The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

เล่มรายงาน - นวก.สาธารณสุข รุ่นที่ 13

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Nuttawut Nuntasri, 2024-03-05 21:52:25

เล่มสรุปรายงาน - นวก.สาธารณสุข รุ่นที่ 13

เล่มรายงาน - นวก.สาธารณสุข รุ่นที่ 13

นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๑๙๙ ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหารกองทุน www.obt.nhso.go.th


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๐ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุขและอนามัยสิ่งแวดล้อม ผู้บรรยาย นายภูไทย กมลวารินทร์ (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี) การคุ้มครองผู้บริโภคด้านสาธารณสุข (CONSUMER PROTECTION IN PUBLIC HEALTH) • การป้องกัน (Prevention) : การกันเอาไว้ก่อน เพื่อไม่ให้เกิดภัยอันตราย หรือที่รู้จักกันว่าป้องกันไว้ ก่อนดีกว่าแก้ ทีหลัง • การคุ้มครอง (Protection) : การป้องกัน ปกป้อง ระวัง ดูแล พิทักษ์รักษา ให้อารักขา กันไว้ไม่ให้ เกิดภัยอันตราย บาดเจ็บ หรือเกิดความเสียหาย • การส่งเสริม (Promotion) : การเกื้อหนุน หนุนหลัง เกื้อกุล เอื้อเฟื่อ เผื่อแผ่ อุดหนุน เพิ่มเติม เอาใจ ช่วย ช่วย เหลืออยู่ข้างหลัง • การอนุรักษ์ (Preservation) : การป้องกัน สงวนรักษาสิ่งที่มีอยู่ ให้คงเดิม คงสภาพความอุดม สมบูรณ์ไว้ เช่น การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ความเป็นมาของการคุ้มครองผู้บริโภค ความหมาย บริโภค หมายถึง กินเสพใช้สิ้นเปลืองใช้สอยจับจ่ายยังหมายรวมถึงการ จับจ่าย ใช้สอย การซื้อสินค้า หรือ บริการต่างๆ


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๑ ผู้บริโภค(Consumer) หมายถึง บุคคลหรือใครก็ตามที่รับประทานหรือ ใช้สินค้า บริการต่างๆ กล่าวคือผู้ที่ ซื้อมาใช้ ผู้กิน ผู้เสพ ผู้ใช้สอย ผู้นํามาใช้ ให้เกิดประโยชน์ เพื่อตอบสนองความต้องการ ของตนเองทั้งทางด้าน ร่างกายและทางด้านจิตใจ การคุ้มครองผู้บริโภค(ConsumerProtection) หมายถึง การปกป้องดูแล ผู้บริโภคให้ได้รับความ ปลอดภัย เป็นธรรม และประหยัดจากการบริโภค สินค้าและบริการ การคุ้มครองผู้บริโภคทางสาธารณสุข คือ “กลยุทธ์ในการดูแลคุ้มครองประชาชนให้ได้รับความปลอดภัย ในการบริโภค ผลิตภัณฑ์และการได้รับบริการที่จําเป็นต่อการดํารงชีวิตและสุขภาพอนามัย รวมทั้ง การพิทักษ์ ประโยชน์ของประชาชนผู้บริโภคมิให้ต้องถูกเอารัดเอาเปรียบหรือตกอยู่ ภายใต้การแสวงหาประโยชน์จากฝ่ายผู้ ประกอบธุรกิจโดยไม่เป็นธรรม” แนวทางการเลือกบริโภคอย่างฉลาดและปลอดภัย ➢ ถ้าพบว่ามีผลิตภัณฑ์ สินค้าหรือบริการสุขภาพที่ไม่ได้มาตรฐาน ควรแจ้ง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ทันที เพื่อจะได้ดําเนินการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ➢ เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ สินค้าและบริการที่สุขภาพได้มาตรฐาน หรือมีการ รับรองคุณภาพกล่าวคือ มี เครื่องหมาย มอก. หรือมี อย. เป็นต้น ➢ ถ้าได้รับความไม่เป็นธรรม ถูกเอารัดเอาเปรียบจากผู้ประกอบการให้ร้องเรียน ได้ที่หน่วยงานคุ้มครอง ผู้บริโภค ความจําเป็นในการคุ้มครองผู้บริโภค ➢ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้เสียเปรียบผู้ผลิต ➢ เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการโฆษณา ➢ เพื่อควบคุมสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐาน ไม่ปลอดภัย หรือเป็นอันตรายต่อผู้บริโภค ➢ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมระหว่างผู้ซื้อ และขาย


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๒ สิทธิของผู้บริโภค ตาม พรบ.คุ้มครองผู้บริโภค มาตรา 4 ผู้บริโภคมีสิทธิได้รับความคุ้มครองดังต่อไปนี้ 1) สิทธิที่จะได้รับข่าวสารรวมทั้งคําพรรณนาคุณภาพที่ถูกต้องและเพียงพอเกี่ยวกับ สินค้าหรือบริการ 2) สิทธิที่จะมีอิสระในการเลือกหาสินค้าหรือบริการ 3) สิทธิที่จะได้รับความปลอดภัยจากการใช้สินค้าหรือบริการ 4) สิทธิที่จะได้รับความเป็นธรรมในการทําสัญญา 5) สิทธิที่จะได้รับการพิจารณาและชดเชยความเสียหาย การคุ้มครองผู้บริโภคด้านผลิตภัณฑ์สุขภาพ ผลิตภัณฑ์สุขภาพ 8 ประเภท ซึ่งได้แก่ อาหาร ยา เครื่องสําอาง เครื่องมือแพทย์ ยาเสพติดให้โทษ วัตถุ ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท วัตถุมีพิษหรือวัตถุอันตราย และสารระเหย แนวทางการดำเนินงานเฝ้าระวังสุขาภิบาลด้านอาหาร การเฝ้าระวังสุขาภิบาลด้านอาหาร มี 3 ประเภท ดังนี้ 1. การเฝ้าระวังทางกายภาพ การเฝ้าระวังสภาพสิ่งแวดล้อมและมาตรฐานทางสุขาภิบาลอาหารของสถานประกอบกิจการด้าน อาหาร เก็บข้อมูลจากแบบตรวจสถานประกอบการแต่ละประเภท รวมถึงการสังเกตพฤติกรรมและสุขวิทยาของ ผู้ประกอบการและผู้สัมผัสอาหารในสถานประกอบกิจการ 2. การเฝ้าระวังทางเคมี


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๓ การเฝ้าระวังการปนเปื้อนของสารเคมีในอาหาร ภาชนะและอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหารในสถานประกอบ กิจการด้านอาหาร เก็บข้อมูลโดยใช้ชุดทดสอบด้านคุณ ภ าพและความปลอดภัยของอาหารของ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ 3. การเฝ้าระวังทางชีวภาพ การเฝ้าระวังการปนเปื้อนของเชื้อโรคในอาหาร ภาชนะและอุปกรณ์ที่สัมผัสอาหาร มือผู้สัมผัสอาหาร ในสถานประกอบการด้านอาหาร เก็บข้อมูลโดยใช้ชุดทดสอบการปนเปื้อนเชื้อโคลิฟอร์มแบคทีเรีย อ 13 (SI-2) อนามัยสิ่งแวดล้อม หมายถึง การจัดการควบคุมปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมที่เป็นหรืออาจเป็นอันตรายต่อ สุขภาพอนามัย การ เจริญเติบโต และการอยู่รอดของมนุษย์ อันได้แก่ น้ำดื่มน้ำใช้ ที่อยู่อาศัย สัตว์พาหะ นําโรค ขยะมูลฝอยและสิ่ง ปฏิกูล มลพิษทางอากาศ มลพิษทางน้ำ หรือมลพิษอื่นๆ เพื่อให้มนุษย์มีสภาวะ ที่สมบูรณ์ทางร่างกายและจิตใจ ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บ และสามารถสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมอย่างมีความสุข ความสำคัญของการอนามัยสิ่งแวดล้อม ในระบบนิเวศมนุษย์และสิ่งแวดล้อมมีความสัมพันธ์และอาศัยซึ่งกันและกันอย่างใกล้ชิดในลักษณะที่ สมดุล ซึ่งอาจจําแนกสิ่งแวดล้อมได้เป็นหลายลักษณะ เช่น เมื่อจําแนกองค์ประกอบของสิ่งแวดล้อมได้เป็น 4 ลักษณะ คือ 1. สิ่งแวดล้อมทางกายภาพ (อากาศ ดิน น้ำ ลม เป็นต้น) 2. สิ่งแวดล้อมทางเคมี (แร่ธาตุ โลหะ สารประกอบเคมีต่างๆ เป็นต้น) 3. สิ่งแวดล้อมทางชีวภาพ (จุลินทรีย์ พืช สัตว์ มนุษย์) 4. สิ่งแวดล้อมทางสังคม (พฤติกรรม จารีตประเพณี วัฒนธรรม เป็นต้น) การจัดบริการสาธารณะด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม งานอนามัยสิ่งแวดล้อมมีขอบเขต ที่มุ่งจะรักษาคุณภาพของสิ่งแวดล้อมให้มีคุณภาพที่เหมาะสมเกื้อกูลต่อ การดํารงชีวิตของมนุษย์ เป็นงานที่ป้องกันมิให้โรคหรือพิษภัยเข้าสู่มนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นเชื้อโรคหรือสารที่เป็นพิษ องค์การอนามัยโลกได้กําหนดขอบเขตของงานอนามัยสิ่งแวดล้อม ดังนี้ ➢ มลพิษทางอากาศ คือ ภาวะของอากาศที่มีการเจือปนของสารหรือสิ่งปนเปื้อน ในปริมาณที่มากพอ ทาให้อากาศเสื่อม คุณภาพ อันก่อให้เกิด อันตรายต่อมนุษย์ สัตว์ และพืชทั้งทางตรงและทางอ้อม ➢ การจัดการน้ำสะอาด


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๔ ➢ การเฝ้าระวังคุณภาพน้ำบริโภค ➢ สุขาภิบาลอาหาร


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๕ ➢ น้ำเสียและการบำบัดน้ำเสียเบื้องต้น น้ำเสีย หมายถึง น้ำที่ผ่านการนําไปใช้ประโยชน์ในกิจกรรมต่างๆ ในการดำรงชีวิต เป็นน้ำที่มี สิ่งเจือปนต่างๆ ในปริมาณสูงจนกระทั่งกลายเป็นน้ำที่ไม่เป็นที่ต้องการของคนทั่วไป ประเภทของน้ำเสีย 1. น้ำเสียจากชุมชน (DOMESTIC SEWAGE) 2. น้ำเสียจากอุตสาหกรรม (Industrial Wastewater) 3. น้ำเสียจากการเกษตร (Agricultural Wastewater) ขั้นตอนการบําบัดน้ำเสีย 1. ระบบบําบัดขั้นตอน (PRIMARY TREATMENT) เป็นการบำบัดเพื่อแยกทราย กรวด และของแข็งขนาดใหญ่ ออกจากของเหลวหรือน้ำเสีย โดยเครื่องจักรอุปกรณ์ที่ใช้ประกอบด้วย ตะแกรงหยาบ ตะแกรงละเอียด ถังดักกรวดทราย ถังตกตะกอนเบื้องต้น และเครื่องกำจัดไขฝ้า การบำบัดน้ำเสียขั้นนี้สามารถกำจัดของแข็งแขวนลอยได้ร้อยละ 50 - 70 และกำจัด สารอินทรีย์ซึ่งวัดในรูปของบีโอดีได้ ร้อยละ 25 - 40 2. การบำบัดขั้นที่สอง (SECONDARY TREATMENT) เป็นการบำบัดน้ำเสียที่ผ่านกระบวนการบำบัดขั้นต้นแต่ยังคงมีของแข็งแขวนลอยขนาดเล็ก เหลือค้างอยู่ โดยทั่วไปการบำบัดทางชีวภาพ จะอาศัยหลักการเลี้ยงจุลินทรีย์ในระบบภายใต้สภาวะที่สามารถ ควบคุมได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการกินสารอินทรีย์ได้รวดเร็วกว่าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และแยกตะกอน จุลินทรีย์ออกจากน้ำทิ้งโดยใช้ถังตกตะกอน ทำให้น้ำทิ้งมีคุณภาพดีขึ้น จากนั้นจึงผ่านเข้าระบบฆ่าเชื้อโรค ก่อนจะ ระบายน้ำทิ้งลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ หรือนำกลับไป ใช้ประโยชน์ การบำบัดน้ำเสียในขั้นนี้สามารถกำจัดของแข็ง แขวนลอยและสารอินทรีย์ซึ่งวัดในรูปของ บีโอดีได้มากกว่าร้อยละ 80


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๖ 3. การบำบัดขั้นสูง (ADVANCE TREATMENT หรือ TERTIARY TREATMENT) กําจัดสารแขวนลอยและสิ่งเจือปนอื่น ๆ ที่ หลงเหลือจากการบําบัดขั้นที่สอง เพื่อให้น้ำที่ได้ ผ่านการบําบัดแลวสามารถนำกลับมาใช้ได้อีก ➢ ขยะมูลฝอย จาก พรบ.สาธารณสขุ พ.ศ.2535 ได้ให้ความหมายของขยะว่า “เศษอาหาร เศษผ้า เศษอาหาร เศษสนิค้าถุงพลาสติกภาชนะใส่อาหารเถ้ามูลสัตว์หรือซากสัตว์ รวมตลอดส่สิ่งอื่นใดที่เก็บจากถนน ตลาด ที่เลี้ยงสัตว์ หรือที่อื่น ๆ”


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๗ ➢ การจัดการปฏิกูล (Human Excreta Management) “สิ่งปฏิกูล” ตามนิยามของกฎกระทรวง สุขลักษณะการจัดการสิ่งปฏิกูล พ.ศ. 2561 หมายความ ว่า อุจจาระหรือปัสสาวะของคน หรือส ิ่ งอื่นใดที่ปนเปื้อนอุจจาระหรือปัสสาวะ การจัดการสิ่งปฏิกูลตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติมกาหนด ให้ “การเก็บ ขน หรือ การจัดสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยในเขตราชการส่วนท้องถิ่นใดให้เป็น อำนาจของราชการส่วน ท้องถิ่นนั้น” ซึ่งการจัดให้มีระบบการ จัดการสิ่งปฏิกูลที่มีประสิทธิภาพ จำเป็นจะต้องอาศัยองค์ความรู้ ความเข้าใจ ในการจัดการสิ่งปฏิกูล


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๘ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การอนามัยแม่และเด็ก ผู้บรรยาย นายวิเชษฐ จินานุรักษ์ (ผู้อำนวยการกองสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม เทศบาลตำบลเชียงรากน้อย) การอนามัยแม่และเด็ก (Maternal and Child Health) อนามัยเจริญพันธุ์ (Reproductive Health) ความหมายของอนามัยเจริญพันธุ์ คือ ภาพความสมบูรณ์แข็งแรงของร่างกายและจิตใจที่เป็นผลสัมฤทธิ์อันเกิด จากกระบวนการและหน้าที่ของเจริญพันธุ์ที่สมบูรณ์ทั้งชายและหญิงทุกช่วงอายุของชีวิต ซึ่งทำให้เขาเหล่านั้นมีชีวิต อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข องค์ประกอบของอนามัยเจริญพันธ์ 1. วางแผนครอบครัว : เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณา ขนาดของครอบครัวให้มีเหมาะสมกับศักยภาพของ ครอบครัวนั้นๆ 2. การอนามัยแม่และเด็ก : เพื่อดูแลสุขภาพของหญิงวัยเจริญพันธุ์ ทั้งก่อนตั้งครรภ์ ระหว่างตั้งครรภ์ และหลัง ตั้งครรภ์ เพื่อให้มีการดูแลที่ปลอดภัยมีคุณภาพทั้งแม่และลูก 3. โรคเอดส์ : ให้ความรู้ ให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ตลอดจนควบคุมป้องกัน และให้การรักษาแก่ผู้เป็นโรค 4. มะเร็งระบบสืบพันธุ์ : เฝ้าระวังผู้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ให้ความรู้และให้บริการตรวจวินิจฉัยโรคอย่าง รวดเร็วและถูกต้อง 5. โรคติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ : ควบคุม ป้องกัน และโรคต่อทางเพศสัมพันธ์ และติดเชื้ออื่นๆ ของระบบสืบพันธุ์ 6. การแท้งและภาวะแทรกซ้อน : ป้องกันการแท้งให้มีอัตราลดลง และรักษาภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากการแท้ง ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งมีการแท้งที่ปลอดภัย 7. ภาวการณ์มีบุตรยาก : ให้คำปรึกษา แนะนํา และให้บริการแก่ผู้ที่มีบุตรยาก 8. เพศศึกษา : ให้คำปรึกษา และเผยแพร่ความรู้เรื่องเพศศึกษาแก่ประชากรทุกกลุ่มอายุอย่างถูกต้องและ เหมาะสม 9. อนามัยวัยรุ่น : ให้ความรู้และคำปรึกษาในเรื่องเพศศึกษา การมีเพศสัมพันธ์อย่างรับผิดชอบและปลอดภัย เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ไม่พึงประสงค์และป้องกันการติดโรคทางเพศสัมพันธ์ 10. ภาวะหลังวัยเจริญพันธุ์และผู้สูงอายุ (วัยทอง) : ให้ความรู้และคำแนะนำในปฏิบัติตนบำบัดรักษาให้ ประชากรกลุ่มนี้มีสุขภาพดี ใช้ชีวิตเป็นประโยชน์แก่สังคมและครอบครัว


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๐๙ การอนามัยแม่และเด็ก (Maternal and Child Health) แนวคิดและวิวัฒนาการของงานอนามัยและเด็ก ประเทศสหรัฐอเมริกา โครงการสุขภาพเด็กในสหรัฐอเมริกา เริ่มต้น ในปี ค.ศ. 1890 โดยได้รับอิทธิพล มาจาก การดำเนินงานของประเทศต่างๆ ในยุโรป เช่น ประเทศอังกฤษ และฝรั่งเศษ ประเทศสหรัฐอเมริกา มีการดำเนินงานที่เรียกว่า ปฏิบัติการทางสังคมเพื่อสวัสดิภาพของเด็ก ด้วยเหตุผลจากการขยายตัวและการพัฒนา ทางอุตสาหกรรม ทําให้มีการใช้แรงงานเด็กในงานที่มีความเสี่ยงและกิจกรรมอันตรายต่างๆ โดยไม่คํานึงถึง สุขภาพ อนามัยและความปลอดภัยของเด็ก ก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพตามมา ในปี ค.ศ. 1855 ได้ก่อตั้งโรงพยาบาลเด็กแห่ง แรกขึ้น ที่รัฐฟิลาเดเฟีย (Philadelphia, Pennsylvania state.) และจัดตั้งคลังนม (Milk station) ในปี ค.ศ. 1893 ที่รัฐนิวยอร์ค เพื่อป้องกันและขจัดปัญหาทารกเจ็บป่วยและตายด้วยโรคท้องร่วง มีการจัดบริการอนามัย โ ร ง เรี ย น ใ น รั ฐ แ ม ส ซ า ชู เส ท ต า ม แ น ว คิ ด ”ค ร อ บ ค รั ว เป็ น ส่ ว น ส ำ คั ญ ข อ ง สุ ข ภ า พ ” ซึ่งส่งผลต่อการจัดตั้งสำนักงานสุขวิทยาเด็ก หรือ Bureau of Child Hygiene ด้วย มีการจัดประชุมทำเนียบขาว เกี่ยวกับเด็กในสมัยประธานาธิบดีรูสเวลท์ (ค.ศ. 1904) โดยมีสาระสำคัญเกี่ยวกับสวัสดิภาพและสุขภาพอนามัย ของเด็ก ก่อให้เกิดการวางรากฐานของการอนามัยเด็ก ในปี ค.ศ. 1921 มีการออกกฎหมายเกี่ยวกับมารดาและ ทารกฉบับแรก คือ Maternity and Infancy Act (Sheppard - Towner) ซึ่งมีผลให้มีการพัฒนาบริการสุขภาพ อ น ามั ย ข อ งม ารด าแ ล ะ เด็ ก แ ล ะ ใน ปี ค .ศ . 1 9 5 7 ป ระ เท ศ ส ห รัฐ อ เม ริก าได้ จั ด ตั้ งวิท ย าลั ย สูตินรีเวชศาสตร์ของอเมริกันขึ้น เพื่อเน้นการศึกษาและส่งเสริมสุขภาพของสตรีมากยิ่งขึ้น ประเทศไทย ประเทศไทยมีการดำเนินงานอนามัยแม่และเด็ก โดยเริ่มมาจากการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในครอบครัวและชุมชน เช่น การคลอดบุตรโดยหมอตำแย การเลี้ยงดูเด็กโดยใช้วิธีการแบบโบราณ ให้อัตราการตาย ของมารดาและทารกอยู่ในเกณฑ์ที่สูงมาก พ.ศ. 2469 รัฐบาลได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ “นางสงเคราะห์สุขาภิบาล เพื่อ เข้ามาดูแลงานด้านอนามัย โดยรวมงานแม่และเด็กไว้ในกรมสาธารณสุข กระทรวงมหาไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2485 มี ก า ร ก่ อ ตั้ ง โ ร ง เ รี ย น ผ ดุ ง ค ร ร ภ์ แ ห่ ง แ ร ก นั้ น ณ ว ชิ ร พ ย า บ า ล แ ล ะ ย ก ฐ า น ะ แผนกสงเคราะห์มารดาและเด็กขึ้นเป็นกองสงเคราะห์แม่และเด็ก ในปัจจุบันเรียกว่า“สำนักอนามัยเจริญพันธุ์” สังกัดกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรระหว่างประเทศ ได้แก่ องค์การอนามัยโลก (WHO) องค์การทุนสงเคราะห์เด็กกระหว่างประเทศ (UNICEF) องค์การอาหารและเกษตรแห่ง สหประชาชาติ (FAO) ทำให้เกิดการขยายการดำเนินงานในปัจจุบันอย่างแพร่หลาย ปัญหาสุขภาพของมารดาและเด็กในประเทศไทย สตรีจำนวนมากในประเทศไทยมี ปั ญ หาทางสารอาหาร โดยเฉพาะโปรตี น ซึ่ งส่ งผลกระทบ ต่อการเสียชีวิตในระหว่างตั้งครรภ์และภาวะแทรกซ้อนหลังคลอด


