ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 187 ปถวีธาตุพิการ (ตอ) ๒๐. เยื่อในสมองศีรษะ ถาพิการ ใหเจ็บกระบาล ศีรษะดังจะแตก ใหตามัวหูตึง ปากและ จมูกใหชักขึ้นเฟดไป ใหลิ้นกระดางคางแข็ง และลักษณะดังนี้เดิม เมื่อจะเปนเพราะโทษ แหงลมปะกัง ใหปวดหัวเปนกำลัง ถาแกมิฟงตาย ปตฆาต (ปดตะคาด) น. ๑. เสนที่มีจุดเริ่มตนบริเวณขอบเชิงกรานดานหนา แลนถึงตาตุม เสนดานบนจะแลนไป ทางดานหลัง ขึ้นขางกระดูกสันหลัง (ถัดออกมาจากเสนรัตตฆาต) ถึงบริเวณตนคอ ทายทอย ขึ้นศีรษะ แลวลงมาที่แขน เสนที่อยูดานขวา เรียก เสนปตฆาตขวา เสนที่อยูดาน ซาย เรียก เสนปตฆาตซาย สวนเสนดานลางจะเริ่มจากบริเวณหนาขา แลนลงมาถึงตาตุม ดานใน เรียก เสนปตฆาตใน สวนดานนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แลนลงมาถึงตาตุมดาน นอก เรียก เสนปตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแนว เสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “... ชื่อวาลมปต ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล แกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกลออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทอง แลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฎ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. แผนนวด น. ภาพแสดงเสนตางๆบนรางกาย พรอมทั้งจุดหรือตำแหนงบนเสน สำหรับใชในการนวด ถาเปนภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหนาของรางกายมนุษย เรียก แผนหงาย ถาเปน ภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหลังของรางกายมนุษย เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผน นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง อัณฑะ ถุงน้ำดี. พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ เทางอ ปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขา ไมมีสติ ลมจำพวกนี้รักษายาก เปนปจฉิมที่สุด โรค การรักษาใหพิจารณาทวารหนัก ทวารเบา ถายังอุนอยูใหแกตอไป ประการหนึ่ง ใหดู ผิวเนื้อ นิ้วมือกดลง แลวยกขึ้นดูหาโลหิตมิได รอยนิ้วที่กดยกขึ้นเปนรอยเขียว ซีด ฟองดันบวม น. จุดนวดบนเสนอิทา ใชแกไสเลื่อน หรือไขดันบวม. มุตกิด, มุตรกิจฉ (มุด-ตะ-กิด) น.โรคชนิดหนึ่ง เกิดกับผูหญิง ผูปวยมักมีระดูขาว ปสสาวะขุนขน บางครั้งบริเวณขอบทวาร เบาอาจเปนเม็ดหรือแผล คัน เปอย แสบ เหม็นคาว มีอาการแสบอก กินอาหารไมรูรส ปวดหลัง เสียวมดลูก เปนตน ตำราการแพทยแผนไทยหลายเลมแบงมุตกิดออกเปน ๔ จำพวก คือ ๑.) ปสสาวะเปนช้ำเลือดมีกลิ่นเหมือนปลาเนา ๒) ปสสาวะเปนเลือดจางๆ สี เหมือนน้ำชานหมาก ๓) ปสสาวะเปนหนองจางๆ เหมือนน้ำซาวขาว และ ๔) ปสสาวะเปน เมือกหยดลงเหมือนน้ำมูกไหล, เขียนวา มุตรกฤต มุตระกฤต หรือ มุตรกฤจฉ ก็มี. ส ฟองดันบวม น. จุดนวดบนเสนอิทา ใชแกไสเลื่อน หรือไขดันบวม. มุตกิด, มุตรกิจฉ ฟองดันบวม น. จุดนวดบนเสนอิทา ใชแกไสเลื่อน หรือไขดันบวม. ํานักคเทางอ ปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขา ไมมีสติ ลมจำพวกนี้รักษายาก เปนปจฉิมที่สุด โรค การรักษาใหพิจารณาทวารหนัก ทวารเบา ถายังอุนอยูใหแกตอไป ประการหนึ่ง ใหดู ุ ้ม พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ เทางอ ปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขา ไมมีสติ ลมจำพวกนี้รักษายาก เปนปจฉิมที่สุด โรค การรักษาใหพิจารณาทวารหนัก ทวารเบา ถายังอุนอยูใหแกตอไป ประการหนึ่ง ใหดู ค พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ เทางอ ปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขา ไมมีสติ ลมจำพวกนี้รักษายาก เปนปจฉิมที่สุด ร อัณฑะ ถุงน้ำดี. พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ อ เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง อัณฑะ ถุงน้ำดี. พุทธยักษ ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหชักกระสับกระสาย ใหขบฟน เหลือกตา ใหมือกำ ง เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง อัณฑะ ถุงน้ำดี. ภ ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง เชน ฝคูน ฝกเพกา ฝกมะรุม, หรือถุงหุมอวัยวะหรือของเหลวบางอยางของรางกาย เชน ถุง ู มิ หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง ป นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ฝก น. สิ่งหุม ถุง อาจเปนสิ่งหุมเมล็ดของพืชบางอยาง โดยมากรูปยาวๆ กลมบาง แบนบาง ั นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ป นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ัญ นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา หัตถศาสตร , แผนหมอนวด หรือแผนการนวด ก็เรียก. ญ ภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหลังของรางกายมนุษย เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผน นวดเหลานี้พบในศิลาจารึกตำรายาในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) หมวดวิชา า ถาเปนภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหนาของรางกายมนุษย เรียก แผนหงาย ถาเปน ภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหลังของรางกายมนุษย เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผน ก ถาเปนภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหนาของรางกายมนุษย เรียก แผนหงาย ถาเปน ภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหลังของรางกายมนุษย เรียก แผนคว่ำ ภาพแสดงแผน า แผนนวด น. ภาพแสดงเสนตางๆบนรางกาย พรอมทั้งจุดหรือตำแหนงบนเสน สำหรับใชในการนวด ถาเปนภาพแสดงตำแหนงเสนและจุดดานหนาของรางกายมนุษย เรียก แผนหงาย ถาเปน แผนนวด น. ภาพแสดงเสนตางๆบนรางกาย พรอมทั้งจุดหรือตำแหนงบนเสน สำหรับใชในการนวด รแพ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ท แกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกลออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทอง แลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ย ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล แกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกลออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทอง แลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ์ ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล แกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกลออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทอง แลรอบสดือ แผ เสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “... ชื่อวาลมปต ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล น นอก เรียก เสนปตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแนว เสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “... ชื่อวาลมปต ฆาฏก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แล ไ ดานใน เรียก เสนปตฆาตใน สวนดานนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แลนลงมาถึงตาตุมดาน นอก เรียก เสนปตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแนว เสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “... ชื่อวาลมปต ท ดานใน เรียก เสนปตฆาตใน สวนดานนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แลนลงมาถึงตาตุมดาน นอก เรียก เสนปตฆาตนอก. ๒. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแนว ย ซาย เรียก เสนปตฆาตซาย สวนเสนดานลางจะเริ่มจากบริเวณหนาขา แลนลงมาถึงตาตุม ดานใน เรียก เสนปตฆาตใน สวนดานนอกเริ่มจากบริเวณสะโพก แลนลงมาถึงตาตุมดาน
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 188 มุตฆาต, มุตตฆาต (มุดตะคาด) น. โรคชนิดหนึ่งที่ทำใหเกิดความผิดปรกติของน้ำปสสาวะ ตำราการแพทยแผนไทยวาเกิด จากการกระทบกระทั่ง เชน จากอุบัติเหตุ เพศสัมพันธ ผูปวยมีอาการปวดมากเวลาถาย ปสสาวะ ปสสาวะกะปริบกะปรอย ปวดขัดบริเวณสีขาง จุกเสียดบริเวณหนาอก อาเจียน เปนลมเปลา เบื่ออาหาร เปนตน ดังคัมภีรมุจฉาปกขันทิกา [๒/๒๙๖] ตอนหนึ่งวา “...มุตรฆาฎ ๔ ประการ วาเมื่อจะถายปศสาวะออกมานั้น ใหปวด ใหขัดเจบเปนกำลัง ใหโลหิตช้ำเปน หนองขนขุนดำดุจน้ำครามนั้น ชื่อมุตรฆาฎ อันนี้เกิดดวยกระทบชอกช้ำ จึ่งสำแดงโทษเปนดังนี้ กระทำใหขัดราวคางดุจเสนปตฆาฎ แลใหเสียดแทงในอก จะไหวไป มามิสะดวก บริโภคอาหารมิไดใหอาเจียนเปนลมเปลา รูมิถึงวาเปนเมดยอดภายใน...”. เขียนวา มุตรฆาฏ หรือ มุตระฆาฎ ก็มี. มหาสันนิบาต น. สันนิบาตที่มีอาการรุนแรงอันเกิดจากกองธาตุทั้ง ๔ รวมกันกระทำใหเกิดโทษ, สันนิบาต กองใหญ ก็เรียก. รัตตฆาต (รัดตะคาด) น. ๑.เสนเลือดแดงใหญบริเวณขาหนีบเสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย. ๒. เสนบริวารของเสนอิทา และเสนปงคลา แลนจากบริเวณขอบกระดูกเชิง กราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณตนคอ มี ๒ เสน แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย, รัตฆาต หรือ รัตฆาฏ ก็เรียก. รัตนคุณ ลมที่ทำใหมือตาย และเหน็บชา แกโดยกดจุดที่ทรวงอกต่ำจากไหปลาราลงมา ริดสีดวง น.โรคกลุมหนึ่ง เกิดไดกับอวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ตา จมูก ลำไส ทวารหนัก ตำรา การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ โรค, พริณะโรค, โรหินีโรค, วิชิกามะโรค, อุระปศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะ โรค, อัคนีโชตโรค, วาตะสุตะโรค, อระวัณณโรค, สักเคระโรค, สุวิชิกาโรค, สกะถานะโรค, บานทะโรค, สุกระโรค, ริดสีดวงทั้ง ๑๘ จำพวก ซึ่งวามาทั้งนี้ พึงรูตามในคัมภีรทานกลาว ไว...”. หฤศโรค ก็เรียก, เขียนวา ฤศดวง หรือ ฤษดวง ก็มี. ฤดู ๓ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปเปน ๓ ฤดู ฤดูละ ๔ เดือน ตามหลักวิชาการการแพทย แผนไทยไดแก คิมหันตฤดู (ฤดูรอน) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ วสันตฤดู (ฤดูฝน) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ และเหมันตฤดู (ฤดูหนาว) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำเดือน ๑๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิด โรคอันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน คิมหันตฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บ ปวยเนื่องจากสมุฏฐานเตโช สํานโรค, อัคนีโชตโรค, วาตะสุตะโรค, อระวัณณโรค, สักเคระโรค, สุวิชิกาโรค, สกะถานะโรค, ัก โรค, พริณะโรค, โรหินีโรค, วิชิกามะโรค, อุระปศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะ โรค, อัคนีโชตโรค, วาตะสุตะโรค, อระวัณณโรค, สักเคระโรค, สุวิชิกาโรค, สกะถานะโรค, ค คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ โรค, พริณะโรค, โรหินีโรค, วิชิกามะโรค, อุระปศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะ ุ ้ คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ ม จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ โรค, พริณะโรค, โรหินีโรค, วิชิกามะโรค, อุระปศโรค, อันตะริศโรค, อันตคุณโรค, ตาระสกะ ค จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา คัมภีรริดสีดวงตางๆ ๑๘ จำพวก คือริดสีดวงอันชื่อวา ปาลติญาณะโรค, วิตานะโรค, ฆานะ ร อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา อ นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ จะกำหนด ในที่นี้จะยกวาแตที่ทานสงเคราะหไวเปนหมวด แลวมีนามบัญญัติสมมติวา ง นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ ภ ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน ู อาจารยในกอนสืบๆ กันมา รจนาลงไวในคัมภีรทั้งหลายตางๆ นั้นมากกวามากนัก เหลือที่ ม อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย นัยหนึ่งใหม วาดวยลักษณะหฤศโรค กลาวคือริดสีดวงอันบังเกิดเนื่องมาแตกุมารโรคอัน ิ อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย ป การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๒๖๔] ตอนหนึ่งวา “...ลำดับนี้จะกลาวดวย ั การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ป การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ัญ ริดสีดวง น.โรคกลุมหนึ่ง เกิดไดกับอวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ตา จมูก ลำไส ทวารหนัก ตำรา การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด อาจมีติ่งหรือกอนเนื้อเกิดขึ้นที่อวัยวะนั้น เชน ริดสีดวงตา ริดสีดวงทวารหนัก ดังตำรายา ญ ริดสีดวง น.โรคกลุมหนึ่ง เกิดไดกับอวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ตา จมูก ลำไส ทวารหนัก ตำรา การแพทยแผนไทยวามี ๑๘ ชนิด แตละชนิดมีอาการและชื่อเรียกแตกตางกันไป บางชนิด า รัตนคุณ ลมที่ทำใหมือตาย และเหน็บชา แกโดยกดจุดที่ทรวงอกต่ำจากไหปลาราลงมา ริดสีดวง น.โรคกลุมหนึ่ง เกิดไดกับอวัยวะตางๆ ของรางกาย เชน ตา จมูก ลำไส ทวารหนัก ตำรา รัตนคุณ ลมที่ทำใหมือตาย และเหน็บชา แกโดยกดจุดที่ทรวงอกต่ำจากไหปลาราลงมา กา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย, รัตฆาต หรือ รัตฆาฏ ก็เรียก. รัตนคุณ ลมที่ทำใหมือตาย และเหน็บชา แกโดยกดจุดที่ทรวงอกต่ำจากไหปลาราลงมา ร กราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณตนคอ มี ๒ เสน แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย, รัตฆาต หรือ รัตฆาฏ ก็เรียก. แ กราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณตนคอ มี ๒ เสน แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย, รัตฆาต หรือ รัตฆาฏ ก็เรียก. พ รัตตฆาตซาย. ๒. เสนบริวารของเสนอิทา และเสนปงคลา แลนจากบริเวณขอบกระดูกเชิง กราน ตรงขึ้นไปถึงบริเวณตนคอ มี ๒ เสน แนบขนานไปกับกระดูกสันหลัง เสนขางขวา ท น. ๑.เสนเลือดแดงใหญบริเวณขาหนีบเสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก รัตตฆาตซาย. ๒. เสนบริวารของเสนอิทา และเสนปงคลา แลนจากบริเวณขอบกระดูกเชิง น. ๑.เสนเลือดแดงใหญบริเวณขาหนีบเสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก ย น. ๑.เสนเลือดแดงใหญบริเวณขาหนีบเสนขางขวา เรียก รัตตฆาตขวา เสนขางซาย เรียก ์แผ มหาสันนิบาต น. สันนิบาตที่มีอาการรุนแรงอันเกิดจากกองธาตุทั้ง ๔ รวมกันกระทำใหเกิดโทษ, สันนิบาต นไ มามิสะดวก บริโภคอาหารมิไดใหอาเจียนเปนลมเปลา รูมิถึงวาเปนเมดยอดภายใน...”. มหาสันนิบาต น. สันนิบาตที่มีอาการรุนแรงอันเกิดจากกองธาตุทั้ง ๔ รวมกันกระทำใหเกิดโทษ, สันนิบาต ท มามิสะดวก บริโภคอาหารมิไดใหอาเจียนเปนลมเปลา รูมิถึงวาเปนเมดยอดภายใน...”. ย จึ่งสำแดงโทษเปนดังนี้ กระทำใหขัดราวคางดุจเสนปตฆาฎ แลใหเสียดแทงในอก จะไหวไป มามิสะดวก บริโภคอาหารมิไดใหอาเจียนเปนลมเปลา รูมิถึงวาเปนเมดยอดภายใน...”.
ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 189 ฤดู ๔ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ปเปน ๔ ฤดู ฤดูละ ๓ เดือน ตามหลักวิชาการแพทยแผน ไทย ซึ่งอาจกำหนดไวตางกัน ตำราเวชศึกษาแบงเปน ฤดูที่ ๑ นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๗ ฤดูที่ ๒ นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๗ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดู ที่ ๓ นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนอาย และฤดูที่ ๔ นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือนอาย ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ สวนคัมภีรธาตุวิวรณ แบงเปน คิมหันตฤดู นับตั้งแต เดือน ๕ ถึงเดือน ๗ วสันตฤดู นับตั้งแตเดือน ๘ ถึงเดือน ๑๐ วสันตเหมันตฤดู นับตั้งแต เดือน ๑๑ ถึงเดือน อาย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแตเดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้ง แหงการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานตาง ๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วสันตเหมันตฤดู มัก ทำใหเกิดความเจ็บปวยเนื่องจากสมุฏฐานอาโป. ฤดู ๖ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ป เปน ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทยแผน ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้ง แตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วัสสานฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บปวยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกาฬสิงคลีนั้น ถาจับใหหนา เขียวใหขอบตาเขียว ลางก็จับ หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง เหลือง วงขาว เทาใบพุทรา เทาแวนน้ำออย กำหนด ๓ วัน...”. ลมกุมภัณฑยักษ (-กุมพันทะยัก) น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักมือกำเทางอ หมดสติ โบราณวาถารักษาไมได ภายใน ๑๑ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกุม ภัณฑยักษนั้น ถาลมไขลงดุจอยางสันนิบาต เมื่อจับนั้นใหชักมือกำชักเทางอ มิไดลมปฤดี มิเรียกมิรูสมปฤดีเลย กำหนด ๑๑ วัน...”. ลมชิวหาสดม, ลมชิวหาสดมภ (-ชิวหาสะดม) น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการหาว เรอ คลื่นเหียน ขากรรไกรแข็งอาแลวหุบไม ลง พูดไมชัด ลิ้นกระดางคางแข็ง มักเกิดแทรกลมอัมพาต หากรุนแรงจะทำใหไมรูสึกตัว ปลุกไมตื่น กำหนด ๓ วัน ๗ วัน ดังคัมภีรชวดาร [๑๔/๔๒๙] ตอนหนึ่งวา “...ลมชิวหาสดม เมื่อแรกจับใหหาวใหเรอแลใหเหียน แลขากรรไกรแข็งอาขบลงมิได ใหนิ่งแนไปมิรูสึก ปลุก มิตื่น กำหนด ๓ วัน ๗ วัน...”. ลมดูดสะบัก น. อาการปวดเมื่อยบริเวณสะบัก บา และไหลขางซาย เชน จากการนอนตะแคงดานซาย นานๆ ทำใหเลือดลมตามแนวเสนอิทา และเสนกาลทารีเดินไมสะดวก. ลมชิวหาสดม, สํานั (-กุมพันทะยัก) กคน. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักมือกำเทางอ หมดสติ โบราณวาถารักษาไมได ภายใน ๑๑ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกุม น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักมือกำเทางอ หมดสติ โบราณวาถารักษาไมได ภายใน ๑๑ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกุม ุ ้มค เหลือง วงขาว เทาใบพุทรา เทาแวนน้ำออย กำหนด ๓ วัน...”. น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักมือกำเทางอ หมดสติ โบราณวาถารักษาไมได ร หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง เหลือง วงขาว เทาใบพุทรา เทาแวนน้ำออย กำหนด ๓ วัน...”. อ หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง เหลือง วงขาว เทาใบพุทรา เทาแวนน้ำออย กำหนด ๓ วัน...”. ง [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกาฬสิงคลีนั้น ถาจับใหหนา เขียวใหขอบตาเขียว ลางก็จับ หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง ภ หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกาฬสิงคลีนั้น ถาจับใหหนา เขียวใหขอบตาเขียว ลางก็จับ ู หัวใจใหใจสั่น ลางที่ใหถอนหายใจฮึดฮัด ลางทีใหดิ้นดุจตีปลา ใหผุดเปนวงดำ วงแดง วง ม ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมกาฬสิงคลีนั้น ถาจับใหหนา เขียวใหขอบตาเขียว ลางก็จับ ิ ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร ป ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง หรือสีเหลือง โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๓ วัน อาจถึงแกความตายได ดังคัมภีรชวดาร ั ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง ป ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง ัญ ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. ลมกาฬสิงคลี น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีหนาและขอบตาเขียว ใจสั่น ผิวหนังผุดเปนวงสีดำ สีแดง ญ วัสสานฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บปวยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ ลงฝก น. โรคเกิดเพราะเสนเลื่อนลงสูถุงอัณฑะทำใหถุงอัณฑะโต เรียกวา กระษัยลงฝก. า เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วัสสานฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บปวยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ ก เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วัสสานฤดู มักทำใหเกิดความเจ็บปวยอันเนื่องมาจากลมและเสมหะ า ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน ร เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้งแหงการเกิดโรค อันเกิดจากสมุฏฐานตางๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน แ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือนยี่ และฤดูที่ ๖ (ศิศิรฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๒ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ พ แตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๐ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ ฤดูที่ ๕ (เหมันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๑๒ ถึง ท ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้ง แตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ ย ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้ง แตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๘ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๐ ฤดูที่ ๔ (สารทฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ ์ ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ๒ (วสันตฤดู) นับตั้งแตแรม ๑ ค่ำ เดือน ๖ ถึง ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ฤดูที่ ๓ (วัสสานฤดู) นับตั้ง แผ ฤดู ๖ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ป เปน ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทยแผน ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ฤดู ๖ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ป เปน ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทยแผน น ไทย ไดแก ฤดูที่ ๑ (คิมหันตฤดู) นับตั้งตาแรม ๑ ค่ำ เดือน ๔ ถึงขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ฤดูที่ ไ แหงการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานตาง ๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วสันตเหมันตฤดู มัก ฤดู ๖ น. การกำหนดฤดูกาลในรอบ ๑ ป เปน ๖ ฤดู ฤดูละ ๒ เดือนตามหลักวิชาการแพทยแผน ท แหงการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานตาง ๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วสันตเหมันตฤดู มัก ย เดือน ๑๑ ถึงเดือน อาย และเหมันตคิมหันตฤดู นับตั้งแตเดือนยี่ ถึงเดือน ๔ ฤดูเปนที่ตั้ง แหงการเกิดโรคอันเกิดจากสมุฏฐานตาง ๆ ที่ประจำในแตละฤดู เชน วสันตเหมันตฤดู มัก
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 190 ลมตติยาวิโรธ (-ตะติยาวิโรด) น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการมือเทาเย็น มีลมเปนกอน กลิ้งอยูในชองทอง ทำใหปวดมาก บางครั้งปวดตั้งแตปลายเทาถึงหัวใจ หมดสติ เปนตน ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/ ๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมตติยาวิโรธนั้น ใหมือใหเทาเย็น เปนลูกกลิ้งอยูในทองใหจุกรองดัง สัตวตอดสัตวกัด บางทีปวดแตแมเทาขึ้นมาจนถึงหัวใจ นิ่งแนไปดุจดังพิษงูเหา...”. ลมทักขิณโรธ (-ทักขินะโรด) น. โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่งมักเกิดตอเนื่องจากโรคอื่น โบราณวาเปนลมในกองไข ผูปวยมี อาการมือเทาเย็น ตามัว ลิ้นกระดางคางแข็ง ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมทักขิณโรธ เปนไขอันใดๆ กอน ใหมือใหเทาเย็นให จักษมัวหามมิให วางยาผายใหจับ ดิ้นรน ยุดมิไดอยู เจรจามิได ลิ้นกระดางคางแขงแพทยจะแก ๆ ใหจงดี...” ลมบาทจิตร (ลมบาดทะจิต) น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีไขสูง เพอ ชัก เปนตน โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๑ ๐ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมบาทจิตต เมื่อ ลมไขลงดุจอยาสันนิบาต แรกจับใหละเมอเพอพกวานั่นวานี่ทำอาการดุจปศาจเขาอยู ลางที วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”.,เขียนวา บาทจิตร ก็มี. ลมประกัง (ประกัง) น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดขางเดียวหรือ ๒ ขางก็ได บางตำราวามักเปนเวลาเชา ผูปวยอาจมีอาการอื่นรวมดวย เชน ตาพรา วิงเวียน อาเจียน, ลมตะกัง หรือ สันนิบาตลมปะกัง ก็เรียก. ลมปตฆาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...ชื่อลมปตฆาฎก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฏ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. ลมเปลี่ยวดำ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทยแผนไทยบางเลมวา เกิดจากการกระทบกับความเย็น มากจนเปนตะคริว ผูปวยมีอาการกลามเนื้อเกร็งอยางรุนแรง กระตุก ทำใหเจ็บปวดบริเวณ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเปรี้ยวดำ ก็เรียก. ลมพหิ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันสันหลัง ดังคัมภีรแผนนวด [๒/ ๗๘] ตอนหนึ่งวา “...เสนนี้ชื่อปงคลามันกลายเปนลมพหิเมื่อแรกจับดังพิศมงูทับสมิงคลา ขบยอมขึ้นตามกระดูกสันหลังทั้งซายขวา...”, พหิวาตา หรือ พหิวาตาหทัย ก็เรียก. ลมเพรำพะวาตา ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหใจหมุนดั่งกังหัน ใหเหนื่อย ลมพุทธยักษ, ลมพุทยักษ (-พุดทะยัก) น. โรคลมชนิดหนึ่งผูปวยมักมีอาการชัก กระสับกระสาย ขบฟนตาเหลือก ตาเบิกกวาง ปากเบี้ยว มือกำเทางอ แยกแขงแยกขา ไมมีสติ เปนตน ดังคัมภีรชวดาร [๑๔/๔๓๒] ตอน หนึ่งวา “...ลมพุทธยักษชักกระสับกระสาย ใหขบฟนเหลือกตาใหมือกำเทางอปากเบี้ยว จักษุแหก แยกแขงแยกขาหาสมปฤดีมิได ลมจำพวกเหลานี้เยียวยายากนัก เปนปจฉิมที่สุด โรคแลวพิจารณาดูทวารหนักทวารเบา ถายังอุนอยูใหแกตอไป ประการหนึ่งใหดูผิวเนื้อ นิ้ว มือกดลงแลวยกขึ้นดูหาโลหิตมิได รอยนิ้วกดแลวยกขึ้นเปนรอยเขียวซีด อาการตัดแล...”. ลมสันนิบาตพุทธยักษ ก็เรียก. ลมเพรำพะวาตา ในทีนี้หมายถึงลมชนิดหนึ่ง มีอาการใหใจหมุนดั่งกังหัน ใหเหนื่อย สําน ลมพหิ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันสันหลัง ดังคัมภีรแผนนวด [๒/ ๗๘] ตอนหนึ่งวา “...เสนนี้ชื่อปงคลามันกลายเปนลมพหิเมื่อแรกจับดังพิศมงูทับสมิงคลา ั ลมพหิ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันสันหลัง ดังคัมภีรแผนนวด [๒/ ๗๘] ตอนหนึ่งวา “...เสนนี้ชื่อปงคลามันกลายเปนลมพหิเมื่อแรกจับดังพิศมงูทับสมิงคลา กค หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเปรี้ยวดำ ก็เ ลมพหิ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยจะมีอาการปวดมากตามกระดูกสันสันหลัง ดังคัมภีรแผนนวด [๒/ ุ ้ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเ ม ปรี้ยวดำ ก็เ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเ ค ปรี้ยวดำ ก็เ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย หรือยาทำลายพระสุเมรุ, ลมเกี่ยวดำ ลมเกลี่ยวดำ เปลี่ยวดำ หรือ ลมเปรี้ยวดำ ก็เ ร มากจนเปนตะคริว ผูปวยมีอาการกลามเนื้อเกร็งอยางรุนแรง กระตุก ทำใหเจ็บปวดบริเวณ ที่เปนมาก มักแกโดยการนวดจุดบริเวณใตตาตุมดานใน หรืออาจรักษาดวยยาสังขวิไชย อ ลมเปลี่ยวดำ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทยแผนไทยบางเลมวา เกิดจากการกระทบกับความเย็น มากจนเปนตะคริว ผูปวยมีอาการกลามเนื้อเกร็งอยางรุนแรง กระตุก ทำใหเจ็บปวดบริเวณ ง ลมเปลี่ยวดำ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทยแผนไทยบางเลมวา เกิดจากการกระทบกับความเย็น มากจนเปนตะคริว ผูปวยมีอาการกลามเนื้อเกร็งอยางรุนแรง กระตุก ทำใหเจ็บปวดบริเวณ ภ ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฏ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. ลมเปลี่ยวดำ น. โรคลมชนิดหนึ่ง ตำราการแพทยแผนไทยบางเลมวา เกิดจากการกระทบกับความเย็น ู ม ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฏ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. ิ ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ป ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ก็เรียก, เขียนวา ปตคาด ปฏฆาต ปตะฆาฏ หรือ ปตฆาฏ ก็มี. ั ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ป ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ัญ ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...