The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่ม ๑

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หนังสือ, 2023-09-25 22:09:13

ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่ม ๑

ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่ม ๑

สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญ


ญญาการแพทย์แผนไทย


[1] ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม ๑ สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข สนับสนุนงบประมาณจากกองทุนภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ISBN : 978-616-11-2012-2 สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ์แผน ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ไ ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ทย


[2] ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ ISBN : 978-616-11-2012-2 ที่ปรึกษา : ผศ.(พิเศษ) ดร.นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นายแพทยปภัสสร เจียมบุญศรี รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก นายแพทยณัฐวุฒิ ประเสริฐสิริพงศ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ผูรวบรวม : สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย พิมพครั้งที่ มิถุนายน 2557 จำนวน 1,000 เลม จัดพิมพโดย : สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก สนับสนุนการพิมพโดย : กองทุนภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก พิมพที่ : โรงพิมพองคการสงเคาระหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปถัมภ จัดพิมพโดย :สํ 1,000 เลม านั มิถุนายน 2557 1,000 เลม ก มิถุนายน 2557 คุ ้ม สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ครองภู มิ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ปั รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ัญญ รองอธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก าการแพทย์แผนไทย ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1


[3] ¤Ó¹Ó ประเทศไทยมีความหลากหลายของทรัพยากรธรรมชาติและภูมิปญญาทองถิ่นอันเปนมรดกทางวัฒนธรรม สำคัญของชาติ และมีมาตรการจัดการเชิงระบบในการรวบรวม อนุรักษ คุมครองใหดำรงคงอยู อยางยั่งยืนสามารถ นำมาใชประโยชนไดอยางถูกตอง เหมาะสม โดยประกาศใชพระราชบัญญัติคุมครองและสงเสริมภูมิปญญา การแพทยแผนไทย พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งเปนระบบกฎหมายเฉพาะ (sui-generis systems) ฉบับตนๆ นับเปน นวัตกรรมใหมในสาขากฎหมายทรัพยสินทางปญญา ใหเกิดการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย สมุนไพร ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญาทองถิ่น ที่เกี่ยวของสูการใชประโยชนอยางยั่งยืน สำหรับภารกิจการอนุรักษ คุมครองและใชประโยชนดังกลาว ตองอาศัยกลไกเชิงบูรณาการรวมกับภาคีเครือขาย ทุกภาคสวนทุกระดับ ผานกลไกระดับชาติ ไดแก คณะกรรมการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย โดยกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไดดำเนินการและประสานการรวบรวม การจัดทำ ทะเบียน การสังคายนา ปริวรรต ศึกษาวิจัยพัฒนาตอยอด สูการอนุรักษ คุมครอง และใชประโยชนทั้งในระดับ ชุมชน สถานบริการสาธารณสุข หรือระบบเศรษฐกิจ ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) นับเปนมรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณคา จนองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดประกาศรับรองขึ้นทะเบียนเปน มรดกความทรงจำแหงโลก (Memory of the World) เมื่อป ๒๕๕4 สรางความภาคภูมิใจแกประชาชนชาวไทย อยางยิ่ง ในดานภูมิปญญาการแพทยแผนไทยเกี่ยวกับตำรับยา ตำรานวด หรือตำราทางวิชาการแพทยใน สมัยโบราณ ไดรับการบันทึกและจารึกไวบนแผนศิลาตามศาลารายของวัดดังกลาว กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไดขออนุญาตบันทึกภาพศิลาจารึกตำรายา ตาม ศาลาราย จำนวน 521 แผน นำไปปริวรรต จากภาษาไทยโบราณเปนภาษาไทยปจจุบัน โดยไดรับการพิจารณาให ประกาศเปนตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทยแผนไทยของชาติ และในลำดับแรกไดจัดพิมพเปนหนังสือชุด “ศิลาจารึกตำรายา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)” จำนวน ๓ เลม ไดแก เลม ๑ วาดวยตำรานวด ในแผนจารึกแสดงภาพรูปรางคน ทั้งดานหนาและดานหลัง พรอมเสนโยงบอก จุดตำแหนงของเสนเอ็นในรางกาย ตลอดจนระบุชื่อเสน จุดแกอาการโรคตางๆ เลม ๒ วาดวยตำรายา ใชบำบัดรักษาโรคตางๆ เนื้อหาของเรื่องราวที่จารึก กลาวถึง ตำราวาดวย สมุฎฐานโรค ตำราวาดวยโรคตางๆ และยารักษาโรคเกี่ยวกับแมและเด็ก ตำราวาดวยชื่อยา ชื่อโรค เลม ๓ วาดวยตำรายา ใชบำบัดรักษาโรคตางๆ เนื้อหาของเรื่องราวที่จารึก กลาวถึง ตำราวาดวย สมุฏฐานโรค ตำราวาดวยชื่อยา ชื่อโรค รวมทั้งตำราวาดวยสรรพคุณยา และอภิธานศัพททั้งชื่อโรค ชื่อสมุนไพร ทั้งพืชวัตถุ สัตววัตถุ และธาตุวัตถุ ส เลม ๑ วาดวยตำรานวด ในแผนจารึกแสดงภาพรูปรางคน ทั้งดานหนาและดานหลัง พรอมเสนโยงบอก จุดตำแหนงของเสนเอ็นในรางกาย ตลอดจนระบุชื่อเสน จุดแกอาการโรคตางๆ ํ เลม ๑ วาดวยตำรานวด ในแผนจารึกแสดงภาพรูปรางคน ทั้งดานหนาและดานหลัง พรอมเสนโยงบอก าน “ศิลาจารึกตำรายา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)” จำนวน ๓ เลม ไดแก เลม ๑ วาดวยตำรานวด ในแผนจารึกแสดงภาพรูปรางคน ทั้งดานหนาและดานหลัง พรอมเสนโยงบอก ั ประกาศเปนตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทยแผนไทยของชาติ และในลำดับแรกไดจัดพิมพเปนหนังสือชุด “ศิลาจารึกตำรายา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)” จำนวน ๓ เลม ไดแก ก ประกาศเปนตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทยแผนไทยของชาติ และในลำดับแรกไดจัดพิมพเปนหนังสือชุด “ศิลาจารึกตำรายา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)” จำนวน ๓ เลม ไดแก ค ประกาศเปนตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทยแผนไทยของชาติ และในลำดับแรกไดจัดพิมพเปนหนังสือชุด “ศิลาจารึกตำรายา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)” จำนวน ๓ เลม ไดแก ประกาศเปนตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทยแผนไทยของชาติ และในลำดับแรกไดจัดพิมพเปนหนังสือชุด ุ “ศิลาจารึกตำรายา วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์)” จำนวน ๓ เลม ไดแก ้ ศาลาราย จำนวน 521 แผน นำไปปริวรรต จากภาษาไทยโบราณเปนภาษาไทยปจจุบัน โดยไดรับการพิจารณาให ประกาศเปนตำรับยาแผนไทยหรือตำราการแพทยแผนไทยของชาติ และในลำดับแรกไดจัดพิมพเปนหนังสือชุด มค กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไดขออนุญาตบันทึกภาพศิลาจารึกตำรายา ตาม ศาลาราย จำนวน 521 แผน นำไปปริวรรต จากภาษาไทยโบราณเปนภาษาไทยปจจุบัน โดยไดรับการพิจารณาให กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไดขออนุญาตบันทึกภาพศิลาจารึกตำรายา ตาม รอ สมัยโบราณ ไดรับการบันทึกและจารึกไวบนแผนศิลาตามศาลารายของวัดดังกลาว กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไดขออนุญาตบันทึกภาพศิลาจารึกตำรายา ตาม ง อยางยิ่ง ในดานภูมิปญญาการแพทยแผนไทยเกี่ยวกับตำรับยา ตำรานวด หรือตำราทางวิชาการแพทยใน สมัยโบราณ ไดรับการบันทึกและจารึกไวบนแผนศิลาตามศาลารายของวัดดังกลาว ภ อยางยิ่ง ในดานภูมิปญญาการแพทยแผนไทยเกี่ยวกับตำรับยา ตำรานวด หรือตำราทางวิชาการแพทยใน สมัยโบราณ ไดรับการบันทึกและจารึกไวบนแผนศิลาตามศาลารายของวัดดังกลาว ู ม มรดกความทรงจำแหงโลก (Memory of the World) เมื่อป ๒๕๕4 สรางความภาคภูมิใจแกประชาชนชาวไทย อยางยิ่ง ในดานภูมิปญญาการแพทยแผนไทยเกี่ยวกับตำรับยา ตำรานวด หรือตำราทางวิชาการแพทยใน มรดกความทรงจำแหงโลก (Memory of the World) เมื่อป ๒๕๕4 สรางความภาคภูมิใจแกประชาชนชาวไทย ิป จนองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดประกาศรับรองขึ้นทะเบียนเปน มรดกความทรงจำแหงโลก (Memory of the World) เมื่อป ๒๕๕4 สรางความภาคภูมิใจแกประชาชนชาวไทย ั จนองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดประกาศรับรองขึ้นทะเบียนเปน ป จนองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดประกาศรับรองขึ้นทะเบียนเปน ัญ ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) นับเปนมรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณคา จนองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดประกาศรับรองขึ้นทะเบียนเปน มรดกความทรงจำแหงโลก (Memory of the World) เมื่อป ๒๕๕4 สรางความภาคภูมิใจแกประชาชนชาวไทย ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) นับเปนมรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณคา จนองคการศึกษาวิทยาศาสตรและวัฒนธรรมแหงสหประชาชาติ (UNESCO) ไดประกาศรับรองขึ้นทะเบียนเปน ญา ศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) นับเปนมรดกภูมิปญญาทางวัฒนธรรมอันทรงคุณคา ก ทะเบียน การสังคายนา ปริวรรต ศึกษาวิจัยพัฒนาตอยอด สูการอนุรักษ คุมครอง และใชประโยชนทั้งในระดับ าร โดยกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไดดำเนินการและประสานการรวบรวม การจัดทำ ทะเบียน การสังคายนา ปริวรรต ศึกษาวิจัยพัฒนาตอยอด สูการอนุรักษ คุมครอง และใชประโยชนทั้งในระดับ แ ทุกภาคสวนทุกระดับ ผานกลไกระดับชาติ ไดแก คณะกรรมการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย โดยกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไดดำเนินการและประสานการรวบรวม การจัดทำ พ สำหรับภารกิจการอนุรักษ คุมครองและใชประโยชนดังกลาว ตองอาศัยกลไกเชิงบูรณาการรวมกับภาคีเครือขาย ทุกภาคสวนทุกระดับ ผานกลไกระดับชาติ ไดแก คณะกรรมการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย โดยกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไดดำเนินการและประสานการรวบรวม การจัดทำ ท สำหรับภารกิจการอนุรักษ คุมครองและใชประโยชนดังกลาว ตองอาศัยกลไกเชิงบูรณาการรวมกับภาคีเครือขาย ทุกภาคสวนทุกระดับ ผานกลไกระดับชาติ ไดแก คณะกรรมการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ย สมุนไพร ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญาทองถิ่น ที่เกี่ยวของสูการใชประโยชนอยางยั่งยืน สำหรับภารกิจการอนุรักษ คุมครองและใชประโยชนดังกลาว ตองอาศัยกลไกเชิงบูรณาการรวมกับภาคีเครือขาย ์ นวัตกรรมใหมในสาขากฎหมายทรัพยสินทางปญญา ใหเกิดการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย สมุนไพร ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญาทองถิ่น ที่เกี่ยวของสูการใชประโยชนอยางยั่งยืน แ นวัตกรรมใหมในสาขากฎหมายทรัพยสินทางปญญา ใหเกิดการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย สมุนไพร ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญาทองถิ่น ที่เกี่ยวของสูการใชประโยชนอยางยั่งยืน ผ นวัตกรรมใหมในสาขากฎหมายทรัพยสินทางปญญา ใหเกิดการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย สมุนไพร ทรัพยากรความหลากหลายทางชีวภาพ และภูมิปญญาทองถิ่น ที่เกี่ยวของสูการใชประโยชนอยางยั่งยืน น การแพทยแผนไทย พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งเปนระบบกฎหมายเฉพาะ (sui-generis systems) ฉบับตนๆ นับเปน นวัตกรรมใหมในสาขากฎหมายทรัพยสินทางปญญา ใหเกิดการคุมครองและสงเสริมภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ไ นำมาใชประโยชนไดอยางถูกตอง เหมาะสม โดยประกาศใชพระราชบัญญัติคุมครองและสงเสริมภูมิปญญา การแพทยแผนไทย พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งเปนระบบกฎหมายเฉพาะ (sui-generis systems) ฉบับตนๆ นับเปน ท นำมาใชประโยชนไดอยางถูกตอง เหมาะสม โดยประกาศใชพระราชบัญญัติคุมครองและสงเสริมภูมิปญญา การแพทยแผนไทย พ.ศ.๒๕๔๒ ซึ่งเปนระบบกฎหมายเฉพาะ (sui-generis systems) ฉบับตนๆ นับเปน ย สำคัญของชาติ และมีมาตรการจัดการเชิงระบบในการรวบรวม อนุรักษ คุมครองใหดำรงคงอยู อยางยั่งยืนสามารถ นำมาใชประโยชนไดอยางถูกตอง เหมาะสม โดยประกาศใชพระราชบัญญัติคุมครองและสงเสริมภูมิปญญา