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๐ การอนามัยแม่ (Maternal Health) คือ การดูแลมารดาระยะตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ ระยะตั้งครรภ์ ระยะคลอด และระยะหลังคลอด (1) ระบบสืบพันธุ์ ระบบสืบพันธุ์เพศชาย (The male Reproductive System) ระบบสืบพันธุ์เพศหญิง (The Female Reproductive System) อสุจิ (Spermatozoa) ลักษณะคล้ายลูกกบ ความยาว ประมาณ 1 นิ้ว ประกอบด้วย ส่วนหัวกลมรี ส่วนคอ ส่วนกลาง และส่วนหาง การหลั่งอสุจิออกมา 1 ครั้ง จะมีปริมาณน้ำกาม ประมาณ 5-6 ลูกบาศก์เซนติเมตร และมีอสุจิประมาณ 200 ล้านตัว มีอายุประมาณ 24-48 ชั่วโมงเท่านั้น


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๑ (2) การเปลี่ยนแปลงเกี่ยวกับร่างกายของสตรี (3) บริการเพื่อสุขภาพมารดา 1. การให้คำปรึกษาแนะนำก่อนสมรส (Premarital Counseling) - ให้ความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการครองเรือน ชีวิตสมรส ชีวิตครอบครัว การปรับตัว เพศศึกษา โภชนาการ ปฐมพยาบาล - ให้คำปรึกษาแนะนำด้านจิตใจและอารมณ์ เพื่อให้คู่สมรสสามารถปรับตัวในการอยู่ร่วมกันได้ - บริการตรวจร่างกายก่อนสมรสทั้งชายและหญิง เพื่อป้องกันความผิดปกติของทารก - การทดสอบด้านปัญญา เพื่อป้องกันการสืบทอดกรรมพันธุ์สู่ทารก กรณีบิดามารดามีเชาว์ปัญญาต่ำ 2. การฝากครรภ์(Prenatal Care). - ลดอัตราการตั้งครรภ์ผิดปกติและทารกคลอดผิดปกติ ลดโรคแทรกซ้อนระหว่างตั้งครรภ์ - ลดอัตราการตายของมารดาและทารก และลดอัตรายจากการคลอด - ช่วยให้คำแนะนำและการปฏิบัติตนอย่างถูกต้องแก่มารดาขณะตั้งครรภ์ 3. การตั้งครรภ์อันตราย (high Risk Pregnancy) การตั้งครรภ์อันตราย คือ การตั้งครรภ์ที่มารดามีปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการท้อง เช่น - อายุของมารดาไม่ควรต่ำกว่า 16 ปีหรือมากกว่า 35 ปี - โรคประจำตัวก่อนตั้งครรภ์ - น้ำหนักและส่วนสูงของมารดา ควรไม่ต่ำกว่า 140 cm - จำนวนความถี่ในการตั้งครรภ์ และอายุครรภ์ ควรเว้นอย่างน้อย 1 ปี - ภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เช่น อกเกาะต่ำ ครรภ์เป็นพิษ ครรภ์แฝด มดลูกแตก 4. การดูแลมารดาระยะคลอด (Care at Delivery). เป็นระยะที่สําคัญ เพราะเป็นระยะที่อาจเกิดอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของมารดาและทารก 1.) ระยะเจ็บคลอด : เป็นระยะที่ปากมดลูกเปิดขยายเพื่อให้ทารกออกมาได้ โดยปกติระยะเจ็บ คลอดจะใช้เวลาประมาณ 8-12 ชั่วโมงในครรภ์แรก และ 4-6 ชั่วโมงในครรภ์หลัง 2.) ระยะเบ่ง : หรือระยะเด็กคลอด เริ่มนับตั้งแต่ปากมดลูกเปิด หมด (10 เซนติเมตร) ไปจนทารก คลอด ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๒ 3.) ระยะคลอด : ระยะนี้นับรวมทั้งเยื่อหุ้มทารกคลอด เริ่มตั้งแต่ทารกคลอดจนกระทั่งออกมา ใช้ เวลา 30 นาที 4.) ระยะหลังคลอด : ระยะนี้จะใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง เป็นระยะที่สำคัญเพราะอาจ มีอันตรายได้ 5. การดูแลมารดาระยะหลังคลอด (Post - Natal Care) ในระยะหลังคลอด มารดาจะมีการเปลี่ยนแปลงด้านร่างกายและจิตใจ 1.) มดลูกหดตัว : จะหดตัวและลดขนาดลง 2.) น้ำคาวปลา : ในระยะ 3-4 วันแรกหลังคลอดจะมีน้ำคาวปลา ลักษณะเหมือนประจำเดือน 3.) ปากมดลูก (Cervix) : จะเข้าสู่รูปเดิมใน 4 สัปดาห์ 4.) ช่องคลอด (Vagina) : มีความยืดหยุ่น แผลฝีเย็บจะหายใน 7 วัน 5.) เต้านม : จะเจริญเติบโตในช่วงแรกหลังคลอด เต้านมจะผลิตน้ำนมสำหรับทารก 6.) การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์ : เป็นสิ่งที่ควรระวัง เนื่องจากหลังคลิดอาจมีภาวะซึมเศร้า ทำให้ นำไปสู่การฆ่าตัวตาย หรือดูแลทารกไม่ดี สิ่งที่ควรเฝ้าระวังหรือให้คำแนะนำแก่มารดาระยะหลังคลอด ควรให้คำแนะนำด้านเคลื่อนไหวและลุกขึ้นจากเตียง เนื่องจากการคลอดจะเกิดการเสียเลือด การเคลื่อนไหวหรือลุกจากเตียงอาจทำให้เกิดการวูบหรือเป็นลมได้ มารดาควรรักษาความสะอาดของร่างกาย แผล ผ่าตัดและเต้านม เต้านมควรใช้น้ำอุ่นและสบู่อ่อนๆ เช็ดหัวนมและเต้านมให้สะอาด มารดาหลังคลอด ควรสังเกตสีน้ำคาวปลา น้ำคาวปลาปกติควรมีสีจาง และมีปริมาณลดลง ปกติน้ำคาวปลาจะใช้เวลาขับไม่เกิน 14 วัน และไม่ควรมีกลิ่น งดการร่วมเพศในระยะเวลา 6 สัปดาห์หลังคลอด เพราะมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ อนามัยเด็ก (Child Health) การปฏิสนธิ คือกระบวนการที่อสุจิเข้าไปผสมกับไข่ ซึ่งอาจนำไปสู่การตั้งครรภ์ เพศของทารก มีความสัมพันธ์กับโครโมโซมของสเปิร์ม หากสเปิร์มมีโครโมโซมวาย ทารกจะเป็นเพศชาย หากโครโมโซมเอ็กซ์ ทารกจะเป็นเพศหญิง เมื่อเกิดการปฏิสนธิ จะเข้าสู่ระยะฝังตัว โดยตัวอ่อนจะเคลื่อนที่ผ่านท่อนำไข่ไปเกาะฝังตัวที่ ผนังมดลูก เซลล์จะค่อยๆ เจริญเติบโตโดยใช้เวลา 210 วัน ในการพัฒนาจากเซลล์เป็นทารก ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก 1. พันธุกรรม 2. สิ่งแวดล้อม 3. ฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว 4. อาหารและโภชนาการ 5. โรคที่ถ่ายทอดจากมารดา อาจมีผลต่อการเจ็บป่วย 6. ยา สารเคมี รังสีต่างๆ 7. สาเหตุอื่นๆ เช่น อายุครรภ์มารดามากเกินไป


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๓ การบริการสุขภาพเพื่อเด็ก การจัดบริการเพื่อสุขภาพของเด็ก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการตามวัย ซึ่งควรเน้นทางด้านการป้องกันโรค การส่งเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาลโดยใช้บริการอย่างต่อเนื่อง ทันตสุขภาพสำหรับเด็ก ยังขาดบุคลากรในการบริการด้านทันตกรรมในสถานบริการระดับปฐมภูมิ ทำให้ยังมีปัญหาทาง ด้านทันตกรรมในเด็ก ประกอบกับอาหารในปัจจุบันมีน้ำตาลผสมในปริมาณที่สูง ส่งผลต่อปัญหาทันตกรรม ในเด็กอย่างต่อเนื่อง การวางแผนครอบครัว (Family Planning) การวางแผนครอบครัว หมายถึง การที่คู่สมรสชายและหญิง ได้วางแผนไว้ล่วงหน้าว่าจะมีบุตรจำนวนกี่คน ตามความพร้อมในระยะเวลาที่เหมาะสมกับสภาพทางเศรษฐกิจ สุขภาพอนามัย และการกําหนดระยะห่างของการมี บุตร โดยใช้วิธีการคุมกำเนินแบบต่างๆ รวมไปถึงช่วยให้คู่สมรสที่ไม่มีบุตรสามารถมีบุตรได้ (1) ความสัมพันธ์ของการวางแผนครอบครัวและการอนามัยและเด็ก ด้านสุขภาพมารดา มารดาที่ตั้งครรภ์และคลอดบุตรบ่อยครั้งจนเกินไป จะมีโอกาสในการเจ็บป่วยด้วยโรคมะเร็งปาก มดลูก และมารดาที่อายุมากกว่า 35 ปี จะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากภาวะแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ การ วางแผนครอบครัวเพื่อจำกัดจำนวนบุตรและการเว้นระยะการมีบุตร จะช่วยลดการตายของมารดา และทารกด้วย ด้านสุขภาพของเด็ก การวางแผนครอบครัว เพื่อจำกัดจำนวนบุตร ช่วยให้บุตรในครอบครัวได้มีโอกาสรับการเลี้ยงดู อย่างใกล้ชิดจากบิดามารดา การวางแผนครอบครัวสามารถยกมาตรฐานความเป็นอยู่และปรับปรุงคุณภาพชีวิตของ ครอบครัวให้ดีขึ้น ด้านสุขภาพของบิดา การวางแผนครอบครัว ช่วยให้หัวหน้าครอบครัวสามารถหารายได้จากการเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่าง เพียงพอ ลดภาระความเครียดของสมาชิกในครอบครัวด้วย (2) วิธีการคุมกำเนิด (Birth Control) 1. ยาเม็ดคุมกําเนิด (Coral Pills.) 2. ยาฉีดคุมกำเนิด (injectable Contraception) 3. การใส่ห่วงอนามัย (Intra Uterine Device -I.U.D) 4. การใส่ถุงยางอนามัย (Condom) 5. การใช้หมวกยางใส่ภายในช่องคลอด (Diaphragm) 6. ยาเม็ดฟองฟู่ (Foam Tablets) 7. ยาเหน็บช่องคลอด (soluble Suppositories) 8. เยลลี่หรือครีม (Jellies and Creams) 9. การนับระยะปลอดภัย (Rhythm, safe Period) 10. การหลั่งภายนอกช่องคลอด (Coitus Interrup)


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๔ การฝากครรภ์ การฝากครรภ์ ความหมาย เป็นการส่งเสริมสุขภาพให้หญิงตั้งครรภ์และสามีได้รับความรู้ในการดูแลสุขภาพ ของตนเอง รวมถึงได้รับการดูแลสุขภาพของหญิงตั้งครรภ์และทารกในครรภ์เพื่อให้การตั้งครรภ์และการคลอดมี คุณภาพแม่ และทารกแข็งแรงปลอดภัยปราศจากการแทรกซ้อน โดยเริ่มฝากครรภ์ทันทีที่รู้ตัวว่าท้องหรือก่อนอายุ ครรภ์ ๑๒ สัปดาห์ และไปตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ ประโยชน์เพื่อ ๑. เพื่อคัดกรองภาวะเสี่ยง ตรวจหาโรคติดเชื้อและโรคทางพันธุกรรม ๒. เพื่อส่งเสริมสุขภาพร่างกายและจิตใจของหญิงตั้งครรภ์ รับวัคซีน ไตรเฟอร์ดีน ๓. ดูแลทารกในครรภ์ ตามคำแนะนำ การฝากครรภ์สำคัญต่อทั้งมารดาและลูก สำหรับการฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะสอบถามประวัติด้าน สุขภาพของมารดา โรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา พร้อมกับตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การชั่งน้ำหนัก วัดความ ดันโลหิต ตรวจเลือดเพื่อค้นหาโรคทางพันธุกรรมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจหาโปรตีนและน้ำตาลใน ปัสสาวะเพื่อประเมินภาวะสุขภาพของคุณแม่ คำนวณอายุครรภ์ วันครบกำหนดคลอด การวางแผนในการตรวจคัด กรองความเสี่ยงต่าง ๆ การฉีดวัคซีนสร้างภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยระหว่างตั้งครรภ์ ตลอดจนให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อเตรียมพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงของการตั้งครรภ์ในระยะต่อไป หลังจากนั้นคุณหมอจะนัดตรวจทุกเดือนและถี่ขึ้นเมื่อคุณแม่ใกล้คลอดฝากครรภ์ครั้งแรกต้องตรวจอย่างไรบ้างตรวจ ร่างกาย โดยแพทย์ วัดส่วนสูงชั่งน้ำหนัก ซักประวัติสูติกรรม โรคประจำตัว ประวัติครอบครัว - ภาวะเลือดจางจากภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน - ตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ HIV - ตรวจเลือดหาเชื้อซิฟิลิส กรุ๊ปเลือด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด -ตรวจปัสสาวะเพื่อค้นหาความผิดปกติอื่นๆ ตรวจปัสสาวะ อัลตร้าซาวด์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ - จ่ายยาบำรุงครรภ์และยาอื่นๆที่จำเป็น โภชนาการในหญิงตั้งครรภ์ ๑. กินอาหารให้ครบ ๕ หมู่ ได้แก่ กลุ่มข้าวแป้ง กลุ่มผัก กลุ่มผลไม้ กลุ่มเนื้อสัตว์ และกลุ่มนม ๒. กินให้มีปริมาณเพียงพอและหลากหลายในแต่ละกลุ่มอาหารใน ๑ วัน ๓. หลีกเลี่ยงอาหาร ขนม เครื่องดื่มที่มีรสหวานจัด ๔. หลีกเลี่ยงอาหารรสเค็มจัด ๕. กินอาหารที่สะอาดและปรุงสุกใหม่ ๆ ไม่กินอาหารสุก ๆ ดิบ ๆ งดอาหารหมักดองกาแฟเครื่องดื่ม ที่มีแอลกอฮอล์และบุหรี่ ๖. กินยาเม็ดเสริมวิตามินตามแพทย์สั่ง การดูแลฟัน ๑. กินอาหารครบ ๕ หมู่หลีกเลี่ยงการกินอาหารที่มีน้ำตาลบ่อย ๆ ๒. แปรงฟันวันละ ๒ ครั้งเช้าและก่อนนอนด้วยยาสีฟันผสมฟลูออไรด์ และบ้วนปากทุกครั้งหลังกิน อาหาร ๓. ถ้ามีอาการคลื่นไส้อาเจียนควรบ้วนปากด้วยน้ำมาก ๆ หลังอาเจียนหรือบ้วนปากด้วยน้ำผสมผงฟู เพื่อช่วยลดความเป็นกรด


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๕ กิจกรรมและการนอนสำหรับหญิงตั้งครรภ์ ๑. กิจกรรมทางกาย - เคลื่อนไหวร่างกายในชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานบ้านการเดินอย่างน้อย ๑๕0 นาทีต่อสัปดาห์ - ฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเน้นกล้ามเนื้อหน้าท้องและอุ้งเชิงกรานเพื่อสร้างความพร้อมในการคลอด ลูกอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๒ ครั้งและฝึกความอ่อนตัวของกล้ามเนื้อเพื่อลดอาการปวดเมื่อยจากการรับน้ำหนักทารกใน ครรภ์ เช่น การเล่นโยคะ ๒. กิจกรรมการนอน - นอนวันละ ๗ - ๙ ชั่วโมงควรนอนก่อน ๒๒:๐๐ น - นอนท่าตะแคงแทนท่านอนหงาย เพื่อให้มดลูกไม่กดทับเส้นเลือดดำใหญ่บริเวณด้านหลังของร่างกาย ทำให้เลือดไหลเวียนกลับเข้าหัวใจได้ดีและลดอาการบวม - เวลาจะนอนค่อย ๆ เอนตัวนอนจากท่านั่งเป็นท่านอน และเวลาตื่นค่อย ๆ ลุกจากท่านอนเป็นท่านั่ง - หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหาร ๒ - ๓ ชั่วโมงก่อนเข้านอน เพื่อลดอาการกรดไหลย้อนจุกเสียดแน่นท้อง การนับลูกดิ้น การนับลูกดิ้น เป็นเครื่องมือช่วยตรวจสอบการมีชีวิตของทารกในครรภ์ เริ่มนับจำนวนครั้งที่ทารกดิ้นตั้งแต่ อายุครรภ์ ๓๒ สัปดาห์จนกระทั่งคลอดควรปฏิบัติทุกวันเป็นการเพิ่มความตระหนักต่อสุขภาพของทารก วิธีการนับการดิ้นของทารกในครรภ์มี ๒ วิธีดังนี้ ๑. การนับทารกดิ้น ๓ เวลาหลังมื้ออาหารครั้งละ ๑ ชั่วโมงถ้าน้อยกว่า ๆ ครั้งต่อชั่วโมงแนะนำให้พบแพทย์ ทันที ๒. นับการดิ้น ๑๒ ชั่วโมงใน , วันถ้าทารกดิ้นน้อยกว่า ๑๐ ครั้งแนะนำให้พบแพทย์ทันที อาการผิดปกติที่ต้องรีบมาพบแพทย์ทันที ๑. ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงหรือหยุดดิ้น ๒. ปวดศีรษะมาก ตาพร่ามัว จุกแน่นยอดอก บวมที่เท้ากดบุ๋ม ๓. ปัสสาวะแสบขัดหรือลำบาก ๔. เลือดออกจากช่องคลอด ๕. มีน้ำเดินใสๆไหลออกจากช่องคลอด ๖. เจ็บที่หลังแล้วปวดร้าวมาถึงด้านหน้าบริเวณหัวเน่าและท้องน้อย อาการปวดท้องอยากถ่ายอุจจาระ การฝากครรภ์สำคัญต่อทั้งมารดาและลูก สำหรับการฝากครรภ์ครั้งแรก แพทย์จะสอบถามประวัติด้านสุขภาพของมารดา โรคประจำตัว ประวัติการ แพ้ยา พร้อมกับตรวจสุขภาพขั้นพื้นฐาน ได้แก่ การชั่งน้ำหนัก วัดความดันโลหิต ตรวจเลือดเพื่อค้นหาโรคทาง พันธุกรรมและโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ตรวจหาโปรตีนและน้ำตาลในปัสสาวะเพื่อประเมินภาวะสุขภาพของคุณแม่ คำนวณอายุครรภ์ วันครบกำหนดคลอด การวางแผนในการตรวจคัดกรองความเสี่ยงต่าง ๆ การฉีดวัคซีนสร้าง ภูมิคุ้มกันโรคติดเชื้อที่อาจก่อให้เกิดอันตรายกับลูกน้อยระหว่างตั้งครรภ์ ตลอดจนให้คำแนะนำในการปฏิบัติตัวเพื่อ เตรียมพร้อมที่จะรับการเปลี่ยนแปลงของการตั้งครรภ์ในระยะต่อไป หลังจากนั้นคุณหมอจะนัดตรวจทุกเดือนและถี่ ขึ้นเมื่อคุณแม่ใกล้คลอดฝากครรภ์ครั้งแรกต้องตรวจอย่างไรบ้างตรวจร่างกาย โดยแพทย์ วัดส่วนสูงชั่งน้ำหนัก ซัก ประวัติสูติกรรม โรคประจำตัว ประวัติครอบครัว - ภาวะเลือดจางจากภูมิคุ้มกันหัดเยอรมัน - ตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อ HIV


