การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมกลางแจ้ง โรงเรียนบ้านค้อโพนสวางยางชุม ปีการศึกษา 2566 โดย คุณครูธัญลักษณ์ รัตนะ
ก หัวข้อวิจัย การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ กิจกรรมกลางแจ้ง ผู้ด าเนินการวิจัย ธัญลักษณ์ รัตนะ ที่ปรึกษา คุณครูเพ็ญศิริ กุลเกลี้ยง ,คุณครูจักรภพ ศรีนวลจันทร์ ปีการศึกษา 2566 บทคัดย่อ การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง และเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด ใหญ่ของเด็กปฐมวัย ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปี ที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนบ้านค้อ โพนสวางยางชุม. จ านวน 7 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง และแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็ก ปฐมวัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 ก่อนการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ในระดับปานกลาง หลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง นักเรียนระดับชั้น อนุบาล 2 มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 หลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง นักเรียนระดับชั้น อนุบาล 2 มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่สูงขึ้นทุกคน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05
ข กิตติกรรมประกาศ การศึกษางานวิจัยเรื่อง “การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมกลางแจ้ง” นี้ส าเร็จลุล่วงไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีคุณครูเพ็ญศิริ กุลเกลี้ยง เป็นที่ ปรึกษาให้ค าแนะน า ในการด าเนินงานก าหนดหัวข้องานวิจัย เนื้อหา และสรุปรูปเล่มเป็นอย่างดี คุณครูจักรภพ ศรีนวลจันทร์ที่ปรึกษาด้านวิชาการที่ได้ให้ค าแนะน า ค าปรึกษาเกี่ยวกับขอบเขต เนื้อหา แผนการสอน และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นอย่างดี จนการศึกษาวิจัยในครั้งนี้เสร็จสมบูรณ์ ผู้จัดท าขอขอบพระคุณอย่างสูงไว้ ณ ที่นี้ ขอขอบคุณนายจักรภพ ศรีนวลจันทร์รักษาการแทนต าแหน่งผู้อ านวยการโรงเรียนบ้านค้อ โพนสวางยางชุม ที่ให้การส่งเสริมสนับสนุนให้ค าแนะน าและชี้แนะแนวทางการด าเนินงาน พร้อมทั้ง อ านวยความสะดวกในการศึกษาวิจัย ขอขอบคุณนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ทุก ๆ คน ที่ตั้งใจและให้ความ ร่วมมือเข้าร่วมกิจกรรมเพื่องานวิจัย จนกระทั่งการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ส าเร็จไปด้วยดี ผู้วิจัย
ค สารบัญ หน้า บทคัดย่อ.............................................................................................................................................ก กิตติกรรมประกาศ..............................................................................................................................ข สารบัญ................................................................................................................................................ค บทที่ 1 บทน า......................................................................................................................................1 1.1 ความเป็นมา และความส าคัญของปัญหา........................................................................1 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย................................................................................................2 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ .............................................................................................2 1.4 ขอบเขตของการวิจัย.......................................................................................................2 1.5 กรอบแนวคิดการวิจัย.....................................................................................................3 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ............................................................................................................3 บทที่ 2เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..............................................................................................4 2.1 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560................................................................4 2.1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560........................................................8 2.1.2 วิสัยทัศน์การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560.....................................................8 2.1.3 หลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560..................................8 2.1.4 จุดมุ่งหมายการจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560................................................................................................9 2.1.5 การจัดประสบการณ์.............................................................................................9 2.1.6 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์....................................................................11 2.1.7 สาระการเรียนรู้..................................................................................................12 2.1.8 การประเมินพัฒนาการ.......................................................................................16 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกลางแจ้ง.......................................................................17 2.2.1 ความหมายของกิจกรรมกลางแจ้ง......................................................................17 2.2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกลางแจ้ง ..............................................................18 2.2.3 ประโยชน์ของกิจกรรมกลางแจ้ง.........................................................................21 2.3 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่......................................................................23 2.3.1 ความหมายและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่...........................................23
ง สารบัญ (ต่อ) หน้า 2.3.2 ความส าคัญและกลไกการท างานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่......................................23 2.3.3 คุณสมบัติและประเภทของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ .....................................................25 2.3.4 วิธีการฝึกกล้ามเนื้อ.............................................................................................26 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง.......................................................................................................27 บทที่ 3วิธีการด าเนินการวิจัย...........................................................................................................30 3.1 การก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง.........................................................................30 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย...............................................................................................30 3.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ.........................................................................30 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล..................................................................................................31 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................33 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย.......................................................................................................33 บทที่ 4ผลการวิเคราะห์ข้อมูล...........................................................................................................35 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์และแปรผลข้อมูล..........................................................35 4.2 การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล...............................................................................35 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัย...............................................................................36 บทที่ 5สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ......................................................................................38 5.1 สรุปผลการวิจัย.............................................................................................................38 5.2 อภิปรายผล...................................................................................................................38 5.3 ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้..........................................................................................39 5.4 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป.................................................................................39 บรรณานุกรม.....................................................................................................................................40 ภาคผนวก..........................................................................................................................................43 ภาคผนวก กแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย...........44 ภาคผนวก ขแผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง.........................................................................46 ภาคผนวก ค ภาพการท ากิจกรรม .......................................................................................71
บทที่ 1 บทน า 1.1 ความเป็นมา และความส าคัญของปัญหา พัฒนาการของมนุษย์คือ การเปลี่ยนแปลงที่ด าเนินไปอยู่ตลอดเวลา เป็นกระบวนการที่มี รูปแบบหรือลักษณะที่แน่นอนจากวัยหนึ่งสู่วัยหนึ่ง พัฒนาการมนุษย์โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 4 ด้าน ใหญ่ ๆ คือ 1) พัฒนาการด้านร่างกาย ซึ่งประกอบด้วย พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก และ พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ 2) พัฒนาการด้านสังคม ซึ่งประกอบด้วย พัฒนาการด้านสังคม และ พัฒนาการด้านคุณธรรม 3) พัฒนาการด้านอารมณ์ และ 4) พัฒนาการด้านสติปัญญา อาทิเช่น พัฒนาการด้านภาษา (ระวิวรรณ แซ่หลี, 2558: 1) กล้ามเนื้อมัดใหญ่ หมายถึง กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ๆ ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เช่น กล้ามเนื้อศีรษะและล าคอ กล้ามเนื้อส่วนตัว กล้ามเนื้อขาและกล้ามเนื้อส่วนแขน ความสามารถในการ ใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ หมายถึง ความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย เริ่มจากศีรษะ ไปสู่ปลายเท้าจากล าตัวไปยังแขน มือ และนิ้ว จากสะโพกไปยังขาไปถึงปลายเท้า หารเคลื่อนไหวของ เด็กจะพัฒนาได้เพียงใดขึ้นอยู่กับความพร้อมของร่างกาย โอกาสหรือประสบการณ์ในการเคลื่อนไหว ตลอดจนสิ่งแวดล้อมรอบตัวเด็ก พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่เป็นหนึ่งในพัฒนาการส าคัญส าหรับ เด็ก เนื่องจากกล้ามเนื้อมัดใหญ่ท าหน้าที่ขณะที่ร่างกายเคลื่อนไหวหรือทรงตัว อาทิเช่น การเดิน, การ วิ่ง, และการกระโดด อีกทั้งยังเป็นพื้นฐานเพื่อการพัฒนาการความสามารถในการเคลื่อนไหวหรือทรง ตัวในล าดับถัดไป เช่น การเล่นกีฬา, และการเคลื่อนไหวที่ซับซ้อน (ศิรินทร ทาสีทอง, 2559: 14) กิจกรรมการละเล่นของนักเรียนสามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้ สูงขึ้นได้ ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ ในเรื่องความพร้อมจะท าให้เกิดความพอใจ ของผู้เรียนนั้น ต้องจัดกิจกรรมปนเล่น เพราะการเล่นท าให้เด็กเรียนรู้วิธีเรียนด้วยตนเอง โดยมี กิจกรรม ดังนี้ 1) ด้านทักษะการกระโดด เช่น การกระโดดข้ามเชือก และการกระโดดขาเดียว 2) ด้าน ทักษะการทรงตัว เช่น การยืนด้วยขาข้างเดียว 3) ด้านทักษะการวิ่ง เช่น การวิ่งถอยหลัง และการวิ่ง ซิกแซก ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้เป็นการพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ในทุกด้าน เมื่อเด็กปฏิบัติกิจกรรมเหล่านี้ บ่อยๆ จะท าให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านร่างกายที่ดีขึ้น สามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ในส่วนแขนและ ขาเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระ (ชุลีพร นาหัวนิล, 2563: 386) เด็กปฐมวัยระดับอนุบาล 2 ในโรงเรียนบ้านค้อโพนสวางยางชุม ซึ่งเป็นกลุ่มเป้าหมายของ การศึกษาครั้งนี้ และเป็นเด็กในโรงเรียนของผู้วิจัยเอง ในขณะที่ผู้วิจัยก าลังจัดการเรียนการสอนอยู่นั้น ผู้วิจัยพบว่า การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ยังไม่ดีเท่าที่ควร ซึ่งท าให้มีผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก จาก
