The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by surat boonthrong, 2020-04-02 09:32:32

ลายรดน้ำ

ลายรดน้ำ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 1

บทท่ี 1

ประวตั ิความเปน็ มาของลายรดนา้

ลายรดน้า หมายถงึ ลวดลายหรอื ภาพรวมถึงภาพประกอบลายต่าง ๆ ที่ปิดด้วยทองคาเปลวบนพ้ืนรัก
โดยลวดลายหรือภาพลายทองที่ปรากฏสาเร็จในข้ันสุดท้ายด้วยการเอาน้ารด กล่าวโดยย่อ “ลายรดน้า” คือ
ลายทองท่ีลา้ งด้วยน้า

“ลายรดน้า” เป็นงานหัตถศิลป์ช้ันสูงอย่างหนึ่งของไทย จัดอยู่ในงาน “ช่างรัก” อันเป็นสาขาหน่ึง
ของช่างสบิ หมู่ ลกั ษณะของลายรดนา้ เป็นการทาลวดลายหรือภาพปิดดว้ ยแผ่นทองคาเปลวบนพนื้ รกั สีดาหรือ
สแี ดง สาหรับตกแตง่ สงิ่ ของเครอ่ื งใช้ท่ีทาด้วยไม้ หนงั หรอื ไม้ไผ่สาน เปน็ ต้น มีตัง้ แตภ่ าชนะขนาดเล็ก เช่น
กล่อง กรอบรปู สมกุ หมวก โล่ ฯลฯ และขนาดใหญ่ เช่น หีบ โตะ๊ ตู้ ฯลฯ

นอกจากภาชนะต่างๆ แล้วยังมีการทาลายรดน้าเพอ่ื ตกแต่งส่วนประกอบของอาคาร เช่น บานประตู
หน้าต่าง ลับแล ตลอดจนฝาผนังที่ทาด้วยไม้ ฝาผนังอาคารที่ตกแต่งด้วยลายรดน้านั้น ยังเหลือร่องรอย
หลักฐานการสร้างงานประเภทนี้อยู่ในท่ีต่างๆ เช่น หอเขียนวังสวนผักกาด กรุงเทพมหานคร พระตาหนัก
ทอง วดั ไทร เขตบางขุนเทียน กรงุ เทพมหานคร และหอไตรวัดสงิ ห์ อาเภอสามโคก จงั หวดั ปทมุ ธานี

งานลายรดน้า มีวิวัฒนาการสืบต่อกนั มาต้ังแตค่ ร้ังบรรพบุรษุ แต่ไม่มีหลักฐานใดยืนยนั แนช่ ัดลงไปว่า
มีมาตั้งแตส่ มัยใด ได้รบั อทิ ธิพลมาจากใคร แต่สาหรับในประเทศไทยแล้วเชื่อวา่ ...นา่ จะมีการพฒั นาการมาจาก
งานชา่ งรัก เมือ่ คร้ังสมัยสุโขทัยเป็นราชธานี มกี ารลงรักปดิ ทองพระพทุ ธรปู ซงึ่ เปน็ พระประธานในพระอุโบสถ
และวิหารต่างๆ ของ กรุงสุโขทัย อาทิ พระศรีศากยมุนี (ปัจจุบันประดิษฐานที่วัดสุทัศน์เทพวราราม
กรุงเทพมหานคร) พระพทุ ธชนิ ราช จังหวัดพิษณโุ ลก ฯลฯ และการลงรักปิดทองลอ่ งชาดบนลวดลายปนู ปั้นใน
ซุ้มเจดีย์วัดนางพญา อาเภอศรีสัชนาลัย จังหวัดสุโขทัย ซ่ึงยังคงปรากฏหลักฐานให้เห็นได้อย่างเลือนลางใน
ปจั จบุ ัน อย่างไรกต็ ามงานลายรดนา้ ก็สามารถที่จะศกึ ษาค้นคว้า ไดต้ ามลาดับสมัยต่อมา คือ

1. สมยั อยุธยา
2. สมยั รตั นโกสนิ ทร์ตอนตน้ (รชั กาลที่ 1 – 3)
3. สมัยรัตนโกสินทร์ (รัชกาลที่ 4 – ปัจจุบนั ) แบง่ เปน็

3.1 สมัยรัชกาลท่ี 4
3.2 สมยั รชั กาลที่ 5 – ปจั จบุ นั

สมัยอยุธยา

มีหลักฐานเก่ียวกับการเขียนลายรดน้าที่เก่าแก่ท่ีสุดปรากฏอยู่ในกฎมณเฑียรบาล ซึ่งต้ังขึ้นเมื่อครั้ง
แผ่นดินสมเดจ็ พระบรมไตรโลกนาถว่า ดว้ ยพระราชกาหนดเครื่องราชอิสรยิ ยศความวา่ “....พัดตอ่ ด้ามประมุข
ใบทาชาดเขยี นลายทอง” (กฎหมายตราสามดวง เลม่ 1.2505:159) กล่าวถึงการตกแต่งดว้ ยวธิ ีปดิ ทองรดน้า
สมัยอยุธยา ยุคแรก ๆ มักนิยมเขียนระบายด้วยพื้นสีแดงชาด ส่วนพ้ืนสีดาล้วนเป็นส่ิงท่ีทาต่อมาในภายหลัง
อาจเป็นไปได้วา่ ชา่ งฝมี ือจะถูกรวบรวมไว้ในราชสานกั เมือ่ ทาสิ่งของขน้ึ มาจาเพาะมหากษัตรยิ ์ ในส่วนพนื้ สีดา
เม่ือสามัญชนมีความศรัทธาต่อศาสนาจึงสร้างให้แตกต่างกันระหว่างส่ิงของเครื่องใช้ของพระมหากษัตริย์กับ
ส่ิงของเครอ่ื งใชใ้ นพทุ ธศาสนา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 2

ในพุทธศตวรรษที่ 22 – 23 เป็นช่วงสมัยที่ลายรดน้าในสมัยอยุธยาเจริญรุ่งเรืองท่ีสุดและได้รับการ

ยกย่องว่าเป็นฝีมือช้ันบรมครู ดังปรากฏหลักฐานชัดเจนคือ ตู้พระธรรมฝีมือช่างวัดเชิงหวาย จังหวัด

พระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑสถาน

แห่งชาติ กรุงเทพฯ ทะเบียนเลขที่…กพช.ตู้ฐานสิงห์ (ศิลปากร,

กรม.2533:225) เป็นตู้ฐานสิงห์ ตกแต่งลวดลายตอนบนเป็น

ภาพต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาจากริมตู้ มีดอก และใบเต็มเน้ือท่ี

ตอนล่างเขียนเป็นลายกนกเปลวเครือเถา ครุฑคาบ นกคาบ

ออกเถาหัวนาคเคล้าภาพสัตว์ นก กระรอก แมลงและสัตว์ป่า

นานาชนิด รวมท้ังสัตว์หิมพานต์ ภาพตอนบนและตอนล่างมี

ความแตกต่างกันในส่วนขององค์ประกอบ แตม่ ีความกลมกลืนกัน

ในระหว่างลวดลายกระหนกท่พี ริ้วไหวเหมือนเปลวเพลงิ กบั ความ

แข็งกระด้างของกิ่งไม้ใหญ่ ดอกและใบตามกิ่งก้านที่ดูแน่นจน

ตูพ้ ระธรรมลายรดน้า เกือบทึบ คละเคล้าด้วยนก แมลง กระรอก ด้วยท่าทางท่ี
เม่อื ครงั เกบ็ รักษาไว้ทหี่ อพระสมุดวชิรญาณ เคล่ือนไหวเป็นธรรมชาติมีชีวิตชีวา แสดงให้เห็นความคิดท่ีเป็น

ปจั จุบนั จดั แสดงอยู่ท่ีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ กรุงเทพฯ
อิสระของช่างลายรดน้าสมัยอยุธยาท่ีใช้จินตนาการของตนเองสร้างผลงานขึ้นอย่างอัจฉริยะ (ศิลปากร, กรม.

2533:225) หากแต่การตกแต่งด้วยเทคนิคลายรดน้า ไม่ปรากฏหลักฐานที่ชี้ชัดในการกาหนดอายุให้

แน่นอนลงไปได้ คงอาศัยการสังเกตลวดลายไปเปรียบเทียบกับหลักฐานงานศิลปะแขนงอื่น อาทิ ลวดลาย

ปูนป้ัน จติ รกรรมฝาผนงั หรือลวดลายสลักไม้ เป็นตน้

นอกจากน้ียังปรากฏหลักฐานท่ีเหลือ อยู่ตามวัดวาอารามนอกกาแพงเมืองอยุธยา และตาหนักของ

เจ้านายเช่นหอไตร วัดบ้านกล้ิง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ปัจจุบันอยู่ในวังสวนผักกาด ถนนศรีอยุธยา
กรุงเทพฯ เรียกหอเขียนวังสวนผักกาด ตาหนักปลายเนินของสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวั ดติวงศ์
คลองเตย มีตู้พระไตรปิกฎและหับพระธรรมสมัยเดียวกันกับตู้พระไตรปิฎกวัดเชิงหวายหลายชิ้น ท่ีวัดไทร
คลองด่าน บางขุนเทียน พระตาหนักที่มีการลงรักเขียนลายรดน้าปิดทองบนฝาประจันห้อง มีฝีมือประณีต
งดงามเรยี กวา่ พระตาหนัก พระเจา้ เสือ (ตาหนกั ทอง) เขียนเปน็ ลายกระหนกขนาดใหญ่ ก้านลายไขวก้ นั เบื้อง

ล่างเขียนรูปกินนรและกินนรีกาลังรา ชฎาที่สวมเป็นชฎายอดแหลมทรงสูง แบบอยุธยาตอนปลาย (น. ณ
ปากน้า, 2533 : 45) และศาลาการเปรยี ญวดั ใหญ่สวุ รรณาราม จังหวดั เพชรบรุ ี ซ่งึ เป็นพระราชมณเฑยี รของ

