The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่ม ๑

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by หนังสือ, 2023-09-25 22:09:13

ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่ม ๑

ตำราแผนนวดของไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เล่ม ๑

ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 187 ปถวีธาตุพิการ (ตอ) ๒๐. เยื่อในสมองศีรษะ ถาพิการ ใหเจ็บกระบาล ศีรษะดังจะแตก ใหตามัวหูตึง ปากและ จมูกใหชักขึ้นเฟดไป ใหลิ้นกระดางคางแข็ง และลักษณะดังนี้เดิม เมื่อจะเปนเพราะโทษ แหงลมปะกัง ใหปวดหัวเปนกำลัง ถาแกมิฟงตาย ปตฆาต (ปดตะคาด) น. ๑. เสนที่มีจุดเริ่มตนบริเวณขอบเชิงกรานดานหนา แลนถึงตาตุม เสนดานบนจะแลนไป ทางดานหลัง ขึ้นขางกระดูกสันหลัง (ถัดออกมาจากเสนรัตตฆาต) ถึงบริเวณตนคอ ทายทอย ขึ้นศีรษะ แลวลงมาที่แขน เสนที่อยูดานขวา เรียก เสนปตฆาตขวา เสนที่อยูดาน ซาย เรียก เสนปตฆาตซาย สวนเสนดานลางจะเริ่มจากบริเวณหนาขา แลนลงมาถึงตาตุม ดานใน เรียก เสนปตฆาตใน สวนดานนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แลนลงมาถึงตาตุมดาน นอก เรียก เสนปตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแนว เสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “... ชื่อวาลมปต ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล แกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกลออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทอง แลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฎ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. แผนนวด น. ภาพแสดงเสนตางๆบนรางกาย พรอมทั้งจุดหรือตำแหนงบนเสน สำหรับใชในการนวด ถาเปนภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหนาของรางกายมนุษย เรียก แผนหงาย ถาเปน ภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหลังของรางกายมนุษย เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผน นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง อัณฑะ ถุงน้ำดี. พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ เทางอ ปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขา ไมมีสติ ลมจำพวกนี้รักษายาก เปนปจฉิมที่สุด โรค การรักษาใหพิจารณาทวารหนัก ทวารเบา ถายังอุนอยูใหแกตอไป ประการหนึ่ง ใหดู ผิวเนื้อ นิ้วมือกดลง แลวยกขึ้นดูหาโลหิตมิได รอยนิ้วที่กดยกขึ้นเปนรอยเขียว ซีด ฟองดันบวม น. จุดนวดบนเสนอิทา ใชแกไสเลื่อน หรือไขดันบวม. มุตกิด, มุตรกิจฉ (มุด-ตะ-กิด) น.โรคชนิดหนึ่ง เกิดกับผูหญิง ผูปวยมักมีระดูขาว ปสสาวะขุนขน บางครั้งบริเวณขอบทวาร เบาอาจเปนเม็ดหรือแผล คัน เปอย แสบ เหม็นคาว มีอาการแสบอก กินอาหารไมรูรส ปวดหลัง เสียวมดลูก เปนตน ตำราการแพทยแผนไทยหลายเลมแบงมุตกิดออกเปน ๔ จำพวก คือ ๑.) ปสสาวะเปนช้ำเลือดมีกลิ่นเหมือนปลาเนา ๒) ปสสาวะเปนเลือดจางๆ สี เหมือนน้ำชานหมาก ๓) ปสสาวะเปนหนองจางๆ เหมือนน้ำซาวขาว และ ๔) ปสสาวะเปน เมือกหยดลงเหมือนน้ำมูกไหล, เขียนวา มุตรกฤต มุตระกฤต หรือ มุตรกฤจฉ ก็มี. ส ฟองดันบวม น. จุดนวดบนเสนอิทา ใชแกไสเลื่อน หรือไขดันบวม. มุตกิด, มุตรกิจฉ ฟองดันบวม น. จุดนวดบนเสนอิทา ใชแกไสเลื่อน หรือไขดันบวม. ํานักคเทางอ ปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขา ไมมีสติ ลมจำพวกนี้รักษายาก เปนปจฉิมที่สุด โรค การรักษาใหพิจารณาทวารหนัก ทวารเบา ถายังอุนอยูใหแกตอไป ประการหนึ่ง ใหดู ุ ้ม พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ เทางอ ปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขา ไมมีสติ ลมจำพวกนี้รักษายาก เปนปจฉิมที่สุด โรค การรักษาใหพิจารณาทวารหนัก ทวารเบา ถายังอุนอยูใหแกตอไป ประการหนึ่ง ใหดู ค พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ เทางอ ปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขา ไมมีสติ ลมจำพวกนี้รักษายาก เปนปจฉิมที่สุด ร อัณฑะ ถุงน้ำดี. พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ อ เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง อัณฑะ ถุงน้ำดี. พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ ง เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง อัณฑะ ถุงน้ำดี. ภ ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง ู มิ หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง ป นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง ั นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ป นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ัญ นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ญ ภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหลังของรางกายมนุษย เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผน นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา า ถาเปนภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหนาของรางกายมนุษย เรียก แผนหงาย ถาเปน ภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหลังของรางกายมนุษย เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผน ก ถาเปนภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหนาของรางกายมนุษย เรียก แผนหงาย ถาเปน ภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหลังของรางกายมนุษย เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผน า แผนนวด น. ภาพแสดงเสนตางๆบนรางกาย พรอมทั้งจุดหรือตำแหนงบนเสน สำหรับใชในการนวด ถาเปนภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหนาของรางกายมนุษย เรียก แผนหงาย ถาเปน แผนนวด น. ภาพแสดงเสนตางๆบนรางกาย พรอมทั้งจุดหรือตำแหนงบนเสน สำหรับใชในการนวด รแพ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ท แกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกลออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทอง แลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ย ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล แกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกลออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทอง แลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ์ ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล แกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกลออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทอง แลรอบสดือ แผ เสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “... ชื่อวาลมปต ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล น นอก เรียก เสนปตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแนว เสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “... ชื่อวาลมปต ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล ไ ดานใน เรียก เสนปตฆาตใน สวนดานนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แลนลงมาถึงตาตุมดาน นอก เรียก เสนปตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแนว เสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “... ชื่อวาลมปต ท ดานใน เรียก เสนปตฆาตใน สวนดานนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แลนลงมาถึงตาตุมดาน นอก เรียก เสนปตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแนว ย ซาย เรียก เสนปตฆาตซาย สวนเสนดานลางจะเริ่มจากบริเวณหนาขา แลนลงมาถึงตาตุม ดานใน เรียก เสนปตฆาตใน สวนดานนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แลนลงมาถึงตาตุมดาน


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 188 มุตฆาต, มุตตฆาต (มุดตะคาด) น. โรคชนิดหนึ่งที่ทำใหเกิดความผิดปรกติของน้ำปสสาวะ ตำราการแพทยแผนไทยวาเกิด จากการกระทบกระทั่ง เชน จากอุบัติเหตุ เพศสัมพันธ ผูปวยมีอาการปวดมากเวลาถาย ปสสาวะ ปสสาวะกะปริบกะปรอย ปวดขัดบริเวณสีขาง จุกเสียดบริเวณหนาอก อาเจียน เปนลมเปลา เบื่ออาหาร เปนตน ดังคัมภีรมุจฉาปกขันทิกา [๒/๒๙๖] ตอนหนึ่งวา “...มุตรฆาฎ ๔ ประการ วาเมื่อจะถายปศสาวะออกมานั้น ใหปวด ใหขัดเจบเปนกำลัง ใหโลหิตช้ำเปน หนองขนขุนดำดุจน้ำครามนั้น ชื่อมุตรฆาฎ อันนี้เกิดดวยกระทบชอกช้ำ จึ่งสำแดงโทษเปนดังนี้ กระทำใหขัดราวคางดุจเสนปตฆาฎ แลใหเสียดแทงในอก จะไหวไป มามิสะดวก บริโภคอาหารมิไดใหอาเจียนเปนลมเปลา รูมิถึงวาเปนเมดยอดภายใน...”. เขียนวา มุตรฆาฏ หรือ มุตระฆาฎ ก็มี. มหาสันนิบาต น. สันนิบาตที่มีอาการรุนแรงอันเกิดจากกองธาตุทั้ง ๔ รวมกันกระทำใหเกิดโทษ, สันนิบาต กองใหญ ก็เรียก. รัตตฆาต (รัดตะคาด) น. ๑.เสนเลือดแดงใหญบริเวณขาหนีบเสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย. ๒. เสนบริวารของเสนอิทา และเสนปงคลา แลนจากบริเวณขอบกระดูกเชิง กราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณตนคอ มี ๒ เสน แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย, รัตฆาต หรือ รัตฆาฏ ก็เรียก. รัตนคุณ ลมที่ทำใหมือตาย และเหน็บชา แกโดยกดจุดที่ทรวงอกต่ำจากไหปลาราลงมา ริดสีดวง น.โรคกลุมหนึ่ง เกิดไดกับอวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ตา จมูก ลำไส ทวารหนัก ตำรา การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ โรค, พริณะโรค, โรหินีโรค, วิชิกามะโรค, อุระปศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะ โรค, อัคนีโชตโรค, วาตะสุตะโรค, อระวัณณโรค, สักเคระโรค, สุวิชิกาโรค, สกะถานะโรค, บานทะโรค, สุกระโรค, ริดสีดวงทั้ง ๑๘ จำพวก ซึ่งวามาทั้งนี้ พึงรูตามในคัมภีรทานกลาว ไว...”. หฤศโรค ก็เรียก, เขียนวา ฤศดวง หรือ ฤษดวง ก็มี. ฤดู ๓ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปเปน ๓ ฤดู ฤดูละ ๔ เดือน ตามหลักวิชาการการแพทย แผนไทยไดแก คิมหันตฤดู (ฤดูรอน) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ วสันตฤดู (ฤดูฝน) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และเหมันตฤดู (ฤดูหนาว) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิด โรคอันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน คิมหันตฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บ ปวยเนื่องจากสมุฏฐานเตโช สํานโรค, อัคนีโชตโรค, วาตะสุตะโรค, อระวัณณโรค, สักเคระโรค, สุวิชิกาโรค, สกะถานะโรค, ัก โรค, พริณะโรค, โรหินีโรค, วิชิกามะโรค, อุระปศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะ โรค, อัคนีโชตโรค, วาตะสุตะโรค, อระวัณณโรค, สักเคระโรค, สุวิชิกาโรค, สกะถานะโรค, ค คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ โรค, พริณะโรค, โรหินีโรค, วิชิกามะโรค, อุระปศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะ ุ ้ คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ ม จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ โรค, พริณะโรค, โรหินีโรค, วิชิกามะโรค, อุระปศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะ ค จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ ร อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา อ นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา ง นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ ภ ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน ู อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ ม อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน ิ อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย ป การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย ั การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ป การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ัญ ริดสีดวง น.โรคกลุมหนึ่ง เกิดไดกับอวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ตา จมูก ลำไส ทวารหนัก ตำรา การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ญ ริดสีดวง น.โรคกลุมหนึ่ง เกิดไดกับอวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ตา จมูก ลำไส ทวารหนัก ตำรา การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด า รัตนคุณ ลมที่ทำใหมือตาย และเหน็บชา แกโดยกดจุดที่ทรวงอกต่ำจากไหปลาราลงมา ริดสีดวง น.โรคกลุมหนึ่ง เกิดไดกับอวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ตา จมูก ลำไส ทวารหนัก ตำรา รัตนคุณ ลมที่ทำใหมือตาย และเหน็บชา แกโดยกดจุดที่ทรวงอกต่ำจากไหปลาราลงมา กา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย, รัตฆาต หรือ รัตฆาฏ ก็เรียก. รัตนคุณ ลมที่ทำใหมือตาย และเหน็บชา แกโดยกดจุดที่ทรวงอกต่ำจากไหปลาราลงมา ร กราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณตนคอ มี ๒ เสน แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย, รัตฆาต หรือ รัตฆาฏ ก็เรียก. แ กราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณตนคอ มี ๒ เสน แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย, รัตฆาต หรือ รัตฆาฏ ก็เรียก. พ รัตตฆาตซาย. ๒. เสนบริวารของเสนอิทา และเสนปงคลา แลนจากบริเวณขอบกระดูกเชิง กราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณตนคอ มี ๒ เสน แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เสนขางขวา ท น. ๑.เสนเลือดแดงใหญบริเวณขาหนีบเสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย. ๒. เสนบริวารของเสนอิทา และเสนปงคลา แลนจากบริเวณขอบกระดูกเชิง น. ๑.เสนเลือดแดงใหญบริเวณขาหนีบเสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก ย น. ๑.เสนเลือดแดงใหญบริเวณขาหนีบเสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก ์แผ มหาสันนิบาต น. สันนิบาตที่มีอาการรุนแรงอันเกิดจากกองธาตุทั้ง ๔ รวมกันกระทำใหเกิดโทษ, สันนิบาต นไ มามิสะดวก บริโภคอาหารมิไดใหอาเจียนเปนลมเปลา รูมิถึงวาเปนเมดยอดภายใน...”. มหาสันนิบาต น. สันนิบาตที่มีอาการรุนแรงอันเกิดจากกองธาตุทั้ง ๔ รวมกันกระทำใหเกิดโทษ, สันนิบาต ท มามิสะดวก บริโภคอาหารมิไดใหอาเจียนเปนลมเปลา รูมิถึงวาเปนเมดยอดภายใน...”. ย จึ่งสำแดงโทษเปนดังนี้ กระทำใหขัดราวคางดุจเสนปตฆาฎ แลใหเสียดแทงในอก จะไหวไป มามิสะดวก บริโภคอาหารมิไดใหอาเจียนเปนลมเปลา รูมิถึงวาเปนเมดยอดภายใน...”.


