วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 47 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย,(2553).แนวทางการจัดการเรียนรู้ตาม หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: รังสีการ พิมพ์. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579. กรุงเทพฯ: บริษัท พริกหวานกราฟฟิค จำกัด.
48| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 การบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาการส่งเสริมการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ MANAGEMENT OF CHENGES TO DEVELOP AND PROMOTE EFFECTIVE LEARNING สุรเชษฐ์ สุนทรากร1 Surachet soontrakorn1 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต MangPhuket District Learning Encouragement Center. [email protected] บทคัดย่อ การเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตและการพัฒนาองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับ การส่งเสริมการเรียนรู้ในวิถีที่เปลี่ยนไป การเปิดรับการเปลี่ยนแปลงจึงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีความเกี่ยวข้อง ในด้านการพัฒนาวิชาการที่มีการพัฒนาตลอดเวลา การนำกระบวนการและกลยุทธ์ในการจัดการบริหาร การเปลี่ยนแปลงมาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการบริหารจัดการองค์กร บุคลากร หลักคิด หรือแนวปฏิบัติ บูรณาการให้เข้ากับเทคนิควิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ ทั้งนี้เพื่อยกระดับการพัฒนา ทางวิชาการเพื่อเปิดรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการพัฒนา ด้านวิชาการเพื่อประสบการณ์ในการเรียนรู้ที่ดีขึ้น การจัดการและการบริหารการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นเพียงการนำระบบใหม่ไปใช้เท่านั้น ยังเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวัฒนธรรมในการทำงานร่วมกัน และการปรับปรุงเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุ สู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการพัฒนาองค์ ความรู้ทางวิชาการ ด้วยการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน สามารถใช้ประโยชน์จากมุมมองและแนวคิด ที่ไม่เหมือนกันแต่มีจุดประสงค์ปลายทางที่เหมือนกันของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งนำไปสู่กลยุทธ์การพัฒนา อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป คำสำคัญ : การบริหาร, การเปลี่ยนแปลงสู่การทำงาน, การเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21 1 ผู้อำนวยศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอเมืองภูเก็ต จังหวัดภูเก็ต
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 49 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ABSTRACT Change is an inevitable part of the growth and development of an organization for fostering learning in a transformative way. Being open to change is essential in order to stay relevant in the ever-evolving field of academic development. Implementing effective change management processes and strategies by emphasizing the management of the organization, personnel concept or practice Integrate them with new techniques, methods and technologies. This is to raise the level of academic development in order to open up for technological advancement. and combine technology with academic development for a better learning experience. Change management and management is not just about implementing new systems. It also involves fostering a culture of collaboration. And improvements to lead the practice to achieve the goal continuously. It also promotes participation in determining the direction of academic knowledge development. by creating a collaborative culture able to take advantage of different perspectives and ideas but have the same end goal of these individuals. which leads to further effective development strategies Keywords: .Management , change towards effective, Work and learning in the 21st century.
50| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทนำ ในโลกที่เปลี่ยนไปกับความรู้ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในปัจจุบันและเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา องค์กรต่างๆ ต้องปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้สามารถแข่งขันได้และต้องมีการปรับปรุงอย่าง ต่อเนื่อง ดังนั้นความสำคัญของการจัดการการเปลี่ยนแปลงในการผลักดันประสิทธิผลการเรียนรู้ โดยเน้น กลยุทธ์หลักและแนวทางปฏิบัติที่ดีที่สุดสำหรับการดำเนินการที่ประสบความสำเร็จ ด้วยการยอมรับ การเปลี่ยนแปลงและการจัดการให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จะนำพาให้องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรม แห่งการเรียนรู้และการเติบโตอย่างมีคุณภาพได้อย่างต่อเนื่อง การเปลี่ยนแปลงจึงเป็นส่วนหนึ่งของการเติบโตและการพัฒนาองค์กรอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ การเปิดรับการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งสำคัญเพื่อให้มีความเกี่ยวข้องในด้าน การพัฒนาวิชาการที่มีการพัฒนาตลอดเวลา การนำกระบวนการและกลยุทธ์การจัดการการเปลี่ยนแปลง มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเน้นการบริหารจัดการองค์กร บุคลากร หลักคิดหรือแนวปฏิบัติ บูรณาการ ให้เข้ากับเทคนิควิธีการและเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อยกระดับการพัฒนาทางวิชาการเพื่อเปิดรับความก้าวหน้า ทางเทคโนโลยีเพื่อผสมผสานเทคโนโลยีเข้ากับการพัฒนาด้านวิชาการ และเพื่อประสบการณ์การเรียนรู้ที่ดีขึ้น การจัดการและการบริหารการเปลี่ยนแปลงไม่ได้เป็นเพียงการนำระบบใหม่ไปใช้เท่านั้น นอกจากนี้ ยังเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมวัฒนธรรมของการทำงานร่วมกันและการปรับปรุงเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติให้บรรลุ สู่เป้าหมายอย่างต่อเนื่องอีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการกำหนดทิศทางของการพัฒนา องค์ความรู้ทางวิชาการ ด้วยการสร้างวัฒนธรรมการทำงานร่วมกัน สามารถใช้ประโยชน์จากมุมมอง และแนวคิดที่ไม่เหมือนใครของบุคคลเหล่านี้ ซึ่งนำไปสู่กลยุทธ์การพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพต่อไป การบริหารการเปลี่ยนแปลงเพื่อพัฒนาการส่งเสริมการเรียนรู้ ทักษะการส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 รูปแบบและทักษะเพื่อตอบสนองความต้องการ ของการจัดการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเราจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลง ก่อนเป็นลำดับแรกว่าทำไมจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นองค์กร ต่างๆ ต้องตระหนักถึงความจำเป็นในการเปลี่ยนแปลงเพื่อให้เป็นผู้นำในการบริหาร การปฏิบัติงาน การทำกิจกรรมโครงการที่แปลกใหม่ที่สอดรับกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย และเมื่อมีการ เปลี่ยนแปลงแล้วก็ต้องมีการกำกับติดตามและการประเมินอย่างสม่ำเสมอและการประเมินสถานะปัจจุบัน ของการเรียนรู้ภายในองค์กรเป็นสิ่งสำคัญ องค์กรสามารถเริ่มกระบวนการจัดการการเปลี่ยนแปลงได้อย่าง
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 51 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 มีประสิทธิภาพโดยการระบุส่วนที่ควรปรับปรุง สิ่งที่ควรให้ความสำคัญก็คือการสร้างวิสัยทัศน์ เพื่อการเรียนรู้ การกำหนดวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนสำหรับการเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญในการชี้นำกระบวนการจัดการ การเปลี่ยนแปลง องค์กรควรกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ที่ต้องการและแสดงวิสัยทัศน์ที่น่าสนใจซึ่งสอดคล้อง กับวัตถุประสงค์ขององค์กร วิสัยทัศน์นี้ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้นการเปลี่ยนแปลงและสร้างแรงบันดาลใจ ให้ผู้บริหารหรือบุคลากรยอมรับความคิดริเริ่มการเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆที่ดีกว่าเดิมอย่างถูกต้อง และสิ่งที่มี ความจำเป็นที่ต้องทำงานภายใต้การเปลี่ยนแปลงนั้นต้องคำนึงถึงประเด็นดังต่อไปนี้ซึ่งจะนำพาให้องค์กร แห่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง ซึ่งสามารถแยกเป็นประเด็นที่สำคัญได้ดังนี้ 1. การสร้างทีมบริหารการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงประสบความสำเร็จ องค์กร ควรจัดตั้งทีมจัดการการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะ ทีมนี้ควรประกอบด้วยบุคคลที่มีทักษะความเป็นผู้นำ ที่แข็งแกร่ง มีความรู้เกี่ยวกับกระบวนการเรียนรู้ และสามารถสื่อสารและมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ในทุกระดับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมบริหารการเปลี่ยนแปลงมีบทบาทสำคัญในการวางแผน ดำเนินการ และติดตาม ความคืบหน้าของการริเริ่มเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ผู้บริหารจำเป็นต้องพัฒนาไม่เพียงแต่ความรู้ ในหลักการบริหารเท่านั้น แต่ยังต้องพัฒนาทักษะที่สอดคล้องในศตวรรษที่ 21 ด้วย เช่น ความคิด สร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ การแก้ปัญหา การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน การรู้สารสนเทศ การรู้เท่าทัน สื่อ การรู้เท่าทันเทคโนโลยี ทักษะชีวิตและอาชีพ และความเป็นพลเมืองโลกเพื่อให้การส่งเสริมการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพในศตวรรษที่ 21 2. ทักษะด้านการสื่อสารการเปลี่ยนแปลง การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพมีความสำคัญในการสร้าง ความมั่นใจว่าบุคลากรมีความเข้าใจวัตถุประสงค์และประโยชน์ของการเปลี่ยนแปลงที่นำเสนอ องค์กร ควรพัฒนาแผนการสื่อสารที่ครอบคลุมซึ่งระบุวัตถุประสงค์ ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และการเปลี่ยนแปลง ที่สอดคล้องกับกลยุทธ์โดยรวมขององค์กรอย่างชัดเจน ควรใช้ช่องทางการสื่อสารปกติ เช่น อีเมล เวิร์กช็อป และการประชุมที่เพื่อให้บุคลากรรับทราบและมีส่วนร่วมตลอดกระบวนการเปลี่ยนแปลง 3. การอบรมและพัฒนาบุคลากร ในการจัดการการเปลี่ยนแปลงควรมาพร้อมกับโครงการ หรือโปรแกรมการฝึกอบรมและการพัฒนาที่ออกแบบมาอย่างดี เหมาะสมกับองค์กรหรือบุคลากรเพื่อจัด ให้บุคลากรมีทักษะและความรู้ที่จำเป็นในการปรับตัวเข้ากับความคิดริเริ่มการเรียนรู้ใหม่ ๆ เช่น การฝึกอบรม เวิร์กช็อป แพลตฟอร์มอีเลิร์นนิง และโปรแกรมการให้คำปรึกษาสามารถช่วยให้บุคลากร ได้เรียนรู้และยอมรับการเปลี่ยนแปลงและทำหน้าที่ของตนตามที่ได้รับมอบหมายได้อย่างยอดเยี่ยม และมีประสิทธิภาพ
52| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 4. การให้อำนาจหรือความสำคัญแก่บุคลากร เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ ที่มีประสิทธิภาพ องค์กรควรให้อำนาจแก่บุคลากรในการเป็นเจ้าของการพัฒนาของตน การให้อิสระแก่ บุคลากรการส่งเสริมและสนับสนุน และการเข้าถึงทรัพยากร ขององค์กรซึ่งจะช่วยให้พวกเขามีส่วนร่วม ในกระบวนการเรียนรู้อย่างจริงจัง ส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องผ่านการให้แรงเสริมเช่นการให้คำชมเชย การให้รางวัล การยอมรับ และโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ กระตุ้นให้บุคลากรยอมรับการเปลี่ยนแปลง และมุ่งมั่นในการนำพาให้องค์กรสู่ความเป็นเลิศ 5. การปฏิรูปหลักสูตร หลักสูตรในปัจจุบันควรสอดคล้องกับวิสัยทัศน์และเป้าหมายของการศึกษา และการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 และบูรณาการความรู้วิชาหลักในรูปแบบสหวิทยาการและแท้จริง ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งการปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาเป็นเรื่องสำคัญในการพัฒนาการศึกษาในประเทศ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มคุณภาพการศึกษาให้ดียิ่งขึ้น และสอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และสังคม โดยการปรับปรุงหลักสูตรการศึกษาจะช่วยให้ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้ที่เหมาะสม และตอบสนอง ต่อความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบัน นอกจากนี้ การปรับปรุงหลักสูตรการศึกษายังช่วยให้ผู้เรียน ได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในสังคม และช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีความคิดสร้างสรรค์ มากยิ่งขึ้นและมีความจำเป็นต่อการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น 6. การติดตามวัดผลและประเมินผล การปฏิรูปการประเมินการประเมินควรมีความสมดุล และครอบคลุม ไม่เพียงแต่วัดความรู้เท่านั้นแต่ยังรวมถึงทักษะ ทัศนคติ และค่านิยมด้วย นอกจากนี้ ยังควรใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพ และให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุง การปรับปรุง ระบบการศึกษาและการพัฒนาทักษะมีส่วนสำคัญที่จะทำให้ไทยบรรลุเป้าหมายตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี รวมทั้งจะช่วยเพิ่มศักยภาพ โอกาสและความเท่าเทียมทางเศรษฐกิจภายในประเทศ และด้วยแนวโน้ม ในการเป็นสังคมผู้สูงอายุและสัดส่วนของประชากรในวัยทำงานที่ลดลงเรื่อย ๆ ทรัพยากรมนุษย์ที่มีทักษะ คือปัจจัยสำคัญของความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในอนาคต ดังนั้นการจัดการการเปลี่ยนแปลง จึงเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ต้องมีการติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง องค์กรหรือหน่วยงานควร จัดทำตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพหลัก (KPI) เพื่อวัดประสิทธิผลของการริเริ่มการเรียนรู้ คำติชมและการประเมิน อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งสามารถช่วยให้มองเห็นถึงสิ่งที่ต้องปรับปรุงและเป็นแนวทางสำหรับกลยุทธ์ในอนาคต ด้วยการทบทวนความคืบหน้าอย่างสม่ำเสมอ จะทำให้องค์กรสามารถมั่นใจได้ว่าการเรียนรู้ยังคงสอดคล้อง กับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงของสังคมและชุมชนซึ่งจะทำให้คุณภาพของระบบการศึกษา