อยธุ ยา มกี ารออกแบบใชล้ วดลายรดน้าตกแต่งบนเสาแปดเหล่ียมท่ีมลี วดลายและฝีมอื งดงามย่งิ การออกแบบ
ลวดลายคิดประดิษฐ์พลิกแพลงผิดแผกไปทุกคเู่ สา ลลี าลวดลายดมู ีชีวิตชวี า ซ่งึ ถ้าดผู ิวเผนิ จะรู้สึกว่ามีลวดลาย
เหมือนกัน แต่ท่ีจริงจะมีความเหมอื นเพียงแบบแผนโครงสร้างส่วนรวมเท่าน้ัน รูปแบบของศิลปะลายรดนา้ ใน

สมัยอยุธยายุครุ่งเรืองพุทธศตวรรษท่ี 22-23 ได้รับการยกย่องว่า เป็นฝีมือช้ันบรมครูซึ่งเป็นแบบฉบับลาย
กระหนกเปลวเครือเถาที่สวยงามท่ีสุดของสมัยอยธุ ยามีวิวฒั นาการของตัวลายที่สรา้ งสรรค์ดังท่ี น. ณ ปากนา้

ได้วเิ คราะห์จาแนกออกเป็น 3 แบบ ดงั นี้

1. แบบลายกระหนกเปลว มีลักษณะเด่นชัดของลวดลายคือ ปลายกระหนกสะบัด พลิ้ว
ไหวเหมือนเปลวไฟ มีนกคาบเป็นตัวแยกช่อลาย ท่ีแตกกิ่งก้านสาขาผสมผสานกบั กิ่งใบ และลาต้นของพรรณ
พฤกษานานาพนั ธ์ุ รวมไปถึงภาพสัตว์ตา่ ง ๆ ผลงานทโ่ี ดดเด่นไดแ้ กต่ พู้ ระไตรปฎิ กสกลุ ชา่ งวดั เชิงหวาย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 3

2. แบบผสมผสานลายกระหนก อาทิ กระหนกใบเทศ ช่อหางโต ทรงพุ่มเข้าบิณฑ์ และ
ต้นไม้ใบหญ้าคละเคล้าไปด้วยสรรพสัตว์ต่างๆ ได้แก่ ตู้พระไตรปิฎกวัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
ปัจจุบันอยใู่ นสภาพชารดุ ไม่สามารถประกอบเปน็ ตไู้ ด้ ลวดลายเหลือเพยี งด้านขา้ ง 2 ด้านเทา่ นน้ั

3. แบบสมดลุ สองขา้ ง ลวดลายพุ่งออกจากแกนกลางเรียกว่าลายรวงข้าว ลายไฟพะเนียง
(ดอกไมไ้ ฟ) โดยลวดลายอยู่ในทรงพมุ่ เข้าบณิ ฑ์ ช่อหางโต หางไกล ผสมผสานกบั ตัวสัตว์ ลวดลายในกลมุ่ นจี้ ะมี
แบบแผนมากข้ึน ฝีมือช่างในกลุ่มน้ีมีผลงานเป็นหลักฐานคือ ตู้พระไตรปิฎก วัดศาลาปูน จังหวัด
พระนครศรีอยุธยาที่เก็บรักษาไว้ในหอสมุดวชิรญาณ กรุงเทพฯ (ตู้พระธรรม อ.ย. 7 ตู้ฐานสิงห์ เลขท่ีเดิม
113) (น. ณ ปากนา้ , 2533 : 12-13) มีลักษณะลวดลายเป็นกระหนกเปลว (ลายรวงข้าว) และเขยี นเป็นรูป
กอไผ่ ลวดลายกระหนกเลียนแบบลายไฟพะเนียง มรี ะเบยี บแบบแผนของลายรนุ่ เก่า กาบและใบเปน็ กระหนก
เปลว ช่อกระหนกแตกกิ่งก้านสาขาละเอียดพิสดาร มีตัวสัตว์เกาะ วิ่ง กระโดดไปตามกิ่งก้าน ลวดลาย ฝีมือ
งดงามยิง่ (น. ณ ปากนา้ , 2533 : 48)

สมัยรตั นโกสินทรต์ อนตน้ (รัชกาลที่ 1 - 3)

มีการสืบทอดความรุ่งเรืองของงานลายรดนา้ มาจากสมัยอยุธยาทั้งรูปแบบวิธีการและคตินิยมในการ
เขียน ซ่งึ สามารถศึกษาได้จากสมัยตา่ ง ๆ คอื

สมัยรัชกาลที่ 1 เป็นผลงานที่สืบทอดต่อเนื่องมาจากสมัยอยุธยา ฝีมือและคุณค่ายังคงเห็นความ
สะบัดพล้ิวของกระหนกเปลวเพลิง แต่ความมีพลังน้อยลง เม่ือเปรียบเทียบกับสมัยอยุธยาอันเนื่องมาจาก
บา้ นเมอื งเพง่ิ จะฟ้ืนฟูข้นึ ใหม่

สมัยรัชกาลที่ 2 ยังคงมีเค้าโครงของรูปแบบและแนวปฏิบัติต่อเนื่องมาจากสมัยรัชกาลท่ี 1 (คณะ
จิตรกรรม ประตมิ ากรรม และภาพพมิ พ์ 2541 : 23)

สมัยรชั กาลท่ี 3 เป็นยคุ ทเี่ ฟอื่ งฟมู าก เปน็ ยคุ ทองแหง่ ศลิ ปะรตั นโกสินทรเ์ ศรษฐกิจเจริญรุง่ เรอื งขน้ึ มี
การติดต่อค้าขายกับประเทศจีนและประเทศอื่น ๆ พระมหากษัตริย์ทรงทานุบารุงพระศาสนา สร้างและ
ปฏิสังขรณ์ วัดวาอารามต่างๆ มากมาย (คณะจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ 2541 : 64) มีการ
เขียนลายรดนา้ ประดับตกแตง่ ตามที่ตา่ งๆ เช่น บานประตู หน้าต่าง อุโบสถ วิหาร หอไตร และสงิ่ ของเคร่ืองใช้
ตา่ งๆ มากมาย อาทิ ตพู้ ระไตรปิฎก หบี พระธรรม หีบหนงั สอื กัณฑ์เทศน์ ฉากลบั แล ใบประกบั คมั ภีร์ เป็นตน้

อิทธิพลจากจีนที่เขา้ มาผสมผสาน ทาใหร้ ปู แบบลายรดน้าเปล่ียนไป แต่ยงั คงเหลือเคา้ โครงเดิมอยู่บ้าง
เมื่อเปรียบเทียบแตล่ ะสมัยแลว้ จะเห็นได้วา่ พลงั ของความกระตือรอื ร้นทางศลิ ปะถดถอย ระเบียบวิธีการวางตวั
ภาพ ลักษณะทา่ ทางและโครงสรา้ งของตัวภาพทาไดด้ ี ตัวลายมีช่องไฟมากขน้ึ แต่การเขียนกระหนกเปลวตา่ งๆ
ขาดพลังฉากโขดหิน และต้นไม้ รวมท้ังลวดลายประกอบเป็นฉาก แน่นทึบอยู่ในระเบียบแบบแผนอย่าง
เครง่ ครดั และซา้ ๆ กัน จนดูน่าเบอื่ แม้จะมลี ูกเล่นจาพวกสิงสาราสัตว์ต่างๆ นก ลงิ กระรอก กระแต กระต่าย
แต่จะไม่โดดเด่น และถูกกลนื เขา้ กบั ความแนน่ ทึบของเถาลายมากกว่า (น. ณ ปากน้า, 2533 : 22)

สมยั รตั นโกสนิ ทร์รชั กาลท่ี 4 – ปจั จบุ นั

สมัยรชั กาลที่ 4 มีผลงานลายรดนา้ แพร่หลายท่ัวไปเปน็ งานท่ีจดั ไดว้ า่ เปน็ จดุ สุดยอดของสมยั
รตั นโกสนิ ทร์ คอื สามารถแสดงความโดดเด่นเฉพาะตัวเป็นเอกลักษณ์ของรชั สมยั ไดอ้ ย่างชัดเจนทั้งความคิด

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 4

การสืบทอดฝีมือและเทคนิควิธกี ารเกา่ แกใ่ นสมยั น้ีผลงานจัดออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื (น.ณ ปากน้า, 2533 :
24)

1. การยึดถอื คตนิ ิยมเก่า ตามแบบแผนโบราณ
2. การรับเอาอิทธิพลความเจริญรุง่ เรืองจากชาตติ ะวนั ตกนามาผสมผสานกบั ขนบประเพณีนยิ มดั้งเดิม
เช่น ภาพที่ผสมผสานระหว่างตัวภาพเดิม ๆ กับโครงสร้างอาคาร สถาปัตยกรรมแบบฝร่ัง ลวดลายฉากหลังท่ี
ผูกเป็นลวดลายฝรง่ั ทีเ่ รียกว่าลายกระหนกเครือวัลย์ หรือลายเครือเถาฝร่ัง มีภาพนกอรหนั ตท์ ่ีมีหน้าตาเป็นฝรั่ง
และการผสมผสานลวดลายใบเทศกับใบอะแควนตัสมาผูกเปน็ ลวดลายให้เกิดความงามอย่างชาญฉลาดดังท่ี น.
ณ ปากน้า ได้สรุปลักษณะภาพลายรดนา้ บนตพู้ ระธรรมสมยั รชั กาลที่ 4 ไวว้ ่า

1) การจัดภาพ การวางภาพองคป์ ระกอบของภาพทาไดด้ อี าจเปน็ เพราะว่า มกี ารสืบความคิด
และฝีมอื ผ้สู อนตัง้ แต่คร้ังสมัยรชั กาลท่ี 3 หรอื อาจเห็นแบบแผนจากภาพเขียนตะวันตกทแ่ี พร่หลายเข้ามา

2) การใส่ลายดอกไม้ร่วง จัดวางอย่างมีระเบียบอย่างดี การเขียนโขดเขา สถาปัตยกรรม
ตน้ ไม้ใบไมข้ าดพลงั สร้างสรรค์กลายเป็นเพยี งการจบั วางเท่าน้นั

