The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Regional Education Office no.6, 2024-05-16 02:54:10

กลุ่มตรวจราชการและติดตามประเมินผล

แผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567

Keywords: ประเมินผล,ติดตาม,ตรวจราชการ,ปีงบ67,ภาค6,เขตตรวจ6,รายงาน,แผน,การจัดการศึกษา

แผนการตรวจราชการ และติดตามประเมินมิผลการจัด จั การศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิกธิาร เขตตรวจราชการที่ ๖ ประจำ ปีง ปี บประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ เอกสารลำ ดับที่ ๒/๒๕๖๗ กลุ่มลุ่ตรวจราชการและติดตามประเมินมิผล สำ นักนังานศึกษาธิกธิารภาค ๖ สำ นักนังานปลัดกระทรวงศึกษาธิกธิาร


(๑) คำนำ แผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบแนวทางสำหรับการปฏิบัติงานการตรวจราชการของ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้สนับสนุนการตรวจราชการและหน่วยงานสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตตรวจราชการที่ 6 รวมทั้งใช้เป็นเครื่องมือในการติดตาม กำกับและประเมินผลการปฏิบัติงานของ หน่วยงานในการนำนโยบายที่สำคัญของรัฐบาลและยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการไปปฏิบัติให้เกิด ประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน ทั้งในด้านการบริหารจัดการศึกษา การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการ จัดบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ และ พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ. 2546 สำนักงานศึกษาธิการภาค 6 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 จะเป็นประโยชน์ต่อการ ปฏิบัติงานตรวจราชการของผู้ที่เกี่ยวข้องได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดตามความมุ่งหวังต่อไป กลุ่มตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการภาค 6


(๒) สารบัญ หน้า คำนำ (1) สารบัญ (2) สารบัญตาราง (4) สารบัญแผนภาพ (5) ส่วนที่ 1 บทนำ 1 - หลักการแนวคิดการจัดทำแผน 1 - วัตถุประสงค์ของการจัดทำแผนการตรวจราชการ 2 - เป้าหมาย 2 - วิธีดำเนินการ 2 - ผลที่ได้รับ 3 - คำจำกัดความ 3 ส่วนที่ 2 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจราชการ 4 - กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง 4 - ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) 8 - แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566 – 2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) 10 - แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) 15 - แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ.2560-2579) 18 - นโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา 21 - ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ 22 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 - ตัวชี้วัดตามนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ 23 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ 23 - แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานศึกษาธิการภาค 6 24 - บทบาทอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 27 ส่วนที่ 3 การตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 30 - การตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ 30 - กรอบแนวทางการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ 39 ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรีประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 -ขอบเขตการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ 40


(๓) สารบัญ (ต่อ) ส่วนที่ 4 นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา 46 ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวง 46 ศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - แผนงาน/งาน/โครงการ สำคัญที่รองรับการขับเคลื่อนนโยบาย 47 ส่วนที่ 5 การขับเคลื่อนแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา 65 ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สู่การปฏิบัติ - การสร้างความเข้าใจสาระสำคัญของแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผล 66 การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - การเผยแพร่แผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา 66 ของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - การกำหนดบทบาทหน้าที่ของหน่วยงานและผู้เกี่ยวข้อง 67 - การบูรณาการงานตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ระดับกระทรวง 69 ส่วนราชการในสังกัดกระทรวงและระดับพื้นที่ - การวัดผลสำเร็จแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษา 71 ของกรทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เอกสารอ้างอิง 75 ภาคผนวก 76 - ภาคผนวก ก คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 77 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ วันที่ 3 เมษายน 2560 - ภาคผนวก ข ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 87 - ภาคผนวก ค ประกาศกระทรวงศึกษา เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ 97 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 - ภาคผนวกง คำสั่งกระทรวงศึกษาธิการ ที่ สป. 49/2567 เรื่อง มอบหมายให้ผู้ตรวจ 100 ราชการกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาครักษาราชการแทน ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และศึกษาธิการภาครักษาการในตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเขตตรวจราชการ คณะผู้จัดทำ 105


(4) สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า 1. นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวง 38 ศึกษาธิการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 2. ขอบเขตพื้นที่ เขตตรวจราชการ 1-18 42 3. มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาครักษาราชการแทน 44 ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ และศึกษาธิการภาครักษาการในตำแหน่ง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเขตตรวจราชการ 4. การสร้างความเข้าใจสาระสำคัญของแผนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ 66 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 5. แผนปฏิบัติการตรวจราชการและติดตามประเมินผลของผู้ตรวจราชการ 72 กระทรวงศึกษาธิการเขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567


(5) สารบัญแผนภาพ แผนภาพที่ หน้า 1. ประเภทการตรวจราชการและการรายงานผลการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ 36 พ.ศ. 2567 2. ขั้นตอนการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ 37 3. การกำหนดพื้นที่เขตตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 43 4. ความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติ แผน นโยบายสู่แผนการตรวจราชการ 64 และติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 5. การบูรณาการงานตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ระดับกระทรวงส่วนราชการ 70 ในสังกัดกระทรวงและระดับพื้นที่


ส่วนที่ 1 บทนำ หลักการแนวคิดการจัดทำแผน การตรวจราชการเป็นกลไกและเป็นเครื่องมือสำคัญของรัฐในการตรวจสอบความสำเร็จ ในการดำเนินงานตามนโยบายแห่งรัฐเป็นการสนับสนุนให้การบริหารราชการแผ่นดิน และพัฒนาประเทศ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการตรวจติดตามผลการดำเนินงานในหน่วยงานของรัฐ ที่ได้ดำเนินการ ตามนโยบายและแผนงานที่สำคัญ พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 20 จึงกำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการ มีผู้ตรวจราชการกระทรวง เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศให้คำปรึกษาและแนะนำเพื่อการปรับปรุง พัฒนา และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการตรวจ ติดตาม ประเมินผล และนิเทศ การศึกษา ข้อ 12 กำหนดให้การตรวจราชการในระดับกระทรวง ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ดำเนินการจัดทำ แผนปฏิบัติการตรวจราชการประจำปีและแจ้งให้หน่วยรับตรวจทราบ ดำเนินการตรวจราชการและรายงานผล การตรวจราชการต่อปลัดกระทรวงและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทุกครั้งเมื่อเสร็จสิ้นการตรวจราชการ และ รายงานสรุปภาพรวมอย่างน้อยปีละสองครั้ง โดยมีสำนักงานศึกษาธิการภาค เป็นหน่วยสนับสนุนการตรวจ ราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการระดับเขตตรวจราชการ ในการทำหน้าที่ศึกษา วิเคราะห์จัดทำ ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อการตรวจราชการ ทั้งการตรวจราชการกรณีปกติ กรณีพิเศษ และการตรวจราชการแบบ บูรณาการ รวมทั้งประสานงานกับเครือข่ายการตรวจราชการทั้งภาครัฐและเอกชน เพื่อสนับสนุนการตรวจ ราชการให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ซึ่งในปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 กระทรวงศึกษาธิการ มอบหมายให้ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ตรวจราชการตามนโยบายการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 ลงวันที่ 23 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566 จำนวน 2 นโยบาย 10 ด้าน ดังนั้น เพื่อให้การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในพื้นที่เขตตรวจ ราชการที่ 6 มีแนวทางการปฏิบัติงานตรวจราชการ ตลอดจนมีแนวทางในการกำกับ ติดตาม และประเมินผล การปฏิบัติงานตามแผนการตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปตามระยะเวลา ที่กำหนด รวมทั้งหน่วยรับตรวจได้รับทราบแนวทางและรูปแบบการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ ในการขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล สามารถสรุปและรายงานผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และข้อเสนอแนะ ให้แก่ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการและรัฐมนตรีว่ากระทรวงศึกษาธิการทราบ เพื่อร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและพัฒนาการ ดำเนินงานตามนโยบายให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของแผนการตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ จึงได้


๒ จัดทำแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 ขึ้น วัตถุประสงค์ของการจัดทำแผนการตรวจราชการ 1. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการและหน่วยงานอื่น 2. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำกับ ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานตามนโยบายของ รัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ที่จะเร่งรัดดำเนินการให้มีประสิทธิภาพ เกิดประสิทธิผล และเป็นไปตาม ระยะเวลาที่กระทรวงกำหนด 3. เพื่อใช้เป็นแนวทางในการประสานการตรวจราชการให้สอดคล้องกับระบบการตรวจ ราชการแบบบูรณาการตามนโยบายของรัฐบาลร่วมกันกับสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงอื่น รวมทั้ง สามารถแก้ปัญหาของหน่วยงาน/สถานศึกษาในพื้นที่ และสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งส่งผลกระทบ ต่อพื้นที่หรือส่วนที่เป็นภาระงานสำคัญของรัฐบาลให้บรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมาย ที่กำหนด เป้าหมาย ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 มีแนวทางในการปฏิบัติงานการ ตรวจราชการ ซึ่งสามารถใช้เป็นแนวทางในการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานตามนโยบาย กระทรวงศึกษาธิการ ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์และเป้าหมาย ที่กำหนด ไว้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีดำเนินการ จัดทำแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการโดยดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการเขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 2.ศึกษาวิเคราะห์นโยบายและแผนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 3. ประสานกับผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับวัน เวลา ที่จะดำเนินการตรวจ ราชการ เพื่อนำมายกร่างแผนปฏิบัติการตรวจราชการ 4. ยกร่างแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 5. ดำเนินการประสานหน่วยรับตรวจ เพื่อพิจารณาจัดสถานศึกษา ที่จะให้ผู้ตรวจฯไปตรวจ ราชการตามวัน เวลาที่ผู้ตรวจฯได้กำหนดไว้ 6. นำแผนปฏิบัติการตรวจราชการเข้าที่ประชุมประสานแผนการตรวจราชการ เพื่อให้ที่ประชุม พิจารณาร่างแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงฯ 7. ปรับปรุงแก้ไขตามมติที่ประชุมและดำเนินการจัดทำแผนปฏิบัติการตรวจราชการฯ 8. ดำเนินการเผยแพร่ให้หน่วยรับตรวจในเขตตรวจราชการที่ 6 นำไปปฏิบัติต่อไป


๓ ผลที่ได้รับ 1. มีแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เพื่อใช้เป็นแนวทางในการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติงานตามแผนการตรวจ ราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ให้มีประสิทธิภาพเป็นไปตามเวลาที่กระทรวงกำหนด 2. หน่วยงาน/สถานศึกษา สามารถเตรียมความพร้อมในการรับตรวจราชการของผู้ตรวจ ราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตรวจราชการที่ 6 ด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ คำจำกัดความ การตรวจราชการ หมายถึง ตรวจ ติดตามผล เร่งรัด แนะนำ สืบสวน สอบสวน สอบข้อ เท็จจริง สดับรับฟังเหตุการณ์ เสนอแนะ ติดต่อประสานงานตรวจเยี่ยมหรือดำเนินการอื่นใด เพื่อให้การปฏิบัติงาน หน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ผลสมประโยชน์ต่อทางราชการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ประจำเขตตรวจราชการที่ 6 หมายถึง ผู้ที่ได้รับ มอบหมายจากกระทรวงศึกษาธิการให้ทำหน้าที่การตรวจราชการระดับกระทรวง ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล หน่วยสนับสนุนการตรวจราชการ หมายถึง สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักงานศึกษาธิการภาค 6 สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล หน่วยรับการตรวจราชการ หมายถึง หน่วยงานทางการศึกษา และสถานศึกษาสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการในพื้นที่จังหวัดกระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต ระนอง และสตูล การตรวจราชการกรณีปกติหมายถึง การตรวจราชการตามนโยบายกระทรวงศึกษาธิการ และนโยบายรัฐบาลด้านการศึกษาของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ที่กำหนดไว้ในแผนการตรวจ ราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 การตรวจราชการแบบบูรณาการ หมายถึง การตรวจราชการร่วมกันระหว่างผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้ตรวจราชการกระทรวงอื่นที่เกี่ยวข้อง ประสานงานหรือร่วมกันดำเนินการเพื่อก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล และความคุ้มค่าในเชิง ภารกิจของรัฐและประโยชน์สุขของประชาชน การตรวจราชการกรณีพิเศษ หมายถึง การตรวจราชการในเรื่องที่มีผลกระทบต่อการจัดการ ศึกษาหรือการบริหารจัดการของกระทรวงศึกษาธิการในทุกด้าน


ส่วนที่ 2 ข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจราชการ การจัดทำแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ เขตตรวจราชการที่ 6 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 มีข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการตรวจราชการ ดังนี้ กฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้อง 1. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2545 มาตรา 3/1 กำหนดให้การบริหารราชการต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน เกิดผลสัมฤทธิ์ ต่อภารกิจของรัฐความมีประสิทธิภาพในเชิงภารกิจแห่งรัฐ การลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การลดภารกิจและยุบเลิกหน่วยงานที่ไม่จำเป็นการกระจายภารกิจและทรัพยากรให้แก่ท้องถิ่น การกระจาย อำนาจตัดสินใจ การอำนวยความสะดวกและการตอบสนองความต้องการของประชาชน ทั้งนี้ โดยมีผู้รับผิดชอบต่อผลของงาน และวรรคสาม ในการปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการต้องใช้วิธีการบริหาร จัดการบ้านเมืองที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้คำนึงถึงความรับผิดชอบของผู้ปฏิบัติงานการมีส่วนร่วม ของประชาชน การเปิดเผยข้อมูล การติดตามตรวจสอบและประเมินผลการปฏิบัติงาน ทั้งนี้ ตามความ เหมาะสมของแต่ละภารกิจ 2. ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 การตรวจราชการเป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่ง ในการบริหารราชการแผ่นดินที่จะ ทำให้การปฏิบัติราชการหรือการจัดทำภารกิจของหน่วยงานของรัฐเป็นไปตามเป้าหมาย สามารถแก้ไข ปัญหาและอุปสรรคต่างๆ อันเกิดจากการดำเนินการ เพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่ประชาชน ตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ข้อ 7 ที่กำหนดวัตถุประสงค์และขอ บเขต การตรวจราชการ เพื่อชี้แจง แนะนำหรือทำความเข้าใจกับหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐเกี่ยวกับ แนวทางและการปฏิบัติงานหรือการจัดทำภารกิจตามนโยบายของรัฐบาลและแผนต่างๆ ของชาติ และของ หน่วยงานของรัฐ รวมถึงเพื่อตรวจติดตามการปฏิบัติงานของหน่วยงานของรัฐ ให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ เป้าหมาย และผลสัมฤทธิ์ตามนโยบาย รวมถึงเพื่อติดตามความก้าวหน้า ปัญหา อุปสรรค สดับรับฟังทุกข์ สุข และแสวงหาข้อเท็จจริง เกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ สำหรับระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ข้อ 8 ได้กำหนด ให้การตรวจราชการตามระเบียบนี้ ให้ดำเนินการตามแผนการตรวจราชการประจำปี หรือตามที่ได้รับคำสั่ง จากผู้บังคับบัญชา นายกรัฐมนตรี หรือคณะรัฐมนตรี และตามระเบียบข้อ 9 ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวง รับผิดชอบและมีอำนาจและหน้าที่ในการตรวจราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐทุกหน่วย ในฐานะผู้สอดส่องดูแลแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวง และปลัดกระทรวง 3. พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 มาตรา 20 ได้กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการมีผู้ตรวจราชการของกระทรวง เพื่อทำหน้าที่ในการตรวจ ราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบายเพื่อนิเทศให้คำปรึกษาแนะนำ เพื่อการ ปรับปรุงพัฒนาในระดับสำนักงานคณะกรรมการหรือส่วนราชการที่เรียกชื่ออย่างอื่น ให้ทำหน้าที่ติดตาม และประเมินผลนโยบายตามภารกิจ ตลอดจนนิเทศให้คำปรึกษาและแนะนำเพื่อปรับปรุงพัฒนา ในระดับ


๕ เขตพื้นที่การศึกษาให้เป็นการศึกษาวิเคราะห์ วิจัย นิเทศ ติดตามและประเมินผล การบริหารและการ ดำเนินการ โดยมุ่งเน้นผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดเขตพื้นที่การศึกษาเพื่อเตรียมการ รับการนิเทศ ติดตาม ประเมินผลจากหน่วยงานภายนอก 4. พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีพ.ศ. 2546 มาตรา 6 ได้แก่การบริหารราชการเพื่อบรรลุเป้าหมาย ดังนี้ 1) เกิดประโยชน์สุขของประชาชน 2) เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ 3) มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ 4) ไม่มีขั้นตอนปฏิบัติงานเกินความจำเป็น 5) มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ 6) ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ 7) มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งมาตรา ๙ ได้กำหนดสรุป ได้ว่า การบริหารราชการเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐให้ส่วนราชการปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1) ก่อนจะดำเนินการตามภารกิจใด ส่วนราชการต้องจัดทำแผนปฏิบัติราชการไว้เป็น การล่วงหน้า 2) การกำหนดแผนปฏิบัติราชการของส่วนราชการตาม 7.1) ต้องมีรายละเอียด ของขั้นตอนระยะเวลา และงบประมาณที่จะต้องใช้ในการดำเนินการของแต่ละขั้นตอนเป้าหมาย ของภารกิจผลสัมฤทธิ์ของภารกิจ และตัวชี้วัดความสำเร็จของภารกิจ 3) ส่วนราชการต้องจัดให้มีการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติ ราชการตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่ส่วนราชการกำหนดขึ้น ซึ่งต้องสอดคล้องกับมาตรฐานที่ ก.พ.ร. กำหนด 4) ในกรณีที่การปฏิบัติภารกิจหรือการปฏิบัติตามแผนปฏิบัติราชการเกิดผลกระทบ ต่อประชาชนให้เป็นหน้าที่ของส่วนราชการที่จะต้องดำเนินการแก้ไขหรือบรรเทาผลกระทบนั้นหรือเปลี่ยน แผนปฏิบัติราชการให้เหมาะสม 5. ระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตามตรวจสอบและ ประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการมีผู้ตรวจราชการของกระทรวงเพื่อทำหน้าที่ในการ ตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศ ให้คำปรึกษา และแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนาเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของหน่วยงานและเจ้าหน้าที่โดยมุ่งเน้น ผลสัมฤทธิ์ของหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดตามขอบเขตอำนาจหน้าที่ของกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะผู้สอดส่องดูแลแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 10 กำหนดให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการมีอำนาจหน้าที่ ดังนี้ 1) สั่งเป็นลายลักษณ์อักษร ให้ผู้รับการตรวจปฏิบัติในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ให้ถูกต้องตาม กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ มติของคณะรัฐมนตรี หรือคำสั่งของนายกรัฐมนตรี