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 53 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ตลอดจนสมรรถนะและทักษะของผู้สำเร็จการศึกษา ประสบความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายของการจัด การศึกษาขององค์กรต่อไป
54| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 สรุป การจัดการการเปลี่ยนแปลงเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพภายในองค์กร การสร้างวิสัยทัศน์ในการเรียนรู้ สร้างทีมบริหารการเปลี่ยนแปลง สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ จัดโปรแกรมการฝึกอบรมและพัฒนา เพิ่มศักยภาพพนักงาน และติดตาม ความคืบหน้า องค์กรสามารถสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง องค์กรที่ให้ความสำคัญกับการจัดการการเปลี่ยนแปลงจึงมีความพร้อม ที่ดีกว่าในการปรับตัว การสร้างนวัตกรรม และเติบโตในสภาพแวดล้อมของการพัฒนาที่ไม่หยุดนิ่ง ในปัจจุบัน ซึ่งจะทำให้สอดคล้องกับการถือกำเนิดขึ้นของทักษะการส่งเสริมการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 การพัฒนารูปแบบและทักษะการจัดการแบบดั้งเดิมจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนเพื่อตอบสนองความต้องการ ของการจัดการการเปลี่ยนแปลง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการผลักดันการพัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ อย่างมีประสิทธิภาพภายในองค์กร การสร้างวิสัยทัศน์ในการเรียนรู้ สร้างทีมบริหารการเปลี่ยนแปลง และมีการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ จัดโปรแกรมการฝึกอบรมและพัฒนาในทุกมิติที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนา เพื่อเพิ่มศักยภาพของบุคลากรและติดตามความสำเร็จขององค์กร ที่จะทำให้สามารถ สร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้และการเติบโตอย่างต่อเนื่องด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่ององค์กร อย่างสม่ำเสมอ ให้สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงในการบริหารทักษะในศตวรรษที่ 21
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 55 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 เอกสารอ้างอิง วารี ชมชื่น.(2557).การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้วยทักษะการเรียนรู้ที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21.รายงาน สืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร ครั้งที่ 1 (394 - 402).กำแพงเพชร: มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร. https://www.brookings.edu/articles/transforming-education-systems-why-what-and-how/ https://fms.kpru.ac.th/pr-all/pr-km/pr-km-2560/49008/ https://graduate.sru.ac.th/wp-content/uploads/2020/02/การจัดการศึกษาในศตวรรษที่-21.pdf https://www.unicef.org/thailand/th/stories/%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B 8%A8%E0%B8%B6%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%B2%E0%B8%AA%E0%B8% B3%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%9A%E0%B8%A8%E0%B8%95% E0%B8%A7%E0%B8%A3%E0%B8%A3%E0%B8%A9%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0% B9%88-21
56| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 1 นักวิชาการศึกษาชำนาญการ 2 นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ ภาพสะท้อนจากการประเมินตนเองของสถานศึกษาเพื่อใช้เป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ Reflections from educational institutions' self-assessments to be used as a base for developing educational quality of educational institutions under the Department of Learning Encouragement จตุรงค์ ทองดารา1 , เบ็ญจวรรณ อำไพศรี2 Jaturong Thongdara 1 , Benjawan Amphaisri2 กลุ่มพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา กรมส่งเสริมการเรียนรู้ Division of Educational Quality and Standards Development, Department of Learning Promotion Corresponding Author E-mail: [email protected] บทคัดย่อ ) การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา ในภาพรวมเกี่ยวกับคะแนนและระดับคุณภาพการศึกษา จำแนกตามประเภทมาตรฐานการศึกษา ของสถานศึกษา (2) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับ จุดเด่น และจุดที่ควรพัฒนาในแต่ละประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และ (3) เพื่อวิเคราะห์ ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมร่วมกับการสนทนากลุ่มกับผู้ที่เกี่ยวข้อง เกี่ยวกับข้อเสนอแนะที่มีต่อหน่วยงานต้นสังกัดสำหรับการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งในการดำเนินการได้กำหนดให้ มีรวบรวมข้อมูลจากรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการแจกแจงความถี่ ร้อยละ รวมถึงการสร้างข้อสรุปของผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในเชิงคุณภาพ ซึ่งสรุปผลการศึกษา ได้ดังนี้ 1. สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการประเมินตนเองตามมาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐานในภาพรวม อยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 53.56 43.43 และ 3.02 ตามลำดับ สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผล การประเมินตนเองตามมาตรฐานการศึกษาต่อเนื่องในภาพรวม อยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ มากที่สุด
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 57 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 57.65 32.65 และ 9.48 ตามลำดับ รวมถึงมีผลการประเมินตนเองตามมาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศัยในภาพรวม อยู่ในระดับ คุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพ ดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 73.06 25.54 และ 1.29 ตามลำดับ 2. สถานศึกษาในภาพรวม มีจุดเด่นที่สำคัญ ดังนี้ 2.1 ตามมาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจุดเด่น คือ สถานศึกษาสามารถกำหนดและดำเนินงานโครงการด้านคุณธรรม จริยธรรม จนส่งผลให้ผู้เรียน ผ่านเกณฑ์การประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่ดีตามที่สถานศึกษากำหนด 2.2 ตามมาตรฐานการศึกษาต่อเนื่อง มีจุดเด่น คือ ผู้เรียนการศึกษาต่อเนื่องสามารถ เข้าเรียนรู้ได้ตามหลักสูตร ตามแผนการจัดการเรียนรู้ และผ่านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และ/หรือคุณธรรมที่เป็นไปตามเกณฑ์การจบหลักสูตร ที่สถานศึกษากำหนดไว้ 2.3 ตามมาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศัย จุดเด่น คือ การที่สถานศึกษาสามารถกำหนด โครงการ และกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัยได้สอดคล้องกับบริบท ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย หรือตามความจำเป็น หรือเป็นไปตามนโยบายหน่วยงานต้นสังกัดได้ และสามารถนำไปสู่การดำเนินงานได้ 3. สถานศึกษาในภาพรวม มีจุดที่ควรพัฒนาที่สำคัญ ดังนี้ 3.1 ตามมาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีจุดที่ควรพัฒนา คือ สถานศึกษาควรจัดให้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการสถานศึกษา และการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา 3.2 ตามมาตรฐานการศึกษาต่อเนื่อง มีจุดที่ควรพัฒนา คือ สถานศึกษาควรส่งเสริม สนับสนุน การจัดหา จัดทำ หรือพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งจัดสภาพแวดล้อม ที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง และความต้องการของผู้เรียน 3.3 ตามมาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศัย มีจุดที่ควรพัฒนา คือ สถานศึกษาควรส่งเสริม สนับสนุนการจัดหา จัดทำหรือพัฒนาสื่อหรือนวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงการจัด สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีความน่าสนใจ ทันสมัย 4. หน่วยงานต้นสังกัดควรจัดให้มีกิจกรรมเพื่อทบทวนหรือสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับอำนาจ หน้าที่ของสถานศึกษา แนวทางการดำเนินงาน และพัฒนางานด้านการประกันคุณภาพการศึกษา
58| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาให้แก่บุคลากรของสถานศึกษาในสังกัด เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษา และการประกันคุณภาพการศึกษา คำสำคัญ: รายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา , การพัฒนาคุณภาพการศึกษา , การประกันคุณภาพการศึกษา
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 59 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ABSTRACT The objectives of this study were 1) to analyze the overall educational institution self-assessment report data regarding scores and educational quality levels 2) to analyze the self-assessment report of educational institutions as a whole about the strengths and points that should be improved in each category of educational standards of educational institutions and 3) to analyze the overall educational institution self-assessment report data together with focus group discussions with relevant parties regarding the recommendations to the parent agency for improving the educational quality of educational institutions. The study collected data from educational institution self-assessment reports and analyzed data by frequency distribution and percent. The conclusions of this study are as follows: 1. Educational institutions’ self-assessment according to the non-formal education for the basic education levels standards are classified as excellent with the largest proportion (53.56%), very good at the second largest proportion (43.43%) and the rest (3.02%) are classified as good. Educational institutions’ self-assessment according to the continuing education standards are classified as excellent with the largest proportion (57.65%), very good at the second largest proportion (32.65%) and the rest (9.48%) are classified as good. Educational institutions’ self-assessment according to the self-determined education standards are classified as very good with the largest proportion (73.06%), excellent at the second largest proportion (25.54%) and the rest (1.29%) are classified as good. 2. Educational institutions have the following important features. 2. 1 The most outstanding feature of educational institutions according to the non-formal education for the basic education levels standards is that they can define and implement projects on morality and ethics. As a result, their students were able to passed the evaluation criteria for morality, ethics, values and good characteristics as specified by the educational institutions. 2.2 The most outstanding features of educational institutions according to the continuing education standards is that they can take courses according to their coursework
60| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 corresponding to their learning management plans and pass the assessment. As a result, the learners have knowledge, abilities, skills and/or virtues that meet the criteria for completing the curriculum specified by educational institutions. 2.3 The most outstanding features of educational institutions according to the self-determined education standards is that they can determine projects and informal educational activities that were consistent with the context of the needs of the target students or as needed or in accordance with the policy of the affiliation agency and can lead to actual implementation. 3. Educational institutions can be improved as follows. 3. 1 Educational institutions according to the non-formal education of basic education standards should conduct research studies on matters related to educational institution management and enhance educational management. 3 . 2 Educational institutions according to the continuing education standards should conduct research studies on matters related to educational institution management and enhance educational management. 3 . 3 Educational institutions according to the self-determined education standards should promote sourcing support, prepare or develop media or innovation with suitable technology including the provision of an interesting and modern environment to accommodate self-determined education. 4. The parent organization should organize activities to review or create knowledge and understanding of the authority of the school operational guidelines. They should assist enhancement of educational quality assurance including laws related to educational quality assurance for personnel of affiliated educational institutions. This is to encourage their personnels to gain knowledge, understanding and foresee the importance of education management and educational quality assurance. Keywords: Educational institution self-assessment report, Educational quality enhancement, Educational quality assurance