[4] หวังเปนอยางยิ่งวา หนังสือชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพน วิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) ทั้งสามเลมดังกลาว จะเปนประโยชนในการอนุรักษ คุมครองภูมิปญญาการแพทย แผนไทย รวมทั้งการขับเคลื่อนภารกิจดานการแพทยแผนไทย และเปนแนวทางดำเนินงานสำหรับผูมีบทบาท เกี่ยวของ ไดแก นายทะเบียนกลาง นายทะเบียนจังหวัด ตลอดจนเปนแหลงอางอิงทางวิชาการ ศึกษาวิจัยพัฒนา หรือนำไปเผยแพรและใชประโยชนตอไป (ผศ. (พิเศษ) ดร.นพ. ธวัชชัย กมลธรรม) อธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผ อธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก น (ผศ. (พิเศษ) ดร.นพ. ธวัชชัย กมลธรรม) อธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ไ (ผศ. (พิเศษ) ดร.นพ. ธวัชชัย กมลธรรม) อธิบดีกรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก ทย


[5] ÊÒúÒÞ คำนำ [3] สารบาญ [5] บทนำ [7] ความสำคัญของตำราแผนนวดของไทย [7] แหลงขอมูลที่ปรากฏเรื่อง ตำราแผนนวดของไทย [9] ลักษณะอักขรวิธีและเครื่องหมายโบราณในตนฉบับตำราแผนนวดของไทย [9] จารึกแผนที่ ๑ แผนนวดหงาย ๑ จารึกแผนที่ ๑ แผนนวดคว่ำ ๔ จารึกแผนที่ ๒ แผนนวดหงาย ๗ จารึกแผนที่ ๒ แผนนวดคว่ำ ๑๐ จารึกแผนที่ ๓ แผนนวดหงาย ๑๓ จารึกแผนที่ ๓ แผนนวดคว่ำ ๑๖ จารึกแผนที่ ๔ แผนนวดหงาย ๑๙ จารึกแผนที่ ๔ แผนนวดคว่ำ ๒๒ จารึกแผนที่ ๕ แผนนวดหงาย ๒๕ จารึกแผนที่ ๕ แผนนวดคว่ำ ๒๘ จารึกแผนที่ ๖ แผนนวดหงาย ๓๑ จารึกแผนที่ ๖ แผนนวดคว่ำ ๓๔ จารึกแผนที่ ๗ แผนนวดหงาย ๓๗ จารึกแผนที่ ๗ แผนนวดคว่ำ ๔๐ จารึกแผนที่ ๘ แผนนวดหงาย ๔๓ จารึกแผนที่ ๘ แผนนวดคว่ำ ๔๖ จารึกแผนที่ ๙ แผนนวดหงาย ๔๙ จารึกแผนที่ ๙ แผนนวดคว่ำ ๕๒ จารึกแผนที่ ๑๐ แผนนวดหงาย ๕๕ จารึกแผนที่ ๑๐ แผนนวดคว่ำ ๕๘ จารึกแผนที่ ๑๑ แผนนวดหงาย ๖๑ จารึกแผนที่ ๑๑ แผนนวดคว่ำ ๖๔ จารึกแผนที่ ๑๒ แผนนวดหงาย ๖๗ จารึกแผนที่ ๑๒ แผนนวดคว่ำ ๗๐ จารึกแผนที่ ๑๓ แผนนวดหงาย ๗๓ จารึกแผนที่ ๑๓ แผนนวดคว่ำ ๗๖ จารึกแผนที่ ๑๔ แผนนวดหงาย ๗๙ จารึกแผนที่ ๑๔ แผนนวดคว่ำ ๘๒ ส จารึกแผนที่ ๑๐ แผนนวดหงาย จารึกแผนที่ ๑๐ แผนนวดคว่ำ ํ จารึกแผนที่ ๑๐ แผนนวดหงาย า จารึกแผนที่ ๙ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๑๐ แผนนวดหงาย น จารึกแผนที่ ๙ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๑๐ แผนนวดหงาย ั จารึกแผนที่ ๙ แผนนวดหงาย จารึกแผนที่ ๙ แผนนวดคว่ำ กค จารึกแผนที่ ๘ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๙ แผนนวดหงาย ุ ้ จารึกแผนที่ ๘ แผนนวดหงาย จารึกแผนที่ ๘ แผนนวดคว่ำ ม จารึกแผนที่ ๘ แผนนวดหงาย จารึกแผนที่ ๘ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๘ แผนนวดหงาย ครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


[6] ÊÒúÒÞ (µ‹Í) จารึกแผนที่ ๑๕ แผนนวดหงาย ๘๕ จารึกแผนที่ ๑๕ แผนนวดคว่ำ ๘๘ จารึกแผนที่ ๑๖ แผนนวดหงาย ๙๑ จารึกแผนที่ ๑๖ แผนนวดคว่ำ ๙๔ จารึกแผนที่ ๑๗ แผนนวดหงาย ๙๗ จารึกแผนที่ ๑๗ แผนนวดคว่ำ ๑๐๐ จารึกแผนที่ ๑๘ แผนนวดหงาย ๑๐๓ จารึกแผนที่ ๑๘ แผนนวดคว่ำ ๑๐๖ จารึกแผนที่ ๑๙ แผนนวดหงาย ๑๐๙ จารึกแผนที่ ๑๙ แผนนวดคว่ำ ๑๑๒ จารึกแผนที่ ๒๐ แผนนวดหงาย ๑๑๕ จารึกแผนที่ ๒๐ แผนนวดคว่ำ ๑๑๘ จารึกแผนที่ ๒๑ แผนนวดหงาย ๑๒๑ จารึกแผนที่ ๒๑ แผนนวดคว่ำ ๑๒๔ จารึกแผนที่ ๒๒ แผนนวดหงาย ๑๒๗ จารึกแผนที่ ๒๒ แผนนวดคว่ำ ๑๓๐ จารึกแผนที่ ๒๓ แผนนวดหงาย ๑๓๓ จารึกแผนที่ ๒๓ แผนนวดคว่ำ ๑๓๖ จารึกแผนที่ ๒๔ แผนนวดหงาย ๑๓๙ จารึกแผนที่ ๒๔ แผนนวดคว่ำ ๑๔๒ จารึกแผนที่ ๒๕ แผนนวดหงาย ๑๔๕ จารึกแผนที่ ๒๕ แผนนวดคว่ำ ๑๔๘ จารึกแผนที่ ๒๖ แผนนวดหงาย ๑๕๑ จารึกแผนที่ ๒๖ แผนนวดคว่ำ ๑๕๔ จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดหงาย ๑๕๗ จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดคว่ำ ๑๖๐ จารึกแผนที่ ๒๘ แผนนวดหงาย ๑๖๓ จารึกแผนที่ ๒๘ แผนนวดคว่ำ ๑๖๖ จารึกแผนที่ ๒๙ แผนนวดหงาย ๑๖๙ จารึกแผนที่ ๒๙ แผนนวดคว่ำ ๑๗๒ จารึกแผนที่ ๓๐ แผนนวดหงาย ๑๗๕ จารึกแผนที่ ๓๐ แผนนวดคว่ำ ๑๗๘ อภิธานศัพท ๑๘๑ บรรณานุกรม ๒๐1 ส จารึกแผนที่ ๒๘ แผนนวดหงาย จารึกแผนที่ ๒๘ แผนนวดคว่ำ ํ จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๒๘ แผนนวดหงาย า จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๒๘ แผนนวดหงาย น จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดหงาย จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๒๘ แผนนวดหงาย ั จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดหงาย ก จารึกแผนที่ ๒๖ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดหงาย จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดคว่ำ ค จารึกแผนที่ ๒๖ แผนนวดคว่ำ จารึกแผนที่ ๒๗ แผนนวดหงาย ุ ้ จารึกแผนที่ ๒๖ แผนนวดหงาย จารึกแผนที่ ๒๖ แผนนวดคว่ำ ม จารึกแผนที่ ๒๖ แผนนวดหงาย ครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