2 เหตุผลดังกล่าวผู้วิจัยจึงสนใจที่จะศึกษาการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็ก ปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ให้ดียิ่งขึ้นไป 1.2 วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัด กิจกรรมกลางแจ้ง 1.2.2 เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ก่อนและ หลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง 1.3 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ เด็กปฐมวัยมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่สูงขึ้นหลังได้รับการจัดกิจกรรม กลางแจ้ง 1.4 ขอบเขตของการวิจัย การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีขอบเขตของการวิจัย ดังนี้ 1.4.1 ขอบเขตกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปีที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนบ้านค้อโพนสวางยางชุม จ านวน 7 คน ได้มาโดย วิธีการเลือกแบบเจาะจง เนื่องจากเป็นห้องเรียนที่ผู้วิจัยได้รับมอบหมายให้เป็นผู้สอน 1.4.2 ตัวแปรของการวิจัย ตัวแปรต้น ได้แก่ การจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ตัวแปรตาม ได้แก่ ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก 1.4.3 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง 2) แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย 1.4.4 ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ระยะเวลาที่ใช้ในการวิจัย ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566
3 1.5 กรอบแนวคิดการวิจัย ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม ภาพ 1 กรอบแนวคิดการวิจัย 1.6 นิยามศัพท์เฉพาะ เด็กปฐมวัย หมายถึง เด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปีที่ก าลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนบ้านค้อโพนสวางยางชุม กล้ามเนื้อมัดใหญ่ หมายถึง กล้ามเนื้อบริเวณล าตัว แขน ขา รวมไปถึงความสัมพันธ์กันของ อวัยวะต่าง ๆ ทักษะด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่จะช่วยให้เด็ก ๆ รู้จักการทรงตัว สร้างสมดุลให้กับร่างกาย ได้ มีความแข็งแรง มีความทะมัดทะแมง ความไวในการเปลี่ยนท่าทาง โดยแบ่งทักษะการพัฒนา กล้ามเนื้อมัดใหญ่ออกเป็น 3 ประเภท 1. การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายโดยไม่ เคลื่อนห่างจากจุดเดิม แต่จะเป็นการใช้ร่างกายทุกส่วนให้ตอบสนองการเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น การหมุนตัว การบิดตัว การยืดเหยียดตัว เป็นต้น 2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่มีระยะทางเกิดขึ้นโดยเน้นที่เท้า เคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง เช่น การเดิน การวิ่ง การกระโดด เป็นต้น 3. การเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ประกอบอุปกรณ์ หมายถึง การเคลื่อนไหวทั้งแบบเคลื่อนที่ และไม่เคลื่อนที่พร้อมกับมีอุปกรณ์ประกอบ เช่น ลูกบอล ห่วงยาง เชือก แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย หมายถึง เครื่องมือ ที่ใช้ประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย แผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง หมายถึง แผนการจัดประสบการณ์การสอนโดยใช้กิจกรรม กลางแจ้งที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นเพื่อส่งเสริมความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ การจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่
บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ กิจกรรมกลางแจ้งในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ 2.1 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกลางแจ้ง 2.3 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2.1 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 การพัฒนาเด็กปฐมวัยของประเทศไทย เป็นสิ่งที่รัฐบาลให้ความส าคัญมาอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่ให้ผลของการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุดต่อการสร้างรากฐานของชีวิต ที่ผ่านมามีการ ด าเนินงานเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกันหลายภาคส่วน เนื่องจากเด็กปฐมวัยเป็นวัยที่เริ่มต้นตั้งแต่ปฏิสนธิใน ครรภ์มารดา จนถึงอายุ 6 ปีบริบูรณ์ หรือก่อนเข้าชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จึงมีหลายหน่วยงานที่ จัดบริการพัฒนาเด็กปฐมวัย รวมทั้งการให้ความรู้แก่พ่อแม่ ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการอบรม เลี้ยงดูเด็ก ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และองค์กรชุมชนโดยในส่วนของภาครัฐมีกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงสาธารณสุขกระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศึกษาธิการ เป็น หน่วยงานหลัก กระทรวงศึกษาธิการมีนโยบายให้มีการพัฒนาการศึกษาปฐมวัยอย่างจริงจังและต่อเนื่องโดย ได้แต่งตั้งคณะท างานพิจารณาหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย เพื่อปรับปรุงให้สอดคล้องกับสภาพการ เปลี่ยนแปลงด้านเศรษฐกิจ สังคมและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศประกอบกับรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 รวมทั้งกรอบยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2560- 2579) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 12 (พ.ศ.2560-2564) แผนการศึกษา แห่งชาติ (พ.ศ.2560-2579) เป้าหมายยุทธศาสตร์การปฏิรูปการศึกษาในศตวรรษที่ 2 (พ.ศ.2552- 2561) แผน ยุทธศาสตร์ชาติด้านเด็กปฐมวัย (พ.ศ.2560-2564) น าไปสู่การก าหนดทักษะส าคัญ ส าหรับเด็กใน ศตวรรษที่ 21 ที่มีความส าคัญต่อการก าหนดเป้าหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีความสอดคล้อง และทันต่อการเปลี่ยนแปลงทุกด้านการจัดการศึกษาปฐมวัยควรมีส่วนช่วยให้เด็กเกิดพัฒนาการและ การเรียนรู้อย่างเต็มที่ สถานศึกษาสามารถน าไปใช้เป็นกรอบและทิศทางในการพัฒนา หลักสูตรสถานศึกษาอย ่างมีประสิทธิภาพและได้มาตรฐานตามจุดมุ่งหมายที ่ก าหนด
5 เป้าหมายในการ พัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา เป็นคนดี มีวินัย ส านึกความเป็นไทย และมีความรับผิดชอบต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และ ประเทศชาติในอนาคต ตามค าสั่งกระทรวงศึกษาธิการที่ สพฐ. 1223/2560 เรื่องให้ใช้หลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ลงวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2560 ที่ได้ประกาศให้ใช้หลักสูตร การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 แทนหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2546 เพื่อให้ สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัยทุกสังกัดน าหลักสูตรฉบับนี้ไปใช้โดยปรับปรุงให้เหมาะสมกับ เด็กและสภาพท้องถิ่น ตั้งแต่ปีการศึกษา 2561 เป็นต้นไป หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จัดท าขึ้นโดยยึดปรัชญาการศึกษาปฐมวัย วิสัยทัศน์ หลักการบนพื้นฐานแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาปฐมวัยสากล และความเป็นไทย ครอบคลุมการอบรมเลี้ยงดูการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม และการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็ก ตลอดจนเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการ เรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อการพัฒนาเด็กปฐมวัยที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและการสร้าง รากฐานคุณภาพชีวิต ให้แก่เด็กและมุ่งเน้นการพัฒนาเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพ ด้วยความ ร่วมมือของสถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย ครอบครัว ชุมชน สังคม และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง กับการพัฒนาเด็กปฐมวัย สู่การสร้างคนไทยที่มีศักยภาพในอนาคต เพื่อเป็นก าลังส าคัญในการพัฒนา ประเทศไทยให้ก้าวหน้าอย่างยั่งยืน ทั้งนี้หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 พัฒนาขึ้นมา โดยอาศัยแนวคิดดังนี้ 1. แนวคิดเกี่ยวกับพัฒนาการเด็ก พัฒนาการเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในตัว มนุษย์เริ่มตั้งแต่ปฏิสนธิไปจนตลอดชีวิตทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพ พัฒนาการของเด็กจะมีล าดับ ขั้นตอนในลักษณะเดียวกันตามวัยของเด็ก แต่อัตราการเจริญเติบโต และระยะเวลาในการผ่าน ขั้นตอนต่าง ๆ ของเด็กแต่ละคนอาจแตกต่างกันได้โดยในขั้นตอนแรก ๆ จะเป็นพื้นฐานส าหรับ พัฒนาการขั้นต่อไป พัฒนาการประกอบด้วย ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ซึ่ง พัฒนาการแต่ละด้านมีความเกี่ยวข้องและสัมพันธ์กันรวมทั้งส่งผลกระทบซึ่งกันและกัน 2. แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวมและการปฏิบัติที่เหมาะสมกับพัฒนาการ การพัฒนาเด็กอย่างเป็นองค์รวม เป็นการค านึงถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็กให้ ครบทุกด้าน ในการดูแลพัฒนา และจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้แก่เด็กต้องไม่เน้นที่ด้านใดด้านหนึ่ง จนละเลยด้านอื่น ๆ ซึ่งในแต่ละด้านของพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา มีองค์ประกอบต่าง ๆ ที่ต้องการการส่งเสริมให้เด็กเจริญเติบโต และมีพัฒนาการสมวัยอย่าง เป็นล าดับขั้นตอน 3. แนวคิดเกี่ยวกับการจัดการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการท างานของสมอง สมองของเด็กเป็น สมองที่สร้างสรรค์และมีการเรียนนรู้ที่เกิดขึ้นสัมพันธ์กับอารมณ์ สมองเป็นอวัยวะที่ส าคัญมากที่สุด
6 และมีการพัฒนาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา โดยในช่วงนี้เซลล์สมองจะมีการพัฒนาเชื่อมต่อและท าหน้าที่ ในการควบคุมการท างานพื้นฐานของร่างกาย ส าหรับในช่วงแรกเกิดถึงอายุ 3 ปี จะเป็นช่วงที่เซลล์ สมองเจริญเติบโตและขยายเครือข ่ายใยสมองอย่างรวดเร็ว โดยปัจจัยในการพัฒนาของสมอง ประกอบด้วย พันธุกรรม โภชนาการ และสิ่งแวดล้อม สมองจะมีพัฒนาการที่ส าคัญในการควบคุมและ มีผลต่อการเรียนรู้ ความคิด จินตนาการ ความฉลาด และพัฒนาการทุกด้าน การพัฒนาของสมองท า ให้เด็กปฐมวัยสามารถเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วกว่าวัยใด 4. แนวคิดเกี่ยวกับการเล่นและการเรียนรู้ของเด็ก การเล่นเป็นกิจกรรมการแสดงออกของ เด็กอย่างอิสระตามความต้องการ และจินตนาการสร้างสรรค์ของตนเอง เป็นการสะท้อนพัฒนาการ และการเรียนรู้ของเด็กในชีวิตประจ าวัน จากการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่าง ๆ บุคคล และสิ่งแวดล้อม รอบตัว การเล่นท าให้เกิดความสนุกสนาน ผ่อนคลายและส่งเสริมพัฒนาการทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก การเล่นของเด็กปฐมวัยจัดเป็นหัวใจส าคัญของการจัด ประสบการณ์การเรียนรู้ที่เหมาะสม ซึ่งการเล่นอย่างมีความหมายเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้ขั้น พื้นฐานที่ถือว่าเป็นองค์ประกอบส าคัญในกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ขณะที่เด็กเล่นจะเกิดการเรียนรู้ ไปพร้อม ๆ กันด้วย จากการเล่นเด็กจะมีโอกาสเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ใช้ประสาทสัมผัส และการรับรู้ ผ่อนคลายอารมณ์และแสดงออกถึงตนเอง ได้เรียนรู้ความรู้สึกของผู้อื่น เด็กจะรู้สึก สนุกสนาน เพลิดเพลิน ได้สังเกต มีโอกาสส ารวจ ทดลอง คิดสร้างสรรค์ คิดแก้ปัญหาและค้นพบด้วย ตนเอง การเล่นช่วยให้เด็กเรียนรู้สิ่งแวดล้อม บุคคลรอบตัว และส่งเสริมให้เด็กมีพัฒนาการทางด้าน ร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ก้าวหน้าไปตามวัยอย่างมีคุณภาพ 5. แนวคิดเกี่ยวกับการค านึงถึงสิทธิเด็ก การสร้างคุณค่า และสุขภาวะให้แก่เด็กปฐมวัยทุกคน เด็กปฐมวัยควรได้รับการดูแลและพัฒนาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันทุกคน โดยมีสิทธิในการอยู่รอด สิทธิได้รับการคุ้มครองสิทธิในด้านพัฒนาการ และและสิทธิการมีส่วนร่วมตามที่กฎหมายระบุไว้ 6. แนวคิดเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูควบคู่การให้การศึกษา การจัดการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนา เด็กบนพื้นฐานของการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษา หรือการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการตามวัยของเด็กแต่ละคนอย่างเป็นองค์รวม 7. แนวคิดเกี่ยวกับการบูรณาการ เด็กปฐมวัยเป็นช่วงวัยที่เรียนรู้ผ่านการเล่นและการท า กิจกรรมที ่เหมาะสมตามวัย เป็นหน้าที ่ของผู้สอนต้องวางแผนโดยบูรณาการทั้งวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ศิลปะ ภาษา ดนตรี และการเคลื่อนไหว คุณธรรม จริยธรรม สุขภาพอนามัย และศาสตร์ อื่น ๆ โดยไม่แบ่งเป็นรายวิชา แต่จะมีการผสมผสานความรู้ ทักษะกระบวนการ และเจตคติของแต่ละ ศาสตร์ในการจัดประสบการณ์ 8. แนวคิดเกี่ยวกับลื่อ เทคโนโลยี และสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ผู้สอนสามารถน า สื่อเทคโนโลยี และการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้มาสนับสนุนและเสริมสร้างการเรียนรู้ของ
7 เด็กปฐมวัยได้ โดยสื่อเป็นตัวกลางและเครื่องมือเพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้ตามจุดประสงค์ที่วางไว้ 9. แนวคิดเกี่ยวกับการประเมินตามสภาพจริง การประเมินพัฒนาการของเด็กปฐมวัยยึด วิธีการสังเกตเป็นส่วนใหญ่ เป็นกระบวนการที่ต่อเนื่องและสอดคล้องสัมพันธ์กับการจัดประสบการณ์ การเรียนรู้รวมทั้งกิจกรรมประจ าวัน โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการและการ เรียนรู้ของเด็ก ส าหรับการส่งเสริมความก้าวหน้า และช่วยเหลือสนับสนุนเมื่อพบเด็กล่าช้าหรือมี ปัญหาที่เกิดจากพัฒนาการและการเรียนรู้ 10. แนวคิดเกี่ยวกับการมีส่วนร่วมของครอบครัว สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน การพัฒนาเด็กอย่างมีคุณภาพต้องอาศัยความร่วมมือของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับเด็ก 11. แนวคิดเกี่ยวกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ความเป็นไทย และความหลากหลาย การเปลี่ยนแปลงทางสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยี ส่งผลต่อวิถีชีวิตและการจัดการศึกษาเพื่อเตรียม เด็กสู่อนาคต เด็กเมื่อเกิดมาจะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งไม่เพียงแต่จะได้รับอิทธิพล จากการปฏิบัติแบบดั้งเดิมตามประเพณี มรดก และการถ่ายทอดความรู้ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษแล้ว ยังได้รับอิทธิพลจากประสบการณ์ ค่านิยม และความเชื่อของบุคคลในครอบครัวและชุมชนของแต่ละ ที่ด้วย จากแนวคิดพื้นฐานดังกล่าว ในการจัดการศึกษาปฐมวัย ครูต้องศึกษาหลักการของหลักสูตร ให้เข้าใจเพราะในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 จ าเป็นต้องยึดหลักการการอบรมเลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษา โดยต้องค านึงถึงความสนใจและ ความต้องการของเด็กทุกคน ทั้งเด็กปกติ เด็กด้อยโอกาส เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มี ความบกพร่องทางร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งการสื่อสาร การเรียนรู้ส าหรับ เด็กที่มีร่างกายพิการ หรือทุพพลภาพ บุคคลที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ หรือเด็กที่ไม่มีผู้ดูแล เพื่อให้ เกิดการพัฒนาการทุกด้านอย่างสมดุลกันโดยผ่านการจัดกิจกรรมที่หลากหลายบูรณาการผ่านการเล่น และกิจกรรมที่เป็นประสบการณ์ตรง ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้งห้าที่มีความเหมาะสมกับวัยและความ แตกต่างระหว่างบุคคล ด้วยปฏิสัมพันธ์ที่ตีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยง หรือบุคลากรที่มี ความสามารถในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษากับเด็ก เพื่อให้เด็กแต่ละคนได้มีโอกาสในการพัฒนา ตนเองตามล าดับขั้นของการพัฒนาสูงสุดตามศักยภาพและน าไปใช้ในการด ารงชีวิตเป็นคนดีและคน เก่งของสังคม สอดคล้องกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียม ประเพณี ศิลปวัฒนธรรม ความ เชื่อทางศาสนาที่ตนเองนับถือ สภาพเศรษฐกิจ สังคม โดยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน และ สังคมเพื่อเป็นก าลังส าคัญในการพัฒนาประเทศต่อไปในอนาคต