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 189 ฤดู ๔ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปเปน ๔ ฤดู ฤดูละ ๓ เดือน ตามหลักวิชาการแพทยแผน ไทย ซึ่งอาจกำหนดไวตางกัน ตำราเวชศึกษาแบงเปน ฤดูที่ ๑ นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ฤดูที่ ๒ นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดู ที่ ๓ นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอาย และฤดูที่ ๔ นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือนอาย ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ สวนคัมภีรธาตุวิวรณ แบงเปน คิมหันตฤดู นับตั้งแต เดือน ๕ ถึงเดือน ๗ วสันตฤดู นับตั้งแตเดือน ๘ ถึงเดือน ๑๐ วสันตเหมันตฤดู นับตั้งแต เดือน ๑๑ ถึงเดือน อาย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแตเดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้ง แหงการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานตาง ๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วสันตเหมันตฤดู มัก ทำใหเกิดความเจ็บปวยเนื่องจากสมุฏฐานอาโป. ฤดู ๖ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ป เปน ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทยแผน ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้ง แตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วัสสานฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บปวยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกาฬสิงคลีนั้น ถาจับใหหนา เขียวใหขอบตาเขียว ลางก็จับ หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง เหลือง วงขาว เทาใบพุทรา เทาแวนน้ำออย กำหนด ๓ วัน...”. ลมกุมภัณฑยักษ (-กุมพันทะยัก) น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักมือกำเทางอ หมดสติ โบราณวาถารักษาไมได ภายใน ๑๑ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกุม ภัณฑยักษนั้น ถาลมไขลงดุจอยางสันนิบาต เมื่อจับนั้นใหชักมือกำชักเทางอ มิไดลมปฤดี มิเรียกมิรูสมปฤดีเลย กำหนด ๑๑ วัน...”. ลมชิวหาสดม, ลมชิวหาสดมภ (-ชิวหาสะดม) น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการหาว เรอ คลื่นเหียน ขากรรไกรแข็งอาแลวหุบไม ลง พูดไมชัด ลิ้นกระดางคางแข็ง มักเกิดแทรกลมอัมพาต หากรุนแรงจะทำใหไมรูสึกตัว ปลุกไมตื่น กำหนด ๓ วัน ๗ วัน ดังคัมภีรชวดาร [๑๔/๔๒๙] ตอนหนึ่งวา “...ลมชิวหาสดม เมื่อแรกจับใหหาวใหเรอแลใหเหียน แลขากรรไกรแข็งอาขบลงมิได ใหนิ่งแนไปมิรูสึก ปลุก มิตื่น กำหนด ๓ วัน ๗ วัน...”. ลมดูดสะบัก น. อาการปวดเมื่อยบริเวณสะบัก บา และไหลขางซาย เชน จากการนอนตะแคงดานซาย นานๆ ทำใหเลือดลมตามแนวเสนอิทา และเสนกาลทารีเดินไมสะดวก. ลมชิวหาสดม, สํานั (-กุมพันทะยัก) กคน. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักมือกำเทางอ หมดสติ โบราณวาถารักษาไมได ภายใน ๑๑ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกุม น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักมือกำเทางอ หมดสติ โบราณวาถารักษาไมได ภายใน ๑๑ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกุม ุ ้มค เหลือง วงขาว เทาใบพุทรา เทาแวนน้ำออย กำหนด ๓ วัน...”. น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักมือกำเทางอ หมดสติ โบราณวาถารักษาไมได ร หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง เหลือง วงขาว เทาใบพุทรา เทาแวนน้ำออย กำหนด ๓ วัน...”. อ หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง เหลือง วงขาว เทาใบพุทรา เทาแวนน้ำออย กำหนด ๓ วัน...”. ง [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกาฬสิงคลีนั้น ถาจับใหหนา เขียวใหขอบตาเขียว ลางก็จับ หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง ภ หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกาฬสิงคลีนั้น ถาจับใหหนา เขียวใหขอบตาเขียว ลางก็จับ ู หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง ม ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกาฬสิงคลีนั้น ถาจับใหหนา เขียวใหขอบตาเขียว ลางก็จับ ิ ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร ป ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร ั ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง ป ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง ัญ ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง ญ วัสสานฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บปวยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. า เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วัสสานฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บปวยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ ก เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วัสสานฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บปวยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ า ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน ร เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน แ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ พ แตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ท ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้ง แตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ ย ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้ง แตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ ์ ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้ง แผ ฤดู ๖ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ป เปน ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทยแผน ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ฤดู ๖ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ป เปน ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทยแผน น ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ไ แหงการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานตาง ๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วสันตเหมันตฤดู มัก ฤดู ๖ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ป เปน ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทยแผน ท แหงการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานตาง ๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วสันตเหมันตฤดู มัก ย เดือน ๑๑ ถึงเดือน อาย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแตเดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้ง แหงการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานตาง ๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วสันตเหมันตฤดู มัก


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 190 ลมตติยาวิโรธ (-ตะติยาวิโรด) น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการมือเทาเย็น มีลมเปนกอน กลิ้งอยูในชองทอง ทำใหปวดมาก บางครั้งปวดตั้งแตปลายเทาถึงหัวใจ หมดสติ เปนตน ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/ ๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมตติยาวิโรธนั้น ใหมือใหเทาเย็น เปนลูกกลิ้งอยูในทองใหจุกรองดัง สัตวตอดสัตวกัด บางทีปวดแตแมเทาขึ้นมาจนถึงหัวใจ นิ่งแนไปดุจดังพิษงูเหา...”. ลมทักขิณโรธ (-ทักขินะโรด) น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่งมักเกิดตอเนื่องจากโรคอื่น โบราณวาเปนลมในกองไข ผูปวยมี อาการมือเทาเย็น ตามัว ลิ้นกระดางคางแข็ง ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมทักขิณโรธ เปนไขอันใดๆ กอน ใหมือใหเทาเย็นให จักษมัวหามมิให วางยาผายใหจับ ดิ้นรน ยุดมิไดอยู เจรจามิได ลิ้นกระดางคางแขงแพทยจะแก ๆ ใหจงดี...” ลมบาทจิตร (ลมบาดทะจิต) น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีไขสูง เพอ ชัก เปนตน โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๑ ๐ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมบาทจิตต เมื่อ ลมไขลงดุจอยาสันนิบาต แรกจับใหละเมอเพอพกวานั่นวานี่ทำอาการดุจปศาจเขาอยู ลางที วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”.,เขียนวา บาทจิตร ก็มี. ลมประกัง (ประกัง) น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดขางเดียวหรือ ๒ ขางก็ได บางตำราวามักเปนเวลาเชา ผูปวยอาจมีอาการอื่นรวมดวย เชน ตาพรา วิงเวียน อาเจียน, ลมตะกัง หรือ สันนิบาตลมปะกัง ก็เรียก. ลมปตฆาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...ชื่อลมปตฆาฎก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฏ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. ลมเปลี่ยวดำ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทยแผนไทยบางเลมวา เกิดจากการกระทบกับความเย็น มากจนเปนตะคริว ผูปวยมีอาการกลามเนื้อเกร็งอยางรุนแรง กระตุก ทำใหเจ็บปวดบริเวณ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเปรี้ยวดำ ก็เรียก. ลมพหิ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันสันหลัง ดังคัมภีรแผนนวด [๒/ ๗๘] ตอนหนึ่งวา “...เสนนี้ชื่อปงคลามันกลายเปนลมพหิเมื่อแรกจับดังพิศมงูทับสมิงคลา ขบยอมขึ้นตามกระดูกสันหลังทั้งซายขวา...”, พหิวาตา หรือ พหิวาตาหทัย ก็เรียก. ลมเพรำพะวาตา ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหใจหมุนดั่งกังหัน ใหเหนื่อย ลมพุทธยักษ, ลมพุทยักษ (-พุดทะยัก) น. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักมีอาการชัก กระสับกระสาย ขบฟนตาเหลือก ตาเบิกกวาง ปากเบี้ยว มือกำเทางอ แยกแขงแยกขา ไมมีสติ เปนตน ดังคัมภีรชวดาร [๑๔/๔๓๒] ตอน หนึ่งวา “...ลมพุทธยักษชักกระสับกระสาย ใหขบฟนเหลือกตาใหมือกำเทางอปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขาหาสมปฤดีมิได ลมจำพวกเหลานี้เยียวยายากนัก เปนปจฉิมที่สุด โรคแลวพิจารณาดูทวารหนักทวารเบา ถายังอุนอยูใหแกตอไป ประการหนึ่งใหดูผิวเนื้อ นิ้ว มือกดลงแลวยกขึ้นดูหาโลหิตมิได รอยนิ้วกดแลวยกขึ้นเปนรอยเขียวซีด อาการตัดแล...”. ลมสันนิบาตพุทธยักษ ก็เรียก. ลมเพรำพะวาตา ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหใจหมุนดั่งกังหัน ใหเหนื่อย สําน ลมพหิ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันสันหลัง ดังคัมภีรแผนนวด [๒/ ๗๘] ตอนหนึ่งวา “...เสนนี้ชื่อปงคลามันกลายเปนลมพหิเมื่อแรกจับดังพิศมงูทับสมิงคลา ั ลมพหิ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันสันหลัง ดังคัมภีรแผนนวด [๒/ ๗๘] ตอนหนึ่งวา “...เสนนี้ชื่อปงคลามันกลายเปนลมพหิเมื่อแรกจับดังพิศมงูทับสมิงคลา กค หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเปรี้ยวดำ ก็เ ลมพหิ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันสันหลัง ดังคัมภีรแผนนวด [๒/ ุ ้ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเ ม ปรี้ยวดำ ก็เ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเ ค ปรี้ยวดำ ก็เ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเปรี้ยวดำ ก็เ ร มากจนเปนตะคริว ผูปวยมีอาการกลามเนื้อเกร็งอยางรุนแรง กระตุก ทำใหเจ็บปวดบริเวณ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย อ ลมเปลี่ยวดำ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทยแผนไทยบางเลมวา เกิดจากการกระทบกับความเย็น มากจนเปนตะคริว ผูปวยมีอาการกลามเนื้อเกร็งอยางรุนแรง กระตุก ทำใหเจ็บปวดบริเวณ ง ลมเปลี่ยวดำ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทยแผนไทยบางเลมวา เกิดจากการกระทบกับความเย็น มากจนเปนตะคริว ผูปวยมีอาการกลามเนื้อเกร็งอยางรุนแรง กระตุก ทำใหเจ็บปวดบริเวณ ภ ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฏ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. ลมเปลี่ยวดำ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทยแผนไทยบางเลมวา เกิดจากการกระทบกับความเย็น ู ม ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฏ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. ิ ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ป ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฏ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. ั ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ป ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ัญ ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...ชื่อลมปตฆาฎก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ญ ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...ชื่อลมปตฆาฎก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล า ลมปตฆาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...ชื่อลมปตฆาฎก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ลมปตฆาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก การ บางตำราวามักเปนเวลาเชา ผูปวยอาจมีอาการอื่นรวมดวย เชน ตาพรา วิงเวียน อาเจียน, แ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดขางเดียวหรือ ๒ ขางก็ได บางตำราวามักเปนเวลาเชา ผูปวยอาจมีอาการอื่นรวมดวย เชน ตาพรา วิงเวียน อาเจียน, พ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดขางเดียวหรือ ๒ ขางก็ได บางตำราวามักเปนเวลาเชา ผูปวยอาจมีอาการอื่นรวมดวย เชน ตาพรา วิงเวียน อาเจียน, ท วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”.,เ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดขางเดียวหรือ ๒ ขางก็ได ย ลมไขลงดุจอยาสันนิบาต แรกจับใหละเมอเพอพกวานั่นวานี่ทำอาการดุจปศาจเขาอยู ลางที วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”.,เ ลมไขลงดุจอยาสันนิบาต แรกจับใหละเมอเพอพกวานั่นวานี่ทำอาการดุจปศาจเขาอยู ลางที วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”., วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”.,แ์แ เขียนวา บาทจิตร ก็มี. ขียนวา บาทจิตร ก็มี. ขียนวา บาทจิตร ก็มี. ขียนวา บาทจิตร ก็มี. ผ ๐ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมบาทจิตต เมื่อ ลมไขลงดุจอยาสันนิบาต แรกจับใหละเมอเพอพกวานั่นวานี่ทำอาการดุจปศาจเขาอยู ลางที น น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีไขสูง เพอ ชัก เปนตน โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๑ ๐ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมบาทจิตต เมื่อ ไ ดิ้นรน ยุดมิไดอยู เจรจามิได ลิ้นกระดางคางแขงแพทยจะแก ๆ ใหจงดี...” น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีไขสูง เพอ ชัก เปนตน โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๑ ๐ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมบาทจิตต เมื่อ น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีไขสูง เพอ ชัก เปนตน โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๑ ทย “...ลมทักขิณโรธ เปนไขอันใดๆ กอน ใหมือใหเทาเย็นให จักษมัวหามมิให วางยาผายใหจับ


