The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by vuttikrai101, 2023-10-10 01:24:39

วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้

วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้

วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 97 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ABSTRACT Reading is useful for developing both thinking and intelligence, and is the foundation of learning. Extend the body of knowledge to deepen Promoting reading is creating a lifelong learning society. But the style of reading books in the digital age have changed. Various knowledge can be obtained from the internet. And it is packed into portable technology such as tablet computers and smartphones. Which can access knowledge anywhere, anytime, focusing on building social networks and learning together clients participate in designing their own learning. This will affect learning efficiency. In addition, the use of information technology come to support teaching and learning will make the students fun to learn both knowledge and enjoyment. Public libraries can apply information technology to provide effective reading promotion services to service users, such as various knowledge media, video clip production. book recommendation reading activities through online quizzes self-learning via QR code through social media such as Facebook, LINE, YouTube, TIKTOK is an activity that promotes and publicizes the use of library services. And dissemination share knowledge from reading through social media systems. To instill reading and learning habits in the target group to promote and support people to have skills in acquiring knowledge from reading through a variety of channels. Easier access to reading and the ability to use self-reading technology. Keywords: Reading Promotion, Learning Innovation, Lifelong Learning


98| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทนำ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ยกฐานะจากสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่มีหน้าที่จัด ส่งเสริม และสนับสนุนการเรียนรู้ 3 ลักษณะ ได้แก่ การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้เพื่อการพัฒนาตนเอง และการเรียนรู้เพื่อคุณวุฒิตามระดับ โดยมุ่งหวัง พัฒนาบุคคลให้มีความสมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจ อารมณ์ สังคมและสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย รู้จักสิทธิ ควบคู่กับหน้า และความรับผิดชอบ ภูมิใจ และตระหนักในความสำคัญของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อให้บุคคล มีความเป็นพลเมืองที่สามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมไทย และสังคมโลกได้อย่างผาสุก (พระราชบัญญัติ ส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566) กรมส่งเสริมการเรียนรู้ได้ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิต จึงพัฒนาปรับปรุงห้องสมุด ประชาชน เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการของชุมชนได้ ทั้งในด้านการศึกษาค้นคว้าหาความรู้ การพักผ่อนหย่อนใจ และการจรรโลงใจได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการของชุมชน รวมถึงการทันต่อ ความเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 เพื่อให้ประชาชนสามารถนำความรู้ไปใช้ในการปรับปรุง คุณภาพชีวิตให้ดียิ่งขึ้น (สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย, 2565) โดยเฉพาะโลกในยุคปัจจุบันที่ประชาชนต้องรับมือกับการใช้ข้อมูลและสื่อต่าง ๆ อย่างมีวิจารณญาณ ด้วยการปรับตัวให้เป็นผู้มีทักษะการรู้ดิจิทัล ทั้งการรู้เท่าทันสื่อ การใช้การเทคโนโลยีสารสนเทศ และการสื่อสาร การมีจริยธรรมและคุณธรรมในการใช้สารสนเทศอย่างถูกต้อง ตลอดจนสามารถปรับแนวคิด ให้เข้ากับบริบทหรือเหตุการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์จนสามารถนำไปสู่ การพัฒนาองค์ความรู้ และนวัตกรรมได้ ทั้งนี้เพื่อเพิ่มขีดความสามารถและศักยภาพของตน ให้เป็นผู้มีคุณสมบัติของผู้คนในศตวรรษที่ 21 (Wimolsittichai, 2017) ห้องสมุดประชาชนเป็นแหล่งการเรียนรู้หนึ่งที่สำคัญสำหรับประชาชน ที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุน การเรียนรู้ต่อเนื่องตลอดชีวิตทั้งในฐานะแหล่งเรียนรู้ และหน่วยงานที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน แก่ประชาชนในพื้นที่ ดังเช่นห้องสมุดประชาชนอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่เป็นแหล่งเรียนรู้ ที่ทำหน้าที่ให้บริการข้อมูลข่าวสารที่บันทึกในสื่อการเรียนรู้หลากหลายประเภท และจัดกิจกรรมส่งเสริม การอ่านและการเรียนรู้หลากหลายรูปแบบให้กับประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมาย


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 99 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและความสำคัญของการอ่านและการส่งเสริมการอ่าน นวัตกรรมการเรียนรู้ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน พร้อมทั้งนำเสนอ การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านด้วยนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต การอ่าน การอ่านเป็นการรับรู้และเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านจากตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ผ่านสายตา ของผู้อ่าน โดยแปลความหมายออกมาเป็นถ้อยคำและความคิด โดยอาศัยประสบการณ์เดิมของตนเอง ไปช่วยในการตัดสินใจ (Royal Institute, 2003, p. 1364; Jerngklinchan, 1993, p. 4; Kananurak, 2004, p. 13; Promraj, 2009, p. 42) ที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการอ่านเป็นประตูสู่ความรู้ และความเข้าใจ เป็นเครื่องมือที่สำคัญในการศึกษาเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรียนที่มีความสามารถในการอ่าน จะมีความสามารถในการเรียนทุกแขนงวิชา อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ ความรู้ ความคิด และวิจารณญาณ ทำให้เกิดความงอกงามทางสติปัญญาและความสามารถ รวมถึงช่วยให้บุคคลนำความรู้ และประสบการณ์ที่ได้ไปพัฒนาอาชีพหรือการทำงานให้เจริญก้าวหน้าและประสบความสำเร็จ นอกจากนี้ ยังสามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของบุคคล เช่น ช่วยให้มั่นคง ปลอดภัย ช่วยให้ได้รับ ประสบการณ์ใหม่ ช่วยให้เป็นที่ยอมรับของสังคม ช่วยให้มีเกียรติยศและชื่อเสียง เป็นต้น การอ่านยังเป็น การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์และทำให้เกิดความสนุกสนานเพลิดเพลิน ตลอดจนช่วยส่งเสริมให้เกิด กระบวนการพัฒนาในชีวิตและจิตวิญญาณของผู้อ่านให้เป็นไปในทางที่ดีงาม ดังนั้น การอ่านจึงเป็น เสมือนสะพานเชื่อมโยงให้เกิดความรู้ความเข้าใจของมวลมนุษย์ทุกชาติทุกภาษา และให้สามารถประกอบ กิจการงานต่าง ๆ อันเป็นคุณประโยชน์ร่วมกันได้ (Matchimapiro, 2014, p. 4) หรืออาจกล่าวได้โดยสรุปว่า การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการบรรลุเป้าหมายในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ที่ช่วยให้บุคคลสามารถ ค้นคว้าเรื่องใหม่ ๆ ก่อให้เกิดการพัฒนาความสนใจใหม่ ๆ สามารถค้นคว้าหาความรู้ สามารถเข้าใจ และวิเคราะห์ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนสามารถปรับตัวให้เข้ากับสังคมที่เปลี่ยนแปลง ตลอดเวลาได้ การส่งเสริมการอ่าน การส่งเสริมการอ่าน หมายถึง กิจกรรมและกลยุทธ์ที่มีเป้าหมายในการกระตุ้นและสร้างแรงบันดาลใจ ให้คนมีความสนใจที่จะอ่านมากขึ้น โดยมีเป้าหมายสำคัญ คือ เพื่อเพิ่มอัตราการรู้หนังสือ ปรับปรุงทักษะ การอ่าน สร้างแรงบันดาลใจในการรักการอ่านในทุกเพศทุกวัย ตลอดจนเพื่อรักษาวัฒนธรรม และพัฒนาประเทศชาติ


100| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 การส่งเสริมการอ่านสามารถกระทำได้หลายวิธี เช่น การสร้างพื้นที่อ่านหนังสือ การจัดตั้งชมรม หนังสือ การพัฒนาแอพพลิเคชั่นในมือถือที่ส่งเสริมการอ่าน การจัดกิจกรรมเพื่อรณรงค์การอ่าน จากหลายภาคส่วน และโปรแกรมเกี่ยวกับการอ่านต่าง ๆ ที่จัดโดยห้องสมุด เป็นต้น (Chen et al., 2018; Hu et al., 2019) ทั้งนี้ การส่งเสริมการอ่านควรเริ่มตั้งแต่ในวัยเด็กและเยาวชนเพื่อกระตุ้น ให้เกิดความสนใจในการอ่าน และเกิดนิสัยรักการอ่านในที่สุด การส่งเสริมการอ่านในเด็กและเยาวชนเป็นหน้าที่ของทุกคนต้องช่วยกัน ดังที่ Chavalit (2001, pp. 15-16) ได้สรุปแนวทางการส่งเสริมการอ่านไว้ดังนี้ 1. สนับสนุนให้เด็กสนใจใฝ่รู้ 2. ส่งเสริมสุขภาพเพื่อความเจริญของร่างกายและสมอง 3. ส่งเสริมสนับสนุนประสบการณ์ชีวิต เช่น การเล่น การออกกำลังกาย การท่องเที่ยว เป็นต้น 4. ส่งเสริมทักษะการฟัง พูด ถาม อ่าน เขียน คิด ทำ (สุ จิ ปุ ลิ) 5. จัดสภาพแวดล้อมตามอัตภาพให้เด็กมีเวลาอ่านหนังสือ พยายามหาหนังสือไว้ที่บ้าน หรือให้เด็กไปร้านหนังสือ 6. ส่งเสริมกิจกรรมที่ใช้ความรู้จากการอ่าน 7. สร้างบรรยากาศที่รื่นรมย์ในบ้าน ในสถานศึกษา ทำให้ทุกคนมีความสุขมีความปลอดภัย ในชีวิตเอื้ออาทรต่อกัน จะเห็นได้ว่า การส่งเสริมการอ่านเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมให้บุคคลอ่านเพื่อความบันเทิง หรือเพื่อการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อพัฒนาการอ่านและความสามารถในการอ่าน เสริมสร้างทักษะการอ่าน ออกเขียนได้และเห็นคุณค่าของการอ่าน โดยผ่านกิจกรรม โครงการ และบริการต่าง ๆ ทั้งนี้ห้องสมุด และองค์กรอื่น ๆ สามารถส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วยปฐมวัย เนื่องจากการอ่าน ช่วยส่งเสริมการพัฒนาความคิด เรียนรู้แนวคิดด้านต่าง ๆ เช่น ภาษา คณิตศาสตร์ และทักษะการอ่าน ก่อนเข้าเรียน (เช่น การถือหนังสือ และการโต้ตอบขณะฟังผู้ใหญ่อ่านให้ฟัง เป็นต้น) ช่วยพัฒนาคำศัพท์ ทักษะการวิเคราะห์ ความเห็นอกเห็นใจ ความคิดสร้างสรรค์ และอื่น ๆ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนรู้ ตลอดชีวิต สุขภาพและความเป็นอยู่โดยรวมที่ดี(National Institute of Child Health and Human Development [NICHD], 2021) ดังนั้น จึงสามารถสรุปได้ว่า การส่งเสริมการอ่านจึงมีความสำคัญ ต่อการพัฒนาการอ่านออกเขียนได้ ความสามารถในการรับรู้ ความสำเร็จทางวิชาการ และความผาสุก โดยรวม อีกทั้งยังมีบทบาทในการส่งเสริมความเป็นธรรมและความเท่าเทียมกันในสังคมด้วย


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 101 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 นวัตกรรมการเรียนรู้ นวัตกรรม (Innovation) หมายถึง การนำสิ่งใหม่ ๆ เข้ามาเปลี่ยนแปลงเพิ่มเติมจากวิธีการ ที่ทำอยู่เดิม เพื่อให้ใช้ได้ผลดียิ่งขึ้น และเมื่อนำความเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เข้ามาใช้ในกิจการใดก็ตาม โดยมุ่งหวังเพื่อปรับปรุงงานให้ดีขึ้นกว่าเดิม มักเรียกว่าเป็นนวัตกรรมของวงการนั้น ๆ เช่น ในวงการศึกษา เรียกว่า นวัตกรรมการศึกษา (Educational Innovation) เป็นต้น ทั้งนี้ ในวงการการศึกษามีคำเกี่ยวกับ นวัตกรรมอยู่ 3 คำ ได้แก่ 1. นวัตกรรมการศึกษา (Educational innovation) หมายถึง สิ่งใหม่ที่นำมาใช้ในการ จัดการศึกษา 2. นวัตกรรมการเรียนการสอน (Instructional innovation) หมายถึง สิ่งใหม่ที่นำมาใช้ในการ จัดการเรียนการสอน 3. นวัตกรรมการเรียนรู้ (Learning innovation) หมายถึง สิ่งใหม่ที่นำมาใช้ให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ จะเห็นได้ว่า นวัตกรรมการศึกษาเป็นนวัตกรรมที่ใช้ในวงกว้างด้านต่าง ๆ ที่เป็นการ จัดการศึกษา ส่วนนวัตกรรมการเรียนการสอนและนวัตกรรมการเรียนรู้จัดเป็นนวัตกรรมประเภทเดียวกัน ที่มีจุดเน้นที่การจัดการเรียนการสอนเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ นวัตกรรมการเรียนรู้สามารถนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ในวงการศึกษาหลายประการ ได้แก่ 1) เพื่อใช้แก้ปัญหาในเรื่องการเรียนการสอน 2) เพื่อใช้พัฒนาการเรียนการสอน การสร้างองค์ความรู้ใหม่ ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และเป็นประโยชน์ต่อการศึกษา โดยการนำสิ่งประดิษฐ์หรือแนวความคิดใหม่ ๆ ในการเรียนการสอน 3) เพื่อเป็นผลงานทางวิชาการ กล่าวคือ ผู้สร้างนวัตกรรมสามารถนำผลจากการนำนวัตกรรม ไปใช้เป็นผลงานวิชาการเพื่อขอเลื่อนวิทยฐานะ หรือปรับตำแหน่งให้สูงขึ้นได้ (วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล, 2550) ในการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้นั้น ผู้ออกแบบจำเป็นต้องรู้จักการวางแผน ขั้นตอนและวิธีการ ตามความคิดสร้างสรรค์ เพื่อช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างรวดเร็ว มีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม และทำให้การเรียนการสอนมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น การเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) เป็นการเรียนรู้ที่เกิดจากการผสมผสานระหว่าง การศึกษาในระบบการศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชีวิต ได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ดังนั้น การเรียนรู้ตลอดชีวิตจึงมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและปรับปรุง


102| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ตนเอง ช่วยให้บุคคลสามารถมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาตนเอง และปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน โดยการแก้ปัญหาจริงและตอบคำถาม ซึ่งนำไปสู่คำถามเพิ่มเติม เนื่องจากโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลง อย่างรวดเร็ว และยังเปิดโอกาสให้บุคคลสามารถทำตามความสนใจ ได้รับทักษะใหม่ ๆ มีส่วนร่วม ในกิจกรรมที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีโดยรวม และก้าวทันโลกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา (Cotha Sj, 2020) ทั้งนี้ หลักการเรียนรู้ตลอดชีวิตที่ผู้เรียนต้องตระหนักเสมอ 4 ประการ ได้แก่ การเรียนเพื่อรู้ การเรียนรู้ เพื่อปฏิบัติได้จริง การเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกัน และการเรียนรู้เพื่อชีวิต (สำนักงานคณะกรรมการการศึกษา แห่งชาติ, 2546) ห้องสมุดถือเป็นแหล่งรวมองคความรู้ที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยน เรียนรู้ และต่อยอดความรู้อีกทั้ง ยังเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างเสริมกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิตด้วย ห้องสมุดประชาชนอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี และรูปแบบของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีส่งผลให้ประชาชนสามารถค้นหาความรู้ได้จากอินเทอร์เน็ต และสามารถเข้าถึงและดาวน์โหลดเก็บไว้ในอุปกรณ์พกพา เช่น แท็บเล็ต คอมพิวเตอร์ สมาร์ทโฟน เป็นต้น ทำให้รูปแบบการอ่านของประชาชนเปลี่ยนแปลงไป กล่าวคือ ประชาชนสามารถเข้าถึงความรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา เน้นการสร้างเครือข่ายทางสังคมและเกิดการเรียนรู้ร่วมกัน มีส่วนร่วมในการออกแบบการเรียนรู้ ของตนเอง ซึ่งส่งผลต่อประสิทธิภาพการเรียนรู้ (Laohajaratsang, 2018, p. 169) อันจะนำไปสู่การเป็น ผู้มีทักษะของพลเมืองโลกในศตวรรษที่ 21 ห้องสมุดประชาชนอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ได้รับการสนับสนุนและพัฒนาให้เป็นแหล่ง เรียนรู้ยุคใหม่สำหรับประชาชน ด้วย 1) การจัดการเรียนรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศแก่ประชาชน เพื่อให้มี ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยีสารสนเทศที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและเข้าถึงสื่อ การเรียนรู้ที่สนับสนุนการอ่านได้สะดวกขึ้น และมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการอ่านด้วย ตนเอง โดยมีบรรณารักษ์ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการบนระบบออนไลน์ รวมทั้งผลิตและจัดหาคลิปวิดีโอ และสื่อความรู้ต่าง ๆ เพื่อให้บริการแก่ผู้ใช้บริการเข้ามาเรียนรู้ผ่านสื่อที่จัดเตรียมไว้ ซึ่งถือได้ว่าการจัดการ เรียนรู้ในลักษณะดังกล่าวเป็นการเรียนรู้ในพื้นที่ปลอดภัย (วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง, 2561). 2) การจัดให้มี กิจกรรมส่งเสริมการอ่านในรูปแบบใหม่ ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ เช่น การผลิตวิดีโอคลิป ความรู้ การเล่านิทานส่งเสริมการอ่าน การเล่าเรื่องหนังสือ การแนะนำหนังสือ การจัดทำบรรณานุกรม และบรรณนิทัศน์หนังสือ โดยผ่านสื่อสังคมออนไลน์ เช่น เฟซบุ๊ก ไลน์ ยูทูป เป็นต้น การจัดการแข่งขัน เกี่ยวกับการอ่าน และการจัดหาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์มาให้บริการ เป็นต้น เพื่อสนับสนุนและส่งเสริม


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 103 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ให้เกิดวัฒนธรรมการอ่านและสังคมแห่งการเรียนรู้ในที่สุด ดังที่มีคำกล่าวว่า “นิสัยรักการอ่านคือรากฐาน แห่งสังคมการเรียนรู้” (อภิญญา ตันทวีวงศ์, 2557) ห้องสมุดประชาชนอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ได้นำเทคโนโลยีสารสนเทศมาประยุกต์ใช้ ในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน โดยมีการออกแบบนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยให้สามารถเกิดการเรียนรู้ อย่างรวดเร็วมีประสิทธิผลสูงกว่าเดิม และเป็นการพัฒนาสื่อการเรียนรู้ให้มีความทันสมัย และตรง ตามความต้องการของผู้เรียนในสถานการณ์ปัจจุบัน กิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ห้องสมุดประชาชนอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ที่จัดขึ้นโดยใช้ แนวคิดด้านนวัตกรรมการเรียนรู้มาใช้นั้น ได้แก่ 1. กิจกรรม “อ่าน เช็ค แชร์” เป็นการจัดทำสื่อโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ออนไลน์ในหัวข้อ “อ่าน เช็ค แชร์” เป็นการนำเสนอข้อมูลของแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวของอำเภอบ้านแหลม โดยจัดทำในรูปแบบที่น่าสนใจ สีสันสวยงาม ข้อมูลกระชับ ทันสมัย มีการประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางสื่อ สังคมออนไลน์ เช่น Facebook ห้องสมุดประชาชนอำเภอบ้านแหลม เว็บไซต์ห้องสมุดประชาชนอำเภอ บ้านแหลม และทางไลน์กลุ่มต่าง ๆ ทำให้ผู้เรียนและผู้รับบริการได้รับข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ส่งผลให้มีผู้ใช้บริการและเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของห้องสมุดประชาชนเพิ่มมาก ขึ้น และมีการแชร์ผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ความรู้ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งได้รับผลตอบรับ จากผู้รับบริการในการสอบถามถึงข้อมูลของแหล่งเรียนรู้ และแหล่งท่องเที่ยวที่ห้องสมุดเผยแพร่อีกด้วย ภาพ 1 กิจกรรม “อ่าน เช็ค แชร์”


104| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 2. กิจกรรม “อ่านผ่าน E-BOOK” เป็นการจัดทำสื่อในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-BOOK) หนังสือที่สร้างขึ้นด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ มีลักษณะเป็นเอกสารอิเล็กทรอนิกส์สามารถอ่านเอกสาร ผ่านทางหน้าจอคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟนหรืออุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พกพาอื่น ๆ ได้ในระบบออนไลน์ โดยจะสร้างหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ให้มีข้อมูลเนื้อหาที่น่าสนใจ ทันสมัย เหมาะสมกับผู้เรียนและผู้รับบริการ ทุกเพศ ทุกวัย ออกแบบให้มีสีสันสวยงาม อาจจะเพิ่มเสียงเพลงตามความเหมาะสม ตั้งชื่อหนังสือ ให้เป็นประโยคที่สอดคล้องกับเนื้อหาและน่าสนใจ เพื่อเพิ่มความสะดวกให้แก่ผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้ ได้ทุกที่ทุกเวลา ส่งผลให้มีผู้เรียนและผู้รับบริการมีทักษะในการใช้เทคโนโลยีในการเรียนรู้ด้วยตนเอง และสามารถนำความรู้จากการร่วมกิจกรรมไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง ด้านการเรียน ด้านการประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตประจำวัน ภาพ 2 กิจกรรม “อ่านผ่าน E-BOOK”


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 105 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 3. กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านระบบออนไลน์เป็นการจัดทำสื่อโปสเตอร์ประชาสัมพันธ์ออนไลน์ โดยจัดทำในรูปแบบที่น่าสนใจ สีสันสวยงาม ข้อมูลกระชับ ทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน และกระตุ้นความสนใจให้ผู้เรียนและผู้รับบริการด้วยการร่วมตอบคำตอบชิงรางวัล โดยมีการประชาสัมพันธ์ กิจกรรมผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์เช่น Facebook ของสถานศึกษาและห้องสมุดประชาชน เว็บไซต์ของสถานศึกษาและห้องสมุดประชาชน และทางไลน์กลุ่มต่าง ๆ ทำให้ผู้เรียนและผู้รับบริการ ได้รับข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ภาพ 3 กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านระบบออนไลน์


106| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 4. กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านแบบทดสอบออนไลน์ เป็นการสร้างแบบทดสอบและการตรวจ แบบทดสอบอัตโนมัติโดยใช้เครื่องมือบน Google Form มีการวางแผนการจัดทำหัวข้อแบบทดสอบ ที่มีเนื้อหาน่าสนใจ ทันสมัย เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ตั้งชื่อหัวข้อให้เป็นประโยคที่สอดคล้อง กับเนื้อหาและน่าสนใจ ออกแบบใบประกาศนียบัตรให้มีความสวยงาม เป็นการกระตุ้นความสนใจ ของผู้เรียนและผู้รับบริการ ในการร่วมกิจกรรมก่อนการทำแบบทดสอบจะมีใบความรู้ให้ศึกษาก่อนตอบ แบบสอบถามและมีคำชี้แจงรายละเอียดต่าง ๆ ในการร่วมกิจกรรมอย่างชัดเจน โดยมีการประชาสัมพันธ์ กิจกรรมผ่านช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook ของสถานศึกษา และห้องสมุดประชาชน เว็บไซต์ของสถานศึกษาและห้องสมุดประชาชน และทางไลน์กลุ่มต่าง ๆ ทำให้ผู้เรียนและผู้รับบริการได้รับ ข้อมูลข่าวสารได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ภาพ 4 กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านแบบทดสอบออนไลน์


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 107 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 5. กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านคิวอาร์โค้ด “แค่จ่อ...ก็เจอ” เป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริม การอ่านและการเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีคิวอาร์โค้ด (QR – Code) เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ช่วยอำนวยความสะดวก แก่ผู้เรียนและผู้รับบริการ สำหรับการนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน และการพัฒนาความรู้ด้วยตนเอง ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายจนถึงปัจจุบัน เพราะการใช้เทคโนโลยีรหัสคิวอาร์โค้ด เป็นรูปแบบ นวัตกรรมการศึกษาที่สามารถเชื่อมต่อสู่องค์ความรู้ต่าง ๆ ได้ง่าย ส่งผลให้ผู้เรียนและผู้รับบริการสามารถ เข้าถึงข้อมูลความรู้ต่าง ๆ ได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ทันสมัย และยังก่อให้เกิดการใช้งานทรัพยากร สารสนเทศอย่างคุ้มค่า ภาพ 5 กิจกรรมการเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านคิวอาร์โค้ด “แค่จ่อ...ก็เจอ”


108| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 6. กิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ “คิดไม่ออก...บอก TIKTOK” เป็นการสร้างสื่อคลิปวิดีโอนำเสนอข้อมูลเพื่อการศึกษาเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยใช้แอปพลิเคชัน TIKTOK ถือเป็นแพลตฟอร์ม Social Media ที่มีจุดเด่นคือ การสร้างและแชร์วิดีโอสั้น ๆ และแชร์กับเพื่อน บนโลกออนไลน์ พร้อมติด Hashtag (#) ต่าง ๆ เพิ่มความสะดวกในการเข้าถึง ด้วยจุดเด่นที่ใช้งานง่าย จึงได้รับความนิยมมากในสังคมออนไลน์ในปัจจุบัน บรรณารักษ์จึงวางแผนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ “คิดไม่ออก...บอก TIKTOK” ขึ้น โดยเป็นคลิปวิดีโอสั้น ๆ เพื่อให้ผู้เรียน และผู้รับบริการได้ศึกษาความรู้ต่าง ๆ ด้วยตนเอง ส่งผลให้มีผู้เรียนและผู้รับริการได้รับการพัฒนาความรู้ ของตนเอง และมีผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของห้องสมุดประชาชนเพิ่มมากขึ้น ภาพ 6 กิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ “คิดไม่ออก...บอก TIKTOK” จ


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 109 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นหลังการดำเนินการ จากการพัฒนาแนวทางและจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ด้วยนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ ตลอดชีวิต จำนวน 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรม “อ่าน เช็ค แชร์” กิจกรรม “อ่านผ่าน E-BOOK” กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านระบบออนไลน์ กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านแบบทดสอบออนไลน์ กิจกรรม การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านคิวอาร์โค้ด (OR – Code) “แค่จ่อ...ก็เจอ” และกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน และการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ “คิดไม่ออก...บอก TIKTOK” ทุกกิจกรรมเป็นการเผยแพร่ แบ่งปัน ความรู้ต่าง ๆ จากการอ่านและการเรียนรู้ผ่านระบบสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน และการเรียนรู้ให้กับกลุ่มเป้าหมาย และส่งเสริม สนับสนุนให้ประชาชนมีทักษะในการแสวงหาความรู้ จากการอ่านผ่านช่องทางที่หลากหลาย เข้าถึงการอ่านได้สะดวกขึ้น มีความสามารถในการใช้เทคโนโลยี การอ่านด้วยตนเอง และเพื่อพัฒนาให้ห้องสมุดประชาชนเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสารแหล่งศึกษาค้นคว้า หาความรู้ด้วยตนเอง และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน พร้อมทั้งเป็นการประชาสัมพันธ์ งานของห้องสมุดประชาชนและประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายในการจัดกิจกรรมส่งเสริม การเรียนรู้ตามอัธยาศัย โดยสถานศึกษาและห้องสมุดประชาชนอื่น ๆ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ ให้เหมาะสมกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้ และผลที่ได้รับจากการใช้ประโยชน์ในการร่วมกิจกรรมส่งเสริม การอ่านและการเรียนรู้ มีดังนี้ 1. ประโยชน์ต่อครูผู้สอน 1) เป็นการช่วยให้บรรยากาศในการสอนน่าสนใจมากยิ่งขึ้น ทำให้ผู้สอนมีความสนุกสนาน ในการสอนมากกว่าวิธีการที่เคยใช้การบรรยายแต่เพียงอย่างเดียว 2) สื่อจะช่วยแบ่งเบาภาระของผู้สอนในการเตรียมเนื้อหา เพราะบางครั้งอาจให้ผู้เรียนศึกษา จากเนื้อหาจากสื่อได้บ้าง 3) เป็นการกระตุ้นให้ผู้สอนตื่นตัวอยู่เสมอในการเตรียมและผลิตวัสดุใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นสื่อ การสอน ตลอดจนคิดค้นเทคนิควิธีการต่าง ๆ เพื่อให้การเรียนรู้น่าสนใจยิ่งขึ้น 2. ประโยชน์ต่อผู้เรียน 1) เป็นสิ่งที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 2) สื่อจะช่วยกระตุ้นและสร้างความสนใจให้กับผู้เรียน 3) มีทักษะในการสืบค้นข้อมูลและค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง


110| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 4) ทำให้ผู้เรียนได้รับประสบการณ์ตรงจากครูผู้สอนที่นำสื่อมาใช้ในการสอน และจากสิ่งแวดล้อมรวมไปถึงทางสังคมและวัฒนธรรม 5) สามารถเลือกใช้แหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมจากช่องทางที่หลากหลาย เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ได้สะดวกขึ้น และนำความรู้ไปใช้การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ 3. ประโยชน์ต่อประชาชนทั่วไป 1) ประชาชนได้เข้าถึงการอ่านได้สะดวกขึ้นและมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีการอ่าน ด้วยตนเอง 2) สามารถเลือกใช้แหล่งเรียนรู้ที่เหมาะสมจากช่องทางที่หลากหลาย เข้าถึงแหล่งเรียนรู้ ได้สะดวกขึ้น และนำความรู้ไปใช้การพัฒนาคุณภาพชีวิตได้ 4. ประโยชน์ต่อห้องสมุดประชาชน 1) มีผู้เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของห้องสมุดประชาชนผ่านทาง สื่อออนไลน์เพิ่มมากขึ้น 2) มียอดผู้กดไลค์กดแชร์ และผู้กดติดตาม Facebook ห้องสมุดประชาชนเพิ่มขึ้น 3) ได้รับข้อเสนอแนะจากผู้เข้าร่วมกิจกรรม เพื่อนำไปพัฒนาการจัดกิจกรรมให้ดียิ่งขึ้น 4) ห้องสมุดประชาชนเป็นที่รู้จักมากขึ้นทั่วไปรู้จัก ช่วยให้คนจดจำชื่อของห้องสมุดได้ รวมทั้งเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แก่ผู้บริหารงานห้องสมุด 5) เกิดความร่วมมือทั้งผู้ปฏิบัติงานภายในห้องสมุด จากบุคคลภายนอก หน่วยงานภาครัฐ และภาคเอกชนในพื้นที่ 6) ห้องสมุดประชาชนเป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร แหล่งศึกษาค้นคว้าหาความรู้ด้วยตนเอง และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน แนวทางการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับห้องสมุดประชาชน จากการพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ที่ใช้เพื่อการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับห้องสมุด ประชาชนอำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีนั้น สามารถวิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จเพื่อใช้เป็นแนวทาง การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับห้องสมุดประชาชนได้ ดังนี้ 1. การพัฒนาบุคลากร หน่วยงานต้นสังกัดต้องให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรที่รับผิดชอบ ให้มีความรู้และทักษะเกี่ยวกับการจัดทำสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ ด้วยการศึกษาค้นคว้า หรือเข้ารับการอบรมในการริเริ่มสร้างสรรค์ความรู้และนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่องานในวิชาชีพ


