ผลการใช้ SATUN Model ในการบริหารจัดการ
ดา้ นการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียน
ศนู ย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตลู
นางปฏิมา จ่าพนั ธ์ุ
นางสาวฮามีด๊ะ กองบก
นางสาวนัยนา เพง็ แกว้
ศูนย์การศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตลู
สำนักบริหารงานการศึกษาพเิ ศษ
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน
กระทรวงศึกษาธิการ
ก
ช่อื เร่ือง ผลการใช้ SATUN Model ในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรยี น
ชอ่ื ผวู้ ิจยั ศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวดั สตูล
นางปฏมิ า จา่ พนั ธุ์
ปี พ.ศ. ทีท่ ำวจิ ยั นางสาวฮามีดะ๊ กองบก
นางสาวนัยนา เพ็งแกว้
2564
บทคดั ยอ่
การวิจัยเรื่องผลการใช้ SATUN Model ในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูลครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้ SATUN MODEL ใน
การบริหารจัดการต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล และเพื่อพัฒนา
รูปแบบ SATUN MODEL การบริหารจัดการในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำ
จังหวัดสตูล ผู้วิจัยใช้ข้อมูลจาก การศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2 มาเป็นแนวทางเพื่อ
กำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย สร้างเครื่องมือ เก็บรวบรวมข้อมูล รวมทั้งการสร้างและพัฒนารูปแบบ
SATUN MODEL ในการบริหารจัดการต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด
สตูล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา (Research & Development) มี 2 ขั้นตอนคือ ขั้นตอนที่ 1
พัฒนารูปแบบ SATUN MODEL การบริหารจัดการในการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียน และขั้นตอนที่ 2 ศึกษา
ผลการใช้ SATUN MODEL ในการบริหารจัดการต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนที่พัฒนาขึ้นผ่านการ
ตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญและบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อนนำไปใช้ทดลองใช้ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย
ครั้งนีค้ อื ครผู ูส้ อน ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตูล ซง่ึ ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เคร่ืองมือที่
ใช้ใน การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ประกอบด้วย แบบสอบถามผลการใช้ SATUN Model ในการพฒั นาคุณภาพ
ผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและใช้สถิติเชิง
บรรยาย
ผลการวิจยั พบว่า
ผลการ ใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด
สตูล พบว่าโดยรวมอยู่ในระดับมาก ( X =4.32) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด
๓ ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ S (Survey) การสำรวจปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูลและวางแผนการ
ดำเนินงาน ( X =4.64) รองลงมา คือ A (Action) การจัดการศึกษา และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนา
ศักยภาพ เด็กพิการอย่างทั่วถึงและเสมอภาค โดยการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กพิการ และ
ภาคเี ครือข่าย ( X =4.60) และ U (Understand) สร้างความเขา้ ใจในการดำเนินงาน และสรา้ งเครอื ขา่ ย
การมสี ว่ นรว่ มการจดั การศึกษาสำหรับเด็กพิการ โดยการใช้เทคโนโลยีท่ีทนั สมยั ( X =4.52) ส่วนข้อที่มี
ค่าเฉลี่ยมาก คือ ข้อ T (Test) การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินงาน ( X =4.43) และข้อที่มี
ข
ค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับปานกลาง คือ N (Now Agenda) วาระและนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการ
พฒั นา ปรับปรงุ แกไ้ ขอยา่ งเร่งด่วนในการพฒั นาคุณภาพการจดั การศึกษาสำหรับเด็กพิการ ( X =3.45 )
ค
กิตตกิ รรมประกาศ
การวจิ ยั เรอื่ ง ผลการใช้ SATUN Model ในการบริหารจดั การดา้ นการพฒั นาคุณภาพผูเ้ รียน
ศูนย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจังหวัดสตูลคร้ังนี้ สำเร็จลลุ ว่ งไดด้ ้วยความอนุเคราะห์และความชว่ ยเหลือจาก
ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 ท่าน ประกอบด้วย นางสาวพนารัตน์ มาลีลัย ตำแหน่ง ผู้อำนวยการศูนย์
การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล นายนภดล ยิ่งยงสกุล ตำแหน่ง ผู้อำนวยกลุ่มนิเทศ ติดตาม และ
ประเมินผลการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจังหวัดสตูล และนายสัมภาษณ์
ปลอดขาว ตำแหน่ง ข้าราชการบำนาญ อดีตศึกษานิเทศก์ชำนาญการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษาจังหวัดสตูลที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ ให้แนวคิดและ
ขอ้ เสนอแนะท่เี ป็นประโยชน์ในการปรับปรุงแกไ้ ข เคร่อื งมอื จนสำเร็จ
ขอขอบพระคณุ ผู้อำนวยการ รองผ้อู ำนวยการ ทสี่ ง่ เสรมิ และสนับสนนุ การวิจัยในครั้งนี้จนสำเร็จ
ลุล่วงและขอขอบพระคุณคณะครู ของศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูลทุกท่าน ที่ให้ความร่วมมือ
อนุเคราะห์ในการอำนวยความสะดวกในการเก็บข้อมลู อนั เปน็ ประโยชนต์ ่อการทำวิจยั ในคร้ังน้ี
คุณคา่ และประโยชน์อนั เกิดจากการค้นควา้ อิสระฉบับน้ี ขอมอบแด่บุพการี คณาจารย์ และผู้เกี่ยวข้องทุก
ท่านที่คอยสนบั สนนุ และให้กำลงั ใจจนการค้นคว้าอิสระคร้งั นี้สำเร็จลุล่วงไปไดด้ ว้ ยดี
คณะผู้จัดทำ
ง
สารบญั
บทคดั ยอ่ ...................................................................................................................... หน้า
กิตติกรรมประกาศ........................................................................................................ ก
สารบัญ......................................................................................................................... ค
สารบัญตาราง............................................................................................................... ง
บทท่ี 1 บทนำ............................................................................................................... ฉ
1
1. ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา............................................................ 1
2. คำถามการวจิ ัย................................................................................................... 3
3. วัตถปุ ระสงค์ของการวิจัย................................................................................... 3
4. ขอบเขตของการวจิ ยั .......................................................................................... 4
5 นิยามศัพทเ์ ฉพาะ................................................................................................ 4
6. ประโยชนท์ ีค่ าดว่าจะไดร้ ับ................................................................................. 5
บทท่ี 2 เอกสารและงานวิจัยทีเ่ ก่ียวข้อง........................................................................ 6
1. แนวคดิ ทฤษฎเี กย่ี วกบั การใชน้ วตั กรรม ………………………………………………….. 6
2. แนวคิด ทฤษฎเี ก่ยี วกบั การบรหิ ารจดั การ........................................................ 8
3. การพฒั นาคุณภาพผ้เู รยี น................................................................................. 12
4. สภาพและบรบิ ททั่วไปของศนู ย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวดั สตลู .................. 18
5. งานวจิ ยั ที่เก่ยี วข้อง............................................................................................. 28
6. กรอบแนวคดิ ในการวิจัย.................................................................................... 30
บทที่ 3 วธิ ีการดำเนินการวิจยั ....................................................................................... 31
1. ประชากรและกลุ่มตวั อย่าง................................................................................ 31
2. เครื่องมือท่ีใช้ในการวจิ ยั .................................................................................... 31
3. วธิ กี ารสร้างและหาคุณภาพเครืองมือ................................................................. 32
4. การเกบ็ รวบรวมข้อมูล....................................................................................... 33
5. การวเิ คราะหข์ ้อมูล............................................................................................ 33
จ
6. สถิติท่ใี ช้ในการรวบรวมข้อมูล............................................................................ หนา้
34
บทท่ี 4 ผลการวเิ คราะห์ขอ้ มูล...................................................................................... 35
36
ตอนท่ี 1 ข้อมลู ทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม........................................................
37
ตอนท่ี 2 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู เกี่ยวกับผลการใช้ SATUN Model ในการพฒั นา
คุณภาพผเู้ รยี นศูนย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตูล......................................... 39
ตอนท่ี 3 ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ปัญหา ข้อเสนอแนะในการใช้ SATUN MODEL
ในการพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น................................................................................... 40
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ.................................................................. 40
40
1. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัย................................................................................... 41
42
2. สรปุ ผลการวจิ ัย.................................................................................................. 44
45
3. อภิปรายผล........................................................................................................
4. ขอ้ เสนอแนะ......................................................................................................
บรรณานุกรม................................................................................................................
ภาคผนวก.....................................................................................................................
ภาคผนวก ก รายชือ่ ผูเ้ ช่ยี วชาญ.............................................................................
ภาคผนวก ข หนงั สอื เชญิ .......................................................................................
ภาคผนวก ค แบบสอบถามเพ่ือการวจิ ัย.................................................................
ภาคผนวก ง การหาค่าดชั นีความสอดคล้องกบั วัตถุประสงค์ของเคร่ืองมือ............
ฉ
สารบญั ตาราง
ตารางท่ี แสดงจำนวนร้อยละของผูต้ อบสอบถามจำแนกตามเพศ อายุ ระดบั การศึกษา หน้า
1 ประสบการในการสอน และตำแหน่งในการปฏิบตั ิงาน.......................................... 36
แสดงค่าเฉลีย่ และสว่ นเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดบั การใช้ SATUN Model ในการ
2 พัฒนาคุณภาพผเู้ รียนศูนย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจังหวัดสตูล.............................. 38
1
บทที่ 1
บทนำ
1. ความเป็นมาและความสำคญั ของปัญหา
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 27 ได้ระบุไว้ว่า บุคคลย่อมเสมอกันใน
กฎหมาย มีสทิ ธแิ ละเสรีภาพและได้รับความคมุ้ ครองตามกฎหมายเท่าเทยี มกนั ชายและหญิงมสี ิทธเิ ท่าเทียมกัน
ก า ร เ ล ื อ ก ป ฏ ิ บ ั ต ิ โ ด ย ไ ม ่ เ ป ็ น ธ ร ร ม ต ่ อ บ ุ ค ค ล ไ ม ่ ว ่ า ด ้ ว ย เ ห ต ุ ค ว า ม แ ต ก ต ่ า ง ใ น เ ร ื ่ อ ง ถ ิ ่ น ก ำ เ น ิ ด เ ช ื ้ อ ช า ติ
ภาษา เพศ อายุ ความพิการ สภาพทางกายหรือสุขภาพ สถานะของบุคคล ฐานะทางเศรษฐกิจหรือ
สังคม ความเชื่อทางศาสนา การศึกษาอบรม หรือความคิดทางการเมืองอันไม่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง
รัฐธรรมนูญ หรือเหตุอื่นใดจะกระทำมิได้ มาตรการที่รัฐกำหนดขึ้นเพื่อขจัดอุปสรรคหรือส่งเสริมให้บุคคล
สามารถใช้สิทธิหรือเสรีภาพได้เช่นเดียวกับบุคคลอื่น หรือเพื่อคุ้มครองหรืออำนวยความสะดวกให้แก่
เด็ก สตรี ผู้สงู อายุ คนพกิ ารหรือผดู้ ้อยโอกาส ยอ่ มไมถ่ ือว่าเป็นการเลือกปฏิบัตโิ ดยไม่เป็นธรรมตามวรรคสาม
และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ.2545 และ (ฉบับที่ 3)
พ.ศ.2553 มาตรา 10 ได้ระบุไว้ว่า การจัดการศึกษาต้องจัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับ
การศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ซึ่งเป็น
ข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน การจัดการศึกษาสำหรับบุคคลที่มีความบกพร่องทาง
รา่ งกาย จิตใจ สติปัญญา อารมณ์ การสื่อสาร สังคมการสอื่ สาร และการเรยี นเรียนรู้ หรอื มีรา่ งกายพิการหรือ
ทพุ พลภาพ หรอื บุคคลซึ่งไม่สามารถพ่ึงตนเองได้ หรอื ไมม่ ีผู้ปกครอง หรอื ด้อยโอกาส ตอ้ งจดั ใหบ้ ุคคลดงั กลา่ ว
มสี ทิ ธไิ ดร้ บั สงิ่ อำนวยความสะดวก ส่ือ บรกิ าร และความชว่ ยเหลืออืน่ ใดทางการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีท่ี
กำหนดในกฎกระทรวง
แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) ได้ให้ความสำคัญกับ
การพัฒนาประเทศโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ยึดคนเป็นศูนย์กลางของการพัฒนา โดยมุ่งเน้น
การพัฒนาคนให้มีความเป็นคนที่สมบูรณ์ สังคมไทยเป็นสังคมคุณภาพ พัฒนาคนให้มีวินัยใฝ่รู้และเรียนรู้ได้ด้วย
ตนเอง พัฒนาตนเองได้ต่อเนื่องตลอดชีวิต มีความรู้ มีทักษะ มีความคิดสร้างสรรค์ มีทัศนคติที่ดี รับผิดชอบต่อ
สังคม มีจริยธรรมและคุณธรรม มีจิตสาธารณะและทำประโยชน์ต่อส่วนรวม (สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา
เศรษฐกจิ และสงั คมแห่งชาติ, หน้า 1-5)
แผนพฒั นาการศึกษาของกระทรวงศึกษาธกิ าร ฉบับท่ี 12 (พ.ศ.2560-2564) ได้กำหนดเปา้ หมายหลัก
คือ 1) คุณภาพการศึกษาของไทยดีขึ้น คนไทยมีคุณธรรม จริยธรรม มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนแปลงและ
การพัฒนาประเทศในอนาคต 2) กำลังคนได้รับการผลิตและพัฒนาเพื่อเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของ
ประเทศ 3) มีองค์ความรู้ เทคโนโลยี นวัดกรรม สนับสนุนการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน 4) คนไทยได้รับโอกาส
2
ในการเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีพ 5) ระบบบรหิ ารจดั การการศึกษามีประสิทธภิ าพตามหลักธรรมาภิบาล โดย
การมีสว่ นรว่ มจากทกุ ภาคส่วน (สำนักงานปลัดกระทรางศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ,หนา้ 50 )
ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล เป็นสถานศึกษาของรัฐ ที่ให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม
และเตรียมความพร้อมของคนพิการรวมทั้งสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนจัดสื่อสิ่งอำนวยความสะดวกและ
ความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา อบรมบุคลากร รวมถึงจัดครูเดินสอนแก่คนพิการและสถานศึกษา และ
ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่องการปฏิบัติหน้าที่อื่นของศูนย์การศึกษาพิเศษ พ.ศ.2553 ซึ่งศูนย์การศึกษา
พิเศษมีบทบาทหน้าที่สอดคล้องกับกฎหมายและภาระงานตามบทบาทหน้าทั้ง 8 ข้อ และบทบาทหน้าที่สำคัญ
ที่สุด คือจัดการส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม ( Early
Intervention : EI) และเตรียมความพร้อมของคนพิการ เพื่อเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ โรงเรียนอนุบาล โรงเรียน
เรียนรวม โรงเรียนเฉพาะความพิการ ศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยให้บริการ
ตง้ั แต่แรกเกิดหรอื พบความพกิ าร ดำเนินการโดยจัดและสง่ เสริม สนับสนุน การใหบ้ ริการช่วยเหลอื ระยะแรกเร่ิม
สำหรับคนพิการโดยจัดทำแผนให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (Individualized Family Service Plan :
IFSP) แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program : IEP) แผนการสอนเฉพาะ
บุคคล (Individual Implementation Plan : IIP) และให้บริการตามแผนจัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการผู้เกี่ยวข้อง
เรื่องการจัดทำแผนให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (IFSP) แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP)
แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) ให้คำปรึกษา แนะนำ และบรกิ ารพฒั นาศักยภาพด้านต่าง ๆ แต่ละประเภท ดว้ ย
การรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน/ข้อมูลทั่วไป จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และสืบค้นจากแฟ้มประวัติของคนพิการ
การคัดกรองคนพิการทางการศึกษาตามแบบ คัดกรองของกระทรวงศึกษาธิการ การประเมินศักยภาพพื้นฐาน
ของคนพิการจัดหาสื่อ อุปกรณ์ที่เหมาะสม และสอดคล้องกับความต้องการจำเป็นทางการศึกษา การประเมิน
ความก้าวหน้า การสรุปพัฒนาการตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล การนิเทศ ติดตาม ประเมินผลและ
การส่งต่อคนพิการไปรับบริการที่เหมาะสม เช่น บริการทางการแพทย์โรงเรียนเรียนรวม โรงเรียนเฉพาะ
ความพกิ าร และศนู ย์การเรียนเฉพาะความพิการ เป็นต้น (สำนักบริหารงานการศกึ ษาพเิ ศษ, 2554 : 9-11)
