองอยู่หลายเมือง อีกทั้งมี ศูนย์กลางของการอุตสาหกรรม การค้า การพาณิชย์ ฯลฯ หลายแหล่ง สังคมการเมืองนั้น ๆ จะมีการรวมศูนย์อำนาจ ทางทหารการศาล ทางนิติบัญญัติ และการบริหารเข้าสู่ส่วนกลาง มักจะเป็นไปในระดับที่ไม่สูงมากนัก เนื่องด้วย ศูนย์กลางความ เจริญแหล่งอื่น ๆ มีแนวโน้มที่จะเรียกร้องและดึงอำนาจออกจากศูนย์กลางของการเมืองการบริหาร บางส่วนให้กระจายออกไปตามศูนย์อำนาจที่อยู่ในเขตภูมิภาคต่าง ๆ ความคิดและนโยบายแบบศูนย์กลางนิยม(Centralism)/ ในระยะถัดมามักพัฒนากลายเป็นความคิดรัฐนิยม (Statism) เป็นปัจจัยสำคัญของการกำหนดให้รัฐและรัฐบาลกลางมีสถานะเหนือกว่าท้องถิ่นในทุกประการ ประชาชนพึงพอใจและเทิดทุนรัฐและรัฐบาลกลางเหนือท้องถิ่น มีความรักและยกย่องรัฐและรัฐบาลกลางปกครอง ท้องถิ่น
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๗๙ ประโยชน์ที่ได้รับจากการฝึกอบรมและการศึกษาดูงาน เพื่อการนำไปสู่การพัฒนาท้องถิ่น
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๘๐ ๑ ประโยชน์ที่ได้รับจากการอบรมหลักสูตรนักวิชาการสาธารณสุข จากการเข้ารับการอบรมครั้งนี้ ผู้เข้ารับการอบรมได้เข้ารับการอบรมทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ พร้อมทั้งการศึกษาดูงานการปฏิบัติงานจากหน่วยงานที่มีประสบการณ์ ได้รับความรู้ คำแนะนำ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ ในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อนำไปพัฒนาท้องถิ่นและองค์กรของตนเอง สามารถสรุปประโยชน์ที่ได้รับได้ ดังต่อไปนี้ 1.1 ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ ความเข้าใจแนวทางการของการดำรงชีวิตในฐานะมนุษย์ ให้มีความสุขในสังคมทุกระดับชั้น เช่น ในครอบครัว สังคมในที่ทำงาน ชุมชนต่างๆ เมือง ประเทศและสังคมโลกซึ่ง ทุกสังคมนั้นไม่ว่าผู้คนในสังคมจะมีความแตกต่างกันในเรื่องลัทธิ ความเชื่อ ศาสนา ระบบการปกครอง แต่ในเนื้อแท้แล้ว ในสังคม ต่างก็ปรารถนาให้ผู้คน สังคมของตน อยู่ร่วมกันอย่างผาสุก และสามารถดำรงเผ่าพันธุ์มนุษย์ให้พัฒนายิ่งๆ ขึ้นไป ๑.๒ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ด้านวิชาการ ภาคทฤษฎี และภาคปฏิบัติ ตลอดจนกฎหมายระเบียบ ข้อบังคับ หนังสือสั่งการที่เกี่ยวข้อง จากคณาจารย์ วิทยากร ผู้ทรงคุณวุฒิ ในสาขาต่างๆ ซึ่งมีความรู้ลึกซึ้ง มีประสบการณ์มากมายหลากหลาย มาจากทั้งจากองค์กรของรัฐและเอกชนที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ ซึ่งสามารถใช้การเรียนรู้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานและการแก้ไขปัญหาในการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ๑.๓ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้รับความรู้ความเข้าใจในแนวทางการกำหนดนโยบาย การวางแผนงาน การตัดสินใจแก้ไขปัญหา หรือการสั่งการต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม ชัดเจน รวดเร็วทันต่อสถานการณ์บ้านเมือง ในปัจจุบัน ๑.๔ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมสามารถหาคำตอบที่ไม่เข้าใจ ไม่ชัดเจน ให้เข้าใจเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนได้รับ คำตอบที่ถูกต้องเป็นไปตามระเบียบ กฎหมาย ข้อบังคับ และหนังสือสั่งการต่างๆ ที่ใช้ปฏิบัติหน้าที่ในองค์กรอยู่ใน ปัจจุบัน และที่คาดว่ามีความจำเป็นจะต้องมีการดำเนินการต่อไปในอนาคต ๑.