The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การศึกษาวิจัยการปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคใต้ตอนบนในยุคเกษตร 4.0 มีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาการปรับตัวและปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคใต้ตอนบนในยุคเกษตร
4.0 โดยใชแบบจำลองโลจิทในการวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อตรวจสอบว่าปัจจัยใดที่มีผลต่อการปรับตัวของ
เกษตรกรด้านการผลิต ด้านการตลาด และด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

การปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคใต้ตอนบนในยุคเกษตร 4.0

การศึกษาวิจัยการปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคใต้ตอนบนในยุคเกษตร 4.0 มีวัตถุประสงค์
เพื่อศึกษาการปรับตัวและปัจจัยที่ส่งผลต่อการปรับตัวของเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนภาคใต้ตอนบนในยุคเกษตร
4.0 โดยใชแบบจำลองโลจิทในการวิเคราะห์เชิงปริมาณเพื่อตรวจสอบว่าปัจจัยใดที่มีผลต่อการปรับตัวของ
เกษตรกรด้านการผลิต ด้านการตลาด และด้านการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ

การปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 โดย สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ


(ข) บทคัดยอ การศึกษาวิจัยการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 มีวัตถุประสงค เพื่อศึกษาการปรับตัวและปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 โดยใชแบบจำลองโลจิทในการวิเคราะหเชิงปริมาณเพื่อตรวจสอบวาปจจัยใดที่มีผลตอการปรับตัวของ เกษตรกรดานการผลิต ดานการตลาด และดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ผลการศึกษาสรุปไดดังนี้ การปรับตัวของเกษตรกร ดานการผลิต พบวา เกษตรกรใชฐานขอมูลจากหนวยงานภาครัฐและแหง อื่นๆ เพื่อการวางแผนดานการเกษตร รวมทั้งรับรูหรือการติดตามขาวสารดานการผลิตผานสื่อใหม เชน เฟสบุค ไลน และผานแอพลิเคชั่นตางๆ ในระดับนอย ดานการตลาด พบวา เกษตรกรวางแผนการจำหนาย การแปรรูป ผลิตภัณฑ การใชฐานขอมูลจากภาครัฐและแหงอื่นๆ การรับขาวสารดานการตลาดผานสื่อใหม รวมทั้งการ จำหนายทุเรียนผานสื่อออนไลนผานกลุม หรือการประมูล อยูในระดับนอย ดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พบวา เกษตรกรมีการจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตองเผชิญกับสถานการณภัยพิบัติตางๆ การสรางความ รวมมือของคนในชุมชนเพื่อสูกับสถานการณภัยแลง การรับขาวสารสมัยใหมการเสริมสรางภูมิคุมกันเพื่อรับมือ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำการเกษตรกรรม การเสริมสรางภูมิคุมกัน การเก็บรวบรวมขอมูลสภาพ ภูมิอากาศในพื้นที่ การใชเทคโนโลยีที่สามารถประหยัดน้ำ และระบบสัญญาณเตือนภัยลวงหนาอยูในระดับนอย ปจจัยที่มีผลกระทบตอการปรับตัวของเกษตรกร พบวา ดานการผลิต ตัวแปรการเขารวมโครงการ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ ปญหาภัยแลง การเปนสมาชิกกลุม/สถาบันเกษตรกร สัดสวนรายไดจากการ ผลิตทุเรียนกับรายไดอื่นๆ และการเขารับการอบรมดานการเกษตร มีนัยสำคัญทางสถิติสวนตัวแปรอื่นๆ ไมมี นัยสำคัญทางสถิติดานการตลาด พบวา ตัวแปรปญหาภัยแลง การเขารวมโครงการของกระทรวงเกษตรและ สหกรณ ความรูเกี่ยวกับการผลิตทุเรียน การเปนสมาชิกกลุม/สถาบันเกษตรกร และการศึกษา มีนัยสำคัญทาง สถิติสวนตัวแปรอื่นๆ ไมมีนัยสำคัญทางสถิติดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ พบวา ตัวแปรปญหาภัยแลง การเขารวมโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณ และแรงงานเกษตรในครัวเรือน มีนัยสำคัญทางสถิติ สวนตัวแปรอื่นๆ ไมมีนัยสำคัญทางสถิติ ขอเสนอแนะ ภาครัฐควรสงเสริมความรูและผลักดันใหเกษตรกรสามารถใชฐานขอมูลดานการเกษตร รวมทั้ง สื่อใหม เชน เฟสบุค ไลน และแอพลิเคชั่นตางๆ สำหรับวางแผนการผลิตการตลาด สนับสนุนและเพิ่ม ชองทางจำหนายทุเรียนใหแกเกษตรกร เชน ทางสื่อสังคมออนไลน ผานกลุม การประมูล จัดเตรียมระบบ สัญญาณเตือนภัยลวงหนา และเพิ่มชองทางเผยแพรขอมูลขาวสาร ตลอดจนจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตอง เผชิญกับสถานการณภัยพิบัติตางๆ อาทิ สถานการณภัยแลง น้ำทวม โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด เปนตน สงเสริมและสนับสนุนใหเกษตรกรเขารวมโครงการของกระทรวงเกษตรและสหกรณเพราะจะไดรับขอมูล ขาวสาร รวมทั้งความรูตางๆ จากหนวยงานของรัฐซึ่งจะสงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรไดมากขึ้น คำสำคัญ : ทุเรียน เกษตรกร การปรับตัว


(ง) Abstract This research aimed to study adaptation and factors affecting adaptation of durian farmers in the upper southern Thailand in agriculture 4.0 era. Data was analyzed using logit model to examine factors influencing farmers’ adaption to production, marketing and climate change. The results of the study were as the followings. In terms of adaptation, farmers used government agency and others agricultural databases as well as online market and information from social media such as Facebook, Line and Applications for production and marketing planning at low level. Likewise, farmers marginally prepared guidelines and practices, for instance, community cooperation, weather data collection, water saving technology and early warning system, to cope with catastrophes due to climate change. As regards the factors affecting farmers’ adaptation, on production side, participations in the Ministry of Agriculture and Cooperatives’ project, drought difficulty, farmer group membership, shares of income from durian and agricultural training attendance were statistically significant variables. For marketing, drought difficulty, participations in the Ministry of Agriculture and Cooperatives’ project, durian production knowledge, farmer group membership and education were statistically significant factors. In aspects of climate change, drought difficulty, participations in the Ministry of Agriculture and Cooperatives’ project and household labor were statistically significant variables. Other factors in all cases were not statistically significant. The study suggested that the government and involved agencies should educate, train and induce farmers to use modern production technology as well as agricultural databases including new media such as Facebook, Line and various Applications for production and marketing planning. Government agencies should support and increase distribution channels for durian such as online market, group sales and auction. Moreover, the government should prepare an early warning system, guidelines and practices as well as more information dissemination channels to farmers to deal with disasters such as drought, floods, diseases and pests. The government should also encourage famers to participate in the Ministry of Agriculture and Cooperatives’ project so as to have complete information for adaptation. Key words: Durian, farmers, adaptation


(ฉ) คำนำ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 ศึกษาวิจัยการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน ในยุคเกษตร 4.0 โดยมีวัตถุประสงคเพื่อศึกษาการปรับตัวของเกษตรกรดานการผลิต การตลาด และการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและศึกษาปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุค เกษตร 4.0 เพื่อสำหรับใชเปนแนวทางการสงเสริมและพัฒนาเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน ตอไป ในโอกาสนี้ ผูจัดทำขอขอบคุณเกษตรกร และหนวยงานที่เกี่ยวของที่เสียสละเวลาอนุเคราะหขอมูล และหวังเปนอยางยิ่งวารายงานวิจัยฉบับนี้คงจะเปนประโยชนแกหนวยงานภาครัฐและหนวยงานที่เกี่ยวของ ใน การนำไปใชเปนแนวทางในการสงเสริม สนับสนุน เกษตรกรใหมีโอกาสเขาถึงและนำเทคโนโลยีและนวัตกรรม มาใชพัฒนาการเกษตรใหมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร กุมภาพันธ 2563


(ซ) สารบัญ หนา บทคัดยอ (ข) Abstract (ง) คำนำ (ฉ) สารบัญตาราง (ญ) สารบัญตารางผนวก (ฎ) สารบัญภาพ (ฑ) บทที่ 1 บทนำ 1 1.1 ความสำคัญของการวิจัย 1 1.2 วัตถุประสงคของการวิจัย 2 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 2 1.4 นิยามศัพท 3 1.5 วิธีการวิจัย 3 1.6 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ 7 บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิดและทฤษฎี 9 2.1 การตรวจเอกสาร 9 2.2 แนวคิดและทฤษฎี 10 บทที่ 3 ขอมูลทั่วไป 17 3.1 ลักษณะสวนบุคคลของเกษตรกรกลุมตัวอยาง 17 3.2 ลักษณะการผลิตทุเรียนของเกษตรกรกลุมตัวอยาง 17 3.3 การเขารวมโครงการตางๆ ของภาครัฐ 22 บทที่ 4 ผลการวิจัย 25 4.1 ลักษณะการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน 25 4.2 ปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน ในยุคเกษตร 4.0 35 บทที่ 5 สรุปและขอเสนอแนะ 45 5.1 สรุป 45 5.2 ขอเสนอแนะ 48 บรรณานุกรม 49


(ฌ) สารบัญ (ตอ) หนา ภาคผนวก 51 ภาคผนวกที่ 1 แบบสัมภาษณเกษตรกร 53 ภาคผนวกที่ 2 ตารางรอยละของความรูความเขาใจ 63 ภาคผนวกที่ 3 ผลการวิเคราะหปจจัยที่มีผลกระทบตอการปรับตัวของ เกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 67


(ญ) สารบัญตาราง ตารางที่ หนา 1.1 ตัวแปร ความหมาย และวิธีการวัดในแตละตัวแปรของการวิเคราะห 6 3.1 ขอมูลทั่วไปของเกษตรกร 18 3.2 สมาชิกและแรงงานในครัวเรือน 19 3.3 สมาชิกกลุม/สถาบันเกษตรกร 19 3.4 การผลิตทุเรียน 20 3.5 รอยละของแหลงขายทุเรียน 20 3.6 หนี้สินครัวเรือนและแหลงเงินทุนในการทำสวนทุเรียน 21 3.7 ความรูความเขาใจดานการเกษตร 21 3.8 การเขารับการอบรมดานการเกษตร 22 3.9 การเขารวมโครงการตางๆ ของภาครัฐ 23 4.1 การปรับตัวของเกษตรกร 27 4.2 การปรับตัวดานการผลิต 28 4.3 การปรับตัวดานการตลาด 31 4.4 การปรับตัวดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 34 4.5 ผลการวิเคราะหปจจัยที่มีผลกระทบตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูก ทุเรียนภาคใตตอนบน ดานการผลิต 39 4.6 ผลการวิเคราะหปจจัยที่มีผลกระทบตอปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียน ภาคใตตอนบน ดานการตลาด 41 4.7 ผลการวิเคราะหปจจัยที่มีผลกระทบตอปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียน ภาคใตตอนบน ดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 43


(ฏ) สารบัญตารางผนวก ตารางผนวกที่ หนา 1 รอยละของความรูความเขาใจเกี่ยวกับการผลิตทุเรียน 65 2 รอยละของความรูความเขาใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 66


(ฑ) สารบัญภาพ ภาพที่ หนา 1.1 กรอบแนวคิดและเสนทางความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระที่สงผลตอการ ปรับตัวของเกษตรกรภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 7


