๑๖. เกลือสมทุ ร
1. ช่ือรายการ เกลอื สมุทร
2. ชื่อเรยี กในท้องถน่ิ การทำนาเกลอื ทะเล การทำนาเกลือ
3. ลกั ษณะของมรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรม ความรแู้ ละการปฏบิ ตั ิเก่ียวกบั ธรรมชาตแิ ละจกั รวาล
4. ประเภท รายการมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรมทตี่ ้องได้รบั การสง่ เสริมและรักษาอยา่ งเร่งดว่ น
5. จังหวดั ผู้เสนอขนึ้ บญั ชี จังหวัดสมุทรสาคร จังหวดั สมุทรสงคราม
6. พืน้ ทีป่ ฏบิ ัติ
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม
เกลือ เป็นสารเคมีชนิดหนึ่ง มีชื่อทางเคมีว่า “โซเดียมคลอไรด์” (NaCI) มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว รสเค็ม เกลือ
เป็นอาหารธรรมชาติ ทีม่ คี วามสำคัญตอ่ มนุษย์ และสตั วม์ าตั้งแต่สมยั โบราณจนถึงปจั จบุ ัน
การทำนาเกลอื ทะเล หรือเกลือสมุทร ตามแนวที่ราบชายฝั่งทะเลนั้น มีการสืบทอดภูมิปญั ญาของชาวบ้านมา
ตั้งแต่อดีต การผลิตจะอาศัยความร้อนจากดวงอาทิตย์ทำให้น้ำทะเลที่สูบขึ้นมากักเอาไว้ในนาเกลือระเหยออกไปจน
เกิดน้ำเกลือเข้มข้นและเกิดผลึกเกลือตกอยู่บนพื้นนา เกลือสมุทรหรือเกลือทะเลนี้ อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่จำเป็นแก่
มนุษย์มากมายหลายชนิด จงั หวัดสมุทรสาคร จงึ นับว่าเปน็ อู่เกลือแหลง่ สำคัญทหี่ ล่อเล้ียงชวี ิตคนไทยมายาวนานต้ังแต่
ครั้งบรรพบุรุษ อีกทั้งยังคงรักษาวิถีนาเกลือแบบดั้งเดิมที่พึ่งพาธรรมชาติโดยแท้ อาศัยธาตุทั้งสี่ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ
หลอมรวมกนั จนกลายเป็นผลึกเกลอื สีขาวสะอาด
นาเกลือเป็นพนื้ ที่สำหรับผลิตเกลือ ลกั ษณะคล้ายนาข้าวแต่ไม่ได้ปลูกพืช ที่ดนิ ชายทะเลของสมุทรสาคร เป็น
ดนิ เลนมคี ณุ สมบตั สิ ามารถขังน้ำไม่ให้ซึมลงดนิ ได้ นาเกลอื ท่ไี ด้มาตรฐานต้องมีเนื้อท่ีไม่ควรน้อยกวา่ 25 ไร่ เพราะต้อง
ใช้พื้นที่ในการตากน้ำจำนวนมาก ชาวนาเกลอื จะเริ่มทำเกลือประมาณเดือนตุลาคม หรือพฤศจิกายน ซึ่งเป็นปลายฤดู
ฝนเพราะต้องอาศัยน้ำฝนช่วยในการละเลงนา ปรับระดับให้เสมอกันโดยใช้ลูกกลิ้งซึ่งทำด้วยไม้ยาวประมาณ 2 เมตร
เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50 เซนติเมตร หนักประมาณ 100 กิโลกรัม ปัจจุบันนำเครื่องจักรเข้ามาช่วย นาปลงแต่
ละกระทงจะต้องกลิ้งประมาณ 4 - 5 วนั การไขนำ้ เขา้ สู่นาปลงจะไขตอนบ่าย พืน้ นาจะไมแ่ ตกระแหง นำ้ ที่ไขเข้าต้อง
สูงกว่าพื้นนาประมาณ 4-5 นิ้ว เพื่อให้เกลือตกผลึกช้า เม็ดเกลือจะแน่นไม่โพลงทำให้เกลือมีความเค็มสูง ในการตก
ผลึกของเกลือ เมื่อน้ำเข้มข้น 20 - 22 โบรเม่ จะได้เกลือจืด (Calcium) มีลักษณะเหมือนทรายเม็ดใหญ่ ๆ ตกจมปน
กับดิน ชาวนาจะเก็บเกลือจืด เมื่อเลิกทำนาเกลือแล้ว เมื่อความเข้มข้นสูง25 - 27 โบรเม่ เป็นระยะที่เกลือเค็มตก
มากที่สุด ถ้าความเข้มข้นเกิน 27 โบรเม่ จะเกิดการตกผลึกของดีเกลือ (Magnesium) ซึ่งมีคุณสมบัติในการดูด
ความชนื้ ดเี กลอื จะตกผลึกในชว่ งกลางคนื เมอ่ื นำ้ ในนาปลงเยน็
ฤดูกาลการผลติ เกลอื ทะเล ในภาคกลางจะเร่มิ ในช่วงฤดูแลง้ ตั้งแต่ตน้ เดือนพฤศจิกายนถงึ ประมาณกลางเดือน
พฤษภาคมของปีถัดไป ระยะเวลาประมาณ 6 - 7 เดือน ขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เนื่องจากการทำนาเกลือ ไม่สามารถ
จะทำได้ในชว่ งฤดฝู น และจะเร่ิมเก็บผลผลติ เกลือไดป้ ระมาณกลางเดอื นมกราคม เปน็ ต้นไป
8. การมีสว่ นรว่ มของหนว่ ยงานอนื่
ชุมชนได้มีการรวมกลุ่มอาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ กำหนดทิศทาง ราคาตลาดเกลือ ตลอดจนแบ่งปัน
ผลประโยชน์รวมกนั และได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครฐั เชน่ สำนักงานเกษตรและสหกรณ์จังหวดั สมุทรสาคร
ส่งเสริม สนับสนุนงานด้านความรู้การแปรรูป การผลิตภัณฑ์จากเกลือ ส่งเสริมการรวมกลุ่มเพื่อบริหารจัดการนาเกลือ
แบบแปลงใหญ่ เพื่อลดตน้ ทนุ การผลิต และพัฒนาคณุ ภาพผลผลิตเกลอื ให้ได้มาตรฐาน
หน้า ๕๑
ภาพประกอบเกลือสมุทร
การกักน้ำ
เกลอื สมุทร
หน้า ๕๒
๕. ด้านงานช่างฝีมือด้งั เดิม
รายการท่ี ๑๗ - ๒๔
หน้า ๕๓
๑๗. ชา่ งทำแคน
1. ชอ่ื รายการ ช่างทำแคน
๒. ช่ือเรียกในทอ้ งถ่ิน ช่างทำแคน
๓. ลักษณะของมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม งานช่างฝมี อื ดั้งเดิม
๔. ประเภท รายการตวั แทนมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
๕. จังหวัดผู้เสนอข้ึนบัญชี จังหวัดชยั ภมู ิ
6. พ้นื ทป่ี ฏิบัติ
1. บา้ นนาหนองทุ่ม ตำบลนาหนองทุ่ม อำเภอแก้งคร้อ จงั หวัดชยั ภูมิ
2. บ้านโนนดินหอม ตำบลหลบุ คา อำเภอแก้งคร้อ จังหวดั ชัยภมู ิ
3. บา้ นหนองแวง ตำบลหนองแวง อำเภอหนองบวั แดง จังหวดั ชัยภมู ิ
4. บ้านโนนหญา้ นาง ตำบลหนองบวั ระเหว อำเภอหนองบัวระเหว จงั หวดั ชัยภมู ิ
๕. บ้านกุดฉนวน ตำบลบ้านเขว้า อำเภอบา้ นเขวา้ จงั หวัดชยั ภมู ิ
6. บา้ นหนองหลอด ตำบลในเมอื ง อำเอเมอื งชัยภมู ิ จังหวัดชยั ภมู ิ
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภูมปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
แคน เป็นเครื่องดนตรีที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะการทำแคนใน
จังหวดั ชัยภมู ิ ทีม่ คี ุณภาพและมีช่ือเสยี งในประเทศไทย หลายๆ คนจะมักนกึ ถงึ ช่างทำแคนในจังหวดั ชัยภมู ิ ได้แก่ นาย
สุด กัณหารัตน์ เนื่องจากมีความโดดเด่นและมีเอกลักษณ์เป็นที่ยอมรับ โดยได้สืบทอดวิชาการจากบรรพบุรุษในงาน
ช่างฝีมือดั้งเดิมการทำแคน คือ ส่วนประกอบของแคนทุกชิ้นผลิตขึ้นเอง และทำด้วยความละเอียดผสมผสานกับประสบการณ์ใน
การทำลิ้นแคนท่มี คี วามชำนาญและการพฒั นาระบบเสยี งแคนเทยี บบนั ไดเสียงแคนใหเ้ ขา้ กับคียด์ นตรสี ากล จงึ ทำให้แคนของนาย
สุดมเี สียงหวานกงั วานและแคนมคี วามทนทานมาก แคน เปน็ เครือ่ งดนตรที ใ่ี ชป้ ากเป่าใหเ้ ปน็ เพลงแบ่งเป็นสองอย่าง คอื แคนเจ็ด