ชื่อลมปตฆาฎก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล ออมนั้น ใหแกหัวเหนาแลทองแลรอบสดือ แลบั้นเอวแลสันหลังนั้นคลายแล...”. ลมปตฆาต ญ ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...ชื่อลมปตฆาฎก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ใหแกเสนเอนทั้ง ๒ แลแกเสนแถวหลังทั้ง ๒ แลแกเสนบั้นเอวทั้ง ๒ ขาง ชื่อวาลมแถกกล า ลมปตฆาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...ชื่อลมปตฆาฎก็วาผูนั้นมักนั่งนัก ลุกนั่งมิไดก็ดี ลมปตฆาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการปวดเมื่อยตามแนวเสนปตฆาต เคลื่อนไหวไมสะดวก การ บางตำราวามักเปนเวลาเชา ผูปวยอาจมีอาการอื่นรวมดวย เชน ตาพรา วิงเวียน อาเจียน, แ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดขางเดียวหรือ ๒ ขางก็ได บางตำราวามักเปนเวลาเชา ผูปวยอาจมีอาการอื่นรวมดวย เชน ตาพรา วิงเวียน อาเจียน, พ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดขางเดียวหรือ ๒ ขางก็ได บางตำราวามักเปนเวลาเชา ผูปวยอาจมีอาการอื่นรวมดวย เชน ตาพรา วิงเวียน อาเจียน, ท วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”.,เ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการปวดศีรษะมาก อาจจะปวดขางเดียวหรือ ๒ ขางก็ได ย ลมไขลงดุจอยาสันนิบาต แรกจับใหละเมอเพอพกวานั่นวานี่ทำอาการดุจปศาจเขาอยู ลางที วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”.,เ ลมไขลงดุจอยาสันนิบาต แรกจับใหละเมอเพอพกวานั่นวานี่ทำอาการดุจปศาจเขาอยู ลางที วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”., วาบาสันนิบาตก็ถูก เพราะเหตุจิตตระส่ำระสาย กำหนด ๑๐ วัน...”.,แ์แ เขียนวา บาทจิตร ก็มี. ขียนวา บาทจิตร ก็มี. ขียนวา บาทจิตร ก็มี. ขียนวา บาทจิตร ก็มี. ผ ๐ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมบาทจิตต เมื่อ ลมไขลงดุจอยาสันนิบาต แรกจับใหละเมอเพอพกวานั่นวานี่ทำอาการดุจปศาจเขาอยู ลางที น น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีไขสูง เพอ ชัก เปนตน โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๑ ๐ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมบาทจิตต เมื่อ ไ ดิ้นรน ยุดมิไดอยู เจรจามิได ลิ้นกระดางคางแขงแพทยจะแก ๆ ใหจงดี...” น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีไขสูง เพอ ชัก เปนตน โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๑ ๐ วัน อาจถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมบาทจิตต เมื่อ น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีไขสูง เพอ ชัก เปนตน โบราณวาถารักษาไมไดภายใน ๑ ทย “...ลมทักขิณโรธ เปนไขอันใดๆ กอน ใหมือใหเทาเย็นให จักษมัวหามมิให วางยาผายใหจับ
ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 191 ลมมหาสดมภ น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการหาวนอนมาก จิตใจสับสนหมดสติ ดังคัมภีร ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมมหาสดมจับนั้น ใหหาวนอนเปนกำลัง ใหหวาดหวั่น ไหวอยูแตในใจ ใหนอนนิ่งแน ใหมิรูสึกกายแล...”. ลมมีพิษ น. โรคลมกลุมหนึ่ง ผูปวยมีอาการรุนแรงมากนอยตามชนิดของโรคลมนั้นๆ อาจรักษาได หรือรักษายาก เชน ลมอินทรธนู ลมกุมภัณฑยักษ หากเปนลมที่มีอาการรุนแรงรักษายาก เรียก ลมอันมีพิษ หรือ ลมมีพิษมาก ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๔-๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...อันวาลมอันมีพิษนั้น มีหกจำพวก...นอกกวา ลม ๖ จำพวก นี้ก็มี คือ ลมอินทรธนู ๑ คือ ลมกุมภัณฑยักษ ๑ คือ ลมอัศข ๑ ลมราทธยักษ ๑ ลมบาทจิตต ๑ ลมพุทธยักษ ๑ แล ลม จำพวกเหลานี้ บังเกิดแก มนุษยผูใด มนุษยผูนั้น ตกเขาอยูในเนื้อมือพระยามัจจุราช เยียวยาปนอันยากนัก...”. ลมราย ก็เรียก ลมราทยักษ น.โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเปนไขตัวรอน ชัก มือเทากำงอ ลิ้นกระดางคางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เปนตน ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งวา “...ลมจำพวกหนึ่งชื่อ ราทยักษจับยอมใหชักทั่วทั้งกายใหยักไปมาใหสะบัดตนคอแลปากใหแกตนคางแลกระบอก จักษุจงไดรูสึกตัวแล...”. ลมราชยักษ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก. ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ แพทยแผนไทยวาเกิดจากความผิดปรกติของลมในเสนอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผน นวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งวา “...อัศฎากาศจับหาสติมิได เขมนทั่วกายชาไปทั้งตัวใหแสยง...”. ลมอินทรธนู (-อินทะนู) น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา อาการตัด...”. ลมอีงุมอีแอน น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักตัวงอหลังแอน โบราณวาถาชักจนหลังหัก ก็ จะถึงแกความตาย ดังคัมภีรชวดาร [๔๑/๓๐๕-๓๐๖] ตอนหนึ่งวา “...ลมอีงุมอีแอนนั้น เมื่อลมไขเหมือนสันนิบาต เมื่อจับนั้นอีงุมงอไปขางหนา อีแอนงมไปขางหลัง ถาลั่นเสียง เผาะเมื่อใดตายเมื่อนั้น...”. วาโยกำเริบ วาโยกำเริบแรง เพราะอาหารอันชุมมัน ใหเกิดโรคผอมเหลือง มักครั้นตัวหายใจสั้น ในทอง ใหรองลั่นอยูโครก ๆ แดกขึ้นลง หนึ่งเลาใหหาวเรอ ทั้งหนาตาวิงเวียนวง อาหารอันบรรจง ที่จะกินบรูรส หูหนักปากเหม็นหวาน บังเกิดกาลเลือดไหลหยด โสตฆานโอษฐออกหมด โทษวาโยเขาย่ำยี สําน ลมอีงุมอีแอน น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักตัวงอหลังแอน โบราณวาถาชักจนหลังหัก ก็ ักคุ ้ม ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา อาการตัด...”. ลมอีงุมอีแอน น.โรคลมอันมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการชักตัวงอหลังแอน โบราณวาถาชักจนหลังหัก ก็ ค ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา อาการตัด...”. ร สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา อ ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ผาก พิษนั้นใหอื้ออึงคะนึงอยูในใจ ใหเพอพกดังผีเขาอยู ถาหญิงเปนซายชายเปนขวา ง ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ภ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม ู สะดือดำ สะดือแดง สะดือเขียว สะดือเหลือง เทาวงน้ำออยงบ แตชายโครงตลอดจนหนา ม หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ชวดาร [๔๑/๓๐๕] ตอนหนึ่งวา “...ลมอินทรธนู เมื่อลมไขเหมือนลากสาก เปนวง ลอม ิ หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ป น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ วาผูหญิงที่เปนดานซายหรือผูชายที่เปนดานขวา อาการจะรุนแรง รักษาไมหาย ดังคัมภีร ั น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง ป น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ ัญ น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง หนาผากเปนวงๆ สะดือเปนสีดำ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลือง มีอาการเพอ เปนตน โบราณ ญ นวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งวา “...อัศฎากาศจับหาสติมิได เขมนทั่วกายชาไปทั้งตัวใหแสยง...”. น. โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเหมือนไขรากสาด ผิวหนังตั้งแตบริเวณชายโครงถึง า แพทยแผนไทยวาเกิดจากความผิดปรกติของลมในเสนอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผน นวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งวา “...อัศฎากาศจับหาสติมิได เขมนทั่วกายชาไปทั้งตัวใหแสยง...”. ก ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ แพทยแผนไทยวาเกิดจากความผิดปรกติของลมในเสนอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผน นวด [๔/๙๙] ตอนหนึ่งวา “...อัศฎากาศจับหาสติมิได เขมนทั่วกายชาไปทั้งตัวใหแสยง...”. า ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ แพทยแผนไทยวาเกิดจากความผิดปรกติของลมในเสนอัษฎากาศ ดังคำอธิบายภาพแผน ร จักษุจงไดรูสึกตัวแล...”. ลมราชยักษ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก. ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ แ จักษุจงไดรูสึกตัวแล...”. ลมราชยักษ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก. ลมอัษฎากาศ น. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมักมีอาการชาทั้งตัวขยับแขนขาไมได เชื่อมมึน เปนตน ตำราการ พ ราทยักษจับยอมใหชักทั่วทั้งกายใหยักไปมาใหสะบัดตนคอแลปากใหแกตนคางแลกระบอก จักษุจงไดรูสึกตัวแล...”. ลมราชยักษ หรือ ราทยักษวาโย ก็เรียก. ท คอแข็ง ตาเหลือง เปนตน ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งวา “...ลมจำพวกหนึ่งชื่อ ราทยักษจับยอมใหชักทั่วทั้งกายใหยักไปมาใหสะบัดตนคอแลปากใหแกตนคางแลกระบอก ย ลมราทยักษ น.โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเปนไขตัวรอน ชัก มือเทากำงอ ลิ้นกระดางคางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เปนตน ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งวา “...ลมจำพวกหนึ่งชื่อ ลมราทยักษ น.โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเปนไขตัวรอน ชัก มือเทากำงอ ลิ้นกระดางคางแข็ง คอแข็ง ตาเหลือง เปนตน ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๒] ตอนหนึ่งวา “...ลมจำพวกหนึ่งชื่อ ์แ ลมราทยักษ น.โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการเปนไขตัวรอน ชัก มือเทากำงอ ลิ้นกระดางคางแข็ง ผน จำพวกเหลานี้ บังเกิดแก มนุษยผูใด มนุษยผูนั้น ตกเขาอยูในเนื้อมือพระยามัจจุราช ไ ลมกุมภัณฑยักษ ๑ คือ ลมอัศข ๑ ลมราทธยักษ ๑ ลมบาทจิตต ๑ ลมพุทธยักษ ๑ แล ลม จำพวกเหลานี้ บังเกิดแก มนุษยผูใด มนุษยผูนั้น ตกเขาอยูในเนื้อมือพระยามัจจุราช ท ลมกุมภัณฑยักษ ๑ คือ ลมอัศข ๑ ลมราทธยักษ ๑ ลมบาทจิตต ๑ ลมพุทธยักษ ๑ แล ลม จำพวกเหลานี้ บังเกิดแก มนุษยผูใด มนุษยผูนั้น ตกเขาอยูในเนื้อมือพระยามัจจุราช ย “...อันวาลมอันมีพิษนั้น มีหกจำพวก...นอกกวา ลม ๖ จำพวก นี้ก็มี คือ ลมอินทรธนู ๑ คือ ลมกุมภัณฑยักษ ๑ คือ ลมอัศข ๑ ลมราทธยักษ ๑ ลมบาทจิตต ๑ ลมพุทธยักษ ๑ แล ลม
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 192 วาโยธาตุพิการ วาโยพิการนั้น ใหหูตึงเปนกำเนิด น้ำหนวกอันไหลเหม็น ไมเห็นไฟนัยนตาฟาง เมื่อยมือ และเมื่อยเทา สันหลังฟกก็ดูพาง ฝเอ็นกำเริบลาง บางก็อวกอาเจียนลม บางลงจนสิ้นแรง อาหารแดงในอาจม สิ้นไสก็เพื่อลม ในลำไสจะหนีกาย ครั้นหนวงดวยคุณยา ที่ลงมาคอย หางหาย กลับรากลำบากกาย เปนดังนี้ดวยแรงกรรม อาการที่กลาวมา เจ็ดวันวาจงควรจำ ยายากจะยายำ โทษนี้แทกำหนดตาย วาโยธาตุสมุถาน ธาตุลม มี ๖ ประการ คือ ๑. อุทธังคมาวาตา คือลมพัดขึ้นเบื้องบน นับตั้งแตปลายเทา บางทานกลาววา พัดตั้งแต กระเพาะอาหารถึงลำคอ ไดแก เรอ เปนตน ๒. อโธคมาวาตา คือลมพัดลงเบื้องต่ำ นับแตศีรษะถึงปลายเทา บางทานกลาววา พัดตั้งแตลำไสนอยถึงทวารหนัก ไดแก ผายลม เปนตน ๓. กุจฉิสยาวาตา คือลมพันในทอง แตพัดนอกลำไส ๔. โกฐฐาสยาวาตา คือลมพัดในลำไสและกระเพาะอาหาร ๔. อังคมังคานุสารีวาตา คือลมพัดทั่วสรีระกาย แพทยไทยเชื่อวาหมายถึงระบบไหลเวียน ของโลหิต ๕. อัสสาสะปสสาสะวาตา คือลมหายใจเขาออก วาโยหยอน จักกลาววาโยไซร เมื่อหยอนไปใหโทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจ ใหญนักหาวเรอมักผายลมใน เปนลมทนทองให กระบัดไปรอนหนาวนา ใหรอนในทรวงอก กายสั่นงกเทาหัตถา ลมแลนทั่วกายา เทาหัตถานั้นตายไป ลมพัดตองดวงจิต ลมทำพิษให คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง วิหกวาตพัค, วิหควาตพัค, วิหควาตภักดิ์ น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. สัตถกวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลมแบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ(ลมใน หัวใจอันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทงตามสวน ตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สันนิบาต น. ๑.ความเจ็บปวยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปตตะ วาตะ และเสมหะ รวมกันกระทำใหเกิด โทษเต็มกำลัง ในวันที่ ๓๐ ของการเจ็บปวย ๒.ไขประเภทหนึ่ง ผูปวยมีอาการสั่นเทิ้ม ชัก กระตุก และเพอ เชน ไขสันนิบาตลูกนก ไขสันนิบาตหนาเพลิง. สลักเพชร น. โครงสรางของกระดูกบริเวณขอบางขอ ที่เมื่อสวมเขาดวยกันแลวทำใหเคลื่อนไหวได เชน ขอตอขอบกระดูกเชิงกรานตรงสะโพกกับหัวกระดูกตนขาทำใหขากางออกได เรียก ตะโพกสลักเพชร, ขอตอขากรรไกรบนและลาง ทำใหอาปาก และกินอาหารได เรียกขา กรรไกรสลักเพชร สวิงสวาย ก.อาการที่รูสึกใจหวิว วิงเวียน คลื่นไส ตาพราจะเปนลม สํ สันนิบาต น. ๑.ความเจ็บปวยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปตตะ วาตะ และเสมหะ รวมกันกระทำใหเกิด านัก ตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สันนิบาต น. ๑.