บทที่ 1 บทนำ 1.1 ความสำคัญของการวิจัย ทุเรียนเปนสินคาเมืองรอนที่เปนพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย พบวา ในป 2561 จันทบุรีเปน จังหวัดที่ปลูกทุเรียนมากที่สุดมีเนื้อที่ยืนตนทั้งหมด 212,213 ไร รองมาคือจังหวัดชุมพร 186,524 ไร ระยอง 70,441 ไร สุราษฎรธานี 59,537 ไร นครศรีธรรมราช 52,761 ไร จะเห็นไดวาทุเรียนภาคใตมีเนื้อที่ยืนตน รอยละ 53 ของเนื้อที่ยืนตนทั้งหมด โดยสวนใหญอยูในพื้นที่ภาคใตตอนบนถึงรอยละ 73.30 ของพื้นที่ภาคใต ทั้งหมด ผลผลิตเฉลี่ยทุเรียนของประเทศไทย ใน ป 2561 เทากับ 752,760 ตัน และประเทศไทยเปนประเทศ สงออกทุเรียนที่ลำดับที่ 1 ของโลก มีมูลคาการสงออก 35,333 ลานบาท ซึ่งสวนใหญสงออกในรูปแบบทุเรียน สด ทุเรียนแชเย็นจนแข็ง ทุเรียนกวน และทุเรียนอบแหง โดยมีจีนเปนประเทศคูคาที่สำคัญ (สำนักงาน เศรษฐกิจการเกษตร, 2561) ตั้งแตป 2557-2561 ราคาทุเรียนเพิ่มขึ้นทุกป จาก 34.29 บาท ในป 2557 เปน 78.16 บาท ในป 2561 หรือเพิ่มขึ้นรอยละ 127.94 ประกอบกับราคายางพาราและปาลมน้ำมันลดลง ทำให เกษตรกรหันมาปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้นสงผลใหเนื้อที่ยืนตนเพิ่มขึ้นจาก 232,691 ไร ในป 2557 เปน 326,204 ไร ในป 2561 หรือเพิ่มขึ้นรอยละ 40.19 ไมเพียงแตคนไทยเทานั้นที่หันมาปลูกทุเรียน ปจจุบันมีการนำพันธุทุเรียนจากไทยและมาเลเซียไปปลูก ในประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งประเทศที่เปนคูแขงที่สำคัญสำหรับประเทศไทยคือมาเลเซียและเวียดนาม มาเลเซียไดใหความสำคัญกับการพัฒนาและวิจัยทุเรียนอยางตอเนื่องมีการผสมพันธุและคัดเลือกพันธุที่ เหมาะสมกับความตองการของตลาด รวมทั้งประสบความสำเร็จในการทำทุเรียนตนเตี้ยเพื่อใหไดผลผลิตสูงและ ออกกอนฤดู มีการขยายพื้นที่ปลูกเปนลักษณะสวนขนาดใหญและในชวง 10 ป ที่ผานมาเวียดนามไดเปลี่ยนไป ปลูกทุเรียนพันธุใหมแทนพันธุทองถิ่น ซึ่งพันธุที่เลือกปลูกสวนใหญเปนพันธุหมอนทอง มีสัดสวนรอยละ 40 ของพื้นที่ปลูกทุเรียนทั่วประเทศ (กระทรวงพาณิชย, 2558) สงผลใหเนื้อที่ยืนตนทุเรียนเพิ่มขึ้นในทุกประเทศ ซึ่งจากเหตุผลดังกลาวในอนาคตอาจจะสงผลกระทบตอเกษตรกรผูปลูกทุเรียนของประเทศไทยได หาก เกษตรกรยังการทำเกษตรแบบเดิม การปรับเปลี่ยนชนิดพืชโดยใหความสำคัญเฉพาะราคาของผลผลิตหรือการ ทำการเกษตรเพื่อเนนปริมาณคงไมใชคำตอบที่จะทำใหเกษตรกรมีความมั่นคง ยั่งยืน และมั่งคั่งในอาชีพได เกษตรกรตองเสริมสรางทักษะและศักยภาพใหทันกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมทั้งพัฒนาสินคาใหได มาตรฐานสินคาเกษตร คนหาเทคโนโลยีและนวัตกรรมนำมาใชในการทำการเกษตรเพื่อใหไดผลผลิตที่มี คุณภาพและมีปริมาณเพิ่มขึ้น การลดตนทุนและแรงงานจะชวยเพิ่มขีดความสามารถในการแขงขันทางการคา ได กระทรวงเกษตรและสหกรณไดปฏิรูปการเกษตรจากเกษตร 1.0 แบบดั้งเดิมซึ่งเปนเกษตรกรรมที่ยัง พึ่งพาสารเคมีการทำการเกษตรเนนเกษตรกลางแจง การเกษตรที่ทำมากไดเงินนอย มีความไมสมดุลของ ธรรมชาติ(ฝนแลง น้ำทวม) ราคาผลผลิตขึ้นกับอุปสงคและอุปทาน ตนทุนการผลิตสูง ผลผลิตราคาไมแนนอน


2 เกษตรกรรายยอย/สถาบันเกษตรกรและสหกรณยังไมเขมแข็ง ดินเสื่อมโทรม ทำใหเกิดความเหลื่อมล้ำ จาก การเขาไมถึงทรัพยากร นวัตกรรมและเทคโนโลยีและแหลงเงินทุน เปลี่ยนแปลงไปสูเกษตร 4.0 แบบ การเกษตรอัจฉริยะที่ทำเกษตรปริมาณนอยไดเงินมาก การทำเกษตรที่เปนมิตรกับสิ่งแวดลอม และการใช ทรัพยากรที่มีอยูใหคุมคาที่สุด โดยเนนการพัฒนาคนในภาคเกษตร พื้นที่/ทรัพยากร โครงสรางพื้นฐาน สินคา เกษตร การวิจัยและพัฒนา การบริหารจัดการและนวัตกรรมเทคโนโลยีเพื่อใหเกษตรกรมั่งคั่ง ประเทศมั่นคง ดานอาหาร เกษตรกรรมยั่งยืน หรือเพื่อทำใหภาคการเกษตร “มั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน” มุงยกระดับรายได คุณภาพชีวิต และความมั่นคงในอาชีพเกษตรกร (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2560) จากบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปสงผลใหเกษตรกรจำเปนตองปรับตัวทั้งดานการผลิต การตลาด และการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศตามไปดวย ตองเตรียมพรอมรับมือ เปดใจเรียนรู และทำความเขาใจ ปรับตัวใหเปน เกษตรกรยุคเกษตร 4.0 ซึ่งเปนแนวคิดการบริหารจัดการผลิตอยางมีประสิทธิภาพ “เนนผลิตพืชที่เหมาะสมกับ พื้นที่ ใชทรัพยากรในการผลิตเทาที่จำเปนในปริมาณที่เหมาะสม และเปนมิตรกับสิ่งแวดลอม ซึ่งจะใหผลผลิตที่ สูงสุด และมีความยั่งยืน” เพื่อใหเกิดความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืน สอดคลองกับกรอบการพัฒนาการเกษตร เกษตรกรจำเปนตองเรียนรูมากขึ้นกวาที่จะรูเพียงแตวาผลิตอะไรเทานั้น แตควรจะตองสรางความเขาใจถึง คำวาผลิตอยางไรจึงจะตรงกับความตองการของตลาดและผูบริโภคกอนที่ตัวเองจะทำการผลิต อีกทั้งสิ่งที่ เกษตรกรจะตองแสวงหาใหมากขึ้น ไดแก นวัตกรรมที่จะนำมาใชในการสรางสรรคคุณคาและมูลคาใหกับตัว สินคาที่จะผลิต โดยไมตองเนนถึงปริมาณใหไดมากแตจะใหความสำคัญกับความจำเพาะและเนนที่คุณคา รวมถึงคุณภาพและความปลอดภัยในตัวของสินคาก็จะสรางมูลคาสูงไดเชนกัน จากเหตุผลดังกลาวขางตนทำใหสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 8 สนใจในสินคาทุเรียนในพื้นที่ ภาคใตตอนบนนำมาเปนหัวขอในการศึกษาวิจัยในเรื่องการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนใน ยุคเกษตร 4.0 เพื่อศึกษาปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 และการปรับตัวของเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนวาจะมีวิธีการปรับตัวอยางไรบางในยุคเกษตร 4.0 เพื่อใช สำหรับเปนแนวทางการสงเสริมและพัฒนาเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนตอไป 1.2 วัตถุประสงคของการวิจัย 1.2.1 เพื่อศึกษาลักษณะการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน 1.2.2 เพื่อศึกษาปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน 1.3 ขอบเขตของการวิจัย 1.3.1 ประชากรกลุมเปาหมาย ไดแก เกษตรกรผูปลูกทุเรียนในพื้นที่จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎรธานี 1.3.2 พื้นที่ที่ศึกษา คือ จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎรธานี 1.3.3 ระยะเวลาขอมูล ป2561


3 1.4 นิยามศัพท เกษตร 4.0 หมายถึง การเปลี่ยนการเกษตรแบบดั้งเดิมไปสูการเกษตรสมัยใหม ที่เนนการบริหาร จัดการและใชเทคโนโลยีเขามาชวย ตั้งแตการผลิต การแปรรูป และการตลาด ดวยสินคาที่มีความปลอดภัย ยกระดับมูลคาดวยคุณภาพมาตรฐาน ทรัพยากรการเกษตรมีความสมดุลและยั่งยืน การประหยัดทรัพยากรน้ำ และใชพื้นที่การเกษตรใหเกิดประโยชนสูงสุดเชิงเศรษฐกิจและสังคม การจำหนายทุเรียนดวยวิธีสมัยใหม หมายถึง การจำหนายโดยทำขอตกลงพอคา การจำหนายออนไลน และการจำหนายผานกลุม/การประมูล สื่อใหม หมายถึง สื่อที่เขาถึงเนื้อหาไดตามตองการ ทุกที่ทุกเวลาและทุกอุปกรณดิจิทัล สามารถปอน ขอมูลโตตอบกลับระหวางกัน เวลาไมเปนขอจำกัดในการสื่อสาร สื่อใหมที่รูจักกันเปนอยางดีในยุคนี้ คือสื่อ สังคมออนไลนซึ่งเปนเครื่องมือที่นำผูใชที่อาศัยอยูทั่วโลก และสนใจเรื่องเดียวกัน รวมกลุมกันกอใหเกิดเปน ชุมชนเสมือน (Virtual Community) ขนาดใหญ สำหรับสื่อใหมที่ประชาชนใชกันมากในปจจุบันคือ เฟสบุค (Facebook) ทวิตเตอร (Twitter) ไลน (Line) และแอพลิเคชั่น (Application) ตางๆ สื่อใหมเขามามีบทบาท ในชีวิตประจำวันและการสื่อสารของคนทั่วไปมากขึ้น เทคโนโลยีสามารถทำลายเสนแบงของบริบททางพื้นที่ และเวลาลงไดการหลอมรวมสื่อสามารถรวมหนาที่การทำงานของสื่อตางๆ ไวในอุปกรณเดียวกัน บรรจุสาระ เนื้อหาไดมากกวาหนึ่งประเภท โดยผูบริโภคสามารถดูรายงานขาวโทรทัศนกระจายเสียงไดจากสมารทโฟนและ สงอีเมลไปหาเพื่อนที่เดินทางไปตางประเทศไดในเวลาเดียวกันสื่อใหมกลายเปนสื่อที่มีอิทธิพล เนื่องจากมีฐาน ผูใชจำนวนมาก (วิกีพีเดียประเทศไทย. ม.ม.ป.) 1.5 วิธีการวิจัย 1.5.1 การเก็บรวบรวมขอมูล ขอมูลในการศึกษาไดมาจากแหลงขอมูล 2 แหลง ดังนี้ 1) ขอมูลปฐมภูมิรวบรวมขอมูลการปรับตัวและปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผู ปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน เก็บรวบรวมขอมูลโดยใชแบบสัมภาษณเกษตรกรผูปลูกทุเรียนในพื้นที่จังหวัดชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎรธานี เปนตัวแทนของเกษตรกรภาคใตตอนบน เนื่องจากมีเนื้อที่ยืนตน ในป 2561 รอยละ 91.96 ของเนื้อที่ยืนตนทั้งหมดในพื้นที่ภาคใตตอนบน (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2561) เกษตรกรที่ปลูกทุเรียนในป 2560 จำนวน 33,895 ราย กำหนดขนาดของกลุมตัวอยาง รอย 1 ของประชากร (Neuman, 1991) แตเนื่องจากขอจำกัดดานเวลาและงบประมาณ ไดกลุมตัวอยางที่ เหมาะสม รอยละ 0.77 ไดขนาดตัวอยาง จำนวน 260 ราย กำหนดแผนการสุมตัวอยางดวยวิธีสุมอยางงาย แบบไมใสคืน (Simple Random Sampling without Replacement) ใหไดจำนวนตัวอยางครบตามจำนวน ที่กำหนด 2) ขอมูลทุติยภูมิ เปนขอมูลที่ผูวิจัยรวบรวมจากเอกสาร รายงานการศึกษา บทความ วารสาร งานวิจัยตางๆ ที่เกี่ยวของ ตลอดจนขอมูลที่ไดจากหนวยงานตางๆ ทั้งภาครัฐบาลและเอกชน


4 1.5.2 วิธีการวิเคราะหขอมูล การวิเคราะหขอมูลในการศึกษาครั้งนี้ เปนการวิเคราะหเชิงปริมาณ (Quantitative Data Analysis) ดังนี้ (1) สถิติพรรณนา (Descriptive Statistics) โดยวิเคราะหสภาพทั่วๆ ไปของเกษตรกร พื้นที่ และแปลงเพาะปลูก ทั้งนี้การวิเคราะหอาจใชตารางคารอยละ คาสัดสวน คาผลรวม และคาเฉลี่ย เพื่อ เปรียบเทียบขอมูลตางๆ ของกลุมตัวอยาง (2) การศึกษาการปรับตัวของเกษตรกรภาคใตตอนบน แบงเปน 3 ดาน ไดแก ดานการผลิต การตลาด และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งระดับการปรับตัวแบงเปน 0 กับ 1 โดยเกษตรกรที่มีกิจกรรมใน แตละดานนอยกวาหรือเทากับ 2 กิจกรรม แสดงวาไมมีการปรับตัว (0) เกษตรกรมีกิจกรรมในแตละดาน มากกวา 2 กิจกรรม แสดงวามีการปรับตัว (1) (3) การวิเคราะหเชิงสถิติอนุมานหรือสถิติอางอิง (Inferential Statistics) เปนการวิเคราะห เพื่อทดสอบสมมติฐานโดยใชแบบจำลอง Binary Logit Model เพื่อหาปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของ เกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 โดยวิเคราะหแยกเปน 3 สถานการณ คือ การผลิต การตลาด และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ทั้งนี้ ทั้ง 3 สถานการณ ใชตัวแปรเดียวกันตามตารางที่ 1.1 เพื่อ วิเคราะหความสัมพันธของตัวแปรที่กำหนดหรือความสัมพันธเชิงสาเหตุปจจัยที่มีผลตอการปรับตัวของ เกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 ทั้งในเชิงความสัมพันธของตัวแปรปจจัยดานบุคคล ปจจัยดานครัวเรือน ปจจัยดานความรู และปจจัยดานปญหาที่เกิดขึ้นตอเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน แบบจำลองที่ใชในการศึกษา พิจารณาไดดังสมการที่ 1.1 ADAPTi = β0 + β1 GEN + β2EDU + β3EXP + β4LAB + β5GRO + β6RIN + β7DEB + β8KNW + β9TRA + β 10PAR + β11DRO + β12PEST +ε (1.1) (4) สมมติฐานการศึกษา การทดสอบสมมติฐานโดยใชแบบจำลองเพื่อหาปจจัยที่สงผลตอ การปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 เพื่อวิเคราะหความสัมพันธของตัวแปรที่ กำหนด หรือความสัมพันธเชิงสาเหตุปจจัยที่มีผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุค การปฏิรูปสูเกษตร 4.0 เพื่อทดสอบสมมติฐานดังตอไปนี้ สมมติฐานขอที่ 1 ปจจัยสวนบุคคลสงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุค เกษตร 4.0 สมมติฐานขอที่ 2 ปจจัยดานครัวเรือนสงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนใน ยุคเกษตร 4.0