แคนแปด และแคนเกา้ แคนเจ็ดนัน้ มีลกู เจ็ดคู่ แคนแปดนน้ั มลี กู แปดคู่ ส่วนแคนเกา้ มลี ูกแคนเก้าคู่
แคน ทำด้วยไม้เฮ้ีย หรือไม้ซางน้อย และต้องลำขนาดเท่านิว้ มือจงึ ใช้ได้ นอกจากไม้เฮ้ีย ซึง่ ทำเป็น กู่แคนจะมี
ความยาวลดหลัน่ กนั ตามลำดบั ๗ คู่ ๘ คู่ หรือ ๙ คู่ ประกอบเข้ากับเตา้ ติดขี้สดู ข้างบน และ ขา้ งลา่ งเตา้ เพ่ือไมใ่ ห้ลม
ที่เป่าเข้าไปรั่วออก และยังมีลิ้นแคน รูแพ และรูนับเสียงเป็นสิ่งสำคัญด้วย ข้างในของแต่ละลำไม้ กู่แคนประกอบด้วย
ล้นิ แคนหนงึ่ อันมหี น่งึ เสียง และจะต้องเจาะรแู พใหถ้ กู ตามเสียงเสมอ
ลิ้นแคน ทำจากโลหะ โดยแคนจังหวัดชัยภูมิจะใช้ เหรียญสตางค์แดงที่ชำรุดแล้ว และเหรียญเงิน ผสมเกลือ
เล็กน้อยหลอมให้เข้ากัน จากน้ันช่างจะนำโลหะท่ีหลอมแล้วมาตีเป็นแผ่นทองโดยขั้นตอนนี้จะมี การตีแลว้ นำไปลนไฟ
ด้วยกนั จำนวน ๔ คร้งั จงึ จะเป็นแผน่ ทองทสี่ มบรู ณ์พร้อมทจ่ี ะนำมาตัดเป็นเส้นแล้ว นำมามาตีใหเ้ ปน็ แผ่นบาง ๆ ให้ได้
ขนาดที่จะสับเป็นลิ้นแคน ซึ่งขั้นตอนการตีลิ้นแคนนี้ต้องอาศัยความชำนาญของช่างแคนเปน็ อย่างมาก จึงจะได้ขนาด
ลิ้นแคนที่ให้เสียงตามต้องการ นำลิน้ แคนไปสอดใส่ไวใ้ นช่องรางลิ้นของกู่แคนแต่ละลูกยาแนวด้วยปูนขาว และปูนจาก
เปลือกหอยกาบ เตา้ แคนทำจากไม้ประดู่ โดยนยิ มใช้รากเพราะตัดหรือปาดง่ายด้วยมีดตอก ใชส้ ่ิวเจาะใหก้ ลวงเพื่อเป็น
ท่ีสอดใสล่ กู แคนและเป็นทาง ใหล้ มเป่าผา่ นไปยังลิ้นแคนได้สะดวก เมอ่ื สอดใส่ลูกแคนเข้าไปในเต้าแล้วต้องใช้ขี้สูดพัน
และอุดเพื่อเชื่อม ลูกแคนเขา้ กับเต้าแคน นำไปเจาะรนู บั แล้วนำมาพันด้วยเถาหญา้ นาง หรอื เชอื กฟางชว่ งหัวและทา้ ยแคน
ระบบของแคนแปดมีเสียงท้ังหมด ๑๖ เสยี ง แคน ใชเ้ ป่าเพ่ือความบันเทิง ใชเ้ ปา่ เพื่อเก้ียวสาว ใชเ้ ปา่ ประสานเสียง
ลาของหมอลำ นอกจากน้นั ยังใชเ้ ป่าเป็นเครื่องดนตรีประกอบดนตรีต่างๆ เช่น วงโปงลาง วงดนตรีพ้นื บา้ น วงดนตรีลกู ทุ่ง
8. การมีสว่ นร่วมของหน่วยงานอื่น
ไดม้ กี ารส่งเสริมและรักษาการทำแคน ทั้งระดบั บคุ คล ชมุ ชนและหน่วยงานภาครัฐอยา่ งกว้างขวาง อีกท้ังยังมี
มาตรการส่งเสริมและรักษาการทำแคน โดยจัดทำเป็นหลักสูตรท้องถิ่นเกี่ยวกับการทำแคน เพื่อเป็นส่วนหนึ่ง ในการ
เรียนการสอน และการ อนุรักษส์ บื ทอดภูมิปญั ญาใหค้ งอย่สู ืบต่อไป
หนา้ ๕๔
ภาพประกอบชา่ งทำแคน
ไมท้ ีใ่ ช้นำมาทำแคน
คนเปา่ แคน
หน้า ๕๕
๑๘. ผา้ มกุ นครพนม
1. ช่ือรายการ ผา้ มกุ นครพนม
2. ชื่อเรียกในท้องถน่ิ ผา้ มุก, ผ้ายกมกุ , ผ้าลายมกุ
3. ลกั ษณะของมรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม งานช่างฝีมือด้ังเดมิ
4. ประเภท รายการมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรมที่ตอ้ งได้รับการส่งเสริมและรักษาอย่างเรง่ ดว่ น
5. จงั หวัดผู้เสนอขน้ึ บญั ชี จังหวัดนครพนม
6. พื้นท่ีปฏบิ ัติ
1. ศูนย์ส่งเสรมิ หัตถกรรมพ้นื เมอื ง “ทอผ้ามกุ ” วดั สว่างสุวรรณาราม อำเภอเมอื ง จังหวดั นครพนม
2. ศนู ย์หตั ถกรรมวัดธาตปุ ระสิทธิ์ อำเภอนาหวา้ จังหวัดนครพนม
๓. ชุมชนบ้านนาหวา้ อำเภอนาหวา้ จงั หวดั นครพนม
๔. ชุมชนบา้ นนาคูณใหญ่ อำเภอนาหว้า จังหวดั นครพนม
๕. ชุมชนบา้ นท่าเรือ อำเภอนาหวา้ จังหวดั นครพนม
๖. ชมุ ชนบา้ นนางัว อำเภอนาหว้า จังหวดั นครพนม
๗. ชมุ ชนบ้านนาคอย อำเภอนาหวา้ จงั หวดั นครพนม
๘. ชุมชนบา้ นโคกสะอาด อำเภอนาหว้า จังหวดั นครพนม
๙. ชุมชนบา้ นเชียงเซา อำเภอศรสี งคราม จงั หวดั นครพนม
๑๐. ชุมชนบ้านหนองนกทา อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม
ผ้ามุก หรือผ้ายกมุก เป็นผ้าที่มีลวดลายสวยงามเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นเฉพาะตัว มีกรรมวิธีการทอ ค่อนข้าง
ยากจึงเช่อื วา่ เป็นของสงู นิยมใช้ในโอกาสสำคัญและใช้กบั บุคคลสำคัญเท่านน้ั เชน่ พระภิกษุ ผใู้ หญท่ เี่ คารพนับถือ ผ้า
มุกในสมัยโบราณนิยมทำเป็นผ้าปูนั่งหรืออาสนะสงฆ์ ผ้าหอบาตร และใช้เป็นผ้านุ่ง สำหรับเจ้านายชนชั้นสูง แต่ด้วย
กรรมวธิ กี ารทอทย่ี ุ่งยาก และสลับซับซ้อนกว่าการทอผ้าชนิดอนื่ โดยมลี ักษณะพิเศษของผ้ามุก จะเปน็ ลายขวางรอบตวั
โดยทั่วไปจะใช้ดอกเป็นสีขาวการตัดลายจะขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ทอ มีดอกเล็กดอกใหญ่คล้ายกับมุกที่เป็น
เครื่องประดับบางลายมีลักษณะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วคล้ายกับหน้ามุขโบสถ์ วิหาร ลายดอกเล็ก ๆ เรียกว่า มุกสาม
ลายดอกใหญ่ขึ้น เรียกว่า มุกสี่ มุกห้า มุกหก มุกเจ็ด จึงทำให้มีผู้ที่สืบทอดน้อยลง จนผ้ามุกเกือบหมดไปจ ากความ
ทรงจำของชาวนครพนม คงเหลือเพียงแต่นางสุดใจ อินธิโส ชาวบ้านกกต้อง ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัด
นครพนม ที่ยังรักษาภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไว้โดยการสืบสานอนุรักษ์และถ่ายทอด ต่อมาโดยท่านเจ้าพระคุณพระ
ราชสิริวัฒน์ (พระมหาเพชร สุวิชาโน) รองเจ้าคณะจังหวัดนครพนมได้สนับสนุนและก่อตั้งศูนย์ส่งเสริมหัตกรรมทอผ้า
มุก ชมุ ชนวัดสวา่ งสวุ รรณาราม เป็นแห่งแรกของจังหวดั นครพนม เพือ่ เผยแพร่และสืบสานหตั ถกรรมผ้ามุกนครพนม
ในปี พ.ศ. 2537 เป็นปีแห่งการรณรงค์วัฒนธรรมไทย โดยผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม และคณะกรรมการ
สภาวัฒนธรรมจังหวดั นครพนม ได้นำผา้ มุกขึ้นทลู เกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพรัตนราชสดุ าฯ สยามบรมราชกมุ ารี เม่ือ
ปีพ.ศ. 2540 ผา้ มกุ นครพนมได้รับรางวลั ให้เป็นผ้าโบราณที่มีความงดงามเป็นอนั ดับ 1 ทำใหผ้ า้ มกุ เป็นท่ีรู้จักในวงกว้าง
มากยิ่งขึ้น ในปีพ.ศ. 2541 โดยการนำของผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม (นายนาวิน ขันหิรัญ) ได้เล็งเห็นถึง
ความสำคญั ของผ้ามุก จึงไดป้ ระกาศใหผ้ า้ มุกนครพนมเป็นผา้ พน้ื เมืองของจังหวัดนครพนม โดยให้ใช้ชอ่ื เฉพาะว่า “ผ้า