[7] º·¹Ó ¤ÇÒÁÃÙŒàº×éͧµŒ¹à¡ÕèÂǡѺ µŒ¹©ºÑºµÓÃÒá¼¹¹Ç´¢Í§ä·Â ความสำคัญของตำราแผนนวดของไทย การนวดไทยนับเปนภูมิปญญาอันล้ำคาที่สืบทอดกันมาชานานของคนไทย เปนภูมิปญญาในการ รักษาโรคที่ ใชไดผลดี และมีความสำคัญมาตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน โดยเชื่อวาการนวดมีจุดเริ่มตนมาจาก การชวยเหลือกันเอง ภายในครอบครัว เชน สามีนวดใหภรรยา ลูกหลานนวดใหพอแม หรือปูยาตายาย มีการใชอวัยวะตางๆ เชน มือ ศอก เขา และเทา นวดใหผูอื่นหรือนวดใหตัวเอง จากหลักฐานพบวา มีการบันทึกเกี่ยวกับการนวดเปนลายลักษณ อักษรเกาแกที่สุด คือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยที่ขุดพบที่วัดปามะมวง ตรงกับสมัยพอขุนรามคำแหง มีรอยจารึกเปน รูปการรักษาดวยการนวด สมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏการบันทึกใน ๒ รัชสมัยคือ ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถ ในกฎหมาย ตราสามดวง กลาวถึงการแบงสวนราชการนาพลเรือนใหหมอนวด จำแนกตามตำแหนงเปน หลวง ขุน หมื่น พัน และมีศักดินาเชนเดียวกับขาราชการสมัยนั้น และรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช การแพทยแผนไทยเจริญ รุงเรืองมาก จนปรากฏในทำเนียบศักดินา ขาราชการฝายหารและพลเรือนที่ตราขึ้นในป พ.ศ. ๑๙๙๘ มีการแบง กรมหมอนวดเปนฝายขวา-ซาย เปนกรมฯ ที่คอนขางใหญ มีหนาที่รับผิดชอบมากและตองใชหมอมากกวากรมอื่นๆ หลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูต ลา ลู แบร ประเทศฝรั่งเศส ไดบันทึกเรื่องผูนวด ในแผนดินสยามมีความวา “ในกรุงสยามนั้นถาใครปวยไขลง ก็จะเริ่มทำเสนสายยืดโดยใหผูชำนาญในทางนี้ ขึ้นไปบนรางกายของคนไข แลวใช เทาเหยียบ กลาวกันวาหญิงมีครรภมักใหเด็กเหยียบเพื่อใหคลอดบุตรงาย ไมพักเจ็บปวย สมัยรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงใหปฏิสังขรณวัดโพธาราม หรือ วัดโพธิ์ขึ้นเปนพระอารามหลวง และทรงโปรดใหรวบรวมตำรายา รูปปนฤๅษีดัดตน ตำราการนวดใหเก็บแสดง ไวตามศาลาราย เพื่อใหประชาชนไดศึกษาโดยทั่วกัน และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหบูรณะวัดโพธิ์ใหม ทรงโปรดใหหลอรูปฤๅษีดัดตนดวยสังกะสีผสมดีบุก ๘๐ ทา รวบรวมตำราการนวด และจารึกสรรพวิชาการนวดไทยลงบนแผนหินออนจำนวน ๖๐ ภาพ แสดงถึงจุดนวดอยาง ละเอียดประดับบนผนังศาลารายและบนเสาภายในวัดโพธิ์ เพื่อเผยแพรใหประชาชนทั่วไปไดศึกษาและสามารถนำ ไปใชรักษาตนเองยามเจ็บปวยได ศิลาจารึกดังกลาวเปนเอกสารตนฉบับในการจัดทำชุดตำราภูมิปญญาการแพทย แผนไทย ฉบับอนุรักษ ตำราแผนนวดของไทยฉบับนี้ นอกจากนี้ยังมีเสนประธาน ๑๐ ที่เปนหลักสำคัญของวิชาการนวดไทย ตามที่บูรพาจารยไดมีการถายทอด สืบตอกันมา เชื่อกันวาภายในรางกายประกอบดวยเสนทั้งปวงถึง ๒๗,๐๐๐ เสน แตเสนที่เปนเสนประธานหลักของ ส วัดโพธิ์ขึ้นเปนพระอารามหลวง และทรงโปรดใหรวบรวมตำรายา รูปปนฤๅษีดัดตน ตำราการนวดใหเก็บแสดง ไวตามศาลาราย เพื่อใหประชาชนไดศึกษาโดยทั่วกัน และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ทรงพระกรุณาโปรดเกลาฯ ใหบูรณะวัดโพธิ์ใหม ทรงโปรดใหหลอรูปฤๅษีดัดตนดวยสังกะสีผสมดีบุก ๘๐ ทา วัดโพธิ์ขึ้นเปนพระอารามหลวง และทรงโปรดใหรวบรวมตำรายา รูปปนฤๅษีดัดตน ตำราการนวดใหเก็บแสดง ไวตามศาลาราย เพื่อใหประชาชนไดศึกษาโดยทั่วกัน และในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกลาเจาอยูหัว ําน สมัยรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงใหปฏิสังขรณวัดโพธาราม หรือ วัดโพธิ์ขึ้นเปนพระอารามหลวง และทรงโปรดใหรวบรวมตำรายา รูปปนฤๅษีดัดตน ตำราการนวดใหเก็บแสดง ั สมัยรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงใหปฏิสังขรณวัดโพธาราม หรือ ก วัดโพธิ์ขึ้นเปนพระอารามหลวง และทรงโปรดใหรวบรวมตำรายา รูปปนฤๅษีดัดตน ตำราการนวดใหเก็บแสดง ค เทาเหยียบ กลาวกันวาหญิงมีครรภมักใหเด็กเหยียบเพื่อใหคลอดบุตรงาย ไมพักเ สมัยรัตนโกสินทร พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟาจุฬาโลกมหาราช ทรงใหปฏิสังขรณวัดโพธาราม หรือ ุ ้ “ในกรุงสยามนั้นถาใครปวยไขลง ก็จะเริ่มทำเสนสายยืดโดยใหผูชำนาญในทางนี้ ขึ้นไปบนรางกายของคนไข แลวใช เทาเหยียบ กลาวกันวาหญิงมีครรภมักใหเด็กเหยียบเพื่อใหคลอด ม บุตรงาย ไมพักเ “ในกรุงสยามนั้นถาใครปวยไขลง ก็จะเริ่มทำเสนสายยืดโดยใหผูชำนาญในทางนี้ ขึ้นไปบนรางกายของคนไข แลวใช เทาเหยียบ กลาวกันวาหญิงมีครรภมักใหเด็กเหยียบเพื่อใหคลอด ค บุตรงาย ไมพักเ หลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูต ลา ลู แบร ประเทศฝรั่งเศส ไดบันทึกเรื่องผูนวด ในแผนดินสยามมีความวา “ในกรุงสยามนั้นถาใครปวยไขลง ก็จะเริ่มทำเสนสายยืดโดยใหผูชำนาญในทางนี้ ขึ้นไปบนรางกายของคนไข แลวใช เทาเหยียบ กลาวกันวาหญิงมีครรภมักใหเด็กเหยียบเพื่อใหคลอดบุตรงาย ไมพักเ ร หลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูต ลา ลู แบร ประเทศฝรั่งเศส ไดบันทึกเรื่องผูนวด ในแผนดินสยามมีความวา “ในกรุงสยามนั้นถาใครปวยไขลง ก็จะเริ่มทำเสนสายยืดโดยใหผูชำนาญในทางนี้ ขึ้นไปบนรางกายของคนไข แลวใช อ กรมหมอนวดเปนฝายขวา-ซาย เปนกรมฯ ที่คอนขางใหญ มีหนาที่รับผิดชอบมากและตองใชหมอมากกวากรมอื่นๆ หลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูต ลา ลู แบร ประเทศฝรั่งเศส ไดบันทึกเรื่องผูนวด ในแผนดินสยามมีความวา ง กรมหมอนวดเปนฝายขวา-ซาย เปนกรมฯ ที่คอนขางใหญ มีหนาที่รับผิดชอบมากและตองใชหมอมากกวากรมอื่นๆ หลักฐานจากจดหมายเหตุของราชทูต ลา ลู แบร ประเทศฝรั่งเศส ไดบันทึกเรื่องผูนวด ในแผนดินสยามมีความวา ภ รุงเรืองมาก จนปรากฏในทำเนียบศักดินา ขาราชการฝายหารและพลเรือนที่ตราขึ้นในป พ.ศ. ๑๙๙๘ มีการแบง กรมหมอนวดเปนฝายขวา-ซาย เปนกรมฯ ที่คอนขางใหญ มีหนาที่รับผิดชอบมากและตองใชหมอมากกวากรมอื่นๆ ู ม และมีศักดินาเชนเดียวกับขาราชการสมัยนั้น และรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช การแพทยแผนไทยเจริญ รุงเรืองมาก จนปรากฏในทำเนียบศักดินา ขาราชการฝายหารและพลเรือนที่ตราขึ้นในป พ.ศ. ๑๙๙๘ มีการแบง และมีศักดินาเชนเดียวกับขาราชการสมัยนั้น และรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช การแพทยแผนไทยเจริญ ิป ตราสามดวง กลาวถึงการแบงสวนราชการนาพลเรือนใหหมอนวด จำแนกตามตำแหนงเปน หลวง ขุน หมื่น พัน และมีศักดินาเชนเดียวกับขาราชการสมัยนั้น และรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช การแพทยแผนไทยเจริญ รุงเรืองมาก จนปรากฏในทำเนียบศักดินา ขาราชการฝายหารและพลเรือนที่ตราขึ้นในป พ.ศ. ๑๙๙๘ มีการแบง ตราสามดวง กลาวถึงการแบงสวนราชการนาพลเรือนใหหมอนวด จำแนกตามตำแหนงเปน หลวง ขุน หมื่น พัน ั ป ตราสามดวง กลาวถึงการแบงสวนราชการนาพลเรือนใหหมอนวด จำแนกตามตำแหนงเปน หลวง ขุน หมื่น พัน ั และมีศักดินาเชนเดียวกับขาราชการสมัยนั้น และรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช การแพทยแผนไทยเจริญ ัญ สมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏการบันทึกใน ๒ รัชสมัยคือ ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถ ในกฎหมาย ตราสามดวง กลาวถึงการแบงสวนราชการนาพลเรือนใหหมอนวด จำแนกตามตำแหนงเปน หลวง ขุน หมื่น พัน และมีศักดินาเชนเดียวกับขาราชการสมัยนั้น และรัชสมัยสมเด็จพระนารายณมหาราช การแพทยแผนไทยเจริญ สมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏการบันทึกใน ๒ รัชสมัยคือ ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถ ในกฎหมาย ตราสามดวง กลาวถึงการแบงสวนราชการนาพลเรือนใหหมอนวด จำแนกตามตำแหนงเปน หลวง ขุน หมื่น พัน ญ สมัยกรุงศรีอยุธยาปรากฏการบันทึกใน ๒ รัชสมัยคือ ในรัชสมัยของพระบรมไตรโลกนาถ ในกฎหมาย าก อักษรเกาแกที่สุด คือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยที่ขุดพบที่วัดปามะมวง ตรงกับสมัยพอขุนรามคำแหง มีรอยจารึกเปน าร ศอก เขา และเทา นวดใหผูอื่นหรือนวดใหตัวเอง จากหลักฐานพบวา มีการบันทึกเกี่ยวกับการนวดเปนลายลักษณ อักษรเกาแกที่สุด คือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยที่ขุดพบที่วัดปามะมวง ตรงกับสมัยพอขุนรามคำแหง มีรอยจารึกเปน แ ภายในครอบครัว เชน สามีนวดใหภรรยา ลูกหลานนวดใหพอแม หรือปูยาตายาย มีการใชอวัยวะตางๆ เชน มือ ศอก เขา และเทา นวดใหผูอื่นหรือนวดใหตัวเอง จากหลักฐานพบวา มีการบันทึกเกี่ยวกับการนวดเปนลายลักษณ อักษรเกาแกที่สุด คือ ศิลาจารึกสมัยสุโขทัยที่ขุดพบที่วัดปามะมวง ตรงกับสมัยพอขุนรามคำแหง มีรอยจารึกเปน พ ภายในครอบครัว เชน สามีนวดใหภรรยา ลูกหลานนวดใหพอแม หรือปูยาตายาย มีการใชอวัยวะตางๆ เชน มือ ศอก เขา และเทา นวดใหผูอื่นหรือนวดใหตัวเอง จากหลักฐานพบวา มีการบันทึกเกี่ยวกับการนวดเปนลายลักษณ ท ใชไดผลดี และมีความสำคัญมาตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน โดยเชื่อวาการนวดมีจุดเริ่มตนมาจาก การชวยเหลือกันเอง ภายในครอบครัว เชน สามีนวดใหภรรยา ลูกหลานนวดใหพอแม หรือปูยาตายาย มีการใชอวัยวะตางๆ เชน มือ ย การนวดไทยนับเปนภูมิปญญาอันล้ำคาที่สืบทอดกันมาชานานของคนไทย เปนภูมิปญญาในการ รักษาโรคที่ ใชไดผลดี และมีความสำคัญมาตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน โดยเชื่อวาการนวดมีจุดเริ่มตนมาจาก การชวยเหลือกันเอง ์ การนวดไทยนับเปนภูมิปญญาอันล้ำคาที่สืบทอดกันมาชานานของคนไทย เปนภูมิปญญาในการ รักษาโรคที่ แ ใชไดผลดี และมีความสำคัญมาตั้งแตอดีตจนถึงปจจุบัน โดยเชื่อวาการนวดมีจุดเริ่มตนมาจาก การชวยเหลือกันเอง การนวดไทยนับเปนภูมิปญญาอันล้ำคาที่สืบทอดกันมาชานานของคนไทย เปนภูมิปญญาในการ รักษาโรคที่ ผนไทย