8 2.1.1 ปรัชญาการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ก าหนดปรัชญาการศึกษาปฐมวัยที่ สะท้อนให้เห็นความเชื่อพื้นฐานในการพัฒนาเด็กปฐมวัยตั้งแต่อายุแรกเกิดถึง 6 ปีบริบูรณ์ โดยเห็น ความส าคัญของการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม การค านึงถึงความสมดุลและครอบคลุมพัฒนาการของเด็ก ครบทุกด้าน ในการอบรมเลี้ยงดู พัฒนาและส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ของเด็ก ที่ผู้สอนต้องยอมรับ ความแตกต่างของเด็ก ปฏิบัติต่อเด็กแต่ละคนอย่างเหมาะสม โดยผู้สอนให้ความรัก ความเอื้ออาทร มี ความเข้าใจ ในการพัฒนาเด็กให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สติปัญญา คุณธรรม จริยธรรม และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ดังนี้ การศึกษาปฐมวัย เป็นการพัฒนาเด็กตั้งแต่แรกเกิด ถึง 6 ปีบริบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม บนพื้นฐานการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่สนองต่อธรรมชาติและพัฒนาการ ตามวัยของเด็กแต่ละคนให้เต็มตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วย ความรัก ความเอื้ออาทร และความเข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐานคุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ 2.1.2 วิสัยทัศน์การศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ก าหนดวิสัยทัศน์ที่สะท้อนให้เห็นความ คาดหวังที่เป็นจริงได้ในอนาคตในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีคุณภาพ ผ่านประสบการณ์ที่เด็กปฐมวัย เรียนรู้อย่างมีความสุข มีทักษะชีวิต ปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และส านึกความเป็นไทยและทุกฝ่ายทั้งครอบครัว สถานศึกษาหรือสถานพัฒนาเด็กปฐมวัย และชุมชน ร่วมมือกันพัฒนาเด็ก ดังนี้ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา อย่างมีคุณภาพและต่อเนื่อง ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้อย่างมี ความสุขและเหมาะสมตามวัย มีทักษะชีวิต และปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็น คนดีมีวินัย และส านึกความเป็นไทย โดยความร่วมมือระหว่างสถานศึกษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็ก 2.1.3 หลักการของหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ก าหนดหลักการส าคัญในการจัด การศึกษาปฐมวัย เพราะในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กปฐมวัย จะต้องยึดหลักการอบรม เลี้ยงดูควบคู่กับการให้การศึกษา โดยต้องค านึงถึงความสนใจและความต้องการของเด็กทุกคน ทั้งเด็ก ปกติ เด็กที่มีความสามารถพิเศษ และเด็กที่มีความบกพร่องทางร ่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม สติปัญญา รวมทั้งการสื่อสารและการเรียนรู้ หรือเด็กที่มีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพหรือบุคคลซึ่งไม่ สามารถพึ่งตนเองได้ หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาส เพื่อให้เด็กพัฒนาทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์
9 จิตใจ สังคม และสติปัญญาอย่างสมดุล โดยจัดกิจกรรมที่หลากหลาย บูรณาการผ่านการเล่น และ กิจกรรมที่เป็นประสบการณ์ตรงผ่านประสาทสัมผัสทั้งห้า เหมาะสมกับวัยและความแตกต่างระหว่าง บุคคล ด้วย ปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับผู้เลี้ยงดู หรือบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถ ในการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาเด็กปฐมวัย เพื่อให้เด็กแต่ละคน ได้มีโอกาสพัฒนาตนเอง ตามล าดับชั้นของพัฒนาการสูงสุดตามศักยภาพ และน าไปใช้ในชีวิตประจ าวันได้อย่างมีความสุข เป็น คนดีของสังคม และสอดคล้องกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ขนบธรรมเนียมประเพณี วัฒนธรรม ความ เชื่อทางศาสนา สภาพเศรษฐกิจ สังคม และสิทธิเด็ก โดยความร่วมมือจากครอบครัว ชุมชน องค์กร ปกครอง ส่วนท้องถิ่น องค์กรเอกชน สถาบันศาสนา สถานประกอบการ และสถาบันสังคมอื่น ดังนี้ 1. ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการที่ครอบคลุมเด็กปฐมวัยทุกคน 2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดูและให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นส าคัญ โดยค านึงถึงความ แตกต่างระหว่างบุคคล และวิถีชีวิตของเด็กตามบริบทของชุมชน สังคม และวัฒนธรรมไทย 3. ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม ผ่านการเล่นอย่างมีความหมาย และ มีกิจกรรมหลากหลาย ได้ลงมือกระท าในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เหมาะสมกับวัย และมี การพักผ่อนเพียงพอ 4. จัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิต และสามารถปฏิบัติตนตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคนดี มีวินัย และมีความสุข 5. สร้างความรู้ ความเข้าใจและประสานความร่วมมือในการพัฒนาเด็ก ระหว่าง สถานศึกษา กับพ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเด็กปฐมวัย 2.1.4 จุดมุ่งหมายการจัดการศึกษาปฐมวัยตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ก าหนดจุดหมายเพื่อให้เกิดกับเด็กเมื่อ จบการศึกษาระดับปฐมวัยแล้ว โดยจุดหมายอยู่บนพื้นฐานพัฒนาการทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจสังคม และสติปัญญา ที่น าไปสู่การก าหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ตัวบ่งชี้ และสภาพที่พึงประสงค์ดังนี้ 1. ร่างกายเจริญเติบโตตามวัย แข็งแรง และมีสุขนิสัยที่ดี 2. สุขภาพจิตดี มีสุนทรียภาพ มีคุณธรรม จริยธรรม และจิตใจที่ดีงาม 3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ ร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่างมีความสุข 4. มีทักษะการคิด การใช้ภาษาสื่อสาร และการแสวงหาความรู้ได้เหมาะสมกับวัย 2.1.5 การจัดประสบการณ์ การจัดประสบการณ์ส าหรับเด็กปฐมวัยอายุ 3-6 ปี เป็นการจัดกิจกรรมในลักษณะ
10 บูรณาการผ่านการเล่น การลงมือกระท า จากประสบการณ์ตรงอย่างหลากหลาย เกิดความรู้ ทักษะ คุณธรรม จริยธรรม รวมทั้งเกิดการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไม่ จัดเป็นรายวิชาโดยมีหลักการ และแนวทางการจัดประสบการณ์ ดังนี้ 1. หลักการจัดประสบการณ์ 1.1 จัดประสบการณ์การเล่นและการเรียนรู้หลากหลาย เพื่อพัฒนาเด็กโดยองค์ รวมอย่างสมดุลและต่อเนื่อง 1.2 เน้นเด็กเป็นส าคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว ่าง บุคคลและบริบทของสังคมที่เด็กอาศัยอยู่ 1.3 จัดให้เด็กได้รับการพัฒนา โดยให้ความส าคัญกับกระบวนการเรียนรู้และ พัฒนาการของเด็ก 1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอยางต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่ง ของการจัดประสบการณ์ พร้อมทั้งน าผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอย่างต่อเนื่อง 1.5 ให้พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก 2. แนวทางการจัดประสบการณ์ 2.1 โรงเรียนจัดแนวทางการจัดประสบการณ์ในรูปแบบบูรณาการกิจกรรม 6 หลัก เป็นแนวทางหนึ ่งในการจัดประสบการณ์แบบบูรณาการที ่มีเอกลักษณ์ เฉพาะตัวของการจัด ประสบการณ์ในระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นการจัดประสบการณ์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวของการจัด ประสบการณ์ในระดับปฐมวัย ซึ่งเป็นการจัดประสบการณ์ที่เน้นเด็กเป็นศูนย์กลาง และมีความ สอดคล้องกับหลักการเรียนรู้ ของสมอง คือ กิจกรรมเสรี เป็นกิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็กเล่นกับสื่อและเครื่องเล่นหรือมุม ประสบการณ์ อย่างอิสระโดยให้เด็กมีโอกาสเลือกเล่นได้อย่างเสรีตามความสนใจและความต้องการ ของเด็กทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม ในมุมบ้าน มุมเสริมสวย มุมหนังลือ มุมบล็อก เครื่องเล่นสัมผัส มุมวิทยาศาสตร์ มุมเกมการศึกษา กิจกรรมสร้างสรรค์ เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์ ความรู้สึก ความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์และจินตนาการโดยใช้ศิลปะ เช่น การเขียนภาพ การปั้น การฉีกปะ ตัดปะ การพิมพ์ภาพ การร้อย การประดิษฐ์หรือวิธีการอื่น ๆ ที่เด็กได้คิดสร้างสรรค์ กิจกรรมเคลื่อนไหวและจังหวะ เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย อย่างอิสระตามจังหวะ โดยใช้เสียงเพลง ค าคล้องจอง เครื่องเคาะจังหวะหรือ อุปกรณ์อื่น ๆ มาประกอบการเคลื่อนไหวเพื่อส่งเสริมให้เด็กเกิดจินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ การท ากิจกรรม เคลื่อนไหวและจังหวะช่วยให้เด็กเรียนรู้จังหวะและควบคุมการเคลื่อนไหวของตนเองได้ กิจกรรมเสริมประสบการณ์ เป็นกิจกรรมที่มุ่งเน้นให้เด็กได้พัฒนาการทักษะการ
11 เรียนรู้ฝึกการท างานและอยู่ร่วมกันเป็นกลุ่มทั้งกลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่โดยจัดกิจกรรมด้วยวิธีต่าง ๆ เช่น สนทนา อภิปราย เล่านิทาน สาธิตทดลอง ศึกษานอกสถานที่ เล่นบทบาทสมมติ ร้องเพลง เล่น เกม ท่องค า คล้องจองประกอบท่าทาง กิจกรรมกลางแจ้ง เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพื่อ ออกก าลัง เคลื่อนไหวร่างกาย และแสดงออกอย่างอิสระ โดยยึดความสนใจและความสามารถของเด็ก แต่ละคนเป็นหลัก สิ่งที่เด็กเล่น เช่น การควบคุมท่าทางการเดิน การวิ่งแข่ง การเล่นกระบะทราย การ เดินทรงตัวบนแผ่นไม้ เพื่อสร้างสมองให้พร้อมส าหรับการใช้งานในวัยถัดไป กิจกรรมเกมการศึกษา เป็นเกมการเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญามีกฎเกณฑ์กติกาง่าย ๆ เด็ก สามารถเล่นคนเดียว หรือเล่นเป็นกลุ่มก็ได้ ช่วยให้เด็กรู้จักสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิด ความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี รูปร่าง จ านวน ประเภท และความสัมพันธ์เกี่ยวกับพื้นที่หรือระยะเช่น เกมจับคู่ เกม แยกประเภท จัดหมวดหมู่ เรียงส าดับ โดมิโน ภาพตัดต่อ การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ส าหรับเด็กปฐมวัยนั้นขึ้นอยู่บนพื้นฐานของ ประสบการณ์เดิม ที่เด็กมีอยู่ และประสบการณ์ใหม่ที่เด็กจะได้รับ เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริม พัฒนาการทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ ด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา รวมทั้งการยอมรับใน วัฒนธรรมและภาษา ของเด็กมุ่งเน้นการพัฒนาเด็กให้มีความสุข และเป็นการสร้างสภาพแวดล้อมที่ เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็ก ในสภาพแวดล้อมที่สะอาด ปลอดภัยอากาศสดชื่น ผ่อนคลายไม่เครียด มี โอกาสได้ออกก าลังกาย และพักผ่อน มีสื่อวัสดุอุปกรณ์ มีของเล่นที่หลากหลายเหมาะสมกับวัยให้เด็ก มีโอกาสได้เลือกเล่น เรียนรู้เกี่ยวกับตนเองและโลกที่เด็กอยู่ รวมทั้งพัฒนาการอยู่ร่วมกับคนอื่นใน สังคมอีกด้วย สิ่งส าคัญในการจัดประสบการณ์ คือ การยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง จัดประสบการณ์การ เรียนรู้ให้สอดคล้องเหมาะสมกับวัย ความสนใจ ความต้องการความแตกต่างระหว่างบุคคลใน บรรยากาศที่อบอุ่นต่อการเรียนรู้โดยใช้การบูรณาการผ่านการเล่นอย่างหลากหลายเป็นประสบการณ์ ตรงที่เด็กมีโอกาสให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ชุมชนมีส่วนร่วมในการพัฒนา 2.1.6 มาตรฐานคุณลักษณะที่พึงประสงค์ หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย พุทธศักราช 2560 ก าหนดมาตรฐานคุณลักษณะที่พึง ประสงค์ จ านวน 12 มาตรฐาน ประกอบด้วย พัฒนาการด้านร่างกาย 2 มาตรฐาน พัฒนาการด้าน อารมณ์ จิตใจ 3 มาตรฐาน พัฒนาการด้านสังคม 3 มาตรฐาน และพัฒนาการด้านสติปัญญา 4 มาตรฐาน ก าหนดตัวบ่งชี้ ซึ่งเป็นเป้าหมายในการพัฒนาเด็กที่มีความสัมพันธ์สอดคล้องกับมาตรฐาน คุณลักษณะที่พึงประสงค์ และมีการก าหนดสภาพที่พึงประสงค์ซึ่งเป็นพฤติกรรมหรือความสามารถ ตามวัยที่จ าเป็นส าหรับเด็กทุกคนบนพื้นฐานพัฒนาการหรือความสามารถในแต่ละระดับอายุ อีกทั้ง น าไปใช้ในการวิเคราะห์สาระการเรียนรู้ เพื่อก าหนดเป็นจุดประสงค์การเรียนรู้ในการจัดประสบการณ์ และการประเมินพัฒนาการเด็ก นอกจากสภาพที่พึงประสงค์ที่ก าหนดในหลักสูตรการศึกษาปฐมวัย