มุกนครพนม” ทำให้หน่วยงานราชการของทางจังหวัดให้ความสนใจในการแต่งกายชุดพื้นเมือง นับเป็นการต่อลม
หายใจและสบื สานศลิ ปหตั ถกรรม อนั ทรงคณุ ค่ามรดกทางภูมปิ ญั ญาของบรรพบรุ ุษ
8. การมีสว่ นร่วมของหน่วยงานอืน่
ชมุ ชนมีการรวมกลุ่มเพื่อต้ังกลุ่มตามสถานทต่ี ่าง ๆ และไดร้ ับการส่งเสริมสนับสนุนจากหน่วยงานภาครฐั และเอกชน
หนา้ ๕๖
ภาพประกอบผา้ มุกนครพนม
ลวดลายผา้ มกุ นครพนม (ผ้าไหม)
ลวดลายผา้ มุกนครพนม (ผ้าฝา้ ย)
หน้า ๕๗
๑๙. ผ้าไหมหางกระรอกโคราช
๑. ชื่อรายการ ผา้ ไหมหางกระรอกโคราช
๒. ชอื่ เรียกในท้องถ่นิ ผ้าควบ ผา้ ยาว ผา้ เขน็ ควบ
๓. ลกั ษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม งานช่างฝีมือด้ังเดิม
๔. ประเภท รายการมรดกภูมิปญั ญาทางวัฒนธรรมท่ีตอ้ งได้รับการสง่ เสริมและรักษาอย่างเร่งด่วน
๕. จังหวัดผเู้ สนอข้อมลู ข้ึนบัญชี จงั หวดั นครราชสีมา
๖. พื้นทปี่ ฏบิ ัติ อำเภอคง อำเภอบวั ลาย อำเภอบวั ใหญ่ อำเภอสดี า อำเภอปักธงชัย อำเภอจักราช อำเภอ
ประทาน
อำเภอเสงิ สาง อำเภอหว้ ยแถลง
๗. สำระสำคญั ของมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม
ผ้าหางกระรอก คือ ผา้ ไหมหรอื ผา้ พื้นเรียบ ทม่ี ีลวดลายเล็กๆ เหลอื บสีอยู่ในเนื้อผา้ ดูคล้ายด่ังขนของ
หางกระรอก แทรกซ้อนอยู่ในลายเน้ือผา้ น้ี เกิดจากการใชเ้ ส้นไหม 2 เส้น 2 สี หรอื 3 เสน้ 3 สี ตเี กลียว ควบให้
เปน็ เสน้ เดยี ว เรียกว่า เสน้ ลกู ลายหรอื เสน้ ควบหรอื เสน้ หางกระรอก แลว้ จึงนำมากรอเข้าหลอดทำเป็นเส้นพงุ่ ทอ
ขัดกับเส้นพนื้ ซง่ึ เป็นไหมหรือฝ้าย อกี สีหน่ึง ทำให้เกิดลวดลาย ขัดสเี ด่นขึ้นมาเหลือบลาย ระยบิ ระยบั สวยงาม
ผ้าหางกระรอกยังเป็นผ้าที่ใช้ในพิธีกรรมด้วย เช่น เป็นผ้าสำหรับให้นาคนุ่งในพิธีอุปสมบท เปลี่ยน
วิธีการนุ่ง มาเป็นนุ่งแบบผ้าหน้านางแทนการนุ่งโจงกระเบน ผู้เป็นแม่ ยาย ย่า แต่ละครัวเรือนจะทอ
ผา้ หางกระรอกสสี วยไวใ้ หล้ ูกชาย หลานชาย ไวน้ ุ่งบวช อวดฝมี ือของผทู้ อ เป็นหนา้ เปน็ ตาอย่างดที เี ดยี ว ใชแ้ ลว้ ก็
เกบ็ ไว้เป็นมรดกของครอบครวั สง่ ตอ่ กนั มา
ใช้เป็นผ้าไหวผ้ ้ใู หญ่ (ผ้าขาวม้า, ผา้ สมา) ในงานแต่งงาน เป็นหนา้ ทีข่ องผเู้ ปน็ เจา้ สาวหรือญาติฝา่ ย
หญิงท่ีจะต้องทอผ้าหางกระรอกผืนสวย ไว้ใหเ้ จ้าสาวถอื เป็นผา้ ไหวผ้ ใู้ หญฝ่ า่ ยชาย
ด้วยเอกลักษณ์ของผ้าที่มีลายเหลือบเล็กๆ ปรากฏบนเนื้อผ้ามองดูคล้ายปุยขนอ่อนบริเวณหางของ
กระรอกจึงเป็นที่มาของชื่อ “ผ้าหางกระรอก” ผ้าทอโบราณแห่งเมืองโคราช ที่สืบทอดกรรมวิธีและภูมิปัญญา
อันงดงาม ความประณีตในการทอผ้ามากว่าร้อยปี เป็นผ้าประจำจงั หวัดนครราชสมี า ตามคำขวัญเดิมของจังหวัด
ท่ีว่า "นกเขาคารม อ้อยคันร่ม สม้ ขี้ม้า ผา้ หางกระรอก ดอกสายทอง แมวสีสวาท"
๘. การมีส่วนร่วมของหนว่ ยงานอืน่ ๆ
ปัจจุบันมีหน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ได้ตระหนักถึงคุณค่า อัตลักษณ์ของ
“ผ้าหางกระรอกโคราช” จึงบูรณการความร่วมมือในการอนุรักษ์ สืบทอด ความเป็นช่างฝีมือดั้งเดิม รูปแบบการ
ทอผ้าหางกระรอกโคราช เทคนิคการย้อมสีธรรมชาติ การตีเกลียวที่เป็นอัตลักษณ์ของจังหวัดนครราชสีมา
ให้ นักทอ่ งเทย่ี ว ผูส้ นใจทวั่ ไป ไดเ้ ขา้ ชมและศกึ ษา โดยการส่งเสริมให้เป็นเสน้ ทางหมู่บ้านทอ่ งเท่ยี วเชงิ วัฒนธรรม
นอกจากน้ี ด้วยอัตลกั ษณ์ของ “ผ้าไหมหางกระรอกโคราช” สถาบันการศึกษาในจังหวัดนครราชสีมา
ได้ให้ความสำคัญในการใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ สำหรับหลักสูตรการเรียน การสอนเกี่ยวกับผ้าโคราช ของนักศึกษา
และผู้สนใจ ทั่วไป แสดงให้เห็นถึงความสร้างสรรค์ คุณค่าของภูมิปัญญาการทอผ้าหางกระรอกโคราช บูรณาการ
กับความเป็นสมัยปัจจบุ ันถอื เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของจังหวดั นครราชสีมาอันทรงคุณค่า เป็นแหลง่
เรยี นร้ใู ห้ประชาชนผสู้ นใจ นักท่องเทย่ี วทัง้ ชาวไทยและชาวตา่ งชาติ ไดศ้ ึกษาตอ่ ไป
หน้า ๕๘
ภาพประกอบผา้ ไหมหางกระรอกโคราช
ภาพ ผ้าไหมหางกระรอก
ภาพ ผ้าไหมหางกระรอกนำไปตดั ชดุ ใสท่ ำงาน
หน้า ๕๙
๒๐. ว่าววงเดือน
๑. ชอื่ รายการ ว่าววงเดอื น
2. ชอื่ เรียกในทอ้ งถ่ิน วาบูแล (ภาษามลายู)
3. ลกั ษณะของมรดกภูมิปญั ญาทางวฒั นธรรม
งานช่างฝีมอื ดงั้ เดิม และ การเล่นพน้ื บ้าน กีฬาพ้นื บา้ นและศิลปะการตอ่ สปู้ อ้ งกนั ตัว
๔. ประเภท รายการมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรมทตี่ ้องไดร้ บั การสง่ เสริมและรักษาอยา่ งเร่งด่วน
5. จงั หวัดผู้เสนอขนึ้ บญั ชี จังหวัดนราธิวาส
6. พนื้ ทีป่ ฏิบตั ิ อำเภอเมืองนราธวิ าส อำเภอสคุ ิริน อำเภอย่ีงอ และอำเภอตากใบ จังหวัดนราธิวาส
7. สาระสำคัญของรายการมรดกภมู ิปัญญาทางวัฒนธรรม
ว่าววงเดือน เป็นงานช่างฝีมือดั้งเดิม มีลักษณะเป็นว่าวขนาดใหญ่ สิ่งที่ถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของวาบูแล
คือ รูปร่างลักษณะที่คล้ายดวงจันทร์ในแต่ละช่วงเวลา ทั้งจันทร์ซีก จันทร์เสี้ยว และจันทร์เต็มดวง มีลวดลายที่วิจิตร
สสี นั สดใสสวยงาม และเสียงแอก (สนหู รอื ธน)ู สง่ เสยี งกังวานแปลกหู
ว่าววงเดือนทำจากไม้ไผ่และกระดาษว่าว โครงสร้างว่าว ประกอบด้วยไม้ไผ่ จำนวน ๕ อัน ส่วนประกอบท่ี
สำคัญ คือ ปีก เขา (คล้ายเขาควาย) และดวงเดือนซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างปีกและเขา ตอนกลางของลำตัวเป็นแอก
(สนูหรือธนู) ภาษามลายูเรียกว่า บาแตซูโว เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดเสียง โดยจะส่งเสียงกังวานเมื่อว่าวลอยเล่นลมอยู่บน
ท้องฟ้า เสียงของแอกจะมีเสียงที่แตกต่างกันตามวัสดุที่ใช้ ว่าววงเดือนมีลักษณะเป็นว่าวสมดุล หากทำได้สัดส่วนไม่
ตอ้ งใสพ่ ู่ปกี พู่หวั จะข้ึนได้สวยงามส่ายไปมาอย่างสง่า เรียกว่า ท่าผยอง
ว่าววงเดือน มีทั้งประเภทสวยงาม และประเภทไว้เล่น หรือแข่ง ประเภทสวยงามจะตกแต่งโดยการใช้