5 สมมติฐานขอที่ 3 ปจจัยดานความรูสงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุค เกษตร 4.0 สมมติฐานขอที่ 4 ตัวแปรปญหาที่เกิดขึ้นกับเกษตรกรที่ปลูกทุเรียนสงผลตอการปรับตัวของเกษตรกร ผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 โดยรายละเอียดตัวแปรตางๆ ดังนี้ ADAPTi ประกอบดวย 3 สถานการณ คือดานการผลิต ดานการตลาด และการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ตัวแปรปจจัยสวนบุคคล ไดแก 1. เพศ (GEN) 2. การศึกษา (EDU) 3. ประสบการณการปลูกทุเรียน (EXP) ตัวแปรปจจัยดานครัวเรือน ไดแก 1. แรงงานเกษตรในครัวเรือน (LAB) 2. การเปนสมาชิกกลุม/สถาบันเกษตรกร (GRO) 3. สัดสวนรายไดจากการทำสวนทุเรียนกับรายไดอื่นๆ (RIN) 4. หนี้สินครัวเรือน (DEB) ตัวแปรปจจัยดานความรูไดแก 1. ความรูเกี่ยวกับการปลูกทุเรียนและการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ (KNW) 2. การเขารับการอบรมดานการเกษตร (TRA) 3. การเขารวมโครงการของกระทรวงเกษตร (PAR) ตัวแปรปญหาที่เกิดขึ้นตอเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน ไดแก 1. ปญหาภัยแลง (DRO) 2. ปญหาศัตรูพืช (PEST)


6 ตารางที่ 1.1 ตัวแปร ความหมาย และวิธีการวัดในแตละตัวแปรของการวิเคราะห ตัวแปร ความหมาย หนวย/คาตัวแปร วิธีวัด/การพิจารณาขอมูล ADAPTi การปรับตัวของเกษตรกร ที่ปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน ในยุคเกษตร 4.0 แบงเปน 3 สถานการณคือ การผลิต การตลาด และการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ซึ่งในแตละสถานการณใช ปจจัยอิสระตัวเดียวกัน 0 = ไมปรับตัว 1 = ปรับตัว พิจารณาแยกเปน 3 สถานการณโดย ADAPTi = 1 หมายถึง เกษตรกรมีการปรับตัว ในแตละสถานการณทั้งนี้ เกษตรกรตองมีกิจกรรมในแตละ สถานการณมากกวา 2 กิจกรรม = 0 หมายถึง เกษตรกรไมมีการ ปรับตัวในแตละสถานการณทั้งนี้ เกษตรกรตองมีกิจกรรมในแตละ สถานการณนอยกวาหรือเทากับ 2 กิจกรรม GEN เพศ 0 = เพศหญิง 1 = เพศชาย เพศของเกษตรกร EDU การศึกษา ป จำนวนปที่เกษตรกรไดรับการศึกษา EXP ประสบการณ ป จำนวนปที่เกษตรกรทำสวนทุเรียน LAB แรงงานเกษตรในครัวเรือน ราย จำนวนแรงงานเกษตรในครัวเรือน GRO การเปนสมาชิกกลุม/ สถาบันเกษตรกร 0 = ไมเปน 1 = เปน เกษตรกรเขารวมเปนสมาชิกกลุม/สถาบัน เกษตรกร RIN สัดสวนรายได บาทตอป สัดสวนรายไดจากการผลิตทุเรียนกับรายได อื่นๆ DEB หนี้สินครัวเรือน 0 = ไมมีหนี้ 1 = มีหนี้ เกษตรกรมีหนี้สินครัวเรือน KNW ความรูเกี่ยวกับการผลิต ทุเรียนและการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ คะแนน คะแนนความรูเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนและ การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ TRA การเขารับการอบรมดาน การเกษตร ครั้ง/ป จำนวนครั้งที่เกษตรกรเขารับการอบรมดาน การเกษตร PAR การเขารวมโครงการของ กระทรวงเกษตร จำนวนโครงการ จำนวนโครงการตางๆ ของกระทรวงเกษตรฯ ที่เกษตรกรเขารวม DRO ปญหาภัยแลง 0 = ไมมี 1 = มี เกษตรกรไดรับผลกระทบจากปญหาภัยแลง PEST ปญหาศัตรูพืช 0 = ไมมี 1 = มี เกษตรกรไดรับผลกระทบจากปญหาศัตรูพืช


7 ที่มา: จากการศึกษา ภาพที่1.1 กรอบแนวคิดและเสนทางความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระที่สงผลตอการปรับตัวของ เกษตรกรภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 1.6 ประโยชนที่คาดวาจะไดรับ ไดรูปแบบการปรับตัวและปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนยุค เกษตร 4.0 เพื่อใชสำหรับเปนแนวทางการสงเสริมและพัฒนาเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนตอไป การปรับตัวของเกษตรกรภาคใตตอนบนไปยุคเกษตร 4.0 สถานการณการผลิต - การวางแผนการผลิต - การลดตนทุนการผลิต - การใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต - มาตรฐานสินคา - การใชฐานขอมูลดานการผลิต (Big Data) - การมีเครือขายดานการผลิต - ปรับแนวทางและวิถีการผลิต - ชองทางการรับรูขาวสารดานการผลิต สถานการณการตลาด - การจัดจําหนายสินคาเกษตรผานระบบ สหกรณ/กลุม/ขายออนไลน - การแปรรูป/ตอยอดเพิ่มมลคาสินคา - การวางแผนการจำหนาย - การใชฐานขอมูลดานการตลาด (Big Data) - การมีเครือขายดานการตลาด - ชองทางการรับรูขาวสารดานการตลาด สถานการณการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ - การพัฒนาแหลงน้ำและระบบการจายน้ำ - การพัฒนาวิธีหรือการใชเทคโนโลยีประหยัดน้ำ - การหาแหลงน้ำสำรองเพื่อใชในชวงฤดูแลง - การสรางความรวมมือของคนในชุมชนเพื่อสูกับ สถานการณภัยแลง - การมีระบบสัญญาณเตือนภัยลวงหนา - การจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตองเผชิญกับ สถานการณภัยพิบัติตางๆ - การเก็บรวบรวมขอมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ - การสรางภูมิคุมกัน ่ มีการปรับตัว ไมมีการปรับตัว ปจจัยดานบุคคล 1. เพศ 2. การศึกษา 3. ประสบการณการทำเกษตร ปจจัยดานครัวเรือน 1. แรงงานเกษตร 2. สัดสวนรายได 3. พื้นที่เพาะปลูก 4. ผลผลิตทุเรียน 5. การเปนสมาชิกกลุม/สถาบัน ปจจัยดานความรู 1. ความรูเกี่ยวกับการผลิตทุเรียน 2. ความรูเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 3. การไดรับการอบรมดานการเกษตร ปจจัยดานปญหาที่เกิดขึ้นตอเกษตรกรที่ปลูกทุเรียน 1. ภัยแลง 2. ศัตรูพืช เกษตรกรตองมีกิจกรรม ในแตละสถานการณ มากกวา 2 กิจกรรม เกษตรกรตองมีกิจกรรมในแตละสถานการณ นอยกวาหรือเทากับ 2 กิจกรรม


บทที่ 2 การตรวจเอกสาร แนวคิดและทฤษฎี 2.1 การตรวจเอกสาร 2.1.1 การปรับตัว งานวิจัยของเพ็ญฑิตา เอี่ยมชม และคณะ (2560) พบวา การปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกขาวตอ สถานการณภัยแลงในอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรีแบงการปรับตัวเปน 3 ดาน ไดแก ดานการผลิต ดานเศรษฐกิจ และการดำรงชีวิต และดานการมีสวนรวมในชุมชนและสังคมเพื่อจัดการกับสถานการณภัยแลง จิตคุปตละออง ปลิว (2559) พบวา การปรับตัวและการมีสวนรวมของเกษตรกรผูใชน้ำในพื้นที่กึ่งเมืองกึ่งชนบท กรณีศึกษา อำเภอแกงคอย จังหวัดสระบุรีเกษตรกรไดปรับตัวโดยการเพิ่มความหลากหลายของการทำเกษตรแบบ ผสมผสาน การรับจางในและนอกภาคเกษตรนอกฤดูกาลทำนา การทำเกษตรเปนอาชีพเสริมการเปนเกษตรกร ประเภทใหม และการตอรองกับรัฐ การตอรองกับโรงงานอุตสาหกรรม การรวมกลุมของเกษตรกรเพื่อจัดสรร น้ำ สวนการศึกษาของสิริมา แทนนิล และปราโมทย ประจนปจจนึก (2557) พบวา การปรับตัวของเกษตรกร จากปญหาการปลูกมะพราว ในเขตอำเภอทับสะแกจังหวัดประจวบคีรีขันธมีปญหาในระดับสูงจากสาเหตุหลัก คือศัตรูพืช ภัยแลงและผลผลิตตกต่ำ ตามลำดับ โดยมีการปรับตัวทางกายภาพดวยวิธีการนำพื้นที่ปลูกมะพราว ไปปลูกพืชอื่นผสมเพื่อบริโภคในครัวเรือนและจำหนาย การปรับตัวทางเศรษฐกิจดวยวิธีการลดคาใชจายใน ครัวเรือน การหารายไดเสริมในและนอกภาคการเกษตร สวนการปรับตัวทางสังคมดวยวิธีการรวมกลุมปรึกษา แลกเปลี่ยนความคิดกับเพื่อนบานและยอมรับกิจกรรมจากผูนำ หนวยงานภาครัฐ หรือจากหนวยงานภายนอก ตางๆ ที่เสนอแกไขปญหา และสวรรยา ธรรมอภิพล และนิวะภร สิทธิภักดี(2560) ศึกษาการปรับตัวของ เกษตรกรสวนมังคุดจังหวัดระนองตอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กรณีศึกษา: ชุมชนบานบกกราย ตำบล น้ำจืด อำเภอกระบุรี จังหวัดระนอง พบวา ผลกระทบและการปรับตัวดานเศรษฐกิจ จากปริมาณผลผลิตมังคุด ที่ลดลงและคุณภาพต่ำลงไดสงผลกระทบตอรายไดโดยเฉพาะรายที่ปลูกมังคุดเพียงชนิดเดียว เกษตรกรมีการ ปรับตัว 3 ลักษณะ คือ การปลูกพืชแบบผสมผสานรวมกับมังคุด การหาอาชีพเสริม และการเปลี่ยนแปลงอาชีพ ในระยะสั้น ผลกระทบและการปรับตัวดานสังคม จากการมีฤดูแลงและฤดูฝนที่ยาวนานและไมตรงตามฤดูกาล รวมถึงพายุที่รุนแรง สงผลทำใหเกษตรกรยายพื้นที่เกษตรกรรมไปยังพื้นที่อื่นที่มีความเสี่ยงนอยกวา และ ปรับเปลี่ยนลักษณะบานพักอาศัยแบบยกสูง ผลกระทบและการปรับตัวดานสิ่งแวดลอม จากการชะลาง พังทลายและการสูญเสียหนาดินน้ำทวมพื้นที่ เกษตรกรปรับตัวโดยการฟนฟูคุณภาพดินดวยการใสปุย ปลูกพืช คลุมดินและการปลูกทดแทนเพิ่มเติมที่เสียหาย ยิ่งศักดิ์ไกรพินิจ (2560) ศึกษาการจัดการการเกษตรสมัยใหมของประเทศไทย พบวาการผลิต ภาคเกษตรเปนแหลงอาหารสำคัญของโลกและประเทศ การเพิ่มจำนวนประชากรสงผลตอการผลิตภาคเกษตร เพิ่มขึ้น ในปจจุบันการผลิตภาคเกษตรตองเพิ่มผลผลิตใหเปนการผลิตเกษตรเชิงพาณิชยสงผลใหมีการขยาย พื้นที่ การใชสารเคมีและปุยเคมี และเพิ่มจำนวนแรงงาน สงผลกระทบตอทรัพยากรธรรมชาติทำใหความ หลากหลายทางชีวภาพของประเทศลดลง สภาพปจจัยการผลิตภาคเกษตรที่เปลี่ยนแปลงไปทำใหผลิตภาค