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 191 ลมมหาสดมภ น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการหาวนอนมาก จิตใจสับสนหมดสติ ดังคัมภีร ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมมหาสดมจับนั้น ใหหาวนอนเปนกำลัง ใหหวาดหวั่น ไหวอยูแตในใจ ใหนอนนิ่งแน ใหมิรูสึกกายแล...”. ลมมีพิษ น. โรคลมกลุมหนึ่ง ผูปวยมีอาการรุนแรงมากนอยตามชนิดของโรคลมนั้นๆ อาจรักษาได หรือรักษายาก เชน ลมอินทรธนู ลมกุมภัณฑยักษ หากเปนลมที่มีอาการรุนแรงรักษายาก เรียก ลมอันมีพิษ หรือ ลมมีพิษมาก ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๔-๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...อันวาลมอันมีพิษนั้น มีหกจำพวก...นอกกวา ลม ๖ จำพวก นี้ก็มี คือ ลมอินทรธนู ๑ คือ ลมกุมภัณฑยักษ ๑ คือ ลมอัศข ๑ ลมราทธยักษ ๑ ลมบาทจิตต ๑ ลมพุทธยักษ ๑ แล ลม จำพวกเหลานี้ บังเกิดแก มนุษยผูใด มนุษยผูนั้น ตกเขาอยูในเนื้อมือพระยามัจจุราช เยียวยาปนอันยากนัก...”. ลมราย ก็เรียก ลมราทยักษ น.โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเปนไขตัวรอน ชัก มือเทากำงอ ลิ้นกระดางคางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เปนตน ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งวา “...ลมจำพวกหนึ่งชื่อ ราทยักษจับยอมใหชักทั่วทั้งกายใหยักไปมาใหสะบัดตนคอแลปากใหแกตนคางแลกระบอก จักษุจงไดรูสึกตัวแล...”. ลมราชยักษ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก. ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ แพทยแผนไทยวาเกิดจากความผิดปรกติของลมในเสนอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผน นวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งวา “...อัศฎากาศจับหาสติมิได เขมนทั่วกายชาไปทั้งตัวใหแสยง...”. ลมอินทรธนู (-อินทะนู) น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา อาการตัด...”. ลมอีงุมอีแอน น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักตัวงอหลังแอน โบราณวาถาชักจนหลังหัก ก็ จะถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕-๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมอีงุมอีแอนนั้น เมื่อลมไขเหมือนสันนิบาต เมื่อจับนั้นอีงุมงอไปขางหนา อีแอนงมไปขางหลัง ถาลั่นเสียง เผาะเมื่อใดตายเมื่อนั้น...”. วาโยกำเริบ วาโยกำเริบแรง เพราะอาหารอันชุมมัน ใหเกิดโรคผอมเหลือง มักครั้นตัวหายใจสั้น ในทอง ใหรองลั่นอยูโครก ๆ แดกขึ้นลง หนึ่งเลาใหหาวเรอ ทั้งหนาตาวิงเวียนวง อาหารอันบรรจง ที่จะกินบรูรส หูหนักปากเหม็นหวาน บังเกิดกาลเลือดไหลหยด โสตฆานโอษฐออกหมด โทษวาโยเขาย่ำยี สําน ลมอีงุมอีแอน น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักตัวงอหลังแอน โบราณวาถาชักจนหลังหัก ก็ ักคุ ้ม ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา อาการตัด...”. ลมอีงุมอีแอน น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักตัวงอหลังแอน โบราณวาถาชักจนหลังหัก ก็ ค ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา อาการตัด...”. ร สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา อ ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา ง ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ภ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม ู สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ม หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม ิ หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ป น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ั น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง ป น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ ัญ น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ ญ นวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งวา “...อัศฎากาศจับหาสติมิได เขมนทั่วกายชาไปทั้งตัวใหแสยง...”. น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง า แพทยแผนไทยวาเกิดจากความผิดปรกติของลมในเสนอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผน นวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งวา “...อัศฎากาศจับหาสติมิได เขมนทั่วกายชาไปทั้งตัวใหแสยง...”. ก ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ แพทยแผนไทยวาเกิดจากความผิดปรกติของลมในเสนอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผน นวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งวา “...อัศฎากาศจับหาสติมิได เขมนทั่วกายชาไปทั้งตัวใหแสยง...”. า ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ แพทยแผนไทยวาเกิดจากความผิดปรกติของลมในเสนอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผน ร จักษุจงไดรูสึกตัวแล...”. ลมราชยักษ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก. ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ แ จักษุจงไดรูสึกตัวแล...”. ลมราชยักษ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก. ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ พ ราทยักษจับยอมใหชักทั่วทั้งกายใหยักไปมาใหสะบัดตนคอแลปากใหแกตนคางแลกระบอก จักษุจงไดรูสึกตัวแล...”. ลมราชยักษ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก. ท คอแข็ง ตาเหลือง เปนตน ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งวา “...ลมจำพวกหนึ่งชื่อ ราทยักษจับยอมใหชักทั่วทั้งกายใหยักไปมาใหสะบัดตนคอแลปากใหแกตนคางแลกระบอก ย ลมราทยักษ น.โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเปนไขตัวรอน ชัก มือเทากำงอ ลิ้นกระดางคางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เปนตน ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งวา “...ลมจำพวกหนึ่งชื่อ ลมราทยักษ น.โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเปนไขตัวรอน ชัก มือเทากำงอ ลิ้นกระดางคางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เปนตน ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งวา “...ลมจำพวกหนึ่งชื่อ ์แ ลมราทยักษ น.โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเปนไขตัวรอน ชัก มือเทากำงอ ลิ้นกระดางคางแข็ง ผน จำพวกเหลานี้ บังเกิดแก มนุษยผูใด มนุษยผูนั้น ตกเขาอยูในเนื้อมือพระยามัจจุราช ไ ลมกุมภัณฑยักษ ๑ คือ ลมอัศข ๑ ลมราทธยักษ ๑ ลมบาทจิตต ๑ ลมพุทธยักษ ๑ แล ลม จำพวกเหลานี้ บังเกิดแก มนุษยผูใด มนุษยผูนั้น ตกเขาอยูในเนื้อมือพระยามัจจุราช ท ลมกุมภัณฑยักษ ๑ คือ ลมอัศข ๑ ลมราทธยักษ ๑ ลมบาทจิตต ๑ ลมพุทธยักษ ๑ แล ลม จำพวกเหลานี้ บังเกิดแก มนุษยผูใด มนุษยผูนั้น ตกเขาอยูในเนื้อมือพระยามัจจุราช ย “...อันวาลมอันมีพิษนั้น มีหกจำพวก...นอกกวา ลม ๖ จำพวก นี้ก็มี คือ ลมอินทรธนู ๑ คือ ลมกุมภัณฑยักษ ๑ คือ ลมอัศข ๑ ลมราทธยักษ ๑ ลมบาทจิตต ๑ ลมพุทธยักษ ๑ แล ลม


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 192 วาโยธาตุพิการ วาโยพิการนั้น ใหหูตึงเปนกำเนิด น้ำหนวกอันไหลเหม็น ไมเห็นไฟนัยนตาฟาง เมื่อยมือ และเมื่อยเทา สันหลังฟกก็ดูพาง ฝเอ็นกำเริบลาง บางก็อวกอาเจียนลม บางลงจนสิ้นแรง อาหารแดงในอาจม สิ้นไสก็เพื่อลม ในลำไสจะหนีกาย ครั้นหนวงดวยคุณยา ที่ลงมาคอย หางหาย กลับรากลำบากกาย เปนดังนี้ดวยแรงกรรม อาการที่กลาวมา เจ็ดวันวาจงควรจำ ยายากจะยายำ โทษนี้แทกำหนดตาย วาโยธาตุสมุถาน ธาตุลม มี ๖ ประการ คือ ๑. อุทธังคมาวาตา คือลมพัดขึ้นเบื้องบน นับตั้งแตปลายเทา บางทานกลาววา พัดตั้งแต กระเพาะอาหารถึงลำคอ ไดแก เรอ เปนตน ๒. อโธคมาวาตา คือลมพัดลงเบื้องต่ำ นับแตศีรษะถึงปลายเทา บางทานกลาววา พัดตั้งแตลำไสนอยถึงทวารหนัก ไดแก ผายลม เปนตน ๓. กุจฉิสยาวาตา คือลมพันในทอง แตพัดนอกลำไส ๔. โกฐฐาสยาวาตา คือลมพัดในลำไสและกระเพาะอาหาร ๔. อังคมังคานุสารีวาตา คือลมพัดทั่วสรีระกาย แพทยไทยเชื่อวาหมายถึงระบบไหลเวียน ของโลหิต ๕. อัสสาสะปสสาสะวาตา คือลมหายใจเขาออก วาโยหยอน จักกลาววาโยไซร เมื่อหยอนไปใหโทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจ ใหญนักหาวเรอมักผายลมใน เปนลมทนทองให กระบัดไปรอนหนาวนา ใหรอนในทรวงอก กายสั่นงกเทาหัตถา ลมแลนทั่วกายา เทาหัตถานั้นตายไป ลมพัดตองดวงจิต ลมทำพิษให คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง วิหกวาตพัค, วิหควาตพัค, วิหควาตภักดิ์ น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. สัตถกวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลมแบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ(ลมใน หัวใจอันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทงตามสวน ตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สันนิบาต น. ๑.ความเจ็บปวยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปตตะ วาตะ และเสมหะ รวมกันกระทำใหเกิด โทษเต็มกำลัง ในวันที่ ๓๐ ของการเจ็บปวย ๒.ไขประเภทหนึ่ง ผูปวยมีอาการสั่นเทิ้ม ชัก กระตุก และเพอ เชน ไขสันนิบาตลูกนก ไขสันนิบาตหนาเพลิง. สลักเพชร น. โครงสรางของกระดูกบริเวณขอบางขอ ที่เมื่อสวมเขาดวยกันแลวทำใหเคลื่อนไหวได เชน ขอตอขอบกระดูกเชิงกรานตรงสะโพกกับหัวกระดูกตนขาทำใหขากางออกได เรียก ตะโพกสลักเพชร, ขอตอขากรรไกรบนและลาง ทำใหอาปาก และกินอาหารได เรียกขา กรรไกรสลักเพชร สวิงสวาย ก.อาการที่รูสึกใจหวิว วิงเวียน คลื่นไส ตาพราจะเปนลม สํ สันนิบาต น. ๑.ความเจ็บปวยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปตตะ วาตะ และเสมหะ รวมกันกระทำใหเกิด านัก ตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สันนิบาต น. ๑.ความเจ็บปวยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปตตะ วาตะ และเสมหะ รวมกันกระทำใหเกิด ค หัวใจอันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทงตามสวน ตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) ุ ้ หัวใจอันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทงตามสวน ตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเ ม มื่อย) ค สัตถกวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลมแบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ(ลมใน หัวใจอันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทงตามสวน สัตถกวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลมแบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ(ลมใน รอ ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. สัตถกวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลมแบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ(ลมใน ง ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. ภ น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. ู มิ คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ ป คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง ั ป คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง ัญ กายสั่นงกเทาหัตถา ลมแลนทั่วกายา เทาหัตถานั้นตายไป ลมพัดตองดวงจิต ลมทำพิษให คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง ญ ใหญนักหาวเรอมักผายลมใน เปนลมทนทองให กระบัดไปรอนหนาวนา ใหรอนในทรวงอก กายสั่นงกเทาหัตถา ลมแลนทั่วกายา เทาหัตถานั้นตายไป ลมพัดตองดวงจิต ลมทำพิษให คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง า วาโยหยอน จักกลาววาโยไซร เมื่อหยอนไปใหโทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจ ใหญนักหาวเรอมักผายลมใน เปนลมทนทองให กระบัดไปรอนหนาวนา ใหรอนในทรวงอก ก วาโยหยอน จักกลาววาโยไซร เมื่อหยอนไปใหโทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจ ใหญนักหาวเรอมักผายลมใน เปนลมทนทองให กระบัดไปรอนหนาวนา ใหรอนในทรวงอก า ๕. อัสสาสะปสสาสะวาตา คือลมหายใจเขาออก วาโยหยอน จักกลาววาโยไซร เมื่อหยอนไปใหโทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจ ๕. อัสสาสะปสสาสะวาตา คือลมหายใจเขาออก รแพ ๔. อังคมังคานุสารีวาตา คือลมพัดทั่วสรีระกาย แพทยไทยเชื่อวาหมายถึงระบบไหลเวียน ทย์แผน ๒. อโธคมาวาตา คือลมพัดลงเบื้องต่ำ นับแตศีรษะถึงปลายเทา บางทานกลาววา ไทย ๑. อุทธังคมาวาตา คือลมพัดขึ้นเบื้องบน นับตั้งแตปลายเทา บางทานกลาววา พัดตั้งแต


