การประชมุ
คณะอนุกรรมการอํานวยการกล่ันกรอง
คร้งั ที่ ๑/๒๕๖๓
วนั ศุกรท ี่ ๑๙ มิถนุ ายน ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๓๐-๑๖.๓๐ น.
ณ หอ งประชมุ ๑ ศนู ยวฒั นธรรมแหง ประเทศไทย
กลุม บรหิ ารจดั การมรดกภูมิปญ ญาทางวัฒนธรรม
กองมรดกภมู ิปญญาทางวัฒนธรรม
โทร ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๑๓ ตอ ๔๒๐๑
โทรสาร ๐ ๒๒๔๗ ๐๐๖๐
Email : [email protected]
ระเบียบวาระการประชุมคณะอนุกรรมการอำนวยการกลัน่ กรอง
ในวันศกุ ร์ที่ ๑๙ มิถนุ ายน ๒๕๖๓ เวลา ๐๙.๓๐-๑๖.๓๐ น.
ณ ห้องประชุมห้องประชุม ๑ ศูนยว์ ัฒนธรรมแหง่ ประเทศไทย..
....................................................
ระเบียบวาระท่ี ๑ เรื่องที่ประธานหรือเลขานุการแจง้ ใหท้ ปี่ ระชุมทราบ
คำสั่งคณะกรรมการส่งเสรมิ และรักษามรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ที่ ๔/๒๕๖๒ เรอื่ ง
เพ่ิมเติมและแกไ้ ขคำส่ังแตง่ ตง้ั คณะอนุกรรมการกลน่ั กรอง
ระเบียบวาระท่ี ๒ เร่ืองเสนอเพื่อทราบ
๒.๑ การดำเนนิ การข้ึนบัญชีมรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมของชาติ ตง้ั แต่ ปี พ.ศ.
๒๕๕๒ – ๒๕๖๒
๒.๒ มรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรมทไ่ี ดร้ บั การประกาศข้นึ บญั ชี ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒
๒.๓ รายงานผลการรวบรวมและจัดเกบ็ รายการมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม ระหว่างปี
พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๖๒
ระเบียบวาระที่ ๓ เรือ่ งเสนอเพ่ือพจิ ารณา
พิจารณาให้ความเห็นชอบในการเสนอรายการเบือ้ งตน้ มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
เพ่ือประกอบการพจิ ารณาขนึ้ บัญชมี รดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม ประจำปีพทุ ธศักราช
๒๕๖๓
ระเบียบวาระท่ี ๔ เร่ืองอน่ื ๆ (ถา้ มี)
หนา้ ๒
ระเบียบวาระท่ี ๑
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรอ่ื งทป่ี ระธานหรือเลขานกุ ารแจ้งใหท้ ่ีประชุมทราบ
หนา้ ๓
วาระท่ี ๑ เรื่องท่ปี ระธานหรือเลขานกุ ารแจง้ ใหท้ ่ีประชุมทราบ
คำสง่ั คณะกรรมการสง่ เสรมิ และรักษามรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ที่ ๔/๒๕๖๒ เรอ่ื ง เพ่ิมเตมิ และ
แกไ้ ขคำสง่ั แตง่ ตง้ั คณะอนกุ รรมการกล่ันกรอง
จึงเรยี นมาเพื่อโปรดทราบ
มติทีป่ ระชมุ
.............................................................................................. ............................................................................................
..........................................................................................................................................................................................
หน้า ๔
ระเบยี บวาระท่ี ๒
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรื่องเสนอเพอ่ื ทราบ
หน้า ๕
วาระท่ี ๒ เรอ่ื งเสนอเพอ่ื ทราบ
๒.๑ การดำเนนิ การขึ้นบัญชีมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ต้ังแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๖๒
กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ดำเนินการขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ตั้งแต่ ปี พ.ศ.
๒๕๕๒ โดยในปัจจุบันมีรายการที่ได้รับการประกาศขึ้นทะเบียนแล้ว จำนวน ๓๕๔ รายการ จาก ๗ ลักษณะ
ประกอบด้วย วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา จำนวน ๓๔ รายการ ศิลปะการแสดง จำนวน ๓๖ รายการ แนวปฏิบัติ
ทางสังคม พิธีกรรมและเทศกาล จำนวน ๑๒ รายการ ความรู้และการปฏิบัติเกี่ยวกับธรรมชาติและจักรวาล จำนวน
๑๖ รายการ งานช่างฝีมือดั้งเดิม จำนวน ๓๒ รายการ การเล่นพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านและศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัว
จำนวน ๑๔ รายการ รายละเอยี ดปรากฏตามตาราง ดังแนบ
ลกั ษณะ วรรณกรรม ศลิ ปะ แนวปฏิบัติ ความรู้และ งานชา่ งฝีมือ การเล่น รวม
/ปี พ้นื บ้านและ การแสดง ทางสงั คม การปฏบิ ัติ ดัง้ เดมิ พืน้ บ้าน กฬี า
พิธกี รรม เกย่ี วกับ พ้ืนบา้ น และ 25
๒๕๕๒ ภาษา 12 ประเพณี ธรรมชาติ 13 ศลิ ปะการ 25
๒๕๕๓ 6 และงาน และจักรวาล 3 ตอ่ สู้ป้องกนั 30
๒๕๕๔ 15 5 เทศกาล 5 70
๒๕๕๕ 5 13 - 11 ตวั 68
๒๕๕๖ 20 15 - - 10 - 68
๒๕๕๗ 18 10 5 10 1 32
๒๕๕๘ 20 6 5 11 5 5 -
๒๕๕๙ 7 - 7 9 - 8 -
๒๕๖๐ - - 10 10 - 6 18
๒๕๖๑ - 3 8 5 3 10 18
๒๕๖๒ 1 5 5 - 4 354
รวม 2 75 - - 64 4
88 - 2 -
5 3 -
3 45 3
43 2
39
จึงเรยี นมาเพื่อโปรดทราบ
มตทิ ป่ี ระชมุ
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
หน้า ๖
๒.๒ มรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมทีไ่ ดร้ บั การประกาศขน้ึ บญั ชี ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๒
เม่ือวนั ท่ี ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๑ คณะกรรมการสง่ เสริมและรกั ษามรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรมไดม้ ีมติ
เหน็ ชอบใหข้ ้ึนบญั ชมี รดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม จำนวน ๑๘ รายการ รายละเอียดดังเอกสารท้ายวาระ
หนา้ ๗
จึงเรยี นมาเพื่อโปรดทราบ
มตทิ ี่ประชุม
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
๒.๓ รายงานผลการรวบรวมและจัดเกบ็ รายการมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม ระหว่างปี
พ.ศ. ๒๕๕๒ – ๒๕๖๒
กรมส่งเสริมวัฒนธรรมได้ประสานกับสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเพื่อทราบผลการดำเนินงานของ
คณะกรรมการส่งเสริมและรักษามรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประจำจังหวัดและกรุงเทพมหานคร ที่ดำเนินการ
รวบรวมและจัดเก็บข้อมูลรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่ได้รับการขึน้ บัญชีไว้แล้ว ได้ข้อมูลรายละเอียดจาก
สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดจำนวน ๕๕ รายการ และในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๒ สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดได้
เสนอรายการเบื้องต้น เพื่อขอรับการพิจารณาขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมในปี พ.ศ. ๒๕๖๓ จำนวน ๘๐
รายการ และผา่ นการพิจารณา จำนวน ๒๗ รายการ รายละเอียดปรากฏตามตาราง ดงั แนบ
หน้า ๘
มรดกภูมปิ ญั ญาทาง ขอรับการพิจารณาขึน้ บัญชี
ที่ ลกั ษณะมรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม วฒั นธรรมทไ่ี ดร้ ับการข้ึน มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
บัญชี
จงั หวดั เสนอ ผ่านการพิจารณา
(พ.ศ. ๒๕๕๒ - ๒๕๖๒)
๑ วรรณกรรมพื้นบ้านและภาษา ๗ ๑๐ ๖
๙๖
๒ ศลิ ปะการแสดง ๑๘
๑๙ ๑
๓ แนวปฏบิ ัติทางสังคม พธิ กี รรม ๘
ประเพณี และงานเทศกาล
๔ ความรู้และการปฏิบัตเิ กย่ี วกับ ๔ ๑๑ ๓
ธรรมชาตแิ ละจกั รวาล
๕ งานชา่ งฝีมอื ดัง้ เดมิ ๑๖ ๒๕ ๘
๖ การเลน่ พนื้ บ้าน กฬี าพนื้ บา้ น และ ๒ ๖๓
ศิลปะการต่อสู้ป้องกนั ตวั ๕๕ ๘๐ ๒๗
รวมทั้งสิน้
จึงเรยี นมาเพ่ือโปรดทราบ
มติทปี่ ระชมุ
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
หน้า ๙
ระเบยี บวาระที่ ๓
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรอ่ื งเสนอเพอื่ พิจารณา
หน้า ๑๐
วาระท่ี ๓ เร่อื งเสนอเพ่อื พจิ ารณา
พิจารณาใหค้ วามเหน็ ชอบในการเสนอรายการเบื้องตน้ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม เพอ่ื
ประกอบการพจิ ารณาขน้ึ บัญชมี รดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ประจำปพี ุทธศกั ราช ๒๕๖๓
ตามที่ฝ่ายเลขานุการฯ ได้จัดการประชุมคณะอนุกรรมการกลั่นกรอง รวม ๖ คณะ ระหว่างวันที่ ๑๘
ธันวาคม ๒๕๖๒ - ๒๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓ โดยมีรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จะเสนอขึ้นบัญชีมรดกภูมิ
ปญั ญาทางวัฒนธรรม ในปี พ.ศ.๒๕๖๓ จำนวน ๒๗ รายการ
เพื่อให้การประกาศขึ้นบญั ชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๓ สำเร็จ
ตามวัตถุประสงค์ ฝ่ายเลขานุการจึงขอนำเรียนคณะอนุกรรมการอำนวยการกลั่นกรอง พิจารณาให้ความเห็นทาง
ว ิ ช า ก า ร เ พ ื ่ อ จ ะ ไ ด ้ น ำ ร า ย ก า ร ท ี ่ ผ ่ า น ก า ร พ ิ จ า ร ณ า เ ส น อ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร ส ่ ง เ ส ริ ม ร ั ก ษ า ม ร ด ก
ภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมประกาศขึ้นบัญชีมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของชาติ ประจำปีพุทธศักราช ๒๕๖๓
รายละเอยี ดปรากฏดังตารางแนบท้ายวาระ
จึงเรยี นมาเพ่ือโปรดพจิ ารณา
มติท่ีประชุม
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
...............................................................................................................................................................................
หน้า ๑๑
แยกตามลกั ษณะ ๖ ดา้ น จำนวน ๒๗ รายการ
ท่ี รายการ จงั หวดั รายการประเภท หนา้ ท่ี
ดา้ นวรรณกรรมพื้นบา้ นและภาษา 15
17
1 ตำนานเมอื งฟา้ แดดสงยาง กาฬสนิ ธุ์ ตัวแทน 19
เรง่ ดว่ น 21
2 โจก๊ ปริศนา ชลบรุ ี ตวั แทน 23
ตวั แทน 26
3 ตำนานขอนมาด เพชรบูรณ์ ตวั แทน
ตวั แทน 29
4 ตำนานหลวงพอ่ พระใส หนองคาย 31
เรง่ ดว่ น 35