10 เกษตรไดรับผลกระทบและสงผลตอความมั่งคงดานอาหาร สวนสภาพปจจัยนอกภาคการเกษตรทั้งการ เปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ การเปลี่ยนแปลงดานการคาและกฎหมายเปนปจจัยสำคัญที่การผลิตภาค เกษตรจะรับรูและนำขอมูลมาใชเพื่อวางแผนการผลิตและปรับเปลี่ยนกระบวนการผลิต การจัดการผลิตภาค เกษตรตามแนวคิดเกษตรปราดเปรื่อง เพื่อวางแผนการผลิตที่คำนึงถึงปจจัยการผลิตภาคเกษตร และปจจัยนอก การผลิตภาคเกษตร ใหความสำคัญกับขอมูลโดยใชเทคโนโลยีและสารสนเทศเพื่อใชตัดสินใจการวางแผนการ ผลิตภาคเกษตรจึงเปนแนวทางการผลิตเพื่อใหผลผลิตที่ไดมีปริมาณเพียงพอความตองการ มีคุณภาพและ ปลอดภัยตอผูบริโภคและสิ่งแวดลอม จากการตรวจเอกสารการปรับตัวครั้งนี้ สามารถสรุปไดวาการปรับสามารถแบงเปน 3 ดาน ไดแก ดานการผลิต การตลาด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 2.1.2 ปจจัยที่สงผลตอการปรับตัว งานวิจัยของเพ็ญฑิตา เอี่ยมชม และคณะ (2560) พบวาปจจัยที่มีอิทธิพลตอการปรับตัวตอ สถานการณภัยแลง ไดแก อายุ การศึกษา พื้นที่ปลูกขาว จำนวนแรงงาน การปลูกพืชหมุนเวียน การมีรายไดนอก ภาคเกษตร ความรูดานการจัดการกับสถานการณภัยแลง และการรับรูถึงผลกระทบจากสถานการณภัยแลง สำหรับขอเสนอแนะเชิงนโยบายมีดังนี้ 1) ควรสงเสริมอาชีพใหเกษตรกรนอกเหนือจากการทำการเกษตรเพียง อยางเดียว 2) ควรสงเสริมการปลูกพืชหมุนเวียนและเกษตรผสมผสาน และ 3) ควรจัดเตรียมระบบสัญญาณเตือน ภัยลวงหนาเพื่อรองรับกับสถานการณภัยแลง เปนตน สิริมา แทนนิล และปราโมทย ประจนปจจนึก (2557) พบวาเกษตรกรที่ปลูกมะพราวที่มีปจจัยสวนบุคคลดานระดับการศึกษา จำนวนการถือครองที่ดิน รายไดจากการ ทำสวนมะพราว และรายไดนอกเหนือจากการทำสวนมะพราวที่แตกตางกันมีการปรับตัวแตกตางกันอยางมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สวนเกษตรกรที่ปลูกมะพราวที่มีปจจัยสวนบุคคลดานอายุ จำนวนสมาชิกใน ครัวเรือนที่แตกตางกันมีการปรับตัวที่ไมแตกตางกัน นอกจากนี้ยังพบวาปญหาของเกษตรกร โดยรวมดานภัยแลง ศัตรูพืช และราคาผลผลิตตกต่ำไมมีความสัมพันธกับการปรับตัวของเกษตรกรในภาพรวม จากการตรวจเอกสารปจจัยที่สงผลตอการปรับตัว สามารถสรุปไดวา ปจจัยที่สงผลตอการ ปรับตัว ไดแก อายุ การศึกษา จำนวนแรงงาน จำนวนสมาชิกในครัวเรือน สัดสวนรายไดจากการทำสวนกับ รายไดอื่นๆ ความรูดานการผลิตและการรับรูถึงผลกระทบจากสถานการณภัยแลง 2.2 แนวคิดและทฤษฎี 2.2.1 การปรับตัว การปรับตัว หมายถึง กระบวนการที่บุคคลพยายามปรับสภาพปญหาที่เกิดขึ้นกับตนเอง ไมวา จะเปนปญหาดานอารมณ ปญหาดานบุคลิกภาพ และปญหาดานความตองการใหเหมาะสมกับสภาพแวดลอม จนเปนสภาพการณที่ตนสามารถทนไดในสังคมหรือสภาพแวดลอมนั้นๆ (กมลรัตน หลาสุวงษ, 2542 อาง ในธวัลกร อินอุตร: 2549) และตามทฤษฎีการปรับตัวของรอย (Roy’s Adaptation Model) ไดกลาวถึงการ ปรับตัวไววา การปรับตัวของบุคคล (Person) หมายถึง กาย จิต และสังคมที่มีปฏิสัมพันธกับสิ่งแวดลอมที่มีการ เปลี่ยนแปลงอยูตลอดเวลา (Ursavaş, Karayurt & İşeri, 2014) ในระบบของบุคคลนั้น เมื่อมีสิ่งเรามากระทบ


11 บุคคลจะเกิดกระบวนการปรับตัว (Coping Process) ซึ่งผลลัพธของการปรับตัวจะแสดงออกเปนพฤติกรรม การปรับตัว (Behavior) ของแตละบุคคลนั่นเอง รูปแบบการปรับตัว (Mode of Adaptation) ประกอบดวย 1) การปรับตัวดานรางกาย (Physiologic Mode) หมายรวมถึงรูปแบบความตองการพื้นฐาน สำหรับการดำรงชีวิต ไดแก อากาศ น้ำ สารอาหาร กิจกรรม การพักผอนนอนหลับ รวมถึงการทำงานของ ระบบตางๆในรางกาย 2) การปรับตัวดานอัตมโนทัศน (Self-Concept Mode) เปนการผสมผสานความรูสึก ความ เชื่อเกี่ยวกับตนเองทั้งดานภาพลักษณ ความคิด บุคลิกภาพ จิตวิญญาณ ความเชื่อรวมถึงศาสนา 3) การปรับตัวดานบทบาทหนาที่ (The Role Function Mode) บทบาทหนาที่ของบุคคล แบงเปน 3 ระดับ ไดแก บทบาทปฐมภูมิ (Primary role) เชน บทบาททางเพศ ตอมาคือ บทบาททุติยภูมิ (Secondary Role) เปนบทบาททางสังคมของบุคคล ที่เกี่ยวของกับบทบาทปฐมภูมิ (คณะพยาบาลศาสตร จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย, 2555) เชน บทบาทการเปนมารดา บทบาทการเปนครู บทบาทการเปนลูกที่ดี บทบาทเหลานี้บุคคลตองทำหนาที่ตามบทบาทตลอดเวลา และสุดทายคือ บทบาทตติยภูมิ(Tertiary Role) เปนบทบาทชั่วคราวที่เกิดขึ้นในบางชวงของชีวิตที่บุคคลตองทำหนาที่ตามบทบาทนั้น เชน การดำรงบทบาท ของนายกรัฐมนตรี การดำรงบทบาทประธานศาล เปนตน บทบาทที่กลาวมานี้มีผลตอการปรับตัวของบุคคล ทั้งสิ้น เพื่อใหสามารถทำหนาที่ไดตามบทบาทของตนเอง 4) การปรับตัวดานการพึ่งพาอาศัย (Interdependence Mode) การปรับตัวดานนี้ให ความสำคัญกับการมีปฏิสัมพันธระหวางบุคคล การใหความสำคัญกับสัมพันธภาพ ซึ่งเปนไปตามบริบททาง สังคมของบุคคลซึ่งเกี่ยวของกับบุคคลเอง กลุมของบุคคล และสังคม 2.2.2 แนวคิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ คือ การเปลี่ยนแปลงลักษณะของอากาศเฉลี่ยในพื้นที่หนึ่ง เชน ลักษณะอุณหภูมิ ฝน ลม เปนตน โดยในความหมายตามกรอบของอนุสัญญาวาดวยการเปลี่ยนแปลง ภูมิอากาศ FCCC (Framework Convention on Climate Change) การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ คือ การ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อันเปนผลทางตรงหรือทางออมจากกิจกรรมของมนุษย ที่ทาใหองคประกอบของ บรรยากาศเปลี่ยนแปลงไป นอกเหนือจากความผันแปรตามธรรมชาติ (กรมอุตุนิยมวิทยา, 2557) โดย ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสามารถแบงออกไดเปน 3 ดาน ไดแก ดานกายภาพ ทำให ปริมาณของน้ำจืดลดลง เนื่องจากความแหงแลงและน้ำทะเลมีระดับสูงขึ้นดานชีวภาพ ทำใหเกิดการสูญเสีย พันธุของสิ่งมีชีวิตบางชนิด หรือการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ และเกิดผลกระทบตอชนิดของ สิ่งมีชีวิตพันธุตางๆ และดานสังคม สงผลกระทบตอปริมาณและคุณภาพของผลผลิตทางการเกษตรต่ำลง ทั้ง ภาคการเพาะปลูก ปศุสัตว และการประมง ผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตอระบบเกษตรกรรม ทำใหสภาพภูมิอากาศ ของประเทศไทยในปจจุบันมีความแปรปรวนสูง โดยเฉพาะปริมาณและการกระจายของฝนที่มีความแปรปรวน ระหวางปและภายในปเดียวกันคอนขางสูง ซึ่งจะทาใหบางปเกิดภัยแลง ขณะที่บางปเกิดน้ำทวม ความ


12 แปรปรวนของสภาพอากาศทำใหระบบการเกษตรเกิดความเสี่ยงและความไมแนนอนสูงมากขึ้น ซึ่งความไม แนนอนนี้จะสงกระทบอยางมากตอเกษตรกรรายยอย (สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร, 2560) โดยการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมีผลกระทบตอผลผลิตการเกษตรหลายชองทาง เชน ภาวะน้ำทวม ภาวะฝนแลง อุณหภูมิที่สูงขึ้น โดยเฉพาะอุณหภูมิตอนกลางคืนในชวงที่ขาวกำลังออกดอก จะกระทบกระบวนการสังเคราะห แสงของขาวทำใหผลผลิตขาวลดลง (กรุงเทพธุรกิจ, 2558) แนวทางการรับมือและปรับตัวตอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตอระบบนิเวศเกษตรใน ระดับชาตินับวามีความสำคัญอยางมาก โดยมีแนวทางดำเนินงานในแตละระยะ ดังนี้(กรมสงเสริมคุณภาพ สิ่งแวดลอม, ม.ป.ป.) ระยะเรงดวน (1-2 ป) : การใหความรูกับเกษตรกร เจาหนาที่รัฐ และเอกชนในการรับมือและ ปรับตัวตอผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตอภาคเกษตรกร โดยใชวิธีการตางๆ เชน ราย โทรทัศน วิทยุ หนังสือพิมพ การจัดทำคูมือใหความรู การจัดประชุม การจัดฝกอบรม เปนตน การสนับสนุน งบประมาณสรางแหลงน้ำขนาดเล็กในพื้นที่เพื่อเพิ่มศักยภาพการผลิต การเตรียมเมล็ดพันธุพืชที่ดีเพื่อแจกจาย ใหเกษตรกรที่ประสบภัยทางการเกษตร การใชระบบประกันราคาพืชผลทางการเกษตรที่เสียหายจากภัยพิบัติ ตามธรรมชาติ ระยะกลาง (3-5 ป) : นำขอมูลของกรมพัฒนาที่ดินเกี่ยวกับการกำหนดเขตเหมาะสมสำหรับการ ปลูกพืชเศรษฐกิจจำนวน 13 ชนิด ไดแก ขาว มันสำปะหลัง ออยโรงงาน ขาวโพดเลี้ยงสัตว ปาลมน้ำมัน ยางพารา สับปะรดโรงงาน ลำไย เงาะ มังคุด ทุเรียน มะพราว และกาแฟ มาประยุกตใชเพื่อกำหนดแนวทาง สนับสนุนเกษตรกรที่ปลูกพืชอยูในเขตเหมาะสมใหสามารถรับมือและปรับตัวจากปญหาการเปลี่ยนแปลง ดังกลาวไดการสงเสริมและสนับสนุนกิจกรรมการทำการเกษตรแบบยั่งยืน เชน เกษตรผสมผสาน เกษตร ทฤษฎีใหม เกษตรอินทรีย และวนเกษตร อยางจริงจังและเปนรูปธรรมชัดเจนโดยเฉพาะการสนับสนุนราคา สินคาเกษตรอินทรียและตลาดรับซื้อผลผลิต สนับสนุนระบบไฟฟาเพื่อการเกษตรในพื้นที่ที่มีแหลงน้ำแตขาด ไฟฟาเพื่อนำน้ำมาใช ระยะยาว (6-10 ป) : การศึกษาวิจัยเพื่อปรับปรุงพันธุพืชเศรษฐกิจที่สามารถปลูกทนแลง หรือน้ำ ทวมขังไดดี สามารถใหผลผลิตสูง ทนทานตอการระบาดของโรคและแมลงศัตรูพืช การวิจัยและพัฒนา เทคโนโลยีการใหน้ำอยางมีประสิทธิภาพกับพืชเศรษฐกิจ การขยายพื้นที่ชลประทานขนาดกลางและขนาดใหญ มากขึ้น การพัฒนาเครือขายระบบเตือนภัยภูมิอากาศการเกษตรเพื่อเปนแหลงขอมูลสำหรับการตัดสินใจปลูก พืชของเกษตรกรในแตละพื้นที่ 2.2.3 การวัดขอมูลแบบลิเคิรทสเกล (Likert Scale) ความรูเกี่ยวกับการปลูกทุเรียน เปนคำถามปลายปด จำนวน 9 ขอ โดยแตละขอใหเลือกตอบ ใช ไมใช และผูศึกษาไดกำหนดเกณฑการใหคะแนนดังนี้ ถาตอบวาใช ได 1 คะแนน ไดแก ขอ 1, 3, 5, 6, 7, 9 ถาตอบวาไมใช ได 1 คะแนน ไดแก ขอ 2, 4, 8