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 193 สัณฑฆาต น. ๑. เสนที่มีจุดเริ่มตนบริเวณขอบเชิงกรานดานหนา แลนถึงตาตุม เสนดานบนจะแลนไป ทางดานหลัง ขึ้นขางกระดูกสันหลัง ถึงบริเวณตนคอ ทายทอย ขึ้นศีรษะ แลวลงมาที่แขน เสนที่อยูดานขวา เรียกเสนสันฑฆาตขวา เสนที่อยูดานซาย เรียก เสนสันฑฆาตซาย ๒.โรคเกี่ยวกับเสนชนิดหนึ่ง ทำใหมีอาการจุกเสียดหนาอก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๑๑๙] ตอนหนึ่งวา “...๓. เสนนี้ สันทฆาตขวา แกยอกอก สลักอก ๗. เสนนี้ สันทฆาต ซาย แกเจ็บดังเปนหนอง...”. ๓.โรคชนิดหนึ่งเกิดจากการกระทบกระแทกชอกซ้ำอยางแรง เชน ตกตนไม ถูกทุบถองโบยตี ทำใหเกิดเลือดออก เปนลิ่ม เปนกอนแหง หรือเนาเสียอยู ภายใน เรียก โลหิตตองพิฆาต ในสตรี อาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบงเปน ๔ ชนิดตามความรุนแรงของโรค ไดแก เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑ ฆาต สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูในฝกหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูนอกฝกหรือนอกถุงน้ำดี) และ กำเดา (เปลวแหงความรอน หรือความรอนที่ไดจากการเผาผลาญในรางกาย). สมุฏฐานวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ (ลมในหัวใจ อันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทง ตามสวนตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ เสน น. สิ่งที่มีลักษณะเปนแนว ไมกำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับตองได เชน เสนเลือด เสนเอ็น เสนประสาท ในแนวเหลานี้อาจเปนทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุ ไฟ หรือธาตุลม. คัมภีรแผนนวดในตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๗๒,๐๐๐ เสน ดังที่กลาวไวในคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลวจึ่งมีเอนเกี่ยวกระหวัดอยู ในนาถีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เสน...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๔/๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน กำเริบมักรุมรอนใหศุขทุก ๆ ราตรี เมื่อสบายเลือดลมเสมอ จึงราเรอกระเษมสียังหะทัยใหเปรมปรี เพราะเสนเอ็นไมกอการ...” แตในคัมภีรโรคนิทาน ตามตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๒,๗๐๐ เสน ดังที่ กลาวไว [๒/๓๔๘] ตอนหนึ่งวา “...สวนวาเสนประธาน ๑๐ เสน มีบริวาร ๒๗๐๐ เสนนั้นก็ หวาดไหวไปสิ้นทั้งนั้น ที่กลาก็กลาที่แขงก็แขงที่ตั้งดานก็ตั้งดานที่ขอดก็ขอดเขาเปนกอน เปนเถาไป เปนเหตุแตจะใหโทษนักถาพรอมกันทั้ง ๒๗๐๐ เสนแลวก็ตายแล ถาเปนแต ๒ ๓ ๔ เสนยังแกไดแล...”, เอ็น หรือเสนเอ็น ก็เรียก. เสนกาลทารี, เสนกาลธารี (-กาละทารี) น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแลวแยกออกเปน ๔ เสน ๒ เสนบนแลนขึ้นไปตามชายโครงทั้ง ๒ ขาง แลวไปสะบักใน กำดน และศีรษะ แลว วกกลับมาตนแขนลงมาตามแนวหลังแขนทั้งสอง และ แยกออกไปตามนิ้วมือทั้ง ๒ ขาง สวน ๒ เสนลางแลนลงไปตามหนาแขงจนถึงขอเทา แลวแตกออกไปตามนิ้วเทาทั้ง ๒ ขาง สํานักคในนาถีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เสน...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๔/๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน กำเริบมักรุมรอนใหศุขทุก ๆ ราตรี ุ ้ม เสน ดังที่กลาวไวในคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลวจึ่งมีเอนเกี่ยวกระหวัดอยู ในนาถีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เสน...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๔/๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน กำเริบมักรุมรอนใหศุขทุก ๆ ราตรี ค เสน ดังที่กลาวไวในคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลวจึ่งมีเอนเกี่ยวกระหวัดอยู ในนาถีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เสน...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๔/๗๙] ร ไฟ หรือธาตุลม. คัมภีรแผนนวดในตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๗๒,๐๐๐ เสน ดังที่กลาวไวในคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลวจึ่งมีเอนเกี่ยวกระหวัดอยู อ เชน เสนเลือด เสนเอ็น เสนประสาท ในแนวเหลานี้อาจเปนทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุ ไฟ หรือธาตุลม. คัมภีรแผนนวดในตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๗๒,๐๐๐ ง เชน เสนเลือด เสนเอ็น เสนประสาท ในแนวเหลานี้อาจเปนทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุ ไฟ หรือธาตุลม. คัมภีรแผนนวดในตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๗๒,๐๐๐ ภ เสน น. สิ่งที่มีลักษณะเปนแนว ไมกำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับตองได เชน เสนเลือด เสนเอ็น เสนประสาท ในแนวเหลานี้อาจเปนทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุ ู ม เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ เสน น. สิ่งที่มีลักษณะเปนแนว ไมกำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับตองได ิ เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ ป (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ เสน น. สิ่งที่มีลักษณะเปนแนว ไมกำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับตองได ั (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ ป (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). ั ปั เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ ัญ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ ญ สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). า ตามสวนตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก ศอเสมหะ ก ตามสวนตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก ศอเสมหะ า (ลมในหัวใจ อันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทง ตามสวนตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) ร สมุฏฐานวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ (ลมในหัวใจ อันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทง แ สมุฏฐานวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ (ลมในหัวใจ อันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทง พ กำเดา (เปลวแหงความรอน หรือความรอนที่ไดจากการเผาผลาญในรางกาย). สมุฏฐานวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ ท (น้ำดีที่อยูในฝกหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูนอกฝกหรือนอกถุงน้ำดี) และ กำเดา (เปลวแหงความรอน หรือความรอนที่ไดจากการเผาผลาญในรางกาย). ย สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูในฝกหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูนอกฝกหรือนอกถุงน้ำดี) และ กำเดา (เปลวแหงความรอน หรือความรอนที่ไดจากการเผาผลาญในรางกาย). ์ สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูในฝกหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูนอกฝกหรือนอกถุงน้ำดี) และ แ สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ ผน ๔ ชนิดตามความรุนแรงของโรค ไดแก เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑ สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ ไ ภายใน เรียก โลหิตตองพิฆาต ในสตรี อาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบงเปน ๔ ชนิดตามความรุนแรงของโรค ไดแก เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑ ท ภายใน เรียก โลหิตตองพิฆาต ในสตรี อาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบงเปน ๔ ชนิดตามความรุนแรงของโรค ไดแก เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑ ย เชน ตกตนไม ถูกทุบถองโบยตี ทำใหเกิดเลือดออก เปนลิ่ม เปนกอนแหง หรือเนาเสียอยู ภายใน เรียก โลหิตตองพิฆาต ในสตรี อาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบงเปน


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 194 เสนกาลทารี, เสนกาลธารี (-กาละทารี) (ตอ) ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่ง ชื่อวากาลทารีนั้น แลนออกมาแต นาภี แลวแตกออกเปน ๔ เสน สองเสนนั้นแลนขึ้นไปโดยทั้งสองแลว ไปเอาลำแขนทั้ง ๒ ตลอดลงไปถึงนิ้วมือทั้ง ๑๐ นั้นแล เสนนั้นเลาแลนลงไปตนขาทั้ง ๒ ลงไปตามลำแคงทั้ง ๒ ตลอดลงไปถึงนิ้วเทาทั้ง ๑๐ นั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๑] ตอนหนึ่งวา “...ในเสนเอ็นชื่อทารี อาจารยทานพรรณนา แลนออกมาแตนาพี กลับ แตกแยกเปนสี่ สองเสนนี้ผานขึ้นไปตามโครงสุดขางละเสน รอยขึ้นเปนสบักใน ทั้งซายขวา ตามนิสัย แลนขึ้นไปกำดนครัน ตลอดเศียรเวียนกระหลบแลนทวนทบจรจัล โดยหลังแขน ทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ขอมือแตกแยกเปนหาแถวตามแนวนิ้วใหยึดถือ สองขางทุกนิ้วมือให ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา แขงพลัน หยุดพอเพียงขอทาว แตกออกเหลาละหาอัน เอ็นหนึ่งทั้งหานั้น ทั้งสองขาง ดังกลาวมา...”, เสนฆานทารี เสนกาลทวารี หรือเสนทารี ก็เรียก. เสนจันทภูสัง, เสนจันทะภูสัง) น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราว นมขางซาย ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางซาย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑ ๒. จันทะภูสัง รากโสตซาย...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งวาลาวุสังนั้นแลนออกมาแตนาภี ขึ้นไปราวนมซาย แลนไปขางซายแลวไปหู ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนอุรัง ภูสำพวังนั้นก็วา สัมปะสาโสนามปรากฎชื่อวาเปนสามอยาง เสนนี้แลน ออกมา แตนาภีวิถีทาง ขึ้นไปไมขัดขวาง ตามราวนมเบื้องซายหมาย ไปเนาเอาขางซาย หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. เสนทวารี, เสนทะวารี น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ขวา ขึ้นไปนมขางขวา ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางขวา แลวไปสิ้นสุดที่ตาขางขวาดังคัมภีร แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาทวารีนั้นแลนออกมาจากนาภีแลว ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา แลวแตกออก เปนรากจักขุขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่ง วา “...หนึ่งเสนทะวาคะตา บางตำรากลาวพิปลาย ทะวารีกำหนดหมาย บางอธิบายทะ วาระจันทร เสนนี้มีนามสาม ตามผูแพทยเคยสำคัญวิถีดำเนินนั้น เสนเดียวกันอยากังขา แลนออกแตนาภี ขางขวานี้แลนลงมา ตามแนวแหงขาขวา สูหนาแขงจนฝาทาวตลอดนิ้วทั้ง หานิ้ว พลิ้วกลับขึ้นตามแขงเขา หนาขาขึ้นไปเอาชายโครงสุดจนเตานม ขึ้นคางแลนตลอด เขา เอาลูกตาโดยนิยม เปนรากจักษุสม ใหกรอกกลับหลับลืมแล เปนเสนจักษุขวา...”, เสน ทะวาคะตา เสนทะวาระจันทร หรือเสนรากตาขวา ก็เรียก. เสนประธานสิบ น. แนวหลักในการขับเคลื่อนธาตุทั้ง ๔ ในรางกาย ๑๐ แนว ทุกแนวมีจุดเริ่มตนบริเวณ รอบๆ สะดือ แลวแยกกันไปตามสวนตางๆ ของรางกาย ไปสิ้นสุดที่อวัยวะตางๆ ประกอบ ดวย เสนอิทา เสนปงคลา เสนสุมนา เสนกาลทารี เสนสหัศรังสี เสนทวารี เสนจันทะภูสัง สํานวา “...หนึ่งเสนทะวาคะตา บางตำรากลาวพิปลาย ทะวารีกำหนดหมาย บางอธิบายทะ ัก ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา แลวแตกออก เปนรากจักขุขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่ง ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา แลวแตกออก เปนรากจักขุขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่ง คุ ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา แลวแตกออก เปนรากจักขุขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่ง ้ แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาทวารีนั้นแลนออกมาจากนาภีแลว ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา ม แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาทวารีนั้นแลนออกมาจากนาภีแลว ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา ค ขวา ขึ้นไปนมขางขวา ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางขวา แลวไปสิ้นสุดที่ตาขางขวาดังคัมภีร แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาทวารีนั้นแลนออกมาจากนาภีแลว ร ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ขวา ขึ้นไปนมขางขวา ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางขวา แลวไปสิ้นสุดที่ตาขางขวาดังคัมภีร อ ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ขวา ขึ้นไปนมขางขวา ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางขวา แลวไปสิ้นสุดที่ตาขางขวาดังคัมภีร ง น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ภ อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ู น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ม อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ิ หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. ป หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน ั ป หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน ัญ ออกมา แตนาภีวิถีทาง ขึ้นไปไมขัดขวาง ตามราวนมเบื้องซายหมาย ไปเนาเอาขางซาย หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. ญ “...หนึ่งเสนอุรัง ภูสำพวังนั้นก็วา สัมปะสาโสนามปรากฎชื่อวาเปนสามอยาง เสนนี้แลน ออกมา แตนาภีวิถีทาง ขึ้นไปไมขัดขวาง ตามราวนมเบื้องซายหมาย ไปเนาเอาขางซาย หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน า ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนอุรัง ภูสำพวังนั้นก็วา สัมปะสาโสนามปรากฎชื่อวาเปนสามอยาง เสนนี้แลน ก ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนอุรัง ภูสำพวังนั้นก็วา สัมปะสาโสนามปรากฎชื่อวาเปนสามอยาง เสนนี้แลน า “...เอนเสนหนึ่งวาลาวุสังนั้นแลนออกมาแตนาภี ขึ้นไปราวนมซาย แลนไปขางซายแลวไปหู ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา ร ตอนหนึ่งวา “...๑ ๒. จันทะภูสัง รากโสตซาย...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งวาลาวุสังนั้นแลนออกมาแตนาภี ขึ้นไปราวนมซาย แลนไปขางซายแลวไปหู ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา แ ตอนหนึ่งวา “...๑ ๒. จันทะภูสัง รากโสตซาย...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งวาลาวุสังนั้นแลนออกมาแตนาภี ขึ้นไปราวนมซาย แลนไปขางซายแลวไปหู พ นมขางซาย ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางซาย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑ ๒. จันทะภูสัง รากโสตซาย...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา ท น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราว นมขางซาย ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางซาย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราว ย นมขางซาย ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางซาย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ์ ดังกลาวมา...”, เสนฆานทารี เสนกาลทวารี หรือเสนทารี ก็เรียก. น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราว แผ แขงพลัน หยุดพอเพียงขอทาว แตกออกเหลาละหาอัน เอ็นหนึ่งทั้งหานั้น ทั้งสองขาง น ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา แขงพลัน หยุดพอเพียงขอทาว แตกออกเหลาละหาอัน เอ็นหนึ่งทั้งหานั้น ทั้งสองขาง ไ ทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ขอมือแตกแยกเปนหาแถวตามแนวนิ้วใหยึดถือ สองขางทุกนิ้วมือให ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา แขงพลัน หยุดพอเพียงขอทาว แตกออกเหลาละหาอัน เอ็นหนึ่งทั้งหานั้น ทั้งสองขาง ท ทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ขอมือแตกแยกเปนหาแถวตามแนวนิ้วใหยึดถือ สองขางทุกนิ้วมือให ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา ทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ขอมือแตกแยกเปนหาแถวตามแนวนิ้วใหยึดถือ สองขางทุกนิ้วมือให ย ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 195 เสนประธานสิบ (ตอ) เสนรุชำ (สุตัง) เสนสุขุมัง และเสนสิขินี ในหลักวิชานวดไทยจัดวาเสนประธานสิบมีความ สำคัญมากกวาเสนอื่นๆ ในรางกาย ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลมีเอน ๑๐ เสนเปนประธานแกเอนทั้งหลายแล...”, เสนสิบหรือเอ็น ๑๐ ประการ ก็เรียก เสนปงคลา, เสนปงคะลา น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไป บริเวณหัวหนาวแลวแลนไปตามตนขาขางขวา แลวเลี้ยวขึ้นไปแนบแนวกระดูกสันหลังดาน ขวา แลนขึ้นไปบนศีรษะแลวกลับลงมาสิ้นสุดที่จมูกดานขวา มีลมประจำเสนชื่อสูรยกาลา, สูญทกลา, ศุญทะกาลา. ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวา ปงคลานั้นแลนออกมาแตนาภีแลวลงไปเอาตนขาเบื้องขวา แลวเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แลวแลนขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแลวลงมาเอานาสิก ขวาอยูประจำลมอันชื่อวาสูญทกลาอยูเบื้องขวานั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งวา “...เสนปงคะบาเบื้องขวาไป ปงคะลาทีฆายาว กลาว ดังเสนอิทาไซ จากครรภาขวาไป แลนลงในหัวเหนาขา เลี้ยวลอดตลอดหลังสุดศรีสังลงนาศา ประจำลม สูรยกาลา ซีกขางขวาเปนสำคัญ...”. เสนมุตฆาตขวา น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานขวา แลนไปที่ปลายองคชาต ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะกะปริบ กะปรอย เสนมุตฆาตซาย น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานซาย แลนไปที่ทวารหนักปรากฏใน ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน ชื่อสุขุม อุสะมานามกรแท ออกจากนาภีแผ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคาง วางไป เอาหูขวานา เปนรากโสตประสาทหนา...”, เสนสุตัง เสนอุลลังกะ หรือ เสนสุขุมอุสะมา ก็ เรียก. เสนสหัสสรังสี น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ซาย แขงซายดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาซายทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ซาย ขึ้นไปหัวนมซาย ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางซายแลวไปสิ้นสุดที่ตาขางซาย ดังคัมภีร แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อ สหัศรังสีนั้น แลนออกมาแตนาภีนั้นแลว ก็แลนลงไปตามตนขาไปตลอดเทาทั้ง ๒ ขาง ซายแลวก็กลับยอนขึ้นมาตามแคงซาย แลว ขึ้นไปเอาหัวนมซายแลวแลนเขาไปใตคาง แลวขึ้นไปแตกออกเปนรากจักษุเบื้องซายแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งหัสรังสีเอ็น อันเสนนี้ ทานพิปรายในอุทรขางซายหมาย แลนลงไปโดยตนขา ตลอดลงฝาเทาเลา แลนผานเอานิ้ว บาทา ตนนิ้วสิ้นทั้งหา ยอนขึ้นมาขางซายพลัน ตลอดทอดเตานมซาย แลนผันผายขางฅอ ส เสนสหัสสรังสี น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ํานักคชื่อสุขุม อุสะมานามกรแท ออกจากนาภีแผ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคาง วางไป เอาหูขวานา เปนรากโสตประสาทหนา...”, เสนสุตัง เสนอุลลังกะ หรือ เสนสุขุมอุสะมา ก็ ุ ้ม รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน ชื่อสุขุม อุสะมานามกรแท ออกจากนาภีแผ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคาง วางไป เอาหูขวานา เปนรากโสตประสาทหนา...”, เสนสุตัง เสนอุลลังกะ หรือ เสนสุขุมอุสะมา ก็ ค รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน ชื่อสุขุม อุสะมานามกรแท ออกจากนาภีแผ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคาง วางไป ร หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน อ หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน ง หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน ภ ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน ู หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน ม เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน ิ เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน ป ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน ั ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ป ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ัญ ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ญ เสนมุตฆาตซาย น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานซาย แลนไปที่ทวารหนักปรากฏใน ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนมุตฆาตซาย น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานซาย แลนไปที่ทวารหนักปรากฏใน ากา ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะกะปริบ ร เสนมุตฆาตขวา น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานขวา แลนไปที่ปลายองคชาต ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะกะปริบ แ เสนมุตฆาตขวา น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานขวา แลนไปที่ปลายองคชาต ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะกะปริบ เสนมุตฆาตขวา น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานขวา แลนไปที่ปลายองคชาต พท จากครรภาขวาไป แลนลงในหัวเหนาขา เลี้ยวลอดตลอดหลังสุดศรีสังลงนาศา ประจำลม ย์ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งวา “...เสนปงคะบาเบื้องขวาไป ปงคะลาทีฆายาว กลาว ดังเสนอิทาไซ จากครรภาขวาไป แลนลงในหัวเหนาขา เลี้ยวลอดตลอดหลังสุดศรีสังลงนาศา ประจำลม แผ ขวาอยูประจำลมอันชื่อวาสูญทกลาอยูเบื้องขวานั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งวา “...เสนปงคะบาเบื้องขวาไป ปงคะลาทีฆายาว กลาว ดังเสนอิทาไซ น แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แลวแลนขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแลวลงมาเอานาสิก ขวาอยูประจำลมอันชื่อวาสูญทกลาอยูเบื้องขวานั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งวา “...เสนปงคะบาเบื้องขวาไป ปงคะลาทีฆายาว กลาว ดังเสนอิทาไซ ไ ปงคลานั้นแลนออกมาแตนาภีแลวลงไปเอาตนขาเบื้องขวา แลวเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แลวแลนขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแลวลงมาเอานาสิก ขวาอยูประจำลมอันชื่อวาสูญทกลาอยูเบื้องขวานั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ ท ปงคลานั้นแลนออกมาแตนาภีแลวลงไปเอาตนขาเบื้องขวา แลวเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แลวแลนขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแลวลงมาเอานาสิก ย สูญทกลา, ศุญทะกาลา. ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวา ปงคลานั้นแลนออกมาแตนาภีแลวลงไปเอาตนขาเบื้องขวา แลวเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 196 เสนสหัสสรังสี (ตอ) นั้น ลอดขากันไกลพลัน สุดเสนนั้นเปนรากตา บังคับใหกลับกรอกหลับลืมออกเปนธรรมดา ประจำตาขางซายหนา...”, เสนหัสรังสี เสนรากตาซาย หรือเสนรากจักษุ ก็เรียก เสนสิขินี น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากใตสะดือ แลนลงไปที่หัวหนาว ทวารเบา และสิ้นสุดที่อวัยวะเพศ ดังอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๖. สิขินี ทวารเบา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาคิชนั้น ออกแตนาภีแลนไปเอาหัวเหนาลงไปลำลึงนั้นแล...”และ “...เอนชื่อสิกขินี แลนแตนาภีออก ไปเบื้ององคชาตแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสน อันชื่อวารัตคีนีหนานามพิปราย สังคินีก็บรรยาย เสนเดียวหมายมีสองนาม เสนนี้แลนออก มาแตนาภีใตสูญงาม ตลอดตรงไมเข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก...”, เสนนี้ในผูหญิงเรียก เสนสิขินี ในผูชายเรียก เสนคิช, เสนสิกขินี เสนสิกขิณี เสยคิช เสนคิชฌะ เสนรัตคีนี หรือ เสนสังคินี ก็เรียก. เสนสุขุมัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนไปสิ้นสุดที่ ทวารหนัก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑๓. สุขุมัง รากทวารหนัก...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้นออกมาแต นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนกังขุงนั้น แลนจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี คูตมักคะพนักงาน...”, เสนนันทกระหวัด เสนกุขุง หรือ เสนกังขุง ก็เรียก. เสนสุมนา (-สุมมะนา) น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลวแลนตรงขึ้น ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย วิถีตลอดลิ้นสิ้นทุกเสน...”, เสนสุมะนา หรือ เสนสุสุมนา ก็เรียก. เสนอัษฏากาศ น. เสนในรางกายที่ทำงานสัมพันธกับเสนสุมนา มีทางเดินอยูระหวางขั้วหัวใจ ตำราการ แพทยแผนไทยแบงเปน ๒ สวน สวนบนไปที่ศีรษะ เรียก เสนอัษฎากาศบน กับสวนลางไป ที่แขนทั้ง ๒ ขาง เรียก เสนอัษฎากาศลาง เสนอิทา น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแลนลงไปบริเวณ หัวหนาว แลวแลนไปตามตนขาขางซายจนถึงหัวเขา แลวเลี้ยวขึ้นไปแนบแนวกระดูกสัน หลังดานซาย แลนขึ้นบนศีรษะ แลวกลับลงมาสิ้นสุดที่จมูกดานซาย มีลมประจำเสนชื่อ จันทกระลา จันทกลา หรือจันทะกาลา ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน หนึ่งชื่อวา อิทานั้น แลนออกมาแตนาภีแลวไปเอาหัวเหนา ไปเอาตนขาเบื้องซายแลวไปเอา สันหลัง แนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังซายแลว แลนผานกระหวัดขึ้นไปบนศีศะแลวกลับลง มาเอานาสิกซายอยูประจำลมจมูกอันวาจันทกลาเบื้องซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทาน คำฉันท ๑๑ [๓๕/๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เกิดเปนเสนอิทา ใหศิลานกำเริบราญ เสนนี้ วิถีผานแตนาภีพาดหัวเหนา แลนตลอดลงตนขา เลี้ยวตลอดนาสันหลังกลาวแนบกระดูก ส เสนอิทา น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแลนลงไปบริเวณ ํานที่แขนทั้ง ๒ ขาง เรียก เสนอัษฎากาศลาง เสนอิทา น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแลนลงไปบริเวณ ัก แพทยแผนไทยแบงเปน ๒ สวน สวนบนไปที่ศีรษะ เรียก เสนอัษฎากาศบน กับสวนลางไป ที่แขนทั้ง ๒ ขาง เรียก เสนอัษฎากาศลาง ค เสนอัษฏากาศ น. เสนในรางกายที่ทำงานสัมพันธกับเสนสุมนา มีทางเดินอยูระหวางขั้วหัวใจ ตำราการ แพทยแผนไทยแบงเปน ๒ สวน สวนบนไปที่ศีรษะ เรียก เสนอัษฎากาศบน กับสวนลางไป ุ ้ เสนอัษฏากาศ น. เสนในรางกายที่ทำงานสัมพันธกับเสนสุมนา มีทางเดินอยูระหวางขั้วหัวใจ ตำราการ แพทยแผนไทยแบงเปน ๒ สวน สวนบนไปที่ศีรษะ เรียก เสนอัษฎากาศบน กับสวนลางไป มค วิถีตลอดลิ้นสิ้นทุกเสน...”, เสนสุมะนา หรือ เสนสุสุมนา ก็เรียก. เสนอัษฏากาศ น. เสนในรางกายที่ทำงานสัมพันธกับเสนสุมนา มีทางเดินอยูระหวางขั้วหัวใจ ตำราการ ร พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย วิถีตลอดลิ้นสิ้นทุกเสน...”, เสนสุมะนา หรือ เสนสุสุมนา ก็เรียก. อ ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย วิถีตลอดลิ้นสิ้นทุกเสน...”, เสนสุมะนา หรือ เสนสุสุมนา ก็เรียก. ง ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย ภ หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา ู พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย ม ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา ิ ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ป ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ั น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลวแลนตรงขึ้น ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน ป ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน ัญ น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลวแลนตรงขึ้น ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน ญ คูตมักคะพนักงาน...”, เสนนันทกระหวัด เสนกุขุง หรือ เสนกังขุง ก็เ น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลวแลนตรงขึ้น า [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนกังขุงนั้น แลนจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี คูตมักคะพนักงาน...”, เสนนันทกระหวัด เสนกุขุง หรือ เสนกังขุง ก ก็เ [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนกังขุงนั้น แลนจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี คูตมักคะพนักงาน...”, เสนนันทกระหวัด เสนกุขุง หรือ เสนกังขุง ก็เ า นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนกังขุงนั้น แลนจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี ร หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้นออกมาแต นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ แ หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้นออกมาแต นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ พ ทวารหนัก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑๓. สุขุมัง รากทวารหนัก...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้นออกมาแต ท เสนสุขุมัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนไปสิ้นสุดที่ ทวารหนัก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑๓. สุขุมัง รากทวารหนัก...” เสนสุขุมัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนไปสิ้นสุดที่ ย เสนสุขุมัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนไปสิ้นสุดที่ ์แผ เสนสิขินี ในผูชายเรียก เสนคิช, เสนสิกขินี เสนสิกขิณี เสยคิช เสนคิชฌะ เสนรัตคีนี น มาแตนาภีใตสูญงาม ตลอดตรงไมเข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก...”, เสนนี้ในผูหญิงเรียก เสนสิขินี ในผูชายเรียก เสนคิช, เสนสิกขินี เสนสิกขิณี เสยคิช เสนคิชฌะ เสนรัตคีนี ไ อันชื่อวารัตคีนีหนานามพิปราย สังคินีก็บรรยาย เสนเดียวหมายมีสองนาม เสนนี้แลนออก มาแตนาภีใตสูญงาม ตลอดตรงไมเข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก...”, เสนนี้ในผูหญิงเรียก เสนสิขินี ในผูชายเรียก เสนคิช, เสนสิกขินี เสนสิกขิณี เสยคิช เสนคิชฌะ เสนรัตคีนี ท อันชื่อวารัตคีนีหนานามพิปราย สังคินีก็บรรยาย เสนเดียวหมายมีสองนาม เสนนี้แลนออก มาแตนาภีใตสูญงาม ตลอดตรงไมเข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก...”, เสนนี้ในผูหญิงเรียก ย ไปเบื้ององคชาตแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสน อันชื่อวารัตคีนีหนานามพิปราย สังคินีก็บรรยาย เสนเดียวหมายมีสองนาม เสนนี้แลนออก