๖ 2) สั่งเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้รับการตรวจ ปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติงานใด ๆ ในระหว่างการตรวจราชการไว้ก่อน หากเห็นว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางราชการหรือประชาชน อย่างร้ายแรง และเมื่อผู้ตรวจราชการได้สั่งการดังกล่าวแล้ว ให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบหรือพิจารณา โดยด่วน 3) สั่งให้ผู้รับการตรวจชี้แจง ให้ถ้อยคำ หรือส่งเอกสารและหลักฐานเกี่ยวกับการ ปฏิบัติงานเพื่อประกอบการพิจารณา 4) สอบข้อเท็จจริง สืบสวนข้อเท็จจริง หรือสดับตรับฟังเหตุการณ์ เมื่อได้รับการ ร้องเรียน หรือเมื่อมีเหตุอันควร โดยประสานการดำเนินงานกับหน่วยงานตรวจสอบอื่น ๆ เพื่อแก้ไขปัญหา ความเดือดร้อนของประชาชนหรือปัญหาอุปสรรคของผู้รับการตรวจ 5) ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบายเพื่อนิเทศให้คำปรึกษา แนะนำเพื่อปรับปรุงพัฒนา 6) แต่งตั้งบุคคลหรือคณะทำงานเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ ได้ตามความเหมาะสม 7) ปฏิบัติงานอื่น ๆ ตามที่ผู้บังคับบัญชามอบหมาย ข้อ 15 ให้ผู้รับการตรวจ มีหน้าที่ ดังนี้ 1) อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานแก่ผู้ตรวจราชการ หรือผู้ ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย 2) จัดเตรียมบุคคล เอกสาร หลักฐาน ในการปฏิบัติงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์ พร้อมที่ จะรับการตรวจ 3) ชี้แจงหรือตอบคำถาม พร้อมทั้งให้ข้อมูลใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการตรวจ ราชการ 4) จัดให้มีสมุดตรวจราชการตามแบบที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด 5) ปฏิบัติหรืองดเว้นการปฏิบัติงานใด ๆ ที่ผู้ตรวจราชการได้ตรวจและแนะนำใน ระหว่างการตรวจราชการ หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบหรือพิจารณาและ รายงานให้ผู้ตรวจราชการทราบภายในสิบห้าวัน 6) รายงานความก้าวหน้า ความสำเร็จของผลการดำเนินงานตามข้อสั่งการหรือ ข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการต่อผู้บังคับบัญชา และผู้ตรวจราชการ 7) ดำเนินการอื่นใดที่เป็นประโยชน์ในการตรวจราชการ ข้อ 16 ในระหว่างการตรวจราชการแต่ละครั้ง ถ้าผู้ตรวจราชการพบเห็นปัญหา อุปสรรค หรือแนวโน้มที่จะเกิดผลกระทบต่อการบริหารจัดการศึกษาหรือประเทศโดยส่วนรวม หรือต่อผลสัมฤทธิ์ ของนโยบาย โครงการหรือแผนงาน ให้รีบทำรายงานโดยสรุปพร้อมข้อเสนอแนะต่อหัวหน้าหน่วยงาน ผู้รับ การตรวจเพื่อดำเนินการแก้ไขให้ลุล่วงโดยเร็วแล้วแจ้งให้ผู้ตรวจราชการทราบภายในสามสิบวันนับแต่ ได้รับรายงานจากผู้ตรวจราชการ


๗ 6. คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 ลงวันที่ 3 เมษายน 2560 เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ข้อ 5 ให้มีสำนักงานศึกษาธิการภาค จำนวนสิบแปดภาค สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ ตามบัญชีที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการประกาศกำหนด เพื่อปฏิบัติภารกิจของ กระทรวงศึกษาธิการในระดับพื้นที่ ทำหน้าที่ขับเคลื่อนการศึกษาในระดับภาคและจังหวัด โดยการ อำนวยการ ส่งเสริม สนับสนุนและพัฒนาการศึกษาแบบร่วมมือ และบูรณาการกับหน่วยงานในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ และหน่วยงานอื่นหรือภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในพื้นที่นั้น ๆ และให้มีอำนาจหน้าที่ (๓) กำกับดูแล ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ในพื้นที่รับผิดชอบ (๔) สนับสนุนการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนฺโยบาย และยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ (๕) ประสานการบริหารงานระหว่างราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาคให้เกิดการพัฒนา อย่างบูรณาการในระดับพื้นที่ของหลายจังหวัด โดยยึดการมีส่วนร่วมและประโยชน์สุขของประชาชน เป็นหลัก ข้อ ๘ (๖) ให้คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัดมีอำนาจหน้าที่กำกับเร่งรัดติดตามและ ประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการ หรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการ ข้อ ๑๑ (๓) ให้มีสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อปฏิบัติภารกิจของกระทรวงศึกษาธิการเกี่ยวกับการบริหารและการจัดการศึกษาตามที่กฎหมาย กำหนดปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่ นโยบาย และยุทธศาสตร์ของส่วนราชการต่างๆ ที่มอบหมายและให้มี อำนาจหน้าที่ในเขตจังหวัดในการสั่งการ กำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วน ราชการหรือหน่วยงาน และสถานศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวง ศึกษาธิการ (๗) ส่งเสริม สนับสนุน และดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านวิชาการ การนิเทศและแนะแนว การศึกษาทุกระดับและทุกประเภท รวมทั้งติดตามและประเมินผลระบบบริหารและการจัดการศึกษา 7. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราชการ 2560 เป็นกฎหมายหลักในการ ปกครองประเทศ ได้กำหนดไว้ในมาตรา 65 รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศ ที่ยั่งยืน ตามหลักธรรมมาภิบาลเพื่อใช้เป็นกรอบในการจัดทำแผนต่างๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกัน เพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดันร่วมกันไปสู่เป้าหมาย พร้อมทั้งได้ระบุข้อมาตราที่ต้องนำไปใช้บังคับ ในการจัดการศึกษา การส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาและการเข้ารับการบริการการศึกษาของ ประชาชน ประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 1. รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียน จนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ๒. รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษา เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย


๘ ๓. รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมทั้ง ส่งเสริมให้มีการเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือระหว่างรัฐ องค์กรปกครองท้องถิ่นและ ภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริมและสนับสนุนให้การจัดการ ศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล 4. การศึกษาทั้งปวงต้องมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดี มีวินัย ภูมิใจในชาติ สามารถเชี่ยวชาญ ได้ตามความถนัดของตนและมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศ ๕. ในการดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนา หรือให้ประชาชนได้รับ การศึกษา รัฐต้องดำเนินการให้ผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาตาม ความถนัดของตน 6. ให้จัดตั้งกองทุนเพื่อใช้ในการช่วยเหลือผู้ขาดแคลนทุนทรัพย์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ ในการศึกษาและเพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพและประสิทธิภาพครู ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2561 - 2580) ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐) เป็นยุทธศาสตร์ชาติฉบับแรกของประเทศไทย ประกาศ ณ วันที่ ๘ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๖๑ โดยรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 65 บัญญัติให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาล เพื่อใช้เป็นกรอบ ในการจัดทำแผนต่าง ๆ ให้สอดคล้องและบูรณาการกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังผลักดัน ร่วมกันไปสู่เป้าหมาย และกำหนดวิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศพัฒนา แล้ว ด้วยการพัฒนา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” โดยมีเป้าหมายการพัฒนาประเทศ คือ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชน มีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เป็นธรรม ฐานทรัพยากร ธรรมชาติยั่งยืน” การพัฒนาประเทศ ในช่วงเวลาของยุทธศาสตร์ชาติ จะมุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่าง การพัฒนาความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในรูปแบบ “ประชารัฐ” ประกอบด้วย ๖ ยุทธศาสตร์ ดังนี้ 1) ยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง มีเป้าหมายการพัฒนาที่สำคัญ คือ ประเทศชาติมั่นคง ประชาชน มีความสุข เน้นการบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมของประเทศให้มีความมั่นคง ปลอดภัย เอกราชอธิปไตย และมีความสงบเรียบร้อยในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับชาติ สังคม ชุมชน มุ่งเน้นการพัฒนาคน เครื่องมือเทคโนโลยี และระบบฐานข้อมูลขนาดใหญ่ให้มีความพร้อมสามารถรองรับกับภัยคุกคามและภัย พิบัติได้ทุกรูปแบบ และทุกระดับความรุนแรง ควบคู่ไปกับการป้องกันและแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคง ที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ใช้กลไกการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการทั้งกับส่วนราชการ ภาคเอกชนประชาสังคม และองค์กรที่ไม่ใช่รัฐ รวมถึงประเทศเพื่อนบ้านและมิตรประเทศทั่วโลก บนพื้นฐานของหลักธรรมาภิบาล เพื่อเอื้ออำนวยประโยชน์ต่อการดำเนินการของยุทธศาสตร์ชาติด้านอื่น ๆ ให้สามารถขับเคลื่อนไปได้ ตามทิศทางและเป้าหมายที่กำหนด 2) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน มีเป้าหมายการพัฒนาที่มุ่งเน้น การยกระดับศักยภาพของประเทศในหลากหลายมิติ บนพื้นฐานแนวคิด ๓ ประการ ได้แก่ (๑) ต่อยอด อดีต โดยมองกลับไปที่รากเหง้าทางเศรษฐกิจ อัตลักษณ์ วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิต และจุดเด่นทาง ทรัพยากร ที่หลากหลาย รวมทั้งความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบของประเทศในด้านอื่นๆ นำมาประยุกต์ ผสมผสาน กับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อให้สอดรับกับบริบทของเศรษฐกิจและสังคมโลกสมัยใหม่ (๒)


๙ ปรับปัจจุบัน เพื่อปูทางสู่อนาคต ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและดิจิทัล และการปรับสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมและบริการอนาคต และ (๓) สร้างคุณค่าใหม่ ในอนาคต ด้วยการเพิ่มศักยภาพของผู้ประกอบการ พัฒนาคนรุ่นใหม่ รวมถึงการปรับรูปแบบธุรกิจ เพื่อตอบสนอง ต่อความต้องการของตลาด ผสมผสานกับยุทธศาสตร์ที่รองรับอนาคต บนพื้นฐานของ การต่อยอดอดีตและปรับปัจจุบัน พร้อมทั้งการส่งเสริมและสนับสนุนจากภาครัฐให้ประเทศไทยสามารถ สร้างฐานรายได้และการจ้างงานใหม่ ขยายโอกาสทางการค้าและการลงทุนในเวทีโลก ควบคู่ไปกับการ ยกระดับรายได้และการอยู่ดีกินดี รวมถึง การเพิ่มขึ้นของชนชั้นกลาง และลดความเหลื่อมล้ำของคน ในประเทศในคราวเดียวกัน 3) ยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ มีเป้าหมายการ พัฒนาที่สำคัญเพื่อพัฒนาคนไทยในทุกมิติและในทุกช่วงวัยให้เป็นคนดี เก่ง และมีคุณภาพ โดยคนไทย มีความพร้อม ทั้งกาย ใจ สติปัญญา มีพัฒนาการที่ดีรอบด้านและมีสุขภาวะที่ดีในทุกช่วงวัย มีจิตสาธารณะ รับผิดชอบ ต่อสังคมและผู้อื่น มัธยัสถ์ อดออม โอบอ้อมอารี มีวินัย รักษาศีลธรรม และเป็นพลเมืองดี ของชาติมีหลักคิดที่ถูกต้อง มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ ๒๑ มีทักษะสื่อสารภาษาอังกฤษและภาษา ที่สามและอนุรักษ์ ภาษาท้องถิ่น มีนิสัยรักการเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต สู่การ เป็นคนไทยที่มีทักษะสูง เป็นนวัตกร นักคิด ผู้ประกอบการ เกษตรกรยุคใหม่และอื่น ๆ โดยมีสัมมาชีพ ตามความถนัดของตนเอง 4) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม มีเป้าหมายการพัฒนาที่ สำคัญ โดยให้ความสำคัญกับการดึงเอาพลังของภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งภาคเอกชน ประชาสังคม ชุมชน ท้องถิ่น มาร่วมขับเคลื่อน โดยการสนับสนุนการรวมตัวของประชาชนในการร่วมคิดร่วมทำเพื่อส่วนรวม การกระจายอำนาจและความรับผิดชอบไปสู่กลไกการบริหารราชการแผ่นดินในระดับท้องถิ่น การเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของชุมชนในการจัดการตนเอง และการเตรียมความพร้อมของคนไทยทั้งในมิติสุขภาพ เศรษฐกิจ สังคมและสภาพแวดล้อม ให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพ สามารถพึ่งพาตนเองและทำประโยชน์ ให้แก่ครอบครัว ชุมชนและสังคมให้นานที่สุด โดยรัฐให้หลักประกันการเข้าถึงและสวัสดิการที่คุณภาพ อย่างเป็นธรรมและทั่วถึง 5) ยุทธศาสตร์ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีเป้าหมาย การพัฒนาที่สำคัญ เพื่อนำไปสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนในทุกมิติ ทั้งด้านสังคม เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และความเป็นหุ้นส่วนความร่วมมือระหว่างกันทั้งภายในและภายนอกประเทศอย่างบูรณา การ ใช้พื้นที่เป็นตัวตั้งในการกำหนดกลยุทธ์และแผนงาน การให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้เข้ามามีส่วนร่วม ในแบบทางตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ โดยการดำเนินการบนฐานการเติบโตร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นทาง เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิต โดยให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลทั้ง ๓ ด้าน อันจะนำไปสู่ ความยั่งยืน เพื่อคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง 6) ยุทธศาสตร์ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ มีเป้าหมาย การพัฒนา เพื่อปรับเปลี่ยนภาครัฐที่ยึดหลัก “ภาครัฐของประชาชนเพื่อประชาชนและประโยชน์ส่วนรวม” โดยภาครัฐมีขนาดที่เหมาะสมกับบทบาทภารกิจ แยกแยะบทบาทของหน่วยงานของรัฐที่ทำหน้าที่ในการ กำกับหรือในการให้บริการในระบบเศรษฐกิจที่มีการแข่งขัน มีสมรรถนะสูง ยึดหลักธรรมาภิบาล ปรับวัฒนธรรม การทำงานให้มุ่งผลสัมฤทธิ์และผลประโยชน์ส่วนรวม มีความทันสมัย และมีความพร้อมที่


๑๐ จะปรับตัวให้ทัน ต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำนวัตกรรม เทคโนโลยีฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ระบบการทำงานที่เป็นดิจิทัลเข้ามาประยุกต์ใช้อย่างคุ้มค่า และปฏิบัติงาน เทียบได้กับมาตรฐานสากล รวมทั้ง มีลักษณะที่เปิดกว้างเชื่อมโยงถึงกัน และเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนเข้า มามีส่วนร่วมเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างสะดวก รวดเร็ว และโปร่งใส โดยทุกภาค ส่วนในสังคมต้องร่วมกันปลูกฝังค่านิยม ความซื่อสัตย์สุจริต ความมัธยัสถ์ และการสร้างจิตสำนึกในการ ปฏิเสธไม่ยอมรับการทุจริตประพฤติมิชอบ อย่างสิ้นเชิง นอกจากนั้น กฎหมายต้องมีความชัดเจน มีเพียง เท่าที่จำเป็น มีความทันสมัย มีความเป็นสากล มีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำและเอื้อ ต่อการพัฒนาโดยกระบวนการยุติธรรมมีการบริหารที่มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม ไม่เลือกปฏิบัติและอำนวย ความยุติธรรมตามหลักนิติธรรม แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. 2566 – 2580) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๖ - ๒๕๘๐) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) เมื่อวันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๖๖ ตามที่คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติเสนอถึง ความจำเป็นที่ต้องแก้ไขเพิ่มเติมแผนแม่บทให้สอดคล้องกับความจำเป็นของประเทศ สถานการณ์ที่ส่งผล ต่อการเปลี่ยนแปลง อีกทั้งกำหนดประเด็นในลักษณะที่มีความบูรณาการและเชื่อมโยงระหว่างยุทธศาสตร์ ชาติด้านที่เกี่ยวข้อง และประเด็นการพัฒนาจะไม่มีความซ้ำซ้อนกันระหว่างแผนแม่บทฯ เพื่อให้ส่วน ราชการสามารถนำแผนแม่บทฯ ไปใช้ในทางปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับกระทรวงศึกษาธิการมี ภารกิจเกี่ยวข้องที่ต้องดำเนินการตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๖- ๒๕๘๐) (ฉบับแก้ไข เพิ่มเติม) ในประเด็น 11 การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิตและประเด็น 12 การพัฒนาการเรียนรู้ ซึ่งสามารถสรุปสาระสำคัญได้ดังนี้ ประเด็น ๑๑ การพัฒนาศักยภาพคนตลอดช่วงชีวิต มีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยทุกช่วงวัย มีคุณภาพเพิ่มขึ้น ได้รับการพัฒนาอย่างสมดุล ทั้งด้านร่างกาย สติปัญญาและคุณธรรมจริยธรรม เป็นผู้ที่ มีความรู้และทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ รักการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และได้กำหนดแผนย่อยไว้ ๕ แผนย่อย ดังนี้ ๑) การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ พัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ของประเทศ โดยจำเป็นต้องมุ่งเน้นการพัฒนาและยกระดับคนในทุกมิติและในทุกช่วงวัย ให้เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่ดี เก่ง และมีคุณภาพพร้อมขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไปข้างหน้าได้อย่าง เต็มศักยภาพ โดยมีแนวทางการพัฒนา คือ ส่งเสริมการจัดกิจกรรมที่เหมาะสมบนฐานความรู้ทางวิชาการ ตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์และถึงช่วงอายุต่าง ๆ พัฒนาทักษะชีวิตและการเรียนรู้ การทำงานและการดำรงชีวิต อย่างมีคุณภาพ ของประชากรแต่ละช่วงวัย การส่งเสริมพัฒนาการเด็ก และมีความปลอดภัย มีกลไก สนับสนุนในการดูแลเด็กและครอบครัวในชุมชนที่มีคุณภาพมาตรฐาน รวมทั้งมีกลไกสนับสนุนในการ ทำงานที่เอื้อต่อครอบครัวที่ทุกภาคส่วน การพัฒนาสนับสนุนการจัดสวัสดิการและการส่งเสริมคุณภาพ ชีวิตที่ดีในการทำงานที่สมดุลระหว่างชีวิต การทำงานและชีวิตครอบครัว ๒) การพัฒนาเด็กตั้งแต่ช่วงการตั้งครรภ์จนถึงปฐมวัย โดยจัดให้มีการเตรียมความพร้อม ให้แก่พ่อแม่ก่อนการตั้งครรภ์ พร้อมทั้งส่งเสริมอนามัยแม่และเด็กตั้งแต่เริ่มตั้งครรภ์ และบริการสุขภาพ ส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และสารอาหารที่จำเป็นต่อสมองเด็ก การกระตุ้นพัฒนาการ สมอง และการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการที่สมวัยทุกด้าน โดยมีแนวทางการพัฒนา คือ การจัดให้มี