3) การเขยี นภาพผคู้ น ตวั ภาพไทยน้ันเปน็ การสืบทอดฝมี ือชา่ งมาชา้ นาน มีกาหนด กฎเกณฑ์
มีแมบ่ ท แตก่ ารเขยี นตน้ ไม้ ใบไม้ขาดพลงั สรา้ งสรรค์ ไม่พลิว้ ไหว ไมม่ ีชีวิตชวี า (น.ณ ปากน้า, 2533 : 23)

สมัยรัชกาลท่ี 5 – ปัจจุบัน อทิ ธิพลจากตะวันตกเข้ามาครอบงา จนทาให้งานลายรดน้าเกือบจะเป็น
ตานานทางมรดกศิลปวัฒนธรรมท่ีมีไว้เพียงการเล่าขานสืบต่อกันเท่าน้ันการเขียนลายรดน้ามีเพียงการเขียน
ซอ่ มแซม บรู ณปฏิสงั ขรณ์ผลงานเก่าในอดีตเปน็ หลัก ภายใตเ้ งื่อนไขทางการเงินและระยะเวลาเปน็ ตัวกาหนด
การเขียนซอ่ มผิดเพย้ี นไปจากเดิมอาจจะเปน็ เพราะช่างขาดทกั ษะ ความชานาญ ขาดความรู้ทีแ่ ทจ้ รงิ และขาด
โอกาสในการสรา้ งสรรค์ รวมไปถึงวสั ดุอปุ กรณ์ หาไดย้ ากและมรี าคาแพง วัสดทุ ่ีจาเป็นถกู ปลอมปนจนไม่เหลือ
เนื้อแท้ ทาให้งานช่างลายรดน้าออกมาในเชิงพาณิชย์ศิลป์มากกว่าการอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมโดยเฉพาะ การ
สบื ทอดงานช่างทเ่ี ป็นภมู ิปัญญาไทย อนั ทรงคุณคา่ เกือบจะสญู สลายไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 5

บทท่ี 2

วัสดอุ ุปกรณแ์ ละเครอ่ื งมือในการเขยี นลายรดนา้

การเขียนลายรดน้านั้น จาเป็นจะต้องรู้จักอุปกรณ์ทุกชนิดอย่างละเอียด ซึ่งโดยส่วนใหญ่ มักจะเป็น
วัสดุจากธรรมชาติที่ใช้กันมาต้ังแต่โบราณ อาทิ "รัก" ซ่ึงเป็นยางไม้ ท่ีได้จากต้นรักมีสีดา จัดเป็นหนึ่งในวัสดุ
สาคญั ในการทาลายรดน้า (รกั เช็ด) แล้วก็ยงั มีวสั ดุอุปกรณอ์ ื่น ๆ ประกอบอกี มากในทุกขั้นตอน ตัง้ แต่ขั้นตอน
ของการออกแบบลวดลายรดน้า การปรุต้นแบบท่ีไว้ใช้ในการโรยแบบลวดลาย การเตรียมพื้นผิวแผ่นไม้ที่จะ
ทาเป็นพื้นในการเขียนลวดลายรดนา้ การเตรียมน้ายาหรดาล การเตรียมยางรกั เช็ดปิดทองหรอื การใชส้ ีปดิ
ทองแทนยางรกั รวมถึงอุปกรณ์ท่ีใชใ้ นการเขียนลวดลายรดน้า ในที่จะขออธบิ ายถึงวสั ดอุ ปุ กรณ์สาคญั ๆ ท่ใี ช้
เป็นหลักก่อน สาหรับอุปกรณ์ที่จะมีเพ่ิมเติมในแต่ละขั้นตอนนั้นจะขออธิบายในภายหลังไปพร้อม ๆ กับ
ขั้นตอนของการปฏิบัติงาน

วสั ดุอุปกรณ์และเครอ่ื งมือ

วสั ดุ-อปุ กรณแ์ ละเครอื่ งมือหลกั สาคัญทใี่ ช้ในการจดั ทาและเขยี นลวดลายรดนา้ ปัจจุบัน มดี งั น้ี

1. ยางรักน้าเกลียง

คือ ยางรักที่ผ่านการกรองมาเป็นอย่างดี โดยปราศจาก
สิ่งเจือปนต่าง ๆ จะมีสีออกน้าตาลเข้มจนเกือบดา หรือถึงดา
สนิท รักท่ีนามาขายในท้องตลาดนั้นไม่ใช่จะเป็นยางรักอย่างดี
เสมอไปเพราะอาจผ่านการผสมดว้ ยน้ามนั ตา่ ง ๆ ผสมอยู่ แตก่ ็
สามารถนามาใชง้ านได้

ยางรกั น้าเกลยี ง สีเฟลก็ ซส์ ีดา้
2. สีเฟลก็ ซ์สดี า้
6
สีเฟล็กซ์ สีดา เป็นสีน้ามันเคลือบเงาสาเร็จรูปชนิด Alkyd
Enament ใช้ง่าย ใช้ทาหรือพ่นทดแทนยางรัก เหมาะ
สาหรบั ใช้กับชน้ิ ทเี่ ป็นวสั ดุทุกประเภท ทัง้ ไม้ พลาสติก ปนู
และโลหะ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

3. หินหรดาลกลบี ทอง หนิ หรดาลหนิ
หรดาลเป็นแร่หินชนดิ หนึ่ง มีสีเหลือง เนื้อแข็ง เป็นส่วนผสมของกามะถันกับสารหนู จึงต้อง

ระมัดระวังในการใช้และการสัมผัสโดยตรง หรดาลท่ีช่างเขียนลายรดน้านิยมใช้กันโดยท่ัวไป มีอยู่ ๒
ชนิด คอื

1. ชนิดแรกเรียกว่า หรดาลกลีบทอง เน้ือเปราะไม่ค่อยแข็ง ในระหว่างเน้ือแร่มีผลึกมันๆ
แทรกอยูท่ ัว่ ไป ราคาค่อนข้างแพง

2. ชนิดที่สอง เนอื้ แน่นแขง็ ราวกับหิน เรียกวา่ หรดาลหิน นยิ มใช้กนั โดยท่ัวไป

หรดาลกลบี ทอง หรดาลหนิ

ท้ังหรดาลกลบี ทองและหรดาลหิน จะมีขายตามรา้ นเครื่องยาไทย และรา้ นยาสมนุ ไพรจีน

4. กาวกระถนิ

กาวยางกระถิน มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง สีเหลืองอ่อนค่อนข้างใส มีต้ังแต่สีเหลืองอ่อนใสไป
จนถึงเหลืองแก่เกอื บจะเป็นสีนา้ ตาลไหมก้ ็มี

กาวกระถิน 7

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

5. สโี ปสเตอร์สเี หลอื ง

สีโปสเตอร์สีเหลืองยี่ห้อใดก็ได้ สามารถ

นามาใช้แทนหินหรดาลในกรณีทไี่ ม่สามารถหาซ้ือ
หินหรดาลได้ ในบางคร้ังไม่ใช้สีเหลืองแต่ใช้สีขาว
ก็ได้เช่นกัน

สีโปสเตอร์สีเหลือง ฝักส้มป่อยตากแห้ง หาซ้ือได้ตามร้าน
6. ฝักสม้ ปอ่ ย เครื่องยาไทย ร้านยาสมุนไพรจีน ก่อนนาไปใช้
นาไปป้ิงไฟเสียก่อน จากนั้นทาการต้มกับน้าให้
ฝักสม้ ปอ่ ย น้าเดือดก็ได้จะได้น้าฝักส้มป่อยสีออกน้าตาล
7. ดนิ สอพอง อ่อน หรอื น้าตาลแก่ จะมีรสออกเปร้ยี ว ๆ

หาซือ้ ไดท้ ั่วไป นามาบดใหเ้ ป็นผงใช้ทาลูก
ประคบผสมน้าให้มีความข้นพอสมควรใช้ขัดพื้น
เก็บคราบนา้ มนั และสิ่งสกปรกต่างๆ บนพืน้ ช้ินงาน
ก่อนการเขียน

ดินสอพอง 8

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

8. พกู่ นั ชนดิ เบอร์พเิ ศษขนาดต่าง ๆ พู่ กั น ท่ี ใ ช้ ใ น ก า ร เ ขี ย น ล ว ด ล า ย ร ด น้ า
พกู่ ันเบอร์พิเศษขนาดต่าง ๆ
จะต้องเป็นแบบเบอร์พิเศษ (ท่ีพิเศษเพราะขน
ข อ ง พู่ กั น จ ะ ย า ว ก ว่ า พู่ กั น ธ ร ร ม ด า ป ร ะ ม า ณ
เทา่ ตัว) เบอร์ท่ใี ช้ ไดแ้ ก่ ๐, ๑, ๒ พเิ ศษ ใช้ตดั เส้น

ตามความเหมาะสมปกติใช้กับงานที่มีขนาดเล็ก
ลายละเอียดมาก ส่วนพู่กันที่ใช้ในการถมพ้ืนลาย

อาจใช้พกู่ นั ธรรมดาเบอร์ ๖, ๘, ๑๐, ๑๒ หรือจะ
ใช้พกู่ ันชนิดพเิ ศษก็ได้

9. ทองค้าเปลว 100 เปอร์เซน็ ต์ (ทองคัด)

ชนดิ ของแผน่ ทองคำเปลวแบง่ เป็น 2 แบบ คอื
ทองคัด หมำยถึง แผ่นทองคำเปลวท่ีคดั ตำมขนำดกำหนดโดยไมม่ รี อยตอ่ ของแผน่ ทอง ซ่งึ ทองคดั นจี้ ะ
มรี ำคำค่อนขำ้ งแพง
ทองต่อ หมำยถึง แผ่นทองคำเปลวที่มีกำรตัดต่อแผ่นทองโดยอำจมีกำรนำแผ่นทองคำเปลวมำตอ่ กัน
มำกกว่ำ 1 แผ่น ซง่ึ จะมรี ำคำถกู กว่ำทองคัด

สาหรับแผ่นทองคาที่ใช้ในงานลายรด
นา้ จาเปน็ ตอ้ งใช้ทองคา ๑๐๐% ชนิดคัดพิเศษ
คือเป็นทองเต็มหน้าไม่มีตามด (เป็นรูพรุน)
หรือ รอยด่าง อย่างท่ีเรียกว่า ทองสอ สีทองก็
ตอ้ งเปน็ สเี ดยี วกนั ตลอด

