235 แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เวลาใช้สอนทั้งหมด 20 ชั่วโมง เรื่อง งานไฟฟ้า ใช้เวลาสอน 2 ชั่วโมง (120 นาที) สอนวันที่...............เดือน.................................พ.ศ. ................เวลา....................................... 1. สาระสำคัญ งานไฟฟ้ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะไฟฟ้ามีความจำเป็นมากมายไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ หรือเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่สำคัญบางชนิด ดังนั้นการมีความรู้เกี่ยวกับหลักการ วิธีการ เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ และความปลอดภัย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 สามารถอธิบายหลักการใช้ไฟฟ้าเบื้องต้นได้ 2.2 สามารถอธิบายการใช้และบำรุงรักษาเครื่องมือในงานไฟฟ้าได้ 2.3 เลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับงานได้ สาระที่ 1 การดำรงชีวิตและครอบครัว มาตรฐาน ง 1.1 เข้าใจการทำงาน มีความคิดสร้างสรรค์ มีทักษะกระบวนการทำงาน ทักษะ การจัดการ ทักษะกระบวนการแก้ปัญหาทักษะการทำงานร่วมกัน และทักษะการแสวงหาความรู้ มีคุณธรรม และลักษณะนิสัยในการทำงาน มีจิตสำนึกในการใช้พลังงาน ทรัพยากร และสิ่งแวดล้อม เพื่อการดำรงชีวิตและครอบครัว ตัวชี้วัด 1. ใช้ทักษะการแสวงหาความรู้ เพื่อพัฒนาการทำงาน 2. ใช้ทักษะ กระบวนการแก้ปัญหาในการทำงาน 3. มีจิตสำนึกในการทำงานและใช้ทรัพยากรในการปฏิบัติงานอย่างประหยัดและคุ้มค่า
236 3. คุณลักษณะที่ต้องการเน้น 3.1 ตั้งใจร่วมกิจกรรมการเรียนทุกกิจกรรม 3.2 มีความขยัน อดทน 3.3 มีความสามัคคีในหมู่คณะ 3.4 ความมีน้ำใจ/ช่วยเหลือ/แบ่งปัน 3.5 มีความซื่อสัตย์ 4. สาระการเรียนรู้ 4.1 หลักการใช้ไฟฟ้าเบื้องต้น 4.2 การใช้และบำรุงรักษาเครื่องมือในงานไฟฟ้า 4.3 การเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับงาน 5. การบูรณาการ กับเนื้อหาวิชา ภาษาไทย คณิตศาสตร์ สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม ภาษาอังกฤษ ศิลปะ สุขศึกษาและพลศึกษา ตามแผนผังความคิดดังต่อไปนี้ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ ภาษาต่างประเทศ ศิลปะ สังคมศึกษาฯ สุขศึกษาฯ คำศัพท์ภาษาอังกฤษ เกี่ยวกับงานช่างทั่วไป ทักษะการสรุปข้อมูล ทักษะการพูดนำเสนอ ผลงาน ทักษะการอภิปรายกลุ่ม ทักษะการจดบันทึก ข้อมูล การจำแนก อาชีพงานช่าง การดูแลสุขภาพตนเอง ของแต่ละอาชีพ การศึกษารูปภาพงานช่าง การนำความรู้ที่เรียนไป ใช้ในชีวิตประจำวัน การงานอาชีพและเทคโนโลยี
237 6. การบูรณาการ เกี่ยวกับแนวคิดของเศรษฐกิจพอเพียง 6.1 การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี 6.1.1 มีความรู้ ประสบการณ์ด้านงานช่าง 6.1.2 ทำงานตามกระบวนการงานช่าง 6.1.3 ปลอดภัยจากการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สิน 6.2 การรู้จักพอประมาณ 6.2.1 ไม่ประมาท รอบคอบ 6.2.2 ประกอบกิจกรรมด้วยความระมัดระวัง 6.2.3 ประมาณการให้พอดีกับเวลา 6.3 ความมีเหตุผล 6.3.1 คำนึงถึงความสำคัญของงานช่างทุกประเภท 6.3.2 รู้จักวิเคราะห์ผลดี ผลเสียของงานช่างทุกประเภท 6.3.3 รู้จักใช้วัสดุ อุปกรณ์ได้อย่างเหมาะสม 6.3.4 รู้จักดำเนินชีวิตให้สามารถมีความสุขได้ 6.4 เงื่อนไขความรู้ 6.4.1 ความหมาย ความสำคัญของงานช่างประเภทต่าง ๆ 6.4.2 ประเภทงานช่างทั่วไป 6.4.3 คุณธรรมในการประกอบอาชีพช่าง 6.5 เงื่อนไขคุณธรรม 6.5.1 ซื่อสัตย์ 6.5.2 สุจริต 6.5.3 ขยัน 6.5.4 อดทน 6.5.5 แบ่งปัน 7. กระบวนการเรียนรู้ 7.1 ขั้นนำ 7.1.1 ทดสอบก่อนเรียน จากแบบทดสอบในชุดการเรียนการสอน ชุดที่ 5 เรื่อง งานช่างไฟฟ้า จำนวน 10 ข้อ 7.1.2 ให้นักเรียนเล่นเกม “ต่อวงจรไฟฟ้า” โดยมีกติกาดังนี้
238 1) ครูให้นักเรียนเข้ากลุ่มเดิมจากชั่วโมงที่แล้วและให้แต่ละกลุ่มแต่งตั้ง หัวหน้ากลุ่มและเลขานุการกลุ่มกันเอง 2) ครูแจกอุปกรณ์การเล่นเกมให้แต่ละกลุ่ม ประกอบด้วยสายไฟขนาดเล็ก หลอดไฟขนาดเล็ก ถ่านไฟฉาย เทปไส กรรไกร คัตเตอร์ 3) ให้แต่ละกลุ่มช่วยกันต่อวงจรไฟฟ้าอย่างง่ายด้วยอุปกรณ์ที่แจกให้ ถ้ากลุ่ม ใดเสร็จก่อน และหลอดไฟสว่างถือว่าชนะ ครูมอบรางวัลเพื่อเป็นขวัญและกำลังใจต่อไป 7.1.3 ครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ในแผนการจัดการเรียนรู้ที่ 5 ให้นักเรียนทราบ ก่อนเรียน 7.2 ขั้นสอน 7.2.1 ให้นักเรียนดูภาพวัสดุในงานช่างไฟฟ้า แล้วซักถามนักเรียนว่าวัสดุในงานช่าง ไฟฟ้ามีอะไรบ้าง มีวิธีการใช้อย่างไร เก็บรักษาอย่างไร และอันตรายที่เกิดจากการทำงานช่าง ไฟฟ้า มีอะไรบ้าง เป็นต้น 7.2.2 ครูชี้แจงวิธีการเรียนด้วยชุดการเรียนการสอนให้นักเรียนทราบก่อนเรียน แจกอุปกรณ์การเรียน จากนั้นให้นักเรียนทุกคนศึกษาความรู้เกี่ยวกับงานช่างไฟฟ้า จากชุดการเรียนการสอน ชุดที่ 5 เรื่อง “งานช่างไฟฟ้า” พร้อมกับการทำแบบฝึกของแต่ละ เนื้อหาไปด้วย และเมื่อศึกษาครบ ทุกเนื้อหาให้ทำแบบทดสอบหลังเรียนท้ายชุด จำนวน 10 ข้อ ตรวจคำตอบบันทึกคะแนน 7.3 ขั้นสะท้อนความคิด 7.3.1 ให้สมาชิกในแต่ละกลุ่มแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับงานช่างไฟฟ้า หลังจากนั้นให้ศึกษาใบความรู้ที่ 5 และทำใบงานที่ 5 7.4 ขั้นทฤษฎี 7.4.1 ให้แต่ละกลุ่มร่วมกันสรุปความรู้ที่ได้จากการศึกษาชุดการเรียนการสอนใน หัวข้อ 1) หลักการใช้ไฟฟ้าเบื้องต้น 2) การใช้และบำรุงรักษาเครื่องมือในงานไฟฟ้า 3) การเลือกใช้วัสดุและอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับงาน 7.5 ขั้นนำไปใช้ 7.5.1 นัดหมายให้นักเรียนฝึกปฏิบัติจริงเกี่ยวกับการต่อวงจรไฟฟ้าภายในบ้าน ตามแผงการต่อวงจรไฟฟ้า โดยฝึกปฏิบัติจริงนอกเวลาเรียน
239 7.6 ขั้นสรุป 7.6.1 ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปเนื้อหาเกี่ยวกับงานช่างไฟฟ้า และนัดหมาย การเรียน ครั้งต่อไป 8. สื่อ / แหล่งเรียนรู้ 8.1 ภาพวัสดุในงานช่างไฟฟ้า 8.2 กระดาษชาร์ท/สีเมจิก 8.3 หนังสือเรียนกลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 8.4 ชุดการเรียนการสอน ชุดที่ 5 เรื่อง “งานช่างไฟฟ้า” 8.5 ห้องสมุด/ห้องคอมพิวเตอร์สำหรับสืบค้นข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต 8.6 ใบความรู้ 8.7 ใบงาน 9. การวัดผลและประเมินผล 9.1 สิ่งที่ต้องวัด 9.1.1 ความรู้ความเข้าใจในเรื่อง งานช่างไฟฟ้า โดยให้นักเรียนทำใบงาน กิจกรรม เนื้อหาคำถามแต่ละเนื้อหาตั้งแต่เนื้อหาที่ 1 ถึง เนื้อหาที่ 12 และแบบทดสอบหลังเรียนจาก ชุดการเรียนการสอน ชุดที่ 5 เรื่อง “งานช่างไฟฟ้า” จำนวน 10 ข้อ 9.1.2 พฤติกรรมทางการเรียน 9.2 วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 9.2.1 ตรวจผลงานจากการทำใบงาน แบบฝึกแต่ละเนื้อหา เพื่อวัดความรู้ความ เข้าใจเนื้อหา 9.2.2 ตรวจแบบทดสอบหลังเรียนเพื่อวัดความรู้ความเข้าใจระหว่างเรียน 9.2.3 ตรวจแบบทดสอบก่อนเรียนเปรียบเทียบกับคะแนนหลังเรียน เพื่อวัด ความก้าวหน้าทางการเรียน 9.2.4 สังเกตพฤติกรรมทางการเรียน ในด้าน 1) ตั้งใจร่วมกิจกรรมการเรียนทุกกิจกรรม 2) มีความขยัน อดทน 3) มีความสามัคคีในหมู่คณะ 4) ความมีน้ำใจ/ช่วยเหลือ/แบ่งปัน
240 5) มีความซื่อสัตย์ 9.3 เครื่องมือการวัดและประเมินผล 9.3.1 แบบบันทึกคะแนน จากการทำใบงาน กิจกรรมแต่ละเนื้อหา 9.3.2 แบบทดสอบก่อน-หลังเรียนจากชุดการเรียนการสอน ชุดที่ 3 เรื่อง “เครื่องมือและอุปกรณ์งานช่าง” จำนวน 10 ข้อ 9.3.3 แบบสังเกตพฤติกรรมทางการเรียน 9.4 เกณฑ์การวัดและประเมินผล 9.4.1 เกณฑ์การประเมินผลจากการทำใบงาน เฉลี่ยร้อยละ 80 หรือ ในระดับ ดีมาก ได้คะแนนตั้งแต่ 8 - 10 คะแนน ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่ตั้งไว้ 9.4.2 เกณฑ์การประเมินผลจากการทำกิจกรรมแต่ละเนื้อหา เฉลี่ยร้อยละ 80 หรือ ระดับดีมาก ได้คะแนนตั้งแต่ 10 - 12 คะแนน ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่ตั้งไว้ 9.4.3 เกณฑ์การประเมินผลจากการทำแบบทดสอบหลังเรียน เฉลี่ยร้อยละ 80 หรือ ระดับดีมาก ได้คะแนนตั้งแต่ 8 - 10 คะแนน ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่ตั้งไว้ 9.4.4 เกณฑ์การประเมินจากแบบสังเกตพฤติกรรมทางการเรียน เฉลี่ยร้อยละ 80 หรือ ในระดับดีมาก ได้คะแนนตั้งแต่ 8 - 10 คะแนน ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมินตามที่ตั้งไว้
241 ส่วนประกอบตอนท้าย ความคิดเห็นของผู้บริหาร ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ข้อเสนอแนะ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ลงชื่อ ผู้ตรวจ (นายสรรทัศน์ ประทุมชาติ) ผู้อำนวยการโรงเรียนบัวขาว ………./…………………/……….