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 61 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทนำ การพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า สามารถเข้าสู่การแข่งขันในเวทีโลก จำเป็นต้องมีกระบวนการ จัดการศึกษาของประเทศให้มีมาตรฐานทั้งในระดับประเทศ และสามารถเทียบเคียงสมรรถนะได้ กับมาตรฐานนานาชาติ การประกันคุณภาพการศึกษาจึงเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งกิจกรรมหนึ่ง ที่สถานศึกษาต้องดำเนินการควบคู่ไปกับการบริหารสถานศึกษา เพราะการประกันคุณภาพการศึกษา เป็นการดำเนินงานของสถานศึกษา เพื่อให้หลักประกันกับภาคประชาสังคมว่าผลผลิตที่เกิดขึ้น คือ คุณภาพ ของผู้เรียนจะมีคุณภาพเป็นไปตามเป้าหมายของหลักสูตร มาตรฐานการศึกษาของชาติ และสอดคล้อง กับเจตนารมณ์ของพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ (สำนักทดสอบทางการศึกษา, 2554) ซึ่งรัฐบาลไทย ในทุกยุคทุกสมัยได้ให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก และถือว่าการศึกษาเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุด ประการหนึ่ง (เพ็ญวิไล สมานมิตร, 2553) ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562 ในหมวด 6 มาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษา มาตรา 48 กำหนดให้หน่วยงานต้นสังกัดและสถานศึกษาต้องจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา และให้ถือว่าการประกันคุณภาพภายในเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารการศึกษาที่ต้องดำเนินการ อย่างต่อเนื่อง โดยการจัดทำรายงานประจำปีเสนอต่อหน่วยงานต้นสังกัด หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และเปิดเผยต่อสาธารณชน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษา และเพื่อรองรับการ ประกันคุณภาพภายนอก และตามกฎกระทรวงการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2561 แห่ง พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ข้อ 3 กำหนดไว้ว่า ให้สถานศึกษาแต่ละแห่งจัดให้มีระบบการประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา โดยการกำหนด มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษาให้เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาแต่ละระดับและประเภทการศึกษา ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด พร้อมทั้งจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของ สถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาและดำเนินการตามแผนที่กำหนดไว้ จัดให้มี การประเมินผลและตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ติดตามผลการดำเนินการ เพื่อพัฒนา สถานศึกษาให้มีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา และจัดส่งรายงานผลการประเมินตนเองให้แก่หน่วยงาน ต้นสังกัดหรือหน่วยงานที่กำกับดูแลสถานศึกษาเป็นประจำทุกปีซึ่งจากข้อกำหนดตามกฎหมายดังกล่าว ข้างต้น สถานศึกษาทุกแห่งในสังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ต่างได้ให้ความสำคัญกับการดำเนินงานต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนดไว้อย่างครบถ้วน โดยมุ่งหวังให้เกิด
62| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งส่วนหนึ่งของการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายใน สถานศึกษาในแต่ละปีงบประมาณ นั้น สถานศึกษาได้มีการจัดทำรายงานการประเมินตนเอง ของสถานศึกษา และเสนอไปยังสำนักงาน กศน. หรือหน่วยงานโดยต้นสังกัดอย่างครบถ้วน ในปี พ.ศ. 2566 เป็นห้วงเวลาที่มีความสำคัญยิ่ง เนื่องจากเป็นปีที่ “สำนักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย หรือที่หลายคนรู้จักกันในนาม สำนักงาน กศน.” ได้รับการยกฐานะ ให้เป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” โดยเมื่อที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2566 ราชกิจจานุเบกษาได้มีการเผยแพร่ พระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 โดยมีสาระสำคัญ คือ การยกเลิกพระราชบัญญัติส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 และยกฐานะ สำนักงานส่งเสริมการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เป็น "กรมส่งเสริมการเรียนรู้" โดยให้มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด หกสิบวันนับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป ในการนี้ เพื่อให้มีการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาให้เกิดความ ต่อเนื่องในการดำเนินงานและพัฒนาคุณภาพการศึกษาในช่วงเวลาที่มีการเปลี่ยนผ่านจาก “สำนักงาน กศน.” ไปเป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” และเพื่อให้มีข้อมูลสำหรับนำไปใช้เป็นฐานในการ นำไปประกอบการพิจารณา วางแผนเพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงาน และการพัฒนาคุณภาพให้เกิดขึ้น แก่สถานศึกษาในสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และเพื่อการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงาน ตามหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ตามความในมาตรา 16 (10) ซึ่งกำหนดให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ปฏิบัติหน้าที่อื่นใด ตามที่บัญญัติไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือที่มีกฎหมาย อื่นกำหนด จึงเป็นโอกาสที่สำคัญที่จะจัดให้มีการศึกษา รวบรวม วิเคราะห์ และสรุปผลการประเมิน คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาในภาพรวมที่เกิดขึ้นจากการประเมินตนเองของสถานศึกษา ในช่วงปีงบประมาณที่กำลังจะมีการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว ภายใต้การศึกษา เรื่อง “ภาพสะท้อนจากการ ประเมินตนเองของสถานศึกษาเพื่อใช้เป็นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษาสังกัด กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ทั้งนี้ เพื่อให้ทราบถึงผลการประเมินคุณภาพการศึกษาในภาพรวมของสถานศึกษา ที่จำแนกตามประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และระดับคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ที่ผ่านมาในช่วงปีงบประมาณที่กำลังจะมีการเปลี่ยนผ่านจาก“สำนักงาน กศน.”ไปเป็น “กรมส่งเสริมการเรียนรู้” ซึ่งถือเป็นข้อมูลที่จะเป็นต้นทุนและศักยภาพการดำเนินงานขอสถานศึกษาที่สำคัญ สำหรับนำมาใช้ เป็นข้อมูลวางแผนการดำเนินงานส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 63 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ให้แก่สถานศึกษาสังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบท ความต้องการ และต้นทุน การดำเนินงานของสถานศึกษา ตลอดจนเพื่อเป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติที่กำหนดไว้ สำหรับผลการศึกษาในครั้งนี้ มีการกำหนดวัตถุประสงค์ไว้ ดังนี้ (1) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายงาน การประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับคะแนนและระดับคุณภาพการศึกษา จำแนก ตามประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา (2) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเอง ของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับจุดเด่น และจุดที่ควรพัฒนาในแต่ละประเภทมาตรฐานการศึกษา ของสถานศึกษาและ (3) เพื่อวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวม ร่วมกับการสนทนากลุ่มกับผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับข้อเสนอแนะที่มีต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อการพัฒนา คุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา โดยจะมีการนำเสนอข้อมูล แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ประกอบด้วย (1) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับคะแนน และระดับคุณภาพการศึกษา จำแนกตามประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา (2) ผลการวิเคราะห์ ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับจุดเด่น และจุดที่ควรพัฒนา ในแต่ละประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา และ (3) ผลการวิเคราะห์ที่เกี่ยวข้องกับข้อเสนอแนะ ต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อการส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา จากวัตถุประสงค์ของการศึกษาที่กำหนดไว้ สามารถนำเสนอข้อมูลผลการศึกษาโดย แบ่งออกเป็น 3 ส่วน ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับคะแนน และระดับคุณภาพการศึกษา จำแนกตามประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับคะแนน และระดับคุณภาพการศึกษา จำแนกตามประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา พบว่า 1.1 มาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการ ประเมินตนเองตามมาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม อยู่ในระดับ คุณภาพดีเลิศ มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 53.56 43.43 และ 3.02 ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาตามรายด้านหรือตามรายมาตรฐาน พบว่า 1.1.1 มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียนการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับ คุณภาพยอดเยี่ยม และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 49.68 37.93 และ 11.64 ตามลำดับ
64| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 1.1.2 มาตรฐานที่ 2 คุณภาพการจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 46.88 42.78 และ 9.91 ตามลำดับ 1.1.3 มาตรฐานที่ 3 คุณภาพการบริหารจัดการของสถานศึกษา สถานศึกษาส่วนใหญ่ มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็น ร้อยละ 70.91 27.37 และ 1.72 ตามลำดับ 1.2 มาตรฐานการศึกษาต่อเนื่อง สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการประเมินตนเองตามมาตรฐาน การศึกษาต่อเนื่องในภาพรวม อยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 57.65 32.65 และ 9.48 ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาตามรายด้าน หรือตามรายมาตรฐาน พบว่า 1.2.1 มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรียนการศึกษาต่อเนื่อง สถานศึกษาส่วนใหญ่ มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 61.10 34.59 และ 4.09 ตามลำดับ 1.2.2 มาตรฐานที่ 2 คุณภาพการจัดการเรียนรู้การศึกษาต่อเนื่อง สถานศึกษาส่วน ใหญ่มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็น ร้อยละ 53.99 40.19 และ 5.60 ตามลำดับ 1.2.3 มาตรฐานที่ 3 คุณภาพการบริหารจัดการของสถานศึกษา สถานศึกษาส่วนใหญ่ มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็น ร้อยละ 70.91 27.37 และ 1.72 ตามลำดับ 1.3 มาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการประเมินตนเอง ตามมาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศัยในภาพรวม อยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมา อยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 73.06 25.54 และ 1.29 ตามลำดับ และเมื่อพิจารณาตามรายด้านหรือตามรายมาตรฐาน พบว่า 1.3.1 มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษา ส่วนใหญ่มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับ คุณภาพดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 67.03 28.77 และ 4.09 ตามลำดับ