ด้วยเหตุดังกล่าวศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ได้เล็งเห็นความสำคัญในการให้บริการ
ช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม และเตรียมความพร้อมของเด็กพิการ จึงได้มีกระบวนการบริหารและการจัดการมีการ
กำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์และพันธกิจของสถานศึกษา ไว้ในแผนการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของศูนย์
การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล ไว้อยา่ งชัดเจน มรี ะบบบรหิ ารจัดการคุณภาพของสถานศึกษาทชี่ ัดเจน ส่งผล
ต่อการพัฒนาผู้เรียนตามมาตรฐานการศึกษา ของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล และมีการดำเนินงาน
พัฒนางานวิชาการที่เนน้ คุณภาพผู้เรียนรอบด้านตามหลักสูตรของสถานศึกษา และทุกกลุ่มเป้าหมายซึ่งสามารถ
เชื่อมโยงกับชีวิตจริงได้ มีการส่งเสริมให้ครูและบุคลากรให้มีความเชี่ยวชาญทางวิชาชีพมีการจัดสภาพแวดล้อม
ทางกายภาพและสังคมท่เี อ้ือต่อการจัดการเรียนรู้อยา่ งมคี ุณภาพ โดยมกี ารปรับปรงุ อาคารสถานท่ี และภมู ทิ ัศน์ท่ี
3
เหมาะกบั การเรยี นรขู้ องผู้เรยี น และมกี ารจัดระบบเทคโนโลยี สารสนเทศเพ่ือสนับสนนุ การบริหารจัดการในการ
จัดการเรยี นรูอ้ ย่างเหมาะสม รวมถึงการสง่ เสริมกจิ กรรม/โครงการท่มี ุ่งเน้นให้ผ้เู รยี น ไดพ้ ฒั นาตามศักยภาพของ
ผูเ้ รียน ผู้บรหิ าร ยดึ หลกั การบรหิ ารแบบมีสว่ นรว่ มโดยประสานการรว่ มมือกับทุกภาคสว่ น ท้ังภาครฐั และเอกชน
และภาคีเครือข่าย มีระบบบริหารจัดการและกระบวนการพัฒนางานแบบ วงจรควบคุมคุณภาพ ( PDCA)
การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (SBM) และใช้รูปแบบการบริหารที่เป็นเอกลักษณ์ของศูนย์การศึกษาพิเศษ
ประจำจังหวัดสตูล ภายใต้การบริหารงานตามยุทธศาสตร์ SATUN Model เป็นทิศทางในการพัฒนาและ
ขับเคลอ่ื นรูปแบบการให้บริการ
จากการประเมินคุณภาพภายนอกของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา
(องค์การมหาชน) รอบ 4 ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ผลการประเมินมาตรฐานที่ 1 ด้านคุณภาพ
ผู้เรียน อยู่ในระดับดี และได้รับข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานที่ 1 ควรมีการเปรียบเทียบกับผล
พฒั นาคณุ ภาพผู้เรียนในปีการศึกษาที่ผ่านมา ท้ังด้านการพฒั นาคุณภาพผูเ้ รียนและการพัฒนาคุณลักษณะอันพึง
ประสงค์ จัดกิจกรรม แนวทางวิธีการพัฒนาผู้เรียนอยา่ งเปน็ ระบบ ให้สอดคลอ้ งกับเป้าหมายที่ต้ังไว้ และจุดควร
พัฒนาของผู้เรียน พัฒนาหลักสูตรการให้บริการ กระบวนการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ที่ส่งผลต่อ
ผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 3 ปีการศึกษา มีการนำผลประเมินคุณภาพของผู้เรียนไป
วิเคราะห์เพ่ือพัฒนาผู้เรยี นด้านผลสมั ฤทธ์ิให้สูงข้ึน ควรกำหนดแนวทางการพฒั นาการรักษาผลท่ชี ดั เจน และอาจ
เพิ่มเติมกระบวนการพัฒนาผู้เรียน วิธีการ ที่คิดค้นขึ้นใหม่ หรือหาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษาสำหรับ
ผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษของศูนย์การศึกษาพิเศษ ที่เป็นแบบอย่างได้ เพื่อที่จะเป็นการพัฒนาผู้เรียนอย่าง
ยั่งยืนและมีประสิทธิภาพ ผู้วิจัยจึงมีความสนใจที่จะศึกษาผลการใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล เพื่อนำผลการวิจัยมาใช้ในการบริหารงาน ทางด้านการจัด
การศึกษา และการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูลอย่างยั่งยืนและมี
ประสทิ ธิภาพ
2. คำถามการวิจัย
ผลการใช้นวตั กรรม SATUN Model ในการพัฒนาคณุ ภาพผู้เรยี น ศนู ยก์ ารศึกษาพเิ ศษ ประจำจังหวัด
สตลู อยู่ในระดบั ใด
3. วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
3.1 เพื่อศึกษาผลการใช้ SATUN MODEL ในการบริหารจัดการต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์
การศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตลู
3.2 เพอื่ พัฒนารปู แบบ SATUN MODEL การบริหารจดั การในการพฒั นาคณุ ภาพผู้เรียน ศนู ย์การศึกษา
พเิ ศษ ประจำจังหวดั สตลู
4
4. ขอบเขตของการวิจัย
4.1 ประชากรและกลมุ่ ตัวอย่าง
ประชากรทใ่ี ชใ้ นการวิจยั ได้แก่ครผู ู้สอนศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษ ประจำจงั หวัดสตลู จำนวน ๔๑ คน
4.2.ตัวแปรท่ศี ึกษา
4.2.1 ตวั แปรตน้ การใช้ SATUN MODEL ในการบรหิ ารจดั การด้านการพัฒนาคณุ ภาพผู้เรยี น ของ
ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจังหวัดสตูล
4.2.2 ตัวแปรตาม ผลการใช้ SATUN MODEL ในการบริหารจดั การด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ของศูนยก์ ารศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล
4.3. ขอบเขตดา้ นเน้ือหา
เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัย ผู้วิจัยได้ศึกษา และกำหนดขอบเขตของการใช้ SATUN MODEL ในการ
บริหารจัดการด้านการพัฒนาคณุ ภาพผู้เรยี นอย่างเปน็ ระบบโดยมีกระบวนการ PDCA ระบบบริหารจัดการและ
กระบวนการพัฒนางานแบบ วงจรควบคุมคุณภาพ (PDCA) สำรวจปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูลและวางแผนการ
ดำเนินงาน จัดการศึกษา และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศกั ยภาพ เด็กพิการอย่างท่ัวถึงและเสมอภาค โดยการมี
ส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กพิการ และภาคีเครือข่าย ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินงาน
การใช้เทคโนโลยีทท่ี นั สมยั สร้างความเขา้ ใจในการดำเนนิ งาน และสรา้ งเครือข่ายการมีส่วนร่วมการจัดการศึกษา
สำหรับเด็กพิการ และวาระและนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขอย่างเร่งด่วน ในการ
พฒั นาคณุ ภาพการจัดการศึกษาสำหรับเดก็ พิการ
4.4 ขอบเขตด้านเวลา
29 กรกฎาคม 2564 – 23 สิงหาคม 2564
4.5 ขอบเขตดา้ นสถานท่ี
ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษประจำจงั หวดั สตลู
5 นยิ ามศัพทเ์ ฉพาะ
5.1. SATUN หมายถงึ รูปแบบการบรหิ ารงานในการดำเนนิ งานด้านการพฒั นาคณุ ภาพผู้เรียน ดังน้ี
(1) S (Survey) สำรวจปญั หา เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลและวางแผนการดำเนินงาน
(2) A (Action) จัดการศึกษา และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ เด็กพิการอย่างทั่วถึงและ
เสมอภาค โดยการมีส่วนร่วมของครู ผ้ปู กครอง ผ้ดู แู ลเดก็ พกิ าร และภาคีเครือขา่ ย
(3) T (Test) ติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนนิ งาน
(4) U (Understand) ใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย สร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน และสร้าง
เครอื ขา่ ยการมสี ่วนร่วมการจดั การศึกษาสำหรับเด็กพิการ
5
(5) N (Now Agenda) วาระและนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไข
อยา่ งเร่งด่วน ในการพฒั นาคุณภาพการจดั การศกึ ษาสำหรับเดก็ พกิ าร
5.2 MODEL หมายถึง สิ่งที่สร้างหรือพัฒนาขึ้น แสดงให้เห็นถึงองค์ประกอบสำคัญของเรื่องใหเ้ ข้าใจ
งา่ ยๆ เพ่อื ใชเ้ ปน็ แนวทางในการดำเนนิ งาน
5.3 การบริหารจัดการ หมายถึง การดำเนินงานระหว่างผู้บริหารร่วมกับครูและบุคลากรในศูนย์
การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ด้านวิชาการเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนให้มีผลการพัฒนาที่สูงขึ้นโดยใช้
SATUN MODELในการบริหารงาน ภายใต้กระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบวงจรคุณภาพ เดมมิ่ง PDCA เป็น
แนวคิดการพัฒนาการทำงานเพื่อควบคุมคุณภาพงานให้มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมีกระบวนการและ
ขั้นตอนในการทำงาน การวางแผน การดำเนินงานตามแผน ตรวจสอบการดำเนินงานตามแผน ติดตามและ
ประเมินผลการดำเนนิ งานตามแผน ความสำเร็จของงาน และการปรับปรงุ แก้ไขอยา่ งต่อเน่ือง นำผลประเมินท่ี
ได้มาทำการวิเคราะห์ สร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน สร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมในการพัฒนา ปรับปรุง
แกไ้ ขอยา่ งเร่งดว่ น ในการพัฒนาคุณภาพการจดั การศกึ ษาสำหรบั เดก็ พิการ
5.4 การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน หมายถึง การดำเนินกิจกรรมอย่างเป็นระบบเพื่อการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียนด้านผลการพัฒนาผู้เรียน และคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน โดยใช้กระบวนการทำงานอย่างเป็น
ระบบภายใต้รูปแบบ วงจรคุณภาพ เดมมิ่ง PDCA คือ สำรวจ วิเคราะห์และวางแผนการพัฒนาผู้เรียน จัด
กิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การกำกับ ติดตามประเมินผล รายงานผลการพัฒนา และนำข้อมูลย้อนกลับเพ่ือ
วางแผนในการพฒั นาผู้เรียนต่อไป
(1) สำรวจ วเิ คราะหแ์ ละวางแผนการพฒั นาผ้เู รียน
(2) การจัดกิจกรรมพฒั นาคุณภาพผูเ้ รียน
(3) การกำกับ ติดตามประเมินผล
(4) รายงานผลการพฒั นา
(5) ข้อมูลย้อนกลับเพือ่ วางแผนในการพัฒนาต่อไป
6. ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รบั
6.1 ทราบถึงผลการใช้ SATUN MODEL ในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์
การศึกษาพิเศษ ประจำจงั หวดั สตลู
6.2 พัฒนารูปแบบ SATUN MODEL ในการบริหารจัดการ ด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์
การศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตลู
6
บทท่ี 2
เอกสารและงานวิจัยทเี่ ก่ียวข้อง
การวิจัยเรื่องผลการใช้ SATUN MODEL การบริหารจัดการด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนครัง้ นี้ ผู้วิจัย
ไดศ้ ึกษา ค้นควา้ เอกสารและงานวจิ ัยท่เี ก่ยี วขอ้ งมานำเสนอเพื่อเป็น แนวทางและสนบั สนนุ การวิจัยครัง้ นี้ ดังนี้
1. แนวคิด ทฤษฎีเกีย่ วกบั การใชน้ วัตกรรม
2. แนวคดิ ทฤษฎีเก่ยี วกับการบริหารจดั การ
3. การพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น
4. สภาพและบริบทท่วั ไปของศูนย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจงั หวดั สตลู
5. งานวจิ ยั ทเ่ี กีย่ วขอ้ ง
6. กรอบแนวคิดในการวิจัย
1. แนวคดิ ทฤษฎีเกีย่ วกบั การใช้นวตั กรรม
"นวัตกรรม" และ "สอ่ื และเทคโนโลย"ี สำหรบั เด็กปฐมวยั เป็นผลของความเจรญิ กา้ วหน้าในการพัฒนา
ทางการศึกษาปฐมวัย และเทคโนโลยที ำให้เกิดเป็นผลผลิตทางการเรยี นรใู้ ห้แกม่ นษุ ยช์ าติ เด็กปฐมวัย คือ คนอีก
กลุ่มหนึ่งที่ต้องได้รับการพัฒนาให้เป็นผู้ที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ มีพัฒนาการที่เหมาะกับวัย ทั้งพัฒนาการ
ทางด้านรา่ งกาย ด้านอารมณ์-จิตใจ ด้านสงั คม และด้านสติปญั ญา ซึง่ นวัตกรรม สอ่ื และเทคโนโลยีทางการศึกษา
ปฐมวยั มีบทบาทสำคญั ในการพัฒนาเดก็
นวัตกรรมทางการศึกษาที่มใี นปัจจุบันโดยทว่ั ไป มกั ปรากฎให้เห็นในรูปแบบดจิ ิทลั โปรแกรมสำเร็จรูป
แอปพลิเคชันที่ใช้ประกอบคอมพิวเตอร์แบบพกพา (tablet) สมาร์ตโฟน คอมพิวเตอร์ หรือโทรทัศน์ที่ถูก
พัฒนาขึ้นมา เพื่ออำนวยความสะดวกแก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และครูในการส่งเสริมการเรียนรู้ในรูปแบบต่าง ๆ
นวัตกรรมทางการศึกษา สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาปฐมวัยแม้จะมีการพัฒนาในแบบต่างๆ ออกมาอย่าง
หลากหลาย อย่างไรก็ตามการใช้นวัตกรรม สื่อและเทคโนโลยีแบบดินน้ำมัน กะลามะพร้าว เครื่องเล่นสนาม
กระบะทราย กจิ กรรมการวาดภาพตามจินตนาการ และกิจกรรมกลางแจง้ ฯลฯ ยังมคี วามสำคัญ ท้ังเป็นสื่อและ
กิจกรรมการพัฒนาหลักท่ีขาดไม่ได้ เพราะเดก็ ได้ใช้อวัยวะและส่วนต่างๆ ของร่างกาย เล่น ทำงาน และเรียน จึง
กล่าวได้ว่า นวัตกรรม สื่อและเทคโนโลยีร่วมกันเติมเต็มการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อเด็กปฐมวัยในศตวรรษที่
21 ใหส้ มบูรณย์ ่ิงข้ึนได้
ในเรื่องนี้เนื้อหาจะครอบคลุมความหมายของนวัตกรรม สื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษาปฐมวัยและ
ความสำคัญของนวัตกรรม สอื่ และเทคโนโลยีทางการศึกษาปฐมวัย ดังรายละเอียดตอ่ ไปนี้
7
ความหมายของนวตั กรรม
คำว่า นวัตกรรม ในที่นี้เป็นการกล่าวถึง นวัตกรรมทางการศึกษา หรือนวัตกรรมการเรียนการสอนซึง่
พจนานุกรมศัพท์ศึกษาศาสตร์ ฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ราชบัณฑิตยสถาน, 2551, น. 137) ระบุความหมาย ว่า
หมายถึง แนวคิด วิธีการ และสิ่งประดิษฐ์ใหม่ ที่เกี่ยวข้องกับศาสตร์ทางการศึกษา การจัดการศึกษาและการ
จัดการเรียนรู้ ซึ่งอาจเป็นสิ่งใหม่ท้ังหมด หรือใหม่เพียงบางส่วน อาจเป็นสิ่งใหม่ในบริบทหนึ่งหรือช่วงเวลาหน่ึง
อาจเป็นสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ในกระบวนการพิสูจน์ทดสอบ หรือได้รับการยอมรับนำไปใช้แล้วแต่ยังไม่แพร่หลาย
ดังที่ ทศิ นา แขมมณี (2547, น. 478) ให้ความหมายของนวัตกรรมทางการศึกษาวา่ หมายถึง สิ่งใหม่ที่ทำข้ึน ซ่ึง
อาจอยู่ในรูปของความคิด หรือการกระทำ หรือสิ่งประดิษฐ์ต่างๆ ดังนั้น นวัตกรรมทางการศึกษาจึงหมายถึง
แนวคิด วิธีการ หรือสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ที่สามารถนำมาใช้ในการจัดการเรียนการสอน ซึ่งอาจเป็นสิ่งใหม่ทั้งหมด
หรือใหม่เพียงบางส่วน หรืออาจเป็นสิ่งใหม่ในบริบทหนึ่งหรือในช่วงเวลาหนึ่ง หรืออาจเป็นสิ่งใหม่ที่กำลังอยู่ใน
กระบวนการพสิ จู น์ทดสอบ หรอื ไดร้ ับการยอมรบั นำไปใชแ้ ลว้ แต่ยงั ไมแ่ พรห่ ลายหรือเปน็ สว่ นหน่ึงของระบบงาน
ปกติ
ในการทีจ่ ะพิจารณาวา่ ส่งิ ใดเป็นนวัตกรรมหรอื ไม่น้ัน มเี กณฑก์ ารพจิ ารณานวตั กรรม ดงั ที่
ชยั ยงค์ พรหมวงศ์ และวาสนา ทวีกลุ ทรัพย์ (2548, น. 11) ไดก้ ลา่ วถงึ ไว้ 4 ประการ คือ
1. จะต้องเป็นสิ่งใหม่ จะใหม่ทั้งหมดหรือบางส่วนก็ได้ อาจเป็นของเก่าใช้ไม่ได้ผลในอดีต แต่นำมา
ปรับปรุงใหม่ หรือเปน็ ของปจั จบุ นั ทท่ี ำการปรับปรงุ ใหด้ ีขน้ึ
2. มีการนำวิธีการจัดระบบมาใช้ โดยพิจารณาและกำหนดองค์ประกอบทั้งส่วนข้อมูลที่ใส่เข้าไป
กระบวนการ และผลลพั ธ์ และมีการกำหนดขั้นตอนการดำเนนิ การให้เหมาะสมก่อนที่จะทำการเปลีย่ นแปลง
3. มีการพิสูจน์ด้วยการวิจัยหรืออยู่ระหว่างการวิจัย ว่า "สิ่งใหม่" นั้นจะช่วยให้การแก้ปัญหา
และการดำเนนิ งานบางอย่างมปี ระสิทธภิ าพสงู ข้นึ กว่าเดมิ
4. ยังไม่เป็นส่วนหนึ่งของงานปัจจุบัน กล่าวคือ ยังอยู่ระหว่างการเผยแพร่ หาก "สิ่งใหม่"นั้นเป็นท่ี
ยอมรับจนกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบงานที่ดำเนินอยู่ ก็ไม่ถือว่าสิ่งใหม่นั้นเป็นนวัตกรรมต่อไปแต่จะเปลี่ยน
สภาพเปน็ ส่ือและเทคโนโลยี และผเู้ ขียนมีความเห็นว่าควรมเี กณฑก์ ารพิจารณาอกี ประการหนึ่งคือ
5. ต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดทฤษฎี กล่าวคือ ในการพัฒนานวัตกรรมใดๆ จะต้องมีแนวคิด
ทฤษฎีรองรบั ในการพฒั นานวัตกรรมน้ันๆ
8
2. แนวคิด ทฤษฎีเกีย่ วกบั การบรหิ ารจัดการ
ความหมายและความสำคญั และองคป์ ระกอบของการบรหิ ารการจัดการเรยี นรู้
ความหมายของการบรหิ ารการจดั การเรยี นรู้
การบริหารการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วยคำสำคัญคือ คำว่า การเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้และการ
บริหาร เมื่อนำคำสำคัญทั้ง 3 คำว่า รวมกันเป็นคำเดียว คือ การบริหารการจัดการเรียนรู้ หมายถึง การกระทำ
โดยการดำเนนิ งานอย่างเป็นระบบของผู้บริหารสถานศึกษาเพื่อให้การจัดการเรยี นรู้ของครูบรรลุผลสำเร็จอย่างมี
ประสิทธิภาพ และผู้เรียนเกดิ พฤตกิ รรมการเรียนรู้และเกิด ผลลัพธท์ างการเรียนตามวัตถุประสงค์และเปา้ หมาย
ในการจัดการศึกษา (ประเวศ เวชชะ,2561:635)
ความสำคัญของการบรหิ ารการจัดการเรยี นรู้
ความสำคัญของการบริหารการจัดการเรียนรู้ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ของครู (ประเวศ เวชชะ
,2561:636)
1. ทำให้การจัดการเรียนรู้ของครูในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้เป็นไปอยา่ งมีระบบ มีมาตรฐาน และมี
ข้นั ตอนการดำเนินการแบบเดยี วกัน
2. ทำให้คนสามารถใช้ทรัพยากรในการจัดเรียนรู้ร่วมกันได้อย่างคุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดต่อ
ผู้เรียน
3. ทำให้คนในแต่ละกลุ่มสาระกลุ่มสาระการเรียนรู้สามารถผนึกกำลังใจการสร้างความร่วมมือร่วม
แบง่ ปันองคป์ ระกอบความรูเ้ กยี่ วกับการจัดการเรยี นรรู้ ะหวา่ งกนั และกนั ได้
4. ทำใหส้ ถานศกึ ษามรี ะยะเวลาและงบประมาณในการจัดการเรยี นรูส้ ามารถใช้ประโยชนจ์ ากกิจกรรม
การเรยี นรู้ สอื่ ใช้ทรพั ยากรอนื่ ร่วมกันได้
องค์ประกอบของการบริหารการจัดการเรียนรู้
องค์ประกอบการจัดการเรียนรู้
การจัดการเรียนรู้ มีหลายองค์ประกอบขึ้นอยู่กับแนวคิดทฤษฎีที่นำมาประยุกต์ใช้เป็นมุมมองหรือใช้
เป็นเกณฑ์ในการพิจารณาทสี่ ำคญั ดงั น้ี
1. มุมมองจากทฤษฎรี ะบบ ท่ีจำแนกออกเป็น 3 ส่วน คือ
1.1 ตัวปอ้ น ได้แกค่ รู ผู้เรยี น หลักสูตร สงิ่ อำนวยความสะอดวก สอ่ื กจิ กรรม และวสั ดอุ ุปกรณ์
1.2. กระบวนการ คอื การทำกจิ กรรมต่างๆ ตามระดับข้ันตอนของผู้เรยี นเพื่อให้เกิดการเรียนรู้
ตามเปา้ หมาย
1.3. ผลผลิต ได้แกผ่ ลการเรียนร้เู กิดขึน้ กับผู้เรียนท้ังที่เปน็ ความรทู้ ักษะคา่ นิยมและคุณลักษณะ
อ่นื ๆ
9
2. มุมมองทฤษฎีการสอน การจัดการเรียนรู้มีองค์ประกอบที่สำคัญ คือผู้เรียน บรรยากาศในช้ัน
เรียนการปฎิสมั พันธใ์ นช้ันเรยี น
3. มมุ มองดา้ นจติ วิทยาการเรยี นรู้ ของ Cronboch (มาลินี จฑุ ะรพ.2530:70-71;อ้างถงึ ใน ประเวศ
เวชชะ,2561:638) กล่าวว่า การจัดการเรียนรู้ต้องคำนึงถึงธรรมชาติของการเรียนรู้ ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญ 7
ประกอบ คือ
1) จดุ ประสงคใ์ นการเรยี นรู้
2) ความพรอ้ มของผู้เรยี น
3) สถานการณใ์ นการเรยี น เชน่ บรรยากาศในชน้ั เรียน สิ่งแวดลอ้ มในห้องเรียน
4) การแปลความหมายเพื่อนำสง่ิ ทีเ่ รียนร้ไู ปประยกุ ต์ใชใ้ นชวี ติ ประจำวัน
5) ผลการตอบสนองตอ่ สถานการณห์ รือกิจกรรมการเรยี น
6) ผลต่อเนอื่ งเชน่ ผ้เู รยี นเกดิ การเปล่ียนแปลงพตกิ รรมตามวตั ถุประสงค์การเรียนรู้ เป็นตน้
7) ปฏิกิริยาขัดขวางซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการเรียน หรือทำให้การเรียนบรรลุผลสำเร็จตาม
วตั ถุประสงค์
4. มุมมองของหน่วยงานที่รับผิดชอบ กระทรวงศึกษาธิการ,2544:27อ้างถึงใน ประเวศ เวชชะ.