12 ผู้สอนจ าเป็นต้องท าความเข้าใจพัฒนาการของเด็กอายุ 3 - 6 ปี เพื่อน าไปพิจารณาจัดประสบการณ์ ให้เด็ก แต่ละวัยได้อย่างถูกต้องเหมาะสม ขณะเดียวกันจะต้องสังเกตเด็กแต่ละคนซึ่งมีดวามแตกต่าง ระหว่างบุคคลเพื่อน าข้อมูลไปช่วยพัฒนาเด็กให้เต็มตามความสามารถและศักยภาพหรือช่วยเหลือเด็ก ได้ทันท่วงที ทั้งนี้ขึ้นอยู ่กับสภาพแวดล้อม การอบรมเลี้ยงดู และประสบการณ์ที ่เด็กได้รับ ประกอบด้วย 1. พัฒนาการด้านร่างกาย ประกอบด้วย 2 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 1 ร่างกายเจริญเติบโตตามวัยและมีสุขนิสัยที่ดี มาตรฐานที่ 2 กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็กแข็งแรงใช้ได้อย่างคล่องแคล่วและ ประสานสัมพันธ์กัน 2. พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 3 มีสุขภาพจิตดีและมีความสุข มาตรฐานที่ 4 ชื่นชมและแสดงออกทางศิลปะ ดนตรี และการเคลื่อนไหว มาตรฐานที่ 5 มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจิตใจที่ดีงาม 3. พัฒนาการด้านสังคม ประกอบด้วย 3 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 6 มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มาตรฐานที่ 7 รักธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม และความเป็นไทย มาตรฐานที่ 8 อยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุขและปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของ สังคมในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 4. พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบด้วย 4 มาตรฐานคือ มาตรฐานที่ 9 ใช้ภาษาสื่อสารได้เหมาะสมกับวัย มาตรฐานที่ 10 มีความสามารถในการคิดที่เป็นพื้นฐานในการเรียนรู้ มาตรฐานที่ 11 มีจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ มาตรฐานที่ 12 มีเจตคติที่ดีต่อการเรียนรู้และมีความสามารถในการแสวงหาความรู้ ได้เหมาะสมกับวัย 2.1.7 สาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้ เป็นสื่อกลางในการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ให้กับเด็ก เพื่อส่งเสริม พัฒนาการเด็กทุกด้าน ให้เป็นไปตามจุดหมายของหลักสูตรที่ก าหนด ประกอบด้วยประสบการณ์ ส าคัญ และสาระที่ควรเรียนรู้ ดังนี้ 1. ประสบการณ์ส าคัญ ประสบการณ์ส าคัญเป็นแนวทางส าหรับผู้สอนน าไปใช้ในการ ออกแบบการจัดประสบการณ์ให้เด็กปฐมวัยเรียนรู้ ลงมือปฏิบัติ และได้รับการส่งเสริมพัฒนาการ ครอบคลุมทุกด้าน ดังนี้
13 1.1 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย เป็นการสนับสนุนให้เด็ก ได้มีโอกาสพัฒนาการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็ก และการประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อและ ระบบประสาท ในการท ากิจวัตรประจ าวันหรือท ากิจกรรมต่าง ๆ และสนับสนุนให้เด็กมีโอกาสดูแล สุขภาพและสุขอนามัย สุขนิสัย และการรักษาความปลอดภัย 1.2 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ เป็นการสนับสนุน ให้ เด็กได้แสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกของตนเองที่เหมาะสมกับวัย ตระหนักถึงลักษณะพิเศษ เฉพาะ ที่เป็นอัตลักษณ์ ความเป็นตัวของตัวเอง มีความสุข ร่าเริงแจ่มใส การเห็นอกเห็นใจผู้อื่นได้ พัฒนาคุณธรรมจริยธรรม สุนทรียภาพ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเอง และความเชื่อมั่นในตนเองขณะปฏิบัติ กิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ 1.3 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสังคม เป็นการสนับสนุนให้เด็กได้ มีโอกาสปฏิสัมพันธ์กับบุคคลและสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ รอบตัวจากการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการ เรียนรู้ทางสังคม เช่น การเล่น การท างานกับผู้อื่น การปฏิบัติกิจวัตรประจ าวัน การแก้ปัญหาข้อ ขัดแย้งต่าง ๆ 1.4 ประสบการณ์ส าคัญที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา เป็นการสนับสนุนให้ เด็กได้รับรู้และเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ รอบตัวผ่านการมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อม บุคคลและสื่อต่าง ๆ ด้วย กระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลาย เพื่อเปิดโอกาสให้เด็กพัฒนาการใช้ภาษา จินตนาการความคิด สร้างสรรค์ การแก้ปัญหา การคิดเชิงเหตุผล และการคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ รอบตัวและมี ความคิดรวบยอดทางคณิตศาสตร์ที่เป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ในระดับที่สูงขึ้นต่อไป 2. สาระที่ควรเรียนรู้ สาระที่ควรเรียนรู้ เป็นเรื่องราวรอบตัวเด็กที่น ามาเป็นสื่อกลางในการจัดกิจกรรมให้ เด็กเกิดแนวคิดหลังจากน าสาระที่ควรรู้นั้น ๆ มาจัดประสบการณ์ให้เด็ก เพื่อให้บรรลุจุดหมายที่ ก าหนดไว้ ทั้งนี้ไม่เน้นการท่องจ าเนื้อหา ผู้สอนสามารถก าหนดรายละเอียดขึ้นเองให้สอดคล้องกับวัย ความต้องการ และความสนใจของเด็ก โดยให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านประสบการณ์ส าคัญ ทั้งนี้อาจยืดหยุ่น เนื้อหาได้ โดยค านึงถึงประสบการณ์และสิ่งแวดล้อมในชีวิตจริงของเด็ก ดังนี้ 2.1 เรื่องราวที่เกี่ยวกับตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้ชื่อ นามสกุล รูปร่างหน้าตา อวัยวะ ต่าง ๆ วิธีระวังรักษาร่างกายให้สะอาดและมีสุขภาพอนามัยที่ดี การรับประทานอาหารที่เป็นประโยชน์ การระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองจากผู้อื่นและภัยใกล้ตัว รวมทั้งการปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่าง ปลอดภัย การรู้จักประวัติความเป็นมาของตนเองและครอบครัว การปฏิบัติตนเป็นสมาชิกที่ดีของ ครอบครัวและโรงเรียน การเคารพสิทธิของตนเองและผู้อื่น การรู้จักแสดงความคิดเห็นของตนเองและ รับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น การก ากับตนเอง การเล่นและท าสิ่งต่าง ๆ ด้วยตนเองตามล าพังหรือกับ ผู้อื่น การตระหนักรู้เกี่ยวกับตนเอง ความภาคภูมิใจในตนเอง การสะท้อนการรับรู้อารมณ์และ
14 ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น การแสดงออกทางอารมณ์และความรู้สึกอย่างเหมาะสม การแสดง มารยาทที่ดี การมีคุณธรรมจริยธรรม 2.2 เรื่องราวเกี่ยวกับบุคคลและสถานที่แวดล้อมเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับ ครอบครัวสถานศึกษา ชุมชน และบุคคลต่าง ๆ ที่เด็กต้องเกี่ยวข้องหรือใกล้ชิดและมีปฏิสัมพันธ์ใน ชีวิตประจ าวัน สถานที่ส าคัญ วันส าคัญ อาชีพของคนในชุมชน ศาสนา แหล่งวัฒนธรรมในชุมชน สัญลักษณ์ส าคัญของชาติไทยและการปฏิบัติตามวัฒนธรรมท้องถิ่นและความเป็นไทย หรือแหล่ง เรียนรู้จากภูมิปัญญาท้องถิ่นอื่น ๆ 2.3 ธรรมชาติรอบตัว เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับชื่อ ลักษณะ ส่วนประกอบ การ เปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของมนุษย์ สัตว์ พืช ตลอดจนการรู้จักเกี่ยวกับดิน น ้า ท้องฟ้า สภาพ อากาศ ภัยธรรมชาติ แรงและพลังงานในชีวิตประจ าวันที่แวดล้อมเด็ก รวมทั้งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และการรักษาสาธารณสมบัติ 2.4 สิ่งต่าง ๆ รอบตัวเด็ก เด็กควรเรียนรู้เกี่ยวกับการใช้ภาษาเพื่อสื่อความหมายใน ชีวิตประจ าวัน ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการใช้หนังสือและตัวหนังสือ รู้จักชื่อ ลักษณะ สี ผิวสัมผัส ขนาด รูปร่าง รูปทรง ปริมาตร น ้าหนัก จ านวน ส่วนประกอบ การเปลี่ยนแปลงและความสัมพันธ์ของ สิ่งต่าง ๆ รอบตัว เวลา เงิน ประโยชน์ การใช้งาน และการเลือกใช้สิ่งของเครื่องใช้ยานพาหนะ การ คมนาคม เทคโนโลยีและการลื่อลารต่าง ๆ ที่ใช้อยูในชีวิตประจ าวันอย่างประหยัด ปลอดภัยและรักษา สิ่งแวดล้อม 3. การจัดกิจกรรมประจ าวัน กิจกรรมล าหรับเด็กอายุ 3 ปี- 6 ปีบริบูรณ์สามารถน ามาจัดเปีนกิจกรรม ประจ าวันได้หลายรูปแบบ เปีนการช่วยให้ผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์ทราบว่าแต่ละวันจะท า กิจกรรมอะไร เมื่อใด และอย่างไร ทั้งนี้การจัดกิจกรรมประจ าวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่ กับความเหมาะสมในการน าไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่ส าคัญผู้สอนต้องค านึงถึงการ จัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน การจัดกิจกรรมประจ าวันมีหลักการจัดและขอบข่ายของ กิจกรรมประจ าวัน ดังนี้ 3.1 หลักการจัดกิจกรรมประจ าวัน 1. ก าหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัย ของ เด็กในแต่ละวันแต่ยืดหยุ่นได้ตามความต้องการและความสนใจของเด็ก เช่น วัย 3-4 ปีมีความสนใจ ประมาณ 8-12 นาที วัย 4-5 ปี มีความสนใจประมาณ 12-15 นาที วัย 5-6 ปี มีความสนใจ ประมาณ 15-20 นาที 2. กิจกรรมที่ต้องใช้ความคิดทั้งในกลุ่มเล็กและกลุ่มใหญ่ ไม่ควรใช้เวลา ต่อเนื่องนานเกินกว่า 20 นาที
15 3. กิจกรรมที่เด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เพื่อช่วยให้เด็กรู้จักเลือกตัดสินใจ คิด แก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์ เช่น การเล่นตามมุม การเล่นกลางแจ้ง ฯลฯ ใช้เวลาประมาณ 40-60 นาที 4. กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ ใช้กล้ามเนื้อใหญ่และกล้ามเนื้อเล็ก กิจกรรมที่เป็นรายบุคคล กลุ่มย่อยและกลุ่มใหญ่ กิจกรรมที่เด็ก เป็นผู้ริเริ่มและผู้สอน หรือผู้จัดประสบการณ์เป็นผู้ริเริ่ม และกิจกรรมที่ใช้ก าลังและไม่ใช้ก าลัง จัดให้ ครบทุกประเภท ทั้งนี้กิจกรรมที่ต้องออกก าลังกายควรจัดสลับกับกิจกรรมที่ไม่ต้องออกก าลังมากนัก เพื่อเด็กจะได้ไม่เหนื่อยเกินไป 3.2 ขอบข่ายของกิจกรรมประจ าวัน การเลือกกิจกรรมที่จะน ามาจัดในแต่ละวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการน าไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่ส าคัญผู้สอนต้อง ค านึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพัฒนาการทุกด้าน ดังต่อไปนี้ 3.2.1 การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว การ ยืดหยุ่น ความคล่องแคล่วในการใช้อวัยวะต่าง ๆ และจังหวะการเคลื่อนไหวในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นอิสระกลางแจ้ง เล่นเครื่องเล่นสนาม ปีนป่ายเล่นอิสระ เคลื่อนไหว ร่างกายตามจังหวะดนตรี 3.2.2 การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมือ การประสานสัมพันธ์ระหว่างกล้ามเนื้อมือและระบบประสาทตามือได้อย่าง คล่องแคล่วและประสานสัมพันธ์กัน โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส เล่นเกมการศึกษา ฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิบจับช้อนส้อม และใช้วัสดุอุปกรณ์ศิลปะ เช่น สีเทียน กรรไกร พู่กัน ดินเหนียว ฯลฯ 3.2.3 การพัฒนาอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝังคุณธรรม จริยธรรม เป็นการ ปลูกฝังให้เด็กมีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและผู้อื่น มีความเชื่อมั่น กล้าแสดงออก มีวินัย รับผิดชอบ ซื่อสัตย์ ประหยัด เมตตา กรุณา เอื้อเฟ้อ แบ่งปัน มีมารยาทและปฏิบัติตนตามวัฒนธรรมไทยและ ศาสนาที่นับถือโดยจัดกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านการเล่นให้เด็กได้มีโอกาสตัดสินใจเลือก ได้รับการ ตอบสนองความต้องการ ได้ฝึกปฏิบัติโดยสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม อย่างต่อเนื่อง 3.2.4 การพัฒนาสังคมนิสัย เป็นการพัฒนาให้เด็กมีลักษณะนิสัยที่ดี แสดงออก อย่างเหมาะสมและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการท ากิจวัตร ประจ าวัน มี นิสัยรักการท างาน ระมัดระวังความปลอดภัยของตนเองและผู้อื่น โดยรวมทั้งระมัดระวังอันตรายจาก คนแปลกหน้า ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตรประจ าวันอย่างสม ่าเสมอ รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย ท าความสะอาดร่างกาย เล่นและท างานร่วมกับผู้อื่น ปฏิบัติตามกฎกติกา ข้อตกลงของ ส่วนรวม เก็บของเข้าที่เมื่อเล่นหรือท างานเสร็จ
16 3.2.5 การพัฒนาการคิด เป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิด แก้ปัญหาความคิดรวบยอด และคิดเชิงเหตุผลทางคณิตศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยจัดกิจกรรมให้ เด็กได้สนทนาอภิปรายแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เชิญวิทยากรมาพูดคุยกับเด็ก ศึกษานอกสถานที่ เล่น เกมการศึกษา ฝึกการแก้ปัญหาในชีวิตประจ าวัน ฝึกออกแบบและสร้างชิ้นงาน และท ากิจกรรมทั้ง เป็นกลุ่มย่อย กลุ่มใหญ่ และรายบุคคล 3.2.6 การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาสื ่อสารถ ่ายทอด ความรู้สึกนึกคิด ความรู้ความเข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กมีประสบการณ์โดยสามารถตั้งค าถามในสิ่งที่ สงสัยใคร่รู้ จัดกิจกรรมทางภาษาให้มีความหลากหลายในสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่ง ปลูกฝังให้เด็กได้กล้าแสดงออกในการฟัง พูด อ่าน เขียน มีนิสัยรักการอ่าน และบุคคลแวดล้อมต้อง เป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษา ทั้งนี้ต้องค านึงถึงหลักการจัดกิจกรรมทางภาษาที่เหมาะสมกับเด็ก เป็นส าคัญ 3.2.7 การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมี ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ ได้ถ่ายทอดอารมร์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่าง ๆ โดยจัด กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ ดนตรี การเคลื่อนไหวและจังหวะตามจินตนาการ ประดิษฐ์สิ่งต่าง ๆ อย่าง อิสระ เล่นบทบาทสมมติ เล่นน ้า เล่นทราย เล่นบล็อก และเล่นก่อสร้าง 2.1.8 การประเมินพัฒนาการ การประเมินพัฒนาการเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการประเมินพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็ก โดยถือเป็นกระบวนการต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของ กิจกรรม ปกติที่จัดให้เด็กในแต่ละวัน ผลที่ได้จากการสังเกตพัฒนาการเด็กต้องน ามาจัดท าสารนิทัศน์ หรือจัดท าข้อมูลหลักฐานหรือเอกสารอย่างเป็นระบบ ด้วยการรวบรวมผลงานส าหรับเด็กเป็น รายบุคคลที ่สามารถบอกเรื ่องราวหรือประสบการณ์ที ่เด็กได้รับว ่าเด็กเกิดการเรียนรู้และมี ความก้าวหน้าเพียงใด ทั้งนี้ให้น าข้อมูลผลการประเมินพัฒนาการเด็กมาพิจารณาปรับปรุงวางแผนการ จัดกิจกรรม และส่งเสริมให้เด็กแต่ละคนได้รับการพัฒนาตามจุดหมายของหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง การ ประเมินพัฒนาการควรยึดหลัก ดังนี้ 1. วางแผนการประเมินพัฒนาการอย่างเป็นระบบ 2. ประเมินพัฒนาการเด็กครบทุกด้าน 3. ประเมินพัฒนาการเด็กเป็นรายบุคคลอย่างสม ่าเสมอต่อเนื่องตลอดปี 4. ประเมินพัฒนาการตามสภาพจริงจากกิจกรรมประจ าวันด้วยเครื่องมือและวิธีการที่ หลากหลาย ไม่ควรใช้แบบทดสอบ 5. สรุปผลการประเมิน จัดท าข้อมูลและน าผลการประเมินไปใช้พัฒนาเด็ก ส าหรับวิธีการประเมินที่เหมาะสมและควรใช้กับเด็กอายุ 3-6 ปี ได้แก่ การสังเกต การ