ทองคา้ เปลว 100 เปอร์เซ็นต์ (ทองคัด) 9

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

10. ลกู ประคบ

ใช้ผ้าขาวบางหรือผ้าดิบชนิดละเอียด
ปานกลางนาฝุ่นดินสอพองท่ีบดไว้แล้วมาใส่ ทา
การรวบชายผกู เปน็ ลูกประคบฝนุ่ ฯ ใช้ลบู สาหรับ
โรยแบบ

ลกู ประคบฝุ่นดินสอพอง ใช้ไม้แผน่ แบนยาวขนาดพอเหมาะกับ
11. สะพานรองมือ มอื กว้าง ยาว แลว้ แตค่ วามถนดั หนุนหัวและ
ท้ายด้วยเศษไมห้ รือจะใช้ไมข้ นาดเล็ก ๆ ตดิ ไว้
สะพานรองมอื แล้วหุ้มด้วยผ้าให้สูงกว่าพ้ืนผิวชิ้นงานที่จะ
12. โกรง่ บดยา เขียน เพ่ือใช้ในการรองมือเวลาเขียนน้ายา
ห ร ด า ล ป้ อ ง กั น ไ ม่ ใ ห้ มื อ ไ ป ถู ก พื้ น ผิ ว ข อ ง

ช้นิ งาน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 10

โกร่งบดยาเคลือบด้านนอกเป็นสี
ขาว ชนิดที่มีขายตามร้านขายยา ขนาด

พอเหมาะกาลังใช้งาน ใช้สาหรับใส่น้ายา
หรดาล เวลาเขียนลวดลาย

โกรง่ บดยา

13. สพี ลาสติก 14. กาวลาเท็กซ์

15. กระดาษทรายขดั ไม้ 16. กระดาษทรายน้า

16. สีฝ่นุ ดา้
17. กระดาษไข

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 11

18. ครกหิน 19. ส้าลี
20. ภาชนะประเภทตา่ ง ๆ เชน่ ถว้ ยพลาสติก ถงั น้า หรือกาละมงั
21. สีสเปรยส์ ีดา้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 12

22. วัสดุทต่ี ้องการใชเ้ ขยี นลายรดนา้ ปิดทอง
สาหรบั การปฏบิ ัตงิ านครัง้ นี้จะใช้แผ่นไมแ้ ละแผน่ พลาติสีดา ดังภาพ

แผน่ ไม้อัดขนาด 30 x 42 ซ.ม. แผ่นพลาสติกขนาด 30 x 42 ซ.ม.
หนา 5 หนุ ความหนา 5 หนุ

บทที่ 3

การเตรยี มพนื ส้าหรับเขยี นลายรดนา้

วัสดุที่จะนามาเป็นพื้นสาหรับเขียนลายรดน้าดีท่ีสุดคือ ไม้ ซึ่งปัจจุบันนิยมใช้ไม้ประเภทแผ่นไม้อัด
เพราะหางา่ ยและราคาถูกกวา่ แผ่นไมจ้ ริง ๆ แตก่ ย็ งั มที สี่ ะดวกกวา่ การใชแ้ ผ่นไม้อกี กค็ ือ แผน่ พลาสตกิ

ซง่ึ ในการปฏิบตั ิครงั้ น้จี ะใช้วสั ดุทัง้ 2 ชนิดดังกล่าวขา้ งตน้ ดังนี้
1. การเตรยี มพืนวสั ดปุ ระเภทไม้ (ไมอ้ ดั )

1.1 ทาความสะอาดเช็ดปัดฝุ่นช้ินงาน (แผ่นไม้)
1.2 นาภาชนะ ไดแ้ ก่ ถ้วย หรอื ชามพลาสตกิ หรือ กาละมงั ใส่ดินสอพองกบั ผงฝนุ่ ดาไปใน

อตั ราสว่ น 3 : 1 เติมนา้ พอประมาณและผสมด้วยกาวลาเท็กซ์ในอตั ราสว่ น 1: 1 แลว้ คน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 13

ให้เขา้ เป็นเนื้อเดียวกนั จะไดเ้ นือ้ สีท่เี หนียว ๆ ข้น ๆหากยังไมเ่ หนยี วพออาจเติมกาวลาเทก็ ซ์
หรือหากเหนยี วเกินไปอาจเติมน้าเพ่ิมได้
1.3 ใชแ้ ปรงหรอื พู่กนั จุม่ สีทผ่ี สมไว้แลว้ นั้น ทาลงบนพืน้ ผิวไม้ทเ่ี ตรียมไว้ใหท้ ัว่
1.4 รอท้งิ ไวจ้ นแหง้ สนิท แล้วทาทับอีก 2-3 ครง้ั พ้นื ผวิ จะหนาขึ้นเพือ่ นาไปขัดปรับแตง่ พื้นผวิ
ใหเ้ รยี บเนียนต่อไป
1.5 ขดั แต่งดว้ ยกระดาษทรายขัดไม้ จนเรียบเนยี น
1.6 ใชส้ ีสเปร์ยสีดาพ่นลงบนพ้นื ผิว 2-3 รอบ ทิง้ ไว้จนแหง้ สนทิ กจ็ ะสามารถนาไปเขยี นนา้ ยา
หรดาลตอ่ ไปได้

2. การเตรียมพนื วสั ดปุ ระเภทพลาสติก
2.1 นาแผน่ พลาสติกทเี่ ตรยี มไว้ ลอกกระดาษด้านใชง้ านออกทาความสะอาดเชด็ ปัดฝนุ่ ชน้ิ งาน
2.2 ขัดแตง่ ดว้ ยกระดาษทรายน้า จนเรียบเนยี น

การเตรียมพนื ผิววัสดปุ ระเภทไม้ (ไมอ้ ัด)

ดินสอพอง 3 ส่วน ผงฝ่นุ ดา้ 1 ส่วน
น้าและกาวลาเทก็ ช์

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 14

ใส่นา้ พอประมาณลงในดินสอพองที่ผสมฝุน่ ดา
และเติมกาวลาเท็กช์ผสมลงไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 15

คนส่วนผสมตา่ ง ๆ ให้เขา้ เป็นเนอ้ื เดยี วกนั จนได้เนือ้ สีท่เี หนยี ว ขน้ ๆ
หากเกิดความเหนยี วมากเกินไป ก็ให้ใส่นา้ เปล่าผสมลงไปให้ความขน้ หรือเหนยี วลดนอ้ ยลง

ใช้แปรงหรอื พู่กนั ทาสที ่ีทาการผสมไว้แลว้ นนั้ ลงบนพน้ื ผวิ ของแผ่นไม้อดั

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 16

การทาสีที่ผสมไวแ้ ล้วน้นั จะต้องทาให้ไปตามลายหรอื ร่องของเน้ือไมอ้ ัดใหท้ ัว่

หากยังมีร่องรอยบนพื้นไม้อัด ก็ให้ทาซ้าอีกคร้ัง หรือ 2 คร้ังก็ได้ เพื่อให้สีกลบทับร่องรอยของไม้ให้
หมดไป ทิ้งไว้รอให้สีแห้งสนิท จนมองไม่เห็นร่องรอยของร่องไม้อัด ก็เป็นอันว่าสามารถลบหรอื กลบรอ่ งรอย
ตา่ ง ๆ ได้

ใชก้ ระดาษทรายไม้ท่ีมคี วามละเอียดขดั ละเอยี ด ขัดเบา ๆ ลงบนพนื้ ผิวไม้อัด เพ่อื ปรับพน้ื ผวิ ใหม้ คี วามเรียบ 17
ขดั ปรับพนื้ ผิวใหผ้ วิ ราบเรียบจนมองไม่เหน็ รอยกระดาษทราย
ควรใช้กระดาษทรายขัดเบอร์ ประมาณ 320 หรอื 400

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

พน้ื ผวิ ของไมอ้ ดั ทีท่ าด้วยสีฝนุ่ ผสมดนิ สอพองกับกาวลาเทก๊ ซ์
และขัดดว้ ยกระดาษทรายละเอียดจนเนยี นเรยี บแล้ว

ใช้สีสเปรย์สีดา สาหรับงานอเนกประสงค์ยี่ห้ออะไรก็ได้ พ่นลงบนแผ่นไม้อัดท่ีทาพ้ืนด้วยสีฝุ่น
ผสมดนิ สอพองกับกาวลาเท๊กซ์ ท่ีขัดราบเรียบแล้ว พ่นสีสเปรย์ตามขน้ั ตอนของการพ่นดงั น้ี

พื้นไมอ้ ดั ต้องแห้งและเปน็ พื้นท่ีได้ขัดพ้นื ราบเรยี บแล้ว เขย่ากระปอ๋ งสสี เปรย์ กอ่ นทาการพน่ สี
ประมาณ 3 – 5 นาที เร่มิ พน่ สบี าง ๆ โดยเว้นระยะหา่ งประมาณ 15-30 ซม. พน่ บาง ๆ รอจนสสี เปรย์แห้ง
ประมาณ 20- 30 นาที จึงสามารถทาการพ่นคร้ังต่อไปได้ ให้ตากในที่ร่ม แล้วพ่นทับอีกรอจนแห้งทับอีก

แบบน้ซี กั 3-5 รอบ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 18

เม่ือพ่นสีสเปรย์เสร็จแลว้ รอจนสีสเปรยแ์ หง้ สนทิ แลว้ จะไดพ้ ื้นผิวสดี า เป็นเงางาม สวยไม่มรี อ่ งรอย
ของร่องไมอ้ ัดให้มองเห็นอีกเลย และจะพนื้ ผิวไม้อดั ท่ีสามารถนามาเขยี นลายรดนา้ ได้

การใชว้ ิธกี ารนใี ชใ้ นการเขียนลวดลายรดนา้ ท่ตี ดิ ตังภายในอาคารเท่านัน
ไมส่ ามารถใช่กับการเขียนลวดลายภายนอกสถานทีไ่ ด้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 19

การเตรียมพนื ผิววสั ดุประเภทพลาสติก

แผน่ พลาสตกิ สีดา้ ขนาด 30 x 42 ซม.