๑๑ การพัฒนา เด็กปฐมวัยให้มีสุขภาวะที่ดีและสมวัย การจัดให้มีการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีพัฒนาการ สมรรถนะ และคุณลักษณะที่ดีที่สมวัยทุกด้านโดยการพัฒนากลไกการสอนและปรับปรุงสถานพัฒนาเด็ก ปฐมวัย ให้มีคุณภาพตามมาตรฐานที่เน้นการพัฒนาทักษะสำคัญด้านต่าง ๆ อาทิ ทักษะทางสมอง ทักษะ ด้านความคิดความจำ ทักษะการควบคุมอารมณ์ ทักษะการวางแผนและการจัดระบบ ทักษะการรู้จัก ประเมินตนเอง ๓) การพัฒนาช่วงวัยเรียนและวัยรุ่น จัดให้มีการพัฒนาทักษะความสามารถที่สอดรับกับ ทักษะ ในศตวรรษที่ ๒๑ โดยเฉพาะทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความสามารถในการแก้ปัญหา ที่ซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น จัดให้มีการพัฒนาทักษะด้านภาษา ศิลปะ ทักษะ ด้านดิจิทัล จัดให้มีการเรียนรู้ทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศและทักษะชีวิต ที่สามารถอยู่ร่วมและทำงาน ภายใต้สังคมที่เป็นพหุวัฒนธรรม โดยมีแนวทางการพัฒนา คือ การจัดให้มี การพัฒนาทักษะที่สอดรับกับทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ โดยเฉพาะทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ ความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อน ความคิดสร้างสรรค์ การทำงานร่วมกับผู้อื่น จัดให้มีการพัฒนา ทักษะด้านภาษา ศิลปะ และความสามารถ ในการใช้เทคโนโลยีที่สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และความสนใจ โดยเน้นเด็กและเยาวชน เป็นศูนย์กลางของการเรียนรู้ เน้นให้เกิดองค์ความรู้ได้ด้วยตัวเอง ตามความสนใจและความถนัดของผู้เรียน โดยผ่านการออกแบบการเรียนรู้ที่มีครูคอยเป็นผู้สนับสนุน และอำนวยความสะดวกให้แก่ผู้เรียน เพื่อให้การเรียนรู้สามารถตอบสนองความต้องการได้กับเด็กทุกกลุ่ม จัดให้มีพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับความต้องการ ของประเทศ การบ่มเพาะการเป็นนักคิด นักนวัตกร และการเป็นผู้ประกอบการใหม่ รวมทั้งทักษะชีวิต ที่สามารถอยู่ร่วมและทำงานภายใต้สังคม ที่เป็นพหุวัฒนธรรม และจัดให้มีกลไกส่งเสริมและสนับสนุนบริการสุขภาพและอนามัยที่เชื่อมต่อกัน ระหว่างสาธารณสุขกับโรงเรียนหรือสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างศักยภาพด้านความฉลาดทางเชาวน์ปัญญา และความฉลาดทางอารมณ์ ตลอดจนภูมิคุ้มกันด้านต่างๆ ในการดำเนินชีวิตของกลุ่มวัยเรียน/วัยรุ่น ๔) การพัฒนาและยกระดับศักยภาพวัยแรงงาน ด้วยการยกระดับศักยภาพทักษะและ สมรรถนะของคนในช่วงวัยทำงานให้สอดคล้องกับความสามารถเฉพาะบุคคลและความต้องการของ ตลาดแรงงาน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจและผลิตภาพเพิ่มขึ้นให้กับประเทศ ส่งเสริมและ สนับสนุนการพัฒนาความรู้แรงงานฝีมือให้เป็นผู้ประกอบการใหม่ และสามารถพัฒนาต่อยอดความรู้ ในการสร้างสรรค์งานใหม่ๆ และสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่ดีให้กับวัยทำงานผ่านระบบการคุ้มครอง ทางสังคมและการส่งเสริมการออม โดยมีแนวทางการพัฒนา คือ การยกระดับศักยภาพ ทักษะและ สมรรถนะของคนในช่วงวัยทำงานให้มีคุณภาพมาตรฐาน สอดคล้องกับความสามารถเฉพาะบุคคลและ ความต้องการของตลาดงาน ส่งเสริมและสนับสนุน การพัฒนาทักษะแรงงานฝีมือให้เป็นผู้ประกอบการ ใหม่และสามารถพัฒนาต่อยอดความรู้ในการสร้างสรรค์ งานใหม่ๆ เพื่อสร้างโอกาสและทางเลือกในการ ทำงาน ๕) การส่งเสริมศักยภาพวัยผู้สูงอายุ โดยส่งเสริมการมีงานทำของผู้สูงอายุให้พึ่งพาตนเอง ได้ทางเศรษฐกิจ และร่วมเป็นพลังสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนและประเทศ ส่งเสริมและพัฒนา ระบบการออมเพื่อสร้างหลักประกันความมั่นคงในชีวิตหลังเกษียณ และหลักประกันทางสังคม ที่สอดคล้องกับความจำเป็นพื้นฐานในการดำรงชีวิต โดยมีแนวทางการพัฒนา คือ การส่งเสริมการมีงานทำ ของผู้สูงอายุ ให้พึ่งพาตนเองได้ทางเศรษฐกิจ และร่วมเป็นพลังสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ชุมชนและ


๑๒ ประเทศ รวมทั้งสนับสนุนมาตรการจูงใจทางการเงินและการคลังให้ผู้ประกอบการมีการจ้างงานที่เหมาะสม สำหรับผู้สูงอายุ ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาทักษะในการประกอบอาชีพที่เหมาะสมกับวัย สมรรถนะทางกาย ลักษณะงาน และส่งเสริมทักษะการเรียนรู้ในการทำงานร่วมกันระหว่างกลุ่มวัย ส่วนแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๘๐) (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม) ประเด็น ๑๒ การพัฒนาการเรียนรู้ มีเป้าหมายเพื่อให้คนไทยมีการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล เพิ่มขึ้น มีทักษะ ที่จำเป็นของโลกศตวรรษที่ ๒๑ สามารถแก้ปัญหา ปรับตัว สื่อสาร และทำงานร่วมกับ ผู้อื่นได้อย่าง มีประสิทธิผลเพิ่มขึ้น มีนิสัยใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต รวมทั้งเพื่อให้คนไทยได้รับการ พัฒนาเต็มตามศักยภาพตามความถนัดและความสามารถของพหุปัญญาดีขึ้น และได้กำหนดแผนย่อยไว้ 2 แผนย่อย ดังนี้ ๑) การปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ ๒๑ ด้วยการ ปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ ๒๑ โดยพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในทุกระดับชั้นตั้งแต่ ปฐมวัย จนถึงอุดมศึกษาที่ใช้ฐานความรู้และระบบคิดในลักษณะสหวิทยาการ พัฒนากระบวนการเรียนรู้ ของผู้เรียน ทุกระดับการศึกษา รวมถึงจัดกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะสาหรับศตวรรษที่ ๒๑ พัฒนาระบบ การเรียนรู้เชิงบูรณาการที่เน้นการลงมือปฏิบัติ มีการสะท้อนความคิด/ทบทวนไตร่ตรอง พัฒนาระบบ การเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสามารถกำกับการเรียนรู้ของตนได้ เพื่อให้สามารถนำองค์ความรู้ไปใช้ สร้างรายได้ รวมถึงมีทักษะด้านวิชาชีพและทักษะชีวิต การเปลี่ยนโฉมบทบาท “ครู” ให้เป็นครูยุคใหม่ โดยวางแผนการผลิต พัฒนาและปรับบทบาท “ครู คณาจารย์ยุคใหม่” ให้เป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” ปรับระบบการผลิตและพัฒนาครู ส่งเสริมสนับสนุนระบบการพัฒนาศักยภาพและสมรรถนะครูอย่าง ต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษาในทุกระดับ ทุกประเภท โดยปฏิรูปโครงสร้าง องค์กรด้านการศึกษา ให้มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงโครงสร้างการจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและเพิ่ม คุณภาพการศึกษา ส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชนในการจัดการศึกษา พัฒนาระบบประกันคุณภาพ การศึกษา ปฏิรูประบบการสอบที่นำไปสู่การวัดผลในเชิงทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ มากกว่า การวัดระดับความรู้ รวมทั้งส่งเสริม การวิจัยและใช้เทคโนโลยีในการสร้างและจัดการความรู้ การเรียน การสอนและการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ การพัฒนาระบบ การเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลและดิจิทัลแฟลตฟอร์มเพื่อการศึกษา ในทุกระดับทุกประเภทการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ จัดให้มีการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ชาติไทย และประวัติศาสตร์ท้องถิ่น และสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของเด็ก เยาวชนและนักเรียนกับประเทศ เพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ โดยมีแนวทางการพัฒนา คือ ๑.1) ปรับเปลี่ยนระบบการเรียนรู้สำหรับศตวรรษที่ ๒๑ ประกอบด้วย ๔ แนวทางย่อย ได้แก่ (๑) พัฒนากระบวนการเรียนรู้ในทุกระดับชั้น ตั้งแต่ปฐมวัยจนถึงอุดมศึกษา (๒) พัฒนากระบวนการ เรียนรู้ ของผู้เรียนทุกระดับการศึกษา รวมถึงจัดกิจกรรมเสริมทักษะเพื่อพัฒนาทักษะสาหรับศตวรรษ ที่ ๒๑ (๓) พัฒนาระบบการเรียนรู้เชิงบูรณาการที่เน้นการลงมือปฏิบัติ มีการสะท้อนความคิด/ทบทวน ไตร่ตรอง และ (๔) พัฒนาระบบการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนสามารถกำกับการเรียนรู้ของตนได้ เพื่อให้สามารถ นำองค์ความรู้ ไปใช้สร้างรายได้ รวมถึงมีทักษะด้านวิชาชีพและทักษะชีวิต 1.๒) เปลี่ยนโฉมบทบาท “ครู” ให้เป็นครูยุคใหม่ ประกอบด้วย ๓ แนวทางย่อย ได้แก่ (๑) วางแผนการผลิต พัฒนาและปรับบทบาท “ครู คณาจารย์ยุคใหม่” ให้เป็น “ผู้อำนวยการการเรียนรู้” (๒)


๑๓ ปรับระบบการผลิตและพัฒนาครูตั้งแต่การดึงดูด คัดสรร ผู้มีความสามารถสูงให้เข้ามาเป็นครู ปฏิรูประบบ การผลิตครูยุคใหม่ และ (๓) ส่งเสริมสนับสนุนระบบการพัฒนาศักยภาพและสมรรถนะครูอย่างต่อเนื่อง 1.๓) เพิ่มประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการศึกษาในทุกระดับ ทุกประเภท ประกอบด้วย ๖ แนวทางย่อย ได้แก่ (๑) ปฏิรูปโครงสร้างองค์กรด้านการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ (๓) ปรับปรุงโครงสร้าง การจัดการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและเพิ่มคุณภาพการศึกษา (๔) เพิ่มการมีส่วนร่วมจากภาคเอกชน ในการจัดการศึกษา ส่งเสริมภาคประชาสังคมปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ในชุมชนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้เชิง สร้างสรรค์และมีชีวิต รวมถึงการเรียนรู้และทบทวนทักษะพื้นฐาน (๕) พัฒนาระบบประกันคุณภาพ การศึกษา และปฏิรูประบบการสอบที่นำไปสู่การวัดผลในเชิงทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ มากกว่าการวัดระดับความรู้ และ (๖) ส่งเสริมการวิจัยและใช้เทคโนโลยีในการสร้างและจัดการความรู้ การเรียนการสอนและการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ซึ่งรวมถึงการ บูรณาการความร่วมมือ ระหว่างสถาบันอุดมศึกษากับภาคอุตสาหกรรม ชุมชนและภาครัฐ เพื่อเสริมสร้าง ระบบนิเวศนวัตกรรมที่เข้มแข็ง 1.๔) พัฒนาระบบการเรียนรู้ตลอดชีวิต ประกอบด้วย ๕ แนวทางย่อย ได้แก่ (๑) จัดให้มี ระบบการศึกษาและระบบฝึกอบรมบนฐานสมรรถนะที่มีคุณภาพสูงและยืดหยุ่น (๒) มีมาตรการจูงใจและ ส่งเสริมสนับสนุนให้คนใฝ่เรียนรู้ พัฒนาตนเอง รวมถึงการยกระดับทักษะวิชาชีพ (๓) พัฒนาระบบ การเรียนรู้ชุมชนให้เข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา โดยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชา สังคม (๔) พัฒนาระบบเครือข่ายเทคโนโลยีดิจิทัลและดิจิทัลแฟลตฟอร์ม สื่อดิจิทัลเพื่อการศึกษา ในทุกระดับทุกประเภทการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ และ (๕) พัฒนาโปรแกรมประยุกต์ หรือสื่อการเรียนรู้ดิจิทัลที่มีคุณภาพ ที่นักเรียน นักศึกษาและประชาชนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ ในการเรียนรู้และพัฒนาตนเองผ่านเทคโนโลยีสมัยใหม่ได้ 1.๕) สร้างระบบการศึกษาเพื่อเป็นเลิศทางวิชาการระดับนานาชาติ ประกอบด้วย ๕ แนวทางย่อย ได้แก่ (๑) ส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพสถาบันการศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญและมีความ โดดเด่น เฉพาะสาขาสู่ระดับนานาชาติ (๒) สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการและแลกเปลี่ยน นักเรียน นักศึกษาและบุคลากรในระดับนานาชาติ รวมถึงการพัฒนาศูนย์วิจัย ศูนย์ฝึกอบรมและทดสอบ ในระดับภูมิภาค (๓) จัดให้มีการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ ประเพณี วัฒนธรรมของไทยและพัฒนาการของ ประเทศเพื่อนบ้าน ในสถานศึกษาและสำหรับประชาชน และ (๔) ส่งเสริมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ของเด็กเยาวชนและนักเรียนกับประเทศเพื่อนบ้านในภูมิภาคเอเชียอาคเนย์ ๒) การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย ด้วยการพัฒนาและส่งเสริมพหุปัญญา ผ่านครอบครัว ระบบสถานศึกษา สภาพแวดล้อม รวมทั้งสื่อ โดยพัฒนาระบบบริหารจัดการกลไก การคัดกรองและการส่งต่อเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคนไทยตามพหุปัญญาให้เต็มตามศักยภาพ ส่งเสริม สนับสนุนระบบสถานศึกษาและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างและพัฒนาเด็กและเยาวชนที่มี ความสามารถพิเศษบนฐาน พหุปัญญา การสร้างเส้นทางอาชีพ สภาพแวดล้อมการทำงาน และระบบ สนับสนุนที่เหมาะสม สำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ โดยมีแนวทางการพัฒนา คือ การพัฒนาและส่งเสริม พหุปัญญา โดยพัฒนาระบบบริหารจัดการกลไกการคัดกรองและการส่งต่อเพื่อส่งเสริมการพัฒนาคนไทย ตามพหุปัญญาให้เต็ม ตามศักยภาพ และส่งเสริมสนับสนุนระบบสถานศึกษาและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อ การสร้างและพัฒนาเด็ก และเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษบนฐานพหุปัญญา และสร้างเส้นทางอาชีพ