[8] เสนทั้งปวงมีเพียง ๑๐ เสนเทานั้น เสนประธานเปนทางเดินของลม ซึ่งเปนพลังภายใน ที่หลอเลี้ยงรางกายให สามารถทำงานไดตามปกติ เสนประธาน ๑๐ มีความสำคัญตอการบำบัดรักษาโรค ดวยวิธีการนวดรักษา เพราะเปน โครงสรางในการนำมาใชอธิบายถึงอาการปกติและอาการผิดปกติของรางกาย โดยเฉพาะความผิดปกติที่มีสาเหตุมา จากการติดขัด หรือการกำเริบของลม จึงสามารถนำหลักของทางเดิน เสนประธาน ๑๐ มาใชในการตรวจวินิจฉัยหา สาเหตุของความผิดปกติ อาการที่เกิดจากความผิดปกติ มีความสัมพันธกับเสนประธานเสนใด รวมทั้งสามารถ กำหนดวิธีการนวดรักษาที่สอดคลองสัมพันธกับ เสนประธานนั้นไดอยางมีหลักการ และในตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ ของพระยาวิชยาบดี (กลอม) พรรณนาลักษณะจุดกำเนิดของเสนประธาน ๑๐ ไวดังนี้ “เสนสิบทานพรรณนา ในครรภาเปนนิไสย ลอมสูญพระเมรุไว สถิตลึกสักสองนิ้ว ลอมเปนจักรทราสูนย ดูไพบูลยไมแพลงพลิ้ว ดุจสายบรรทัดทิว เปนแนวแถวทอดเรียงกัน” แสดงใหเห็นวา เสนประธานทั้ง ๑๐ นั้น มีศูนยกลางออกมาจากโดยรอบสะดือ ลึกลงไป ๒ นิ้วมือ ลักษณะ การทอดออกจากศูนยกลางออกมาเปนแนวแถวเรียงกันอยางเปนระเบียบนอกจากนี้ยังพรรณนาลักษณะ ของ เสนประธาน ๑๐ และอาการผิดที่เกิดจากเสนประธาน ๑๐ วา “เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน กำเริบมักรุมรอน ใหศุขทุกขทุกราตรี” บงบอกถึงอาการผิดปกติของรางกายที่มีสาเหตุเชื่อมโยงกับเสนประธาน ๑๐ จึงสามารถนำองคความรูเกี่ยวกับ เสนประธาน ๑๐ มาใชในการนวดรักษาอาการผิดปกติได ภาพศิลาจารึกแผนนวด ๖๐ ภาพ ประกอบดวยองคความรูเกี่ยวกับแผนนวดหงาย ๓๐ ภาพ และ แผนนวด คว่ำ ๓๐ ภาพ ซึ่งเปนหลักฐานบงบอกใหทราบถึงความแพรหลายและความชำนาญในการรักษาโรคหรืออาการ ตางๆ ดวยการนวดรักษา เชน โรคตา โรคอัมพฤกษ อัณฑพฤกษ สันนิบาต และอาการผิดปกติตางๆ ที่เกิดจากลม เปนสาเหตุ เชน ลมสรรนิบาต ลมมีพิษ ลมบาทจิต ลมมหาสนุก ฯลฯ ซึ่งจุดแกอาการตางๆ เหลานี้จะอยูบนจุดที่ใช นวดรักษาอาการ เชน คนไขมีอาการปวดศีรษะตอนเชา กดจุดแนวกึ่งกลางหนาผากบริเวณไรผม มีอาการขอมือตาย เคลื่อนไหวขอมือไมได กดจุดบริเวณกึ่งกลางขอมือ (ภาพตนฉบับจารึกแผนที่ ๑๗ แผนนวดหงาย) เปนตน ปจจุบันการแพทยแผนไทยเปนที่นิยมเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและตางประเทศ สงผลใหมีการนำ องคความรูไป ศึกษาวิจัยถึงประโยชนของการรักษาดวยการนวดแผนไทย สำหรับประเทศไทยไดมีการใหบริการดายการนวด หลายรูปแบบ ทั้งการนวดแบบหมอพื้นบาน และการนวดแผนไทยจากผูที่ผานการเขาอบรม จึงมีการนำไปใชตาม ความถนัดและประสบการณของผูนวดสงผลใหมีความแตกตางกัน การรวบรวมและจัดพิมพชุดตำราภูมิปญญาการ แพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ เรื่อง ตำราแผนนวดของไทย ซึ่งเปนจุดเริ่มตนของการนวดแผนไทยทุกรูปแบบ เพื่อให ผูประกอบวิชาชีพการแพทยแผนไทย นักวิชาการ และผูที่สนใจ ใหเกิดการเรียนรูหลักทางวิชาการ และ ประสบการณจากการรักษาดวยการนวดตามหลักการแพทยแผนไทย เพื่อพัฒนาและ ตอยอดนำไปสูการใช ประโยชนจากตำราแผนนวดของไทยอยางมีประสิทธิภาพ และเปนทางเลือกในการดูแลสุขภาพที่ปลอดภัยตอไป ส ปจจุบันการแพทยแผนไทยเปนที่นิยมเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและตางประเทศ สงผลใหมีการนำ องคความรูไป ศึกษาวิจัยถึงประโยชนของการรักษาดวยการนวดแผนไทย สำหรับประเทศไทยไดมีการใหบริการดายการนวด หลายรูปแบบ ทั้งการนวดแบบหมอพื้นบาน และการนวดแผนไทยจากผูที่ผานการเขาอบรม จึงมีการนำไปใชตาม ํ ปจจุบันการแพทยแผนไทยเปนที่นิยมเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและตางประเทศ สงผลใหมีการนำ องคความรูไป ศึกษาวิจัยถึงประโยชนของการรักษาดวยการนวดแผนไทย สำหรับประเทศไทยไดมีการใหบริการดายการนวด าน เคลื่อนไหวขอมือไมได กดจุดบริเวณกึ่งกลางขอมือ (ภาพตนฉบับจารึกแผนที่ ๑๗ แผนนวดหงาย) เปนตน ปจจุบันการแพทยแผนไทยเปนที่นิยมเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและตางประเทศ สงผลใหมีการนำ องคความรูไป ั เคลื่อนไหวขอมือไมได กดจุดบริเวณกึ่งกลางขอมือ (ภาพตนฉบับจารึกแผนที่ ๑๗ แผนนวดหงาย) เปนตน ก ปจจุบันการแพทยแผนไทยเปนที่นิยมเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศและตางประเทศ สงผลใหมีการนำ องคความรูไป ค นวดรักษาอาการ เชน คนไขมีอาการปวดศีรษะตอนเชา กดจุดแนวกึ่งกลางหนาผากบริเวณไรผม มีอาการขอมือตาย เคลื่อนไหวขอมือไมได กดจุดบริเวณกึ่งกลางขอมือ (ภาพตนฉบับจารึกแผนที่ ๑๗ แผนนวดหงาย) เปนตน ุ ้ เปนสาเหตุ เชน ลมสรรนิบาต ลมมีพิษ ลมบาทจิต ลมมหาสนุก ฯลฯ ซึ่งจุดแกอาการตางๆ เหลานี้จะอยูบนจุดที่ใช นวดรักษาอาการ เชน คนไขมีอาการปวดศีรษะตอนเชา กดจุดแนวกึ่งกลางหนาผากบริเวณไรผม มีอาการขอมือตาย ม เปนสาเหตุ เชน ลมสรรนิบาต ลมมีพิษ ลมบาทจิต ลมมหาสนุก ฯลฯ ซึ่งจุดแกอาการตางๆ เหลานี้จะอยูบนจุดที่ใช นวดรักษาอาการ เชน คนไขมีอาการปวดศีรษะตอนเชา กดจุดแนวกึ่งกลางหนาผากบริเวณไรผม มีอาการขอมือตาย ค เปนสาเหตุ เชน ลมสรรนิบาต ลมมีพิษ ลมบาทจิต ลมมหาสนุก ฯลฯ ซึ่งจุดแกอาการตางๆ เหลานี้จะอยูบนจุดที่ใช นวดรักษาอาการ เชน คนไขมีอาการปวดศีรษะตอนเชา กดจุดแนวกึ่งกลางหนาผากบริเวณไรผม มีอาการขอมือตาย ร ตางๆ ดวยการนวดรักษา เชน โรคตา โรคอัมพฤกษ อัณฑพฤกษ สันนิบาต และอาการผิดปกติตางๆ ที่เกิดจากลม เปนสาเหตุ เชน ลมสรรนิบาต ลมมีพิษ ลมบาทจิต ลมมหาสนุก ฯลฯ ซึ่งจุดแกอาการตางๆ เหลานี้จะอยูบนจุดที่ใช อ คว่ำ ๓๐ ภาพ ซึ่งเปนหลักฐานบงบอกใหทราบถึงความแพรหลายและความชำนาญในการรักษาโรคหรืออาการ ตางๆ ดวยการนวดรักษา เชน โรคตา โรคอัมพฤกษ อัณฑพฤกษ สันนิบาต และอาการผิดปกติตางๆ ที่เกิดจากลม ง คว่ำ ๓๐ ภาพ ซึ่งเปนหลักฐานบงบอกใหทราบถึงความแพรหลายและความชำนาญในการรักษาโรคหรืออาการ ตางๆ ดวยการนวดรักษา เชน โรคตา โรคอัมพฤกษ อัณฑพฤกษ สันนิบาต และอาการผิดปกติตางๆ ที่เกิดจากลม ภ ภาพศิลาจารึกแผนนวด ๖๐ ภาพ ประกอบดวยองคความรูเกี่ยวกับแผนนวดหงาย ๓๐ ภาพ และ แผนนวด คว่ำ ๓๐ ภาพ ซึ่งเปนหลักฐานบงบอกใหทราบถึงความแพรหลายและความชำนาญในการรักษาโรคหรืออาการ ภาพศิลาจารึกแผนนวด ๖๐ ภาพ ประกอบดวยองคความรูเกี่ยวกับแผนนวดหงาย ๓๐ ภาพ และ แผนนวด ู มิ เสนประธาน ๑๐ มาใชในการนวดรักษาอาการผิดปกติได ป บงบอกถึงอาการผิดปกติของรางกายที่มีสาเหตุเชื่อมโยงกับเสนประธาน ๑๐ จึงสามารถนำองคความรูเกี่ยวกับ เสนประธาน ๑๐ มาใชในการนวดรักษาอาการผิดปกติได ภาพศิลาจารึกแผนนวด ๖๐ ภาพ ประกอบดวยองคความรูเกี่ยวกับแผนนวดหงาย ๓๐ ภาพ และ แผนนวด ั บงบอกถึงอาการผิดปกติของรางกายที่มีสาเหตุเชื่อมโยงกับเสนประธาน ๑๐ จึงสามารถนำองคความรูเกี่ยวกับ เสนประธาน ๑๐ มาใชในการนวดรักษาอาการผิดปกติได ป บงบอกถึงอาการผิดปกติของรางกายที่มีสาเหตุเชื่อมโยงกับเสนประธาน ๑๐ จึงสามารถนำองคความรูเกี่ยวกับ เสนประธาน ๑๐ มาใชในการนวดรักษาอาการผิดปกติได ัญ บงบอกถึงอาการผิดปกติของรางกายที่มีสาเหตุเชื่อมโยงกับเสนประธาน ๑๐ จึงสามารถนำองคความรูเกี่ยวกับ เสนประธาน ๑๐ มาใชในการนวดรักษาอาการผิดปกติได ญ กำเริบมักรุมรอน ใหศุขทุกขทุกราตรี” บงบอกถึงอาการผิดปกติของรางกายที่มีสาเหตุเชื่อมโยงกับเสนประธาน ๑๐ จึงสามารถนำองคความรูเกี่ยวกับ กำเริบมักรุมรอน ใหศุขทุกขทุกราตรี” าก “เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน กำเริบมักรุมรอน ใหศุขทุกขทุกราตรี” “เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน ารแ การทอดออกจากศูนยกลางออกมาเปนแนวแถวเรียงกันอยางเปนระเบียบนอกจากนี้ยังพรรณนาลักษณะ ของ พท แสดงใหเห็นวา เสนประธานทั้ง ๑๐ นั้น มีศูนยกลางออกมาจากโดยรอบสะดือ ลึกลงไป ๒ นิ้วมือ ลักษณะ การทอดออกจากศูนยกลางออกมาเปนแนวแถวเรียงกันอยางเปนระเบียบนอกจากนี้ยังพรรณนาลักษณะ ของ แสดงใหเห็นวา เสนประธานทั้ง ๑๐ นั้น มีศูนยกลางออกมาจากโดยรอบสะดือ ลึกลงไป ๒ นิ้วมือ ลักษณะ ย์แ แสดงใหเห็นวา เสนประธานทั้ง ๑๐ นั้น มีศูนยกลางออกมาจากโดยรอบสะดือ ลึกลงไป ๒ นิ้วมือ ลักษณะ ผนไทย