242 บันทึกผลหลังสอน 1. ปัญหาหรือสิ่งที่ตอ้งการพฒันา ………………………………………………………………………………………………… 2. แนวทาง / วิธีการสอน / รูปแบบการสอน / เทคนิคที่ใช้พัฒนา หรือแก้ปัญหา ………………………………………………………………………………………………… 3. ผลที่เกิดกับผู้เรียน ด้านความรู้ ………………………………..………………………………………………………………… ด้านทักษะ ………………………………..………………………………………………………………… ด้านคุณลักษณะ ………………………………..………………………………………………………………… 4. แนวทางการปรับปรุงการเรียนการสอนคร้ังต่อไป …………………………………………………………………………………… 5. ผลการสอน บันทึกผลขณะที่ก าลังสอน ………………………………..………………………………………………………………… บันทึกผลหลังสอน ………………………………..………………………………………………………………… ปัญหาและอุปสรรค ………………………………..………………………………………………………………… ข้อเสนอแนะและแนวทางแก้ไข ………………………………..………………………………………………………………… ลงชื่อ ผู้สอน (นายนนทนันท์ เพิ่มขึ้น) ตำแหน่งครู วิทยฐานะครูชำนาญการพิเศษ ............./.............................../..............
243 ภาคผนวกท้ายแผน ประกอบด้วย 1. แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. เฉลยแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 3. ตัวอย่างภาพประกอบการศึกษา 4. ใบความรู้ 5. ใบงาน 6. แบบบันทึกคะแนนการทำกิจกรรมแต่ละเนื้อหา 7. แบบบันทึกคะแนนการทำแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 8. แบบบันทึกคะแนนจากการสังเกตพฤติกรรมทางเรียน
244 แบบทดสอบก่อนเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง งานช่างไฟฟ้า คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด แล้วทำเครื่องหมายกากบาท ( ) ทับข้อที่เลือกเพียงข้อเดียว 1. กระแสไฟฟ้ามีความหมายตรงกับข้อใด ก. การเคลื่อนที่ของประจุบวกไปยังประจุลบ ข. การเคลื่อนที่ของโปรตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ค. การเคลื่อนที่ของอีเลกตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ง. การเคลื่อนที่ของนิวตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกไปยังอีกจุดหนึ่ง 2. ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านปัจจุบันเป็นไฟฟ้าชนิดใด ก. A C ข. D C ค. B C ง. P C 3. เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ใดประหยัดไฟฟ้าที่สุด ก. เบอร์ 2 ข. เบอร์ 3 ค. เบอร์ 4 ง. เบอร์ 5 4. การต่อไฟฟ้าในบ้านเป็นการต่อไฟแบบใด ก. แบบผสม ข. แบบขนาน ค. แบบอนุกรม ง. ถูกหมดทุกข้อ
245 5. การต่อวงจรแบบผสมนิยมใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดใด ก. ต่อวงจรไฟฟ้าในบ้าน ข. ต่อวงจรไฟฟ้าในรถยนต์ ค. ต่อวงจรไฟฟ้าในโรงเรียน ง. ต่อวงจรไฟฟ้าในเครื่องโทรทัศน์ 6. ข้อใดเป็นค่าที่ได้จากการใช้มัลติมิเตอร์วัด ก. แรงดันไฟฟ้า ข. กระแสไฟฟ้า ค. ความต้านทาน ง. ถูกหมดทุกข้อ 7. บัลลาสต์มีหน้าที่ตามข้อใด ก. รัดสายไฟ ข. เปิดปิดไฟฟ้า ค. สวิตซ์อัตโนมัติ ง. แปลงแรงดันไฟฟ้า 8. ไส้หลอดไฟฟ้าทำด้วยวัสดุชนิดใด ก. ดีบุก ข. ตะกั่ว ค. เหล็ก ง. ทังสเตน 9. ถ้าต้องการหลอดไฟสีฟ้า จะต้องบรรจุก๊าซชนิดลงในหลอดไฟฟ้า ก. ซีนอน ข. นีออน ค. ฮีเลี่ยม ง. อาร์กอน 10. สายไฟฟ้าขนาดใดเหมาะสำหรับเดินหลอดไฟในบ้าน ก. เบอร์ 2 6 ข. เบอร์ 2 4 ค. เบอร์ 2 1.5 ง. เบอร์ 2 2.5
246 เฉลยทดสอบก่อนเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง งานช่างไฟฟ้า 1. ค 2. ก 3. ง 4. ข 5. ง 6. ง 7. ง 8. ง 9. ก 10. ค
247 แบบทดสอบหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง งานช่างไฟฟ้า คำชี้แจง ให้นักเรียนเลือกคำตอบที่ถูกต้องที่สุด แล้วทำเครื่องหมายกากบาท ( ) ทับข้อที่เลือกเพียงข้อเดียว 1. เครื่องใช้ไฟฟ้าเบอร์ใดประหยัดไฟฟ้าที่สุด ก. เบอร์ 2 ข. เบอร์ 3 ค. เบอร์ 4 ง. เบอร์ 5 2. การต่อไฟฟ้าในบ้านเป็นการต่อไฟแบบใด ก. แบบผสม ข. แบบขนาน ค. แบบอนุกรม ง. ถูกหมดทุกข้อ 3. การต่อวงจรแบบผสมนิยมใช้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าชนิดใด ก. ต่อวงจรไฟฟ้าในบ้าน ข. ต่อวงจรไฟฟ้าในรถยนต์ ค. ต่อวงจรไฟฟ้าในโรงเรียน ง. ต่อวงจรไฟฟ้าในเครื่องโทรทัศน์ 4. กระแสไฟฟ้ามีความหมายตรงกับข้อใด ก. การเคลื่อนที่ของประจุบวกไปยังประจุลบ ข. การเคลื่อนที่ของโปรตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ค. การเคลื่อนที่ของอีเลกตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกจุดหนึ่ง ง. การเคลื่อนที่ของนิวตรอนจากจุดหนึ่งไปยังอีกไปยังอีกจุดหนึ่ง
248 5. ไฟฟ้าที่ใช้ในบ้านปัจจุบันเป็นไฟฟ้าชนิดใด ก. A C ข. D C ค. B C ง. P C 6. ถ้าต้องการหลอดไฟสีฟ้า จะต้องบรรจุก๊าซชนิดลงในหลอดไฟฟ้า ก. ซีนอน ข. นีออน ค. ฮีเลี่ยม ง. อาร์กอน 7. สายไฟฟ้าขนาดใดเหมาะสำหรับเดินหลอดไฟในบ้าน ก. เบอร์ 2 6 ข. เบอร์ 2 4 ค. เบอร์ 2 1.5 ง. เบอร์ 2 2.5 8. ข้อใดเป็นค่าที่ได้จากการใช้มัลติมิเตอร์วัด ก. แรงดันไฟฟ้า ข. กระแสไฟฟ้า ค. ความต้านทาน ง. ถูกหมดทุกข้อ 9. บัลลาสต์มีหน้าที่ตามข้อใด ก. รัดสายไฟ ข. เปิดปิดไฟฟ้า ค. สวิตซ์อัตโนมัติ ง. แปลงแรงดันไฟฟ้า 10. ไส้หลอดไฟฟ้าทำด้วยวัสดุชนิดใด ก. ดีบุก ข. ตะกั่ว ค. เหล็ก ง. ทังสเตน
249 เฉลยทดสอบหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เรื่อง งานช่างไฟฟ้า 1. ง 2. ข 3. ง 4. ค 5. ก 6. ก 7. ค 8. ง 9. ง 10. ง