๑๔ สภาพแวดล้อมการทำงาน และระบบสนับสนุนที่เหมาะสมสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ โดยจัดให้มี โครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุน เพื่อผู้มีความสามารถพิเศษได้สร้างความเข้มแข็งและต่อยอดได้ เพื่อพัฒนาต่อยอดงานวิจัยเพื่อตอบโจทย์ การพัฒนาประเทศ เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้นักวิจัยความสามารถ สูงของไทยให้มีศักยภาพสูงยิ่งขึ้น นอกจากนี้ การปรับแผนแม่บทภายใต้ภายใต้ยุทธศาสตร์ ยังได้มีการแก้ไขปรับปรุงตัวชี้วัด ด้วยเช่นกัน เนื่องจากตัวชี้วัดเดิมไม่สอดคล้องกับเป้าหมายของแผนแม่บทย่อย ดังนั้น เมื่อพิจารณา รายละเอียด ของการปรับปรุงตัวชี้วัด จะพบประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงสอดคล้องกับแผนพัฒนาการศึกษา ทั้ง 6 แผน ที่ได้กล่าวมาข้างต้น ดังนี้ 1. การปรับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 11 การพัฒนาคนตลอดช่วงชีวิต มีการปรับตัวชี้วัด ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ คือ คะแนนความสามารถในการแข่งขันการ พัฒนาทุนมนุษย์ ด้านทักษะ (Skill) แรงงานในอนาคต (Future Workforce) ซึ่งจะเห็นได้ว่ามุ่งเน้นที่การ พัฒนาศักยภาพมนุษย์ด้านทักษะ ในศตวรรษที่ 21 และการพัฒนาสมรรถนะที่ตอบสนองต่อตลาดแรงงาน ในอนาคตไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยี หรือนวัตกรรมต่าง ๆ 2. การปรับตัวชี้วัดในประเด็นที่ 12 การพัฒนาการเรียนรู้ ไม่มีการปรับเป้าหมายระดับ ประเด็น แต่มีการปรับตัวชี้วัดให้สอดคล้องกับเป้าหมายมากขึ้น โดยมีตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้องกับการจัด การศึกษา ของกระทรวงศึกษาธิการ ดังนี้ 2.1 อันดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการศึกษา โดยปรับเปลี่ยน จากตัวชี้วัดที่วัดเพียงค่าคะแนน PISA ด้านการอ่าน คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์ แต่เป็นการวัดที่ ครอบคลุมตามเป้าหมายและรวมค่าคะแนน PISA เป็นตัวแปรหนึ่งในการคำนวณด้วยแล้ว ซึ่งจะเห็นได้ว่า มุ่งเน้น การพัฒนาศักยภาพเพิ่มขีดความสามารถของผู้เรียน 2.2 สัดส่วนเด็กที่ได้รับการส่งต่อการพัฒนาตามศักยภาพ/พหุปัญญา โดยปรับเปลี่ยน ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาพหุปัญญา 2.3 ดัชนีการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีคุณภาพ จากประเด็นนี้จะให้ ความสำคัญกับการพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษา เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียน 2.4 สัดส่วนนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่มีผลการทดสอบ O-NET ใน 4 วิชา หลัก (ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์) ตั้งแต่ร้อยละ 50 ขึ้นไป ต่อจำนวนนักเรียน ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เข้ารับการทดสอบ ซึ่งตัวชี้วัดเดิมจะวัดอัตราการเข้าเรียนสุทธิระดับมัธยม ศึกษาตอนต้น ซึ่งไม่สามารถสะท้อนคุณภาพได้ 2.5 ร้อยละของเด็กที่มีข้อมูลการส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพตามพหุปัญญารายบุคคล เน้นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาและส่งเสริมผู้เรียนให้ได้รับการพัฒนาพหุปัญญารายบุคคล คำนึงถึง ความแตกต่างของแต่ละบุคคลตามความถนัด ความสนใจ เพื่อให้ส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนอย่างเต็มตาม ศักยภาพ สำหรับการดำเนินการเพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามแผนแม่บทฯ โดยกระทรวงศึกษาธิการ ให้ความสำคัญกับการมุ่งความเป็นเลิศและสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ผลิตกำลังคน รวมทั้งงานวิจัยที่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ โดยดำเนินการผลิตบุคลากรรองรับอุตสาหกรรม เป้าหมาย ส่งเสริมผู้เรียน ให้มีทักษะในการเป็นผู้ประกอบการธุรกิจ ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนานวัตกรรม


๑๕ ในเชิงพาณิชย์ รวมถึงส่งเสริมการวิจัย สร้างองค์ความรู้ด้านการพัฒนาพหุปัญญาของผู้เรียน เพื่อให้ กำลังคน มีทักษะอาชีพ สมรรถนะ สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน ตลอดจนองค์ความรู้ สิ่งประดิษฐ์ งานวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรม สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในเชิงเศรษฐกิจและสังคมได้ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570) มีจุดมุ่งหมาย เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศให้สามารถบรรลุตามเป้าหมายการพัฒนาระยะยาวที่กำหนดไว้ใน ยุทธศาสตร์ชาติ เป็นกลไกในการชี้ประเด็นที่มีลำดับความสำคัญสูงต่อการพัฒนาประเทศในระยะ 5 ปี และผลักดัน ให้ประเทศสามารถก้าวข้ามความท้าทายต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนสู่ความเจริญเติบโตที่ทุกภาค ส่วนได้รับประโยชน์อย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งการกำหนดทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะของแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีวัตถุประสงค์ เพื่อพลิกโฉมประเทศไทยสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้างมูลค่าอย่างยั่งยืน” โดยมีเป้าหมายหลัก 5 ประการ ประกอบด้วย (1) การปรับโครงสร้างภาคการผลิตและบริการสู่เศรษฐกิจ ฐานนวัตกรรม (2) การพัฒนาคนสำหรับโลกยุคใหม่ (3) การมุ่งสู่สังคมแห่งโอกาสและความเป็นธรรม (4) การเปลี่ยน ผ่านไปสู่ความยั่งยืน และ (5) การเสริมสร้างความสามารถของประเทศในการรับมือกับการ เปลี่ยนแปลง และความเสี่ยงภายใต้บริบทโลกใหม่ แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ได้กำหนดหมุดหมายการพัฒนา จำนวน 13 ประการ เพื่อสะท้อน ประเด็นการพัฒนาที่มีลำดับความสำคัญสูงต่อการพลิกโฉมประเทศสู่ “สังคมก้าวหน้า เศรษฐกิจสร้าง มูลค่าอย่างยั่งยืน” ประกอบด้วย หมุดหมายที่ 1 ไทยเป็นประเทศชั้นนำด้านสินค้าเกษตรและเกษตรแปรรูปมูลค่าสูง หมุดหมายที่ 2 ไทยเป็นจุดหมายของการท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพและความยั่งยืน หมุดหมายที่ 3 ไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก หมุดหมายที่ 4 ไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพมูลค่าสูง หมุดหมายที่ 5 ไทยเป็นประตูการค้าการลงทุนและยุทธศาสตร์ทางโลจิสติกส์ที่สำคัญ ของภูมิภาค หมุดหมายที่ 6 ไทยเป็นฐานการผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะที่สำคัญของโลก หมุดหมายที่ 7 ไทยมีวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูงและสามารถ แข่งขันได้ หมุดหมายที่ 8 ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะ ที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน หมุดหมายที่ 9 ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และคนไทยทุกคน มีความคุ้มครองทาง สังคม ที่เพียงพอ เหมาะสม หมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ หมุดหมายที่ 11 ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติ และการ เปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ หมุดหมายที่ 12 ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนา แห่งอนาคต หมุดหมายที่ 13 ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพ และตอบโจทย์ประชาชน


๑๖ หมุดหมายภายใต้แผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 มีส่วนที่เกี่ยวข้องกับภารกิจหน้าที่ของกระทรวง ศึกษาธิการ โดยเป็นหน่วยงานหลักดำเนินการขับเคลื่อนหมุดหมายที่ 12 ไทยมีกำลังคนสมรรถนะสูง มุ่งเรียนรู้ อย่างต่อเนื่อง ตอบโจทย์การพัฒนาแห่งอนาคต ซึ่งมีเป้าหมาย และกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ เป้าหมายที่ 1 คนไทยได้รับการพัฒนาอย่างเต็มตามศักยภาพในทุกช่วงวัย มีสมรรถนะ ที่จำเป็นสำหรับโลกยุคใหม่ มีคุณลักษณะตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม มีคุณธรรม จริยธรรมและมี ภูมิคุ้มกัน ต่อการเปลี่ยนแปลงอย่างพลิกโฉมฉับพลันของโลก สามารถดำรงชีวิตร่วมกันในสังคมได้อย่าง สงบสุข ซึ่งใน การดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ กลยุทธ์ที่ 1 การพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัยในทุกมิติ โดยมีกลยุทธ์ย่อย คือ 1.1 พัฒนาเด็ก ช่วงตั้งครรภ์ถึงปฐมวัยให้มีพัฒนาการรอบด้าน มีอุปนิสัยที่ดี 1.2 พัฒนาผู้เรียนระดับพื้นฐานให้มีความ ตระหนักรู้ ในตนเอง มีสมรรถนะที่จำเป็นต่อการเรียนรู้ การดำรงชีวิตและการทำงาน 1.4 พัฒนาวัย แรงงานให้มีสมรรถนะที่จำเป็นเพื่อการประกอบอาชีพและเชื่อมโยงกับโลกของการทำงานในอนาคตและ 1.5 พัฒนาผู้สูงอายุให้เป็นพลเมืองที่มีคุณค่าของสังคม กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง โดยมีกลยุทธ์ย่อย คือ 2.1 พัฒนากำลังคน สมรรถนะสูง สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต เป้าหมายและสามารถสร้างงานอนาคต เป้าหมายที่ 2 กำลังคนมีสมรรถนะสูง สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต เป้าหมายและสามารถสร้างงานอนาคต ซึ่งในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่ เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนากำลังคนสมรรถนะสูง โดยมีกลยุทธ์ย่อย 2.1 พัฒนากำลังคน สมรรถนะสูง สอดคล้องกับความต้องการของภาคการผลิต เป้าหมายและสามารถสร้างงานอนาคต เป้าหมายที่ 3 ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงการเรียนรู้ตลอดชีวิต ซึ่งในการดำเนินงาน ให้บรรลุ เป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ที่ 3 การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมี กลยุทธ์ย่อย คือ 3.1 พัฒนาระบบนิเวศเพื่อการเรียนรู้ตลอดชีวิต และ 3.2 พัฒนาทางเลือกในการเข้าถึง การเรียนรู้ สำหรับผู้ที่ไม่สามารถเรียนในระบบการศึกษาปกติ สำหรับหมุดหมายที่กระทรวงศึกษาธิการสนับสนุนการดำเนินงาน มีดังนี้ 1) หมุดหมายที่ 6 อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ และบริการ Digital ซึ่งมีเป้าหมาย และกลยุทธ์ ในการดำเนินงาน ดังนี้ เป้าหมายที่ 1 เศรษฐกิจดิจิทัลภายในประเทศมีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งในการดำเนินงาน ให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ 1 การขับเคลื่อนสังคมและเศรษฐกิจ ไทยด้วยดิจิทัล กลยุทธ์ย่อย 1.1 พัฒนาบริการและแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อสนับสนุนการปรับระบบการ บริหารจัดการ เป้าหมายที่ 2 การส่งออกของอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะของประเทศเพิ่มขึ้น ซึ่งในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ 4 ระบบนิเวศ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะ อุตสาหกรรมและการบริหารดิจิทัล กลยุทธ์ ย่อย 4.2 พัฒนากำลังคนเพื่อรองรับการปรับตัวทางเทคโนโลยีในอนาคตของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม และบริหารต่างๆ รวมถึงอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและอุตสาหกรรมและบริหารดิจิทัลของ ประเทศ


๑๗ 2) หมุดหมายที่ 7 ไทยมี SMEs ที่เข้มแข็ง มีศักยภาพสูงและสามารถแข่งขันได้ ซึ่งมีเป้าหมาย และกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ เป้าหมายที่ 2 วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมมีศักยภาพสูงในการดำเนินธุรกิจ สามารถยกระดับและปรับตัวเข้าสู่การแข่งขันใหม่ ซึ่งในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การ ดำเนินงาน ที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ที่ 4 การส่งเสริมการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมให้เป็น ผู้ประกอบการ ในยุคดิจิทัล 3) หมุดหมายที่ 8 ไทยมีพื้นที่และเมืองอัจฉริยะที่น่าอยู่ ปลอดภัย เติบโตได้อย่างยั่งยืน ซึ่งมี เป้าหมาย และกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ เป้าหมายที่ 2 ความไม่เสมอภาคในการกระจายรายได้ของภาคลดลง ซึ่งในการดำเนินงาน ให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ที่ 3 การสร้างความพร้อมด้านโครงสร้าง พื้นฐานโลจิสติกส์และดิจิทัลรองรับพื้นที่เศรษฐกิจหลักและเมือง กลยุทธ์ย่อยที่ 3.2 พัฒนาบุคลากร การศึกษา การวิจัย เทคโนโลยีและนวัตกรรมให้มีคุณภาพเพียงพอและปรับตัวได้ทันต่อความต้องการ ของอุตสาหกรรมและบริการเป้าหมายในพื้นที่ 4) หมุดหมายที่ 9 ไทยมีความยากจนข้ามรุ่นลดลง และคนไทยทุกคนมีความคุ้มครองทาง สังคม ที่เพียงพอ เหมาะสม ซึ่งมีเป้าหมาย และกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ เป้าหมายที่ 1 ครัวเรือนยากจนข้ามรุ่นมีโอกาสในการเลื่อนสถานะทางเศรษฐกิจ และสังคม จนสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้อย่างยั่งยืน ซึ่งในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงาน ที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ที่ 2 การสร้างโอกาสที่เสมอภาคแก่เด็กจากครัวเรือน ยากจนข้ามรุ่น กลยุทธ์ย่อย 2.2 ส่งเสริมโอกาสทางการศึกษาและการพัฒนาทักษะอาชีพที่มีคุณภาพ 5) หมุดหมายที่ 10 ไทยมีเศรษฐกิจหมุนเวียนและสังคมคาร์บอนต่ำ ซึ่งมีเป้าหมายและกล ยุทธ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ เป้าหมายที่ 3 สังคมไทยปล่อยก๊าซเรือนกระจกและมลพิษลดลง ซึ่งในการดำเนินงานให้ บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ที่ 5 การปรับพฤติกรรมทางเศรษฐกิจและ การดำรงชีพ เข้าสู่วิถีชีวิตใหม่อย่างยั่งยืน กลยุทธ์ย่อย 5.1 สร้างความตระหนักรู้ให้เกิดในสังคม และ 5.2 สร้างแรงจูงใจ และทัศนคติในการดำรงชีวิตของผู้บริโภคที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสู่การบริโภคที่ยั่งยืน 6) หมุดหมายที่ 11 ไทยสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบจากภัยธรรมชาติและการ เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งมีเป้าหมาย และกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ เป้าหมายที่ 2 ความเสี่ยงจากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศลดลง ซึ่งในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนา และเพิ่มศักยภาพประชาชนและชุมชน ในการรับมือกับภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ กลยุทธ์ย่อยที่ 2.1 ส่งเสริมให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีความรู้ ความเข้าใจตระหนักถึงความเสี่ยงและ ปรับตัวรับมือผลกระทบ จากภัยธรรมชาติและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 7) หมุดหมายที่ 13 ไทยมีภาครัฐที่ทันสมัย มีประสิทธิภาพและตอบโจทย์ประชาชน ซึ่งมี เป้าหมายและกลยุทธ์ในการดำเนินงาน ดังนี้ เป้าหมายที่ 1 การบริการภาครัฐ มีคุณภาพเข้าถึงได้ ซึ่งในการดำเนินงานให้บรรลุเป้าหมาย มีกลยุทธ์การดำเนินงานที่เกี่ยวข้อง คือ กลยุทธ์ที่ 2 การปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการและโครงสร้างของ


๑๘ ภาครัฐ ให้ยืดหยุ่น เชื่อมโยง เปิดกว้างและมีประสิทธิภาพเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เอื้อต่อการพัฒนา ประเทศกลยุทธ์ย่อย 2.1 ทบทวนบทบาทภาครัฐและกระจายอำนาจการบริหารจัดการ และ 2.2 สร้าง ความโปร่งใส และธรรมาภิบาลภาครัฐ เป้าหมายที่ 2 ภาครัฐที่มีขีดสมรรถนะสูง คล่องตัว กลยุทธ์ที่ 3 การปรับเปลี่ยนภาครัฐ เป็นรัฐบาลดิจิทัลที่ใช้ข้อมูลในการบริหารจัดการเพื่อการพัฒนาประเทศ กลยุทธ์ย่อย 3.1 ปรับเปลี่ยน ข้อมูลภาครัฐทั้งหมดให้เป็นดิจิทัล และ 3.2 ปรับเปลี่ยนกระบวนการทำงานภาครัฐเป็นดิจิทัล แผนพัฒนาการศึกษาแห่งชาติ (พ.ศ. 2560-2579) การจัดการศึกษาในศตวรรษที่ 21 จุดเน้นของการศึกษาเปลี่ยนไปสู่ “การเรียนรู้” โดยมุ่งเน้น การเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อให้การเรียนรู้เป็นปัจจัยสร้างความสามารถและศักยภาพของคนและสนับสนุน ความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ ดังนั้น มนุษย์ทุกคนทั้งชายหญิง ไม่ว่าจะมีสถานภาพทางสังคม หรือเศรษฐกิจแตกต่างกันอย่างไร ย่อมมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะเข้าถึงโอกาสทางการศึกษาเรียนรู้ที่มี คุณภาพเพื่อการพัฒนา ที่ยั่งยืน ทั้งต่อตนเองและต่อสังคมโดยส่วนรวม การศึกษาตลอดชีวิตเป็นการ ส่งเสริมสิทธิของแต่ละบุคคลในการเข้าถึงการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาตนเองในด้านสังคม เศรษฐกิจและ การเมือง การศึกษาตลอดชีวิตครอบคลุม ถึงการเรียนรู้ที่เป็นทางการ ไม่เป็นทางการและตามอัธยาศัย แนวคิดการจัดการศึกษาตามแผนการศึกษาแห่งชาติ ยึดหลักสำคัญในการจัดการศึกษา ประกอบด้วย หลักการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for All) หลักการจัดการศึกษาเพื่อความเท่า เทียมและทั่วถึง (Inclusive Education) หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy) และหลักการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนของสังคม (All for Education) อีกทั้งยึดตามเป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs 2030) ประเด็นภายในประเทศ (Local Issues) อาทิ คุณภาพของคนทุกช่วงวัย การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรของประเทศ ความเหลื่อม ล้ำ ของการกระจายรายได้ และวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อม โดยนำยุทธศาสตร์ชาติ (National Strategy) มาเป็น กรอบความคิดสำคัญ ในการจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติ จากแนวคิดการจัดการศึกษาดังกล่าวข้างต้น จึงกำหนดวิสัยทัศน์ของแผนการศึกษา แห่งชาติ คือ “คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21” มีวัตถุ ประสงค์ในการจัดการศึกษา 4 ประการ คือ (1) เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพ และมีประสิทธิภาพ (2) เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะทักษะและสมรรถนะที่สอดคล้อง กับบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและยุทธศาสตร์ ชาติ (3) เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณธรรม จริยธรรม รู้รักสามัคคีและร่วมมือ ผนึกกำลังมุ่งสู่ การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ (4) เพื่อนำ ประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศลดลง เพื่อให้ บรรลุวิสัยทัศน์และจุดมุ่งหมายในการจัดการศึกษาดังกล่าวข้างต้น แผนการศึกษาแห่งชาติได้วางเป้าหมาย ไว้ 2 ด้าน คือเป้าหมายด้านผู้เรียน (Learner Aspirations) โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคนให้มีคุณลักษณะ และทักษะการเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 เป้าหมายของการจัดการศึกษา 5 ประการ ซึ่งมีตัวชี้วัดเพื่อการบรรลุเป้าหมาย 53 ตัวชี้วัด ประกอบด้วย เป้าหมายและตัวชี้วัดที่สำคัญ ดังนี้