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๖ - ตรวจเลือดหาเชื้อซิฟิลิส กรุ๊ปเลือด ความสมบูรณ์ของเม็ดเลือด -ตรวจปัสสาวะเพื่อค้นหาความผิดปกติอื่นๆ ตรวจปัสสาวะ อัลตร้าซาวด์เพื่อยืนยันการตั้งครรภ์ - จ่ายยาบำรุงครรภ์และยาอื่นๆที่จำเป็น นโยบายและการดำเนินงานส่งเสริมสุขภาพสตรีและเด็กปฐมวัย ๑. หญิงตั้งครรภ์ทุกรายฝากครรภ์ครั้งแรกก่อน 12 สัปดาห์และได้รับบริการครบถ้วน (ANC คุณภาพ) ๒. ลดการเกิดโรคทางพันธุกรรมและโรคติดเชื้อจากแม่สู่ลูก ๓. ลดอัตราการคลอดก่อนกำหนดและทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย ๔. ลดการตายมารดาและทารกปริกำเนิด ๕. ทารกได้กินนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน กินนมแม่ควบคู่อาหารตามวัยจน 2 ปีหรือนานกว่านั้น แนวทางปฏิบัติเพื่อการจัดบริการฝากครรภ์คุณภาพสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2565 ๑. การบริการฝากครรภ์คุณภาพมาตรฐานตามแนวทางวิถีชีวิตใหม่ โดยเน้นการส่งเสริมสนับสนุนให้หญิง ตั้งครรภ์ฝากครรภ์ก่อน 12 สัปดาห์ และฝากครรภ์ต่อเนื่องตามเกณฑ์ฝากครรภ์ 8 ครั้ง ๒. หญิงตั้งครรภ์ต้องได้รับบริการตามกิจกรรมที่กำหนดไว้ในแต่ละช่วงอายุครรภ์อย่างครบถ้วนรายละเอียด ตามแนวทางการฝากครรภ์คุณภาพสำหรับประเทศไทย พ.ศ. 2565 ดังนี้ - การซักประวัติตรวจร่างกาย การประเมินภาะสุขภาพ คัดกรองและประเมินความเสี่ยงการตั้งครรภ์ - การตรวจทางห้องปฏิบัติการของหญิงตั้งครรภ์ ได้แก่ CBC for Hct/Hb MCV, DCIP, VDRL ,Anti-HIV , HBsAg, Blood group ABO, Rh, Multiple urine dipstick - การตรวจทางห้องปฏิบัติการของสามี/คู่ ได้แก่ : CBC , MCV, DCIP, VDRL, Anti-HIV - การคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์ และคัดกรองเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย - การตรวจสุขภาพช่องปากและขัดทำความสะอาดฟัน - การตรวจครรภ์ด้วยคลื่นเสียงความถี่สูง - การได้รับวัคซีนป้องกันคอตีบ บาดทะยัก ไข้หวัดใหญ่ และโควิด 19 - การจ่ายยาเสริมธาตุเหล็ก กรดโฟลิก ไอโอดีน และเคลเซียม - การให้คำแนะนำผ่านกิจกรรมโรงเรียนพ่อแม่ - การได้รับสมุดบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก ๓. จัดเครือข่ายบริการฝากครรภ์และมีระบบส่งต่อไปยังสถานบริการที่มีศักยภาพในการดูแลหญิงตั้งครรภ์ ในภาวะดังกล่าว การปกป้อง ส่งเสริม สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ๑. บังคับใช้พระราชบัญญัติควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. 2560 - สื่อสารสาธารณะและเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับพระราชบัญญัติฯ เพื่อให้แม่และครอบครัวได้ข้อมูลที่ถูกต้อง และเหมาะสม - เฝ้าระวังการละเมิดพระราชบัญญัติฯ ๒. ขับเคลื่อนการดำเนินงานส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ - สื่อสารสร้างความรอบรู้ เสริมทักษ: เพื่อให้แม่และครอบครัวมีทัศนคติที่ดีและมีความพร้อมในการเลี้ยงลูก ด้วยนมแม่


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๗ - พัฒนาระบบบริการสุขภาพให้ได้ตามมาตรฐานโรงพยาบาลสายสัมพันธ์แม่ลูก (BFHI) - พัฒนาศักยภาพ อสม. เป็นพี่เลี้ยงนมแม่ เพื่อส่งต่อการดูแลในชุมชน ๓. ขับเคลื่อนการดำเนินงานสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ - ร่วมมือกับภาคีเครือข่ายให้บริการขนส่งนมแม่ฟรี - ผลักดันการจัดตั้งมุมนมแม่ในสถานประกอบกิจการและพื้นที่สาธารณะ - จัดบริการคลินิกนมแม่ในสถานพยาบาลทุกแห่ง รวมถึงจัดบริการให้คำปรึกษาทางออนไลน์ด้วย - ผลักดันสิทธิลาคลอด 180 วัน การขับเคลื่อนการให้บริการปรึกษาปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ออนไลน์ เป้าประสงค์โครงการ 1. พัฒนาศักยภาพบุคลากรที่เข้าร่วมในโครงการให้มีความรู้ ทักษะและเทคนิคการให้คำปรึกษาการสื่อสาร ผ่านออนไลน์ 2. จัดทำแนวทางการให้คำปรึกษาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ออนไลน์ ๓. สร้างการรับรู้และความรู้ ความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และช่องทางการให้คำปรึกษาออนไลน์ กับแม่และครอบครัว ๔. ศึกษาช่องทางและพัฒนาการเก็บข้อมูล เพื่อผลักดันให้บริการได้รับการสนับสนุนต่อเนื่องและเกิดความ ยั่งยืน ผลการดำเนินงาน การขับเคลื่อนการให้บริการปรึกษาปัญหาการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ออนไลน์ในปัจจุบัน เป็นการดำเนินงานใน ระยะที่ 3 คือ การพัฒนาช่องทางสำหรับการให้คำปรึกษาปัญหาเกี่ยวกับนมแม่ ผ่าน APP Everyday Doctor และ อยู่ระหว่างการทดลองรูปแบบการให้บริการ เพื่อรองรับการขยายระบบบริการให้ครอบคลุมทั่วประเทศ


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๘ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา สถิติการวิจัยและประชากรศาสตร์เบื้องต้นเพื่อส่งเสริมการสาธารณสุขชุมชน ผู้บรรยาย นายประกาศ เปล่งพานิชย์ (สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดปทุมธานี) และนางสาวสุภัทรานิษฐ์ นันชัยวงศ์ (สำนักงานสาธารณสุขอำเภอบางไทร) ประเภทของสถิติ ๑. สถิติพรรณนา (descriptive statistics) ๑.๑ ร้อยละ (percentage) ๑.๒ การแจกแจงความถี่ (frequency) ๑.๓ การวัดแนวโน้มเข้าสู่ส่วนกลาง (central of tendency) - ตัวกลางเลขคณิต (Arithmetic Mean) - ฐานนิยม (Mode) - มัธยฐาน (Median) - ควอไทล์ (Quartiles) - เดไซล์ (Deciles) - เปอร์เซ็นไทล์ (Percentiles) ๑.๔ การวัดการกระจาย (dispersion) - พิสัย (range) - ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (standard deviation) - ค่าแปรปรวน (variance) ๒. สถิติอนุมาน (inference statistics) ๒.๑ การอนุมานแบบมีพารามิเตอร์ (parametric inference) - เป็นการนำค่าที่ได้จากตัวอย่าง (sample) ซึ่งเป็นค่าสถิติ (statistics) ไปอธิบายคุณลักษณะ ประชากร (population) ซึ่งเป็นค่าพารามิเตอร์ (parameter) ดังนั้น การอนุมานแบบมีพารามิเตอร์ จึงเป็นการนำ ค่าสถิติที่ได้ศึกษาจากบางส่วนของข้อมูลมาอธิบายลักษณะข้อมูลเหมือนกับว่าค่านั้นมาจากข้อมูลทั้งหมด - ค่าของประชากรควรมีการแจกแจงแบบปกติ (normal distribution) - การเลือกตัวอย่าง (sampling) เป็นไปอย่างอิสระ และไม่มีความเอนเอียง (unbiased) - ค่าของข้อมูลที่วัดได้ควรอยู่ในระดับช่วง (interval scale) หรือ ระดับอัตราส่วน (ratioscale) ๒.๒ การอนุมานแบบไม่มีพารามิเตอร์ (non-parametric inference) เป็นวิธีการอนุมานข้อมูลจาก ตัวอย่างไปอธิบายลักษณะของประชากร ในกรณีที่ข้อมูลไม่เป็นไปตามเงื่อนไขหรือข้อกำหนดตามวิธีการอนุมานแบบ พารามิเตอร์ เช่น ไม่ทราบค่าข้อมูลของประชากร ไม่ทราบว่ามีการแจกแจงแบบใด และข้อมูลอยู่ในระดับนาม บัญญัติ (nominal scale) หรือระดับเรียงอันดับ (ordinal scale) โดยเฉพาะกลุ่มตัวอย่างที่เลือกมามีขนาดเล็ก การทดสอบค่าทางสถิติ ๑. การทดสอบค่าเฉลี่ยสำหรับหนึ่งกลุ่มตัวอย่าง (One Sample T - Test) เป็นการทดสอบว่าค่าเฉลี่ย


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๑๙ ของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่าง ทีค่าแตกต่างไปจากค่าที่กำหนดไว้หรือไม่ ซึ่งอาจจะมีการทดสอบแบบสองทาง (Two-Tail) หรือการทดสอบแบบทางเดียว (One-Tail) ๒. การทดสอบค่าเฉลี่ยสำหรับสองกลุ่มตัวอย่าง - กลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระจากกัน - กลุ่มตัวอย่างที่ไม่เป็นอิสระจากกัน เป็นการทดสอบว่าค่าเฉลี่ยของประชากรหรือกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน มีค่าแตกต่างกัน หรือไม่ ซึ่งอาจจะมีการทดสอบแบบสองทาง (Two-Tail) หรือการทดสอบแบบทางเดียว (One-Tail) ๓. การทดสอบค่าเฉลี่ยสำหรับหลายกลุ่มตัวอย่าง เป็นการทดสอบคำเฉลี่ยจากข้อมูลที่ได้จากกลุ่มตัวอย่าง หลายๆ กลุ่มตัวอย่าง คือมากกว่าสองกลุ่มตัวอย่าง โดยการวิเคราะห์ความแปรปรวน โดยค่าสถิติ F-test การหาความสัมพันธ์ (Relationships) ๑. การหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีค่าไม่ต่อเนื่อง - เป็นการวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองชุดหรือมากกว่าสองชุดขึ้นไป โดยจะดูว่ามี ความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ การหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ไม่ต่อเนื่อง ( discrete data) ดังกล่าว มักจะเป็นข้อมูล ระดับบัญญัติ (Nominal Scale) และระดับเรียงอันดับ (Ordinal Scale) ซึ่งการหาความสัมพันธ์จะใช้วิธีการแจง นับเป็นสำคัญ - การหาความสัมพันธ์สำหรับข้อมูลที่มีคำไม่ต่อเนื่องจะเรียกว่าเป็นการหา Association - เป็นการหาความสัมพันธ์โดยใช้วิธีการแจงนับจำนวนข้อมูล หรือความถี่ข้อมูล และนำเสนอในรูป ของตารางแจกแจงความถี่แบบสองทาง - สำหรับการหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร ๒ ตัวแปรนั้น นิยมใช้สถิติ ไค-สแควร์(Chi-Squares: X ๒ ) ๒. การหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่มีค่าต่อเนื่อง - เป็นการวิเคราะห์ถึงความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลสองชุดหรือมากกว่าสองชุดขึ้นไป โดยจะดูว่ามี ความเกี่ยวข้องกันหรือไม่ การหาความสัมพันธ์ของข้อมูลที่ต่อเนื่อง ( Continuous data) ดังกล่าว มักจะเป็นข้อมูล ระดับช่วง (Interval Scale) และระดับอัตราส่วน (Ratio Scale) ซึ่งการหาความสัมพันธ์จะใช้วิธีการคำนวณเป็น สำคัญ - การหาความสัมพันธ์สำหรับข้อมูลที่มีค่ต่อเนื่องจะเรียกว่าเป็นการหา Correlation การสุ่มตัวอย่าง การสุ่มตัวอย่าง (Sampling)


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๐ กระบวนการสุ่มตัวอย่าง ๕ ขั้นตอน ๑. กำหนดประชากรเป้าหมาย การกำหนดเป้าหมายจะต้องนิยามคำจำกัดความของประชากรที่จะศึกษาให้ชัดเจน โดยพิจารณา จากปัญหาที่ต้องการทำการวิจัย รวมถึงวัตถุประสงค์และขอบเขตของการทำวิจัย ซึ่งจะทำให้ทราบว่าต้องวิเคราะห์ ข้อมูลจากประชากรกลุ่มใด ๒. สร้างกรอบของการสุ่มตัวอย่าง ๑) ทำบัญชีรายชื่อทั้งหมดของประชากร และจัดเรียงรายชื่อของประชากรแบบไม่ลำเอียง ๒) ให้หมายเลขประจำตัวหน้ารายชื่อเหล่านั้น ๓) ในบัญชีรายชื่อควรระบุที่อยู่ หรือสถานที่ติดต่อได้สะดวก ๓. กำหนดขนาดของตัวอย่าง ขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจเกี่ยวกับจำนวน หรือ ขนาดของตัวอย่างให้เหมาะสมกับ วัตถุประสงค์ของการวิจัยและประชากรเป้าหมายการกำหนดขนาดตัวอย่างผู้วิจัยจะต้องใช้ทฤษฎีและวิจารณญาณ เข้ามาช่วยในการตัดสินใจ เช่น ขนาดของความ คลาดเคลื่อนที่ยอมให้เกิดขึ้น งบประมาณ ระยะเวลาในการวิจัย ๔. เลือกเทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจเลือกเทคนิควิธีการสุ่มตัวอย่าง ที่เหมาะสม เพื่อนำไปใช้เป็นตัวแทน ของประชากรได้ ซึ่งมีอยู่หลายวิธี ได้แก่ ๔.๑ การสุ่มตัวอย่างแบบไม่ใช้ความน่าจะเป็น : การสุ่มตัวอย่างโดยไม่ทราบโอกาสที่หน่วยต่าง ๆ ของประชากรจะถูกสุ่มไปเป็นกลุ่มตัวอย่าง - การสุ่มตัวอย่างแบบตามความสะดวกหรือแบบบังเอิญ (Convenience or Accidental Sampling) : เป็นการสุ่มตัวอย่างที่อาศัยความสะดวกในการเก็บรวบรวมข้อมูลหรือสุ่มตัวอย่างโดยบังเอิญหรือไม่ได้ ตั้งใจ ตัวอย่างที่ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบนี้จะไม่สามารถนำไปเป็นตัวแทนของประชากรได้ เพราะไม่ได้มีการ ควบคุมการสุ่มตัวอย่างให้เป็นไปอย่างสุ่ม จึงอาจเกิดความลำเอียงในการเลือกตัวอย่างขึ้นได้ - การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) : เป็นการสุ่มตัวอย่างที่ผู้วิจัยต้องใช้ วิจารณญาณ หรือใช้ประสบการณ์ในการเจาะจงสุ่มหน่วยตัวอย่างนั้น ๆ - การสุ่มตัวอย่างแบบกำหนดจำนวนตัวอย่าง (Quota Samping) : เป็นการสุ่มตัวอย่างแบบ กำหนดจำนวนตัวอย่างที่มีคุณลักษณะบางประการไว้ก่อนที่จะทำการสุ่มตัวอย่าง - การสุ่มตัวอย่างแบบลูกหิมะ (Snowball sampling) : เหมาะกับประซากรที่ไม่มีการเปิดเผย รายชื่ออย่างเป็นทางการ ๔.๒ การสุ่มตัวอย่างแบบใช้ความน่าจะเป็น - การสุ่มตัวอย่างโดยทราบโอกาสที่หน่วยต่างๆ ของประชากรเป้าหมายจะถูกสุ่มมาเป็นหน่วย ตัวอย่าง ถ้าใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบนี้ได้อย่างถูกต้อง ผู้วิจัยสามารถกล่าวได้ว่ากลุ่มตัวอย่างที่ สุ่ม (random sample) มาเป็นตัวแทนของประชากร - วิธีการสุ่มแบบนี้ใช้ในกรณีที่ประชากรมีขนาดใหญ่ (จำนวนมาก) ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสุ่ม (Randomization) เพื่อให้ลักษณะของหน่วยต่าง ๆ ที่สุ่มมานั้นเหมือนกับลักษณะของ ประชากรมากที่สุด เรียกว่า ตัวอย่างสุ่ม (Random Sample) การสุ่มตัวอย่างแบบสุ่ม แบ่งได้ ๕ วิธี ๑. Simple Random Sampling : การสุ่มตัวอย่างแบบนี้เหมาะสมกับประชากรที่มีขนาดเล็ก และมีกรอบ ของการสุ่มตัวอย่าง (Sampling Frame) ที่สมบูรณ์