5 ตำนานนางผมหอม ถำ้ ชา้ งเอราวณั หนองบวั ลำภู ตัวแทน 37
ตัวแทน 39
6 ตำนานยักษ์คุ อำนาจเจรญิ เรง่ ด่วน 41
ตัวแทน
ด้านศิลปะการแสดง เร่งด่วน 44
๗ เทง่ ตุก๊ จันทบรุ ี ตวั แทน 47
49
๘ เอง็ กอ นครสวรรค์ , ชลบรุ ี ตัวแทน 51
ตวั แทน
๙ เพลงแหน่ าค พิจติ ร เร่งด่วน 54
56
๑๐ ดาระ สตูล ตวั แทน 58
เรง่ ดว่ น 60
๑๑ เพลงลูกทุ่ง สุพรรณบุรี ตัวแทน 62
เรง่ ดว่ น 64
๑๒ กลองกงิ่ ชัยภูมิ ,อดุ รธานี อำนาจเจรญิ เร่งด่วน 66
ตวั แทน 68
ด้านแนวปฏิบัตทิ างสังคม พธิ กี รรม ประเพณแี ละเทศกาล ตวั แทน 70
ตัวแทน
1๓ แหน่ ก ปัตตานี ตัวแทน 73
75
ด้านความรู้เกี่ยวกบั ธรรมชาติและจักรวาล ตัวแทน 77
ตัวแทน
1๔ เกลือภูเขา น่าน ตวั แทน หนา้ ๑๒
เร่งดว่ น
๑๕ น้ำผกั สะทอน เลย
๑๖ เกลอื สมทุ ร สมทุ รสาคร , สมทุ รสงคราม
ดา้ นงานช่างฝีมอื ดั้งเดมิ
๑๗ ช่างทำแคน ชยั ภมู ิ
๑๘ ผา้ มุกนครพนม นครพนม
๑๙ ผา้ ไหมหางกระรอกโคราช นครราชสมี า
๒๐ ว่าววงเดือน นราธิวาส
๒๑ วา่ วควาย สตูล
๒๒ ผ้าซน่ิ ตนี แดงบรุ ีรัมย์ บุรรี ัมย์
๒๓ เมรุลอยอยุธยา พระนครศรอี ยธุ ยา
เมรุลอยเมอื งเพชร เพชรบรุ ี
๒๔ ผ้าโฮล สุรนิ ทร์
ด้านการเล่นพ้นื บา้ น กฬี าพืน้ บ้าน และศิลปะการต่อสู้ป้องกนั ตัว
๒๕ การเลน่ โหวด นครนายก
๒๖ เรือบก พษิ ณโุ ลก
๒๗ การเสง็ กลองจง่ิ มุกดาหาร
การเส็งกลองกง่ิ อำนาจเจริญ
แยกตามประเภท รายการทีเ่ สย่ี งต่อการสูญหาย (เร่งด่วน) และ รายการตัวแทน
ที่ รายการ จังหวดั ลกั ษณะแตล่ ะด้าน รายการประเภท
รายการท่เี สยี่ งต่อการสญู หาย (เรง่ ด่วน) จำนวน ๘ รายการ
๑ โจ๊กปรศิ นา ชลบรุ ี ดา้ นวรรณกรรมพนื้ บา้ นและภาษา เรง่ ดว่ น
ด้านศิลปะการแสดง เรง่ ด่วน
๒ เทง่ ตุก๊ จันทบุรี ดา้ นศลิ ปะการแสดง เร่งด่วน
ด้านศลิ ปะการแสดง เรง่ ด่วน
๓ ดาระ สตลู เรง่ ดว่ น
ดา้ นความรูเ้ ก่ียวกบั ธรรมชาติและจกั รวาล เร่งดว่ น
๔ กลองกิง่ ชัยภูมิ อดุ รธานี อำนาจเจรญิ เรง่ ด่วน
ด้านงานช่างฝีมือดั้งเดิม เรง่ ดว่ น
๕ เกลือสมทุ ร สมุทรสาคร , สมุทรสงคราม ด้านงานชา่ งฝมี ือดง้ั เดมิ
ดา้ นงานช่างฝมี อื ด้งั เดิม ตัวแทน
๖ ผ้ามกุ นครพนม นครพนม ตัวแทน
ดา้ นวรรณกรรมพน้ื บา้ นและภาษา ตวั แทน
๗ วา่ ววงเดอื น นราธวิ าส ดา้ นวรรณกรรมพน้ื บา้ นและภาษา ตวั แทน
ดา้ นวรรณกรรมพน้ื บา้ นและภาษา ตวั แทน
๘ วา่ วควาย สตลู ด้านวรรณกรรมพนื้ บา้ นและภาษา ตวั แทน
ดา้ นวรรณกรรมพนื้ บ้านและภาษา ตวั แทน
รายการตวั แทน จำนวน ๑๙ รายการ ตัวแทน
ด้านศลิ ปะการแสดง ตัวแทน
๑ ตำนานเมอื งฟ้าแดดสงยาง กาฬสินธ์ุ ดา้ นศิลปะการแสดง
ด้านศลิ ปะการแสดง ตัวแทน
๒ ตำนานขอนมาด เพชรบรู ณ์ ตวั แทน
ดา้ นแนวปฏิบัติทางสังคม พธิ กี รรม ตวั แทน
๓ ตำนานหลวงพ่อพระใส หนองคาย ประเพณแี ละเทศกาล ตวั แทน
ตวั แทน
๔ ตำนานนางผมหอม ถ้ำช้างเอราวัณ หนองบวั ลำภู ด้านความรู้เกี่ยวกับธรรมชาตแิ ละจกั รวาล ตัวแทน
ตวั แทน
๕ ตำนานยักษ์คุ อำนาจเจริญ ดา้ นความรเู้ ก่ียวกับธรรมชาตแิ ละจกั รวาล ตัวแทน
ตวั แทน
๖ เอ็งกอ นครสวรรค์ , ชลบรุ ี ด้านงานช่างฝีมือดง้ั เดมิ
ดา้ นงานช่างฝีมือดั้งเดิม ตวั แทน
๗ เพลงแห่นาค พิจิตร ด้านงานชา่ งฝีมอื ด้ังเดิม
ด้านงานช่างฝีมือดั้งเดมิ ตัวแทน
๘ เพลงลกู ท่งุ สุพรรณบรุ ี ด้านงานช่างฝีมอื ดั้งเดมิ
ดา้ นงานช่างฝีมือดง้ั เดิม
๙ แห่นก ปัตตานี
ดา้ นการเลน่ พน้ื บ้าน กฬี าพน้ื บา้ น และ
๑๐ เกลอื ภเู ขา นา่ น ศลิ ปะการตอ่ สูป้ อ้ งกันตัว
๑๑ น้ำผกั สะทอน เลย
๑๒ ช่างทำแคน ชัยภมู ิ ดา้ นการเลน่ พืน้ บา้ น กฬี าพน้ื บา้ น และ
๑๓ ผ้าไหมหางกระรอกโคราช นครราชสมี า ศลิ ปะการตอ่ สูป้ อ้ งกันตวั
๑๔ ผา้ ซ่นิ ตนี แดงบุรรี มั ย์ บุรีรมั ย์
๑๕ เมรุลอยอยุธยา พระนครศรีอยุธยา ดา้ นการเลน่ พ้นื บา้ น กฬี าพื้นบา้ น และ
เพชรบรุ ี ศิลปะการตอ่ สู้ป้องกนั ตวั
เมรุลอยเมืองเพชร สรุ ินทร์
๑๖ ผ้าโฮล นครนายก
๑๗ การเล่นโหวด
๑๘ เรอื บก พิษณุโลก
๑๙ การเส็งกลองจ่งิ มกุ ดาหาร
หนา้ ๑๓
๑. ดา้ นวรรณกรรมพนื้ บ้านและภาษา
รายการท่ี ๑ - ๖
หน้า ๑๔
๑. ตำนานเมืองฟา้ แดดสงยาง
1. ชอ่ื รายการ ตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง
2. ชือ่ เรียกในท้องถน่ิ -
3. ลกั ษณะของมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม วรรณกรรมพนื้ บา้ นและภาษา
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
5. จังหวดั ผู้เสนอขึน้ บญั ชี จงั หวัดกาฬสนิ ธ์ุ
6. พื้นทป่ี ฏิบตั ิ อำเภอกมลาไสย จังหวดั กาฬสินธ์ุ
7. สาระสำคัญของมรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
ตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นเรื่องเล่าที่เล่าสืบต่อกันมา เนื่องจากในท้องถิ่นมีโบราณสถานต่าง ๆ ชาวบ้าน
จึงสร้างตำนานเพื่อสร้างความเพลินเพลินสนุกสนานแก่ผู้ที่ฟังเรื่องเล่า ตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง เป็นการสั่งสอน
คณุ ธรรมแกค่ นที่ฟัง ในตำนานเล่าว่า เมอื งนี้สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษท่ี 12-16 ประมาณ 1,400 ปีลว่ งมาแล้ว มี
ชอ่ื เรียกหลายชอ่ื เช่น คนพ้ืนเมอื งเรยี ก ฟ้าแดดสงู ยาง ในบทวรรณกรรมท้องถนิ่ เรยี ก ฟา้ แดดสงยาง เรยี กตามชื่อบ้าน
เรียก บ้านเสมา ตามประวัติศาสตร์สมัยพระเจ้าฟ้างุ้ม แห่งกรุงศรีสัตนาคนหุต เรียกโนนผึ่งแดดหรือโพนผึ่งแดด เป็น
ตน้
เมืองฟ้าแดดในอดีตมีเมืองใหญ่แห่งหนึ่งชื่อว่า “นครศรีฟ้าแดด” ผู้ครองเมืองนามว่า “พญาฟ้าแดด” เป็น
เมืองที่มีความเจริญรุ่งเรืองปราสาทราชวังประดับด้วยแก้วมณีและทองคำ สว่างไสวประดุจเมืองฟ้าอุดมสมบูรณ์มาก
พญาฟ้าแดดได้ทำบุญแจกทานให้ประชาราษฎร์ได้อยู่เย็นเป็นสุขทุกถ้วนหนา้ มีนางสนมที่เป็นบริวารจำนวนหกพันคน
แต่ละคนมีความซื่อสัตย์ต่อพญาฟ้าแดด พวกคนพาลพระองค์ก็ปราบปรามจนไม่มีโจรผู้ร้าย พระองค์ปกครองราษฎร
ด้วยทศพิธราชธรรม ประชาชนจึงอยู่อย่างสุขสบาย เมืองต่าง ๆ ได้มาติดต่อค้าขายโดย การแต่งเรือสำเภาบรรทุก
สนิ คา้ ออกแลกเปล่ียนซื้อขาย เชน่ เมอื งเชยี งโสมก็ได้แต่งเรือสำเภาออกตระเวนขายสนิ ค้า ประชาชนหนุ่มสาวมีโอกาส
แลกซื้อสิ่งของพูดจาปราศรัยหยอกล้อกันตามประสาหนุ่มสาวระหว่างพ่อค้าเรือสำเภา กับหนุ่มสาวชาวบ้านอย่าง
สนุกสนาน
ตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง มีความเกี่ยวข้องกับพื้นที่ประมาณ 300-500 ไร่ แผนผังเมืองเป็นวงรี มีคันดิน
ล้อมรอบเป็นคูเมอื งชนั้ วัดโดยรอบ มคี วามยาว 2,000 เมตร กว้างประมาณ 1,350 เมตร ส่วนประตูเมืองไม่ทราบแน่
ชัดแต่สันนิษฐานว่าอยู่ตรงคูเมืองทั้ง 4 ทิศ ภายในบริเวณเมืองเก่ามีร่องรอยโบราณสถานอยู่หลายแห่ง และมีความ
เกยี่ วขอ้ งกับช่ือสถานทีต่ ่าง ๆ ในจังหวดั กาฬสินธุ์
8. การมสี ่วนร่วมของหนว่ ยงานอนื่
โรงเรยี นในจังหวดั กาฬสินธุ์ หนว่ ยงายภาครัฐระดับจงั หวดั อำเภอ ตำบล
หน้า ๑๕
ภาพประกอบตำนานเมืองฟ้าแดดสงยาง
เจดยี ฟ์ า้ หยาด เป็นโบราณสถานทพ่ี บในบรเิ วณเมืองโบราณฟ้าแดดสงยาง
ชาวบา้ นเรยี กวา่ ตามความเชือ่ ในตำนาน ”เจดยี ์ฟ้าหยาด“
เจดีย์พญาฟ้าหยาด เป็นโบราณสถานท่ีพบในบริเวณเมืองโบราณฟา้ แดดสงยาง เชอ่ื วา่ เป็นเจดยี ท์ ี่บรรจอุ ฐั ขิ องพญา
พระธาตุยาคู
หนา้ ๑๖
๒. โจ๊กปริศนา
1. ชือ่ รายการ โจก๊ ปริศนา
2. ช่ือเรียกในท้องถ่ิน การเล่นทายโจก๊
3. ลักษณะของมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรมพนื้ บา้ นและภาษา
4. ประเภท รายการมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมท่ีตอ้ งได้รบั การสง่ เสรมิ และรกั ษาอย่างเร่งด่วน
5. จังหวดั ผ้เู สนอขึ้นบัญชี จงั หวดั ชลบุรี
6. พื้นท่ปี ฏบิ ัติ เทศบาลเมืองพนสั นิคม ตำบลพนสั นิคม อำเภอพนสั นคิ มและพนื้ ทใี่ กล้เคียง อำเภอเมืองชลบรุ ี จังหวัด
ชลบุรี
7. สาระสำคัญของมรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม
จังหวัดชลบุรีมีการเล่นทายโจ๊กมาตั้งแต่ครั้งที่เรยี กกันว่า “ผะหมี” ตามภาษาจีนแต้จิ๋วที่ใช้ภาษาจีนเลน่ กันที่
ตลาดสำเพ็ง ถนนเยาวราช กรุงเทพมหานคร “ผะ” (拍) แปลว่า “ดี” ส่วน “หมี” (謎/谜) แปลว่า “ปริศนา”
ดังนั้นคำว่า “ผะหมี” จึงแปลว่า “การตีปริศนา” ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อครั้งเป็นสมเด็จ
พระบรมโอรสาธิราช ได้มีพระราชดำริให้ข้าราชการนำมาประยุกต์ให้เป็นภาษาไทยและคำประพันธ์ไทย เมื่อการเล่น
“ผะหม”ี ได้เผยแพร่มายังจังหวัดชลบุรี จงึ เรยี กกนั วา่ “การทายโจก๊ ” ซ่งึ เปน็ ทน่ี ิยมและมผี ู้ทเี่ ป็นนกั ทายและนายโจ๊กท่ี
มคี วามสามรถเลน่ ทายโจก๊ สบื ทอดต่อเนอ่ื งกนั มา โจก๊ ปรศิ นา นิยมแตง่ เปน็ แบบโคลงสีส่ ุภาพและกลอนสุภาพ ตวั อยา่ ง
ผู้หน่งึ พึงเคียงขา้ ง เมธี (พระรถ)
ผู้หนงึ่ หลงลาวศรี พี่น้อง (พระลอ)
ผหู้ นึง่ ปอ้ งนารี จากยกั ษ์ (พระราม)
ผู้หนง่ึ ชอื่ ดงั ก้อง ชื่อนอ้ งองค์ราม (พระลกั ษณ์)
ในช่วงหนึ่งการเล่นทายโจ๊กเหลือเพียงนักอนุรักษ์ ขาดผู้สืบทอดและพัฒนา การเล่นทายโจ๊กจึงเงียบหายไป
ตามวยั และสงั ขารของนายโจ๊กรุ่นเก่า การเลน่ ทายโจ๊กในจังหวัดชลบุรี แตเ่ ดิมเกิดข้นึ ท่ี “เมืองชล” คือ อำเภอเมอื งชล
ต่อมาได้มีการเผยแพร่มายังอำเภอใกลเ้ คียง เช่น อำเภอบ้านบึง อำเภอพานทอง อำเภอพนัสนิคม เป็นต้น ซึ่งการเล่น
ทายโจก๊ ได้รบั ความนยิ มมากทีส่ ดุ คือ อำเภอพนัสนิคมภายหลงั ได้มีการก่อตัง้ “ชมรมโจก๊ พนัสนิคม” ในปี พ.ศ. 2514
ทำให้เกิดการฟื้นฟู และการสร้างมาตรฐานของโจ๊กเมืองชลบุรี จาก 10 แบบ 14 อย่าง มาเป็น 11 แบบ 19 อย่าง
ในปจั จุบนั
8. การมสี ่วนรว่ มของหน่วยงานอนื่