ภูมิปัญญาในการเขียนลายบนปีกว่าว เขาว่าว และโครงว่าว ซ่ึงมีลักษณะคล้ายกับลวดลายของเรือกอและ การฉลุ
ลวดลายมีท้ังลายไทย ลายมลายู ลายชวา แต่ที่นิยมใช้จะเป็นลายไทย เช่น ลายกนก ลายประจำยาม ลายเครือเถา
ลายใบ้ไม้ ซึ่งง่ายต่อการฉลุ สีสันสดใสสวยงาม และติดทับกระดาษสี ทำให้ว่าวมีความหนักกว่าว่าวที่ใช้สำหรับเล่น
หรือแข่งขนั ว่าวทีใ่ ช้แขง่ จะตกแต่งน้อยเพ่ือให้ว่าวมีความเบาข้ึนไดง้ า่ ย
การเล่นว่าวและการแข่งขันว่าววงเดือนในจังหวัดนราธวิ าส มกั จะจดั ข้ึนในช่วงฤดูร้อน เดอื นมีนาคม ถึงเดือน
พฤษภาคม หลังฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ว่าววงเดือนแบบมีแอก นิยมเล่นในหมู่ชาวไทยพุทธและไม่นิยมแข่งขัน คือ เพียง
ประชนั เสียงแอกว่า ของใครมีเสียงดังและไพเราะกวา่ กัน และนิยมชกั ให้ว่าวอย่บู นอากาศ แล้วผูกปลายเชือกเอาไว้กับ
หลักหรือกิ่งไม้ใหว้ า่ วอยู่คา้ งคืน และเอาลงในเวลาก่อนเที่ยงของวันใหม่ สำหรับว่าววงเดือนแบบไม่มีแอก นิยมเล่นใน
หมู่ชาวไทยมุสลมิ นิยมใช้แขง่ ขนั โดยการชักให้ปลายเชอื กทำมุม ๙๐ องศากบั พ้ืนดิน หากว่าวตวั ไหนทำมุม ๙๐ องศา
ไดก้ อ่ นวา่ วคู่ต่อสูใ้ นขณะที่เรม่ิ ชกั พร้อมกัน ว่าวตวั นน้ั กช็ นะ โดยนิยม แข่งขันครั้งละ ๒ ตัว
8. การมีส่วนรว่ มของหน่วยงานอน่ื
1. การจัดการแข่งขันว่าว โดยเทศบาลตำบลกะลุวอเหนือ ตำบลกะลุวอเหนือ อำเภอเมืองนราธิวาส จังหวัด
นราธวิ าส โดยจดั การแข่งขนั กีฬาว่าว และ ชมุ ชนอ่าวมะนาว เมือ่ ปี พ.ศ. 2559 – ๒๕๖๑
2. จัดเทศกาลว่าวไทยสุดแดนใต้ เมื่อปี พ.ศ. 2559 – 2562 โดยองค์การบริหารส่วนตำบลเกียร์ อำเภอสุ
คริ นิ จังหวัดนราธิวาส
3. พัฒนาต่อยอดเป็นนาฬิกาว่าววงเดอื น โดยหน่วยงานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดนราธวิ าส และสำนักงาน
อตุ สาหกรรมจงั หวดั นราธวิ าส จดั ทำเปน็ โครงการเสรมิ สรา้ งผู้ประกอบการเปน็ Smart SME OTOP และก้าวสู่ 4.0
4. การสอนการทำว่าววงเดือนให้กับนักเรียนโรงเรียนนราธิวาส โดยอาจารย์วีรนุช กูบาเล๊าะ ปีการศึกษา
๒๕๕๓-2554
หนา้ ๖๐
ภาพประกอบว่าววงเดอื น
ว่าววงเดือนประเภทสวยงาม
การเขยี นลายและฉลลุ ายปีกว่าว
หน้า ๖๑
๒๑. วา่ วควาย
1. ชอื่ รายการ วา่ วควาย
2. ชือ่ เรยี กในทอ้ งถ่ิน วา่ วควาย
3. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม
งานช่างฝีมอื ดงั้ เดิม และแนวปฏิบัตทิ างสงั คม พธิ ีกรรม ประเพณี และงานเทศกาล
4. ประเภท รายการมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรมที่ต้องไดร้ บั การสง่ เสรมิ และรักษาอยา่ งเรง่ ดว่ น
5. จังหวัดผู้เสนอข้ึนบญั ชี จงั หวดั สตลู
6. พื้นท่ปี ฏิบัติ อำเภอเมืองสตลู อำเภอทา่ แพ อำเภอควนโดน อำเภอควนกาหลง อำเภอมะนงั อำเภอทุ่งหว้า และ
อำเภอละงู จังหวัดสตูล
7. สาระสำคัญของรายการมรดกภูมปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
ว่าวควายเกิดขึ้นจากจินตนาการที่คนในชุมชนต้องการทดแทนบุญคุณควายที่เป็นเครื่องทุ่นแรง ในการ
ดำเนนิ ชีวิต โดยเฉพาะการไถนาและลากเกวยี น นกั เลน่ ว่าวจึงดดั แปลงโครงวา่ วให้เป็นรปู ควายกำลงั กนิ หญ้า ว่าวควาย
หรือว่าวหัวควายไดด้ ัดแปลงรูปทรงมาจากว่าวจฬุ า ว่าวดุ๊ยดุย่ และว่าววงเดอื น โดยส่วนที่วา่ วควายมคี วามเหมือนกับ
ว่าวจุฬา ว่าวดุ๊ยดุ่ย และว่าววงเดือน คือ ส่วนหัวและส่วนปีกบน ส่วนเขาของว่าวควาย หรือส่วนปีกล่างดัดแปลงมา
จากส่วนปีกล่างของว่าววงเดือน แต่ส่วนกลางของปีกล่าง ว่าวควายจะไม่เหมือนว่าว ประเภทอื่นเพราะช่างจะดัด
โครงว่าวเป็นรูปหัวควาย ลักษณะที่โดดเด่นและเป็นอัตลักษณ์ คือ การติดแอกหรือธนูไว้บนสว่ นหัว ทำให้เกิดเสียงดัง
ในขณะท่กี ำลังลอ่ งลม เรยี กความสนใจจากนักเลน่ ว่าวและผชู้ มท้งั หลายไดเ้ ป็นอยา่ งดี
เอกลักษณ์ของว่าวควายจังหวัดสตูล คือ การสร้างสรรค์ด้านหัตถกรรม ตั้งแต่ขั้นตอนการเหลาไม้ทำโครงวา่ ว
การผูกว่าว และการวาดลวดลายและการตัดกระดาษเป็นรูปต่าง ๆ มาปะบนตัวว่าวอย่างวิจิตรบรรจง โดยการเหลา
โครงว่าวควายสตูลมี ๓ แบบคือ 1. การเหลาแบบฝักมะขาม เป็นการเหลาให้ไม้โครงแบนและหนา 2. การเหลาแบบ
ท้องปลิง ไม้โครงว่าวจะมีลักษณะแบนและบาง 3. การเหลาแบบเข็มเย็บผ้า เป็นการเหลาให้โคนหนา ปลายเรียว
แหลม สำหรับการผกู โครงว่าว หมายถึง การผกู ไมส้ องอนั ทวี่ างพาดกนั เข้าดว้ ยกัน โดยขึน้ ต้นดว้ ยเงื่อน ตะกรดุ เบ็ดที่ไม้
อนั ใดอนั หนง่ึ จากนนั้ ใช้การผูกแบบกากบาท แลว้ จึงหกั คอลงด้วยเงื่อนตะกรดุ เบ็ดที่ไมอ้ ีกอนั หนง่ึ เม่ือผูกโครงวา่ วเสร็จ
แล้วให้เอามือจับที่ปลายปีกทั้งสองข้างและยกขึ้นดู ให้ส่วนหัวว่าวเชิดขึ้นเล็กน้อยทำมุมประมาณ ๓๐ องศา จึงถือว่า
ใชไ้ ด้
สมยั อดตี การทำวา่ วใชว้ สั ดจุ ากธรรมชาติเป็นหลัก ส่วนใหญท่ ำจากใบตองตึง หรือใบไม้ทีม่ ีขนาดใหญ่ เช่น ใบ
กระบอก ใบยางแดง เป็นต้น ปัจจบุ นั มีการปรับเปลยี่ นเป็นใช้วัสดปุ ระเภทพลาสตกิ มาทำโครงว่าว และใชผ้ ้าสงั เคราะห์
มา ติดโครง เพือ่ ให้แขง็ แรงคงทน การออกแบบตกแตง่ พเิ ศษง่ายข้ึน
8. การมสี ่วนรว่ มของหน่วยงานอืน่
การแขง่ ขันว่าวประเพณีจังหวัดสตลู เร่ิมโดยคณะครู-อาจารย์ โรงเรียนสตูลวิทยา และชาวบา้ นตำบลคลองขุด
อำเภอเมอื งสตลู จังหวดั สตูล นอกจากนี้ โรงเรียนสตลู วทิ ยาบรรจกุ ารเรยี นรภู้ มู ปิ ญั ญาการทำวา่ วควายในหลกั สูตรของ
นกั เรยี นมัธยมปลาย แตจ่ ัดการเรยี นการสอนเพยี งไม่กป่ี ี กย็ ตุ กิ ารเรยี นการสอนจนถึงปจั จุบัน
หนา้ ๖๒
ภาพประกอบวา่ วควาย
การแขง่ ขนั ว่าวควาย
การทำโครงว่าว
หน้า ๖๓
๒๒. ผ้าซ่นิ ตีนแดงบุรรี มั ย์
1. ชื่อรายการ ผ้าซ่ินตีนแดงบรุ ีรมั ย์
2. ช่ือเรียกในท้องถ่นิ ซิ่นตีนแดง หรอื ซิ่นหัวแดงตนี แดง
3. ลักษณะของมรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม งานช่างฝมี อื ดงั้ เดมิ
4. ประเภท รายการตวั แทนมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