13 ความรูเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เปนคำถามปลายปด จำนวน 9 ขอ โดยแตละขอให เลือกตอบ ใช ไมใช และผูศึกษาไดกำหนดเกณฑการใหคะแนนดังนี้ ถาตอบวาใช ได 1 คะแนน ไดแก ขอ 2, 4, 5, 6, 8, 9 ถาตอบวาไมใช ได 1 คะแนน ไดแก ขอ 1, 3, 7 เกณฑในการวัดปจจัยความรูของเกษตรกร แบงเปน 3 ระดับ 6.68 - 10.00 คะแนน คิดเปนรอยละ 80-100 มีความรูมาก 3.34 - 6.67 คะแนน คิดเปนรอยละ 60-79 มีความรูปานกลาง 0.00 - 3.33 คะแนน คิดเปนนอยกวารอยละ 60 มีความรูนอย 2.2.4 การวิเคราะหการถดถอยโลจิสติก (Binary Logistic Regression Analysis) การวิเคราะหการถดถอยโลจิสติกหรือที่เรียกในทางเทคนิควา แบบจำลองโลจิท (Logit Model) เปนวิธีการวิเคราะหสมการในกรณีที่ตัวแปรมีลักษณะของขอมูลไมตอเนื่อง หรือขอมูลตัวแปรที่ไดมาเปนขอมูล เชิงคุณภาพ โดยนำมาใชในการวิเคราะหความสัมพันธระหวางตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระ โดยประเภทของการวิเคราะหดวยตัวแบบโลจิทที่นำมาใช คือ Binary Logit Model ใชเมื่อตัว แปรตาม (Y) เปนตัวแปรเชิงคุณภาพที่มีคาไดเพียงสองคา เชน = � 1 ถาเกษตรกรปรับตัว 0 ถาเกษตรกรไมปรับตัว ซึ่งตัวแปรอิสระจะเปนตัวแปรเชิงปริมาณหรือตัวแปรเชิงคุณภาพหรืออาจมีตัวแปรทั้งเชิง ประมาณและตัวแปรเชิงคุณภาพก็ได (กัลยา วานิชยบัญชา, 2551) เชน การไดรับการสงเสริมจากทางราชการ การเปนสมาชิกกลุม/สถาบันเกษตรกร และสิทธิในการทำกินในที่ดิน เปนตน โดยวัตถุประสงคหลักของการวิเคราะห คือ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธระหวางตัวแปรตามกับตัวแปรอิสระพรอมทั้งศึกษาระดับ ความสัมพันธระหวางตัวแปรอิสระแตละตัวกับตัวแปรตามหรือศึกษาวาตัวแปรอิสระตัวใดบางมีอิทธิพลหรือ ผลกระทบตอตัวแปรตามมาก 2) เพื่อศึกษาพยากรณโอกาสที่จะเกิดเหตุการณที่นาสนใจ โดยการใชสมการที่สรางขึ้นดวย ปจจัยหรือตัวแปรตามที่ไดจากการศึกษา เมื่อทราบคาตัวแปรจะสามารถทำใหพยากรณโอกาสที่จะเกิด เหตุการณได ทั้งนี้ เมื่อตัวแปรตามเปนตัวแปรเชิงคุณภาพ ตัวแปรอิสระเปนตัวแปรเชิงปริมาณ และ/หรือตัว แปรหุน มีรูปแบบของสมการโดยทั่วไป ดังนี้


14 = ƒ ( + ) Logistic Function สามารถเขียนไดดังนี้ =�+� 1+�+� = 1 1+−�+� = 1 1+−�� เมื่อ = (+) โดยที่ = โอกาสที่นาจะเปนที่จะเกิดขึ้นของเหตุการณ ƒ = เปนฟงกชั่นของความนาจะเปนสะสมแบบโลจิท α = คาคงที่ = คาสัมประสิทธิ์ (Coefficient) ของตัวแปรอิสระ e = ฐานของลอกการิทึมธรรมชาติ(Natural Logarithm) ซึ่งจะมีคาประมาณ 2.718 = ตัวแปรอิสระที่มีผลตอการเกิดเหตุการณที่สนใจ = ตัวแปรกำหนดหรือชุดของตัวแปร = ตัวอยางที่ 1, 2, … ,n เมื่อให Y แทนผลการตัดสินใจ โดยกำหนดให Y = 1 กรณีที่เกิดเหตุการณที่สนใจ Y = 0 กรณีที่ไมเกิดเหตุการณที่สนใจ ใหProb เปนสัญลักษณแทนความนาจะเปน ฉะนั้น Prob (Y = 1) คือความนาจะเปนที่จะเกิดเหตุการณที่สนใจ Prob (Y = 0) คือความนาจะเปนที่จะไมเกิดเหตุการณที่สนใจ โดยความนาจะเปนที่ Y จะมีคาโนมเอียงไปทาง 1 หรือ 0 นั้นมีสมมติฐานวาเกิดจากปจจัย บางอยางเปนตัวกำหนด จึงเขียนสมการไดวา Prob (Y = 1) = () = Prob (Y = 0) = 1 − () = 1 −


15 การพิจารณาวาตัวแปรหรือปจจัยที่มีผลตอการปรับตัวของเกษตรกรตัวใดมีอิทธิพลมาก หรือนอย เพียงใด สามารถอธิบายไดดวยคาสัมประสิทธิ์ถดถอย () หรือคาพารามิเตอรไดจากสมการดังกลาวสามารถ เขียนไดดังนี้ = β0 + β1X1 + β2X2 + … + βX ดังนั้น โอกาสหรือความนาจะเปนที่จะเกิดเหตุการณที่สนใจ คือ =β0 + β1X1 + β2X2 + … + βX 1+β0 + β1X1 + β2X2 + … + βX =β0 + βX 1+β0 + β X 1 − = 1 −β0 + βX 1+β0 + β X = 1 1+β0 + β X สามารถปรับสมการขางตนใหเปนสมการเชิงเสนไดโดย � 1− � = () = =β0 + β1X1 + β2X2 + … + βX เมื่อสมการสามารถจัดอยูในรูปเชิงเสนและเรียกวา Logit Respond Function การประมาณ คาพารามิเตอร (β) การแปลความหมายของคาสัมประสิทธิในการวิเคราะหการถดถอยโลจิสติก ใชการ วิเคราะหผลกระทบสวนเพิ่ม (Marginal Effect) ซึ่งอธิบายถึงการเปลี่ยนแปลงความนาจะเปน หากตัวแปร อิสระมีคาเพิ่มขึ้นเทากับ 1 หนวย แลวตัวแปรตามจะเปลี่ยนแปลงไปเทาไร


บทที่ 3 ขอมูลทั่วไป 3.1 ลักษณะสวนบุคคลของเกษตรกรกลุมตัวอยาง ลักษณะสวนบุคคลของเกษตรกรกลุมตัวอยาง ประกอบดวย เพศ อายุเฉลี่ย ระดับการศึกษา และ อาชีพหลัก มีรายละเอียดดังนี้ (ตารางที่ 3.1) 3.1.1 เพศ พบวา เกษตรกลุมตัวอยางสวนใหญเปนเพศชาย คิดเปนรอยละ 66.15 ของเกษตรกร ตัวอยางทั้งหมด เปนเพศหญิง คิดเปนรอยละ 33.85 ของเกษตรกรตัวอยางทั้งหมด 3.1.2 อายุพบวา เกษตรกลุมตัวอยางมีอายุเฉลี่ย 55.33 ป 3.1.3 ระดับการศึกษา พบวา เกษตรกรกลุมตัวอยางสวนใหญไดรับการศึกษาในระดับประถม คิดเปนรอยละ 47.31 รองลงมาคือระดับมัธยมศึกษา คิดเปนรอยละ 29.23 ระดับ ปวช./ปวส. คิดเปนรอยละ 12.31 ระดับปริญญาตรี คิดเปนรอยละ 10.00 ระดับสูงกวาปริญญาตรี คิดเปนรอยละ 0.77 และไมไดรับ การศึกษา คิดเปนรอยละ 0.38 3.1.4 อาชีพหลัก พบวา เกษตรกรกลุมตัวอยางทำอาชีพการเกษตร (ปลูกพืช) คิดเปนรอยละ 96.54 รองลงมาคือประกอบอาชีพคาขาย/ธุรกิจสวนตัว คิดเปนรอยละ 1.92 รับจางเกษตร คิดเปนรอยละ 0.78 รับราชการ/เงินเดือนประจำและรับงานมาทำที่บาน คิดเปนรอยละ 0.38 เทากัน 3.2 ลักษณะการผลิตทุเรียนของเกษตรกรกลุมตัวอยาง ลักษณะการผลิตทุเรียนของเกษตรกรกลุมตัวอยาง ประกอบดวย ประสบการการณทำสวนทุเรียน สมาชิกและแรงงานในครัวเรือน สมาชิกกลุม/สถาบันเกษตรกร ลักษณะการผลิตทุเรียน ลักษณะการขายทุเรียน หนี้สินครัวเรือนและแหลงเงินทุนในการทำสวนทุเรียน ความรูความเขาใจดานการเกษตร และการเขารับการ อบรมดานการเกษตร มีรายละเอียดดังนี้ 3.2.1 ประสบการการณทำสวนทุเรียน พบวา เกษตรกลุมตัวอยางมีประสบการณทำเกษตรเฉลี่ย 18.81 ปซึ่งสวนใหญมีประสบการณในการทำสวนทุเรียนเฉลี่ยในชวง 11-20 ป คิดเปนรอยละ 43.85 ของ เกษตรกรทั้งหมด รองลงมาคืออยูในชวง 21-30 ปคิดเปนรอยละ 30.00 ชวงต่ำกวา 10 ป คิดเปนรอยละ 19.23 และมากกวา 30 ป คิดเปนรอยละ 6.92 ของเกษตรกรทั้งหมด (ตารางที่ 3.1)


18 ตารางที่ 3.1 ขอมูลทั่วไปของเกษตรกร รายการ จำนวนราย รอยละ เพศ - ชาย 172 66.15 - หญิง 88 33.85 อายุเฉลี่ย (ป) 55.33 ระดับการศึกษา - ไมไดเรียน 1 0.38 - ประถมศึกษา 123 47.31 - มัธยมศึกษาศึกษา 76 29.23 - ปวช. ปวส. หรืออนุปริญญา 32 12.31 - ปริญญาตรี 26 10.00 - สูงกวาปริญญาตรี 2 0.77 อาชีพหลัก - ปลูกพืช 251 96.54 - รับจางเกษตร 2 0.78 - คาขาย/ธุรกิจสวนตัว 5 1.92 - รับราชการ/เงินเดือนประจำ 1 0.38 - รับงานมาทำที่บาน 1 0.38 ประสบการณการทำสวนทุเรียน ประสบการณเฉลี่ย (ป) 18.81 - นอยกวา 10 ป 50 19.23 - 11 – 20 ป 114 43.85 - 21 – 30 ป 78 30.00 - มากกวา 30 ป 18 6.92 ที่มา: จากการสำรวจ 3.2.2 สมาชิกและแรงงานในครัวเรือน จากการศึกษา พบวา เกษตรกรมีสมาชิกในครัวเรือนเฉลี่ย 3.83 ราย อยูในชวงวัยแรงงาน (อายุ 16-65 ป) เฉลี่ย 2.91 ราย แบงเปน แรงงานในภาคเกษตร 2.43 ราย และแรงงานนอกภาคเกษตร 0.48 ราย (ตารางที่ 3.2)


19 ตารางที่ 3.2 สมาชิกและแรงงานในครัวเรือน รายการ จำนวนราย สมาชิกในครัวเรือนทั้งหมด 3.83 สมาชิกที่อยูในวัยแรงงาน (15-65 ป) 2.91 - แรงงานการเกษตร 2.43 - แรงงานนอกภาคเกษตร 0.48 ที่มา: จากการสำรวจ 3.2.3 สมาชิกกลุม/สถาบันเกษตรกร จากการศึกษา พบวา เกษตรกรกลุมตัวอยางเปนสมาชิกของกลุมหรือสถาบันเกษตร คิดเปน รอยละ 88.08 โดยในสวนที่เปนสมาชิกนั้น สวนใหญจะเปนสมาชิกกลุมเกษตรกร/แปลงใหญ คิดเปนรอยละ 85.10 ของเกษตรกรกลุมตัวอยาง รองลงมาคือสมาชิกสหกรณการเกษตร คิดเปนรอยละ 11.37 และ เปนสมาชิกกลุมวิสาหกิจชุมชน คิดเปนรอยละ 3.53 และมีเกษตรกรที่ไมเปนสมาชิกหรือสถาบันเกษตร คิดเปน รอยละ 11.92 (ตารางที่ 3.3) ตารางที่ 3.3 สมาชิกกลุม/สถาบันเกษตรกร รายการ จำนวนราย รอยละ ไมเปนสมาชิกกลุม 31 11.92 เปนสมาชิกกลุม 229 88.08 ไดแก - กลุมเกษตรกร/แปลงใหญ 217 85.10 - กลุมวิสาหกิจชุมชน 9 3.53 - สหกรณการเกษตร 24 11.37 ที่มา: จากการสำรวจ 3.2.4 ลักษณะการผลิตทุเรียน จากการศึกษา พบวา เกษตรกรกลุมตัวอยางมีพื้นที่ปลูกทุเรียนเฉลี่ย 13.11 ไร โดยเกษตรกร สวนใหญมีเอกสารสิทธิ์ทำกินเปนของตนเอง คิดเปนรอยละ 99.08 ทำฟรี คิดเปนรอยละ 0.72 และเชาทำ การเกษตร คิดเปนรอยละ 0.20 อายุตนทุเรียนเฉลี่ย 16.38 ป ในป 2561 มีผลผลิตเฉลี่ย 12,620.26 กิโลกรัม ในสวนของรายไดที่เกษตรกรทุเรียนจะไดรับเฉลี่ย 1,098,916.15 บาทตอป และรายไดจากเกษตรอื่นๆ เฉลี่ย 130,373.08 บาทตอป และรายไดในสวนของครัวเรือนเฉลี่ย 1,252,398.85 บาทตอป (ตารางที่ 3.4)