17 บันทึกพฤติกรรมการสนทนากับเด็ก การสัมภาษณ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากผลงานเด็กที่เก็บอย่างมี ระบบ 2.2 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกลางแจ้ง 2.2.1 ความหมายของกิจกรรมกลางแจ้ง มีนักการศึกษาที่ได้ให้ความหมายของกิจกรรมกลางแจ้งไว้ดังนี้ สุมาลี บัวหลวง (2557: 55) กิจกรรมกลางแจ้ง หมายถึง กิจกรรมที่เปิดโอกาสให้เด็ก ได้เคลื่อนไหวออกก าลังหรือประกอบกิจกรรมการเล่นในสนามนอกห้องเรียน โดยมีจุดมุ่งหมาย ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย โดยเฉพาะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กเป็นหลักและรวมไปถึงส่งเสริม พัฒนาการด้านอารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญาของเด็กด้วย ฐิติมาพร ชัยสมุทร (2558: 188) กิจกรรมกลางแจ้ง หมายถึง กิจกรรมที่เน้นให้เด็กได้ พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่เป็นหลัก เนื่องจากเด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วนทั้งแขน ขา ล าตัว และ การประสานสัมพันธ์ในการเคลื่อนไหวที่มีประสิทธิภาพ ลักษณะของกิจกรรมจะเน้นการเล่นที่มี ขั้นตอนการเล่น มีกฎ กติกา ข้อตกลง มีการแข่งขันแบบทีม เช่น เกมการวิ่งเก็บของ เกมการโยนลูก บอลลงตะกร้า เกมโยนลูกช่วง เป็นต้น สุภาพร เพิ่มวงษ์มาก (2562: 135) กิจกรรมเกมกลางแจ้ง หมายถึง กิจกรรมที่เปิด โอกาสให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายในที่โล่ง เพื่อให้เด็กได้รับความสนุกสนาน ได้ท ากิจกรรมร่วมกัน แลกเปลี่ยนความคิดเห็น รับผิดชอบร่วมกัน และสร้างความมีวินัยในตนเอง วราภรณ์ รักวิจัย (2541: 96) การเล่นกลางแจ้ง หมายถึง การเล่นออกก าลังนอก ห้องเรียนเพื่อท าให้เด็กแข็งแรง เคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายได้อย่างเสรี เด็กได้แสดงออกทาง อารมณ์และจินตนาการ ได้พัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่และมัดเล็ก รวมทั้งประสาทสัมผัส แฮมมอนด์ (Hammond, 1976: 248 อ้างถึงใน เยาวพา เดชะคุปต์, 2542: 20) ได้ อธิบายว่าการเล่นกลางแจ้งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย คือ เสริมความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว และยังเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านสังคม อารมณ์ จิตใจ ในขณะที่เด็ก เล่นเขาจะเรียนรู้ที่จะแบ่งปันอุปกรณ์การเล่นกับเพื่อน บัสซ์ (Butz, 1999: 103 อ้างถึงใน เยาวพา เดชะคุปต์, 2542: 20) กล่าวว่า การเล่น กลางแจ้งจะช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย คือ เสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ และการ เคลื่อนไหว ซึ่งพัฒนาการดังกล่าวมีความส าคัญต่อเด็กในวัยนี้ ภรณี คุรุรัตนะ (2542: 124) ได้กล่าวถึงการเล่นกลางแจ้งว ่า เป็นกิจกรรมที ่มี ความส าคัญต่อเด็กมาก เพราะเด็กต้องมีคสามเคลื่อนไหวและพัฒนาความสัมพันธ์ของกล้ามเนื้อ โรงเรียนจึงควรมีที่ว่างมากพอที่จะให้เด็กได้วิ่งเล่นได้โดยไม่ชนกัน เครื่องเล่นก็ควรมีครบเพื่อให้เด็กได้ มีส่วนร่วมเต็มที่
18 คณาจารย์ชมรมเด็ก (2545: 70) กล่าวว่า การเล่นกลางแจ้ง หมายถึง กิจกรรมที่เปิด โอกาสให้เด็กได้มีการเคลื่อนไหวร่างกายในสนาม หรือสถานที่โล่งแจ้ง โดยมีเป้าหมายเพื่อให้เด็กได้รับ ความสนุกสนาน รู้จักการเล่นเป็นกลุ่ม รู้จักการแก้ปัญหาอันจะน ามาสู่การพัฒนาทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา 2.2.2 ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกลางแจ้ง หลักการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง บุญเยี่ยม จิตรดอน, (2542: 18 อ้างถึงใน สุมาลี บัวหลวง, 2557:58) ได้กล่าวถึง หลักการจัดพลศึกษาซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งของกิจกรรมกลางแจ้ง ดังนี้ 1. การจัดกิจกรรมพลศึกษาต้องพิจารณาความต้องการ ความสนใจและความสามารถ ของเด็ก 2. การจัดกิจกรรมพลศึกษาต้องเป็นกิจกรรมที่พัฒนากล้ามเนื้อมัดเล็กและมัดใหญ่ พัฒนาจิตใจ อารมณ์ สังคม และสติปัญญา 3. วัสดุอุปกรณ์พลศึกษาเป็นความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่จะต้องจัดหาเพื่อสนอง ความต้องการ และพัฒนาการของเด็กให้มีความพร้อมส าหรับเด็กเสมอ 4. การจัดกิจกรรมพลศึกษาต้องค านึงถึงความแตกต่างของเด็กแต่ละคน 5. การจัดกิจกรรมพลศึกษาต้องเสริมสร้างลักษณะนิสัยเด็กให้ใช้เวลาว่างให้เป็น ประโยชน์ 6. การจัดกิจกรรมพลศึกษาต้องค านึงถึงความต้องการของชุมชนและผู้ปกครอง 7. การจัดกิจกรรมพลศึกษาต้องค านึงถึงเด็กที่มีความผิดปกติทางสมองและร่างกาย 8. กิจกรรมพลศึกษาควรสัมพันธ์กับประสบการณ์อื่น 9. การประเมินผลด้านพลศึกษาต้องประเมินการเจริญเติบโตทางด้านร่างกายของเด็ก เป็นหลัก ส่วนด้านอื่น ๆ เป็นเพียงส่วนประกอบ แนวการจัดประสบการณ์การเล่นกลางแจ้งส าหรับเด็กปฐมวัย แนวการจัดประสบการณ์การเล่นกลางแจ้งแก่เด็กปฐมวัยควรค านึงถึงหลักการจัด กิจกรรม ดังนี้ (วีระพงศ์บุญประจักษ์, 2545: 23 อ้างถึงใน สุมาลี บัวหลวง, 2557: 59) 1. การเล่นของเด็กต้องการการเรียนรู้ตามล าดับขั้นพัฒนาการ ซึ่งจ าเป็นจะต้องได้รับ ความร่วมมือจากบุคคลใกล้ชิด 2. ควรให้เวลาและโอกาสในการเล่นแก่เด็ก ให้เด็กได้เล่นอย่างเสรี 3. ควรค านึงถึงความสนใจของเด็กหรือความตั้งใจของเด็ก โดยเด็กอายุ 3-4 ขวบ มี ความตั้งใจโดยเฉลี่ยนประมาณ 7-8 นาที และเด็กอายุ 5-6 ขวบ มีความตั้งใจโดยเฉลี่ยประมาณ 13.6
19 นาที และระยะเวลาในการจัดกิจกรรมเด็กอายุ 3-4 ขวบ ใช้เวลาประมาณ 15 นาที เด็กอายุ 5-6 ขวบ ใช้เวลาประมาณ 20 นาที การก าหนดเวลาอย่างเหมาะสมเป็นสิ่งส าคัญ เพราะช่วยให้เด็กพัฒนาทั้ง ทางด้านร่างกายและจิตใจ ถ้าไม่มีการก าหนดเวลาเด็กอาจจะเครียดและท ากิจกรรมจนเหนื่อยและ หงุดหงิด การท ากิจกรรมจะไม่ได้ผล (นิรมล ชยุตสาหกิจ,2541: 93 อ้างถึงใน สุมาลี บัวหลวง, 2557: 59) สิ่งที่ควรปฏิบัติในการจัดประสบการณ์การเล่นการแจ้ง คณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2537: 12 อ้างถึงใน สุมาลี บัวหลวง, 2557: 60) กล่าวว่า การจัดประสบการณ์การเล่นกลางแจ้งมีจุดประสงค์เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวร่างกายด้วย ความสนุกสนาน ปลอดภัย และสามารถเล่นได้ตามกฎกติกา ระเบียบวิธีการเล่นที่ได้ก าหนดไว้ ดังนั้น ในการจัดประสบการณ์การเล่นครูควรด าเนินการดังนี้ 1. ในการเล่นทุกครั้งครูควรด าเนินการดังต่อไปนี้ 1.1 การน านักเรียนไปสนามเด็กเล่นอย่างมีระเบียบ 1.2 การจัดรูปแบบแถวการเล่นและการอบอุ่นร่างกายให้มีความสัมพันธ์ 1.3 การอบอุ่นร่างกายก่อนการเล่น 1.4 การเล่นได้อย่างอิสระประมาณ 5 นาทีหลังการเล่นเกมทุกวัน 1.5 การคลายกล้ามเนื้อหลังการเล่น 1.6 การเล่นทุกครั้งครูควรสรุปข้อดี ข้อเสีย สั่งสอนบอกสิ่งที่ดีที่ควรกระท าและสิ่ง ที่ไม่ควรกระท า 1.7 พานักเรียนไปท าความสะอาดร่างกายทุกครั้ง 1.8 พานักเรียนกับห้องเรียนอย่างเป็นระเบียบ 2. ในการสอนทุกครั้งครูต้องอธิบายประกอบการสาธิตอย่างช้า ๆ ให้เด็กได้ทดลองเล่น หรือบางกิจกรรมครูท าให้นักเรียนดู และให้นักเรียนท าตามก่อนปล่อยให้เล่นจริง 3. ให้มีการทดลองเล่นกิจกรรมนั้น ๆ ก่อนหรือให้นักเรียนออกมาแสดงหรือสาธิต ก่อนที่จะให้นักเรียนเล่นจริงหรือแข่งขัน 4. ในการเล่นควรจัดให้มีการแข่งขันเพื่อเพิ่มความสนุกสนาน แต่ไม่ควรเน้นผลของการ แพ้ – ชนะมากนัก โดยการจัดกิจกรรมในแต่ละวันควรเน้นให้นักเรียนเกิดความสนุกสนานและเกิดเจต คติที่ดีต่อการเล่น และการออกก าลังกายของเด็ก 5. ในการจัดกิจกรรมควรค านึงถึงเรื่องความปลอดภัยเป็นสิ่งส าคัญ ไม่ควรปล่อยให้เด็ก ได้เล่นตามล าพังครูควรดูแลเด็กอย่างสม ่าเสมอ 6. กิจกรรมที่จัดให้เด็กในแต่ละวันควรเป็นกิจกรรมที่สามารถพัฒนากล้ามเนื้อทุกส่วน ของร่างกาย เรียงล าดับความง่าย – ยาก และความหนัก – เบาของกิจกรรม
20 บทบาทของครูในการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(2544: 22 กล่าวถึงใน สุมาลี บัว หลวง, 2557: 61) ได้กล่าวถึงบทบาทครูในการจัดกิจกรรมกลางแจ้งไว้ ดังนี้ 1. บทบาทของครูในการวางแผนจัดเตรียมเกมและการเล่นเกม โดยครูควรมีบทบาท ดังนี้ 1.1 รวบรวมและศึกษาเกมการเล่น 1.2 มีความรู้ในการผลิตสื่อหรืออุปกรณ์ที่ใช้ประกอบเกมและการเล่น 1.3 เกมและการเล่นโดยครูควรเลือกเกมและการเล่นที่มีลักษณะดังนี้ 1.3.1 สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในการเล่น 1.3.2 มีความเหมาะสมกับวัยของเด็ก โดยค านึงถึงอายุ ร่างกาย ความสนใจ และความสามารถของเด็ก 1.3.3 มีความเหมาะสมกับเวลา คือ ไม่ใช้เวลานานเกินไปเพราะช่วงความสนใจ ของเด็กวัยนี้จะสั้นไม่เกิน 10 นาที เกมและการเล่นจึงไม่ควรซ ้าซากและใช้เวลานาน 1.3.4 เด็กมีส่วนร่วมในการเล่นมากที่สุด 1.3.5 ไม่ควรเลือกเกมหรือการเล่นที่มีกติกาการเล่นมากหรือต้องใช้เทคนิคสูง เพราะจะท าให้เด็กเกิดความเบื่อหน่าย 1.3.6 มีความปลอดภัยในการเล่น เนื่องจากเด็กในวัยนี้ชอบเล่นพลิกแพลง เคลื่อนไหวตลอดเวลา เกมหรือการเล่นที่ควรเลือกจึงไม่ควรโลดโผน อุปกรณ์ ตลอดจนการจัดอุปกรณ์ การเล่นไม่ก่อให้เกิดอันตราย 2. บทบาทของครูในขณะที่เด็กเล่นครูควรดูแลโดย 2.1 ตรวจดูความเรียบร้อยของวัสดุและสถานที่ว่ามีความปลอดภัย มีความเพียงพอ กับจ านวนเด็กหรือยัง 2.2 แนะน าวิธีใช้และข้อควรระวังการใช้วัสดุอุปกรณ์ กรณีที่มีการใช้อุปกรณ์ ครู ควรแนะน าวิธีการใช้และข้อควรระวังในการเล่นให้เด็กเข้าใจเสียก่อน ส่วนการแนะน าการเล่นครูควร ใช้กิริยาท่าทางจะดีกว่าการใช้ค าพูดบอกให้เด็กกระท า 2.3 อธิบายเกมหรือการเล่นให้ผู้เล่นเข้าใจด้วยภาษาง่าย ๆ ควรให้เด็กได้สังเกตและ ลองเล่นเสียก่อนจนกว่าเด็กพร้อมจะท าเอง กรณีเด็กเคยเล่นมาก่อนควรให้เริ่มเล่นทันทีโดยไม่ จ าเป็นต้องอธิบาย
21 2.4 ช่วยเหลือขณะเด็กก าลังเล่น ครูควรช่วยเหลือในขณะที่เด็กต้องการความ ช่วยเหลือเท่านั้น 2.5 ควบคุม ก ากับ การเล่นของเด็กให้ด าเนินไปอย่างรวดเร็ว เพื่อไม่ให้ผู้เล่นเกิด ความเบื่อหน่าย ควรควบคุมให้ผู้เล่นทุกคนร่วมเล่นจนจบเกม หลีกเลี่ยงการน าผู้เล่นออกไประหว่าง การเล่น ตลอดจนหยุดการเล่นเมื่อเห็นว่าผู้เล่นไม่สนใจเท่าที่ควร 2.6 เมื่อเด็กเล่นเกมและการเล่นเรียบร้อยแล้ว ครูควรตรวจดูว่าเด็กเล่นได้ถูกต้อง เพียงใดและควรแก้ไขอย่างไร ควรให้ก าลังใจหรือแสดงความยินดีแก่เด็ก ไม่วิจารณ์จนเด็กหมด ก าลังใจหรือเกิดความอายที่จะท าต่อไป 2.7 ทุกครั้งที่เด็กเล่นเกมหรือการเล่นเสร็จแล้ว ครูควรฝึกให้เด็กเก็บวัสดุอุปกรณ์ ต่าง ๆ ไว้ที่เดิมด้วย อาจร้องเพลงที่มีความหมายเตือนให้เก็บของเข้าที่ 3. บทบาทของครูในการสร้างนิสัยที่ดี ครูควรปลูกฝังนิสัยที่ดีให้แก่เด็ก อาจจัดกิจกรรม โดยการแนะน า เปรียบเทียบให้เห็นผลของการประพฤติดีและไม่ดีจากการปฏิบัติจริง ลักษณะนิสัยที่ดี ที่ครูสามารถปลูกฝังจากการเล่นกลางแจ้ง ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความสามัคคี ความมีวินัย ความอดทน ในการรอคอย ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ความเป็นระเบียบเรียบร้อย เป็นต้น 4. บทบาทของครูในการประเมินผล ในการประเมินผลควรค านึงถึงจุดมุ่งหมายในการ ใช้เกมและการเล่น ไม่จ าเป็นต้องประเมินการเล่นทุกครั้งว่านักเรียนเป็นหรือไม่ แสดงท่าทางถูก หรือไม่ หรือนักเรียนคนไหนเป็นผู้ชนะ ในการจัดประสบการณ์ให้แก่เด็กมีจุดมุ่งหมายในการสร้าง ความพร้อมและพัฒนาการ การที่ครูใช้เกมและการเล่นเพียงครั้งเดียวอาจยังไม่ตอบสนองจุดประสงค์ ได้ จึงอาจจ าเป็นต้องใช้เกมและการเล่นหลาย ๆ ครั้งหรือหลาย ๆ ประเภทประกอบกัน ซึ่งจะเป็น ประสบการณ์สะสมที่ท าให้เด็กเกิดพัฒนาการตามจุดประสงค์ที่ต้องการ แต่เกมและการเล่นบาง ประเภทสามารถใช้เสริมสร้างพัฒนาการหลายๆด้านพร้อมกันได้ ครูอาจจัดหมวดหมู่ของเกมและการ เล่นที่สร้างเสริมพัฒนาการด้านที่คล้ายกัน เมื่อถึงระยะเวลาที่ครูเห็นว่าเด็กน่าจะเกิดพัฒนาการด้าน ดังกล่าวก็ท าการประเมิน 1 ครั้ง วิธีการที่ใช้ในการประเมินผลเด็กในระดับชั้นนี้ คือ การสังเกต โดยครู สังเกตจากการเล่นของเด็กหลายครั้งแล้วสรุปผล ว่าเด็กมีพัฒนาการและความพร้อมในด้านที่ต้องการ หรือไม่ เช่น เด็กมีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่หรือยัง เด็กมีความสามารถในการ เคลื่อนไหวประกอบจังหวะได้หรือไม่ เด็กมีความซื่อสัตย์และมีระเบียบวินัยโดยการเล่นตามกฎกติกา ได้หรือยัง เป็นต้น 2.2.3 ประโยชน์ของกิจกรรมกลางแจ้ง ส านักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(2544: 7 กล่าวถึงใน สุมาลี บัว หลวง, 2557: 65) กล่าวถึงความส าคัญของกิจกรรมกลางแจ้ง ดังนี้
22 1. เป็นการตอบสนองพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก เพราะในขณะที่เล่นเด็กจะ แสดงออกได้เต็มที่ มีความสดชื่น สนุกสนาน เบิกบาน ท าให้เด็กรู้สึกเป็นสุข เมื่อได้เล่นตามที่ตน ต้องการ ได้เคลื่อนไหวอย่างอิสระ ซึ่งจะช่วยให้เด็กลดความตึงเครียดทางด้านจิตใจและช่วยให้เกิด ความแจ่มใส 2. เป็นการตอบสนองความต้องการของเด็กในหลาย ๆ ด้าน เช่น ด้านความอยากรู้ อยากเห็น ซึ่งเด็กแสดงออกโดยการทดลอง หยิบ จับ ส ารวจ เขย่า ฟังเสียง โยนหรือขว้างปา ด้าน ความต้องการทางร่างกาย ความต้องการทางจิตใจ และเป็นการทดแทนความต้องการของเด็ก ซึ่งเด็ก แสดงออกได้โดยการเล่นสมมติ 3. เป็นการเรียนรู้ของเด็กที่จะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่อยู่รอบตัว เช่น เรียนรู้ เรื่อง ขนาด น ้าหนัก สีรูปร่าง ความเหมือน ความแตกต่าง เรียนรู้เกี่ยวกับตนเอง เช่น รู้ว่าชอบหรือไม่ ชอบท าอะไร ท าสิ่งใดได้หรือไม่ได้ เรียนรู้เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น เช่น การผลัดเปลี่ยนการเล่น การรอคอย การแบ่งปัน การตัดสินปัญหาต่าง ๆ และเรียนรู้ถึงหน้าที่และความรับผิดชอบของตนเองที่ มีต่อชุมชน เช่น หน้าที่ของพ่อ แม่ ลูก ต ารวจ ก านัน หมอ ซึ่งเด็กจะได้เรียนรู้มากจากการเล่นสมมติ และจากการสังเกต 4. ช่วยพัฒนาคุณสมบัติหลายประการ ที่จะช่วยให้เด็กได้รับความส าเร็จในการท างาน เมื่อเด็กโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ ฉะนั้น ทักษะที่เด็กได้รับจากการเล่นจะเป็นพื้นฐานในการท างานของเด็กใน อนาคต ขณะที่เด็กเล่นเด็กจะมีโอกาสได้เรียนรู้ถึงภารกิจและหน้าที่ของการเป็นผู้ใหญ่ เป็นการฝึก นิสัยในเรื่องหลักการท างาน มีความรับผิดชอบ และรู้จักการใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 5. เป็นการเตรียมชีวิตของเด็ก เป็นการฝึกให้เด็กรู้จักหน้าที่ของตนเองต้องท าใน อนาคต ฝึกการพึ่งตนเอง การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การแบ่งปัน การเป็นผู้น าและผู้ตามที่ดี 6. เพื่อให้มีทัศนคติที่ดีต่อการออกก าลังกาย และเพื่อเป็นแนวทางในการที่จะเปลี่ยนไป เล่นกีฬาประเภทอื่นต่อไป 7. ช่วยพัฒนาเด็กในทุก ๆ ด้าน คือ ทางด้านร่างกาย เกมและการเล่นเป็นการใช้ พลังงานส่วนเกินในร่างกายของเด็ก เป็นการฝึกกล้ามเนื้อให้ท างานประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพ ทางด้านอารมณ์และจิตใจ เกมและการเล่นช่วยให้เด็กพัฒนาการทางอารมณ์และจิตใจให้มั่นคง แข็งแรงรู้จักอารมณ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมและการเล่นและช่วยลดความคับข้องใจของเด็กทางสังคม เกมและการเล่นจะช่วยให้เด็กมีพัฒนาการด้านความสัมพันธ์กับผู้อื่นเป็นการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกลุ่ม รู้จักบทบาทของสมาชิกในกลุ่มฝึกการสมาคมและฝึกเด็กในเรื่องของการปรับตัวทางสติปัญญาเกมและ การเล่นถือว่าเป็นการฝึกการเรียนรู้ด้วยตนเองของเด็กเป็นการฝึกในเรื่องการคิดริเริ่มสร้างสรรค์และ ส่งเสริมจินตนาการของเด็ก