เปน็ แผน่ พลาสติกท่ีมีจาหนา่ ยโดยท่ัวไป ขนาดความหนาตง้ั แต่ 0.5 – 5 หุน หรือมากกว่านี้ ซ่งึ เมอ่ื ซื้อ
มาจะมีกระดาษปิดด้านหน้าและด้านหลังของแผ่นพลาสติกท้ัง 2 ด้าน

(เลือกซอ้ื ขนาดตามความเหมาะสม ในการนี้ใช้ความหนา 5 หุน)

เมอื่ เลือกแผน่ พลาสตกิ ได้แล้ว ใหล้ อกกระดาษทตี่ ดิ แผ่นพลาสติกออก จะเห็นพน้ื ผิวของแผ่นพลาสติกที่
มคี วามมันเงา สามารถใช้ในการเขยี นลายรดน้าได้ แต่จะมคี วามมนั ของพื้นผวิ ที่จะทาใหเ้ กดิ ปัญหาในตอนเขียน
ได้ จะต้องใช้ดินสอพองละลายน้า นามาทาการล้างในขัน้ ตอนนี้อาจจะทาให้เกิดร่องรอยขน้ึ ได้ จะตอ้ งใช้ความ
ระมดั ระวังเปน็ อยา่ งยิ่ง

หรืออาจจะใชก้ ระดาษทรายนา้ เบอร์ละเอยี ด ๆ ขัด เพอ่ื ลดความมนั ของพื้นผวิ ของแผน่ พลาสติกลง
ในการเขียนคร้ังนีใ้ ช้วิธีการขดั พืน้ ผวิ ของแผ่นพลาสติกด้วยกระดาษทรายนา้ เพ่อื ลดความมันของพื้นผิว
แผ่นพลาสตกิ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 20

ชนิ งานสา้ เร็จสามารถนา้ ไปเขียนลายรดน้าปดิ ทอง

แผ่นไม้อัดทเี่ ตรยี มพืนเสรจ็ แล้ว

แผ่นพลาสติกท่ขี ดั เรียบร้อยแลว้ 21

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

บทท่ี 4

วิธีการทา้ น้ายาหรดาลส้าหรบั เขียนลายรดนา้

น้ายาหรดาลเป็นหัวใจสาคัญในการเขียนลายรดน้า การผสมน้ายาหรดาลท่ีไม่ได้สัดส่วนที่เหมาะสม
พอดีจะทาให้ผลงานออกมาได้ไม่ดีตามท่ีต้องการ ช่างในสมัยโบราณจะเก็บการผสมน้ายาหรดาลไว้เป็นสูตร
เคล็ดลับเฉพาะ จะปกปิดไมใ่ ห้ผู้ใดได้รบั รหู้ รือถ่ายทอดให้กบั ผู้อืน่ ได้งา่ ย ๆ ช่างลายรดน้าแต่ละท่านจะมีสตู ร
ของทา่ นไวเ้ ป็นความลับ การผสมน้ายาหรดาลไดด้ ีหรอื ไมน่ ั้นขึ้นอย่กู ับทักษะ ประสบการณ์ ในการทางานลาย
รดน้ามาเป็นอย่างดี การผสมน้ายาหรดาลนั้นไม่มีสัดส่วนหรือมาตรฐานตายตัวต้องใช้ประสบการณ์ของช่าง
ลายรดนา้ เท่านนั้

สว่ นผสมน้ายาหรดาลมี 3 อย่าง คือ
1. หรดาลชนดิ หิน หรอื ชนิดกลบี ทองก็ได้
2. กาวกระถนิ
3. ฝกั สม้ ปอ่ ยใชฝ้ ักที่ตากแห้ง

การเตรยี มสว่ นผสมน้ายาหรดาล

1. หินหรดาล
1.1 นาหินหรดาลหิน หรือหินหรดาลกลีบทอง อย่าใดอย่างหน่ึงประมาณ ๑๐ – ๒๐ ก้อน ใส่
ครกหนิ ตาให้ละเอียดเป็นผง ใหไ้ ดจ้ านวนมากพอสมควรตามตอ้ งการ
1.2 จากน้ันใช้ผ้าซิลค์สกรีน (ผ้าที่ทอข้ึนเป็นพิเศษให้มขี นาดของรผู ้าเป็นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัส เล็ก
ขนาดเท่ากัน) กรองผงหินหรดาลที่ตาละเอียดน้ันอีกช้ันหน่ึงให้ได้ผงหินหรดาลทีละเอียด
จรงิ ๆ
1.3 กรองใส่ภาชนะที่มีน้าสะอาดใสอยู่ให้ผงหินหรดาลตกลงในน้า กรองจนหมดจะมีเศษหิน
หรดาลหลงเหลืออยู่บ้างก็ให้นามาตาต่อให้ละเอียด แล้วก็นามากรองต่อจนหมด ส่วนที่
เหลือกส็ ามารถท้งิ ไปได้จะไดผ้ งหินหรดาลทสี่ ะอาดอยใู่ นนา้
1.4 ปล่อยให้ผงหนิ หรดาลตกตะกอนตั้งท้งิ ไวป้ ระมาณ ๑ วันกเ็ ทนา้ ท้งิ ท้ังหมดใหเ้ หลือแต่ผงหิน
หรดาลที่ตกตะกอนอยู่ แล้วก็ใส่น้าสะอาดใหม่ลงไปแทนกวนให้ผงหินหรดาลผสมกับน้า
แล้วก็ต้ังท้ิงไว้ ทาการเปล่ียนน้าใหม่เช่นน้ีทุก ๆ วัน ประมาณ ๗ - ๑๐ วัน ท้ังนี้เพ่ือล้าง
ความเค็มของหินให้หมดไป เพราะหินหรดาลน้นั มีความเค็มอยใู่ นเน้อื หนิ หรดาลความเค็ม
ในหนิ หรดาลจะเป็นสงิ่ ท่ที าใหล้ าบากในการเขยี นลายรดนา้
1.5 สังเกตดูฝ้าท่ีผิวหน้าภาชนะบางลงจนเกือบหมด น้าที่แช่หรดาลใส แล้วจึงเทเอาน้าออก
แกะเอาเฉพาะส่วนละเอยี ดของหรดาลใส่โกร่งบดยา เพอื่ นาไปผสมในลาดับต่อไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 22

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 23

๒. กาวกระถิน
นากาวกระถนิ มาสกั ๕ – ๖ ก้อนใหญ่ ๆ มาตาให้ละเอียด เป็นผง ๆ ใส่ ภาชนะตม้ ใสน่ ้าเปล่า
ลงไปให้พอท่วมกาวกระถิน ต้มด้วยไฟอ่อน ๆ ใช้ช้อนคนกาวให้ทั่วตลอดเวลาท่ีตั้งไฟอ่อนอยู่
อยา่ ใหก้ าวกระถนิ ไหม้ สังเกตวา่ กาวกระถินละลายจนหมดจะเป็นน้าเหนยี ว ๆ จากนัน้ ตั้งทิ้งไว้
ให้เย็น นาน้ากาวกระถินท่ีเป็นน้าเหนยี ว ๆ มากรองดว้ ยผ้าขาวบางไม่ให้มีเศษผงตะกอนต่าง ๆ
ปะปนผสมอย่ดู ้วยลงในภาชนะขวดแก้ว จะไดก้ าวกระถินทสี่ ะอาด

กาวกระถินมาทุบละเอียดใส่นา้ แล้วต้มคนให้ละลายจนข้นหรือ
เหนียวขนาดน้าเชื่อมข้น ๆ มากรองด้วยผ้าให้สะอาดแล้วเก็บ
ใส่ขวดไว้ใชผ้ สมทาน้ายาหรดาล

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 24

๓. ฝกั สม้ ปอ่ ยแหง้
นาฝกั สม้ ป่อย ประมาณ ๕ - ๑๐ ชน้ิ มาป้งิ ไฟอ่อน ๆ อย่าใหไ้ หม้ ให้พอสกุ และแห้งสนิท นาฝัก
สม้ ป่อยทปี่ ง้ิ ไฟแลว้ ไปต้มใหน้ า้ เดอื ด โดยใช้นา้ เปล่าประมาณ ๒ - ๔ แก้ว ใสฝ่ ักสม้ ป่อยที่เตรียม
ไว้ ตม้ ใหส้ ีออกเข้ม หรือออกสีแบบการชงน้าชา แล้วทง้ิ นา้ ฝกั ส้มป่อยใหเ้ ยน็ จากนั้นนานา้ ส้มป่อย
เทใสภ่ าชนะ โดยใช้ผ้าขาวบางกรอง ใหไ้ ด้น้าทไี่ มม่ ีเศษผงตะกอนต่างๆปะปนมา ในภาชนะที่เป็น
ขวดแกว้ จะได้น้าฝกั ส้มปอ่ ยท่ีสะอาด

การปิง้ ฝักส้มปอ่ ยกอ่ นต้มตามตารับของชา่ งโบราณจะทา
ให้ได้น้าฝักส้มป่อยที่มีรสเปร้ียวฝาดดี ช่วยเพ่ิมคุณภาพในการ
ใช้งานเวลารดนา้ จะทาใหน้ า้ ยาหลดุ งา่ ยขึน้ นา้ สม้ ป่อยนี้ถา้ ทง้ิ ไว้
นานมักจะข้ึนราเปน็ ฝ้าเวลาจะใชต้ ้องกรองอีกคร้งั

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 25

การใช้สโี ปสเตอร์ทดแทนหินหรดาลในการเขียนลายรดนา้

เราอาจใช้สีโปสเตอร์สีเหลืองย่ีหอ้ ใดก็ได้ เช่น pilikan sakura camel ฯลฯ ชนิดท่ีมีเน้ือมากมนี ้า
ผสมอยู่น้อยมาทดแทนผงหินหรดาลได้เลย โดยตักเน้ือสีเหลืองออกมาจากขวดใส่โกร่งโดยให้มีน้าผสมอยู่
เล็กนอ้ ย

ขันตอนการผสมน้ายาหรดาล

๑. นาหินหรดาลหรือสีโปสเตอร์ใส่ลงในโกร่งบดยา ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง ๓ น้ิว โดยใส่เนื้อหิน
หรดาลทเี่ ป็นผงละเอยี ด หรอื เน้อื สีโปสเตอร์สเี หลอื ง ประมาณ ครึ่งโกรง่