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 197 เสนอิทา (ตอ) สันหลังราว ผานขึ้นไปจนสุดเศียรแลวเกี่ยวเลี้ยวตลบลง นาศิกตรงซายจำเนียร ประจำลม สถิตเสถียร จันทะกาลา ทุกราตรี...”. ไสเลื่อน น. โรคที่ลำไสออกไปจากชองทอง ไดแก ลงมาที่ถุงอัณฑะ (ในผูชาย) ที่แคมใหญ (ในผู หญิง) หรือเลื่อนลงมาทางหนาขา หรือเลื่อนออกไปทางหนาทอง สะดือ หรือเลื่อนผานกระ บังลมเขาไปในชองอก (อ.hernia) โสภะโรค โรคตัวเหลือง สูญทกลา (สูนทะกะลา) น. ลมประจำเสนปงคลา, สูรยกาลา ก็เรียก. หทัยวาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักจะมีอาการมึนตึง ไมคอยพูดคุยใจลอยบอย ๆ ชอบอยูคนเดียว ใจนอย โกรธงาย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งรองไห ถาจะรักษาใหรักษาเมื่อเริ่มมี อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๔] ตอนหนึ่งวา “...ในที่นี้จะวาแตลมอันชื่อวาหทัยวาตนั้นกอนเปนปฐม อันบังเกิด ขึ้นแกบุคคลผูใด มักกระทำใหมึนตึง มิใครจะเจรจา ใหหนักปาก ใหใจนั้นลอยอยูเปนนิจ มักจะอยูที่สงัดแตผูเดียวใหใจนอยมักโกรธ มิไดรูสึกอยากอาหารใหอิ่มไป บางทีกระทำให หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก แตยังมึนตึงอยูนั้น ครั้นแกเขามักกลายเปนดังโรค สมมติวาลมบาดทะจิตเปนอสาทยโรค แพทยจะรักษาเปนอันยากยิ่งนัก...”. องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ในฤดูรอน อัณฑะขางขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดรอนเสียดแทงราวไปถึงราวขาง มีเลือดไหลซึมในชองปสสาวะทำใหมีอาการปวดแสบรอนมาก ปสสาวะขัด ทองผูกมากอาจ มีอาการปวดเสียวลงไปตามเทา ถานอนลงกลามเนื้อจะกระตุกเตนเบาๆ เปนตน ๒) ผูที่ปวยในฤดูฝนจะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหนาอก กระดูกสันหลัง บาทั้ง ๒ ขาง ราวไปถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ขาง ปวดแสบปวดรอนเวลาถายปสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว วิงเวียน ถายอุจจาระเปนมูกเลือดและอาจชักได ๓) ผูที่ปวยในฤดูหนาว จะมีอาการปวดใน องคชาติ ปสสาวะหยดยอย เจ็บเอว กินไมได ถาเปนนานจะทำใหองคชาตขาด และตายได และ ๔) ผูที่ปวยในฤดูแหงสันนิบาต จะมีอัณฑะบวมและผิวเปนสีดำ ปวดแสบปวดรอน ถายปสสาวะไมออก หรือปสสาวะเปนเลือดปนหนองปวดเสียดตามราวขางและหนาอก กินขาวไมได คอแหงเปนตน ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๔๓] ตอนหนึ่งวา “...องคสูตรเกิดในคิมหันตฤดูนั้น เมื่อจะบังเกิดในอัณฑะขางขวานั้น ฟกแดงดังผลตำลึงสุก ใหแสบใหรอน เปนกำลัง และมักใหโลหิตหยดลงตามชองปสสาวะ ใหปวดใหรอน แลวแลนไปตามเสนตามเอ็นทั้งปวง จับเอาสองราวขางใหเสียดแทง และให อุจจาระผูกเปนพรรดึก และใหขัดปสสาวะมิไดสะดวก โทษทั้งนี้เกิดเพื่อโลหิต ๓ สวน วาโย ระคน ๒ สวน ฯ...องคสูตรอันบังเกิดในวสันตฤดู คือ เดือน ๘ เดือน ๙ เดือน ๑๐ เปน คำรบ ๒ มีอาการและประเภท กระทำใหเจ็บอดและขาทั้ง ๒ ขาง ใหเจ็บเสียวขึ้นมาตาม สํานักคราวไปถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ขาง ปวดแสบปวดรอนเวลาถายปสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว วิงเวียน ถายอุจจาระเปนมูกเลือดและอาจชักได ๓) ผูที่ปวยในฤดูหนาว จะมีอาการปวดใน ุ ้ม ๒) ผูที่ปวยในฤดูฝนจะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหนาอก กระดูกสันหลัง บาทั้ง ๒ ขาง ราวไปถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ขาง ปวดแสบปวดรอนเวลาถายปสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว วิงเวียน ถายอุจจาระเปนมูกเลือดและอาจชักได ๓) ผูที่ปวยในฤดูหนาว จะมีอาการปวดใน ค ๒) ผูที่ปวยในฤดูฝนจะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหนาอก กระดูกสันหลัง บาทั้ง ๒ ขาง ราวไปถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ขาง ปวดแสบปวดรอนเวลาถายปสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว ร มีอาการปวดเสียวลงไปตามเทา ถานอนลงกลามเนื้อจะกระตุกเตนเบาๆ เปนตน ๒) ผูที่ปวยในฤดูฝนจะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหนาอก กระดูกสันหลัง บาทั้ง ๒ ขาง อ มีเลือดไหลซึมในชองปสสาวะทำใหมีอาการปวดแสบรอนมาก ปสสาวะขัด ทองผูกมากอาจ มีอาการปวดเสียวลงไปตามเทา ถานอนลงกลามเนื้อจะกระตุกเตนเบาๆ เปนตน ง มีเลือดไหลซึมในชองปสสาวะทำใหมีอาการปวดแสบรอนมาก ปสสาวะขัด ทองผูกมากอาจ มีอาการปวดเสียวลงไปตามเทา ถานอนลงกลามเนื้อจะกระตุกเตนเบาๆ เปนตน ภ ในฤดูรอน อัณฑะขางขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดรอนเสียดแทงราวไปถึงราวขาง มีเลือดไหลซึมในชองปสสาวะทำใหมีอาการปวดแสบรอนมาก ปสสาวะขัด ทองผูกมากอาจ ู ม กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ในฤดูรอน อัณฑะขางขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดรอนเสียดแทงราวไปถึงราวขาง ิ กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ป องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ในฤดูรอน อัณฑะขางขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดรอนเสียดแทงราวไปถึงราวขาง ั องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง ป องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ัญ องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ญ แพทยจะรักษาเปนอันยากยิ่งนัก...”. องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง า แตยังมึนตึงอยูนั้น ครั้นแกเขามักกลายเปนดังโรค สมมติวาลมบาดทะจิตเปนอสาทยโรค แพทยจะรักษาเปนอันยากยิ่งนัก...”. ก หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก แตยังมึนตึงอยูนั้น ครั้นแกเขามักกลายเปนดังโรค สมมติวาลมบาดทะจิตเปนอสาทยโรค า หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก แตยังมึนตึงอยูนั้น ครั้นแกเขามักกลายเปนดังโรค สมมติวาลมบาดทะจิตเปนอสาทยโรค ร มักจะอยูที่สงัดแตผูเดียวใหใจนอยมักโกรธ มิไดรูสึกอยากอาหารใหอิ่มไป บางทีกระทำให หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก แ ขึ้นแกบุคคลผูใด มักกระทำใหมึนตึง มิใครจะเจรจา ใหหนักปาก ใหใจนั้นลอยอยูเปนนิจ มักจะอยูที่สงัดแตผูเดียวใหใจนอยมักโกรธ มิไดรูสึกอยากอาหารใหอิ่มไป บางทีกระทำให หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก พ ขึ้นแกบุคคลผูใด มักกระทำใหมึนตึง มิใครจะเจรจา ใหหนักปาก ใหใจนั้นลอยอยูเปนนิจ มักจะอยูที่สงัดแตผูเดียวใหใจนอยมักโกรธ มิไดรูสึกอยากอาหารใหอิ่มไป บางทีกระทำให ท [๔/๓๒๔] ตอนหนึ่งวา “...ในที่นี้จะวาแตลมอันชื่อวาหทัยวาตนั้นกอนเปนปฐม อันบังเกิด ขึ้นแกบุคคลผูใด มักกระทำใหมึนตึง มิใครจะเจรจา ใหหนักปาก ใหใจนั้นลอยอยูเปนนิจ ย อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๔] ตอนหนึ่งวา “...ในที่นี้จะวาแตลมอันชื่อวาหทัยวาตนั้นกอนเปนปฐม อันบังเกิด ์ อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แ ใจนอย โกรธงาย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งรองไห ถาจะรักษาใหรักษาเมื่อเริ่มมี อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผ ใจนอย โกรธงาย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งรองไห ถาจะรักษาใหรักษาเมื่อเริ่มมี อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม น หทัยวาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักจะมีอาการมึนตึง ไมคอยพูดคุยใจลอยบอย ๆ ชอบอยูคนเดียว ใจนอย โกรธงาย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งรองไห ถาจะรักษาใหรักษาเมื่อเริ่มมี หทัยวาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักจะมีอาการมึนตึง ไมคอยพูดคุยใจลอยบอย ๆ ชอบอยูคนเดียว ไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 198 องคสูตร กระดูกสันหลัง กระวัดมาราวนม แลนลงไปปลายเทาทั้ง ๒ ใหขบตอดดุจมดตะนอยตอย ใหสะทานหนาวสะทานรอน ใหวิงเวียน ไปปสสาวะใหแสบรอนในองคชาต ไปอุจจาระให เปนมูกเลือดสดออกมา โทษทั้งนี้เกิดเพื่อวาโย ๓ สวน เพื่อโลหิตสวน ๑ บังเกิดแตลำไส... องคสูตรอันบังเกิดในเหมันตฤดู คือ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ เดือน ๑ นั้น เปนคำรบ ๓ มี อาการและประเภทกระทำเมื่อจะบังเกิดนั้นใหปวดในองคชาตใหปสสาวะเล็ดออกมาแลว ใหเจ็บเอวเปนกำลัง บริโภคอาหารมิได โทษบังเกิดเพื่อเสมหะ ๓ สวน เพื่อโลหิต ๒ สวน ครั้นแกเขากระทำใหไสแกออกขาดออกมา...องคสูตรอันบังเกิดในกองสันนิบาตฤดู คือ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ นั้น เปนคำรบ ๔ มีอาการและประเภทเมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำ ใหผิวอัณฑะดำ และใหอัณฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษใหแสบรอนเปนกำลัง และใหขัด ใหปสสาวะ เปนบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และใหแสบตามชองปสสาวะและใหเสียดสองราวขาว และ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน ในอก ใหสวิงสวายเปนกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพรอมกันหา กำหนดมิได...” อชิรณธาตุ โรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการรับประทานอาหารที่ไมถูกกับธาตุ อติสาร น.โรคที่ผูปวยมีอาการทองเสียอยางรุนแรง ถายอุจจาระเปนน้ำ เปนมูก เปนเลือด อุจจาระ มีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๒ ประเภท คือ โบราณกรรมอติสาร และ ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา เปนโบราณกรรมอติสาร หรือปจจุบันกรรมอติสาร. อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ๑. สมาธาตุ ลักษณะสมาธาตุนั้น ยิ่งไปดวยสรรพธาตุ มีอาการทำใหเจ็บเปนเพลา (เวลา) บางทีกระทำใหตัวรอน เทาเย็น บางทีใหสวิงสวาย ใหเจ็บในอก รับประทานอาหารไมมีรส บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ๒. มันทรธาตุ ลักษณะมันทรธาตุนั้นยิ่งไปดวยเสมหะมีกำลัง คือ ไฟธาตุหยอน เผาอาหาร มิไดยอย กระทำใหลงไปวันละ 3-4 เวลา ใหสวิงสวาย ถอยแรงยิ่งนัก กระทำใหทองขึ้น มิรูวาย อุจจาระเปนเมือกมันเปนเปลวหยาบละเอียดระคนกัน ใหปวดมวนทองมากโทษ ทั้งนี้เกิดแตกองทวาทศอาโปใหเปนเหตุ ๓. วิสมาธาตุ ลักษณะวิสมาธาตุนั้นยิ่งไปดวยวาโยมีกำลัง กระทำใหทองลั่นอยูเปนนิจ บางวันก็ผูก บางวันก็ลง บางวันใหอยากอาหาร บางวันใหคับทอง แนนอกคับใจ ไฟธาตุมิได เสมอ (วาโยเดินมิสะดวกโทษทั้งนี้เกิดแตกองวาโยใหเปนเหตุ) ๔. กติกธาตุ ลักษณะกติกธาตุนั้นยิ่งไปดวยสรรพพิษทั้งปวง มีพิษดี พิษเสมหะ พิษวาตะ เปนอาทิ พิษอันแสบเปนที่สุด คือไฟธาตุนั้นแรง เผาอาหารฉับพลันยิ่งนัก กระทำใหจับ สํานประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ัก บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ค บางทีกระทำใหตัวรอน เทาเย็น บางทีใหสวิงสวาย ใหเจ็บในอก รับประทานอาหารไมมีรส บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ุ บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ้ บางทีกระทำใหตัวรอน เทาเย็น บางทีใหสวิงสวาย ใหเจ็บในอก รับประทานอาหารไมมีรส บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน มค ๑. สมาธาตุ ลักษณะสมาธาตุนั้น ยิ่งไปดวยสรรพธาตุ มีอาการทำใหเจ็บเปนเพลา (เวลา) บางทีกระทำใหตัวรอน เทาเย็น บางทีใหสวิงสวาย ใหเจ็บในอก รับประทานอาหารไมมีรส ร อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ๑. สมาธาตุ ลักษณะสมาธาตุนั้น ยิ่งไปดวยสรรพธาตุ มีอาการทำใหเจ็บเปนเพลา (เวลา) อ อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ๑. สมาธาตุ ลักษณะสมาธาตุนั้น ยิ่งไปดวยสรรพธาตุ มีอาการทำใหเจ็บเปนเพลา (เวลา) ง เปนโบราณกรรมอติสาร หรือปจจุบันกรรมอติสาร. อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ภ กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา เปนโบราณกรรมอติสาร หรือปจจุบันกรรมอติสาร. ู อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ม กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา เปนโบราณกรรมอติสาร หรือปจจุบันกรรมอติสาร. ิ หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา ป ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา ั ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน ป ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน ัญ ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา ญ มีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๒ ประเภท คือ โบราณกรรมอติสาร และ ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน า อติสาร น.โรคที่ผูปวยมีอาการทองเสียอยางรุนแรง ถายอุจจาระเปนน้ำ เปนมูก เปนเลือด อุจจาระ มีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๒ ประเภท คือ โบราณกรรมอติสาร และ ก อติสาร น.โรคที่ผูปวยมีอาการทองเสียอยางรุนแรง ถายอุจจาระเปนน้ำ เปนมูก เปนเลือด อุจจาระ มีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๒ ประเภท คือ โบราณกรรมอติสาร และ า อชิรณธาตุ โรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการรับประทานอาหารที่ไมถูกกับธาตุ อติสาร น.โรคที่ผูปวยมีอาการทองเสียอยางรุนแรง ถายอุจจาระเปนน้ำ เปนมูก เปนเลือด อุจจาระ อชิรณธาตุ โรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการรับประทานอาหารที่ไมถูกกับธาตุ รแพ ในอก ใหสวิงสวายเปนกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพรอมกันหา ท ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน ในอก ใหสวิงสวายเปนกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพรอมกันหา ย ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน ในอก ใหสวิงสวายเปนกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพรอมกันหา ์ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน แ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน ผ เปนบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และใหแสบตามชองปสสาวะและใหเสียดสองราวขาว และ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา เปนบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และใหแสบตามชองปสสาวะและใหเสียดสองราวขาว และ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา นไ ใหผิวอัณฑะดำ และใหอัณฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษใหแสบรอนเปนกำลัง และใหขัด ใหปสสาวะ เปนบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และใหแสบตามชองปสสาวะและใหเสียดสองราวขาว และ ท เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ นั้น เปนคำรบ ๔ มีอาการและประเภทเมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำ ใหผิวอัณฑะดำ และใหอัณฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษใหแสบรอนเปนกำลัง และใหขัด ใหปสสาวะ ย ครั้นแกเขากระทำใหไสแกออกขาดออกมา...องคสูตรอันบังเกิดในกองสันนิบาตฤดู คือ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ นั้น เปนคำรบ ๔ มีอาการและประเภทเมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำ ใหผิวอัณฑะดำ และใหอัณฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษใหแสบรอนเปนกำลัง และใหขัด ใหปสสาวะ