5. จังหวัดผเู้ สนอขน้ึ บัญชี จังหวัดบุรีรมั ย์
6. พนื้ ท่ีปฏบิ ัติ อำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธ์ิ อำเภอบา้ นใหมไ่ ชยพจน์ และอำเภออนื่ ๆ
5. จงั หวัดผู้เสนอขน้ึ บญั ชี จงั หวัดบุรีรัมย์
6. พน้ื ที่ปฏบิ ตั ิ อำเภอพุทไธสง อำเภอนาโพธ์ิ อำเภอบ้านใหมไ่ ชยพจน์ และอำเภออ่ืน ๆ
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
ผ้าซิ่นตีนแดง หมายถึง ผ้าทอทั้งผ้าไหมและผ้าฝ้ายที่มีการมัดหมี่ให้เป็นลวดลายบนผืนผ้า มีลวด ลายที่
หลากหลาย โดยมีเส้นยืนและเส้นพุ่ง หัวซิ่น และตีนซิ่นเป็นสีแดง ผ้าซิ่นตีนแดงของจังหวดั บุรีรัมย์จะมีความกว้าง ไม่
ต่ำกวา่ ๑ เมตร ความยาว ๒ เมตร ในหนงึ่ ผนื จะทอไปพร้อมกนั ทง้ั สว่ นทเ่ี ป็นหัวแดงและตีนแดงกับส่วนท่ีเป็นตัวผ้าซ่ิน
หรอื สว่ นท่เี ป็นการมดั หม่ี โดยทอลวดลายต่อเน่อื งไม่สอดหางกระรอก
ในอดีตนิยมทอให้เด็กและคนวัยหนุ่มสาวสวมใส่เพราะมีสสี ดใส และถือว่าผ้าซิ่นตนี แดงเป็นผา้ มงคล คนหนุ่ม
สาวมักนิยมสวมใส่ในงานบุญ และในงานแต่งงาน ซึ่งฝ่ายหญิงนิยมใช้ผ้าซิ่นตีนแดงสำหรับไหว้ผู้ใหญ่ทางฝ่ายชาย
ผ้าซิ่นตีนแดงถูกทอขึ้นครั้งแรกจากการคิดค้นของชาวบ้านในคุ้ม “พระยาเสนาสงคราม” คนที่จะใส่ผ้าซิ่นตีนแดงได้
จะต้องเป็นเชอื้ เจ้าเมือง หรือชนชัน้ สงู เทา่ น้นั เป็นท่มี าของคำวา่ “ผ้ดู ตี ีนแดง”
การทอผ้าไหมมัดหมี่ตีนแดงนั้น ต้องใช้ความละเอียดและพิถีพิถันมาก เมื่อพุ่งกระสวยไปครั้งหนึ่งก็ต้องรู้ว่ า
ตรงดอกลายที่มัดหรือไม่ และตรวจดูริมขอบให้เสมอ ต้องให้เกิดความแน่ใจเสียก่อนจึงจะเปลี่ยนมือพุ่ งกระสวยกลับ
แลว้ มอื ทงั้ สองจึงจะจับฟืมกระทบไหมให้เข้าสนิทกัน ทอไปเร่ือย ๆ จนได้ผา้ เปน็ ผนื ตามต้องการ การมดั หมี่ตีนแดง จะ
เป็นการมัดหมี่เพื่อย้อมที่หัวซิ่นและตีนซิ่นเป็นสีแดง กว้างประมาณ ๘ หลบ ส่วนตรงกลางซิ่นจะเป็นสีต่าง ๆ อย่าง
หลากหลายตามความนยิ ม นอกจากนี้ ในการทอผ้ามัดหมี่ตนี แดง มีลักษณะพิเศษ คือ บางครั้งมีการใช้เทคนิคการขิด
เก็บเส้นไหมสี หรือที่ชาวบ้านในพื้นที่ เรียกว่า การเก็บตีนดาว มาผสมผสานเพื่อความสวยงามและแสดงถึงฝีมือของผู้
ทอ สำหรบั ลายมดั หม่ผี ้าซน่ิ ตนี แดงมีหลากหลายลาย อาทิ ลายโคมสิบเก้า ลายขอแคมา้ ลายดอกบวั
8. การมีส่วนร่วมของหนว่ ยงานอนื่
1. ใน พ.ศ. 2536 ทางอำเภอนาโพธิ์ ไดป้ ระสานกับศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวทิ ยาลยั ราชภัฏบุรีรัมย์เพ่ือนำ
ผ้าซิ่นตีนแดงไปแสดงในงานนิทรรศการสมบัติอีสานใต้ ครั้งที่ ๒ และทางมหาวิทยาลัยได้ใช้ผ้าซิ่น
ตนี แดงเปน็ ชุดแต่งกายของนักแสดงนาฏศลิ ปท์ ี่ผลติ ข้ึนตั้งแต่น้ันเป็นต้นมา สว่ นในระดบั ท้องถ่ินได้ประสานกับคณะครู
กลุ่มแม่บ้าน เชิญชวนให้หันมาผลิตผ้าซิ่นตีนแดงและใช้ในงานประเพณีต่าง ๆ เช่น งานบุญบั้งไฟ งานลอยกระทง
กจิ กรรมหรือการแสดงของนกั เรยี น ทำใหผ้ ้าซ่ินตีนแดงกลับมาเปน็ ทรี่ จู้ กั โดยท่ัวไป
2. กรมทรัพย์สินทางปัญญา กระทรวงพาณิชย์ ขึ้นทะเบียน “ผ้าซิ่นตีนแดง” จังหวัดบุรีรัมย์ เป็นสินค้าบ่งชี้
ทางภูมศิ าสตร์ (GI) แล้ว เพ่ือเป็นการยกระดบั และสรา้ งมูลค่าเพมิ่ ให้กับสินค้าหรือผลิตภัณฑช์ ุมชน ผลิตภัณฑ์ผ้าไหมที่
ขึ้นชอื่ ของจังหวัด
หนา้ ๖๔
ภาพประกอบผา้ ซิ่นตีนแดงบุรีรัมย์
ผา้ ซิ่นตีนแดงท่ีวางจำหน่ายในมูลนธิ ิสง่ เสรมิ ศิลปาชีพพิเศษ
กระบวนการย้อมผ้าซนิ่ ตนี แดง
หน้า ๖๕
๒๓. เมรลุ อยอยธุ ยา
1. ช่ือรายการ เมรุลอยอยธุ ยา
2. ช่ือเรยี กในท้องถ่ิน เมรลุ อยอยธุ ยา เมรลุ อยหวั เวียง
3. ลกั ษณะของมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม งานชา่ งฝีมอื ดั้งเดิม
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม
5. จงั หวดั ผเู้ สนอขน้ึ บญั ชี จังหวดั พระนครศรีอยุธยา
6. พ้นื ทป่ี ฏบิ ัติ ตำบลหวั เวียง อำเภอเสนา จังหวดั พระนครศรีอยธุ ยา
7. สาระสำคัญของรายการมรดกภมู ิปญั ญาทางวฒั นธรรม
เมรุลอยมีพัฒนาการมาจากการปลงศพคนไทยดว้ ยการเผา การเผาศพบุคคลที่มีฐานะดี บุคคลที่เป็นที่เคารพ
ของคนทวั่ ไป ท่ไี ม่ต้องการใชเ้ มรุปนู รว่ มกับศพชาวบ้านท่วั ไป จึงใชเ้ มรุไม้ชัว่ คราวทีเ่ รียกว่า เมรลุ อย ซง่ึ ได้รปู แบบความ
สวยงามและคติความเชื่อมาจากเมรุหลวง แต่การใชง้ านแตกต่างกันออกไป โดยเมรลุ อยสร้างเพื่อให้ถอดประกอบและ
สร้างใหมไ่ ด้สะดวก เหมาะที่จะเคล่ือนยา้ ยไปใหบ้ ริการในสถานทตี่ า่ ง ๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของผ้ใู ชบ้ รกิ าร
รูปแบบของเมรุลอยอยุธยา แบ่งรูปแบบตามลักษณะของเมรุประธาน ออกเป็น ๓ รูปแบบ คือ 1. เมรุลอย
ทรงโกศ มีลักษณะเด่น คือ หลุบล่างผายบน 2. เมรุลอยทรงธรรมาสน์ มีโครงสร้างเมรุประธานเป็นบุษบกเลียนแบบ
บุษบกธรรมาสน์ 3. เมรุลอยทรงจัตุรมุข มีลักษณะและรูปแบบเป็นศาลาทรงสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีเมรุทิศ เป็นทรงศาลา
ราย ๔ หลงั ส้นิ เปลืองเวลาและค่าแรงในการประกอบมาก หากแบง่ รูปแบบตามจำนวนยอดเมรุ ๓ แบบ ดงั นี้ เมรุลอย
ยอดเดียว เมรุลอย ๕ ยอด และเมรุลอย ๙ ยอด ส่วนประกอบของเมรุลอยอยุธยา มีส่วนประกอบที่ สำคัญดังนี้ เมรุ
ประธาน เรือนสวด หรือสำสร้าง เมรุทิศ ราชวัติ ฐาน ล่องถุน ซุ้มประตู บันได ไฟฟ้าประดับเมรุ และอุปกรณ์ประดับ
ตกแตง่
ช่างที่สร้างเมรุลอยอยุธยามักจะไม่มีการเขียนแบบก่อนล่วงหน้า ไม่มีแบบแปลนที่ต้องเตรียมไว้ล่วงหน้า การ
คิดคำนวณเป็นการคิดคร่าวๆ แต่แม่นยำด้วยประสบการณ์และความชำนาญ ซึ่งวิธีการเช่นนี้มี ลักษณะเดียวกับการ
ปรุงเรือนไทยที่แบบแปลนจะเป็นมาตรฐานของเรือนไทยอยู่แล้ว ช่างจึงสร้างหรอื ปรุง เรือนไทยจากประสบการณเ์ ดมิ
มากกว่าการเขียนแบบขึ้นมาใหม่ การเตรียมการสร้างเมรุลอย ช่างจะแบ่งหน้าที่กันดังนี้ ช่างโครงสร้าง ช่างปรุงเรือน
ยอด ช่างสี ช่างฉลลุ าย ชา่ งแกะลาย ช่างตอกลาย ในส่วนพิธีกรรม หวั หนา้ ช่างมีหน้าท่ีไหว้เจ้าที่และไหว้ครเู มรุลอย