ความเจ็บปวยอันเกิดจากกองสมุฏฐานปตตะ วาตะ และเสมหะ รวมกันกระทำใหเกิด ค หัวใจอันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทงตามสวน ตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) ุ ้ หัวใจอันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทงตามสวน ตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเ ม มื่อย) ค สัตถกวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลมแบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ(ลมใน หัวใจอันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทงตามสวน สัตถกวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลมแบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ(ลมใน รอ ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. สัตถกวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลมแบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ(ลมใน ง ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. ภ น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ ยึดหัวไหล ถาถูกกระทบอยางแรง ทำใหหัวไหลหลุดอยูตรงหัวดุมไหล. ู มิ คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ ป คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง น. เสนที่มีทางเดินเริ่มจากมุมขอบสะบักดานใน แลนไปตามสะบักบนถึงขอไหล ทำหนาที่ คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง ั ป คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง ัญ กายสั่นงกเทาหัตถา ลมแลนทั่วกายา เทาหัตถานั้นตายไป ลมพัดตองดวงจิต ลมทำพิษให คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง ญ ใหญนักหาวเรอมักผายลมใน เปนลมทนทองให กระบัดไปรอนหนาวนา ใหรอนในทรวงอก กายสั่นงกเทาหัตถา ลมแลนทั่วกายา เทาหัตถานั้นตายไป ลมพัดตองดวงจิต ลมทำพิษให คลั่งไคล สิบสามโทษนี้ให วาโยไซรรูผอนหยอนลง า วาโยหยอน จักกลาววาโยไซร เมื่อหยอนไปใหโทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจ ใหญนักหาวเรอมักผายลมใน เปนลมทนทองให กระบัดไปรอนหนาวนา ใหรอนในทรวงอก ก วาโยหยอน จักกลาววาโยไซร เมื่อหยอนไปใหโทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจ ใหญนักหาวเรอมักผายลมใน เปนลมทนทองให กระบัดไปรอนหนาวนา ใหรอนในทรวงอก า ๕. อัสสาสะปสสาสะวาตา คือลมหายใจเขาออก วาโยหยอน จักกลาววาโยไซร เมื่อหยอนไปใหโทษมา สิบสามตามสังขยา คือวาตาวิบัติไป มักถอนใจ ๕. อัสสาสะปสสาสะวาตา คือลมหายใจเขาออก รแพ ๔. อังคมังคานุสารีวาตา คือลมพัดทั่วสรีระกาย แพทยไทยเชื่อวาหมายถึงระบบไหลเวียน ทย์แผน ๒. อโธคมาวาตา คือลมพัดลงเบื้องต่ำ นับแตศีรษะถึงปลายเทา บางทานกลาววา ไทย ๑. อุทธังคมาวาตา คือลมพัดขึ้นเบื้องบน นับตั้งแตปลายเทา บางทานกลาววา พัดตั้งแต
ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 193 สัณฑฆาต น. ๑. เสนที่มีจุดเริ่มตนบริเวณขอบเชิงกรานดานหนา แลนถึงตาตุม เสนดานบนจะแลนไป ทางดานหลัง ขึ้นขางกระดูกสันหลัง ถึงบริเวณตนคอ ทายทอย ขึ้นศีรษะ แลวลงมาที่แขน เสนที่อยูดานขวา เรียกเสนสันฑฆาตขวา เสนที่อยูดานซาย เรียก เสนสันฑฆาตซาย ๒.โรคเกี่ยวกับเสนชนิดหนึ่ง ทำใหมีอาการจุกเสียดหนาอก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๑๑๙] ตอนหนึ่งวา “...๓. เสนนี้ สันทฆาตขวา แกยอกอก สลักอก ๗. เสนนี้ สันทฆาต ซาย แกเจ็บดังเปนหนอง...”. ๓.โรคชนิดหนึ่งเกิดจากการกระทบกระแทกชอกซ้ำอยางแรง เชน ตกตนไม ถูกทุบถองโบยตี ทำใหเกิดเลือดออก เปนลิ่ม เปนกอนแหง หรือเนาเสียอยู ภายใน เรียก โลหิตตองพิฆาต ในสตรี อาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบงเปน ๔ ชนิดตามความรุนแรงของโรค ไดแก เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑ ฆาต สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูในฝกหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูนอกฝกหรือนอกถุงน้ำดี) และ กำเดา (เปลวแหงความรอน หรือความรอนที่ไดจากการเผาผลาญในรางกาย). สมุฏฐานวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ (ลมในหัวใจ อันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทง ตามสวนตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ เสน น. สิ่งที่มีลักษณะเปนแนว ไมกำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับตองได เชน เสนเลือด เสนเอ็น เสนประสาท ในแนวเหลานี้อาจเปนทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุ ไฟ หรือธาตุลม. คัมภีรแผนนวดในตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๗๒,๐๐๐ เสน ดังที่กลาวไวในคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลวจึ่งมีเอนเกี่ยวกระหวัดอยู ในนาถีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เสน...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๔/๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน กำเริบมักรุมรอนใหศุขทุก ๆ ราตรี เมื่อสบายเลือดลมเสมอ จึงราเรอกระเษมสียังหะทัยใหเปรมปรี เพราะเสนเอ็นไมกอการ...” แตในคัมภีรโรคนิทาน ตามตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๒,๗๐๐ เสน ดังที่ กลาวไว [๒/๓๔๘] ตอนหนึ่งวา “...สวนวาเสนประธาน ๑๐ เสน มีบริวาร ๒๗๐๐ เสนนั้นก็ หวาดไหวไปสิ้นทั้งนั้น ที่กลาก็กลาที่แขงก็แขงที่ตั้งดานก็ตั้งดานที่ขอดก็ขอดเขาเปนกอน เปนเถาไป เปนเหตุแตจะใหโทษนักถาพรอมกันทั้ง ๒๗๐๐ เสนแลวก็ตายแล ถาเปนแต ๒ ๓ ๔ เสนยังแกไดแล...”, เอ็น หรือเสนเอ็น ก็เรียก. เสนกาลทารี, เสนกาลธารี (-กาละทารี) น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแลวแยกออกเปน ๔ เสน ๒ เสนบนแลนขึ้นไปตามชายโครงทั้ง ๒ ขาง แลวไปสะบักใน กำดน และศีรษะ แลว วกกลับมาตนแขนลงมาตามแนวหลังแขนทั้งสอง และ แยกออกไปตามนิ้วมือทั้ง ๒ ขาง สวน ๒ เสนลางแลนลงไปตามหนาแขงจนถึงขอเทา แลวแตกออกไปตามนิ้วเทาทั้ง ๒ ขาง สํานักคในนาถีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เสน...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๔/๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน กำเริบมักรุมรอนใหศุขทุก ๆ ราตรี ุ ้ม เสน ดังที่กลาวไวในคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลวจึ่งมีเอนเกี่ยวกระหวัดอยู ในนาถีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เสน...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๔/๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เสนเอ็นยอมเปนรู ลมเลือดชูใหฟูฟอน กำเริบมักรุมรอนใหศุขทุก ๆ ราตรี ค เสน ดังที่กลาวไวในคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลวจึ่งมีเอนเกี่ยวกระหวัดอยู ในนาถีนั้นเปน อันมากถึง ๗๒๐๐๐ เสน...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๔/๗๙] ร ไฟ หรือธาตุลม. คัมภีรแผนนวดในตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๗๒,๐๐๐ เสน ดังที่กลาวไวในคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลวจึ่งมีเอนเกี่ยวกระหวัดอยู อ เชน เสนเลือด เสนเอ็น เสนประสาท ในแนวเหลานี้อาจเปนทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุ ไฟ หรือธาตุลม. คัมภีรแผนนวดในตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๗๒,๐๐๐ ง เชน เสนเลือด เสนเอ็น เสนประสาท ในแนวเหลานี้อาจเปนทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุ ไฟ หรือธาตุลม. คัมภีรแผนนวดในตำราเวชศาสตรฉบับหลวง รัชกาลที่ ๕ วามี ๗๒,๐๐๐ ภ เสน น. สิ่งที่มีลักษณะเปนแนว ไมกำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับตองได เชน เสนเลือด เสนเอ็น เสนประสาท ในแนวเหลานี้อาจเปนทางขับเคลื่อนของธาตุน้ำ ธาตุ ู ม เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ เสน น. สิ่งที่มีลักษณะเปนแนว ไมกำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับตองได ิ เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ ป (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ เสน น. สิ่งที่มีลักษณะเปนแนว ไมกำหนดความยาว แนวที่มีลักษณะของธาตุดินจะจับตองได ั (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ ป (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). ั ปั เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ ัญ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). เสโท น. เหงื่อ เปนองคประกอบ ๑ ใน ๑๒ สิ่งของธาตุน้ำ ญ สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก ศอเสมหะ (เสมหะในลำคอ) อุระเสมหะ (เสมหะในอก) และคูถเสมหะ (เสมหะในสวงทวาร). า ตามสวนตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก ศอเสมหะ ก ตามสวนตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) สมุฏฐานเสมหะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากเสลด แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก ศอเสมหะ า (ลมในหัวใจ อันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทง ตามสวนตางๆ ของรางกาย) และสุมนาวาตะ (ลมในเสน อันทำใหเกิดอาการปวดเมื่อย) ร สมุฏฐานวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ (ลมในหัวใจ อันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทง แ สมุฏฐานวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ (ลมในหัวใจ อันทำใหหัวใจทำงานเปนปรกติ) สัตถกวาตะ (ลมที่ทำใหเกิดอาการเสียดแทง พ กำเดา (เปลวแหงความรอน หรือความรอนที่ไดจากการเผาผลาญในรางกาย). สมุฏฐานวาตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากลม แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก หทัยวาตะ ท (น้ำดีที่อยูในฝกหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูนอกฝกหรือนอกถุงน้ำดี) และ กำเดา (เปลวแหงความรอน หรือความรอนที่ไดจากการเผาผลาญในรางกาย). ย สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูในฝกหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูนอกฝกหรือนอกถุงน้ำดี) และ กำเดา (เปลวแหงความรอน หรือความรอนที่ไดจากการเผาผลาญในรางกาย). ์ สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูในฝกหรือในถุงน้ำดี) อพัทธะปตตะ (น้ำดีที่อยูนอกฝกหรือนอกถุงน้ำดี) และ แ สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ ผน ๔ ชนิดตามความรุนแรงของโรค ไดแก เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑ สมุฏฐานปตตะ น. ที่ตั้งหรือที่แรกเกิดของโรคอันเกิดจากดี แบงออกเปน ๓ อยาง ไดแก พัทธะปตตะ ไ ภายใน เรียก โลหิตตองพิฆาต ในสตรี อาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบงเปน ๔ ชนิดตามความรุนแรงของโรค ไดแก เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑ ท ภายใน เรียก โลหิตตองพิฆาต ในสตรี อาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบงเปน ๔ ชนิดตามความรุนแรงของโรค ไดแก เอกสันฑฆาต โทสันฑฆาต ตรีสันฑฆาต และอาสันฑ ย เชน ตกตนไม ถูกทุบถองโบยตี ทำใหเกิดเลือดออก เปนลิ่ม เปนกอนแหง หรือเนาเสียอยู ภายใน เรียก โลหิตตองพิฆาต ในสตรี อาการอาจรุนแรงหากเกิดขณะมีระดู แบงเปน
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 194 เสนกาลทารี, เสนกาลธารี (-กาละทารี) (ตอ) ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่ง ชื่อวากาลทารีนั้น แลนออกมาแต นาภี แลวแตกออกเปน ๔ เสน สองเสนนั้นแลนขึ้นไปโดยทั้งสองแลว ไปเอาลำแขนทั้ง ๒ ตลอดลงไปถึงนิ้วมือทั้ง ๑๐ นั้นแล เสนนั้นเลาแลนลงไปตนขาทั้ง ๒ ลงไปตามลำแคงทั้ง ๒ ตลอดลงไปถึงนิ้วเทาทั้ง ๑๐ นั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๑] ตอนหนึ่งวา “...ในเสนเอ็นชื่อทารี อาจารยทานพรรณนา แลนออกมาแตนาพี กลับ แตกแยกเปนสี่ สองเสนนี้ผานขึ้นไปตามโครงสุดขางละเสน รอยขึ้นเปนสบักใน ทั้งซายขวา ตามนิสัย แลนขึ้นไปกำดนครัน ตลอดเศียรเวียนกระหลบแลนทวนทบจรจัล โดยหลังแขน ทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ขอมือแตกแยกเปนหาแถวตามแนวนิ้วใหยึดถือ สองขางทุกนิ้วมือให ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา แขงพลัน หยุดพอเพียงขอทาว แตกออกเหลาละหาอัน เอ็นหนึ่งทั้งหานั้น ทั้งสองขาง ดังกลาวมา...”, เสนฆานทารี เสนกาลทวารี หรือเสนทารี ก็เรียก. เสนจันทภูสัง, เสนจันทะภูสัง) น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราว นมขางซาย ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางซาย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑ ๒. จันทะภูสัง รากโสตซาย...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งวาลาวุสังนั้นแลนออกมาแตนาภี ขึ้นไปราวนมซาย แลนไปขางซายแลวไปหู ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนอุรัง ภูสำพวังนั้นก็วา สัมปะสาโสนามปรากฎชื่อวาเปนสามอยาง เสนนี้แลน ออกมา แตนาภีวิถีทาง ขึ้นไปไมขัดขวาง ตามราวนมเบื้องซายหมาย ไปเนาเอาขางซาย หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. เสนทวารี, เสนทะวารี น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ขวา ขึ้นไปนมขางขวา ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางขวา แลวไปสิ้นสุดที่ตาขางขวาดังคัมภีร แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาทวารีนั้นแลนออกมาจากนาภีแลว ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา แลวแตกออก เปนรากจักขุขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่ง วา “...