250 ใบความรู้ที่ 5 งานไฟฟ้า งานไฟฟ้ามีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของประชาชนในยุคปัจจุบันเป็นอย่างมาก เพราะไฟฟ้ามีความจำเป็นมากมายไม่ว่าจะเป็นการนำมาใช้กับเครื่องอำนวยความสะดวกต่าง ๆ หรือเกี่ยวกับอุตสาหกรรมที่สำคัญบางชนิด ดังนั้นการมีความรู้เกี่ยวกับหลักการ วิธีการ เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ และความปลอดภัย จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง ปัจจุบันไฟฟ้ามีประโยชน์หลายด้าน เช่น งานอุตสาหกรรม งานติดต่อสื่อสาร และ การใช้ไฟฟ้าในชีวิตประจำวัน จึงต้องศึกษาเกี่ยวกับงานไฟฟ้าไว้เป็นพื้นฐานสำหรับการใช้ ซ่อมแซมและบำรุงรักษาเครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้าน ตลอดจนสายไฟฟ้าในบ้าน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานเดินสายไฟฟ้าในบ้าน 1. ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับงานไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า (Electrical Current) เกิดจากการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนจากจุดหนึ่ง ไปยังอีกจุดหนึ่งภายในตัวนำไฟฟ้า ซึ่งการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนเกิดจากการนำวัตถุที่มีประจุ ไฟฟ้าต่างกันมาวางใกล้กันทำให้เกิดการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอน ชนิดของกระแสไฟฟ้า ไฟฟ้ากระแสตรง (Direct Current หรือเรียกว่า DC) กระแสไฟฟ้าที่มีอิเล็กตรอน ไหลไปทางเดียวกันตลอด การไหลของไฟฟ้ากระแสตรงชนิดนี้ที่เรารู้จัก เช่น ถ่านไฟฉาย ดีซี ไดนาโม เป็นต้น ประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสตรง 1. ใช้ในงานโลหะ เช่น การชุบโลหะ การเชื่อมโลหะ 2. ใช้ในการประจุกระแสไฟฟ้าเข้าแบตเตอรี่ เช่น แบตเตอรี่รถยนต์ 3. ใช้ในวงจรอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ 4. ใช้สำหรับไฟฟ้านำทาง เช่น ไฟฉาย 5. ใช้ในการทดลองสารเคมี ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกบัไฟฟ้า
251 ไฟฟ้ากระแสสลับ (Alternating Current หรือเรียกว่า AC) กระแสไฟฟ้าที่มี อิเล็กตรอนไหลสลับที่ไปมาตลอดเวลา ซึ่งขนาดของกระแสและแรงดันเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ การไหลสลับไปมา 1 รอบ เรียกว่า 1 ไซเกิล (Cycle) และความถี่ หมายถึง จำนวนไซเกิล หรือการแกว่งกวัด หรือ การสั่นสะเทือนหรือคลื่นใน 1 วินาที ประโยชน์ของไฟฟ้ากระแสสลับ 1. ใช้กับระบบแสงสว่างได้ดี 2. ประหยัดและผลิตได้ง่าย 3. ใช้กับตู้เชื่อมหรือเครื่องเชื่อม 4. เครื่องใช้ไฟฟ้าที่ต้องการกำลังมาก ๆ 5. ใช้กับอุปกรณ์ไฟฟ้าได้เกือบทุกชนิด กำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง กำเนิดไฟฟ้ากระแสสลับ ภาพประกอบที่ 1 กำเนิดไฟฟ้ากระตรง กระแสสลับ. ที่มา : ไฟฟ้ากระตรง กระแสสลับ. (2563). (ออนไลน์) . สืบค้นจาก : https://www.google.co.th/search?q (1 เมษายน 2563) วงจรไฟฟ้า หมายถึง ทางเดินของกระแสไฟฟ้าซึ่งไหลมาจากแหล่งกำเนิดผ่านไปยัง ตัวนำและเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือโหลด (Load) แล้วไหลกลับไปยังแหล่งกำเนิด ในงานไฟฟ้า การต่ออุปกรณ์ของวงจรไฟฟ้าต่างๆ เป็นสิ่งจำเป็นเนื่องจาก ถ้าหาก ผู้ปฏิบัติงาน ขาดความรู้และเทคนิคในการต่อวงจรแล้วจะเกิดผลเสียอย่างร้ายแรงต่อ ผู้ปฏิบัติงาน และทรัพย์สิน การต่อวงจรไฟฟ้าสามารถต่อได้หลายวิธี ดังนี้ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับวงจรไฟฟ้า
252 1. การต่อไฟฟ้าแบบอนุกรม (Series Circuit) เป็นการนำเอาตัวต้านทานแบบ อนุกรมแต่ละตัว โดยเอาปลายด้านหนึ่งต่อกับปลายอีกด้านหนึ่งต่อเรียงไปเรื่อยๆ ผลจากการต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม 1. กระแสไฟฟ้าจะไหลผ่านในวงจรเท่ากันหมด 2. ความต้านทานรวมของวงจรเท่ากับผลบวกของความต้านทานแต่ละตัว 3. แรงดันไฟฟ้ารวมภายในวงจรจะเท่ากับผลบวกของแรงดันตกคร่อมของตัว ต้านทานแต่ละตัว 4. ถ้าจุดหนึ่งจุดใดภายในวงจรขาดไฟฟ้าจะดับหมดทุกจุด ภาพประกอบที่ 2 การต่อวงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม. ที่มา : สงคราม มังคละ. (2563). วงจรไฟฟ้าแบบอนุกรม (ออนไลน์) . สืบค้นจาก : http://www.cri4.obec.go.th/work_teacher51 (1 เมษายน 2563) 2. การต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนาน (Parallel Circuit) เป็นการนำเอาตัวต้านทานแต่ ละตัวมาต่อคร่อมกันไปเรื่อย ๆ จนครบวงจร การต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนานเป็นการต่อวงจรที่ใช้ทั่วไปกับไฟฟ้าแสงสว่าง และ เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านเรือน เช่น พัดลม หม้อหุงข้าว เตารีด เป็นต้น ผลจากการต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนาน 1. ความต้านทานรวมของวงจรจะมีค่าน้อยกว่าความต้านทานตัวที่น้อยที่สุด 2. กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านในวงจรจะเท่ากับกระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้า แต่ละชนิดรวมกัน 3. แรงดันไฟฟ้าที่ไหลผ่านอุปกรณ์ไฟฟ้าทุกจุดจะเท่ากัน ฉะนั้นกำลังส่องสว่าง จะไม่ตก 4. ถ้าอุปกรณ์ไฟฟ้าจุดใดจุดหนึ่งขาดไป จุดอื่นๆ ยังใช้งานได้ จึงนิยมวิธีการต่อ วงจรไฟฟ้าแบบขนานในบ้านเรือน
253 ภาพประกอบที่ 3 การต่อวงจรไฟฟ้าแบบขนาน. ที่มา : ศักดิ์สิทธิ์ โอปัณณา. (2563). วงจรไฟฟ้า (ออนไลน์) . สืบค้นจาก : http://www.oknation.net (1 เมษายน 2563) 3. การต่อวงจรแบบผสม (Compound Circuit) การต่อโดยการนำแบบอนุกรม และขนานต่อร่วมเข้าไปในวงจรเดียวกัน การต่อแบบนี้นิยมใช้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องคอมพิวเตอร์ เป็นต้น ผลจากการต่อวงจรแบบผสม 1. กระแสไฟฟ้าที่ไหลผ่านในวงจรทั้งหมด จะเท่ากับแรงดันไฟฟ้าที่แหล่งจ่าย ภายในวงจรหารด้วยความต้านทานในวงจร 2. ในกรณีที่อุปกรณ์ไฟฟ้าจุดใดขาด จุดอื่นๆ จะยังคงใช้ได้เป็นบางจุด และการ ตรวจซ่อมจะยุ่งยาก เนื่องจากอุปกรณ์ไฟฟ้าบางจุดจะต่อเข้ารวมเป็นวงจรเดียวดัน จึงไม่นิยม การต่อวงจรไฟฟ้าแบบผสมในบ้านเรือน ภาพประกอบที่ 4 การต่อวงจรไฟฟ้าแบบผสม ที่มา : ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ขอนแก่น. (2563). ไฟฟ้าเบื้องต้น (ออนไลน์) . สืบค้นจาก : http://www.kksci.com/elreaning/phi/page/phi_1.htm (1 เมษายน 2563)
254 เครื่องมืองานเดินสายไฟฟ้าภายในบ้าน ที่จำเป็นต้องใช้ มีดังนี้ 1. ค้อน สำหรับงานไฟฟ้ามีหลายชนิด เช่น ค้อนหงอน ทำด้วยเหล็กด้านหน้าเรียบ หงอนด้านบนใช้ถอนตะปู ค้อนเหลี่ยมเล็กใช้ตอกตะปู วิธีใช้และการบำรุงรักษา การใช้ค้อนมีข้อควรระวังและวิธีใช้ ดังนี้ 1.1 อย่าใช้ค้อนงัดจนเกินกำลัง จะทำให้ด้ามค้อนหัก 1.2 รักษาผิวหน้าค้อนให้ราบเรียบเสมอกัน 1.3 ห้ามใช้ค้อนที่ชำรุด 1.4 หลังจากใช้งานแล้ว ควรเช็ดให้สะอาด ทาด้วยน้ำมัน เก็บไว้ในที่เก็บเครื่องมือ ค้อนหงอน ค้อนหัวเหลี่ยม ภาพประกอบที่ 5 ค้อนสำหรับงานช่างไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 2. คีม เป็นเครื่องมือที่ใช้ตัด ดัด งอ โค้ง และปอกสายไฟ คีมที่มีด้ามเป็นฉนวนหุ้ม จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานมีความปลอดภัยในการทำงาน คีมที่นิยมใช้ทั่วไปในการเดินสายไฟ เช่น คีมปอกสายและตัดสาย คีมปากจระเข้ คีมปากจิ้งจก คีมย้ำหัวต่อสาย เป็นต้น วิธีใช้และการบำรุงรักษา 2.1 ใช้คีมให้เหมาะกับงาน 2.2 ไม่ใช้คีมขันสกรูหรือเกลียว เพราะจะทำให้ปากคีมเยิน 2.3 ไม่ควรใช้คีมต่างค้อน 2.4 ก่อนใช้ตรวจฉนวนหุ้มให้เรียบร้อย ถ้าชำรุดห้ามใช้ 2.5 เมื่อเลิกใช้ควรทำความสะอาด เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย เครื่องมืองานเดินสายไฟฟ้าภายในบ้าน