20 ตารางที่ 3.4 การผลิตทุเรียน รายการ จำนวน พื้นที่ปลูกทุเรียน (ไร) 13.11 รอยละของลักษณะของที่ดิน - ของตนเอง 99.08 - ทำฟรี 0.72 - เชา 0.20 อายุเฉลี่ยของทุเรียน (ป) 16.38 ผลผลิตเฉลี่ย ป 2561 (กิโลกรัม) 12,620.26 รายไดจากทุเรียนเฉลี่ย (บาทตอป) 1,098,916.15 รายไดเกษตรอื่นๆ เฉลี่ย (บาทตอป) 130,373.08 รายไดครัวเรือนเฉลี่ย (บาทตอป) 1,252,398.85 ที่มา: จากการสำรวจ 3.2.5 ลักษณะการขายทุเรียน จากการศึกษา พบวา เกษตรกรกลุมตัวอยางขายผลผลิตที่ไดใหพอคาในจังหวัด คิดเปนรอยละ 42.98 ของเกษตรกรทั้งหมด รองลงมาคือขายใหกับพอคานอกจังหวัด คิดเปนรอยละ 24.56 ขายใหพอคา สงออกจากจังหวัดชุมพร คิดเปนรอยละ 13.16 ขายใหกับพอคาในตำบล คิดเปนรอยละ 8.33 ขายใหกับพอคา ในอำเภอ คิดเปนรอยละ 4.39 เกษตรนำไปขายดวยตนเอง คิดเปนรอยละ 6.14 และขายผานทางออนไลน คิดเปนรอยละ 0.44 (ตารางที่ 3.5) ตารางที่ 3.5 รอยละของแหลงขายทุเรียน รายการ จำนวนราย1 รอยละ พอคาในตำบล 19 8.33 พอคาในอำเภอ 10 4.39 พอคาในจังหวัด 98 42.98 พอคานอกจังหวัด 56 24.56 พอคาสงออกจากจังหวัดชุมพร 30 13.16 ขายออนไลน(ผานทาง Line) 1 0.44 ขายดวยตนเอง 14 6.14 ที่มา: จากการสำรวจ หมายเหตุ: 1 เฉพาะเกษตรกรที่จำหนายผลผลิตแลว


21 3.2.6 หนี้สินครัวเรือนและแหลงเงินทุนในการทำสวนทุเรียน จากการศึกษา พบวา ครัวเรือนของเกษตรกรกลุมตัวอยางไมมีหนี้สิน คิดเปนรอยละ 36.54 และอีกรอยละ 63.46 มีหนี้สินครัวเรือน ซึ่งหนี้สินสวนใหญเกิดขึ้นเนื่องจากเกษตรกรกูเงินมาใชในภาคเกษตร คิดเปนรอยละ 84.24 กูเงินมาใชนอกภาคเกษตร คิดเปนรอยละ 8.48 และกูเงินมาใชทั้งในและนอกภาค เกษตร คิดเปนรอยละ 7.28 แหลงเงินกูของเกษตรกร ไดแก ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ คิดเปน รอยละ 89.38 รองลงมาคือกลุม/สหกรณ คิดเปนรอยละ 9.37 และธนาคารออมสิน คิดเปนรอยละ 1.25 (ตารางที่ 3.6) ตารางที่ 3.6 หนี้สินครัวเรือนและแหลงเงินทุนในการทำสวนทุเรียน รายการ จำนวน รอยละ หนี้สิน ไมมี 95 36.54 มี 165 63.46 มีหนี้สิน เนื่องจาก กูเงินมาใชในภาคเกษตร 139 84.24 กูเงินมาใชนอกภาคเกษตร 14 8.48 กูเงินมาใชทั้งในและนอกภาคเกษตร 12 7.28 แหลงเงินกูเพื่อการเกษตร1 ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ (ธ.ก.ส.) 143 89.38 กลุม/สหกรณ 15 9.37 ธนาคารออมสิน 2 1.25 ที่มา: จากการสำรวจ หมายเหตุ: 1 สามารถตอบไดมกกวา 1 ขอ 3.2.7 ความรูความเขาใจดานการเกษตร จากการศึกษา พบวา เกษตรกรมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการผลิตทุเรียนในระดับมาก (คะแนนเฉลี่ย 9.05) และมีความรูความเขาใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศในระดับมาก (คะแนนเฉลี่ย 8.86) (ตารางที่ 3.7 และภาคผนวกที่ 2) ตารางที่ 3.7 ความรูความเขาใจดานการเกษตร รายการ คะแนนเฉลี่ย แปลผล ความรูความเขาใจเกี่ยวกับการผลิตทุเรียน 9.05 มาก ความรูความเขาใจเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 8.86 มาก ที่มา: จากการสำรวจ


22 3.2.8 การเขารับการอบรมดานการเกษตร จากการศึกษา พบวา เกษตรกรตัวอยางไมไดเขารับการอบรมดานการเกษตรรอยละ 17.69 ของเกษตรกรตัวอยางทั้งหมด เกษตรกรไดรับการอบรมดานการเกษตร คิดเปนรอยละ 82.31 ของเกษตรกร ตัวอยางทั้งหมด ทั้งนี้ เกษตรกรเขารับการอบรมโดยเฉลี่ยจำนวน 5 ครั้งตอป และเขารับการอบรมในจำนวน 5-10 ครั้งตอป คิดเปนรอยละ 48.13 รองลงมาคือจำนวนนอยกวา 5 ครั้งตอป คิดเปนรอยละ 44.39 และ จำนวน 11-15 ครั้งตอป คิดเปนรอยละ 7.48 และ (ตารางที่ 3.8) ตารางที่ 3.8 การเขารับการอบรมดานการเกษตร รายการ จำนวน (ราย) รอยละ การเขารับการอบรมดานการเกษตร ไมไดรับการอบรม 46 17.69 ไดรับการอบรม 214 82.31 จำนวนครั้งที่เขารับการอบรม ไดรับการอบรมเฉลี่ย (ครั้งตอป) 5 - นอยกวา 5 ครั้งตอป 95 44.39 - 5 – 10 ครั้งตอป 103 48.13 - 11-15 ครั้งตอป 16 7.48 ที่มา: จากการสำรวจ 3.3 การเขารวมโครงการตางๆ ของภาครัฐ จากการศึกษา พบวา เกษตรกรตัวอยาง รอยละ 12.31 ไมไดเขารวมโครงการตางๆ ของภาครัฐ และ เกษตรกรตัวอยางเขารวมโครงการตางๆ ของภาครัฐ รอยละ 87.69 โดยโครงการที่เขารวม ไดแก โครงการ ระบบสงเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ รอยละ 51.46 รองลงมาคือโครงการพัฒนาคุณภาพสินคาเกษตรสู มาตรฐาน GAP รอยละ 27.43 ศูนยเรียนรูการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินคาเกษตร รอยละ 9.95 โครงการ บริหารจัดการพื้นที่เกษตรตามที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) รอยละ 0.49 โครงการสงเสริม โครงการเกษตรทฤษฎีใหม รอยละ 4.61 โครงการเกษตรอินทรียรอยละ 3.64 โครงการพัฒนาเกษตรสู Smart Farmer รอยละ 1.21 โครงการพัฒนาศูนยเมล็ดพันธุขาว รอยละ 0.73 โครงการสงเสริมการเพิ่มมูลคาสินคา ตลาดสินคาเกษตรและโครงการใชเครื่องจักรกลทางการเกษตรทดแทนแรงงาน รอยละ 0.24 เทากัน (ตารางที่ 3.9)


23 ตารางที่ 3.9 การเขารวมโครงการตางๆ ของภาครัฐ รายการ จำนวน รอยละ ไมเขารวมโครงการ 32 12.31 เขารวมโครงการ 228 87.69 ไดแก - ศูนยเรียนรูการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินคาเกษตร 41 9.95 - ระบบสงเสริมเกษตรแบบแปลงใหญ 212 51.46 - บริหารจัดการพื้นที่เกษตรตามที่การเกษตรเชิงรุก (Zoning by Agri-Map) 2 0.49 - พัฒนาเกษตรสู Smart Farmer 5 1.21 - เกษตรอินทรีย 15 3.64 - สงเสริมเกษตรทฤษฎีใหม 19 4.61 - ตลาดสินคาเกษตร 1 0.24 - พัฒนาศูนยเมล็ดพันธุขาว 3 0.73 - สงเสริมการเพิ่มมูลคาสินคา และการใชเครื่องจักรกล ทางการเกษตรทดแทนแรงงาน 1 0.24 - พัฒนาคุณภาพสินคาเกษตรสูมาตรฐาน GAP 113 27.43 ที่มา: จากการสำรวจ หมายเหตุ: โครงการที่เขารวมสามารถตอบไดมากกวา 1 ขอ


บทที่ 4 ผลการวิจัย การศึกษาวิจัย เรื่อง การปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนยุคเกษตร 4.0 เพื่อศึกษา ลักษณะการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน และปจจัยที่สงผลตอการปรับตัวของเกษตรกร ผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบนในยุคเกษตร 4.0 ใชแบบจำลองโลจิท (Logit Model) ในการวิเคราะหเชิงปริมาณ เพื่อพิจารณาวาปจจัยใดที่มีผลตอการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน ดานการผลิต ดาน การตลาด และดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยใช Maximum Likelihood Model ในการประมาณคา สัมประสิทธิ์ในแบบจำลอง มีรายละเอียดดังนี้ 4.1 ลักษณะการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน ลักษณะการปรับตัวของเกษตรกรผูปลูกทุเรียนภาคใตตอนบน ซึ่งแบงเปน 3 ดาน คือ ดานการผลิต การตลาด และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ โดยเกษตรกรตองมีกิจกรรมในดานนั้นๆ มากกวา 2 กิจกรรม จึงจะ มีการปรับตัวในแตละดาน จากการศึกษาพบวา เกษตรกรตัวอยางปรับตัวดานการผลิต รอยละ 58.46 ของกลุม ตัวอยางทั้งหมด ปรับตัวดานการตลาด รอยละ 19.93 ของกลุมตัวอยางทั้งหมด และปรับตัวดานการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รอยละ 33.85 ของกลุมตัวอยางทั้งหมด (ตารางที่ 4.1) โดยมีรายละเอียดของแตละ ดานดังนี้ 4.1.1 ดานการผลิต การปรับตัวดานการผลิตของเกษตรกร ประกอบดวย การวางแผนการผลิต การลดตนทุนการ ผลิต การใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต มาตรฐานสินคา การใชฐานขอมูล การมีเครือขายในการทำ เกษตรดานการผลิต และการปรับแนวทางและวิถีการผลิต ดังนี้ (ตารางที่ 4.2) 1) การวางแผนการผลิต เกษตรกรไดวางแผนการผลิต รอยละ 51.54 และไมไดวางแผนการผลิต รอยละ 48.46 โดย เกษตรกรที่ไดวางแผนการผลิตเริ่มปฏิบัติกอน ป 2561 รอยละ 89.55 เกษตรกรเริ่มปฏิบัติ ป 2561 รอยละ 6.72 และที่เริ่มปฏิบัติใน ป 2562 รอยละ 3.73 2) การลดตนทุนการผลิต เกษตรกรไดทำกิจกรรมเพื่อลดตนทุนการผลิต ไดแก การใชปุยผสมปุยอินทรียควบคูกับ ปุยเคมีเพื่อบำรุงดิน การรวมกลุมผลิตปุยหมัก การใชน้ำหมักชีวภาพ รอยละ 66.50 และไมไดทำกิจกรรมเพื่อ ลดตนทุนการผลิต รอยละ 33.50 โดยเกษตรกรที่มีการลดตนทุนการผลิตเริ่มปฏิบัติกอน ป 2561 รอยละ 79.80 เกษตรกรเริ่มปฏิบัติใน ป 2561 รอยละ 13.30 และที่เริ่มปฏิบัติใน ป 2562 รอยละ 6.90 3) การใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต กิจกรรมการใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต เกษตรกรใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมใน การผลิต รอยละ 52.31 และไมไดใชในการผลิต รอยละ 47.69 โดยในสวนของเกษตรกรที่ใชเทคโนโลยีและ