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๑ ๒. Systematic Random sampling : การสุ่มตัวอย่างโดยวิธีนี้ช่วย ประหยัดเวลา ในการสุ่มตัวอย่าง ควรใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบนี้กับประชากรที่มีขนาดเล็ก และมีกรอบของการสุ่มตัวอย่างที่สมบูรณ์ และหน่วยต่าง ๆ ของประชากรไม่อยู่กระจัดกระจายกันมาก ๓. Cluster Random Sampling : การสุ่มตัวอย่างวิธีนี้เหมาะกับประชากรที่แบ่งออกเป็นกลุ่มๆ โดยที่ แต่ละกลุ่มมีความคล้ายคลึงกัน และหน่วยต่างๆ ที่อยู่ภายในกลุ่มมีความแตกต่างกัน ในทางปฏิบัติวิธีการสุ่มแบบนี้ เป็นที่นิยมมาก เนื่องจากประชากรมีขนาดใหญ่ จึงทำให้ไม่สามารถสร้างกรอบของการสุ่มตัวอย่างที่สมบูรณ์ได้ ประชากร ๔. Stratified Random Sampling : การสุ่มตัวอย่างวิธีนี้ เหมาะสำหรับประชากรที่แบ่งเป็นระดับชั้น (Strata) โดยแต่ละระดับชั้นจะมีลักษณะที่แตกต่างกัน แต่หน่วยต่าง ๆ ที่อยู่ภายในระดับชั้นจะมีความเป็นเอกพันธ์ (Homogenous) หรือมีลักษณะที่เหมือนกัน ๕. Multi Stage Random Sampling : การสุ่มตัวอย่างวิธีนี้ เหมาะสำหรับ ประชากรที่มีขนาดใหญ่มาก หรือประชากรที่มีอยู่กระจัดกระจาย หรือผู้วิจัย ไม่สามารถสร้งกรอบของการเลือกตัวอย่างได้การสุ่มตัวอย่างแบบนี้ จะต้องทำการสุ่มตั้งแต่ขั้นตอนขึ้นไป โดยแบ่งประชากรออกเป็นกลุ่มใหญ่ๆ แล้วแบ่งเป็นกลุ่มย่อย ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ จนถึงกลุ่มย่อยที่เล็กที่สุด สถิติพาราเมตริก (Parametric statistics) คือ อนุมานสถิติในลักษณะที่มีการอ้างอิงค่าสถิติ ซึ่งเป็นค่าที่คำนวณได้จากกลุ่มตัวอย่างกลับไปสู่ ค่าพารามิเตอร์ ซึ่งเป็นค่าของกลุ่มประชากร ซึ่งมีข้อตกลงเบื้องต้น ดังนี้ - กลุ่มตัวอย่างของข้อมูลมีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ - ความแปรปรวนของกลุ่มประชากรทุกกลุ่มต้องเท่ากัน - ข้อมูลแต่ละตัวมีความเป็นอิสระต่อกันทั้งภายในกลุ่ม และระหว่างกลุ่ม - ข้อมูลเป็นชนิดอันตรภาค (Interval data) ขึ้นไป สถิตินอนพาราเมตริก (Nonparametric statistics) คือ อนุมานสถิติในลักษณะที่มีการอ้างอิงค่าสถิติ ซึ่งเป็นค่าที่คำนวณได้จากกลุ่มตัวอย่างกลับไปสู่ ค่าพารามิเตอร์ ซึ่งเป็นค่าของกลุ่มประชากร ซึ่งมีข้อตกลงเบื้องต้น ดังนี้ - กลุ่มตัวอย่างของข้อมูลไม่มีการแจกแจงเป็นโค้งปกติ - ข้อมูลแต่ละตัวมีความเป็นอิสระต่อกันทั้งภายในกลุ่ม และระหว่างกลุ่ม - ข้อมูลเป็นชนิดนามบัญญัติ (Nominal data) และเรียงอันดับ (Ordinal data) ความหมายของประชากรศาสตร์ Demography เป็นคำที่มาจากภาษากรีก ๒ คำ Demos = people ประซากร Graphie = describing การ พรรณนาหรือบรรยาย ดังนั้น ประชากรศาสตร์ (Demography) จึงเป็นการ พรรณนาหรือบรรยายเกี่ยวกับคนหรือ ประชากร แหล่งข้อมูลทางประชากร (Source of demographic data) - ส่วนใหญ่มักเป็นข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary data) โดยมีหลายหน่วยงานที่ได้รวบรวมข้อมูลทาง ประชากรไว้ และเผยแพรในรูปแบบต่างๆ ประชากรสามรถเข้าถึงและนำมาใช้ในการศึกษาทางประชากรศาสตร์ได้


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๒ - ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary data) ในบางกรณีนักประชากรอาจต้องเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเอง วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล การสำมะโนประชากร (Census of population) - เป็นการสำรวจข้อมูลด้วยการแจงนับประชากรทังหมด ของพื้นที่หนึ่ง หรือประเทศหนึ่ง ในทุก ลักษณะเฉพาะ ของประชากร เช่น อายุ เพศ สถานภาพสมรส จำนวนบุตรเกิดรอด สถานที่เกิด สัญชาติ ศาสนา อาชีพ ระดับการศึกษา เป็นตน - ข้อมูลจากสำมะโนเป็นแหล่งสำคัญในการศึกษาวิจัย ทางประชากร - เป็นตัวเลขพื้นฐานในการวางแผนพัฒนาหรือปรับปรุง งานในด้านต่าง ๆ - การจัดทำส่ามะโนประชากรจะทำทุก ๕ ปี หรือ ๑๐ ปี โดยมีหน่วยงานของรัฐเป็นผู้จัดทำ


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๓ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา ฝึกปฏิบัติการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ผู้บรรยาย อาจารย์ศักดิ์ชัย จีรังสวัสดิ์ และคณะฯ การปฐมพยาบาลเบื้องต้นและช่วยชีวิตขั้นพื้นฐาน การปฐมพยาบาล หมายถึง การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยหรือผู้บาดเจ็บ ณ สถานที่เกิดเหตุ โดยใช้อุปกรณ์ เท่าที่จะหาได้ในขณะนั้น ก่อนที่ผู้บาดเจ็บจะได้รับการดูแลรักษาจากบุคลากรทางการแพทย์ หรือส่งต่อไปยัง โรงพยาบาล โดยมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ - เพื่อช่วยชีวิต - เพื่อเป็นการลดความรุนแรงของการบาดเจ็บหรือการเจ็บป่วย - เพื่อทำให้บรรเทาความเจ็บปวดทรมาน และช่วยให้กลับสู่สภาพเดิมโดยเร็ว - เพื่อป้องกันความพิการที่จะเกิดขึ้นตามมาภายหลัง แนวทางการปฐมพยาบาลเบื้องตัน การประเมินสถานการณ์ ก่อนการเข้าไปให้การช่วยเหลือผู้ป่วย ผู้ช่วยเหลือต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง และบุคคลที่อยู่ณ จุดเกิดเหตุ โดยการประเมินสถานการณ์ ณ จุดเกิดเหตุว่ามีความปลอดภัย สำหรับตนเอง และทีมที่จะเข้าไปให้ความ ช่วยเหลือหรือไม่ หากสำรวจความปลอดภัยของสถานที่ หรือจุดเกิดเหตุแล้ว พบว่าสถานการณ์ไม่ปลอดภัยเช่น มีไฟ ไหม้ ไฟฟ้ากำลังช็อต ตึกกำลังจะถล่ม แผ่นดินไหว ห้ามเข้าไปช่วยเหลือ ให้รีบร้องขอความช่วยเหลือทันที การประเมินผู้ป่วย คือการตรวจประเมินอาการของผู้ป่วย เพื่อวางแผนให้การปฐมพยาบาลเบื้องต้น ต้องดำเนินการอย่าง รวดเร็ว (ไม่ควรใช้เวลานานเกิน ๑ นาที) มุ่งการประเมินภาวะคุกคามต่อชีวิต ได้แก่ ระบบหายใจ ระบบไหลเวียน เสือด กรณีที่ผู้ช่วยเหลือต้องทำการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ผู้ป่วยต้องมีภาวะดังนี้คือ หมดสติ หยุดหายใจหรือหายใจ เฮือก หัวใจหยุดเต้น กรณีที่ผู้ช่วยเหลือประเมินสภาพทั่วไปของผู้ป่วย พบภาวะที่ต้องให้การปฐมพยาบาลแต่ไม่ต้อง ช่วยฟื้นคืนชีพ ได้แก่ ผู้ป่วยกระพริบตา พูด หรือไอ หน้าอกหน้าท้องกระเพื่อมขึ้นลง ขยับตัว แสดงว่า ผู้ป่วยรู้สึกตัว และหายใจ (ให้การปฐมพยาบาลตามอาการที่พบ) การปฐมพยาบาลผู้ป่วยชัก ๑. ปกป้องผู้ป่วย จับให้ผู้ป่วยนอนลง บอกให้ อยู่นิ่งๆ และให้กำลังใจ เปิดทางเดินหายใจ และป้องกันการ บาดเจ็บจากการกระแทก กับวัตถุจัดพื้นที่ให้โล่ง จดเวลาที่ชัก 2. ป้องกันศีรษะ และคลายเสื้อผ้าให้หลวม ถ้าเป็นไปได้ให้หาเบาะ หรือของนุ่มๆ มารอง ศีรษะ หาของ นุ่มๆ มากันไว้รอบๆ เพื่อป้องกัน การบาดเจ็บ ๓. จัดให้ผู้ป่วยอยู่ในท่าพักฟื้น ทันทีที่ผู้ป่วย หยุดชักผู้ป่วยอาจจะหลับลึก ให้เปิดทาง เดินหายใจและตรวจ การหายใจ ถ้าผู้ป่วย หายใจได้ดีให้จัดอยู่ในท่าพักฟื้น ๔. โทรแจ้ง ๑๖๖๙ เพื่อขอความช่วยเหลือ ให้กำลังใจกับครอบครัวของผู้ป่วยหรือผู้ดูแลติดตาม อาการและ บันทึกสัญญาณชีพ การหายใจ ชีพจร ระดับการตอบสนอง และ วัดอุณหภูมิในขณะที่ รอรถพยาบาลข้อ ควรระวัง


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๔ ๑. ห้ามผูกมัดผู้ป่วย ๒. ห้ามยัดสิ่งของใด ๆ เข้าไปในปากขณะผู้ป่วยชัก การปฐมพยาบาลเมื่อถูกไฟไหม้ หรือน้ำร้อนลวก บาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก โดยมากมักจะมีสาเหตุจากอุบัติเหตุ อาการบาดเจ็บจะมีความรุนแรงมากน้อย เพียงใดขึ้นกับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาที่ผิวหนังสัมผัสกับความร้อน อวัยวะที่ได้รับบาดเจ็บ ดีกรีความลึกของ บาดแผล และขนาดความกว้างพื้นที่ของบาดแผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ๑. ล้างด้วยน้ำสะอาดที่อุณหภูมิปกติ ๒. หลังจากนั้นชับด้วยผ้าแห้งสะอาด แล้วสังเกตว่าถ้าผิวหนังมีรอยถลอก มีตุ่มพองใส หรือมีสีของผิวหนัง เปลี่ยนไป ควรรีบไปพบแพทย์ ๓. ไม่ควรใส่ตัวยา/สารใดๆ ทาลงบนบาดแผล ถ้าไม่แน่ใจในสรรพคุณที่ถูกต้องของยาชนิดนั้น เพราะสิ่ง เหล่านี้จะทำให้เกิดอาการระคายเคืองต่อบาดแผล เพิ่มโอกาสการเกิดบาดแผลติดเชื้อ และทำให้รักษาได้ยากขึ้นและ ไม่ควรเจาะตุ่มน้ำด้วยตนเอง การปฐมพยาบาลสำสักสิ่งแปลกปลอม (แล้วติดคอหรือหายใจไม่ออก) เมื่อพบเด็กหรือผู้ใหญ่มีอาการสำลักหรือสิ่งแปลกปลอมติดคอ. ถ้ายังไอ แรงๆ ได้ พูดได้ และหายใจเป็น ปกติ ไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น แต่ควรรีบนำ ผู้ป่วยไปหาหมอทันที อย่าพยายามให้ความช่วยเหลือใดๆ เช่น ใช้นิ้วล้วงคอ เพื่อเอาสิ่งแปลกปลอมออก เพราะอาจดันสิ่งแปลกปลอมเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจจนเกิดอันตรายได้ แต่ถ้าผู้ป่วยมี อาการหายใจไม่ได้ หน้าเขียว เล็บเขียว ไอไม่ออก พูดไม่ออก ควรรีบให้ความช่วยเหลือดังนี้ กรณีที่ผู้ป่วยยังรู้สึกตัวดี ให้ทำการช่วยเหลือดังนี้ ก. ผู้ใหญ่และเด็กโต ให้ใช้ วิธีรัดท้องอัดยอดอก" หรือ "รัดอัดท้อง" โดย ๑. ผู้ช่วยเหลือยืนข้างหลังผู้ป่วยใช้แขน ๒ ข้าง โอบรอบเอวผู้ป่วย ๒. ผู้ช่วยเหลือกำหมัดข้างหนึ่งวางบริเวณเหนือสะดือผู้ป่วยเล็กน้อยใต้ต่อกระดูกอ่อน 'ลิ้นปี" (ดังรูป ก) ๓. ผู้ช่วยเหลือใช้มืออีกข้างจับมือที่ กำหมัดไว้แล้ว (ดังรูป ก๒) ทำการอัดเข้าท้องเรงๆ เร็วๆ ขึ้นไป ข้างบน(ทำคล้ายกับจะพยายามยกผู้ป่วยขึ้น) ๔. อัดมัดเข้าท้องช้ำๆ กัน หลายๆ ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุคออกมา หรือจนกว่าผู้ป่วยจะหมดสติ รูป ก. วิธีรัดท้องอัดยอดอก (อัดท้อง โดยใช้กำหมัดอัดแรงๆ เร็วๆ ใต้ลิ้นปี เพื่อให้ลม ในปอดเกิดแรงดันขึ้น ไปตันให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมา หมายเหตุ สำหรับคนอ้วนลงพุง (ท้องโต! หรือหญิงตั้งครรภ์ ให้ใช้วิธี "อัดอก" โดยกำหมัดวางไว้กลางอก บริเวณราวนม แล้วใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหมัดไว้ แล้วอัดอกแรงๆ เพื่อกระแทกมือที่กำหมัดไว้ให้กดกระดูกกลางอก เข้าไปในทรวงอกตรง ๆ ทำช้ำหลายๆครั้ง จนสิ่งแปลกปลอมหลุดหรือผู้ป่วยหมดสติ (ดังรูป ข)


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๕ รูป ข. วิธีอัดอกในการช่วยเหลือ คนท้องโต กรณีอยู่ตามลำพัง ให้ผู้ป่วยช่วยเหลือตัวเองดังนี้ 1. กำหมัดข้างหนึ่งวางตรงเหนือสะดือ (ดังรูป ค.) 2. ใช้มืออีกข้างจับมือที่กำหมัดไว้แล้วก้มหัวให้มือพาดขอบแข็งๆ เช่น พนักเก้าอี้ ขอบโต๊ะ เป็นต้น 3. ก้มตัวลงแรงๆ เพื่อกระแทกหมัดอัดเข้าท้องในลักษณะดันขึ้นข้างบน ทำช้ำๆ หลายๆ ครั้ง จนกว่าสิ่ง แปลกปลอมหลุด รูป ค. วิธีการช่วยเหลือตัวเอง ข. สำหรับทารกอายุต่ำกว่า ๑ ปี ให้ทำการช่วยเหลือดังนี้ ๑. จับทารกนอนคว่ำบนแขน ให้ศีรษะต่ำลงเล็กน้อย. ๒. ใช้ฝ่ามือตบลงตรงกลางหลังของทารก (ระหว่างกลางของสะบัก ๒ ข้าง) เร็วๆ ๕ ครั้ง (ดังรูป ง.) ๓. ถ้าไม่ได้ผล จับทารกนอนหงายบนแขนให้ศีรษะต่ำ แล้วใช้นิ้วชี้กับ นิ้วกลางวางบนกระดูกหน้าอก เหนือกระดูกลิ้นปี แล้วกดอกลง (สักครึ่งถึง ๑ นิ้ว) เร็วๆ ๕ ครั้ง (ดังรูป จ.) ๔.ถ้าไม่ได้ผล ให้ทำการ "ตบหลัง" ๕ ครั้ง สลับกับ "กดหน้าอก" ๕ ครั้ง จนกว่าสิ่งแปลกปลอมจะหลุดหรือ ทารกหมดสติ รูป ง. วิธีการตบหลัง รูป จ. วิธีการกดหน้าอก รูป ฉ. วิธีเปิดทางหายใจและตรวจ กรณีที่ผู้ป่วยหมดสติ ให้ทำการช่วยเหลือดังนี้ ๑. จับผู้ป่วยนอนหงายบนพื้น


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๖ ๒. เปิดทางหายใจให้โล่ง โดยใช้มือยกปลายคางขึ้น (นิ้วแตะที่กระดูกปลายคางไม่ใช่ที่เนื้อที่นุ่มๆ ใต้คาง) และกดศีรษะลง (ดังรูป ฉ.) นี่คือวิธี "เงยหน้า เชยคาง" (head tit-chin lift) ๓. ตรวจในช่องปาก ถ้ามองเห็นสิ่งแปลกปลอมชัดเจน ให้ใช้นิ้วชี้ค่อยๆเขี่ยและเกี่ยวออกมา (ดังรูป ช.) แต่ต้องระวังอย่าทำแรง หรือลึกเกินไป อาจทำให้สิ่งแปลกปลอมหลุดลึกเข้าไปอีก โดยเฉพาะอย่างยิ่งมัก เกิดกับเด็กเล็ก (ถ้าสิ่งแปลกปลอมอยู่ลึกเกินไป หรือมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม ห้ามใช้นิ้วล้วง เพราะจะเกิดอันตราย ๔. ลองช่วยหายใจโดยการเป่าปาก ๒ ครั้ง ครั้งละ ๑ วินาที (ดัง รูป ซ.) ถ้าเป่าแล้ว หน้าอกผู้ป่วยยกขึ้นให้ เป้าลมหายใจให้ ผู้ป่วย 10 - ๑๒ ครั้ง/นาทีในผู้ใหญ่ ๑๒ - 20 ครั้ง/นาทีในเด็กโต หรือ 20 - ๒๔ ครั้ง/นาทีในเด็ก เล็ก) ถ้าหน้าอกไม่ยกขึ้นให้ทำข้อ ๕ ๕. ทำการอัดท้อง ๖ - ๑๐ ครั้ง ในท่านอนหงาย สำหรับผู้ใหญ่และเด็กอายุ มากกว่า ๑ ปี (ดังรูป ฌ.) หรือทำการตบหลัง ๕ ครั้ง สลับกับกดหน้าอก ๕ ครั้ง สำหรับทารกอายุต่ำกว่า ๑ ปี ทำจนสิ่งแปลกปลอมหลุด หรือผู้ป่วยหายใจเองได้ ๖. ตรวจดูช่องปาก ทำการเขี่ยและเกี่ยวสิ่งแปลกปลอมออก ตามข้อ ๓๗. ถ้าสิ่งแปลกปลอมยังไม่หลุด ออกมาหรือผู้ป่วยยังหายใจด้วยตัวเองไม่ได้ ให้ทำตามข้อ ๔-๖ ไปเรื่อยๆจนกว่าจะถึงโรงพยาบาล ๘. ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่หายใจและไม่กระดูกกระดิกเลยให้เป๋าปากและนวดหัวใจแทน จนกว่าจะถึง โรงพยาบาล (การนวดหัวใจโดยการ กดหน้าอก อาจช่วยให้สิ่งแปลกปลอมหลุดออกมาได้ อย่าลืมคอยตรวจเช็คช่อง ปากตามข้อ ๓. เป็นระยะ รูป ช. วิธีใช้นิ้วเกี่ยวสิ่งแปลกปลอมในปาก รูป ช. วิธีเป่าปากช่วยหายใจ รูป ณ. วิธีการอัดท้องโดยกำ หมัด เช้าใต้อัดยอดอกในท่านอนหงาย การปฐมพยาบาลกระดูกหัก ๑. พยายามไม่ให้ผู้บาดเจ็บขยับอวัยวะส่วนที่หัก ๒. หากต้องถอดเสื้อผ้า ควรใช้กรรไกรตัดตรงตะเข็บ ๓. ใช้ผ้าพยุง หรือหาวัสดุมาดามส่วนที่หัก โดยหลักการการ "ดามกระดูก" หรือการทำ "เผือชั่วคราว"มี ดังนี้ - เผือกชั่วคราวต้องยาวกว่าส่วนที่หัก โดยต้องยาวพอจะล็อกข้อต่อที่อยู่ติดกับส่วนที่หักไม่ให้สามารถ ขยับได้ เช่น ถ้าแขนหัก เผือกชั่วคราว ต้องดามยาวถึงข้อมือและข้อศอก - นำผ้า สำลี หรือวัสดุอ่อนนุ่มมาวางกั้นระหว่างผิวหนังกับเผือกชั่วคราว ไม่ควรให้เผือกกดโดน ผิวหนังโดยตรง เพราะอาจทำให้ช้ำจากการกดทับได้