23 2.3 ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ 2.3.1 ความหมายและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ จากการศึกษาเกี่ยวกับกล้ามเนื้อมัดใหญ่พบว่ามีนักวิชาการนักการศึกษารวมถึงแพทย์ ได้ให้ความหมายของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไว้ดังนี้ ชาตรี วิฑูรชาติ (2557: บทคัดย่อ) ได้ให้ความหมายของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไว้ว่า เป็น กล้ามเนื้อมัดใหญ่ในกล้ามเนื้อลายที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหว เช่น กล้ามเนื้อศีรษะและล าคอ กล้ามเนื้อล าตัว กล้ามเนื้อส่วนขา และกล้ามเนื้อส่วนแขน ช่วยในการทรงตัวเคลื่อนไหวร่างกายท าให้ นักเรียนสามารถชันคอ คว ่า หงาย คลาน และเดินได้ ซึ่งสอดคล้องกับ นภเนตร ธรรมบวร (2545: บทคัดย่อ) ที่ได้ให้ความหมายทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไว้ว่า หมายถึง การพัฒนาการบังคับกล้ามเนื้อที่ ใช้ในการเคลื่อนไหวของร่างกาย ได้แก่ การเดิน การวิ่ง การกระโดด การเตะลูกบอล การปีนป่าย และ การจับขว้างลูกบอล เป็นต้น 2.3.2 ความส าคัญและกลไกการท างานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ จากการศึกษาความส าคัญและกลไกการท างานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ พบว ่า มี นักวิชาการและนักการศึกษาได้กล่าวถึงความส าคัญและกลไกการท างานของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ไว้ดังนี้ สุชาติโสมประยูร (2565: 10 อ้างถึงใน ระวิวรรณ แซ่หลี, 2558: 27) กล่าวว่า การใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่เป็นความสามารถในการควบคุมการเคลื่อนไหวของร่างกาย การเคลื่อนไหวของ ร่างกายของนักเรียนแต่ละครั้งเป็นการสะสมขั้นพื้นฐาน ที่จะให้ได้มาซึ่งความรู้อันจะน าไปใช้ในการ ด าเนินชีวิตขั้นต่อ ๆ ไป จะเห็นได้ว่าทักษะการเคลื่อนไหวมีความจ าเป็นอย่างยิ่งส าหรับมนุษย์ทั้งนี้ ทักษะการเคลื่อนไหวขั้นพื้นฐานมักจะเริ่มปรากฏตัวในวัยเด็กตอนต้น โดยจะมีพัฒนาการทักษะการ เคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่มากขึ้น นักเรียนสามารถเดินได้อย่างมั่นคง เพราะมีการเพิ่มความแข็งแรง ของกล้ามเนื้อขาและเพิ่มทักษะอื่น ๆ เช่น วิ่ง กระโดด ปีนป่าย เป็นต้น รวมถึงทักษะการใช้มือ เช่น การขว้าง การรับ ดังนั้น นักเรียนวัยนี้ควรได้รับการส่งเสริมด้านการเคลื่อนไหวแบบต่างๆ โดยค านึงถึง ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนอยู่เสมอ สอดคล้องกับชมรมจิตแพทย์เด็กและ วัยรุ่นแห่งประเทศไทย (2557) กล่าวว่า การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่มีความส าคัญมากในการเคลื่อนไหว ร่างกายในชีวิตประจ าวัน เช่น การเดิน การวิ่งการกระโดด การทรงตัว เป็นต้น หากเราท ากิจกรรม ต ่างๆ ในชีวิตประจ าวันได้ดีโดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ แสดงว ่าร ่างกายมีความเจริญเติบโตมี ประสิทธิภาพ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (2552) ได้กล่าวไว้ว่า ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อนั้นเป็นตัวบ่งบอกถึงความเจริญเติบโต เช่น เมื่อนักเรียนโตขึ้นก็จะมีความสามารถในการ ควบคุมกล้ามเนื้อหรืออวัยวะต่าง ๆ ดีขึ้น ดังนั้น พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ที ่ใช้ในการ
24 เคลื่อนไหวร่างกายจะพัฒนาได้เร็วกว่าพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและประสาทสัมผัส เพราะ มนุษย์เรามีการควบคุมกล้ามเนื้อจากส่วนบนลงส่วนล่างตามแนวกระดูกไขสันหลัง และจากส่วนกลาง สู่ส่วนปลายซึ่งการเคลื่อนไหวร่างกายในที่นี้หมายถึง การเคลื่อนไหวที่ต้องใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของ ล าตัว แขน ขาแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ 1. การเคลื่อนไหวแบบอยู่กับที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย โดยไม่เคลื่อนห่างไปจากจุดเดิม แต่จะเป็นการใช้ร่างกายทุกส่วนให้ตอบสนองการเคลื่อนไหวของ ร่างกายส่วนใหญ่ ได้แก่ 1.1 การก้ม คือ การงอข้อต่างๆของร่างกาย จะท าให้ร่างกายส่วนบนเข้าใกล้กับ ส่วนล่าง 1.2 การยืดเหยียดตัว คือ การเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการก้มตัว โดยพยายาม เหยียบทุกส่วนของร่างกายให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ 1.3 การบิดตัว คือ การเคลื่อนไหวร่างกายโดยการบิดล าตัวท่อนบนไปรอบแกนตั้ง 1.4 การหมุนตัว คือ การหมุนตัวไปรอบ ๆ ร่างกาย มากกว่าการบิดตัว ซึ่งท าให้เท้า ต้องหมุนตามไปด้วยข้างใดข้างหนึ่ง 1.5 การโยกตัว คือ การถ่ายน ้าหนักจากส่วนหนึ่งของร่างกายไปยังอีกส่วนหนึ่งของ ร่างกาย โดยส่วนทั้งสองจะต้องแตะพื้นคนละครึ่งสลับกันไป 1.6 การแกว่งหรือหมุน คือ การเคลื่อนไหวส่วนใดส่วนหนึ่งโดยหมุนรอบ จุดใดจุด หนึ่งให้เป็นรูปโค้งหรือรูปวงกลมหรือแบบลูกตุ้มนาฬิกา เช่น การแกว่งแขน ขา ล าตัว 1.7 การโอนเอน คล้ายกับการโยกตัวส่วนโค้งจะเป็นการโค้งเข้ามาหาพื้น การเอียง แบบนี้ไม่รู้สึกผ่อนคลายเหมือนกับการแกว่ง 1.8 การดัน การเคลื่อนไหวโดยการดัน มักจะเป็นการดันออกจากร่างกาย เช่น การ ดัน สิ่งของและการกดสิ่งของ 1.9 การดึง คือ การเคลื่อนไหวที่ตรงกันข้ามกับการดัน คือ มักจะเป็นการดึงเข้า ร่างกาย หรือดึงไปในทิศทางหนึ่งโดยเฉพาะ 1.10 การสั่น คือ การเคลื่อนไหวที่มีการสั่นสะเทือนของส่วนใดส่วนหนึ่ง ของ ร่างกายหรือ ทุกส่วน ตัวอย่างเช่น ในการเต้นร าที่มีการจับมือเขย่า การแสดงออกของการตกใจ หรือ การสั่นในการเต้น 1.11 การตี เป็นการเคลื่อนไหวที่เร็วและหยุด 2. การเคลื่อนไหวแบบเคลื่อนที่ หมายถึง การเคลื่อนไหวที่มีระยะทางเกิดขึ้น โดยเน้น เคลื่อนที่จากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง มีพื้นฐานอยู่ 8 อย่างคือ
25 2.1 การเดิน คือ การเคลื่อนที่ด้วยการก้าว เป็นการเปลี่ยนน ้าหนักจากเท้าหนึ่ง ไป ยังอีกเท้าอีกข้างหนึ่งและขณะเปลี่ยนน ้าหนักตัวนั้น เท้าข้างหนึ่งจะอยูบนพื้นเสมอ 2.2 การวิ่ง เป็นการเคลื่อนที่โดยการเปลี่ยนน ้าหนักตัวจากเท้าข้างหนึ่งไปยังเท้าอีก ข้างหนึ่ง ขณะที่เปลี่ยนน ้าหนักเท้าทั้งสองข้างจะไม่อยู่บนพื้นเลย 2.3 การกระโดดเขย่ง คือ การกระโดดขึ้นมาจากพื้น แล้วกลับลงสู่พื้นด้วยเท้าเพียง ข้างเดียว 2.4 การกระโดด คือ การกระโดดขึ้นจากพื้นแล้วกลับลงสู่พื้นด้วยเท้าทั้งสองข้าง 2.5 การกระโจน คือ การเคลื่อนที่ด้วยการถ่ายน ้าหนักตัวจากเท้าข้างหนึ่งไป ยัง เท้าอีกข้างหนึ่งด้วยการกระโดดเผ่นขึ้นจากพื้น การลงสู่พื้นปลายเท้าจะลงสู่พื้นก่อนจากนั้นฝ่าเท้า และส้นเท้าจมลงด้วยการงอหัวเข่า 2.6 กระโดดสลับเท้า คือ การก้าวแล้วกระโดดเขย่งด้วยเท้าเดิม 2.7 การสไลด์คือ การก้าวไปข้างหน้าแล้วลากไปชิดวงเล็บจังหวะเร็ว 2.8 การควบม้า คือ การเคลื่อนที่ไปข้างหน้าด้วยการก้าวแล้วชิดเท้าอีกข้างหนึ่งให้ ชิดเท้าหน้าแล้วกระโดดขึ้น เมื่อลงสู่พื้นให้เท้าที่ก้าวน าหน้าอยู่เสมอ 3. การเคลื่อนไหวส่วนต ่างๆ ประกอบอุปกรณ์ หมายถึง การเคลื่อนไหวทั้งแบบ เคลื่อนที่ และไม่เคลื่อนที่พร้อมกับมีอุปกรณ์บางอย่างประกอบ เช่น ลูกบอล ห่วงยาง บาร์ เชือก ถุง ถั่ว กระดานทรงตัว เป็นต้น 2.3.3 คุณสมบัติและประเภทของกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ระบบกล้ามเนื้อ เป็นระบบที่ท าหน้าที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย โดยจะอาศัย คุณสมบัติการหดตัวของใยกล้ามเนื้อ ท าให้กระดูกและข้อต่อเกิดการเคลื่อนไหวและมีความสัมพันธ์ซึ่ง กันและกัน นอกจากการเคลื่อนไหวของกระดูกและข้อต่อแล้ว ยังมีการเคลื่อนไหวของอวัยวะภายใน ร่างกาย เช่น การเต้นของหัวใจ การบีบตัวของเส้นโลหิต การบีบตัวของกระเพาะอาหาร ล าไส้และการ ท างานของปอด เป็นต้น การเคลื่อนไหวต่าง ๆ เหล่านี้เกิดจากการท างานของกล้ามเนื้อทั้งสิ้น (สถาบัน พลศึกษา วิทยาเขตชุมพร, ม.ป.ป.) จากการศึกษาเอกสารและบทความต่าง ๆ พบว่ามีนักการศึกษา หลาย ๆ ท่าน ได้แก่ วิชัย วนดุรงค์วรรณ (2534) กัลยพงษ์ จตุรพาณิช (2541) และจิราภรณ์ อู่สิงห์ สวัสดิ์ (2547) ได้กล่าวว่า ร่างกายแบ่งกล้ามเนื้อออกเป็น 3 ชนิด คือ กล้ามเนื้อยึดกระดูกหรือ กล้ามเนื้อลาย กล้ามเนื้อเรียบ และกล้ามเนื้อหัวใจ โดยที่กล้ามเนื้อลายนั้นถูกควบคุมอยู่ภายใต้อ านาจ จิตใจ ส่วนกล้ามเนื้อเรียบและกล้ามเนื้อหัวใจท างานนอกอ านาจจิตใจ นอกจากนี้ มิ่งขวัญ มิ่งเมือง (2531) ได้กล่าวว่า กล้ามเนื้อลาย เป็นตัวช่วยให้ร่างกายเคลื่อนไหวในลักษณะต่าง ๆ มีหลายชนิดยึด ติดอยู่ในบริเวณข้อต่อ โดยมากมีเป็นคู่ มัดหนึ่งท าหน้าที่เหยียดอีกมัดหนึ่งท าหน้าที่ดึงงอกลับมา คู่
26 กล้ามเนื้อจะสลับกันท างานเพื่อให้เกิดการเหยียดหรืองอ แต่ถ้าเกิดกล้ามเนื้อท างานเหมือนกันในเวลา เดียวกันก็จะไม่มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้น กล้ามเนื้อศีรษะและคอ เป็นกล้ามเนื้อส่วนที่ท าหน้าที่สัมพันธ์กันในการเคลื่อนล าตัวไป ข้างหน้า ท าให้เราสามารถเคลื่อนล าตัวไปมาได้ กล้ามเนื้อล าตัว เป็นกล้ามเนื้อส่วนที่ช่วยรักษาสมดุลของกระดูกสันหลัง ท าให้เรา สามารถยืนตัวตรงได้ กล้ามเนื้อขา เป็นกล้ามเนื้อส่วนที่รับน ้าหนักทั้งหมดของร่างกาย และยังท าให้เรา สามารถเดิน วิ่งหรือกระโดดได้ คุณสมบัติของกล้ามเนื้อของคนเราโดยทั่ว ๆ ไปมีดังนี้ 1. มีความรู้สึกต่อสิ่งเร้า หรือสามารถรับรู้การกระตุ้น คือ สามารถรับ Stimuli และ ตอบสนองต่อ Stimuli โดยการหดตัวของ กล้ามเนื้อ เช่น กระแสประสาทที่กล้ามเนื้อเวลาที่จับโดน ความร้อนหรือกระแสไฟฟ้า เรามักมีการหนีหรือหลบเลี่ยง 2. มีความสามารถที่จะหดตัวได้ คือ กล้ามเนื้อสามารถเปลี่ยนรูปร่างให้สั้นหนา และ แข็งได้ 3. มีความสามารถที่จะหย่อนตัวหรือยืดตัวได้ กล้ามเนื้อสามารถที่จะเปลี่ยนรูปร่างให้ ยาวขึ้นกว่าความยาวปกติของมันได้ เมื่อถูกดึง เช่น กระเพาะอาหาร กระเพาะปัสสาวะ มดลูก เป็นต้น 4. มีความยืดหยุ่นคล้ายยาง คือ มีคุณสมบัติที่เตรียมพร้อมที่จะกลับคืนสู่สภาพเดิมได้ ภายหลังการ ถูกยืดออกแล้ว ซึ่งคุณสมบัตินี้ท าให้เกิด Muscle Tone ขึ้น 5. มีความสามารถที่จะด ารงคงที่อยู่ได้ โดยกล้ามเนื้อมีการหดตัวบ้างเล็กน้อย เพื่อ เตรียมพร้อมที่จะท างานอยู่เสมอถึงแม้จะอยู่ในสภาพพักผ่อนก็ตาม (วิชัย วนดุรงค์วรรณ, 2534: 42- 50) 2.3.4 วิธีการฝึกกล้ามเนื้อ การฝึกกล้ามเนื้อ คือ การบริหารร่างกายให้มีการเคลื่อนไหวด้วยวิธีการยืดและหดตัว ของกล้ามเนื้อ เพื่อพัฒนาความสามารถในการท างานของกล้ามเนื้อให้มีสมรรถภาพที่สมบูรณ์การฝึก กล้ามเนื้อต้องก าหนดวัตถุประสงค์ในการฝึกให้แน่นอน เพราะการฝึกจะมีผลต่อการพัฒนากล้ามเนื้อ ในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป ได้แก่การเพิ่มขนาด การเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง ตลอดจนเพิ่มความ แข็งแรงของกล้ามเนื้อและความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ ในวิชาพละศึกษาเป็นวิชาภาคปฏิบัติ แสดงศักยภาพทางกล้ามเนื้อของร่างกายออกมาในการประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ให้ส าเร็จอย่างมี ประสิทธิภาพนั้น ต้องอาศัยความสามารถทางกายเป็นส าคัญ เพื่อให้ร่างกายได้รับการฝึกฝนดี
27 สามารถที่จะปฏิบัติงานต่างๆได้อย่างรวดเร็วและทนทาน ความสามารถของร่างกายที่แสดงออกเป็น ผลจากการท างานของกล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวต่าง ๆ (สมคิด บุญเรือง, 2520: 134) 2.4 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ปิยะธิดา ขจรชัยกุล (2537: บทคัดย่อ) ได้ท าการศึกษาผลของการใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหว ที่มีต่อการพัฒนาด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยในเขตชุมชนแออัดคลองเตย กรุงเทพมหานคร อายุ 2-3 ปีที่มีพัฒนาการต ่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานในชุมชนแออัด ได้รับการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหว เพื่อพัฒนา จนกล้ามเนื้อมัดใหญ่มีคะแนนพัฒนาการหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง บุปผา พรหมศร (2542: บทคัดย ่อ) ได้ท าการศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในการ แก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับจากการจัดกิจกรรมการเล่นเกมกลางแจ้งและกิจกรรมการเล่นเครื่อง เล่นสนามโดยแบ่งกลุ่มทดลองเป็น 2 กลุ่มกลุ่มทดลองที่ 1 ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเกมการแจ้ง ส่วนกลุ่มทดลองที่ 2 ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเครื่องเล่นสนามผลการศึกษาพบว่าเด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเกมกลางแจ้งและเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเล่นเครื่องเล่น สนามมีความสามารถในการแก้ปัญหาแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยยะส าคัญทางสถิติ สมชาย วิจิตรไพศาล (2542: บทคัดย่อ) ได้ท าการศึกษาความพร้อมทางคณิตศาสตร์ของเด็ก ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินระดับก่อนประถมศึกษาที่ได้รับประสบการณ์การเล่นน ้าทรายใน กิจกรรมการละเล่นกลางแจ้งผลการวิจัยพบว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินดีที่ได้รับการจัด กิจกรรมกลางแจ้งแบบมีการเล่นน ้าทรายมีความพร้อมทางคณิตศาสตร์สูงกว่าเด็กที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยินดีที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งแบบปกติที่ไม่มีการเน้นเล่นน ้าทรายอย่างมีนัยยะ ส าคัญทางสถิติที่ระดับประสบการณ์การเล่นน ้าทรายในกิจกรรมการเล่นการแจ้งผลการวิจัยพบว่าเด็ก ที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งแบบมีการเล่นน ้าทรายมีความพร้อม ทางคณิตศาสตร์สูงกว่าเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งแบบปกติ ที่ไม่มีการเน้นเล่นน ้าทรายอย่างมีนัยยะส าคัญทางสถิติที่ระดับ0.01 วิลินดา พงศ์ธราธิก (2548: บทคัดย่อ) ท าการศึกษาความสามารถทางพหุปัญญาของเด็ก ปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมเกมการละเล่นไทยกลางแจ้งพบว่าความสามารถทางพหุปัญญาของเด็ก ปฐมวัยก่อนและหลังได้รับการจัดกิจกรรมการละเล่นไทยกลางแจ้งแตกต่างกันอย่างมีนัยยะส าคัญทาง สถิติที่ระดับ 0.01 ศรีวัย พุทธโยธา (2548: บทคัดย่อ) ได้ท าการศึกษาการพัฒนาความพร้อมของนักเรียนชั้น อนุบาลโดยการใช้การละเล่นพื้นบ้านล้านนาในกิจกรรมกลางแจ้งผลการศึกษาพบว่าแผนการจัด ประสบการณ์พัฒนาความพร้อมของนักเรียนชั้นอนุบาลโดย การละเล่นพื้นบ้านของเด็กล้านนาใน กิจกรรมกลางแจ้งที่สร้างขึ้นโดยมุ่งเน้นให้นักเรียนเรียนรู้ผ่านการละเล่นที่มีความหมายส่งผลให้