[9] แหลงขอมูลที่ปรากฏเรื่อง ตำราแผนนวดของไทย ตำราแผนนวดของไทยเปนตำราการแพทยแผนโบราณของไทย ในปจจุบันปรากฏขอมูลเปนหลักฐานชัดเจน อยูในเอกสารโบราณประเภทศิลาจารึก ซึ่งปรากฏในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และ ศิลาจารึกวัดราช โอรสารามราชวรมหาวิหาร ลักษณะอักขรวิธีและเครื่องหมายโบราณในตนฉบับตำราแผนนวดของไทย เนื่องจากการเขียนหนังสือของคนไทยสมัยกอนที่มิไดรับราชการในกรมอาลักษณ มักมีลักษณะเฉพาะเปน เอกลักษณของแตละบุคคล และเปนยุคสมัยที่คนไทยยังไมมีการประกาศใชพจนานุกรมเพื่อกำหนดหลักเกณฑเปน มาตรฐานใหสะกดคำที่มีความหมายเดียวกันเหมือนกันทั่วประเทศ ดังนั้นการผสมคำเพื่อ การอานจึงเปนไปอยาง อิสระ มีรูปแบบแตกตางกันตามแตสำนักที่เรียนแตละแหงนิยม หากสำนักเรียนนั้น อยูใกลความเจริญ เชน พระราชวัง หรือวัดในกรุงการเขียนหนังสือก็จะมีแบบแผนที่ชัดเจนและถูกตอง มากกวา๑ ดวยเหตุดังกลาวการใช รูปอักษรเขียนคำ เพื่อสื่อความหมายใหอานออกเสียงไดเขาใจตามภาษาพูด ที่ใชกันในทองถิ่น จึงมีความสำคัญมาก ทำใหเกิดผลกระทบตอการใชรูปพยัญชนะ รูปสระสำหรับสะกดคำ ไดหลากหลายรูปแบบ แมจะมีความหมาย เชนเดียวกันก็ตาม เชนคำวา กระษัย กษัย กระไสย เปนตน เห็นไดชัดเจนวา การเขียนหนังสือของคนไทยสมัยกอน เขียนตามเสียงพูด เพื่อใหสามารถอานออกเสียง และเขาใจความหมายไดโดยไมใหความสำคัญกับการเขียน อักขรวิธีพิเศษ ที่ปรากฏในตนฉบับมีลักษณะดังนี้ 1. มีการเขียนรูปอักษรใหเชื่อมตอกัน เพื่อใหเขียนไดรวดเร็ว เพราะไมตองยกอุปกรณการเขียนหลายครั้ง หากเปนตัวอักษรที่มีหางยาวก็จะมาเขียนเพิ่มเติมภายหลัง เชน = ขมปาก = รุชำ = ปตตะรคน = ฝาเทา = ฝายขวา 2. เขียนคำตางๆ ไมมีกฎเกณฑแตสามารถเขียนใหสื่อความหมายไดโดยไมคำนึงถึงความถูกตองของ รูปศัพท เชน อาเจียร เขียนเปน อาเจียน ศีศะ ” ศีรษะ หัทไทย ” หทัย ๑ กองแกว วีระประจักษ, “ลักษณะอักขรวิธีตนฉบับหนังสือกฎหมายตราสามดวง”, กฎหมายตราสามดวงฉบับราชบัณฑิตยสถาน, กรุงเทพ : ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๐, หนา ๒๗. สํานัก = ฝาเทา ค = ปตตะรคน = ฝาเทา ุ ้ = ปตตะรคน มค = รุชำ = ปตตะรคน ร = รุชำ อ = ขมปาก = รุชำ ง = ขมปาก ภู ม หากเปนตัวอักษรที่มีหางยาวก็จะมาเขียนเพิ่มเติมภายหลัง เชน ิ 1. มีการเขียนรูปอักษรใหเชื่อมตอกัน หากเปนตัวอักษรที่มีหางยาวก็จะมาเขียนเพิ่มเติมภายหลัง เชน ป 1. มีการเขียนรูปอักษรใหเชื่อมตอกัน เพื่อใหเขียนไดรวดเร็ว เพราะไมตองยกอุปกรณการเขียนหลายครั้ง หากเปนตัวอักษรที่มีหางยาวก็จะมาเขียนเพิ่มเติมภายหลัง เชน 1. มีการเขียนรูปอักษรใหเชื่อมตอกัน เพื่อใหเขียนไดรวดเร็ว เพราะไมตองยกอุปกรณการเขียนหลายครั้ง ั ป 1. มีการเขียนรูปอักษรใหเชื่อมตอกัน เพื่อใหเขียนไดรวดเร็ว เพราะไมตองยกอุปกรณการเขียนหลายครั้ง ัญ ที่ปรากฏในตนฉบับมีลักษณะดังนี้ เพื่อใหเขียนไดรวดเร็ว เพราะไมตองยกอุปกรณการเขียนหลายครั้ง หากเปนตัวอักษรที่มีหางยาวก็จะมาเขียนเพิ่มเติมภายหลัง เชน ญ เพื่อใหเขียนไดรวดเร็ว เพราะไมตองยกอุปกรณการเขียนหลายครั้ง าก เขียนตามเสียงพูด เพื่อใหสามารถอานออกเสียง และเขาใจความหมายไดโดยไมใหความสำคัญกับการเขียน า เชนเดียวกันก็ตาม เชนคำวา กระษัย กษัย กระไสย เปนตน เห็นไดชัดเจนวา การเขียนหนังสือของคนไทยสมัยกอน เขียนตามเสียงพูด เพื่อใหสามารถอานออกเสียง และเขาใจความหมายไดโดยไมใหความสำคัญกับการเขียน ร เชนเดียวกันก็ตาม เชนคำวา กระษัย กษัย กระไสย เปนตน เห็นไดชัดเจนวา การเขียนหนังสือของคนไทยสมัยกอน เขียนตามเสียงพูด เพื่อใหสามารถอานออกเสียง และเขาใจความหมายไดโดยไมใหความสำคัญกับการเขียน แ ทำใหเกิดผลกระทบตอการใชรูปพยัญชนะ รูปสระสำหรับสะกดคำ ไดหลากหลายรูปแบบ แมจะมีความหมาย เชนเดียวกันก็ตาม เชนคำวา กระษัย กษัย กระไสย เปนตน เห็นไดชัดเจนวา การเขียนหนังสือของคนไทยสมัยกอน พ รูปอักษรเขียนคำ เพื่อสื่อความหมายใหอานออกเสียงไดเขาใจตามภาษาพูด ที่ใชกันในทองถิ่น จึงมีความสำคัญมาก ทำใหเกิดผลกระทบตอการใชรูปพยัญชนะ รูปสระสำหรับสะกดคำ ไดหลากหลายรูปแบบ แมจะมีความหมาย ท พระราชวัง หรือวัดในกรุงการเขียนหนังสือก็จะมีแบบแผนที่ชัดเจนและถูกตอง มากกวา รูปอักษรเขียนคำ เพื่อสื่อความหมายใหอานออกเสียงไดเขาใจตามภาษาพูด ที่ใชกันในทองถิ่น จึงมีความสำคัญมาก ทำใหเกิดผลกระทบตอการใชรูปพยัญชนะ รูปสระสำหรับสะกดคำ ไดหลากหลายรูปแบบ แมจะมีความหมาย ย พระราชวัง หรือวัดในกรุงการเขียนหนังสือก็จะมีแบบแผนที่ชัดเจนและถูกตอง มากกวา รูปอักษรเขียนคำ เพื่อสื่อความหมายใหอานออกเสียงไดเขาใจตามภาษาพูด ที่ใชกันในทองถิ่น จึงมีความสำคัญมาก ์ อิสระ มีรูปแบบแตกตางกันตามแตสำนักที่เรียนแตละแหงนิยม หากสำนักเรียนนั้น อยูใกลความเจริญ เชน พระราชวัง หรือวัดในกรุงการเขียนหนังสือก็จะมีแบบแผนที่ชัดเจนและถูกตอง มากกวาแ อิสระ มีรูปแบบแตกตางกันตามแตสำนักที่เรียนแตละแหงนิยม หากสำนักเรียนนั้น อยูใกลความเจริญ เชน พระราชวัง หรือวัดในกรุงการเขียนหนังสือก็จะมีแบบแผนที่ชัดเจนและถูกตอง มากกวา ผ มาตรฐานใหสะกดคำที่มีความหมายเดียวกันเหมือนกันทั่วประเทศ ดังนั้นการผสมคำเพื่อ การอานจึงเปนไปอยาง อิสระ มีรูปแบบแตกตางกันตามแตสำนักที่เรียนแตละแหงนิยม หากสำนักเรียนนั้น อยูใกลความเจริญ เชน น เอกลักษณของแตละบุคคล และเปนยุคสมัยที่คนไทยยังไมมีการประกาศใชพจนานุกรมเพื่อกำหนดหลักเกณฑเปน มาตรฐานใหสะกดคำที่มีความหมายเดียวกันเหมือนกันทั่วประเทศ ดังนั้นการผสมคำเพื่อ การอานจึงเปนไปอยาง อิสระ มีรูปแบบแตกตางกันตามแตสำนักที่เรียนแตละแหงนิยม หากสำนักเรียนนั้น อยูใกลความเจริญ เชน ไ เอกลักษณของแตละบุคคล และเปนยุคสมัยที่คนไทยยังไมมีการประกาศใชพจนานุกรมเพื่อกำหนดหลักเกณฑเปน มาตรฐานใหสะกดคำที่มีความหมายเดียวกันเหมือนกันทั่วประเทศ ดังนั้นการผสมคำเพื่อ การอานจึงเปนไปอยาง ท เนื่องจากการเขียนหนังสือของคนไทยสมัยกอนที่มิไดรับราชการในกรมอาลักษณ มักมีลักษณะเฉพาะเปน เอกลักษณของแตละบุคคล และเปนยุคสมัยที่คนไทยยังไมมีการประกาศใชพจนานุกรมเพื่อกำหนดหลักเกณฑเปน มาตรฐานใหสะกดคำที่มีความหมายเดียวกันเหมือนกันทั่วประเทศ ดังนั้นการผสมคำเพื่อ การอานจึงเปนไปอยาง ย เนื่องจากการเขียนหนังสือของคนไทยสมัยกอนที่มิไดรับราชการในกรมอาลักษณ มักมีลักษณะเฉพาะเปน เอกลักษณของแตละบุคคล และเปนยุคสมัยที่คนไทยยังไมมีการประกาศใชพจนานุกรมเพื่อกำหนดหลักเกณฑเปน