2561:638-639) กล่าวว่าองค์ประกอบสำคัญของการจัดการเรียนรู้ให้บรรลุผลสำเร็จสูงสุด 5 ประการ คือ 1)
คุณลักษณะของครู 2) การจัดกระบวนการเรียนการสอน 3) การจัดสภาพแวดล้อมในชั้นเรียน 4) การจัด
สภาพแวดล้อมนอกช้นั เรียน 5) ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ งครูกบั ผปู้ กครองและชมุ ชน
องคป์ ระกอบของการบริหารการจดั การเรียนรู้
สามารถจำแนกได้หลายลักษณะโดยพิจารณาโดยใช้แนวคิดการบริหารแบบ “POLC”ของ Drucker
เป็นองค์ประกอบของการจัดการเรยี นรู้ซึง่ เป็นงานหรอื กระบวนการบริหารท่ีผู้บริหารสถานศึกษาต้องดำเนนิ การ
ใหบ้ รรลุผลสำเร็จ มีอยู่ 4 ประการ คอื
1) การวางแผน (Planning) ประกอบด้วย การกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ กลยุทธ์
และวิธีในการจัดการเรียนรู้โดยคำนึกถงึ ธรรมชาติของผู้เรียน ธรรมชาติของเนือ้ ชาติ และเป้าหมายของหลกั สูตร
และแผนพัฒนาการศึกษาทุกระดบั
2) การจดั องคก์ าร (organizing) ประกอบด้วย การจัดแบง่ สายงานและการจัดครูเข้าสอน และการ
จัดสรรทรพั ยากรต่าง ๆให้เหมาะสมและสอดคล้องกับงานทีร่ ับผิดชอบ เพื่อให้การเรยี นการรู้สามารถดำเนินการ
ใหบ้ รรลผุ ลสำเร็จตามวัตถปุ ระสงคแ์ ละเปา้ หมายทีก่ ำหนดไวใ้ นแผนงานของโรงเรยี น
3) การชี้นำ(reading)ซึ่งจำแนกว่าเป็นองค์ประกอบย่อยได้อีก 2 ส่วน คือภาวะผู้นำ
(leadership)และการจงู ใจ (motition) โดยผูบ้ ริหารสถานศกึ ษาตอ้ งสามารถชี้นำ และกระตนุ้ จูงใจ
ให้ครตู ง้ั ใจและทมุ่ เทใหง้ านการจดั การเรยี นรู้อย่างเต็มความสามารถ
10
4) การควบคุมกำกับ (Conlrolling) เป็นการควบคุมกำกับการดำเนินงานการจัดการเรียนรู้ให้
เปน็ ไปตามแผนงาน ความคาดหวงั หรือมาตรฐานการศึกษาทกี่ ำหนดไว้
หลกั การและขอบข่ายในการบรหิ ารการจดั การเรียนรู้
หลกั การบรหิ ารการจัดการเรยี นรู้
หลกั การบรหิ ารการจดั การเรียนรมู้ ีอยู่ 3 ประการ คอื
ประการท่ี หนงึ่ การบรหิ ารการจดั การเรียนรตู้ ้องยึดหลักความสัมพันธ์เชื่อมโยงระหว่างหลักการเรียนรู้
กบั หลักการจดั การเรียนรูโ้ ดยให้ครูจัดกจิ กรรมการเรียนรใู้ ห้สอดคล้องกับหลกั จิตวิทยาการเรยี นรู้
ประการที่สอง การบริหารการจัดการเรียนรู้ต้องยึดหลักการตามหลักวิชาหลักสูตร เป้าหมายใน
การศึกษาและอื่น ๆหรือกล่าวอีกนัยหนึ่งว่าคือ ต้องให้ครูจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับหลักวิชาในกลุ่มสาระท่ี
รับผิดชอบ เป้าหมายของหลักสูตร และเป้าหมายในการจัดการศึกษาที่กำหนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาระดับ
ทุกระดับรวมทั้งนโยบายและทศิ ทางในการจัดการศึกษาของหน่วยงานทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
ประการที่สาม การบริหารการจัดการเรียนรู้ต้องดำเนินตามกระบวนการหรือขนั้ ตอนการบริหารโดยนำ
แนวคิดทฤษฎีทางการบริหารมาประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสำหรับขบวนการหรือขั้นตอนในการบริหารการจัดการ
เรียนรู้ ซึ่งเป็นภารกิจทางการบริหารที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องการดำเนินการจัดการให้บรรลุผลสำเร็จอย่างมี
ประสิทธิภาพคือ
1) ต้องมีการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย กลยุทธ์ และมาตราต่าง ๆเกี่ยวกับการจัดการเรี ยนรู้ของ
สถานศึกษาให้อย่างขัดเจนและสามารถนำไปปฏบิ ัติให้บรรลผุ ลสำเรจ็ ได้
2) ต้องมีการเตรียมความพร้อมของครูในดา้ นความรู้ ทักษะการจัดการเรียนรู้และการแกไ้ ขปัญหาการ
จดั การเรยี นรู้
3) ต้องมีการวางแผนและเตรียมการจัดการเรียนรู้ในระดับสถานศึกษาและระดับห้องเรียนอย่างเป็น
ระบบ เช่นการชี้แจงหลักสูตร การจัดทำแผนการจัดการเรียนรู้ การจัดหาและผลิตสื่อ อุปกรณ์การจัดทำ
แบบทดสอบ เครอ่ื งมือประเมินผล แบบรายงาน เปน็ ต้น
4) ต้องมีการกำหนดมาตราการและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับ การจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ
ของผูเ้ รียน สถานการณ์ หลกั จติ วทิ ยาการเรยี นรู้ และอืน่ ๆ
5) ต้องมีการจัดระบบและการดำเนินการเกี่ยวกับการนิเทศกำกับติดตามและให้ความช่วยเหลือแก่ครู
เพ่ือใหส้ ามารถจัดการเรียนร้ใู หบ้ รรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายและมาตราฐานการศึกษา
6) ต้องมีการจัดระบบและการดำเนินการเกี่ยวกับการประเมิน การรายงานและการปรับปรุง การ
จัดการเรยี นร้อู ย่างตอ่ เนอื่ ง โดยเลอื กใชเ้ คร่ืองมอื และวธิ ีการประเมินทเ่ี หมาะสม
11
ขอบขา่ ยงานการบริหารการจัดการเรยี นรู้
ขอบข่ายงานที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องรับผิดชอบและดำเนินการให้บรรลุผลสำเร็จ จำแนกเป็น 3
ลักษณะคือ
1) การสง่ เสรมิ การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรยี นของครู
2) การสร้างบรรยากาศเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เช่น การจัดโต๊ะ เก้าอี้ อุปกรณ์ ป้ายแสดงผลงาน สิ่ง
ประดบั ตกแตง่ เป็นตน้
3) การสง่ เสริมสนบั สนุนการใชส้ ื่อและแหล่งเรียนรู้
ปัจจยั ความสำเรจ็ ในการบรหิ ารการจดั การเรียนรู้
ปัจจัยด้านการเรียนรู้จำแนกเป็น 2 ลักษณะคือ ปัจจัยด้ายการเรียนรู้และปัจจัยด้านการบริหารการ
จัดการเรยี นรู้ โดยมรี ายละเอยี ดดงั นี้
3.1 ปัจจัยด้านการเรียนรู้ จำแนกเป็นปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้เรียน ปัจจัยเกี่ยวกับบทเรียน ปัจจัยเกี่ยวกบั
วิธีการจัดการเรียนการสอน และปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ซึ่งเป็นปัจจัยท่ีมีอิทธิผลต่อความสำเร็จในการ
จัดการเรียนรู้ คอื
1) ปัจจัยเกี่ยวกับตัวผู้เรียน ประกอบด้วย วุฒิภาวะในความพร้อมและความสนใจในการเรียน
มีประสบการณ์เดิมในสิ่งที่เรียนมาก่อน มีแรงจูงใจ สติปัญญาสูง มีอารมณ์ที่ปกติ มีสภาพร่างกายพร้อมที่จะ
เรียนร้สู ง่ิ ต่าง ๆ เป็นตน้
2) ปัจจยั เกีย่ วกบั บทเรยี น ประกอบดว้ ย ความยากงา่ ยของบทเรยี น ความยาวของบทเรียน และการ
มีความหมายของบทเรียนเป็นตน้
3) ปัจจัยเกี่ยวกับวิธีการการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การใช้สิ่งจูงใจ
การแนะแนวในการเรียน การส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการถ่ายโอนความรู้ และการกำหนดช่วงเวลาในการเรียน า
รฝึกฝนและทำซำ้ ซ้ำอยูเ่ สมอเพือ่ ให้เกิดความจำอย่างยาวนานมากขึน้
4) ปัจจัยเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมทางการเรียน ประกอบด้วย การปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับผู้เรียน
และผเู้ รยี นกบั ผู้เรยี น การจดั สถานแวดลอ้ มในห้องเรียนใหเ้ หมาะสม เปน็ ตน้
ปัจจัยด้านการบริหารการจัดการเรียนรู้
การบริหารการจัดการเรียนร้เู ปน็ หน้าทีแ่ ละความรับผิดชอบของผู้บริหารสถานศึกษาด้วยดำเนินการให้
บรรลุผลสำเรจ็ นั้น ตอ้ งมปี ัจจยั ความสำเรจ็ ดังนี้
1) ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีวิสัยทัศน์ในการบริหารจัดการเรียนรู้ กล่าวคือต้องกำหนดวิสัยทัศน์การ
จัดการเรียนรู้ของสถานศึกษาและชี้แจงให้บุคลากรเข้าใจเพื่อนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องจนบรรลุผลสำเร็จ
กำหนดเปา้ หมายการจัดการเรียนรู้ให้ชัดเจน กำหนดพันธกิจในการดำเนินงาน กำหนดแนวทางในการนำกลยุทธ์
12
มาใช้ในการบริหารจัดการเรียนรู้ กำกับดูแลการดำเนินงานของให้เป็นไปตามแผนงานที่วางไว้ และประเมิน
ปรบั ปรุงวิสัยทศั น์ ตามกรอบเวลาท่ีกำหนด
2) ปัจจยั ด้านภาวะผู้นำ ซึง่ มอี ทิ ธพิ ลตอ่ การจัดการเรยี นรขู้ องครูสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียน คอื ภาวะ
ผู้นำทางการสอน กล่าวคือผู้บริหารสถานศึกษาที่ดีต้องมีภาวะผู้นำทางการสอนสูงจะสามารถบริหารจัดการ
เรียนรู้ให้ประสบผลสำเร็จได้อย่างมีประสิทธิภาพ ครูจะยอมรับ เชื่อถือ และศรัทธา ตลอดจนมีความร่วมมือ
ปฏิบตั ิงานตามท่ีไดร้ บั มอบหมาย ในการจดั การเรียนรูจ้ นบรรลผุ ลสำเรจ็ ตามเป้าหมายของโรงเรียน
3) ปัจจัยเกี่ยวกับทักษะและกระบวนการในการบริหาร โดยผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีความรู้
ความสามารถ หรอื มสี มรรถนะในการบริหารโรงเรียนและการจัดการเรียนรู้อย่างเป็นอย่างดีท้ังในด้านทักษะและ
ด้านกระบวนการบริหาร
3. การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนเป็นกระบวนการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และการดำเนินการ อื่นๆ ท่ี
เกี่ยวข้องเพื่อให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพตามความแตกต่างระหว่างบุคคล ซึ่งมี นักวิชาการ
ทางการศึกษาได้ให้ทัศนคติ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องไว้ ดังนี้ ความหมายของคุณภาพผู้เรียน สมาน อัศวภูมิ
(2550 : 79) กล่าวว่า คุณภาพเป็นนามธรรมที่ตั้งอยู่บนฐานของค่านิยมหรือ วิธีการที่คนเห็นว่ามีคุณภาพ ดังน้ัน
คุณภาพอาจเป็นเรื่องที่ต้องทำความเขา้ ใจและสร้างขึ้น ดังคำกล่าวที่ว่า “คุณภาพไม่มีขาย อยากได้ให้สร้างเอง”
โดยสรุปคุณภาพมี 2 ลักษณะ คือ (1) คุณภาพเชิง สมบูรณ์ (absolute quality) หมายถึง คุณภาพเชิงสรุปและ
เป็นคุณค่าเฉพาะบคุ คลหรือกลุ่มบคุ คล ซึ่งอาจจะได้ข้อสรุปจากช่ือเสยี ง ประวัติ และผลงานตลอดจนการอ้างอิง
จากบุคคลอื่นในสังคมเป็น “คุณภาพตามใจผู้ใช้หรือคุณภาพตามอุดมคติ” (2) คุณภาพเชิงสัมพัทธ์ (relative
quality) เป็น คุณภาพเชงิ เปรยี บเทยี บสภาพท่เี ปน็ อยู่กบั สภาพท่ีคาดหวงั ซง่ึ โดยทว่ั ไปแล้วจะมกี ารกำหนดนิยาม
และมาตรฐานการศึกษาและใช้เกณฑ์ดังกล่าวเป็นบรรทัดวัดคุณภาพของหน่วยงานที่เรียกว่า “คุณภาพตาม
มาตรฐานทก่ี ำหนดไว”้ ในปัจจุบันนค้ี ุณภาพการศึกษาของไทยใช้แนวคิดและวิธีการ คณุ ภาพเชิงสมั พทั ธ์ในระบบ
ประกันและการประเมินคุณภาพ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2553 ก : 4) กล่าวว่า คุณภาพ
ผู้เรียน หมายถึง คุณภาพในตัวผู้เรยี นที่มคี วามครอบคลุมในด้านความสามารถ และทักษะ ตลอดจนคุณลักษณะ
ที่จะ ช่วยเสริมสร้างให้ผู้เรียนมีคุณภาพบรรลุตามเป้าหมายของหลักสูตร พร้อมพิไล บัวสุวรรณ (2554 : 10)
กล่าวว่า คุณภาพผเู้ รยี น หมายถงึ ผู้เรยี นมีความสามารถ ตามเปา้ หมายของหลักสูตร คอื เปน็ คนเกง่ และสามารถ
ปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเป็นไปตาม เกณฑ์ที่กำหนดมีความรู้และทักษะที่จำเป็นในการ
ดำรงชีวิตด้วยความพอเพียง และเป็นคนดี ผู้เรียนมี ทักษะทางสังคมที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีความสุขในการ
ทำงานและอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข 25 ภัคพร บุญเคล้า (2555 : 85-86) กล่าวว่า คุณภาพ คือ
คุณสมบัติเฉพาะหรือลักษณะที่ จำเป็น อันบอกถึงความเป็นเลิศ การมีมาตรฐานความเหมาะสมกับวัตถุประสงค์
13
หรือความสามารถ สนองตอบผู้ใช้บริการ ความพอใจของผู้บริการ คุณภาพจึงหมายถึง ตัวชี้วัดความสำเร็จและ
ความกา้ วหนา้ ของบคุ คลในหนว่ ยงานน้ัน ส่วนคณุ ภาพการศึกษา หมายถึง คณุ ลกั ษณะท่ีดหี รือ คุณลักษณะท่ีพึง
ประสงค์ของผู้เรียนและกระบวนการในการจดั การศกึ ษาของสถานศึกษาท่ีบรรลุ เป้าหมายท่ีกำหนดไว้ทั้งในด้าน
ผลผลติ และผลลัพธข์ องการดำเนินงาน ซง่ึ แสดงถงึ ความสามารถในการตอบสนองความต้องการและความจำเป็น
สำหรับผเู้ รียนและสงั คมปัจจุบัน สำหรบั กระบวนการท่ีทำให้เกิดคุณภาพทางการศึกษาแก่นักเรยี น ประกอบด้วย
กระบวนการจัดการบริหาร หลักสูตรการ จัดการเรียนการสอน ครู และบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจน
สภาพแวดล้อมของชุมชนและท้องถิ่น ต้องมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน คำว่า “คุณภาพผู้เรียน” (students
quality) มีความหมาย เช่นเดียวกับคำว่า “คุณภาพการศึกษา” หมายถึง คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้เรียน
และ กระบวนการจัดการศึกษาของสถานศึกษา ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการ และ
ความจำเป็นสำหรับผู้เรียนและสังคมปัจจุบัน คุณภาพการศึกษา เป็นตัวบ่งชี้ประสิทธิภาพและ ประสิทธิผลของ
การจัดการศึกษาที่มงุ่ หวังในผลลัพธ์ คอื นักเรียน นกั ศึกษามคี วามรู้ความสามารถใน เนือ้ หาตามจุดประสงค์ของ
หลักสูตร สามารถนำความรู้ความสามารถไปประกอบอาชีพได้อย่าง เหมาะสม เป็นพลเมืองที่ดีในสังคม
มีคุณธรรม จริยธรรม อุดมสิน คันธภูมิ (2558 : 93) กล่าวว่า คุณภาพผู้เรียน หมายถึง คุณลักษณะที่ต้องการให้
เกิด ขึ้นกับผู้เรียนในด้านผลสมั ฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรยี นอยู่ในเกณฑด์ ี และมีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตาม
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน วิสิทธิ์ศักดิ์ ชัยเกิด (2559 : 16) กล่าวว่า คุณภาพผู้เรียน หมายถึง คุณลักษณะที่
ต้องการให้ เกิดขึ้นกับผู้เรียน ในด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนอยู่ในเกณฑ์ดี และมีคุณลักษณะที่พึง
ประสงค์ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน สรุป คุณภาพผู้เรียน หมายถึง คุณลักษณะที่มีในตัวผู้เรียนทั้งด้าน
ความรู้ทักษะ ความ สามารถ และคุณธรรม จริยธรรมของผู้เรียน ซึ่งเป็นผลที่เกิดจากศักยภาพและคุณภาพการ
จัด การศึกษาของสถานศึกษาและคุณภาพการจัดการเรียนการสอนของครู แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพ
ผู้เรียน สำนักงานเลขาธิการสภาการศกึ ษา (2547 : 84-87) ได้กำหนดมาตรฐานการศึกษาชาตเิ พือ่ เป็นแนวทาง
ในการจัดการศึกษาเพือ่ พัฒนาคุณภาพคนไทย จำนวน 3 มาตรฐาน 11 ตัวบ่งชี้ ดังน้ี มาตรฐานที่ 1 คุณลักษณะ
ของคนไทยที่พึงประสงค์ ทั้งในฐานะพลเมืองและพลโลก เป้าหมายของการจัดการศึกษาอยู่ที่การพัฒนาคนไทย
ทุกคนใหเ้ ป็น “คนเกง่ คนดี และมีความสขุ ” โดยมีการพฒั นาท่เี หมาะสมกบั ช่วงวัย พัฒนาคนตามธรรมชาติและ
เต็มตามศักยภาพ ตรงตามความ 26 ต้องการ ทั้งในด้านสุขภาพร่างกายและจิตใจ สติปัญญา ความรู้และทักษะ
คุณธรรม และจิตสานึกที่พึง ประสงค์ และอยู่ในสังคมได้อย่างปกติสุข ตัวบ่งชี้ มาตรฐานที่ 1 1.1 กำลังกาย
กำลังใจที่สมบูรณ์ 1.1.1 คนไทยมีสุขภาพกายและจิตที่ดีมีพัฒนาการด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา เจริญเติบโต
อย่างสมบูรณ์ตามเกณฑ์การพัฒนาในแต่ละช่วงวัย 1.2 ความรู้และทักษะที่จำเป็นและเพียงพอในการดำรงชีวิต
และการพัฒนาสงั คม 1.2.1 คนไทยได้เรียนรู้เต็มตามศักยภาพของตนเอง 1.2.2 คนไทยมงี านทำและนำความรู้ไป
ใช้ในการสร้างงานและสร้างประโยชน์ให้ สังคม 1.3 ทักษะการเรียนรู้และการปรับตัว 1.3.1 คนไทยสามารถ
เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง รักการเรียนรู้ รู้ทันโลก รวมทั้งมี ความสามารถในการใช้แหล่งความรู้ และสื่อต่าง ๆ เพ่ือ
14
พัฒนาตนเองและสังคม 1.3.2 คนไทยสามารถปรับตัวได้ มีมนุษยสัมพันธ์ดี และสามารถทำงานร่วมกับ ผู้อื่นได้
เป็นอย่างดี 1.4 ทักษะทางสังคม 1.4.1 คนไทยเข้าใจและเคารพในธรรมชาติ สิ่งแวดลอ้ มและสังคม มีทักษะและ
ความสามารถที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตในสังคมอยา่ งมีความสุข 1.4.2 คนไทยมคี วามรับผิดชอบ เขา้ ใจ ยอมรับ
และตระหนักในคุณค่าของ วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน สามารถแก้ปัญหาในฐานะสมาชิกของสังคมไทยและสังคม
โลกโดยสันติวิธี 1.5 คุณธรรม จิตสาธารณะ และจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก 1.5.1 คนไทย
ดำเนินชีวิตโดยกายสุจริต วจีสุจริต และมโนสุจริต 1.5.2 คนไทยมีความรับผิดชอบทางศีลธรรมและสังคม มีจิต
สำนึกในเกียรติภูมิของ ความเป็นคนไทย มีความภูมิใจในชนชาติไทย รักแผ่นดินไทย และปฏิบัติตนตามระบอบ