โรงเรียนพนัสพิทยาคาร โรงเรียนวัดกาแพง โรงเรียนสาธิต “พิบูลบาเพ็ญ” หอสมุดแห่งชาติ จังหวัดชลบุรี
เทศบาลเมืองพนัสนิคม เทศบาลเมืองชลบุรี ชมรมโจ๊กปริศนาพนัสนิคม มหาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยพายัพ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยราชภัฎนครราชสีมา มหาวิทยาลัยราชภัฎอุดรธานี ศูนย์
วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย อนสุ าวรยี ส์ ุนทรภู่ และรายการโทรทัศน์ต่าง ๆ
หน้า ๑๗
ภาพประกอบโจ๊กปริศนา
ตวั อย่างแผน่ โจ๊กภาพ
ตัวอย่างแผน่ โจ๊ก (กลอน)
อุปกรณ์การเล่นทายโจก๊ ปริศนา
หน้า ๑๘
๓. ตำนานขอนมาด
1. ชื่อรายการ ตำนานขอนมาด
2. ชอ่ื เรียกในทอ้ งถ่ิน ตำนานขอนไมม้ าด
3. ลกั ษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรมพ้ืนบา้ นและภาษา
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
5. จังหวดั ผู้เสนอข้นึ บญั ชี จงั หวดั เพชรบูรณ์
6. พน้ื ทปี่ ฏิบัติ หม่บู า้ นวังบาล และหมูบ่ ้านนาทราย ตำบลวงั บาล อำเภอหลม่ เก่า จังหวัดเพชรบูรณ์
7. สาระสำคัญของมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม
ตำนานขอนไม้มาด เป็นตำนานเก่าแก่ของอำเภอหล่มเก่า ที่เล่าเรื่องการตัดไม้มาดที่บ้านวังบาล ๒ ต้น แล้ว
เกิดเหตุการณข์ ึน้ หลายอยา่ งที่มคี วามสมั พันธก์ ับสถานที่ต่าง ๆ มากมาย อาทิ ดอยสะเก็ด อำเภอหล่มเกา่ สักงอย สัก
หลง อำเภอหลม่ สัก และขอนไมม้ าดท่ีวัดวิเชียรบำรุง อำเภอวเิ ชียรบรุ ี จงั หวัดเพชรบูรณ์ โดยเปน็ เรอื่ งที่เล่าสืบทอดกัน
มาเป็นมุขปาถะ ผ่านบุคคลในชุมชนจากรุ่น สู่รุ่น มีอิทธิพลต่อวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของท้องถิ่น เกี่ยวข้องกับ
ประวัติศาสตร์ โบราณสถาน โบราณวัตถุโดยปรากฏหลักฐานเป็นศาลเจ้าพ่อตอมาตย์ที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นที่เคารพ
สกั การะทบ่ี า้ นวังบาล และอกี หลกั ฐานหนึ่งคือ ขอนไมม้ าดท่ีถูกโกลนเป็นเรือซ่งึ อยู่ท่วี ัดวเิ ชียรบำรุง ตำนาน (วดั ทา่ น้ำ)
ขอนไมม้ าดน้ี เช่ือมโยงกบั เหตกุ ารณป์ ระวัตศิ าสตร์ที่ถกู เล่าถงึ ในตำนานจนถึงปัจจุบัน
ตำนานเล่าว่า เจ้าพ่ออู่คำมาจากเวียงจันทร์ ได้มาพักอยู่บ้านขอนเดิด วันหนึ่งได้เจอต้นไม้มาดต้นสูงใหญ่ ท่ี
บา้ นวงั บาล จงึ สงั่ ให้เสนาอำมาตย์โค่นต้นไม้มาดนี้ แตก่ ไ็ มม่ ีใครโค่นได้ คนทโี่ นต้องมีอันเป็นไปทุกราย ต่อมาเจ้าพ่อขุน
จบได้อาสาทำพิธีเพื่อโค่นต้นไม้มาด จึงสามารถโค่นได้ ระหว่างท่ีฟันต้นไม้ สะเก็ดไม้กระเด็นไปกองรวมกันเป็นภูเขา
เรียกกันว่า ดอยสะเก็ด ในปัจจุบัน เมื่อได้ไม้มาดแล้วจึงนำไปต่อเรือ ระหว่างการเดินทางเป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำในแม่
น้ำป่าสักลดระดับ ล่องไปอย่างยากลำบาก ขอนไม้มาดไปติดค้างโดยปลายด้านหนึ่งทิ่มลงน้ำ อีกด้านหนึ่งโผล่พ้ นน้ำ
พาดตลิง่ ต่อมาบริเวณนนั้ ถกู เรียกวา่ “สักงอย” พอล่องนำ้ ไปอีกสกั พักก็จมหายไปอกี จงึ เรยี กบรเิ วณนน้ั ว่า “สักหลง”
ในขณะท่ลี อ่ งไปยังไม่ถึงจดุ หมาย ก็ได้ข่าววา่ พระมหากษัตริย์ไดเ้ ลือกจอนไม้จากลำน้ำน่านไปแล้ว ขอนมาดจึงผิดหวัง
เสียใจและจมลงที่วิเชียรบุรี จนมีชาวบ้านฝันว่ามีนางไม้บอกให้น้ำขึ้นจากน้ำ และปัจจุบันไม้มาดนี้ก็อยู่ที่วัดวิเชียรบุรี
ต่อมานางไมม้ าเข้าฝนั อกี ว่าอยากกลบั ลงไปอยู่ในน้ำเหมือนเดิม ชาวบ้าน (วัดทา่ นำ้ )จึงพากนั นำตอมาดลงไปแช่น้ำไว้ใน
สระเชน่ เดมิ แต่ไดข้ อนำก่ิงของรากตอมาดน้ันไว้บชู าภายในศาล ซ่งึ ปรากฏอยทู่ ่ีศาลเจ้าพอ่ ตอมาตย์จนถงึ ทุกวันน้ี
8. การมสี ่วนร่วมของหน่วยงานอ่นื
ไมม่ ี
หนา้ ๑๙
ภาพประกอบตำนานขอนมาด
ขอนไม้มาด ณ ศาลเจา้ พ่อตอมาตย์ บา้ นวังบาล อำเภอหล่มเก่า จงั หวดั เพชรบรู ณ์
บรเิ วณลาน ศาลเจา้ พ่อตอมาตย์ บา้ นวังบาล อำเภอหล่มเก่า จงั หวัดเพชรบรู ณ์
หน้า ๒๐
๔. ตำนานหลวงพอ่ พระใส
1. ช่อื รายการ ตำนานหลวงพ่อพระใส
2. ชื่อเรยี กในท้องถิน่
3. ลักษณะของมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรมพ้นื บ้านและภาษา
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม
5. จงั หวัดผูเ้ สนอข้นึ บญั ชี จงั หวัดหนองคาย
6. พ้ืนทปี่ ฏบิ ัติ อำเภอเมืองหนองคาย อำเภอโพนพิสัย จังหวดั หนองคาย
7. สาระสำคญั ของมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
ตำนานหลวงพ่อพระใส มีความเกี่ยวโยงกับประวัติศาสตร์ของชุมชนในพื้นที่สองฝั่งโขง คือ เมืองปากห้วยหลวง
(ปจั จุบนั คอื อำเภอโพนพสิ ัย) เมืองบา้ นไผ่ (อำเภอเมืองหนองคาย) เมืองปากงึม อาณาจักรลา้ นชา้ งเวียงจันท์ (สปป. ลาว) ที่
มกี ารกลา่ วถึง การอญั เชิญไปประดิษฐานยงั ท่ีตา่ ง ๆ เพ่อื ความเปน็ สริ ิมงคล
หลวงพ่อพระใส เป็นพระพุทธรูปหล่อในสมัยล้านช้าง ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระธิดา 3 องค์ ได้
หล่อพระพุทธรูปขึ้น 3 องค์ และตั้งชื่อพระพุทธรูปตามนามของตนเองไว้ว่า พระเสริม พระสุก และพระใส มีขนาด
ลดหลั่นกันตามลำดับ เดิมทีหลวงพ่อพระใสได้ประดิษฐาน ณ เมืองเวียงจันทน์ พ.ศ. 2321 สมัยกรุงธนบุรีไดอ้ ัญเชิญ
ไปไว้ท่ีเมืองเวียงคำ และถูกเชญิ มาประดิษฐานไวท้ ี่วดั โพนชยั เมืองเวียงจันทนอ์ ีก ต่อมาในรัชกาลท่ี ๓ เจา้ อนวุ งศ์ เมอื ง
เวียงจันทน์เป็นกบฏ สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาศักดิ์พลเสพย์ เป็นจอมทัพยกพลมาปราบ จึงได้อัญเชิญพระสุก พระ
เสริม และพระใส ลงมาด้วย โดยอัญเชิญมาจากภูเขาควายขึ้นประดิษฐานบนแพไม้ไผ่ จนถึงบ้านหนองกุ้ง อ.โพนพิสยั
จ.หนองคาย ไดเ้ กิดพายใุ หญ่ ทำให้พระสุกจมลงไปในนำ้ มาจนถึงปจั จบุ นั ยงั เหลือแต่พระเสรมิ พระใส ที่ได้นำข้นึ มาถึง
เมืองหนองคาย พระเสรมิ น้นั ได้ถูกอัญเชิญประดิษฐานไว้ ณ วดั โพธชิ์ ัย สว่ นพระใส ไดอ้ ัญเชญิ ประดิษฐานไว้ ณ วัดหอ
ก่อง (ปัจจุบันคือวัดประดิษฐ์ธรรมคุณ) ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 4 สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเกล้าฯ ให้
อัญเชิญพระเสริม จากวัดโพธิ์ชัย หนองคายไปกรุงเทพฯ และอัญเชิญพระใสจากวัดหอก่องขึ้นประดิษฐานบนเกวียน
จะอัญเชิญลงไปกรุงเทพฯ ด้วย แต่พอมาถึงวัดโพธิ์ชัย หลวงพ่อพระใสได้แสดงปาฏิหาริย์จนเกวียนหักจึงอัญเชิญไป
ไม่ได้ ได้แต่พระเสริม ไปประดิษฐาน ณ วัดปทุมวนาราม ส่วนหลวงพ่อพระใสได้อัญเชิญประดิษฐาน ณ วัดโพธิ์ชัย อ.
เมอื งหนองคาย จนถงึ ปัจจบุ ัน
ปัจจุบันมีการบันทึกตำนานหลวงพ่อพระใสเป็นลายลักษณ์อักษร ทั้งในสารานุกรมพระพุทธรูปสำคัญของประเทศ
ไทย ในหนงั สือวัฒนธรรมพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และภมู ิปัญญาจังหวัดหนองคาย หนังสือประวัติหลวงพ่อ
พระใส ที่ใช้แจกจ่ายให้กับพุทธศาสนิกชนที่มานมัสการหลวงพ่อพระใสที่วัดโพธิ์ชัย พระอารามหลวง เป็นสำนวนกลอนลำ
ของหมอกลอนลำ ที่มีรายละเอียดแตกต่างกันไป ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นภาคอภินิหารและปาฏิหาริย์ แต่เนื้อเรื่องหลักยังเป็น
โครงเรื่องเดียวกันทั้งหมด
พุทธศาสนิกชนในจังหวัดหนองคายล้วนเห็นความสำคัญของตำนานหลวงพ่อพระใส สามารถเล่าเรื่องตำนานได้
และสถานศึกษาในจังหวัดหนองคายได้บรรจุตำนานหลวงพ่อพระใสในรายวิชาที่เกี่ยวข้องกับประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และมี
การแสดงประกอบแสง สี เสียงเป็นประจำทุกปี ในระหว่างวันท่ี 5 – 11 มนี าคม
8. การมีสว่ นรว่ มของหนว่ ยงานอื่น
เทศบาลเมืองหนองคาย องค์การบริหารส่วนตำบลในพื้นที่ วัดโพธิ์ชัยพระอารามหลวง สถาบันการศึกษาใน
พ้นื ที่
หนา้ ๒๑
ภาพประกอบตำนานหลวงพ่อพระใส
แหห่ ลวงพอ่ พระใส ในเทศกาลสงกรานต์
ภาพจติ รกรรมฝาผนัง เล่าเร่ืองราวตำนานหลวงพ่อพระใส ภายในอุโบสถวดั โพธิ์ชยั พระอารามหลวง
หน้า ๒๒
๕. ตำนานนางผมหอม ถำ้ ช้างเอราวณั
1. ชื่อรายการ ตำนานนางผมหอม ถำ้ ชา้ งเอราวัณ
2. ชอื่ เรยี กในทอ้ งถน่ิ
3. ลกั ษณะของมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม วรรณกรรมพน้ื บา้ นและภาษา
4. ประเภท รายการตวั แทนมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
5. จังหวัดผเู้ สนอข้ึนบัญชี จงั หวัดหนองบวั ลำภู
6. พืน้ ท่ปี ฏบิ ตั ิ จงั หวัดหนองบัวลำภู
7. สาระสำคญั ของมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
ตำนานนางผมหอม ถ้ำช้างเอราวัณ เป็นเรื่องเล่ามุขปาถะที่บอกเล่าสืบต่อกันมาอย่างยาวนานจนกลายเป็น
ตำนานที่คนในท้องถิ่นมีความเชื่อและศรัทธาสืบต่อกันมา เป็นตำนานที่มีอยู่ทุกภาคในประเทศไทยและรู้จักกันเป็น
อย่างดใี นภาคอสี าน เปน็ เรอ่ื งราวเก่ียวกับพญาช้างและมนุษย์
ตำนานเล่าว่า เจ้าเมืองนครศรี มีลูกสาวชื่อนางสีดา วันหนึ่งได้ไปเที่ยวป่าเกิดพลัดหลง แล้วได้ดื่มน้ำที่รอย
เท้าชา้ ง กบั รอยเท้าววั เมอ่ื กลับมาถึงบ้าน นางได้ตัง้ ท้องคลอดลกู เป็นผูห้ ญิง ผมมกี ลน่ิ หอมนางจึงตง้ั ช่ือลูกวา่ “นางผม
หอม” และ “นางลุน” ตอนเด็กๆท้งั สองถูกเพื่อนล้อเสมอว่าเป็นลูกไม่มีพ่อ แมจ่ ึงเล่าเรอ่ื งราวทุกอย่างให้ฟัง วันรุ่งขึ้น
ได้ขอแม่ออกไปตามหาพ่อในป่ากับน้อง ทั้งสองไปเจอพญาช้าง พญาช้างจึงพิสูจน์ความจริงว่าใช่ลูกตัวเองหรือไม่ จึง
อธิษฐานวา่ ใครเป็นลกู ให้ปีนขึ้นมาบนหลังตนได้ ถา้ ไมใ่ ชก่ ็ปีนไม่ได้ นางผมหอมปนี ข้ึนได้ แตน่ างลุนปีนไม่ได้จึงถูกพญา
ช้างเหยียบตาย ต่อมานางผมหอมได้ไปอยู่ทป่ี ราสาทกับพญาชา้ ง วนั หนึง่ นางไดล้ งเล่นน้ำที่ลำธาร เม่ืออาบน้ำเสร็จจึง
เอาเส้นผมใส่ในผอบทองลอยน้ำไป ขุนไทยกษัตริยเ์ มอื งเบง็ จาน ไดไ้ ปอาบน้ำเจอผอบเปดิ ออกเหน็ เส้นผมมีกลิ่นหอม ก็