[10] ธวาร ” ทวาร พิศ ” พิษ อะติสาร ” อติสาร ฤศดวง ” ริดสีดวง พิกาน ” พิการ สอื้น ” สะอื้น สะคริว ” ตะคริว 3. พยัญชนะตนบางตัว เชน ด ท ส อาจมีการใชตัว ต เขียนแทนตามความนิยมของผูบันทึก เชน เสียต - เสียด อินตนู - อินธนู ตะโพก - สะโพก 4. ใชไมมวน ในคำที่เขียนดวย สระไอ และ ใอ เชน ใข - ไข ไนย - ใน 5. ไมมีการเขียนไมไตคู (–็) แทนสระเสียงสั้นลดรูปเมื่อมีพยัญชนะสะกด เชน เปน - เปน แขง - แข็ง เคม - เค็ม เหนบ - เหน็บ เครื่องหมายวรรคตอนโบราณ ขนบในการบันทึกขอมูลของบรรพชนไทย มักใชเครื่องหมายโบราณแบบตางๆ แสดงหนาที่และฐานะของ ขอความที่มีเครื่องหมายตางๆ ประกอบอยูดังนี้ 1. ๏ เรียกวา ฟองมัน ฟองดัน ตาโค หรือ ตาไก ใชสำหรับเริ่มตนเรื่อง หรือขึ้นตนขอความใหม ไดทั้งที่เปน วรรค บรรทัด หรือบท เชน “๏ ปงคะลาสุริยกลา ...” “๏ จันทภูสัง ...” 2. ๚, ฯ เรียกวา อังคั่น ใชสำหรับคั่นขอความแตละตอน หรือแตละหัวขอ และใหจบขอความยอยก็ได เชน “๏ สุขุมังรากทวารหนัก ๚ ” ๏ เสนนี้สมะเตโช ๚ะ เจือในประชุมสาม ๚ะ ” ส ขนบในการบันทึกขอมูลของบรรพชนไทย มักใชเครื่องหมายโบราณแบบตางๆ แสดงหนาที่และฐานะของ ขอความที่มีเครื่องหมายตางๆ ประกอบอยูดังนี้ ขนบในการบันทึกขอมูลของบรรพชนไทย มักใชเครื่องหมายโบราณแบบตางๆ แสดงหนาที่และฐานะของ ํา ขอความที่มีเครื่องหมายตางๆ ประกอบอยูดังนี้ น เครื่องหมายวรรคตอนโบราณ ขนบในการบันทึกขอมูลของบรรพชนไทย มักใชเครื่องหมายโบราณแบบตางๆ แสดงหนาที่และฐานะของ ั เครื่องหมายวรรคตอนโบราณ กคุ ้ม เหนบ - เหน็บ คร เคม - เค็ม เหนบ - เหน็บ อ แขง - แข็ง เคม - เค็ม ง แขง - แข็ง เคม - เค็ม ภ เปน - เปน แขง - แข็ง ู ม 5. ไมมีการเขียนไมไตคู (–็) แทนสระเสียงสั้นลดรูปเมื่อมีพยัญชนะสะกด เปน - เปน ิ 5. ไมมีการเขียนไมไตคู (–็) แทนสระเสียงสั้นลดรูปเมื่อมีพยัญชนะสะกด เปน - เปน ป 5. ไมมีการเขียนไมไตคู (–็) แทนสระเสียงสั้นลดรูปเมื่อมีพยัญชนะสะกด ั ป 5. ไมมีการเขียนไมไตคู (–็) แทนสระเสียงสั้นลดรูปเมื่อมีพยัญชนะสะกด ัญญาการแพทย์แผน เขียนแทนตามความนิยมของผูบันทึก เชน ไทย


[11] ๒๓ 3. ๛ เรียกวาโคมูตร และ ๚ะ๛ อังคั่น วิสรรชนีย โคมูตร ใชสำหรับแสดงวา จบขอความตอนนั้น บรรทัด นั้น หรือ วรรคนั้นเรื่องนั้น เชน “๏ ลักษณะแผนหงายรูปนี้บอกกำเหนิดอสุริณฑัณญาณธาตุ เกิดแตกองเตโชพิบัด๚ะ๛ 4. ะ เรียกวา ละสุด ใชเขียนไวทายขอความแตละบรรทัดที่ยังมีพื้นที่วางที่เหลืออยู เพื่อจัดกรอบหลังของ หนาสมุดใหเสมอกัน เชน “๏ เสนนี้สมะเตโช ะ แลนออกมาดั่งนี้๚ะ ” 5. เรียกวา เครื่องหมายปกกา ใชประกอบนามบุคคล คำศัพท หรือตัวเลข เพื่อประหยัดพื้นที่ในการเขียน ขอความที่ซ้ำกับขอความขางหนา เชน “๏ เสนนี้สันทะฆาตซายระคนดวย ...” “๏ กาละทารีนิ้ว ๒๐ ๚ ” มรดกภูมิปญญาการแพทยแผนโบราณนั้น ยังมีสาระนารูอีกมากที่ปรากฏเปนหลักฐานอยู สันนิษฐานวา ตอง เปนศาสตรที่ใชไดสัมฤทธิ์ผลในสังคมมาชานานแลว จึงมีการบันทึกไวเปนลายลักษณอักษรเพื่อสืบตอความรูเหลา นั้นใหคงอยู หากมีความรูและความเขาใจในอักษรวิธีโบราณเปนอยางดีและมีการศึกษาวิจัยอยางละเอียดแลว อาจ นำกลับมาใชในสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพในอนาคตได “๏ เสนนี้สันทะฆาตซายระคนดวย ...” “๏ กาละทารีนิ้ว ๒๐ ๚ ” ลม โลหิต มังษ มือ เทา 5. เรียกวา เครื่องหมายปกกา ใชประกอบนามบุคคล คำศัพท หรือตัวเลข เพื่อประหยัดพื้นที่ในการเขียน ขอความที่ซ้ำกับขอความขางหนา เชน สํานักคุ ้มครองภู มิ นำกลับมาใชในสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพในอนาคตได ป นั้นใหคงอยู หากมีความรูและความเขาใจในอักษรวิธีโบราณเปนอยางดีและมีการศึกษาวิจัยอยางละเอียดแลว อาจ นำกลับมาใชในสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพในอนาคตได ั นั้นใหคงอยู หากมีความรูและความเขาใจในอักษรวิธีโบราณเปนอยางดีและมีการศึกษาวิจัยอยางละเอียดแลว อาจ นำกลับมาใชในสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพในอนาคตได ป นั้นใหคงอยู หากมีความรูและความเขาใจในอักษรวิธีโบราณเปนอยางดีและมีการศึกษาวิจัยอยางละเอียดแลว อาจ นำกลับมาใชในสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพในอนาคตได ัญ นั้นใหคงอยู หากมีความรูและความเขาใจในอักษรวิธีโบราณเปนอยางดีและมีการศึกษาวิจัยอยางละเอียดแลว อาจ นำกลับมาใชในสังคมไดอยางมีประสิทธิภาพในอนาคตได ญ เปนศาสตรที่ใชไดสัมฤทธิ์ผลในสังคมมาชานานแลว จึงมีการบันทึกไวเปนลายลักษณอักษรเพื่อสืบตอความรูเหลา นั้นใหคงอยู หากมีความรูและความเขาใจในอักษรวิธีโบราณเปนอยางดีและมีการศึกษาวิจัยอยางละเอียดแลว อาจ า มรดกภูมิปญญาการแพทยแผนโบราณนั้น ยังมีสาระนารูอีกมากที่ปรากฏเปนหลักฐานอยู สันนิษฐานวา ตอง เปนศาสตรที่ใชไดสัมฤทธิ์ผลในสังคมมาชานานแลว จึงมีการบันทึกไวเปนลายลักษณอักษรเพื่อสืบตอความรูเหลา มรดกภูมิปญญาการแพทยแผนโบราณนั้น ยังมีสาระนารูอีกมากที่ปรากฏเปนหลักฐานอยู สันนิษฐานวา ตอง ก เปนศาสตรที่ใชไดสัมฤทธิ์ผลในสังคมมาชานานแลว จึงมีการบันทึกไวเปนลายลักษณอักษรเพื่อสืบตอความรูเหลา มรดกภูมิปญญาการแพทยแผนโบราณนั้น ยังมีสาระนารูอีกมากที่ปรากฏเปนหลักฐานอยู สันนิษฐานวา ตอง ารแพทย์แผน 5. เรียกวา เครื่องหมายปกกา ใชประกอบนามบุคคล คำศัพท หรือตัวเลข เพื่อประหยัดพื้นที่ในการเขียน ไทย