๑๙ 1) ประชากรทุกคนเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพและมีมาตรฐานอย่างทั่วถึง มีตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น ประชากรกลุ่มอายุ 6 - 14 ปี ทุกคน ได้เข้าเรียนในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษาตอนต้น หรือเทียบเท่าที่รัฐต้องจัดให้ฟรี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ผู้เรียนพิการได้รับการพัฒนาสมรรถภาพ หรือบริการ ทางการศึกษาที่เหมาะสมทุกคน และประชากรวัยแรงงานมีการศึกษาเฉลี่ยเพิ่มขึ้น เป็นต้น 2) ผู้เรียนทุกคน ทุกกลุ่มเป้าหมาย ได้รับบริการการศึกษาที่มีคุณภาพตามมาตรฐาน อย่างเท่าเทียม มีตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น ผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคนได้รับการสนับสนุนค่าใช้จ่าย ในการศึกษา 15 ปี เป็นต้น 3) ระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ สามารถพัฒนาผู้เรียนให้บรรลุขีดความสามารถเต็มตาม ศักยภาพมีตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น นักเรียนมีคะแนนผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) แต่ละวิชาผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 50 ขึ้นไปเพิ่มขึ้น และคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบโครงการ ประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ของนักเรียนอายุ 15 ปีสูงขึ้น เป็นต้น 4) ระบบการบริหารจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ เพื่อการลงทุนทางการศึกษาที่คุ้มค่า และบรรลุเป้าหมาย มีตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น ร้อยละของสถานศึกษาขนาดเล็กที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน คุณภาพภายนอกลดลง มีระบบการบริหารงานบุคคล ครู และบุคลากรทางการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน รวมทั้งมีกลไกส่งเสริมให้ทุกภาคส่วนสนับสนุนทรัพยากรเพื่อการจัดการ ศึกษา เป็นต้น 5) ระบบการศึกษาที่สนองตอบและก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกที่เป็นพลวัตและบริบท ที่เปลี่ยนแปลง มีตัวชี้วัดที่สำคัญ เช่น อันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศด้านการศึกษาดีขึ้น สัดส่วนผู้เรียนอาชีวศึกษาสูงขึ้นเมื่อเทียบกับผู้เรียนสามัญศึกษา และจำนวนสถาบันอุดมศึกษาที่ติดอันดับ 200 อันดับแรกของโลกเพิ่มขึ้น เป็นต้น เพื่อให้บรรลุวิสัยทัศน์ จุดมุ่งหมาย และเป้าหมายดังกล่าวข้างต้น แผนการศึกษาแห่งชาติจึงได้กำหนดช่วงเวลาในการดำเนินการในแต่ละเป้าหมายและตัวชี้วัด เป็น 5 ช่วง ดังนี้ ระยะเร่งด่วน ระยะ 5 ปีแรกของแผน ระยะ 5 ปีที่สองของแผน ระยะ 5 ปีที่สามของแผนและระยะ 5 ปีสุดท้ายของแผน แผนการศึกษาแห่งชาติได้กำหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาการศึกษาภายใต้ 6 ยุทธศาสตร์ หลัก ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เพื่อให้แผนการศึกษาแห่งชาติบรรลุเป้าหมายตามจุดมุ่งหมาย วิสัยทัศน์ และแนวคิดการจัดการศึกษาดังกล่าวข้างต้น ดังนี้ ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การจัดการศึกษาเพื่อความมั่นคงของสังคมและประเทศชาติ มีแนวทาง การพัฒนา ดังนี้ 1.1 พัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของสถาบันหลักของชาติและการ ปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 1.2 ยกระดับคุณภาพและส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในเขตพัฒนาพิเศษเฉพาะ กิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ 1.3 ยกระดับคุณภาพและส่งเสริมโอกาสในการเข้าถึงการศึกษาในพื้นที่พิเศษ (พื้นที่สูง พื้นที่ตามแนวตะเข็บชายแดน และพื้นที่เกาะแก่ง ชายฝั่งทะเล ทั้งกลุ่มชนต่างเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม กลุ่มชนชายขอบ และแรงงานต่างด้าว)


๒๐ 1.4 พัฒนาการจัดการศึกษาเพื่อการจัดระบบการดูแลและป้องกันภัยคุกคามในรูปแบบ ใหม่ อาทิ อาชญากรรมและความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ ยาเสพติด ภัยพิบัติจากธรรมชาติ ภัยจากโรค อุบัติใหม่ ภัยจากไซเบอร์ เป็นต้น ยุทธศาสตร์ที่ 2 : การผลิตและพัฒนากำลังคน การวิจัยและนวัตกรรรม เพื่อสร้างขีด ความสามารถ ในการแข่งขันของประเทศ มีแนวทางการพัฒนา ดังนี้ 2.1 ผลิตและพัฒนากำลังคนให้มีสมรรถนะในสาขาที่ตรงตามความต้องการของตลาดงาน และการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ 2.2 ส่งเสริมการผลิตและพัฒนากำลังคนที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นเลิศเฉพาะด้าน 2.3 ส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา เพื่อสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรมที่สร้างผลผลิต และมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ ยุทธศาสตร์ที่ 3 : การพัฒนาศักยภาพคนทุกช่วงวัย และการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้มีแนวทาง การพัฒนา ดังนี้ 3.1 ส่งเสริม สนับสนุนให้คนทุกช่วงวัยมีทักษะ ความรู้ความสามารถ และการพัฒนา คุณภาพชีวิตอย่างเหมาะสม เต็มตามศักยภาพในแต่ละช่วงวัย 3.2 ส่งเสริมและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ สื่อตำราเรียน และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ให้มีคุณภาพ มาตรฐานและประชาชนสามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้โดยไม่จำกัดเวลาและสถานที่ 3.3 สร้างเสริมและปรับเปลี่ยนค่านิยมของคนไทยให้มีวินัย จิตสาธารณะและพฤติกรรม ที่พึงประสงค์ 3.4 พัฒนาระบบและกลไกการติดตาม การวัดและประเมินผลผู้เรียนให้มีประสิทธิภาพ 3.5 พัฒนาคลังข้อมูล สื่อ และนวัตกรรมการเรียนรู้ ที่มีคุณภาพและมาตรฐาน 3.6 พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการผลิตครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา 3.7 พัฒนาคุณภาพครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 4 : การสร้างโอกาส ความเสมอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษามีแนวทาง การพัฒนา ดังนี้ 4.1 เพิ่มโอกาสและความเสมอภาคในการเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพ 4.2 พัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการศึกษาสำหรับคนทุกช่วงวัย 4.3 พัฒนาฐานข้อมูลด้านการศึกษาที่มีมาตรฐาน เชื่อมโยง และเข้าถึงได้ ยุทธศาสตร์ที่ 5 : การจัดการศึกษาเพื่อสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม มีแนวทางการพัฒนา ดังนี้ 5.1 ส่งเสริม สนับสนุนการสร้างจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อม มีคุณธรรม จริยธรรมและนำ แนวคิดตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปฏิบัติในการดำเนินชีวิต 5.2 ส่งเสริมและพัฒนาหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้ และสื่อการเรียนรู้ ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 5.3 พัฒนาองค์ความรู้ งานวิจัย และนวัตกรรม ด้านการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตร กับสิ่งแวดล้อม


๒๑ ยุทธศาสตร์ที่ 6 : การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบบริหารจัดการศึกษา มีแนวทางการพัฒนา ดังนี้ 6.1 ปรับปรุงโครงสร้างการบริหารจัดการศึกษา 6.2 เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการสถานศึกษา 6.3 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการจัดการศึกษา 6.4 ปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับระบบการเงินเพื่อการศึกษาที่ส่งผลต่อคุณภาพ และประสิทธิภาพ การจัดการศึกษา 6.5 พัฒนาระบบบริหารงานบุคคลของครู อาจารย์ และบุคลากรทางการศึกษา นโยบายรัฐบาลด้านการศึกษา ตามที่คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินที่ยึดมั่นการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งมีความสอดคล้องกับหมวด ๕ หน้าที่ ของรัฐและหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตลอดจน ยุทธศาสตร์ชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๑ - ๒๕๘๐ และต่อมาคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล จะดำเนินนโยบาย ดังนี้ 1. ปฏิรูปการศึกษาและสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต มุ่งส่งเสริมให้เป็นคนดีมีวินัย ภูมิใจในชาติ ๒. เสริมสร้างศักยภาพของผู้เรียนตามความถนัด ส่งเสริมการอ่าน เพื่อสร้างอนาคต สร้างรายได้ กระจายอำนาจให้ผู้เรียนได้เข้าถึงการเรียนรู้อย่างทั่วถึง มีอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะสมต่อผู้เรียนแต่ละวัย และใช้ระบบเทคโนโลยีการศึกษาสมัยใหม่ ๓. จัดทำหลักสูตร และให้คำแนะนำที่เหมาะสมกับความรู้ความสนใจของผู้เรียน ๔. ส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนาทั้งในด้านสังคม ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ (Applied Science) และการวิจัยขั้นแนวหน้า (Frontier Research) เพื่อต่อยอดให้เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม ๕. การศึกษาประวัติศาสตร์ ความเป็นมาของประเทศและการปลูกฝังความรักในสถาบัน หลักของชาติ เพื่อให้มีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของโลก สมัยใหม่อย่างมีคุณธรรมและจริยธรรม ๖. ความสำคัญต่อความมีคุณภาพของครูทั่วประเทศ รวมไปถึงครูแนะแนวเพื่อช่วยให้ นักเรียนได้รับคำแนะนำด้านเนื้อหาของวิชาการและการเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจเลือก เรียน และประกอบอาชีพ รวมไปถึงการดูแลสุขภาพกายและสุขภาพใจของนักเรียนทุกคน ๗. ส่งเสริมการสร้างรายได้แก่นักเรียน นักศึกษา ทั้งสายวิชาการและสายอาชีพให้มีรายได้ จากวิชาที่เรียน โอกาสฝึกงานระหว่างเรียน เพื่อสร้างบุคลากรที่มีทักษะและความสามารถตรงต่อความ ต้องการของของการจ้างงาน ๘. แก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาที่เป็นรากฐานสำคัญของความเหลื่อมล้ำทาง เศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในสังคมไทย


๒๒ ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 - 2568 ตามที่คณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ นโยบายด้านการศึกษาของรัฐบาล พลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้ประกาศนโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ - ๒๕๖๘ โดยมุ่งหวังให้ผู้เรียนทุกช่วงวัยได้รับการพัฒนาในทุกมิติ ทั้งในด้านโอกาส ความเท่าเทียม ความเสมอภาค คุณภาพและสมรรถนะที่สำคัญจำเป็นตามบริบทของประเทศและสังคมโลก โดยเน้น ผู้เรียน “เรียนดี มีความสุข” เพื่อเป็นแนวทางให้ทุกหน่วยงานในสังกัดและในกำกับของกระทรวง ศึกษาธิการนำไปใช้ ในการขับเคลื่อนนโยบาย ดังนี้ 1. ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา 1.1 พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผลสัมฤทธิ์ของ ผู้เรียนเป็นสำคัญ ๑.๒ พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอนย้ายของครูและบุคลากรทางการศึกษาให้สามารถ ปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงกับความประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใส่และไม่มีการ ทุจริตคอร์รัปชัน ๑.๓ แก้ไขปัญหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ๑.๔ จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม 2. ลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง 2.1 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึดผู้เรียนเป็น ศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาค ทางการศึกษา 2.2 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียน ต่อ 1 อำเภอ 2.3 พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิตให้เป็นรูปธรรม 2.4 การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียนสามารถ เรียนเพิ่มเพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ 2.5 การจัดทำระบบวัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษาเพื่อให้ผู้เรียน ที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย 2.6 ผู้เรียนเรียนรู้และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn)


๒๓ ตัวชี้วัดตามนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดตัวชี้วัดตามนโยบายและจุดเน้นของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 พร้อมทั้งกำหนดหน่วยงานที่รับผิดชอบหลัก โดยมีรายละเอียดตัวชี้วัด ตามนโยบายและจุดเน้นฯ ดังนี้ นโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1. ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา 1.1 พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผล สัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ สพฐ./สอศ./สกร./ก.ค.ศ. 1.2 พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอน ย้ายของครูและบุคลากร ทางการศึกษา ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงตามความ ประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใสและไม่มีการทุจริต คอรัปชั่น สพฐ./สอศ./สกร./สช./ ก.ค.ศ. 1.3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เห็นผลเป็น รูปธรรม สป./สพฐ./สอศ./สกร./ สช./ก.ค.ศ. 1.4 จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม สพฐ./สอศ./สช. 2. นโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง 2.1 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึด ผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนม่ ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา สพฐ./สอศ./สกร./สช. 2.2 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียน ต่อ 1 อำเภอ สพฐ. 2.3 พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิตให้ เป็นรูปธรรม สพฐ./สอศ./สกร./สช. 2.4 การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ สอศ./สช./สกร./สกศ. 2.5 การจัดทำระบบ วัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย สพฐ./สอศ./สกร./สช. 2.6 ผู้เรียนเรียนรู้และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) สอศ. แนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติ 1. ให้ส่วนราชการ หน่วยงานในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ นำนโยบายและจุดเน้นของ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้างต้น เป็นกรอบแนวทางในการจัดการศึกษาโดย ดำเนินการจัดทำแผนและงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567


๒๔ 2. ให้มีคณะกรรมการติดตาม ประเมินผล และรายงานการขับเคลื่อนนโยบายการจัดการ ศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ สู่การปฏิบัติระดับพื้นที่ ทำหน้าที่ตรวจราชการ ติดตาม ประเมินผลในระดับ นโยบาย และจัดทำรายงานเสนอต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ และคณะกรรมการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวง ศึกษาธิการ ทราบตามลำดับ 3. กรณีมีปัญหาในเชิงพื้นที่หรือข้อขัดข้องในการปฏิบัติงาน ให้ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลและ ดำเนินการแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ก่อน โดยใช้ภาคีเครือข่ายในการแก้ไขข้อขัดข้อง พร้อมทั้งรายงานต่อ คณะกรรมการติดตามฯ ตามข้อ 2 ปลัดกระทรวงศึกษาธิการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ตามลำดับ 4. สำหรับภารกิจของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่ปฏิบัติในลักษณะงานในเชิงหน้าที่ (Function) งานในเชิงยุทธศาสตร์(Agenda)และงานในเชิงพื้นที่ (Area)ซึ่งได้ดำเนินการอยู่แล้ว หากมีความ สอดคล้องกับหลักการนโยบายและจุดเน้นของกระทรวง ศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ข้างต้น ให้ถือเป็นหน้าที่ของส่วนราชการหลักและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ ให้การดำเนินการเกิดผลสำเร็จ และมีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม แผนปฏิบัติราชการประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานศึกษาธิการภาค 6 สำนักงานศึกษาธิการภาค 6 ได้ศึกษา วิเคราะห์ และทบทวนบริบทที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมีการ ปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์ระดับประเทศ ประกอบด้วย ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี (พ.ศ. 2561-2580), แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ. 2566 – 2580, แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570), แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 ,เป้าหมายการพัฒนา ที่ยั่งยืน (Sustainable Development Goals : SDGs), กอบสาระสำคัญของแผนปฏิบัติราชการประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 ของกระทรวงศึกษาธิการ, สาระสำคัญของแผนปฏิบัติราชการประจำปี งบประมาณ พ.ศ. 2567 ของสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ฉบับจัดทำคำของบประมาณรายจ่าย ประจำปี), นโยบายการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567-2568 และนโยบายและจุดเน้นของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 – 2568 ประกอบด้วยสาระสำคัญ ดังนี้ 1. วิสัยทัศน์ “สำนักงานศึกษาธิการภาค 6 ขับเคลื่อนยุทธศาสตร์การศึกษาสู่ความเป็นเลิศของผู้เรียน โดยยึดหลักธรรมาภิบาล” 2. พันธกิจ 1. กำหนดยุทธศาสตร์การศึกษา และขับเคลื่อนนโยบายทางการศึกษาของรัฐบาล 2. สนับสนุนการตรวจราชการ และกำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตาม นโยบาย/ยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ และการดำเนินงานของศึกษาธิการจังหวัดในพื้นที่ 3. พัฒนาข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ 4. ดำเนินการทางด้านวิชาการ การวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษา 5. ส่งเสริม สนับสนุน การพัฒนา การสร้างโอกาสทางการศึกษาและทักษะอาชีพให้กับผู้เรียน 6. บริหารจัดการองค์กรตามหลักธรรมาภิบาล