หลงรักเจา้ ของเส้นผมขึ้นมาทันที จึงนำผอบตามหาเจ้าของเสน้ ผม ในที่สุดได้เจอกับนางผมหอม ทั้งสองจึงตกลงไปอยู่
ด้วยกันที่ปราสาทจนกระทั่งมีลูกสองคนด้วยกัน โดยไม่บอกให้พญาช้างรู้ ทำให้พญา ช้างทราบทีหลังและตรอมใจตาย
นางผมหอมไดเ้ อากระดูกของพญาช้างมาทำเปน็ เรอื กลบั เมอื ง ระหว่างทางไดก้ บั เจอนางผีพราย นางผีพรายได้ผลักนาง
ผมหอมตกน้ำ แล้วแปลงเป็นนางผมหอมเข้าเมือง แต่นางผมหอมไม่ตายได้มาอาศัยอยู่กับลิง และลูกทั้งสองของตนมา
พบได้เล่าความจริงให้ลูกฟังทั้งหมดว่านางผมหอมที่อยู่กับพ่อนั้นไม่ใช่ตัวจริง ฝ่ายลูกชายจึงเล่าเรื่องราวให้ผู้เป็นพ่อ
ทราบและท้าววรจติ รจงึ ฆ่านางผพี รายตาย แล้วรับเอานางผมหอมเข้ามาอยดู่ ว้ ยกันทเ่ี มอื งอย่างมคี วามสุขตลอดมา
ถ้ำเอราวัณ ตัง้ อยู่บนภเู ขาหินแขง็ ชาวบา้ นเรียกวา่ ผาถ้ำช้าง เพราะถา้ มองจากท่ีไกล จะมลี กั ษณะเหมือนช้าง
หมอบ และเม่อื มองจากทางเข้า จะมีลกั ษณะเหมอื นหนา้ ผากชา้ ง ภเู ขามหี ินสีขาวอยหู่ นา้ ผาเหมือนภาพผ้หู ญิงกำลังยืน
อยู่ เรียกวา่ ผานาง ปรากฏหลกั ฐานอ่ืนมากมาย ณ ถ้ำเอราวณั จงั หวัดหนองบวั ลำภู เช่น พบหนิ งอกหนิ ย้อยข้างในถ้ำ
ทม่ี รี ปู ลกั ษณะต่าง ๆ โดยคนในทอ้ งถิ่นเชือ่ วา่ เปน็ พญาชา้ งในตำนาน จงั หวัดหนองบวั ลำภู มีเทือกเขาตดิ ตอ่ กับจังหวัด
เลย จึงทำใหเ้ กิดมีตำนานความเชอ่ื เรื่องพญาชา้ งนางผมหอมในแตล่ ะท้องถิ่นซึง่ มีความแตกต่างกันไปโดยสอดคล้องกับ
สภาพแวดลอ้ ม ลักษณะภูมปิ ระเทศ และระบบนเิ วศน์ของแต่ละพนื้ ที่
จากตำนานเรื่องเล่า กลายเป็นความเชื่อ พิธีกรรม ที่คนในชุมชนนับถือและสืบทอดต่อกันมาจนกลายเป็น
ประเพณีประจำจังหวัด คือ พิธีกรรมบวงสรวงพญาช้างนางผมหอม จ.หนองบัวลำภู โดยจัดขึ้นในวันที่ ๑๐ เมษายน ของ
ทุกปี
8. การมีส่วนรว่ มของหนว่ ยงานอืน่
สถาบนั การศกึ ษา วัด เทศบาล หนว่ ยงานราชการในจงั หวัด
หนา้ ๒๓
ภาพประกอบตำนานนางผมหอม ถำ้ ช้างเอราวณั
หอ้ งนางผมหอม
เช่อื วา่ เปน็ หอ้ งนอนของนางผมหอมเนื่องจากหนิ งอกหินยอยมีลกั ษณะเป็นโค้งนูนเหมือนมีห้องข้างใน
พญาช้างเอราวณั
เป็นหนิ ภายในถำ้ มลี กั ษณะคลา้ ยชา้ งหมอบ ตามตำนานเชอื่ ว่าเป็นพอ่ พญาชา้ ง
หน้า ๒๔
พธิ คี ลอ้ งมาลัยพอ่ พญาชา้ ง
รูปป้ันช้างเอราวัณบริเวณทางข้นึ ถำ้ เอราวัณ
หน้า ๒๕
๖. ตำนานยักษค์ ุ
1. ชือ่ รายการ ตำนานยกั ษ์คุ
2. ช่ือเรยี กในท้องถน่ิ ตำนานยกั ษ์คุ
3. ลกั ษณะของมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม วรรณกรรมพ้ืนบ้านและภาษา
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม
5. จังหวัดผเู้ สนอขน้ึ บญั ชี จังหวดั อำนาจเจรญิ
6. พื้นทีป่ ฏบิ ตั ิ บา้ นศรสี มบูรณ์ หมู่ ๘, บ้านยกั ษ์คุ หมู่ ๕ และบ้านชานุมาน หมู่ ๑ ตำบลชานุมาน
อำเภอชานมุ าน จงั หวัดอำนาจเจริญ
7. สาระสำคญั ของมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม
ตำนานนิทานเรื่องยักษ์คุ ได้เล่าบอกถึงที่มาของชื่อ “อำเภอชานุมาน” และสถานที่สำคัญต่าง ๆ ของอำเภอ
ชานุมาน ตำนานเรื่องยักษ์คุมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมา จากบรรพบุรุษอยู่หลายสำนวนแตกต่างกัน ต่อมา ปี พ.ศ. ๒๕๖๑
นายสิริรัฐ ชุมอุปการ ผู้ว่าราชการจังหวัดอำนาจเจริญ มีนโยบายที่จะส่งเสริมและยกระดับงานเทศกาลยักษ์คุอำเภอ
ชานุมาน ให้เป็นงานเทศกาลระดับจังหวัด เนื่องจากมีเอกลักษณ์ที่โดดเด่นและมีความน่าสนใจ จึงให้ทางพื้นที่อำเภอ
ชานมุ านเชิญผู้ท่ีเก่ียวข้องและปราชญ์ชาวบ้านประชุม ร่วมกนั เพื่อหาข้อสรุปว่ายักษค์ ุมีลักษณะยังไง และอาจปรับปรุง
คำขวัญของอำเภอชานุมานให้มีคำว่ายักษ์คุ เพื่อให้เห็นถึงเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของอำเภอชานุมานได้ชัดเจนมาก
ขึ้น
ตำนานเรื่องยกั ษค์ ุ มคี วามเกีย่ วขอ้ งกบั สาธารณรฐั ประชาธิปไตยประชาชนลาว ตรงกนั ข้ามกับทว่ี า่ การอำเภอ
ชานุมาน (หลงั เก่า) ตามตำนานท่ีกลา่ วถึง ปราสาทหินและมยี กั ษต์ นหนึ่งมานัง่ คุกเข่าลงกราบไหว้ปราสาทหิน บรเิ วณ
ใกลฝ้ ั่งเขตประเทศไทย รอยคกุ เข่าและรอยน่งั ปรากฏเป็นบึงเล็ก ๆ อยู่ ชาวบา้ นจึงต้งั ชื่อชุมชนว่า “บ้านยักษ์คุ” คำว่า
“ค”ุ ในภาษาอีสาน แปลวา่ คุกเขา่
8. การมีสว่ นร่วมของหน่วยงานอื่น
- สำนกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั อำนาจเจรญิ
- สภาวัฒนธรรมอำเภอชานุมาน
- ทท่ี ำการปกครองอำเภอชานมุ าน
- องค์กรปกครองส่วนท้องถ่นิ ทุกแหง่ ในพืน้ ท่ีอำเภอชานมุ าน
หนา้ ๒๖
ภาพประกอบตำนานยกั ษค์ ุ
ขบวนแหย่ ักษ์คุ จัดโดยหนว่ ยงานองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถ่ิน รว่ มกับชุมชนในอำเภอขานุมาน
ในงานเทศกาลแห่ยักษค์ ุ อำเภอขานุมาน ประจำปี พ.ศ. ๒๕๖๑
ภาพแสดงพืน้ ทบ่ี รเิ วณทย่ี ักษ์กราบลงไป บริเวณหัวเกาะกลางแมน่ ำ้ โขง ชาวบา้ นเรียกว่า “ดอนชะโนด”
ปรากฏเป็นรอ่ งน้ำในแม่นำ้ โขง ณ บริเวณหวั ดอน มาจนถึงปจั จุบนั
ภาพแสดงพน้ื ทีบ่ รเิ วณรอยเข่าขา้ งซา้ ยของยักษ์ ปจั จุบนั กลายเป็นบอ่ นำ้ ขนาดใหญ่ท่ีมนี ้ำตลอดทั้งปี
อยใู่ นเขตบ้านศรสี มบรู ณ์ ตำบลขานมุ าน อำเภอขานุมาน จังหวัดอำนาจเจริญ
หน้า ๒๗
๒. ดา้ นศิลปะการแสดง
รายการท่ี ๗ - ๑๒
หน้า ๒๘
๗. เทง่ ตุ๊ก
๑. ชื่อรายการ เทง่ ตุ๊ก
2. ชอื่ เรียกในท้องถ่นิ เทง่ ต๊กุ หรอื เทง่ กุ๊ก
๓. ลักษณะของมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม ศลิ ปะการแสดง
๔. ประเภท รายการมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมที่ต้องไดร้ ับการสง่ เสรมิ และรักษาอย่างเรง่ ดว่ น
5. จงั หวัดผู้เสนอขึ้นบัญชี จังหวัดจนั ทบรุ ี
6. พน้ื ทป่ี ฏิบัติ
ที่ตั้งหลักของพื้นที่ของคณะละครชาตรีหรือเท่งตุ๊กคือ ตำบลบางกระไชยมีคณะหลัก4 คณะ และมีคณะรวมการ
เฉพาะกจิ อกี 1-2 คณะ ตำบล ปากน้ำแหลมสงิ หม์ ีคณะหลัก 4 คณะ และคณะรวมกนั เฉพาะกจิ อีก 2 คณะ
สำหรบั พืน้ ทกี่ ารแสดง มที ัว่ ประเทศ ส่วนมากปรากฏในพื้นทีภ่ าคตะวันออก โดยเฉพาะจนั ทบรุ ี ระยอง และตราด
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม
การแสดงเท่งตุ๊ก ของคนจันทบุรี เป็นการแสดงเพ่ือสรา้ งความสนุกสนาน รื่นเรงิ บนั เทิงใจ หลังจากทำภารกิจ
หนา้ ท่ีการงาน เดมิ การละเลน่ เหลา่ นี้จะอยู่กับกลุ่มคนบางกลุ่มในวงจำกัด แตป่ ัจจุบนั เริม่ ไดร้ ับความนิยมมากขึ้น เป็น
ที่รู้จักของคนโดยทั่วไป มีการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น มีการแสดงตามงานต่าง ๆ เช่น งานวัด หรืองานมงคล เช่น งาน
บวช งานแต่งงาน งานไหว้ครู ขึ้นบ้านใหม่ หรือการแก้บนต่าง ๆ ในปัจจุบันมีการแสดงทั้งวันอวมงคล และวันมงคล
การละเล่นเท่งตุ๊กของคนในจังหวัดจันทบุรีได้รับความนิยมมากเมื่อประมาณ กว่าปีที่แล้ว ถือว่าเป็นยุคที่โด่งดัง 30
ทสี่ ุดเนื่องจากมีการละเล่นอยา่ งแพร่หลายแทบทุกงาน และมีคณะเทง่ ตุ๊กเกิดขน้ึ จำนวนมาก
แรกเริ่มการแสดงเท่งตุ๊กมาจากละครชาตรี เป็นละครรำที่จัดว่าเป็นละครที่เก่าแก่และเกิดก่อนละครอื่นๆมี
การละเลน่ อยา่ งแพร่หลายในชว่ งท่ีกรงุ ศรีอยุธยารุง่ เรือง ตอ่ มาช่วงปลายสมัยกรงุ ศรีอยธุ ยาเริ่มนิยมน้อยลงจนแทบจะ
หายไปจากพ้ืนท่ี ในช่วงเร่มิ ก่อต้ังกรุงรตั นโกสนิ ทร์จึงเรม่ิ มีการละเล่นละครชาตรีอีกครั้ง โดยมกี ารประยุกต์กับทางใต้
เป็นละครชาตรีและมีมโนราห์ในบทให้เหน็ ในบางเรื่องบางตอนการละเล่นละครชาตรีจงึ มีให้เห็นในงานต่างๆ เรื่อยมา
และมีความรุ่งเรืองสุดในสมัยรัชการที่ 6 ซึ่งได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น สันนิษฐานว่าน่าจะเป็นกลุ่มคนใต้ในยุค
แรกๆ ที่ประกอบอาชีพค้าขายทางฝั่งตะวันออก จึงมีการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรม สำหรับการร้องรำน้ันจะมีความ
ละม้ายคล้ายกับละครมโนราห์ มีท่ารำทั้งหมด 12 ท่าก่อนแสดงจะมีรำซัดทุกครั้ง แต่มีดนตรีไม่มากชิ้นเหมือน
มโนราห์ จงั หวะการตีกลองเป็นจังหวะ เทง่ เท่ง เท่ง ตุ๊ก เทง่ เท่ง ตุ๊ก เท่ง เทง่ เท่ง ต๊กุ คนจนั ทบรุ จี ึงเรียกว่า เท่งตุ๊ก
จันทบรุ ี
8. การมีสว่ นรว่ มของหน่วยงานอ่ืน
มีการสอนตามโรงเรียนต่างๆ ในจังหวัดจันทบุรี แถบอำเภอแหลมสิงห์มีหลายโรงเรียนในสถาบันการศึกษา
ขนาดใหญ่กเ็ ช่นกันมกี ารจดั ทำหลกั สตู รการเล่นละครเทง่ ตกุ๊ จันทบรุ ี เช่นกัน
ทง้ั นี้ สภาวัฒนธรรมอำเภอแหลมสิงห์ สภาวฒั นธรรมอำเภอทา่ ใหม่ สภาวัฒนธรรมอำเภอขลงุ มหาวิทยาลัย
ราชภัฏรำไพพรรณี วิทยาลัยนาฎศิลป์ ชมรมคนรักเสียงเพลง ชมรมละครเท่งตุ๊กจันทบุรี โรงเรียนบางกะไชย
โรงเรียนวัดท่าหัวแหวาน โรงเรียนบางแก้ว และอีกสถาบันการศึกษา องค์กรบริหารส่วนตำบลบางกะไชย และ
หน่วยงานอ่ืนทีเ่ กยี่ วข้อง ตลอดจนวดั วาอารามทีใ่ ห้การสนับสนนุ ในการแสดงเทง่ ตุก๊ จันทบุรี
หนา้ ๒๙
ภาพประกอบเท่งต๊กุ
ภาพการแสดงเท่งตุ๊ก เมืองจนั ทบรุ ี
ภาพพธิ กี ารเซ่นไหว้และร่ายรำของละครเท่งตกุ๊
หน้า ๓๐
๘. เอ็งกอ จังหวดั นครสวรรค์
๑. ช่อื รายการ เอง็ กอ
๒. ช่ือเรียกในท้องถ่นิ เอ็งกอ
๓. ลกั ษณะของมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม ศิลปะการแสดง
๔. ประเภท รายการตวั แทนมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
๕. จังหวดั ผูเ้ สนอขน้ึ บัญชี จงั หวดั นครสวรรค์
๖. พ้นื ทป่ี ฏิบตั ิ ศาลเจ้าแม่หน้าผา ตำบลปากน้ำโพ อำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ศาลเจ้าพ่อเจ้าแม่
ชุมแสง ตำบลชุมแสง อำเภอชุมแสง จังหวดั นครสวรรค์
๗. สาระสำคญั ของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม
เอ็งกอ เป็น ภาษาจีนแต้จิ๋ว มีความหมายเรียกว่า การแสดงที่มีจังหวะ เสียงเพลงประกอบท่าทาง เป็นลีลาการต่อสู้
ศิลปะการต่อสู้ หรือการแสดงของนักรบ ผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน ซึ่งเป็นการรำชนิดหนึ่งที่แพร่หลายในประเทศจีนตอนใต้โดยใช้
การรำ ชนิดนี้มาฉลองการเก็บเกี่ยวและขอพรจากเทพต่างๆ เพื่อคุ้มครอง และบันดาลความสุขสงบ ความร่ำรวยมั่งคั่ง หลังจากที่
ชาวจนี อพยพเข้ามาตงั้ รกรากอยูใ่ นประเทศไทย การนับถือเทพเจ้า ความเชอื่ และศรัทธาต่อเทพเจ้าในศาลเจา้ และการยึดม่ันในคำส่ัง
สอนและจารีตประเพณีและวัฒนธรรม ยังคงยึดถือปฏิบัติแบบอย่างตามบรรพบุรุษ ตามเรื่องราวตำนานที่เล่าขานกันมานานของ
ชาวจนี ปัจจบุ ันการแสดงเอ็งกอ มกั จะได้ชมในเฉพาะช่วงงานประเพณีตรุษจนี หรอื งานประจำปีของศาลเจ้าที่จดั ข้ึน เนื่องจากการ
แสดงชนิดนี้ถูกนำมาแสดงหรือเป็นการละเล่นในงานประเพณีตามความเชื่อและศรัทธาตามประเพณีและวัฒนธรรมของ กลุ่มคน
ไทย เช้ือสายจนี ท่ใี ห้ความเคารพนับถือต่อองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ปากน้ำโพและองค์เจ้าพ่อเจ้าแม่ชมุ แสง ทนี่ ำเอาเรื่องราวของเอ็งกอมา
แสดงในขบวนแห่ คอื มกี ารแสดงถึงการต่อสรู้ บดว้ ยวิธีท่ีแตล่ ะคนถนัด การแต่งหนา้ ตามตัวละคร มีดนตรีประกอบท่าทาง ลีลาการ
แสดงที่เข้มแขง็ ซงึ่ มีการพฒั นาและรกั ษาการแสดงจากอดีตสืบทอดกันมาจนถึงปจั จุบนั
เอ็งกอ เป็นการแสดงเร่ืองราวของวีรบุรุษประกอบบทเพลง วีรบุรุษที่กล่าวถึงนี้หมายถึงวีรบุรุษเขาเหลียงซาน ๑๐๘ คน
จำนวน ผแู้ สดงเอง็ กอจงึ ต้องมผี ู้แสดง ๑๐๘ คนเท่ากบั จำนวนตัวละคร แตใ่ นปัจจบุ ันหลายคณะลดจำนวนผู้แสดงลง การแสดง
ส่วนใหญ่ใช้ผูแ้ สดงชายเป็นหลกั เพราะเป็นบทบู๊และต้องใชก้ ำลังมากให้สอดคล้องกับบทเพลงที่ร้อง ซ่ึงมีลักษณะปลุกเร้าใหม้ ี
จติ ใจฮกึ เหิมมีไม้ควงคนละคู่ โยนหรือตเี ป็นจังหวะประกอบการแสดงทีจ่ ะเดิน กระโดด ว่ิง เต้นไปตามเสน้ ทาง บางครั้งจะมีการ
หยุดแสดงเป็นระยะ ผู้แสดงแตล่ ะคนจะแต่งหนา้ คล้ายคลงึ กับการแสดงงิ้ว แบบดั้งเดิมจะแต่งตามบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่
ปัญหาคือไม่มีการ จดบนั ทึก และ ผู้แสดงคนรุ่นเก่าที่เล่นเอ็งกอในยุคแรกๆ นน้ั ก็เสียชีวติ ไปเกือบหมด จงึ ทำให้ความรู้ท่ี
มีอยใู่ นตัวบุคคลหรือผูอ้ าวุโสนนั้ หายไป คนรุ่นหลงั ไมส่ ามารถสืบคน้ ไดว้ ่าวีรบุรษุ เหลา่ นน้ั มใี ครบา้ ง แตล่ ะท่านแตง่ หน้าลักษณะ
ใด ดังนั้น การแต่งหน้าในยุคปัจจุบันจะแต่งตามลักษณะหน้าตาของผู้แสดง หากหน้าหวานก็จะแต่งแบบหวาน หากหน้าตา
เขม้ กจ็ ะแตง่ ในลักษณะดุดันสีพ้ืนฐานท่ใี ช้ในการแตง่ หน้า ได้แก่ สขี าว สีดำ และ สีแดง เวลาท่ใี ช้ในการแสดงจะอยู่ท่ีอย่างน้อย
ประมาณ ๔๕ นาทขี ้ึนไป การแต่งกายของการแสดงเอ็งกอ คอื ชุดนกั รบแบบจีน ประกอบด้วย ใสห่ มวกปกี กวา้ ง มเี ชือกผูกคาง
หรือใช้ผ้าโพกหัว อังมุ่ย ผ้าประดับที่อกของผู้แสดง ผ้าคาดเอว ผ้าผูกที่เอวสามารถใช้แทนเข็มขัด และสนับแข้ง สมัยก่อนใช้
เชอื กผูกขา เรียกวา่ คาเกี้ยว แตด่ ว้ ยความไม่สะดวกตอ่ มาจงึ เปล่ียนเปน็ สนับแขง้
8. การมสี ่วนร่วมของหนว่ ยงานอนื่
ประสานความร่วมมือทางวิชาการกับมหาวิทยาลัยราชภัฎ เพื่อเป็นการสนับสนุนส่งเสริมให้คณะเอ็งกอได้มีโอกาสในการ
แสดงศักยภาพ หรือมีประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชน ท้องถิ่นในฐานะแกนนำชุมชนการพัฒนาโครงการร่วมกับหน่วยงาน
องค์กรภาครัฐ เอกชนเพื่อร่วมกันสืบสานและพัฒนาต่อยอดภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่น ตลอดจนสร้างโอกาสให้มีเวทีแสดง
ความสามารถหรือเวทีเพ่ือการเผยแพร่ศิลปะและวฒั นธรรมทอ้ งถิน่ สู่สากลให้เปน็ ทรี่ ู้จักเผยแพร่มากย่งิ ขนึ้ ตอ่ ไป
นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่นในระบบโรงเรียน เอ็งกอกับประเพณีวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้กับ
นกั เรียนผสู้ นใจได้เข้ามาฝึกฝนและเรยี นรู้อย่างจริงจัง โดยให้ครูผฝู้ กึ สอนจากคณะเอ็งกอมาเพื่อเป็นวิทยากรประจำในโรงเรียน โดย
ขอรับการสนับสนุนจากองค์กรที่สนับสนุนงานของเด็กและเยาวชน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์หรือสภาวัฒนธรรม
จงั หวดั นครสวรรค์ สภาวฒั นธรรมอำเภอชมุ แสงและอำเภอเมืองนครสวรรค์ในการจดั กจิ กรรม
หน้า ๓๑
ภาพประกอบเอ็งกอ จงั หวดั นครสวรรค์
๑ ใน ๔ สุดยอดวรรณกรรมของจนี “ซ้องกั๋ง” วีรบรุ ษุ เขาเหลยี งซาน
การแสดงท่าควงไมค้ ณะเอง็ กอปากนำ้ โพ และ เครื่องดนตรีประกอบการแสดงเอ็งกอเจ้าพ่อเจา้ มาชุมแสง
หน้า ๓๒
เอง็ กอ จังหวัดชลบุรี
๑. ชอื่ รายการ เอง็ กอ
๒. ชอื่ เรียกในท้องถ่นิ เอง็ กอ
๓. ลกั ษณะของมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม ศิลปะการแสดง
๔. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม
๕. จงั หวัดผ้เู สนอข้ึนบัญชี จงั หวดั ชลบรุ ี
๖. พื้นทป่ี ฏิบตั ิ เทศบาลเมืองพนัสนิคม ตำบลพนัสนิคม อำเภอพนัสนคิ ม จงั หวัดชลบุรี
๗. สาระสำคัญของรายการมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม
“เอ็งกอ” เป็นศิลปะการแสดงของชาวจีนที่มาพร้อมกับชาวจีนอพยพที่ไดเ้ ข้ามาตั้งถิ่นฐานอยูใ่ นอำเภอพนสั นิคม
จงั หวัดชลบรุ ี รว่ ม ๑๐๐ ปี และไดอ้ นรุ กั ษ์ศิลปะนมี้ าตลอดหลายชว่ งอายุบรรพบรุ ุษ ปัจจุบนั “เอง็ กอ” เป็นการแสดงพนื้ บ้าน
ของชาวไทยเช้อื สายจนี ทอ่ี าศยั อย่ใู นอำเภอพนัสนิคมจังหวัดชลบรุ ีไปแล้ว ซ่งึ ลกั ษณะเดน่ ของเอ็งกอ คือ ผู้แสดงทุกคนจะต้อง
ทาหน้าตาอำพรางตน และแต่งกายแบบจอมยุทธ์จีนตามตำนานการขับไล่กบฏของวีรบุรุษเขาเหลียงซาน ส่วนการแสดงนนั้
จะมีทั้งการโบกธงที่ผูกติดอยู่บนยอดไผ่ การตีไม้ให้เกิดเสียงดัง การตีกลองเล็กสองหน้าด้วยหวาย การเป่าเขาควาย ฯลฯ
โดยท่าทางที่แสดงจะเป็นการจำลองสถานการณ์ตอนที่พวกเหล่าวีรบุรุษนักรบบุกเข้าเมือง ดังนั้น ผู้ชมจะสัมผัสได้ถึง
ความฮึกเหิม กล้าแกร่ง ดุดัน ผสมผสานกัน การแต่งหน้าเอ็งกอดั้งเดิมน่าจะแต่งตามบุคคลในประวัติศาสตร์ แต่ปัญหา
ในปัจจุบัน สืบเนื่องจากไม่มีการจดบันทึกและคนรุ่นเก่าที่เล่นเอ็งกอยุคแรก ๆ ก็เสียชีวิตไปเกือบหมด จึงทำให้คนรุ่นหลัง
ไม่สามารถสืบไดว้ ่าวีรบุรษุ เหลา่ นั้นมีใครบ้าง และแต่ละทา่ นแตง่ หนา้ ลักษณะใด ดงั น้นั การแตง่ หน้าในยุคปัจจุบัน เวลาแต่ง
ก็จะดูตามลักษณะหน้าตาของผู้แสดง หากหน้าหวานก็จะแต่งแบบหวาน ๆ หากหน้าคนเข้มกจ็ ะแตง่ แบบห้าว แต่หากให้เด็ก
ๆ ซึ่งเป็นผู้แสดงเลือกหน้าเอง เด็ก ๆ มักจะชอบแต่งหน้าในลักษณะดุดัน สีพื้นฐานที่จะใช้ในการแต่งหน้า ได้แก่ สีขาว ดำ
และแดง โดยผู้เล่นจะแต่งกายแบบจีนพร้อมโพกศีรษะ การพันผ้าที่หน้าแข้ง ซึ่งมีศิลปะในการพันลายที่แตกต่างกัน ลายที่
นิยม คือ ลายเกล็ดมงั กร การแสดงเอ็งกอของชาวพนัสนิคมมิได้หาชมกันได้ง่ายๆ เพราะจะแสดงในงานสำคัญๆ เท่านั้น เช่น
ประเพณีงานบุญกลางบ้าน ซึ่งเป็นงานประจำปีของอำเภอพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี ขณะเดียวกันคนในท้องถิ่นเองก็มี
ความเห็นพ้องตอ้ งกันว่า เอ็งกอจะเล่นโชว์บอ่ ยไม่ได้ หากเลน่ ปลี ะครัง้ สองครงั้ ชาวบา้ นจะมาดู และรู้สึกว่าเป็นของมีค่าหาดู
ยาก หากเอามาเล่นโชว์กันบ่อย ๆ ความขลัง ความอลังการ ตื่นตา ตื่นใจจะหายไป ส่วนหนึ่งเป็นเพราะราคาค่าจ้างน้ัน
ค่อนข้างสูง เนื่องจากถ้าเป็นคณะใหญ่แสดงครบชุดต้องใชผ้ ู้แสดงเป็นร้อยคน ดังนั้น ทุกปีในงานบุญกลางบ้านงานประเพณี
ของ ชาวพนสั นคิ ม จะมีการแสดงเอง็ กอ เน่อื งจากเปน็ งานบุญประจำปีท่ีชาวบา้ นจะร่วมใจมาทำบุญร่วมกันเพ่ือความเป็นสิริ
มงคลและเพอ่ื ใหช้ ุมชนอยูร่ ่มเยน็ เป็นสขุ
เอ็งกอ เป็นศิลปะการแสดงท่ีพบอยูห่ ลายจังหวัดในประเทศไทย เชน่ จงั หวัดชลบุรี จังหวดั ตรงั จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่ง
เอ็งกอในเมืองพนัสนิคม จังหวัดชลบุรี มีเอกลักษณ์ที่ต่างจากที่อื่น คือ จะใช้การยกแขนสูงและการยกขาสูง ใช้กำลังกายมาก
ใช้ความรุนแรงและเร่ารอ้ น โดยจะเรยี กลักษณะเหล่านว้ี า่ “พระบู”้ ซ่งึ เอง็ กอในแต่ละทอ้ งท่จี ะมีเอกลกั ษณท์ ี่แตกต่างกัน
๘. การมสี ่วนรว่ มของหน่วยงานอนื่ ๆ
เทศบาลเมืองชลบุรี ได้ให้การสนับสนุนงบประมาณและจัดให้มีการแสดงเอ็งกอในขบวนแห่งานต่าง ๆ
เทศบาลเมืองพนัสนิคมยังส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ให้โรงเรียนเทศบาล ๒ วัดกลางทุมมาวาส “ศิริอุปถัมภ์” เป็น
โรงเรยี นส่งเสริมภูมปิ ัญญาท้องถิ่นทางด้านศลิ ปะการแสดงเอง็ กอ โดยใหจ้ ัดทำหลักสตู รท้องถิ่นมีการจัดจา้ งผู้ท่ีมีความรู้
ประจำทอ้ งถน่ิ และส่งเสริมให้ผูแ้ สดงเอ็งกอได้แสดงในงานต่าง ๆ ของอำเภอพนัสนิคมเป็นประจำทุกปี
หนา้ ๓๓
ภาพประกอบเอ็งกอ จงั หวัดชลบรุ ี
การซอ้ มใหญ่ ณ โรงเรยี นเทศบาล ๒ วดั กลางทมุ มาวาส “ศิรอิ ุปถมั ภ์”
การวาดหน้านกั แสดง เอง็ กอแบบตา่ งๆ
หน้า ๓๔
๙. เพลงแหน่ าค
1. ชื่อรายการ เพลงแห่นาค
2. ชื่อเรียกในท้องถิ่น เพลงแหน่ าค จังหวัดพิจิตร
3. ลักษณะของมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
ศลิ ปะการแสดง / แนวปฏบิ ตั ิทางสงั คม พิธกี รรม ประเพณีและเทศกาล
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
5. จงั หวัดผูเ้ สนอขน้ึ บัญชี จงั หวดั พจิ ติ ร
6. พนื้ ท่ีปฏิบัติ บ้านเมอื งเก่าพิจติ ร บา้ นโรงช้าง บา้ นคลองคะเชนทร์ อำเภอเมอื งพจิ ิตร จังหวดั พจิ ิตร บา้ นห้วยน้ำโจน
อำเภอดงเจริญ จงั หวัดพจิ ติ ร