หนึ่งเสนทะวาคะตา บางตำรากลาวพิปลาย ทะวารีกำหนดหมาย บางอธิบายทะ วาระจันทร เสนนี้มีนามสาม ตามผูแพทยเคยสำคัญวิถีดำเนินนั้น เสนเดียวกันอยากังขา แลนออกแตนาภี ขางขวานี้แลนลงมา ตามแนวแหงขาขวา สูหนาแขงจนฝาทาวตลอดนิ้วทั้ง หานิ้ว พลิ้วกลับขึ้นตามแขงเขา หนาขาขึ้นไปเอาชายโครงสุดจนเตานม ขึ้นคางแลนตลอด เขา เอาลูกตาโดยนิยม เปนรากจักษุสม ใหกรอกกลับหลับลืมแล เปนเสนจักษุขวา...”, เสน ทะวาคะตา เสนทะวาระจันทร หรือเสนรากตาขวา ก็เรียก. เสนประธานสิบ น. แนวหลักในการขับเคลื่อนธาตุทั้ง ๔ ในรางกาย ๑๐ แนว ทุกแนวมีจุดเริ่มตนบริเวณ รอบๆ สะดือ แลวแยกกันไปตามสวนตางๆ ของรางกาย ไปสิ้นสุดที่อวัยวะตางๆ ประกอบ ดวย เสนอิทา เสนปงคลา เสนสุมนา เสนกาลทารี เสนสหัศรังสี เสนทวารี เสนจันทะภูสัง สํานวา “...หนึ่งเสนทะวาคะตา บางตำรากลาวพิปลาย ทะวารีกำหนดหมาย บางอธิบายทะ ัก ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา แลวแตกออก เปนรากจักขุขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่ง ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา แลวแตกออก เปนรากจักขุขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่ง คุ ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา แลวแตกออก เปนรากจักขุขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่ง ้ แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาทวารีนั้นแลนออกมาจากนาภีแลว ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา ม แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาทวารีนั้นแลนออกมาจากนาภีแลว ตลอดลงไปเอาเทาขวาแลวกลับขึ้นมาตามแคงผานขึ้นไปตามนมขวา แลนเขาไปใตคางขวา ค ขวา ขึ้นไปนมขางขวา ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางขวา แลวไปสิ้นสุดที่ตาขางขวาดังคัมภีร แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาทวารีนั้นแลนออกมาจากนาภีแลว ร ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ขวา ขึ้นไปนมขางขวา ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางขวา แลวไปสิ้นสุดที่ตาขางขวาดังคัมภีร อ ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ขวา ขึ้นไปนมขางขวา ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางขวา แลวไปสิ้นสุดที่ตาขางขวาดังคัมภีร ง น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ภ อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ู น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ขวา แขงขวาดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาขวาทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ม อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ิ หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. ป หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน ั ป หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน ัญ ออกมา แตนาภีวิถีทาง ขึ้นไปไมขัดขวาง ตามราวนมเบื้องซายหมาย ไปเนาเอาขางซาย หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน อุรัง เสนภูสำพวัง หรือ เสนสัมปะสาโส ก็เรียก. ญ “...หนึ่งเสนอุรัง ภูสำพวังนั้นก็วา สัมปะสาโสนามปรากฎชื่อวาเปนสามอยาง เสนนี้แลน ออกมา แตนาภีวิถีทาง ขึ้นไปไมขัดขวาง ตามราวนมเบื้องซายหมาย ไปเนาเอาขางซาย หมายหูซายดังอธิบาย เปนรากโสตประสาทหมาย ดังบรรยายฉนิ้มา...”, เสนลาวุสัง เสน า ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนอุรัง ภูสำพวังนั้นก็วา สัมปะสาโสนามปรากฎชื่อวาเปนสามอยาง เสนนี้แลน ก ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนอุรัง ภูสำพวังนั้นก็วา สัมปะสาโสนามปรากฎชื่อวาเปนสามอยาง เสนนี้แลน า “...เอนเสนหนึ่งวาลาวุสังนั้นแลนออกมาแตนาภี ขึ้นไปราวนมซาย แลนไปขางซายแลวไปหู ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา ร ตอนหนึ่งวา “...๑ ๒. จันทะภูสัง รากโสตซาย...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งวาลาวุสังนั้นแลนออกมาแตนาภี ขึ้นไปราวนมซาย แลนไปขางซายแลวไปหู ซายออกเปนรากหูซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา แ ตอนหนึ่งวา “...๑ ๒. จันทะภูสัง รากโสตซาย...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งวาลาวุสังนั้นแลนออกมาแตนาภี ขึ้นไปราวนมซาย แลนไปขางซายแลวไปหู พ นมขางซาย ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางซาย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑ ๒. จันทะภูสัง รากโสตซาย...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา ท น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราว นมขางซาย ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางซาย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราว ย นมขางซาย ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางซาย ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ์ ดังกลาวมา...”, เสนฆานทารี เสนกาลทวารี หรือเสนทารี ก็เรียก. น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราว แผ แขงพลัน หยุดพอเพียงขอทาว แตกออกเหลาละหาอัน เอ็นหนึ่งทั้งหานั้น ทั้งสองขาง น ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา แขงพลัน หยุดพอเพียงขอทาว แตกออกเหลาละหาอัน เอ็นหนึ่งทั้งหานั้น ทั้งสองขาง ไ ทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ขอมือแตกแยกเปนหาแถวตามแนวนิ้วใหยึดถือ สองขางทุกนิ้วมือให ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา แขงพลัน หยุดพอเพียงขอทาว แตกออกเหลาละหาอัน เอ็นหนึ่งทั้งหานั้น ทั้งสองขาง ท ทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ขอมือแตกแยกเปนหาแถวตามแนวนิ้วใหยึดถือ สองขางทุกนิ้วมือให ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา ทั้งสองนั้น ออกไปงันที่ขอมือแตกแยกเปนหาแถวตามแนวนิ้วใหยึดถือ สองขางทุกนิ้วมือให ย ยึดถือทำตาง ๆ สองเสนเบื้องใตนั้นแลนผกผันลงเบื้องลางตามหนาขาสองขางวางลงไปหนา
ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 195 เสนประธานสิบ (ตอ) เสนรุชำ (สุตัง) เสนสุขุมัง และเสนสิขินี ในหลักวิชานวดไทยจัดวาเสนประธานสิบมีความ สำคัญมากกวาเสนอื่นๆ ในรางกาย ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...แลมีเอน ๑๐ เสนเปนประธานแกเอนทั้งหลายแล...”, เสนสิบหรือเอ็น ๑๐ ประการ ก็เรียก เสนปงคลา, เสนปงคะลา น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไป บริเวณหัวหนาวแลวแลนไปตามตนขาขางขวา แลวเลี้ยวขึ้นไปแนบแนวกระดูกสันหลังดาน ขวา แลนขึ้นไปบนศีรษะแลวกลับลงมาสิ้นสุดที่จมูกดานขวา มีลมประจำเสนชื่อสูรยกาลา, สูญทกลา, ศุญทะกาลา. ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวา ปงคลานั้นแลนออกมาแตนาภีแลวลงไปเอาตนขาเบื้องขวา แลวเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แลวแลนขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแลวลงมาเอานาสิก ขวาอยูประจำลมอันชื่อวาสูญทกลาอยูเบื้องขวานั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งวา “...เสนปงคะบาเบื้องขวาไป ปงคะลาทีฆายาว กลาว ดังเสนอิทาไซ จากครรภาขวาไป แลนลงในหัวเหนาขา เลี้ยวลอดตลอดหลังสุดศรีสังลงนาศา ประจำลม สูรยกาลา ซีกขางขวาเปนสำคัญ...”. เสนมุตฆาตขวา น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานขวา แลนไปที่ปลายองคชาต ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะกะปริบ กะปรอย เสนมุตฆาตซาย น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานซาย แลนไปที่ทวารหนักปรากฏใน ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน ชื่อสุขุม อุสะมานามกรแท ออกจากนาภีแผ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคาง วางไป เอาหูขวานา เปนรากโสตประสาทหนา...”, เสนสุตัง เสนอุลลังกะ หรือ เสนสุขุมอุสะมา ก็ เรียก. เสนสหัสสรังสี น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ซาย แขงซายดานใน ผานฝาเทา โคนนิ้วเทาซายทั้ง ๕ นิ้ว แลวกลับยอนขึ้นมาตามหนาแขง ซาย ขึ้นไปหัวนมซาย ไปใตคาง ลอดขากรรไกรขางซายแลวไปสิ้นสุดที่ตาขางซาย ดังคัมภีร แผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อ สหัศรังสีนั้น แลนออกมาแตนาภีนั้นแลว ก็แลนลงไปตามตนขาไปตลอดเทาทั้ง ๒ ขาง ซายแลวก็กลับยอนขึ้นมาตามแคงซาย แลว ขึ้นไปเอาหัวนมซายแลวแลนเขาไปใตคาง แลวขึ้นไปแตกออกเปนรากจักษุเบื้องซายแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งหัสรังสีเอ็น อันเสนนี้ ทานพิปรายในอุทรขางซายหมาย แลนลงไปโดยตนขา ตลอดลงฝาเทาเลา แลนผานเอานิ้ว บาทา ตนนิ้วสิ้นทั้งหา ยอนขึ้นมาขางซายพลัน ตลอดทอดเตานมซาย แลนผันผายขางฅอ ส เสนสหัสสรังสี น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนลงไปตนขา ํานักคชื่อสุขุม อุสะมานามกรแท ออกจากนาภีแผ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคาง วางไป เอาหูขวานา เปนรากโสตประสาทหนา...”, เสนสุตัง เสนอุลลังกะ หรือ เสนสุขุมอุสะมา ก็ ุ ้ม รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน ชื่อสุขุม อุสะมานามกรแท ออกจากนาภีแผ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคาง วางไป เอาหูขวานา เปนรากโสตประสาทหนา...”, เสนสุตัง เสนอุลลังกะ หรือ เสนสุขุมอุสะมา ก็ ค รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน ชื่อสุขุม อุสะมานามกรแท ออกจากนาภีแผ ขึ้นไปจับราวนมขวา ขึ้นไปราวฅอคาง วางไป ร หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน อ หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน รากหูขวาแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๕] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งโสตเสน ง หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน ภ ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน ู หนึ่งชื่อวาอุลังกนั้นออกมาแตนาภีขางขวาขึ้นไปราวนมขวาแลนเขาไป ใตคางแลวออก เปน ม เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน หนึ่งวา “...๕. รุชำ รากโสตขวา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน ิ เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน ป ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ขางขวา ผานไปที่คอ คาง และไปสิ้นสุดที่หูขางขวา ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอน ั ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ป ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ัญ ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนรุชำ, เสนรุทัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนขึ้นไปราวนม ญ เสนมุตฆาตซาย น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานซาย แลนไปที่ทวารหนักปรากฏใน ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะบอย. เสนมุตฆาตซาย น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานซาย แลนไปที่ทวารหนักปรากฏใน ากา ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะกะปริบ ร เสนมุตฆาตขวา น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานขวา แลนไปที่ปลายองคชาต ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะกะปริบ แ เสนมุตฆาตขวา น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานขวา แลนไปที่ปลายองคชาต ปรากฏในตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามวา ใชนวดแกปสสาวะกะปริบ เสนมุตฆาตขวา น. เสนที่มีทางเดินจากทองนอย บริเวณอุงเชิงกรานดานขวา แลนไปที่ปลายองคชาต พท จากครรภาขวาไป แลนลงในหัวเหนาขา เลี้ยวลอดตลอดหลังสุดศรีสังลงนาศา ประจำลม ย์ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งวา “...เสนปงคะบาเบื้องขวาไป ปงคะลาทีฆายาว กลาว ดังเสนอิทาไซ จากครรภาขวาไป แลนลงในหัวเหนาขา เลี้ยวลอดตลอดหลังสุดศรีสังลงนาศา ประจำลม แผ ขวาอยูประจำลมอันชื่อวาสูญทกลาอยูเบื้องขวานั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งวา “...เสนปงคะบาเบื้องขวาไป ปงคะลาทีฆายาว กลาว ดังเสนอิทาไซ น แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แลวแลนขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแลวลงมาเอานาสิก ขวาอยูประจำลมอันชื่อวาสูญทกลาอยูเบื้องขวานั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๓] ตอนหนึ่งวา “...เสนปงคะบาเบื้องขวาไป ปงคะลาทีฆายาว กลาว ดังเสนอิทาไซ ไ ปงคลานั้นแลนออกมาแตนาภีแลวลงไปเอาตนขาเบื้องขวา แลวเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แลวแลนขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแลวลงมาเอานาสิก ขวาอยูประจำลมอันชื่อวาสูญทกลาอยูเบื้องขวานั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ ท ปงคลานั้นแลนออกมาแตนาภีแลวลงไปเอาตนขาเบื้องขวา แลวเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง แฝงแนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังเบื้องขวา แลวแลนขึ้นไปเกี่ยวเอาศีศะแลวลงมาเอานาสิก ย สูญทกลา, ศุญทะกาลา. ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวา ปงคลานั้นแลนออกมาแตนาภีแลวลงไปเอาตนขาเบื้องขวา แลวเกี่ยวกระหวัดไปเอาสันหลัง