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๗ - มัดเฝือกชั่วคราวให้แน่นแค่พอประคอง ห้ามแน่นเกินไปเพราะเลือดจะไม่ไหล - จัดเฝือกให้อยู่ในท่ที่สบายที่สุด ห้ามฝืนให้กระดูกเข้ารูปปกตินะครับ เพราะอาจทำให้กระดูกหัก ๔. ประคบบริเวณที่หักด้วยความเย็น ๕. นำผู้บาดเจ็บส่งโรงพยาบาลอย่างระมัดระวัง หากอาการรุนแรงให้ผู้บาดเจ็บอยู่นิ่ง ๆ แล้วโทรเรียก หน่วยฉุกเฉิน (๑๖๖๙) ให้มารับ ไม่ควรขยับเขยื้อนผู้ป่วยรุนแรงการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) ปฏิบัติการช่วยฟื้นคืนชีพ (Cardiopulmonary Resuscitation : CPR) คือ การช่วยเหลือ ผู้ที่หยุดหายใจและหัวใจหยุดเต้น ทำให้ผู้ป่วยกลับมาหายใจ หรือมีการนำออกซิเจนเข้าสู่ร่างกาย และเกิดการ ไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ของร่างกายโดยเฉพาะสมองกับหัวใจ จนกระทั่ง ระบบต่างๆ กลับมาทำหน้าที่ ได้ตามปกติเป็นการป้องกันการเสียชีวิต หรือเนื้อเยื่อได้รับ ความเสียหายอย่างถาวรจากการขาดออกซิเจน ขั้นตอนการช่วยฟื้นคืนชีพ (CPR) ๑. ประเมินความปลอดภัย ณ จุดเกิดเหตุ เมื่อพิจารณาว่าปลอดภัยแล้วจึงเข้าไปหาผู้ป่วย ๒. การประเมินผู้ป่วย โดยการปลุกเรียกผู้ป่วย ถ้ารู้จักชื่อให้เรียกชื่อ แต่ถ้าไม่รู้จักชื่อให้ เรียก "คุณๆ" ด้วยเสียงดัง พร้อมกับใช้มือตบที่บ่าทั้ง ๒ ข้าง ๓ ครั้ง ๒ รอบ ขณะที่ ตาจ้องมองไปที่ใบหน้าของผู้ป่วยดูว่า ผู้ป่วยมีการกระพริบตาหรือไม่ หากผู้ป่วยไม่มีอาการตอบสนอง ให้ตะโกนขอความช่วยเหลือ ตามข้อ ๓ ๓. ขอความช่วยเหลือ โทรศัพท์แจ้ง ๑๖๖๙ ขอเครื่องเออีดี ๔. ประเมินการหายใจ โดยการตรวจสอบการหายใจ ให้มองไปที่หน้าอก หน้าท้อง ว่ามีการขยับขึ้น ลงหรือไม่ ใช้เวลาไม่น้อยกว่า ๕ วินาทีแต่ไม่เกิน ๑๐ วินาที ๕. การกดหน้าอก วิธีการกดหน้าอก ให้ใช้สันมือข้างหนึ่งวางลงบนกึ่งกลางหน้าอก แล้วใช้มืออีก ข้างหนึ่งวางทับด้านบน ใช้นิ้วมือ ทั้งสองข้างล็อกกันไว้แขนทั้งสองข้างเหยียดตรง ไหล่ของผู้ช่วยเหลือตั้งฉากกับ หน้าอก ของผู้ป่วย ให้ใช้น้ำหนักจากไหล่กดลงมา แขนเหยียดตรง กดลงในแนวแรงตั้งฉากกับพื้น ใช้ข้อสะโพกเป็น จุดหมุน เวลาในการกดและปล่อยมือขึ้นต้องเท่ากัน แรงและเร็ว เป็นจังหวะให้ได้คุณภาพสูง ดังนี้ - กดลีกลงไป ๕ - ๖ เซนติเมตร หรือ ๒ นิ้ว - อัตราเร็วในการกดหน้าอก ๑๐๐ ครั้งต่อนาที - กดหน้าอก ๓๐ ครั้ง สลับกับการเป่าปาก ๒ ครั้ง นับเป็นหนึ่งรอบ ประเมินซ้ำทุก ๕ รอบ หมายเหตุ : ในกรณีที่ไม่มีอุปกรณ์ช่วยหายใจ หรือผู้ช่วยเหลือไม่ทำการเป่าปาก ให้กดหน้าอก อย่าง เดียวต่อเนื่อง ๒0๐ ครั้ง หรือประมาณ ๒ นาที แล้วประเมินช้ำ ๖. การช่วยหายใจ (การเป๋าปาก) ผู้ช่วยเหลือมีความเสี่ยงต่อการติดโรค เช่น โรคโควิด-๑๙ ไวรัส ตับอักเสบเอ ผู้ช่วยเหลือจึงสามารถ เลือกการช่วยฟื้นคืนโดยการกตหน้าอกอย่างเดียว ในกรณีที่ ท่านมั่นใจว่า สามารถ ช่วยการหายใจได้ครบถ้วนตามหลักการช่วยฟื้นคืนชีพ การช่วยหายใจมีวิธีการ ดังนี้ - หลังจากกดหน้าอกครบ ๓๐ ครั้ง แล้วให้เปิดทางเดินหายใจ โดยใช้วิธีการกดหน้าผาก เชยคาง โดยใช้นิ้วโป้งกับนิ้วชี้ของมือข้างที่กดหน้าผาก บีบจมูกผู้ป่วยให้สนิท ส่วนมือข้างที่เขยคาง ขึ้นมาช่วยเปิดปาก แล้วก้มลงไปประกบปากผู้ป่วย (ปากต่อปาก) เปาลมเข้าใช้เวลาครั้งละประมาณ ๑ วินาทีขณะเป่าลมเข้าให้ ชำเลืองมองไปที่หน้าอกของผู้ป่วย ต้องมองเห็นหน้าอกขยับขึ้นชัดเจน แล้วเงยหน้าขึ้นเพื่อปล่อยให้ผู้ป่วย หายใจออกทางปาก แล้วเป่าปากซ้ำเป็นครั้งที่ ๒ - ถ้าเปาลมไม่เข้าให้รีบเปิดทางเดินหายใจใหม่ทันทีโดยการกดหน้าผากเขยคางให้ มากขึ้น แล้วเป่า ปากครั้งที่ ๒ หลังจากนั้นให้รีบกดหน้าอกต่อทันที - ไม่เป่าลมช่วยหายใจโดยเป่าลมเข้ามากเกินไป๗. ช่วยฟื้นคืนชีพต่อเนื่อง หลังจากช่วยหายใจแล้วให้ รีบกลับมากดหน้าอกต่อทันที อย่างต่อเนื่อง หยุดกดหน้าอกให้น้อยที่สุด ไม่เกิน ๑0 วินาทีโดยให้กดหน้าอก ๓0


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๘ ครั้ง สลับกับการเป่าปาก ๒ ครั้ง หรือ ๓๐ : ๒ ไปจนครบ ๕ รอบแล้วประเมินช้ำ ให้ทำการช่วยฟื้นคืนชีพไปจนกว่า ผู้ป่วยจะกลับมามีสัญญาณชีพ (ตากระพริบ ไอ หน้าอกหน้าท้องกระเพื่อม ตามจังหวะการหายใจ หรือมีการ เคลื่อนไหวของแขน ขา)การใช้เครื่องเออีดี (AED)เครื่องเออีดี(Automatic External Defibrillator:AED) คือ อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ แบบพกพาที่สามารถวินิจฉัย ภาวะหัวใจเต้นผิดปกติที่อันตรายแก่ชีวิต (ชนิด Ventricular Fibrillation หรือหัวใจห้องล่างเต้นแผ่นระรัวที่ไม่มีสัญญาณชีพ และ Ventricular Tachycardia) ได้โดย อัตโนมัติ และสามารถ ให้การรักษา โดยปล่อยไฟฟ้าไปช็อก หรือกระตุกหัวใจเพื่อหยุดภาวะหัวใจ เต้นผิดปกตินั้นให้หัวใจ กลับมาเต้นใหม่ในจังหวะที่ถูกต้องหลักการใช้งานของเครื่องเออีดีมีดังนี้ ๑. เปิดเครื่อง กดปุ่มเปิดเครื่อง ในขณะที่เครื่องเออีดีบางรุ่นจะทำงานทันทีเมื่อเปิดฝาครอบออก เมื่อเปิดเครื่องแล้วจะมีเสียงบอกให้รู้ว่าต้องทำอย่างไรต่อไป ให้ปฏิบัติตามที่เครื่องสั่งทันที ๒. ติดแผ่นนำไฟฟ้าที่หน้าอกของผู้ป่วย ตรวจสอบหน้าอกของผู้ป่วยว่าแห้งสนิท หากพบว่า เปียน้ำ หรือไม่แห้งสนิทให้ใช้ผ้าเช็ดบริเวณหน้าอกของผู้ป่วยให้แห้งก่อน แล้วลอกแผ่นพลาสติก การปฐมพยาบาลฉุกเฉิน และการกู้ชีพขั้นพื้นฐาน Emergency First Aid and Basic CPR ๑๑ ด้านหลังแผ่นนำไฟฟ้าออกแปะแผ่นนำไฟฟ้า แผ่นที่หนึ่งที่ใต้กระดูกไหปลาร้าด้านขวา และแปะ แผ่นที่สองที่บริเวณใต้แนวราวนมข้ายด้านข้างลำตัวตรวจดูให้ แน่ใจว่าสายไฟฟ้าจากแผ่นนำไฟฟ้า ต่อเข้ากับตัวเครื่องเรียบร้อย หากผู้ป่วยเป็นตัวเล็ก หรือทารกอาจจำเป็นต้อง แปะแผ่นนำไฟฟ้า ที่บริเวณด้านหน้าและด้านหลังของลำตัว ๓. เครื่องเออีดีทำการวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องเออีดีส่วนมากจะเริ่มวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้า หัวใจทันทีเมื่อแปะแผ่นนำไฟฟ้าเสร็จ เครื่องบางรุ่นต้องกดนุ่ม "วิเคราะห์" ก่อน ระหว่างนั้น ห้ามสัมผัสถูกตัวผู้ป่วย ให้ร้องเตือนดังๆว่า"ทุกคนถอย!!"เครื่องเออีดีจะใช้เวลาสั้นๆ ประมาณ ๕ - ๑ วินาทีในการวิเคราะห์ระหว่างนั้น อาจจะได้ยินเสียงการส่งสัญญาณวิเคราะห์ ๔. เมื่อเครื่องเออีดี ตรวจพบคลื่นไฟฟ้าหัวใจที่จำเป็นต้องทำการช็อก เครื่องจะบอกว่า "แนะนำให้ทำการ ช็อก ถอยออกจากผู้ป่วย กดปุ่ม "ช็อก" แต่ก่อนที่ผู้ช่วยเหลือจะกดปุ่มช็อกต้องตรวจสอบ ให้แน่ใจว่าไม่มีใครสัมผัส ถูกตัวของผู้ป่วย ด้วยการตะโกนบอกดังๆ ว่า "ทุกคนถอย!!!" พร้อมกับ การปฐมพยาบาลฉุกเฉินและการกู้ชีพขั้น พื้นฐาน Emergency First Aid and Basic CPR ๑๒ กางแขนออกเพื่อกันผู้ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องเข้ามามองช้ำอีก ครั้งเพื่อเป็นการตรวจสอบครั้งสุดท้ายว่า ไม่มีผู้ใดสัมผัสผู้ป่วยอยู่แล้วจึงกดปุ่ม "ช็อก"เมื่อกดปุ่มช็อกแล้วให้เริ่มกด หน้าอกต่อทันที ๓๐ ครั้ง สลับกับช่วยหายใจ (การเป่าปาก) ๒ ครั้ง หรือกดหน้าอกอย่างเดียวในกรณีที่ท่านไม่ ต้องการที่จะเป่าปาก ไปจนกว่าเครื่องเออีดี จะวิเคราะห์คลื่นไฟฟ้าหัวใจซ้ำอีกครั้งเมื่อครบทุกๆ ๒ นาทีให้ทำการ กดหน้าอกและช่วยหายใจ หรือกดหน้าอกอย่างเดียวร่วมกับการใช้เครื่องเออีดีไปจนกว่าผู้ป่วยจะฟื้น หรือหน่วยกู้ ชีพจะมาถึง และรับผู้ป่วยส่งไปรักษาต่อที่โรงพยาบาล


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๒๙ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การดำเนินทางวินัยของ อปท. ผู้บรรยาย นางสาวอมลสิริ แหม่มเพชร (กลุ่มงานมาตรฐานวินัยบุคคลท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น) หลักเกณฑ์การสอบสวนวินัยข้าราชการส่วนท้องถิ่น หน้าที่และความรับผิดขอบของผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับวินัยข้าราชการและพนักงานท้องถิ่น ๑. ส่งเสริม/พัฒนาให้มีวินัย ๑.๑ ปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ๑.๒ สร้างขวัญกำลังใจ ๑.๓ การจูงใจ ๑.๔ การกระทำการอื่นที่ตะเสริมสร้างพัฒนาทัศนคติ จิตสำนึกและพฤติกรรม ๒. ป้องกันไม่ให้กระทำผิดวินัย ๒.๑ การเอาใจใส่ ๒.๒ สังเกตการณ์ ๒.๓ ขจัดเหตุทีอาจก่อให้เกิดการกระทำผิดวินัย 3. สืบสวนข้อเท็จจริง การแสวงหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องร้องเรียนกล่าวหา ๔. ดำเนินการทางวินัย ๔.๑ กระบวนการปกติ - ไม่ร้ายแรง - ร้ายแรง ๔.๒ กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช./คณะกรรมการ ป.ป.ท. ชี้มูล วิธีการก่อนการดำเนินการทางวินัย มฐ. ข้อ ๒๔ วรรคสี่ เมื่อปรากฎกรณีมีมูลที่ควรกล่าวหา ว่าพนักงานผู้ใดกระทำผิดวินัย โดยมี พยานหลักฐานในเบื้องตันอยู่แล้วให้นายก ดำเนินการทางวินัยทันที มฐ.ข้อ ๒๔ วรรคห้า เมื่อมีการกล่าวหาโดยปรากฏตัวผู้กล่าวหา หรือมีกรณีเป็นที่สงสัยว่าพนักงานผู้ใด กระทำผิดวินัย โดยยังไม่มีพยานหลักฐาน ให้นายก รีบดำเนินการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้นว่ากรณีมีมูลที่ควร กล่าวหาว่าผู้นั้นกระทำผิดวินัยหรือไม่ : กรณี มีเรื่องร้องเรียน มีพยานหลักฐานเบื้องต้นเพียงพอ ดำเนินการทางวินัย : กรณี มีเรื่องร้องเรียน ยังไม่มีพยานหลักฐานเบื้องต้นเพียงพอ สืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้น มี มูล ดำเนินการทางวินัย : กรณี มีเรื่องร้องเรียน ยังไม่มีพยานหลักฐานเบื้องต้นเพียงพอ สืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้น ไม่ มีมูล มูลยุติเรื่อง


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๐ วิธีการสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้น ข้อ ๒๔ ว. ๘ ( ประกอบกับ นส.สำนักงาน ก.องค์การบริหารส่วนตำบล ก.ท. , ก.จ.ที่ มท .๔๐๙.๒/ ๖๑๙๕ ลว. ๔ ก.ย. ๒๕๔๘ และ นส. สำนักงาน ก.พ. นร 1๐๑๑/๗๑๙ ลว ๑๔ ก.ค. ๒๕๔๗ ) การสืบสวนหรือพิจารณาในเบื้องต้น จะกระทำโดยแต่งตังกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง กรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริง หรือกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงก็ได้ ดังนี้ ๑) นายก อปท. ดำเนินการเอง ๒) มอบหมายผู้ใต้บังคับบัญชา ๓) แต่งตั้งคณะกรรมการ - สืบข้อเท็จจริง - สอบข้อเท็จจริง - ตรวจสอบข้อเท็จจริง หมายเหตุการสืบสวนหรือพิจารณาเบื้องต้น 1. ไม่ได้กำหนดจำนวน/คุณสมบัติ กก : ควรคำนึงถึงความรู้ความสามารถและความเหมาะสม ๒. ระยะเวลาการสืบฯ เป็นไปตามที่นายก อปท. กำหนดทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความยุ่งยากซับซ้อนของ เรื่อง ตาม หลักปฏิบัติราชการที่ดีไม่ควรเกิน 90 วัน ๓. ระยะเวลาสืบๆ เป็นเพียงระยะเวลาเร่งรัด กรณีมีมูลที่ควรกล่าวหาว่ากระทำผิดวินัย (ข้อ ๒๔ ว.๑๑ + ข้อ ๒๖) - มูลไม่ร้ายแรง (ข้อ ๒๖ ว.๓) ใช้วิธีการตามที่นายก อปท. เห็นสมควร ๑. มอบหมายให้ พนง.ผู้ใต้บังคับบัญชา + มีการแจ้งข้อหากล่าวหา/ให้โอกาสโต้แย้ง ๒. ใช้สำนวนสืบสวนแจ้งข้อกล่าวหา + ให้โอกาสโต้แย้งฯ กรณีการสืบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและให้โอกาสขี้ แจง ๓. ตั้ง กก.สอบสวนวินัยอย่างไม่ร้ายแรง - มูลร้ายแรง(ข้อ ๒๖ ว.๖) ตั้ง กก.สอบสวนวินัยอย่าง ร้ายแรง (หมวด ๗ ) - มูลไม่ร้ายแรง และร้ายแรง ดำเนินการมีสาระสำคัญ ตามหมวด ๗


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๑ การดำเนินการทางวินัยอย่างไม่ร้ายแรง มีพยานหลักฐานเบื้องต้น(ข้อ ๒๔ ว.๔) นายก อปท.ต้องดำเนินการดังนี้ - กรณีการสืบสวนได้แจ้งข้อกล่าวหาและให้โอกาสชี้แจง ใช้สำนวนสืบแจ้งข้อกล่าวหาและให้โอกาส โต้แย้ง พิจารณาความผิด/กำหนดโทษ ภายใน ๓0 วัน สั่ง ยุติเรื่อง/ลงโทษ รายงาน ก.จังหวัดภายใน ๙ วัน ขยาย ๒ ครั้งๆ ละไม่เกิน ๓๐ วัน - มอบหมายพนง. ผู้ใต้บังคับ ดำเนินการสอบสวนๆ พิจารณาความผิด/กำหนดโทษภายใน ๓๐ วัน สั่ง ยุติเรื่อง/ลงโทษ รายงาน ก.จังหวัดภายใน ๙ วัน ขยาย ๒ ครั้งๆ และไม่เกิน ๓๐ วัน - ตั้ง กก.สอบสวนวินัยไม่ร้ายแรง ดำเนินการสอบสวนฯ พิจารณาความผิด/กำหนดโทษ ภายใน 30 วัน สั่ง ยุติเรื่อง/ลงโทษ รายงาน ก.จังหวัดภายใน ๙ วัน ขยาย ๒ ครั้งๆ และไม่เกิน ๓๐ วัน การสอบสวน ต้องสอบสวนเพื่อให้ได้ความจริงและยุติธรรมโดยไม่ชักช้า โดยต้อง ๑. แจ้งข้อกล่าวหา ๒. สรุปพยาน หลักฐานที่สนับสนุนข้อกล่าวหา และ ๓. ต้องให้โอกาสผู้ถูกกล่าวหา ชี้แจง รวมทั้งนำสืบแก้ข้อกล่าวหา การดำเนินการสอบสวน ดำเนินการดังนี้ ๑. ประชุมวางแนวทาง/แจ้งข้อกล่าวหา ๒. ประชุมพิจารณา และแจ้งข้อกล่าวหาและสรุปพยานหลักฐาน ๓. ให้โอกาสชี้แจ้งและนำสืบหักล้างแก้ ๔. ประชุมพิจารณาลงมติ/ทำรายงานสอบสวน การแต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวน กรรมการสอบสวน (ข้อ ๔๙) นส. สนง. ก.กลาง ที่ มท 0809.๕/ว ๒๐ ลว ๖ ส.ค. ๒๕๖๑) ข้อ ๔๙ ว.๑ - ให้ตั้งจาก ข้าราชการในสังกัด - จำเป็น/ประโยชน์/เป็นธรรม อาจตั้งจากท้องถิ่นอื่นหรือข้าราชการฝ่ายพลเรือน โดยได้รับยินยอมจาก ผบช. ผู้นั้นก็ได้ - จำนวนอย่างน้อย ๓ คน ประกอบด้วยประธานตำแหน่งระดับไม่ต่ำกว่าหรือเทียบได้ไม่ต่ำกว่าผู้ถูกกล่าวหา ตามที่ ก.กลางกำหนด โดยให้ กก. หนึ่งคน เป็นเลขานุการ ข้อ ๔๙ ว.๒ กรรมการ สอบ ต้องมีนิติกร หรือ ผู้มีปริญญากฎหมาย หรือ ผ่านอบรมวินัย หรือมีประสบการณ์ ข้อ ๔๙ ๖.๓ จำเป็นจะมีผู้ช่วยเลขาฯ อาจตั้งข้าราชการ/ลูกจ้างประจำ/ภารกิจมีคุณสมบัติตามวรรคสองก็ได้กรณีพิเศษ ข้อ ๔๙ ๖.๔ และ ว.๕ ความปรากฏแก่ ก.จังหวัด ว่านายกเป็นคู่กรณีกับผู้ถูกกล่าวหา หรือถูกกล่าวหาว่ากระทำผิดร่วมกับผู้ถูกหา ให้ ก.จังหวัด ตรวจสอบ หากพบว่าจริง ให้แจ้งขอยินยอมต้นสังกัดแล้วมีมติคัดเลือกกรรมการสอบสวน (ที่มี คุณสมบัติตามข้อ ๔๙ ว. ๑ - ๓) นายกออกคำสั่งแต่งตั้ง กรรมการสอบสวนตามมติ เมื่อกก.สอบสวน สอบเสร็จ รายงานก.จังหวัด ก.จังหวัดมีมติ นายกสั่งตามมติ คำนิยาม ตามข้อ ๔ คู่กรณี หมายความว่า - มีเหตุทะเลาะวิวาท ร้องเรียน ฟ้องร้องซึ่งกันและกัน