๒๕ 3. เป้าประสงค์รวม 1. มีการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษาสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างเป็น รูปธรรม 2. การสนับสนุนการตรวจราชการและกำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตาม นโยบาย/ยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ และการดำเนินงานของศึกษาธิการจังหวัดในพื้นที่มี ประสิทธิภาพ 3. ข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา มีความถูกต้อง เป็นปัจจุบันและทันต่อการใช้งาน 4. มีการดำเนินการทางด้านวิชาการ การวิจัยนวัตกรรมทางการศึกษาในพื้นที่ 5. มีการส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการศึกษา การพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม คุณภาพ ทักษะอาชีพและทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 ของผู้เรียนทุกช่วงวัยสู่ความเป็นเลิศ 6. การปฏิบัติงานเกิดประสิทธิผลอย่างมีประสิทธิภาพ ผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย มีความพึงพอใจ 4. ประเด็นยุทธศาสตร์ 1. ส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษาแบบบูรณาการ 2. การเพิ่มประสิทธิภาพ การสนับสนุนการตรวจราชการและการกำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย/ ยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ 3. การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาและการบริหาร ทรัพยากรบุคคลในพื้นที่ 4. พัฒนา เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนา 5. การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพของผู้เรียนทุกช่วงวัย 6. การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการองค์กร 5. ตัวชี้วัดความสำเร็จและค่าเป้าหมาย 1. โครงการ/ กิจกรรมที่สนับสนุนการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษา ไม่น้อยกว่า 3 โครงการ 2. การติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ครบทุกพื้นที่ 3. ผู้รับบริการมีความพึงพอใจ ต่อข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา ไม่น้อยกว่าร้อยละ 80 4. มีงานวิเคราะห์ วิจัย ทางการศึกษา ไม่น้อยกว่า 1 เรื่องและมีโครงการที่ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาคุณภาพการศึกษา ไม่น้อยกว่า 2 โครงการ 5. โครงการที่ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพและเพิ่มโอกาสทางการศึกษาของผู้เรียน ไม่น้อย กว่า 3 โครงการ 6. จำนวนข้อร้องเรียน ไม่เพิ่มขึ้นจากปีฐาน 7. ผลการประเมินคุณธรรมและความโปร่งใสในการดำเนินงาน (OIT) ไม่ต่ำกว่าระดับ A 6. กลยุทธ์ภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ที่ 1 ส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษาแบบ บูรณาการ


๒๖ กลยุทธ์ 1. ส่งเสริมการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์การศึกษาโดยการบูรณาการของทุก ภาคส่วนในพื้นที่ตามภารกิจของภาคส่วน มีระบบการติดตาม ประเมินผลการขับเคลื่อนที่มีประสิทธิภาพ 2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดำเนินงานตามนโยบายและ ยุทธศาสตร์การศึกษา 3. ส่งเสริมการใช้องค์คณะบุคคลเป็นกลไกในการขับเคลื่อนนโยบายและยุทธศาสตร์ การศึกษาไปสู่การปฏิบัติในพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม ยุทธศาสตร์ที่ 2 การเพิ่มประสิทธิภาพ การสนับสนุนการตรวจราชการและการกำกับ ติดตาม ประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย/ ยุทธศาสตร์ของกระทรวงศึกษาธิการ กลยุทธ์ 1. พัฒนารูปแบบ วิธีการกำกับ ติดตามและการประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย และยุทธศาสตร์ 2. กำกับ ดูแล เร่งรัดติดตาม ประเมินผลการดำเนินการของสำนักงานศึกษาธิการ จังหวัดโดยการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 3. พัฒนาระบบการประสานการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการ ยุทธศาสตร์ที่ 3 การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษาและ การบริหารทรัพยากรบุคคลในพื้นที่ กลยุทธ์ 1. สร้างเครือข่ายและพัฒนาข้อมูลสารสนเทศทางการศึกษา 2. นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการดำเนินงาน 3. จัดทำและพัฒนาข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ยุทธศาสตร์ที่ 4 พัฒนา เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนา กลยุทธ์ 1. ส่งเสริมและพัฒนาบุคลากรให้มีองค์ความรู้ด้านวิชาการ การวิจัยและพัฒนา 2. ดำเนินการวิเคราะห์ วิจัยทางการศึกษา เพื่อเป็นฐานในการดำเนินงานตามภารกิจ หลักและส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 3. สร้างเครือข่ายความร่วมมือในการดำเนินงานทางวิชาการทางการศึกษา 4. ส่งเสริมให้บุคลากรจัดทำแผนความก้าวหน้าในสายอาชีพของตนเอง ยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพ ของผู้เรียนทุกช่วงวัย กลยุทธ์ 1. ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนให้มีโอกาสทางการศึกษาและความเสมอภาค ทางการศึกษา โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2. ส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพ คุณธรรม จริยธรรม มีคุณลักษณะ อันพึงประสงค์มีความเป็นพลเมืองในวิถีระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในโลกยุคใหม่


๒๗ 3. พัฒนาองค์ความรู้ สมรรถนะและทักษะบุคลากร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในโลก ยุคใหม่ 4. ส่งเสริมให้ความรู้ด้านและปกป้องคุ้มครองระบบคุณธรรมของข้าราชการและ บุคลากรทางการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 6 การส่งเสริมการเข้าถึงบริการทางการศึกษา และการพัฒนาคุณภาพ ของผู้เรียนทุกช่วงวัย กลยุทธ์ 1. ใช้กลไกการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ และการบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล 2. สร้างวัฒนธรรมการปฏิบัติงานที่มุ่งผลสัมฤทธิ์ และผลประโยชน์ของส่วนรวม รวมทั้งสร้างนวัตกรรม นำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการปฏิบัติงาน 3. สร้างเครือข่ายในการสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจขององค์กร บทบาทอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กฎกระทรวงแบ่งส่วนราชการ สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ระเบียบกระทรวงศึกษา ธิการว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. 2560 และประกาศสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง การแบ่งหน่วยงานภายในสำนักงานศึกษาธิการภาค และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด ได้กำหนดบทบาทอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจ ราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา ดังนี้ 1. สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจ หน้าที่ ดังนี้ 1) ดำเนินการเกี่ยวกับงานเลขานุการคณะกรรมการการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ 2) ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตรวจราชการ จัดทำแผนการตรวจ ราชการ และดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการในการตรวจราชการ การติดตาม ประเมินผล นโยบายและแผนการตรวจราชการของกระทรวง 3) วิจัยและพัฒนาระบบและประสานเครือข่ายการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลของกระทรวง 4) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้อง หรือที่ได้รับ มอบหมาย 2. กลุ่มตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการภาค มีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้ 1) วางแผนและจัดระบบการประสานการตรวจราชการติดตามและประเมินผลการ ปฏิบัติงานตามนโยบายและแผนการตรวจราชการของกระทรวงในพื้นที่รับผิดชอบ ๒) ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลสาระสนเทศเพื่อสนับสนุนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ และการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี


๒๘ ๓) สนับสนุนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ การตรวจราชการ แบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ สำนักนายกรัฐมนตรี การตรวจราชการตามข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี และข้อสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ 4) กำกับ ดูแล เร่งรัด ติดตาม และประเมินผลการดำเนินงานของสำนักศึกษาธิการจังหวัด และการบริหารการจัดการศึกษาของหน่วยงานการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ 5) ดำเนินการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบการตรวจราชการและติดตามประเมินผลในพื้นที่ รับผิดชอบ 6) ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายและยุทธศาสตร์ของกระทรวง ศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ 7) จัดระบบการประสาน สนับสนุน ช่วยเหลือ และการรายงานเหตุภัยพิบัติและภาวะ วิกฤตทางการศึกษาในพื้นที่รับผิดชอบ 8) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ ได้รับมอบหมาย 3. กลุ่มนิเทศ ติดตามและประเมินผล สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด มีหน้าที่และอำนาจ ดังนี้ 1) ขับเคลื่อน ประสานงาน เร่งรัด กำกับ ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการบริหาร การจัดการศึกษาของหน่วยงานการศึกษาในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการในพื้นที่รับผิดชอบ 2) ส่งเสริม สนับสนุน วิจัย และดำเนินการเกี่ยวกับงานด้านวิชาการ การนิเทศและการ แนะแนวการศึกษาทุกระดับและทุกประเภท รวมทั้งติดตามและประเมินผลระบบบริหารและการจัด การศึกษา 3) ประสานและสนับสนุนการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 4) ศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลสารสนเทศ เพื่อสนับสนุนการตรวจราชการ จัดทำแผนการ รองรับการตรวจราชการ และดำเนินการเกี่ยวกับการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงในการ ตรวจราชการ ติดตาม และประเมินผลตามนโยบายและแผนการตรวจราชการของกระทรวง 5) ส่งเสริม วิจัย และพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน กระบวนการเรียนรู้ แหล่งเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสร้างเสริมคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6) กำกับ ติดตาม ประเมินผล นิเทศ และรายงานผลตามนโยบายการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัดกระทรวง ศึกษาธิการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด ให้เป็นไปตามนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ และยุทธศาสตร์ชาติ 7) บูรณาการ การติดตาม ตรวจสอบ ประเมินผล และนิเทศการศึกษาร่วมกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในระดับจังหวัด 8) จัดทำกรอบการประเมินผลการปฏิบัติงานและกำหนดตัวชี้วัดการดำเนินงานใน ลักษณะตัวชี้วัดร่วมการนิเทศการศึกษาของส่วนราชการหรือหน่วยงาน และสถานศึกษาในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ ในจังหวัด 9) ขับเคลื่อนระบบการประกันคุณภาพการศึกษา


๒๙ 10) ปฏิบัติงานร่วมกับหรือสนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องหรือที่ ได้รับมอบหมาย 4. ผู้รับการตรวจ ผู้รับการตรวจ หมายความว่า หน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติหน้าที่ อยู่ในหน่วยงานของรัฐในสังกัด หรือในกำกับของกระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งโรงเรียนเอกชน ตามกฎหมาย ว่าด้วยโรงเรียนเอกชน โดยมีหน้าที่ดังนี้ 1) อำนวยความสะดวก และให้ความร่วมมือในการปฏิบัติงานแก่ผู้ตรวจราชการ กระทรวง หรือผู้ที่ทำหน้าที่ตามที่ได้รับมอบหมาย 2) จัดเตรียมบุคคล เอกสาร หลักฐาน ในการปฏิบัติงานให้ครบถ้วนสมบูรณ์พร้อมที่จะรับ การตรวจราชการ 3) ชี้แจงหรือตอบคำถาม พร้อมทั้งให้ข้อมูลใด ๆ อันเป็นประโยชน์ต่อการตรวจราชการ 4) จัดให้มีสมุดบันทึกการตรวจราชการตามแบบที่กฎหมายหรือระเบียบกำหนด 5) ปฏิบัติหรืองดการปฏิบัติงานใด ๆ ที่ผู้ตรวจราชการได้ตรวจและแนะนำในระหว่าง การตรวจราชการ หากไม่สามารถปฏิบัติได้ ให้รายงานผู้บังคับบัญชาเพื่อทราบหรือพิจารณา และรายงาน ให้ผู้ตรวจราชการทราบภายในสิบห้าวัน 6) รายงานความก้าวหน้า ความสำเร็จของผลการดำเนินการตามข้อสั่งการหรือ ข้อเสนอแนะของผู้ตรวจราชการต่อผู้บังคับบัญชาและผู้ตรวจราชการ 7) ดำเนินการอื่นใดที่เป็นประโยชน์ ในการตรวจราชการ


ส่วนที่ 3 การตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 การตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ การตรวจราชการเป็นมาตรการสำคัญประการหนึ่งของการบริหารราชการแผ่นดินที่จะ ทำให้การปฏิบัติราชการหรือการจัดทำภารกิจของหน่วยงานของรัฐเป็นไปตามเป้าหมาย และแก้ไขปัญหา และอุปสรรคต่าง ๆ อันเกิดจากการดำเนินงานดังกล่าว ประกอบกับมาตรา ๒๐ แห่งพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๔๖ กำหนดให้กระทรวงศึกษาธิการมีผู้ตรวจราชการ ของกระทรวงเพื่อทำหน้าที่ในการตรวจราชการ ศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตาม และประเมินผล ระดับ นโยบาย เพื่อนิเทศให้คำปรึกษาและแนะนำเพื่อการปรับปรุงพัฒนา โดยรับผิดชอบและมีอำนาจหน้าที่ในการ ตรวจราชการเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เฉพาะในขอบเขต อำนาจหน้าที่ของกระทรวง ในฐานะผู้สอดส่องดูแลแทนรัฐมนตรีว่าการกระทรวง รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงและปลัดกระทรวง รวมถึงคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๑๙/๒๕๖๐ ลงวันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๐ เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ที่กําหนดให้มีการกํากับ เร่งรัด ติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของส่วนราชการหรือหน่วยงานและสถานศึกษาในสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพเกิดประโยชน์สูงสุดต่อทางราชการและสอดคล้องกับการ บริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งกฎหมายดังกล่าว กระทรวง ศึกษาธิการได้ถือแนวปฏิบัติในการตรวจราชการตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ และระเบียบกระทรวง ศึกษาธิการว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. ๒๕๖๐ ทั้งนี้ สามารถแบ่งภารกิจของการตรวจราชการระดับ กระทรวงออกเป็น 3 ประเภท 1. การตรวจราชการระดับกระทรวง แบ่งออกเป็น ๓ ประเภท คือ 1) การตรวจราชการกรณีปกติ: เป็นการตรวจติดตามแผนงาน/โครงการที่สำคัญ ตามนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ แผนการศึกษาชาติ และแผนปฏิบัติราชการกระทรวง ศึกษาธิการ โดยผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ตรวจราชการในภาพรวมของเขตตรวจราชการที่รับผิดชอบ ตามกรอบระยะเวลา การตรวจราชการ รอบที่ ๑ : ตุลาคม ๒๕๖6 – มีนาคม ๒๕๖7 รอบที่ ๒ : เมษายน ๒๕๖7 –กันยายน ๒๕๖7 2) การตรวจราชการแบบบูรณาการ : เป็นการตรวจราชการแบบบูรณาการร่วมกับผู้ตรวจ ราชการสำนักนายกรัฐมนตรีและผู้ตรวจราชการกระทรวงอื่น ตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ ของสำนักนายกรัฐมนตรีโดยสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ สำนักตรวจราชการและติดตาม ประเมินผล และผู้ช่วยผู้ตรวจราชการกระทรวง ทำหน้าที่ประสานแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการ


๓๑ ร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรีและกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ตามกรอบระยะเวลาการตรวจราชการแบบบูรณาการ รอบที่ 1 : ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์– 15 เมษายน 2567 รอบที่ 2 : ระหว่างวันที่ 1 กรกฎาคม – 16 สิงหาคม 2567 3) การตรวจราชการกรณีพิเศษ : เป็นการตรวจราชการนอกเหนือจากการตรวจราชการ กรณีปกติ ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการตรวจราชการประจำปี (๑) การสืบสวน สอบสวน ข้อเท็จจริง ปัญหาการร้องเรียน ร้องทุกข์กล่าวโทษ ของประชาชนอันเกิดจากการดำเนินงานของหน่วยงาน/สถานศึกษา หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ (๒) วาระแห่งชาติยาเสพติด อุบัติภัย อุทกภัย ภัยแล้งและเหตุการณ์ต่างๆ ที่เป็นภัยและมีผลกระทบต่อการจัดการศึกษา/นักเรียน/นักศึกษา (๓) กรณีภารกิจอื่นที่ได้รับมอบหมายเป็นพิเศษ ๒. วัตถุประสงค์ของการตรวจราชการ ๑. เพื่อชี้แจงนโยบาย ประสานงานและเร่งรัดให้หน่วยงานนำแผนการศึกษาแห่งชาติ แผนการบริหารราชการแผ่นดิน นโยบายของรัฐบาลและนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการไปจัดทำแผน ปฏิบัติราชการให้ครบถ้วน ๒. เพื่อติดตาม ประเมินผล และเสนอแนะการบริหารงบประมาณการจัดการศึกษา ให้สอดคล้องกับหลักการศึกษา แนวทางการจัดการศึกษา และคุณภาพมาตรฐานการศึกษา ๓. เพื่อศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามและประเมินผลระดับนโยบาย เพื่อนิเทศ ให้คำปรึกษา เพื่อการปรับปรุงพัฒนาแก่ส่วนราชการ และหน่วยงานการศึกษา ๔. เพื่อเร่งรัดติดตามความก้าวหน้า ความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค และเสนอแนะ ในการปฏิบัติงานตามแผนปฏิบัติการ ๕. เพื่อตรวจเยี่ยม รับฟังหรือสดับตรับฟังทุกข์สุข ความคิดเห็น นิเทศ ช่วยเหลือ แนะนำ ชี้แจงให้เจ้าหน้าที่มีสมรรถนะและขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน 3. ขั้นตอนการตรวจราชการ กำหนดการดำเนินงาน ๓ ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การดำเนินงานและการเตรียมการก่อนตรวจราชการและติดตาม ประเมินผลฯ ๑.1) การจัดทำข้อมูลสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตรวจราชการและติดตาม ประเมินผลฯ ในการปฏิบัติงานการตรวจราชการ ข้อมูลสารสนเทศเป็นองค์ประกอบสำคัญ ในการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ โดยมีข้อมูลที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ (๑) ข้อมูลพื้นฐาน ได้แก่ กฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง มติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง นโยบายของรัฐบาลที่แถลงต่อรัฐสภา นโยบายของกระทรวง ข้อมูลพื้นฐานของพื้นที่ ที่จะไปตรวจ ราชการ เช่น ข้อมูลผู้บริหารการศึกษาระดับจังหวัดจำแนกตามเขตตรวจราชการ ข้อมูลทั่วไปของจังหวัด