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 196 เสนสหัสสรังสี (ตอ) นั้น ลอดขากันไกลพลัน สุดเสนนั้นเปนรากตา บังคับใหกลับกรอกหลับลืมออกเปนธรรมดา ประจำตาขางซายหนา...”, เสนหัสรังสี เสนรากตาซาย หรือเสนรากจักษุ ก็เรียก เสนสิขินี น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากใตสะดือ แลนลงไปที่หัวหนาว ทวารเบา และสิ้นสุดที่อวัยวะเพศ ดังอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๖. สิขินี ทวารเบา...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาคิชนั้น ออกแตนาภีแลนไปเอาหัวเหนาลงไปลำลึงนั้นแล...”และ “...เอนชื่อสิกขินี แลนแตนาภีออก ไปเบื้ององคชาตแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสน อันชื่อวารัตคีนีหนานามพิปราย สังคินีก็บรรยาย เสนเดียวหมายมีสองนาม เสนนี้แลนออก มาแตนาภีใตสูญงาม ตลอดตรงไมเข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก...”, เสนนี้ในผูหญิงเรียก เสนสิขินี ในผูชายเรียก เสนคิช, เสนสิกขินี เสนสิกขิณี เสยคิช เสนคิชฌะ เสนรัตคีนี หรือ เสนสังคินี ก็เรียก. เสนสุขุมัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนไปสิ้นสุดที่ ทวารหนัก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑๓. สุขุมัง รากทวารหนัก...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้นออกมาแต นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนกังขุงนั้น แลนจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี คูตมักคะพนักงาน...”, เสนนันทกระหวัด เสนกุขุง หรือ เสนกังขุง ก็เรียก. เสนสุมนา (-สุมมะนา) น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลวแลนตรงขึ้น ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย วิถีตลอดลิ้นสิ้นทุกเสน...”, เสนสุมะนา หรือ เสนสุสุมนา ก็เรียก. เสนอัษฏากาศ น. เสนในรางกายที่ทำงานสัมพันธกับเสนสุมนา มีทางเดินอยูระหวางขั้วหัวใจ ตำราการ แพทยแผนไทยแบงเปน ๒ สวน สวนบนไปที่ศีรษะ เรียก เสนอัษฎากาศบน กับสวนลางไป ที่แขนทั้ง ๒ ขาง เรียก เสนอัษฎากาศลาง เสนอิทา น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแลนลงไปบริเวณ หัวหนาว แลวแลนไปตามตนขาขางซายจนถึงหัวเขา แลวเลี้ยวขึ้นไปแนบแนวกระดูกสัน หลังดานซาย แลนขึ้นบนศีรษะ แลวกลับลงมาสิ้นสุดที่จมูกดานซาย มีลมประจำเสนชื่อ จันทกระลา จันทกลา หรือจันทะกาลา ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสน หนึ่งชื่อวา อิทานั้น แลนออกมาแตนาภีแลวไปเอาหัวเหนา ไปเอาตนขาเบื้องซายแลวไปเอา สันหลัง แนบขึ้นไปตามกระดูกสันหลังซายแลว แลนผานกระหวัดขึ้นไปบนศีศะแลวกลับลง มาเอานาสิกซายอยูประจำลมจมูกอันวาจันทกลาเบื้องซายนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทาน คำฉันท ๑๑ [๓๕/๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เกิดเปนเสนอิทา ใหศิลานกำเริบราญ เสนนี้ วิถีผานแตนาภีพาดหัวเหนา แลนตลอดลงตนขา เลี้ยวตลอดนาสันหลังกลาวแนบกระดูก ส เสนอิทา น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแลนลงไปบริเวณ ํานที่แขนทั้ง ๒ ขาง เรียก เสนอัษฎากาศลาง เสนอิทา น.เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือแลนลงไปบริเวณ ัก แพทยแผนไทยแบงเปน ๒ สวน สวนบนไปที่ศีรษะ เรียก เสนอัษฎากาศบน กับสวนลางไป ที่แขนทั้ง ๒ ขาง เรียก เสนอัษฎากาศลาง ค เสนอัษฏากาศ น. เสนในรางกายที่ทำงานสัมพันธกับเสนสุมนา มีทางเดินอยูระหวางขั้วหัวใจ ตำราการ แพทยแผนไทยแบงเปน ๒ สวน สวนบนไปที่ศีรษะ เรียก เสนอัษฎากาศบน กับสวนลางไป ุ ้ เสนอัษฏากาศ น. เสนในรางกายที่ทำงานสัมพันธกับเสนสุมนา มีทางเดินอยูระหวางขั้วหัวใจ ตำราการ แพทยแผนไทยแบงเปน ๒ สวน สวนบนไปที่ศีรษะ เรียก เสนอัษฎากาศบน กับสวนลางไป มค วิถีตลอดลิ้นสิ้นทุกเสน...”, เสนสุมะนา หรือ เสนสุสุมนา ก็เรียก. เสนอัษฏากาศ น. เสนในรางกายที่ทำงานสัมพันธกับเสนสุมนา มีทางเดินอยูระหวางขั้วหัวใจ ตำราการ ร พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย วิถีตลอดลิ้นสิ้นทุกเสน...”, เสนสุมะนา หรือ เสนสุสุมนา ก็เรียก. อ ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย วิถีตลอดลิ้นสิ้นทุกเสน...”, เสนสุมะนา หรือ เสนสุสุมนา ก็เรียก. ง ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย ภ หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา ู พลัน ที่อยูสุมะนานั้น ตรงกลางสูญนะนาภี แลนเลยตรงขึ้นไป ขั้วหัวใจอุระนี้ แนบฅอหอย ม ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ขึ้นไปเปนลิ้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๘๔] ตอนหนึ่งวา “...สุมะนา ิ ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ป ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน หนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อวาสุมนานั้นแลนมาแตนาภีแลว ก็เขาไปในพายในอกตามลำฅอ ั น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลวแลนตรงขึ้น ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน ป ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน ัญ น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลวแลนตรงขึ้น ไปในทรวงอก ขั้วหัวใจ ขึ้นไปตามลำคอ สิ้นสุดที่โคนลิ้น ดังคัมภีรแผนนวด [๒/๙๓] ตอน ญ คูตมักคะพนักงาน...”, เสนนันทกระหวัด เสนกุขุง หรือ เสนกังขุง ก็เ น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบมีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลวแลนตรงขึ้น า [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนกังขุงนั้น แลนจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี คูตมักคะพนักงาน...”, เสนนันทกระหวัด เสนกุขุง หรือ เสนกังขุง ก ก็เ [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนกังขุงนั้น แลนจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี คูตมักคะพนักงาน...”, เสนนันทกระหวัด เสนกุขุง หรือ เสนกังขุง ก็เ า นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๗] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสนกังขุงนั้น แลนจรจัลจากนาภี กระหวัดรอบทวานมี ร หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้นออกมาแต นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ แ หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้นออกมาแต นาภีนั้นไปเกี่ยวเอาปากเภาะทวารคูธทวารมูตรนั้นแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ พ ทวารหนัก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑๓. สุขุมัง รากทวารหนัก...” หรือคัมภีรแผนนวด [๒/๙๔] ตอนหนึ่งวา “...เอนเสนหนึ่งชื่อนันทกระหวัดนั้นออกมาแต ท เสนสุขุมัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนไปสิ้นสุดที่ ทวารหนัก ดังคำอธิบายภาพแผนนวด [๔/๓] ตอนหนึ่งวา “...๑๓. สุขุมัง รากทวารหนัก...” เสนสุขุมัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนไปสิ้นสุดที่ ย เสนสุขุมัง น. เสนประธานเสนหนึ่งในเสนประธานสิบ มีทางเดินเริ่มจากบริเวณสะดือ แลนไปสิ้นสุดที่ ์แผ เสนสิขินี ในผูชายเรียก เสนคิช, เสนสิกขินี เสนสิกขิณี เสยคิช เสนคิชฌะ เสนรัตคีนี น มาแตนาภีใตสูญงาม ตลอดตรงไมเข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก...”, เสนนี้ในผูหญิงเรียก เสนสิขินี ในผูชายเรียก เสนคิช, เสนสิกขินี เสนสิกขิณี เสยคิช เสนคิชฌะ เสนรัตคีนี ไ อันชื่อวารัตคีนีหนานามพิปราย สังคินีก็บรรยาย เสนเดียวหมายมีสองนาม เสนนี้แลนออก มาแตนาภีใตสูญงาม ตลอดตรงไมเข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก...”, เสนนี้ในผูหญิงเรียก เสนสิขินี ในผูชายเรียก เสนคิช, เสนสิกขินี เสนสิกขิณี เสยคิช เสนคิชฌะ เสนรัตคีนี ท อันชื่อวารัตคีนีหนานามพิปราย สังคินีก็บรรยาย เสนเดียวหมายมีสองนาม เสนนี้แลนออก มาแตนาภีใตสูญงาม ตลอดตรงไมเข็ดขาม เปนลึงคะชาติมุตมัก...”, เสนนี้ในผูหญิงเรียก ย ไปเบื้ององคชาตแล...” หรือตำราโรคนิทานคำฉันท ๑๑ [๓๕/๙๖] ตอนหนึ่งวา “...หนึ่งเสน อันชื่อวารัตคีนีหนานามพิปราย สังคินีก็บรรยาย เสนเดียวหมายมีสองนาม เสนนี้แลนออก
ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 197 เสนอิทา (ตอ) สันหลังราว ผานขึ้นไปจนสุดเศียรแลวเกี่ยวเลี้ยวตลบลง นาศิกตรงซายจำเนียร ประจำลม สถิตเสถียร จันทะกาลา ทุกราตรี...”. ไสเลื่อน น. โรคที่ลำไสออกไปจากชองทอง ไดแก ลงมาที่ถุงอัณฑะ (ในผูชาย) ที่แคมใหญ (ในผู หญิง) หรือเลื่อนลงมาทางหนาขา หรือเลื่อนออกไปทางหนาทอง สะดือ หรือเลื่อนผานกระ บังลมเขาไปในชองอก (อ.hernia) โสภะโรค โรคตัวเหลือง สูญทกลา (สูนทะกะลา) น. ลมประจำเสนปงคลา, สูรยกาลา ก็เรียก. หทัยวาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักจะมีอาการมึนตึง ไมคอยพูดคุยใจลอยบอย ๆ ชอบอยูคนเดียว ใจนอย โกรธงาย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งรองไห ถาจะรักษาใหรักษาเมื่อเริ่มมี อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๔] ตอนหนึ่งวา “...ในที่นี้จะวาแตลมอันชื่อวาหทัยวาตนั้นกอนเปนปฐม อันบังเกิด ขึ้นแกบุคคลผูใด มักกระทำใหมึนตึง มิใครจะเจรจา ใหหนักปาก ใหใจนั้นลอยอยูเปนนิจ มักจะอยูที่สงัดแตผูเดียวใหใจนอยมักโกรธ มิไดรูสึกอยากอาหารใหอิ่มไป บางทีกระทำให หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก แตยังมึนตึงอยูนั้น ครั้นแกเขามักกลายเปนดังโรค สมมติวาลมบาดทะจิตเปนอสาทยโรค แพทยจะรักษาเปนอันยากยิ่งนัก...”. องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ในฤดูรอน อัณฑะขางขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดรอนเสียดแทงราวไปถึงราวขาง มีเลือดไหลซึมในชองปสสาวะทำใหมีอาการปวดแสบรอนมาก ปสสาวะขัด ทองผูกมากอาจ มีอาการปวดเสียวลงไปตามเทา ถานอนลงกลามเนื้อจะกระตุกเตนเบาๆ เปนตน ๒) ผูที่ปวยในฤดูฝนจะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหนาอก กระดูกสันหลัง บาทั้ง ๒ ขาง ราวไปถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ขาง ปวดแสบปวดรอนเวลาถายปสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว วิงเวียน ถายอุจจาระเปนมูกเลือดและอาจชักได ๓) ผูที่ปวยในฤดูหนาว จะมีอาการปวดใน องคชาติ ปสสาวะหยดยอย เจ็บเอว กินไมได ถาเปนนานจะทำใหองคชาตขาด และตายได และ ๔) ผูที่ปวยในฤดูแหงสันนิบาต จะมีอัณฑะบวมและผิวเปนสีดำ ปวดแสบปวดรอน ถายปสสาวะไมออก หรือปสสาวะเปนเลือดปนหนองปวดเสียดตามราวขางและหนาอก กินขาวไมได คอแหงเปนตน ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๔๓] ตอนหนึ่งวา “...องคสูตรเกิดในคิมหันตฤดูนั้น เมื่อจะบังเกิดในอัณฑะขางขวานั้น ฟกแดงดังผลตำลึงสุก ใหแสบใหรอน เปนกำลัง และมักใหโลหิตหยดลงตามชองปสสาวะ ใหปวดใหรอน แลวแลนไปตามเสนตามเอ็นทั้งปวง จับเอาสองราวขางใหเสียดแทง และให อุจจาระผูกเปนพรรดึก และใหขัดปสสาวะมิไดสะดวก โทษทั้งนี้เกิดเพื่อโลหิต ๓ สวน วาโย ระคน ๒ สวน ฯ...องคสูตรอันบังเกิดในวสันตฤดู คือ เดือน ๘ เดือน ๙ เดือน ๑๐ เปน คำรบ ๒ มีอาการและประเภท กระทำใหเจ็บอดและขาทั้ง ๒ ขาง ใหเจ็บเสียวขึ้นมาตาม สํานักคราวไปถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ขาง ปวดแสบปวดรอนเวลาถายปสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว วิงเวียน ถายอุจจาระเปนมูกเลือดและอาจชักได ๓) ผูที่ปวยในฤดูหนาว จะมีอาการปวดใน ุ ้ม ๒) ผูที่ปวยในฤดูฝนจะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหนาอก กระดูกสันหลัง บาทั้ง ๒ ขาง ราวไปถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ขาง ปวดแสบปวดรอนเวลาถายปสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว วิงเวียน ถายอุจจาระเปนมูกเลือดและอาจชักได ๓) ผูที่ปวยในฤดูหนาว จะมีอาการปวดใน ค ๒) ผูที่ปวยในฤดูฝนจะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหนาอก กระดูกสันหลัง บาทั้ง ๒ ขาง ราวไปถึงราวนมและขาทั้ง ๒ ขาง ปวดแสบปวดรอนเวลาถายปสสาวะ ครั่นเนื้อครั่นตัว ร มีอาการปวดเสียวลงไปตามเทา ถานอนลงกลามเนื้อจะกระตุกเตนเบาๆ เปนตน ๒) ผูที่ปวยในฤดูฝนจะมีอาการเจ็บและปวดบริเวณหนาอก กระดูกสันหลัง บาทั้ง ๒ ขาง อ มีเลือดไหลซึมในชองปสสาวะทำใหมีอาการปวดแสบรอนมาก ปสสาวะขัด ทองผูกมากอาจ มีอาการปวดเสียวลงไปตามเทา ถานอนลงกลามเนื้อจะกระตุกเตนเบาๆ เปนตน ง มีเลือดไหลซึมในชองปสสาวะทำใหมีอาการปวดแสบรอนมาก ปสสาวะขัด ทองผูกมากอาจ มีอาการปวดเสียวลงไปตามเทา ถานอนลงกลามเนื้อจะกระตุกเตนเบาๆ เปนตน ภ ในฤดูรอน อัณฑะขางขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดรอนเสียดแทงราวไปถึงราวขาง มีเลือดไหลซึมในชองปสสาวะทำใหมีอาการปวดแสบรอนมาก ปสสาวะขัด ทองผูกมากอาจ ู ม กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ในฤดูรอน อัณฑะขางขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดรอนเสียดแทงราวไปถึงราวขาง ิ กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ป องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ในฤดูรอน อัณฑะขางขวาจะบวมแดง ปวดแสบปวดรอนเสียดแทงราวไปถึงราวขาง ั องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง ป องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ัญ องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง กันไปตามฤดูที่ปวย ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๔ ประเภท ไดแก ๑) ผูที่ปวย ญ แพทยจะรักษาเปนอันยากยิ่งนัก...”