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๒ - คู่หมั้น/คู่สมรส /บุพการี/ผู้สืบสันดาน/พี่น้อง/ลูกพี่ลูกน้อง - ญาติเกี่ยวพันทางแต่งงาน - เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรม/ผู้พิทักษ์/ผู้แทน/ตัวแทน - เป็นเจ้าหนี้/ลูกหนี้ - มีอำนาจพิจารณาซึ่งมีสภาพร้ายแรงฯ มาตรการทางบริหารระหว่างการดำเนินการทางวินัย การสั่งพักราชการ ๑. ขรก. ถูกตั้ง คกก. หรือถูกน้องคดีอาญา (เว้นลหุโทษ/ประมาท) นายกฯ โดยความเห็นชอบ ของ ก. จังหวัด สั่งพักราชการได้ เมื่อมีเหตุอย่างหนึ่งอย่างใด ดังนี้ (มฐให้ออกฯ ข้อ ๑๔) ต้องได้รับความเห็นชอบ ๑) ถูกตั้ง คณะกรรมการร้ายแรง + นายกฯ พิจารณาเห็นว่าถ้าอยู่ในหน้าที่ฯ อาจเกิดการเสียหายแก่ ราชการจาก ก.จังหวัด ก่อน ๒) ถูกฟ้องคดีอาญา เรื่องเกี่ยวกับหน้าที่ราชการฯ + อัยการไม่รับ + พิจารณา เว้นแต่คำร้องทุกข์นายกฯ พิจารณาเห็นว่าถ้าอยู่ในหน้าที่ อาจเกิดการเสียหายแก่ราซการ ๓) มีพฤติการณ์แสดงว่าอยู่ต่อจะเป็นอุปสรรคการสอบสอบๆ 4) อยู่ในระหว่างถูกควบคุม ขัง หรือต้องจำคุก เป็นเวลาติดต่อกันเกินกว่าสิบห้าวันแล้ว ๕) ถูกตั้งสอบต่อมามีคำพิพากษาถึงที่สุดว่ามีความผิดในเรื่องที่สอบสวน (หรือกลับกัน) และนายกฯ พิจารณาเห็นว่าข้อเท็จจริงตามคำพิพากษาเป็นประจักษ์แล้วว่ากระทำผิดวินัยร้ายแรง มาตรการ ขั้นตอน/วิธีการ/ระยะเวลาการสั่ง - ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด ก่อน - สั่งตลอดเวลาการสอบสวนพิจารณา เว้นแต่คำร้องทุกข์ ฟังขึ้น - สั่งทุกสำนวนและทุกคดี - หลักห้ามมีให้สั่งย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น การสั่งให้ออกจากราชการ มีเหตุที่อาจถูกสั่งพักราชการ + นายกฯ พิจารณาเห็นว่าการสอบสวน/พิจารณาคดีที่เป็นเหตุ ที่สั่งพัก ฯจะไม่แล้วโดยเร็ว มาตรการข้นตอน/วิธีการ/ระยะเวลาการสั่ง - ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด ก่อน - สั่งตลอดเวลาการสอบสวนพิจารณา เว้นแต่คำร้องทุกข์ ฟังขึ้น - สั่งทุกสำนวนและทุกคดี - หลักห้ามมิให้สั่งย้อนหลังไปก่อนวันออกคำสั่ง เว้นแต่เข้าข้อยกเว้น การสั่งประจำ อปท. มีเหตุตามประกาศหลักเกณฑ์


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๓ มาตรการ ขันตอน/วิธีการ/ระยะเวลาการสั่ง - ต้องได้รับความเห็นชอบจาก ก.จังหวัด ก่อน - สั่งได้ไม่เกิน ๖ วัน ขยายได้ไม่เกิน ๑ ปี ขั้นตอนและกระบวนการสอบสวน มฐ.ข้อ ๒๗ กรรมการสอบสวนมีอำนาจหน้า ดังต่อไปนี้ ๑. ขอให้กระทรวง ทบวง กรม หน่วยราชการรัฐวิสาหกิจ หน่วยงานอื่นของรัฐ หรือห้างหุ้นส่วน บริษัท ชี้แจงข้อเท็จจริง ส่งเอกสารและหลักฐานที่เกี่ยวข้องส่งผู้แทนหรือบุคคลในสังกัดมาชี้แจง หรือให้ถ้อยคำเกี่ยวกับ เรื่องที่สอบสวน ๒. เรียกผู้ถูกกล่าวหา หรือบุคคลใดๆ มาชี้แจงหรือให้ถ้วยคำ หรือให้ส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับเรื่องที่ สอบสวน การประชุมคณะกรรมการสอบสวน 1. ประชุม (ครั้งที่ ๑) เพื่อวางแนวทางการสอบสวน ๒. การประชุม (ครั้งที่ ๒) พิจารณา พยานหลักฐานที่สนับสนุนฯ และการแจ้ง สว.๓ ๓. การประชุม (ครั้งที่ ๓) พิจารณาว่าผิดวินัยหรือไม่


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๔ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ผู้บรรยาย นายธวัชชัย จันทร์แจ่มศรี (นักวิชาการอิสระ) กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ หมายถึง กิจการที่มีกระบวนการผลิตหรือกรรมวิธีการผลิตที่ ก่อให้เกิดมลพิษหรือสิ่งที่ทำให้เกิดโรค ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อาศัยอยู่บริเวณ ข้างเคียงไม่ว่าจะเป็นมลพิษทางอากาศ ทางน้ำ ทางเสียง แสง ความร้อน ความสั่นสะเทือน รังสี ฝุ่นละออง เขม่า เถ้า ฯลฯปัจจุบันการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ มีการพัฒนาการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยใน กระบวนการผลิตหรือบริการที่ก่อให้เกิดมลพิษหรือของเสียจากกระบวนการผลิตหรือการให้บริการมากขึ้นป้องกัน หรือควบคุมดูแลสถานประกอบกิจการให้เหมาะสมย่อมมีผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนที่อยู่อาศัย บริเวณใกล้เคียงหรือผู้ปฏิบัติงานในสถานประกอบกิจการ จากข้อมูลการร้องเรียนเหตุรำคาญและปัญหาด้านอนามัย สิ่งแวดล้อมพบว่าสาเหตุหลักมาจากการประกอบกิจการที่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ดังนั้นกิจการที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพจึงจำเป็นต้องได้รับการควบคุมกำกับให้เป็นไปตามกฎหมาย เพื่อมีให้ก่อปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมและปัญหา เหตุรำคาญที่อาจส่งผลกระทบสุขภาพอนามัยและสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมต่อการดำรงชีวิตของประชาชน การควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข กิจการที่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพถูกกำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ (หมวด ๗ โดยมีบทบัญญัติสำคัญตามมาตรา ๓๑ มาตรา ๓๒ และ มาตรา ๓๓) มาตรา ๓๑ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการสาธารณสุขมีอำนาจ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา กำหนดให้กิจการใดเป็นกิจการที่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ปัจจุบันรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ๑๓ กลุ่มกิจการ รวม ๑๔๒ ประเภท ภายใต้ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข ดังนี้ ๑. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๕๘ 2. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ฉบบที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๐ ๓. ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ฉบับที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒ มาตรา ๓๒ ให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่น (๑) กำหนดประเภทของกิจการตามมาตรา ๓๑ ที่ต้องมีการควบคุมภายในท้องถิ่น (๒) กำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขให้ผู้ดำเนินกิจการดูแลสภาพหรือสุขลักษณะของสถานที่ที่ใช้ ดำเนินกิจการและมาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ มาตรา ๓๓ เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อบัญญัติท้องถิ่นตามมาตรา ๓๒ ใช้บังคับห้ามมิให้ผู้ใด ดำเนินกิจการตามประเภทที่มีข้อบัญญัติท้องถิ่นกำหนดให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมตามมาตรา ๓๒ ในลักษณะ ที่เป็นการค้า เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่นทั้งนี้ พระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ.๒๕๓๕ มี


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๕ ลักษณะกระจายอำนาจไปสู่ราชการส่วนท้องถิ่น ตังนั้น บทบาทหน้าที่ในการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ จึงเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานท้องถิ่นและราชการส่วนท้องถิ่นเป็นสำคัญ โดยมีกลไกการควบคุมกิจการที่เป็น อันตรายต่อสุขภาพตามกฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุข ดังนี้ มาตรการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพของราชการส่วนท้องถิ่น 1. การออกข้อบัญญัติท้องถิ่น บทบัญญัติมาตรา ๓๒ (๑) กำหนดให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีอำนาจออกข้อบัญญัติท้องถิ่นควบคุมกิจการที่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยการกำหนดประเภทของกิจการตามมาตรา ๓๑ บางกิจการหรือทุกกิจการให้เป็นกิจการ ที่ต้องควบคุมในท้องถิ่น ซึ่งหมายความว่ากิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพที่รัฐมนตรีประกาศจะมีผลใช้บังคับใน ท้องถิ่นใด ราชการส่วนท้องถิ่นนั้นจะต้องออกข้อบัญญัติของท้องถิ่นกำหนดให้เป็นกิจการที่ต้องควบคุมในท้องถิ่นนั้น เสียก่อน ซึ่งไม่จำเป็นต้องกำหนดทุกประเภทกิจการจะกำหนดกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพทั้งหมดหรือเพียง บางส่วนเป็นกิจการที่ต้องควบคุมในท้องถิ่นนั้นก็ได้ ขึ้นอยู่กับว่ากิจการนั้นเป็นปัญหาในเขตท้องถิ่นนั้นหรือไม่ บทบัญญัติมาตรา ๓๒ (๒) ยังให้อำนาจแก่ราชการส่วนท้องถิ่นในการควบคุม กำกับ ดูแลการประกอบกิจการเป็น อันตรายต่อสุขภาพในด้านสุขลักษณะ การป้องกันอันตรายและความปลอดภัยด้วย โดยให้อำนกำหนดหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขทั่วไป สำหรับให้ผู้ดำเนินกิจการปฏิบัติเกี่ยวกับการดูแลสภาพหรือสุขลักษณะของสถานที่ ที่ใช้ดำเนิน กิจการและมาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ ได้แก่ (๑) การดูแลสภาพหรือสุขลักษณะของสถานที่ที่ใช้ดำเนินกิจการ ซึ่งหมายถึง สภาวการณ์สุขาภิบาล สิ่งแวดล้อมของสถานประกอบการ ทั้งในด้านการดูแสรักษาความสะอาด ความเป็นระเบียบของอาคาร การรักษา สภาพการใช้งานของเครื่องมืออุปกรณ์ ระบบการระบายอากาศ แสง เสียง ระบบการจัดการสิ่งปฏิกูลหรือมูลฝอยให้ อยู่ในสภาพที่ใช้การได้ดีและถูกสุขลักษณะ (๒) มาตรการป้องกันอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งหมายถึง ระบบป้องกันอุบัติเหตุ อัคคีภัย ระบบการกำจัดมลพิษ ระบบการป้องกันการปนเปื้อนในผลิตภัณฑ์อาหาร รวมทั้งระบบป้องกันตนเองของผู้ปฏิบัติในสถานประกอบการนั้น ด้วย ทั้งนี้เพื่อป้องกันอันตรายต่อสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นต่อผู้ป ระกอบกิจการ ผู้ปฏิบัติงานและประชาชน นอกจากนี้ ราชการส่วนท้องถิ่นอาจกำหนดขนาดของกิจการแต่ละประเภทที่ต้องการควบคุมภายในท้องถิ่น โดยให้ถือเป็นส่วน หนึ่งในการกำหนดหลักเกณฑ์และเงื่อนไขทั่วไป โดยคำนึงถึงความจำเป็น ความเหมาะสมของสภาพพื้นที่และสภาวะ ความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของประชาชนในท้องถิ่นนั้นด้วยรวมถึงสามารถกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการขอ การออก การต่อใบอนุญาต และค่าธรรมเนียมใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อ สุขภาพ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไข และไม่เกินอัตราที่กำหนดในกฎกระทรวง 2. การออกใบอนุญาตประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การอนุญาตหรือไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการเป็นมาตรการที่จะปกป้องควบคุมปัญหาตั้งแต่เบื้องต้น บทบัญญัติมาตรา ๓๓ กำหนดว่า 'เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันที่ข้อกำหนดของท้องถิ่นตามมาตรา ๓๒ (๑) ใช้ บังคับ ห้ามมีให้ผู้ใดดำเนินกิจการตามประเภทที่มีข้อบัญญัติท้องถิ่นกำหนดให้เป็นกิจการที่ต้องมีการควบคุมตาม มาตรา ๓๒ (๑) ในลักษณะที่ เป็นการค้า เว้นแต่จะได้รับใบอนุญาตจากเจ้าพนักงานท้องถิ่น..." ซึ่งหมายความว่าผู้ ประกอบกิจการใดที่เข้าข่ายเป็นกิจการที่ต้องควบคุมในท้องถิ่นตามที่ราชการส่วนท้องถิ่นกำหนดตามมาตรา ๓๒ (๑)


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๖ ไม่ว่าจะเป็นกรณีที่ประกอบกิจการก่อนที่ข้อบัญญัติท้องถิ่นจะมีการบังคับใช้ หรือเป็นกรณีที่ประกอบกิจการ ภายหลังทีข้อบัญญัติท้องถิ่นมีผลบังคับใช้ผู้ประกอบกิจการจะต้องขออนุญาตต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ภายในวัน นับ แต่วันที่ข้อบัญญัติของท้องถิ่นมีผลใช้บังคับสำหรับการต่อหรือไม่ต่อใบอนุญาตนั้น เจ้าพนักงานจะต้องมีการ ตรวจสอบกิจการว่าปฏิบัติถูกต้องด้วยสุขลักษณะ เป็นไปตามพระราชบัญญัติ กฎกระทรวงประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือเงื่อนไขที่ระบุในใบอนุญาต ๓. การควบคุมกำกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ การควบคุมกำกับกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ เป็นมาตรการตรวจสอบว่ากิจการมีสภาพที่ถูก สุขลักษณะ ไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพ เป็นไปตามกฎหมาย ซึ่งควรตรวจสอบเป็นประจำทุกปีโดยเจ้าพนักงาน ต้องมีการตรวจสอบอาคารสถานที่ประกอบกิจการ เครื่องมืออุปกรณ์ ความเสี่ยงด้านอนามัยสิ่งแวดล้อม ระบบ ป้องกันอันตรายหรืออุบัติภัย ระบบกำจัดสิ่งปฏิกูล มูลฝอย และอื่น ๆ ที่จำเป็น เมื่อพิจารณาเห็นว่าสถานประกอบ กิจการถูกต้องด้วยสุขลักษณะ เป็นไปตามกฎหมาย ก็อนุญาตให้ประกอบกิจการ หากเห็นว่าไม่ถูกต้องแต่สามารถ ปรับปรุงแก้ไขได้ก็อาจให้เวลาในการปรับปรุงแก้ไขก่อนอนุญาต ส่วนกรณีไม่เหมาะสมไม่ถูกต้อง ไม่อาจแก้ไขได้ สามารถมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกอบกิจการได้ทั้งนี้ การพิจารณาว่าสถานประกอบกิจการปฏิบัติถูกต้องด้วย สุขลักษณะเป็นไปตามกฎหมายหรือไม่ ให้พิจารณาหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดในข้อบัญญัติท้องถิ่นและ กฎหมายที่เกี่ยวข้องด้วย อาทิ - กฎกระทรวงควบคุมสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๐ - ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง กำหนดประเภทหรือขนาดของกิจการ และหลักเกณฑ์วิธีการและ เงื่อนไขที่ผู้ขออนุญาตจะต้องดำเนินการก่อนพิจารณาออกใบอนุญาต พ.ศ. ๒๕๖๑ - ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง หลักเกณฑ์ในการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนที่เกี่ยวข้อง พ.ศ. ๒๕๖๑ - กฎหมายอื่น เช่น กฎหมายว่าด้วยผังเมือง กฎหมายว่าด้วยการควบคุมอาคาร กฎหมายว่าด้วยโรงงาน กฎกระทรวงควบคุมสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๐ กฎกระทรวงควบคุมสถานประกอบกิจการที่ เป็นอันตรายต่อสุขภาพ พ.ศ. ๒๕๖๐ ประกาศขึ้นเพื่อกำหนด หลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรการควบคุมสถานประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๖- มีสาระสำคัญสรุป ดังนี้ ๑) ผู้ดำเนินกิจการในสถานประกอบกิจการประเภทที่ราชการส่วนท้องถิ่นได้ออกข้อกำหนดให้เป็น กิจการที่ต้องควบคุมและมีผลใช้บังคับในท้องถิ่นนั้นแล้ว ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎกระทรวง ๒) สถานประกอบกิจการที่ตั้งอยู่ในท้องที่ที่กฎหมายว่าด้วยการผังเมือง หรือกฎหมายว่าด้วยการ ควบคุมอาคารมีผลใช้บังคับ สถานประกอบกิจการที่ เป็นโรงงานตามกฎหมายว่าด้วยโรงงาน หรือสถานประกอบ กิจการที่มีการประกอบกิจการเกี่ยวกับวัตถุอันตราย ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการนั้น และกฎหมายอื่นที่ เกี่ยวข้องด้วย แล้วแต่กรณี