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 111 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ดังนั้นบุคคลที่ประสบความสำเร็จได้นั้นจึงจำเป็นต้องมีการเรียนรู้และตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา คิดค้นหาโอกาส และช่องทางใหม่ ๆ ในการพัฒนาตัวเอง อันจะส่งผลต่อความสำเร็จในหน้าที่การงานด้วย 2. การมีทักษะด้านการเรียนรู้ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ กล่าวคือ ผู้จัดกิจกรรมส่งเสริม การอ่านต้องมีความคิดแปลกใหม่ในการนำมาใช้เพื่อการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ หรือกล่าวอีกนัย คือ ผู้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านต้องสร้างสรรค์กิจกรรมการอ่านที่มีความหลากหลาย ไม่ยึดติดรูปแบบ การทำงาน อันจะทำให้เกิดการพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่หลากหลายตามไปด้วย 3. ความมุ่งมั่นชัดเจนในเป้าหมาย ผู้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านต้องกำหนดเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ของกิจกรรมให้ชัดเจน มีการวางแผนเพื่อใช้เป็นแนวทางในการดำเนินการ 4. การทำงานเป็นทีม เนื่องจากกิจกรรมส่งเสริมการอ่านต้องได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย ได้แก่ ผู้บริหารในการอนุมัติและการสนับสนุนทรัพยากรในการจัดกิจกรรม บรรณารักษ์และครูในการคิด และออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ตลอดจนประสานความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไป สู่ความสำเร็จของงานที่ต้องอาศัยความร่วมมือของบุคลากรในองค์กรเป็นอย่างดี 5. การใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้เกิดประโยชน์ เนื่องจากสื่อสังคมออนไลน์ช่วยในการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลได้อย่างไม่จำกัด ดังนั้น ผู้จัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านจึงสามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ ช่วยประชาสัมพันธ์เผยแพร่สื่อและนวัตกรรมที่ผลิตขึ้นได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ส่งผลต่อการเพิ่มขึ้น ของจำนวนผู้ใช้บริการห้องสมุดที่เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมการอ่านที่ห้องสมุดประชาชนจัดขึ้น 6. การประเมินผลการใช้สื่อและนวัตกรรม การพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้ดียิ่งขึ้นนั้น จำเป็นต้องมีการประเมินการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทั้งในด้านสื่อและนวัตกรรม ลักษณะของ การจัดกิจกรรม ฯลฯ และนำมาวิเคราะห์เพื่อทราบผลการประเมินที่จะช่วยให้นำมาใช้ในการปรับปรุง และพัฒนากิจกรรมส่งเสริมการอ่านให้มีคุณภาพ เหมาะสมตรงต่อความต้องการของผู้ใช้บริการ และเพื่อใช้ในการวางแผนการปฏิบัติงานในครั้งต่อไปหรือในปีงบประมาณต่อไปได้


112| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทสรุป การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านด้วยนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการดำเนินการส่งเสริม การอ่านและการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่ให้บริการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นการจัดทำคลิปวีดิโอบนยูทูป การใช้แฟนเพจเฟชบุ๊ก การใช้ไลน์ในการติดต่อสื่อสาร เพื่อประชาสัมพันธ์ กิจกรรมข่าวสารของห้องสมุดประชาชน เพื่อทำให้ประชาชนมีทักษะความเข้าใจ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลที่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวัน เข้าถึงการอ่านได้สะดวกขึ้น และมีความสามารถในการใช้เทคโนโลยีการอ่านด้วยตนเอง และพัฒนาให้ห้องสมุดประชาชน เป็นแหล่งข้อมูลข่าวสาร แหล่งศึกษาค้นคว้าหาความรู้และแหล่งเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชน และเป็นการประชาสัมพันธ์การดำเนินงานของห้องสมุด ทำให้คนรู้จักอย่างกว้างขวางมากขึ้น ได้มีการปรับตัวและเตรียมพร้อมต่าง ๆ เพื่อรับมือกับแนวทางจัดการเรียนรู้แบบใหม่อย่างทันท่วงที เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถอ่านและเรียนรู้ทุกที่ ทุกเวลา โดยมีบรรณารักษ์ทำหน้าที่เป็นผู้ให้บริการ บนระบบออนไลน์ รวมทั้งจัดทำหรือจัดหาคลิปวิดีโอ สื่อความรู้ต่าง ๆ และให้ผู้รับบริการเข้ามาเรียนรู้ ผ่านสื่อที่กำหนดไว้ เป็นการเรียนรู้ในพื้นที่ปลอดภัย เพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในการส่งเสริมการอ่าน และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ที่สนับสนุนการดำเนินงานของห้องสมุดประชาชน ในลักษณะบริการเชิงรุก ที่ไม่เสียค่าใช้จ่าย เพียงแต่อาจจะต้องใช้ความพยายาม ความร่วมมือจากผู้บริหาร ครู และภาคีเครือข่าย เพื่อร่วมกันทำกิจกรรมหรือโครงการส่งเสริมการอ่านที่น่าสนใจ และให้เกิดอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งควรติดตาม ข่าวสาร ความรู้ เทคโนโลยี หรือรูปแบบการส่งเสริมการอ่าน รูปแบบใหม่ ๆ เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในบริบท พื้นที่ของตนเอง ทั้งนี้เพื่อให้เกิดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ อันจะนำไปสู่การรักการอ่านอย่าง ยั่งยืนและใช้ประโยชน์จากการอ่าน เพื่อสร้างให้เป็นผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียนและพัฒนาตนเองให้อยู่ในสังคมโลก ยุคดิจิทัลได้อย่างมีคุณภาพ


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 113 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 เอกสารอ้างอิง กนกพร นาสมตรึก ซิมิโอนิกะ, นัยนา อรรจนาทร, ปาริชาติ แสงระชัฎ, และอรนิต เชี่ยวเวทย์. (2023). การส่งเสริมการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ และส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต. Information - อินฟอร์เมชั่น, 30(1), 61-76. พระราชบัญญัติกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 (2566, 19 มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 140 ตอน ที่ 20 ก. หน้า 60-72 วุทธิศักดิ์ โภชนุกูล. (2550). กระบวนการทางนวัตกรรม. สืบค้น 18 กรกฎาคม 2566, จาก http://www.pochanukul.com/wp-tent/uploads/2007/12/innovation_process.pdf. วรพจน์ วงศ์กิจรุ่งเรือง. (2561). คู่มือพลเมืองดิจิทัล. สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล กระทรวงดิจิทัลเพื่อ เศรษฐกิจและสังคม. กรุงเทพฯ:บริษัท ดิ วันโอวัน เปอร์เซนต์ จำกัด สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2546). รายงานวิจัยปฏิบัติการพัฒนาระบบประกันคุณภาพ ภายในสถานศึกษา. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์องค์การรับส่งสินค้าและพัสดุภัณฑ์ (ร.ส.พ.). สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย. (2565). นโยบายและจุดเน้นการ ดำเนินงาน สำนักงาน กศน. ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2565. กรุงเทพฯ : สำนักงาน กศน. อภิญญา ตันทวีวงศ์. (2557). รักการอ่านฐานสังคมเรียนรู้. กรุงเทพฯ : สำนักงานส่งเสริมสังคมแห่งการ เรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.). Chavalit, M. (2001). Guidelines for reading promotion (2rd ed.). Bangkok: Bhannakij. Chen, Y., Wu, J., & Huang, Q. (2018). Reading promotion: Conceptual models and category frameworks analysis. Otterbein China Librarians Exchange Program Presentations and Publications 3. Retrieved May 17, 2023, from https://digitalcommons.otterbein.edu/chinaexchange_pub/3 Jerngklinchan, S. (1993). Reading and creatinga love reading habit. Bangkok:Thai Wattana Panit. Hu, J., Meng, L., & Zhang, B. (2019). Research on the role of reader behavior development in reading promotion promoted by new media communication. Journal of Physics: Conference Series 1237(4), 042016.


114| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 Kananurak, M. (2004). Human communication psychology. Bangkok: Odeon Store. Matchimapiro, D. (2014). Read the books. Graduate Studies Journal, 11(52), 1-7. National Institute of Child Health and Human Development (NICHD). (2021, July 8). About early learning. Retrieved May 15, 2023, from https://www.nichd.nih.gov/health/topics/early learning/conditioninfo Royal Institute. (2003). Dictionary of the Royal Institute 1999. Bangkok: Nanmeebooks. Laohajaratsang, T. (2018). Innovation educational information technology for Thailand 4.0. Chiang Mai: Triple 3 design. Wimolsittichai, N. (2017). School libraries and their roles in rural Thailand: Perceptions of Public primary school principals. Doctoral dissertation, Queensland University of Technology.


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 115 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 การสร้างผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต CREATING LIFELONG EXPERT LEARNER ดร.วิทวัช กุยแก้ว1 Wittawat Kuikaew, Ph.D.1 กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมส่งเสริมการเรียนรู้ Public Sector Development Division Department of Learning Encouragement Corresponding Author E-mail: [email protected] บทคัดย่อ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่ออธิบายคุณลักษณะของผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner) หมายถึง บุคคลผู้ที่เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ ของตนเอง สามารถควบคุมตนเอง และไตรตรองการเรียนรู้ของตนเอง เพื่อเรียนรู้ทักษะและความสามารถใหม่ ๆ ตลอดช่วงชีวิต โดยมีองค์ประกอบหลัก 5 ด้าน 21 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1) องค์ประกอบด้านความรู้ (Knowledge Literacy) 2) องค์ประกอบด้านทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) 3) องค์ประกอบ ด้านทักษะการคิด (Thinking Skills) 4) องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเฉพาะ (Attributes) และ 5) องค์ประกอบด้านเจตคติ (Attitude) และอธิบายถึงวิธีการในการสร้างผู้เรียนให้เป็นผู้เรียนรู้อย่าง เชี่ยวชาญตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner) ที่เหมาะสมคือ การเรียนรู้แบบกำหนดตนเอง (Heutagogy) ซึ่งมีหลักการ 5 ประการ ได้แก่ 1) ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered) 2) ผู้เรียนสามารถเรียนรู้แบบอภิปัญญา (Metacognition) 3) การเรียนรู้แบบสองวงจร (Double–loop learning) 4) การเรียนรู้แบบไม่คงที่ (Nonlinear learning) และ5) ความสามารถ (Capability) คำสำคัญ: เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต, การเรียนรู้แบบกำหนดตนเอง BSTRACT 1 นักทรัพยากรบุคคลชำนาญการ


116| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ABSTRACT The purpose of this article is to describe the characteristics of a Lifelong Expert Learner. It means a person who learns effectively understands his or her learning process. Be able to control yourself and reflect on your own learning to learn new skills and abilities throughout life. There are 5 main components 21 sub-elements: 1) Knowledge Literacy, 2) Learning Skills, 3) Thinking Skills, 4) Attributes, and 5) Knowledge Literacy. It explains how to build learners into lifelong expert learners that are suitable as Heutagogy which has 5 principles: 1) Learner-centered 2) Metacognition 3) Double-loop learning 4) Nonlinear learning and 5) Capability Keywords: Lifelong Expert Learner, Heutagogy


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 117 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทนำ การเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันของโลกสมัยใหม่ ทำให้ผู้คนประสบปัญหาในการปรับตัวให้สามารถ ใช้ชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข แต่อย่างไรก็ตามความรู้ในปัจจุบันมีอายุการใช้งานที่สั้นลง ทำให้ผู้เรียนต้องเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น การศึกษาจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญ ของการพัฒนาทั้งตัวผู้เรียนและชุมชน แต่อย่างไรก็ตามการศึกษาแบบดั้งเดิมกำลังเผชิญกับการระเบิด ของข้อมูลจำนวนมหาศาล ความรู้ (Knowledge) มีความสำคัญน้อยกว่าการที่ผู้เรียนรู้ว่าจะนำความรู้ไปใช้ ได้อย่างไร (Wagner, 2012) เนื่องจากปัจจุบันเกิดแหล่งเรียนรู้มีจำนวนมากมายทั้งในรูปแบบออนไลน์ และออฟไลน์ ผู้คนสามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้ทุกที่ทุกเวลา ขอบเขตของการเรียนรู้จึงขยายออกมานอกห้องเรียน ทำให้ผู้คนมีความจำเป็นต้องเรียนรู้ มีการเพิ่มทักษะและเปลี่ยนทักษะ (Upskill and Reskill) อยู่เสมอ บทบาทหน้าที่ของนักการศึกษา คือ ต้องทำให้ทุกคนพัฒนาความสามารถของตนอย่างเต็มที่ และตระหนักถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์ของตนเองโดยไม่มีข้อยกเว้น รวมถึงมีความรับผิดชอบต่อชีวิต ของตนเองและสามารถบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายส่วนตัวของแต่ละบุคคล (Stobart, 2014) เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว การพัฒนาผู้เรียนให้เป็น “ผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต” (Lifelong Expert Learner) จึงเป็นกุญแจสำคัญในการแก้ปัญหาการศึกษาของยุคสมัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนี้ ผู้เรียนที่เชี่ยวชาญ (Expert Learner) หมายถึง ผู้เรียนที่เรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในกระบวนการเรียนรู้ สามารถวางแผน การควบคุม และการไตร่ตรอง ซึ่งช่วยให้พวกเขาตระหนักถึงความรู้ และทักษะที่พวกเขามีหรือขาดหายไป และใช้กลยุทธ์ที่เหมาะสมเพื่อให้ได้มาซึ่งความรู้เหล่านั้น (Ertmer & Newby, 1996; Zimmerman, 2000) เมื่อเรานำแนวคิด ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learner) ซึ่งหมายถึง บุคคลผู้สามารถเรียนรู้ได้อย่างเป็นกระบวนการจนบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเองและช่วยเหลือสังคม โดยใช้พฤติกรรมผู้ใฝ่รู้ใฝ่เรียน ทักษะที่หลากหลายในการดำเนินชีวิต มีเจตคติที่ดีต่อตนเอง ผู้อื่น สังคม และสิ่งแวดล้อม ตลอดจนมีความรู้ที่สามารถประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ และเรียนรู้อย่างมีความสุข (ชูศักดิ์ และคณะ, 2559) เมื่อสังเคราะห์ทั้งสองแนวคิดเข้าด้วยกัน เราจะได้ คุณลักษณะของผู้เรียนที่สามารถเรียนรู้ได้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต หรือที่เรียกว่า “ผู้เรียนรู้ อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต” (Lifelong Expert Learner) ซึ่งหมายถึง บุคคลผู้ที่เรียนรู้ได้อย่างมี ประสิทธิภาพเข้าใจกระบวนการเรียนรู้ของตน สามารถควบคุมตนเอง และไตรตรองการเรียนรู้ของตนเอง เพื่อเรียนรู้ทักษะและความสามารถใหม่ ๆ ตลอดช่วงชีวิต ซึ่งสามารถสังเคราะห์องค์ประกอบของการเป็น “ผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต” (Lifelong Expert Learner) ได้ดังต่อไปนี้ 1) องค์ประกอบ


118| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ด้านความรู้ (Knowledge Literacy) 2) องค์ประกอบด้านทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) 3) องค์ประกอบด้านทักษะการคิด (Thinking Skills) 4) องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเฉพาะ (Attributes) และ5) องค์ประกอบด้านเจตคติ (Attitude) ในการศึกษากรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีของ “ผู้เรียนรู้อย่าง เชี่ยวชาญตลอดชีวิต” (Lifelong Expert Learner) ซึ่งเป็นประโยชน์ในการและพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้เรียน รู้อย่างเชี่ยวชาญและนำไปสู่การพัฒนาตนเอง สังคมและประเทศชาติต่อไป กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี: ผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner) การสังเคราะห์องค์ประกอบและตัวชี้วัดของผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner) ซึ่งได้จากการศึกษาแนวคิด ทฤษฎีของนักวิชาการและนักการศึกษาและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยผู้วิจัยนำข้อมูลจากการสังเคราะห์เนื้อหาจากเอกสารสู่ตาราง การสังเคราะห์องค์ประกอบ โดยแสดงในโดยการจัดกลุ่มองค์ประกอบหลักและองค์ประกอบย่อยที่มีความ คล้ายคลึงกันและสังเคราะห์องค์ประกอบของผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต พบว่ามีองค์ประกอบหลัก 5 ด้าน 21 องค์ประกอบย่อย (Lindner & Harris, 1992; Estmer & NEWBY, 1996; Zimmerman, 2000; Stobart, 2014, Meyer, Rose, & Gordon, 2014 ; Candy et al., 1994 ; Trier & Peschar, 1995; UNESCO, 2003; OECD, 2003; Sherry R. Crow, 2006; สุบิน ไชยะ และพฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์, 2558; ชูศักดิ์ เอื้องโชคชัย และคณะ, 2559; จุลศักดิ์ และคณะ, 2017; European Union, 2019; Betsy Ng, 2019; สุกัญญา แช่มช้อย; 2021) รายละเอียดดังนี้ ด้านที่ 1 องค์ประกอบด้านความรู้ (Knowledge Literacy) หมายถึง ผู้เรียนรู้ อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner) ต้องเป็นผู้มีความรู้กว้างขวางและลึกซึ้ง ทั้งด้านภาษาศาสตร์ คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีรวมถึงสามารถบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์ และการนำไปใช้ในชีวิตจริงได้ จำแนกเป็น 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1.1) มีความฉลาดรู้ด้านภาษา ทั้งภาษาแม่และภาษาต่างประเทศ รวมทั้งมีทักษะในการสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพ 1.2) มีความฉลาดรู้ ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 1.3) มีความฉลาดรู้ด้านดิจิทัลและสารสนเทศ 1.4) มีทักษะ การบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์และการนำไปใช้ในชีวิตจริง ด้านที่ 2 องค์ประกอบด้านทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills ) หมายถึง ผู้เรียนรู้อย่าง เชี่ยวชาญตลอดชีวิต ต้องเป็นผู้มีทักษะในการเรียนรู้เรียนรู้ได้ด้วยตัวเอง สามารถเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น สามารถกำหนดเป้าหมาย วางแผนกลยุทธ์ในการเรียนรู้ จัดการและควบคุมตนเองในการเรียนรู้ รวมถึงเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมในการเรียนรู้ที่เหมาะกับตนเองได้ สามารถไตร่ตรองและตรวจสอบ


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 119 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 กระบวนการเรียนรู้ของตนเองได้ตลอดชีวิต จำแนกเป็น 5 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 2.1) มีทักษะ และความเข้าใจในการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 2.2) มีทักษะในการทำงานและเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น 2.3) มีทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.4) มีทักษะในการการกำหนดเป้าหมาย วางแผนกลยุทธ์ บริหารจัดการและควบคุมตนเอง ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.5) มีทักษะในการไตร่ตรอง ตรวจสอบและประเมินตนเองได้ ด้านที่ 3 องค์ประกอบด้านทักษะการรู้คิด (Cognitive Skills) หมายถึง ผู้เรียนรู้ อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner) ต้องเป็นผู้ทักษะในการคิดที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ สามารถคิดวิเคราะห์ คิดสังเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีความคิดสร้างสรรค์และคิดแบบผู้ประกอบการ จำแนกเป็น 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 3.1) มีทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการคิดเชิงวิพากษ์หรือการคิดอย่างมีวิจารณญาณ 3.2) มีทักษะในการคิดริเริ่ม สร้างสรรค์ 3.3) มีทักษะความคิดแบบผู้ประกอบการ ด้านที่ 4 องค์ประกอบด้านคุณลักษณะ (Attributes) หมายถึง ผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญ ตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner) ต้องเป็นผู้มีไหวพริบฉลาดหลักแหลมความรู้ลึกซึ้งและกว้างขวาง มีความสามารถในการปรับตัว สามารถมองภาพแบบองค์รวม มีจิตใจช่างสงสัยใคร่รู้ จำแนกเป็น 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 4.1) มีความสามารถในการปรับตัวตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต 4.2) มีความสามารถในการมองเห็นภาพแบบองค์รวม 4.3) เป็นผู้มีไหวพริบฉลาดหลักแหลม และมีความรู้ ลึกซึ้งและกว้างขวาง 4.4) เป็นผู้รักการอ่าน รักการเรียนรู้ ช่างสงสัยและซักถาม ด้านที่ 5 องค์ประกอบด้านเจตคติ (Attitude) หมายถึง ผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner) ต้องเป็นผู้มีจุดมุ่งหมายในการเรียนรู้ มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ และมีแรงจูงใจ ใฝ่สัมฤทธิ์ มีอิสระทางความคิดและการกระทำ มีทัศนคติที่ดี รู้หน้าที่ความเป็นพลเมือง ตระหนักในคุณค่า ของผู้อื่น มีจิตสาธารณะ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม จำแนกเป็น 5 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 5.1) เป็นผู้มีแรงจูงใจในการเรียนรู้ และมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ 5.2) เป็นผู้ที่เรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย 5.3) เป็นผู้มีอิสระทางความคิดและการกระทำ รู้หน้าที่ความเป็นพลเมือง 5.4) เป็นผู้มีทัศนคติที่ดี เห็นคุณค่าและศักยภาพในตนเอง 5.5) เป็นผู้ตระหนักในคุณค่าของผู้อื่น มีจิตสาธารณะ และมีความ รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยสามารถแสดงได้ตามภาพที่ 1


120| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ภาพ 1 กรอบแนวคิดผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต การสร้างผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ตลอดชีวิต การพัฒนาผู้เชี่ยวชาญการเรียนรู้ไม่ได้รับความสนใจเพียงพอจากครูในห้องเรียน ดังนั้นจึงจำกัด การเพิ่มประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ในห้องเรียน การใช้กลยุทธ์อภิปัญญามีเพียงเล็กน้อย และครูจำนวนมากไม่ได้ใช้กลยุทธ์เพื่อช่วยให้นักเรียนตระหนักถึงกระบวนการเรียนรู้ของตน สรุปได้ว่า ครูไม่รับทราบและให้ความสำคัญในการวางแผน ติดตาม และประเมินผลในกระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน ผลการวิจัยยังให้หลักฐานว่าปัญหาหลักที่ผู้เข้าร่วมการศึกษาต้องเผชิญคือ "กลุ่มอาการไล่ตามกระดาษ หรือการสอบ" ที่เป็นแนวทางในกิจกรรมการสอนและการเรียนรู้ในห้องเรียน วิธีและวิธีการที่จะช่วยให้ครู เข้าใจประโยชน์ของกระบวนการ “การเรียนรู้เพื่อเรียนรู้” เป็นหนึ่งในปัญหาสำคัญที่ต้องแก้ไข เพื่อช่วยให้ นักเรียนกลายเป็นผู้เรียนที่เชี่ยวชาญซึ่งเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพในห้องเรียน (Saemah Rahman et al, 2010) โดยการจัดหากิจกรรมการสอบถามที่ช่วยให้กลุ่มนักเรียนสามารถสื่อสาร ทำงานร่วมกัน และแก้ปัญหาได้เป็นวิธีที่ดีในการอำนวยความสะดวก และดึงดูดนักเรียนในสื่อการเรียนรู้ที่น่าสนใจ ซึ่งจะช่วยเปิดความคิดให้กว้างขึ้นและทำให้พวกเขาต้องการตั้งคำถามมากขึ้น การเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม สามารถเพิ่มแรงจูงใจและเพิ่มความหลากหลายและความสนใจ สามารถรวมความชอบของนักเรียนได้ ด้านที่ 1 องค์ประกอบ ด้านความรู้ (Knowledge Literacy) ด้านที่ 2 องค์ประกอบ ด้านทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills ) ด้านที่ 3 องค์ประกอบ ด้านทักษะการรู้คิด (Cognitive Skills) ด้านที่ 4 องค์ประกอบ ด้านคุณลักษณะ (Attributes) ด้านที่ 5 องค์ประกอบ ด้านเจตคติ (Attitude) ผู้เรียนรู้อย่าง เชี่ยวชาญตลอดชีวิต (Lifelong Expert Learner)


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 121 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 โดยอนุญาตให้พวกเขาเลือกว่าต้องการแสดงการเรียนรู้อย่างไร การเรียนรู้นี้สามารถแบ่งปันกับห้องเรียน โดยรวมหรือในระดับโลกที่ใหญ่ขึ้นทางออนไลน์ เมื่อครูเป็นผู้กำหนดการเรียนรู้ สมองของนักเรียน จะไม่ประมวลผลหรือเก็บข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนจะเรียนรู้ได้ดีที่สุดเมื่อพวกเขามีส่วนร่วม ทางจิตใจ และเมื่อพวกเขามีส่วนร่วมในกระบวนการสอบสวน การตีความ การสอบสวน และการค้นพบ ผ่านการอำนวยความสะดวก การสร้างแบบจำลอง และโอกาสในการเลือก ครูสามารถส่งเสริมให้นักเรียน กลายเป็นผู้เรียนตลอดชีวิตได้ในท้ายที่สุด (Thomas, Angela Falter, 2015) แนวคิดการเรียนการสอนแบบกำหนดตนเองในผู้เรียน (Heutagogy) Heutagogy เป็นแนวทางการสอนที่เน้นการกำหนดตนเองในผู้เรียน ผู้สอนทำหน้าที่เป็นเข็มทิศ สำหรับผู้เรียนในเส้นทางการเรียนรู้Heutagogy ไม่ใช่ทฤษฎีการเรียนรู้ แต่เป็นกลยุทธ์หรือแนวทางการสอน ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง Heutagogy ตระหนักถึงประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใครของผู้เรียน และพยายาม รวมสิ่งเหล่านี้เข้ากับกระบวนการเรียนรู้ แนวทางนี้เกิดขึ้นจากสิ่งที่เป็นข้อบกพร่องในระบบการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความจำเป็นในการนำเสนอการสอนในรูปแบบที่ไม่เป็นเชิงเส้น ซึ่งช่วยให้ประยุกต์ใช้ ได้มากขึ้น Heutagogy เป็นรูปแบบของการเรียนรู้ที่เป็นไปตามความมุ่งมั่นของตนเองเป็นแนวคิดที่ต่อยอด และเรียบเรียงใหม่จากการเรียนรู้สำหรับผู้ใหญ่ (Andragogy) ซึ่งมีข้อแตกต่างกัน การเรียนรู้ตามแนวคิด Heutagogy สร้างขึ้นจากหลักการ 5 ประการ 1) ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง (Learner-centered) กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนมีความเป็นอิสระ มีแรงจูงใจในตนเอง กำกับตนเอง และตัดสินใจด้วยตนเอง 2) ผู้เรียนสามารถเรียนรู้แบบอภิปัญญา (Metacognition) รู้ว่าอะไรที่เหมาะสม กับตนเองในการเรียนรู้ ตลอดจนสามารถเลือกกลวิธีในการวางแผนกำกับควบคุม และประเมินการเรียนรู้ ของตนเองได้ เพื่อให้การเรียนรู้หรือการปฏิบัติงานต่าง ๆ บรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) การเรียนรู้แบบสองวงจร (Double–loop learning) ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการสะท้อนความคิด และความเข้าใจในตัวเองโดยพวกเขาตั้งคำถามถึงความเชื่อและสมมติฐาน เกี่ยวกับการเรียนรู้ และมีส่วนร่วมทั้งในด้านการคิดและการลงมือปฏิบัติ 4) การเรียนรู้แบบไม่คงที่ (Nonlinear learning) เส้นทางการเรียนรู้ของผู้เรียนนั่นไม่ได้ถูกกำหนดไว้ก่อน และควรมีความยืดหยุ่นในการเรียนรู้ ดังนั้นการเรียนรู้จึงอาจไม่คงที่เสมอไป และ5) ความสามารถ (Capability) เป็นแนวคิดแบบองค์รวมที่ ครอบคลุมถึงความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในตนเอง ความสามารถในการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งความสามารถในการปรับตัวกับสถานการณ์ที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคย (Hase และ Kenyon, 2000; Blaschke and Hase, 2016)


122| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 สรุปผล จากผลการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ประกอบหลัก และองค์ประกอบย่อยของผู้เรียนรู้อย่าง เชี่ยวชาญตลอดชีวิต พบว่ามี 5 องค์ประกอบหลัก 21 องค์ประกอบย่อย ประเด็นในการอภิปรายดังนี้ 1) องค์ประกอบด้านความรู้ (Knowledge Literacy) จำแนกเป็น 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 1.1) มีความฉลาดรู้ด้านภาษาทั้งภาษาแม่และภาษาต่างประเทศ รวมทั้งมีทักษะในการสื่อสาร อย่างมีประสิทธิภาพ 1.2) มีความฉลาดรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี 1.3) มีความฉลาดรู้ ด้านดิจิทัลและสารสนเทศ 1.4) มีทักษะการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์และการนำไปใช้ในชีวิตจริง 2) องค์ประกอบด้านทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) จำแนกเป็น 5 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 2.1) มีทักษะและความเข้าใจในการเรียนรู้และแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง 2.2) มีทักษะในการทำงาน และเรียนรู้ร่วมกับผู้อื่น 2.3) มีทักษะในการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2.4) มีทักษะในการการกำหนดเป้าหมาย วางแผนกลยุทธ์ บริหารจัดการและควบคุมตนเอง ให้เกิดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.5) มีทักษะ ในการไตร่ตรองตรวจสอบและประเมินตนเองได้ 3) องค์ประกอบด้านทักษะการคิด (Thinking Skills) จำแนกเป็น 3 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 3.1) มีทักษะการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดวิเคราะห์ การสังเคราะห์ และการคิดเชิงวิพากษ์หรือการคิด อย่างมีวิจารณญาณ 3.2) มีทักษะในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์ 3.3) มีทักษะความคิดแบบผู้ประกอบการ 4) องค์ประกอบด้านคุณลักษณะเฉพาะ (Attributes) จำแนกเป็น 4 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 4.1) มีความสามารถในการปรับตัวตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต 4.2) มีความสามารถ ในการมองเห็นภาพแบบองค์รวม 4.3) เป็นผู้มีไหวพริบฉลาดหลักแหลม และมีความรู้ลึกซึ้งและกว้างขวาง 4.4) เป็นผู้รักการอ่าน รักการเรียนรู้ ช่างสงสัยและซักถาม 5) องค์ประกอบด้านเจตคติ (Attitude) จำแนกเป็น 5 องค์ประกอบย่อย ได้แก่ 5.1) เป็นผู้มีแรงจูงใจ ในการเรียนรู้ และมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ 5.2) เป็นผู้ที่เรียนรู้อย่างมีจุดมุ่งหมาย 5.3) เป็นผู้มีอิสระทางความคิด และการกระทำ รู้หน้าที่ความเป็นพลเมือง 5.4) เป็นผู้มีทัศนคติที่ดี เห็นคุณค่าและศักยภาพในตนเอง 5.5) เป็นผู้ตระหนักในคุณค่าของผู้อื่น มีจิตสาธารณะ และมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นผู้เรียนรู้อย่างเชี่ยวชาญตลอดชีวิต สามารถทำได้โดยใช้หลักการ ของการเรียนการสอนแบบกำหนดตนเองในผู้เรียน (Heutagogy) ดังนี้ 1) จัดการเรียนรู้โดยผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง (Learner-centered) ให้กระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนมีความเป็นอิสระ มีแรงจูงใจใน ตนเอง กำกับตนเอง และตัดสินใจด้วยตนเอง 2) พัฒนาผู้เรียนให้สามารถเรียนรู้แบบอภิปัญญา