ประชาธิปไตย เป็นสมาชิกที่ดี เป็นอาสาสมัคร เพื่อชุมชนและสังคมในฐานะพลโลก มาตรฐานที่ 2 แนวการจัด
การศกึ ษา การจัดการกระบวนการเรียนรู้ทเี่ นน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ผ้เู รยี นเหน็ แบบอยา่ งท่ดี ีได้ฝึกการคิด ได้เรียนรู้
จากประสบการณ์ตรงที่หลากหลายตรงตามความ ต้องการ และมีความสุขในการเรียนรู้ ครู คณาจารย์รู้จัก
ผูเ้ รียนเปน็ รายบุคคล เตรียมการสอนและใช้ สอ่ื ทีผ่ สมผสานความรสู้ ากลกับภูมปิ ัญญาไทย จัดบรรยากาศเอ้ือต่อ
การเรียนรู้ จัดหาและพัฒนาแหล่ง การเรียนรู้ที่หลากหลาย และพัฒนาความคิดของผู้เรียนอย่างเป็นระบบและ
สร้างสรรค์ 27 ความสำเร็จของการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เนน้ ผู้เรียนเป็นสำคัญขึ้นอยู่กับ (1) ปจั จัยด้าน บุคคล
ได้แก่ ผู้เรียน ครู คณาจารย์ ผู้บริหาร ผู้ปกครองและสมาชิกชุมชน และ (2) ปัจจัยด้านการ บริหาร ได้แก่
หลักการบริหารจัดการและหลักธรรมาภิบาล ตัวบ่งชี้ มาตรฐานที่ 2 2.1 การจัดหลักสูตรการเรียนรู้ และ
สภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ 2.1.2 มีการจัดหลักสูตรท่ี
หลากหลายตามความเหมาะสมของกลุ่มผู้เรียนทุก ระบบ สอดคล้องตามความต้องการของผู้เรียนและท้องถ่ิน
สนบั สนุนการพัฒนาศักยภาพของผู้เรยี น 2.1.3 ผเู้ รียนมโี อกาส/สามารถเข้าถงึ หลักสูตรต่าง ๆ ท่จี ดั ไว้อย่างทั่วถึง
2.1.4 องค์กรที่ให้บริการทางการศึกษามีสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้มี อาคาร สถานที่ มีการส่งเสริม
สุขภาพอนามัย และความปลอดภัย 2.1.5 มีการพัฒนานวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ สื่อเพื่อการเรียนรู้การ
ให้บริการ เทคโนโลยีสารสนเทศทุกรูปแบบที่เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยต้นเอง และการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2.2 มี
การพัฒนาผู้บริหาร ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ และมีคุณภาพ 2.2.1 ผู้บริหาร ครู
คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษาได้รับการพัฒนาอย่าง เป็นระบบต่อเนื่อง เพื่อสร้างความเข้มแข็งทาง
วิชาการและวิชาชีพ 2.2.2 ผู้บริหาร ครู คณาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษามีคุณธรรม มีความพึง พอใจใน
การทำงาน และผูกพันกับงานมีอัตราการออกจากงานและอัตราความผิดทางวินัยลดลง 2.2.3 มีแนวโน้มในการ
รวมตัวจัดตั้งองค์กรอิสระเพื่อสร้างเกณฑ์มาตรฐาน เฉพาะกลุ่ม และติดตามการดำเนินงานของบุคลกรและ
สถานศึกษา และติดตามการดำเนินงานของ บุคลากรและสถานศึกษา ตลอดจนการสั่งสมองค์ความรู้ที่หลาย
หลาย 2.3 มกี ารบริหารจัดการทีใ่ ช้สถานศึกษาเป็นฐาน 2.3.1 องค์กร ชมุ ชน มีส่วนร่วมในการพัฒนาการจัดการ
เรียนรูต้ ามสภาพ ทอ้ งถ่ิน สภาพปญั หาและความต้องการทแ่ี ทจ้ ริงผู้เรียน 2.3.2 ผรู้ ับบริการ/ผเู้ กย่ี วข้องทุกกลุ่มมี
ความพงึ พอใจต่อการจดั บริการทาง การศกึ ษาของสถานศึกษา 2.3.3 มีการก าหนดระบบประกันคุณภาพภายใน
15
เป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการ บริหารการศึกษาเพื่อน ไปสู่การพัฒนาคุณภาพ และสามารถรองรับการประเมิน
คุณภาพภายนอกได้ มาตรฐานที่ 3 แนวการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้/สังคมแห่งความรู้ การเรียนรู้ ความรู้
นวัตกรรม สอ่ื และเทคโนโลยี เปน็ ปจั จัยสำคญั ของการพฒั นาส่สู ังคมแห่งความรู้ การสง่ เสรมิ และ 28 สรา้ งกลไก
เพื่อใหค้ นไทยทุกคนมีโอกาสและทางเลือกที่จะเข้าถึงปจั จยั และเรียนรู้อยา่ งต่อเน่ืองตลอด ชีวติ ดว้ ยรูปแบบและ
วิธีการที่หลากหลาย โดยการได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วนของสังคม จะนำมาซึ่งการพัฒนาคุณภาพ
ประสิทธิภาพ และขีดความสามารถของคนไทยในการพัฒนาประเทศ รวมทั้งการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของ
ประเทศ ตัวบ่งชี้ มาตรฐานที่ 3 3.1 การบริการวิชาการและสร้างความร่วมมือระหว่างสถานศึกษากับชุมชนให้
เป็น สังคมแหง่ การเรยี นรู้/สังคมแหง่ ความรู้ 3.1.1 สถานศกึ ษารว่ มมอื กบั บุคลากรและองค์กรในชุมชนทีเ่ ก่ยี วข้อง
ทุกฝา่ ย ทกุ ระดับ รว่ มจดั ปจั จัยและกระบวนการเรยี นรูภ้ ายในชุมชน และใหบ้ ริการทางวชิ าการท่เี ป็น ประโยชน์
แกพ่ ฒั นาคนในชุมชนเพื่อใหส้ งั คมไทยเปน็ สังคมแห่งภูมปิ ัญญา และคนไทยมีการเรียนรู้ ตลอดชวี ิต 3.1.2 ชุมชน
ซึ่งเป็นที่ตัง้ ขององค์กรท่ีให้บรกิ ารทางการศึกษามีสถานภาพเป็น สังคมแห่งการเรยี นรู้/สังคมแห่งความรู้ มีความ
ปลอดภัย ลดความขัดแย้ง มีสันติสุขและมีการพัฒนา ก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง 3.2 การศึกษาวิจัย สร้างเสริม
สนบั สนนุ แหลง่ การเรียนรู้ และกลไกการเรียนรู้ 3.2.1 ศึกษาวจิ ยั สำรวจ จัดหา และจัดตง้ั แหลง่ การเรียนรู้ตลอด
ชวี ติ ทกุ รปู แบบ 3.2.2 ระดมทรัพยากร (บคุ ลากร งบประมาณ อาคารสถานท่ี สงิ่ อำนวยความ สะดวก ภมู ปิ ญั ญา
และอื่น ๆ) และความรว่ มมือจากภายในและภายนอกสถานศึกษาในการสร้างกลไก การเรียนรทู้ กุ ประเภท เพอื่ ให้
คนไทยสามารถเข้าถึงแหล่งการเรียนรูแ้ ละสามารถเรียนรู้ตลอดชีวติ ได้จริง เข้าถึงแหล่งการเรียนรู้และสามารถ
เรียนรู้ตลอดชวี ิตไดจ้ ริง 3.2.3 ศึกษาวิจัยเพื่อสรา้ งองคค์ วามรู้ใหมแ่ ละการพัฒนาประเทศ 3.3 การสร้างและการ
จดั การความรู้ในทุกระดับทุกมิติของสังคม 3.3.1 ครอบครวั ชมุ ชน องค์กรทุกระดบั และองค์กรท่ีจัดการศึกษามี
การสร้าง และใช้ความรู้ มกี ารแลกเปลย่ี นเรียนรู้จนกลายเป็นวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ ส านักงานคณะกรรมการ
การศึกษาข้ันพืน้ ฐาน (2549 : 1) กล่าววา่ หลักสูตรแกนกลางมุ่ง พัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เป็นคนดี
มีปญั ญา มคี วามสขุ และมีความเป็นไทยมีศักยภาพใน การศกึ ษาต่อและประกอบอาชีพ โดยมีหลกั การสำคัญของ
การจดั การศึกษาเพ่ือพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รียน ดงั นี้
1. เป็นการจดั การศึกษาเพ่ือความเป็นเอกภาพของชาติมุ่งเน้นความเป็นไทยควบคู่กับความ เป็นสากล
และความเสมอภาคโดยคนไทยทั้งปวง ต้องมีสิทธิ์เสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่ 29 น้อยกว่า 12 ปี
อย่างทั่วถึงเท่าเทียมกัน ควบคู่ไปกับความมีคุณภาพโดยไม่แบ่งชนชั้นหรือความ แตกต่างทางสังคม วัฒนธรรม
และสงั คมมีสว่ นรว่ มในการจดั การศกึ ษา
2. สง่ เสรมิ พัฒนาผู้เรยี นได้เรียนรดู้ ว้ ยตนเองอย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิตมีความยืดหยนุ่ ทั้งดา้ น สาระ เวลา
และการจัดการเรียนรู้ สามารถจดั การศึกษาได้ทั้งการศึกษา ในระบบการศึกษานอกระบบ และการตามอัธยาศัย
ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและสามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และ ประสบการณ์ระหว่างรูปแบบเดียวกันหรือ
ต่างรูปแบบได้
16
กระทรวงศึกษาธิการ (2551 : 5) กลา่ ววา่ หลักสตู รแกนกลางการศึกษาข้นั พื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551
ถูกก าหนดข้ึนเพือ่ ใหก้ ารจดั การศึกษาข้นั พ้ืนฐานสอดคล้องกับสภาพความ เปลีย่ นแปลงทางเศรษฐกิจสงั คม และ
ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาการ เป็นการสร้างกลยุทธ์ใหม่ใน การพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้สามารถ
ตอบสนองความต้องการของบุคคล สังคมไทย ผู้เรียนมี ศักยภาพ และพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีปัญญา มี
ความสุข มีศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบ อาชีพจึงก าหนดจุดหมายของกระบวนการพัฒนาคุณภาพ
ผ้เู รยี นเพอื่ ให้เกิดกบั ผเู้ รยี นเม่ือจบการศึกษา ข้ันพืน้ ฐาน ดังน้ี 1. มคี ณุ ธรรม จรยิ ธรรม และค่านิยมท่ีพึงประสงค์
เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติ ตนตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนา หรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2. มีความรู้อันเป็นสากลและมีความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา
การใช้ เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิต 3. มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดี มีสุขนิสัย และรักการออกกำลังกาย
4. มคี วามรกั ชาติ มจี ติ ส านกึ ในความเปน็ พลเมอื งไทยและพลโลก ยึดม่นั ในวถิ ชี วี ิต และการ ปกครองตามระบอบ
ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงพระประมุข 5. มีจิตสำนึกในการรอนุรักษ์วัฒนธรรมและภมู ิปัญญาไทย
การอนุรักษ์พัฒนาสิ่งแวดล้อม มี จิตสาธารณะทีม่ ุ่งท าประโยชน์ และสร้างสิ่งที่ดีงามในสังคม และอยู่ร่วมกันใน
สังคมอย่างมีความสุข นอกจากนี้ หลกั สตู รแกนกลางการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 ยังมุ่งพัฒนาผู้เรียน
ให้ มีคุณภาพตามมาตรฐานการเรยี นรู้ ซงึ่ การพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุมาตรฐานการเรียนรู้ท่ีก าหนดนั้น จะช่วยให้
ผู้เรียนเกิดสมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังน้ี 1. ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่ง
สาร มีวัฒนธรรมในการ ใช้ภาษาในการถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง
เพื่อแลกเปลี่ยน ข้อมูลข่าวสาร 2. ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์ การคิด
สังเคราะห์การคิด อย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดเป็นระบบ เพื่อน าไปสู่การสร้างองค์
ความรู้ หรือสารสนเทศ เพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 3. ความสามารถในการ
แก้ปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ปัญหาและอุปสรรคต่าง ๆ ที่ เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐาน
ของหลักเหตุผล คุณธรรม และข้อมูลสารสนเทศ เข้าใจ ความสัมพันธแ์ ละการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ
ในสังคมแสวงหาความรู้ ประยุกต์ความรู้มาใช้ ในการป้องกันและแก้ปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพ
โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ ตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อม 4. ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เป็น
ความสามารถในการน ากระบวนการต่าง ๆ ไปใช้ ในการด าเนินชีวิตประจ าวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การ
เรยี นรอู้ ยา่ งต่อเนื่องการท างานและการอยู่ ร่วมกันในสงั คมด้วยการสรา้ งเสริมความสัมพันธ์อนั ดี ระหว่างบุคคล
การจัดการปัญหา และความ ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสงั คมและ
สภาพแวดล้อม และการรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 5.
ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี เป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้าน ต่าง ๆ และมีทักษะ
กระบวนการทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคม ในด้านการเรียนรู้ การสื่อสาร การท างาน การ
แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ถูกต้อง เหมาะสม และมีคุณธรรมตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่ง
17
พัฒนาผู้เรียนให้มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ เพื่อให้สามารถอยู่ ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุขในฐานะ
เป็นพลเมืองไทยและพลโลก ดังนี้ (1) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ (2) ซื่อสัตย์สุจริต (3) มีวินัย (4) ใฝ่เรียนรู้ (5) อยู่
อย่างพอเพียง (6) มุ่งมั่นในการท างาน (7) รักความเป็นไทย และ (8) มีจิตสาธารณะ ส านักงานคณะกรรมการ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน (2551 : 1-30) กล่าวว่าการพัฒนาการจัด การศึกษาขั้นพื้นฐานต้องก าหนดยุทธศาสตรใ์ น
การขับเคล่ือนหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การวัดและ ประเมินผลโดยมีจุดเน้นการพัฒนาผเู้ รียนเป็นเครื่องมือใน
การขับเคลื่อนผ่านยุทธศาสตร์ที่มีความ ครอบคลุม ทั้งการพัฒนางานวิชาการ การบริหารจัดการ การสร้าง
เครอื ข่ายการท างาน และการกำกบั ติดตามใน 4 ยทุ ธศาสตร์หลกั ดังน้ี
1. เพิ่มขีดความสามารถในการเรียนรู้ โดยเน้นความสำคัญของทักษะจ าเป็นพื้นฐานตาม จุดเน้นที่
สง่ ผลตอ่ ความสำเร็จในการเรียนรู้ของผเู้ รยี นในแตล่ ะชว่ งวัย
2. กระตุ้น เร่งรดั สง่ เสริมสนบั สนนุ การน าจุดเน้นไปสกู่ ารปฏิบตั อิ ย่างเป็นรูปธรรมทุก รูปแบบ
3. สร้างความพร้อมให้ครู บุคลากรทางการศกึ ษา ผปู้ กครอง ชุมชน ในการน าจุดเน้นสกู่ าร ปฏิบัติ
4. สร้างความเข้มแข็งของการกำกับติดตาม และประเมินผลให้เป็นเครื่องมือสำคัญในการ พัฒนา
ผเู้ รียนตามจดุ เน้นเปา้ หมายการพฒั นาคณุ ภาพตามจุดเนน้ นกั เรยี นทกุ คนมคี วามสามารถ ทักษะและคณุ ลักษณะ
ตามจุดเน้นแต่ละช่วงวัย ตัวชี้วัดความสำเร็จ ได้แก่ (1) ร้อยละของผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานที่มี
คุณภาพตามจุดเน้น (2) ระดับความสำเร็จของการนำจุดเน้นในการ พัฒนาผู้เรียนสู่การปฏิบัติ (3) ระดับ
ความสำเร็จของสถานศึกษาที่จัดการเรียนรู้ได้สำเร็จตามจุดเน้น และ (4) ระดับความสำเร็จของเขตพื้นท่ี
การศกึ ษาในการพัฒนาคณุ ภาพผู้เรยี นได้ตามจดุ เนน้
ฉะนั้นการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน ต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการ คือ การ
ประเมิน เพื่อพัฒนาผู้เรียน และเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ประสบ
ผลสำเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัด เพื่อให้บรรลุตามมาตรฐานการ เรียนรู้
สะท้อนสมรรถนะสำคัญและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน ซึ่งเป็นเป้าหมายหลักในการ วัดและ
ประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับ ไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขต พื้นที่การศึกษาและ
ระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียน โดยใช้ผลการประเมินเป็น
ขอ้ มลู และสารสนเทศที่แสดงพฒั นาการ ความกา้ วหนา้ และ ความสำเรจ็ ทางการเรียนของผเู้ รียน ตลอดจนข้อมูล
ท่เี ป็นประโยชนต์ อ่ การส่งใหผ้ เู้ รียนเกดิ การพฒั นา และเรยี นรู้อยา่ งเต็มตามศกั ยภาพ
18
4. สภาพบรบิ ททัว่ ไปของศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจังหวัดสตูล
สภาพและบริบททั่วไปของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ตลอดจนผลการพัฒนาคุณภาพ
การศึกษา โดยสรุปมี ดงั น้ี
4.1 ประวัติความเป็นมาของศนู ย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตูล
กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอมาตรการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการต่อคณะรัฐมนตรี (หนังสือ
กระทรวงศึกษาธิการ ที่ ศธ ๐๒๐๕/๔๙๙๓ ลงวันที่ ๑๒ พฤษภาคม ๒๕๔๒) และได้ขอความเห็นชอบเกี่ยวกับ
ยทุ ธศาสตร์การดำเนินงานและโครงสร้างการบรหิ ารงาน การจัดการศกึ ษาเพ่ือคนพิการ โดยกำหนดให้สอดคล้อง
กับรูปแบบของการบริหารจัดการศึกษาตามร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ ๒๕๔๒ สาระสำคัญประการ
หนึ่งในโครงสร้างการบริหารการจัดการศึกษาเพื่อคนพิการ คือ ให้มีศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด ทำ
หน้าที่เป็นศูนย์เตรียมการ นำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ จัดทำและจัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษา
ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้บริการการศึกษา บำบัดฟื้นฟูและดำเนินการระบบส่งต่อไปยัง
โรงเรียนและชุมชน โดยมีเงื่อนไขในชั้นนี้คือให้โรงเรียนการศึกษาพิเศษ ของกรมสามัญศึกษาใน ๓๕ จังหวัด ทำ
หน้าทีศ่ นู ย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัด และให้ขอใช้สถานที่ของโรงเรียนสังกัดกรมสามญั ศึกษา หรือสำนกั งาน
สามัญศึกษาจังหวัด ในจังหวัดที่ไม่มีโรงเรียนการศึกษาพิเศษ เพื่อจัดตั้งเป็นศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวดั
ในอีก ๓๙ จงั หวัด คณะรัฐมนตรี ซึ่งมี นายชวน หลกี ภัย เปน็ นายกรัฐมนตรี ที่ประชมุ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันท่ี ๖
กรกฎาคม ๒๕๔๒ ไดม้ มี ติใหก้ ระทรวงศึกษาธกิ ารดำเนินการจัดตั้ง ศูนย์การศึกษาพิเศษ (เพ่ือคนพิการ) ประจำ
จังหวัด ให้เป็นสถานศึกษาสังกัดกองการศึกษาเพือ่ คนพิการ กรมสามัญศึกษา ขน้ึ ทกุ จงั หวดั
วันที่ ๓๑ กรกฎาคม ๒๕๔๓ กระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศจัดตั้งศูนย์การศึกษาพิเศษ
ประจำจังหวัดสตูล เพื่อจัดการศึกษาในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มและเตรียมความพร้อม
ของคนพิการ สนับสนุนการเรียนการสอน การจดั สือ่ จัดส่ิงอำนวยความสะดวก การให้บริการ และความชว่ ยเหลือ ที่
เกี่ยวข้อง การจัดครูเดินสอนแก่คนพิการ ประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ ให้บริการการศึกษา บำบัด
ฟืน้ ฟสู มรรถภาพและดำเนนิ ระบบส่งต่อโรงเรียนและชุมชน โดยได้รับความอนุเคราะห์ จากโรงเรียนพมิ านพิทยาสรรค์ให้
ใชส้ ถานทต่ี ้ังสำนักงานท่ที ำการชว่ั คราว ในโรงเรยี นพิมานพิทยาสรรค์ ตำบลพมิ าน อำเภอเมอื ง จงั หวดั สตลู และ
กระทรวงศึกษาธิการมีคำสั่งให้ นายเกษมสุข พสุนธราธรรม อาจารย์ ๒ ระดับ ๗ โรงเรียนสงขลาพัฒนาปญั ญา
จงั หวดั สงขลา ปฏิบตั ิหนา้ ทหี่ วั หน้าศูนย์การศกึ ษาพิเศษ ประจำจงั หวดั สตูล เป็นการประจำ
ต่อมาปี พ.ศ. ๒๕๔๗ ดร.คุณหญิงกษมา วรวรรณ ณ อยุธยา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษา
ขั้นพื้นฐานในขณะนั้น มาตรวจเยี่ยมราชการ ณ ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล มีนางวริศรา วงค์มุสคิ
ดำรงตำแหน่งหัวหน้าศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล และพบว่าสถานที่ให้บริการของศูนย์การศึกษา
พิเศษ ประจำจังหวัดสตูล คับแคบเกินไป ไม่สามารถให้บริการแก่นักเรียนได้เต็มที่ จึงได้ติดต่อประสานกับ นาย
มนัส ไชยศักดิ์ ผู้อำนวยการโรงเรียนสตูลวิทยาในขณะนั้น เพื่อขอใช้สถานที่บางส่วนของอาคารเกษตรเป็นที่ตั้ง
ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจงั หวดั สตลู ตอ่ มา ตามหนงั สือโรงเรียนสตูลวิทยา ท่ี ศธ. ๐๔๑๔๘/๑๙๙ ลงวันที่
19
๒๗ เมษายน ๒๕๔๗ ได้ให้ความอนุเคราะห์ที่ดินจำนวน ๕ ไร่ ให้ใช้เป็นสถานที่ก่อสร้างอาคารศูนย์การศึกษา
พเิ ศษ ประจำจงั หวดั สตูล
ปัจจุบันศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ดำเนินการเปิดให้บริการช่วยเหลือฟื้นฟูพัฒนา
สมรรถภาพ และเตรียมความพร้อมเด็กพิการ รวมทั้งให้การช่วยเหลือทางด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคนพิการ
ตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการจนถึงตลอดชีวิต โดยมีนางสาวพนารัตน์ มาลีลัย ดำรงตำแหน่ง
ผู้อำนวยการศนู ย์การศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจงั หวดั สตูล
4.2 บทบาทหน้าที่ของศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวดั สตูล
จากการดำเนนิ งานของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ในรอบทศวรรษทผี่ ่านมามีข้อจำกัด
หลายประการ ทั้งด้านงบประมาณ ด้านบุคลากร ด้านอาคารสถานที่ และการบริหารจัดการ รวมทั้งความ
ชัดเจนเรื่องภาระงานและบทบาทหน้าที่ของศูนย์การศึกษาพิเศษเสมอมา ส่งผลให้การดำเนินงานของศูนย์
การศึกษาพเิ ศษตอบสนองวัตถุประสงค์ของกระทรวงศึกษาธกิ ารได้ระดบั หน่ึง ประกอบกบั มพี ระราชบัญญัติการ
จัดการศึกษาสำหรับคนพิการ พ.ศ. 2551 และประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการปฏิบัติหน้าที่อื่นของศูนย์
การศึกษาพิเศษ พ.ศ. 2553 จึงจำเป็นต้องกำหนดบทบาทหน้าที่ให้สอดคล้องกับกฎหมายและภาระงานท่ี
สามารถดเนินการไดอ้ ย่างแท้จริง ดงั นี้
บทบาทที่ 1 จัดและส่งเสริม สนับสนุนการศึกษาในลักษณะศูนย์บริการช่วยเหลือระยะแรกเร่ิม
(Early Intervention : EI)และเตรียมความพร้อมขอคนพิการ เพื่อเข้าสู่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก โรงเรียนอนุบาล
โรงเรยี นเรยี นร่วมโรงเรยี นเฉพาะความพิการ ศูนยก์ ารเรยี นรเู้ ฉพาะความพกิ ารและหน่วยงานที่เก่ียวข้อง เป็น
ต้น
ดำเนินการโดยจัดและส่งเสริม สนับสนุน การให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มสำหรับเด็กพิการ โดย
จัดทำแผนให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (Individual Family Service Plan:IFSP) แผนการจัดการศึกษา
เฉพาะบคุ คล (IndividualizedEducationProgram:IEP)แผนการสอนรายบุคคล(IndividualImplementation Plan : IIP)
และให้บริการตามแผน จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการผู้เกี่ยวข้องเรื่องการจัดทำแผนให้บริการช่วยเหลือเฉพาะ
ครอบครัว(IFSP) แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล(IEP) แผนการสอนรายบุคคล(IIP) และให้บริการตามแผน
จัดฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการผู้เกี่ยวข้องเรื่องการจัดทำแผนให้บริการช่วยเหลือเฉพาะครอบครัว (IFSP) แผนการ
จัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) แผนการสอนรายบุคคล (IIP) ให้คำปรึกษา แนะนำ และบริการพัฒนา
ศักยภาพด้านต่างๆ แต่ละประเภท ด้วยการรวบรวมข้อมูลพื้นฐาน/ข้อมูลทั่วไป การคัดกรองคนพิการทาง
การศึกษาตามแบบคัดกรองของกระทรวงศึกษาธิการ การประเมินศักยภาพพื้นฐานของเด็กพิการ จัดหาส่ือ
อปุ กรณ์ทเ่ี หมาะสม และสอดคลอ้ งกบั ความต้องการจำเปน็ ทางการศึกษา การประเมนิ ความกา้ วหนา้ การสรุป
พัฒนาการตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล การนิเทศ ติดตาม ประเมนิ ผลและการสง่ ต่อเด็กพิการไปรับ
20
บริการที่เหมาะสม เช่น บริการทางการแพทย์ โรงเรียนจัดการเรยี นร่วม โรงเรียนเฉพาะความพิการและศูนย์
การเรยี นเฉพาะความพกิ าร เปน็ ต้น
บทบาทที่ 2 พัฒนาและฝึกอบรมผ้ดู ูแลคนพิการ บคุ ลากรทีจ่ ัดการศกึ ษาสำหรบั คนพกิ าร
ดำเนินการโดยการจัดฝึกอบรมเชิงปฎิบัติการ และพัฒนาให้ความรู้ด้านการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการแก่
ผ้บู รหิ าร ครผุ สู้ อน ผูด้ ูแลคนพกิ าร ผ้ทู ่สี นใจหรือผ้ทู ี่เกยี่ วขอ้ ง รวมทง้ั การจัดทำหลกั สตู รและคมู่ ือการฝึกอบรม
ด้านการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ ส่งเสริมให้มีการผลิตสื่อ คู่มือ และเอกสารทางวิชาการ จัดประชุม
อบรมเชงิ ปฏบิ ัตกิ าร การสรา้ งวิทยากรแกนนำ และครูต้นแบบดา้ นการศึกษาพเิ ศษ สง่ เสริมสนับสนุนสถาบันที่
ผลิตบุคลากรซึ่งเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการ และประกาศเกียรติคุณแก่บุคลากรที่มีผลงาน
ดีเดน่ ด้านการศึกษาพิเศษ
บทบาทที่ 3 ส่งเสริม สนับสนุนการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized
Education Program : IEP) สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา
สำหรับเด็กพิการ
ดำเนินการโดย ส่งเสริม สนับสนุนให้สถานศึกษาทั่วไปจัดทำ จัดหา ประสานงาน ตลอดจนจัดสรร
งบประมาณ สนับสนุนการให้บริการวางอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทาง
การศึกษา รวมทั้งส่งเสริมสนับสนุนบุคลากรในการจัดการเรียนการสอนแก่คนพิการ ครอบครัว สถานศึกษา
และทุกภาคส่วนในจังหวัด จัดให้มีการส่งเสริมการผลิต การให้บริการคำปรึกษา การพัฒนาองค์ความรู้
เผยแพรป่ ระชาสมั พนั ธ์สือ่ การเรยี นการสอนสำหรบั คนพกิ ารแตล่ ะประเภท
บทบาทท่ี 4 จัดระบบบรกิ ารชว่ งเช่อื มต่อสำหรบั คนพกิ าร (Transitional Services)
ดำเนินการโดยประสานเครือข่ายในการบริการช่วงเชื่อมต่อสำหรับคนพิการ (Transitional Services)
ในลักษณะสหวิทยาการ เช่น การส่งไปรับบริการวินิจฉัยหรือฟื้นฟูทางการแพทย์ ส่งต่อไปฝึกอาชีพ เป็นต้น
สถานศึกษามีกระบวนการจัดการการให้บริการช่วงเชื่อมต่อสำหรับคนพิการ โดยการสำรวจ จัดทำและจัดเก็บ
ข้อมูลหน่วยงายที่เกี่ยวข้อง ประสานคนพิการได้รับบริการอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจากผู้ปฏิบัติงานและผู้เชี่ยวชาญ
เกี่ยวกับคนพิการทั้งด้านการศึกษา การแพทย์ การสังคมสังเคราะห์และการอาชีพ เช่น วินิจฉัย หรือฟื้นฟู
ทางการแพทย์ การเรียนร่วม การสังคมสังเคราะห์ การได้รับสิทธิทางกฎหมาย และการฝึกอาชีพ เป็นต้น
ชว่ งระยะเวลาในสภาพแวดลอ้ มหนึ่งไปส่สู ภาพแวดล้อมหนง่ึ เชน่ สถานศึกษาหน่ึงไปยังอกี สถานศึกษาหน่ึง จาก
บ้านไปสู่สถานศึกษา/โรงพบาบาล/สถานประกอบการอื่นๆ ตามความต้องการจำเป็นของคนพิการ โดยจะต้อง
ให้คนพกิ าร/ผูป้ กครองมสี ว่ นร่วมในการตัดสินใจกบั คณะบคุ คลสหวชิ าชีพ เพ่อื ให้การเปลยี่ นผ่านของคนพิการมี
ขอ้ จำกัดนอ้ ยทสี่ ุด ได้รับโอกาสในการพัฒนาศักยภาพมากที่สุด
21
บทบาทที่ 5 ให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการโดยครอบครัวและชุมชนด้วยกระบวนการทาง
การศึกษา
ดำเนินการให้บรกิ ารโดยคำนงึ ถงึ การมสี ่วนรว่ มของครอบครัว และชุมชนเป็นปัจจยั สำคัญท่ีมีผลต่อการ
พัฒนาศักยภาพและการให้ความช่วยเหลือคนพิการ การจัดกระบวนการทางการศึกษาให้สามารถเสริมสร้าง
ศกั ยภาพ เพื่อสนองความต้องการจำเป็นพิเศษของคนพิการ ตอ้ งดำเนินการโดยให้ครอบครวั และชุมชนเป็นแกน
หลักในการดูแลคนพิการอย่างถูกต้องและเหมาะสม ทง้ั นีเ้ พอ่ื ให้คนพิการได้รับการพฒั นาศักยภาพตามแผนการ
จดั การศกึ ษาเฉพาะบุคคล (IEP) แผนให้บรกิ ารชว่ ยเหลือเฉพาะครอบครัว (IFSP) เชน่ ทกั ษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่
ทักษะกล้ามเนื้อมัดเล็ก ทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน ทักษะทางสังคม ทักษะการรับรู้และการ
แสดงอกทางภาษา ทกั ษะการใช้สตปิ ัญญาและเตรียมความพร้อมทางวชิ าการ
บทบาทที่ 6 เป็นศนู ยข์ อ้ มลู รวมท้ังการจัดระบบขอ้ มลู สารสนเทศดา้ นการศกึ ษาสำหรับคนพิการ
ดำเนินการโดยรวบรวมกฎหมาย มติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ หลักเกณฑ์ นโยบายและจัดทฐาน
ข้อมูลสารสนเทศ สถิติ ทะเบียนคนพิการ การได้รับบริการทางการศึกษา และอาชีพความต้องการด้านสิ่ง
อำนวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา รวบรวมแหล่งเรียนรู้ ผู้เชียวชาญ
หนว่ ยงานทใ่ี ห้บรกิ ารสำหรับคนพิการในพ้นื ที่ ประสานและเผยแพร่ประชาสมั พันธ์ขอ้ มลู กบั เครือขา่ ยทเ่ี กี่ยวข้อง
เพอ่ื เสริมสร้างเจตคติ และความตระหนกั ร่วมกันในการพัฒนาการศึกษาสำหรบั คนพกิ าร
บทบาทที่ 7 จัดระบบสนับสนนุ การจดั การเรยี นรว่ ม และประสานงานการจดั การศึกษาสำหรับคน
พิการในจังหวดั
ดำเนินการโดยสนับสนุนให้สถานศึกษาที่จัดการเรียนร่วมแต่งตั้งคณะกรรมการการจัดการเรียนร่วม
ของสถานศึกษา คณะกรรมการจดั ทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล แผนการสอนรายบคุ คล ให้สอดคล้อง
กบั ความตอ้ งการจำเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล พร้อมท้ังสนบั สนุนใหบ้ ุคคลทีม่ ีความบกพร่องทางการศึกษาได้รับ
สิ่งอำนวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามที่กำหนดในกกกระทรวง
สนับสนุนให้สถานศึกษาจัดกระบวนการเรียนการสอน การวัดผล ประเมินผลตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะ
บคุ คล รวมทั้งสง่ เสริมและรว่ มแก้ไขปัญหาอุปสรรคต่างๆ เพ่อื พฒั นาการจัดการเรยี นรว่ มให้มีประสิทธิภาพมาก
ยิ่งขึ้น ประสานงานคณะอนุกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำหรับคนพิการเพื่อพัฒนาการจัดการศึกษา
สำหรบั คนพิการทกุ ภาคสว่ น
บททบาทที่ 8 ภาระหนา้ ท่ีอื่นตามทกี่ ฎหมายกำหนดหรือตามท่ไี ดร้ ับมอบหมาย
22
4.3 รายงานการประเมนิ คุณภาพภายนอก
ผลการตรวจเย่ยี ม ภายใตส้ ถานการณ์ COVID – 19 (การตรวจเยี่ยมผ่านทางระบบวิธกี ารทาง
อเิ ล็กทรอนิกส)์ ระดับการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐานทม่ี ีวัตถปุ ระสงค์พเิ ศษ ศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ ปีการศกึ ษา 2562
มาตรฐานที่ 1 คุณภาพของผู้เรยี น
จดุ เนน้ ผ้เู รยี นมีพัฒนาการตามศักยภาพของแตล่ ะบุคคล
ได้ผลประเมินระดบั ดี
ผลการพิจารณา ตวั ชวี้ ัด สรุปผลประเมนิ
✓ 1. มีการระบุเป้าหมายคณุ ภาพของผเู้ รยี น o ปรบั ปรงุ (0-3 ขอ้ )
✓ 2. มีการระบุวิธีพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนอย่างเป็นระบบตาม o พอใช้ (4 ข้อ)
เป้าหมายการพฒั นาผเู้ รียน ✓ ดี (5 ข้อ)
✓ 3. มีผลสมั ฤทธิข์ องผเู้ รยี นตามเป้าหมายการพัฒนาผู้เรียน
✓ 4. มีการนำผลประเมินคุณภาพของผู้เรียนไปพัฒนาผู้เรียนด้าน
ผลสมั ฤทธ์ใิ หส้ ูงขึน้
✓ 5. มีการนำเสนอผลการประเมนิ คณุ ภาพผ้เู รยี นตอ่ ผทู้ ีเ่ กย่ี วขอ้ ง
ได้ผลประเมนิ ระดับ (ดีมาก ดเี ยย่ี ม)
ระดบั คุณภาพ เกณฑ์การพิจารณา
ดีมาก • มหี ลักฐานหรือข้อมลู แสดงผลการพัฒนาท่สี ูงขึน้ ในชว่ ง 3 ปีการศึกษา และ
• มีแนวทางรักษาผลหรอื การพฒั นาทส่ี ูงขึน้
ดเี ยย่ี ม • มีหลกั ฐานแสดงผลการพัฒนาท่ีสงู ขึน้ ในชว่ ง 3 ปีการศกึ ษา และ
• มแี นวทางรกั ษาผลหรือการพฒั นาทสี่ งู ข้ึน และ
• มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าสถานศึกษามี แบบอย่างที่ดี (Best Practice) หรือ
นวตั กรรม (Innovation)
23
ข้อเสนอแนะในการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานท่ี 1 ให้สูงข้ึน
สถานศึกษามรี อ่ งรอยหรือหลกั ฐานครบถว้ นทง้ั 5 ตวั ช้วี ดั ตามท่กี ำหนด ควรเพมิ่ เติมกำหนดเป้าหมาย
คุณภาพของผู้เรียน โดยกำหนดค่าเป้าหมายเป็นร้อยละที่เหมาะสมโดยเปรียบเทียบกับผลพัฒนาคณุ ภาพผู้เรียน
ในปีการศึกษาที่ผ่านมา ทั้งด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและการพัฒนาคุณลกั ษณะอันพึงประสงค์ จัดกิจกรรม
แนวทางวิธีการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นระบบ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ และจุดควรพัฒนาของผู้เรียน
พัฒนาหลักสูตรการให้บริการ กระบวนการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนให้
สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ในช่วง 3 ปีการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนได้เข้าร่วมการแข่งขันหรือแสดง
ความสามารถ สะท้อนภาพความสำเร็จของผู้เรียนในแต่ละปีการศึกษาและมีการนำผลประเมินคุณภาพของ
ผเู้ รยี นไปวเิ คราะห์เพ่ือพัฒนาผ้เู รยี นด้านผลสัมฤทธใ์ิ หส้ ูงขึน้ ควรกำหนดแนวทางการพัฒนาการรักษาผลท่ีชัดเจน
และอาจเพิ่มเติมกระบวนการพัฒนาผู้เรียน วิธีการ ที่คิดค้นขึ้นใหม่ หรือหาแนวทางการพัฒนาการจัดการศึกษา
สำหรบั ผูเ้ รยี นทม่ี คี วามต้องการพิเศษของศนู ย์การศึกษาพิเศษ ทเี่ ป็นแบบอย่างได้ เพ่ือทจ่ี ะเป็นการพัฒนาผู้เรียน
อย่างยง่ั ยนื และมปี ระสทิ ธภิ าพ
มาตรฐานท่ี 2 กระบวนการบริหารและการจดั การ
จดุ เน้น การบริหารจัดการอยา่ งเปน็ ระบบด้วยวงจรคณุ ภาพ PDCA และ SATUN Model
ได้ผลประเมินระดบั ดี
ผลการพิจารณา ตัวชว้ี ดั สรปุ ผลประเมิน
✓ 1. มกี ารวางแผนการดำเนินการในแต่ละปีการศกึ ษา o ปรับปรงุ (0-3 ข้อ)
✓ 2. มีการนำแผนการดำเนนิ การไปใช้ดำเนนิ การ o พอใช้ (4 ขอ้ )