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๗ ๓) สถานประกอบกิจการต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามค่ามาตรฐาน หลักเกณฑ์ หรือวิธีการตามที่ รัฐมนตรีประกาศกำหนดเพิ่มเติม ในระหว่างที่ยังไม่มีประกาศของรัฐมนตรีเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ตามกฎกระทรวงนี้ ในเรื่องใด ให้นำหลักเกณฑ์ วิธีการ และมาตรการควบคุมสถานประกอบกิจการตามกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้องมาปรับ ใช้โดยอนุโลม 4) สถานประกอบกิจการต้องปฏิบัติถูกต้องด้วยสุขลักษณะตามที่กำหนดในกฎกระทรวงฯ ๔. การออกคำสั่งเจ้าพนักงานท้องถิ่น ในกรณีที่ปรากฎว่าผู้ดำเนินกิจการไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้อง ตามพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือเงื่อนไขที่ระบุในใบอนุญาตเจ้าพนักงาน ท้องถิ่นสามารถออกคำสั่งได้ ดังนี้ (๑) การออกคำสั่งให้แก้ไขหรือปรับปรุง เป็นมาตรการกำกับดูแลผู้ดำเนินกิจการที่ได้รับอนุญาตแล้ปรากฏ ว่าปฏิบัติไม่ถูกต้อง เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจออกคำสั่งให้แก้ไขหรือปรับปรุงให้ถูกต้องได้ โดยให้กำหน ด ระยะเวลาที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งไว้ตามสมควร แต่ต้องไม่น้อยกว่า ๗ วัน (๒) การออกคำสั่งให้หยุดดำเนินกิจการ ถ้าผู้ดำเนินกิจการไม่ปรับปรุงแก้ไขให้ถูกต้องตามคำสั่ง เจ้าพนักงานท้องถิ่น หรือถ้าการดำเนินกิจการนั้นจะก่อให้เกิดหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าจะเกิดอันตราย อย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของประชาชน เจ้าพนักงานท้องถิ่นสามารถออกคำสั่งให้หยุดดำเนินกิจการนั้นไว้ทันทีเป็น การชั่วคราวจนกว่าจะปราศจากอันตรายแล้วก็ได้ (๓) การสั่งพักใช้ใบอนุญาต เป็นมาตรการควบคุมผู้ที่ได้รับอนุญาตแล้วไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตาม พระราชบัญญัติ กฎกระทรวง หรือข้อบัญญัติท้องถิ่น หรือเงื่อนไขที่ ระบุไว้ในใบอนุญาตให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมี อำนาจสั่งพักใช้ใบอนุญาตได้ภายในเวลาที่เห็นสมควรแต่ต้องไม่เกิน ๑๕ วัน (4)การสั่งเพิกถอนใบอนุญาต เป็นมาตรการที่จะมีให้ผู้ซึ่งได้รับใบอนุญาตได้ประกอบกิจการต่อไปเป็น เวลาอย่าน้อย ๑ ปี หากเกิดกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้ ๑) การไม่ปฏิบัติหรือปฏิบัติไม่ถูกต้องตามพระราชบัญญัติ กฎกระทรวง ประกาศกระทรวง ข้อบัญญัติท้องถิ่น และเหตุนั้นก่อให้เกิดอันตรายอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพหรือสภาวะความเป็นอยู่ของประชาชน 6) กรณีที่ เคยถูกพักใช้ใบอนุญาตตั้งแต่ ๒ ครั้งขึ้นไป และมีเหตุที่ จะต้องถูกพักใช้อีกหมายความ ว่าเมื่อต้องถูกสั่งพักใช้ใบอนุญาตครั้งที่ ๓ จะสั่งเพิกถอนใบอนุญาตก็ได้ ๓) กรณีที่ต้องคำพิพากษาถึงที่สุดว่าได้กระทำผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมี อำนาจสั่งเพิกถอนใบอนุญาตได้ ผู้ที่ถูกเพิกถอนจะขอรับใบอนุญาตสำหรับกิจการที่ถูกเพิกถอนอีกไม่ได้จนกว่าจะพัน กำหนด ๑ ปี นับแต่วันที่ถูกสั่งเพิกถอนทั้งนี้ ในกรณีที่เจ้าพนักงานสาธารณสุขตรวจพบเหตุที่ไม่ถูกต้องหรือมีการ กระทำใดๆ ที่ผ่าฝืนพระราชบัญญัติ กฎกระทรวงข้อบัญญัติท้องถิ่นหรือประกาศที่ออกตามพระราขบัญญัตินี้และเห็น ว่าจะมีผลกระทบต่อสภาวะความเป็นอยู่ที่เหมาะสมกับการดำรงชีพของประชาชน หรือจะเป็นอันตรายอย่างร้ายแรง ต่อสุขภาพของประชาชนเป็นส่วนรวม ซึ่งสมควรจะต้องดำเนินการแก้ไขโดยเร่งด่วน ให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขมื อำนาจออกคำสั่งให้ผู้กระทำการไม่ถูกต้องหรือฝ้าฝืน แก้ไขหรือระงับเหตุ หรือดำเนินการใด ๆ เพื่อแก้ไขหรือระงับ เหตุนั้นได้ ตามสมควรแล้วแจ้งให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นทราบ


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๘ สรุปสาระสำคัญรายวิชา วิชา การวางแผนครอบครัว ผู้บรรยาย นายธวัชชัย จันทร์แจ่มศรี (นักวิชาการอิสระ) การวางแผนครอบครัว (Family Planning) คือ การตัดสินใจของคู่รัก หรือบุคคลที่จะมีบุตรตามจำนวนที่ ต้องการ ในช่วงเวลาและระยะห่างที่เหมาะสม เพื่อให้มีการตั้งครรภ์ในขณะที่มีความพร้อมทั้งร่างกาย จิตใจ และ สภาพสังคม การคุมกำเนิด (Contraception) การป้องกันการตั้งครรภ์มี ๒ วิธี ด้วยกัน คือ การทำหมันชั่วคราวและ การทำหมันถาวร 1. การทำหมันถาวร ได้แก่ การทำหมันชาย และการทำหมันหญิง (หมันเปียก หมันแห้ง) หมันเปียก ทำหมันภายใน 6 สัปดาห์หลังคลอด นิยมทำใน 2 – 3 วันแรกหลังคลอด (มดลูกยังโต ลง แผลเล็กๆใต้สะดือตัดท่อนำไข่ได้ง่าย คนที่ผ่าคลอดแพทย์จะทำหมันให้เลย หมันแห้ง ทำหมันในช่วงไม่ใช่ 6 สัปดาห์หลังคลอดบุตรมดลูกขนาดปกติอยู่ในอุ้งเชิงกราน หาท่อนำไข่ไห้ยากกว่าทำได้ 3 วิธีคือ - ผ่าตัดเปิดหน้าท้องเหนือหัวหน่าวเข้าไปท่อนำไข่โดยการรัด - ผ่าตัดผ่านกล้องที่สะดือใช้วงแหวนรัดท่อนำไข่โดยการไฟฟ้าจี้ - ส่องกล้องใส่ขดลวด essure ผ่านโพรงมดลูกถือเป็นการทำหมันถาวร ไม่สามารถแก้ไขได้อีก ๒. การทำหมันชั่วคราว เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีดคุมกำเนิด ยาฝังคุมกำเนิด ห่วงอนามัย ถุงยางอนามัย เป็นต้น ปัญหาการตั้งครรภ์ในวันเรียน (Teenage pregnancy) 1. เริ่มมีเพศสัมพันธ์เร็ว (ฮอร์โมนเพศ) 2. คุมกำเนินที่ไม่เหมาะสมหรือไม่ได้คุมกำเนิน 3. การเลี้ยงดูของครอบครัว 4. การศึกษาน้อย ไม่ได้รับความรู้ข้อมูลข่าวสาร 5. การเข้าถึงการแพทย์ไม่ดี 6. ความเชื่อทางศาสนา 7. มีประวัติครอบครัวตั้งครรภ์เมื่อวัยรุ่น (สิ่งแวดล้อม)


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๓๙ สรุปสาระสำคัญรายวิชา สถานที่ศึกษาดูงาน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีอำเภอเมือง จังหวัดสุพรรณบุรี ศึกษาดูงานหัวข้อ “รูปแบบและการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสมัยใหม่” ผู้บรรยาย องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี วิสัยทัศน์องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นหน่วยงานที่มุ่งมั่นพัฒนาด้านสาธารณประโยชน์ เพื่อก่อให้เกิด ความสุขกับชาวจังหวัดสุพรรณบุรี โดยมีวิสัยทัศน์คือ "เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นชั้นนำ ทางด้านการศึกษา การเที่ยว การกีฬา และเป็นเมืองสะอาดสวยงามปราศจากมลพิษ" ศึกษาดูงานด้านการเสริมสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน และประชาสังคม ๑. โครงการเพิ่มศักยภาพในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการนำเทคโนโลยีด้านต่างๆ มาประยุกต์ใช้กับภารกิจในด้านต่าง ๆ ที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีสามารถกระทำได้ตาม พระราชบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรีและระเบียบกฎหมายต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบันระบบ กล้องโทรทัศน์วงจรปิดเป็นปัจจัยสำคัญในการป้องปราบด้านต่างๆ เช่น ยาเสพติด อุบัติเหตุตามท้องถนน การติดตามเหตุการณ์ต่าง ๆ รวมถึงการวางแผนป้องกันในเรื่องราวต่าง ๆ อีกมากมาย นโยบายหรือแผนพัฒนาและวิสัยทัศน์ของผู้บริหาร - ใช้นวัตกรรมในการแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน - เน้นการบริการประชาชนและแก้ไขปัญหาให้ประชาชนเป็นหลัก - ให้บริการประชาชนในหลายแพลตฟอร์มเพื่อความสะดวกรวดเร็ว ลักษณะของโครงการ - มีการติดตั้งกล้องโทรทัศน์วงจรปิดทั้ง ๑๐ อำเภอ ภายในจังหวัด จำนวน ๒,๗๐๕ ตัว - มีการเพิ่มช่องทางในการติดต่อขอใช้บริการในการดูภาพย้อนหลัง - มีการบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ - - มีการบำรุงรักษาให้ใช้งานได้ตลอดระยะเวลา - จัดทำประชาสัมพันธ์ในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๐ เป้าหมายและผลสัมฤทธิ์ โครงการแบบต่อยอดในทุก ๆ ปี ตามความต้องการของประชาชน และเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารและ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ความสำเร็จของโครงการ มีการใช้บริการในการขอดูภาพข้อนหลังและนำไปประกอบเป็นหลักฐานจนบรรลุเป้าหมายของการ ทำคดี หรือแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ๒. ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์ ระบบสารบรรณอิเล็กทรอนิกส์สำหรับหน่วยงนภาครัฐ คือ ระบบให้บริการรับ-ส่งหนังสือ จัดเก็บเอกสาร และลงนามในเอกสาร หรือส่งเข้าระบบหนังสือเวียน ที่มีการลงนามรับทราบ ผ่านระบบด้วยวิธีการทาง อิเล็กทรอนิกส์ ๓. SUPHANBURI PAO SMART CITY SUPHANBURI PAO SMART CITY มี ๗ SMART ๓.๑ SMART LIVING ด้านการดำรงชีวิตอัจฉริยะจำนวน ๕ โครงการ - โครงการเพิ่มศักยภาพในการป้องกันชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน (CCTV) - โครงการรถฉุกเฉินอัจฉริยะ (สายด่วน ๑๖๖๙) - โครงการ Smart รพ.สต. - โครงการ The Character (ผู้สูงอายุอัจฉริยะ) - โครงการร่วมใจบริจาค "เลือดสุพรรณ" ๓.๒ SMART ENVIRONMENT ด้านสิ่งแวดล้อมอัจฉริยะ จำนวน ๒ โครงการ - โครงการระบบเตือนภัยทางน้ำอัจฉริยะ - โครงการกำจัดผักตบชวาอัจฉริยะ ๓.๓ SMART ENERGY ด้านพลังงานอัจฉริยะ จำนวน ๓ โครงการ - โครงการติดตั้งเสาไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บนถนน ๑๑๐ สายทาง - โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ อบจ.สุพรรณบุรี - โครงการติดตั้งระบบไฟฟ้าด้วยพลังงานแสงอาทิตย์บึงถวาก ๓.๔ SMART GOVERNACE ด้านภาครัฐอัจฉริยะ จำนวน 6 โครงการ - โครงการ My City SUPHANBURI PAO (Line OA อบจ.สุพรรณบุรี - โครงการ G-Office (อบจ.สีเขียว)


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๑ ๓.๕ SMART PEOPLE ด้านพลเมืองอัจฉริยะ จำนวน ๒ โครงการ - โครงการ E-learning "รู้เลข เบรกโรค" - โครงการสุขภาพดีด้วยวิถี ๔ ว. ๓.๖ SMART ECONOMY ด้านเศรษฐกิจอัจฉริยะ จำนวน ๓ โครงการ - โครงการ "ช้อปปิ้งเมืองเหน่อ" - โครงการ " ไปเที่ยวสุพรรณบุรีบ้านพี่" - โครงการ "น้ำดื่มรีฟิว" ๓.๗ SMART MOBILITY ด้านขนส่งอัจฉริยะ จำนวน ๑ โครงการ - โครงการเป็นหูเป็นตาเพื่อการจราจร (โปรแกรมจากป้ายทะเบียน) SUPHANBURI PAO SMART CITY ได้รับการประกาศเป็น "เขตส่งเสริมเมืองอัจฉริยะ" (วันที่ 18 มกราคม ๒๕๖๖) 4. โครงการจัดตั้งศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี ได้จัดตั้งและดำเนินงานศูนย์รับแจ้งเหตุและสั่งการการแพทย์ฉุกเฉิน ๑๒ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๔ โดยมีการบริการแก่ประชาชนด้านกรแพทย์ฉุกเฉิน ผ่านสายด่วน ๑๖๙๙ ซึ่งได้รับ การตอบรับเป็นอย่างดีมีประชาชนที่ประสบเหตุ พบเหตุฉุกเฉิน หรือญาติผู้ป่วยฉุกเฉิน โทรเข้ามารับบริการด้วย อย่างต่อเนื่อง แต่การดำเนินงานที่ผ่านมา ยังพบว่ามีประชาชนบางกลุ่ม ไม่สามารถเข้าถึงบริการการแพทย์ฉุกเฉินได้ เช่น ผู้สูงอายุ ผู้พิการ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุฉุกเฉินจะไม่สามารถ แจ้งจุดเกิดเหตุ ประวัติการเจ็บป่วย และไม่สามารถขอ ความช่วยเหลือจากบุคคลอื่นได้ ทำให้การเข้าช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นไปด้วยความล่าช้า เป็นเหตุให้เกิดการเจ็บป่วย รุนแรง อาจส่งผลให้เกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๒ สรุปสาระสำคัญรายวิชา สถานที่ศึกษาดูงาน สวนพุทธชาติกลุ่มวิหากิจชุมชนแนวร่วมปฏิวัติขยะ จังหวัดสุพรรณบุรี ศึกษาดูงานหัวข้อ “การบริหารจัดการขยะการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” ผู้บรรยาย คุณพีรดา ปฏิทัศน์ ประธานวิสาหกิจชุมชนแนวร่วมปฏิวัติขยะ สวนพุทธชาติ 1. ที่มาของสวนพุทธชาติ กลุ่มวิสาหกิจชุมชนแนวร่วมปฏิวัติขยะ จังหวัดสุพรรณบุรี ประธานวิสาหกิจชุมชนอดีตที่ปรึกษาของธนาคารแห่งหนึ่ง มีความสนใจเรื่องการทำเกษตรอินทรีย์ จึงตัดสินใจลาออกจากงานประจำ เพื่อมาเรียนรู้เรื่องเกษตรอินทรีย์และกลับมาอยู่ที่บ้านเกิด จึงได้ไปเรียนรู้เรื่อง จุลินทรีย์ที่ช่วยในการย่อยสลายและเพิ่มคุณภาพให้ดิน การทำสวนที่ตั้งใจต้องรอเวลาเพื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตยังไม่ ประสบความสำเร็จในทันที สมาชิกของวิสาหกิจชุมชนไม่ได้รวมตัวกันจากชุมชนเดียวกัน แต่รวมสมาชิกจากคนที่มีแนวคิดเดียวกัน ซึ่ง แกนนำส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณ มีความสนใจและเกี่ยวข้องกับเรื่องปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและหลังจากที่ ได้ไปดูงาน ทำให้เห็นทิศทางการดำเนินงานไปในทิศทางเดียวกันคือ BCG Model (Bio-Circular-Green Economic) "ต้องการให้บ้านเมืองสะอาด เกษตรกรได้ใช้น้ำมันราคาถูก" ผู้ที่เข้าร่วมเป็นสมาชิกมีประสบการณ์และ ความชำนาญในการถ่ายทอด เช่น การสอนนักเรียนทำปุ้ยหมัก ปลูกผักโดยไม่ใช้ยาฆ่าแมลง ชื่อของกลุ่มผ่านการหารือร่วมกัน และมีเป้าหมายให้เกิดผลสะเทือน ได้รับความสนใจ เมื่อได้ยินได้เห็นแล้ว ต้องเข้าใจถึงเป้าหมายของกลุ่ม ปี พ.ศ. ๒๕๕๘-๒๕๕๙ ได้ร่วมกลุ่มทำกิจกรรมเก็บขยะอินทรีย์ (เศษอาหาร) "ขยะหอม " กิจกรรมแรกของกลุ่ม ซึ่งได้รับคำชวนจากอาจารย์ที่สอนเรื่องจุลินทรีย์ ให้นำความรู้เรื่อง จุลินทรีย์มาจัดการขยะเศษอาหาร โดยรับซื้อขยะเศษอาหารจากครัวเรือนในราคา 0.๕0 บาท มีครัวเรือนเข้าร่วม กว่าหนึ่งร้อยครัวเรือน สมาชิกในกลุ่มนำอุปกรณ์ไปรับซื้อ ได้แก่ ตะกร้า ถังรับเศษอาหาร และจุลินทรีย์เพื่อราดดับ กลิ่น ทำร้าน 0 บาท เพื่อรับขยะมาแลกรับสินค้าในชีวิตประจำวัน กิจกรรมได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ในช่วงเวลา ๘ เดือน ต้นทุนที่ต้องใช้จ่ายยังไม่สามารถดูแลกิจกรรมได้ทั้งหมดจึงต้องพักโครงการ สมาชิกที่ได้ร่วมกิจกรรม เช่น แม่ค้าขายผลไม้นำเปลือกสับปะรดมาขาย ได้รายได้ตกเดือนละ พันกว่าบาท ร้านอาหารตามสั่งที่ขายเศษอาหารให้กับกลุ่ม นำเศษอาหารมาแลกกับ น้ำปลา น้ำมัน ข้าว ที่เป็นวัตถุดิบในการปรุง อาหาร "ไม่ต้องใช้เงินซื้อ ใช้เศษขยะที่เขาทิ้ง" สวนพุทธชาติ พื้นที่ขนาด ๓ ไร่ ถูกจัดเตรียมให้เป็นศูนย์เรียนรู้การจัดการขยะอย่างยั่งยืนของกลุ่มวิสาหกิจ ชุมชนฯ ที่เน้นเรื่องการนำถุงพลาสติกมาทำน้ำมัน รวมทั้งฐานเรียนรู้เรื่องปุ๋ยอินทรีย์ นำเศษอาหารมาทำปุ๋ยภายใน ๒๔ ชั่วโมง


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๓ และขยายผลการจัดการขยะโฟม เกิดเป็นฐานเรียนรู้เรื่องการปั้นหินเทียม และกิจกรรมที่เชื่อมระหว่างกลุ่ม กับชุนคือ ร้านรวยน้ำใจ ที่พัฒนาแนวคิดมาจากธนาคารขยะ 2. ทางออกของขยะพลาสติก เทคโนโลยีการผลิตน้ำมันจากขยะเศษถุงพลาสติกด้วยกระบวนการไพโรไรซิส กระบวนการแปรรูปพลาสติกไปเป็นน้ำมันด้วยกระบวนการไพโรไรซิส ซึ่งเป็นกระบวนการหลอมอัดอากาศ โดยไม่ให้ออกซิเจนในกระบวนการเพื่อไม่ให้เกิดคาร์บอนมอนออกไซค์และคาร์บอนไดออกไซด์ เพื่อไม่ให้เกิดมลพิษ แต่ยังมีจุดที่เกิดเขม่าจากการใช้เชื้อเพลิงแข็ง (ไม้=ฝืน) จึงต้องมีการนำไปผ่าน scrubber (ตัวดักจับเขม่า) เพื่อไม่ให้ เกิดมลพิษ กระบวนการเบื้องต้น มีดังนี้ 1. ระบบป้อนพลาสติก เริ่มที่เครื่องฉีกพลาสติก พลาสติกที่จะเข้ากระบวนการต้องเป็นพลาสติก ที่ผ่านการ ล้างและตากให้แห้ง ย่อยให้มีขนาดเล็กเพื่อให้หลอมได้สะดวก พลาสติกหากไม่รับการจัดการจะถูกทิ้งลงบ่อขยะ 2. นำพลาสติกที่ย่อยซักลอกขึ้นไปด้านบนเตาปฏิกรณ์ เตาปฏิกรณ์แบ่งเป็น 2 วง วงในคือ reactor ที่ หล่อมพลาสติกเมื่ออุณภูมิสูงถึง ๓๐๐ องศาเซลเซียส และความร้อนจะสูงไปถึงประมาณ ๔-๕0๐ องศา พลาสติก จำนวน ๑00 กิโลกรัม ใช้เวลาหลอมด้วยความร้อนประมาณ ๔-๕ ชั่วโมง ๓. เตาปฏิกรณ์จะให้ความร้อนด้วยเชื้อเพลิงแข็ง (ไม้ -ฝืน) ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงที่หาได้ง่าย และสามารถควบคุม ต้นทุนได้ดีกว่าการใช้เชื้อเพลิงประเภทอื่น 4. พออุณหภูมิสูงถึง 300 องศา พลาสติกกลายเป็นของเหลว แก๊สจะออกผ่านท่อสีขาว มาผ่าน รังผึ้งให้ได้ น้ำมัน (หอควบแน่น) ได้เป็นของเหลว พออุณหภูมิเหมาะจะได้เป็นน้ำมัน น้ำมันที่ได้จะส่ง่ไปตรวจที่ศูนย์เชื้อเพลิงที่ จุฬาฯ วิทยาเขตสระบุรี เพื่อนำไปตรวจสอบว่า น้ำมันเบนชินที่ได้มีดีเซลปนด้วยหรือไม่ หากมีปนต้องนำไปต้มเพื่อ แยกออก เมื่อแยกแล้วจะนำไปตรวจสอบอีกครั้ง เพื่อให้ทราบชนิดน้ำมันที่ได้ในองค์ประกอบที่ถูกต้อง ส่วนใหญ่ ผลผลิตที่ได้จะเป็นดีเซลที่มีเบนซิลปน ซึ่งต้องตรวจสอบตามล็อต เพราะหากนำไปใช้เลยจะทำให้เครื่องยนต์มีปัญหา ซึ่งจะผลิตและรวบรวมให้ได้ปริมาณ 2,000 สิตร เพื่อส่งตรวจก่อนจะนำไปขาย อีกสาเหตุที่การตรวจสอบช่วยได้คือ ฤดูฝนพลาสติกมีความชื้นสูง บางครั้งมีกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ การส่งตรวจจะทำให้สามารถปรับปรุงคุณภาพได้ก่อน 5. นำเข้าเชื้อเพลิงแข็งเพื่อให้ความร้อน ซึ่งทำให้เกิดเขม่า เขม่าดำจะออกมาและนำไปผ่าน scrubber เพื่อ ผ่านการหล่อเย็น ได้ผลผลิตเป็นน้ำส้มควันไม้ ๖. กากตะกอนเป็นส่วนที่มีโอกาสจะกลายเป็นมลพิษ หากไม่เลือกพลาสติกที่จะนำมาเข้ากระบวนการ เช่น PVC จะเกิดคลอไรค์ ซึ่งคลอไรด์คือสารพิษ สังเกตจาก PVC เป็นพลาสติกแข็ง ซึ่งเป็นพลาสติก ที่ต่างกันกับถุงทั่วไป ตั้งแต่การผลิต จึงไม่แนะนำให้นำเข้ากระบวนการฯ พลาสติกทั่วไปในชีวิตประจำวันสามารถ นำเข้ากระบวนการฯ เข้าได้หมด แต่ซองบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ซองที่เคลือบสีจะผลิตน้ำมันได้น้อย และทำให้เกิดกากตะกอน จึงไม่นิยมนำมา เข้ากระบวนการ **สิ่งที่ไม่นำเข้ากระบวนการ ๑. พลาสติก PVC 2. โฟม ซึ่งโฟมผลิตมาจากน้ำมัน แต่จากกระบวนการทางเคมี โฟมมีสารไซยาไนด์ จึงไม่ควรนำเข้า กระบวนการฯ ๓. ยางรถยนต์ เพราะต้องใช้ความร้อนสูงถึง ๘๐๐ องศาเซลเซียส และสร้างมลพิษสูง