26 นวัตกรรมในการผลิต ไดใชปุยสั่งตัดหรือใชปุยตามคาวิเคราะหดินหรือทางใบ รอยละ 98.52 รองลงมาคือ การใชพลังงานไฟฟาและเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม ในสัดสวนรอยละ 0.74 เทากัน ทั้งนี้ เกษตรกรเริ่มใชปุยสั่งตัด/ใชปุยตามคาวิเคราะหดินหรือทางใบ กอนป 2561 รอยละ 75.37 เริ่มใช ใน ป 2561 รอยละ 23.88 และเริ่มใชใน ป 2562 รอยละ 0.75 ในกิจกรรมการใชพลังงานไฟฟา (โซลาเซลล) และเครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม เกษตรกรเริ่มใชใน ป2561 ทุกคน หรือรอยละ 100.00 4) มาตรฐานสินคา เกษตรกรไดรับมาตรฐานสินคาและไมไดรับมาตรฐานสินคา ในสัดสวนรอยละ 50.00 เทากัน ซึ่งมาตรฐานที่ไดรับสวนใหญ คือ GAP (Good Agriculture Practices) โดยเกษตรกรตัวอยางสวนใหญไดรับ มาตรฐานสินคากอนป 2561 รอยละ 76.15 รองลงมาคือไดรับมาตรฐานสินคาใน ป 2561 รอยละ 20.00 และ ไดรับในป 2562 อีกรอยละ 3.85 5) การใชประโยชนจากขอมูลดานการผลิต การใชประโยชนจากขอมูลดานการผลิตซึ่งสวนใหญเปนขอมูลจากหนวยงานภาครัฐและ พอคาในพื้นที่เพื่อการวางแผนดานการเกษตร พบวา เกษตรกรไมไดใชประโยชนจากขอมูลดานการผลิต รอย ละ 92.31 และไดเขาใชประโยชนจากขอมูลดานการผลิต รอยละ 7.69 ในสวนของเกษตรกรที่ไดเขาใชประโยชนจากขอมูลดานการเกษตร ไดเขาใชประโยชนจาก ขอมูลกอนป 2561 รอยละ 60.00 เกษตรกร เริ่มเขาใชประโยชนจากขอมูลใน ป 2561 รอยละ 25.00 และเริ่ม เขาใชประโยชนจากขอมูลในป 2562 รอยละ 15.00 6) เครือขายในการทำธุรกิจเกษตรการผลิต การมีเครือขายการเกษตรการผลิต เกษตรกรสวนใหญจะมีเครือขายระหวางกลุมหรือภายใน กลุมแปลงใหญเพื่อแลกเปลี่ยนขอมูลการทำปุยผสมเพื่อลดตนการผลิต จากการศึกษาพบวา มีเกษตรกรไมมี เครือขายในการทำเกษตรดานการผลิต รอยละ 18.46 และมีเครือขายการเกษตรดานการผลิต รอยละ 81.54 โดยเกษตรกรเริ่มมีเครือขายดานการผลิตใน ป 2562 รอยละ 40.74 เริ่มมีเครือขายใน ป 2561 รอยละ 33.33 และมีเครือขายกอนป 2561 รอยละ 25.93 7) ปรับแนวทางและวิถีการผลิต ในกิจกรรมการปรับแนวทางและวิถีการผลิต ซึ่งประกอบดวย การปลูกพืชไวบริโภคกินเอง ในครัวเรือนและการหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายไดการศึกษาพบวา เกษตรกรมีการปรับแนวทางและวิถีการผลิต รอยละ 67.31 และไมไดปรับแนวทาง รอยละ 32.69 โดยเกษตรกรไดเริ่มปรับแนวทางกอนป 2561 รอยละ 86.86 เริ่มปรับแนวทางใน ป 2561 รอยละ 12.57 และเริ่มปรับแนวทางใน ป 2562 รอยละ 0.57 ในสวนของเกษตรกรที่ไดปรับเปลี่ยนแนวทางและวิธีการผลิต พบวา เกษตรกรไดปลูกพืชไว บริโภคกินเองในครัวเรือน รอยละ 72.57 และหาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายไดรอยละ 27.43 ทั้งนี้ มีเกษตรกร เริ่มปลูกพืชไวบริโภคกินเองในครัวเรือนกอน ป 2561 รอยละ 93.60 เกษตรกรไดเริ่มปลูกพืชไวบริโภคกินเอง ในครัวเรือนใน ป 2561 รอยละ 5.82 อีกรอยละ 0.58 เริ่มปฏิบัติใน ป 2562


27 8) ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการผลิต ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการผลิตของเกษตรกรตัวอยาง พบวา เกษตรกร มีรับรูหรือการติดตามขาวสารดานการผลิต รอยละ 58.31 และไมมีการรับรู รอยละ 41.92 ซึ่งแบงเปนการรับรู ผานสื่อใหมที่ประชาชนใชกันมากในปจจุบันคือ ผานอินเทอรเน็ต (Internet) เชน เฟสบุค (Facebook) ไลน (Line) และแอพลิเคชั่น (Application) ตางๆ และสื่ออื่นๆ จากการศึกษาพบวา เกษตรกรตัวอยางมีชองทาง การรับรูหรือการติดตามขาวสารดานการผลิตสื่อใหม รอยละ 6.64 โดยผานอินเทอรเน็ต (Internet) เชน เฟสบุค (Facebook) และไลน (Line) รอยละ 6.40 และผานแอพลิเคชั่น (Application) ตางๆ ของหนวยงาน รอยละ 0.24 และผานสื่ออื่นๆ รอยละ 93.36 ไดแก ผานเจาหนาที่หนวยงาน รอยละ 32.23 ผานเพื่อนบาน รอยละ 25.36 ผานกลุม/สหกรณรอยละ 19.90 ผานทีวี/วิทยุ/หนังสือพิมพรอยละ 9.72 ผานการอบรมและ ศึกษาดูงาน รอยละ 6.16 ตารางที่ 4.1 การปรับตัวของเกษตรกร หนวย: รอยละ รายการ ไมมีการปรับตัว มีการปรับตัว ดานการผลิต 41.54 58.46 ดานการตลาด 80.07 19.93 ดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 66.15 33.85 ที่มา: จากการสำรวจ


28 ตารางที่ 4.2 การปรับตัวดานการผลิต หนวย: รอยละ รายการ การปรับตัว การปฏิบัติ ไมมี มี กอนป 2561 ป 2561 ป 2562 1) การวางแผนการผลิต 48.46 51.54 89.55 6.72 3.73 2) การลดตนทุนการผลิต 33.50 66.50 79.80 13.30 6.90 3) การใชเทคโนโลยีและนวัตกรรมในการผลิต 47.69 52.31 76.47 22.79 0.74 ไดแก - การใชปุยสั่งตัด/การใชปุยตามคา วิเคราะหดินหรือทางใบ 98.52 75.37 23.88 0.75 - พลังงานไฟฟา (เชน โซลาเซลล) 0.74 - 100.00 - - เครื่องจักรกลการเกษตรสมัยใหม 0.74 100.00 - - 4) มาตรฐานสินคา 50.00 50.00 76.15 20.00 3.85 5) การใชประโยชนจากขอมูลดานการผลิต 92.31 7.69 60.00 25.00 15.00 6) เครือขายในการทำธุรกิจเกษตรดานการผลิต 18.46 81.54 33.33 25.93 40.74 7) ปรับแนวทางและวิถีการผลิต 32.69 67.31 86.86 12.57 0.57 โดย - การปลูกพืชไวบริโภคกินเองในครัวเรือน 72.57 93.60 5.82 0.58 - หาอาชีพเสริมเพื่อเพิ่มรายได 27.43 87.69 10.77 1.54 8) ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการผลิต 41.92 58.31 88.24 11.11 0.65 โดยผาน สื่อใหม 6.64 ไดแก - อินเทอรเน็ต (Internet) 6.40 77.78 18.52 3.70 - แอพลิเคชั่น (Application) 0.24 - 100.00 - โดยผาน สื่ออื่นๆ 93.36 ไดแก - เจาหนาที่หนวยงาน 32.22 88.24 11.76 - - กลุม/สหกรณ 19.90 82.14 17.86 - - เพื่อนบาน 25.36 91.59 8.41 - - ทีวี/วิทยุ/หนังสือพิมพ 9.72 95.12 4.88 - - การเขารับการอบรม/ดูงาน 6.16 88.46 7.69 3.85 ที่มา: จากการสำรวจ


29 4.1.2 ดานการตลาด การปรับตัวของเกษตรกรดานการตลาด ประกอบดวย ลักษณะการจำหนาย การแปรรูป/ตอ ยอดเพิ่มมลคาสินคา การวางแผนการจำหนาย การใชฐานขอมูลดานการตลาด เครือขายดานการตลาด และ ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการตลาด ดังนี้ (ตารางที่ 4.3) 1) ลักษณะการจำหนาย ลักษณะการจำหนายทุเรียนของเกษตรกรในยุคเกษตร 4.0 ดวยการเปลี่ยนการจำหนาย แบบดั้งเดิมโดยจำหนายพอคาคนกลางทั่วไปหรือจำหนายดวยตนเองไปสูการจำหนายสมัยใหมที่เนนการบริหาร จัดการและใชเทคโนโลยีเขามาชวย พบวา เกษตรกรตัวอยางจำหนายทุเรียนดวยวิธีสมัยใหม รอยละ 69.65 ดวยวิธีจำหนายโดยทำขอตกลงพอคา รอยละ 68.09 การจำหนายออนไลนรอยละ 1.17 การจำหนายผาน กลุม/การประมูล รอยละ 0.39 ซึ่งจะเห็นไดวาเกษตรกรตัวอยางเริ่มจำหนายโดยทำขอตกลงพอคาและจำหนาย ออนไลนตั้งแตกอนป 2561 และมีการจำหนายทุเรียนดวยวิธีจำหนายผานกลุม/การประมูล ในป 2562 สวน เกษตรกรตัวอยางอีกรอยละ 30.35 จำหนายดวยวิธีแบบดั้งเดิม ซึ่งจะจำหนายทุเรียนผานพอคาคนกลางทั่วไป รอยละ 75.86 และจำหนายดวยตนเอง รอยละ 24.14 2) การแปรรูปเพิ่มมูลคาสินคา การแปรรูปเพิ่มมูลคาสินคา พบวา เกษตรกรตัวอยางแปรรูปเพิ่มมูลคาสินคา รอยละ 23.93 และไมแปรรูปเพิ่มมูลคาสินคา รอยละ 77.89 โดยเกษตรกรตัวอยางแปรรูปเพิ่มมูลคาทุเรียน โดยแปรรูปเปน ทุเรียนกวน และทุเรียนทอด ซึ่งสวนใหญเริ่มแปรรูปผลผลิตตั้งแตกอนป 2561 รอยละ 80.36 แปรรูปผลผลิต ป 2561 รอยละ 16.07 และเริ่มแปรรูปในป 2562 รอยละ 3.57 3) การวางแผนการจำหนาย การวางแผนการจำหนาย พบวา เกษตรกรตัวอยางไมไดวางแผนการจำหนาย รอยละ 66.93 และเกษตรกรวางแผนการจำหนาย รอยละ 33.07 โดยเกษตรกรตัวอยางเริ่มวางแผนการจำหนายกอนป 2561 รอยละ 92.94 รองลงมาคือเริ่มวางแผนการจำหนาย ป 2561 รอยละ 5.88 และเริ่มวางแผนการจำหนาย ป 2562 รอยละ 1.18 4) การใชประโยชนจากขอมูลดานการตลาด การใชประโยชนจากขอมูลดานการตลาด พบวา เกษตรกรตัวอยางไมไดใชประโยชนจาก ขอมูล รอยละ 91.12 และเกษตรกรตัวอยางใชประโยชนจากขอมูล รอยละ 8.88 เชน ขอมูลจากหนวยงาน ภาครัฐ โดยเกษตรกรตัวอยางเริ่มใชประโยชนจากขอมูลกอนป 2561 รอยละ 56.52 เริ่มใชประโยชนจาก ขอมูล ป 2561 รอยละ 26.09 และเริ่มใชประโยชนจากขอมูล ป 2562 รอยละ 17.39 5) เครือขายการเกษตรดานการตลาด เครือขายการเกษตรดานการตลาด พบวา เกษตรกรตัวอยางไมมีเครือขายดานการตลาด รอยละ 84.11 และเกษตรกรตัวอยางมีเครือขายดานการตลาด เชน จากพอคารวบรวมรอยละ 15.89 โดย เกษตรกรตัวอยางเริ่มมีเครือขายดานการตลาดกอนป 2561 รอยละ 75.61 เริ่มมีเครือขายดานการตลาด ป 2561 รอยละ 19.51 และเริ่มมีเครือขายดานการตลาด ป 2562 รอยละ 4.88


30 6) ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการตลาด ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการตลาดของเกษตรกรตัวอยาง พบวา เกษตรกร มีการรับรูหรือการติดตามขาวสารดานการตลาด รอยละ 65.00 และไมมีการรับรู รอยละ 35.00 จากการศึกษา พบวา เกษตรกรตัวอยางรับรูหรือการติดตามขาวสารดานการตลาดผานสื่อใหม รอยละ 28.35 โดยผาน แอพลิเคชั่น (Application) ตางๆ รอยละ 27.71 และผานอินเทอรเน็ต (Internet) เชน เฟสบุค (Facebook) และไลน (Line) รอยละ 0.64 และผานสื่ออื่นๆ รอยละ 71.65 ไดแก ผานเพื่อนบาน รอยละ 35.67 ผานกลุม/ สหกรณรอยละ 20.38 ผานเจาหนาที่หนวยงาน รอยละ 6.05 ผานการอบรมและศึกษาดูงาน รอยละ 4.78 ผานพอคา รอยละ 3.18 และผานทีวี/วิทยุ/หนังสือพิมพรอยละ 1.59