✓ 3. มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการดำเนนิ การตามแผน ✓ ดี (5 ข้อ)
✓ 4. มีการนำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงแก้ไขในปี
การศึกษาต่อไป
✓ 5. มีการนำเสนอผลการบริหารจัดการของสถานศึกษาให้ผู้มี
ส่วนไดส้ ว่ นเสยี ไดร้ บั ทราบ
24
ได้ผลประเมินระดับ (ดีมาก ดเี ยีย่ ม)
ระดบั คุณภาพ เกณฑก์ ารพจิ ารณา
ดมี าก • มีหลักฐานหรอื ขอ้ มลู แสดงผลการพัฒนาทส่ี ูงขึ้นในช่วง 3 ปีการศึกษา และ
• มแี นวทางรกั ษาผลหรอื การพฒั นาที่สูงขึน้
ดเี ย่ยี ม • มหี ลักฐานแสดงผลการพฒั นาท่ีสูงข้ึนในชว่ ง 3 ปีการศึกษา และ
• มแี นวทางรักษาผลหรือการพฒั นาท่สี งู ขึ้น และ
• มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าสถานศึกษามี แบบอย่างที่ดี (Best Practice) หรือ
นวตั กรรม (Innovation)
ข้อเสนอแนะในการพฒั นาคุณภาพมาตรฐานที่ 2 ให้สงู ขน้ึ
สถานศึกษามีร่องรอยหรือหลักฐานครบถ้วนทั้ง 5 ตัวชี้วัดตามที่กำหนด มีจุดเน้น เรื่องการบริหาร
จัดการอย่างเป็นระบบดว้ ยวงจรคณุ ภาพ PDCA และ SATUN Model ที่ใช้ในการบริหารจัดการสถานศึกษาในปี
การศึกษา 2560-2562จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานและการสัมภาษณ์ออนไลน์ผู้เกีย่ วข้อง พบหลักฐานใน
การรายงานการประเมินตนเองของสถานศกึ ษา ผลการประเมินคุณภาพภายในมาตรฐานที่ 2 ปีการศึกษา 2560
มีระดับคุณภาพดีเยี่ยม ปีการศึกษา 2561 มีระดับคุณภาพดีเลิศ และปีการศึกษา 2562 มีระดับคุณภาพดีเลิศ
แสดงใหเ้ ห็นถึงผลพัฒนาการสูงแต่ไม่ต่อเนื่อง รอ่ งรอยเอกสารหลักฐานซึ่งเปน็ แนวทางรักษาผลหรือการพัฒนาที่
สูงขึน้ ตามข้อเสนอแนะของการประเมินผลการดำเนนิ งาน กจิ กรรม/โครงการในแผนปฏิบัตกิ ารหรอื ในสารสนเทศ
ยังไม่ถูกนำมาดำเนินการให้ชัดเจนเป็นรูปธรรม เช่น โครงการหมอพบน้อง โครงการอบรมเชิงปฏิบัติการจัดทำ
แผนจดั การศึกษาที่เก่ียวขอ้ งกับผ้เู รยี น หรือจดุ ทคี่ วรพัฒนาในสารสนเทศปกี ารศึกษา 2560-2562 ยงั คงเป็นจุดที่
ควรพัฒนาเดิมตลอดระยะเวลา 3 ปีการศึกษา เป็นต้น สถานศึกษาควรนำผลต่างๆ เหล่านี้มาวิเคราะห์หรือหา
แนวทางในการปรับปรุงพัฒนาให้มี หรือสูงขึ้นในปีต่อไป การนำระบบบริหารจัดการ SATUN Model มาใช้ใน
การบริหารงาน โครงการ กิจกรรมตามบทบาทและภารกิจซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐานการประกันคุณภาพภายใน
ของสถานศึกษาน้นั ควรมแี ผนพัฒนาระบบทีช่ ดั เจนไม่ซำ้ ซ้อนกับงานตามโครงสรา้ ง มกี ารกำหนดค่าเป้าหมายใน
การพัฒนาให้สูงขึ้นอย่างท้าทาย และมีแนวทางการรักษาผลหรือการพัฒนาที่สูงขึ้นเพื่อการพัฒนาการจัด
การศึกษาสำหรับคนพิการทุกกลุ่มเป้าหมายในสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลอย่างต่อเนื่อง
ตอ่ ไป
25
มาตรฐานท่ี 3 กระบวนการจดั การเรยี นการสอนทเี่ น้นผู้เรยี นเป็นสำคัญ
จุดเนน้ ครูจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนทีเ่ นน้ กระบวนการคดิ ลงมอื ปฏบิ ตั ิจริง และสามารถนำไปใช้
ในชวี ิตประจำวนั ได้ ได้ผลประเมนิ ระดบั ดี
ผลการพจิ ารณา ตวั ชีว้ ัด สรปุ ผลประเมนิ
✓
✓ 1.ครมู กี ารวางแผนการจดั การเรียนร้คู รบทกุ รายวิชา ทกุ ชน้ั ปี o ปรบั ปรงุ (0-3ขอ้ )
✓ 2. ครูทุกคนมีการนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ในการจัดการ o พอใช้ (4 ขอ้ )
✓
✓ เรียนการสอนโดยใช้สื่อเทคโนโลยีสารสนเทศและแหลง่ เรียนรู้ ✓ ดี (5ข้อ)
ทเี่ ออ้ื ต่อการเรียนรู้
3. มีการตรวจสอบและประเมินผลการจัดการเรียนการสอน
อยา่ งเป็นระบบ
4. มีการนำผลการประเมินมาพัฒนาการจัดการเรียนการสอน
ของครอู ย่างเป็นระบบ
5. มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้ข้อมูลป้อนกลับเพื่อพัฒนา
ปรับปรงุ การจัดการเรียนการสอน
ไดผ้ ลประเมนิ ระดับ (ดีมาก ดีเย่ียม)
ระดับคณุ ภาพ เกณฑก์ ารพจิ ารณา
ดีมาก • มีหลักฐานหรอื ขอ้ มลู แสดงผลการพัฒนาทสี่ ูงขึ้นในชว่ ง 3 ปีการศึกษา และ
• มแี นวทางรกั ษาผลหรอื การพัฒนาที่สูงขน้ึ
ดเี ยีย่ ม • มหี ลกั ฐานแสดงผลการพัฒนาท่สี งู ข้นึ ในช่วง 3 ปกี ารศึกษา และ
• มีแนวทางรกั ษาผลหรอื การพัฒนาทส่ี ูงข้ึน และ
• มีหลักฐานแสดงให้เห็นว่าสถานศึกษามี แบบอย่างที่ดี (Best Practice) หรือ
นวัตกรรม (Innovation)
26
ข้อเสนอแนะในการพฒั นาคณุ ภาพมาตรฐานท่ี 3 ให้สงู ข้นึ
สถานศึกษาควรสง่ เสริมให้ครูไดร้ ับรางวัลต่อเนื่อง 3 ปี ในเรื่องเดียวกัน ครูควรจัดทำแผนการสอนให้
ครบทุกชั้นเรียน ทุกประเภทความพิการ ร้อยละ 100 จากที่มีร้อยละ 80 การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน
ประจำวันตามแผนการสอนรายบุคคล (IIP) ควรเน้นกระบวนการคิดให้กับผู้เรียน การวัดผลประเมินผลควรระบุ
ว่าเป็นอย่างไรตามจุดประสงค์ที่ตั้งไว้ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตรวจสอบกับแผนการศึกษาเฉพาะบุคคลว่า
บรรลุเปา้ หมายหรือไม่ และควรมีรายละเอียดในบันทกึ หลังสอนเพื่อที่จะนำผลที่เป็นปัญหามาปรึกษาหารือเพอื่
หาแนวทางแก้ไข หรือพัฒนาการเรียนการสอนของครูที่มีหลักฐานชัดเจน ในด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และให้
ข้อมูลป้อนกลับเพื่อพัฒนาปรับปรุงการจัดการเรียนการสอนควรร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญภายนอกหรือหน่วยงาน
ภายนอกเพ่ือให้วธิ ีการหรือแนวทางทีแ่ ปลกใหมเ่ พื่อนำมาพัฒนาหรือปรบั ปรุงการเรียนการสอน และควรแสดงให้
เหน็ ถงึ วิธกี าร แนวทางการดำเนินงานของครทู เี่ ฉพาะเจาะจง ชัดเจนอย่างต่อเนอ่ื ง 3 ปี แลว้ นำมาสรปุ รายงานว่า
ปีที่ 1 ไดท้ ำอะไร ผลทเ่ี กดิ ข้นึ จากปที ี่ 1 พรอ้ มท้งั ปที ่ี 2 และปที ี่ 3 มผี ลการพฒั นาอยา่ งไรให้ชดั เจน
ข้อเสนอแนะเพ่มิ เตมิ
สถานศึกษาควรพัฒนาและส่งเสริมให้ครู บุคลากรและผู้มีส่วนเกีย่ วข้องมีความรู้และความเข้าใจในการ
ดำเนินการระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษา ทุกขั้นตอนเริ่มตั้งแตข่ ั้นตอนก่อนการประเมินจนถึงขั้นสรปุ
และจัดทำรายงานประจำปีที่เป็นรายงานการประเมินคุณภาพภายในของสถานศึกษาที่ สะท้อนคุณภาพของ
ผู้เรียนและผลสำเร็จของการบริหารจัดการศึกษาเผยแพร่ต่อคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ต้นสังกัด
ผ้เู ก่ียวข้องและรายงานต่อสาธารณชน และสถานศกึ ษาควรจัดทำคู่มือการปฏบิ ัตงิ านในแตล่ ะงาน/กลุ่ม/ฝา่ ย เพ่ือ
ใช้เป็นกรอบแนวทางการดำเนินงานทช่ี ัดเจนครอบคลุมถึงการวัดประเมินผลความสำเร็จของงานแตล่ ะงาน มีการ
กำหนดเกณฑ์การพิจารณาระดับคุณภาพที่เหมาะสม มีระบบการนิเทศในทุกงาน ทุกระดับของการปฏิบัติ ได้แก่
ระดับบุคคล ระดับกลุ่มงาน และระดับสถานศึกษา มีเครื่องมือในการประเมินที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และ
ตัวชี้วัดความสำเร็จนำปัญหาและอุปสรรค /ข้อเสนอแนะมาวิเคราะห์และหาแนวทางปรับปรุงพัฒนาหรือแก้ไข
ปัญหาให้หมดไปอย่างเป็นระบบ สถานศึกษาควรจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปีการศึกษาเพื่อให้สอดคล้องกับ
บริบทของการทำงาน นอกจากนี้สถานศึกษาควรนำเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ในการพัฒนาผู้เรียน กระบวนการ
บริหารและการจัดการ และกระบวนการจัดการเรียนรู้ท่ีมผี ู้เรยี นเป็นสำคัญ เชน่ เทคโนโลยี Cloud Computing
ในการจัดเกบ็ ประมวลผลขอ้ มูล สารสนเทศ และเผยแพรผ่ ลงานของสถานศึกษา นอกจากน้คี วรตรวจสอบความ
ถูกต้อง และความชดั เจนของการเขียนรายงาน และควรกำหนดใหส้ อดคล้องกับหน่วยงาน การระบุจุดเน้นท่ีระบุ
ไว้ใน SAR และ Co-05 ควรเป็นอันเดียวกันหรือสอดคล้องกัน รวมถึงควรการจัดเรียงเอกสารประกอบควร
เรียงลำดับตามตวั ช้วี ัดในมาตรฐานอย่างเหมาะสม
27
4.4 ทิศทางการพัฒนาการจัดการศึกษาของศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูลประกอบด้วย
วิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าประสงค์ มรี ายละเอียด ดงั นี้
วิสยั ทศั น์
“ภายในปี พ.ศ.2565 ศนู ย์การศกึ ษาพิเศษ ประจำจงั หวดั สตลู มุ่งพฒั นาคนพิการอย่างท่ัวถงึ และมี
คณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษา ภายใต้การบรหิ ารงานตามรูปแบบ SATUN Model”
S (Survey) สำรวจปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูล ประเมินพัฒนาการและ
วางแผนการดำเนินงาน
A (Action) การจัดกิจกรรมพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยการมสี ว่ นรว่ ม
ของครู ผูป้ กครอง ผู้ดูแลเดก็ พกิ าร และภาคีเครือข่าย
T (Test) การกำกบั ติดตามประเมินผล การพัฒนาผู้เรียน
U (Understand) รายงานผลการพฒั นา และสรา้ งความเขา้ ใจในการ
พฒั นาผูเ้ รียน
N (Now Agenda) ใหข้ ้อมลู ย้อนกลบั เพือ่ วางแผนในการพัฒนาผ้เู รียน
ในปีตอ่ ไป
อตั ลักษณ์
“ยม้ิ ง่าย ไหวง้ าม สลามสวย”
เอกลกั ษณ์
“ครดู ี มเี มตตา พฒั นาเด็กพกิ าร”
พนั ธกิจ(Mission)
1. พัฒนาศักยภาพผู้เรียนใหม้ ีผลการพัฒนาการและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษา
เป็นพลเมืองท่ดี ี มีความเป็นไทย มีภมู ิคมุ กันจากภัยในทุกรปู แบบ มสี ุขภาวะทีด่ ี และมวี ิถชี ีวิตตามหลักเศรษฐกิจ
พอเพยี ง
2. เพ่ิมโอกาสให้ผพู้ กิ ารในเขตพืน้ ทบี่ รกิ ารจังหวดั สตลู เขา้ ถงึ บรกิ ารทางการศึกษาอยา่ งท่วั ถึง เสมอภาค
3. พัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนที่หลากหลายและการวัดผลประเมินผลที่เน้นผู้เรียนเป็น
สำคญั
4. พฒั นาโครงสร้างพน้ื ฐาน แหล่งเรยี นรทู้ ่ีมีคุณภาพ เทคโนโลยีทที่ ันสมยั เออื้ ตอ่ การจัดการเรยี นรู้
5. พัฒนาครูให้เปน็ ครยู ุคใหมท่ ่ีมคี วามสามารถในการจัดการเรียนรรู้ องรบั การเปล่ียนแปลง และสามารถ
ปฏบิ ัตงิ านได้ตามมาตรฐานวชิ าชพี
28
6. พัฒนาระบบการบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาลให้เป็นที่ยอมรับของชุมชน สังคม
ภาคีเครอื ข่ายและส่งเสรมิ ใหท้ ุกภาคสว่ นเข้ามามีผมู้ สี ว่ นรว่ มในการจัดการศึกษา
เปา้ ประสงค์
1. ผู้เรียนมีผลการพัฒนาการและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษา เป็นพลเมืองที่ดีมี
ความเปน็ ไทย มภี มู คิ มุ กันจากภยั ในทุกรูปแบบ มีสุขภาวะท่ดี ี และมีวถิ ีชวี ติ ตามหลกั เศรษฐกจิ พอเพยี ง
2. ผู้พกิ ารในเขตพืน้ ทบี่ รกิ ารจงั หวดั สตูลเข้าถงึ บริการการศึกษาอยา่ งทวั่ ถึง เสมอภาค
3. สถานศึกษามีหลักสูตร กระบวนการเรียนการสอนที่หลากหลายและการวัดผลประเมินผลที่เน้น
ผ้เู รยี นเป็นสำคัญตามศกั ยภาพของเด็กพิการ
4. สถานศกึ ษามโี ครงสร้างพนื้ ฐาน แหลง่ เรยี นรูท้ ีม่ ีคณุ ภาพ เทคโนโลยีที่ทนั สมยั เอื้อต่อการจัดการเรยี นรู้
5. ครูเป็นครูยุคใหม่ที่มีความสามารถในการจัดการเรียนรู้รองรับการเปลี่ยนแปลง และสามารถ
ปฏิบัติงานไดต้ ามมาตรฐานวิชาชีพ
6. มีระบบบริหารจัดการที่ดีตามหลักธรรมาภิบาลให้เป็นที่ยอมรับของชุมชน สังคม ภาคีเครือข่ายและ
สง่ เสริมใหท้ กุ ภาคส่วนเข้ามามผี ูม้ สี ่วนร่วมในการจัดการศกึ ษา
ประเดน็ กลยทุ ธ์
1. เพิ่มโอกาสให้ผูพ้ กิ ารเขา้ ถึงบรกิ ารการศึกษาอยา่ งทั่วถงึ เสมอภาค
2. พฒั นาศักยภาพผ้เู รยี นให้มีคณุ ภาพตามมาตรฐานการศึกษา
3. พัฒนากระบวนการจดั การเรียนร้ทู เ่ี น้นผูเ้ รยี นเป็นสำคัญ
4. พฒั นาศักยภาพครู/บุคลากรทางการศึกษาทุกระดับ
5. เสรมิ สรา้ งการมสี ่วนร่วมในการจดั การศกึ ษาสำหรบั เดก็ พิการ
6. พัฒนาระบบการบริหารจัดการทมี่ ีคณุ ภาพตามหลักธรรมมาภบิ าล
5. งานวิจัยทเี่ กย่ี วข้อง
5.1 งานวิจัยในประเทศ
ภิญโญ มนูศิลป์ (2551, บทคัดย่อ) ได้ศึกษาวิจัย การพัฒนาตัวแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิง
เส้นของปัจจัยที่ส่งผลต่อความมีประสิทธิผลของทีมโรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ผลการวิจัย พบว่า ปัจจัยที่มิอิทธิพลทางตรง อิทธิทางอ้อม และอิทธิพลรวมต่อความมีประสิทธิผลของทีม โดย
เรียบค่าสัมสิทธิ์อิทธิพลมาตรฐานจากมากไปหาน้อย มีดังนี้ 1) อิทธิพลทางตรงมี 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยด้าน
กระบวนการของทีม รองลงมา คือปัจจัยด้านคุณลักษณะของภาระงาน และปัจจัยด้านคุณลักษณะของทีม อิทธิ
ทางอ้อม มี 3 ปัจจัย คือ ปัจจัยดา้ นคุณลกั ษณะของภาระงาน รองลงมาคือ ปัจจัยดา้ นบรบิ ทองค์การ และปัจจัย
29
ดา้ นคุณลกั ษณะของทีม ตามลำดับ 3) อิทธิพลรวม มี 4 ปัจจยั คอื ปัจจยั ด้านคุณลักษณะของภาระงาน รองลงมา
คือ ปจั จยั ดา้ นบริบทองค์การ ปจั จยั ด้านกระบวนการของทีม และปจั จัยดา้ นคณุ ลกั ษณะของทีม ตามลำดับ
ลำเทียน เผ้าอาจ (2559) ได้ศึกษา การทำงานเป็นทีมของข้าราชการครูในโรงเรียนขยายโอกาส
อำเภอเมืองตราด สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาตราด ผลการวิจัยพบว่า 1. ข้าราชการครูมี
ความคิดเห็นเกี่ยวกับการทํางานเป็นทีมของข้าราชการครูในโรงเรียน ขยายโอกาส อําเภอเมืองตราด สังกัด
สํานักงานเขตพ้ืนทกี ารศึกษาประถมศึกษาตราด โดยรวมและ รายด้านอยใู่ นระดบั มาก เมือพจิ ารณาเปน็ รายด้าน
เรยี งค่าเฉล่ยี จากมากไปหาน้อย ไดแ้ ก่ การมี เป้าหมายเดยี วกนั การมีปฏิสมั พันธค์ วามไว้วางใจซ่งึ กันและกนั การ
มีสว่ นรว่ ม การยอมรับนับถอื และการสอ่ื สารอยา่ งเปดิ เผย2. ขา้ ราชการครูมีความคดิ เห็นเก่ียวกับการทํางานเป็น
ทีมของข้าราชการครูในโรงเรียน ขยายโอกาส อาํ เภอเมืองตราด สังกัดสํานกั งานเขตพื้นท่ีการศึกษาประถมศึกษา
ตราด จําแนกตาม เพศ ตาํ แหน่งหนา้ ท่ีและขนาดโรงเรียน แตกตา่ งกันอย่างไมม่ ีนยั สาํ คญั ทางสถิต
สุวรรณี คชเดช (2559) ไดศ้ ึกษา ปญั หาและแนวทางการพัฒนาการสรา้ งทมี งานในโรงเรียน
อำเภอแก่งหางแมว สงั กัดสำนกั งานเขตพนื้ ท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาจันทบุรี เขต 1 ผลการวิจัยพบว่า
1. ปญั หาการสร้างทีมงานในโรงเรียนอําเภอแกง่ หางแมว สงั กดั สํานกั งานเขตพนื้ ทีการศึกษา
ประถมศกึ ษาจนั ทบุรี เขต 1 โดยรวมและรายดา้ นอยู่ในระดับมาก ยกเว้น ดา้ นการเปิดเผยและการเผชญิ หนา้
และดา้ นภาวะผ้นู ําทเ่ี หมาะสม อยใู่ นระดับปานกลาง
2. ผลการเปรยี บเทียบปัญหาการสรา้ งทีมงานในโรงเรยี นอําเภอแกงหางแมว สงั กัดสํานักงานเขต
พ้นื ทกี่ ารศกึ ษาประถมศกึ ษาจันทบุรี เขต 1 จําแนกตามขนาดโรงเรยี นโดยรวมและรายด้านแตกตา่ งกนั อย่างไม่มี
นยั สําคัญทางสถิติยกเว้น ดา้ นการพัฒนาตนเอง ดา้ นสมั พนั ธภาพระหวา่ งกลุ่ม และดา้ นการสอ่ื สารท่ดี แี ตกตา่ ง
กนั อยา่ งมีนยั สําคัญทางสถิติที่ระดับ .05
3. ผลการเปรียบเทยี บปัญหาการสรา้ งทีมงานในโรงเรียนอําเภอแก่งหางแมว สงั กัดสํานักงานเขต
พื้นท่ีการศึกษาประถมศกึ ษาจันทบุรี เขต 1 จาํ แนกตามประสบการณส์ อนของครูโดยรวมและรายด้านแตกต่าง
กนั อยา่ งไม่มีนยั สาํ คัญทางสถิติ ยกเวน้ ด้านความชัดเจนของเปา้ หมายแตกต่างกนั อย่างมีนัยสําคัญ ทางสถติ ิที่
ระดบั .05
4. แนวทางการพัฒนาการสร้างทีมงานในโรงเรียนอําเภอแก่งหางแมว สังกัดสํานักงาน เขตพื้นท่ี
การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 ผู้บริหารควรมีการกําหนดบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบ ของ
บุคลากรฝ่ายต่าง ๆ ไว้อย่างครบถ้วนและชัดเจน ครูควรมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย และแผนพัฒนา
โรงเรียน ผู้บริหารควรสร้างขวัญและกําลังใจและส่งเสริมความก้าวหน้าของบุคลากร อยู่เสมอ ควรมีการติดตั้ง
ระบบการสอ่ื สารท่ที นั สมยั สะดวกรวดเร็วในการประสานงานในโรงเรยี น อย่างเป็นระบบ
30
5.2 งานวจิ ัยในตา่ งประเทศ
Hackman (1987) ไดเ้ สนอไวว้ า่ กระบวนการของทีม เป็นการใช้ความพยายาม การทมุ่ เทความรู้
ทักษะและความสามารถอย่างสูงรวมทั้งการเลือกใช้ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมของสมาชิกในทีมเพื่อร่วมมือกัน