. องคสูตร น. โรคทางเดินปสสาวะและอวัยวะสืบพันธุกลุมหนึ่งเกิดกับผูชาย ผูปวยมีอาการแตกตาง า แตยังมึนตึงอยูนั้น ครั้นแกเขามักกลายเปนดังโรค สมมติวาลมบาดทะจิตเปนอสาทยโรค แพทยจะรักษาเปนอันยากยิ่งนัก...”. ก หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก แตยังมึนตึงอยูนั้น ครั้นแกเขามักกลายเปนดังโรค สมมติวาลมบาดทะจิตเปนอสาทยโรค า หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก แตยังมึนตึงอยูนั้น ครั้นแกเขามักกลายเปนดังโรค สมมติวาลมบาดทะจิตเปนอสาทยโรค ร มักจะอยูที่สงัดแตผูเดียวใหใจนอยมักโกรธ มิไดรูสึกอยากอาหารใหอิ่มไป บางทีกระทำให หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก แ ขึ้นแกบุคคลผูใด มักกระทำใหมึนตึง มิใครจะเจรจา ใหหนักปาก ใหใจนั้นลอยอยูเปนนิจ มักจะอยูที่สงัดแตผูเดียวใหใจนอยมักโกรธ มิไดรูสึกอยากอาหารใหอิ่มไป บางทีกระทำให หัวเราะระริกซิกซี้ บางทีกระทำใหรองไห ดุจดังคนกำพราหาคณาญาติมิได ถาจะแกใหแก พ ขึ้นแกบุคคลผูใด มักกระทำใหมึนตึง มิใครจะเจรจา ใหหนักปาก ใหใจนั้นลอยอยูเปนนิจ มักจะอยูที่สงัดแตผูเดียวใหใจนอยมักโกรธ มิไดรูสึกอยากอาหารใหอิ่มไป บางทีกระทำให ท [๔/๓๒๔] ตอนหนึ่งวา “...ในที่นี้จะวาแตลมอันชื่อวาหทัยวาตนั้นกอนเปนปฐม อันบังเกิด ขึ้นแกบุคคลผูใด มักกระทำใหมึนตึง มิใครจะเจรจา ใหหนักปาก ใหใจนั้นลอยอยูเปนนิจ ย อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๓๒๔] ตอนหนึ่งวา “...ในที่นี้จะวาแตลมอันชื่อวาหทัยวาตนั้นกอนเปนปฐม อันบังเกิด ์ อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แ ใจนอย โกรธงาย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งรองไห ถาจะรักษาใหรักษาเมื่อเริ่มมี อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ผ ใจนอย โกรธงาย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งรองไห ถาจะรักษาใหรักษาเมื่อเริ่มมี อาการ หากทิ้งไวนานจะรักษายาก ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม น หทัยวาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักจะมีอาการมึนตึง ไมคอยพูดคุยใจลอยบอย ๆ ชอบอยูคนเดียว ใจนอย โกรธงาย เบื่ออาหาร บางครั้งหัวเราะ บางครั้งรองไห ถาจะรักษาใหรักษาเมื่อเริ่มมี หทัยวาต โรคลมชนิดหนึ่ง ผูปวยมักจะมีอาการมึนตึง ไมคอยพูดคุยใจลอยบอย ๆ ชอบอยูคนเดียว ไทย
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 198 องคสูตร กระดูกสันหลัง กระวัดมาราวนม แลนลงไปปลายเทาทั้ง ๒ ใหขบตอดดุจมดตะนอยตอย ใหสะทานหนาวสะทานรอน ใหวิงเวียน ไปปสสาวะใหแสบรอนในองคชาต ไปอุจจาระให เปนมูกเลือดสดออกมา โทษทั้งนี้เกิดเพื่อวาโย ๓ สวน เพื่อโลหิตสวน ๑ บังเกิดแตลำไส... องคสูตรอันบังเกิดในเหมันตฤดู คือ เดือน ๑๑ เดือน ๑๒ เดือน ๑ นั้น เปนคำรบ ๓ มี อาการและประเภทกระทำเมื่อจะบังเกิดนั้นใหปวดในองคชาตใหปสสาวะเล็ดออกมาแลว ใหเจ็บเอวเปนกำลัง บริโภคอาหารมิได โทษบังเกิดเพื่อเสมหะ ๓ สวน เพื่อโลหิต ๒ สวน ครั้นแกเขากระทำใหไสแกออกขาดออกมา...องคสูตรอันบังเกิดในกองสันนิบาตฤดู คือ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ นั้น เปนคำรบ ๔ มีอาการและประเภทเมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำ ใหผิวอัณฑะดำ และใหอัณฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษใหแสบรอนเปนกำลัง และใหขัด ใหปสสาวะ เปนบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และใหแสบตามชองปสสาวะและใหเสียดสองราวขาว และ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน ในอก ใหสวิงสวายเปนกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพรอมกันหา กำหนดมิได...” อชิรณธาตุ โรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการรับประทานอาหารที่ไมถูกกับธาตุ อติสาร น.โรคที่ผูปวยมีอาการทองเสียอยางรุนแรง ถายอุจจาระเปนน้ำ เปนมูก เปนเลือด อุจจาระ มีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๒ ประเภท คือ โบราณกรรมอติสาร และ ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา เปนโบราณกรรมอติสาร หรือปจจุบันกรรมอติสาร. อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ๑. สมาธาตุ ลักษณะสมาธาตุนั้น ยิ่งไปดวยสรรพธาตุ มีอาการทำใหเจ็บเปนเพลา (เวลา) บางทีกระทำใหตัวรอน เทาเย็น บางทีใหสวิงสวาย ใหเจ็บในอก รับประทานอาหารไมมีรส บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ๒. มันทรธาตุ ลักษณะมันทรธาตุนั้นยิ่งไปดวยเสมหะมีกำลัง คือ ไฟธาตุหยอน เผาอาหาร มิไดยอย กระทำใหลงไปวันละ 3-4 เวลา ใหสวิงสวาย ถอยแรงยิ่งนัก กระทำใหทองขึ้น มิรูวาย อุจจาระเปนเมือกมันเปนเปลวหยาบละเอียดระคนกัน ใหปวดมวนทองมากโทษ ทั้งนี้เกิดแตกองทวาทศอาโปใหเปนเหตุ ๓. วิสมาธาตุ ลักษณะวิสมาธาตุนั้นยิ่งไปดวยวาโยมีกำลัง กระทำใหทองลั่นอยูเปนนิจ บางวันก็ผูก บางวันก็ลง บางวันใหอยากอาหาร บางวันใหคับทอง แนนอกคับใจ ไฟธาตุมิได เสมอ (วาโยเดินมิสะดวกโทษทั้งนี้เกิดแตกองวาโยใหเปนเหตุ) ๔. กติกธาตุ ลักษณะกติกธาตุนั้นยิ่งไปดวยสรรพพิษทั้งปวง มีพิษดี พิษเสมหะ พิษวาตะ เปนอาทิ พิษอันแสบเปนที่สุด คือไฟธาตุนั้นแรง เผาอาหารฉับพลันยิ่งนัก กระทำใหจับ สํานประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ัก บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ค บางทีกระทำใหตัวรอน เทาเย็น บางทีใหสวิงสวาย ใหเจ็บในอก รับประทานอาหารไมมีรส บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ุ บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน ประชุมพรอมกันในกองปถวีธาตุทั้ง 20 ประการ ใหเปนวีสติปถวี ้ บางทีกระทำใหตัวรอน เทาเย็น บางทีใหสวิงสวาย ใหเจ็บในอก รับประทานอาหารไมมีรส บางทีใหมึนใหมัว โทษทั้งนี้เปนเพราะเสมหะสมุฏฐาน ปตตะสมุฏฐาน และวาตะสมุฏฐาน มค ๑. สมาธาตุ ลักษณะสมาธาตุนั้น ยิ่งไปดวยสรรพธาตุ มีอาการทำใหเจ็บเปนเพลา (เวลา) บางทีกระทำใหตัวรอน เทาเย็น บางทีใหสวิงสวาย ใหเจ็บในอก รับประทานอาหารไมมีรส ร อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ๑. สมาธาตุ ลักษณะสมาธาตุนั้น ยิ่งไปดวยสรรพธาตุ มีอาการทำใหเจ็บเปนเพลา (เวลา) อ อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ๑. สมาธาตุ ลักษณะสมาธาตุนั้น ยิ่งไปดวยสรรพธาตุ มีอาการทำใหเจ็บเปนเพลา (เวลา) ง เปนโบราณกรรมอติสาร หรือปจจุบันกรรมอติสาร. อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ภ กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา เปนโบราณกรรมอติสาร หรือปจจุบันกรรมอติสาร. ู อสุรินทัณญาธาตุ กองธาตุผิดปกติแบงออกเปน ๔ ประการ แตละประการ มีอาการดังนี้ ม กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา เปนโบราณกรรมอติสาร หรือปจจุบันกรรมอติสาร. ิ หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา ป ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา ั ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน ป ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน ัญ ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน กรรม ๖ เปน ๑๑ วรรค...”. นอกจากนี้ ในบางตำรายังพบ ปกวาตอติสาร ซึ่งไมไดระบุวา ญ มีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๒ ประเภท คือ โบราณกรรมอติสาร และ ปจจุบันกรรมอติสาร ดังตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม [๔/๑๕๖] ตอน หนึ่งวา “...จะกลาวลักษณะอติสารวรรค วาดวยอติสารอันเปนโบราณกรรม ๕ ปจจุบัน า อติสาร น.โรคที่ผูปวยมีอาการทองเสียอยางรุนแรง ถายอุจจาระเปนน้ำ เปนมูก เปนเลือด อุจจาระ มีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๒ ประเภท คือ โบราณกรรมอติสาร และ ก อติสาร น.โรคที่ผูปวยมีอาการทองเสียอยางรุนแรง ถายอุจจาระเปนน้ำ เปนมูก เปนเลือด อุจจาระ มีกลิ่นผิดปรกติ ตำราการแพทยแผนไทยแบงเปน ๒ ประเภท คือ โบราณกรรมอติสาร และ า อชิรณธาตุ โรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการรับประทานอาหารที่ไมถูกกับธาตุ อติสาร น.โรคที่ผูปวยมีอาการทองเสียอยางรุนแรง ถายอุจจาระเปนน้ำ เปนมูก เปนเลือด อุจจาระ อชิรณธาตุ โรคชนิดหนึ่ง ซึ่งมีสาเหตุการเกิดโรคมาจากการรับประทานอาหารที่ไมถูกกับธาตุ รแพ ในอก ใหสวิงสวายเปนกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพรอมกันหา ท ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน ในอก ใหสวิงสวายเปนกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพรอมกันหา ย ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน ในอก ใหสวิงสวายเปนกำลัง โทษทั้งนี้เกิดในกองสันนิบาตฤดูทั้ง ๓ นั้น ประชุมพรอมกันหา ์ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน แ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา ใหคอตัน ใหคอแหง ใหน้ำลายเหนียว ใหตกเสมหะโลหิตทางทวารหนัก ดุจเปนบิด ใหรอน ผ เปนบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และใหแสบตามชองปสสาวะและใหเสียดสองราวขาว และ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา เปนบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และใหแสบตามชองปสสาวะและใหเสียดสองราวขาว และ หนาอกขึ้นมาตามเกลียวปตคาด ใหจับเปนเพลา บริโภคอาหารมิได ใหอาเจียนเปนลมเปลา นไ ใหผิวอัณฑะดำ และใหอัณฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษใหแสบรอนเปนกำลัง และใหขัด ใหปสสาวะ เปนบุพโพโลหิตเจือกันออกมา และใหแสบตามชองปสสาวะและใหเสียดสองราวขาว และ ท เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ นั้น เปนคำรบ ๔ มีอาการและประเภทเมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำ ใหผิวอัณฑะดำ และใหอัณฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษใหแสบรอนเปนกำลัง และใหขัด ใหปสสาวะ ย ครั้นแกเขากระทำใหไสแกออกขาดออกมา...องคสูตรอันบังเกิดในกองสันนิบาตฤดู คือ เดือน ๒ เดือน ๓ เดือน ๔ นั้น เปนคำรบ ๔ มีอาการและประเภทเมื่อจะบังเกิดนั้น กระทำ ใหผิวอัณฑะดำ และใหอัณฑะนั้นบวมขึ้น มีพิษใหแสบรอนเปนกำลัง และใหขัด ใหปสสาวะ
ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 199 อสุรินทัณญาธาตุ (ตอ) เชื่อมมัว กลางวันกลางคืน ไมไดเวนเวลา ใหปวดศีรษะ ผิวเนื้อและตาแดง อุจจาระปสสาวะ เดินไมสะดวก ผูกเปนพรรดึก พิษทั้งนี้เกิดแกกองจตุกาลเตโชใหเปนเหตุ อโธคมาวาตา น.ลมพัดตั้งแตศีรษะถึงปลายเทา บางตำราวาพัดตั้งแตลำไสนอยถึงทวารหนัก เชน ลมที่ เกิดจากการผายลม อโธคมาวาตาเปนประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุลม อัคมุขี โรคลมมีพิษชนิดหนึ่ง เปนไดทั้งเด็กและผูใหญ มีอาการใหดิ้น ใหรอง แลวชักใหหมดสติ อัณฑพฤกษ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง มีอาการอวัยวะเพศชายตายแข็งเคลื่อนไหวไมได อัมพฤกษ น. ๑. เสนเหนือสะดือที่ตอเนื่องจากเสนสุมนา การทำงานและความผิดปรกติของเสนนี้จะ สัมพันธกับเสนสุมนา ดังคัมภีรธาตุวิภังค [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งวา “...ที่จะเปนโทษหนักนั้น แตเสนอันชื่อสุมนา อำมพฤก เสนสุมนานั้นผูกดวงใจมีแตจะใหสวิง ใหสวาย ทุรนทุราย หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน เวลา...” ๒. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะตางๆ ออนแรงเคลื่อนไหวไม สะดวก ดังคัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งวา “...โกฎกระดูกแกลมอำ มพฤกกระทำใหคลื่นเหียนใหจุกเสียดใหหูตึงใหตามืด...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการ อวัยวะบางสวน เชน แขน ขา ออนแรง เปนโรคที่คลายคลึงกับอัมพาตแตอาการนอยกวา. อัมพาต น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ลิ้นกระดาง คางแข็ง. ๒.โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ไมมีความรูสึก ดัง คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส.อม+ วาต). อาโปธาตุสมุฐาน ที่เกิดแหงโรคตามอาการของธาตุน้ำ อันมีอยูในรางกาย ซึ่งผันแปรผิดปกติไปตางๆ ดูเพิ่ม เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน อาโปพิการ อาโปธาตุพิการ คือดีพิการมักขึ้งโกรธ มักใหสะดุงตกใจใหหวาด คือเสมหะพิการ กินอาหาร ไมรูจักรส คือหนองพิการมักใหไอเปนโลหิต คือโลหิตพิการ ใหเพอพกใหรอน คือเหงื่อ พิการ มักใหซูบผอม คือมันขนพิการ มักใหปวดศีรษะ ใหเจ็บจักษุ ใหขาสั่นไป จักษุนั้นเปน ดังเยื่อลำไย คือมันเหลวพิการ ใหแลนออกทั่วตัว ใหจักษุเหลือง ตัวเหลือง มูตรแลคูถ เหลือง ลางทีไขสูง ใหอาเจียน กลายเปนปวงลม คือเขฬะพิการ ใหปากเปอยคอเปอย ลางที เปนยอดเปนเม็ดขึ้นในคอ ลางทีเปนไขมักปากแหง คือน้ำมูกพิการ ใหปวดศีรษะเปนหวัด ใหปวดสมอง ใหน้ำมูกตก จักษุมัว ใหเวียนศีรษะ คือไขขอพิการ ใหเมื่อยทุกขอทุกกระดูก ใหขัดใหตึงทุกขอ คือมูตรพิการ ใหปสสาวะแดง ขัดปสสาวะ ปสสาวะเปนโลหิต เจ็บปวด อาโปหยอน อาโปธาตุหยอน อาการสิบเอ็ดให ดีพลุงไซรและเสมหะ บุพโพก็ลามไหล โลหิตไซรบังเกิด มา ขนชันทั่วกายา เกิดน้ำตาใหลามไหล เสโทและน้ำเบา เขฬะเลาเกิดมาไป กำเดามักตก ไหล มักเปนไขเกิดพิการ สํานักคไมรูจักรส คือหนองพิการมักใหไอเปนโลหิต คือโลหิตพิการ ใหเพอพกใหรอน คือเหงื่อ พิการ มักใหซูบผอม คือมันขนพิการ มักใหปวดศีรษะ ใหเจ็บจักษุ ใหขาสั่นไป จักษุนั้นเปน ุ ้ อาโปพิการ อาโปธาตุพิการ คือดีพิการมักขึ้งโกรธ มักใหสะดุงตกใจใหหวาด คือเสมหะพิการ กินอาหาร ไมรูจักรส คือหนองพิการมักใหไอเปนโลหิต คือโลหิตพิการ ใหเพอพกใหรอน คือเหงื่อ มค เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน อาโปพิการ อาโปธาตุพิการ คือดีพิการมักขึ้งโกรธ มักใหสะดุงตกใจใหหวาด คือเสมหะพิการ กินอาหาร ร เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน อาโปพิการ อาโปธาตุพิการ คือดีพิการมักขึ้งโกรธ มักใหสะดุงตกใจใหหวาด คือเสมหะพิการ กินอาหาร อ อาโปธาตุสมุฐาน ที่เกิดแหงโรคตามอาการของธาตุน้ำ อันมีอยูในรางกาย ซึ่งผันแปรผิดปกติไปตางๆ ดูเพิ่ม เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน ง อาโปธาตุสมุฐาน ที่เกิดแหงโรคตามอาการของธาตุน้ำ อันมีอยูในรางกาย ซึ่งผันแปรผิดปกติไปตางๆ ดูเพิ่ม เติมที่ ธาตุ และสมุฏฐาน ภ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส.อม+ วาต). อาโปธาตุสมุฐาน ที่เกิดแหงโรคตามอาการของธาตุน้ำ อันมีอยูในรางกาย ซึ่งผันแปรผิดปกติไปตางๆ ดูเพิ่ม ู ม มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส.อม+ วาต). ิ มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ ป คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ อำมพาธิ หรือ อำมะพาธ ก็มี. (ส.อม+ วาต). ั คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให ป คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ ัญ คางแข็ง. ๒.โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ไมมีความรูสึก ดัง คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให มือตายเทาตายหูตึงลิ้นกระดางคางแขง...”, เขียนวา อัมพาธิ อำมพาด อำมพาต อำมพาธ ญ คางแข็ง. ๒.โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ไมมีความรูสึก ดัง คัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๗๙] ตอนหนึ่งวา “...เปลือกมะรุมแกลมอำมพาต ให า อัมพาต น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ลิ้นกระดาง คางแข็ง. ๒.โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ไมมีความรูสึก ดัง ก อวัยวะบางสวน เชน แขน ขา ออนแรง เปนโรคที่คลายคลึงกับอัมพาตแตอาการนอยกวา. อัมพาต น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ลิ้นกระดาง า อวัยวะบางสวน เชน แขน ขา ออนแรง เปนโรคที่คลายคลึงกับอัมพาตแตอาการนอยกวา. อัมพาต น. ๑. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะบางสวน เชน แขนขาตาย ลิ้นกระดาง ร มพฤกกระทำใหคลื่นเหียนใหจุกเสียดใหหูตึงใหตามืด...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการ อวัยวะบางสวน เชน แขน ขา ออนแรง เปนโรคที่คลายคลึงกับอัมพาตแตอาการนอยกวา. แ สะดวก ดังคัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งวา “...โกฎกระดูกแกลมอำ มพฤกกระทำใหคลื่นเหียนใหจุกเสียดใหหูตึงใหตามืด...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการ พ สะดวก ดังคัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งวา “...โกฎกระดูกแกลมอำ มพฤกกระทำใหคลื่นเหียนใหจุกเสียดใหหูตึงใหตามืด...”. ๓. โรคชนิดหนึ่ง ผูปวยมีอาการ ท เวลา...” ๒. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะตางๆ ออนแรงเคลื่อนไหวไม สะดวก ดังคัมภีรสรรพลักษณะสรรพคุณ [๒/๓๘๒] ตอนหนึ่งวา “...โกฎกระดูกแกลมอำ ย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน เวลา...” ๒. ลมที่พัดจากปลายเทาขึ้นไปทั่วตัว ทำใหอวัยวะตางๆ ออนแรงเคลื่อนไหวไม ์ หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน แ หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน ผ หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ใหเสียวไปทุกเสนทุกเอ็นทั่วทั้งตัวตั้งแตศีศะตลอดลงไปถึงที่สุดจนเทา บางทีใหเจ็บเปน น แตเสนอันชื่อสุมนา อำมพฤก เสนสุมนานั้นผูกดวงใจมีแตจะใหสวิง ใหสวาย ทุรนทุราย หิวโหยหาแรงมิได อันวาเสนอัมพฤกษนั้น มีแตจะใหกระสับกระสาย ใหรอนใหเย็นใหเมื่อย ไ สัมพันธกับเสนสุมนา ดังคัมภีรธาตุวิภังค [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งวา “...ที่จะเปนโทษหนักนั้น แตเสนอันชื่อสุมนา อำมพฤก เสนสุมนานั้นผูกดวงใจมีแตจะใหสวิง ใหสวาย ทุรนทุราย ท สัมพันธกับเสนสุมนา ดังคัมภีรธาตุวิภังค [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งวา “...ที่จะเปนโทษหนักนั้น แตเสนอันชื่อสุมนา อำมพฤก เสนสุมนานั้นผูกดวงใจมีแตจะใหสวิง ใหสวาย ทุรนทุราย ย อัมพฤกษ น. ๑. เสนเหนือสะดือที่ตอเนื่องจากเสนสุมนา การทำงานและความผิดปรกติของเสนนี้จะ สัมพันธกับเสนสุมนา ดังคัมภีรธาตุวิภังค [๑/๑๔๙] ตอนหนึ่งวา “...ที่จะเปนโทษหนักนั้น
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 200 อุจจาระธาตุพิการ น. อาการที่ธาตุทั้ง ๔ ของรางกายกำเริบ หยอน หรือพิการ ทำใหเกิดความผิดปรกติทาง อุจจาระ คือ สีขาว สีดำ หรือสีแดง มีกลิ่นหญาเนา กลิ่นขาวบูด กลิ่นปลาเนา หรือกลิ่น ซากศพ และมีลักษณะเปนเมือก เปนมัน เปนเปลว หรือเปนไต นอกจากนี้ อาจถาย อุจจาระบอย เกิดอุจจาระลามก เปนตน. ดู อุจจาระธาตุลามกประกอบ อุจจาระมีกลิ่นราย อาการของธาตุที่ผิดปกติ ทำใหอุจจาระกลิ่นเหม็นผิดปกติ เชน กลิ่นเหมือนหญาเนา เนื่องจากธาตุไฟพิการ กลิ่นเหมือนขาวบูด เนื่องจากกองวาโยธาตุพิการ กลิ่นเหมือน ปลาเนา เกิดแตกองอาโปสมุฏฐาน อุทธังคมาวาตา (อุดทังคะมาวาตา) น. ลมพัดตั้งแตปลายเทาถึงศีรษะ บางตำราวาพัดตั้งแตกระเพาะอาหารถึงลำคอแลวออก ทางปาก เชน ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเปนองคประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุ ลม. อุธรวาตา (ลมอุทรวาต) ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เปนโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เปนโรคลมที่ติดมากับเด็ก ตั้งแตแรกเกิด เรียกวา ลมกำเนิด มีอาการรองไหในเวลาเย็นเปนนิจ(ทุกวัน) ตั้งแตอยูใน เรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเอง หรือรองไห อาการเชนนี้พื้นบาน รองไห ๓ เดือน เปนเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังคับขึ้นในทอง ทำใหทองขึ้น จับ เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ หอม ทองขึ้น อาเจียน จุก เสียด ในที่สุดจะชักมือกำเทางอ ตาชอนขึ้นสูง เรียกวา โรค ตะบองราหูบาง ตะพั้นไฟบาง ดูเพิ่มเติมที่ แมซาง สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญ ตะบองราหูบาง ตะพั้นไฟบาง ดูเพิ่มเติมที่ แมซาง า หอม ทองขึ้น อาเจียน จุก เสียด ในที่สุดจะชักมือกำเทางอ ตาชอนขึ้นสูง เรียกวา โรค ตะบองราหูบาง ตะพั้นไฟบาง ดูเพิ่มเติมที่ แมซาง ก เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ หอม ทองขึ้น อาเจียน จุก เสียด ในที่สุดจะชักมือกำเทางอ ตาชอนขึ้นสูง เรียกวา โรค ตะบองราหูบาง ตะพั้นไฟบาง ดูเพิ่มเติมที่ แมซาง า เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ หอม ทองขึ้น อาเจียน จุก เสียด ในที่สุดจะชักมือกำเทางอ ตาชอนขึ้นสูง เรียกวา โรค ร รองไห ๓ เดือน เปนเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังคับขึ้นในทอง ทำใหทองขึ้น จับ เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ แ เรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเอง หรือรองไห อาการเชนนี้พื้นบาน รองไห ๓ เดือน เปนเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังคับขึ้นในทอง ทำใหทองขึ้น จับ เชื่อมมัวและหอบเปนตน ถาอายุเกิน ๓ เดือนขึ้นไปแลว ยังรักษาไมหาย จะมีอาการซูบ พ เรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเอง หรือรองไห อาการเชนนี้พื้นบาน รองไห ๓ เดือน เปนเด็กเลี้ยงยาก เมื่อมีอาการลมจะบังคับขึ้นในทอง ทำใหทองขึ้น จับ ท ตั้งแตแรกเกิด เรียกวา ลมกำเนิด มีอาการรองไหในเวลาเย็นเปนนิจ(ทุกวัน) ตั้งแตอยูใน เรือนไฟจนถึงอายุ ๓ เดือน อาการของโรคก็จะหายไปเอง หรือรองไห อาการเชนนี้พื้นบาน ย ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เปนโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เปนโรคลมที่ติดมากับเด็ก ตั้งแตแรกเกิด เรียกวา ลมกำเนิด มีอาการรองไหในเวลาเย็นเปนนิจ(ทุกวัน) ตั้งแตอยูใน ์ ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เปนโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เปนโรคลมที่ติดมากับเด็ก แ ตั้งแตแรกเกิด เรียกวา ลมกำเนิด มีอาการรองไหในเวลาเย็นเปนนิจ(ทุกวัน) ตั้งแตอยูใน ชื่อโรคลมชนิดหนึ่ง เปนโรคลมประจำวันของเด็กที่เกิดวันอังคาร เปนโรคลมที่ติดมากับเด็ก ผน ทางปาก เชน ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเปนองคประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุ ไ น. ลมพัดตั้งแตปลายเทาถึงศีรษะ บางตำราวาพัดตั้งแตกระเพาะอาหารถึงลำคอแลวออก ทางปาก เชน ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเปนองคประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุ ท น. ลมพัดตั้งแตปลายเทาถึงศีรษะ บางตำราวาพัดตั้งแตกระเพาะอาหารถึงลำคอแลวออก ทางปาก เชน ลมที่เกิดจากการเรอ อุทธังคมาวาตาเปนองคประกอบ ๑ ใน ๖ ชนิดของธาตุ น. ลมพัดตั้งแตปลายเทาถึงศีรษะ บางตำราวาพัดตั้งแตกระเพาะอาหารถึงลำคอแลวออก ย
ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 201 บรรณานุกรม กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. พจนานุกรม ศัพทแพทยและเภสัชกรรมแผนไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. พิมพครั้งที่ ๓. กรุงเทพฯ : สำนักกิจการโรงพิมพ องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๖. กลุมงานฝกอบรมและพัฒนาบุคลากรดานการแพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย แผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๓. คณะแพทยแผนโบราณทาพระจันทร ชมรมพัฒนาการสาธารณสุขแบบแผนไทย. ตำรายาวัดโพธิ์ กดจุด นวดไทย ฤๅษีบำบัดโรค, ๒๕๐๕ โครงการประสานงานพัฒนาเครือขายสมุนไพร (ปพส.). ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) พระนคร. นนทบุรี, ๒๕๓๗. นันทวัน บุณยะประภัศร, บรรณาธิการ. ศัพทแพทยไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จำกัด, ๒๕๓๕. สมาคมแพทยแผนไทยแหงประเทศไทย. คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. นนทบุรี. สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ตำรา แผนปลิงของไทย. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรม ราชูปภัมภ, ๒๕๕๔. สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. คัมภีร ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๕. สํานั องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๕. กค ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๕. ุ ้ ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). ม สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). องคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๕. ค สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ธาตุพระนารายณ ฉบับใบลาน (ตำราพระโอสถพระนารายณ). สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. รอง พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรม ภู ม สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. พิมพครั้งที่ ๑. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรม สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ิป คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ั คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. ป คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. สำนักคุมครองภูมิปญญาการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทยแผนไทยและการแพทยทางเลือก. ัญญ ศัพทแพทยไทย. กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จำกัด, ๒๕๓๕. คูมือการนวดไทย แบบมาตรฐาน. กรุงเทพฯ : บริษัท ประชาชน จำกัด, ๒๕๓๕. าการ ตำรายาศิลาจารึกในวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แพท คณะแพทยแผนโบราณทาพระจันทร ชมรมพัฒนาการสาธารณสุขแบบแผนไทย. ย์ กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๓. คณะแพทยแผนโบราณทาพระจันทร ชมรมพัฒนาการสาธารณสุขแบบแผนไทย. แผ ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๓. น ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป. กรุงเทพฯ : โรงพิมพองคการสงเคราะหทหารผานศึก ในพระบรมราชูปภัมภ, ๒๕๕๓. ไ กลุมงานฝกอบรมและพัฒนาบุคลากรดานการแพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป.ท กลุมงานฝกอบรมและพัฒนาบุคลากรดานการแพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย ตำราการนวดไทยเพื่อสุขภาพ 150 ชั่วโมง แบบทั่วไป. พิมพครั้งที่ ๑. กลุมงานฝกอบรมและพัฒนาบุคลากรดานการแพทยแผนไทย สถาบันการแพทยแผนไทย กรมพัฒนาการแพทย ย
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 202 สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย
ตำราแผนนวดไทย ในศิลาจารึกวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์) เลม 1 203 สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย
ชุดตำราภูมิปญญาการแพทยแผนไทย ฉบับอนุรักษ 204 สํานักคุ ้มครองภู มิปัญญาการแพทย์แผนไทย