[12] สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 1 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 1 แผนนวดหงาย สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 2 ๏ กาละทารีนิว มือ เทา ๒๐๚ ๏ ปงคะลาสุริยกลาขวา ๚ ๏ ทวารีรากจักษุขวา ๚ ๏ รุชำรากโสตขวา ๚ ๏ สิขินีทวารเบา ๚ ๏ กาลอำมพฤกษ ๚ ๏ พิตคุณ ๚ ๏ อิทาจันทกลาซาย ๚ ๏ สุมนารากชิวะหา ๚ ๏ หัศรังษีรากจักษุซาย ๚ ๏ จันทภูสังรากโสตซาย ๚ ๏ สุขุมังรากทวารหนัก ๚ ๏ ชีวะหาสะดมทังหา ๚ ๏ อะนันทะจักระหวัด ๚ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 1 แผนนวดหงาย 1 ๏ ลักษณแผนหงายรูปนี้ บอกกำเหนิดเสนทั้ง ๑๐ อันเปนประทานแกเสนทังหลายดังนี้ ๚ะ๛ ส กาลอำมพฤกษ ๚ ํานักค สิขินีทวารเบา ๚ สิขินีทวารเบา ๚ ุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 3 ลักษณะแผนหงายรูปนี้ บอกกำเนิดเสนทั้ง ๑๐ อันเปนประธานแกเสนทั้งหลายดังนี้ กาลทารี นิ้วมือนิ้วเทา ๒๐ ปงคลา สุริยะกลาขวา ทวารี รากจักษุขวา รุชำ รากโสตขวา สิขินี ทวารเบา กาลอัมพฤกษ พิตตะคุณ อิทา จันทกลาซาย สุมนา รากชิวหา สหัสสรังษี รากจักษุซาย จันทภูสัง รากโสตซาย สุขุมัง รากทวารหนัก ชิวหาสดมภทั้งหา อนันทะจักรวรรดิ คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 1 แผนนวดหงาย ส กาลอัมพฤกษ กาลอัมพฤกษ ํานักค สิขินี ทวารเบา สิขินี ทวารเบา สิขินี ทวารเบา ุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 4 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 1 แผนนวดคว่ำ สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 5 2 ๏ ลักษณแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนทั้ง ๑๐ ฝายหลังออกเปนประทานแกเสนทังหลายดังนี้ ๚ะ๛ ๏ อิทาแลนออกดังนี้ ๚ ๏ ปงคลาแลนออกดั่งนี้ ๚ ๏ สุมนาแลนออกดังนี้ ๚ ๏ กาลทารีแลนออกดั่งนี้ ๚ ๏ หัศรังษีแลนออกดังนี้ ๚ ๏ ทวารีแลนออกดั่งนี้ ๚ ๏ จันทภูสังออกดังนี้ ๚ ๏ รุซำแลนออกดั่งนี้ ๚ ๏ สุขุมังออกดังนี้ ๚ ๏ สิขินีออกดั่งนี้ ๚ ๏ ชีวหาสะดมทังหา ๚ ๏ กาละอำพฤกษ ๚ แลนออกดั่งนี้ฝายซาย ๚ แลนออกดั่งนี้ฝายขวา ๚ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 1 แผนนวดคว่ำ ส ๏ ชีวหาสะดมทังหา ๚ ํานักคุ ้ ๏ สุขุมังออกดังนี้ ๚ ม ๏ สุขุมังออกดังนี้ ๚ ครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 6 ลักษณะแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนทั้ง ๑๐ ฝายหลังออกเปนประธานแกเสนทั้งหลายดังนี้ อิทา แลนออกดังนี้ ปงคลา แลนออกดังนี้ สุมนา แลนออกดังนี้ กาลทารี แลนออกดังนี้ สหัสสรังษี แลนออกดังนี้ ทวารี แลนออกดังนี้ จันทภูสัง ออกดังนี้ รุชำ แลนออกดังนี้ สุขุมัง ออกดังนี้ สิขินี ออกดังนี้ ชิวหาสดมภทั้งหา กาลอัมพฤกษ แลนออกดังนี้ ฝายซาย แลนออกดังนี้ ฝายขวา คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 1 แผนนวดคว่ำ สําน ชิวหาสดมภทั้งหา ักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แ ปงคลา แลนออกดังนี้ ผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 7 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 2 แผนนวดหงาย สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 8 3 ๏ ลักษณแผนหงายรูปนี้ บอกเสนอิทธาฝายซาย ตามไนยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางตางดังนี้ ๚ะ๛ ๏ แกนาสิกตึง ๚ ๏ แกหาวคางคาง ๚ ๏ แกหูตึง ๚ ๏ แกนมมิออก ๚ ๏ แกเมื่อยตนขา ๚ ๏ แกขัดเขา ๚ ๏ แกเมื่อยแคง ๚ ๏ แกลมขัง ๚ ๏ แกรอนฝาเทา ๚ ๏ แกปวดกะมับ ๚ะ ๏ แกลมดูดสะบัก ๚ะ ๏ แกเนื้อเหน็ดชา ๚ะ ๏ แกฟองดันบวม ๚ะ ๏ แกขัดอุจาระ ๚ะ ๏ แกลมเบงใหเกิด ๚ะ ๏ แกเทาเย็น ๚ะ ๏ แกสะคริวเพลิง ๚ะ ๏ แกชักเทา ๚ะ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 2 แผนนวดหงาย ส ๏ แกลมขัง ๚ ํานักค ๏ แกเมื่อยแคง ๚ ๏ แกเมื่อยแคง ๚ ุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย๏ แกปวดกะมับ ๚ะ ๏ แกปวดกะมับ ๚ะ ์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 9 ลักษณะแผนหงายรูปนี้ บอกเสนอิทาฝายซาย ตามนัยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ ดังนี้ แกนาสิกตึง แกหาวคางคาง แกหูตึง แกนมมิออก แกเมื่อยตนขา แกขัดเขา แกเมื่อยแขง แกลมขัง แกรอนฝาเทา แกปวดขมับ แกลมดูดสะบัก แกเนื้อเหน็บชา แกฟองดันบวม แกขัดอุจจาระ แกลมเบงใหเกิด แกเทาเย็น แกตะคริวเพลิง แกชักเทา คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 2 แผนนวดหงาย สําน แกลมขัง ักค แกเมื่อยแขง แกเมื่อยแขง แกเมื่อยแขง ุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 10 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 2 แผนนวดคว่ำ สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 11 4 ๏ ลักษณแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนอิทาฝายซาย ตามไนยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ ๚ะ๛ รอน หนาว ๏ แกปวดกมอม ๚ะ ๏ แกปวดหนาผาก ๚ะ ๏ แกมัวจักษุ ๚ะ ๏ แกคลื่นเหียน ๚ะ ๏ แกหายใจขัด ๚ะ ๏ แกเสียดชายโครง ๚ะ ๏ แกแนนอก ๚ะ ๏ แกรอนอก ๚ะ ๏ แกจุกอก ๚ะ ๏ แกรอนตัว ๚ะ ๏ แกจับใหรอน ๚ะ ๏ แกจับใหหนาว ๚ะ ๏ แกสะทาน ๚ะ ๏ แกเมื่อยเอว ๚ะ ๏ แกขัดเขา ๚ะ ๏ แกรอนฝาเทา ๚ะ ๏ แกสะคริวฝาเทา ๚ะ ๏ แกลมใหเดินตลอด ๚ะ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 2 แผนนวดคว่ำ หนาว ๚ะ ๏ แกรอนอก ๚ะ ส ๏ แกรอนอก ๚ะ ํานั ๏ แกแนนอก ๚ะ กคุ ้มค ๏ แกเสียดชายโครง ๚ะ รองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 12 ลักษณะแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนอิทาฝายซาย ตามนัยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ แกปวดกระหมอม แกปวดหนาผาก แกมัวจักษุ แกคลื่นเหียน แกหายใจขัด แกเสียดชายโครง แกแนนอก แกรอนอก แกจุกอก แกรอนตัว แกจับใหรอน แกจับใหหนาว แกสะทานรอนสะทานหนาว แกเมื่อยเอว แกขัดเขา แกรอนฝาเทา แกตะคริวฝาเทา แกลมใหเดินตลอด คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 2 แผนนวดคว่ำ แกรอนอก ส แกรอนอก ํานั แกแนนอก ก แกแนนอก คุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 13 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 3 แผนนวดหงาย สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 14 5 ๏ ลักษณแผนหงายรูปนี้ บอกเสนปงคลาฝายขวา ตามไนยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางตางกัน ดังนี้ ๚ะ๛ ๏ แกปวดกะหมับ ๚ะ ๏ แกสบักจม ๚ะ ๏ แกหาวเรอ ๚ะ ๏ แกหูหนักขางขวา ๚ะ ๏ แกขัดจมูก ๚ะ ๏ แกนมหลง ๚ะ ๏ แกฝในนม ๚ะ ๏ แกน้ำนมไมมี ๚ะ ๏ แกเมื่อยขา ๚ะ ๏ แกกลอนลงฝก ๚ะ ๏ แกเตโชใหออก ๚ะ ๏ แกเมื่อยสันนาแขง ๚ะ ๏ แกเทาสทก ๚ะ ๏ แกกลอนลงแขง ๚ะ ๏ แกสะคริวชัก ๚ะ ๏ แกกลอนหลง ๚ะ ๏ แกอะโทคมาวาตใหออน ๚ะ ๏ แกไหวตัวมิได ๚ะ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 3 แผนนวดหงาย ๏ แกน้ำนมไมมี ๚ะ สําน ๏ แกฝในนม ๚ะ ัก ๏ แกฝในนม ๚ะ คุ ้ ๏ แกนมหลง ๚ะ มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 15 ลักษณะแผนหงายรูปนี้ บอกเสนปงคลาฝายขวา ตามนัยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ แกปวดขมับ แกสะบักจม แกหาวเรอ แกหูหนักขางขวา แกคัดจมูก แกนมหลง แกฝในนม แกน้ำนมไมมี แกเมื่อยขา แกกลอนลงฝก แกเตโชใหออก แกเมื่อยสันหนาแขง แกเทาสะทก แกกลอนลงแขง แกตะคริวชัก แกกลอนหลง แกอโธคมาวาตาใหออน แกไหวตัวมิได คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 3 แผนนวดหงาย แกน้ำนมไมมี สําน แกฝในนม ัก แกฝในนม คุ ้ แกนมหลง ม แกนมหลง ครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 16 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 3 แผนนวดคว่ำ สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 17 6 ๏ ลักษณแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนปงคลาฝายขวา ตามไนยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางตาง ดังนี้ ๚ะ๛ ๏ แกสทาน รอน หนาว ๏ แกปวดหากผาก ๚ะ ๏ แกมัวจักษุ ๚ะ ๏ แกคลื่นเหียน ๚ะ ๏ แกหายใจขัด ๚ะ ๏ แกแนนอก ๚ะ ๏ แกรอนอก ๚ะ ๏ แกจุกอก ๚ะ ๏ แกลมปศขาศ ๚ะ ๏ แกจับใหหนาว ๚ะ ๏ แกจับใหรอน ๚ะ ๚ะ ๏ แกเมื่อยเอว ๚ะ ๏ แกขัดเขา ๚ะ ๏ แกเมื่อยสันนาแขง ๚ะ ๏ แกสคริวชักกลางเทา ๚ะ ๏ แกลมขัดเทา ๚ะ ๏ แกรอนหลังเทา ๚ะ ๏ แกขัดเบา ๚ะ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 3 แผนนวดคว่ำ ส ๏ แกลมปศขาศ ๚ะ ํานั ๏ แกจุกอก ๚ะ ก ๏ แกจุกอก ๚ะ คุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แ๏ แกจับใหรอน ๚ะ ผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 18 ลักษณะแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนปงคลาฝายขวา ตามนัยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ ดังนี้ แกสะทานรอนสะทานหนาว แกปวดหนาผาก แกมัวจักษุ แกคลื่นเหียน แกหายใจขัด แกแนนอก แกรอนอก แกจุกอก แกลมปตคาด แกจับใหหนาว แกจับใหรอน แกเมื่อยเอว แกขัดเขา แกเมื่อยสันหนาแขง แกตะคริวชักกลางเทา แกลมขัดเทา แกรอนหลังเทา แกขัดเบา คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 3 แผนนวดคว่ำ ส แกลมปตคาด ํานั แกจุกอก ก แกจุกอก คุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทยแกจับใหรอน ์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 19 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 4 แผนนวดหงาย สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 20 7 ๏ ลักษณ แผนหงายรูปนี้ บอกเสนสุมะนาทามกลาง ตามไนยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางตางกัน ดังนี้ ๚ะ๛ ๏ แกอาหารไมมีรศ ๚ะ ๏ แกเชื่อมมึน ๚ะ ๏ แกจิตรระสำระสาย ๚ะ ๏ แกเคลิ้มคลั่ง ๚ะ ๏ แกสะอื้นลมปะทะ ๚ะ ๏ แกมะเมอเภอภก ๚ะ ๏ แกมือแลเทาเพลีย ๚ะ ๏ แกนอนมิหลับ ๚ะ ๏ แกลมจิตรคุณ ๚ะ ๏ แกลมมะหาสนุก ๚ะ ๏ แกชีวหาสดม ๚ะ ๏ แกหวานปาก ๚ะ ๏ แกขมปาก ๚ะ ๏ แกเคมปากเลือกปาก ๚ะ ๏ แกลิ้นแขงกระดาง ๚ะ ๏ แกลิ้นใหญคับปาก ๚ะ ๏ แกลิ้นหดยืดมิออก ๚ะ ๏ แกสุมรณันติ ๚ะ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 4 แผนนวดหงาย ส ๏ แกลมจิตรคุณ ๚ะ ํานั ๏ แกนอนมิหลับ ๚ะ กคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แ ๏ แกชีวหาสดม ๚ะ ผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 21 ลักษณะแผนหงายรูปนี้ บอกเสนสุมนาทามกลาง ตามนัยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ แกอาหารไมมีรส แกเชื่อมมึน แกจิตระส่ำระสาย แกเคลิ้มคลั่ง แกสะอื้นลมปะทะ แกละเมอเพอพก แกมือแลเทาเพลีย แกนอนมิหลับ แกลมจิตรคุณ แกลมมหาสนุก แกชิวหาสดมภ แกหวานปาก แกขมปาก แกเค็มปากเลือกปาก แกลิ้นแข็งกระดาง แกลิ้นใหญคับปาก แกลิ้นหดยืดมิออก แกสุมรณันติ คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 4 แผนนวดหงาย ส แกลมจิตรคุณ ํานั แกนอนมิหลับ กคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 22 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 4 แผนนวดคว่ำ สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 23 8 ๏ ลักษณ แผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนสุมะนาทามกลาง ตามไนยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางตางกัน ดังนี้ ๚ะ๛ ๏ แกลมใหหิว ๚ะ ๏ แกลมหัศดม ๚ะ ๏ แกเชื่อมมึน ๚ะ ๏ แกสวิงสวาย ๚ะ ๏ แกหายใหขัด ๚ะ ๏ แกใจลอย ๚ะ ๏ แกนอนมิหลับ ๚ะ ๏ แกลมมะหาสนุก ๚ะ ๏ แกบาทลักษ ๚ะ ๏ แกบาทยักษ ๚ะ ๏ แกมะหาสดม ๚ะ ๏ แกลมกะทบใจ ๚ะ ๏ แกระหวยใจ ๚ะ ๏ แกน้ำเขละใส ๚ะ ๏ แกคลื่นเหียน ๚ะ ๏ แกรากเพื่อพิศ ๚ะ ๏ แกบาตจักร ๚ะ ๏ แกรำโหยจิตร ๚ะ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 4 แผนนวดคว่ำ ส ๏ แกบาทลักษ ๚ะ ํานั ๏ แกลมมะหาสนุก ๚ะ กคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 24 ลักษณะแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนสุมนา ทามกลางตามนัยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ แกลมใหหิว แกลมหัศดมภ แกเชื่อมมึน แกสวิงสวาย แกหายใหขัด แกใจลอย แกนอนมิหลับ แกลมมหาสนุก แกบาทลักษณ แกบาดทะยัก แกมหาสดมภ แกลมกระทบใจ แกระหวยใจ แกน้ำเขฬะใส แกคลื่นเหียน แกรากเพื่อพิษ แกบาทจักร แกรำโหยจิต คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 4 แผนนวดคว่ำ ส แกบาทลักษณ ํานั แกลมมหาสนุก กคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 25 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 5 แผนนวดหงาย สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 26 9 ๏ ลักษณแผนหงายรูปนี้ บอกเสนกาละทารี ตามไนยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ ๚ะ๛ ๏ แกไหลลดยกมิได ๚ะ ๏ แกขบไหลใหหิว ๚ะ ๏ แกเมื่อยไหล ๚ะ ๏ แกรอนฝามือยิ่งนัก ๚ะ ๏ แกปลายมือเหน็ด ๚ะ ๏ แกปฎวีธาตุใหผูก ๚ะ ๏ แกขัดขอมือขอศอก ๚ะ ๏ แกอาโปพิกาน ๚ะ ๏ แกเทาตาย ๚ะ ๏ แกอันทภาหธิ์ ๚ะ ๏ แกขัดไหลใหยอก ๚ะ ๏ แกมือตายใหเย็น ๚ะ ๏ แกตลอดปลายมือ ๚ะ ๏ แกอะโตคมาวาต ๚ะ ๏ แกขัดศอกงอมิได ๚ะ ๏ แกเทาตายยกมิขึ้น ๚ะ ๏ แกอำมะภาทธิ์ ๚ะ ๏ แกใหเตโชออก ๚ะ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 5 แผนนวดหงาย ส ๏ แกอาโปพิกาน ๚ะ ําน ๏ แกขัดขอมือขอศอก ๚ะ ๏ แกอาโปพิกาน ๚ะ ั ๏ แกขัดขอมือขอศอก ๚ะ กคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แ๏ แกขัดไหลใหยอก ๚ะ ๏ แกขัดไหลใหยอก ๚ะ ผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 27 ลักษณะแผนหงายรูปนี้ บอกเสนกาลทารี ตามนัยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ แกไหลลดยกมิได แกขบไหลใหหิว แกเมื่อยไหล แกรอนฝามือยิ่งนัก แกปลายมือเหน็บ แกปถวีธาตุใหผูก แกขัดขอมือขอศอก แกอาโปพิการ แกเทาตาย แกอัณฑพาต แกขัดไหลใหยอก แกมือตายใหเย็น แกตลอดปลายมือ แกอโธคมาวาตา แกขัดศอกงอมิได แกเทาตายยกไมขึ้น แกอัมพาต แกใหเตโชออก คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 5 แผนนวดหงาย ส แกอาโปพิการ ําน แกขัดขอมือขอศอก แกอาโปพิการ ั แกขัดขอมือขอศอก กค แกปถวีธาตุใหผูก แกขัดขอมือขอศอก ุ ้ แกปถวีธาตุใหผูก มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 28 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 5 แผนนวดคว่ำ สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 29 10 ๏ ลักษณแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนกาละทารี ตามไนยอาจารยกลาวไวที่แกตางตางกัน ดังนี้๚ ะ๛ ๏ แกแขน ซาย ขวา ๏ แกลมใหไหลตาย ๚ะ ๏ แกลมตูดสบัก ๚ะ ๏ แกลมสบักตาย ๚ะ ๏ แกเจ็บหลัง ๚ะ ๏ แกลมใหแสบอก ๚ะ ๏ แกวาโยธาตุพิการ ๚ะ ๏ แกเตโชธาตุถอย ๚ะ ๏ แกลมใหแขนตาย ๚ะ ๏ แกอันฑพฤกษ ๚ะ ๏ แกสันนิบาตโลหิต ๚ะ ๏ แกปฎวีธาตุพิกาน ๚ะ ๏ แกอาโปธาตุถอย ๚ะ ๏ แกตะโพกตาย ๚ะ ๏ แกลมเจ็บเอว ๚ะ ๏ แกลมอันทพทธิ์ ๚ะ ๏ แกนองสั่นมิหยุด ๚ะ ๏ แกงอยูเพื่อสะคริว ๚ะ แกแขน ซาย ขวา ตาย ๚ะ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 5 แผนนวดคว่ำ ส ๏ แกลมใหแขนตาย ๚ะ ํานั ๏ แกเตโชธาตุถอย ๚ะ ก ๏ แกเตโชธาตุถอย ๚ะ คุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผ ๏ แกสันนิบาตโลหิต ๚ะ นไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 30 ลักษณะแผนคว่ำรูปนี้ บอกเสนกาลทารี ตามนัยอาจารยกลาวไวที่แกตาง ๆ กัน ดังนี้ แกแขนซายแขนขวาตาย แกลมใหไหลตาย แกลมดูดสะบัก แกลมสะบักตาย แกเจ็บหลัง แกลมใหแสบอก แกวาโยธาตุพิการ แกเตโชธาตุถอย แกลมใหแขนตาย แกอัณฑพฤกษ แกสันนิบาตโลหิต แกปถวีธาตุพิการ แกอาโปธาตุถอย แกสะโพกตาย แกลมเจ็บเอว แกลมอัณฑพาต แกนองสั่นมิหยุด แกงออยูเพื่อตะคริว คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 5 แผนนวดคว่ำ ส แกลมใหแขนตาย แกลมใหแขนตาย ํานั แกเตโชธาตุถอย กคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แ แกสันนิบาตโลหิต ผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 31 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 6 แผนนวดหงาย สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 32 11 ๏ ลักษณแผนหงายรูปนี้บอกเสน ตามไนยอาจารยกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ ๚ะ๛ ๏ แกลมปกังมีพิศขางซาย ๚ะ ๏ แกปกังมีพิศขางขวา ๚ะ ๏ แกลมจักษุเก็ง ๚ะ ๏ แกลมลืมจักษุมิขึ้น ๚ะ ๏ แกลมแสบจักษุ ๚ะ ๏ แกลมเคืองจักษุ ๚ะ ๏ แกลมเขมนจักษุ ๚ะ ๏ แกลมเกิดแตตับ ๚ะ ๏ แกลมมิใหนอนหลับ ๚ะ ๏ แกลมขึ้นจักษุเพื่อกลอน ๚ะ ๏ แกลมผิวจักษุแหง ๚ะ ๏ แกลมปวดหวางคิ้ว ๚ะ ๏ แกลมปวดหลังจักษุ ๚ะ ๏ แกลมจักษุแดง ๚ะ ๏ แกลมเกิดแตปอด ๚ะ ๏ แกอุธรวาตา ๚ะ ๏ แกจักษุเพื่อเตโช ๚ะ ๏ แกลมในจักษุเพื่อซ้ำ ๚ะ หัศรังสีจักษุซาย ทวารีจักษุขวา ๏ ลักษณแผนหงายรูปนี้บอกเสน ตามไนยอาจารยกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ ๚ะ๛ คำปริวรรต จารึกแผนที่ 6 แผนนวดหงาย ส ๏ แกลมมิใหนอนหลับ ๚ะ ํานัก ๏ แกลมเกิดแตตับ ๚ะ คุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 33 ลักษณะแผนหงายรูปนี้บอกเสนสหัสสรังษีจักษุซาย ทวารีจักษุขวา ตามนัยอาจารยกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ แกลมปะกังมีพิษขางซาย แกปะกังมีพิษขางขวา แกลมจักษุเกร็ง แกลมลืมจักษุมิขึ้น แกลมแสบจักษุ แกลมเคืองจักษุ แกลมเขมนจักษุ แกลมเกิดแตตับ แกลมมิใหนอนหลับ แกลมขึ้นจักษุเพื่อกลอน แกลมผิวจักษุแหง แกลมปวดระหวางคิ้ว แกลมปวดหลังจักษุ แกลมจักษุแดง แกลมเกิดแตปอด แกอุทรวาตา แกจักษุเพื่อเตโช แกลมในจักษุเพื่อช้ำ คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 6 แผนนวดหงาย ส แกลมมิใหนอนหลับ ํานัก แกลมเกิดแตตับ คุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 34 ภาพตนฉบับ จารึกแผนที่ 6 แผนนวดคว่ำ สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 35 12 ๏ ลักษณแผนคว่ำรูปนี้บอกเสน ตามในอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ ๚ะ๛ ๏ แกลมใหแสบจักษุ ๚ะ ๏ แกลมทำใหน้ำจักษุไหล ๚ะ ๏ แกลมใหแสบจักษุ ๚ะ ๏ แกลมใหจักษุวิง ๚ะ ๏ แกลมจักษุเปนกุงยิง ๚ะ ๏ แกลมเบื้องต่ำกำเริบ ๚ะ ๏ แกลมนอนมิหลับ ๚ะ ๏ แกลมกระทำใหหลับ ๚ะ ๏ แกลมใหเสียวจักษุ ๚ะ ๏ แกลมขึ้นจักษุเพื่อกลอน ๚ะ ๏ แกลมเคืองจักษุ ๚ะ ๏ แกลมใหเวียนจักษุ ๚ะ ๏ แกลมจักษุเปนกุงยิง ๚ะ ๏ แกลมใหจักษุพราง ๚ะ ๏ แกลมใหนอนหลับ ๚ะ ๏ แกลมหลับไมมีสติ ๚ะ ๏ แกลมใหแทงจักษุ ๚ะ ๏ แกจักษุเพื่ออันทพฤก ๚ะ หัศรังสีจักษุซาย ทวารีจักษุขวา ๏ ลักษณแผนคว่ำรูปนี้บอกเสน ตามในอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กัน ดังนี้ ๚ะ๛ ๏ เสนนี้แกสอึกเพื่อกระไสยวา โย กระทำนอกจากหัศรังษีทวารี คำปริวรรต จารึกแผนที่ 6 แผนนวดคว่ำ ๏ แกลมใหเสียวจักษุ ๚ะ สําน ๏ แกลมกระทำใหหลับ ๚ะ ักคุ ้ ๏ แกลมนอนมิหลับ ๚ะ มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 36 ลักษณะแผนคว่ำรูปนี้บอกเสนสหัสสรังสีจักษุซาย ทวารีจักษุขวา ตามนัยอาจารยทานกลาวไวที่แกตางๆ กันดังนี้ แกลมใหแสบจักษุ แกลมทำใหน้ำจักษุไหล แกลมใหแสบจักษุ แกลมใหจักษุวิง แกลมจักษุเปนกุงยิง แกลมเบื้องต่ำกำเริบ แกลมนอนมิหลับ แกลมกระทำใหหลับ แกลมใหเสียวจักษุ แกลมขึ้นจักษุเพื่อกลอน แกลมเคืองจักษุ แกลมใหเวียนจักษุ แกลมจักษุเปนกุงยิง แกลมใหจักษุพราง แกลมใหนอนหลับ แกลมหลับไมมีสติ แกลมใหแทงจักษุ แกจักษุเพื่ออัณฑพฤกษ เสนนี้แกสะอึกเพื่อกระษัยวา โยกระทำนอกจากสหัสสรังษีทวารี คำอานปจจุบัน จารึกแผนที่ 6 แผนนวดคว่ำ แกลมใหเสียวจักษุ สํา แกลมใหเสียวจักษุ น แกลมกระทำใหหลับ ักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แ แกลมเคืองจักษุ แกลมเคืองจักษุ ผนไทย


Click to View FlipBook Version