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 123 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 (Metacognition) รู้ว่าอะไรที่เหมาะสมกับตนเองในการเรียนรู้ ตลอดจนสามารถเลือกกลวิธีในการวางแผน กำกับควบคุม และประเมินการเรียนรู้ของตนเองได้ เพื่อให้การเรียนรู้หรือการปฏิบัติงานต่าง ๆ บรรลุตามวัตถุประสงค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) กำหนดแนวทางการจัดการเรียนรู้แบบสองวงจร (Double–loop learning) ให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ด้วยกระบวนการสะท้อนความคิด และความเข้าใจในตัวเอง โดยพวกเขาตั้งคำถามถึงความเชื่อและสมมติฐานเกี่ยวกับการเรียนรู้และมีส่วนร่วมทั้งในด้านการคิด และการลงมือปฏิบัติ 4) พัฒนารูปแบบในการการเรียนรู้แบบไม่คงที่ หรือไม่เป็นเส้นตรง (Nonlinear learning) จัดการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น และ5) คำนึงถึงความสามารถ (Capability) เป็นหลัก ให้ผู้เรียน มีความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในตนเอง ความสามารถในการสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น รวมทั้งความสามารถในการปรับตัวกับสถานการณ์ที่คุ้นเคยและไม่คุ้นเคยได้


124| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 เอกสารอ้างอิง จุลศักดิ์ สุขสบาย,มนตา ตุลย์เมธาการ, วิไลลักษณ์ ลังกา และอิทธิพัทธ์ สุวทันพรกูล, (2560). การพัฒนา แบบวัดคุณลักษณะผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตของนักเรียนระดับประถมศึกษาปีที่ 4-6 วารสารเกษมบัฒฑิต ปีที่ 18 ฉบับที่ 1 ชูศักดิ์ เอื้องโชคชัย และคณะ. (2559). คุณลักษณะการเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับเยาวชน ไทย. วารสารครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 44 ฉบับที่ 4 หน้า 63-80. นฤดี โสรัตน์. (2562). การพัฒนากระบวนการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของ ครอบครัวในบริบทสังคมไทย. กรุงเทพมหานคร: คณะครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประกายดาว แก้วชัยเถร. (2561). แนวทางการจัดแหล่งการเรียนรู้ตลอดชีวิตในพื้นที่รอบจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยเพื่อส่งเสริมเยาวชนให้เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต. กรุงเทพมหานคร: คณะครุ ศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ประภาศิริ สุรพันธ์. (2550). การบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานที่ส่งผลต่อมาตรฐานด้านการบริหารและการ จัด การศึกษาของสถานศึกษา สังกัดเทศบาล ภูมิภาคตะวันตก (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา): มหาวิทยาลัยศิลปากร ปิยะ ศักดิ์เจริญ. (2558). องค์ประกอบสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต. วารสารครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 43 ฉบับที่ 2 หน้า 141-156. พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542. (2553). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2553. สืบค้น วัน เดือน ปีจาก https://person.mwit.ac.th/01-Statutes/NationalEducation.pdf มนทิพย์ ทรงกิติพิศาล. (2552). ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานระดับ มัธยมศึกษาในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย. (ดุษฎีนิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต การบริหาร การศึกษา): มหาวิทยาลัยรามคำแหง ยเวหา เกษมสุข. (2562). แนวทางส่งเสริมการเรียนรู้การเรียนรู้ตลอดชีวิต โรงเรียนผู้สูงอายุ. กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศิลปากร. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560. (2560). สืบค้น วัน เดือน ปีจาก http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/A/040/1.PDF


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 125 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 วรรณวีร์ บุญคุ้ม. (2559). การพัฒนารูปแบบกิจกรรมการเรียนรู้ของครู กศน.ตำบลในภูมิภาคตะวันตกเพื่อ พัฒนาทักษะการคิดของผู้เรียน. Veridian E-Journal,Silpakorn University ปีที่ 9 ฉบับที่ 3 วรรณวีร์ บุญคุ้ม. (2556). การวิจัยทางสังคมศาสตร์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: สาโรจ ดิจิตอล พริ้นท์ แอนด์กอปปี้เซ็นเตอร์. สุบิน ไชยยะ, พฤทธิ์ ศิริบรรณพิทักษ์และปิยพงษ์ สุเมตติกุล (2558). ทักษะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ตลอด ชีวิตของนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย : กรอบแนวคิดเชิงทฤษฎี. วารสารสงขลานครินทร์ ฉบับ สังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ปีที่ 21 ฉบับที่ 3 หน้า 149-176 สมบูรณ์ บูรศิริรักษ์. (2559). การศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ สามารถพยากรณ์การบริหารจัดการศึกษานอกโรงเรียนโดยใช้ชุมชนเป็นฐาน. วารสารบริหาร การศึกษา มศว ปี ที่ 13 ฉบับที่ 24 อภิชาต ขันธชัย และพรเทพ รู้แผน. (2560). การศึกษาสภาพและปัญหาการบริหารงานศูนย์การศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยตำบล สังกัดสำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา ตามอัธยาศัย จังหวัดพระนครศรีอยุธยาวารสารวิจัยราชภัฏกรุงเก่า ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 อาชัญญา รัตนอุบล. (2562). การวิเคราะห์และสังเคราะห์ปรัชญา แนวคิด และหลักการของการศึกษา ตลอดชีวิตเพื่อการเป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้. วารสารครุศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปีที่ 47 ฉบับเพิ่มเติม 2 หน้า 428-444. Bob Johansen & James Euchner (2013) Navigating the VUCA World, Research-Technology Management, 56:1, 10-15. Blaschke, L.M., & Hase, S. (2016). Heutagogy: A Holistic Framework for Creating TwentyFirst-Century Self-determined Learners. In: Gros, B., Kinshuk., & Maina, M. (eds), The Future of Ubiquitous Learning. Berlin. Springer. Candy, Philip C., Crebert, Gay, O'Leary, Jane (1994). Developing lifelong learners through undergraduate education, AGPS, Canberra. David W. Drewery. (2020). Lifelong learning mindset and career success: evidence from the field of accounting and finance. The Journal Higher Education, Skills and WorkBased Learning, 10(3), 567-580.


126| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 Department of Abet and Youth Development. (2015). LIFELONG LEARNING ABT2611. the University of South Africa Muckleneuk, Pretoria. Elizabeth Hartmann, (2015). Universal Design for Learning (UDL) and Learner with Severe Support Need. INTERNATIONAL JOURNAL OF WHOLE SCHOOLING, Vol. 11, No. 1, 2015. Ellen Dougtherty, (2004). Adolescent Expert Learners. thesis McGill University M.A. Estmer, (1996). The expert learner: Strategic, self-regulated, and reflective. instructional Science, 24, 1-24. Gordon Stobart, (2014). the expert learner. Open University Press; UK ed. Edition. Hase, S., & Kenyon, C. (2000). From Andragogy to Heutagogy. Ultibase Articles, 5, 1-10. Sherry R. Crow (2006). What Motivates a Lifelong Learner? School Libraries Worldwide Volume 12, Number 1, 22-34. Saemah Rahman et al (2010). The Development Of Expert Learners In The Classroom. Contemporary Issues In Education Research, 3(6). Thomas, Angela Falter. (2015). Creating Lifelong Learners: Fostering Facilitation, Modeling, & Choice in the Classroom. Journal of Curriculum and Teaching, 4(2), 17-21. Tony Wagner. (2012). Creating Innovators : The Making Of Young People Who Will Change The World. New York. UNESCO, (2015). Education for All 2000-2015: achievements and challenges; EFA global monitoring report. Zeynep Ayvaz-Tuncel Factors Supporting and Preventing Academics from Becoming Lifelong Learners International Journal of Higher Education Vol. 7, No. 4; 2018 Zimmerman, (2008). Becoming a self regulated learner: An Overview. The theory in Practice, 41(2), 64-70.


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 127 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 สังคมแห่งการเรียนรู้ : แนวทางการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต Learning society: Guidelines for Promote Lifelong Learning กุลนิศารัตน์ โภคินเตชสกุล1 Kunnisarat Phokhintechasakun1 กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมส่งเสริมการเรียนรู้ Public Sector Development Division Department of Learning Encouragement Corresponding Author E-mail: [email protected] บทคัดย่อ การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้เป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีแนวทาง เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงโอกาส ทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ตลอดชีวิต บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อมุ่งนำเสนอแนวทางการสร้างสังคม แห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้ศึกษาแนวคิดการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ และแนวคิดในการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยได้สรุปเพื่อเป็นแนวทางการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งประกอบด้วย 1) การเสริมสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้โดยการเรียนรู้ตลอดชีวิต 2) องค์ประกอบสำคัญของสังคมแห่งการเรียนรู้3) หลักการสำคัญของแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 4) ผลลัพธ์จากการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางเพื่อพัฒนาคนให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนาชุมชนแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งการเรียนรู้และพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ตลอดชีวิตต่อไป คำสำคัญ: สังคมแห่งการเรียนรู้ , การเรียนรู้ตลอดชีวิต , แนวทางการส่งเสริม 1 นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ


128| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ABSTRACT Creating a learning society is one way to create lifelong learning. There are guidelines to promote lifelong learning effectively. Is a learning society that allows everyone access to quality learning opportunities lifetime. This article has the objective to focus on presenting Guidelines for creating a learning society to promote lifelong learning. By studying the concept of creating a learning society and the concept of lifelong learning. In summary, to be a guideline for building a learning society. to promote lifelong learning which consists : 1) social promotion of learning through lifelong learning 2) key element of the learning society 3) Key principles of lifelong learning concept and 4) Results from promoting lifelong learning. To be used as a framework for developing people to learn develop learning groups Learning organization and development of learning society to promote lifelong learning. Keywords: Learning Society, Lifelong Learning , Promotion Guidelines


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 129 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทนำ การเรียนรู้ตลอดชีวิตของประชาชนเป็นปัจจัยสำคัญในการช่วยให้เกิดการพัฒนาเมืองอย่างยั่งยืน องค์การสหประชาชาติ (United Nations, 2015) ระบุเป้าหมายในการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals - SDGs) ในข้อ 4 เรื่อง "คุณภาพการศึกษา: ส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพที่ทั่วถึง และเสมอภาค และส่งเสริมโอกาสในการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับทุกคน" แนวคิดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for all) จะเป็นไปได้หรือประสบความสำเร็จยากหากไม่ได้รับการมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง จากสังคม เนื่องจากการจะสร้างการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชนทุกคนนั้น ต้องการทรัพยากร และความร่วมมือที่เพียงพอและจริงจัง การเปิดโอกาสและกระตุ้นให้คนในสังคมเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษา ซึ่งเป็นแนวคิดปวงชนเพื่อการศึกษา (All for education) จึงเป็นทางออกในการสร้าง การเรียนรู้ตลอดชีวิต (CISCO Systems, 2010; Osborne et al,2013) แนวคิดนี้ต้องการการขับเคลื่อน ทั้งในเชิงการสร้างการเรียนรู้และการบริหารจัดการในทุกระดับอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการศึกษาตลอดชีวิต ได้กลายเป็นแนวความคิดและแนวทางที่สำคัญยิ่งต่อการจัดการศึกษาของประเทศต่างๆทั่วโลก รวมทั้งประเทศไทยก็ได้มีการปฏิรูปการศึกษาให้มีลักษณะของการผสมผสานความสัมพันธ์กับทรัพยากร ทางการศึกษาและวิถีชีวิตของคนในชุมชนจนเป็นหนึ่งเดียว ดังจะเห็นได้จากนโยบายและยุทธศาสตร์ ที่สำคัญของประเทศ ดังนั้นการส่งเสริมและสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) จึงเป็นหลักการจัดการศึกษาที่ครอบคลุมทุกช่วงของชีวิตและทุกรูปแบบของการเรียนรู้ในระบบ การเรียนรู้ นอกระบบ และการเรียนรู้ตามอัธยาศัย จำเป็นต้องจัดการศึกษาตลอดชีวิตให้ทันกับสถานการณ์โลก ที่เต็มไปด้วยความรู้และข้อมูลที่เพิ่มขึ้น (อติพร เกิดเรือง, 2565) ซึ่งการจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิต จำเป็นต้อง มีมุมมองแบบองค์รวม (Comprehensive View) ที่ครอบคลุมกิจกรรมการเรียนรู้ทุกด้าน โดยมีเป้าหมาย ที่จะส่งเสริมและพัฒนาความรู้และความสามารถของบุคคลที่เข้าร่วมใน กิจกรรมการเรียนรู้อย่างเหมาะสม (สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ, 2563) การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้(Learning society) เป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างการเรียนรู้ ตลอดชีวิต เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ช่วยให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสทางการเรียนรู้ที่มีคุณภาพได้ตลอดชีวิต นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ในการพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ สร้างการเรียนรู้ตลอด ชีวิตของประชาชนทุกเพศทุกวัย และการสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาทางการศึกษา ที่สอดคล้องกับความต้องการและบริบทพื้นที่ มุ่งเน้นให้เกิดความเสมอภาคทางการศึกษาและคุณภาพ ในการเรียนรู้ในทุกช่วงวัย โดยอาศัยการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ที่เน้นความร่วมมือ


130| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 จากคนในพื้นที่และภาคีเครือข่ายการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย มีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้การสร้างเครือข่าย การเรียนรู้ให้กระจายไปอย่างทั่วถึงเปิดโอกาสให้ทุกคนได้รับการศึกษาตามความต้องการมีความยืดหยุ่น ตามโอกาส ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีบทบาทในการจัดการศึกษามีการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย และสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียน เพื่อพัฒนาคนให้เกิดการเรียนรู้ พัฒนากลุ่มแห่งการเรียนรู้ องค์กรแห่งการเรียนรู้และสังคมแห่งการเรียนรู้ต่อไป การเรียนรู้ การเรียนรู้คือหลักการพื้นฐานของมนุษย์ในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลซึ่งเป็นผลมาจาก การฝึกฝนหรือจากประสบการณ์นักจิตวิทยาและนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความหมายของการเรียนรู้ไว้ดังนี้ สุรางค์ โค้วตระกูล. (2541) ได้ให้ความหมายการเรียนรู้ ว่าหมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ซึ่งเป็นผลมาจาก ประสบการณ์ที่คนเราเคยมีปฎิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม หรือจากการ ฝึกหัด รวมทั้งปริมาณ การเปลี่ยนความรู้ของผู้เรียน การช่วยให้เกิดการเรียนรู้หรือมีความรู้และมีทักษะตามที่หลักสูตรวางไว้ ดังนั้น กระบวนการเรียนรู้จึง เป็นรากฐานของการสอนที่มีประสิทธิภาพ ฮิลการ์ด และเบาเวอร์ (Hilgard & Bower, 1981 อ้างในสุนทราภรณ์มโน 2552) ที่กล่าวว่า การเรียนรู้เป็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอันเป็นผลมาจากประสบการณ์และการฝึกทั้งนี้ไม่รวมถึง การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่เกิดจากการตอบสนองตามสัญชาตญาณฤทธิ์ของยาหรือสารเคมี หรือปฏิกริยาสะท้อนตามธรรมชาติของมนุษย์ทั้งนี้ ประดินันท์ อุปรมัย (2540) เห็นว่าการเรียนรู้คือการเปลี่ยนแปลงของบุคคลอันมีผลเนื่องมาจาก การได้รับประสบการณ์โดยการเปลี่ยนแปลงนั้นเป็นเหตุทำให้บุคคลเผชิญสถานการณ์เดิมแตกต่าง ไปจากเดิมประสบการณ์ที่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมหมายถึงทั้งประสบการณ์ทางตรง และประสบการณ์ทางอ้อม ระดับของการเรียนรู้ ความแตกต่างของระดับการเรียนรู้นั้น สามารถแบ่งออกเป็นระดับต่างๆ ได้แก่ การเรียนรู้ระดับ บุคคล การเรียนรู้ในกลุ่มหรือทีมการเรียนรู้ระดับองค์กร และการเรียนรู้ระดับสังคม ซึ่งสอดคล้อง กับ วิชัย อุตสาหจิต (2551) ที่ได้แบ่งระดับการเรียนรู้ไว้คือการเรียนรู้ของบุคคล (Individual Learning) การเรียนรู้ของทีม (Team Learning) การเรียนรู้ขององค์กร (Organizational Learning) และการเรียนรู้ ระดับสังคม (Social Learning) ซึ่งการเรียนรู้ระดับสังคมเป็นการเรียนรู้ระดับสูงสุดที่มีพื้นฐานมาจากการ เรียนรู้ของบุคคล เมื่อความรู้ถูกถ่ายโอนข้ามหน่วยเล็กๆ ไปยังส่วนอื่นๆในองค์กร และการเรียนรู้