๕ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้ฝึกปฏิบัติ เรียนรู้หน้าที่ในงานที่ได้รับมอบหมาย ตลอดจน การตระหนักถึง บทบาทหน้าที่ของตนเอง การเรียนรู้การอยู่ร่วมกันเป็นหมู่คณะ การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน การมี ส่วนร่วมในด้านต่างๆตามที่ได้รับมอบหมาย และการมีเครือข่ายในการดำเนินกิจกรรมให้บรรลุวัตถุประสงค์รวมถึงการนำ ความรู้ที่ได้รับไปต่อยอดในการพัฒนาท้องถิ่น เกิดการบูรณาการ ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนและสังคม ตาม เป้าหมายที่ตั้งไว้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลสูงสุด ๑.๖ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้ถึงหลักการที่สำคัญที่ต้องใช้ในการปฏิบัติหน้าที่ให้มีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล และหลักการการทำงานร่วมกันเพื่อให้ได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงานในทุกภาคส่วนและทุกระดับสายการ บังคับบัญชา เช่น "การรู้เขา รู้เรา " "ครองตน ครองคน ครองงาน" " เข้าใจเข้าถึง พัฒนา" รู้จักหลักการที่มีเหตุผล รู้จักการคิด วิเคราะห์ด้วยปัญญาและค้นคว้าหาความรู้อย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืนของสังคม และยังได้ แลกเปลี่ยนความรู้ แนวคิด ประสบการณ์ต่างๆ ในการปฏิบัติงานกับผู้เข้าร่วมฝึกอบรมท่านอื่นๆ ๑.๗ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เสริมสร้างประสบการณ์และการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติงานตามภารกิจ ต่างที่ได้รับมอบหมายในระหว่างการฝึกอบรมร่วมกันกับผู้ฝึกอบรมท่านอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลให้สามารถต่อยอดเป็นเครือข่าย ความร่วมมือระหว่างกันที่แข็งแกร่งได้ในอนาคต โดยมีผู้ประสานงานทำหน้าที่ประสานงานเชื่อมโยงและขับเคลื่อนใน ด้านต่างๆ ร่วมทั้งการบริหารจัดการด้านต่างๆ มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ๑.๘ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมเรียนรู้ถึงการปรับเปลี่ยน พัฒนาตนเองและท้องถิ่นตามยุคสมัย คิดค้น นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อเพิ่มคุณ ค่า พัฒ นาด้านต่างๆ ของท้องถิ่น ทั้งด้านการบริการ สาธารณู ปโภค และสาธารณูปการต่างๆ
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๘๑ ๑.๙ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้ถึงแนวทางและกระบวนการบริหารงานอย่างมีระบบ ตรวจสอบ ได้ ส่งผลให้ท้องถิ่นมีการพัฒนาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนเกิดการทำงานอย่างมีระบบ แบบแผนชัดเจน สามารถ ต รว จ ส อ บ ก ารท ำงาน ได้ ทุ ก ขั้ น ต อ น ต ล อ ด จ น มี เท ค นิ ค ใน ก ารป ฏิ บั ติงาน ก ารส ร้างจิ ต ส ำนึ ก ในการปฏิบัติงาน และเสริมสร้างการทำงานเป็นทีมของท้องถิ่นให้เกิดประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ๑.๑๐ ผู้เข้ารับการฝึกอบรมได้เรียนรู้และได้ฝึกการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย และเลือกใช้เทคโนโลยีนั้นๆมาใช้อำนวยความสะดวกและเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของตนเองได้อย่างมาก เช่น การฝึกการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ และแอพพลิเคชั่นต่างๆ ที่มีอยู่อย่างมากมาย การใช้ประโยชน์จากโปรแกรม แผนที่คอมพิวเตอร์ เป็นต้น ๑.