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๔ ต้นทุนการติดตั้งเครื่องหลอมด้วยกระบนการไพโรไรสที่ผ่านการปรับปรุงแล้วราคารวมเครื่องต้มอยู่ที่ ประมาณ ๒,๐๐0,00 บาท ซึ่งกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มีงบประมาณ สนับสนุนชุมชน ต้นทุนแปรผันในการผลิต ได้แก่ พลาสติก เชื้อเพลิง ค่าแรง ค่าไฟ ในการเดินเครื่องจักร สิ่งที่สำคัญ คือการจัดการต้นทุน "เงินลงทุนครั้งแรก" การบำรงรักษาทำอย่างต่อเนื่องทุกเดือนค่าใช้จ่ายส่วนนี้ไม่สูงมาก พลาสติกน้ำหนักเบา แต่มีปริมาตรใหญ่ ต้องใช้รถใหญ่ในการขน ข้อดีของการเป็นวิสาหกิจคือเราไม่จำเป็นต้องเสีย ภาษีสรรพสารมิตร เป็นผลประโยชน์ให้กับเกษตรกรไทย "หากการผลิตลักษณะนี้โดนเก็บภาษี จะไม่สามารถสู้กับ บริษัทใหญ่ได้เลย" เครื่องถูกออกแบบมาให้เหมาะกับการทำงานของชุมชน กำลังการผลิตสามารถหลอมพลาสติก ๕๐0 กิโลกรัม มีมอเตอร์ในการจัดการ ใช้แรงงานคนน้อย เพียง ด คนก็สามารถทำงานได้ แต่เพื่อความรัดกุม จึงควรมี ๒ เพื่อความปลอดภัย ขณะนี้กำลังพัฒนาระบบตรวจจับ Pm ๒.๕ เพื่อดูแลสุขภาพของคนที่เข้ามา คนทำงานในบริเวณครื่อง มีแผนขยายโรงเก็บน้ำมันให้เป็นสัดส่วนมากขึ้น ตันทุนการผลิตตัวแปรอยู่ที่คำแรง และค่า พลาสติก ซึ่งหากไม่ต้องซื้อก็จะสามารถลดต้นทุนไปได้ 3. ร้านรวยน้ำใจ สินค้าในร้านมาจากน้ำใจของผู้คน ที่นำมาแลกเปลี่ยนกัน เป้าหมายคือต้องการรณรงค์คัดแยกขยะที่ตันทาง โดยที่ประชาชนจะต้องเป็นผู้ที่แยกเอง ไม่ใช่สมาชิกเป็นผู้ มาแยกให้ ได้แก่ ขวดพลาสติก ขวดแก้ว กระป๋องอะลูมิเนียม กระดาษ และเศษอาหาร โดยจะเน้นทำกิจกรรม ร่วมกับคนในชุมชน เพื่อให้คนในชุมชนคัดแยกเองได้ ตั้งแต่เด็กไปถึงผู้สูงอายุก็สามารถแยกเองได้ ต่อมาคือการลด ปริมาณขยะ อันดับแรกคือขายได้เงิน สองคือนำขยะไปรึไซเคิล ฉะนั้นจะเห็นว่า "ทุกอย่างมีราคาหมด" สิ่งสำคัญคือ "การแยกที่ทาง" ต้องแยกเศษอาหารออกจากขยะประเภทอื่นให้เร็วที่สุด เพื่อที่จะนำมาจัดการต่อได้ง่ายและไปต่อได้ อีก ทุกคนมีความเข้าใจเรื่องการคัดแยกและทำอย่างเนื่อง จึงได้จัดทำกิจกรรมเสริมสร้างกำลังใจให้ผู้ที่คัดแยกขยะ เกิดการแลกเปลี่ยนเป็นสินค้ากับขยะที่ผ่านการคัดแยกแล้ว ซึ่งร้านรวยน้ำใจพัฒนามาจากแนวคิดธนาคารขยะ ของที่ได้รับบริจาคมาทั้งรองเท้าและเสื้อผ้านำมาเข้า กิจกรรมรับแลกขยะทั้งหมด ซึ่งจะไม่แจกจ่ายไปโดยฟรีๆ ขณะนี้สามารถดูแล "ร้าน" และ "เลี้ยงตัวเองได้" โดยไม่ ต้องใช้ทุนจากส่วนอื่นแล้ว 4. หินเทียม นำโฟมไปเป็นโครงสร้างของสิ่งก่อสร้าง โฟมเป็นโจทย์ต่อมาจากถุงพลาสติกที่ยังไม่มีที่ไปในเบื้องต้น จึงได้ทดลองนำโฟมมาทำเป็นโครงสร้างเพื่อ นำมาประดับ เพื่อทดแทนการใช้หินจากธรรมชาติ โดยหมุนเวียนทรัพยากรที่ใช้แล้วให้ไม่ถูกทิ้งไปอย่างสูญเปล่า วิธีการปั้นหินเทียม เริ่มจากนำเนื้อโฟมมาร่วมกันขึ้นรูปเอาลวดมามัดหรือใช้ไม้เสียบลูกชิ้นมาเป็นแก่นเพิ่ม ความแข็งแรง และนำปูนซีเมนมาพอกภายนอก เมื่อแห้งแล้วสามารถเติมสีและตกแต่งได้ตามต้องการ วิธีการนี้ช่วย ให้ได้วัสดุที่มีความแข็งแรง อีกทั้งลดปริมาณการใช้ หิน ปูน ทราย ไปได้ ๕0% 5. ข้อสังเกตจากการดูงาน ขนาดเตาฯ เผาพลาสติก สามารถปรับขนาดตามความต้องการได้ แต่ขนาดที่เหมาะกับชุมชน ไม่ต้องใหญ่ มากเพื่อไม่ต้องขนย้ายพลาสติกมาจำนวนมาก ควรทำที่ขนาดวันละ 200 - ๒๔o สิตร ถ้าหากต้องการใหญ่กว่านี้


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๕ สามารถทำได้ แต่ถ้าหากทำเล็กกว่านี้จะไม่คุ้มทุน จึงสนับสนุนให้ทำในรูปแบบวิสาหกิจชุมชน เพื่อเป็นการ แลกเปลี่ยนกันในกลุ่ม ราคาน้ำมันถือว่าเป็นสิ่งที่ผันผวน แต่จุดสำคัญคือต้องทำให้ชุมขนเข้มแข็งและสร้างอำนาจ การต่อรองเพื่อ กำหนดราคาและผลิตน้ำมันเองได้ เนื่องจากรูปแบบการผลิตแบบนี้หากเทียบกับการกลั่นน้ำมันของบริษัทใหญ่ ต้นทุนการผลิตจะสูงกว่ามาก


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๖ สรุปสาระสำคัญรายวิชา สถานที่ศึกษาดูงาน ศูนย์งอกงาม ตำบลโคกลำพาน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ศึกษาดูงานหัวข้อ “การดำเนินงานตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อส่งเสริมอาชีพอย่างยั่งยืน” ผู้บรรยาย อาจารย์นิมิตร์ เทียมมงคล การท่องเที่ยวเชิงเกษตร ศูนย์งอกงาม ตั้งอยู่บ้านเลขที่ 98 หมู่ที่ 3 ตำบลโคกลำพาน อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี โดย อาจารย์ นายนิมิตร์ เทียมมงคล เกษตรกรและปราชญ์ชาวบ้านดีเด่น เจ้าของสิทธิบัตรทางปัญญาถั่วงอก รักชาติ ถั่วงอกคอนโดชนิดตัดรากไร้สารพิษ ศูนย์งอกงามเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และเป็นวิสาหกิจชุมชน อีกทั้งยังมีการจัดฝึกอบรม และเรียนรู้การเพาะถั่วงอก โดยใช้เครื่องหมายการค้าว่า “รักชาติ” ปราชญ์ชาวบ้าน ส า ข า อิ น ท รี ย์ เก ษ ต ร ก ร ผู้ ผ ลิ ต ได้ รั บ ม า ต ร ฐ า น Q Premium Grade จ า ก ก ร ม วิ ช า ก า ร เก ษ ต ร จุดเริ่มต้นเกษตรอินทรีย์จากเหตุบันดาลใจที่คุณพ่อคุณแม่เริ่มรับประทานอาหารมังสวิรัติมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๒๐ (ได้เป็นครอบครัวดีเด่น ระดับประเทศ) โดยการดำรงชีวิตไม่มีโรคภัยไข้เจ็บ แข็งแรง และมีแนวคิดจาก การเริ่มต้นจากตัวเองก่อนจึงเริ่มจากร่างกายมุ่งเน้นจิตใจให้อยู่กับธรรมชาติ เริ่มจากภูมิความรู้ในสถาบันครอบครัว โดยใช้ประสบการณ์จริง ผลิตวัตถุดิบในการประกอบอาหารเพื่อการบริโภคในครอบครัว ต่อมาเพิ่มกำลังการผลิตที่ เหลือจุนเจือสังคม (ศูนย์งอกงาม ตำบลโคกลำพาน) สร้างเครือข่ายมุ่งเน้นสุขภาพ (เกิดกลุ่มรู้เกษตรอินทรีย์ตำบล โคกลำพาน) พัฒนาเป็นการผลิตเป็นวัตถุดิบในการประกอบอาหารเพื่อการบริโภคที่มีประโยชน์ต่อร่างกายอย่าง แท้จริง โดยเริ่มเปิดขายอาหารมังสวิรัติโดยใช้ชื่อว่าสวนอาหารโพธิสัตว์ (บิ๊กเซียน) และพัฒนาเป็น “ศูนย์งอกงาม” และได้จดทะเบียนสิทธิบัตรเป็นทรัพย์สินทางปัญญาของคนไทยเรียบร้อยแล้ว เหตุผลหลักของการจดสิทธิบัตรเพื่อ ป้องกันคนต่างชาติขโมยความรู้และภูมิปัญญาของคนไทยไป ปัจจุบันคนในหมู่บ้านที่สนใจจะเรียนรู้วิธีการทำ การเกษตรแบบอินทรีย์ได้มีการรวมตัวกันตั้งเป็น "กลุ่มเรียนรู้เกษตรอินทรีย์ ตำบลโคกลำพาน" มีสมาชิกจำนวน 60 คน ถั่วงอกตัดรากแบบอินทรีย์ของคุณนิมิตร์มีส่งขายให้ห้างสรรพสินค้าในเครือเดอะมอลล์ กรุ๊ป, เลมอน ฟาร์ม, ร้านศูนย์ศิลปาชีพเกาะเกิด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา, ร้านโกลเด้นเพลส และท็อปส์ ซุปเปอร์มาร์เก็ต วิธีการเตรียมอุปกรณ์และการเพาะถั่วงอก ๑. เมล็ดถั่วเขียวที่มีคุณภาพสำหรับเพาะถั่วงอกนั้น นอกจากจะเป็นเมล็ดจากถั่วเขียวสายพันธุ์ดีเพื่อ ให้มั่นใจว่างอกจริงๆ ต้องใช้วิธีการขบเมล็ดพันธุ์ถ้าใช้ฟันขบเมล็ดแล้วเหนียวยุบไม่แตกแสดงว่าอัตราการงอกไม่ดีให้ นำเมล็ดไปตากหรือผึ่งลมให้แห้งดีก่อน แต่ถ้าใช้ฟันขบแล้วเมล็ดแตก เป็นซีกหรือแตกละเอียดสามารถนำมาเพาะ ถั่วงอกได้เลย ๒. อุปกรณ์สำหรับการเพาะถั่วงอก ต้องมีตะแกรงรองภาชนะเพาะ เพื่อไม่ให้รากถั่วงอกติดพื้นภาชนะเพาะ ตะแกรงต้องมีขนาดใหญ่เท่าภาชนะเพาะ สูงเล็กน้อยช่วยให้การระบายน้ำดียิ่งขึ้นและต้องมีตะแกรงเกล็ดปลา


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๗ ตะแกรงพลาสติกที่มีมีรูละเอียด ขนาดของรู้ต้องเล็กกว่าเมล็ดถั่วเขียว เมื่อถั่วงอกรากจะแทงทะลุตะแกรงเกล็ดปลา ช่วยให้ลำตันถั่วงอกตั้งตรงและช่วยให้การตัดถั่วงอกสะดวกมากยิ่งขึ้น ๓. กระสอบป่านที่ตัดเป็นวงกลมขนาดเท่าภาชนะเพาะ เพื่อช่วยอุ้มน้ำให้มีความชุ่มชื้นมากพอต่อการ เจริญเติบโตของถั่วงอก ๔. การเพาะถั่วงอกจะเริ่มต้นทำในตอนเข้าของวันใหม่ หลังจากแช่เมล็ดถั่วเขียวไว้ประมาณ ๗-๘ ชั่วโมง เพื่อการกระตุ้นให้เมล็ดถั่วเขียวเตรียมงอก โดยเทน้ำที่แช่ถั่วเขียวเตรียมไว้ออกให้หมด จากนั้นก็ล้างเมล็ดถั่วเขียว สองครั้ง ๕. ขั้นตอนการปลูกเริ่มจากนำตะแกรงรองก้นภาชนะเพาะก่อน โดยอาจจะเป็นท่อซีเมนต์หรือตะแกรงผ้าก็ ใช้ได้ที่สำคัญต้องระบายน้ำได้ดี จากนั้นก็ใช้กระสอบป่านที่จัดเตรียมไว้ปูทับตะแกรง แล้วจึงรองตะแกรงเกล็ดปลา บนกระสอบป่านก่อนจะโรยเมล็ดถั่วเขียวที่เตรียมไว้ให้ทั่วทั้งตะแกรงเกล็ดปลาแล้วปูกระสอบป่านทับเมล็ดถั่วเขียวก็ จะได้ชั้นที่ ๑ จากนั้นก็ทำชั้น ๒-๔ แล้วก็ปูกระสอบป่านทับรดน้ำตามให้ชุ่ม ๖. การดูแลรดน้ำให้สม่ำเสมอวันละ ๓ ครั้ง เมล็ดถั่วเขียวก็เจริญเติบโตเป็นถั่วงอกเพียงสามวันเมื่อสามวัน ผ่านไปเมล็ดถั่วเขียวก็มีรากเล็กๆ จากการแช่น้ำไว้ค้างคืนก็จะได้ถั่วเขียวต้นขาวสวยให้หยิบแผ่นกระสอบป่านที่มี ถั่วงอกอัดแน่นลงเขย่าในน้ำ เพื่อให้เปลือกถั่วงอกหลุดออกจากต้น จากนั้นก็ใช้มีดคมตัดถั่วงอกเสมอตะแกรง เกล็ดปลาก็จะได้ถั่วงอกไร้ราก


นักวิชาการสาธารณสุข รุ่นที่ ๑๓ ๒๔๘ สรุปสาระสำคัญรายวิชา สถานที่ศึกษาดูงาน เทศบาลเมืองเขาสามยอด อำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ศึกษาดูงานหัวข้อ “การป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคพิษสุนัขบ้าและการจัดสวัสดิการภาพสัตว์ (โครงการพาหมอไปหาหมา)” ผู้บรรยาย นายศราวุธ มณีวงศ์ ที่ตั้งของเทศบาลเมืองเขาสามยอด สำนักงานใหญ่เทศบาลเมืองเขาสามยอด อยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอเมืองลพบุรี จังหวัดลพบุรี ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ประมาณ ๑.๕ กิโลเมตร ตั้งอยู่เลขที่ ๒๕9/๔-๖ หมู่ที่ ๑ ถนนนเรศวร ตำบลเขาสาม ย อ ด อ ำ เภ อ เมื อ งล พ บุ รี จั งห วั ด ล พ บุ รี ป ร ะ ก อ บ ด้ ว ย ส ำนั ก ป ลั ด ก อ งค ลั ง ก อ งก า ร ศึ ก ษ า กองวิชาการและแผนงาน กองช่าง และกองประปา อาณาเขต ทิศเหนือ ติดต่อเขตกองบิน ๒ กองพลบินที่ 1 กองบัญชาการยุทธทางอากาศฐานบินโคกกะเทียมตำบลเขา พระงาม ทิศใต้ติดกับถนนพหลโยธิน ตั้งแต่วงเวียนเทพสตรี (ที่ตั้งพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนารายณ์ มหาราช) จนถึงทางแยก นิคมสร้างตนเอง ตำบลท่าศาลา ทิศตะวันออก ติดกับถนนสายยุทธศาสตร์ สายลพบุรี-พัฒนานิคม ตั้งแต่สามแยกนิคมสร้างตนเอง จนถึงสนามทดลองอาวุธ ศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธกองทัพบกบ้านท่ามะเดื่อ ตำบลนิคมสร้างตนเอง ทิศตะวันตก ติดกับถนนพหลโยธิน ตั้งแต่วงเวียนเทพสตรี กิโลเมตรที่ ๑๕๕ จนถึงเขตกองบิน ๒ กองพลบิน ที่ 1 กองบัญชาการยุทธทางอากาศ กิโลเมตรที่ ๑๖๒ เขตติดต่อกับตำบลท่าแค ตำบลถนนใหญ่ ตำบลทะเลชุบศร และศาลากลางจังหวัดลพบุรีโดยมีถนนพหลโยธินเป็นเส้นแบ่งเขต - แบ่งการปกครองภายใน มี 34 ชุมชน - อาชีพของประชาชน ส่วนใหญ่ คือ รับราชการ รองลงมา คือ เกษตรกรรม - รายได้ต่อหัวประชากร 39,700 บาท ต่อปี สถานศึกษา - โรงเรียนเอกชน 3 แห่ง - โรงเรียนสังกัดคณะกรรมการการศึกษาชั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 4 แห่ง - เรียนสังกัดเทศบาลเมืองเขาสามยอด 1 แห่ง คือ โรงเรียนเทศบาลเมืองเขาสามยอด - ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 6 แห่ง (โดย 3 แห่ง ใน 6 แห่ง เทศบาลเมืองเขาสามยอด ได้รับมอบจากหน่วยทหาร 3 แห่ง) ประวัติเทศบาลเมืองเขาสามยอด


Click to View FlipBook Version