๒. ใสน่ ้ากาวกระถินประมาณ ๒ – ๓ ช้อนโตะ๊
๓. ใสน่ า้ ฝกั สม้ ป่อย ๒ - ๓ ช้อนโตะ๊
๔. คนจนเขา้ กนั ทวั่ ๆ ดูจนเป็นเนื้อเดยี วกนั
๕. ทดสอบน้ายา โดยการใชพ้ ูก่ ันจุ่มแล้วเขียนเส้นต่างๆ ลงบนแผ่นชน้ิ งานท่เี ตรยี มไว้แล้ว ทิง้ รอไว้ให้

แห้ง เมื่อแห้งแล้วจึงนาสาลีปั้นเป็นก้อนมาถูแรงๆ เหมือนเช็ดรัก สังเกตดูว่าหรดาลหลุดติดมา
หรือไม่ หรือสีจางลงมากหรือไม่ ถ้าไม่หลุดแสดงว่ากาวได้ท่ีแล้ว แต่ถ้าหลุดแสดงว่ากาวแก่
เกินไป ใหเ้ ติมนา้ ฝักส้มป่อยทีละน้อย แลว้ ทดสอบต่อไปจนได้ท่ี หลงั จากนน้ั ลองนายางรกั ท่ีเค่ียว
ไลน่ ้าออกแลว้ ทเ่ี รียกว่า " รักเช็ด " มาลองเชด็ ดู ถา้ ไมห่ ลุดเป็นอันใช้ได้ เตรยี มนาไปใช้งานได้
เลย (กาวกระถินและฝักส้มป่อยท่ีใช้ไม่หมดให้นาไปแช่ตู้เย็นเพื่อกันเช้ือรา) ศึกษารายละเอียด
เพิ่มเติมในขัน้ ของการทดสอบน้ายาหรดาลในลาดบั ถดั ไป

ในการท่จี ะเอาน้ายามาใช้นนั้ ควรแบ่งออกมาใส่ในโกรง่ เลก็ ต่างหาก ส่วนโกร่งใหญก่ ็ควรทาฝาปดิ เสยี
หรือใส่ขวดท่มี ีปากขวดกว้าง ๆ ก็ได้ เมื่อท้ิงไวน้ านมักจะขน้ึ ราเปน็ ฝ้าเวลาใชก้ ็ลอกเอาแผ่นราออกเสยี ก่อนก็
นาไปใชเ้ ขียนได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 26

น้ายาหรดาลท่ีใช้เขียนน้ันเมอื่ แบ่งมาใส่
โกร่งเล็กแล้วต้องหม่ันคนเสมอ ๆ เวลาเขียน
เพราะหรดาลนั้นมักนอนก้นเร็ว วิธีเขียนก็

เขยี นด้วยน้ายาหรดาลไปตามเส้นลวดลายที่ปรุ
เอาไว้ ส่วนลายละเอียดก็ใส่ภายหลังให้
สมบูรณ์ เมื่อเขียนเส้นลวดลายเรียบร้อยแล้ว
ต้องถมพื้นที่ไม่ใช่ลายให้ท่ัว เสร็จแล้วทิ้งไว้ให้
แห้งแต่ไม่ควรท้ิงไว้นานหลายวัน เม่ือหรดาล
แห้งแล้วกจงึ จะเชด็ รักปิดทองได้

การทดสอบน้ายาหรดาลก่อนนา้ ไปใช้การ

เขยี นลายรดน้า

น้ายาหรดาลท่ีผสมแลว้ นั้นจะสามารถใช้ในการเขยี นได้ดีหรือไม่นัน้ จะต้องนามาทาการทดสอบก่อน
นาไปใช้จริง เนื่องจากการผสมน้ายาหรดาลนั้นโบราณจะไม่มีส่วนผสมที่มีอัตราส่วนมาตรฐาน ดังน้ันก่อน

นาไปใช้ทกุ ครงั้ จะตอ้ งมีการทดสอบก่อนเพื่อไม่ให้เกิดการผิดพลาดของน้ายาหรดาลที่ผสม เพราะวา่ น้ากาวที่
ผสมอยใู่ นนา้ ยาหรดาลจะมากหรอื นอ้ ยเกนิ ไปมผี ลตอ่ คณุ ภาพของน้ากาว

วธิ กี ารทดสอบน้ายาหรดาล มีวธิ ีทาดงั น้ี

1. น้ายาหรดาลท่ีผสมใส่โกร่งบดยาแล้วให้ทาการคนนาน ๆ เพ่ือให้น้ายาหรหรดาลเข้ากันได้เป็น
อย่างดีแล้ว จึงใช้พู่กันจุ่มลงในน้ายาหรดาลนามาเขียนบนพื้นผิววัสดุ (กระดานแผ่นไม้ หรือแผ่นพลาสติก)ที่
เตรียมไว้ในการเขียนงานจริง ให้ทดลองเขียนเป็นเส้น ๆ ขนาดเส้นเล็ก เส้นใหญ่ ต่าง ๆ กันหลาย ๆ ขนาด
ทดลองระบาย หรือทดลองการถมพน้ื อย่างกว้าง ๆ ให้น้ายาหรดาลมีหลายขนาดหนาบ้าง บางบ้างแลว้ ทิ้งไว้
รอจนแห้งสนิท

2. ใชล้ กู ประคบดินสอพองหรือปั้นสาลีเป็นก้อนกลมเล็ก ๆ ทดสอบการเช็ด ถลู งบนนา้ ยาหรดาลที่
เขียนและทง้ิ ไว้จนแห้งสนิทแลว้ แรง ๆ หากนา้ ยาหรดาลหลุดล่อนออกมาติดกับสาลีทีเ่ ช็ดถนู ั้น แสดงวา่ นา้ ยา
หรดาลนั้นใส่กาวนอ้ ยไปหรือกาวออ่ นไป ใหเ้ ติมนา้ กาวกระถนิ เพ่มิ ลงในโกรง่ ทีละน้อยและคนใหเ้ ขา้ กนั

3. หากทดลองเขียนเส้นและระบายทิ้งไว้จนแห้งสนิทและทดลองถูจนกว่าน้ายาหรดาลจะไม่หลุด
ออกมาใช้ยางรักเช็ดหรือสีน้ามันท่ีผ่านการทดสอบว่าใช้ได้เช็ดบนน้ายาหรดาลอีกแล้วทดลองการเช็ดออกถ้า
นา้ ยาหรดาลยังหลดุ ออกมาแสดงวา่ การใส่กาวยังนอ้ ยไปให้เตมิ กาวกระถนิ เพมิ่ อกี

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 27

๔. ถ้าน้ายาหรดาลไม่หลุดออกมาแสดงว่าใช้ได้ ให้ทดลองต่อไปโดยทาการรดน้าดูว่าน้ายาหรดาล
ละลายหลุดออกมาได้ง่ายหรือจึงจะใช้ได้ หากละลายหลุดออกยากต้องกลับไปเติมกาวเพิ่มอีก แล้วทดลองดู
ใหมจ่ นกว่าจะใช้ได้

5. การทดสอบน้ายาหรดาล นัน้ ควรกระทาในขณะที่อากาศร้อนและแห้งสนทิ ไมค่ วรทดสอบในเวลา
ท่ฝี นตกหรือเวลาท่ีอากาศชนื้ เพราะจะทานา้ ยาหรดาลช้นื ไม่แหง้ สนิท บางครั้งจาเปน็ อาจต้องใชไ้ ฟสปอร์ตไล้ท์
ชว่ ยส่องให้ความร้อนเพ่ือให้แหง้ เรว็ ขึ้นก็ได้

บทที่ 5

การเตรียมแบบลวดลายในการเขยี นลายรดน้า

การออกแบบลวดลายที่ใช้ในการเขียนลายรดน้าน้ัน ผู้เขียนจาเป็นต้องมีความรู้ ความเข้าใจในเร่ืองของการ
เขียนลวดลายไทย รูปแบบของลวดลาย วิธีการจัดองค์ประกอบของภาพให้สวยงาม และ ทดลองการถมพ้ืน
ลวดลายให้เป็นสีดาได้ด้วยก็จะเป็นการดี เพราะจะทาให้สามารถมองเห็นการจัดวางช่องไฟระหว่างพ้ืนสีขาว
และสีดาของภาพ ว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ (ช่องไฟ หรือช่องว่างระหว่างตัวลายช่วยทาให้เกิดมิติของภาพ
ขึ้น) ถ้าดูแล้วว่า การจัดองค์ประกอบดีก็สามารถนามาเป็นต้นแบบในการเขียนลายรดน้าได้ เนื่องจากงาน
เขียนลายรดน้านั้นจะมีเพียงสีทองของทองคาเปลวท่ีอยู่บนพ้ืนสีดาเท่านั้น การจัดองค์ประกอบของภาพจึง
จัดเป็นส่วนสาคัญมากในการเขียนลาย การแบ่งน้าหนกั เส้นสีอ่อนแก่ การเน้นขนาดเส้นรอบนอกของตวั ภาพ
ขนาดของตัวลายแต่ละตัวให้มีความแตกต่างกัน จะทาให้มองเห็นลีลา สร้างความรู้สึกเคลื่อนไหวต่อเน่ือง
กลมกลนื กันทั้งภาพ ตลอดจนวิธีการเขียนรายละเอียดต่าง ๆ ของตวั ภาพ หรอื ลวดลาย ด้วยนา้ หนักเส้น ด้วย
การเขียนเส้นไขว้สลับกันก็จะช่วยเน้นและสร้างให้เกิดความแตกต่างกันของวัตถุในภาพอย่างชัดเจน เช่น
พื้นดิน ภูเขา กอ้ นหนิ เปน็ ตน้

หลกั การออกแบบลวดลายหรือลวดลายประกอบภาพ

เทคนิควิธีการเขียนลายรดน้าอย่างง่ายก็คือ จุดเด่นในภาพและส่วนประกอบของลวดลาย จะต้อง
ออกแบบให้อยู่บนพ้ืนท่ีคนละส่วนกันแต่สัมพันธ์กนั ควรหลีกเลี่ยงการออกแบบลวดลายหรือตัวภาพที่จะตอ้ ง