255 ภาพประกอบที่ 6 คีมสำหรับงานช่างไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 3. ไขควง เป็นเครื่องมือที่ใช้ขันสกรู น๊อต เช่น ต่อฟิวส์ ใส่สวิตช์ ใส่ดวงโคม ขัน ตะปูเกลียวหรือขันสกรูให้แน่น ถอนตะปูเกลียวออกจากที่ยึด เป็นต้น ไขควงมีหลายชนิดตาม ลักษณะที่ใช้งาน เช่น ไขควงปากแบน ไขควงปากสี่แฉก ไขควงบล็อก เป็นต้น วิธีใช้และการบำรุงรักษา 3.1 ไม่ควรใช้ไขควงแทนสกัดหรือค้อน 3.2 ไม่ควรใช้ไขควงที่เปื้อนน้ำมัน เพราะอาจเกิดพลาดพลั้งกระแทกมือได้ 3.3 ควรเลือกใช้ไขควงให้ถูกต้องกับชนิดของหัวสกรู 3.4 การใช้ไขควง ควรจับที่ด้ามของไขควง ไม่ควรใช้คีมจับด้ามไขควงขันสกรู 3.5 ใช้ไขควงที่มีด้ามเป็นฉนวนในงานช่างไฟฟ้า 3.6 ถ้าไขควงชำรุดต้องซ่อมทันที 3.7 หลีกเลี่ยงการใช้ไขควงถอดหรือคลายสกรูเก่าที่ชำรุด 3.8 เมื่อเลิกใช้แล้วควรทำความสะอาดและเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ภาพประกอบที่ 7 ไขควงสำหรับงานช่างไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563
256 4. สว่านเจาะไม้ ใช้บ้างในการเดินสายไฟ เพราะบางครั้งต้องเจาะรู เพื่อร้อยสายยึด อุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น พุกประกับ ลูกถ้วย กล่องไม้ เป็นต้น สว่านเจาะไม้มีหลายแบบหลาย ขนาด เช่น สว่านเฟือง สว่านมือบิดหล่า สว่านไฟฟ้า เป็นต้น สำหรับสว่านไฟฟ้าสามารถ เจาะได้ทั้งไม้ โลหะ และผนังคอนกรีต ควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับงาน วิธีใช้และการบำรุงรักษา 1. เลือกสว่านให้เหมาะสมกับงาน 2. ใส่ดอกสว่านให้ตรงแน่นก่อนใช้งาน 3. ขณะเจาะต้องตั้งดอกสว่านให้ตั้งฉากกับชิ้นงาน จับชิ้นงานไว้ให้แน่น 4. ถ้าต้องการเจาะรูโต ควรใช้ดอกสว่านเล็กนำก่อน 5. ขณะเจาะควรคลายให้เศษวัสดุออกบ้าง เพื่อลดแรงกด ทั้งป้องกันมิให้ดอก สว่านร้อนหรือหัก 6. หากชิ้นงานที่เจาะเป็นไม้ก่อนทะลุควรกลับไม้เจาะด้านตรงข้ามเพื่อป้องกัน ไม่ให้แตก 7. การเจาะด้วยสว่านไฟฟ้าไม่ควรล็อคปุ่มกดสวิตช์ และต้องระมัดระวังเป็น พิเศษ 8. เมื่อเลิกใช้งานให้ถอดดอกสว่านออกจากตัวสว่าน ทำความสะอาด เก็บเข้าที่ ให้เรียบร้อย ภาพประกอบที่ 8 สว่านสำหรับช่างไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563
257 5. มีดปลอกสายไฟ มีใช้สำหรับ ปอก ขุด หรือทำความสะอาดสายไฟ วิธีใช้และการบำรุงรักษา การปอกสายไฟควรตะแคงมีดทำมุม 45 องศากับสายไฟลักษณะเดียวกับการ เหลาดินสอ อย่ากดใบมีดลึกจนเกินไป เพราะใบมีดอาจตัดถูกลวดทองแดงภายในขาด หรือ ชำรุดเสียหายได้ ภาพประกอบที่ 9 มีดปลอกสายไฟฟ้าสำหรับช่างไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 6. เลื่อย มีหลายชนิดหลายแบบทั้งขนาดและรูปร่าง เลื่อยที่ใช้สำหรับงานช่างไฟฟ้า คือ เลื่อยรอปากไม้ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า สันด้านบนเป็นเหล็กหนา มีฟันเลื่อยละเอียด ใช้ สำหรับตัดปากไม้ในการเข้าไม้ต่าง ๆ ให้ประณีตเรียบร้อย วิธีใช้และการบำรุงรักษา 1. อย่าปล่อยให้ใบเลื่อยเปียกน้ำ 2. เมื่อแต่งฟันเลื่อย พยายามให้ฟันเลื่อยอยู่ในรูปเดิม 3. อย่าวางเลื่อยให้ถูกแดดร้อนจัด 4. เมื่อเลิกใช้แล้วต้องทำความสะอาด ชโลมด้วยน้ำมัน เก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ภาพประกอบที่ 10 เลื่อยสำหรับช่างไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563
258 7. หัวแร้งบัดกรี หัวแร้งที่ใช้ในการบัดกรีเพื่อเชื่อมหรือประสาน มีอยู่ 2 ชนิดคือ หัวแร้งชนิดเผาด้วยถ่าน และหัวแร้งไฟฟ้า หัวแร้งไฟฟ้าเหมาะที่จะใช้กับงานเดินสายไฟและ งานซ่อม งานประสานเล็กๆน้อยๆ ที่ใช้ความร้อนไม่มากนัก วิธีใช้และการบำรุงรักษา 1. ต้องรักษาปลายหัวแร้งให้สะอาดอยู่เสมอ 2. อย่าให้หัวแร้งบัดกรีร้อนจัดเกินไป 3. หัวแร้งเมื่อใช้แล้วต้องจุ่มน้ำกรดอย่างเจือจางแล้วจึงเก็บเข้าที่ให้เรียบร้อย ภาพประกอบที่ 11 หัวแร้งและอุปกรณ์บัดกรีสำหรับช่างไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 8. เครื่องมือวัดไฟฟ้า เช่น มัลติมิเตอร์ ใช้วัดค่าได้หลายอย่าง เช่น วัดแรงดัน วัด กระแสไฟฟ้า วัดความต้านทาน เป็นต้น วิธีใช้และการบำรุงรักษา 1. ศึกษาวิธีใช้เครื่องมือวัดให้เข้าใจก่อนใช้ เพราะหากใช้ผิดจะเกิดความเสียหายได้ 2. เลือกใช้สวิตช์ให้ถูกกับชนิดของกระแสไฟฟ้า 3. ใช้แล้วต้องเก็บรักษาให้ดี อย่าให้ตกหรือกระทบกระเทือนมากๆ อาจชำรุด หรือเกิดความเสียหาย ภาพประกอบที่ 12 เครื่องมือวัดไฟฟ้าสำหรับช่างไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563
259 วัสดุอุปกรณ์งานไฟฟ้า วัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้ในงานไฟฟ้า มีดังนี้ 1. สายไฟฟ้า เป็นตัวนำกระแสไฟฟ้าให้ไหลผ่านไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้าจนครบวงจร สายไฟ แบ่งออกได้ 2 ชนิด คือ สายเปลือย และสายหุ้มฉนวน 1.1. สายเปลือย เป็นสายที่ไม่มีฉนวนหุ้มมักจะเป็นสายขนาดใหญ่ ใช้กับ ไฟฟ้าแรงสูง มีทั้งสายที่ทำด้วยทองแดง และสายดินผสมอะลูมิเนียม สายไฟฟ้าตามถนนที่เป็น สายเปลือย ถ้าสัมผัสแม้โดยทางอ้อมอาจเกิดอันตรายได้ 1.2 สายหุ้มฉนวน ที่นิยมใช้กันตามอาคารบ้านเรือน มี 2 ชนิด คือ สายเดี่ยว และสายคู่ ฉนวนที่ใช้หุ้มสายทำด้วยวัสดุต่างๆ เช่น ยาง ไหม พีวีซี เป็นต้น 1.2.1 ยาง สายหุ้มยาง หมายถึง สายทองแดงเส้นเดียวหรือหลายเส้นหุ้มด้วย ยาง นิยมใช้กับปลั๊กไฟที่มีโหลดสูงๆ 1.2.2 ไหม เป็นสายหุ้มไหม หมายถึง สายทองแดงหลายเส้นหุ้มด้วยยาง ถัก ด้วยไหมนิยมใช้กับเตารีดไฟฟ้า 1.2.3 พีวีซี หมายถึง สายหุ้มด้วยพีวีซี นิยมใช้ในอาคารบ้านเรือน ภาพประกอบที่ 13 สายไฟฟ้าชนิดต่างๆ ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563