28 นักเรียนมีการพัฒนาความพร้อมด้านร่างกายด้านอารมณ์จิตใจด้านสังคมและด้านสติปัญญาสังเกตได้ จากพฤติกรรมระหว่างเรียนตามจุดประสงค์ของแต่ละแผนปรากฏว่านักเรียนส่วนใหญ่สามารถพัฒนา ความพร้อมจากระดับควรปรับปรุงก่อนเรียนเป็นระดับพอใช้และระดับดีทุกด้านและผลการประเมิน หลังจากการเรียนจากแผนการจัดประสบการณ์พัฒนาความพร้อมของนักเรียนโดยใช้การละเล่น พื้นบ้านล้านนาปรากฏว่าคะแนนเฉลี่ยความพร้อมของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนทั้ง 4 ด้าน จิตราภรณ์ไคขุนทด (2557: บทคัดย่อ) ได้ท าการศึกษาการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้ การละเล่นพื้นบ้านแบบร่วมมือที่มีผลต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยผลการศึกษาพบว่า (1) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านแบบร่วมมือมีพฤติกรรมทาง สังคมพัฒนาไปในทางที่สูงขึ้นตามเกณฑ์ร้อยละ 80 มีพฤติกรรมทางสังคมตั้งแต่ร้อยละ 80 ขึ้นไป (2) เด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านแบบร่วมมือเป็นเวลา 5 สัปดาห์มีพฤติกรรมทางสังคมด้านความร่วมมือความช่วยเหลือและการแบ่งปันมีคะแนนเฉลี่ยสัปดาห์ ที่ 1 2 3 4 และ 5 สูงขึ้นตามล าดับพบว่าพฤติกรรมทางสังคมด้านการร่วมมือมีการเปลี่ยนแปลงดีขึ้น มากเป็นอันดับแรกมีค่าเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 98.33 รองลงมาคือด้านการแบ่งปันมีค่าเฉลี่ยร้อยละ เท่ากับ 96.47 อันดับสุดท้ายคือด้านการช่วยเหลือมีค่าเฉลี่ยร้อยละเท่ากับ 95.00 (3) เด็กปฐมวัยที่ ได้รับการจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านแบบร่วมมือเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์คะแนน พฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยสัปดาห์ที่ 1 มีคะแนนเฉลี่ย 0.79 อยู่ในระดับปานกลางสัปดาห์ที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ย 1.33 อยู่ในระดับปานกลางส าหรับที่ 3 มีคะแนนเฉลี่ย 1.41 อยู่ในระดับปานกลาง สัปดาห์ที่ 4 มีคะแนนเฉลี่ย 1.70 อยู่ในระดับดีสัปดาห์ที่ 5 มีคะแนนเฉลี่ย 1.93 อยู่ในระดับดีและมี คะแนนเฉลี่ยร้อยละสัปดาห์ที่ 1 2 3 4 5 เท่ากับ 39.72, 56.53, 70.75, 85.03 และ 96.47 ซึ่งแสดง ว่านักเรียนมีพัฒนาการสูงขึ้นตามล าดับสรุปผลการพัฒนาด้านพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัยได้ ร้อยละ 96.47 สูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 80 บัทตัน (Button, 1974: 409 อ้างถึงใน สมชาย วิจิตรไพศาล, 2542: 36) ได้ฝึกพฤติกรรม ความร่วมมือทางกายและความร่วมมือทางวาจาของเด็กปฐมวัยอายุ 3-4 ปีในการท ากิจกรรมการเล่น กลางแจ้งร่วมกับผู้อื่นโดยแบ่งเด็กปฐมวัยออกเป็น 3 กลุ่มโดยกลุ่มที่ 1 ฝึกการแสดงออกด้าน พฤติกรรมความร่วมมือทางกาย เช่น การช่วยเหลือเพื่อนเก็บของเล่น เป็นต้น กลุ่มที่ 2 ฝึกการ แสดงออกด้านพฤติกรรมความร่วมมือทางวาจา เช่น การมีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นระหว่าง ท ากิจกรรม กลุ่มที่ 3 ได้ฝึกพฤติกรรมทั้ง 2 ด้านร่วมกัน ผู้ทดสอบใช้วิธีการแบบเดียวกัน เช่น การให้ ค าแนะน า มีค าสั่งให้ท า หรือการให้ค าชมเชยด้านค าพูดเชิงบวก ผลการวิจัยพบว่า เด็กปฐมวัยมีการ แสดงออกถึงพฤติกรรมที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการท ากิจกรรมเพิ่มขึ้น คือ การช่วยเหลือแบ่งปัน ซึ่งกันและกันหลังจากได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนการแจ้งร่วมกับผู้อื่น
29 เยอร์เคส (Yerkes, 1982: 82) ได้ศึกษาผลการเล่นในสนามที่ส่งผลต่อทักษะการเห็นและการ เคลื่อนไหวของเด็กก่อนวัยเรียนทั้งชายและหญิงจ านวน 32 คนอายุระหว่าง 3-4.5 ปี โดยแบ่งเด็ก ออกเป็น 2 กลุ่ม ก าหนดให้กลุ่มทดลองเล่นเกมในสนามสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที และกลุ่ม ควบคุม ให้เล่นเฉพาะในอาคาร ผลการศึกษาพบว่าเด็กในกลุ่มทดลองทั้งชายและหญิงมีความ สนุกสนาน มีจินตนาการ มีทักษะการเห็นการเคลื่อนไหวตลอดจนความสามารถออกแบบส ่วน สภาพแวดล้อมในสนามอย่างเห็นได้ชัดดีกว่ากลุ่มควบคุมและยังพบว่าครูสามารถใช้เกมผจญภัย แปลกๆในสนามเพื่อเสริมพื้นฐานการเรียนรู้ให้แก่เด็กได้ด้วยเพราะสภาพสนามมีธรรมชาติของการ เรียนรู้ที่ดีอยู่แล้ว มอร์รี่ (Moore, 1983: 61) ได้ท าการศึกษาเกี่ยวกับทฤษฎีใหม ่ของการเล ่นและ สภาพแวดล้อมของการเล่นพบว่าการเล่นกลางแจ้งจะเป็นการเริ่มต้นการเล่นของเด็ก เพราะเด็กจะมี อิสระในการแสดงออก เด็กจะใช้เวลาในการเล่นกลางแจ้งและชอบเล่นด้วยตนเอง ขณะเล่นจะไม่มี ระเบียบและพบว่าบริเวณที่เด็กชอบเล่นคือรอบ ๆ บ้านและที่สนาม โรทเฮทรี(Rothlein, 1984: 23) ได้ท าการสัมภาษณ์เด็กที ่มีอายุ 26 ปีจ านวน 103 คน ผู้ปกครองจ านวน 73 คนและครูเตรียมอนุบาลจ านวน 60 คนเกี่ยวกับการรับรู้ในการเล่น ผลการ สัมภาษณ์พบว่า เด็กชอบการเล่นตัวละคร การเล่นกลางแจ้ง และการวาดเขียน ผู้ปกครองส่วนมากมี ความเห็นว่าการเล่นเป็นความสนุกสนานและมีเวลาที่จะอยู่กับลูก ส่วนครูมีความเห็นว่าการเล่นคือ การเรียนรู้และการค้นพบ เชียง (Chiang, 1985: 181) ได้ศึกษาเกี่ยว ได้ศึกษาเกี่ยวกับความแตกต่างในการใช้วัสดุใน การเล่นสนามเด็กเล่นกับเด็กอายุ 3-5ปี และ 7 ปีจ านวน 57 คนโดย คนโดยใช้เครื่องมือเทคนิคการ สังเกตตามธรรมชาติผลการศึกษาพบว ่าประเภทของการเล ่นและวัสดุอุปกรณ์การเล ่นเป็น องค์ประกอบส าคัญ ที่มีผลต่อพัฒนาการทางด้านสังคมและสติปัญญาของเด็ก นอกจากนี้การวิเคราะห์ ข้อมูลพบว่า มีความแตกต่างของการเล่นในเด็กที่มีอายุต่างกัน เด็กอายุ 3 ปีมักจะเล่นแบบคู่ขนาน เด็กอายุ 5 ปีมักจะเล่นสร้างสรรค์แบบคู่ขนาน เด็กอายุ 7 ปีมักจะเล่นสร้างสรรค์เป็นกลุ่ม เช่น การ เล่นละครเป็นกลุ่มหรือการเล่นเกมที่มีกติกาได้ดี และระดับอายุเป็นตัวแปรส าคัญที่ท าให้พฤติกรรม ทางสังคมของเด็กแต่ละวัยต่างกัน
บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย การวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ กิจกรรมกลางแจ้ง ผู้วิจัยได้ด าเนินการตามขั้นตอนดังนี้ 1. การก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 3. การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 4. การเก็บรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิจัย 3.1 การก าหนดประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากร ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปีที่ก าลังศึกษา อยู่ในชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 จ านวน 7 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่าง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือเด็กปฐมวัย ชาย - หญิง อายุ 4 - 5 ปีที่ก าลังศึกษาอยู่ ในชั้นอนุบาล 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 ของโรงเรียนบ้านค้อโพนสวางยางชุม จ านวน 7 คน ได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) 3.2 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง 2. แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย 3.3 การสร้างและหาคุณภาพของเครื่องมือ 1. แผนการจัดกิจกรรมศิลปะกลางแจ้ง ด าเนินการตามล าดับขั้น ดังต่อไปนี้ 1.1 ศึกษาเอกสารหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 1.2 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการการจัดกิจกรรมศิลปะกลางแจ้ง 1.3 ด าเนินการเลือกกิจกรรมที่มีเนื้อหาสอดคล้อง กับแผนการจัดประสบการณ์
31 1.4 สร้างแผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้งส าหรับเด็กปฐมวัย ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1.4.1 ชื่อกิจกรรม 1.4.2 สาระส าคัญ 1.4.3 จุดประสงค์การเรียนรู้ 1.4.4 ประสบการณ์ส าคัญ 1.4.5 การด าเนินกิจกรรม 1.4.6 สื่อการสอน 1.4.7 การประเมินผล 1.4.8 บันทึกผลหลังการท ากิจกรรม 1.5 น าแผนการจัดกิจกรรมที่ได้ไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ด าเนินการ ตามล าดับขั้น ดังต่อไปนี้ 2.1 ขั้นตอนในการสร้างแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็ก ปฐมวัย ผู้วิจัยได้ด าเนินแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย มี ขั้นตอนในการสร้าง ดังนี้ 2.2.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็ก ปฐมวัย 2.2.2 ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นในการสร้างแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อ มัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย 2.2.3 สร้างแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย 2.2.4 น าแบบสังเกตพฤติกรรมความเชื่อมั่นในตนเองของเด็กปฐมวัยไปใช้กับกลุ่ม ตัวอย่าง จ านวน 30 คน 3.4 การเก็บรวบรวมข้อมูล 3.4.1 แบบแผนการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ ่มเดียววัดสองครั้ง (One Group Pretest - Posttest Design) ซึ่งมีลักษณะการทดลองดังตารางต่อไปนี้ ตาราง 3.1 แบบแผนการทดลอง กลุ่ม Pre-test Treatment Post-test N T1 X T2
32 ความหมายของสัญลักษณ์ N แทน จ านวนเด็กในกลุ่มตัวอย่าง X แทน การสอนโดยใช้กิจกรรมกลางแจ้ง T1 แทน การทดสอบก่อนการทดลอง (pre-test) T2 แทน การทดสอบหลังการทดลอง (post-test) 3.4.2 การด าเนินการทดลอง ผู้วิจัยได้ด าเนินการทดลองโดยมีขั้นตอนดังนี้ 1) ก่อนการทดลอง น าแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็ก ปฐมวัยไปใช้กับกลุ่มตัวอย่าง จ านวน 7 คน แล้วบันทึกผลการทดสอบ (Pretest) 2) ด าเนินการสอนกลุ่มทดลองด้วยตนเอง ตามแผนการจัดกิจกรรมกลางแจ้งที่ผู้วิจัย สร้างขึ้น ดังนี้ ขั้นที่ 1 สร้างความคุ้นเคยกับเด็ก ขั้นที่ 2 จัดเตรียมสภาพแวดล้อมในสถานที่ท าการจัดกิจกรรมให้เหมาะสม ขั้นที่ 3 ด าเนินการตามแผนการจัดกิจกรรม โดยมีระยะเวลาในการด าเนินการวิจัย ทั้งหมด 4 สัปดาห์/สัปดาห์ละ 3 วัน คือ อังคาร พฤหัสบดีและศุกร์ วันละ 30 นาที สัปดาห์ที่ วัน กิจกรรมกลางแจ้ง วันที่ 1 จันทร์ รับส่งบอลข้ามหัว 16 พฤษภาคม 2566 พุธ กระโดดข้ามสิ่งกีดขวาง 18 พฤษภาคม 2566 ศุกร์ วิ่งเก็บลูกบอล 19 พฤษภาคม 2566 2 จันทร์ เดินทรงตัวบนเส้น 23 พฤษภาคม 2566 พุธ วิ่งซิกแซก 25 พฤษภาคม 2566 ศุกร์ ขว้างบอลแม่น 26 พฤษภาคม 2566 3 จันทร์ กระโดดตามช่องที่ก าหนด 30 พฤษภาคม 2566 พุธ โยน - รับบอล 1 มิถุนายน 2566 ศุกร์ วิ่งแข่ง 2 มิถุนายน 2566 4 จันทร์ เก้าอี้ดนตรี 6 มิถุนายน 2566 พุธ วิ่งเก็บของ 8 มิถุนายน 2566 ศุกร์ กระโดดขาเดียวเก็บถุงทราย 9 มิถุนายน 2566
33 3) ในการด าเนินการทดลอง ผู้วิจัยได้บันทึกวิดีโอพฤติกรรมของเด็กในขณะที่ท า กิจกรรมกลางแจ้ง เพื่อประกอบการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยด าเนินการสังเกตพฤติกรรมของเด็กปฐมวัย (Post-test) โดยใช้แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ท าการ บันทึกผล แล้วน าคะแนนที่ได้ไปวิเคราะห์ข้อมูล 4) เปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยที่ได้จากการประเมินก ่อน และหลังการจัดกิจกรรม กลางแจ้ง วิเคราะห์ผลต่างระหว่างคะแนนเฉลี่ยของการประเมินทั้งสองครั้ง ด้วยวิธีการทางสถิติ 3.5 การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ข้อมูลและประมวลผลข้อมูล โดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. น าข้อมูลที่ได้จากแบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ก่อน-หลัง มาวิเคราะห์ โดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ ค่าสถิติ t-test 2. ประมวลผล แปลผลและวิเคราะห์ข้อมูล 3. อภิปรายผล โดยใช้ตารางและการพรรณนา 3.6 สถิติที่ใช้ในการวิจัย 1. สถิติพื้นฐานที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1.1 ร้อยละ (Percentage) โดยใช้สูตรดังนี้ f P 100 N = เมื่อ P แทน ร้อยละ f แทน ความถี่ที่ต้องการแปลงร้อยละ N แทน จ านวนประชากร 1.2 ค่าเฉลี่ย โดยใช้สูตรดังนี้ X X n = เมื่อ X แทน คะแนนเฉลี่ย X แทน ผลรวมของคะแนนทั้งหมด n แทน จ านวนคนในกลุ่มตัวอย่าง
34 1.3 สถิติที่ใช้ในการศึกษาเปรียบเทียบคะแนนสอบ โดยใช้สูตร t-test (Dependent Samples) ( ) ( ) 2 2 D t N D D N 1 = − − เมื่อ t แทน ค่าสถิติ t-test D แทน ผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนสอนและหลังสอน D แทน ผลรวมของความแตกต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อน สอน และหลังสอน 2 D แทน ผลรวมของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนเรียน และ หลังเรียนแต่ละตัวยกก าลังสอง ( ) 2 D แทน ผลรวมของผลต่างระหว่างคะแนนทดสอบก่อนสอน และ หลังสอนทั้งหมดยกก าลังสอง N แทน จ านวนเด็กในกลุ่มตัวอย่าง
บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลส าหรับการวิจัยเรื่อง การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัด ใหญ่ของเด็กปฐมวัย โดยใช้กิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งผู้วิจัยน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลดังต่อไปนี้ 4.1 สัญลักษณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์และแปรผลข้อมูล ในการน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล และการแปลผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ก าหนด สัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับการวิเคราะห์ข้อมูล ดังนี้ N แทน จ านวนคนในกลุ่มตัวอย่าง X แทน ค่าเฉลี่ย (Mean) S.D. แทน ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) t แทน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์การแจกแจงแบบที (t-distribution) P-value แทน ระดับนัยส าคัญทางสถิติที่ได้จากข้อมูล * แทน มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4.2 การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูล การน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตามล าดับดังนี้ ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้น อนุบาล 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการแจ้ง ตอนที ่ 2 ผลการเปรียบเทียบก ่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เพื ่อส ่งเสริม ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2