เมรุลอยอยุธยานิยมประดับตกแต่งด้วยลายไทย ซึ่งแตกต่างจากเมรุลอยแหล่งอื่นที่ประดับส่วนฐานด้วยการ
วาดภาพล่วงถุน เช่น ภาพสัตว์หิมพานต์ เป็นต้น อักทั้งเมรุลอยอยุธยายังนิยมตกแต่งเมรุด้วยสีขาว สีแดง และสีทอง
การประดับไฟราวตามโครงสร้างเส้นรอบนอกของเมรุลอย เน้นประดับโยงเป็นเส้น แตกต่างจากเมรุลอยเพชรบุรีจะ
เน้นประดบั ทุกจดุ ทกุ มมุ ของเมรลุ อย
8. การมสี ว่ นร่วมของหน่วยงานอืน่
ไม่มี
หนา้ ๖๖
ภาพประกอบเมรลุ อยอยธุ ยา
เมรลุอยทรงธรรมาสน์
องค์ประกอบของเมรลอุ ย
หน้า ๖๗
เมรลุ อยเมอื งเพชร
1. ช่ือรายการ เมรลุ อยเมอื งเพชร
2. ชอื่ เรยี กในทอ้ งถ่ิน เมรุเช่า เมรหุ า
3. ลกั ษณะของมรดกภมู ปิ ัญญาทางวฒั นธรรม
งานช่างฝีมือด้งั เดมิ และแนวปฏบิ ตั ิทางสงั คม พธิ กี รรม ประเพณี และงานเทศกาล
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภูมปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
5. จงั หวัดผู้เสนอขึน้ บญั ชี จงั หวัดเพชรบุรี
6. พนื้ ทป่ี ฏิบตั ิ ในสำนักช่างเมรุต่าง ๆ เช่น วัดใหญ่สุวรรณารามวรวิหาร วัดเกาะ วัดประดิษฐ์วนาราม วัดสำมะโรง
วัดวงั บัว วดั หว้ ยเสือ วัดโพธ์เิ รยี ง
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม
เพชรบุรีมีพัฒนาการการสร้างเมรุจากเมรปุ ะรำ แล้ววิวัฒนาการมาเป็นเมรุยอดตั้งแต่ในช่วงปลายรัชกาลที่ ๕
มีการจดจำรูปแบบของเมรุหลวงมาปรับใช้กันในเมืองเพชรบุรี โดยไม่ถือว่าเป็นการเทียมเจ้าหากแต่เป็นการบำรุง
ความสามารถทางด้านการช่างให้เจรญิ ขึ้น ช่างสรา้ งเมรุของชาวบ้านน้ันส่วนใหญจ่ ะเป็นพระหรือฆราวาสท่ีอยู่ในสำนัก
วัดต่าง ๆ เหตุที่งานการสร้างเมรุอยู่ที่วัดนั้น อาจเป็นเพราะสมัยก่อนงานช่างแขนงต่าง ๆในระดับชาวบ้าน เช่น ช่าง
เขยี น ชา่ งไม้ ช่างปนั้ ชา่ งแกะ มัก ไปรวมกนั อยู่ภายในวดั
เมรุรุ่นเกา่ ของเพชรบรุ ีนนั้ เปน็ เมรุเคร่ืองกระดาษ นยิ มสร้างขึน้ มาใชเ้ ป็นคราว ๆ แล้วเผาไปพรอ้ มกบั ศพ เมื่อ
ถึงยุคสงครามโลกครั้งที่สองเกิดภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองวัสดุอุปกรณ์ทีใ่ ช้ทำเครื่องเมรุเป็นของหายาก การทำเมรุแล้ว
ใช้เพียงครั้งเดียวก็ไม่สมประโยชน์ตามยุค ช่างกลุ่มต่าง ๆ จึงได้ออกแบบเมรุด้วยวัสดุที่มั่นคงขึ้นและสามารถถอด
ประกอบไปต้ังตามงานเผาศพในที่ต่าง ๆ เปน็ การลดตน้ ทนุ ในการทำเมรใุ นแตล่ ะครั้ง เมอื่ มขี องสำเรจ็ รูปอยู่แล้วโดยไม่
ตอ้ งเตรียมการสร้างแบบเมรยุ คุ เก่า ผ้คู นจงึ เกิดความนยิ มในการเช่าเมรุไปตั้งตามงานศพ แตเ่ มรุในลกั ษณะนี้มีรูปแบบ
ค่อนข้างตายตัวไม่หลากหลายเหมือนเมรุยคุ เก่า เมรุยุคนี้ เรียกเมรุหาหรือเมรุเช่า ต่อมาในชั้นหลังเรียกกันว่าเมรุลอย
ตามคำทจี่ งั หวดั อืน่ เรียกกัน
รูปแบบลักษณะของเมรุที่นิยมทำกันอยู่ในเมืองเพชรนั้นสามารถจำแนกได้ 3 ลักษณะ คือ 1. เมรุทรง
ประเพณี คอื เมรเุ ป็นยอดมงกฎุ ยอดมณฑป ยอดเหม ยอดปราสาท ยอดพรหม พกั ตร์ ยอดปรางค์ แตกตา่ งกันไปตาม
ความนิยมของช่าง ปัจจุบนั เมรุเช่าหรือเมรลุ อยทีร่ ับจ้างต้ังตามงานศพต่าง ๆ ล้วนแตเ่ ป็นเมรุประเภทนีท้ ัง้ สิ้น 2. เมรุ
ปะรำ เป็นเมรุผ้าขาวหลังคาตัดหรือมียอดซ้อนขึ้นไปเป็นชั้นแต่ทำด้วยผ้าหรือกระดาษ เมรุประเภทนี้นิยมกันมาก
เพราะทำได้งา่ ยและราคาไมส่ งู 3. เมรทุ รงประยกุ ต์ คอื เมรทุ ่ชี ่างออกแบบตกแต่งให้มีลกั ษณะทแี่ ปลกออกไปเพื่อความ
สวยงาม หรืออาจสอดคลอ้ งกับผู้วายชนม์ เช่น เมรทุ ม่ี ลี กั ษณะคลา้ ยเกง๋ จีน
ปัจจุบนั สำนักชา่ งเมรลุ อยเพชรบุรมี ีจำนวนงานทล่ี ดลง สบื เนื่องจากภาวะทางเศรษฐกิจ การต้งั เมรแุ ต่ละคร้ังมี
ค่าใช้จ่ายสูง จึงมีผลต่อการตัดสนิ ใจของผู้ใช้บริการ อีกทั้งตามวัดต่าง ๆ ล้วนแต่มีฌาปนสถานถาวรจึงทำให้เมรุลอยมี
พนื้ ทใี่ นการออกงานนอ้ ยลง
8. การมสี ว่ นร่วมของหน่วยงานอื่น
กลุม่ เยาวชนลูกหวา้ เพชรบรุ ีสบื ทอดงานตอกกระดาษซ่งึ เปน็ พ้นื ฐานของการประดับลายเมรุและการทำลกู โกศ
หน้า ๖๘
ภาพประกอบเมรลุ อยเมืองเพชร
เมรตุ ง้ั ศพคณุ แม่เลี่ยม พิชัยชลสนิ ธ์ุ ทีว่ ัดยาง เมอื่ พ.ศ.๒๔๗๗
ผลงานการออกแบบ ของพระเทพวงศาจารย์
เมรเุ กา้ ยอดวดั สำมะโรง ต้งั ในงานพระราชทานเพลงิ ศพพระครไู พโรจน์สุวัฒนาภรณ์ วัดทา่ มะเกลือ
หน้า ๖๙
๒๔. ผา้ โฮล
1. ชอื่ รายการ ผา้ โฮล
2. ชอ่ื เรียกในท้องถิ่น ผา้ โฮลเปราะฮ์ (ผา้ นุง่ ผูช้ าย)
3. ลกั ษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม งานช่างฝีมอื ดั้งเดิม
4. ประเภท รายการตวั แทนมรดกภูมปิ ญั ญาทางวัฒนธรรม
5. จังหวดั ผู้เสนอขน้ึ บญั ชี จงั หวดั สุรนิ ทร์
6. พน้ื ทป่ี ฏบิ ตั ิ พ้ืนที่ทัว่ ไปในจงั หวดั สรุ ินทร์
7. สาระสำคญั ของรายการมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม
ผ้าโฮลเป็นผ้าไหมมัดหมี่ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยเชื้อสายเขมรในจังหวัดสุรินทร์ ผ้ามัดหมี่โฮลถือเป็นลาย
เอกลักษณ์ของลายผ้าไหมมัดหมี่ “โฮล ”เป็นคำในภาษาเขมรเป็นชื่อเรียก กรรมวิธีการผลิต ผ้าไหมประเภทหนึ่งที่
สร้างลวดลายขึ้นมาจากกระบวนการมัดย้อมเส้นไหมให้เกิดสีสันและลวดลายต่าง ๆ ก่อนแล้วนำมาทอเป็นผืนผ้า ซ่ึง
ตรงกับคำว่า “ผ้าปูม” ในภาษาไทย มักนิยมนำมาให้ลูกชายนุ่งในพิธีบวชนาค หรือใช้สำหรับ รับไหว้ปู่ ย่า ในพิธี
แตง่ งาน
คำว่า “โฮล” ในภาษาเขมรสุรินทร์สมัยหลัง มีความหมายใช้เรียกเฉพาะเจาะจงถึงผ้านุ่งที่สร้างจาก
กระบวนการมัดย้อมเสน้ พุ่ง แล้วนำมาทอใหเ้ กดิ ลวดลายตา่ ง ๆ แบบผา้ ปูมของขนุ นางในราชสำนักสยาม มีกรอบมีเชิง
สำหรับบุรุษให้นุ่ง เรียกว่า “โฮลเปราะฮ์ ”และสตรีใช้นุ่งทอ เป็นปลายริ้ว เรียกว่า “โฮลแสร็ย” ลักษณะของผ้าโฮล
เป็นผ้ามัดหมี่มีลักษณะคล้ายน้ำไหล โครงสร้างของลาย เป็นเส้นขีดทะแยงลงทั้งสองข้างเข้ากัน มีเส้นคั่นลายทอด้วย
ไหมสีพื้น “ลายโฮลแสร็ย ”มีลักษณะเว้นขอบสำหรับเป็นผ้านุ่งสตรี เรียก“ลายโฮลเปราะฮ์" โดยมีโครงสร้างเป็น