260 2. เข็มขัดรัดสาย ทำด้วยอะลูมิเนียม มีรูตรงกลา 1 - 2 รู แล้วแต่ขนาดของเข็มขัด รัดสาย ซึ่งมีขนาดเบอร์ต่างๆ กันตั้งแต่เบอร์ 0 - 8 รูตรงกลางนี้ใช้สำหรับตอกตะปูยึดกับผนัง ให้แน่น เข็มขัดรัดสายเบอร์ 0 สำหรับรัดสายที่มีขนาดเล็กเส้นเดียว เข็มขัดรัดสายขนาดใหญ่ ใช้กับสายไฟขนาดใหญ่ หรือสายไฟขนาดเล็กหลายๆ เส้นรวมกัน ภาพประกอบที่ 14 เข็มขัดรัดสายไฟฟ้าขนาดต่างๆ ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 3. ตุ้มหรือลูกถ้วย ใช้สำหรับเดินสายนอกอาคาร หรือในโรงฝึกงาน เพื่อยึดสายให้ แน่น เช่น ยึดสายไฟจากบ้านไปยังเสาไฟฟ้า ตุ้มมีหลายขนาดทั้งเล็กและใหญ่ตามขนาดของ สายไฟ ภาพประกอบที่ 15 ตุ้มหรือลูกถ้วย ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563
261 4. กล่องแยกสายไฟ มีลักษณะเป็นกล่องสี่เหลี่ยมจัตุรัสหรือสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีทั้งชนิด ที่ทำด้วยไม้ โลหะ และพลาสติก เจาะร้อยสายได้ตามความต้องการ กล่องแยกสายใช้สำหรับ ต่อแยกสายไฟ เพื่อนำไฟไปใช้ตามจุดต่างๆ และเพื่อความเรียบร้อยปลอดภัย ภาพประกอบที่ 16 กล่องแยกสายไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 5. เทปพันสายไฟ มีลักษณะเป็นม้วน ทำด้วยวัสดุฉนวน เช่น ยาง พีวีซี เป็นต้น ใช้สำหรับพันสายไฟหลังจากต่อสายเสร็จเรียบร้อยแล้ว เพื่อป้องกันไม่ให้ไฟฟ้ารั่วทำให้เกิด อันตรายได้ ภาพประกอบที่ 17 เทปพันสายไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 6. สตาร์ทเตอร์ ทำหน้าที่คล้ายเป็นสวิตช์อัตโนมัติเพื่อเปิดและปิดวงจรของหลอดเมื่อ เริ่มต้นทำงาน สตาร์ทเตอร์ทำหน้าที่เปิดวงจรเพื่ออุ่นไส้หลอดให้พร้อมที่จะทำงาน ภาพประกอบที่ 18 สตาร์ทเตอร์ ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563
262 7. บัลลาสต์ ทำหน้าที่แปลงแรงดันไฟฟ้าที่เหมาะสมให้กับหลอด ซึ่งแรงดันไฟฟ้าใน ตอนเริ่มต้นนี้จะมีค่าสูงมากเพื่อจุดไส้หลอดให้ปลดปล่อยอิเล็กตรอนออกมา หลังจากหลอด ทำงานแล้วบัลลาสต์จะเปลี่ยนหน้าที่โดยจะเป็นตัวจำกัดปริมาณของกระแสไฟฟ้าที่ไหลเข้าหลอด ภาพประกอบที่ 19 บัลลาสต์ ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 8. ฟิวส์ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้า ซึ่งต่อไว้ในวงจรไฟฟ้าเพื่อป้องกันไม่ให้กระแสไฟไหลเข้า มาเกินพิกัดของสายไฟ เพราะฟิวส์จะหลอมละลายทำให้ตัดทางเดินของกระแสไฟ ก่อนที่จะทำ ให้เกิดอุบัติเหตุเกี่ยวกับไฟฟ้าขึ้น ฟิวส์มีหลายชนิดและหลายขนาด ได้แก่ ฟิวส์เส้นลวด ฟิวส์ ก้ามปู และปลั๊กฟิวส์ หรือฟิวส์หลอด ฟิวส์ก้ามปูและปลั๊กฟิวส์สามารถเปลี่ยนได้ง่าย และใช้ได้ สะดวก ภาพประกอบที่ 20 บัลลาสต์ ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 9. คัทเอาท์ เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าซึ่งใช้สะพานไฟทำหน้าที่ตัดต่อกระแสไฟฟ้าในวงจร สะพานไฟต้องใช้ควบคู่กับอุปกรณ์อื่น ๆ ด้วย เช่น ฟิวส์เส้นลวด เป็นต้น ภาพประกอบที่ 21 คัทเอ้าท์ ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563
263 10. ปลั๊ก เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ต่อกระแสไฟฟ้าชั่วคราวไปยังอุปกรณ์ไฟฟ้า มีลักษณะต่างๆ กัน แบ่งได้ 2 ชนิด คือ ชนิดเต้าเสียบหรือปลั๊กเสียบ และชนิดเต้ารับหรือปลั๊กรับ ภาพประกอบที่ 22 เต้ารับเต้าเสียบ ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 11. สวิตช์ไฟฟ้า เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ตัดต่อวงจรไฟฟ้า ส่วนใหญ่จะใช้กับอุปกรณ์ ไฟฟ้าแสงสว่างภายในบ้านเรือน ภาพประกอบที่ 23 สวิตช์ไฟฟ้า ที่มา : นนทนันท์ เพิ่มขึ้น. 2563 12. หลอดไฟฟ้าชนิดเปล่งแสงจากไส้หลอด (Incandescent Lamp) ส่วนประกอบของหลอดไฟฟ้าชนิดเปล่งแสงจากไส้หลอด หลอดเปล่งแสงหรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า หลอดดวงเทียน เป็นหลอดไฟฟ้า ชนิดแรกที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น มีส่วนประกอบสำคัญ ดังนี้ 12.1 หลอดไฟฟ้า มีลักษณะเป็นหลอดแก้ว ทำหน้าที่หุ้มไส้หลอดและก๊าซเฉื่อย 12.2 ก๊าซเฉื่อย เป็นก๊าซที่บรรจุอยู่ภายในหลอดไฟ ที่นิยมใช้มี 2 ชนิด คือ ก๊าซไนโตรเจน และก๊าซอาร์กอน 12.3 ไส้หลอด ทำด้วยทังสเตนซึ่งเป็นโลหะที่ทนความร้อนสูง ให้ความร้อนได้มาก
264 หลอดเรืองแสง (GASESOUS DISCHARGE LAMP) หลอดเรืองแสง คือ หลอดที่เปล่งแสงออกมาจากการแตกตัวของก๊าซที่บรรจุภายใน หลอด หลอดเรืองแสงมีอยู่หลายชนิด แต่ที่นิยมใช้ในอาคารบ้านเรือน คือ หลอดนีออนและ หลอดฟลูออเรสเซนต์ ซึ่งให้แสงสว่างที่มีประสิทธิภาพดีกว่าหลอดชนิดเปล่งแสงจากไส้หลอด ส่วนประกอบของหลอดเรืองแสง 1. หลอดนีออน หลอดชนิดนี้ออกแบบมาเพื่อใช้ในงานประดับตกแต่งอาคาร สถานที่ งานโฆษณา หรือใช้สำหรับให้สัญญาณ มีลักษณะเป็นหลอดแก้วดัด เป็นรูปทรงต่างๆ ภายในหลอดจะบรรจุก๊าซไว้เพื่อให้แตกตัวเป็นสีต่างๆ กัน ดัง ตาราง สีที่ต้องการ ก๊าซที่บรรจุภายในหลอด ฟ้า ซีนอน ส้ม นีออน ชมพู ฮีเลียม ม่วงอ่อน คริปตอน ม่วงแก่ อาร์กอน 2. หลอดฟลูออเรสเซนต์ เป็นหลอดไฟฟ้าที่ออกแบบมาเพื่อใช้ในอาคารบ้านเรือน นิยมใช้กันมากเพราะให้แสงสว่างที่ขาวนวลไม่แสบตา ให้กำลังส่องสว่างมากกว่าหลอดเปล่งแสง หรือหลอดดวงเทียน (เมื่อเทียบกับกำลังไฟฟ้าที่เท่ากัน) และมีอายุการใช้งานยาวนาน หลอดฟลูออเรสเซนต์ มีส่วนประกอบที่สำคัญ ดังนี้ 2.1 ตัวหลอด ทำด้วยแก้วใส ภายในเคลือบสารเรืองแสงฟอสเฟอร์ ซึ่งทำหน้าที่ เปลี่ยนรังสีอัลตราไวโอเลตเป็นแสงสว่าง 2.2 ขั้วหลอด ทำหน้าที่ต่อกระแสไฟฟ้าจากภายนอกเข้าภายในหลอด 2.3 ไส้หลอด ทำหน้าที่กระจายอิเล็กตรอน 2.4 สารบรรจุภายในหลอด ได้แก่ ก๊าซอาร์กอน และไอปรอท หลอดเรืองแสง