31 ตารางที่ 4.3 การปรับตัวดานการตลาด หนวย: รอยละ รายการ การปรับตัว การปฏิบัติ ไมมี มี กอน ป 2561 ป2561 ป 2562 1. ลักษณะการจำหนาย1 จำหนายดวยวิธีแบบดั้งเดิม 30.35 ไดแก - ผานพอคาคนกลางทั่วไป 17.12 - 97.73 2.27 - - จำหนายดวยตนเอง 13.23 - 83.00 17.00 - จำหนายดวยวิธีสมัยใหม 69.65 ไดแก - ออนไลน - 1.17 66.67 - 33.33 - ผานกลุม/การประมูล - 0.39 - - 100.00 - ผานพอคาคนกลางโดยทำขอตกลง - 68.09 95.43 4.57 - 2. การแปรรูป/ตอยอดเพิ่มมลคาสินคา 76.07 23.93 80.36 16.07 3.57 3. การวางแผนการจำหนาย 66.93 33.07 92.94 5.88 1.18 4. การใชประโยชนจากขอมูลดานการตลาด 91.12 8.88 56.52 26.09 17.39 5. เครือขายดานการตลาด 84.11 15.89 75. 61 19.51 4.88 6. ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการตลาด 35.00 65.00 88.89 11.11 - โดยผาน สื่อใหม - 28.35 ไดแก - อินเทอรเน็ต (Internet) - 0.64 73.33 26.67 - - แอพลิเคชั่น (Application) - 27.71 - 100.00 - โดยผาน สื่ออื่นๆ - 71.65 ไดแก - เจาหนาที่หนวยงาน - 6.05 89.48 5.26 5.26 - เพื่อนบาน - 35.67 87.50 11.61 0.89 - กลุม/สหกรณ - 20.38 89.06 9.38 1.56 - พอคา - 3.18 97.70 2.30 - - ทีวี/วิทยุ/หนังสือพิมพ - 1.59 80.00 20.00 - - การเขารับการอบรม/ดูงาน - 4.78 80.00 20.00 - ที่มา: จากการสำรวจ หมายเหตุ: 1 ไมมีการปรับตัว คือ การจำหนายดวยวิธีแบบดั้งเดิม มีการปรับตัว คือ จำหนายดวยวิธีสมัยใหม


32 4.1.3 ดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ประกอบดวย การพัฒนาแหลงน้ำและระบบการจายน้ำ การ พัฒนาวิธีหรือใชเทคโนโลยีที่สามารถประหยัดน้ำ สรางแหลงน้ำสำรองเพื่อใชในฤดูแลง เชน ขุดบอเก็บน้ำ การ สรางความรวมมือของคนในชุมชนเพื่อสูกับสถานการณภัยแลง ระบบสัญญาณเตือนภัยลวงหนา การจัดเตรียม แนววิธีปฏิบัติเมื่อตองเผชิญกับสถานการณภัยพิบัติตางๆ การเก็บรวบรวมขอมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ การ เสริมสรางภูมิคุมกันเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำการเกษตรกรรม และชองทางการรับรู/ ติดตามขาวสารดานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำการเกษตรกรรม ดังนี้ (ตารางที่ 4.4) 1) การพัฒนาแหลงน้ำและระบบการจายน้ำ การพัฒนาแหลงน้ำและระบบการจายน้ำ พบวา เกษตรกรตัวอยางไมไดพัฒนาแหลงน้ำและ ระบบการจายน้ำ รอยละ 54.62 และเกษตรกรตัวอยางพัฒนาแหลงน้ำและระบบการจายน้ำ ไดแก การบำรุง ระบบน้ำอยูตลอดทุกปขุดลอกคูคลอง รอยละ 45.38 โดยเกษตรกรตัวอยางเริ่มพัฒนาแหลงน้ำและระบบการ จายน้ำกอนป 2561 รอยละ 81.36 เริ่มพัฒนาแหลงน้ำและระบบการจายน้ำ ป 2561 รอยละ 16.95 และเริ่ม พัฒนาแหลงน้ำและระบบการจายน้ำ ป 2562 รอยละ 1.69 2) การพัฒนาวิธีหรือใชเทคโนโลยีที่สามารถประหยัดน้ำ การพัฒนาวิธีหรือใชเทคโนโลยีที่สามารถประหยัดน้ำ พบวา เกษตรกรตัวอยางไมไดพัฒนา วิธีหรือใชเทคโนโลยีที่สามารถประหยัดน้ำ รอยละ 98.08 และเกษตรกรตัวอยางพัฒนาวิธีหรือใชเทคโนโลยี ที่สามารถประหยัดน้ำ เชน การรดน้ำทุเรียนโดยใชสปริงเกอรหรือระบบน้ำหยด รอยละ 1.92 โดยเกษตรกร ตัวอยางเริ่มพัฒนาวิธีหรือใชเทคโนโลยีที่สามารถประหยัดน้ำกอนป 2561 รอยละ 80.00 และเริ่มพัฒนาวิธี หรือใชเทคโนโลยีที่สามารถประหยัดน้ำ ป 2561 รอยละ 20.00 3) การสรางแหลงน้ำสำรองเพื่อใชในฤดูแลง การสรางแหลงน้ำสำรองเพื่อใชในฤดูแลง พบวา เกษตรกรตัวอยางสรางแหลงน้ำสำรองเพื่อ ใชในฤดูแลง ไดแก การขุดบอเก็บน้ำ บอบาดาล และสระน้ำในสวนทุเรียน รอยละ 91.54 และเกษตรกร ตัวอยางไมไดสรางแหลงน้ำสำรองเพื่อใชในฤดูแลง รอยละ 8.46 โดยเกษตรกรตัวอยางเริ่มสรางแหลงน้ำสำรอง กอนป 2561 รอยละ 93.28 เริ่มสรางแหลงน้ำสำรอง ป 2561 รอยละ 3.78 และเริ่มสรางแหลงน้ำสำรอง ป 2562 รอยละ 2.94 4) การสรางความรวมมือของคนในชุมชนเพื่อสูกับสถานการณภัยแลง การสรางความรวมมือของคนในชุมชนเพื่อสูกับสถานการณภัยแลง พบวา เกษตรกรตัวอยาง ไมไดสรางความรวมมือของคนในชุมชน รอยละ 75.38 และเกษตรกรตัวอยางสรางความรวมมือของคน ในชุมชน รอยละ 24.62 โดยเกษตรกรตัวอยางเริ่มสรางความรวมมือของคนในชุมชนกอนป 2561 รอยละ 64.06 เริ่มสรางความรวมมือของคนในชุมชน ป 2561 รอยละ 29.69 และเริ่มสรางความรวมมือของคน ในชุมชน ป 2562 รอยละ 6.25


33 5) ระบบสัญญาณเตือนภัยลวงหนา ระบบสัญญาณเตือนภัยลวงหนา พบวา เกษตรกรตัวอยางไมมีระบบสัญญาณเตือนภัย ลวงหนาดานการเกษตร รอยละ 99.62 และเกษตรกรตัวอยางมีระบบสัญญาณเตือนภัยลวงหนา รอยละ 0.38 โดยเกษตรกรตัวอยางเริ่มใชระบบสัญญาณเตือนภัยลวงหนากอนป 2561 รอยละ 100 6) การจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตองเผชิญกับสถานการณภัยพิบัติตางๆ การจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตองเผชิญกับสถานการณภัยพิบัติตางๆ พบวา เกษตรกร ตัวอยางไมไดจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตองเผชิญกับสถานการณภัยพิบัติตางๆ รอยละ 66.15 และเกษตรกร ตัวอยางจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตองเผชิญกับสถานการณภัยพิบัติตางๆ เชน สถานการณภัยแลง น้ำทวม โรคและแมลงศัตรูพืชระบาด เปนตน รอยละ 33.85 โดยเกษตรกรตัวอยางเริ่มจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตอง เผชิญกับสถานการณภัยพิบัติตางๆ กอนป 2561 รอยละ 70.45 เริ่มจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติป 2561 รอยละ 25.00 และเริ่มจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติป 2562 รอยละ 4.55 7) การเก็บรวบรวมขอมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ การเก็บรวบรวมขอมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ พบวา เกษตรกรตัวอยางไมไดเก็บรวบรวม ขอมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ รอยละ 97.31 และเกษตรกรตัวอยางเก็บรวบรวมขอมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ เชน อุณหภูมิสูงสุดต่ำ - สุด ปริมาณน้ำฝน ความเร็วลม เพื่อรับมือตอการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ รอยละ 2.69 โดยเกษตรกรตัวอยางเริ่มเก็บรวบรวมขอมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ กอนป 2561 และในป 2561 รอยละ 42.86 เทากัน และเริ่มเก็บรวบรวมขอมูลสภาพภูมิอากาศในพื้นที่ ป 2562 รอยละ 14.28 8) การเสริมสรางภูมิคุมกันเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำการเกษตรกรรม การเสริมสรางภูมิคุมกันเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำการเกษตรกรรม พบวา เกษตรกรตัวอยางไมไดเสริมสรางภูมิคุมกันเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำการ เกษตรกรรม รอยละ 84.62 และเกษตรกรตัวอยางเสริมสรางภูมิคุมกัน รอยละ 15.38 โดยเกษตรกรตัวอยาง เริ่มเสริมสรางภูมิคุมกันเพื่อรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำการเกษตรกรรมกอนป 2561 รอยละ 65.00 เริ่มการเสริมสรางภูมิคุมกัน ป 2561 รอยละ 30.00 และเริ่มการเสริมสรางภูมิคุมกัน ป 2562 รอยละ 5.00 ทั้งนี้กลุมเกษตรกรที่ไดเสริมสรางภูมิคุมกันโดยการปลูกพืชที่หลากหลายชนิด รอยละ 84.09 และหา อาชีพเสริมนอกภาคการเกษตรกรรมเพื่อเพิ่มรายได รอยละ 15.91 9) ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดานเกษตรกรรม ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศดานเกษตรกรรม พบวา เกษตรกรมีการรับรูหรือการติดตามขาวสาร รอยละ 88.08 และไมไดรับรู รอยละ 11.92 จากการศึกษา พบวา เกษตรกรตัวอยางรับรูหรือการติดตามขาวสารดานการตลาดผานสื่อใหม รอยละ 18.87 โดยผาน อินเทอรเน็ต (Internet) เชน เฟสบุค (Facebook) และไลน (Line) รอยละ 13.52 และผานแอพลิเคชั่น (Application) ตางๆ รอยละ 5.35 และผานสื่ออื่นๆ รอยละ 81.13 ไดแก ผานทีวี/วิทยุ/หนังสือพิมพรอยละ 51.83 ผานเพื่อนบาน รอยละ 13.80 ผานการอบรมและศึกษาดูงาน รอยละ 9.86 ผานเจาหนาที่หนวยงาน รอยละ 4.79 และผานกลุม/สหกรณรอยละ 0.85


34 ตารางที่ 4.4 การปรับตัวดานการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หนวย: รอยละ รายการ การปรับตัว การปฏิบัติ ไมมี มี กอน ป 2561 ป 2561 ป 2562 1) การพัฒนาแหลงน้ำและระบบการจายน้ำ 54.62 45.38 81.36 16.95 1.69 2) การพัฒนาวิธีหรือใชเทคโนโลยีที่สามารถ ประหยัดน้ำ 98.08 1.92 80.00 20.00 - 3) สรางแหลงน้ำสำรองเพื่อใชในฤดูแลง 8.46 91.54 93.28 3.78 2.94 4) การสรางความรวมมือของคนในชุมชนเพื่อสู กับสถานการณภัยแลง 75.38 24. 62 64.06 29.69 6.25 5) ระบบสัญญาณเตือนภัยลวงหนา 99.62 0.38 100.00 - - 6) การจัดเตรียมแนววิธีปฏิบัติเมื่อตองเผชิญกับ สถานการณภัยพิบัติตางๆ 66.15 33.85 70.45 25.00 4.55 7) การเก็บรวบรวมขอมูลสภาพภูมิอากาศใน พื้นที่ 97.31 2.69 42.86 42.86 14.28 8) การเสริมสรางภูมิคุมกัน 84.62 15.38 65.00 30.00 5.00 โดย - การปลูกพืชที่หลายหลายชนิด - 84.09 70.27 27.03 2.70 - หาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตรกรรม เพื่อเพิ่มรายได - 15.91 100.00 - - 9) ชองทางการรับรู/ติดตามขาวสารดานการ เปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ 11.92 88.08 85.12 14.41 0.44 โดยผาน สื่อใหม - 18.87 ไดแก - Internet - 13.52 86.96 10.87 2.17 - Application ตางๆ - 5.35 100.00 - - โดยผาน สื่ออื่นๆ 81.13 ไดแก - เจาหนาที่หนวยงาน - 4.79 94.12 5.88 - - กลุม/สหกรณ - 0.85 100.00 - - - เพื่อนบาน - 13.80 90.70 9.30 - - ทีวี/วิทยุ/หนังสือพิมพ - 51.83 94.77 5.23 - - การเขารับการอบรม/ดูงาน - 9.86 97.14 2.86 - ที่มา: จากการสำรวจ


Click to View FlipBook Version