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 131 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ขององค์กรยังเกิดจากการเรียนรู้ของทีมงานที่ได้ใช้ความสามารถของสมาชิกทีมแต่ละคน เพื่อก่อให้เกิด ประโยชน์กับทีม ซึ่งทีมเรียนรู้นี้ได้สนับสนุนการเรียนรู้ระดับบุคคล และประสานกันกับทีมอื่นๆ ในกระบวนการเรียนรู้ทำให้เกิดการเรียนรู้ของคนในสังคม ที่มีความซับซ้อนมากกว่าการเรียนรู้ของบุคคล กลุ่ม และองค์กร โดยระดับความซับซ้อนนั้น เพิ่มขึ้นจากการเรียนรู้ของบุคคลจำนวนน้อยไปรวมกับ การเรียนรู้ของแต่ละบุคคลในกลุ่มหรือคณะที่ใหญ่ขึ้น และการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ เมื่อความรู้ได้ทำให้ เกิดการเปลี่ยนแปลงไปในสังคมได้ในที่สุด การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ในการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต สังคมแห่งการเรียนรู้ คือ กระบวนการทางสังคมที่เกื้อหนุน ส่งเสริมให้บุคคล และสมาชิกในชุมชน สังคม ให้เกิดการเรียนรู้โดยผ่านทางสื่อ เทคโนโลยี สารสนเทศแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ จนสามารถสร้าง ความรู้ ทักษะ ระบบการจัดการความรู้และระบบการเรียนรู้ที่ดี มีการถ่ายทอดความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ ร่วมกันทุกภาคส่วนในสังคมทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์ และเกิดภูมิปัญญา ตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็นของการเรียนรู้ที่ทุกคนและทุกส่วนในสังคมมีความใฝ่รู้และพร้อมที่จะเรียนรู้อยู่เสมอตลอดชีวิต จนสิ้นอายุขัย เป็นการเรียนรู้ที่เกิดขึ้นได้ในทุกเวลา ทุกสถานที่ ของคนทุกคนในทุกสภาพแวดล้อมที่ เหมาะสม เป็นการเรียนรู้เพื่อให้บุคคลในสังคมเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางด้านอารมณ์ สังคม และสติปัญญาไปในทางที่ดีขึ้น ในสังคมไทยในปัจจุบันเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว มีปัญหาสังคมที่ซับซ้อน และหลากหลายมากขึ้นสภาพการดำเนินชีวิตของบุคคลในสังคม เปลี่ยนจากการพึ่งพาอาศัยเอื้อเฟื้อ ช่วยเหลือกันเป็นต่างคนต่างอยู่เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตนมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม พฤติกรรมการบริโภค วัตถุนิยม มีการอพยพย้ายถิ่นจากเมืองเล็กไปสู่เมืองใหญ่ วัฒนธรรมใหม่จากสังคมอื่นเผยแพร่เข้ามา ค่านิยมวัฒนธรรมดั้งเดิมเปลี่ยนแปลงไปมีการแพร่กระจายของข้อมูลข่าวสารอย่างรวดเร็ว ด้วยสื่อประเภท ต่างๆ ความเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจของประเทศและโลกความเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร สูงอายุที่เพิ่มสูงขึ้น ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีการศึกษาค้นคว้า องค์ความรู้ในสาขาวิชาต่างๆ อย่างต่อเนื่องในสภาวะที่มีความเปลี่ยนแปลงของสังคมเช่นนี้ การศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต ช่วยให้บุคคลมีความสามารถในการปรับตัวได้อย่างเหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงตามพัฒนาการทุกช่วงชีวิต สามารถปฏิบัติตนตามบทบาทในแต่ละช่วงวัยได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม มีความรู้และทักษะเพียงพอ สอดคล้องกับความต้องการของสังคม สามารถพึ่งตนเองได้ สร้างงานของตนเองได้ เลือกพัฒนาอาชีพได้ อย่างเหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น มีความรู้เท่าทันสื่อและสามารถวิเคราะห์คัดสรรข้อมูลที่เป็นประโยชน์


132| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 มาใช้ได้อย่างเต็มที่ และสามารถตัดสินใจได้อย่างมีเหตุผลมีจิตใจที่เป็นประชาธิปไตย ตระหนัก ถึงความจำเป็นของการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเป็นปกติในชีวิตประจำวันทุกเวลา ทุกสถานที่ และทุกสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม เมื่อบุคคลได้รับการพัฒนาให้เป็นบุคคลที่เกิดการเรียนรู้แล้วก็จะทำให้ เกิดกลุ่มแห่งการเรียนรู้องค์กรแห่งการเรียนรู้ และสังคมแห่งการเรียนรู้ต่อไป องค์ประกอบสำคัญของสังคมแห่งการเรียนรู้ 1. บุคคลแห่งการเรียนรู้เป็นบุคคลที่มีความตระหนักถึงความสำคัญ ความจำเป็นของการเรียนรู้ มีทักษะและกระบวนการในการคิด การวิเคราะห์ และการแก้ปัญหา มีความใฝ่รู้สามารถสร้างกระบวนการ เรียนรู้ด้วยตนเองและสามารถใช้ความรู้ได้อย่าง ถูกต้อง เหมาะสม สามารถเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และมีคุณภาพตามความต้องการ ความสนใจและความถนัด 2. แหล่งการเรียนรู้เพื่อให้มีแหล่งเรียนรู้อย่างเพียงพอ หลากหลาย ทั่วถึง ทุกกลุ่มเป้าหมาย ต้องพัฒนาระบบข้อมูล สารสนเทศ แหล่งการเรียนรู้ทุกประเภท มีการจัดระบบเครือข่ายเชื่อมโยงแหล่ง การเรียนรู้ มีการพัฒนาทรัพยากรการเรียนรู้ที่มีอยู่ในสังคมให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ที่มีศักยภาพในการบริการ การเรียนรู้ มีความพร้อม อำนวยความสะดวกต่อการเรียนรู้เหมาะกับศักยภาพของสังคมนั้นๆ 3. องค์ความรู้มีระบบการจัดหาและรวบรวมความรู้จากแหล่งต่างๆ มีการพัฒนาระบบสารสนเทศ เพื่อการจัดเก็บและค้นคว้าองค์ความรู้ได้อย่างรวดเร็ว มีการสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ๆ ที่สอดคล้อง กับกระแสการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก และบริบทของสังคมไทย โดยพัฒนาจากภูมิปัญญาท้องถิ่นที่มีอยู่ กับฐานความรู้นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อให้เหมาะสมกับความสามารถของบุคคล กลุ่มหรือชุมชน เพื่อตอบสนอง ความต้องการของแต่ละชุมชน 4. การจัดการความรู้เริ่มจากการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ที่หลากหลาย พัฒนากลไก กระบวนการ ถ่ายทอดความรู้ ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้อย่างเสมอภาค พัฒนาระบบบริหารจัดการใช้สื่อ เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งเสริมการสร้างบรรยากาศเพื่อเอื้อต่อการเรียนรู้ ให้ประชาชนสามารถเข้าสู่องค์ความรู้ตลอดเวลา และต้องมีการพัฒนาบุคคลองค์กร ให้เป็นผู้จัดการเรียนรู้ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของประชาชน พัฒนาทักษะความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ให้แก่ภูมิปัญญา ท้องถิ่น และแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ให้สามารถเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ มีการบูรณาการ ใช้ความรู้เป็นฐานในการแก้ปัญหาและการพัฒนาที่เหมาะสมกับสภาพของชุมชน


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 133 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 การเรียนรู้ตลอดชีวิต จากการวิเคราะห์นิยามของนักการศึกษาทั้งหลาย พบว่า การเรียนรู้ตลอดชีวิต ( Lifelong Learning ) หมายถึง กระบวนการเปลี่ยนแปลงทางความคิด จิตใจและทักษะทางร่างกาย ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้น ในทุกช่วงของชีวิต Lifelong Learning นักการศึกษาต่าง ๆ ได้แยกออกเป็น 3 คำ คือ “life” หรือ “ชีวิต” อาจมองในแง่ของพัฒนาการมนุษย์ ชีวิตมีการเจริญเติบโต มีความเปลี่ยนแปลงและต้องเกี่ยวพันกับปัจจัย ต่าง ๆ มากมายทั้งในเรื่องของความเป็นอยู่ สังคม สิ่งแวดล้อม ศาสนา การเมือง คำ ว่า “lifelong” หรือ “ช่วงชีวิต” อาจมองในแง่ช่วงเวลาของชีวิตว่า คนเราเกิดมาต้องผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เกิด จนตาย และคำ ว่า “Learning” หรือ “การเรียนรู้” คือ กระบวนการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมให้เป็นไปในทิศทาง ที่ดีขึ้นกว่าเดิม การเรียนรู้ตลอดชีวิต ครอบคลุมการเรียนรู้ทุกรูปแบบตลอดช่วงชีวิต ดังนั้น การจัดการเรียนรู้ตลอด ชีวิตจึงต้องมีมุมมองแบบองค์รวม (Comprehensive View) ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานทางการศึกษา ก็มีนโยบายและยุทธศาสตร์หลายด้านที่สร้างและส่งเสริมให้คนในสังคมประเทศ เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยกระจายผ่านไปยังกระบวนการจัดการศึกษา โดยมีเป้าหมายเพื่อจัดให้มีระบบกระตุ้น ชี้แนะ หรืออำนวยความสะดวกด้วยวิธีการใด ๆ ให้บุคคลสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองในเรื่องที่ตนสนใจ หรือตามความถนัดของตนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ทุกประเภทได้ และเพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขวาง รู้เท่า ทันพัฒนาการของโลกอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งสามารถนำความรู้ไปเติมเต็มชีวิตให้แก่ตนเอง หรือเกิดประโยชน์ต่อสังคม (พระราชบัญญัติกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566) ซึ่งหน่วยงานต่างๆ ได้ ส่งเสริมการสร้างการเรียนรู้อย่างแพร่หลาย ซึ่งสามารถสรุปเป็นแนวทางได้ ดังนี้ 1) ปรับปรุงการเข้าถึง คุณภาพ และ ความเป็นธรรมในการเรียนรู้ 2) สร้างรากฐานที่มั่นคงด้านทักษะการเรียนรู้ 3) ให้ความสำคัญ กับทุกรูปแบบของการเรียนรู้ 4) จัดสรรทรัพยากร และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรจากทุกภาคส่วน สนับสนุนการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลาในชีวิต และ 5) สร้างภาคีเครือข่ายแห่งการเรียนรู้ให้ครอบคลุม ทุกภาคส่วน เป้าหมายของแนวคิดทางการเรียนรู้ตลอดชีวิตของประเทศไทย หลักการสำคัญของแนวคิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต การจัดการเรียนรู้ตลอดชีวิตต้องมีมุมมองแบบองค์รวม (Comprehensive View) ที่ครอบคลุม กิจกรรมการเรียนรู้ทุกด้าน โดยมีเป้าหมายที่จะปรับปรุงความรู้และความสามารถในการแข่งขันของบุคคล ที่ปรารถนาเข้าร่วมในกิจกรรมการเรียนรู้คุณลักษณะ 4 ประการของแนวคิดการเรียนรู้ ได้แก่


134| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 1. มีมุมมองอย่างเป็นระบบ สิ่งนี้คือคุณลักษณะที่พิเศษที่สุดของการเรียนรู้ตลอดชีวิต กรอบแนวคิด การเรียนรู้ตลอดชีวิตของอุปสงค์ (Demand) และอุปทาน (Supply) ของโอกาสการเรียนรู้ที่เป็นส่วนหนึ่ง ของระบบที่มีความเชื่อมโยงกัน ซึ่งครอบคลุมวงจรชีวิตทั้งหมด และประกอบด้วยรูปแบบต่าง ๆ ของการเรียนรู้ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ 2. มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง มีการเปลี่ยนจากมุ่งเน้นด้านอุปทาน (Supply) เป็นศูนย์กลาง ในรูปแบบ การจัดการศึกษาเชิงสถาบันที่เป็นทางการ ไปสู่ด้านอุปสงค์ (Demand) ที่ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน เป็นหลัก 3. มีแรงจูงใจที่จะเรียน ซึ่งเป็นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการเรียนรู้ที่มีความต่อเนื่องตลอดชีวิต ทั้งนี้ต้องมุ่งเน้นที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการเรียนรู้ที่จะเรียนรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ที่ตนเอง เป็น ผู้ชี้นำ 4. มีวัตถุประสงค์ของนโยบายการศึกษาที่หลากหลาย มุมมองวงจรชีวิตที่ให้ความสำคัญ กับเป้าหมายการศึกษาที่หลากหลาย อาทิ การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาความรู้ วัตถุประสงค์ทาง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และการจัดลำดับความสำคัญของวัตถุประสงค์เหล่านี้ อาจเปลี่ยนไปใน แต่ละช่วงชีวิตของคน ๆ หนึ่ง ผลลัพธ์จากการส่งเสริมเรียนรู้ตลอดชีวิต การเรียนรู้ตลอดชีวิตทำให้ทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน โดยไม่มีข้อจำกัด ในเรื่องต่างๆ อาทิ เช่นเพศ อายุ ร่างกาย สติปัญญา อาชีพพื้นฐาน การศึกษา ฐานะทางเศรษฐกิจ และสังคม นอกจากนี้ยังส่งเสริมให้เกิดการพัฒนาสังคมสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ได้อย่างยั่งยืน ถ้าหาก การจัดหลักสูตรการศึกษาทุกระดับ ได้นำหลักของการศึกษาตลอดชีวิตมาพิจารณาประยุกต์ใช้ให้ ครอบคลุม ในเรื่องต่างๆดังนี้ 1. การจัดการศึกษาต้องให้เกิดการพัฒนาคุณลักษณะของคนไทยที่พึงประสงค์ทั้งในฐานะพลเมือง และพลเมืองโลก คนไทยเป็นคนเก่ง คนดี และมีความสุข โดยคนไทยต้องมีกำลังกายกำลังใจที่สมบูรณ์ มีความรู้และทักษะที่จำเป็น และเพียงพอในการดำรงชีวิตและการพัฒนาสังคม มีทักษะการเรียนรู้ และการปรับตัว มีทักษะทางสังคมคุณธรรมจิตสาธารณะ และจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทย และพลเมืองโลก 2. การจัดการศึกษาต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนเป็นสำคัญมีการบริหารที่ใช้สถานศึกษาเป็นฐาน และมีแนวทางสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ โดยต้องพัฒนาหลักสูตรการเรียนรู้ และสภาพแวดล้อม