๓๒ (เช่น พื้นที่/ประชากร) ข้อมูลพื้นฐานด้านการศึกษา (เช่น สถานศึกษา จำนวนครู/นักเรียน/นักศึกษาและ งบประมาณประจำปีการศึกษา) (๒) ข้อมูลมาตรฐาน ได้แก่ ข้อมูลที่หน่วยงานของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้กำหนด หรือวางหลักเกณฑ์ไว้เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติ เช่น มาตรฐานการศึกษาระดับปฐมวัย ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานศูนย์การศึกษาพิเศษ ระดับอาชีวศึกษาระดับ อุดมศึกษา มาตรฐานที่ ก.พ. หรือ ก.ค.ศ. กำหนด (๓) ข้อมูลรายนโยบาย แผนงาน และโครงการในแผนการตรวจราชการ ประจำปี และที่เป็นนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลและนโยบายกระทรวง องค์กรหลัก แผนบริหารราชการ แผ่นดิน แผนการศึกษาแห่งชาติ เป็นต้น 1.2) การจัดทำข้อเสนอนโยบายและประเด็นการตรวจราชการและติดตาม ประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงศึกษาธิการ ได้จัดทำ (ร่าง) ข้อเสนอนโยบายและประเด็นการตรวจ ราชการและติดตามประเมินผลฯ โดยพิจารณาจากนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษธิการ จุดเน้น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ แผนการศึกษาแห่งชาติ และคัดเลือกนโยบาย แผนงาน งาน/โครงการ ที่เป็นภารกิจสำคัญมากำหนดเป็นนโยบายการตรวจราชการและประเด็นการตรวจราชการในแผนการ ตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 โดยมีกรอบแนวทางในการ พิจารณา ดังนี้ (๑) เป็นนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ จุดเน้นรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ (๒) เป็นนโยบาย แผนงาน งาน/โครงการ ที่มีความสอดคล้องกับนโยบาย รัฐบาล แผนการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. ๒๕๖๐ - ๒๕๗๙ และนโยบายการพัฒนาการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ (3) องค์กรหลัก และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ร่วมกันพิจารณาคัดเลือก นโยบาย แผนงาน/โครงการ เพื่อกำหนดเป็นนโยบายการตรวจราชการและประเด็นการตรวจราชการ ตามหลักเกณฑ์การพิจารณา คือ เป็นนโยบาย แผนงาน โครงการ ตามนโยบายรัฐบาล นโยบายกระทรวง ศึกษาธิการที่เป็น ปัญหาที่สำคัญของประเทศและเป็นนโยบายแผนงาน/โครงการ ที่มีงบประมาณสูง มีพื้นที่ ดำเนินการคลอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดทั่วประเทศ รวมถึงมีนัยสำคัญต่อนโยบายหรือความเสี่ยงสูง (4) เป็นนโยบาย แผนงาน งาน/โครงการที่มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ ด้านการศึกษาของประเทศ หรือเป็นประเด็นปัญหาทางการศึกษาที่ต้องได้รับการแก้ไขหรือปรับปรุงพัฒนา เป็นการเร่งด่วน 1.3) การจัดทำแผนการตรวจราชการประจำปี การจัดทำแผนการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 เป็นการดำเนินการภายใต้หลักการตรวจราชการ ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการ ตรวจราชการ พ.ศ.๒๕๔๘ และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ว่าด้วยการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ โดยมีขั้นตอน ดังนี้


๓๓ (1) แต่งตั้งคณะทำงานจัดทำร่างแผนการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (2) ศึกษาวิเคราะห์กฎหมาย ระเบียบ ข้อมูลสารสนเทศที่เกี่ยวข้อง อาทิ ยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปีแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ฉบับที่ 12 แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560-2579 ยุทธศาสตร์กระทรวงศึกษาธิการ นโยบายกระทรวงศึกษาธิการ แผนปฏิบัติราชการ กระทรวงศึกษาธิการ ข้อมูลสภาวการณ์และแนวโน้มทิศทางการศึกษา (3) แจ้งประสานองค์กรหลัก/หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ขอทราบนโยบาย แผนงาน งาน/โครงการเพื่อกำหนดสาระสำคัญของนโยบาย/ประเด็นการตรวจราชการ และวิเคราะห์เหตุผล ความจำเป็นแผนงาน/งาน/โครงการ ที่สำคัญของส่วนราชการในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ที่สอดคล้อง กับนโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี งบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 ที่จะกำหนดในแผนการตรวจราชการฯ ประจำปี (4) จัดทำร่างแผนการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปี เพื่อเป็นกรอบหรือแนวทางในการปฏิบัติงานตรวจ ราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ผู้สนับสนุนการตรวจราชการ และหน่วยงานสังกัด กระทรวงศึกษาธิการ (5) นำเสนอร่างแผนการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการ จัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 เสนอผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการ พิจารณาปรับปรุงแก้ไขและให้ความเห็นชอบ (6) สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผลนำเสนอหัวหน้าผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ ให้ความเห็นชอบต่อแผนการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการ จัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 และเสนอปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแผนการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผล การจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (7) นำแผนการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการ ศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 แจ้งหน่วยงานสังกัดกระทวงศึกษาธิการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติภารกิจสนับสนุนงานการตรวจราชการ และประสานการดำเนินงานการตรวจราชการ (8) ประชาสัมพันธ์ เผยแพร่แผนการตรวจราชการ การติดตาม ตรวจสอบและ ประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในระบบอิเล็กทรอนิกส์ของสำนักตรวจราชการ และติดตามประเมินผลและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง 1.4) การกำหนดประเด็นการตรวจราชการ และจัดทำเครื่องมือการตรวจราชการ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. 2548 ข้อ 8 กำหนดให้จัดทำแผนการตรวจราชการประจำปีให้สอดคล้องโดยไม่ซ้ำซ้อนกัน และเกิดการบูรณาการ รวมตลอดทั้งการกำหนดมาตรฐานและเครื่องมือในการตรวจติดตามของผู้ตรวจราชการให้เป็นแนว เดียวกันสามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้ดังนั้น ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ หน่วยงานสนับสนุน การตรวจราชการ และเครือข่ายการตรวจราชการ จักต้องมีบรรทัดฐานการตรวจราชการที่เป็นมาตรฐาน


๓๔ เดียวกันเพื่อผลข้อมูลที่แม่นยำ ถูกต้อง ครบถ้วน และสะท้อนถึงการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติที่สอดคล้อง กับนโยบายการตรวจราชการ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 อันก่อให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ สำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สำนักงานปลัดกระทรวง ศึกษาธิการและผู้เกี่ยวข้อง ร่วมดำเนินการจัดทำเครื่องมือการตรวจราชการ โดยประกอบด้วย (1) แบบบันทึกผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 (แบบอิเล็กทรอนิกส์ e-inspection) (2) แบบรายงานผลการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของ กระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 (แบบ รต. ๒๕๖7) 1.5) การจัดทำแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ (๑) กำหนดประเด็นนโยบาย แผนงาน โครงการในแผนปฏิบัติการตรวจราชการ ต้องมีความสอดคล้องกับแนวทางการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ (๒) กำหนดระยะเวลาในการลงพื้นที่ตรวจราชการ หรือการติดตามประเมินผล ๑๒ เดือน ในรอบปี (๓) กำหนดระยะเวลาในการรายงานผลการตรวจราชการ (๔) จัดทำแผนปฏิบัติการตรวจราชการประจำปี (๕) แจ้งแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ให้เครือข่ายการตรวจราชการทราบ เพื่อเป็นข้อมูลในการประสานการตรวจราชการให้สำนักงานศึกษา ธิการภาค สำนักงานศึกษาธิการจังหวัด และหน่วยรับการตรวจราชการ 1.6) การเตรียมความพร้อมการปฏิบัติงานตรวจราชการ (๑) แจ้งและประสานเครือข่ายการตรวจราชการ และหน่วยรับตรวจ เพื่อแจ้ง กำหนดการตรวจราชการตามปฏิทินการตรวจฯ และประเด็นการตรวจราชการตามนโยบายการตรวจ ราชการตามแผนการตรวจราชการประจำปี (๒) จัดเตรียมเอกสารประกอบการตรวจราชการ ได้แก่ แผนปฏิบัติการตรวจ ราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ คู่มือการตรวจราชการ เครื่องมือ/แบบเก็บข้อมูลการตรวจ ราชการและข้อมูลพื้นฐานที่จำเป็นตามนโยบาย/ประเด็นการตรวจราชการ (๓) จัดทีมงานหรือคณะร่วมตรวจราชการ ซึ่งเป็นไปตามที่ผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการกำหนด และคณะติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา ตามความเหมาะสม (๔) ขออนุมัติการเดินทางไปราชการ และจัดเตรียมงบประมาณสำหรับเป็น ค่าใช้จ่ายในการเดินทาง ตลอดจนการขออนุมัติพาหนะรถยนต์ของทางราชการ ขั้นตอนที่ ๒ การดำเนินงานขณะการตรวจราชการ ๑) ประชุมผู้บริหารหน่วยงาน สถานศึกษา เพื่อชี้แจงนโยบายและแผนการตรวจ ราชการประจำปี/แนวทางการตรวจราชการประจำปี และรับทราบผลการดำเนินงานตามนโยบายของ กระทรวง ศึกษาธิการ ตลอดจนปัญหาอุปสรรคในการดำเนินงานดังกล่าว เพื่อนำไปสู่การให้ข้อเสนอแนะ ในการปรับปรุงพัฒนางาน


๓๕ ๒) การตรวจราชการในพื้นที่ หน่วยงาน สถานศึกษา รับทราบข้อมูลเชิงประจักษ์ เพื่อการ กำกับติดตามและประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบาย และสร้างขวัญกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติงาน ในพื้นที่ ๓) บันทึกผลการตรวจราชการลงในสมุดตรวจราชการ พร้อมทั้งลงลายมือชื่อ ตำแหน่ง และวัน เดือน ปี ที่ตรวจไว้เป็นหลักฐาน ขั้นตอนที่ ๓ การดำเนินงานหลังการตรวจราชการ ๑) สรุปผลการตรวจราชการ ต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาสั่งการ เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการในแต่ละครั้ง ๒) ประสานแจ้งการสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ (ถ้ามี) เกี่ยวกับผลการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ไปยังหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทราบ และติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะและข้อสั่งการ ๓) การรายงานผลการตรวจราชการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ จะต้อง รายงานผลการตรวจราชการต่อผู้บังคับบัญชาหรือเพื่อพิจารณาแล้วแต่กรณี การรายงานผลการตรวจ ราชการ อาจดำเนินการได้ทั้งขณะตรวจราชการ หรือเมื่อเสร็จสิ้นการตรวจราชการแล้ว ดังนี้ (๑) การรายงานขณะตรวจราชการ ในกรณีที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้อง ขอคำวินิจฉัยสั่งการจากผู้มีอำนาจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ หรือกรณีที่ได้ตรวจพบ หรือได้ดำเนินการ เรื่องหนึ่งเรื่องใดที่มีความสำคัญและเห็นสมควรรายงานให้ผู้บังคับบัญชาได้ทราบโดยเร่งด่วนให้ผู้ตรวจ ราชการ รายงานเรื่องนั้นๆ ด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร โดยทางโทรศัพท์ หรือทางอื่นใดตามความ เหมาะสม ควรมีสาระสำคัญ ได้แก่ ปัญหาหรือข้อเท็จจริงที่ตรวจพบ การแก้ไขปัญหาและข้อเสนอแนะ เมื่อกลับจากการตรวจราชการแล้วให้รายงานเรื่องดังกล่าวเสนอผู้บังคับบัญชาอีกครั้งหนึ่ง โดยแสดง รายละเอียดรวมทั้งเอกสารหลักฐานที่เกี่ยวข้องไว้ในรายงานด้วย (๒) การรายงานผลเมื่อเสร็จสิ้นการตรวจราชการ ตามประเภทการตรวจราชการ ดังนี้ (2.๑) การตรวจราชการกรณีปกติ ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รายงานผลการตรวจราชการในภาพรวมของเขตตรวจราชการที่รับผิดชอบนำเสนอต่อปลัดกระทรวง ศึกษาธิการและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นรายรอบ ดังนี้ รอบที่ ๑ ภายในเดือนมีนาคม ของทุกปี รอบที่ ๒ ภายในเดือนกันยายน ของทุกปี สำหรับการจัดทำประมวลผลการตรวจราชการในภาพรวมของประเทศ ดำเนินงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยสำนักตรวจราชการและติดตามประเมินผล สป.เป็นผู้ ดำเนินการ (2.๒) การตรวจราชการแบบบูรณาการ ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษา ธิการ รายงานผลการตรวจราชการในภาพรวมของเขตตรวจราชการที่รับผิดชอบต่อปลัดกระทรวง ศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี โดยรูปแบบวิธีการ ตรวจราชการและการรายงานผลการตรวจราชการ ให้เป็นไปตามเกณฑ์และวิธีการที่สำนักงานปลัดสำนัก นายกรัฐมนตรีกำหนดไว้ดังนี้


๓๖ การตรวจราชการระดับกระทรวง แบ่งออกเป็น 3 ประเภท 1. การตรวจราชการกรณีปกติ จำนวน 2 รอบ รอบที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2566-31 มีนาคม 2567 รอบที่ 2 ระหว่างวันที่ 1 เมษายน 2567-30 กันยายน 2567 2. การตรวจราชการแบบบูรณาการ จำนวน 2 ครั้ง ครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 1 กุมภาพันธ์-15 มีนาคม 2567 ครั้งที่ 2 ระหว่างวีนที่ 1 กรกฎาคม-15 สิงหาคม 2567 3. การตรวจราชการกรณีพิเศษ เป็นการตรวจราชการนอกเหนือจากการตรวจ ราชการกรณีปกติ ซึ่งไม่ได้กำหนดไว้ในแผนการ ตรวจราชการประจำปี ครั้งที่ ๑ ภายในวันที่ 31 มีนาคม ๒๕๖7 ครั้งที่ ๒ ภายในวันที่ 15 กันยายน ๒๕๖7 (2.๓) การตรวจราชการกรณีพิเศษ ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รายงานผลการตรวจราชการ ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจราชการทุกครั้งตามที่ผู้บังคับบัญชา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีสั่งการโดยเร่งด่วนแล้วแต่กรณี ภาพประเภทการตรวจราชการและการรายงานผลการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ภาพที่ 1 ประเภทการตรวจราชการและการายงานผลการตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ประเภทการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ การรายงานผลการตรวจราชการและติด ตามประเมินผล ฯ การรายงานผลเมื่อเสร็จสิ้นการตรวจราชการ ตาม ประเภทการตรวจราชการ ดังนี้ 1. การตรวจราชการกรณีปกติ รายงานผลการตรวจราชการ ในภาพรวมของเขตตรวจราชการที่รับผิดชอบ จำนวน 2 รอบ รอบที่ 1 ภายในเดือนมีนาคม ของทุกปี รอบที่ 2 ภายในเดือนกันยายน ของทุกปี 2. การตรวจราชการแบบบูรณาการ รายงานผลการตรวจ ราชการในภาพรวมของเขตตรวจราชการที่รับผิดชอบ จำนวน 2 รอบ ครั้งที่ 1 ภายในวันที่ 31 มีนาคม 2567 ครั้งที่ 2 ภายในวันที่ 15 กันยายน 2567 3. การตรวจราชการกรณีพิเศษ ให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการรายงานผลการ ตรวจราชการ ภายหลังเสร็จสิ้นการตรวจราชการทุกครั้ง ตามที่ผู้บังคับบัญชา นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีสั่ง การโดยเร่งด่วนแล้วแต่กรณี


๓๗ ขั้นตอนการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ ภาพที่ 2 ขั้นตอนการตรวจราชการของกระทรวงศึกษาธิการ กิจกรรมย่อย 1. การจัดทำข้อมูลและสารสนเทศเพื่อสนับสนุนการตรวจราชการ 2. การจัดทำข้อเสนอนโยบายและประเด็นการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลฯ 3. การจัดทำแผนการตรวจราชการ ประจำปี 4.การกำหนดประเด็นการตรวจราชการ และจัดทำเครื่องมือ การตรวจราชการ 5. การจัดทำแผนปฏิบัติการตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ 6. การเตรียมความพร้อมการปฏิบัติงานตรวจราชการ ขั้นตอนที่ 1 การดำเนินงาน ก่อนการตรวจราชการ ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินงานขณะการตรวจราชการ กิจกรรมย่อย 1. ประชุมผู้บริหารหน่วยงาน สถานศึกษา ชี้แจงนโยบาย/ แผนการตรวจฯ/แนวทางการตรวจฯ รับทราบผล การดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรคและข้อเสนอแนะ 2. การตรวจราชการในพื้นที่ หน่วยงาน สถานศึกษา 3. บันทึกผลการตรวจราชการลงในสมุดตรวจราชการ ขั้นตอนที่ 3 การดำเนินงานหลังการตรวจราชการ กิจกรรมย่อย 1. สรุปผลการตรวจราชการ ต่อปลัดกระทรวงศึกษาธิการ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อพิจารณาสั่งการ เมื่อเสร็จสิ้นการดำเนินการในแต่ละครั้ง 2. ประสานแจ้งการสั่งการของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษา ธิการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ถ้ามี) ไปยังหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทราบและติดตามผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะ และข้อสั่งการ 3. การรายงานผลการตรวจราชการ ผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการจะต้องรายงานผลการตรวจราชการต่อผู้บังคับ บัญชาหรือเพื่อพิจารณาแล้วแต่กรณีดังนี้ (๑) การรายงานขณะตรวจราชการ (2)การรายงานผลเมื่อเสร็จสิ้นการตรวจราชการ


๓๘ ตารางที่ 1 นโยบายการตรวจราชการและติดตามประเมินผลการจัดการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 นโยบาย หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 1. ลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา 1.1 พัฒนาวิธีการประเมินวิทยฐานะครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งผล สัมฤทธิ์ของผู้เรียนเป็นสำคัญ สพฐ./สอศ./สกร./ก.ค.ศ. 1.2 พัฒนาหลักเกณฑ์ วิธีการแต่งตั้ง โอน ย้ายของครูและบุคลากร ทางการศึกษา ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในภูมิลำเนา ที่ตรงตามความ ประสงค์ของตนเอง เน้นพิจารณาด้วยความโปร่งใสและไม่มีการทุจริต คอรัปชั่น สพฐ./สอศ./สกร./สช./ ก.ค.ศ. 1.3 แก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษาให้เห็นผลเป็น รูปธรรม สป./สพฐ./สอศ./สกร./ สช./ก.ค.ศ. 1.4 จัดหาอุปกรณ์การสอนและสวัสดิการให้เพียงพอและเหมาะสม สพฐ./สอศ./สช. 2. นโยบายลดภาระนักเรียนและผู้ปกครอง 2.1 เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา (Anywhere Anytime) เรียนฟรี มีงานทำ “ยึด ผู้เรียน เป็นศูนย์กลาง” มีระบบหรือแพลตฟอร์มการเรียนรู้ โดยผู้เรียนม่ ต้องเสียค่าใช้จ่าย เพื่อสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา สพฐ./สอศ./สกร./สช. 2.2 จัดให้มีโรงเรียนคุณภาพ 1 โรงเรียน ต่อ 1 อำเภอ สพฐ. 2.3 พัฒนาระบบการแนะแนวการเรียน (Coaching) และเป้าหมายชีวิตให้ เป็นรูปธรรม สพฐ./สอศ./สกร./สช. 2.4 การจัดทำระบบวัดผลรับรองมาตรฐานวิชาชีพ (Skill Certificate) ผู้เรียนสามารถเรียนเพิ่ม เพื่อรับประกาศนียบัตรในการประกอบอาชีพ สอศ./สช./สกร./สกศ. 2.5 การจัดทำระบบ วัดผลเทียบระดับการศึกษา และประเมินผลการศึกษา เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความสามารถเป็นเลิศ ไม่ต้องเสียเวลาเรียนในระบบ ประหยัดเวลาและประหยัดค่าใช้จ่าย สพฐ./สอศ./สกร./สช. 2.6 ผู้เรียนเรียนรู้และมีรายได้ระหว่างเรียน จบแล้วมีงานทำ (Learn to Earn) สอศ.