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 28

ทับซ้อนกันมาก ๆ ถ้าหากจาเป็นจะต้องทับซ้อนตัวภาพกับส่วนประกอบจะต้องเน้นเส้นรอบนอกของแต่ละ
สว่ นใหม้ ขี นาดเสน้ ใหญ่เล็กแตกตา่ งกนั

การเน้นหน้าภาพดว้ ยสนิ เทาหรือการผูกลวดลายล้อมรอบตวั ภาพที่เน้น เปน็ สิง่ สาคญั ตวั ภาพท่ีสาคัญ
ของเน้อื เรอ่ื งควรจัดวางให้โดดเดน่ อยบู่ นพ้ืนเรียบ ๆ ไมม่ ลี วดลายมาทับซ้อน เพื่อใหล้ วดลายหรือตัวภาพน้ันมี
ความโดดเด่นชดั เจนตามหลักของการออกแบบลวดลาย

เสน่ห์ของการเขียนลายรดน้าน้ันอยู่ที่การเขียนตัวลวดลาย โดยความงดงามที่เกิดขึ้นน้ันจะอยู่ตรงท่ี
ปลายยอดของตัวลายแต่ละตัวท่ีมีความอ่อนช้อย ช่างเขียนจะต้องเขียนยอดของลวดลายให้อ่อนช้อยและ
สม่าเสมอใกล้เคียงกันทุกยอดลาย การบากตัวลายก็จะต้องมีความสม่าเสมอกัน ลวดลายท่ีออกแบบก็จะตอ้ ง
ให้จบอย่างลงตวั จงึ จะทาใหเ้ กดิ ความสมบูรณข์ องภาพ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 29

แบบลวดลาย (ฝึกหัดขนั พืนฐาน) ทใ่ี ช้ในการเขียนลายรดนา้ 30

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

แบบลวดลาย (ฝึกหัดขนั พนื ฐาน) ทไ่ี ด้ท้าการถมดา้ แล้ว 31

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

บทที่ 6

การปรแุ บบและอปุ กรณส์ ้าหรบั ปรุแบบ

เมื่อทาการออกแบบลวดลายได้ลงตัวสมบูรณ์เรียบร้อยแล้ว ก็นาแบบลวดลายต้นฉบบั นัน้ ถ่ายสาเนา
ไว้ 1 – 2 แผน่ ใหม้ ขี นาดเท่ากับแผน่ งานจริงทีจ่ ะนามาเขยี นลวดลายรดนา้ เพ่ือเตรยี มทาการปรแุ บบต่อไป

การปรุแบบลวดลาย เป็นอีกข้ันตอนหน่งึ ของการเขียนลายรดน้าที่สาคัญ เพราะการทาแบบปรจุ ะ
เป็นตัวกาหนดความยาก ง่ายให้กับผู้เขียนในข้ันตอนของการเขียนลาย การปรุแบบลวดลายจะต้องปรุให้
ลวดลายมคี วามละเอียดชัดเจน สามารถแยกแยะตัวลวดลายและตัวภาพได้ง่าย ในขัน้ ตอนของการเขียนน้ายา
หรดาลก็จะได้ลวดลายท่ีไม่ผดิ เพยี้ นไปจากตน้ แบบด้วย

การปรุแบบ คือ การทเี่ ราใช้เขม็ เจาะรูให้เปน็ จดุ ๆ ตามเส้นแบบที่เตรยี มไว้ให้เป็นเส้นไข่ปลา ขนาด
เทา่ ๆ กัน และลึกสมา่ เสมอกันทุกจุด

อปุ กรณ์สา้ หรบั ปรุแบบ

1. กระดาษไข ขนาดตามช้ินงาน

2. กระดาษหนังสอื พมิ พเ์ กา่ ๆ หรือ แผ่นโฟม

3. เขม็ ขนาดเล็กตอ่ ด้ามใช้ในการปรุกระดาษไขตน้ แบบ

เขม็ ปรุแบบ

เข็มปรุจะต้องใช้เข็มขนาดเล็ก โดยส่วนใหญ่จะใช้เข็มสอยผ้าเบอร์ 9 หรือเบอร์ 10
นามาทาการต่อด้ามเพ่ือให้จับถือได้สะดวกในขณะเวลาทาการปรุแบบ การต่อด้ามทาได้

2 วธิ ี คือ
วิธีที่ ๑ ต่อด้ามด้วยไม้ โดยนาเข็มที่เตรียมไว้ มาทาการใส่
แกนจับ ... คือใช้ไม้ขนาดเท่าปากกา พอดีมือ แล้วเอาเข็ม
วางทาบไปกับไม้ตรงส่วนปลาย ให้เข็มยื่นออกมา สัก 1
เซนติเมตร แลว้ พันยดึ กันใหแ้ น่น ๆ หรอื
วิธที ี่ ๒ ตอ่ ด้ามด้วยดินสอเขยี นชนดิ กดไส้ดินสอขนาด 0.3
หรือ 0.5 ม.ม. โดยนาเข็มท่ีเตรียมไว้ขนาดเดียวกับไส้
ดินสอมาใส่แทนไส้ดินสอ วิธีนี้จะสะดวกเวลาใช้งาน
สามารถปรบั ให้เขม็ สนั้ ยาวตามแตต่ อ้ งการได้ง่าย

แต่ไม่นิยมนาเข็มหมุดหรือเข็มชนิดอื่นมาใช้ เพราะมีขนาดใหญ่ อาจทาให้ช่องของรอยปรุแบบ โต
หรือกว้างเกนิ ไป เมอื่ โรยแบบแลว้ จะมองเหน็ ลายไม่ชดั เจน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 32

เข็มปรุแบบ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 33

วสั ดุรองรบั การปรแุ บบ

กระดาษหนังสือพิมพ์เก่า ๆ หรือ แผ่นโฟม เป็นวัสดุที่ดีท่ีใช้ในการรองปรุ โดยนามารองแผ่นกระดาษ
ไขเวลาทาการปรแุ บบลายรดนา้ เพอื่ ช่วยทาให้รทู ่ที าการปรมุ ีขนาดเล็ก

มีบ้างท่ีเลือกใช้วัสดุประเภทผ้ามารองปรุเพียงเพื่อให้ปลายเข็มเจาะทะลุผ่านง่าย แต่ก็จะทาให้
กระดาษที่ปรุแบบฉีกขาดและเปน็ รูกว้างด้วยจึงไมค่ วรเลอื กใช้ ทั้งน้หี ากตอ้ งการใหป้ รุได้ลน่ื ก็เพียงแต่ใช้เทียน
ถทู ีป่ ลายเข็มก่อนการปรุ

วธิ กี ารปรแุ บบ

ในการปรุแบบให้ได้แบบทม่ี ีความคมชัดของเสน้ สวยงาม มีลวดลายถูกตอ้ งตามทอ่ี อกแบบไว้ มวี ธิ กี าร
ดงั น้ี

1. การผนึกแบบร่าง รูปภาพ ลวดลายที่ตอ้ งการทาการปรุ เรมิ่ จากวางกระดาษไข ๑ แผ่น ลงบน
แผ่นกระดาษหนังสอื พิมพเ์ กา่ หรอื แผน่ โฟม ซึ่งเปน็ วัสดุทีเ่ ตรียมไว้สาหรับรองรับการปรุ แล้ววาง
แบบลวดลายที่จะใช้ในการเขียนลายรดน้าลงบนกระดาษไขแผ่นท่ี 1 น้ัน จากน้ันนากระดาษไข
แผ่นท่ี 2 วางทับบนแบบลวดลายอีกชั้นหนึ่ง ยึดกระดาษไขแผ่นแรก กับ แบบลวดลาย และ
กระดาษไขแผ่นท่ี 2 ด้วยเทปกาวท้ัง 4 มุม ให้แน่น การทาเช่นน้ีเป็นการปรุแบบ 2 ช้ันในครั้ง
เดียว เพื่อสารองแบบไวใ้ ห้สามารถใช้งานซา้ ๆ กัน ได้หลาย ๆ ครั้ง เพราะเมื่อปฏิบัติงานต่อไป
แล้วเกิดมีเส้นของภาพลบหายไปบ้างก็สามารถตบฝุ่นถ่ายแบบไดอ้ ีก นอกจากนี้บางครงั้ อาจเกดิ
กรณีที่แบบปรุฉีกขาด จะไม่ต้องทาการปรุแบบใหม่ให้เสียเวลา เพราะการปรุแบบแต่ละคร้ัง
จะต้องใช้เวลานานพอสมควร

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 34

2. นาเข็มปรทุ ไี่ ด้ทาด้ามไว้แล้วมาเจาะ หรือที่เรียกว่าปรุลาย โดยเดนิ ลายปรุไปตามเส้นทไี่ ดอ้ อกแบบ
ไว้ใหท้ ั่วภาพ ขน้ั ตอนนีจ้ ะตอ้ งใจเยน็ ๆ จึงจะไดล้ ายปรทุ ีส่ วย

3. การเว้นช่องไฟ ควรใหม้ ีความถี่หรือระยะห่างระหวา่ งช่องของการปรุพอสมควรและเท่า ๆ กัน จึง
จะสวยงาม และเมื่อนามาโรยแบบก็จะมองเห็นลวดลายชดั เจน

ปัญหาในการปรุแบบลวดลาย

ในข้ันตอนการทาการปรุแบบลวดลายนั้น สิ่งท่ีมีความสาคัญท่ีสุดคือ วิธีการจับเข็มปรุ จะต้องวาง
ปลายเข็มให้ต้ังฉากหรือตั้งตรงกับแบบลวดลายที่จะทาการปรุ ไม่ควรท่ีจะจับเข็มปรุเอียงเหมือนการจับ
ปากกาหรือดินสอตามลักษณะแบบของการเขียนหนังสอื เพราะจะทาให้รอยปรุแบบลวดลายบนแผ่นกระดาษ
ไข มีรูเข็มเฉียงออกไปด้านใดด้านหน่ึงได้ และลวดลายแบบอาจมกี ารคลาดเคลอื่ นไปจากเดิมได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 35