๑๑ ผู้เข้าอบรมได้เรียนรู้การรักษาสุขภาพและเข้าร่วมฝึกการออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายมี ความแข็งแรงไม่เจ็บป่วยง่าย ซึ่งนอกจากจะมีประโยชน์ให้ร่างกายตนเองแข็งแรงทำให้คุณภาพชีวิตของตนเองดีขึ้น แล้วก็ยังจะส่งผลให้สามารถปฏิบัติงานในองค์กรของตนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นอีกด้วย ๑.๑๒ ผู้เข้าอบรมได้ไปศึกษาดูงานแนวทางการพัฒนาในด้านต่างๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่สามารถ ดำเนินการได้ประสบความสำเร็จ มีชื่อเสียงในระดับประเทศและสามารถใช้เป็นต้นแบบแนวทางเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ ในการพัฒนาพื้นที่อื่นๆ ของประเทศได้ ๒ การนำไปสู่การพัฒนา ๒.๑ สามารถนำความรู้ความเข้าใจมาพัฒนาแนวทางการดำรงชีวิตของตนเองให้มีความสุขอย่าง ยั่งยืน ตามหลักปรัชญาและศาสนาที่แต่ละคนนับถือได้อย่างถูกต้อง ไม่เดือดร้อนต่อตนเองและผู้อื่น ๒.๒ สามารถนำความรู้ไปใช้เป็นแนวทางการประกอบการพิจารณาตัดสินใจกำหนดกลยุทธ์หรือ ยุทธศาสตร์ การพัฒนา ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับทิศทางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เพื่อพัฒนาองค์กรที่ตนเองปฏิบัติงานอยู่เพื่อนำไปสู่องค์กรแห่งการเรียนรู้ที่ขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศอย่างมั่นคง ยั่งยืน ๒.๓ สามารถวางแผนการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานกิจกรรม/โครงการต่างๆ ของเจ้าหน้าที่ใน หน่วยงานเพื่อให้องค์กรบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ มีการวางแผนการปฏิบัติงานในแต่ละขั้นตอนให้สอดคล้องกับ วิสัยทัศน์ของหน่วยงาน ๒.4 สามารถพิจารณาเลือกใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยและเหมาะสม มาใช้อำนวยความสะดวกและเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานของตนเองและเจ้าหน้าที่ในองค์กรด ๒.๕ สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบ หนังสือสั่งการต่างๆ รวมถึงหลัก วิชาการทางสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ ถูกต้องตามขั้นตอนมีประสิทธิภาพ และประสิทธิผล ป้องกันไม่ไห้เกิดความผิดพลาดจนนำไปสู่การถูกตรวจสอบ และชี้มูลความผิดจากหน่วยงาน ตรวจสอบต่างๆ ในภายหลัง ๒.๖ สามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติและยอมรับในการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายใต้อิทธิพลของกระแสโลกาภิวัฒน์ โดยต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบวิธีการการบริหารงาน เพื่อให้สามารถรับมือ กับสภาวการณ์ดังกล่าวได้ โดยการนำเอาเทคนิคหรือเครื่องมือทางการบริหารจัดการใหม่ๆ มาใช้ช่วยเสริมสร้างขีด สมรรถนะในการปฏิบัติที่สามารถตอบสนองต่อเป้าหมายขององค์กรพร้อมไปกับการหันมาให้ความสำคัญกับการ พัฒนาความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และความสามารถของบุคลากรที่อยู่ในองค์กรนักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑3
นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๘๒
สถาบันบัพัฒพันาบุคลากรท้องถิ่น กรมส่งส่เสริมริการปกครองส่วส่นท้องถิ่น