36 4.3 ผลการวิเคราะห์ข้อมูลของการวิจัย ตอนที่ 1 ผลการวิเคราะห์ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้น อนุบาล 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ตารางที่ 4.1 แสดงค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานของผลการวิเคราะห์ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 ก ่อนและหลังการจัดกิจกรรม กลางแจ้ง ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง X S.D. ระดับ X S.D. ระดับ 1. สามารถเคลื่อนไหวอยู่กับที่ได้อย่าง คล่องแคล่ว มั่นคง 2.57 0.49 ปานกลาง 4.57 0.49 มากที่สุด 2. สามารถเคลื่อนไหวด้วยการเดินได้ อย่างคล่องแคล่ว 2.71 0.45 ปานกลาง 4.50 0.71 มากที่สุด 3. สามารถเคลื ่อนไหวด้วยการวิ ่งได้ อย่างคล่องแคล่ว ร่างกายสมดุล 2.29 0.45 น้อย 3.86 0.35 มาก 4. สามารถเคลื่อนไหวด้วยการกระโดด ได้คล่อง และลงพื้นอย่างมั่นคง 2.14 0.35 น้อย 3.86 0.35 มาก 5. สามารถเคลื ่อนไหวพร้อมอุปกรณ์ อย ่างคล่องแคล่ว และรักษาสมดุล ร่างกายได้ 2.14 0.35 น้อย 4.29 0.70 มาก 6. สามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ คอ แขน ขา และล าตัวในการท าง านให้ ประสานกัน 2.43 0.49 น้อย 4.43 0.49 มาก รวม 2.38 0.43 น้อย 4.25 0.52 มาก จากตาราง 4.1 พบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 ก่อนการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ในระดับปานกลาง และน้อย ( X= 2.38, S.D. = 0.43) หลังการ จัดกิจกรรมกลางแจ้ง นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อยู่ใน ระดับมากที่สุด และมาก ( X= 4.25, S.D. = 0.52)
37 ตอนที ่ 2 ผลการเปรียบเทียบก ่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เพื ่อส ่งเสริม ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 ตาราง 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียน ระดับชั้นอนุบาล 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง กลุ่มทดลอง N X S.D. t p-value ก่อนสอน หลังสอน 7 7 14.29 25.43 1.80 1.62 20.14* 0.0000 จากตาราง 4.2 การเปรียบเทียบคะแนนเฉลี่ยความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของ นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 ก่อนและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง โดยใช้สถิติ T - test dependent พบว่า ภายหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 มีความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่สูงขึ้นทุกคน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยคะแนนเฉลี่ยความสามารถใน การใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ก่อนการจัดกิจกรรมและหลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง เท่ากับ 14.29 คะแนน และ 25.43 คะแนน ตามล าดับ
บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้ เป็นการพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย โดยใช้ กิจกรรมกลางแจ้ง โดยน าเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ 5.1 สรุปผลการวิจัย การวิจัยในครั้งนี้ สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 ก่อนการจัด กิจกรรมกลางแจ้ง อยู่ในระดับปานกลาง และน้อย หลังการจัดกิจกรรมกลางแจ้งนักเรียนระดับชั้น อนุบาล 2 มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่อยู่ในระดับมากที่สุด และมาก 2. ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 หลังการจัด กิจกรรมกลางแจ้ง นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่สูงขึ้นทุกคน อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5.2 อภิปรายผล การวิจัยในครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อเสริมสร้างการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้น อนุบาล 2 โดยการจัดกิจกรรมกลางแจ้ง ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 หลังการจัดกิจกรรม กลางแจ้ง นักเรียนระดับชั้นอนุบาล 2 มีความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กสูงขึ้นทุกคน อย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ซึ่งการวิจัยนี้สอดคล้องกับอาพีซา ผดุงผล (2561: 1) ที่ท าการวิจัยการ พัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่โดยใช้กิจกรรมการละเล่นพื้นบ้านของนักเรียนอนุบาลพบว่า การ จัดกิจกรรมพื้นบ้านสามารถพัฒนาทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กอนุบาลได้ สอดคล้องกับ กับบรูเนอร์ (Bruner) ที ่กล่าวว ่า เด็กเรียนรู้ด้วยการกระท า (Enactive Representation) เป็น ขั้นตอนที่เด็กเรียนรู้เกิดจากประสาทสัมผัส สอดคล้องกับฐิติมาพร ชัยสมุทร (2558: 186) ที่ ท าการศึกษาเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการใช้กิจกรรมกลางแจ้งต่อความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 1 พบว่า คะแนนเฉลี่ยความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัยชั้น ปีที่ 1 เพิ่มสูงขึ้นหลังจากการท ากิจกรรมกลางแจ้ง และสอดคล้องกับชุลีพร นาหัวนิล (2563: 379) กล่าวถึง พัฒนาการด้านกล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยเพิ่มสูงขึ้น หลังจากท ากิจกรรมการละเล่นของ เด็กไทยอย่างมีนัยส าคัญที่ระดับ 0.1
39 5.3 ข้อเสนอแนะในการน าไปใช้ 1. การท ากิจกรรมกลางแจ้งหากเด็กมีความสนใจที ่จะท ากิจกรรมครูควรมีการขยาย ระยะเวลาเพิ่มมากขึ้น 2. ครูควรดูแลและอธิบายในการใช้วัสดุอุปกรณ์อย่างละเอียด เพื่อความปลอดภัยของเด็กใน ขณะที่ท ากิจกรรม 5.4 ข้อเสนอแนะในการวิจัยครั้งต่อไป 1. การเปิดโอกาสให้เด็กได้ลงมือกระท ากับสื่อ และอุปกรณ์ประกอบการท ากิจกรรมกลางแจ้ง ที่หลากหลาย 2. ผู้ปกครองสามารถน ากิจกรรมกลางแจ้งไปใช้เพื่อส่งเสริมพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ควบคู่ไปกับทางโรงเรียนเพื่อให้เด็กได้พัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ
บรรณานุกรม กรมวิชาการ. (2560). หลักสูตรการศึกษาปฐมวัย 2560. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว. กัลยพงษ์ จต ุรพาณิช. (2541). ระบบกล้ามเนื้อ. กร ุงเทพมหานคร: คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล. คณาจารย์ชมรมเด็ก. (2545). การละเล่นของเด็กไทย. กรุงเทพมหานคร: เอดิสันเพรสโปรดักส์. จิตราภรณ์ ไคขุนทด. (2557). การจัดกิจกรรมกลางแจ้งโดยใช้การละเล่นพื้นบ้านแบบร่วมมือที่มีผล ต่อพฤติกรรมทางสังคมของเด็กปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต. มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยมหาสารคาม. ถ่ายเอกสาร. จิราภรณ์ อู่สิงห์สวัสด์ิ. (2547). สรีรวิทยาของระบบกล้ามเนื้อ. พิษณุโลก: คณะวิทยาศาสตร์ การแพทย์มหาวิทยาลัยนเรศวร. ชมรมจิตแพทย์เด็กและวัยรุ ่นแห ่งประเทศไทย. คู ่มือเลี้ยงลูก วัย 6-12 ปี[Online]. http:// plearnstage2.blogspot.com/p/6-12. Html, 9 ธันวาคม 2557. ชาตรี วิฑูรชาติ. (2557). เรียนรู้ด้วยการเล่น[Online]. แหล่งที่มาhttp://www.manager.co.th /QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9490000147383&TabID=1&, 25 สิงหาคม 2565. ชุลีพร นาหัวนิล, และคณะ. (2563). การใช้กิจกรรมการละเล่นของเด็กไทยเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ กล้ามเนื้อใหญ่ ส าหรับเด็กปฐมวัย. วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์ ปีที่ 5 ฉบับที่ 3 (กันยายนธันวาคม 2563), มหาวิทยาลัยราชธานี และมหาวิทยาลัยราชภัฏศรีษะเกษ. ฐิติมาพร ชัยสมุทร, และนิตยา ประพฤติกิจ. (2558). ผลของการใช้กิจกรรมการเล่นกลางแจ้งที่มีต่อ ความพร้อมในการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ของเด็กปฐมวัยชั้นปีที่ 1 โรงเรียนอันนาลัย อ าเภอ เมือง จังหวัดสมุทรสาคร. วารสารวิชาการ Veridian E-Journal ปี่ที่ 6 ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน - ธันวาคม 2558. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี. นภเนตร ธรรมบวร. (2545). การพัฒนากระบวนการคิดในเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. บุปผา พรหมศร. (2542). ความสามารถในการแก้ปัญหาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการ เล่นกลางแจ้งและกิจกรรมการเล่นเครื่องเล่นสนาม. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร. ปิยธิดา ขจรชัยกุล. (2537). ผลของการใช้กิจกรรมการเคลื่อนไหวที่มีต่อพัฒนาการด้านกล้ามเนื้อ มัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย อายุ 2-3 ปี ที่มีพัฒนาการต ่ากว่าเกณฑ์มาตรฐานในชุมชน
41 แออัด กรุงเทพฯ. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต. กรุงเทพมหานคร: บัณฑิตวิทยาลัย จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ถ่ายเอกสาร. ภรณี คุรุรัตนะ. (2542). การเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: ส านักงานคณะกรรมการ การศึกษาแห่งชาติ. มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. (2552). อนามัยชุมชน หน ่วยที ่ 1-7. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช. มิ่งขวัญ มิ่งเมือง. (2531). โครงสร้างและระบบการท างานของร่างกาย. กรุงเทพมหานคร: ยูไนเต็ดท์ บุ๊คส์. เยาวพา เดชะคุปต์. (2542). การจัดกิจกรรมส าหรับเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: แม็ค. ระวิวรรณ แซ่หลี. (2558). การพัฒนาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของนักเรียนที่มี ความบกพร่องทางสติปัญญาระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง โดยการใช้โปรแกรมการฝึกเพื่อ ส่งเสริมกล้ามเนื้อมัดใหญ่. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตรมหาบัณฑิต. สงขลา: บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา. ถ่ายเอกสาร. วราภรณ์ รักวิจัย. (2541). การอบรมเลี้ยงดูเด็กปฐมวัย. กรุงเทพมหานคร: ต้นอ้อแกรมมี่. วิชัย วนดุรงค์วรรณ. (2534). กีฬาเวชศาสตร์พื้นฐาน (ปรับปรุงครั้งที่ 4). กรุงเทพมหานคร: โรง พิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เวชศาสตร์ฟื้นฟูแห่งประเทศไทย. วิลินดา พงศ์ธราธิก. (2547). ความสามารถทางพหุปัญญาของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรม การละลเนไทยกลางแจ้ง. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร. ศรีวัย พุทธโยธา. (2548). การพัฒนาความพร้อมของนักเรียนชั้นอนุบาลโดยการใช้การละเล่น พื้นบ้านในกิจกรรมกลางแจ้ง. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่. ศิรินทร ทาสีทอง. (2559). การศึกษาความสามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กที่มีความบกพร่อง ทางสติปัญญา จากการใช้โปรแกรมการฝึกกิจกรรมทักษะกลไกของสเปเชียลโอลิมปิคแห่ง ประเทศไทย. วิทยานิพนธ์ ครุศาสตร์บัณฑิต. มหาสารคาม: สถาบันวิจัยเละพัฒนา มหาวิทยาลัยรางภัฏมหาสารคาม. ถ่ายเอกสาร. สถาบันการพลศึกษา วิทยาเขตชุมพร. (ม.ป.ป.). พื้นฐานวิทยาศาสตร์การกีฬา [Online]. http://www.ipecp.ac.th, 10 มกราคม 2557. สมคิด บุญเรือง. (2520). การวัดผลในวิชาพลศึกษา. แผนกการพิมพ์ โรงเรียนสตรเนติศึกษา.
42 สมชาย วิจิตรไพศาล. (2542). การศึกษาความพร้อมทางคณิตศาสตร์ของเด็กที่มีความบกพร่อง ทางการได้ยินระดับก่อนประถมศึกษาที่ได้รับประสบการณ์เล่นน ้า-ทรายในกิจกรรมการ เล่นกลางแจ้ง. วิทยานิพนธ์ ปริญญามหาบัณฑิต. กรุงเทพมหานคร: มหาวิยาลัยศรีนครินท รวิโรฒ ประสานมิตร. ถ่ายเอกสาร. สุภาพร เพิ่มวงษ์มาก, และสุภาภรณ์ บัณฑิตย์. (2562). การส่งเสริมความมีวินัยในตนเองของเด็ก ปฐมวัย โดยกิจกรรมเกมกลางแจ้ง ส าหรับนักเรียนชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาล ก าแพงเพชร. รายการสืบเนื่องการประชุมวิชาการระดับชาติ ครุศาสตร์ศึกษา ครั้งที่ 2. มหาวิทยาลัยราชภัฏพิบูลสงคราม (ส่วนวังจันทร์). สุมาลี บัวหลวง. (2557). ผลของการใช้เกมการเล่นกลางแจ้งที่มีต่อพฤติกรรมร่วมมือของเด็ก ปฐมวัย. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต. ปทุมธานี: คณะครุศาสตร์อุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี. ถ่ายเอกสาร. Chiang, L. (1985). Children’s Use of Play Developmental Differences in Materials. Dissertation Abstract International. Moore. G, T. (1983). Stage of the Art in Play Environment: Research and Egocentric Speed During the Preschool Years. Dissertation Abstract International. Rothlein, L.& A, Brett. (1984). Children’s Teachers and Parents, Perceptions of play. Dissertation Abstract International. Yerkes, R. A. (1982). Playground that Extends the Classroom. Dissertation Abstract International.
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย
45 แบบประเมินความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กปฐมวัย ก่อนการทดลอง หลังการทดลอง ชื่อนักเรียน.......................................... นามสกุล ........................................ ชั้นอนุบาล...................... วันที่ ............................................................... เดือน .......................................................... พ.ศ.2566 ความสามารถในการใช้ กล้ามเนื้อมัดใหญ่ ระดับคะแนน มาก ที่สุด มาก ปาน กลาง น้อย น้อย ที่สุด หมาย เหตุ 1. สามารถเคลื่อนไหวอยู่กับที่ได้อย่าง คล่องแคล่ว มั่นคง 2. สามารถเคลื่อนไหวด้วยการเดินได้ อย่างคล่องแคล่ว 3. สามารถเคลื ่อนไหวด้วยการวิ ่งได้ อย่างคล่องแคล่ว ร่างกายสมดุล 4. สามารถเคลื่อนไหวด้วยการกระโดด ได้คล่อง และลงพื้นอย่างมั่นคง 5. สามารถเคลื ่อนไหวพร้อมอุปกรณ์ อย ่างคล่องแคล่ว และรักษาสมดุล ร่างกายได้ 6. สามารถใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ คอ แขน ขา และล าตัวในกา รท าง านให้ ประสานกัน บันทึกเพิ่มเติม ............................................................................................................................................................. ............................................................................................................................................................. ................................................................................................................................................................