265 การที่นำหลอดฟลูออเรสเซนต์มาใช้ ต้องใช้ควบคู่กับสตาร์ทเตอร์ และบัลลาสต์ สตาร์ทเตอร์จะทำหน้าที่ต่อวงจรในช่วงแรก จนอิเล็กตรอนกระจายทั่วหลอดแล้วก็จะหยุดทำงาน ส่วนบัลลาสต์จะทำหน้าที่ปรับแรงดันไฟฟ้าให้พอดีกับไส้หลอดในการใช้บัลลาสต์นั้นต้องใช้ให้ พอเหมาะกับหลอดด้วย เช่น บัลลาสต์ 20 วัตต์ต้องใช้กับหลอด 20 วัตต์ เป็นต้น การทำงานของหลอดฟลูออเรสเซนต์ เริ่มขึ้นเมื่อจ่ายกระแสไฟฟ้าเข้าสู่วงจรสตาร์ทเตอร์ จะทำหน้าที่ต่อวงจรในช่วงแรก กระแสไฟฟ้าก็จะไหลผ่านมายังขั้วหลอดอีกข้างหนึ่ง และไหล ไปยังบัลลาสต์ซึ่งเป็นตัวปรับแรงดันไฟฟ้าให้พอดีกับหลอด เมื่อกระแสไฟฟ้าไหลครบวงจร ไส้หลอดทั้งสองข้างของขั้วหลอดจะร้อนแดง (ช่วงนี้สตาร์ทเตอร์จะไม่ทำงาน) ทำให้อิเล็กตรอน กระจายตัวไปชนกับก๊าซอาร์กอนในหลอด เกิดการแตกตัวเปลี่ยนเป็นรังสีอัลตราไวโอเลตออกมา กระทบกับสารฟอสเฟอร์ ซึ่งฉาบไว้ที่ผนังด้านในของหลอด ก็จะเกิดแสงสว่าง ปัจจุบันได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับหลอดไฟฟ้าในด้านต่างๆ ไปมาก เพื่อให้ใช้กระแสไฟฟ้า อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นการอนุรักษ์ทรัพยากรเกี่ยวกับพลังงาน เช่น ได้พัฒนา หลอดฟลูออเรสเซนต์จากหลอดธรรมดาเป็นหลอดผอมซึ่งประหยัดกระแสไฟฟ้าได้ถึงร้อยละ 10 และได้มีการผลิตหลอดฟลูออเรสเซนต์ ในลักษณะหลอดไฟฟ้าธรรมดาขึ้น เพื่อแก้ปัญหาความ ยาวเกะกะของหลอดฟลูออเรสเซนต์ มีหลายขนาดคือ 9 วัตต์ 13 วัตต์ 18 วัตต์ และ 25 วัตต์ แต่ละขนาดจะให้ปริมาณแสงสว่างเท่ากับหลอดมีไส้ขนาด 40 วัตต์ 60 วัตต์ 75 วัตต์ และ 100 วัตต์ ตามลำดับ หลอดฟลูออเรสเซนต์แบบใหม่นี้ประหยัดกระแสไฟฟ้า และมีอายุ การใช้ยาวนาน แต่มีข้อเสียคือ ราคาแพงกว่าหลอดชนิดเปล่งแสงจากไส้หลอด และชุดบัลลาสต์ กับสตาร์ทเตอร์ของหลอดชนิดนี้ปิดผนึกสวมกันเป็นชิ้นเดียวกับตัวหลอด ถ้าเกิดการชำรุด เสียหายขึ้นที่ส่วนใดส่วนหนึ่ง จะต้องทิ้งไปทั้งหมด วิธีการใช้หลอดไฟฟ้า เมื่อต้องการใช้แสงสว่างจากหลอดไฟชนิดเปล่งแสงออกจากไส้หลอดให้เปิดสวิตช์ ไฟฟ้า จะไหลเข้าวงจรผ่านไปยังไส้หลอด ทำเกิดความร้อนและแสงสว่างขึ้นที่ไส้หลอด แต่จะไม่เกิด การเผาไหม้ เนื่องจากไส้หลอดทำด้วยทังสเตน ซึ่งมีคุณสมบัติทนความร้อนได้สูง เมื่อเลิกใช้ให้ ปิดสวิตช์ วิธีการใช้หลอดไฟฟ้า
266 สำหรับหลอดเรืองแสงแบบฟลูออเรสเซนต์ เมื่อเปิดสวิตช์แล้ว หลอดไฟยังไม่ติดทันที่ ต้องรอประมาณ 2 - 4 วินาที จึงจะเกิดแสงสว่างทั่วหลอด แต่ถ้าเป็นหลอดชนิดเปล่งแสงจาก ไส้หลอดไฟจะสว่างทั่วหลอดทันทีที่เปิดสวิตช์ ข้อควรระวังในการใช้หลอดไฟฟ้า 1. ไม่ควรให้หลอดไฟถูกกระทบกระเทือนบ่อย และไม่ควรเปิดไฟทิ้งไว้ตลอดคืน เพราะอาจทำให้ไส้หลอดขาดได้ 2. หลอดไฟฟ้าที่ไส้หลอดขาด ควรรีบเปลี่ยนหลอดใหม่ 3. ถ้าหลอดเรืองแสงแตก ไม่ควรเข้าใกล้ เพราะสารและก๊าซที่บรรจุอยู่ในหลอด เป็นอันตรายต่อสุขภาพ วิธีการเดินสายไฟฟ้าและการต่อสายไฟฟ้า การปฏิบัติงานเกี่ยวกับงานเดินสายไฟฟ้าภายในอาคารหรือในบ้านเรือน ควรคำนึงถึงสิ่ง ต่อไปนี้ 1. ความปลอดภัย ต้องรู้จักเลือกใช้สายไฟฟ้าให้ถูกต้องกับชนิดของอุปกรณ์ไฟฟ้า 2. ความประหยัด ต้องเผื่อระยะขนาดความยาวสายได้ถูกต้อง จัดวางอุปกรณ์ เหมาะสมทำงานไม่ล่าช้า รู้จัดเลือกใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ และราคาไม่แพงเกินไป 3. ความเป็นระเบียบเรียบร้อย ต้องเดินสายไฟฟ้าให้เรียบร้อยสวยงาม โดยติดตั้ง อุปกรณ์และเข้าหัวสายให้เป็นระเบียบ 4. ความเหมาะสม ต้องติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าให้เหมาะสมกับตำแหน่ง และตรงกับ ความต้องการของผู้ใช้ ทั้งควรเผื่อขนาดสายให้โตเพื่อการใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติมในอนาคต วิธีเดินสายไฟฟ้าในบ้าน การเดินสายไฟฟ้าภายในบ้านสามารถเดินสายได้ 2 วิธี คือ การเดินสายแบบเปิดและ การเดินสายไฟฟ้าแบบปิด 1. การเดินสายแบบเปิด หมายถึง การเดินสายไฟฟ้าไปตามฝาผนังหรือเพดาน โดย ใช้เข็มขัด รัดสายเป็นตัวยึดสายไฟ วิธีใช้เข็มขัดรัดสาย มีวีการและข้อควรระวัง ดังนี้ 1.1 วัดระยะเข็มขัดรัดสาย วิธีการเดินสายไฟฟ้า
267 1.2 ใช้ตะปูตอกยึดที่รูตรงกลางของเข็มขัดรัดสายกับผนังระยะห่างกันประมาณ ๑๐ เซนติเมตร 1.3 รีดสายไฟให้ตรง วางสายไฟลงบนเข็มขัดรัดสาย สอดปลายเข็มขัดเข้าที่รูหัว เข้มขัดรัดสาย บีบรัดสายให้แน่น ทุบด้วยค้อนเล็กเบาๆ ให้สายไฟและเข็มขัดรัดสายรัดแน่น เรียบร้อยแนบสนิทกับผนัง 1.4 ห้ามใช้เข็มขัดรัดสายกับสายไฟฟ้าที่ไม่มีฉนวนหุ้มเด็ดขาด 2. การเดินสายแบบปิด หมายถึง การเดินสายไฟฟ้าแบบซ่อนสายภายในท่อพีวีซีหรือ ท่อโลหะ และฝังอยู่ในคอนกรีต วิธีต่อสายไฟฟ้าในลักษณะต่างๆ ก่อนการต่อสายไฟฟ้าควรจะปอกสายไฟฟ้าให้เรียบร้อย โดยใช้คีมหรือมีดปอกสาย ให้ รอยปอกมีลักษณะเหมือนการเหลาดินสอ 1. การต่อสายแบบพันเกลียว การต่อสายแบบดันเกลียวมี 2 ลักษณะ คือ 1.1 การต่อสายพันเกลียวชนิดสายเดี่ยว การต่อสายชนิดนี้ควรใช้สายชนิด เดียวกัน ใช้ต่อความยาวให้เพิ่มขึ้นเมื่อสายยาวไม่พอ การต่อแบบนี้สามารถรับแรงดึงได้ดี จึง นิยมใช้ต่อสายที่มีจุดยึดช่วงห่าง ๆ วิธีต่อ ดังนี้ 1.1.1 ปอกฉนวนที่หุ้มสายออกประมาณข้างละ 6 ซม. โดยปอกแบบ เหลาดินสอ 1.1.2 พาดสายลวดบิดห่างกันประมาณ 3 ซม. และทำมุม 180 องศา 1.1.3 หมุนปลายเส้นลวดทั้งสองพันรอบสายซึ่งกันและกัน เรียงเส้นข้างละ ประมาณ 5 - 6 รอบ 1.1.4 ใช้เทปพันสายไฟพันให้เรียบร้อย ป้องกันไฟรั่ว 1.2 การต่อสายพันเกลียวชนิดสายคู่ การต่อสายแบบนี้เป็นการต่อสาย ขนาดเล็ก เมื่อสายยาว ไม่พอ เช่น การต่อสายไฟภายในบ้าน วิธีการต่อเช่นเดียวกับการต่อ สายเดี่ยว แต่ต้องต่อสายให้เยื้องกันเพื่อป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร เมื่อต่อสายเสร็จแล้วต้องพันด้วย เทปพันสายไฟ เพื่อความเรียบร้อยและป้องกันไฟฟ้าลัดวงจร วิธีการต่อสายไฟฟ้าในลักษณะต่าง ๆ
268 2. การต่อสายไฟฟ้าแบบหางเปีย การต่อสายไฟฟ้าแบบหางเปียนิยมใช้ในกล่องต่อสาย หากเดินสายในท่อเมื่อต่อแล้ว ใช้ไวร์นัต (Wire Nut) สวม ไม่ใช้เทปพันรอยต่อ ถ้าเป็นบริเวณอื่นไม่ใช่การเดินสายในท่อให้ ใช้เทปพันสายพัน วิธีต่อดังนี้ 3.1 ปอกสายยาวประมาณ 3 ซม. 3.2 จับเส้นลวดพาดกากบาทกัน 3.3 บิดเส้นลวดพันถักกันเหมือนหางเปีย ไปจนสุดปลายเส้นลวด 3.4 ใช้ไวร์นัตสวมหรือใช้เทปพันสายพัน ป้องกันไฟรั่ว ภาพการต่อสายไฟในลักษณะต่าง ๆ การต่อสายพันเกลียวชนิดสายเดี่ยว การปอกฉนวน การต่อสายพันเกลียวชนิดสายคู่ การต่อสายแบบหางเปีย ภาพประกอบที่ 24 การต่อสายไฟฟ้าแบบต่าง ที่มา : สุรพงษ์ ศรีวินิจ. งานช่าง ช่วงชั้นที่ 3. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช จำกัด, 2547.