ส่เี หล่ียมขนมเปยี กปูนซ้อนกนั ชาวสุรินทรน์ ิยมทอผ้าโฮลด้วยไหมน้อย ซง่ึ เป็นไหมช้นั หนง่ึ ท่ีมีคุณภาพดี
ในส่วนของลวดลายขึ้นอยู่กับ ช่างทอจะใช้สีอะไร และมีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเองหรือของตระกูล
นัน้ ๆ เช่น ผ้าโบราณโฮลเปราะฮ์ ปะกากะตึง คือ ลายท้องผ้า การใช้สี จะใชส้ ธี รรมชาติในการย้อม และจะใช้เป็นการ
ทบั สจี ากแมส่ ี คือ สเี หลอื ง สแี ดง สนี ำ้ เงนิ หรอื นำ้ ทะเล ท้งั น้ี การสืบทอดทอผ้าไหมลายโฮลเปราะฮ์ เป็นการถ่ายทอด
ผา่ นรุ่นสรู่ ุ่น ตงั้ แตป่ ู่ ยา่ ตา ยาย เปน็ การจดจำและบอกเล่าใหล้ ูกหลานฟงั ไม่มกี ารจดบนั ทึกใด ๆ ปจั จุบันมกี ารพัฒนา
ลายประยุกตข์ ึน้ มาใหม่แต่ก็เป็นลายโฮลเปราะฮ์อยู่ เปน็ ลายผา้ ลายเดียวกนั แต่ทอขึ้นมาใหม่ ซึง่ ขนาดความยาวของผ้า
3 เมตรครึ่ง กว้าง ๙0 เซนติเมตร อีกทั้ง วิธีการมัดตามแบบทีละลำ ปัจจุบันไม่ค่อยมีให้เห็น ส่วนมากจะออกแบบ
ลวดลายผ้าไหมบนกระดาษกราฟ ซึง่ วธิ ดี ังกล่าวจะทำให้เกิดลวดลาย ทซี่ บั ซอ้ นและละเอยี ดอ่อน ทำให้มัดหม่ีง่ายและ
รวดเร็ว จงึ นยิ มกันแพรห่ ลาย
8. การมีส่วนร่วมของหนว่ ยงานอ่นื
องค์การบริหารส่วนจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีหน้าที่ในการบำรุงรั กษา ศิลปะ
จารีตประเพณีได้จัดทำหนังสืออัจฉรยิ ะภมู ิปัญญาผา้ ไหมสุรินทร์ เพื่อถ่ายทอดองค์ความรู้ของการผลิตผา้ ไหมพื้นเมอื ง
และผ้าไหมยกทอง
หนา้ ๗๐
ภาพประกอบผา้ โฮล
ผา้ โฮลเปราะฮ์ (ลายโฮลผู้ชาย)
การนุ่งผ้าโฮลเปราะฮ์ (ผา้ น่งุ ผู้ชาย) ในพิธบี วชนาค
หน้า ๗๑
๖. ด้านการเลน่ พ้ืนบา้ น กฬี าพ้นื บ้าน และศิลปะการตอ่ สู้ปอ้ งกันตวั
รายการท่ี ๒๕ - ๒๗
หนา้ ๗๒
๒๕. การเลน่ โหวด
1. ชื่อรายการ การเล่นโหวด
2. ช่อื เรียกในท้องถ่นิ การเล่นโหวด การแกว่งโหวด
3. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การเลน่ พ้นื บา้ น กีฬาพน้ื บา้ นและศิลปะการต่อสู้ป้องกนั ตัว
4. ประเภท รายการตวั แทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
5. จงั หวดั ผู้เสนอข้อมลู ขนึ้ บัญชี จังหวดั นครนายก
6. พ้ืนทปี่ ฏบิ ตั ิ ตำบลเขาพระ อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก
7. สาระสำคัญของมรดกภมู ิปัญญาทางวฒั นธรรม
การเล่นโหวด เป็นการละเล่นพื้นบ้าน เพื่อความสนุกสนานเพลิดเพลิน ในอดีตมีเล่นกันแพร่หลาย ในภาค
อีสาน และในพนื้ ที่ทีบ่ รรพบุรุษอพยพมาจากลาวเวียงจันทน์ ปจั จุบันก็ยงั มใี ห้เหน็ อยู่แต่น้อย การละเลน่ แสดงออกด้วย
การเคลื่อนไหวกริยาอาการเป็นหลักและการฟังเสียงโหวด มีจุดมุ่งหมายเพือ่ ความสนุกสนานเพลิดเพลินในโอกาสต่าง
ๆ เป็นการละเล่นที่ได้รับการถ่ายทอดสืบสานต่อกันมา และปรับปรุง เปลี่ยนแปลงพัฒนารูปแบบอย่างต่อเนื่องจนมี
ลกั ษณะเฉพาะถนิ่ อย่างไรกด็ สี ง่ิ ทต่ี รงกันในทุกท้องถ่นิ กค็ ือมีการละเล่นพ้ืนบ้านท้งั ท่เี ป็นของเดก็ และของผ้ใู หญ่
ประเภทของโหวด มี ๓ ประเภท คือ
๑. โหวดกลม ใชเ้ ป่าเปน็ เครือ่ งดนตรปี ระกอบวงดนตรีพน้ื เมืองอสี านนิยมใช้กันมากท่ีสุดในปัจจบุ นั
๒. โหวดแกว่ง ลักษณะเหมอื นโหวดกลม แตต่ ่างกันตรงทตี่ ิดหางยาวไวส้ ำหรับแกว่งใหเ้ กดิ เสียง
๓. โหวดแผง ใช้เป่าเหมือนโหวดกลม แต่ได้ดัดแปลงการติดตั้งลูกโหวดจากการตดิ รอบแกนมาเป็นติดกันเปน็
แผงเหมอื นกับแคน แต่เป็นแถวเดี่ยวแถวเดียว
เดมิ โหวดเป็นของเลน่ ของเด็กเลี้ยงควาย ชาวอสี าน ใชเ้ ลน่ ในช่วงปลายฤดฝู นก่อนเก็บเกี่ยวข้าวนาปี มีวิธีการ
เล่น ๓ กรณี คือ ๑. เป่าเล่นเพื่อประโลมใจขณะขี่หลังควายหรือพาควายเล็มหญ้าตามทุ่งนา ๒. ใช้แกว่งและเหวี่ยง
เพ่ือฟังเสียง ด้วยการต่อหางโหวดให้ยาว แล้วเอาบ่วง ๒ หัว ที่เรียกว่า “ตอง” คล้องหัวและหางโหวดแล้วแกว่งรอบ
ศีรษะด้วยความเร็วสูง เสียงปะทะรูโหวดทุกลูกพร้อมๆกัน จะเกิด เสียงดังว่า “ลาวๆ” หรือ “แงวๆ” ฟังแล้วชวน
เพลิดเพลิน ชาวไทยลาวภาคอีสานเรยี กการแกว่งโหวด เช่นน้ีว่า “การแงวโหวด” ๓. การโยนเลน่ เป็นกฬี า กล่าวคอื
เมื่อแกว่งโหวดฟังเสียงพอใจแล้วก็ปล่อยหางบ่วง ทำให้โหวดลอยโด่ง ขึ้นไปในอากาศเกิดเสียงดัง “โหวดๆ”หรือ
“โหวๆ่ ” เรียกว่า การท้มิ โหวด (ถ้มิ -ท้ิม) ตอ่ มา ไดด้ ัดแปลงของเลน่ ของคนอีสานที่ใช้แกวง่ เล่นเหมือน "สนู" ให้มาเป็น
เครื่องดนตรีของวงดนตรพี น้ื เมอื ง ประเภทเครื่องเปา่ สามารถเป่าหรือแกวง่ ให้เกิดเสียงดังได้
ตำบลเขาพระในอดีตมีการละเล่นพื้นบ้านหลากหลาย เช่น ขี่ม้าส่งเมือง ตี่จับ เล่นเตย วิ่งเปี้ยว วิ่งไล่ จับ
อีกาฟักไข่ มอญซ้อนผ้า ฯลฯ ส่วนในการเล่นโหวดนั้นเป็นการละเลน่ ที่สามารถเลน่ กันได้ทุกหมูบ่ ้าน โดยนิยมเล่นกัน
ในหมู่ผู้ชายไม่ว่าจะเป็นเดก็ หรือผู้ใหญ่ แต่ไม่นิยมเล่นกันในหมู่ผู้หญิง นิยมเลน่ กันหลังฤดู เก็บเกี่ยวขา้ วนาปี หรือใน
ฤดแู ลง้ เน่อื งจากมีพ้ืนทก่ี วา้ งขวางเหมาะสำหรบั เลน่ โหวด
8. การมีส่วนรว่ มของหน่วยงานอื่น
ไม่มี
หน้า ๗๓
ภาพประกอบการเล่นโหวด
วิธกี ารใส่โหวดด้วยเชอื ก
ประกวดการแขง่ ขนั แกวง่ โหวดและขวา้ งโหวด
หน้า ๗๔
๒๖. เรอื บก
1. ชอ่ื รายการ เรอื บก
2. ชื่อเรยี กในท้องถิ่น แข่งเรือบก
3. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม การเล่นพื้นบา้ น กีฬาพนื้ บา้ นและศิลปะการต่อสูป้ ้องกันตวั
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภมู ิปญั ญาทางวัฒนธรรม
5. จงั หวดั ผู้เสนอขอ้ มลู ข้ึนบญั ชี จงั หวัดพษิ ณโุ ลก
6. พนื้ ทปี่ ฏบิ ตั ิ วดั เนนิ ก่มุ ใต้ ตำบลเนนิ กุ่ม อำเภอบางกระทุ่ม จังหวดั พิษณโุ ลก
7. สาระสำคญั ของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
การแข่งขันเรือบก เป็นงานบุญเดือนสิบทีช่ าวตำบลและเทศบาลตำบลเนินกุ่มจัดกันมาอยา่ งตอ่ เนือ่ งมากกว่า
60 ปี และจัดต่อเนื่องกนั มาเป็นประจำทกุ ปี ในงานประเพณี เดอื นสิบ วัดเนินกมุ่