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 65 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 1.3.2 มาตรฐานที่ 2 คุณภาพการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย สถานศึกษาส่วนใหญ่ มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็น ร้อยละ 68.43 28.13 และ 2.91 ตามลำดับ 1.3.3 มาตรฐานที่ 3 คุณภาพการบริหารจัดการของสถานศึกษา สถานศึกษาส่วนใหญ่ มีผลการประเมินตนเองอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็น ร้อยละ 70.91 27.37 และ 1.72 ตามลำดับ 2. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับจุดเด่น และจุดที่ควรพัฒนาในแต่ละประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวมเกี่ยวกับจุดเด่น และจุดที่ควรพัฒนาในแต่ละประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา พบว่า 2.1 สถานศึกษาในภาพรวม มีจุดเด่นในแต่ละประเภทมาตรฐานการศึกษา ตามลำดับ ดังนี้ 2.1.1 มาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า 1) สถานศึกษามีการกำหนด และดำเนินงานโครงการหรือกิจกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรม จนส่งผลให้ผู้เรียนผ่านเกณฑ์การประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่ดี ตามที่สถานศึกษากำหนด และสถานศึกษาบางแห่งยังมีผู้เรียนที่เป็นแบบอย่างที่ดีในด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะที่ดีอีกด้วย 2) สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จนส่งผลให้ผู้เรียน มีความสามารถในการอ่าน การเขียน และการสื่อสารได้เป็นไปตามเกณฑ์ในแต่ละระดับ การศึกษา โดยมีผลการดำเนินงานที่สูงกว่าค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนดไว้ 3) สถานศึกษามีการกำหนดและใช้เครื่องมือหรือวิธีการวัดและประเมินผล ที่สอดคล้องกับจุดมุ่งหมายหรือวัตถุประสงค์ของหลักสูตร ซึ่งสถานศึกษามีการแจ้งข้อมูลผลการประเมิน การเรียนรู้ย้อนกลับไปยังผู้เรียน และมีการนำผลการประเมินไปใช้ในการพัฒนาการจัดกระบวนการเรียนรู้ 4) สถานศึกษาส่วนใหญ่มุ่งเน้นให้บุคลากรภายในสถานศึกษาได้เข้ามามีส่วนร่วม ในการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ พันธกิจ อัตลักษณ์ มาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา แผนพัฒนา คุณภาพการศึกษาและแผนปฏิบัติงานประจำปีอย่างเหมาะสม จึงสะท้อนให้เห็นถึงการบริหารจัดการ สถานศึกษาที่เน้นการมีส่วนร่วมที่ดี
66| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 2.1.2 มาตรฐานการศึกษาต่อเนื่อง พบว่า 1) ผู้เรียนการศึกษาต่อเนื่อง มีการเรียนรู้ตามหลักสูตร แผนการจัดการเรียนรู้ และผ่านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และ/หรือคุณธรรม เป็นไปตามเกณฑ์การจบหลักสูตรที่สถานศึกษาพัฒนาขึ้นตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย 2) สถานศึกษามีการติดตามผู้จบหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง ซึ่งพบว่าผู้เรียน สามารถนำความรู้ไปใช้ หรือประยุกต์ใช้ในการประกอบอาชีพหรือการดำเนินชีวิตได้ 3) สถานศึกษามีการใช้วิทยากรการศึกษาต่อเนื่องที่มีความรู้ ความสามารถ หรือประสบการณ์ตรงตามหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง 4) ผู้เรียนการศึกษาต่อเนื่องส่วนใหญ่ในแต่ละสถานศึกษา มีความพึงพอใจ ต่อการจัดกระบวนการเรียนรู้การศึกษาต่อเนื่องของสถานศึกษาอยู่ในระดับคุณภาพดีขึ้นไป 2.1.3 มาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศัย พบว่า 1) สถานศึกษามีการกำหนดโครงการ กิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัย ที่สอดคล้องกับบริบท ความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย หรือตามความจำเป็นหรือเป็นไปตามนโยบาย หน่วยงานต้นสังกัด 2) สถานศึกษาส่วนใหญ่ สามารถจัดการศึกษาตามอัธยาศัย และส่งผล ให้ผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัยมีความรู้ ทักษะ และหรือประสบการณ์ตามวัตถุประสงค์ของโครงการ หรือกิจกรรมที่กำหนดไว้ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของผู้รับบริการ 3) สถานศึกษามีผู้จัดกิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัยที่มีความรู้ ความสามารถ ในการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้บรรลุตามวัตถุประสงค์และเป้าหมายของโครงการ และกิจกรรม การศึกษาตามอัธยาศัยที่กำหนดไว้ 4) ผู้รับบริการการศึกษาตามอัธยาศัยส่วนใหญ่ในแต่ละสถานศึกษา มีความพึงพอใจ ต่อการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยของสถานศึกษาแต่ละแห่ง อยู่ในระดับคุณภาพดีมากกว่าร้อยละ 80 ของจำนวนผู้รับบริการ 2.2 สถานศึกษาในภาพรวม มีจุดที่ควรพัฒนาในแต่ละประเภทมาตรฐานการศึกษา ตามลำดับ ดังนี้ 2.2.1 มาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 67 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 1) สถานศึกษาควรจัดให้มีการศึกษาวิจัยในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ สถานศึกษา และการพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ทั้งนี้ ควรดำเนินการให้สอดคล้องกับอำนาจ หน้าที่ของสถานศึกษาที่กำหนดไว้ 2) สถานศึกษาควรมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง 3) สถานศึกษาควรส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาสื่อการเรียนรู หรือจัดหา สื่อการเรียนรู้ที่หลากหลายสอดคล้องกับความต้องการและความแตกต่างกันของผู้เรียน ทั้งนี้ ให้พิจารณา ถึงความเหมาะสมกับความพร้อมในการใช้สื่อการจัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาด้วย 2.2.2 มาตรฐานการศึกษาต่อเนื่อง พบว่า 1) สถานศึกษาควรส่งเสริม สนับสนุนการจัดหา จัดทำ หรือพัฒนาสื่อ แหล่งเรียนรู้หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น รวมทั้งจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้อง กับหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง และความต้องการของผู้เรียน 2) สถานศึกษาควรส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่อง ให้มีความทันสมัย และสอดคล้องกับตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงจัดให้มีการทบทวน ตรวจสอบ หรือประเมินผลหลังการนำหลักสูตรการศึกษาต่อเนื่องไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ 3) สถานศึกษาควรจัดให้มีการพัฒนาวิธีการหรือเครื่องมือที่ใช้ในการวัด และประเมินผลผู้เรียนการศึกษาต่อเนื่องที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของหลักสูตร และเหมาะสมกับผู้เรียน การศึกษาต่อเนื่อง 2.2.3 มาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศัย พบว่า สถานศึกษาควรส่งเสริม สนับสนุนการจัดหา จัดทำหรือพัฒนาสื่อหรือนวัตกรรม เทคโนโลยีที่เหมาะสม รวมถึงการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการจัดการศึกษาตามอัธยาศัย ที่มีความน่าสนใจ ทันสมัย และจัดให้มีการประเมินความพึงพอใจต่อการใช้สื่อการเรียนรู้ เพื่อนำข้อมูล ไปใช้ในการพัฒนาสื่อการเรียนรู้การศึกษาตามอัธยาศัยอย่างต่อเนื่อง 3. ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษา ผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่เกี่ยวกับข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานต้นสังกัดเพื่อการพัฒนาคุณภาพ การศึกษาของสถานศึกษา มีดังนี้
68| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 3.1 สำนักงาน กศน. ควรจัดกิจกรรมเพื่อทบทวนหรือสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ อำนาจหน้าที่ของสถานศึกษา กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษา และแนวทางการจัด การศึกษาให้แก่บุคลากรของสถานศึกษาในสังกัด เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ เล็งเห็นถึงความสำคัญ ของการจัดการศึกษาและการประกันคุณภาพการศึกษา เนื่องจากในแต่ละปีงบประมาณ จะมีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบงานในระดับพื้นที่ อันเนื่องมาจากการย้าย การเปลี่ยนงาน การเกษียณอายุราชการ รวมถึงการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการใหม่ เป็นต้น 3.2 สำนักงาน กศน. ควรจัดให้มีการจัดกิจกรรมเพื่อทบทวนความรู้ ความเข้าใจ และพัฒนา ศักยภาพบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษา การดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ของสถานศึกษาให้มีความรู้ ความสามารถหรือทักษะในการดำเนินงานและพัฒนาระบบการประกัน คุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา อย่างต่อเนื่องเป็นประจำทุกปี เช่น การจัดการประชุมชี้แจง หรือทบทวน แนวทางการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษา วิธีการประเมินคุณภาพภายใน สถานศึกษา และเทคนิคการเขียนรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษา เป็นต้น เนื่องจากในพื้นที่ มีการปรับเปลี่ยนบุคลากรการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพบ่อยครั้ง และเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ ประสบการณ์เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการประกันคุณภาพการศึกษา 3.3 สำนักงาน กศน. ควรจัดให้มีการศึกษาข้อมูลสภาพปัญหาและความต้องการ ในการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา เพื่อนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดแผนงาน /โครงการ รวมถึงเนื้อหาสำหรับใช้ในการพัฒนาศักยภาพบุคลากรด้านการประกันคุณภาพการศึกษา ซึ่งถือเป็นการส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานของสำนักงาน กศน.จังหวัด/กทม. และสถานศึกษา ให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้ที่เกี่ยวข้องในระดับพื้นที่
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 69 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 สรุป จากการสรุปผลการวิเคราะห์ข้อมูลรายงานการประเมินตนเองของสถานศึกษาในภาพรวม โดยจำแนกตามประเภทมาตรฐานการศึกษาของสถานศึกษา พบว่า สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการประเมิน ตนเองตามมาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานในภาพรวม อยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 53.56 43.43 และ 3.02 ตามลำดับ สถานศึกษาส่วนใหญ่มีผลการประเมินตนเองตามมาตรฐานการศึกษาต่อเนื่อง ในภาพรวมอยู่ในระดับคุณภาพดีเลิศ มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม และระดับคุณภาพ ดี โดยคิดเป็นร้อยละ 57.65 32.65 และ 9.48 ตามลำดับ รวมถึงมีผลการประเมินตนเองตามมาตรฐาน การศึกษาตามอัธยาศัยในภาพรวม อยู่ในระดับคุณภาพยอดเยี่ยม มากที่สุด รองลงมาอยู่ในระดับ คุณภาพ ดีเลิศ และระดับคุณภาพดี โดยคิดเป็นร้อยละ 73.06 25.54 และ 1.29 ตามลำดับ สถานศึกษาในภาพรวม มีจุดเด่นที่สำคัญตามมาตรฐานการศึกษานอกระบบระดับการศึกษา ขั้นพื้นฐาน คือ การที่สถานศึกษาสามารถกำหนดและดำเนินงานโครงการหรือกิจกรรม ด้านคุณธรรม จริยธรรม จนส่งผลให้ผู้เรียนผ่านเกณฑ์การประเมินคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยม และคุณลักษณะที่ดี ตามที่สถานศึกษากำหนด โดยสถานศึกษาบางแห่งยังมีผู้เรียนที่เป็นสามารถเป็นแบบอย่างที่ดี ในด้านคุณธรรม จริยธรรมและคุณลักษณะที่ดีได้ สถานศึกษามีจุดเด่นที่สำคัญตามมาตรฐานการศึกษา ต่อเนื่อง คือ การที่ผู้เรียนการศึกษาต่อเนื่องสามารถเข้าเรียนรู้ได้ตามหลักสูตร ตามแผนการจัดการเรียนรู้ และผ่านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และหรือคุณธรรม เป็นไปตามเกณฑ์การจบหลักสูตรที่สถานศึกษากำหนดหรือพัฒนาขึ้นตามความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย รวมถึงสถานศึกษาในภาพรวม ยังมีจุดเด่นที่สำคัญตามมาตรฐานการศึกษาตามอัธยาศัย คือ การที่สถานศึกษาสามารถกำหนดโครงการ กิจกรรมการศึกษาตามอัธยาศัยได้สอดคล้องกับบริบท ความต้องการของกลุ่มเป้าหมายหรือตามความจำเป็นหรือเป็นไปตามนโยบายหน่วยงานต้นสังกัดได้ และนำไปสู่การดำเนินงานได้ ทั้งนี้ หน่วยงานต้นสังกัดควรจัดให้มีกิจกรรมเพื่อทบทวนหรือสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับ อำนาจหน้าที่ของสถานศึกษา แนวทางการดำเนินงาน และพัฒนางานด้านการประกันคุณภาพการศึกษา รวมถึงกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการประกันคุณภาพการศึกษาให้แก่บุคลากรของสถานศึกษาในสังกัด เพื่อให้บุคลากรมีความรู้ ความเข้าใจ เล็งเห็นถึงความสำคัญของการจัดการศึกษาและการประกันคุณภาพ การศึกษา เนื่องจากในแต่ละปีงบประมาณจะมีการเปลี่ยนแปลงผู้รับผิดชอบงานในระดับพื้นที่
70| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 อันเนื่องมาจากการย้าย การเปลี่ยนงาน การเกษียณอายุราชการ รวมถึงการบรรจุแต่งตั้งข้าราชการใหม่ เป็นต้น รวมถึงเพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ความรู้ และประสบการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ดังนั้น ในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา สังกัดกรมส่งเสริมการเรียนรู้ จึงควรเน้น การนำข้อมูลสภาพการดำเนินงาน ความต้องการ และข้อเสนอแนะที่ได้จากการศึกษาในครั้งนี้ ไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการพิจารณา วางแผน ส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินงานของสถานศึกษา เพื่อให้มีคุณภาพ และเป็นที่ยอมรับแก่สาธารณชนอย่างต่อเนื่อง ต่อไป
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 71 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 เอกสารอ้างอิง กระทรวงศึกษาธิการ. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 116 ตอนที่ 74 ก หน้า 1. 2542. เพ็ญวิไล สมานมิตร. (2553). การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนหนองเหล็กศึกษา สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม, วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยขอนแก่น. สำนักทดสอบทางการศึกษา. (2554). การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่อง ตามกฎกระทรวงว่า ด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ. 2553. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
72| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยกระบวนการนิเทศ SIPDEC+N LIFELONG LEARNING ENCOURAGEMENT, CHACHOENGSAO PROVINCE WITH SIPDEDC+N SUPERVISION PROCESS ดร.จรัสศรี หัวใจ1 Dr. Jarassri Huajai1 สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดฉะเชิงเทรา chachoengsao provincial office of learning encouragement [email protected] บทคัดย่อ เป้าหมายการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวคิด Active aging ให้สามารถดูแลตนเองทั้งด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต มีทักษะการดำรงชีวิต ประกอบอาชีพ มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ มีจิตอาสา ถ่ายทอดภูมิปัญญา ประสบการณ์ เห็นคุณค่าของตนเอง รู้จักใช้ ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อการปรับตัวให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ตามนโยบาย ของกระทรวงศึกษาธิการที่กำหนดนโยบายให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยกระบวนการนิเทศ SIPDEC+N 2) ศึกษาผลลัพธ์ ผลกระทบ และ ข้อเสนอเชิงนโยบาย จากผลการวิจัยวิธีดำเนินการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือครู กศน. ตำบล จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วยนวัตกรรม การนิเทศคือกระบวนการนิเทศ SIPDEC+N สื่อประกอบ กระบวนการนิเทศคือ ชุดความรู้ และแนวทางการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะครู กศน. เครื่องมือในการ รวบรวมข้อมูลได้แก่ แบบสอบถาม แบบประเมิน แบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย 1 ศึกษานิเทศก์ชำนาญการพิเศษ
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 73 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการนิเทศ SIPDEC+N สามารถ พัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ส่งผลให้ผู้สูงอายุมี การเรียนรู้ตลอดชีวิตมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ตามแนวคิด Active aging และเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ คำสำคัญ: กระบวนการนิเทศ / สมรรถนะครู กศน. ตำบล / การเรียนรู้ตลอดชีวิต / ผู้สูงอายุ
74| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 Abstract The goal of lifelong learning encouragement for the elderly is to improve their quality of life according to the concept of active aging. This means that they should be able to take care of themselves physically and mentally, have life skills, be able to work and earn an income, be able to volunteer, share their wisdom and experience, see their own worth, and know how to use digital technology. This will help them adapt to society and live happily.The research aims to: 1) Develop the competence of district Non-Formal and Informal Education (NFE) teachers in promoting lifelong learning for the elderly in Chachoengsao Province using the SIPDEC+N supervision process. 2) Study the outcomes, impacts, and policy recommendations from the research. The research was conducted on a sample of 11 district NFE teachers. The tools used included the SIPDEC+N supervision process, The data collection tools were questionnaires, assessments, and interviews. The data was analyzed by average, standard deviation, and content analysis. The results of the research found that the SIPDEC+N supervision process can develop the competence of district NFE teachers in lifelong learning encouragement for the elderly. This has led to the elderly having lifelong learning and a better quality of life, in line with the concept of active aging, and has helped to create a learning society. The policy recommendations are: 1) Support district NFE teachers to continuously develop their competence. 2) Lifelong learning encouragement for the elderly in a variety of ways. 3) Create a learning society. Keyword: supervision process / sub-district Non-Formal teacher competency / lifelong learning / elderly
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 75 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทนำ ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2548 ซึ่งในปี พ.ศ. 2565 มีผู้สูงอายุร้อยละ 19.21 เข้าใกล้สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ คือร้อยละ 20 และคาดการณ์ว่า ปี พ.ศ. 2574 จะเป็นสังคมผู้สูงอายุ ระดับสุดยอด การที่จำนวนผู้สูงอายุไทยเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องนั้น สะท้อนให้เห็นว่าผู้สูงอายุไทยจำเป็นต้องมี ความพร้อมในการดำเนินชีวิตที่มีคุณภาพ ทั้งในด้านสุขภาพกาย สุขภาพจิต และมีสภาพสังคมเศรษฐกิจ ที่เหมาะสมด้วย (TCDC Resource Center, 2562: ออนไลน์) จากแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงและการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยด้านสังคมผู้สูงอายุ ได้ถูกบรรจุในยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ ตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) กำหนดให้ มีการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคนไทยให้มีคุณภาพ สร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม การรองรับสังคมสูงวัยอย่างมีคุณภาพ ซึ่งคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการมาตรการขับเคลื่อน ระเบียบวาระแห่งชาติเรื่อง “สังคมสูงอายุ” ในวันที่ 4 ธันวาคม 2561 กำหนดให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและรับผิดชอบดำเนินงานด้านผู้สูงอายุนำไปสู่การปฏิบัติ โดยกำหนดให้กระทรวงพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ เป็นหน่วยงานหลักในการยกระดับความร่วมมือ เสริมสร้างพลังสังคมสูงอายุ (สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2561) ดังนั้น ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2561 กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดนโยบายให้สำนักงานส่งเสริม การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (สำนักงาน กศน.) ปัจจุบัน (18 พฤษภาคม พ.ศ. 2566) เปลี่ยนเป็นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ โดยมีเป้าหมายในการจัดการศึกษา เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ให้สามารถดูแลตนเองทั้งสุขภาพกาย สุขภาพจิต รู้จักใช้ประโยชน์ จากเทคโนโลยี พัฒนาทักษะการดำรงชีวิต ตลอดจนสามารถประกอบอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ มีความรู้ ความสามารถในการบริหารจัดการชีวิตของตนเองให้อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขภายใต้แนวคิด “Active aging” นอกจากนี้ในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กระทรวงศึกษาธิการโดยสำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ กำหนด นโยบายภายใต้แนวคิด “สร้างอาชีพ สร้างรายได้ สร้างคุณค่า” ซึ่งการมอบหมาย ให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ เป็นหน่วยงานในการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ สอดคล้องสุมาลี สังข์ศรี (2558) และสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2564) ที่มีข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยว่าหน่วยงาน สำนักงาน กศน. มีโครงสร้างการบริหารงานที่มีหน่วยงานย่อยจนถึงระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล รวมทั้งมีบุคลากรอยู่ในระดับพื้นที่คือ ครู กศน. ตำบล จึงเป็นหน่วยงานที่มีความเหมาะสม ในการจัดการศึกษา ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับผู้สูงอายุในพื้นที่
76| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 การดำเนินงานตามนโยบายและจุดเน้นดังกล่าว กรมส่งเสริมการเรียนรู้กำหนดให้สถานศึกษา ในสังกัด จัดการศึกษา การเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ โดยเน้นการบูรณาการความร่วมมือ กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในทุกระดับ ส่วนการจัดกิจกรรมเน้นในเนื้อหาสำคัญที่สอดคล้องกับความต้องการ เป็นของผู้สูงอายุรายบุคคล รายกลุ่ม และบริบทชุมชน มุ่งเน้นให้มีทักษะในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคม ได้อย่างมีความสุข สามารถเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมความพร้อมสำหรับการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของข่าวสารข้อมูลและเทคโนโลยี สมัยใหม่ในอนาคต สร้างความตระหนักถึงคุณค่าและศักดิ์ศรีของผู้สูงอายุ เปิดโอกาสให้มีการเผยแพร่ ภูมิปัญญาของผู้สูงอายุ เน้นการส่งเสริมการตลอดชีวิตให้ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจและมีทักษะ 6 เรื่อง ได้แก่ การออม การทำงานที่เหมาะกับวัย การรักษาและดูแลสุภาพอนามัย โภชนาการที่เหมาะกับผู้สูงอายุ การดูแลและรักษาสุขภาพจิต การทำกิจกรรมเพื่อสังคมร่วมกับคนทุกวัยในชุมชน เพื่อให้สมาชิกของชุมชน มีทัศนคติที่ดีเห็นคุณค่าของสมาชิกต่างวัยที่อยู่ร่วมกันในชุมชน (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย, 2561) เมื่อพิจารณาสถิติและสถานการณ์สังคมผู้สูงอายุของจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่าปี พ.ศ. 2565 มีผู้สูงอายุ ร้อยละ 18.90 (สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง, 2565) ในส่วนของหน่วย จัดกิจกรรมสำหรับผู้สูงอายุใน 11 อำเภอ จำนวน 93 ตำบล ของจังหวัดฉะเชิงเทรา พบว่ามีชมรมผู้สูงอายุ 98 ชมรม แต่มีเพียง 49 ชมรมเท่านั้น ที่มีการจัดกิจกรรมที่เป็นรูปธรรม และดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง (อรุณี สุวรรณชาติ, 2557) มีศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุและผู้พิการ (ศพอส.) จำนวน 17 แห่ง โรงเรียนผู้สูงอายุจำนวน 23 แห่ง มีนักเรียนของโรงเรียนผู้สูงอายุเพียง 1,113 คน ซึ่งถือได้ว่ายังไม่ทั่วถึง ครอบคลุมกับผู้สูงอายุในพื้นที่ของจังหวัดฉะเชิงเทรา โดยจังหวัดฉะเชิงเทรามีการเปลี่ยนแปลง จากสังคมเกษตรกรรมเป็นสังคมอุตสาหกรรม ทำให้มีครอบครัวเดี่ยวมากขึ้นส่งผลให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ อยู่บ้านตามลำพัง ขาดผู้ดูแล รวมทั้งยังพบปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ ได้แก่ ปัญหาด้านการมองเห็น โรคในช่องปาก การหกล้มเนื่องจากการสภาพแวดล้อมในที่อยู่อาศัยไม่เหมาะสม (กิ่งแก้ว ขวัญข้าว, 2561) ซึ่งหากครอบครัว ชุมชนไม่ร่วมมือกันจัดกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้สูงอายุ ทั้งด้านการให้ความรู้ เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้น จะก่อให้เกิดภาวะพึ่งพิง พิการทุพพลภาพ ช่วยเหลือตัวเองไม่ได้ของผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ส่งผลต่อสภาพจิตใจทั้งของผู้สูงอายุและผู้ดูแล รวมทั้ง ต้องเสียงบประมาณ และบุคลากรจำนวนมากในการรักษาพยาบาลผู้สูงอายุ (อุบลรัตน์ วิเชียร, 2564)
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 77 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 จากนโยบายและข้อมูลดังกล่าว ผู้วิจัยได้พัฒนาการนิเทศการศึกษาเพื่อพัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ร่วมกับสถานศึกษาขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ ได้แก่ โครงการพัฒนาบุคลากรเรื่องการสร้าง สังคมแห่งการเรียนรู้ สำหรับผู้ปฏิบัติงานทางด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (2561) โครงการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ สำนักงาน กศน. จังหวัดฉะเชิงเทรา (2562) รวมทั้ง ได้ดำเนินการวิจัยร่วมกับคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เรื่อง การขับเคลื่อนชุมชนเพื่อส่งเสริม ผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิต อย่างมีความสามารถ พื้นที่ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา (จรัสศรี หัวใจ, 2562) โดยผู้วิจัยได้ดำเนินการนิเทศ สนทนากลุ่ม สัมภาษณ์ผู้สูงอายุ และเครือข่ายในพื้นที่ พบว่าผู้สูงอายุมีการรวมกลุ่มเพื่อทำกิจกรรมต่าง ๆ เพียงเดือนละ 1 ครั้ง โดยมีการจัดกิจกรรมการออก กำลังกาย และการรับสวัสดิการต่าง ๆ จากหน่วยงานในพื้นที่ ซึ่งผู้สูงอายุต้องการพบปะกับสมาชิกผู้สูงอายุ ในแต่ละเดือนให้บ่อยขึ้น เนื่องจากอยู่บ้านเหงา ไม่มีอะไรทำ ต้องการที่จะเข้าร่วมกิจกรรมตามความสนใจ ความถนัด และต้องการเรียนรู้สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตประจำวันให้หลากหลายมากขึ้น โดยเฉพาะ อย่างยิ่งความรู้และกิจกรรมที่เกี่ยวกับสุขภาพอนามัย การประกอบอาชีพเพื่อการมีรายได้เสริม การเรียนรู้ เพื่อปรับตัวกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม สิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยี เป็นต้น ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับผลการวิจัยที่ยืนยันว่าการศึกษาและเรียนรู้ของผู้สูงอายุสามารถชะลอ ภาวะสมองเสื่อม ป้องกันโรคซึมเศร้าอย่างได้ผล และบรรเทาปัญหาให้น้อยลง เนื่องจากผู้สูงอายุ ได้รับโอกาส ทางการเรียนรู้ สามารถเข้าถึงความรู้ มีปฏิสัมพันธ์กับสังคมและเพื่อนสูงวัย ได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ ที่ตนสนใจมีการสนทนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกิจกรรมต่าง ๆ สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุ มีความกระตือรือร้น จิตใจเบิกบาน เป็นการส่งเสริมให้ใช้ชีวิตอย่างมีคุณค่า ส่งผลดีต่อสุขภาพกาย และสุขภาพจิตของผู้สูงอายุ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (2561) จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น แสดงให้เห็นว่าการส่งเสริมการเรียนรู้เพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้แก่ผู้สูงอายุในมิติต่าง ๆ เป็นแนวทางที่จะนำไปสู่การบรรลุเป้าหมาย ของการส่งเสริมภาวะ Active aging และส่งผลให้ผู้สูงอายุ มีคุณภาพชีวิตที่ดี (อาชัญญา รัตนอุบล และคณะ, 2555; สุมาลี สังข์ศรี, 2563) กระบวนการส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตจะทำให้ผู้สูงอายุเกิดความกระตือรือร้นในการหาความรู้ใหม่ ๆ ใฝ่เรียนรู้ ทำให้เกิดการ คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น ซึ่งเป็นสิ่งที่บ่งบอกถึงศักยภาพของผู้สูงอายุในการเรียนรู้ จะช่วยกระตุ้นให้ เกิดการแสวงหาความรู้ มีการรวมตัวในชุมชน ชุมชนนั้นก็สามารถผนึกกำลังแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ดี (ทนงศักดิ์ ยิ่งรัตนสุข, ภานุวัตน์ เชิดเกียรติกูล และปณิตา วรรณพิรุณ, 2557) เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดชีวิตร่วมกันของคนทุกช่วงวัยอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการสร้างองค์ประกอบและปัจจัยต่าง ๆ
78| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ที่ส่งเสริมให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีแหล่งการเรียนรู้ที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มีการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องโดยความร่วมมือของทุกคน เพื่อพัฒนาโดยใช้องค์ความรู้ และทุนทางสังคม ของชุมชนเป็นฐาน (ระวี สัจจโสภณ, 2555) จากการศึกษาวิเคราะห์ผลการดำเนินงานในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต และการสอบถาม ปัญหา ความต้องการจำเป็นด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตของครู กศน. ตำบล ซึ่งเป็นกลไกสำคัญ ในการจัดการศึกษา การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้กับประชาชนในพื้นที่ระดับตำบล หมู่บ้าน มีปัญหา ด้านการขาดความรู้ ความมั่นใจ ขาดความพร้อมในด้านการจัด ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับ ผู้สูงอายุ จึงจำเป็นต้องมีการพัฒนาสมรรถนะด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทราซึ่งประกอบด้วยการพัฒนาหลักสูตร พัฒนาโครงการ กิจกรรม การออกแบบ การจัดการเรียนรู้ การจัดทำแผนจัดการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล และการวิจัย เบื้องต้น ที่ครู กศน. สามารถจัดรูปแบบการเรียนรู้ตามคุณลักษณะของครู กศน. ได้แก่ ผู้สนับสนุน การเรียนรู้ (Facilitator) ผู้กระตุ้นแรงจูงใจ (Motivation) ผู้สร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ผู้ให้คำปรึกษาและชี้แนะ (Coaching & Mentoring) (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย, 2561) การนิเทศการศึกษาเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะครูด้านการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุผล สำเร็จ ส่งผลต่อคุณภาพการจัดการเรียนรู้และคุณภาพผู้เรียน เป็นการช่วยเหลือครูให้สามารถปรับปรุง การจัดการเรียนรู้และการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ ข้อมูลที่เกิดจากผลของการนิเทศจะสามารถสะท้อนให้เห็นข้อดีข้อเสียของการปฏิบัติงานช่วยให้ครูได้รับ การฝึกฝน ปรับปรุงการทำงาน ได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานหรือการสอน และช่วยให้ครูมีความรู้ ความเชื่อมั่นในตนเอง (นัยนา ฉายวงศ์, 2560) มีกระบวนการในการพัฒนา ปรับปรุงการปฏิบัติการจัดการ เรียนรู้ของครู โดยการแนะนำ ช่วยเหลือ สนับสนุนให้ครูสามารถปรับปรุง แก้ไข พัฒนาการวางแผน การจัดการเรียนรู้และการนำแผนสู่การปฏิบัติ (วัชรา เล่าเรียนดี, 2556) ทั้งทางด้านการเลือก และปรับวัตถุประสงค์ของการจัดการเรียนรู้ การปรับปรุงเนื้อหา วิธีการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ การสร้าง บรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ที่ส่งผลถึงการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนโดยตรง (Glickman, 1990; Oliver, 2001) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในการจัดการเรียนรู้ของครู ที่ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพการจัดการเรียนรู้ของครู และการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนให้บรรลุ ตามวัตถุประสงค์การเรียนรู้ (Harris, 1985)
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 79 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ผู้วิจัย มีบทบาทหน้าที่ในการนิเทศการศึกษา พัฒนาครู กศน. พัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษา การจัดการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อคุณภาพผู้เรียน รวมทั้งดำเนินงานนำนโยบายจุดเน้นสู่การปฏิบัติให้สอดคล้อง กับกลุ่มเป้าหมาย บริบทพื้นที่ และบริบทของสถานศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ส่งเสริม สนับสนุนงานวิชาการ ให้กับหน่วยงานและสถานศึกษา รวมทั้งผู้วิจัยรับผิดชอบหัวหน้ากลุ่มงานการศึกษานอกระบบ และโครงการพิเศษตามนโยบายเร่งด่วน ด้านกลุ่มเป้าหมายพิเศษ คือกลุ่มเป้าหมายเด็กและเยาวชนนอก ระบบ คนพิการ และผู้สูงอายุ ได้วิเคราะห์นโยบาย การจัด ส่งเสริมการเรียนรู้ของครู กศน. สภาพบริบท สถานศึกษา ปัญหา อุปสรรค รวมทั้งจากความสำคัญของสถานการณ์การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ นโยบาย จุดเน้นด้านการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับผู้สูงอายุให้ได้รับการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต เพื่อนำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามแนวคิด Active aging จึงได้ทำการศึกษาวิจัยเรื่องนี้ขึ้น วัตถุประสงค์การวิจัย 1. พัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยกระบวนการนิเทศ SIPDEC+N 2. ศึกษาผลลัพธ์ ผลกระทบ และข้อเสนอเชิงนโยบาย จากผลการวิจัย แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง การทบทวนวรรณกรรม เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อวิเคราะห์ สังเคราะห์แนวคิด ทฤษฎี หลักการ รวมทั้งศึกษาตัวแปร แบบแผนการวิจัย งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง นำไปสู่การออกแบบการวิจัย ที่เหมาะสม และกรอบแนวคิดการวิจัยเรื่อง กระบวนการนิเทศแบบ SIPDEC+N เพื่อพัฒนาสมรรถนะ ครู กศน. ตำบลด้านการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้านแนวคิด ทฤษฎี นโยบายที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อพัฒนาให้เป็นผู้สูงอายุ ที่มีศักยภาพ (Active Aging) และกระบวนการนิเทศเพื่อพัฒนาสมรรถนะครู ด้านการจัดการเรียนรู้ แนวคิด ทฤษฎี และนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุเพื่อพัฒนา ให้เป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ (Active Aging) พบว่ารูปแบบการส่งเสริมการเรียนรู้เน้นการเรียนรู้ แบบนำตนเอง โดยใช้การเรียนรู้ในวิถีชีวิตประจำวันของผู้สูงอายุ มีการพัฒนาองค์ความรู้จากภูมิปัญญา เป็นรูปแบบการเรียนรู้ ตลอดชีวิตตามความต้องการ สนใจ โอกาส ความพร้อมของผู้สูงอายุ สอดคล้องกับ บริบทและวิถีชุมชน ทุนทางสังคม เน้นการมีส่วนร่วมและคำนึงถึงความต่อเนื่องยั่งยืนของกิจกรรม รูปแบบของกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ ควรมีความหลากหลายขึ้นอยู่กับเนื้อหา
80| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ทักษะหรือคุณลักษณะที่ต้องการส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับผู้สูงอายุ บริบทของหน่วยงานหรือผู้จัดกิจกรรม การเรียนรู้ บริบทด้านชุมชน และการร่วมมือกันของเครือข่ายในการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมการเรียนรู้คลอดชีวิต ควรเน้นการฝึกปฏิบัติและใช้สื่อ และวิธี ที่หลากหลายมีความยืดหยุ่น ไม่ยึดติดกับรูปแบบ มีความทันสมัย เหมาะสมกับเหตุการณ์ โอกาส สถานการณ์ และสภาพแวดล้อม ควรมีการจัดกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง มีการแนะนำและติดตามให้ผู้สูงอายุ ร่วมมือทำกิจกรรมอย่างสม่ำเสมอ เน้นการดำเนินการพัฒนาแบบบูรณาการเป็นองค์รวม เน้นกิจกรรม ในการยกระดับคุณภาพชีวิต ส่งเสริมอาชีพและการสร้างรายได้ และส่งเสริมความสามารถในการพึ่งพาตนเอง และความสัมพันธ์ทางสังคม องค์การอนามัยโลกได้เสนอกรอบที่เป็นองค์ประกอบหลักของการเป็นผู้สูงอายุที่มีศักยภาพ (Active Aging) ใน 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) สุขภาพ (Health) 2) การมีส่วนร่วม (Participation) ทั้งกิจกรรมในครอบครัว ชุมชน และสังคม เพื่อให้เป็นผู้ที่มีคุณค่าและมีศักดิ์ศรี 3) การมีหลักประกัน ความมั่นคง (Security) ครอบคลุม 3 ตัวชี้วัด ได้แก่ มีสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยปลอดภัย ตลอดจนสถานที่ สาธารณะต่าง ๆ ที่ผู้สูงอายุไปใช้บริการ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจที่ทำให้ผู้สูงอายุมีรายได้ เพียงพอต่อการดำเนินชีวิต และความมั่นคงของผู้สูงอายุที่ได้รับการดูแลจากครอบครัว ชุมชน เมื่อผู้สูงอายุ มีศักยภาพ จะส่งผลให้ผู้สูงอายุเป็นผู้สูงอายุที่มีสุขภาวะที่ดี ทั้งทางด้านความสมบูรณ์ทางร่างกาย จิตใจ สังคม มีความสามารถปรับตัวตามสภาวะการเปลี่ยนแปลงได้เหมาะสม และเป็นผู้สูงอายุ ที่ประสบความสำเร็จในชีวิต (Successful Aging) ซึ่งเป็นเป้าหมายของการพัฒนาผู้สูงอายุ ที่มีภาวะความสุขที่สมบูรณ์ (Wellbeing) พินิจ ฟ้าอำนวยผล (2563) ศึกษาวิจัยโครงการพัฒนาเครื่องมือประเมินภาวะ Active Aging สำหรับ ผู้สูงอายุไทย โดยนำเสนอผลการศึกษาค้นคว้า ความเชื่อมโยงระหว่างองค์ประกอบที่เสนอ กับองค์ประกอบตามกรอบแนวคิดขององค์การอนามัยโลกและของ Active Ageing Index โดยมีข้อเสนอ รูปแบบการสร้างดัชนีActive aging ด้านสุขภาพ ประกอบด้วยร่างกาย จิตใจ สติปัญญา การเรียนรู้ ด้านสังคม การมีส่วนร่วม และด้านความมั่นคง Beadle-Brown, J. et al. (2008) อ้างถึงใน สุมาลี สังข์ศรี (2563) ได้ทำการศึกษาวิจัยและเสนอตัวชี้วัดคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุไว้ 8 ด้าน ได้แก่ด้านการรวมกลุ่ม ทางสังคม ด้านการมีสภาพทางกายภาพที่ดีด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านปัจจัยที่มีอิทธิพล ต่อความเป็นอยู่ที่ดีด้านการมีสภาพทางอารมณ์ที่ดี ด้านการตัดสินใจด้วยตนเอง ด้านการพัฒนาตนเอง และด้านสิทธิเสรีภาพ ส่วน Gopalakrishnan Netuveli and David Blane (2008) ได้ทำการวิจัยเอกสาร
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 81 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 และสรุปว่าคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ด้านสุขภาพกาย ด้านจิตใจด้านการเข้าสังคม ด้านความมีอิสระ และ ด้านปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ ที่เกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจ การประกอบอาชีพ ค่าใช้จ่ายสำหรับการดำเนินชีวิตในวัยสูงอายุ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ในการดำเนินชีวิต Yaser Khaje-Bishak and others (2014) ทำวิจัยเรื่อง Assessing the Quality of Life in Elderly People and Related Factors in Tabriz, Iran เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดคุณภาพชีวิต ของ World Health Organization Quality of Life-BRIEF (WHOQOL-BRIEF) แบบวัดนี้ประกอบด้วย องค์ประกอบของคุณภาพชีวิต 4 ด้าน คือ ด้านสุขภาพกาย สภาพจิตใจ ความสัมพันธ์ในสังคม และ สภาพแวดล้อม สรุป ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ตัวชี้วัดที่เปรียบเหมือนเป้าหมาย ผลผลิต ผลลัพธ์ ผลกระทบ จากการพัฒนา ผู้สูงอายุให้มีศักยภาพ มีตัวชี้วัด Active aging ที่มีความสอดคล้องกัน ได้แก่ 1. ด้านสุขภาวะ ทั้งสุขภาพร่างกาย สุขภาพดจิตใจ 2. ด้านการมีส่วนร่วมทางสังคม มีการรวมกลุ่มและมีความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล ในชุมชน 3. ด้านความมั่นคง ทางเศรษฐกิจ การมีรายได้จากการประกอบอาชีพ สิ่งอำนวยความสะดวก ให้มีมั่นคงความปลอดภัย และการมีผู้ดูแล 4. ด้านสติปัญญา การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อนำความรู้ ทักษะ แนวคิด เจตคติไปปรับใช้ ในการใช้ชีวิต ปรับตัวพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง สามารถเข้าถึงองค์ความรู้ผ่านช่องทาง แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ รู้เท่าทันการใช้สื่อเทคโนโลยี ตัวชี้วัด เกณฑ์การประเมินสมรรถนะครู กศน. ตำบล ด้านที่เกี่ยวข้องกับการจัด ส่งเสริมการเรียนรู้ และปัญหาต่าง ๆ เพื่อนำไปสู่การออกแบบการพัฒนา ส่งเสริมสมรรถนะครู กศน. ตำบล ด้านการจัดการ เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุได้อย่างมีคุณภาพที่ส่งผลต่อคุณภาพการเรียนรู้ของผู้สูงอายุ โดยการ พัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ผู้วิจัยกำหนดไว้ 4 ด้าน ตามกรอบสมรรถนะครู กศน. ตำบล ที่กรมส่งเสริมการเรียนรู้กำหนด ได้แก่ ด้านการวางแผนการจัดการเรียนรู้ ด้านการออกแบบการจัดการ เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุด้านการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้สูงอายุด้านการสร้างความร่วมมือ กับชุมชน ภาคีเครือข่าย ซึ่งในแต่ละด้าน ผู้วิจัยกำหนดขั้นตอน 11 ขั้นตอนในการดำเนินงานแต่ละด้าน เพื่อจัด ส่งเสริม สนับสนุน การจัด การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ได้แก่ การวางแผนการ จัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ การสำรวจข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ เป็นสารสนเทศ ปัญหา
82| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาของผู้สูงอายุ และบริบทชุมชน การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับผู้สูงอายุกำหนดจุดประสงค์การเรียนรู้/ผลการเรียนรู้ที่คาดหวังให้เกิดกับผู้สูงอายุ การเลือกเนื้อหา ที่สอดคล้องกับจุดประสงค์กการเรียนรู้ การพัฒนา หลักสูตร โครงการกิจกรรมเพื่อจัดการเรียนรู้สำหรับ ผู้สูงอายุ การออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร โครงการ กิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้อง กับจุดประสงค์การเรียนรู้เนื้อหาการจัดการเรียนรู้และผู้สูงอายุ การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การใช้สื่อ วิทยากร นวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมมีรายละเอียดครบถ้วน สอดคล้องกับตัวชี้วัด ของหลักสูตร โครงการ การจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้สูงอายุการจัดการเรียนรู้ตามแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดการชั้นเรียน บรรยากาศเอื้อต่อการเรียนรู้ กระตุ้น สร้างแรงจูงใจให้เห็นประโยชน์ เชื่อมโยง ประสบการณ์เดิมและความรู้ใหม่ ปฏิบัติ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ สะท้อนผล ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามสภาพจริงพัฒนาผู้เรียน การสร้างความร่วมมือกับชุมชน ภาคีเครือข่าย การประเมินผลการนำผลการเรียนรู้ไปใช้ของผู้สูงอายุและผลที่เกิดกับผู้สูงอายุ ชุมชน ผลผลิต ผลลัพธ์ที่เกิดจากการจัดการเรียนรู้ การนำความรู้ ทักษะเจตคติที่ดีไปปรับใช้ มีบุคคล แห่งการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ การจัดการความรู้ การสร้างความร่วมมือเครือข่ายสังคมแห่งการเรียนรู้ การถอดบทเรียน นำเสนอผลงานการปฏิบัติที่ดีร่วมกันกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการรายงานผล และนำข้อมูลไปวางแผนเพื่อการพัฒนา กระบวนการนิเทศที่เหมาะสม สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะครู กศน. ด้านการจัดการเรียนรู้ ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้คิดค้น สร้างกระบวนการนิเทศ โดยได้นำกระบวนการนิเทศ ของสงัด อุทรานันท์ (2530) คือ PIDRE และ Harris (1985) มาเป็นหลักแนวทางการพัฒนา กระบวนการนิเทศ นอกจากนี้ผู้วิจัยได้นำตัวแปรในส่วนของการทบทวนวรรณกรรมมาบูรณาการเพื่อให้ สอดคล้องกับการพัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ด้านการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ กลุ่มผู้เรียนผู้สูงอายุ บริบทสถานศึกษา และบริบทชุมชนที่มีสภาพ สถานการณ์ ปัญหา ความต้องการ จำเป็นที่มีความแตกต่างกัน แต่มีเป้าหมายเดียวกันตามนโยบายที่ต้องนำสู่การปฏิบัติให้บรรลุการพัฒนา คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามแนวคิด Active aging ซึ่งผู้วิจัยได้คิดค้นกระบวนการนิเทศ SIPDEC+N เพื่อพัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ด้านการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 83 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 กรอบในการวิเคราะห์ แผนภาพ 1 กระบวนการนิเทศ SIPDEC+N เพื่อพัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ด้านการจัดการเรียนรู้ ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา
84| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 แผนภาพ 2 สมรรถนะครู กศน. ตำบล ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 85 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 แผนภาพ 3 สมรรถนะครู กศน. ตำบล ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเป้าหมายคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามแนวคิด Active aging
86| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 แผนภาพ 4 กรอบแนวคิดการวิจัย ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา ด้วยกระบวนการนิเทศ SIPDEC+N มีข้อค้นพบดังนี้ 1. สมรรถนะของ ครู กศน. ตำบล ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัด ฉะเชิงเทรา ในภาพรวมพบว่าก่อนการปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะอยู่ในระดับปานกลาง หลังการ ปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการวางแผนการจัด การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ก่อนการปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะอยู่ในระดับปาน กลาง หลังการปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะระดับมากที่สุด ด้านการออกแบบการจัดการเรียนรู้ ก่อนการ ปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะระดับปานกลาง หลังปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะระดับมาก ด้านการจัดการ เรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้สูงอายุ ก่อนการปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะระดับปานกลาง หลังการปฏิบัติการนิเทศมี สมรรถนะระดับมาก ด้านการสร้างความร่วมมือกับชุมชน ก่อนการปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะอยู่ในระดับ ปานกลาง หลังการปฏิบัติการนิเทศมีสมรรถนะระดับมาก
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 87 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ความพึงพอใจของครู กศน. ตำบล ต่อกระบวนการนิเทศ SIPDEC+N เพื่อพัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ด้านการจัด ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา และสื่อประกอบ กระบวนการนิเทศ ภาพรวมพบว่า ครู กศน. ตำบล มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ผลการเรียนรู้ของผู้สูงอายุที่เข้าร่วมโครงการ กิจกรรมการจัด ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับ ผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา ในภาพรวมพบว่าอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ ข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด 3 อันดับ คือทำให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิดเห็นความสำคัญของการ เรียนรู้ตลอดชีวิต รองลงมาคือความพึงพอใจโดยรวมต่อการเข้าร่วมโครงการ/กิจกรรม ทำให้มีโอกาสในการ เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ เช่น ด้านเทคโนโลยี อาชีพ เป็นต้น ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสุดท้ายคือ ทำให้มีความคิด ที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในการดูแล พึ่งพาตนเองมากขึ้น 2. ผลลัพธ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากเรียนรู้ของผู้สูงอายุ พบว่าผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจ ในเรื่องการดูและสุขภาพของตนเองมากขึ้น ใส่ใจในการดูแลสุภาพ มีการรวมกลุ่มออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้มีการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเพียงพอเหมาะสมกับช่วงอายุ มีสมาชิกเพื่อการออกกำลังกาย มากขึ้น ทำให้มีพัฒนาการหลากหลายด้านทั้งร่างกาย จิตใจ อารมณ์ รวมทั้งช่วยพัฒนาสมองทำให้ สนุกสนาน จิตใจเบิกบาน มีสมาธิ ฝึกความจำ ด้านการมีส่วนร่วมกับสังคมชุมชน มิติสังคม ถ่ายทอด ภูมิปัญญา จิตอาสา ทำให้ผู้สูงอายุมีทักษะทางสังคม ยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น ควบคุมตนเองด้าน พฤติกรรมและอารมณ์ได้ มีจิตอาสา ถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิปัญญา ประวัติศาสตร์ชุมชน วัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน อัตลักษณ์ของคนในชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตนเอง เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ด้านความมั่นคง มิติเศรษฐกิจ ความปลอดภัย สภาพแวดล้อม ทำให้ผู้สูงอายุ มีรายได้ พึ่งพาตนเองได้ มีการติดต่อสื่อสารทำให้ไม่อยู่คนเดียว มีความรู้ความเข้าใจกฎหมาย สวัสดิการ ต่าง ๆ สำหรับผู้สูงอายุ ทำให้มีความตระหนักเตรียมความพร้อม ความปลอดภัย มีการปรับเปลี่ยนพื้นที่ที่ พักอาศัยให้มีความปลอดภัย มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้สูงอายุในการใช้ชีวิต ด้านการเรียนรู้ตลอด ชีวิต และการใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้ผู้สูงอายุมีพื้นที่การเรียนรู้ ช่องทางการเรียนรู้ มีสังคม การเรียนรู้ที่กว้างมากขึ้น สามารถเรียนรู้ด้วยตนเองและนำความรู้มาปรับใช้ เรียนรู้ได้ตามความสะดวก ความพร้อม และใช้เป็นสื่อสำหรับการถ่ายทอดความรู้ ประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่าง ๆ ของผู้สูงอายุ 3. ผลกระทบ (Impact) เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีพื้นที่การเรียนรู้ ช่องทาง แหล่งการเรียนรู้ เครือข่าย ทั้งในระดับชุมชน ตำบล อำเภอ จังหวัดและระดับประเทศ มีการจัดการเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง ทั้งโดยความร่วมมือของ ครู กศน.ตำบล ภาคีเครือข่าย และที่สำคัญคือผู้สูงอายุ สามารถจัด
88| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 กิจกรรมการเรียนรู้กันเองอย่างต่อเนื่อง สามารถเป็นวิทยากรพัฒนาต่อยอดได้เอง พัฒนาคิดค้นนวัตกรรม กิจกรรมการเรียนรู้ การประกวด เผยแพร่ประชาสัมพันธ์อย่างกว้างขวาง ทำให้เกิดสังคมแห่งการเรียนรู้ ในวงกว้าง โดยมีการเปลี่ยนแปลงคือมีชมรม โรงเรียน หรือการรวมกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุ กระตือรือร้น เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งเป็นผลกระทบที่สำคัญและเป็นประโยชน์มาก 4. ข้อเสนอเชิงนโยบาย 4.1 หน่วยงานต้นสังกัด ควรมีการนิเทศ พัฒนาสมรรถนะครู กศน. ตำบล ในฐานะนักจัดการ เรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ โดยพัฒนาหลักสูตร โครงการ ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่ต้องคำนึงถึง การพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ ในทุกด้านทุกมิติ คือ ร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม สอดคล้องกับ สถานการณ์ ปัญหา ความต้องการจำเป็นของผู้สูงอายุแต่ละคน แต่ละกลุ่ม แต่ละพื้นที่ ซึ่งมีสภาพ บริบท แตกต่างกัน ทั้งเรื่องความเป็นอยู่ รายได้สุขภาพ ภูมิหลัง การศึกษา ศักยภาพ ความเชื่อ แนวความคิด การทำงาน ฯลฯ ส่วนใน 4.2 ข้อเสนอเชิงนโยบาย ควรกำหนดมาตรการ กลยุทธ์ ระเบียบ นโยบายที่ส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ให้มีทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเอง สอดคล้องและเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงของ สภาวการณ์ที่จะส่งผลกระทบต่อการเรียนรู้ของผู้สูงอายุมีสมรรถนะในการปรับตัวและการใช้ชีวิตอย่างมี คุณค่า รวมถึงสำหรับคนทุกช่วงวัยในการอยู่ร่วมกันกับผู้สูงอายุในสังคมผู้สูงอายุอย่างมีความสุข 4.3 หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีนโยบายในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการส่งเสริม การเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ โดยมีแพลตฟอร์ม พื้นที่การเรียนรู้ หรือช่องทางการเรียนรู้ อาจเป็นทางออนไลน์ วิทยุ ทางโทรทัศน์ ศูนย์การเรียนรู้ หรือมหาวิทยาลัยวัยที่สาม ที่เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุเข้าถึงองค์ความรู้ หรือผู้สูงอายุเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ การจัดการความรู้ การแนะแนว ตอบปัญหา ช่วยเหลือ เล่าประสบการณ์ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ซึ่งเป็นรูปแบบของ สังคม ชุมชนแห่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน 4.4 ด้านการบริหารจัดการ ควรมีข้อตกลง แนวทางอย่างมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาค ส่วน เพื่อเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ควรมุ่งเน้นให้มีฐานข้อมูลกลางในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้สูงอายุและการเป็นสังคมผู้สูงอายุ เพื่อนำมาวางแผนการพัฒนาแบบบูรณาการองค์ความรู้ ทางวิชาการ ภูมิปัญญา ความเชี่ยวชาญจากหลาย ๆ ภาคส่วนที่จะส่งผลต่อความสำเร็จของภารกิจในการ บริหารจัดการ และพัฒนาการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ โดยมุ่งพัฒนาและใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลรวม เพื่อสนับสนุนการดำเนินงาน ด้านการส่งเสริมการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ เสริมกลไกประสานในระดับพื้นที่
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 89 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน โดยการจัดตั้งคณะกรรมการ ผู้ร่วมวางแผนงานบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องตามบทบาทหน้าที่ภารกิจ ติดตาม รายงานผล จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ถอดบทเรียน เพื่อนำสู่ การวางมาตรการ กลยุทธ์ตัวชี้วัด แผนงาน โครงการ พัฒนาองค์ประกอบของสังคมแห่งการเรียนรู้ ทางด้านองค์ความรู้ บุคคลแห่งการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ และการจัดการความรู้ โดยให้ผู้สูงอายุเป็นกลไก สำคัญในการเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยริเริ่ม ขยาย ต่อยอด ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชน เห็นความสำคัญของการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และหรือปัญหาเป็นฐานในการจัดการ เรียนรู้ตลอดชีวิตกับผู้สูงอายุ นำสู่การสร้างชุมชน สังคมแห่งการเรียนรู้ที่เข้มแข็ง และยั่งยืน
90| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทสรุป การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุของครู กศน. ตำบล มีปัจจัยที่ทำให้บรรลุ ผลสำเร็จ เป็นเพราะว่ากิจกรรมต่าง ๆ สามารถสร้างคุณค่าให้กับผู้สูงอายุ ผู้สูงอายุได้รับประโยชน์ จากการเรียนรู้ เป็นการทำงานเพื่อให้กลุ่มเป้าหมายได้รับประโยชน์สูงสุด โดยใช้การบูรณาการร่วมกัน การพัฒนาเป็นไปตามบริบทพื้นที่ ใช้วัฒนธรรมท้องถิ่นเป็นหลัก และประยุกต์ให้เข้ากับกลุ่มเป้าหมาย ผู้สูงอายุตามความต้องการที่แท้จริงของผู้สูงอายุ ผลกระทบที่เกิดจากการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สำหรับผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา ทำให้เกิดชุมชน สังคมแห่งการเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น เนื่องมาจากการจัด กิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีการประสานให้เกิดการมีส่วนร่วมของหลากหลายฝ่าย ตาม องค์ประกอบของสังคมแห่งการเรียนรู้ ได้แก่ องค์ความรู้ บุคคลแห่งการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้และการ จัดการความรู้ และที่สำคัญที่สุดคือการสร้างแรงจูงใจให้ทุกฝ่าย รวมถึงผู้สูงอายุเห็นความสำคัญของการ เรียนรู้ตระหนักถึงคุณค่าและความสำคัญของการเรียนรู้มีนิสัยรักการเรียนรู้ตลอดชีวิต สนใจและใฝ่หา ความรู้อย่างสม่ำเสมอ ผู้คนสามารถเรียนรู้จากประสบการณ์ที่หลากหลายและใช้ความรู้และทักษะ ความสามารถในการปฏิบัติหน้าที่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมโดยรวม ดังข้อมูลจากการสะท้อนผล การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ สัมภาษณ์ ที่มีความเปลี่ยนแปลงที่พัฒนาขึ้น ดีขึ้น กว่าเดิมจากการเข้าร่วมการเรียนรู้ตามหลักสูตร โครงการ กิจกรรมที่ครู กศน. ตำบล จัดให้กับผู้สูงอายุ ดังนี้ “ก่อนพบ กศน. ผู้สูงอายุอยู่กันตามลำพัง ไม่ค่อยพบเพื่อนฝูง หลังจากที่ได้เรียนรู้กับ กศน. ทำให้เกิดความสุขสนุกสนาน ได้ความรู้วิชาชีพ เช่น ผลิตของใช้ ของกิน เรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้ทันโลกทันเหตุการณ์เรียนรู้วิชาชีพสามารถขายของทางออนไลน์ได้ ทำให้มีรายได้ขึ้นมา และเกิด ความภาคภูมิใจ” “ก่อนการร่วมจัดกิจกรรม ผู้สูงอายุยังขาดความรู้เกี่ยวกับการดูแลตัวเอง อยู่ติดบ้านไม่ติดสังคม หลังการจัดกิจกรรม ผู้สูงอายุมีการรวมกลุ่มกันทำกิจกรรมเกี่ยวกับสุขภาพ การดูแลตนเอง เช่น มีการออก กำลังกาย การรำ การเรียนรู้เกี่ยวกับอาหารสำหรับผู้สูงอายุทำให้เกิดการผ่อนคลาย เกิดความภาคภูมิใจ ก่อนเข้าร่วมกิจกรรมฝึกอาชีพ กับ กศน.การสานตะกร้า ไม่เคยสานตะกร้ามาก่อนมีรายได้จากการทำขนมขาย เป็นวิทยากรในการสอนทำขนม พอได้เข้าร่วมกิจกรรมของ กศน.ทำให้มีรายได้จากการขายกระเป๋า ตะกร้า ออกบูธตามงาน ทำให้มีรายได้เพิ่มขึ้น สามารถเป็นวิทยากรให้ทาง กศน.ได้”
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 91 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 “การเข้าร่วมกิจกรรมกับ กศน. สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ทุกอย่าง ทั้งทางด้าน สุขภาพกาย สุขภาพใจ ผู้สูงอายุมีความชอบที่จะเติมเต็มความรู้ที่ทาง กศน.ตำบลและทางหน่วยงาน ภาคีเครือข่ายมาอบรมให้ความรู้ที่ได้ปรับใช้ในชีวิตประจำวันคือ การเรียนรู้การดูแลผู้สูงอายุ การปรับบุคลิกภาพของตนเอง การปรับองค์ความรู้เพื่อร่วมสร้างกิจกรรม” “กิจกรรมการเรียนรู้จากการเสริมสร้างทำให้ผู้สูงอายุมีทักษะทางสังคม ชุมชน ยอมรับฟัง ความคิดเห็นของผู้อื่น ควบคุมตนเองด้านพฤติกรรมและอารมณ์ได้ มีจิตอาสา ถ่ายทอดองค์ความรู้ ภูมิ ปัญญา ถ่ายทอดประวัติศาสตร์ชุมชน วัฒนธรรม ประเพณีที่เป็นเอกลักษณ์ของชุมชน อัตลักษณ์ของคนใน ชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุเห็นคุณค่าในตนเอง เกิดความภาคภูมิใจในตนเอง” “กลุ่มผู้สูงอายุเป็นภูมิปัญญา ให้กับเด็กนักเรียนในโรงเรียน ทำให้ผู้สูงอายุเกิดความภาคภูมิใจ และเห็นคุณค่าของตนเอง” “มีส่วนร่วมในชุมชนมากขึ้น ทำให้หายเหงาและใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์” “สมาชิกผู้สูงอายุมีการนำไปขยายผลให้กับเพื่อนผู้สูงอายุที่ไม่ได้เข้ารับการอบรม เกือบ ทุกโครงการที่ กศน.ตำบล เข้าไปจัดกิจกรรม” “ได้ร่วมทำกิจกรรมกับผู้อื่นในชุมชน ภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมทำประโยชน์” “สามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้และสอนอาชีพให้เพื่อน ๆ ในชุมชนได้เป็นแกนนำ ในการทำกิจกรรม” “ลุงเหลียวปรับพัฒนาบ้านของตัวเองเป็นแหล่งเรียนรู้ศาสตร์พระราชา มีคนมาดูงาน มากมาย รวมทั้งนักศึกษา กศน. มาเรียนรู้ ดีใจและภูมิใจมาก” “นักศึกษาการศึกษาตลอดชีวิต มศว. มาศึกษาดูงานได้แลกเปลี่ยนวิธีการจัดการเรียนรู้ให้ กับผู้สูงอายุ ทำให้เกิดแนวคิดในการเรียนรู้ร่วมกันระหว่างวัย” “มีการรวมกลุ่มทำอาชีพเสริม ทำให้สร้างรายได้จากที่เรียนอาชีพกับ กศน.” “การใช้เทคโนโลยีในการติดต่อสื่อสาร มีการสื่อสารด้านเทคโนโลยี(ไลน์กลุ่มผู้สูงอายุ) “การปรับตัวให้เข้ากับสังคม ได้รับรู้สิทธิประโยชน์ของตนเอง เรื่องกฎหมายนิติกรรมต่าง ๆ ความรู้เกี่ยวกับกฎหมายสำหรับผู้สูงอายุ” “สามารถนำอาชีพที่ฝึกกับทาง กศน.การทำตะกร้า การทำกระเป๋า สามารถนำไปทำใช้ใน ชีวิตประจำวัน และสามารถสร้างรายได้ให้กับตนเองและครอบครัว” “เรียนรู้วิชาชีพสามารถขายของทางออนไลน์ได้”
92| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 “ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการใช้แอพพลิเคชั่นต่าง ๆ เช่น ไลน์ เฟซบุ๊ก ติ๊กต๊อก ทำให้มีช่องทาง ในการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น และสามารถสร้างรายได้จากการขายของออนไลน์ได้” “มีรายได้จากการเรียนอาชีพกับ กศน.” “ผู้สูงอายุรู้จักเทคโนโลยีและสามารถสร้างอาชีพได้ ผู้สูงอายุทำขายมีรายได้เสริมเพิ่มขึ้น” “ผู้สูงอายุได้ฝึกอบรมอาชีพกับ กศน. ทำให้สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้สูงอายุทำให้มีรายได้ขึ้นมา และเกิดความภาคภูมิใจ” “มีการสอนลงนามถวายพระพรแบบออนไลน์กศน. ดีใจมาก” “มีประสบการณ์การเรียนรู้เพิ่มมากขึ้นได้ เกิดการเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น” “เรียนรู้เทคโนโลยีที่ทันสมัยมากขึ้น ทำให้ทันโลกทันเหตุการณ์” “ครู กศน. ให้ความรู้ พรบ.คอมพิวเตอร์ที่ควรรู้ การสร้างเพจ Facebook” “เมื่อก่อนอยู่บ้าน ค้าขาย หลังจากการเข้าร่วมกิจกรรมของ กศน. ได้มีสังคม ได้รับความรู้ด้านต่าง ๆ มากมาย” “มีการติดต่อประชาสัมพันธ์ทางออนไลน์มากขึ้น” “การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการติดต่อสื่อสาร เช่น มีกลุ่มไลน์ เฟซบุ๊ก ทำให้มีการสื่อสารกันได้ สะดวกขึ้น” “กิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับผู้สูงอายุผู้สูงอายุสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปปรับใช้ใน ชีวิตประจำวันได้”
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 93 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ภาพ 1 การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ ทำให้เป็นผู้สูงอายุ Active aging เกิดสังคมการเรียนรู้ตลอดชีวิต มีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องทำให้ผู้สูงอายุได้เกิดการร่วมกลุ่ม ทำให้เกิดกิจกรรมสร้างความรู้ใหม่ ๆ ให้กับผู้สูงอายุได้แลกเปลี่ยนพบปะสังสรรค์ มีกิจกรรมที่มาทำกับ ผู้สูงอายุมากขึ้น ชื่อกิจกรรมน่าสนใจทำให้อยากทำกิจกรรม กลุ่มผู้สูงอายุได้รับการสนับสนุน ให้เกิดการ เรียนรู้อย่างต่อเนื่องจากภาคีเครือข่ายต่าง ๆ มีการศึกษาดูงาน แลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง
94| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 เอกสารอ้างอิง กิ่งแก้ว ขวัญข้าว. (2561). สถานะทางสุขภาพและพฤติกรรมสุขภาพของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลบางคล้า จังหวัดฉะเชิงเทรา. การประชุมวิชาการระดับชาติครั้งที่ 3 มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา. ชลบุรี : มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา. จรัสศรี หัวใจ. (2562). การขับเคลื่อนชุมชนเพื่อส่งเสริมผู้สูงอายุให้ใช้ชีวิตอย่างมีความสามารถ ในพื้นที่ตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารศิลปากร ศึกษาศาสตร์วิจัย มหาวิทยาลัยศิลปากร, 11(1), 147-160. ทนงศักดิ์ ยิ่งรัตนสุข, ภานุวัตน์ เชิดเกียรติกูล และปณิตา วรรณพิรุณ. (2557). การพัฒนารูปแบบ การเรียนรู้และอาชีพของผู้สูงอายุ : การเรียนรู้เพื่อส่งเสริมภาวะพฤฒิพลัง. ชลบุรี: มหาวิทยาลัยบูรพา. นัยนา ฉายวงศ์. (2560). การพัฒนารูปแบบการนิเทศตามแนวคิดการเรียนรู้แบบผสมผสาน เพื่อเสริมสร้าง ความสามารถด้านการวิจัยในชั้นเรียน ของครูสังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา นครพนม เขต 1 (วิทยานิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต). สกลนคร: มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร. สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). การสังเคราะห์งานวิจัยผู้สูงอายุในประเทศไทย. กรุงเทพฯ: บริษัทพริกหวานกราฟฟิค จํากัด. สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2561). นโยบายและจุดเน้น การดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2561. กรุงเทพฯ: ม.ป.ท. สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี. (4 ธันวาคม 2561). มติคณะรัฐมนตรี ที่ สร 0401/ว. 50 เรื่อง มาตรการ ขับเคลื่อนระเบียบวาระแห่งชาติเรื่องสังคมสูงอายุ. สุมาลี สังข์ศรี. (2558). การพัฒนาชุดฝึกอบรมทางไกลเรื่องการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้สำหรับ ผู้ปฏิบัติงานทางด้านการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. อรุณี สุวรรณชาติ. (2557). การดำเนินงานของชมรมผู้สูงอายุ: กรณีศึกษาชมรมผู้สูงอายุตำบลหนองแหน อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา. วิทยานิพนธ์ปริญญาสาธารณสุขศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการสุขภาพ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์. อาชัญญา รัตนอุบล และคณะ. (2555). การพัฒนาแนวทางการส่งเสริมการจัดการศึกษา การเรียนรู้ เพื่อพัฒนาศักยภาพผู้สูงอายุ. วารสารครุศาสตร์, 40(1), 14-28.
วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 95 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 อุบลรัตน์ วิเชียร. (2564). การพัฒนารูปแบบการดูแลสุขภาพชีวิตวิถีใหม่ของผู้สูงอายุ จังหวัดฉะเชิงเทรา. วารสารพยาบาลทหารบก, 22(3), 151-159. Glickman Carl D. (1990). Supervision of Instruction. New York : Allyn and Bacon. Harris. (1985). Supervisory Behavior in Education. (3rd ed.). Englewood Cliffs, New Jersey: Prentice-Hall, Inc.,. Oliver. (2001). Supervision for Today’s Schools. 6th ed. New York : John Wiley & Sons, Inc.,. TCDC Resource Center. (2562). Aging Society VS. Aged Society in Global and Thai Context. สืบค้น 14 ตุลาคม 2562, จาก http://resource.tcdc.or.th/ebook/AgingSocietyReport_official.pdf.
96| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 1 บรรณารักษ์ปฏิบัติการ แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านด้วยนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต GUIDELINES FOR ORGANIZING ACTIVITIES TO PROMOTE READING WITH INNOVATION FOR LIFELONG LEARNING ญาณินี พหุพันธ์1 Yaninee Pahupan1 ศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี Banlaem District Learning Encouragement Center Phetchaburi Province. Corresponding Author E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การอ่านหนังสือมีประโยชน์เพื่อช่วยพัฒนาทั้งด้านความคิด เชาวน์ปัญญา และเป็นพื้นฐาน ของการต่อยอดองค์ความรู้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น การส่งเสริมการอ่านเป็นการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต แต่รูปแบบของการอ่านหนังสือในยุคดิจิทัลมีการเปลี่ยนแปลงไป ความรู้ต่าง ๆ สามารถหาได้จาก อินเทอร์เน็ต และถูกบรรจุไว้ในเทคโนโลยีแบบพกพา เช่น แท็บเลต คอมพิวเตอร์ และสมาร์ทโ ฟน ซึ่งสามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เน้นการสร้างเครือข่ายทางสังคมและการเรียนรู้ร่วมกัน ผู้รับบริการมีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ของตนเอง ซึ่งจะส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ อีกทั้ง การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ มาสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน จะทำให้ผู้เรียนเกิดความสนุกที่จะเรียนรู้ ได้ทั้งความรู้และความเพลิดเพลิน ห้องสมุดประชาชนสามารถนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ ในการให้บริการส่งเสริมการอ่านให้กับผู้รับบริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น สื่อความรู้ต่าง ๆ การจัดทำ วิดีโอคลิป การแนะนำหนังสือ กิจกรรมอ่านผ่านแบบทดสอบออนไลน์ การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านคิวอาร์โค้ด ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูป TIKTOK เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริม และประชาสัมพันธ์ การใช้บริการห้องสมุด และการเผยแพร่ แบ่งปันความรู้ต่าง ๆ จากการอ่านผ่านระบบสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนมีทักษะ ในการแสวงหาความรู้จากการอ่านผ่านช่องทางที่หลากหลาย เข้าถึงการอ่านได้สะดวกขึ้น และมี ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีการอ่านด้วยตนเอง คำสำคัญ: การส่งเสริมการอ่าน นวัตกรรมการเรียนรู้ การเรียนรู้ตลอดชีวิต