269 การต่อสายแยก การต่อสายแยก สามารถต่อได้ทั้งสายเดี่ยวและสายคู่ เช่น ต้องการเดินสายใหม่ เพื่อติดตั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าเพิ่มเติม หรือต้องการนำกระแสไฟฟ้าไปใช้ชั่วคราว การต่อสายแยก มี 2 วิธี คือ การต่อสายแยกที่ใช้งานโดยมีแรงดึงในสายกับไม่มีแรงดึงในสาย 1. วิธีต่อสายแยกที่ใช้งานโดยไม่มีแรงดึงในสาย 1.1 ปอกปลายสายเดิมยาวประมาณ 2 ซม. และปอกปลายสายแยกให้มีความ ยาวประมาณ 3 - 4 ซม. 1.2 นำสายที่ต้องการต่อแยกพันสายเดิม โดยพันไปทางเดียวกัน จนสุดปลายสาย ลวดที่ปอกไว้ 1.3 ใช้เทปพันรอยต่อให้มิดชิด เพื่อป้องกันไฟรั่ว 2. วิธีต่อสายแยกที่ใช้งานโดยมีแรงดึงในสาย 2.1 ปอกฉนวนหุ้มสายตรงให้มีความยาวประมาณ 5 ซม. และปอกฉนวนหุ้ม สายแยกให้มีความยาวประมาณ 7.5 ซม. 2.2 นำสายที่ต่อแยกพันกับสายตรง โดยพันทับสายเดิมแล้วสอดกลับมาทับสาย แยกและพันทับสายเดิมจนสุดปลายเส้นลวดที่ปอกไว้ 2.3 ใช้เทปพันสายไฟพันรอยต่อให้เรียบร้อย 3. การต่อสายแยกที่มีจุดแยกหลายจุด ในกรณีที่เป็นสายเดี่ยว มีวิธีต่อเช่นเดียวกับต่อแยกจุดเดียว แต่ควรระวังเพราะอาจ มีการรั่วของสายไฟ และหากต่อไม่แน่นสนิทกระแสไฟจะเดินไม่สม่ำเสมอเกิดการลัดวงจรได้ง่าย ดังนั้นจึง ไม่ควรต่อในลักษณะนี้มากกว่า 2 จุด สำหรับการต่อแยกสายหลายจุดที่เป็นสายคู่ ควรใช้กล่องต่อสายหรือตลับแยกสาย ข้อที่ควรระวังคือ ไม่ต่อสลับสายระหว่างสายที่มีกระแสไฟฟ้าไหลกับสายที่ไม่มีกระแสไฟฟ้าไหล มิฉะนั้นเวลาใช้เครื่องใช้อาจถูกไฟฟ้าดูด หรือเป็นสาเหตุให้เกิดอุบัติเหตุได้ วิธีการต่อสายไฟฟ้าในลักษณะต่าง ๆ
270 ภาพการต่อสายไฟแบบต่าง ๆ การต่อสายแยกที่ใช้งานโดยไม่มีแรงดึงสาย การต่อสายแยกที่ใช้งานโดยมีแรงดึงสาย วิธีต่อสายแยกที่มีจุดแยกสายหลายจุด การต่อสายในกล่อง สาย ภาพประกอบที่ 25 การต่อสายไฟฟ้าแบบต่าง ที่มา : สุรพงษ์ ศรีวินิจ. งานช่าง ช่วงชั้นที่ 3. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช จำกัด, 2547. การต่อสายไฟเข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ การต่อสายไฟเข้ากับอุปกรณ์ต่าง ๆ ภายในบ้าน มีขั้นตอนในการปฏิบัติ ดังนี้ 1. ตัดทางเดินของกระแสไฟ ด้วยการยกสะพานไฟของคัตเอาท์ หรือถอดฟิวส์เสียก่อน เพื่อป้องกันอันตรายจากการถูกไฟฟ้าดูด 2. ปอกสายไฟให้เส้นลวดโผล่ออกมาประมาณ 2 ซม. วิธีการต่อสายไฟฟ้าในลักษณะต่าง ๆ
271 3. หากเครื่องใช้ไม่มีช่องสำหรับสอดเส้นลวดต้องม้วนงอปลายเส้นลวดสำหรับเกี่ยวกับ สกรู 4. ขันสกรูกดปลายเส้นลวดให้แน่น ในกรณีที่เป็นอุปกรณ์ไฟฟ้าขนาดใหญ่ ต้องการให้กระแสไฟฟ้าจำนวนมากไหลผ่านและ มีความแข็งแรงมั่นคง สามารถใช้งานเป็นระยะเวลายาวนานควรใช้หัวต่อสายที่นิยมกันมี 3 แบบ คือ แบบแหวน แบบคล้อง และแบบเสียบ การต่อฟิวส์เส้นลวด มีขั้นตอนในการต่อดังนี้ 1. ยกคัตเอาท์ขึ้นเพื่อตัดกระแสไฟ 2. คลายสกรูเอาเส้นฟิวส์ที่ขาดออก 3. ตัดลวดฟิวส์ขนาดตามต้องการที่จะใช้ดัดปลายทั้งสองข้างให้งอเป็นรูปตัว S สำหรับ เกี่ยวกับสกรู 4. เกี่ยวปลายฟิวส์ทั้งสองข้างเข้ากับสกรู ใช้ไขควงขันฟิวส์ให้แน่นพอประมาณ ภาพประกอบที่ 26 การต่อสายไฟฟ้าแบบต่างๆ ที่มา : สุรพงษ์ ศรีวินิจ. งานช่าง ช่วงชั้นที่ 3. กรุงเทพฯ : วัฒนาพานิช จำกัด, 2547.
272 สัญญาณอันตราย ในการเดินสายไฟฟ้าภายในบ้าน ถ้าต่อสายไม่แน่นหรือใช้สายไฟฟ้าผิดขนาด อาจจะ เกิดการชำรุดหรือรั่วได้ ในกรณีสายที่สายรั่ว หรือต่อไม่แน่นมักจะเกิดไฟช็อตเป็นครั้งคราว จะ ทำให้หลอดไฟฟ้าในบ้านกะพริบ และฟิวส์ขาดบ่อย ๆ ถ้าไม่แก้ไขข้อบกพร่องอาจเกิดไฟไหม้ได้ ข้อควรระวังเกี่ยวกับปลั๊กไฟฟ้า การใช้เครื่องไฟฟ้าหรือการต่อสายไฟใช้ชั่วคราว ต้องใช้ปลั๊กไฟฟ้าทุกครั้ง มีข้อควร ระมัดระวัง ดังนี้ 1. อย่าใช้การดึงสายไฟที่ปลั๊กตัวผู้ เมื่อต้องการถอดปลั๊ก 2. เวลาต่อสายในปลั๊ก ต้องตรวจสอบให้ดีอย่าให้สายไฟสัมผัสกันเป็นอันขาด 3. ขันสกรูหรือตะปูควงให้แน่น ป้องกันสายหลุด สัญญาณอันตราย
273 ใบงานที่ 5 งานไฟฟ้า คำชี้แจง : ให้นักเรียนปฏิบัติการต่อวงหลอดไส้และหลอดฟลูออเรสเซนต์( คะแนนเต็ม 20 คะแนน) 1. ปฏิบัติการต่อ วงจรหลอดไส้ (10 คะแนน) ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ 2. ปฏิบัติการต่อวงจรหลอดฟลูออเรสเซนต์ (10 คะแนน) ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................ ................................................................................................................................................