ลักษณะการแขง่ ขันเรือบกน้นั ใชเ้ รือกลางที่คณะกรรมการจดั ให้ เปน็ เรือที่ทำจากไมไ้ ผ่ขนาดความยาว 8 ศอก
(4 เมตร) โดยมผี ้เู ข้าแข่งขนั 9 คน ยนื ครอ่ มอยบู่ นเรือ (ไม้ไผ)่ และจับมอื ไว้ที่ลำเรือตลอดระยะทางที่ใช้ในการแข่งขัน
ประมาณ 100 เมตร คนหลงั สดุ ตอ้ งใชม้ ือจับเรือด้านหน้าและดา้ นหลังของตนเอง ถ้าเรือลำใดเข้าเส้นชัยตลอดลำเรือ
จึงจะถือว่าเป็นผู้ชนะ และต้องเข้าเส้นชัยก่อน 2 ใน 3 เที่ยว
ประเภทของการแข่งขัน แบ่งออกเป็นประเภทชายและหญิง โดย ชาย แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. ประเภทเรือเล็ก ผู้แข่งขัน คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา 2. ประเภทเรือกลาง ผู้แข่งขัน คือ
นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3. ประเภทเรือใหญ่ ผู้แข่งขัน คือ นักเรียนท่ีกำลังศึกษาอยู่ใน
ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือบุคคลทั่วไป สำหรับประเภทหญิง แบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ
1. ประเภทเรือเล็ก ผู้แข่งขัน คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับประถมศึกษา และ 2. ประเภทเรือใหญ่ ผู้แข่งขัน
คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดบั มัธยมศึกษาตอนปลายหรือบุคคลทั่วไป ทั้งนี้ ในการแข่งขันเรือบกประเภทกลาง
และประเภทเล็กต้องมีคำรับรองจากหัวหน้าสถานศึกษา และในการสมัครแข่งขันเรือประเภทใหญ่ชาย ต้องจ่ายเงิน
ประกันทีม ทีมละ 200 บาท ถ้าเข้าร่วมแข่งขันทางคณะกรรมการจะคืนเงินให้ แต่ถ้าไม่เข้าแข่งขันคณะกรรมการจะ
ไมค่ ืนเงนิ ประกันให้ แตจ่ ะนำไปทำบญุ โดยการบรจิ าคเขา้ วัด
การแข่งขันเรือบก นับเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่มีการสืบทอดในชุมชนจากรุ่นหนึ่งมายังคนอีกรุ่น
หนึ่ง มีบทบาทหน้าที่ในการแสดงถึงอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของผู้คนและชุมชน ส่งเสริมให้คนในชุมชนเกิดความรัก
ความสามัคคี ทำให้คนในชุมชนได้ช่วยเหลือเกื้อกูล แบ่งปันกัน มีปฏิสัมพันธ์ มีความสัมพันธ์กันอยา่ งแนบแน่น อีกท้ัง
ยังเป็น การสร้างจิตสำนึกให้คนตระหนักถึงคุณค่าของท้องถิ่นและสร้างความเชื่อมั่น ภาคภูมิใจให้กับคนในชุมชน
นับเป็นประเพณที ี่สนุกสนาน และสง่ เสรมิ ความสามัคคขี องชมุ ชน
8. การมสี ่วนร่วมของหนว่ ยงานอืน่
มีการบรรจุประเพณีการแข่งขันเรือบกไว้ในเทศบัญญัติของเทศบาลตำบลเนินกุ่ม และสนับสนุนงบประมาณ
การจัดงานทุกปี ปีละ ๒๐๐,๐๐๐ บาท โดยมีหน่วยงานภาคเอกชนร่วมให้การสนับสนุนงบประมาณในการจัดการ
แขง่ ขันเรอื บกอย่างต่อเน่ืองในทุก ๆ ปี
หน้า ๗๕
ภาพประกอบเรอื บก
การแข่งขันเรอื บก
การแขง่ ขนั เรือบก
หน้า ๗๖
๒๗. การเสง็ กลองจ่ิง
1. ชื่อรายการ การเส็งกลองจิง่
2. ชือ่ เรียกในทอ้ งถิ่น “การเสง็ กลองจิ่ง” หรือ “การเส็งกลองกงิ่ ”
3. ลักษณะของมรดกภูมิปัญญาทางวฒั นธรรม การเล่นพืน้ บา้ น กีฬาพนื้ บา้ นและศลิ ปะการต่อสปู้ ้องกันตัว
4. ประเภท รายการตัวแทนมรดกภมู ปิ ัญญาทางวัฒนธรรม
5. จงั หวัดผู้เสนอข้อมลู ข้นึ บญั ชี จังหวัดมกุ ดาหาร จังหวดั อำนาจเจริญ
6. พื้นที่ปฏิบัติ ปัจจุบันยังมีการเส็งกลองจิ่งอย่างต่อเนื่อง จำนวน ๓ หมู่บ้าน คือ ๑. บ้านนาโสก ตำบลนาโสก อำเภอ
เมืองมกุ ดาหาร ๒. บา้ นโนนสังขศ์ รี ตำบลบ้านซง่ อำเภอคำชะอี ๓. บ้านนายาง ตำบลบ้านบาก อำเภอดอนตาล
7. สาระสำคญั ของมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
กลองจิ่ง หรือบางพื้นที่เรียกว่า กลองกิ่ง สาเหตุที่เรียกว่ากลองจิ่ง นั้นเรียกตามลักษณะของเสียงที่ชาวบ้าน
บอกว่าจะมีเสียงดัง “จิ่ง จิ่ง จิ่ง” การเส็งกลอง หมายถึงการแข่งขันตีกลองกำหนดจัดขึ้นเมื่อมีงานประเพณีโดยนิยม
แขง่ กนั ในงานบุญงานประเพณีของหม่บู า้ น การเสง็ กลองจ่ิงจะมอี ยู่ ๒ ลกั ษณะ คอื
๑. การเสง็ กลองจ่ิงแบบต้งั อยูใ่ นพ้ืนท่ีดอนตาล
๒. การเส็งกลองจ่งิ แบบนอน อยู่พื้นทีอ่ ำเภอคำชะอี
การเสง็ กลอง หรอื การแขง่ ขนั ตีกลองกิ่ง กำหนดจดั ขึ้นเม่ือมงี านประเพณี โดยนิยมแขง่ กนั ในงานบุญเดือนหก
คือ บุญบัง้ ไฟ โดยเริ่มทำการแข่งขนั ในวนั โฮม
การเส็งกลอง เป็นบทบาทของชายฉกรรจ์ในหมู่บ้านที่แข็งแรงที่สุด เพื่อเป็นผู้ตีกลองกิ่ง ปัจจัยสำคัญท่ีให้
กลองมเี สยี งดัง ๓ ประการคือ ๑. บัง้ หรอื ไมต้ ัวกลองถ้าเปน็ ไม้เน้ือแข็งมีเสียงดงั ดีมาก ๒. หนงั หุม้ กลองต้องเลือกหนัง
ท่ีดี เหนียว ทนทานไม่ขาดง่าย ๓. คนตี ถ้าคุณภาพของกลองตีเท่ากัน วัดกันท่ีความเข้มแข็งของคนตี
ลักษณะการเส็งกลองจิ่ง ทีมหนึ่ง ประกอบด้วย กลอง ๒ ใบ คนตีจำนวน ๔ คน กองเชียร์ เนื่องจากการเส็ง
กลองต้องใชแ้ รงในการตีจะทำให้เหน่ือยไม่มแี รงตี จึงต้องมีผตู้ มี ากกว่าหน่ึงคนเพ่ือจะได้พักและมแี รงตีในรอบต่อ ๆ ไป
จังหวะในการเส็งกลองจิ่งจะเป็นจังหวะสั้น ๆ ตีรัว เร็ว ๆ และตีไปจนกว่าจะตัดสินว่ากลองทีมใดจะเป็นฝ่ายชน ะ
ท่วงท่าในการเส็งกลองจิง่ การเส็งกลองแบบนอนมีท่าโยกตามการตกี ลอง คือโยกไปด้านหน้าและโยกไปดา้ นหลัง เพื่อ
ความสนุกสนานในการเส็งกลองและใหค้ วามบนั เทิงสำหรับผู้ชมอีกด้วย ส่วนท่วงท่าในการตีกลองจ่ืงแบบตัง้ จะย่อตัว
เพอ่ื ใชแ้ รงในการตีอยา่ งสดุ แรงเพ่ือให้กลองของตนมีเสียงดงั จะไดเ้ ป็นฝา่ ยชนะอีกฝา่ ย
8. การมสี ่วนรว่ มของหน่วยงานอน่ื
ได้รับการสนับสนุนจากสภาวัฒนธรรมตำบลดอนตาล และเทศบาลตำบลดอนตาล ในการจัดทำโครงการแข่งขัน
การเส็งกลองจง่ิ เพอื่ ใหเ้ ด็ก เยาวชนในพื้นทีไ่ ดร้ ่วมสืบสานมีการจัดแข่งขนั การเสง็ กลองจง่ิ ในงานบุญประเพณีต่าง ๆ
หนา้ ๗๗
ภาพประกอบการเสง็ กลองจ่ิง
การเส็งกลองจ่งิ การตีกลองจ่ิงแบบตนี อนใช้กับกลองขนาดเลก็
การเสง็ กลองจิ่ง การตีกลองจ่ิงแบบตตี ัง้ ใชก้ ับกลองขนาดใหญ่
หน้า ๗๘
ระเบยี บวาระที่ ๔
----------------------------------------------------------------------------------------------------------
เรอื่ งอนื่ ๆ (ถ้ามี)
หนา้ ๗๙