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 199 อสุรินทัณญาธาตุ (ตอ) เชื่อมมัว กลางวันกลางคืน ไมไดเวนเวลา ใหปวดศีรษะ ผิวเนื้อและตาแดง อุจจาระปสสาวะ เดินไมสะดวก ผูกเปนพรรดึก พิษทั้งนี้เกิดแกกองจตุกาลเตโชใหเปนเหตุ อโธคมาวาตา น.ลมพัดตั้งแตศีรษะถึงปลายเทา บางตำราวาพัดตั้งแตลำไสนอยถึงทวารหนัก เชน ลมที่ เกิดจากการผายลม อโธคมาวาตาเปนประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุลม อัคมุขี โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง เปนไดทั้งเด็กและผูใหญ มีอาการใหดิ้น ใหรอง แลวชักใหหมดสติ อัณฑพฤกษ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการอวัยวะเพศชายตายแข็งเคลื่อนไหวไมได อัมพฤกษ น. ๑. เสนเหนือสะดือที่ตอเนื่องจากเสนสุมนา การทำงานและความผิดปรกติของเสนนี้จะ สัมพันธกับเสนสุมนา ดังคัมภีรธาตุวิภังค [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งวา “...ที่จะเปนโทษหนักนั้น แตเสนอันชื่อสุมนา อำมพฤก เสนสุมนานั้นผูกดวงใจมีแตจะใหสวิง ใหสวาย ทุรนทุราย หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน เวลา...” ๒. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะตางๆ ออนแรงเคลื่อนไหวไม สะดวก ดังคัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งวา “...โกฎกระดูกแกลมอำ มพฤกกระทำใหคลื่นเหียนใหจุกเสียดใหหูตึงใหตามืด...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการ อวัยวะบางสวน เชน แขน ขา ออนแรง เปนโรคที่คลายคลึงกับอัมพาตแตอาการนอยกวา. อัมพาต น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ลิ้นกระดาง คางแข็ง. ๒.โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ไมมีความรูสึก ดัง คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส.อม+ วาต). อาโปธาตุสมุฐาน ที่เกิดแหงโรคตามอาการของธาตุน้ำ อันมีอยูในรางกาย ซึ่งผันแปรผิดปกติไปตางๆ ดูเพิ่ม เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน อาโปพิการ อาโปธาตุพิการ คือดีพิการมักขึ้งโกรธ มักใหสะดุงตกใจใหหวาด คือเสมหะพิการ กินอาหาร ไมรูจักรส คือหนองพิการมักใหไอเปนโลหิต คือโลหิตพิการ ใหเพอพกใหรอน คือเหงื่อ พิการ มักใหซูบผอม คือมันขนพิการ มักใหปวดศีรษะ ใหเจ็บจักษุ ใหขาสั่นไป จักษุนั้นเปน ดังเยื่อลำไย คือมันเหลวพิการ ใหแลนออกทั่วตัว ใหจักษุเหลือง ตัวเหลือง มูตรแลคูถ เหลือง ลางทีไขสูง ใหอาเจียน กลายเปนปวงลม คือเขฬะพิการ ใหปากเปอยคอเปอย ลางที เปนยอดเปนเม็ดขึ้นในคอ ลางทีเปนไขมักปากแหง คือน้ำมูกพิการ ใหปวดศีรษะเปนหวัด ใหปวดสมอง ใหน้ำมูกตก จักษุมัว ใหเวียนศีรษะ คือไขขอพิการ ใหเมื่อยทุกขอทุกกระดูก ใหขัดใหตึงทุกขอ คือมูตรพิการ ใหปสสาวะแดง ขัดปสสาวะ ปสสาวะเปนโลหิต เจ็บปวด อาโปหยอน อาโปธาตุหยอน อาการสิบเอ็ดให ดีพลุงไซรและเสมหะ บุพโพก็ลามไหล โลหิตไซรบังเกิด มา ขนชันทั่วกายา เกิดน้ำตาใหลามไหล เสโทและน้ำเบา เขฬะเลาเกิดมาไป กำเดามักตก ไหล มักเปนไขเกิดพิการ สํานักคไมรูจักรส คือหนองพิการมักใหไอเปนโลหิต คือโลหิตพิการ ใหเพอพกใหรอน คือเหงื่อ พิการ มักใหซูบผอม คือมันขนพิการ มักใหปวดศีรษะ ใหเจ็บจักษุ ใหขาสั่นไป จักษุนั้นเปน ุ ้ อาโปพิการ อาโปธาตุพิการ คือดีพิการมักขึ้งโกรธ มักใหสะดุงตกใจใหหวาด คือเสมหะพิการ กินอาหาร ไมรูจักรส คือหนองพิการมักใหไอเปนโลหิต คือโลหิตพิการ ใหเพอพกใหรอน คือเหงื่อ มค เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน อาโปพิการ อาโปธาตุพิการ คือดีพิการมักขึ้งโกรธ มักใหสะดุงตกใจใหหวาด คือเสมหะพิการ กินอาหาร ร เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน อาโปพิการ อาโปธาตุพิการ คือดีพิการมักขึ้งโกรธ มักใหสะดุงตกใจใหหวาด คือเสมหะพิการ กินอาหาร อ อาโปธาตุสมุฐาน ที่เกิดแหงโรคตามอาการของธาตุน้ำ อันมีอยูในรางกาย ซึ่งผันแปรผิดปกติไปตางๆ ดูเพิ่ม เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน ง อาโปธาตุสมุฐาน ที่เกิดแหงโรคตามอาการของธาตุน้ำ อันมีอยูในรางกาย ซึ่งผันแปรผิดปกติไปตางๆ ดูเพิ่ม เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน ภ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส.อม+ วาต). อาโปธาตุสมุฐาน ที่เกิดแหงโรคตามอาการของธาตุน้ำ อันมีอยูในรางกาย ซึ่งผันแปรผิดปกติไปตางๆ ดูเพิ่ม ู ม มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส.อม+ วาต). ิ มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ ป คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส.อม+ วาต). ั คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให ป คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ ัญ คางแข็ง. ๒.โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ไมมีความรูสึก ดัง คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ ญ คางแข็ง. ๒.โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ไมมีความรูสึก ดัง คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให า อัมพาต น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ลิ้นกระดาง คางแข็ง. ๒.โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ไมมีความรูสึก ดัง ก อวัยวะบางสวน เชน แขน ขา ออนแรง เปนโรคที่คลายคลึงกับอัมพาตแตอาการนอยกวา. อัมพาต น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ลิ้นกระดาง า อวัยวะบางสวน เชน แขน ขา ออนแรง เปนโรคที่คลายคลึงกับอัมพาตแตอาการนอยกวา. อัมพาต น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ลิ้นกระดาง ร มพฤกกระทำใหคลื่นเหียนใหจุกเสียดใหหูตึงใหตามืด...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการ อวัยวะบางสวน เชน แขน ขา ออนแรง เปนโรคที่คลายคลึงกับอัมพาตแตอาการนอยกวา. แ สะดวก ดังคัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งวา “...โกฎกระดูกแกลมอำ มพฤกกระทำใหคลื่นเหียนใหจุกเสียดใหหูตึงใหตามืด...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการ พ สะดวก ดังคัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งวา “...โกฎกระดูกแกลมอำ มพฤกกระทำใหคลื่นเหียนใหจุกเสียดใหหูตึงใหตามืด...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการ ท เวลา...” ๒. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะตางๆ ออนแรงเคลื่อนไหวไม สะดวก ดังคัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งวา “...โกฎกระดูกแกลมอำ ย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน เวลา...” ๒. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะตางๆ ออนแรงเคลื่อนไหวไม ์ หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน แ หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน ผ หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน น แตเสนอันชื่อสุมนา อำมพฤก เสนสุมนานั้นผูกดวงใจมีแตจะใหสวิง ใหสวาย ทุรนทุราย หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ไ สัมพันธกับเสนสุมนา ดังคัมภีรธาตุวิภังค [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งวา “...ที่จะเปนโทษหนักนั้น แตเสนอันชื่อสุมนา อำมพฤก เสนสุมนานั้นผูกดวงใจมีแตจะใหสวิง ใหสวาย ทุรนทุราย ท สัมพันธกับเสนสุมนา ดังคัมภีรธาตุวิภังค [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งวา “...ที่จะเปนโทษหนักนั้น แตเสนอันชื่อสุมนา อำมพฤก เสนสุมนานั้นผูกดวงใจมีแตจะใหสวิง ใหสวาย ทุรนทุราย ย อัมพฤกษ น. ๑. เสนเหนือสะดือที่ตอเนื่องจากเสนสุมนา การทำงานและความผิดปรกติของเสนนี้จะ สัมพันธกับเสนสุมนา ดังคัมภีรธาตุวิภังค [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งวา “...ที่จะเปนโทษหนักนั้น