274 แบบบันทึกคะแนนการทำใบงานที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ปีการศึกษา 2563 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบัวขาว องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ลำดับที่ คะแนนที่ได้ (คะแนนเต็ม 10) หมายเหตุ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22 23 24
275 แบบบันทึกคะแนนการทำใบงานที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ปีการศึกษา 2563 ชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบัวขาว องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ลำดับที่ คะแนนที่ได้ (คะแนนเต็ม 10) หมายเหตุ 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40 เกณฑ์การพิจารณาการให้คะแนน การทำกิจกรรมใบงาน (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) 10 ข้อมูลถูกต้องครอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญ ละเอียด ชัดเจน สมบูรณ์ ผลงานเสร็จเรียบร้อย สะอาด สวยงามถูกต้องทั้งรูปแบบและตัวอักษร 9 ข้อมูลถูกต้องครอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญ ละเอียด ชัดเจน สมบูรณ์ ผลงานเสร็จเรียบร้อย สวยงามถูกต้องทั้งรูปแบบและตัวอักษร แต่ขาดความสะอาด เล็กน้อย
276 8 ข้อมูลถูกต้องครอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญ ละเอียด ชัดเจน สมบูรณ์ ผลงานเสร็จเรียบร้อย สวยงามถูกต้องทั้งรูปแบบและตัวอักษร แต่ขาดความสะอาด อยู่บางส่วน 7 ข้อมูลถูกต้องครอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญ ละเอียด ชัดเจน แต่ไม่สมบูรณ์ เท่าที่ควร ผลงานเสร็จเรียบร้อยสะอาดและสวยงาม 6 ข้อมูลถูกต้องครอบคลุมรายละเอียดที่สำคัญ แต่ไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน ไม่ สมบูรณ์เท่าที่ควร ผลงานเสร็จเรียบร้อยสะอาดและสวยงาม 5 ข้อมูลถูกต้องแต่ไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน และไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ผลงานเสร็จเรียบร้อยสะอาดและสวยงาม 4 ข้อมูลถูกต้องแต่ไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน และไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ผลงานเสร็จเรียบร้อย สวยงาม แต่ไม่สะอาดเท่าที่ควร 3 ข้อมูลถูกต้องแต่ไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน และไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ผลงานไม่เสร็จเรียบร้อยบางส่วน สวยงาม แต่ไม่สะอาดเท่าที่ควร 2 ข้อมูลถูกต้องแต่ไม่ละเอียด ไม่ชัดเจน และไม่สมบูรณ์เท่าที่ควร ผลงานไม่เสร็จเรียบร้อยบางส่วน ไม่สวยงาม ไม่สะอาดเท่าที่ควร 1 ข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์ ผลงานไม่เสร็จส่วนมาก ไม่สะอาด ไม่สวยงาม 0 ไม่ตอบคำถาม หรือไม่ทำกิจกรรมใด ๆ เลย เกณฑ์การตัดสิน ดีมาก : นักเรียนทำแบบฝึกกิจกรรมหรือแบบทดสอบได้คะแนนเท่ากับ 8-10 คะแนน ดี : นักเรียนทำแบบฝึกกิจกรรมหรือแบบทดสอบได้คะแนนเท่ากับ 6-7 คะแนน ปานกลาง : นักเรียนทำแบบฝึกกิจกรรมหรือแบบทดสอบได้คะแนนเท่ากับ 5 คะแนน พอใช้ : นักเรียนทำแบบฝึกกิจกรรมหรือแบบทดสอบได้คะแนนเท่ากับ 1-4 คะแนน ปรับปรุง : นักเรียนทำแบบฝึกกิจกรรมหรือแบบทดสอบได้คะแนนเท่ากับ 0 คะแนน
277 แบบบันทึกคะแนนการทำกิจกรรมในแต่ละเนื้อหาคำถาม ของชุดการเรียนการสอน ชุดที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ปีการศึกษา 2563 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบัวขาว องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ เลข ที่ คะแนนการทำกิจกรรมแต่ละเนื้อหาคำถาม คะแนน รวม หมาย เหตุ เนื้อหาที่ 1เนื้อหาที่ 2 2 เนื้อหาที่ 3 เนื้อหาที่ 4 เนื้อหาที่ 5 เนื้อหาที่ 6 เนื้อหาที่ 7 เนื้อหาที่ 8 เนื้อหาที่ 9 เนื้อหาที่ 10 เนื้อหาที่ 11 เนื้อหาที่ 12 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 12 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20
278 แบบบันทึกคะแนนการทำกิจกรรมในแต่ละเนื้อหาคำถาม ของชุดการเรียนการสอน ชุดที่ 5 กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ปีการศึกษา 2563 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบัวขาว องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ เลข ที่ คะแนนการทำกิจกรรมแต่ละเนื้อหาคำถาม คะแนน รวม หมาย เหตุ เนื้อหาที่ 1เนื้อหาที่ 2 2 เนื้อหาที่ 3 เนื้อหาที่ 4 เนื้อหาที่ 5 เนื้อหาที่ 6 เนื้อหาที่ 7 เนื้อหาที่ 8 เนื้อหาที่ 9 เนื้อหาที่ 10 เนื้อหาที่ 11 เนื้อหาที่ 12 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 1 12 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39
279 เกณฑ์พิจารณาการให้คะแนน การทำกิจกรรมเนื้อหาคำถามแต่ละเนื้อหา ตอบถูกได้ข้อละ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสิน ดีมาก : นักเรียนตอบคำถามรวมคะแนน 12 เนื้อหา ได้ตั้งแต่ 10-12 หรือเฉลี่ย ร้อยละ 80 ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน ดี : นักเรียนตอบคำถามรวมคะแนน 12 เนื้อหา ได้ตั้งแต่ 8-9 ปานกลาง : นักเรียนตอบคำถามรวมคะแนน 12 เนื้อหา ได้ตั้งแต่ 6-7 พอใช้ : นักเรียนตอบคำถามรวมคะแนน 12 เนื้อหา ได้ตั้งแต่ 4-5 ปรับปรุง : นักเรียนตอบคำถามรวมคะแนน 12 เนื้อหา ได้ตั้งแต่ 0-3 สรุป : มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ประเมินการทำกิจกรรมในระดับ ดีมาก เท่ากับ................คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ประเมินการทำกิจกรรมในระดับ ดี เท่ากับ................คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ประเมินการทำกิจกรรมในระดับ ปานกลาง เท่ากับ.............คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ประเมินการทำกิจกรรมในระดับ พอใช้ เท่ากับ................คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์ประเมินการทำกิจกรรมในระดับ ปรับปรุง เท่ากับ..............คน
280 แบบบันทึกคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ปีการศึกษา 2563 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบัวขาว องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ เลขที่ คะแนนทดสอบ หลังเรียน คะแนนทดสอบ ก่อนเรียน ค่าความก้าวหน้า ทางการเรียน หมายเหตุ 10 10 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18 19 20 21 22
281 แบบบันทึกคะแนนการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ปีการศึกษา 2563 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบัวขาว องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ เลขที่ คะแนนทดสอบ หลังเรียน คะแนนทดสอบ ก่อนเรียน ค่าความก้าวหน้า ทางการเรียน หมายเหตุ 10 10 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 36 37 38 39 40
282 เกณฑ์พิจารณา การให้คะแนน (คะแนนเต็ม 10 คะแนน) ตอบถูก 1 ข้อ ได้ข้อละ 1 คะแนน เกณฑ์การตัดสิน ดีมาก : นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเท่ากับ 8-10 คะแนน ถือว่าผ่านเกณฑ์การประเมิน 80% ดี : นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเท่ากับ 6-7 คะแนน ปานกลาง : นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเท่ากับ 5 คะแนน พอใช้ : นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเท่ากับ 1-4 คะแนน ปรับปรุง : นักเรียนทำแบบทดสอบหลังเรียนได้คะแนนเท่ากับ 0 คะแนน นักเรียนมีความก้าวหน้าทางการเรียน : คือ คะแนนทดสอบหลังเรียนมีมากกว่า คะแนนทดสอบ ก่อนเรียน สรุป : มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินทดสอบหลังเรียนในระดับ ดีมาก เท่ากับ...........คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินทดสอบหลังเรียนในระดับ ดี เท่ากับ.............คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินทดสอบหลังเรียนในระดับ ปานกลาง เท่ากับ........คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินทดสอบหลังเรียนในระดับ พอใช้ เท่ากับ................คน มีนักเรียนผ่านเกณฑ์การประเมินทดสอบหลังเรียนในระดับ ปรับปรุง เท่ากับ.............คน
283 แบบบันทึกคะแนนการสังเกตพฤติกรรมทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ปีการศึกษา 2563 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบัวขาว องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ลำดับที่ พฤติกรรมทางการเรียนที่สังเกต หมาย เหตุ ตั้งใจร่วม กิจกรรม การเรียน ทุกกิจกรรม มีความ ขยัน อดทน มีความ สามัคคี ในหมู่คณะ ความมีน้ำใจ/ ช่วยเหลือ/ แบ่งปัน มีความ ซื่อสัตย์ รวม คะแนน ที่ได้ 2 คะแนน 2 คะแนน 2 คะแนน 2 คะแนน 2 คะแนน 10 คะแนน 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 13 14 15 16 17 18
284 แบบบันทึกคะแนนการสังเกตพฤติกรรมทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพและเทคโนโลยี งานช่าง ปีการศึกษา 2563 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนบัวขาว องค์การบริหารส่วนจังหวัดกาฬสินธุ์ ลำดับที่ พฤติกรรมทางการเรียนที่สังเกต หมาย เหตุ ตั้งใจร่วม กิจกรรม การเรียน ทุกกิจกรรม มีความ ขยัน อดทน มีความ สามัคคี ในหมู่คณะ ความมีน้ำใจ/ ช่วยเหลือ/ แบ่งปัน มีความ ซื่อสัตย์ รวม คะแนนที่ ได้ 2 คะแนน 2 คะแนน 2 คะแนน 2 คะแนน 2 คะแนน 10 คะแนน 19 20 21 22 23 24 25 26 27 28 29 30 31 32 33 34 35 เกณฑ์พิจารณาการให้คะแนนแบบสังเกตพฤติกรรม