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 135 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ มีการพัฒนาผู้บริหาร ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบและมีคุณภาพ 3. แนวทางการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ มีการบริการวิชาการและสร้างความร่วมมือระหว่าง สถานศึกษากับชุมชนให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ มีการศึกษาวิจัย เสริมสร้าง สนับสนุนแหล่งการเรียนรู้ และกลไกการเรียนรู้ มีการสร้างและการจัดการความรู้ในทุกระดับทุกมิติของสังคม


136| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทสรุป การเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นการปรับตัวเพื่อให้ชีวิตดํารงอยู่ต่อไปได้ท่ามกลางกระแสความเปลี่ยนแปลง อยู่อย่างต่อเนื่องตลอดเวลาการรู้หนังสือจากการเข้ารับการศึกษาเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอแต่จะต้อง มีทักษะ เพื่อรับมือกับความท้าทายความจําเป็นใหม่ๆที่เกิดขึ้น สามารถแก้ปัญหาต่างๆในชีวิตได้อย่างมี ประสิทธิภาพและเต็มศักยภาพ ตลอดจนเป็นการศึกษาที่สร้างคุณภาพชีวิตและสังคมบูรณาการอย่างสมดุล ระหว่างปัญญาธรรมคุณธรรมและวัฒนธรรม มุ่งสร้างพื้นฐานที่ดีในวัยเด็กปลูกฝังความเป็นสมาชิกที่ดีของ สังคมตั้งแต่วัยการศึกษาขั้นพื้นฐาน และพัฒนาความรู้ความสามารถตามความต้องการของผู้เรียนการศึกษา เป็นกระบวนการของการพัฒนาชีวิตและสังคม ซึ่งเป็นปัจจัยสําคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน สามารถพึ่งตนเองและพึ่งกันเองได้ และสามารถแข่งขันในระดับนานาชาติ ซึ่งสอดคล้องกับแนวความคิด ของ นุช นาถสุนทรพันธุ์(2556.) ที่กล่าวถึงความมุ่งหมายของการจัดการศึกษาว่า “ต้องเป็นไปเพื่อพัฒนา คนให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกายจิตใจสติปัญญาความรู้มีคุณธรรมมีจริยธรรมและวัฒนธรรมในการ ดํารงชีวิตสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข” การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ทําให้ทุกคนในสังคมได้มีโอกาสเรียนรู้ตลอดชีวิตและเกิดการเรียนรู้ อย่างแพร่หลายนั้น จําเป็นต้องมีเครื่องมือที่เหมาะสมมีการพัฒนาแหล่งการเรียนรู้ การสร้างเครือข่าย การเรียนรู้ให้มีมาตรฐานและกระจายไปอย่างทั่วถึง เปิดโอกาสให้ทุกคนได้รับการศึกษาตามรูปแบบ ที่ต้องการ มีความยืดหยุ่นตามโอกาสและสถานการณ์ ส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมมีบทบาทร่วมกัน ในการจัดการศึกษาหรือจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เพื่อเป็นแหล่งความรู้ที่สามารถศึกษาเรียนรู้ได้ ด้วยตนเอง มีการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของผู้เรียนเป็นสําคัญ การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการศึกษาการเพิ่มโอกาสทางการศึกษา และการเรียนรู้ทั้งการศึกษา ในระบบการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีคุณภาพ ทุกระดับและทุกประเภท การศึกษาเพื่อส่งเสริมให้คนไทยได้มีการศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ของ ฟาฏินา วงศ์เลขา (2555) ที่กล่าวว่า “การเพิ่มโอกาสทางการศึกษาและการเรียนรู้โดยเฉพาะ การส่งเสริมทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมเพื่อให้คนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตทั้งการศึกษาในระบบการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอย่างมีคุณภาพทุกระดับและทุกประเภทการศึกษาเพื่อขับเคลื่อน ผลักดันให้คนไทยได้มีการศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพและเติมเต็มให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ อย่างแท้จริง”


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 137 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 เอกสารอ้างอิง นุชนาถ สุนทรพงธุ์. แนวคิดเกี่ยวกบการศึกษาตลอดชีวิต. (ออนไลน์). สืบค้น 7 สิงหาคม 2566, http://km.ru.ac.th/hrd/Journal/vol_1No_1/nutch anart_1.pdf ประดินันท์ อุปรมัย (2540), มนุษย์กับการเรียนรู้เอกสารการ สอนชุดวิชาพื้นฐานการศึกษา: (15), นนทบรี : โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.พระราชบัญญัติกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 (2566, 19 มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 140 ตอนที่ 20 ก. หน้า 60-72 พระราชบัญญัติกรมส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ. 2566 (2566, 19 มีนาคม). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 140 ตอนที่ 20 ก. หน้า 60-63 ฟาฏินา วงศ์เลขา (2555). การศึกษาตลอดชีวิตพัฒนาคนไทยอย่างยั่งยืน. สืบค้น 8 สิงหาคม 2566, http://www.Content/education/net. รักกิจ ศรีสรินทร์. การเรียนรู้ตลอดชีวิต. กองการต่างประเทศ : สำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย, 2554. วิชัย อุตสาหกิจ. (2551). กระบวนการการเรียนรู้และ พฤติกรรมมนุษย์. เอกสารประกอบการศึกษาวิชา ทม. 621. กรุงเทพมหานคร: คณะพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหาร ศาสตร์. สุรางค์ โค้วตระกูล. (2541). จิตวิทยาการศึกษา. กรุงเทพฯ:โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ. (2563). องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและ การพัฒนา Organization for Economic Co-operation and Development ห ร ื อ OECD. ส ื บ ค้ น 9 สิงหาคม 2566, https://www.ryt9.com/s/nesd /42724 อติพร เกิดเรือง.(2565).การจัดการการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียนไทยยุค 4.0, วารสารสังคมศาสตร์และมานุษยวิทยาเชิงพุทธ, 7(2), 165. CISCO Systems. (2010). The Learning Society. https://www.cisco.com/c/dam/en us/about/citizenship/socio-economic/docs/Learning Society WhitePaper pdf United Nations. (2015). Transforming our world: The 2030 Agenda for sustainable development. https://sdgs.un.org/2030agenda


138| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 1 นักวิชาการศึกษาปฏิบัติการ การพัฒนาระบบราชการ ตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) สู่ความเป็นเลิศในยุค 4.0 กับกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ศุทธินี โล่ชัยยะกูล1 Sutinee Lochaiyakul1 กลุ่มพัฒนาระบบบริหาร กรมส่งเสริมการเรียนรู้ Public Sector Development Division Department of Learning Encouragement Corresponding Author E-mail: [email protected] บทคัดย่อ เกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) มีจุดมุ่งหมายให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ นำไปปรับใช้ เพื่อพัฒนากระบวนการส่งมอบผลผลิตหรือสินค้า และการบริการให้ดีขึ้น ปรับปรุงผลการดำเนินการ และเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน โดยทำให้เกิดความสอดคล้องกันตั้งแต่ทิศทางองค์การ แผน กระบวนการการตัดสินใจ บุคลากร การปฏิบัติการ และผลลัพธ์ การนำเกณฑ์นี้ไปใช้จะช่วยให้ หน่วยงาน สามารถตรวจสอบหรือประเมินองค์การตนเองในทุกระบบบริหารงาน การพัฒนาปรับปรุง กระบวนการ และผลลัพธ์โดยตระหนักถึงคุณค่าที่ส่งมอบแก่ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ ม ซึ่งเกณฑ์ PMQA ประกอบด้วยเรื่องสำคัญ 7 ด้านในการบริหารและดำเนินงานของหน่วยงาน คือ 1) การนำอง์การ 2) การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ 3) การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4) การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ 5) การมุ่งเน้นบุคลากร 6) การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ และ7) ผลลัพธ์การดำเนินการ ประกอบกับนโยบายของรัฐบาล การขับเคลื่อนระบบราชการ 4.0 โดยใช้ แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ การพัฒนาหน่วยงานภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 เพื่อให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลง โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อให้ภาครัฐสามารถเป็นที่พึ่ง ที่เชื่อถือ และไว้วางใจได้ของประชาชน โดยได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาระบบราชการ การปรับการดำเนินการ จากแนวคิดแบบตั้งรับ ไปสู่การทำงานเชิงรุก (Proactive) และการสร้างนวัตกรรมสู่ประสิทธิผล และตอบสนองการพัฒนาประเทศ (Effective& Innovative) ใน 3 เป้าหมาย คือ 1) ระบบราชการที่เปิดกว้าง และเชื่อมโยงถึงกัน (Open & Connected Government) 2) ระบบราชการที่ยึดประชาชนเป็น ศูนย์กลาง (Citizen-Centric Government) และ3) หน่วยงานของรัฐมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 139 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 (Smart & High Performance Government) ทำให้ กรมส่งเสริมการเรียนรู้ ซึ่งได้ยกฐานะมาจาก สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย ตามพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียนรู้ พ.ศ.2566 ต้องเร่งปรับปรุงผลการดำเนินการและเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมความท้าทาย โดยทำให้เกิดความสอดคล้องกันตั้งแต่ ทิศทางองค์การ แผน กระบวนการการตัดสินใจ บุคลากร การ ปฏิบัติการและผลลัพธ์ โดยการนำเกณฑ์นี้ไปใช้จะช่วยให้กรมส่งเสริมการเรียนรู้ สามารถตรวจสอบหรือ ประเมินองค์การตนเองในทุกระบบบริหารงาน การพัฒนาปรับปรุงกระบวนการให้เกิดประสิทธิภาพ และ ผลลัพธ์ให้มีประสิทธิผลสูงสุด โดยตระหนักถึงคุณค่าของผลิตภัณฑ์หรือบริการที่ส่งมอบแก่ผู้รับบริการและผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับองค์การทุกกลุ่ม คำสำคัญ: การพัฒนาระบบราชการ, เกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA), การพัฒนาหน่วยงานภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0,


140| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 บทนำ เกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ มีจุดมุ่งหมายให้หน่วยงานภาครัฐต่างๆ นำไปปรับใช้ เพื่อพัฒนากระบวนการส่งมอบผลผลิตและการบริการให้ดีขึ้น ปรับปรุงผลการดำเนินการ และเพิ่ม ความสามารถในการแข่งขัน โดยทำให้เกิดความสอดคล้องกันตั้งแต่ทิศทางองค์การ แผน กระบวนการ การตัดสินใจ บุคลากร การปฏิบัติการ และผลลัพธ์ การนำเกณฑ์นี้ไปใช้จะช่วยให้หน่วยงานต่างๆ สามารถ ตรวจสอบหรือประเมินองค์การตนเองในทุกระบบบริหารงาน การพัฒนาปรับปรุงกระบวนการ และผลลัพธ์ โดยตระหนักถึงคุณค่าที่ส่งมอบแก่ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่มเกณฑ์ PMQA ประกอบด้วย เรื่องสำคัญ 7 ด้านในการบริหารและดำเนินงานของหน่วยงาน คือ 1) การนำอง์การ 2) การวางแผน เชิงยุทธศาสตร์ 3) การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4) การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ 5) การมุ่งเน้นบุคลากร 6) การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ และ7) ผลลัพธ์ การดำเนินการ ประกอบกับวิสัยทัศน์ของประเทศไทย “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีฐานคิดหลักคือ เปลี่ยนจาก การผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่สินค้าเชิงนวัตกรรม เปลี่ยนจากการขับเคลื่อนประเทศด้วยภาคอุตสาหกรรม ไปสู่การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี ความคิดสร้างสรรค์ และนวัตกรรม และเปลี่ยนจากการเน้นภาคการผลิต สินค้าไปสู่การเน้นภาคบริการมากขึ้น เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว รัฐบาลจึงมีนโยบายที่จะใช้โมเดล ขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม เพื่อพัฒนาประเทศไทยไปสู่การเป็นประเทศไทย 4.0 ดังนั้นระบบ ราชการจึงต้องมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อสอดรับกับบริบท ที่จะเกิดขึ้นจากการเป็นประเทศไทย 4.0 โดยภาครัฐหรือระบบราชการจะต้องทำงานโดยยึดหลักธรรมาภิบาล เพื่อประโยชน์สุขของประชาชนเป็น หลัก (Better Governance, Happier Citizens) หมายความว่า ระบบราชการไทยจะต้องปฎิรูปขนาน ใหญ่ เพื่อให้สามารถเป็นที่ไว้วางใจและเป็นพึ่งของประชาชนได้อย่างแท้จริง กล่าวคือภาครัฐต้องปรับตัว และต้องพลิกโฉมเข้าสู่ยุคดิจิทัล ยกระดับประสิทธิภาพภาครัฐสู่สังคมดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่าง รวดเร็ว เพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน และอำนวยความสะดวกในการดำเนินกิจกรรมทาง เศรษฐกิจและสังคมในยุคดิจิทัลท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและไม่สามารถคาดเดาได้ ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องมุ่งเน้นความคล่องตัวเพื่อขับเคลื่อนภารกิจพิเศษ (Agenda-based) และนำเทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาพลิกโฉมหน่วยงานภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 (Government 4.0 หรือ Gov. 4.0) อันเป็นฟันเฟือง และเสาหลักที่สำคัญในการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างสอดคล้อง กับทิศทางในการบริหารงานของประเทศให้ก้าวสู่การเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งจะส่งผลให้กลไก


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 141 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 การพัฒนาระบบราชการมีการปรับตัวต่อความท้าทายใหม่ๆ อีกทั้งเป็นการเพิ่มศักยภาพในการแข่งขันกับ นานาประเทศ และยังเป็นการยกระดับสมรรถนะของหน่วยงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น (คู่มือประเมินสถานะของหน่วยงานภาครัฐในการเป็นระบบราชการ 4.0 สำนักงานเลขาธิการการพัฒนา ระบบราชการ,2565) การพัฒนาระบบราชการ ผศ.ดร.สถาพร วิชัยรัมย์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เขียนในบทความวิชาการ เรื่อง การพัฒนา ระบบราชการไทยการไว้ว่า การพัฒนาระบบราชการไทยมีวิวัฒนาการมาเป็นระยะเวลานานหลายยุคสมัย มียุคแห่งการพัฒนาการบริหารราชการได้เป็น 4 ยุคได้แก่ 1) ยุคก่อนการปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2435 2) ยุคปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2435 3) ยุคหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครองแผ่นดิน พ.ศ. 2475 4) ยุคปฏิรูประบบราชการ พ.ศ. 2545 โดยเฉพาะในยุคล่าสุดนี้เป็นการพัฒนาระบบราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการบริหารราชการทั้งด้านโครงสร้าง ขั้นตอ น กฎ ระเบียบ คำสั่ง พฤติกรรมการบริหารราชการอันเกิดจากบุคลากรของรัฐ ทำให้ภาคราชการไทยต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกที่มุ่งพัฒนาการบริหารงานภาครัฐให้มีประสิทธิภาพภายใต้ชื่อ ว่าการจัดการภาครัฐแนวใหม่ แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่เกิดมาจากการหลอมรวมแนวคิดที่แตกต่างกัน 2 กระแส โดยกระแสแนวคิดแรกคือเศรษฐศาสตร์สถาบันใหม่ (New Institutional Economics) ซึ่งเกิดมาจาก ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ (Public Choice Theory) ทฤษฎีผู้ว่าจ้าง-ตัวแทน (Principal-agent Theory) และทฤษฎีต้นทุน-ธุรกรรม (Transaction Theory) ซึ่งมองการเมืองเปรียบเสมือนปรากฏการณ์ ทางการตลาดและอีกกระแสแนวคิดหนึ่งคือการจัดการนิยม (Managerialism) ซึ่งเป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้อง กับการปฏิรูปการบริหารภาครัฐโดยนำเอาวิธีการหรือเทคนิคต่างๆของภาคธุรกิจเอกชนมาใช้หรือเป็นการ บริหารงานที่เลียนแบบภาคธุรกิจเอกชนโดยมีลักษณะลดขั้นตอน ลดขนาดโครงสร้างองค์การ รวมทั้งพฤติกรรมการดำเนินงานโดยมุ่งผลลัพธ์สุดท้ายมากกว่าวิธีการทำงาน ผลของการปฏิรูปและการพัฒนาระบบราชการไทยภายใต้แนวคิดการจัดการภาครัฐแนวใหม่ เป็นที่คาดหมายไว้ว่าจะมีระบบราชการที่มีคุณภาพ ประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองพันธกิจและภารกิจใน การให้บริหารแก่ประชาชน และประเทศชาติได้อย่างสมบูรณ์มีขนาดกะทัดรัด และโปร่งใสตรวจสอบได้ และยึดผลประโยชน์ของประชาชนเป็นศูนย์กลางภายใต้ยุทธศาสตร์การพัฒนาระบบราชการไทย โดยใช้หลักการบริหารจัดการบ้านเมืองที่ดีหรือหลักธรรมาภิบาล


142| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 เกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) เกณฑ์ PMQA ประกอบด้วยเรื่องสำคัญ 7 ด้านในการบริหารและดำเนินงานของหน่วยงาน ได้แก่ 1. การนำองค์การ : เป็นการตรวจประเมินว่าผู้บริหารสั่งการหรือชี้นำให้หน่วยงานมีความยั่งยืนอย่างไร นอกจากนี้ ยังตรวจประเมินระบบการกำกับดูแลองค์การ วิธีการที่หน่วยงานใช้เพื่อบรรลุผลด้านการปฏิบัติ ตามกฎหมาย มีจริยธรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งการสนับสนุนชุมชนที่สำคัญ 2. การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ : เป็นการตรวจประเมินวิธีการในการจัดทำ วัตถุประสงค์ เชิงยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน การนำไปปฏิบัติ การปรับเปลี่ยนเมื่อสถานการณ์ เปลี่ยนไป ตลอดจนวิธีการวัดผลความก้าวหน้า 3. การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย : เป็นการตรวจประเมินว่าหน่วยงาน ภาครัฐให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อความสำเร็จของหน่วยงานในระยะยาว อย่างไร รวมทั้งวิธีการในการค้นหาสารสนเทศของผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียการสร้างความสัมพันธ์ และการใช้สารสนเทศผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เพื่อปรับปรุงและค้นหาโอกาสในการสร้าง นวัตกรรม 4. การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ : เป็นการตรวจประเมินว่าหน่วยงานภาครัฐมีวิธีการ อย่างไรในการเลือก รวบรวม วิเคราะห์ จัดการ และปรับปรุงข้อมูล สารสนเทศและสินทรัพย์ทางความรู้ หน่วยงานมีการเรียนรู้และบริหารจัดการเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างไร รวมทั้งตรวจประเมินว่าหน่วยงาน ใช้ผลการวิเคราะห์และทบทวนเพื่อปรับปรุงผลการดำเนินการอย่างไร 5. การมุ่งเน้นบุคลากร : เป็นการตรวจประเมินว่าหน่วยงานภาครัฐมีวิธีการอย่างไรในการประเมิน ความต้องการด้านขีดความสามารถและอัตรากำลังด้านบุคลากร และในการสร้างสภาพแวดล้อม ด้านบุคลากรที่ก่อให้เกิดผลการดำเนินการที่ดี รวมทั้งตรวจประเมินถึงวิธีการสร้างความผูกพัน บริหาร จัดการ และพัฒนาบุคลากร เพื่อนำศักยภาพของบุคลากรมาใช้อย่างเต็มที่เพื่อสนับสนุนพันธกิจ ยุทธศาสตร์ และแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน 6. การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ : เป็นการตรวจประเมินว่าหน่วยงานภาครัฐมีวิธีการอย่างไร ในการออกแบบ จัดการและปรับปรุงผลผลิตและการบริการ กระบวนการทำงาน รวมทั้งปรับปรุง ประสิทธิผลของระบบการปฏิบัติการ เพื่อส่งมอบคุณค่าแก่ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และทำให้หน่วยงานประสบความสำเร็จและยั่งยืน


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 143 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 7. ผลลัพธ์การดำเนินการ : เป็นการตรวจประเมินว่าหน่วยงานภาครัฐมีวิธีการอย่างไร ในการประเมินผลการดำเนินการและการปรับปรุงในด้านที่สำคัญทุกด้านของหน่วยงาน ได้แก่ ผลลัพธ์ ด้านประสิทธิผลและการบรรลุพันธกิจ ผลลัพธ์ด้านการให้ความสำคัญผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลลัพธ์ด้านการมุ่งเน้นบุคลากร ผลลัพธ์ด้านการนำ องค์การและการกำ กับดูแลองค์การ ผลลัพธ์ ด้านงบประมาณ การเงินและการเติบโต และผลลัพธ์ด้านประสิทธิผลของกระบวนการและการจัดการ ห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ยังตรวจประเมินระดับผลการดำเนินการของหน่วยงานเปรียบเทียบกับคู่เทียบ และหน่วยงานอื่นที่มีภารกิจคล้ายคลึงกัน การขับเคลื่อนระบบราชการ 4.0 โดยใช้แนวทางการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ การพัฒนาหน่วยงานภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 เพื่อให้รองรับต่อการเปลี่ยนแปลงและการเป็น ประเทศไทย 4.0 ตามนโยบายของรัฐบาล มีเป้าหมายหลักเพื่อให้ภาครัฐสามารถเป็นที่พึ่ง ที่เชื่อถือ และไว้วางใจได้ของประชาชน โดยได้กำหนดเป้าหมายในการพัฒนาระบบราชการไว้ ดังนี้ 1) ระบบราชการที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงถึงกัน (Open & Connected Government) 2) ระบบราชการที่ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen-Centric Government) 3) หน่วยงานของรัฐมีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย (Smart & High Performance Government) เป้าหมายการพัฒนาสู่ระบบราชการ 4.0 คือ การปรับการดำเนินการจากแนวคิดแบบตั้งรับ ไปสู่การทำงาน เชิงรุก (Proactive) และการสร้างนวัตกรรมสู่ประสิทธิผลและตอบสนองการพัฒนาประเทศ (Effective & Innovative) โดยสำนักงาน ก.พ.ร. ได้นำมาพัฒนาเครื่องมือเพื่อส่งเสริมให้หน่วยงานภาครัฐนำไปใช้ ในการวางแผนพัฒนาองค์การเพื่อตอบโจทย์การพัฒนาสู่ระบบราชการ 4.0 โดยเชื่อมโยงกับกลไก ของเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) กรอบการประเมิน PMQA 4.0 มีทั้งหมด 7 หมวด (เช่นเดียวกับ เกณฑ์ PMQA ฉบับ พ.ศ. 2558) โดยแต่ละหมวดมีเป้าหมาย ดังนี้ หมวด 1 การนำองค์การ : เพื่อให้ระบบการนำองค์การของหน่วยงานภาครัฐมุ่งเน้นสัมฤทธิผล และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์การ โดยหน่วยงานกำหนดวิสัยทัศน์และแผนยุทธศาสตร์ที่นำไปสู่การบรรลุ พันธกิจและสอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ กำหนดนโยบายในการกำกับดูแลที่มีประสิทธิผลในเรื่องการป้องกัน ทุจริตและการสร้างความโปร่งใส สร้างสภาพแวดล้อมภายในที่มุ่งเน้นการบรรลุผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงาน ส่งเสริมให้เกิดนวัตกรรมและการแก้ไขปัญหาร่วมกับเครือข่าย ติดตามประเมินผลการดำเนินการ ของหน่วยงานและผลกระทบที่เกิดขึ้นทั้งระยะสั้นและระยะยาวอย่างต่อเนื่องและทันการณ์ (ด้วยกลไก


144| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ของเทคโนโลยีดิจิทัล) โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสังคมและมุ่งเน้นให้เกิดผลลัพธ์ที่นำไปสู่การพัฒนาประเทศ ตามทิศทางยุทธศาสตร์ หมวด 2 การวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ : เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐมีกระบวนการวางแผนยุทธศาสตร์ที่มี ประสิทธิผล รองรับการเปลี่ยนแปลงและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน กำหนดเป้าหมาย เชิงยุทธศาสตร์ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ที่สอดคล้องกับพันธกิจของหน่วยงานและเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ ชาติมีแผนงานที่ขับเคลื่อนลงไปทุกภาคส่วน มีการติดตามผลของการบรรลุเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ และการรายงานผลอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อการแก้ไขปัญหาได้ทันท่วงที หมวด 3 การให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย : เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐพัฒนา ระบบข้อมูลและสารสนเทศด้านการบริการประชาชนที่ทันสมัย รวดเร็วและเข้าถึงในทุกระดับเพื่อนำมาใช้ ประโยชน์ในการสร้างนวัตกรรมการบริการที่สร้างความแตกต่างและตอบสนองความต้องการเฉพาะกลุ่ม และความต้องการเฉพาะบุคคลซึ่งสามารถออกแบบได้ (Personalized Service) วางแผนเชิงรุก ในการตอบสนองความต้องการและความคาดหวังของกลุ่มผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งปัจจุบัน และอนาคต มีกระบวนการแก้ไขข้อร้องเรียนที่รวดเร็วและสร้างสรรค์ โดยปฏิบัติงานบนพื้นฐานของข้อมูล ความต้องการของประชาชนส่งผลต่อความพึงพอใจ สร้างความร่วมมือของกลุ่มผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ ส่วนเสีย หมวด 4 การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ : เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐมีการใช้ข้อมูล และสารสนเทศ มากำหนดตัววัดที่สามารถใช้ติดตามงานทั้งในระดับปฏิบัติการและระดับยุทธศาสตร์ ได้อย่างมีประสิทธิผลทั่วทั้งองค์การ รวมทั้งการสื่อสารและเปิดเผยข้อมูลสู่ผู้ใช้งานทั้งภายในและภายนอก มีการวิเคราะห์ผลจากข้อมูลและตัววัด เพื่อการแก้ปัญหาและตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทันเวลา และเชิงรุก มีการใช้ความรู้และองค์ความรู้ของส่วนราชการในการแก้ปัญหา เรียนรู้และมีเหตุผล ในเชิงจริยธรรมมีการบริหารจัดการข้อมูล สารสนเทศ และระบบการทำงานที่ปรับเป็นดิจิทัลเต็มรูปแบบ มีประสิทธิภาพ และใช้งานได้ หมวด 5 การมุ่งเน้นบุคลากร : เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐมีนโยบายและระบบการบริหารจัดการ ด้านบุคลากรที่มีประสิทธิภาพ ตอบสนองยุทธศาสตร์และสร้างแรงจูงใจ มีความคล่องตัวและมุ่งเน้น ผลสัมฤทธิ์ มีการสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่ดี ก่อเกิดความร่วมมือ มีระบบการพัฒนาบุคลากรทันสมัย พัฒนาบุคลากรในส่วนราชการให้ก้าวทันเทคโนโลยี มีทักษะในการแก้ไขปัญหา สร้างความรอ บรู้


วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้| 145 ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 และความมีจริยธรรม มีความคิดริเริ่มที่นำไปสู่นวัตกรรม มีความเป็นผู้ประกอบการสาธารณะ ปฏิบัติงาน โดยเน้นให้ประชาชนเป็นศูนย์กลาง หมวด 6 การมุ่งเน้นระบบปฏิบัติการ : เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐมีการบริหารจัดการกระบวนการที่มี ประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นจนจบและนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ต้องการ มีการสร้างนวัตกรรม ในการปรับปรุงผลผลิต กระบวนการ และการให้บริการ มีการลดต้นทุนและการใช้ทรัพยากรอย่างมี ประสิทธิภาพ มีการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อให้มีขีดสมรรถนะสูงขึ้น บูรณาการกระบวนการเพื่อสร้างคุณค่า ในการให้บริการแก่ประชาชนและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน หมวด 7 ผลลัพธ์การดำ เนินการ : เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐกำ หนดตัววัดที่สำคัญซึ่งสอดคล้อง กับการปฏิบัติการในหมวดกระบวนการทั้ง 6 หมวด สะท้อนความสามารถในการบริหารจัดการ กระบวนการ การแก้ไขปัญหา และการพัฒนา มีการตั้งเป้าหมายที่มีความท้าทาย มีการวิเคราะห์ ความสัมพันธ์ในเชิงเหตุผลกับกระบวนการเพื่อค้นหาหนทางสร้างนวัตกรรมในการแก้ไขปัญหา ปรับปรุง องค์การทั้งในระดับปฏิบัติการและในระดับองค์การ ที่ส่งผลให้ผลลัพธ์มีโอกาสบรรลุเป้าหมายดีขึ้น จะเห็นได้ว่า เกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐ (PMQA) มีข้อกำหนดที่พัฒนาบนแนวคิด ของการบริหารจัดการเชิงบูรณาการที่มุ่งสู่ความเป็นเลิศ สามารถนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับคุณลักษณะ ทั้ง 3 มิติ ของระบบราชการ 4.0 ได้ดังนี้ มิติที่ 1 ภาครัฐที่เปิดกว้างและเชื่อมโยงกัน (Open and Connected Government) มีความสัมพันธ์ กับ PMQA ในหมวดที่สำคัญ ได้แก่ หมวด 1, 2, 4 และ 6 มิติที่ 2 การยึดประชาชนเป็นศูนย์กลาง (Citizen Centric) มีความสัมพันธ์กับ PMQA ในหมวด ที่สำคัญ ได้แก่ หมวด 3, 5 และ 6 มิติที่ 3 มีขีดสมรรถนะสูงและทันสมัย (Smart and High Performance) เกี่ยวข้องกับ PMQA ในหมวดที่สำคัญ ได้แก่ หมวด 2, 4, 5, และ 6 รายละเอียดดังภาพ


146| วารสารนวัตกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ และบริหารการเปลี่ยนแปลง ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ปีที่ 1 ฉบับที1 ประจำเดือนสิงหาคม 2566 ภาพ ความเชื่อมโยงของเกณฑ์ PMQA กับระบบราชการ 4.0 ทั้งนี้ ประเด็นการดำเนินงานทั้ง 7 หมวด ตามเกณฑ์คุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐและระบบราชการ 4.0 จะผูกโยงกันเป็นกรอบการบริหารผลการดำเนินการที่มีการบูรณาการเป็นหนึ่งเดียวที่ช่วยให้หน่วยงาน ภาครัฐจัดการเรื่องทรัพยากรให้สอดคล้องกัน ค้นหาจุดแข็งและโอกาสในการพัฒนา การปรับปรุง การสื่อสาร การเพิ่มประสิทธิภาพและความมีประสิทธิผล รวมทั้งบรรลุเป้าประสงค์เชิงยุทธศาสตร์ และท้ายที่สุดแล้วหน่วยงานภาครัฐจะก้าวหน้าสู่ความเป็นเลิศ โดย - ใช้เทคโนโลยีในการบริการและการบริหารจัดการ มีฐานข้อมูลที่ทันสมัยเพื่อสนับสนุนการวางแผน และการตัดสินใจในการทำงาน - มีการวิเคราะห์ความเสี่ยงทั้งในระดับองค์การและในระดับปฏิบัติการ มีการเตรียมการทำงาน ไว้ล่วงหน้า และปรับตัวตอบสนองต่อสถานการณ์ได้ทันเวลา - มีประสิทธิผลของการดำเนินการ และเรียนรู้เพื่อสร้างนวัตกรรมในการดำเนินการ - บุคลากรทุกระดับในหน่วยงานภาครัฐมีการเรียนรู้และพัฒนาเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีดิจิทัล - ส่งมอบคุณค่าที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่องให้กับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ซึ่งส่งผลให้เกิด ประโยชน์สุขแก่ประชาชน และส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ


Click to View FlipBook Version