ทำงาน เป็นสงิ่ ทีส่ มาชกิ ทกุ คนตอ้ งตระหนักและให้ความสำคัญ
Jehn (1995) ได้ทำการศึกษากับสมาชิกจำนวน 79 คน จาก 26 ทีมบริหารงานของบริษัทขนส่ง
สินค้าขนาดใหญ่โดยได้ทำการศึกษาความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจากความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกและความขัดแย้งที่
เกิดจากการทำงาน ซึ่งผลการศึกษาพบว่า ในกรณีที่เป็นภาระงานประจำ (routine tasks) หากมีความขัดแย้ง
ที่เกิดจากการทำงานทั้งอยู่ในระดับสูงเกินไปจะส่งผลทางลบทำให้ผลการปฏิบัติงานไม่บรรลุเป้าหมาย แต่ใน
กรณีที่ไม่ใช่ภาระงานประจำ (non-routine tasks) จะไม่ส่งผลทางลบต่อผลการปฏิบัติงาน สำหรับความ
ขัดแย้งที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกนั้นหาก อยู่ในระดับสูงจะส่งผลทางบงต่อความพึงพอใจหมู่
สมาชิก แต่ในทางตรงกันข้าม ยังมีผลการศึกษาที่พบว่าถ้าความขัดแย้งอยู่ในระดับพอเหมาะจะส่งผลดีต่อการ
ร่วมกันคิดวิเคราะห์และประเมินผลปัญหาต่าง ๆ ในการปฏิบัติงานรวมทั้งจะนำไปสู่การแสวงหาข้อตกลงที่
เหมาะสม
6. กรอบแนวคดิ ในการวจิ ัย
ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม
ผลการใช้ SATUN MODEL
การบริหารจัดการด้านการพัฒนาคุณภาพผเู้ รียน
S (Survey) สำรวจปญั หา
A (Action) จดั กิจกรม
T (Test) ติดตาม ตรวจสอบ
U (Understand) สร้างความเข้าใจ
N (Now Agenda) วาระ นโยบายสำคัญที่
ต้องดำเนินการ
31
บทที่ 3
วธิ การดำเนนิ การวิจัย
การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเรื่อง ผลการใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์
การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตลู มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการใช้ SATUN MODEL การบริหารจัดการต่อ
การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนและเพื่อพัฒนารูปแบบ SATUN MODEL ในการบริหารจัดการ การพัฒนาคุณภาพ
ผูเ้ รียน ศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ซึ่งมวี ธิ กี ารดำเนนิ การวิจัยตามหัวข้อดงั น้ี
1. ประชากรและกลุ่มตวั อยา่ ง
ประชากร บคุ ลากรของศนู ย์การศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจังหวดั สตูล จำนวน 65 คน
กลุ่มตัวอยา่ ง ไดแ้ ก่ ครผู ูส้ อน ศูนย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตลู จำนวน 41 คน ซงึ่ ไดม้ าโดย
เลอื กวิธีการสุม่ แบบเจาะจง (Purposive sampling) ดังนี้
ข้าราชการครู จำนวน 22 คน
พนกั งานราชการ จำนวน 10 คน
ครูอตั ราจ้าง จำนวน 5 คน
2. เครือ่ งมือท่ีใช้ในการวิจัย
การวจิ ัยครั้งนเ้ี ป็นวิจยั เชงิ ปริมาณ โดยใชแ้ บบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอยา่ ง
หลงั จากนนั้ นำมาวิเคราะห์ข้อมลู และนำเสนอรายงานในรูปแบบตารางและภาพประกอบความเรยี ง
2.1 เครือ่ งมือที่ใช้ในการเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaires) ซง่ึ ผูว้ จิ ัย สรา้ งข้นึ
เพ่อื ใช้เป็นเครอ่ื งมือในการเก็บรวบรวมขอ้ มลู สำหรบั สอบถามความคิดเห็นของครูเก่ียวกับผลการใช้ SATUN
Model ในการพัฒนาคณุ ภาพผูเ้ รียน ศนู ยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจังหวัดสตลู ปกี ารศึกษา 2563 แบบสอบถาม
แบง่ ออกเปน็ 3 สว่ น ไดแ้ ก่
ตอนที่ 1 เปน็ ขอ้ คำถามเกีย่ วกับข้อมูลทัว่ ไป ได้แก่ เพศ อายุ ตำแหนง่ ระดับการศึกษา
ประสบการณ์การสอน ของผู้ตอบแบบสอบถาม ลกั ษณะคำถามเปน็ แบบตรวจสอบรายการ (Check list)
ตอนที่ 2 เป็นข้อคำถามเกี่ยวกับผลการใช้ SATUN Model การบริหารจัดการด้านการพัฒนา
คุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ปีการศึกษา 2563 มีลักษณะเป็นแบบสอบถามเป็น
แบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามเกณฑ์การวดั ของลิเคิร์ท (Likert’s Scale อ้างถึงใน พิชติ ฤทธิ์
จรญู ,2554,224) แบ่งเปน็ 5 ระดบั โดยเรียงลำดบั จากมากที่สุด มาก ปานกลาง นอ้ ย และน้อยทีส่ ุด จำแนกเป็น
5 ดา้ น รวมท้ังสิ้น จำนวน 25 ข้อ ไดแ้ ก่
32
1. S (Survey) การสำรวจปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูลและวางแผนการดำเนินงาน
2. A (Action) การจัดการศกึ ษา และจดั กิจกรรมส่งเสรมิ พัฒนาศกั ยภาพ เด็กพิการอย่างท่วั ถึง
และเสมอภาค โดยการมสี ่วนรว่ มของครู ผู้ปกครอง ผดู้ แู ลเด็กพิการ และภาคีเครอื ขา่ ย
3 . T (Test) การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินงาน
4. U (Understand) การใช้เทคโนโลยีทท่ี ันสมยั สร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน และสรา้ ง
เครือข่ายการมีสว่ นรว่ มการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ
5. N (Now Agenda) วาระและนโยบายสำคญั ทีต่ ้องดำเนินการพฒั นา ปรับปรุง แก้ไขอยา่ ง
เร่งด่วน ในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาสำหรบั เด็กพกิ าร
ตอนท่ี 3 แบบสอบถามข้อเสนอแนะการใช้ SATUN Model ในการพฒั นาคุณภาพผูเ้ รียน ศนู ย์
การศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตลู
3. วิธีการสรา้ งและหาคณุ ภาพเครอื่ งมือ
การสร้างเคร่อื งมือในการวจิ ยั ผวู้ จิ ัยไดด้ ำเนนิ การตามลำดบั ข้นั ตอนดังนี้
3.1 ศึกษาเอกสารแนวคดิ ทฤษฎี และงานวจิ ัยที่เกี่ยวขอ้ ง
3.2 นำข้อมูลต่างๆที่ได้จากการศึกษามาประยุกต์ เป็นแนวคิดและเป็นหลักการในการกำหนดนิยาม
ศพั ท์
3.3 สร้างแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ ใหค้ รอบคลมุ เนือ้ หา
เกยี่ วกบั การใช้นวัตกรรม SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียน ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจังหวัดสตูล
ปกี ารศกึ ษา 2563 โดยขอคำแนะนำจากผเู้ ชีย่ วชาญ
3.4 นำแบบสอบถามทีส่ รา้ งเสรจ็ เรียบร้อยแล้วให้ผเู้ ชย่ี วชาญ ไดแ้ ก่
(1) นางสาวพนารัตน์ มาลีลัย ตำแหน่ง ผ้อู ำนวยการศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล
(2) นายนภดล ยง่ิ ยงสกุล ตำแหนง่ ผูอ้ ำนวยกล่มุ นิเทศ ติดตาม และประเมนิ ผลการจัดการศึกษา
สำนักงานเขตพ้ืนท่ีการศกึ ษาประถมศกึ ษาจังหวดั สตูล
(3) นายสมั ภาษณ์ ปลอดขาว ตำแหนง่ ข้าราชการบำนาญ อดตี ศกึ ษานิเทศก์ชำนาญการสำนักงาน
เขตพ้นื ท่กี ารศกึ ษาประถมศึกษาจังหวดั สตูล
33
เพื่อให้พิจารณาข้อความและความสอดคล้อง แล้วนำแบบสอบถามมาตรวจสอบตามขั้นตอนที่ผ่าน
การตรวจสอบมาดำเนนิ การตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ ด้านความตรงเชิงเนื้อหา (Content Validity) โดยใช้วิธี
หาดชั นีความสอดคลอ้ ง (IOC) มากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ให้ถือว่ามีความเทีย่ งตรงและสามารถนำไปใช้ได้
3.5 นำแบบสอบถามที่ได้จากผู้เชี่ยวชาญมาปรับปรุงแก้ไข จากนั้นไปทดลองใช้ (Try Out) กับ
บุคลากร ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดสตูล จำนวน 30 คน ที่ไม่ได้เป็นกลุ่มตัวอย่าง และนำแบบสอบถาม
มาวิเคราะห์หาค่าอำนาจจำแนกเป็นรายข้อ โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson) ระหว่าง
คะแนนรายข้อรวมทั้งฉบับ พบว่า แบบสอบถามการใช้นวัตกรรม SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน
ศูนย์การศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตลู ปกี ารศึกษา 2563 มคี า่ อำนาจจำแนกอยรู่ ะหว่าง .50 -.95
3.6 นำแบบสอบถามท่ีมอี ำนาจจำแนกแต่ละข้อตงั้ แต่ .30 ขึ้นไป มาหาค่าความเชอ่ื มั่น (Reliability)
โดยใช้สูตรค่าสัมประสิทธิ์ (Alpha-Coefficient) ของครอนบาค (Cronbach) พบว่า การหาค่าเชื่อมั่น
แบบสอบถามผลการใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล
ปีการศกึ ษา 2563 มีคา่ ความเชือ่ ม่ัน เทา่ กบั 0.96
3.7 นำแบบสอบถามทผ่ี ่านการตรวจสอบคณุ ภาพและปรบั ปรุงแกไ้ ขสมบูรณ์ไปเกบ็ ข้อมูลกับกลุ่ม
ตัวอย่างในการวจิ ัย
4. การเก็บรวบรวมข้อมูล
ในการเกบ็ รวบรวมข้อมลู วิจยั คร้งั นี้ ผวู้ ิจัยไดด้ ำเนินการตามขนั้ ตอนดงั ตอ่ ไปน้ี
4.1 ส่งแบบสอบถามทางช่องทาง Google form พร้อมทั้งชี้แจงการส่งคืน ภายในวันที่ได้รับ
แบบสอบถาม
4.2 ผ้วู จิ ัยได้รับแบบสอบถามคนื มาตามเวลากำหนด และดำเนินการตรวจสอบความถูกตอ้ ง และความ
สมบูรณืของการตอบแบบสอบถาม
5. การวิเคราะห์ข้อมูล
ผูว้ ิจัยนำขอ้ มูลที่ได้จากแบบสอบถาม มาแยกวเิ คราะห์ดังน้ี วเิ คราะหข์ ้อมูลผลการใช้ SATUN
MODEL ในการพฒั นาคณุ ภาพผู้เรยี น ศูนยก์ ารศกึ ษาพิเศษ ประจำจงั หวดั สตลู
ตอนที่ 1 ข้อมูลท่ัวไปของผูต้ อบแบบสอบถาม ลักษณะแบบตรวจสอบรายการ วิเคราะห์ขอ้ มลู ด้วย
การหาความถ่ี และหาร้อยละ (Percentage)
34
ตอนที่ 2 แบบสอบถามการวัดระดบั ผลการใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศนู ย์
การศึกษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตูล ปีการศึกษา 2563 โดยวเิ คราห์แต่ละดา้ น หาค่าเฉลี่ย และคา่ ส่วนเบ่ียงเบน
มาตรฐาน (S.D.) แล้วนำคา่ ที่ไดไ้ ปเปรยี บเทียบเกณฑ์การวเิ คราะห์ ผลการประเมนิ ดงั น้ี ดังนี้ เกณฑ์การแปลผล
คะแนน ซ่งึ แบ่งออกเป็นชว่ ง ดังนี้
คา่ เฉลย่ี 4.50-5.00 หมายถึง มากท่สี ุด
คา่ เฉลีย่ 3.50-4.49 หมายถึง มาก
ค่าเฉลยี่ 2.50-3.49 หมายถงึ ปานกลาง
คา่ เฉลี่ย 1.50-2.49 หมายถึง นอ้ ย
ค่าเฉลยี่ 1.00-1.49 หมายถงึ น้อยท่ีสดุ
ตอนที่ 3 สรปุ ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการ ใช้ SATUN MODEL ในการพฒั นาคุณภาพผู้เรยี น
วเิ คราะหเ์ ป็นความเรียง
6. สถิตทิ ่ใี ช้ในการรวบรวมข้อมลู
ผู้วจิ ัยวิเคราะหข์ ้อมลู โดยใชข้ ้อมลู สำเรจ็ รปู ทางสถติ ิ โดยเลอื กเฉพาะวธิ ีวเิ คราะห์ข้อมลู ท่ีสอดคลอ้ งกับ
วัตถุประสงค์ของการวิจัยคร้ังนี้
6.1 รอ้ ยละ
6.2 ค่าเฉลยี่ ̅X
6.3 สว่ นเบ่ยี งเบนมาตรฐาน (S.D.)
35
บทท่ี 4
ผลการวเิ คราะห์ข้อมูล
การวจิ ัยเรื่อง ศึกษาผลการใช้ SATUN MODEL การบรหิ ารจัดการด้านการพัฒนาคุณภาพผเู้ รยี น
ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษ ประจำจังหวดั สตูล ผู้วิจยั กำหนดลำดับข้นั ตอนการนำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจยั
คร้ังนีเ้ ป็น 3 ตอนดังน้ี
ตอนที่ 1 ผลการวเิ คราะห์ข้อมลู ท่วั ไปของผ้ตู อบแบบสอบถาม ลกั ษณะแบบตรวจสอบรายการ
วิเคราะหข์ ้อมูลด้วยการหาความถ่ี และหาคา่ ร้อยละ (Percentage)
ตอนที่ 2 ผลการวเิ คราะหข์ ้อมูลเกีย่ วกับการวัดระดับผลการใชน้ วัตกรรม SATUN Model ในการ
พฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษ ประจำจงั หวัดสตูล ปีการศกึ ษา 256๓ โดยรวมแตล่ ะดา้ น โดยหา
ค่าเฉลยี่ X และคา่ ส่วนเบ่ียงเบนมาตรฐาน (S.D.) แลว้ นำคา่ ท่ไี ด้ไปเปรยี บเทยี บเกณฑ์การวิเคราะห์
ตอนท่ี 3 ผลการวเิ คราะห์ข้อมูลเกี่ยวกบั ข้อเสนอแนะการใช้นวตั กรรม SATUN Model ในการพัฒนา
คุณภาพผเู้ รียน ศนู ย์การศึกษาพิเศษ ประจำจงั หวัดสตูล
อักษรและสัญลกั ษณ์ทใ่ี ช้ในการเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมูล เพือ่ ให้เกดิ ความเขาใ้ จตรงกันในการ
นำเสนอผลการวเิ คราะหข์ อ้มูล ผูศ้ กึ ษาจึงกำหนดอักษร และสัญลกั ษณท์ ใี่ ช้ในการเสนอผลการวเิ คราะห์ข้อมลู
ดังน้ี
X แทน ค่าเฉล่ยี
S.D. แทน คา่ เบย่ี งเบนมาตรฐาน
N แทน จำนวนกลุ่มตัวอยา่ ง
ผลการวิเคราะห์ข้อมลู ผลการใช้ SATUN MODEL การบรหิ ารจัดการด้านการพฒั นาคุณภาพผเู้ รียน
ศนู ยก์ ารศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ตามข้ันตอนการศึกษา ซงึ่ นำเสนอผลการวเิ คราะห์ แบ่งออกเป็น 3 ตอน
ตามลำดบั ดงั นี้
36
ตอนที่ 1 ข้อมลู ท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม
ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผูต้ อบแบบสอบถามจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์
การสอน ตำแหน่งในการปฏบิ ัตหิ นา้ ที่ ดงั แสดงตามตารางที่ 1 ดงั น้ี
ตารางที่ 1 แสดงจำนวนร้อยละของผู้ตอบแบบสอบถามจำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณใ์ น
การสอน และตำแหนง่ ในการปฏบิ ัติงาน
ขอ้ มูลทั่วไป จำนวน (คน) ร้อยละ
1. เพศ (n = 30)
ชาย 4 13.33
หญิง 26 86.67
รวม 30 100.00
2. อายุ
20 – 30 ปี 6 20.00
31 – 40 ปี 22 73.33
41 – 50 ปี 2 6.67
51 ปีขน้ึ ไป --
รวม 30 100.00
3. ระดบั การศึกษา
ต่ำกว่าปริญญาตรี 1 3.34
ปรญิ ญาตรี 22 73.33
สงู กว่าปรญิ ญาตรี 7 23.33
รวม 30 100.00
4.ประสบการณใ์ นการสอน
ตำ่ กว่า 5 ปี 22 73.33
5 – 10 ปี 6 20.00
10 ปีขนึ้ ไป 2 6.67
รวม 30 100.00
ตารางที่ 1 (ต่อ) จำนวน (คน) 37
ข้อมูลทั่วไป (n = 30)
ร้อยละ
5. ตำแหนง่ ในการปฏบิ ัติหน้าที่ 2
ครอู ตั ราจา้ ง 7 6.67
พนักงานราชการ 21 23.33
ข้าราชการ 30 70.00
รวม 100.00
จากตารางที่ 1 แสดงข้อมูลท่ัวไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่าผลการใช้ SATUN Model ในการ
บรหิ ารจัดการด้านการพัฒนาคณุ ภาพผเู้ รียน ศนู ย์การศึกษาพเิ ศษ ประจำจงั หวดั สตูล ทงั้ หมด 30 คน คิดเป็นร้อย
ละ 100 จำแนกออกเปน็ เพศหญิงจำนวน 26 คน คิดเป็นร้อยละ 86.67 เพศชาย จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อยละ
13.33 สว่ นใหญม่ ีอายใุ นช่วง 31 –40 ปี จำนวน 22 คน คดิ เปน็ รอ้ ยละ 73.33 ระดบั การศึกษา ปรญิ ญาตรี จำนวน
22 คน คดิ เปน็ ร้อยละ 73.33 มปี ระสบในการสอนต่ำกว่า 5 ปี เป็นส่วนใหญ่ จำนวน 22 คน คิดเปน็ ร้อยละ 73.33
อยู่ในตำแหน่งขา้ ราชการ จำนวน 21 คน คิดเปน็ ร้อยละ 70
ตอนที่ 2 ผลการวิเคราะหข์ ้อมูลเกี่ยวกับผลการใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคณุ ภาพผู้เรียน ศนู ย์
การศึกษาพเิ ศษ ประจำจังหวัดสตูล โดยภาพรวม
ผลการวิเคราะห์โดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระดับการปฏิบัติ ผลการใช้ SATUN Model
ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ดังแสดงในตารางที่ 2 แสดงผลการ
วิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับผลการใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำ
จงั หวดั สตลู โดยภาพรวม
38
ตารางท่ี 2 แสดงคา่ เฉลยี่ และส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน ระดับการใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรยี น
ศนู ยก์ ารศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวดั สตูล
รายการประเมิน ̅ S.D. ระดบั การใช้
1. S (Survey) การสำรวจปญั หา เกบ็ รวบรวมขอ้ มูลและวางแผนการ 4.64 0.49 มากทสี่ ดุ
ดำเนนิ งาน มากทส่ี ุด
2. A (Action) การจดั การศึกษา และจดั กจิ กรรมสง่ เสรมิ พัฒนา
ศกั ยภาพ เด็กพิการอยา่ งทว่ั ถึงและเสมอภาค โดยการมีสว่ นรว่ มของครู 4.60 0.51
ผปู้ กครอง ผูด้ ูแลเด็กพกิ าร และภาคเี ครือขา่ ย
3. T (Test) การติดตาม ตรวจสอบ ประเมนิ ผลการดำเนินงาน 4.43 0.55 มาก
4. U (Understand) สรา้ งความเข้าใจในการดำเนินงาน และสรา้ ง 4.52 0.58 มากทส่ี ุด
เครอื ข่ายการมสี ่วนร่วมการจัดการศึกษาสำหรบั เด็กพิการ โดยการใช้
เทคโนโลยีทที่ นั สมยั
5. N (Now Agenda) วาระและนโยบายสำคัญท่ีต้องดำเนินการพฒั นา
ปรับปรุง แก้ไขอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาคณุ ภาพการจัดการศึกษา 3.45 0.54 ปานกลาง
สำหรบั เด็กพิการ
รวม 4.32 0.53 มาก
จากตารางที่ 2 พบว่า ผลการ ใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ
ประจำจังหวัดสตูล โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( X =4.32) เมื่อพิจารณาเป็นรายข้อ พบว่า อยู่ในระดับมาก
ที่สุด 3 ข้อ โดยข้อที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ S (Survey) การสำรวจปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูลและวางแผนกา
ดำเนินงาน ( X =4.64) รองลงมา คือ A (Action) การจัดการศึกษา และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ
เด็กพิการอย่างทั่วถึงและเสมอภาค โดยการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กพิการ และภาคีเครือข่าย
( X =4.๖๐) และ U (Understand) สรา้ งความเขา้ ใจในการดำเนินงาน และสรา้ งเครือข่ายการมสี ว่ นร่วมการ
จัดการศึกษาสำหรับเดก็ พิการ โดยการใช้เทคโนโลยีที่ทนั สมัย ( X =4.52) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยมาก คือ ข้อ T (Test)
การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินงาน ( X =4.43 ) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับปานกลาง
39
คือ N (Now Agenda) วาระและนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขอย่างเร่งด่วนในการ
พฒั นาคณุ ภาพการจดั การศกึ ษาสำหรบั เด็กพิการ ( X =๓.๔๕ )
ตอนที่ 3 ผลการวิเคราะหข์ ้อมลู ปัญหา ข้อเสนอแนะในการ ใช้ SATUN MODEL ในการพฒั นาคุณภาพ
ผเู้ รยี น
ด้านท่ี 1 S (Survey) ควรมีการลงพน้ื ท่สี ำรวจปญั หาของผเู้ รยี นเปน็ รายบคุ คล ลงเย่ยี มบา้ นผเู้ รียน
และบันทึกปัญหาที่พบเจอทกุ ครงั้ รวบรวมปัญหามาวางแผนการจัดการศกึ ษาอย่างต่อเน่ือง รว่ มกบั ผ้เู กีย่ วที่
เกี่ยวขอ้ งมีการนำปัญหามาวางแผนการดำเนนิ งาน เพ่ือใหน้ ักเรยี นได้รบั การบริการช่วยเหลืออยา่ งท่ัวถงึ และ
ได้รับการแก้ไขตรงประเดน็ ของปญั หา
ดา้ นท่ี 2 A (Action) ควรจดั กจิ กรรมการเรยี นการสอนที่มมี คี วามสอดคล้องกับผู้เรยี น ตาม
ศักยภาพของผเู้ รยี น โดยเนน้ ผู้เรยี นเปน็ สำคญั มีความรว่ มมอื ระหวา่ งครู ผู้ปกครอง และภาคเี ครือข่าย มีการ
จัดทำแผนการจดั การศึกษาเฉพาะบุคคล และนำแผนไปใช้โดยจัดหาสอ่ื สง่ิ อำนวยความสะดวก และเข้าใชแ้ หลง่
เรยี นรู้ทเี่ หมาะสม สง่ เสรมิ ให้ผเู้ รยี นได้ลงมอื ปฏิบตั จิ รงิ รว่ มกับผทู้ ่ีเก่ียวข้อง
ด้านที่ 3 T (Test) ควรมีการนิเทศ ตดิ ตามการจัดการเรียนการสอน ผลการพัฒนาผู้เรยี นอยา่ งเปน็
ระบบ และมกี ารติดตามจากผู้ปกครองนกั เรียนอย่างตอ่ เนอ่ื ง มีการวดั ผลและประเมินผลทช่ี ดั เจน ดว้ ยวธิ กี าร
ทห่ี ลากหลาย มีการประชุมผู้ทเี่ กีย่ วข้อง และรายงานผลการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ด้านท่ี 4 U (Understand) ควรมีการประชมุ ผ้ปู กครองเพื่อสรา้ งความเข้าใจ และแลกเปลีย่ นทศั นคติ
ในการดแู ลนกั เรยี น มีการสรา้ งความเข้า เข้าถึง และพฒั นาในการจดั การศึกษา และสร้างความเข้าใจกบั
เครือข่ายโดยนำเทคโนโลยีมาปรับใช้ให้กับผู้พิการ มกี ารประชาสมั พันธ์การทำงานของศูนย์เป็นประจำ ทำให้
บุคคลภายนอกรับทราบการทำงานของศูนย์อยู่เสมอ
ดา้ นท่ี 5 N (Now Agenda) ควรมีการรายงานผลที่เกิดขน้ึ จริง และนำข้อเสนอแนะไปปรบั ปรงุ ใน
การพัฒนาอย่างต่อเนื่อง วางเป้าหมายการเยี่ยมบ้าน หรอื การให้บรกิ ารนักเรยี นที่ครอบคลมุ ในสถานการณ์การ
แพรร่ ะบาดของเชอ้ื ไวรัสโคโรนา่ 2019 ควรมีการรว่ มวางแผนกบั ครู ผูท้ ่เี กยี่ วข้อง เพอ่ื ปรบั ปรุงและพัฒนาการ
จดั การเรยี นการสอนด้วยการ PLC หรอื การจดั ทำวิจยั ในช้ันเรยี นเพอ่ื ปรับปรุงคุณภาพการจดั การศึกษา และ
ควรการให้บรกิ ารนักเรยี นอย่างรวดเรว็ ทั่วถึง และเสมอภาค โดยไดร้ บั ความรว่ มมือจากทุกภาคส่วนท้ังดา้ น
งบประมาณและการให้ความรู้จากทีมนักสหวชิ าชพี หรอื ภาคีเครือข่าย
40
บทท่ี 5
สรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
การวิจยั เรื่อง ศึกษาผลการใช้ SATUN MODEL การบรหิ ารจัดการด้านการพฒั นาคุณภาพผเู้ รยี น ศนู ย์
การศกึ ษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตลู คร้งั น้ี ผู้วจิ ยั ไดส้ รุปผลการวจิ ยั ตามลำดบั ดังนี้
1. วัตถุประสงค์ของการวจิ ัย
2. สรปุ ผลการวิจยั
3. อภปิ รายผล
4. ข้อเสนอแนะ
1. วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ยั
1. เพื่อศึกษาผลการใช้ SATUN MODEL การบริหารจัดการต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนศูนย์
การศึกษาพิเศษ ประจำจงั หวดั สตูล
2. เพ่ือพัฒนารปู แบบ SATUN MODEL การบริหารจัดการในการพฒั นาคณุ ภาพผู้เรียน ศนู ย์การศกึ ษา
พเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตูล
2. สรุปผลการวจิ ยั
ผลการ ใช้ SATUN Model ในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล
โดยรวมอยใู่ นระดับมากท่สี ุด ( X =4.๓๒) เม่อื พจิ ารณาเปน็ รายข้อ พบวา่ อยู่ในระดบั มากทีส่ ุด ๓ ข้อ โดยข้อท่ี
มีค่าเฉล่ียสงู สดุ คือ S (Survey) การสำรวจปัญหา เกบ็ รวบรวมขอ้ มลู และวางแผนการดำเนนิ งาน ( X =4.๖๔)
รองลงมา คือ A (Action) การจัดการศึกษา และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ เด็กพิการอย่างทั่วถึงและ
เสมอภาค โดยการมีส่วนร่วมของครู ผู้ปกครอง ผู้ดูแลเด็กพิการ และภาคีเครือข่าย ( X =4.๖๐) และ U
(Understand) สรา้ งความเขา้ ใจในการดำเนินงาน และสรา้ งเครือข่ายการมสี ่วนร่วมการจัดการศึกษาสำหรับเด็ก
พิการ โดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย ( X =4.๕๒) ส่วนข้อที่มีค่าเฉลี่ยมาก คือ ข้อ T (Test) การติดตาม
ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินงาน ( X =4.๔๓ ) และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับปานกลาง คือ N
(Now Agenda) วาระและนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขอย่างเร่งด่วนในการพัฒนา
คณุ ภาพการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ ( X =๓.๔๕ )
41
3. อภปิ รายผล
การศึกษาผลการใช้ SATUN Model ในการบริหารจดั การด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ศูนยก์ ารศกึ ษา
พเิ ศษ ประจำจงั หวดั สตูล พบวา่ การใชร้ ปู แบบ SATUN Model ในการบริหารจัดการด้านการพัฒนาผู้เรียน ของ
ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตลู (1) S (Survey) การสำรวจปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูลและวางแผนการ
ดำเนินงาน (2) A (Action) การจัดการศึกษา และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ เด็กพิการอย่างทั่วถึง
และเสมอภาค โดยการมีสว่ นร่วมของครู ผปู้ กครอง ผู้ดแู ลเดก็ พกิ าร และภาคีเครอื ข่าย (3) T (Test) การติดตาม
ตรวจสอบ ประเมินผลการดำเนินงาน (4) U (Understand) สร้างความเข้าใจในการดำเนินงาน และสร้าง
เครอื ข่ายการมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาสำหรบั เดก็ พิการ โดยการใชเ้ ทคโนโลยีท่ีทนั สมยั (5) N (Now Agenda)
วาระและนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาคุณภาพการจัด
การศึกษาสำหรบั เดก็ พกิ าร
ซึ่งทั้ง 5 องค์ประกอบมีผลการสำรวจ โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายองค์ประกอบ
พบวา่ อย่ใู นระดับมากทีส่ ุด ดา้ น S (Survey) การสำรวจปญั หา เกบ็ รวบรวมข้อมลู และวางแผนการดำเนนิ งาน
A (Action) การจัดการศึกษา และจัดกิจกรรมส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ เด็กพิการอย่างท่ัวถึงและเสมอภาค โดย
การมีสว่ นรว่ มของครู ผ้ปู กครอง ผูด้ ูแลเดก็ พิการ และภาคีเครือข่าย และ U (Understand) สรา้ งความเข้าใจใน
การดำเนินงาน และสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ โดยการใช้เทคโนโลยีที่
ทันสมยั ดังนน้ั จึงแสดงว่าครูศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจงั หวัดสตลู มีการดำเนนิ การ สำรวจ วิเคราะห์และวาง
แผนการพัฒนาผู้เรียน มีการศึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับสภาพปัญหา ความต้องการ ของผู้เรียนเป็น
รายบุคคล แล้วนำขอ้ มูลท่ีไดม้ าวเิ คราะห์อย่างเป็นระบบ เพื่อกำหนดภาพความต้องการของผู้เรยี น และวางแผน
ในการพัฒนาคุณภาพผูเ้ รียน ครูมีกระบวนการจัดกิจกรรมที่หลากหลาย การนำแผนการจัดการเรียนรู้ไปใช้ใน
การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนด้วยเทคนิควิธีการที่หลากหลาย ผ่านกระบวนการคิดและลงมือปฏิบัติจริง
เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน สอดคล้องกับความต้องการจำเป็นพิเศษของแต่ละบุคคล มีการจัดหาสื่อ เทคโนโลยี
สิ่งอำนวยความและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ภูมิปัญญาท้องถิ่น และนวัตกรรมที่เหมาะสมมาใช้ใน
กิจกรรมการเรียนสอน ตลอดจนการให้ผู้เรียนได้เข้าใช้แหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายในชมุ ชน รวมถึงการส่งเสริมให้
ครู ผู้ปกครอง นักสหวิชาชพี ภาคีเครือข่าย และสังคมได้มีสว่ นร่วมส่งเสริมสนับสนุนกิจกรรมการเรยี นการสอน
เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และได้รับการพัฒนาคุณภาพเต็มตามศักยภาพ และครูมีการ การรายงานผลการ
พัฒนาผู้เรียน ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องโดยการใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อสร้างความเข้าใจในการพัฒนาผู้เรี ยน และ
เครือข่ายการมีส่วนร่วมในการในการพัฒนาผู้เรียน ด้าน T (Test) การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผลการ
ดำเนินงาน อยู่ในระดับมากด้าน แสดงว่าครูมีการดำเนินการ กำกับ ติดตามประเมินผล ผู้เรียนอย่างเป็นระบบ
ด้วยขั้นตอน ด้วยวิธีการที่หลากหลายและเหมาะสมกับเป้าหมายในการจัดการเรียนรู้ ซึ่งแบ่งเป็น 3 ระยะ คือ
(1) กอ่ นดำเนนิ กจิ กรรมการพฒั นาผเู้ รียน เพื่อตรวจสอบความพร้อมหรือพ้ืนฐานของผูเ้ รียน (2) ระหว่างดำเนิน
กิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน เพื่อปรับปรุงพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนและการจัดการเรียนรู้ของครู (3) หลัง
ดำเนินกิจกรรมการพัฒนาผู้เรียน ซึ่งสอดคล้องกับงานวิจัย จรูญ จับบัง (2555)ได้ทำวิจัยพบว่ารูปแบบการ
42
พฒั นาคุณภาพการศึกษาตามยุทธศาสตร์การพัฒนาโรงเรียนขนาดเล็กดว้ ยกระบวนการวจิ ัยเชิงปฏิบัติการแบบมี
ส่วนร่วม ประกอบด้วย 4 ยุทธศาสตร์หลัก ได้แก่ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การพัฒนาระบบวางแผนและการบริหาร
จัดการ ยุทธศาสตร์ที่ 2 การพัฒนาระบบการเรียนการสอนและการประกันคุณภาพการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 3
การเสริมสรา้ งความพร้อมและความเข้มแขง็ ของโรงเรียน และยุทธศาสตร์ที่ 4 การสง่ เสริมการมีส่วนร่วมจากทุก
ภาคส่วนในการจัดการศึกษา และ ด้าน N (Now Agenda) วาระและนโยบายสำคัญที่ต้องดำเนินการพัฒนา
ปรับปรุง แก้ไขอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ อยู่ในระดับปานกลาง
แสดงวา่ ครศู ูนยก์ ารศกึ ษาพเิ ศษ ประจำจงั หวัดสตูล สว่ นใหญ่ยงั ไมม่ กี ารนำข้อมลู ตา่ ง ๆ ท่ีได้รับจากผลการดำเนิน
กิจกรรมต่าง ๆ ในการพัฒนาผู้เรียน มาสรุปผลและตัดสินผลการดำเนินงานด้านการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนว่า
ประสบความสำเรจ็ บรรลุวตั ถปุ ระสงค์ที่ตั้งไวห้ รือไม่ เพยี งใด ซง่ึ จะเปน็ ข้อมูลสำคัญเพื่อนำไปสู่การวางแผนและ
การดำเนินการเพ่ือพัฒนาคุณภาพผู้เรยี นในปีการศึกษาต่อไป ซึง่ สอดคล้องกับงานวิจัย อดุ มสิน คนั ธภูมิ (2558)
ที่ได้ทำวิจัยการพัฒนารูปแบบเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนส ำหรับโรงเรียนประถมศึกษา
สังกัดส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศกึ ษา ผลการวจิ ัย พบว่า สภาพปัจจุบันเครือขา่ ยความร่วมมือในการ
พฒั นาคณุ ภาพผเู้ รยี น โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดบั ปานกลาง เมื่อพิจารณารายด้าน พบวา่ ดา้ นการสร้าง
ความตระหนักและรับรู้ปัญหาด้านการร่วมวางแผน และด้านการร่วมปฏิบัติตามแผนอยู่ในระดับ
ปานกลาง และด้านการร่วมประเมินผลมีการปฏิบัติอยู่ในระดับน้อย ส่วนสภาพที่พึงประสงค์เครือข่าย
ความร่วมมือในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยภาพรวมมีสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด และ
เม่อื พิจารณารายดา้ น พบว่าทุกด้าน มีสภาพทีพ่ ึงประสงคอ์ ยใู่ นระดับมากท่สี ดุ และสุรพล พิมพ์สอน (2557) ได้
ทำวิจัยพบว่ากลยุทธ์ที่ใช้ในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนเก่ง ได้แก่ กลยุทธ์ระดับองค์กร จำนวน 4 กลยุทธ์
คือ กลยุทธ์ส่งเสริม พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาทั้งระบบให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้
อย่างมีคุณภาพ กลยุทธ์พัฒนาประสิทธิภาพการบริหารจัดการศึกษาด้วยระบบคุณภาพตาม
มาตรฐานสากล เน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน กลยุทธ์พัฒนาคุณภาพผู้เรียนโดยมุ่งผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน และกลยุทธ์ขยายโอกาสทางการศึกษา พัฒนาสิ่งแวดล้อมและการบริการที่ส่งเสริมให้
ผ้เู รียนพัฒนาเต็มศกั ยภาพ
4. ขอ้ เสนอแนะ
4.1 ข้อเสนอแนะเพื่อการนำผลการวจิ ัยไปใช้
4.1.1 ผลการศึกษาวิเคราะห์ผลการใช้ SATUN Model ในการบริหารจัดการด้านการพัฒนา
คุณภาพผู้เรียน ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ในด้าน N (Now Agenda) วาระและนโยบายสำคัญท่ี
ต้องดำเนินการพัฒนา ปรับปรุง แก้ไขอย่างเร่งด่วนในการพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาสำหรับเด็กพิการ มี
ค่าเฉลี่ยต่ำสุด อยู่ในระดับปานกลาง ดังนั้น ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ควรส่งเสริมสนับสนุนให้
43
ผูบ้ รหิ ารสถานศกึ ษา หรอื ผทู้ ่เี กี่ยวขอ้ งได้คำนงึ ถึงวาระและนโยบายสำคัญท่ีต้องดำเนินการพัฒนา ปรบั ปรงุ แก้ไข
อย่างเร่งดว่ นในการพัฒนาคณุ ภาพการจดั การศึกษาสำหรบั เด็กเพื่อพัฒนาคณุ ภาพผู้เรียนใหม้ คี ุณภาพ
4.1.2 ผลการใช้ SATUN Model ในการบริหารจดั การด้านการพฒั นาคณุ ภาพผเู้ รียน
ศูนย์การศึกษาพิเศษ ประจำจังหวัดสตูล ในด้าน ด้าน S (Survey) การสำรวจปัญหา เก็บรวบรวมข้อมูลและวาง
แผนการดำเนินงาน มีผลการสำรวจ อย่ใู นระดบั มากที่สดุ ควรส่งเสริมสนบั สนนุ ให้ครูและบคุ ลากรในโรงเรียนได้
ร่วมมือกันสร้าง ทีมงานเพื่อพัฒนาคุณภาพผูเ้ รยี นให้มากยิ่งขึน้ เพื่อให้ครูบุคลากรได้นำความรู้ความสามารถและ
ประสบการณ์ที่มีอยู่อย่างหลากหลายของแต่ละคนมาร่วมกันพัฒนาคุณภาพผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและ
เกิดสัมฤทธ์ิผลยง่ิ ขึน้
4.2ข้อเสนอแนะเพ่ือการวิจยั คร้ังต่อไป
4.2.1 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนในด้านอื่นๆ หรือให้ ครอบคลุม
คุณภาพผู้เรียนทุกด้านตามกรอบการประเมินคุณภาพภายนอกของ สมศ. เพื่อให้ได้รูปแบบ หรือแนวทางในการ
พัฒนาคณุ ภาพผ้เู รียนใหเ้ ต็มตามศักยภาพ
4.2.2 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับรูปแบบการบริหารเพื่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนด้าน ผลสัมฤทธ์ิ
ทางการเรียน หรือด้านอื่นๆ เพื่อให้สถานศึกษา หรือผู้บริหารสถานศึกษาได้มี นวัตกรรมการบริหารที่สามารถ
นำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ตามสภาพความต้องการจำเป็นได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ
4.2.3 ควรมีการศึกษาเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนด้าน
ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพื่อช่วยให้สถานศึกษา ตลอดจนบุคคล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำ
สารสนเทศจากการวิจัยไปประยุกต์ใช้การวางแผนหรือจัดทำแผนงาน โครงการ กิจกรรมและดำเนินการพัฒนา
คณุ ภาพผเู้ รียนได้อย่างเหมาะสม และมปี ระสทิ ธิภาพในโอกาสตอ่ ไป