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 200 อุจจาระธาตุพิการ น. อาการที่ธาตุทั้ง ๔ ของรางกายกำเริบ หยอน หรือพิการ ทำใหเกิดความผิดปรกติทาง อุจจาระ คือ สีขาว สีดำ หรือสีแดง มีกลิ่นหญาเนา กลิ่นขาวบูด กลิ่นปลาเนา หรือกลิ่น ซากศพ และมีลักษณะเปนเมือก เปนมัน เปนเปลว หรือเปนไต นอกจากนี้ อาจถาย อุจจาระบอย เกิดอุจจาระลามก เปนตน. ดู อุจจาระธาตุลามกประกอบ อุจจาระมีกลิ่นราย อาการของธาตุที่ผิดปกติ ทำใหอุจจาระกลิ่นเหม็นผิดปกติ เชน กลิ่นเหมือนหญาเนา เนื่องจากธาตุไฟพิการ กลิ่นเหมือนขาวบูด เนื่องจากกองวาโยธาตุพิการ กลิ่นเหมือน ปลาเนา เกิดแตกองอาโปสมุฏฐาน อุทธังคมาวาตา (อุดทังคะมาวาตา) น. ลมพัดตั้งแตปลายเทาถึงศีรษะ บางตำราวาพัดตั้งแตกระเพาะอาหารถึงลำคอแลวออก ทางปาก เชน ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเปนองคประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุ ลม. อุธรวาตา (ลมอุทรวาต) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เปนโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เปนโรคลมที่ติดมากับเด็ก ตั้งแตแรกเกิด เรียกวา ลมกำเนิด มีอาการรองไหในเวลาเย็นเปนนิจ(ทุกวัน) ตั้งแตอยูใน เรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเอง หรือรองไห อาการเชนนี้พื้นบาน รองไห ๓ เดือน เปนเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังคับขึ้นในทอง ทำใหทองขึ้น จับ เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ หอม ทองขึ้น อาเจียน จุก เสียด ในที่สุดจะชักมือกำเทางอ ตาชอนขึ้นสูง เรียกวา โรค ตะบองราหูบาง ตะพั้นไฟบาง ดูเพิ่มเติมที่ แมซาง สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญ ตะบองราหูบาง ตะพั้นไฟบาง ดูเพิ่มเติมที่ แมซาง า หอม ทองขึ้น อาเจียน จุก เสียด ในที่สุดจะชักมือกำเทางอ ตาชอนขึ้นสูง เรียกวา โรค ตะบองราหูบาง ตะพั้นไฟบาง ดูเพิ่มเติมที่ แมซาง ก เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ หอม ทองขึ้น อาเจียน จุก เสียด ในที่สุดจะชักมือกำเทางอ ตาชอนขึ้นสูง เรียกวา โรค ตะบองราหูบาง ตะพั้นไฟบาง ดูเพิ่มเติมที่ แมซาง า เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ หอม ทองขึ้น อาเจียน จุก เสียด ในที่สุดจะชักมือกำเทางอ ตาชอนขึ้นสูง เรียกวา โรค ร รองไห ๓ เดือน เปนเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังคับขึ้นในทอง ทำใหทองขึ้น จับ เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ แ เรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเอง หรือรองไห อาการเชนนี้พื้นบาน รองไห ๓ เดือน เปนเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังคับขึ้นในทอง ทำใหทองขึ้น จับ เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ พ เรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเอง หรือรองไห อาการเชนนี้พื้นบาน รองไห ๓ เดือน เปนเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังคับขึ้นในทอง ทำใหทองขึ้น จับ ท ตั้งแตแรกเกิด เรียกวา ลมกำเนิด มีอาการรองไหในเวลาเย็นเปนนิจ(ทุกวัน) ตั้งแตอยูใน เรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเอง หรือรองไห อาการเชนนี้พื้นบาน ย ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เปนโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เปนโรคลมที่ติดมากับเด็ก ตั้งแตแรกเกิด เรียกวา ลมกำเนิด มีอาการรองไหในเวลาเย็นเปนนิจ(ทุกวัน) ตั้งแตอยูใน ์ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เปนโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เปนโรคลมที่ติดมากับเด็ก แ ตั้งแตแรกเกิด เรียกวา ลมกำเนิด มีอาการรองไหในเวลาเย็นเปนนิจ(ทุกวัน) ตั้งแตอยูใน ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เปนโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เปนโรคลมที่ติดมากับเด็ก ผน ทางปาก เชน ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเปนองคประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุ ไ น. ลมพัดตั้งแตปลายเทาถึงศีรษะ บางตำราวาพัดตั้งแตกระเพาะอาหารถึงลำคอแลวออก ทางปาก เชน ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเปนองคประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุ ท น. ลมพัดตั้งแตปลายเทาถึงศีรษะ บางตำราวาพัดตั้งแตกระเพาะอาหารถึงลำคอแลวออก ทางปาก เชน ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเปนองคประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุ น. ลมพัดตั้งแตปลายเทาถึงศีรษะ บางตำราวาพัดตั้งแตกระเพาะอาหารถึงลำคอแลวออก ย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 201 บรรณานุกรม กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. พจนานุกรม ศัพทแพทยและเภสัชกรรมแผนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : สำนักกิจการโรงพิมพ องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๖. กลุมงานฝกอบรมและพัฒนาบุคลากรดานการแพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย แผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๓. คณะแพทยแผนโบราณทาพระจันทร ชมรมพัฒนาการสาธารณสุขแบบแผนไทย. ตำรายาวัดโพธิ์ กดจุด นวดไทย ฤๅษีบำบัดโรค, ๒๕๐๕ โครงการประสานงานพัฒนาเครือขายสมุนไพร (ปพส.). ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) พระนคร. นนทบุรี, ๒๕๓๗. นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. ศัพทแพทยไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จำกัด, ๒๕๓๕. สมาคมแพทยแผนไทยแหงประเทศไทย. คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. นนทบุรี. สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำรา แผนปลิงของไทย. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรม ราชูปภัมภ, ๒๕๕๔. สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. คัมภีร ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๕. สํานั องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๕. กค ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๕. ุ ้ ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). ม สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๕. ค สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. รอง พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรม ภู ม สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรม สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ิป คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ั คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. ป คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ัญญ ศัพทแพทยไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จำกัด, ๒๕๓๕. คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จำกัด, ๒๕๓๕. าการ ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แพท คณะแพทยแผนโบราณทาพระจันทร ชมรมพัฒนาการสาธารณสุขแบบแผนไทย. ย์ กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๓. คณะแพทยแผนโบราณทาพระจันทร ชมรมพัฒนาการสาธารณสุขแบบแผนไทย. แผ ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๓. น ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๓. ไ กลุมงานฝกอบรมและพัฒนาบุคลากรดานการแพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป.ท กลุมงานฝกอบรมและพัฒนาบุคลากรดานการแพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป. พิมพครั้งที่ ๑. กลุมงานฝกอบรมและพัฒนาบุคลากรดานการแพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย ย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 202 สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 203 สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 204 สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย


Click to View FlipBook Version