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
เนื่องจากกระแสแห่งวัฒนธรรมต้องไหลผ่านหลายยุคหลายสมัย ประกอบกับสภาพปัญหาและความต้องการ
ของมนุษย์ในแต่ละยุคแต่ละสมัยล้วนผิดแผกกันจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนวัฒนธรรมไปตามกาลเวลาด้วย เป็นเหตุให้
วัฒนธรรมบางอย่างเสื่อมคลายความสำคัญลง และวัฒนธรรมบางอย่างอาจจะหมดความเหมาะสมกับยุคสมัย
เช่นเดียวกับกรณขี องเพลงพ้ืนบ้าน ของชาวบ้านซึง่ ถ่ายทอดมาโดยการเล่าจากปากต่อปากอาศัยการฟงั และการจดจำ
ไม่มีการจดบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร ข้อที่น่าสังเกตก็คือไม่ว่าเพลงพื้นบ้านจะสืบทอดมาตามประเพณีมุขปาฐะ
ดังกล่าวขา้ งต้น ทง้ั นี้มไิ ดห้ มายความว่าเพลงทุกเพลงจะมีต้นกำเนดิ โดยชาวบา้ นหรือการร้องปากเปล่าเทา่ นั้น ชาวบ้าน
อาจได้รับเพลงบางเพลงมาจากชาวเมือง แต่เมื่อผ่านการถ่ายทอดโดยการร้อง ปากเปล่าและการท่องจำ นานๆ เข้าก็
กลายเป็นเพลงชาวบ้านไป
“เพลงแหน่ าค” ในพ้นื ทอี่ ำเภอเมืองพิจิตร จังหวดั พจิ ติ ร เป็นเพลงพ้ืนบ้าน พบอยู่ในพ้นื ท่ีชุมชนบ้านเมืองเก่า
บ้านโรงช้าง บ้านคลองคะเชนทร์ อำเภอเมืองพิจิตร เป็นการร้องประกอบของชาวบ้านในจารีตประเพณีการบวชนาค
ที่ผู้ชายทุกคนเมื่ออายุครบแล้วจะต้องบวช การบวชถือว่าเป็นการอบรมบ่มนิสัยให้ดีมีศีลธรรม และเป็นการตอบแทน
บุญคณุ ของบดิ ามารดาผ้ใู หก้ ำเนดิ เพลงแหน่ าคจงึ เป็นส่วนหนงึ่ ในพธิ ีทจี่ ะขับรอ้ งเรอื่ งราวสอนให้ลูกหลานได้ตระหนักถึง
คุณธรรม และความกตัญญู แต่เนื่องด้วยปัจจุบันสังคมวัฒนธรรมเปลีย่ นไป การร้องเพลงแห่นาคได้รับความนิยม ลด
น้อยลงและถูกการละเล่นด้วยดนตรีลูกทุ่งเครื่องเสียงดนตรีสมัยใหม่เข้ามากลบเสียงการร้องของชาวบ้าน กระทั่งลด
ความสำคัญและบทบาทไป
ปัจจุบันเพลงแห่นาคไม่มีการบันทึกเรยี บเรียงเนือ้ เพลงไว้ แต่ยังมีกลุ่มผู้สูงอายุร้องกันอยู่ในโอกาสร่วมทำบญุ
งานบวชนาค แตไ่ ม่เปน็ ทน่ี ยิ มทว่ั ไปแล้ว เนอ่ื งจากไม่ทำใหเ้ กิดการสร้างรายได้ และการจดั งานของเจา้ ภาพปัจจุบันจะมี
วงดนตรีแตรวงเครื่องเสยี งเคร่ืองไฟ และมีนักร้องเพลงลูกทุ่ง ร้องรำกันสนุกสนาน และเสียงดนตรีมีความอึกทึกเร้าใจ
มากกว่า ทำให้กลบเสียงการร้องเพลงแห่นาคไป ต่อมา ได้มีการอนุรักษ์ ฟ้ืนฟูขึ้น โดยให้มีโอกาสได้ทำการแสดง
เผยแพร่ในเวทตี ่างๆ มากขน้ึ การถ่ายทอดหรือการสืบทอดโดยวิธีจำและเรียนร้จู ากรนุ่ ส่รู นุ่ จากพ่อ แม่ ปู ย่า ตา ยาย
ญาตพิ น่ี อ้ ง แล้วฝึกรอ้ ง เริ่มแรกจะเปน็ ผู้ร้องรับตามกนั ก่อน ถา้ มที กั ษะสามารถแต่งเนื้อร้องคำกลอนได้ ก็จะเป็นผู้ร้อง
เพลงนำ ทงั้ นี้ ไม่มีการสอนอยา่ งเป็นระบบ โดยเปน็ การฝึกตามความสนใจในแตล่ ะบคุ คล
8. การมสี ่วนร่วมของหนว่ ยงานอ่ืน
มีเพียงการดำเนินการงานจดั เกบ็ ข้อมลู ประชุมสมั มนาภูมปิ ัญญาพน้ื บา้ น การบันทกึ รวบรวมไว้ในหนงั สือราก
วัฒนธรรม และมีการจัดส่งข้อมูล จัดทำวีดิทัศน์เผยแพร่ไปยังหน่วยงานและสถานศึกษาในพื้นที่ โดยสำนักงาน
วฒั นธรรมจังหวดั พิจติ รรว่ มกบั คนในพ้นื ที่
หน้า ๓๕
ภาพประกอบเพลงแหน่ าค
การขับร้องเพลงแห่นาคพ่อเพลง แมเ่ พลง
บันทกึ การร้องเพลงแห่นาคพ่อเพลง แม่เพลง
หน้า ๓๖
๑๐. ดาระ
๑. ชือ่ รายการ ดาระ
๒. ชอ่ื เรียกในทอ้ งถ่นิ ดาระ
๓. ลกั ษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ศลิ ปะการแสดง
๔. ประเภท รายการมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมทต่ี อ้ งได้รับการสง่ เสรมิ และรักษาอยา่ งเรง่ ดว่ น
๕. จังหวดั ผเู้ สนอข้นึ บญั ชี จังหวัดสตลู
๖. พ้นื ทปี่ ฏิบัติ อำเภอควนโดน จังหวดั สตลู
7. สาระสำคัญของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ดาระ เป็นศิลปะการแสดงพื้นบ้านที่นิยมกันเฉพาะหมู่ชาวไทยมุสลิมในจังหวัดสตูล ปัจจุบันมีเพียงคณะเดียว
คือท่ีตำบลควนโดน อำเภอควนโดน จังหวัดสตูล จากประวัติความเป็นมาดาระเป็นการละเล่นที่นิยมเล่นกันในหมู่บ้าน
แห่งหน่ึง แขวงเมืองฮมั ดาระตนเมาฟ์ ประเทศซาอุดีอารเบยี เปน็ การร่ายรำเพื่อความสนุกสนานหลังจากผ่านงานหนัก
มาตลอดทั้งวัน เมื่อดาระเข้ามาสู่ประเทศไทยจากที่เป็นการละเล่นกลางลาน บริเวณที่กว้าง กลายมาเป็นการแสดงที่
แยกคนดกู ับคนเลน่ โดยสิ้นเชงิ มกี ารปลูกโรงยกพืน้ ปลูกหรา (ศาลา) เพ่ือใชเ้ ป็นเวทใี นการแสดง ส่วนใหญด่ าระจะเป็น
การแสดงร่ายรำทใี่ ช้แสดงในงานพธิ ีมงคลตา่ ง ๆ ของชาวไทยมุสลิม โดยเฉพาะงานพธิ ีมงคลสมรส
ดาระเปน็ การร่ายรำท่ีแสดงเป็นคู่ ๆ ระหวา่ ง ชาย - หญงิ ยิ่งมากคจู่ ะย่ิงสนุกและดูสวยงาม ทา่ รำมีทั้งท่ายืนสลับ
นั่ง ท่าเดินสลับกันไปมา หรือ ร่ายรำกันตามจังหวะ ท่ารำของดาระจะแปรเปลี่ยนไปตามเนื้อเพลง ไม่มีแบบแผน
ตายตัว และไมม่ ีชือ่ เรียกเฉพาะ จะอาศัยความอ่อนช้อยทช่ี ว่ งตัว มอื แตะเท้า และความคลอ่ งแคลว่ เฉพาะตัวของผู้ร่าย
รำเปน็ สำคญั
การแสดงดาระจะมีเครื่องดนตรีเพียงอย่างเดียว คือ กลองรำมะนา ในคณะจะมีกลองรำมะนา ๔ ใบ หรือ
มากกว่า กลองรำมะนาที่ใช้ตีมี ๒ ประเภท คือ รำมะนา กับ รำมะนาฉิ่ง ผู้ตีหลักจะเรียกว่า ผู้นำ และผู้บรรเลงตาม
เรยี กว่า ลูกคู่ เนื้อเพลงท่ีใช้ขับร้องเป็นการผสมผสานระหว่างภาษามลายูและภาษาอาหรับ หรืออาจมีภาษาไทยปะปนอยู่
บ้าง ซึ่งมีหลากหลายเพลงด้วยกัน แต่ในอดีตไม่ได้มีการจดบันทึกเนื้อเพลงไว้เป็นหลักฐานอาศัยการจำเป็นส่วนใหญ่
โดยในปัจจุบันได้มีการกำหนดบทเพลงพื้นฐานไว้จำนวน ๓ เพลงคือ “เพลงตะเบะงะเจ๊ะ”เนื้อหาเพลงแสดงถึงความ
เคารพนบั ถือ สอนใหร้ จู้ กั ตอบแทนบุญคณุ และแสดงความเอื้อเฟอ้ื เผ่อื แผต่ ่อคนรอบขา้ ง “เพลงอมมาจารีกำ” เนื้อหา
เพลงแสดงถึงความรักของ พ่อ แม่ ที่มีต่อลูก และ “เพลง ดียาโดนียา” เนื้อหาเพลงแสดงถึงช่วงเวลามีปัญหาหรือ
อุปสรรค จนเกิดความทุกข์อย่ายอมแพ้ นอกจากนี้ยังมีเพลงที่มีความพิเศษ คือ เพลงทองย้อย หรือเพลงม้วนตัว ซึ่งเป็น
เพลงทีม่ ีท่าร่ายรำท่ีอาศยั ความสามารถพเิ ศษ ความตัวอ่อนของผูแ้ สดงในการม้วนตวั เพื่อคาบเงินหรือสิง่ ของท่ีผชู้ มมอบให้
สำหรบั การแต่งกาย ไดร้ ับอิทธิพลมาจากการแตง่ กายของชาวมลายู คือ ผูช้ าย สวมหมวกไมม่ ีปกี หรอื เรียกว่า
“กะเปี๊ยะ” สวมเสื้อคอตั้งแขนยาว ผ่าครึ่งอก เรียกว่า “เสื้อตะโละบลางา” นุ่งกางเกงขากว้างสีเดียวกับเสื้อ หรือ
ประยุกต์เป็นผา้ นุ่งโสร่งก็ได้ ผู้หญิง ใส่เสื้อทรงกระบอก เรียกว่า “เสื้อเกอรบายาบนั ดง” เป็นเสื้อคอรี ผ่าหน้า กระดุม
๓ เม็ดสีทอง เสื้อเป็นแบบเข้ารูปและบานโค้งตามสะโพก แขนยาวทรงกระบอก นิยมใช้เป็นผ้าลูกไม้ ยาวปรกสะโพก
นุ่งผา้ โสร่ง “ปาเต๊ะยาวา” ยาวกรอมเท้า และมผี า้ บางๆ คลมุ ไหล่ เรียกวา่ “ผา้ สไบ”
8. การมสี ว่ นรว่ มของหน่วยงานอืน่
โรงเรียนควนโดนวทิ ยา โรงเรยี นประจำอำเภอ บรรจุเข้าเป็นหลกั สตู รทอ้ งถิ่น และจัดต้ังชมรมเยาวชนศิลปะ
พน้ื บ้านดาระข้นึ ในโรงเรียน ได้รบั การสนับสนนุ จากกระทรวงวฒั นธรรม กระทรวงศึกษาธกิ าร อปท. และภาคเอกชน
หนา้ ๓๗
ภาพประกอบดาระ
ภาพการแต่งกายของนกั แสดงดาระ
ภาพการแสดงดาระ จงั หวดั สตูล
หน้า ๓๘
๑๑. เพลงลูกท่งุ
๑. ชอื่ รายการ เพลงลกู ทุง่
๒. ชอื่ เรยี กในทอ้ งถ่ิน เพลงลกู ทงุ่
๓. ลกั ษณะของมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม ศลิ ปะการแสดง
๔. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
๕. จังหวดั ผู้เสนอขึ้นบญั ชี จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
๖. พ้นื ท่ปี ฏิบัติ จงั หวดั สพุ รรณบรุ ี
๗. สาระสำคญั ของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
เพลงลูกทุ่งเป็นวัฒนธรรมสำคัญของชาติไทย มีคุณค่าหลากหลายด้าน ทั้งในทางภาษา ศิลปะ สังคม และ
การเมือง เนื้อหาและท่วงทำนองเพลงลูกทุ่งเป็นเรื่องราววิถีชาวบ้าน ทั้งสังคมชนบทและสังคมเมือง รวมถึงเรื่องราว
และเหตุการณ์ต่าง ๆ ในแต่ละยุคสมัย ลักษณะเพลงลูกทุ่งเป็นเพลงที่มีเนื้อร้องตรงไปตรงมาชัดเจน ท่วงทำนองฟังง่าย
เขา้ ใจง่าย ส่วนการขบั ร้องนนั้ มีเสียงดงั ฟังชัดเจน เรยี กวา่ “รอ้ งแบบเตม็ เสยี ง” และมคี ลนื่ เสยี งกงั วานใส
เพลงลูกทุ่ง ได้รับการยกย่องให้เป็นเพลงเอกลักษณ์ไทย ท่วงทำนองของเพลงลูกทุ่งมีต้นกำเนิดจากเพลงไทย
เดิม ผสมผสานกับเพลงไทยสากล อาทิ เพลงรำวง เพลงพื้นเมือง ลิเก ลำตัด บางเพลงก็ผนวกเพลงต่างชาติต่างภาษา
มาดดั แปลงเขา้ กบั บรรยากาศเพลงไทย และชนบทไทยอย่างไพเราะกลมกลืน มีการหยิบยกเอาวฒั นธรรมเพลงพื้นบ้าน
ภาคถิ่นต่าง ๆ เข้ามาผสมผสานอย่างลงตัว สามารถเข้าถึงอารมณ์ความรู้สึกชาวบ้านและผู้คนทั่วไป จนกลายเป็น
ลักษณะสำคัญอยา่ งหน่ึงที่โดดเด่นของเพลงลูกทงุ่ ท่แี ตกต่างจากแนวเพลงอนื่ ๆ โดยแหลง่ กำเนิดของเพลงลูกทุ่งน้ัน คือ
พืน้ ท่เี มอื งหลวงหรือกรุงเทพมหานคร แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ท่ีโดดเด่นมากท่สี ุดพนื้ ทหี่ นึง่ ต่อการพัฒนาแนวเพลงลูกทุ่ง
คือ จังหวัดสุพรรณบุรี ทั้งในฐานะการเป็นแหล่งสร้างศิลปินที่มีคุณภาพ และในฐานะที่แนวเพลงลูกทุ่งได้ หยิบเอา
วัฒนธรรมพื้นบ้านของจังหวัดสุพรรณบุรีเข้าไปผสมผสาน จนวัฒนธรรมเพลง สำเนียง วิธีการร้อง แบบสุพรรณกลาย
ไปเป็นส่วนประกอบสำคัญของอัตลักษณ์เพลงลูกทุ่ง อัตลักษณ์อันโดดเด่นของเพลงลูกทุ่ง นอกจากเนื้อหาบอกเล่า
เรอ่ื งราวของชาวบา้ น และสะทอ้ นภาพสังคมในชนบทแล้ว ยังมีลักษณะเดน่ ท่ีสามารถแยกแยะไดอ้ ย่างน้อย ๓ ประการ
คือ ๑ ลูกเอื้อน. ๒.ร่องรอยเพลงไทยเดิม และ ๓ ร่องรอยเพลงไทยสากลและเพลงสากล เพลงลูกทุ่งหลอมรวมอัต.