๓๙ กรอบแนวทางการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการร่วมกับสำนักนายก รัฐมนตรี ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้จัดให้มีการประชุมปรึกษาหารือเพื่อจัดทำแผนการ ตรวจราชการ แบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 ตามระเบียบสำนัก นายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ 8 วรรคสี่ เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ๒๕๖6 โดยผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ผู้ตรวจราชการกระทรวง ผู้ตรวจ ราชการกรุงเทพมหานคร จเรตำรวจ ผู้แทนสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ผู้แทน สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ผู้แทนสำนักงบประมาณ ผู้ช่วยผู้ตรวจราชการสำนัก นายกรัฐมนตรี/กระทรวง ซึ่งที่ประชุม มีมติเห็นชอบในหลักการกรอบแนวทางการตรวจราชการแบบ บูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 ซึ่งมีความสอดคล้องกับกรอบยุทธศาสตร์ ชาติ ระยะ ๒๐ ปี (พ.ศ. ๒๕๖๑ – ๒๕๘๐) แผนแม่บท ภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติฯ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๓ (พ.ศ. ๒๕๖๖ – ๒๕๗๐) นโยบายของรัฐบาล และมติคณะรัฐมนตรี สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีได้ดำเนินการปรับปรุงกรอบแนวทางการตรวจ ราชการ แบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ให้มีความสอดคล้อง และสามารถ สนับสนุนนโยบายของรัฐบาลเพิ่มมากขึ้น โดยมีประเด็นการตรวจราชการ ดังนี้ 1. การตรวจราชการตามแผนการตรวจราชการแบบบูรณาการของผู้ตรวจราชการ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ ข้อ ๘ ดังนี้ ๑.๑ การตรวจติดตามนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาล ดังนี้ 1.1.1 มาตรการพักชำระหนี้ให้กับลูกหนี้รายย่อยตามนโยบายรัฐบาล 1.1.2 มาตรการตามแนวทางการแก้ไขปัญหาหนี้ทั้งระบบ ๑.๒ การตรวจติดตามนโยบายสำคัญของรัฐบาล เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถ ให้กับประชาชน ใน 3 ด้าน ดังนี้ 1.2.1 ด้านการสร้างรายได้ - การส่งเสริมและพัฒนาด้านการท่องเที่ยว 1.2.2 ด้านการขยายโอกาส - การขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power 1.2.3 ด้านการสร้างคุณภาพชีวิต - การแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเพื่อมุ่งสู่สังคมคาร์บอนต่ำ ๑.๓ การแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนหรือข้อร้องเรียนของประชาชน หรือการ ผลักดันการดำเนิน โครงการ/มาตรการสำคัญในเชิงพื้นที่ของส่วนราชการ หรือกรณีอื่น ๆ ตามที่ได้รับ มอบหมาย


๔๐ ๒. การตรวจราชการตามมาตรา ๕๕ แห่งพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารงานเชิง พื้นที่ แบบบูรณาการ พ.ศ. ๒๕๖5 โดยผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรี ร่วมกับคณะกรรมการ ตรวจสอบ และประเมินผลภาคราชการ และผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล การดำเนินการตามแผนพัฒนาจังหวัด แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด เป้าหมาย และแนวทาง การพัฒนาภาค แผนปฏิบัติราชการประจำปีของจังหวัด และแผนปฏิบัติราชการประจำปีของกลุ่มจังหวัด รวมทั้งการบริหารงบประมาณจังหวัดและงบประมาณกลุ่มจังหวัด ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖7 เพื่อรายงานผลการเร่งรัด ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผล พร้อมทั้งข้อเสนอแนะต่อคณะกรรมการ นโยบายการบริหารงานเชิงพื้นที่ แบบบูรณาการ (ก.น.บ.) ๓. การตรวจติดตามงานอื่น ๆ ตามที่คณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หรือปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีมอบหมาย ได้แก่ ๓.๑ การตรวจติดตามโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตาม พระปณิธาน ของศาสตราจารย์ ดร. สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ๓.๒ การตรวจติดตามการควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๗ 3.3 การตรวจติดตามนโยบายเร่งด่วนหรือนโยบายสำคัญของรัฐบาลอื่น ๆ ตามที่ ได้รับมอบหมาย ๔. การตรวจติดตามของผู้ตรวจราชการสำนักนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาความ เดือดร้อนของประชาชน อันเนื่องมาจากการเกิดภัยพิบัติ ได้แก่ 4.1 ปัญหาอุทกภัย และภัยแล้ง 4.2 ปัญหาหมอกควัน และฝุ่น PM2.5 4.3 กรณีอื่น ๆ ตามที่ได้รับมอบหมาย ขอบเขตการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ - ขอบเขตระยะเวลาการดำเนินงาน ๑ ตุลาคม ๒๕๖6 – กันยายน ๒๕๖7 - ขอบเขตการตรวจติดตาม เป็นการกำหนดรายละเอียดการตรวจราชการแต่ละประเภทให้ชัดเจน เพื่อให้การ ตรวจราชการแต่ละประเภทมีทิศทางการตรวจราชการไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถประมวลผลและ วิเคราะห์ข้อมูลสรุปผลการตรวจราชการได้ครอบคลุมและครบถ้วนตามที่กำหนด ขอบเขตการตรวจ ติดตามแต่ละประเภทได้กำหนดหัวข้อย่อย จำนวน 4 หัวข้อ ได้แก่ (1) เป้าหมายการตรวจติดตาม (2) วัตถุประสงค์ การตรวจติดตาม (3) จุดเน้นการตรวจติดตาม และ (4) เป็นเด็นการตรวจติดตาม โดยมี รายละเอียด ดังนี้ เป้าหมายการตรวจติดตาม คือ การกำหนดเป้าหมายเชิงปริมาณ หรือคุณภาพ เช่น กำหนดจำนวนครั้งการตรวจ ราชการแต่ละประเภท หรือจำนวนหน่วยงานที่ตรวจราชการเป็นต้น เพื่อให้สามารถวางแผนจัดสรรบุคลากร และ วางแผน งบประมาณในการตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ ได้ครบถ้วนตามแผนการตรวจราชการ และติดตามประเมินผลฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567


๔๑ วัตถุประสงค์การตรวจติดตาม คือ การกำหนดวัตถุประสงค์การตรวจราชการแต่ละประเภทให้ชัดเจนและสอดคล้องกัน ในแต่ละรอบหรือแต่ละครั้ง เพื่อให้สามารถกำหนดรูปแบบการตรวจราชการ เช่น การประชุม หรือการลง พื้นที่ ได้อย่างชัดเจนตรงตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการ จุดเน้นการตรวจติดตาม คือ การกำหนดตัวชี้วัด/ประเด็น (โครงการ/กิจกรรม) และภารกิจที่ต้องการตรวจติดตาม ภายใต้การตรวจราชการและติดตามประเมินผลฯ จำนวน 3 ประเภท ได้แก่ (1) กาตรวจราชการกรณีปกติ (2) การตรวจราชการแบบบูรณาการร่วมกับสำนักนายกรัฐมนตรี (3) การตรวจราชการกรณีพิเศษ ประเด็นการตรวจติดตาม คือ การกำหนดนโยบายที่เป็นจุดเน้นเชิงลึกในประเด็นนโยบายเฉพาะเรื่อง/หัวข้อสำคัญ หรือรายละเอียดที่ต้องการตรวจราชการตามประเด็นการตรวจติดตามที่กำหนด กำหนดจุดเน้นการตรวจ ติดตาม จากค้นพบผลการรวจราชการกระทรวงฯ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมา และที่ หน่วยงานเสนอความเสี่ยง และแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหาเพื่อขับเคลื่อนแก้ไขปัญหาให้เป็นรูปธรรม - ขอบเขตพื้นที่ กระทรวงศึกษาธิการ ได้กำหนดพื้นที่การตรวจราชการของผู้ตรวจราชการ ตามคำสั่ง สำนักนายกรัฐมนตรี ที่ ๒๒๑/๒๕๖๑ ลงวันที่ ๑๐ กันยายน ๒๕๖๑ เรื่อง กำหนดพื้นที่ตรวจราชการของ ผู้ตรวจราชการโดยมีเขตตรวจราชการส่วนกลาง และเขตตรวจราชการ ที่ ๑ - ๑๘ และคณะกรรมการ นโยบายการบริหารงานจังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ได้มีประกาศ ลงวันที่ ๑๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๖๐ เรื่องการจัดตั้ง กลุ่มจังหวัดและกำหนดจังหวัดที่เป็นศูนย์ปฏิบัติการของกลุ่มจังหวัด โดยจัดตั้งกลุ่ม จังหวัด จำนวน ๑๘ กลุ่มจังหวัด ๖ ภาค ทั้งนี้ มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เรื่อง สถานที่จัดตั้ง สำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อให้มีความสอดคล้องกับการบริหารงาน จังหวัดและกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการเชิงยุทธศาสตร์ และการแบ่งเขตตรวจราชการของสำนักนายก รัฐมนตรี ที่มุ่งเน้นให้ความสำคัญกับเขตพื้นที่ที่ติดต่อกัน ซึ่งมีภูมิประเทศ ประเพณี วัฒนธรรม ค่านิยม และลักษณะของพื้นที่เศรษฐกิจและสังคมที่มีความใกล้เคียงกันมีจุดอ่อน จุดแข็งในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม ตลอดจนทรัพยากรธรรมชาติที่คล้ายคลึงกัน ทำให้ง่ายต่อการกำหนดยุทธศาสตร์ การพัฒนาให้บรรลุวัตถุประสงค์ร่วมกันได้ โดยมีรายละเอียด ดังนี้


๔๒ ตารางที่ 2 ขอบเขตพื้นที่ เขตตรวจราชการ 1-18 เขตตรวจราชการ กลุ่มจังหวัด จังหวัด เขตตรวจราชการส่วนกลาง - กรุงเทพมหานคร เขตตรวจราชการที่ ๑ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน ชัยนาท พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี๑ สระบุรี สิงห์บุรี อ่างทอง เขตตรวจราชการที่ ๒ กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล นนทบุรี ปทุมธานี๒ นครปฐม สมุทรปราการ เขตตรวจราชการที่ ๓ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ๑ กาญจนบุรีราชบุรี๓ สุพรรณบุรี เขตตรวจราชการที่ ๔ กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง ๒ ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี สมุทรสงคราม๔ สมุทรสาคร เขตตรวจราชการที่ ๕ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย ชุมพร นครศรีธรรมราช๕ พัทลุง สุราษฎร์ธานี สงขลา เขตตรวจราชการที่ ๖ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน กระบี่ ตรัง พังงา ภูเก็ต๖ ระนอง สตูล เขตตรวจราชการที่ ๗ กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน นราธิวาส ปัตตานี ยะลา๗ เขตตรวจราชการที่ ๘ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ๑ ฉะเชิงเทรา๙ ชลบุรี๘ ระยอง เขตตรวจราชการที่ ๙ กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก ๒ จันทบุรี ตราด นครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว เขตตรวจราชการที่ ๑๐ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ๑ บึงกาฬ เลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี๑๐ เขตตรวจราชการที่ ๑๑ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ๒ นครพนม มุกดาหาร สกลนคร๑๑ เขตตรวจราชการที่ ๑๒ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง กาฬสินธุ์ ขอนแก่น๑๒ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด เขตตรวจราชการที่ ๑๓ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๑ ชัยภูมินครราชสีมา๑๓ บุรีรัมย์สุรินทร์ เขตตรวจราชการที่ ๑๔ กลุ่มภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ๒ ยโสธร ศรีสะเกษ อำนาจเจริญ อุบลราชธานี๑๔ เขตตรวจราชการที่ ๑๕ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ๑ เชียงใหม่๑๕ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน เขตตรวจราชการที่ ๑๖ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน ๒ เชียงราย๑๖ น่าน พะเยา แพร่ เขตตรวจราชการที่ ๑๗ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๑ ตาก พิษณุโลก๑๗ เพชรบูรณ์ สุโขทัย อุตรดิตถ์ เขตตรวจราชการที่ ๑๘ กลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนล่าง ๒ กำแพงเพชร นครสวรรค์๑๘ พิจิตร อุทัยธานี หมายเหตุ : จังหวัด ที่พิมพ์ตัวหนาเป็นสถานที่ตั้งของสำนักงานศึกษาธิการภาคตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ ลงวันที่ ๗ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๒ เรื่อง สถานที่จัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค สำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ


๔๓ ภาพที่ 3 การกำหนดพื้นที่เขตตรวจราชการของผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 17


๔๔ ตารางที่ 3 มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาครักษาราชการแทนผู้ตรวจ ราชการกระทรวงศึกษาธิการ และศึกษาธิการภาครักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวง ศึกษาธิการ รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ มีอำนาจหน้าที่และปฏิบัติงานให้เป็นไปตามระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการตรวจราชการ พ.ศ. ๒๕๔๘ และระเบียบกระทรวงศึกษาธิการว่าด้วย การตรวจราชการ การติดตามตรวจสอบและประเมินผลการจัดการศึกษา พ.ศ. ๒๕๖๐ และคำสั่งกระทรวง ศึกษาธิการ ที่ สป. 47/2567 ลงวันที่ 25 มกราคม พ.ศ. 2567 เรื่องมอบหมายให้ผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ ศึกษาธิการภาครักษาราชการแทนผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการและศึกษาธิการ ภาครักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ดังต่อไปนี้ เขตตรวจ ราชการที่ จังหวัดในเขตตรวจราชการ ผู้รับผิดชอบเขตตรวจราชการ ส่วนกลาง กรุงเทพมหานคร นายปรีดี ภูสีน้ำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 1 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนบน จังหวัดลพบุรีจังหวัดชัยนาท จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จังหวัดสระบุรี จังหวัดสิงห์บุรี จังหวัดอ่างทอง นายไพศาล วุทฒิลานนท์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 2 กลุ่มจังหวัดภาคกลางปริมณฑล จังหวัดปทุมธานีจังหวัดนนทบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดสมุทรปราการ นายปรีดี ภูสีน้ำ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 3 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 1 จังหวัดราชบุรีจังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสุพรรณบุรี นายวีระ แข็งกสิการ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 4 กลุ่มจังหวัดภาคกลางตอนล่าง 2 จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดประจวบคีรีขันธ์จังหวัดเพชรบุรี จังหวัดสมุทรสาคร นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 5 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอ่าวไทย จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดชุมพร จังหวัดพัทลุง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัด สงขลา นายสุรศักดิ์ อินศรีไกร ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ 6 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ฝั่งอันดามัน จังหวัดภูเก็ต จังหวัดกระบี่ จังหวัดตรัง จังหวัดพังงา จังหวัดระนอง จังหวัดสตูล นายชูสิน วรเดช ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 6 รักษาราชการแทนผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 7 กลุ่มจังหวัดภาคใต้ชายแดน จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส จังหวัดปัตตานี นายชูสิน วรเดช ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 6 รักษาราชการแทนผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 8 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 1 จังหวัดชลบุรีจังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดระยอง นางสาววันเพ็ญ บุรีสูงเนิน ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 8 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 9 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออก 2 จังหวัดฉะเชิงเทรา จังหวัดจันทบุรี จังหวัดตราด จังหวัดนครนายก จังหวัดปราจีนบุรี จังหวัดสระแก้ว นางสาววันเพ็ญ บุรีสูงเนิน ศึกษาธิการภาคสำนักงานศึกษาธิการภาค 8 รักษาการในตำแหน่งผู้ตรวจราชการ กระทรวงศึกษาธิการ 10 กลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 จังหวัดอุดรธานี จังหวัดบึงกาฬ จังหวัดเลย จังหวัดหนองคาย จังหวัดหนองบัวลำภู นายสมใจ วิเศษทักษิณ ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ


Click to View FlipBook Version