ปญั หาในการปรุแบบลวดลาย
การปรุแบบลวดลาย สามารถแบง่ ออกเปน็

๑. การปรุเฉพาะตัวลาย หรือ เส้นที่สาคัญ

ๆ ไดแ้ ก่ เสน้ แบ่งขอบของลวดลาย เส้นแบ่งตัว
ลาย สาหรับช่างหรือผู้เขียนลวดลายท่ีมีความ
ชานาญ เพราะสามารถเขียนลายละเอยี ดไดเ้ อง
โดยไมต่ ้องใช้แบบร่างหรอื ปรลุ ายโรย

๒. การปรุแบบลวดลายให้เห็นรายละเอียด

ทาให้สามารถแยกตัวลายและตัวภาพออกได้
ชัดเจนเมื่อโรยแบบสาหรับเขียนจริง กรณีที่
ผู้เขยี นยังไม่มคี วามชานาญ

การตรวจสอบแบบปรุ

การทดสอบแบบปรทุ ี่เสร็จแล้วทาดังตอ่ ไปนี้

1. ตรวจเบอื้ งต้นโดยใช้มอื ลูบเพ่อื สัมผัสรอยปรุ

2. ทดสอบดว้ ยการสอ่ งกบั หลอดไฟฟา้ หรอื แสงสวา่ ง ดวู า่ มีชอ่ งเล็ก ๆ ท่แี สงผ่านทะลุได้หรอื ไม่

3. ทดสอบโดยใช้ลูกประคบดินสอพองโรยตามแบบลวดลายลงบนพน้ื ผวิ วสั ดุที่จะทาการเขยี นลายรด
นา้ เปน็ การตรวจดรู อยปรุหาว่ามีสว่ นท่ีลืมปรุหรือไม่ เพอื่ จะได้ทาการปรุรายละเอียดเพ่มิ

4. หากมีการแก้ไขแบบปรแุ ลว้ ควรนามาทาการทดสอบด้วยการโรยแบบใหม่อกี ครงั้ หนึ่ง เพื่อใหเ้ กิด
ความมั่นใจในความเรียบรอ้ ยของแบบปรกุ อ่ นนาไปใช้งานจริงตอ่ ไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 36

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 37

แบบท่ีทา้ การปรเุ สร็จแลว้ 38

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

บทท่ี 7
การเขยี นลายรดน้า

การเขยี นลายรดน้าแบ่งเป็นขนั้ ตอนไดด้ งั น้ี
๑. การทาความสะอาดพน้ื รักท่ใี ช้เขียน
๒. การโรยแบบลวดลาย
๓. การเขยี นลายด้วยนา้ ยาหรดาล
๔. การเชด็ รักและปิดทอง
๕. การรดนา้

การทา้ ความสะอาดพนื รกั ทใี่ ช้เขยี น
นาแผ่นกระดานรัก หรือแผ่นพลาสติกมาทาความสะอาดล้างด้วยน้าดินสอพอง (จะผสมผงซักฟอก

ด้วยก็ได้) เพอื่ ชว่ ยทาให้ผวิ หน้าของกระดานรกั หรือ แผน่ พลาสติกนั้นสะอาดปราศจากคราบนา้ มัน คราบเหง่อื
หรอื คราบส่ิงสกปรกตา่ ง ๆ มิฉะนน้ั จะทาใหป้ ดิ ทองไมต่ ิด โดยเฉพาะผิวของแผน่ พลาสตกิ จะไดล้ ดความมันลง
เวลาเขียนจะได้เขียนตดิ ไม่ทาให้เสน้ หรดานวูบ

เมื่อล้างกระดานรักหรือแผ่นพลาสติก ด้วยดินสอพองและน้าผงซักฟอกแล้วต้องใช้น้าสะอาดล้างอีก
คร้ังจึงนาไปผ่งึ ให้แห้ง

การโรยแบบลวดลาย
เอากระดาษไขทป่ี รลุ ายแล้วมาวางทาบบนแผ่นไม้กระดานรกั หรอื แผ่นพลาสติก ทเี่ ตรียมไว้ ยึดมมุ ท้ัง

ส่ใี ห้แนน่ ใช้ลูกประคบดินสอพองลูบไปบนลายที่ปรุให้ทว่ั ผงดินสอพองจะผา่ นรูเข็มท่ีปรุไว้ลงไปตดิ บนพ้ืนรัก
เป็นลวดลายตามต้องการแลว้ ยกเอาแบบโรยลายออก

หากแบบทีโ่ รยแล้วเคลอ่ื นดูไม่ออก หรอื ติดไม่ชดั ก็เอาผ้าลบทิ้งแลว้ โรยแบบใหม่

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 39

วธิ ีการโรยแบบลวดลาย

การใชล้ กู ประคบดนิ สอพองถูลงบนกระดาษไขเบา ๆ 40
ให้ผงฝนุ่ ดินสอพองลอดผา่ นตามรูเข็มที่ทา้ การปรุเป็นลวดลายไว้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

คอ่ ย ๆ เปิดแผ่นกระดาษไข จะมองเห็นลวดลายปรากฏ

ภาพของลวดลายท่ที ้าการปรุไว้จะไปปรากฏ บนพนื ผิวชินงานท่จี ะทา้ การเขียน 41

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

ภาพลวดลายที่พร้อมท้าการเขยี น น้ายาหรดาล 42

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง

การเขียนลายดว้ ยน้ายาหรดาล

ก่อนจะเริ่มเขียนต้องทาสะพานมือสาหรับรองเขียนเสียก่อนเพ่ือมิให้อุ้งมือถูกพ้ืนที่เขียน เพราะมือ
บางคนอาจมีเหงอ่ื ทาใหพ้ ้ืนสกปรกด้วยคราบเหงอื่ เวลาปิดทองแลว้ ทองจะไม่ติด ดังน้ันจงึ จาเปน็ ตอ้ งทาสะพาน
มือไวส้ าหรบั รองมอื เวลาเขียน

การทาสะพานรองมือ

สะพานรองมือต้องทา
เอง โดยใช้ไม้ท่มี คี วามยาวตามแต่
ถนัด โดยทั่วไปยาวประมาณ 20
นิ้ว ส่วนความกว้างไม่ควรต่ากว่า
2 น้ิว เรียบตรง วางมือแล้วไม่งอ
ลงมา ทาขาเล็ก ๆ สองขาด้วยไม้
หรือ โฟม สูงประมาณ 1 ซ.ม.
รองท้งั สองข้างใหส้ ูงข้นึ ไมค่ วรสงู
มากนักเพราะจะทาให้เม่ือยมือ
เมือ่ รองเขียน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 43

สะพานรองมือ อุปกรณ์ในการเขียนลายรดน้า

วนพู่กันท่ีใช้เขียนลายควรใช้พู่กันเบอร์ 0 พิเศษ ซ่ึงเป็นพู่กันท่ีมีขนยาวกว่าพู่กันเบอร์ 0 ธรรมดาทา
ใหเ้ ขียนเสน้ ได้ยาวไม่ต้องจุม่ สบี ่อย ๆ เพราะขนพกู่ ันอ้มุ สไี ด้มากกว่าชนดิ ธรรมดา

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 44

การใช้สะพานรองมือในการเขียน

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 45

สามารถใชส้ ะพานรองมอื เขียนภาพทงั ในแนวตงั และแนวนอน

การเขยี นเส้นภาพ

เส้นของภาพท่ีเป็นกรอบของตัวลาย จะเป็นตัวกาหนดให้ลวดลายที่เขียนจบอยู่ในพื้นท่ีที่กาหนด
ลกั ษณะของเส้นทเ่ี ขยี นจะมขี นาด ต่าง ๆ กนั ไปเปน็ เส้นเลก็ ใหญ่ตามลักษณะของตวั ลาย

การเขยี นเส้นโครงของลวดลายและตวั ภาพ
ในการเขียนน้ายาหรดาลนั้น ใหเ้ รม่ิ เขียนเส้นหลกั ๆ ก่อน โดยการตัดเส้นรอบนอกของลวดลายก่อน
โดยให้ขนาดของเส้นมีความสม่าเสมอกันทุกเส้น และให้เปิดเส้นปลายยอดของการบากและยอดลวดลายไว้
เพ่ือเวลาทาการถมพืน้ ด้วยน้ายาหรดาลแล้วสามารถทาการเล้ียงปลายยอดให้มีความพลิ้ว และเรยี วแหลมเกิด
ความสวยงามได้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 46

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 47

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 48

การเขียนเสน้ รายละเอยี ด

การเขียนเสน้ รายละเอียด (เสน้ แร) ของตวั ลายตามรปู แบบต่างๆ รวมไปถึงการสอดแทรกลกู เล่นเล็กๆ
น้อยๆ ตามความสามารถของช่างแต่ละคน ขนาดของเส้นแรจะต้องมีขนาดเล็กกว่าเส้นรอบนอกและมีความ
แตกต่างกันของขนาดเส้นแรในแต่ละตาแหน่ง ช่างท่ีชานาญจะสามารถเขียนเส้นแรได้หลายขนาดและเติม
รายละเอียดไดม้ าก ภาพจะเกดิ ความสวยงามมีน้าหนักอ่อนแก่ทาให้ผลงานมคี ุณค่ามากย่ิงขนึ้

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 49

การคดั เสน้ รอบนอกของตัวภาพ ตัวลาย

เส้นรอบนอกของตัวภาพหรือตัวลายที่ทับซ้อนกันควรเติมขนาดของเส้นให้โตขนึ้ โดยคัดแยกแต่ละตวั
ให้มองเห็นชัดเจน ถ้าการเขียนไม่คัดเส้น เน้นให้ชัดเจนแล้ว เม่ือปิดทองรดน้าออกมาภาพจะกลมกลืนเท่ากนั
ไปทงั้ หมด ดูแล้วจะแยกตวั ลาย ตวั ภาพออกไดไ้ มช่ ดั เจน งานท่ีกระทาโดยชา่ งทช่ี านาญการในสมยั โบราณจะมี
ขนาดของเส้นในภาพนน้ั แตกต่างกันถงึ 4-5 ขนาดขึน้ ไป

ผู้ช่วยศาสตราจารย์สรุ ัฐ บุญทรง 50


Click to View FlipBook Version