ลกั ษณท์ งั้ ๓ ประการนีไ้ วด้ ว้ ยกัน
ในส่วนของศิลปินเพลงลูกทุ่งเมืองสุพรรณบุรีนั่นมีเป็นจำนวนมาก และแต่ละคนอาจมีลักษณะเฉพาะท่ี
แตกต่างกันไป แต่ก็มีอัตลักษณ์อันโดดเด่นเหมือนกัน นั่นคือ “เสียงเหน่อ” แบบคนสุพรรณที่มีลักษณะพิเศษต่างจาก
พื้นที่อื่นๆ ที่ปรากฎอยู่ในเสียงเพลงลูกทุ่งที่ขับร้องโดยศิลปินจากเมืองสุพรรณบุรี ตัวอย่างนักร้องที่โดดเด่นแบบคน
สพุ รรณ ไดแ้ ก่ สุรพล สมบัตเิ จริญ สายัณห์ สัญญา พงุ่ พวง ดวงจันทร์ ผอ่ งศรี วรนชุ และศรเพชร ศรสพุ รรณ เป็นตน้
๘. การมสี ่วนร่วมของหนว่ ยงานอ่ืน
จังหวัดสุพรรณบุรี ได้ทำหน้าที่ในการอนุรักษ์ ฟื้นฟูเพลงลูกทุ่งมาอย่างต่อเนื่อง โดยงานที่โดดเด่นในการ
อนุรักษ์เพลงลูกทุ่ง คืองาน “ศาสตร์ศิลป์ศิลปินถิ่นสุพรรณรวมใจ” การจัดงาน “อนุสรณ์ดอนเจดีย์” โดยจัดประกวด
รอ้ งเพลงลูกทุ่ง นอกจากนี้ ยังมีภาคสว่ นอื่นๆ เชน่ สถานศกึ ษาก็มีบทบาทสำคญั ในการสง่ เสริมและอนุรักษเ์ พลงลูกทุ่ง
โรงเรียนต่างๆ ทั่วทั้งจังหวัดสุพรรณบุรีให้ความสำคัญกับเพลงลูกทุ่ง ซึ่งมีการสอนร้องเพลง จัดการประกวด หรือส่ง
เยาวชนเข้าประกวดตามเวทีต่างๆ ทั้งในระดับจังหวัดและระดับประเทศ แม้จะไม่มีหลักสูตรหรือวิชาที่สอนเกี่ยวกับ
เพลงลกู ทงุ่ โดยตรง แตก่ ม็ ีการตั้งชมรมเพลงลูกทงุ่ ขน้ึ มามีการฝกึ ฝนเยาวชนจนกลายมาเปน็ ศลิ ปินระดับประเทศ
หน้า ๓๙
ภาพประกอบเพลงลูกทงุ่
ภาพหางเครื่องอันอลงั การของวงดนตรลี กู ทงุ่
ภาพหางเคร่ืองอันอลงั การของวงดนตรีลูกทุ่ง
ภาพการแสดงมทุ ติ าจิตแด่ศลิ ปนิ เพลงลูกทุ่ง ในงาน“ศาสตรศ์ ลิ ปศ์ ิลปนิ ถน่ิ สพุ รรณรวมใจ”
หน้า ๔๐
๑๒. กลองกิ่ง
1. ชอ่ื รายการ กลองกิ่ง
2. ชอื่ เรยี กในท้องถน่ิ กลองก่ิง หรอื การเส็ง
3. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ศิลปะการแสดง
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ทต่ี อ้ งได้รบั การส่งเสรมิ และรกั ษาอยา่ งเรง่ ด่วน
5. จงั หวดั ผ้เู สนอขึ้นบญั ชี จังหวดั ชยั ภมู ิ จังหวัดอุดรธานี จงั หวัดอำนาจเจริญ
6. พืน้ ทป่ี ฏบิ ัติ
๑) อําเภอเมืองชัยภูมิ ไดแก บานข้เี หลก็ ใหญ บานหนองบัวขาว บานหวั หนอง
๒) อําเภอจัตุรัส ไดแก บานละหาน บานหวยยาง บานหนองสมบูรณ บานมะเกลือ บานหนองมวง บาน
ตลาด บานหนองบวั ใหญ บานหนองบัวบาน บานสมปอย บานโนนมวง และบานโนนเชอื ก
๓) อําเภอบานเขวา ไดแก บานเขวา วัดเจริญผล วัดมัชฌิมาวาส วัดปทุมาวาส บานโนนขี้ตุน บานหวยยาง และ
บานกดุ ฉนวน
๔) อาํ เภอหนองบัวระเหว ไดแก วัดละหานคาย
7. สาระสำคญั ของมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม
กลองกิ่งเปนเครื่องดนตรีที่มีเสียงดังกองกังวาน ในอดีต วัดทุกวัดจะทํากลองรูปแบบตาง ๆ เพื่อใช้ตี
สงสญั ญาณแจงเตือนบอกขาว โดยนําก่ิงไมที่เหลือจาการทํากลองเพล นํามาทํากลองทีม่ ีขนาดเล็กกวากลองเพล ชาวบานจะ
เรียกกลองที่มีลักษณะนี้วา “กลองกิ่งไม” เมื่อเวลาผานไปก็ถูกชาวบานเรียกสั้นลงเหลือเพียง “กลองกิ่ง” กลองกิ่งยังมีอีก
ช่ือเรียกอีกหนึ่งวา “กลองเส็ง” เนื่องดวยคําวา เส็ง ในภาษาอีสานหมายถึงการประชันแขงขัน ในอดีตพบกลองกิ่งอยูแทบ
ทกุ หมูบานในจงั หวัดชยั ภูมิ โดยสวนใหญนยิ มเก็บรักษาไวทีว่ ัด เม่อื ยามมีงานบุญ งานประเพณหี รือพธิ ีกรรมของหมูบาน จึง
จะนาํ กลองก่งิ มาตีบรรเลงในรูปแบบตางกันไป สวนเทศกาลท่ีนิยมนํากลองกิ่งมาเดาะหรือเส็งแขงกัน เชน บุญผะเหวด บญุ ผ
าปา บญุ กฐิน หรืองานรื่นเริงอ่นื ๆ
กลองกิ่งเปนเครื่องดนตรีประเภทตีโดยเปนการตีดวยไม หนากลองขึงดวยหนังควาย ตัวกลองทําดวยไมเนื้อแข็ง
เปนกลองขนาดใหญและมนี ้ำหนักมาก ตองใชพละกาํ ลังอยางมากในการบรรเลง ดังนนั้ ผูเลนกลองกิ่ง สวนใหญจึงเปนผูชาย
ที่มรี างกายกํายาํ แข็งแรง กลองกิ่งหรือกลองเส็งมีลักษณะของการบรรเลง ๒ วิธี ไดแก การเดาะกลอง การเส็งกลอง
การเดาะกลองหมายถึงการนํากลองกิ่งทั้ง ๒ ใบ มาวางขนานกับพื้นโดยสลับระหวางหนาใหญกับหนานอยและ
ทําการตีดวยไม ทําใหเกิดเสียงทวงทํานอง จังหวะ ลีลาตาง ๆ พบว่าในจังหวัดชัยภูมิ มีลักษณะการเดาะกลองกิ่ง ออกเปน
๔ จังหวะ ไดแก ๑) เดาะกลองแห คือ การตีประกอบการขับรอง รายรํา หรือเปนการตีประกอบจังหวะใหแกเครื่อง
ดนตรีชนดิ อื่น ๆ ๒ เดาะกลองแลง คือ การตกี ลอง (เพ่อื ใชเปนสัญญาณการแจงเตือน ใหคนในชุมชนไดทราบวา “พรุงน้ีจะเปนวัน
พระ” ๓) เดาะกลองเดิก คือ การตีกลองใหมีทวงทํานองไพเราะ ออนหวาน นุมนวล ฟงสบาย มีจังหวะที่ชา ใชเปนสัญ
ญาณการแจงเตอื นใหคนในชุมชนไดทราบวา “วนั นเ้ี ปนวันพระ” ๔เดาะลีลาหรือเดาะ (ลวดลาย เปนการเดาะกลองที่ผูตี
จะเนนการออกลีลา ลวดลาย ในระหวางตี เชน มีการขามกลอง สลับขา ขึ้นไปบนตัวกลอง อาจตีคนเดียวหรือตีเป
นคูก็ได สวนการเส็งกลองนั้น หมายถึง การตีกลองเพื่อการแขงขันหาผูชนะที่มีความสามารถในการตีกลองใหเกิด
ความแรงและเกดิ เสียงดังมากทีส่ ดุ โดยการนํากลองก่ิง ๑ คู วางตั้งฉากขนานกับพ้ืน ใหหนานอยอยูดานลางและให
หนาใหญอยูดานบน การเส็งกลองมี ๒ ลักษณะ คือ การเส็งเดี่ยว และการเส็งชุดหรือการเส็งคณะ กลองกิ่งเป็นเครื่อง
ดนตรีประเภทหน่ึงทแี่ สดงให้เหน็ ถึงสุนทรียภาพและภูมปิ ญั ญาเชิงสรา้ งสรรคข์ องบรรพบุรษุ ทีไ่ ด้สบื ทอดต่อกนั มา
8. การมีสว่ นรว่ มของหน่วยงานอน่ื
หน่วยงานภาครฐั ได้สนบั สนนุ ให้กลองกิ่งนําไปใชในประเพณีและกิจกรรมตางๆ ในจังหวัดชัยภูมิ เชน งานประเพณี
บุญเดือน ๖ ศาลเจาพอพญาแล โดย เทศบาลเมืองชัยภมู ิ และศาลเจาพอพญาแล และประเพณีการแขง ขันเส็งกลอง
จากวัดตางๆ ทั้ง ๔ อําเภอ มหาวิทยาลัยราชภัฏชัยภูมิ โรงเรียนจัตุรัสวิทยาคาร ไดนําองคความรูดานกลองกิ่ง ไปจัด
นิทรรศการและนาํ ไปประกอบการแสดงซึ่งแสดงใหเห็นถงึ อัตลักษณของชาวชยั ภมู ิ
หนา้ ๔๑
ภาพประกอบกลองก่ิง
กลองกง่ิ จงั หวดั ชัยภูมิ
ถา่ ยทอดองคค์ วามรู้กลองกิ่งให้แก่ เด็กและเยาวชน
หน้า ๔๒
๓. ดา้ นแนวปฏบิ ตั ทิ างสังคม พิธกี รรม ประเพณแี ละเทศกาล
รายการที่ ๑๓
หน้า ๔๓
๑๓. แหน่ ก
1. ชือ่ รายการ แหน่ ก
2. ชอื่ เรียกในท้องถิน่ ประเพณแี ห่นกบหุ รงซีงอ
3. ลักษณะของมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม แนวปฏิบัติทางสงั คม พิธกี รรม ประเพณี และงานเทศกาล
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม
5. จังหวัดผเู้ สนอขน้ึ บญั ชี จังหวดั ปัตตานี
6. พนื้ ทปี่ ฏบิ ตั ิ อำเภอเมืองปัตตานี อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ และอำเภอหนองจกิ ของจังหวดั ปตั ตานี
7. สาระสำคัญของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ประเพณีแห่นก เป็นประเพณีพื้นเมืองของชาวไทยมลายูในจงั หวัดชายแดนภาคใต้ จัดเป็นประเพณีอันสูงของ
ชาวมุสลิม จัดเป็นงานใหญ่โตมีเกียรติ เนื่องจากขบวนแห่นกมีองค์ประกอบ ด้วยเครื่องประโคมดนตรี ศิลปะการ
ประดิษฐ์ดอกไม้ การจัดพานบายศรี ศิลปะการแกะสลักสร้างสรรค์รูปนกอันมหึมา อาวุธและเครื่องแต่ง (บุหงาซือรี)
กายแบบนักรบโบราณ สาวสวยผู้มีทรงงามสง่า เข้าร่วมทูนพานบายศรี ชาวปัตตานีจึงนิยมยึดถือเป็นประเพณี ใช้
ขบวนแห่นกเปน็ เครื่องต้อนรับอาคนั ตกุ ะผู้เปน็ แขกบ้านแขกเมืองสำคญั เพอื่ เป็นการแสดงคาราวะ แสดงความจงรกั ภักดีแก่
ผใู้ หญ่ที่ควรเคารพนบั ถอื หรอื เพ่อื ความรนื่ เรงิ ในงานพิธมี งคล เช่น การเข้าสุหนัตหรอื ทีเ่ รียกว่า “มาโซะยาวี” หรอื จดั ขึ้นเพ่ือ
ประกวดเปน็ ครั้งคราว
ตำนานประเพณีแห่นกนั้น บางตำนานเล่าว่า ราชาองค์หนึ่งได้เสด็จประพาสทางชลมารค ทรงพบกับชาวประมง
กลมุ่ หนงึ่ ชาวประมงไดเ้ ล่าเรื่องแปลกและมหัศจรรย์ที่พวกเขาได้ประสบระหว่าง นำเรือออกจับปลาในท้องทะเลลึกว่าเห็น
นกใหญ่โผล่ขึ้นมาจากท้องทะเล ดวงตาโตแดงก่ำ มีงวง มีงาและเขี้ยวงอกออกจากปาก น่าเกลียด น่ากลัว แต่เมื่อนกน้ัน
บนิ ขึน้ ท้องฟ้า พวกเขาเห็นรูปร่าง สีสันขนปีกขนหางสวยงามแปลกประหลาดกว่านกทั้งหลาย พวกเขาเช่ือว่าเป็น นกแห่ง
สวรรคม์ ใิ ช่นกธรรมดา เม่ือราชาเสด็จกลบั พระราชวังพระองค์ทรงรับส่ังใหส้ ืบหาช่างเขยี นภาพ ช่างแกะสลกั และช่างฝีมือ
การประดับตกแต่งมาช่วยประดิษฐร์ ูปนกขึ้นมีจำนวน ๔ ตัว “นกทั้งสี่มีนามว่า นกกาเฆาะซูรอ หรือนกกากะสุระ นกกรุดา
หรอื นกครุฑ นกมือเฆาะมาศ หรอื นกยงู ทอง นกบุหรงซงี อ หรอื นกสิงห์ ปจั จบุ นั ชา่ งทำนกในจงั หวดั ปัตตานจี ะทำนกเพียง
๒ ชนิด ไว้ใช้ในประเพณีแห่นก คือ นกกาเฆาะซูรอ หรือ นกกากะสุระ และนกบุหรงซีงอ หรือ นกสิงห์ มีรูปร่างเหมือน
ราชสีห์ ทุกวันนี้ชาวมลายูท้องถิ่นในเมืองปัตตานีและส่วนราชการยังนิยมใช้นกบุหรงซีงอ หรือนกสิงห์ มาจัดอยู่ในขบวน
ประเพณแี หน่ ก จนเรียกติดปากวา่ “ประเพณแี หน่ กบุหรงซีงอ”
ประเพณแี ห่นกบุหรงซีงอ ก่อนทจ่ี ะเรม่ิ ขบวนแหน่ ั้นต้องมีการประกอบพธิ ีกรรมเพ่ือเป็นสิริมงคลแก่คนทั่วไปและ
ผเู้ ขา้ ร่วมพธิ กี รรมและกิจกรรมต่าง ๆ มกี ารประดษิ ฐ์ส่วนหวั และตวั นก มพี ิธีสวมหวั นกซึ่งเปน็ พิธีกรรมบวงสรวงหวั นกตาม
ตำราโบราณ และมีการจัดขบวนแห่นก ขบวนแห่นกบุหรงซีงอจะมีรูปแบบการจัดขบวนที่ใช้กำลังคน และอุปกรณ์มาก
ได้แก่ เครื่องประโคม เป็นขบวนบุหงาซือรี ผู้ทูนพานบายศรีต้องเป็นสตรีที่ได้รับการคัดเลือกแต่ง (บายศรีท่ีทากับใบพลู)
กายดว้ ยเสอ้ื ผา้ หลากสีสนั ตามประเพณที ้องถิ่น ทวิรักขบาท คือ ผู้ดูแลนกใชช้ าย ๒ คน แตง่ กายแบบนกั รบมือถือกริชเดิน
นำหน้านก ขบวนนกประดิษฐ์ จัดให้ยืนมาบนคานหาม ใช้ผู้หามจำนวนมาก-น้อยขึ้นอยู่กับขนาดและน้ำหนักของนก ผู้
หามแต่งกายเครื่องแบบพลทหารถือหอกเป็นอาวุธ ขบวนพลกริช ขบวนพลหอก ผู้คนในขบวนแต่งกายอย่างนักรบสมัย
โบราณ ถือหอก ถือกริชเดินตามหลังขบวนนกจะเห็นได้ว่าประเพณีการแห่นกนั้น เป็นการบูรณาการนำศิลปวัฒนธรรม
หลากหลายมาใช้ในการจัดขบวนแห่ นอกจากต้องใช้ช่างฝีมือในการประดิษฐ์นกแล้ว ยังมีการประดิษฐ์บุหงาซีเระ การ
แสดงศิลปะการต่อสู้ป้องกันตัวอย่างหนึ่งของชาวไทยที่เรียกว่า “สิละ” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากที่สุดที่คู่กับประเพณีแห่นก
โดยเฉพาะเครื่องดนตรีสลิ ะ มี ๔ ชิ้น คอื กลองแม่ กลองลกู ฆอ้ ง ปช่ี วา เรยี กว่า ขันหมากสิละ เปน็ ต้น นับว่าเป็นกิจกรรม
ที่ชว่ ยใหเ้ กิดการรวมตัวของชาวท้องถิ่นปัตตานี ท่สี บื เนื่องจากอดตี มาส่ปู จั จบุ ัน
8. การมีสว่ นรว่ มของหนว่ ยงานอืน่
สถาบันวัฒนธรรมศึกษากัลยานิวัฒนา ได้ดำเนินการอนุรักษ์นกบุหรงซีงอ โดยจัดทำนิทรรศการหัวข้อ “ประเพณี
แห่นก” ใหเ้ ป็นแหลง่ เรียนรู้วัฒนธรรมท้องถิ่น มีการจดั ต้ังศูนย์เรียนร้สู ัมมาอาชีพในพ้นื ที่ตำบลหนองแรต อำเภอยะหร่ิง
หนา้ ๔๔
ภาพประกอบแหน่ ก
ขบวนนกบหุ รงซงี อ และตามด้วยขบวนพลกริช ขบวนพลหอก
ประเพณแี หน่ ก ในพธิ สี ุนัต
หน้า ๔๕
๔. ดา้ นความรู้เก่ยี วกับธรรมชาติและจักรวาล
รายการท่ี ๑๔ - ๑๖
หน้า ๔๖
๑๔. เกลอื ภูเขา
๑. ชื่อรายการ เกลอื ภเู ขา
๒. ชื่อเรียกในท้องถ่ิน บ่อเกลือ
3. ลกั ษณะของมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม ความรูแ้ ละแนวปฏิบตั เิ กีย่ วกับธรรมชาตแิ ละจักรวาล
๔. ประเภท รายการตวั แทนมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
๕. พืน้ ทป่ี ฏิบตั ิ ตำบลบ่อเกลือ อำเภอบ่อเกลือ จงั หวัดนา่ น
๖. จงั หวดั ผเู้ สนอขึน้ บัญชี จังหวัดนา่ น
๗. สาระสำคัญของรายการมรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม
ในอดีตอำเภอบ่อเกลือจะถูกเรียกว่า “เมืองบ่อ” ซึ่งหมายถึงเมืองที่มีความสามารถผลิตเกลือบก หรือ เกลือ
สินเธาว์ในปริมาณที่มากเพียงพอต่อการบริโภคของคนในเมืองน่านเองแล้วยังเหลือพอที่จะเป็นสินค้าส่งออก สร้าง
รายได้ให้แก่บ้านเมืองอกี ดว้ ย
เกลือสินเธาว์ของน่าน เป็นผลผลิตจากธรรมชาติที่มีความสำคัญย่ิง เป็นที่ต้องการของชุมชนบ้านเมืองแว่น
แคว้นล้านนาในอดีต เพราะเป็นแหล่งผลิตเกลือแห่งเดียวในดินแดนภาคเหนือ ในพงศาวดารโยนกกล่าวไว้ว่า พระ
เจ้าติโลกราชแห่งเมืองเชียงใหม่ ยกทัพตีเอาเมืองน่าน เพื่อผนวกเข้าเป็นส่วนหนึ่งของแคว้นล้านนา ในปี พ.ศ.
๒๑๙๓ เพราะต้องการให้เมืองน่านเป็นเมืองส่งส่วยเกลือ อันเป็นสินค้าและยุทธปัจจัยสำคัญ
ตำนานของลัวะ กล่าวถึงกำเนิดของบ่อเกลือว่า การเคียวเกลือเดิมจะต้องมีการทำพิธีไหว้ผี เพ่ือขอ อนุญาต
ตามประเพณีเป็นประจำ โดยเชื่อว่า บ่อเกลือแต่ละบ่อจะมีเจ้านางคำคอยปกป้องรักษาอยู่ ชาวบ้านจะทำพิธี
บวงสรวงเรียกว่าพิธีแก้ม จะมีการปิดพลีบูชาเทวดาอารักษ์ ทั้งเจ้าและผี เพื่อขอบคุณสิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ได้ปกป้อง
คุ้มครองให้ซ่ึงยึดถือปฏิบัติมาแต่โบราณกาล
ปัจจุบันบ่อเกลือของเมืองน่าน เหลือท่ีผลิตหรือต้มเกลือแบบโบราณอยู่เพียงสองแห่งคือ ที่บริเวณบ่อเกลือ
เหนอื และบ่อเกลือใต้ บรเิ วณบอ่ เกลือเหนือมีพื้นที่ขนาดใหญ่กว่า มโี รงต้มเกลืออยหู่ ลายโรง ส่วนบริเวณบ่อเกลอื ใต้ จะ
มีพื้นที่และมีโรงต้มเกลือน้อยกว่า ทั้งสองบ่อนี้ชาวบ้านยังใช้วิธีการต้มเกลอื แบบโบราณดั้งเดิมคือ สุมฟืนใส่เตาเป็น
เช้ือเพลิงต้มเกลือ จงึ ทำใหผ้ ลผลิตทีไ่ ด้มีคุณภาพสูง จึงเปน็ ท่ีน่ายินดีของเมืองน่านที่สามารถดำรงรักษารูปแบบ ข้ันตอน
และกระบวนการผลิตเกลืออันเปน็ ภูมิปัญญาของบรรพชนไว้ได้ตราบทุกวนั น้ี
๘. การมสี ่วนรว่ มของหนว่ ยงานอ่ืน
๘.๑ชุมชนมีการรวมกลุ่มกันเป็นวิสาหกิจชุมชนกลุ่มสร้างผลิตภัณฑ์ที่ได้จากเกลือโดยการส่งเสริมจาก
หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักงานพัฒนาชุมชน สำนักงานวัฒนธรรม สภาบันการศึกษาในจังหวัดน่านได้ส่งเสริม การ
ผลติ เกสรเกลือ การทำเป็นครีมบำรงุ ผิว การทำเกลอื เพื่อใช้ในการทำสปานวดเพ่ือสขุ ภาพ
๘.๒ หน่วยงานภาครัฐ ได้ดำเนินการเข้าไปวิจัยเชิงคุณภาพ เพื่อศึกษาการจัดการทรัพยากรร่วมเกลือสินเธาว์ และ
พัฒนารปู แบบหรือแนวทางในการจดั การทรพั ยากรร่วมเกลือสนิ เธาว์ของชุมชน
๘.๓ อำเภอบ่อเกลือร่วมกับหน่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและศิลปกรรมท้องถิ่นจังหวัดน่านได้ร่าง
ประกาศเขตอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมศิลปกรรม แหล่งอารยธรรมโบราณบ่อเกลือ พื้นที่ย่าน
ชุมชนเก่าบ้านบ่อหลวง ตำบลบ่อเกลือใต้ อำเภอบ่อเกลือ จังหวัดน่าน พุทธศักราช ๒๕๕๙
หน้า ๔๗
ภาพประกอบเกลือภูเขา
เตรยี มเตาตม้ เกลือ
ตกั น้ำเกลือขึ้นมาจากบ่อใช้วธิ สี าวขน้ึ โดยใช้แรว้ ชว่ ยทุ่นแรง
หน้า ๔๘
๑๕. น้ำผักสะทอน
1. ชอ่ื รายการ นำ้ ผกั สะทอน
2. ช่อื เรยี กในทอ้ งถิ่น น้ำผกั สะทอน
3. ลักษณะของมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม ความรู้และการปฏิบตั ิเกีย่ วกบั ธรรมชาติและจกั รวาล
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
5. จังหวัดผ้เู สนอขึน้ บญั ชี จังหวัดเลย
6. พ้ืนที่ปฏบิ ตั ิ อำเภอด่านซ้าย อำเภอนาแหว้ อำเภอภเู รือ และอำเภอท่าล่ี จงั หวัดเลย
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
น้ำผักสะทอน ทำจากใบของต้นสะทอน จัดเป็นไม้ยืนต้นสูง ๑๐ - ๑๕ เมตร พบมากในพื้นท่ีภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย อำเภอด่านซ้าย อำเภอนาแห้ว อำเภอภูเรือ อำเภอท่าลี่ และอำเภออื่น ๆ
ในจังหวัดเลย ต้นสะทอนจะเกิดขึ้นตามป่า ภูเขาและพื้นที่หัวไร่ปลายนา ทำให้วิถีชีวิตการกินน้ำผักสะทอนถือเป็น
เอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่น เป็นภูมิปัญญาของชาวบ้านที่มีการสืบทอดไม่ต่ำกว่า ๒๐๐ ปี โดยนิยมนำใบสะทอนมาทำ
เป็นน้ำปรุงรสใช้ในการประกอบอาหาร ใช้แทนน้ำปลาและน้ำปลาร้า ให้รสชาติและกลิ่นเฉพาะเป็นที่ยอมรับของ
ผู้บริโภค การทำน้ำผักสะทอนทำได้ปีละ ๑ ครั้ง และจะเก็บไว้ใช้ตลอดทั้งปี โดยระยะเวลาการทำน้ำผักสะทอน คือ
ช่วงระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนเมษายน เป็นช่วงที่ต้นสะทอนผลัดใบและผลิใบอ่อน และเป็นช่วงที่จะได้น้ำผักมี
รสชาติกลมกล่อม โดยชาวบ้านจะเริ่มจากการเก็บยอดใบสะทอน นำไปตำในครกกระเดื่องแบบพื้นบ้านจนละเอียด
จากน้ันนำใบผักสะทอนที่ตำแล้วไปหมักในโอ่งดินหรือโอ่งมังกร ๓ คืน และหมั่นพลิกใบสะทอนในโอ่ง เช้าเย็น เมื่อ
ครบกำหนดแล้ว นำมาแยกกากโดยการปั่นใบสะทอนให้เป็นก้อน กรองเอาแต่น้ำสะทอน แล้วนำใส่ลงในกระทะใบบัว
ตั้งไฟเคี้ยวจนน้ำเป็นสีน้ำตาลเข้ม ใช้เวลาประมาณ ๗ - ๘ ชั่วโมง จากนั้นพักน้ำสะทอนให้เย็นตัวลงเล็กน้อยนำมา
กรองด้วยผ้าขาวบาง แล้วนำไปบรรจุลงขวด หรือภาชนะอืน่ ๆ ก็จะได้น้ำปรุงรสจากนำ้ ผักสะทอน
นอกจากนี้ ยังพบว่า น้ำผักสะทอนนั้น มีสารกันบูดอยู่ในตัวเอง สามารถช่วยยืดอายุน้ำพริกได้ อย่างน้อย ๖
เดอื น โดยไมข่ น้ึ รา ไม่เสยี ทงั้ น้ี สารดังกล่าวไม่เป็นอันตรายต่อรา่ งกาย ดว้ ยคุณสมบัติ และรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ น้ำ
ผกั สะทอนจึงถูกนำมาปรุงอาหารเป็นที่รจู้ ักในท้องถ่ิน และนกั ท่องเทย่ี ว ไดแ้ ก่ เมย่ี งโคน้ ซงึ่ ใช้น้ำผักสะทอนเป็นน้ำจ้ิม
ราด เมี่ยงทูน (เมี่ยงขิง) ส้มตำน้ำผักสะทอน น้ำพริกแจ่วดำ แจ่วเห็ดไค เป็นต้น นอกจากนี้น้ำผักสะทอนยังใช้เป็น
สว่ นประกอบการปรุงรสอาหารอน่ื ๆ อีกหลายชนิด อาทิ ซุบ แกง อ่อม และ นำไปใช้เป็นนำ้ จิ้มผลไม้ ซึง่ จะไดอ้ าหาร มี
รสชาติและกล่ินท่เี ป็นเอกลกั ษณ์เฉพาะตวั ของนำ้ ผกั สะทอน
8. การมสี ่วนร่วมของหนว่ ยงานอืน่
1. ระดับบุคคล ได้แก่ นางคำพันอ่อนอุทัย ประธานกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านนาดี อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย
เปน็ ปราชญ์ชาวบ้านที่มีองค์ความรเู้ รื่องน้ำผักสะทอนเป็นอย่างดี โดยสืบสานมาจากบรรพชน และถ่ายทอดไปสู่ชุมชน
และผสู้ นใจทง้ั คนไทยและต่างชาติ โดยใช้กระบวนการมีสว่ นร่วมของชุมชน
๒. ระดับชุมชน ไดแ้ ก่ กลุ่มแม่บ้านเกษตรกรบ้านนาดี กลุ่มวสิ าหกจิ ชมุ ชน เพ่ือผลิตน้ำผกั สะทอน และร่วมกัน
อนุรักษ์ให้เกิดการถ่ายทอดภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม นอกจากนี้ มีการจัดตั้งศูนย์เรียนรู้ ณ บ้านนาหว้า เพื่อให้เกิดการ
สาธิต และเรียนรู้กระบวนการผลิต การตลาดและการแปรรูป เช่น น้ำเมี่ยง (ผลิตจากน้ำผักสะทอน) แจ่วดำน้ำผักสะทอน
ให้แก่ผู้สนใจ
3. ระดับหน่วยงาน มีการศึกษา วิจัย มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย มหาวิทยาลัยมหิดล มหาวิทยาลัยศิลปากร
โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชด่านซ้าย สำนักงานเกษตรจังหวัดเลย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดเลย ฯลฯ และการ
ส่งเสริมการสืบทอดมรดกภูมิปญั ญาของการทำน้ำผักสะทอน เช่น โรงเรียนบ้านนาดี อำเภอด่านซา้ ย จังหวัดเลย
หนา้ ๔๙
ภาพประกอบน้ำผักสะทอน
ต้นสะทอน
น้ำผักสะทอน
หน้า ๕๐